บ้านตุลาไทย

หมวดการเมือง - พลังประชาชน => ข่าว วิเคราะห์ข่าว => ข้อความที่เริ่มโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 11:55:42 AM



หัวข้อ: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 11:55:42 AM
ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นเรื่องพื้นฐานของประชาชนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับปัญหาทางการมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  การพัฒนาเศรษฐกิจไทยจากเศรษฐกิจชุมชนถึงเศรษฐกิจในภาคเมืองจะเดินไปสู่ทิศทางใด  ทางเลือกและทิศทางของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นเช่นไร  ผลกระทบต่าง ๆ ที่ทุนโลกาภิวัตน์สร้างปัญหาไว้เช่นจากปัญหาแรงงาน,สิ่งแวดล้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะมีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร  นับเป็นประเด็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนในสังคมไทยต้องช่วยกันหาทางออกก่อนที่บ้านเมืองนี้จะเต็มไปด้วยสารพิษเต็มเมือง!!

กระทู้นี้คือการนำข่าวเศรษฐกิจที่เป็นประเด็นปัญหาต่าง ๆ มาย่อยและสังเคราะห์ต่อยอดให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่จะก่อให้เกิดผลต่อการผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจในสังคมไทยต่อๆไป 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 11:57:10 AM
คัดจากมติชนรายวัน

สป.แนะรัฐเร่งปรับแนวฟื้นเศรษฐกิจ

ชี้เจตนาดีแต่แจงไม่เคลียร์ทำนักลงทุนหนี




สป.แนะรัฐเร่งปรับแนวเศรษฐกิจใหม่ช่วง 6 เดือนที่เหลือ เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ชี้หลายมาตรการที่ออกมา รวมถึงการแก้ไขกฎหมายล้วนเจตนาดี แต่สอบตกเรื่องชี้แจง กลายเป็นมาตรการไล่นักลงทุน ดันเศรษฐกิจหล่นตุ้บอยู่ก้นอ่าว จี้รัฐเร่งช่วยกลุ่มคนจนสุดรายได้หดลงอีก 4%

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) จัดงานสัมมนาเรื่อง "เศรษฐกิจไทยวันนี้...มีแต่ตายกับตายจริงหรือ?" นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้ สป. กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2550-2551 ปัจจัยที่จะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย พบว่าปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่นำมาสู่การเก็งกำไรค่าเงิน ทองคำ และน้ำมัน รวมถึงภาวะราคาสินค้าจากจีนที่ถูกมากจนไม่น่าแข่งขันด้วย ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ประกอบด้วย สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ชัดเจนว่าจะยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมือง ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง และหันไปลงทุนระยะสั้นในตลาดหลักทรัพย์ และเก็งกำไรค่าเงิน ประกอบกับการที่ไทยประสบกับการเมืองนอกระบบที่มาจากบุคคลบางกลุ่มทั้งในและนอกประเทศมีผลให้นักลงทุนขาดความมั่นใจมากที่สุด และส่งผลกระทบกับกำลังซื้อภายในประเทศ โดยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ไทยต้องสูญเสียประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท "รัฐควรปรับทิศทางเศรษฐกิจไทยใหม่ภายใน 6 เดือน เพื่อความอยู่รอดของประเทศ"

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สป. กล่าวว่า ปัจจัยลบต่อการค้าการลงทุนไทยในปัจจุบันมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และความไม่ชัดเจนของกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรการเรื่องลิขสิทธิ์ยา พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กฎหมายค้าปลีก รวมถึงมาตรการกันสำรองเงินทุน 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้จะมีเจตนาดี แต่ต้องยอมรับว่าไม่สามารถทำให้นักลงทุนเข้าใจได้ จึงเป็นมาตรการที่ไล่นักลงทุนออกจากไทยไปพอสมควร "นักลงทุนเลือกที่จะรอรัฐบาลใหม่ เพื่อดูนโยบายและตัดสินใจลงทุน เท่ากับว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ก้นอ่าวและรอเวลาเทกออฟจากรัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้ง"

นายพิสิฐกล่าวว่า ภายในปีนี้รัฐควรเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นทันไตรมาส 4 ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยต้องตาย เพราะขณะนี้แม้จะยังไม่มีสัญญาณปลดคนงาน แต่ก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดการจ้างงานใหม่ ทำให้เด็กจบใหม่ประมาณ 700,000 คน หางานทำได้ยาก รวมทั้งเป็นห่วงเรื่องการกระจายรายได้ของไทยเพราะจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2549 พบว่ากลุ่มคนยากจนสุด 10% ของประชากรทั่วประเทศ มีรายได้ลดลง 4% ขณะที่กลุ่มอื่นอีก 90% กลับมีรายได้สูงขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะสำหรับกลุ่มคนจนสุดให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

นายสุธรรม วิชชุไตรภพ ประธานคณะทำงานการเกษตร อาหาร และสหกรณ์ (สป.) กล่าวว่า ปีนี้สินค้าเกษตรมีการส่งออกดีกว่าธุรกิจภาคอื่นๆ แม้จะมีปัญหาราคาผันผวนบ้าง แต่ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี ยกเว้นราคาพืชสวนพืชไร่ที่ปรับตัวลดลงมาก ดังนั้น หากเกษตรกรไทยมีองค์ความรู้มากขึ้นจะสามารถแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า และแข่งขันในตลาดโลกได้

นายชวลิต นิ่มละออ ประธานคณะทำงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม สป. กล่าวว่า หากรัฐเร่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และรักษาเสถียรภาพเงินบาทให้อยู่ในระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์ จะทำให้เศรษฐกิจในระยะ 6 เดือน ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 12:10:09 PM
ข้อคิดจากข่าว

จะเห็นได้ว่าความคิดเห็นของนักวิชาการส่วนใหญ่ในข่าวนี้จะพูดถึงสาเหตุต่าง ๆ ที่กำลังซื้อตกและต่างชาติไม่มาลงทุน  แต่ไอเดียใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากปัญหาความยากจนแทบไม่มีให้เห็นเลย  มีความเห็นของอาจารย์ณรงค์ที่หยอดมาหน่อยว่าต้องหาหนทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ  ล่าสุดไอเดียธนาคารลูกจ้างของอาจารย์ณรงค์นับว่าดีมาก  ที่เสนอให้นำเงินจากกองทุนประกันสังคม 40,000 ล้านมาทำเป็น  "ธนาคารสำหรับลูกจ้าง"  เพื่อประโยชน์สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของลูกจ้างโดยตรงเช่นใช้กู้ยืมในเรื่อปัญหาทุกข์ร้อนในชีวิตต่าง ๆ เช่นอาการป่วยไข้,ทุนการศึกษา  และใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพเสริมต่าง ๆ  นับว่าเป็นไอเดียที่กล้าที่จะนำเสนอออกมา

นักวิชาการกระแสรองในสังคมไทยหลาย ๆ คนหายไปไหนและในห้วงเวลาเช่นนี้ทำไมไม่นำเสนอไอเดียดี ๆ สู่สังคมไทยบ้างเล่าครับ

จริง ๆ พวกเราก็เสนอได้นะครับลองดูบ้างก็ได้นะครับ  เผื่อจะเห็นสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นในสังคมไทยบ้าง


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 12:30:38 PM
ข้อมูลเพิ่มจากไทยโพสต์

จี้ขึ้นค่าแรงฟื้นเศรษฐกิจ-บริโภค สป.กระตุกรัฐ/โฆสิตทำใจจีดีพีหดเร่งเอกชนลงทุน


5 พฤษภาคม 2550    กองบรรณาธิการ


สภาที่ปรึกษาฯ กระตุกรัฐตื่น เปลี่ยนแนวกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้ใช้แรงงาน จี้ขึ้นค่าแรง เพิ่มอำนาจซื้อ ชี้หากสถานการณ์เลวร้ายต่อ เงินสูญจากระบบแน่ 7-8 หมื่นล้าน "โฆสิต" ทำใจเศรษฐกิจทรุด


ลุยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน  เชื่อ ศก.ฟื้นเร็วกว่า ปลุกการบริโภค "บีโอไอ" ยันปีนี้ยอดส่งเสริมลงทุน 5 แสนล้าน

นายชวลิต นิ่มละออ ประธานคณะทำงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.)  กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "เศรษฐกิจไทยวันนี้..มีแต่ตายกับตายจริงหรือ?" ว่า สป.เตรียมเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นใน  3  เดือนข้างหน้าไปยังรัฐบาล ได้แก่ การกระตุ้นการอุปโภคบริโภคภาคประชาชน  การเสริมสร้างเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน  การส่งเสริมภาคธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะกระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

นายณรงค์  เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้ สป.กล่าวว่า หากรัฐบาลยังไม่เปลี่ยนแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะตายได้ โดยรัฐบาลจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางผู้ใช้แรงงาน  โดยการขึ้นค่าจ้างแรงงาน  เพราะกว่า  50%  ของการอุปโภคบริโภคมาจากภาคแรงงาน

"ปัจจุบันกำลังซื้อในประเทศหายไปแล้ว  50,000-60,000  ล้านบาท ซึ่งหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ความเสียหายจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็น 70,000-80,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องเร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น  โครงการวางระบบสาธารณูปโภค  และยังต้องลงทุน เพื่อสังคมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน" นายณรงค์กล่าว

นายพิสิฐ  ลี้อาธรรม  ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาคการเงินการคลัง สป. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในภาวะก้นอ่าว ดังนั้น  รัฐบาลต้องเร่งให้เกิดการเลือกตั้งเร็วที่สุด  เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นการลงทุนและอุปโภคบริโภคในประเทศ

นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวภายหลังแถลงสรุปภาวะอุตสาหกรรมไตรมาส  1  ปี  2550  ว่า  หน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้จะต้องเร่งทำคือ การเร่งรัดให้เกิดการลงทุนของประเทศ  เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงไปให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว  และเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ

"อาจเป็นไปได้ที่ไตรมาสนี้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ตราบใดที่การส่งออกยังไปได้อยู่ก็ไม่น่าห่วง  แต่ที่ห่วงคือ  การกระตุ้นกำลังซื้อให้กลับมาทำได้ยาก  เหมือนกับการจุดไม้ขีดไฟที่ไหม้เพียงวูบเดียว  เป็นการกระตุ้นที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้น ต้องทำให้เกิดการลงทุนที่ยั่งยืน เพราะไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจก็จะเคลื่อนไปไม่ได้" นายโฆสิตกล่าว

นายสาธิต  ชาญเชาวน์กุล  เลขาธิการ  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การขอรับส่งเสริมการลงทุนช่วง 4 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่า 1.6 แสนล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% ซึ่งทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 8.2 หมื่นคน

ส่วนการลงทุนต่างชาติมีมูลค่า  9.2  หมื่นล้านบาท  นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ยังคงเป็นญี่ปุ่น อาเซียน และยุโรป ซึ่งแนวโน้มมูลค่าการลงทุนปีนี้จะอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 12:45:52 PM
จากคมชัดลึก  ก็ได้รายละเอียดเพิ่มมาอีก


เตือนรัฐกลับลำกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านแรงงาน 
4 พฤษภาคม 2550 16:44 น.



คณะทำงานด้านเศรษฐกิจของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า รัฐบาลกำลังหลงทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจไทยเป็นสังคมการค้าและอุตสาหกรรม โดยมีแรงงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จึงควรกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขึ้นค่าจ้างแรงงาน

การสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจไทยวันนี้ มีแต่ตายกับตาย…จริงหรือ?” ซึ่งจัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้ กล่าวว่า หากรัฐบาลยังไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยังคงใส่เกียร์ว่าง เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสที่จะตายได้ แต่หากเปลี่ยนวิธีดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ก็มีโอกาสที่จะรอด เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยเข้าใจผิดว่า ภาคเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมหลักขับเคลื่อนประเทศ แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจไทยเป็นสังคมการค้าและอุตสาหกรรม โดยมีแรงงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ดังนั้นรัฐบาลจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางผู้ใช้แรงงาน โดยการขึ้นค่าจ้างแรงงาน เพราะกว่าร้อยละ 50 ของการอุปโภคบริโภคในประเทศมาจากภาคแรงงาน

นายณรงค์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีปัญหา เพราะพึ่งพิงการส่งออกมากเกินไป แต่ไม่มีการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ทำให้กำลังซื้อลดลงไป 50,000-60,000 ล้านบาท ซึ่งหากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น กำลังซื้ออาจจะลดลงได้ถึง 70,000-80,000 ล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านแรงงาน ควบคู่ไปกับการลงทุน และเร่งสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ให้ชัดเจน รวมทั้งควรหันมาพึ่งพิงอุตสาหกรรมในประเทศให้มากขึ้น หากยังพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง ก็จะทำให้การลงทุนของต่างชาติหดหายลง และส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมเหมือนปัจจุบัน

นายชวลิต นิ่งละออ ประธานคณะทำงานอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยคงจะแย่ หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากภาวะการเมือง และอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่า ทำให้การส่งออกมีปัญหา ซึ่งแม้ว่าขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนจะทรงตัว แต่คงต้องใช้เวลาอีก 4-6 เดือน ยอดคำสั่งซื้อจึงจะกลับมา ซึ่งที่ผานมาพบว่า อุตสาหกรรมขนาดเล็กมีการปิดกิจการไปมาก เนื่องจากการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ และไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ มีการลดชั่วโมงการทำงาน ซึ่งน่าเป็นห่วงสำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อหรือใช้เงินกองทุนมาช่วยเหลือเอสเอ็มอี
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 12:51:25 PM
แปลกแต่จริง ข้อมูลคมชัดลึก  เจ๋งสุด

“โฆสิต”มั่นใจรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงพอแล้ว
4 พฤษภาคม 2550 16:29 น.



“โฆสิต” ระบุรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงพอแล้ว และจะเร่งผลักดันให้เกิดผลเร็วขึ้น มั่นใจเศรษฐกิจไตรมาส 3 ฟื้นตัว หลังจากอนุญาตให้ขยายโรงงานปิโตรเลียมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุน โดยยืนยันว่าตลอดปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 4

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ช่วงเวลา 4-5 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ 2550 จะเร่งการทำงานให้เกิดในเชิงแก้ปัญหาของประเทศ โดยจะให้ความสำคัญส่งเสริมให้มีการลงทุน

โดยมีระดับความสำคัญเป็นอันดับต้นและจะเร่งเคลียร์ภายในเดือนนี้เพื่อให้เกิดการลงทุนพร้อมทั้งแก้ไขปัญหาผลิตภัณฑ์ชุมชนควบคู่ไปด้วย และจากการหารือเบื้องต้นกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่าเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอโดยภาพรวมนั้นรัฐบาลจะสามารถดูแลให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยในไตรมาส 2 เศรษฐกิจอาจจะชะลอลงไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่ยังดีอยู่ ทำให้เศรษฐกิจไม่ชะลอลงไปมาก แต่ไตรมาส 3 รัฐบาลและภาคเอกชนที่เข้ามาลงทุนจะเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจส่วนรวมมีแรงขับเคลื่อนเสริมกันหลายแรงมากขึ้น และเชื่อว่าตลอดปีนี้

เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ระดับร้อยละ 4 แม้หลายฝ่ายจะระบุว่าจะเติบโตได้แค่ร้อยละ 3.8 แต่ก็ไม่วิตกมากมาย เพราะอยู่ในวิสัยที่จะผ่านไปสู่ความเข้มแข็งขึ้นจนรัฐบาลนี้สามารถส่งมอบเศรษฐกิจที่มีความพร้อมจะเดินหน้าด้านการลงทุนไปให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวนั้น เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยลดลง ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขในจุดนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอ ครม.ได้อนุมัติแผนแม่บทผลิตภาพภาคอุตสาหกรรมตามที่ สศอ.ทำเสนอผ่านกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งจะใช้งบในการร่วมมือกับภาคเอกชนเพิ่มผลิตภาพการผลิต 4,000-5,000 โรงงาน รวม 1,100 ล้านบาท ส่วนที่หลายคนระบุว่าเศรษฐกิจทำให้ภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าอุตสาหกรรมกลับเป็นต้นเหตุให้เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากอำนาจซื้อยังมีจีดีพีไม่ต่ำมาก แต่ความสนใจจะซื้อไม่มี ส่วนต่างประเทศอำนาจซื้อมีเศรษฐกิจดี แต่เพราะสินค้าอุตสาหกรรมของไทยแข่งขันไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการทำแผนแม่บทเพิ่มผลิตภาพภาคอุตสาหกรรม หากพิจารณาอำนาจซื้อในประเทศพบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนกลุ่มที่เดือดร้อนคือยอดขายรถยนต์ จักรยานยนต์และรถกระบะเท่านั้น โดยเรื่องนี้ทางกลุ่มสหพัฒน์สามารถยืนยันข้อมูลได้

นายโฆสิต กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจชะลอไม่มาก อยู่ในวิสัยเอากลับคืนได้ และที่รัฐบาลเน้นการลงทุนมีความสำคัญเป็นอันดับต้นนั้น ในส่วนของมาบตาพุดจะอนุญาตให้ขยายโรงงานได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งทำให้โรงงานปิโตรเคมีระยะที่ 3 จะทยอยลงทุนได้ปีนี้ 30,000-40,000 ล้านบาท จากมูลค่ารวม 300,000 ล้านบาท ทำให้อีกหลายสิบโครงการที่เชื่อมโยงกันก็จะเดินหน้าไปด้วย สำหรับประเด็นที่มีความเป็นห่วงเรื่องอำนาจซื้อของประชาชนนั้น เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จะพบว่าการกระตุ้นการบริโภคยากที่จะยั่งยืน เช่น รัฐบาลที่แล้วกระตุ้นการบริโภคก็อยู่ได้ไม่นานเหมือนไม้ขีดที่จุดไฟแล้วก็ดับลง ดังนั้น วิธีการเดียวที่จะทำให้เกิดการบริโภคคือส่งเสริมให้มีการลงทุนเมื่อช่วงรัฐบาลมาทำหน้าที่การลงทุนไม่มีความพร้อม แต่ขณะนี้จะทำให้พร้อมและลงทุนได้

“รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่จะมีแผนการทำงานตอบสนองสถานการณ์อย่างเพียงพอ ขณะนี้และในเดือนนี้

จะโฟกัสที่การขับเคลื่อนการลงทุน ตรงกับความคิดเห็นของภาคเอกชน การขับเคลื่อนการลงทุนเดินหน้าได้

ทีละ 300,000 ล้านบาท บวกกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ การลงทุนผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน โดยเดือนนี้จะเคลียร์เรื่องเหล่านี้เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อไปได้” นายโฆสิต กล่าว
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: salt ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 19:51:35 PM
จะเห็นได้ว่าความคิดเห็นของนักวิชาการส่วนใหญ่ในข่าวนี้จะพูดถึงสาเหตุต่าง ๆ ที่กำลังซื้อตกและต่างชาติไม่มาลงทุน  แต่ไอเดียใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากปัญหาความยากจนแทบไม่มีให้เห็นเลย  มีความเห็นของอาจารย์ณรงค์ที่หยอดมาหน่อยว่าต้องหาหนทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ

 ;D ;D ;D ;D ;D ;D :-* :-*

ไม่เป็นไร..ท่านดอกดินตัวดำๆ..เอ้ย..ท่านดอกดินสยาม....เดี๋ยวป้าซอท์ลจะเสนอให้จ๊าบเลย......


ฮิฮิ......กะลังประมวลอยู่......แต่ไม่ได้เสนอแบบนักวิชาการ....หักหอกพวกนั้นนะ....เสนอแบบชาวบ้านๆ อ่ะ.....ที่มือจับเสียมพรวนดิน...แต่หลับตานึกภาพจักรวาลกาแล้กซี่....ในห้วงอาวกาศออกอ่ะ.....อ้อ...และเป็นชาวบ้านแบบรู้ทันทุนข้ามชาติสามานย์จักรพรรดินิยมใอ้กันจางไลนำ....


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: salt ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 20:28:43 PM
 ;D ;D ;D

ตอนนี้ช่วยๆ กันอ่านนี่ไปก่อนละกัน....


"....... การยกระดับงานขึ้นสู่องค์รวม จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเมืองภาคประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้


          ใครที่คิดไว้แบบอื่นก็ให้ว่ามา....แบบไหน?


          ใครจะต่อยอดจากสุวิทย์  วัดหนูก็ให้ลงมือ


          สุวิทย์.......คุณทำเต็มที่แล้ว และทิ้งโจทย์ใหม่-ใหญ่ไว้ให้นักอุดมการณ์เพื่อสังคมทำการบ้านต่อ


ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง เรา-ท่านที่ยังอยู่ คงได้ตรวจสอบวิถีชีวิตตัวเองบ้าง


ว่าวันนี้จะสร้างนวัตกรรมใหม่ต่อสังคมอย่างไร?





จำนงค์  จิตรนิรัตน์


27 เมษายน 2550


อุบลราชธานี"

http://www.oknation.net/blog/mataharee/2007/05/01/entry-1 (http://www.oknation.net/blog/mataharee/2007/05/01/entry-1)

 :-* :-* :-*



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: แสนไชย ที่ 05 พฤษภาคม 2007, 21:05:43 PM
ป้าซอลท์ลองเอา "คำประกาศหนองจอก"  Nongjok Manifesto ไปแปะต่อของเขาข้างบนดูด้วยสิ  ดูเขาจะว่ากันว่าอย่างไร


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 06 พฤษภาคม 2007, 14:48:10 PM
คัดจากคมชัดลึก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ตลาดข้าวนึ่งแข่งเดือดหลังคนเห่อกระแสสุขภาพ
6 พฤษภาคม 2550 11:56 น.


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุกระแสสุขภาพ ส่งผลให้ตลาดโลกมีความต้องการข้าวนึ่งมากยิ่งขึ้น ทำให้การส่งออกเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง แนะผู้ประกอบการส่งเสริมด้านการผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด และศึกษาพฤติกรรมการบริโภคข้าวนึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเจาะขยายตลาด ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่าส่งออกเกือบ 20,000 ล้านบาท

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่าข้าวนึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่มีอนาคตไกลน่าจับตามอง โดยเฉพาะข้าวนึ่งคุณภาพดี ถึงแม้จะไม่มีการบริโภคข้าวนึ่งภายในประเทศ แต่ข้าวนึ่งก็เป็นสินค้าออกของไทยมานานแล้ว

โดยเฉลี่ยแต่ละปีไทยส่งข้าวนึ่งออกประมาณ 700,000-1,000,000 ตัน มูลค่าประมาณ 18,000-22,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย ข้าวนึ่งคุณภาพดีของไทยยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก เพราะต้นทุนข้าวเปลือกไทยราคาถูกกว่าสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญ ดังนั้น ข้าวนึ่งจึงนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ เพื่อการส่งออกและการบริโภคในประเทศ โดยไทยต้องเร่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เนื่องจากต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่งดั้งเดิมอย่างอินเดียและปากีสถาน และประเทศที่หันมาส่งออกข้าวนึ่งคุณภาพดีแข่งกับไทย คือ สหรัฐและอียู

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในต่างประเทศ โดยผู้บริโภคในต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาบริโภคข้าวนึ่งกันมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าข้าวนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าการบริโภคข้าวขาว เพราะไม่ได้รับการขัดสีเอาส่วนที่มีประโยชน์ออกไปมากเหมือนกับข้าวขาว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคนี้ทำให้ตลาดข้าวนึ่งในตลาดโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โอกาสในการขยายตลาดส่งออกข้าวนึ่งของไทยนั้นยังมีความเป็นได้มาก

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันไทยยังไม่มีการรวบรวมจำนวนโรงสีที่ผลิตข้าวนึ่ง ทำให้ยังไม่มีการเก็บข้อมูลปริมาณการผลิตข้าวนึ่งในแต่ละปี นอกจากนี้ ในการส่งออกนั้นควรมีการแยกการส่งออกข้าวนึ่งตามเกรดเช่นเดียวกับการส่งออกข้าวขาวและข้าวหอมมะลิ ซึ่งปัจจุบันมีการกำหนดมาตรฐานข้าวนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้น การแยกพิกัดการส่งออกข้าวนึ่งน่าจะทำได้ไม่ยาก ประโยชน์ที่จะได้รับจากการแยกข้อมูลรายละเอียดข้าวนึ่งตามเกรดข้าว จะทำให้ทราบความต้องการที่ชัดเจนของแต่ละตลาด รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการบริโภคแต่ละตลาดน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการส่งเสริมการเจาะขยายตลาดต่อไปในอนาคต ขณะเดียวกันก็ควรจะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อการขยายตลาดในประเทศควบคู่กันไปด้วยก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศทั้งหมด

..........................................................


นึกถึงโรงสีที่กุดชุม  จังหวัดยโสธรไม่รู้ตอนนี้ป็นอย่างไรกันบ้าง  ไอเดียที่ให้ชาวนาขายข้าวตรงสู่ต่างประเทศเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนมาก ๆและกฎหมายรัฐธรรมนูญน่าจะเขียนเปิดทางไว้ด้วย  เพราะดู ๆ แล้วโรงสีชุมชนเหล่านี้จะเดินไปสู่จุดความสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด  ถ้านโยบายภาครัฐยังปิดกั้นให้เพียงโควต้าแก่พ่อค้าส่งออกข้าวเพียงกลุ่มเดียว
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 พฤษภาคม 2007, 13:02:43 PM
คัดจากไทยรัฐ

   
สัญญาณร้ายไตรมาส 3 ซึมลึก หอการค้าไม่เชื่อ น้ำยากระตุ้นเศรษฐกิจ [9 พ.ค. 50 - 04:23]
 
นายประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยใน 6 เดือนหลังของปีนี้ ยังจะคงอยู่ในภาวะอึมครึม เพราะภาคเอกชนยังเห็นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลยังยืนยันว่า ได้เดินมาถูกทางแล้วสำหรับมาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้ จะเริ่มส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ เป็นเรื่องที่ยังไม่น่าไว้วางใจ 

เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งเน้นกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อในประเทศ ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะสามารถใช้เป็นเครื่อง มือพิเศษที่จะกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนให้เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และหากเป็นความจริงจะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้มากน้อยเพียงใด 

นายประมณฑ์กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลมองเพียงว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเร่งใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินและงบการลงทุนต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบการใช้จ่ายประจำปีของรัฐบาลอยู่แล้วนั้น ยังไม่เพียงพอจะเรียกความเชื่อมั่นได้เพียงพอต่อประชาชน ในมุมมองของเอกชน แม้ว่ารัฐบาลจะมองว่าเพียงพอแล้ว เพราะจะต้องมีเม็ดเงินจากแหล่งอื่นๆมาช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ 

 เช่น การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล การลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ เพราะหากลดค่าธรรมเนียมลงจะทำให้ประชาชนกล้าตัดสินใจซื้อที่พักอาศัย ตั้งแต่บ้าน คอนโดมิเนียม กระตุ้นให้เกิดการหมุนในวงจรของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเช่นวัสดุก่อสร้าง สุขภัณฑ์ที่ใช้ในงาน ของตกแต่งบ้านรวมทั้งการจ้างงานของกลุ่มคนงานก่อสร้าง 

“กรณีที่รัฐบาลเร่งให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 4 แห่ง ปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนระดับรากหญ้ากว่า 40,000 ล้านบาท ผมยังมองไม่เห็นว่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างไร หากประชาชนที่มาขอสินเชื่อดังกล่าวนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมที่สุรุ่ยสุร่ายไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเท่ากับว่าเป็นการสร้างหนี้สินซึ่งเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของรัฐบาล” 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าภาคเอกชนไม่เชื่อมั่นในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะเริ่มฟื้นตัวสู่ปกติ  นายประมณฑ์กล่าวว่า ในส่วนตัวยังยืนยันว่า  ขอยึดผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ระบุว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะซึมลึกยาวนานต่อไป ยังไม่มีการฟื้นตัวจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ซึ่งไม่ทราบว่าจะมีเลือกตั้งเมื่อใด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้จากข้อมูลพื้นฐานความรู้สึกของประชาชนที่ตอบแบบสอบถาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่มีลูกจ้างในระบบประมาณ 100,000 คน ได้แจ้งต่อ ส.อ.ท.ให้ทราบว่า หลังจากที่ใช้มาตรการไม่รับคนงานเพิ่มในช่วงที่ผ่านมาหากมีการลาออกของแรงงาน ตั้งแต่ต้นปี 2550 โดยล่าสุดได้เริ่มมีการทยอยปลดแรงงานในระบบอุตสาหกรรมสิ่งทอออกไปแล้ว ประมาณ 5-10% หรือประมาณ 10,000 คน ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เพื่อลดต้นทุนเนื่องจากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศในกลุ่มสิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูปเริ่มลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีนี้ จึงต้องปลดพนักงานเพื่อลดรายจ่ายลง ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่น่าห่วง เนื่องจากหากในช่วงเดือน ก.ค.เป็นต้นไป คำสั่งซื้อของกลุ่มสิ่งทอยังลดลงต่อเนื่องอาจจะมีการปลดคนงานออกอีกเป็นระยะๆ เนื่องจากในเดือน ก.ค.จะเป็นช่วงรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เพื่อให้เริ่มผลิตให้ทันกับการส่งมอบสินค้าในเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาส

...........................................

ความเห็นเพิ่มเติม

ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นน่าจะยังเป็นประเด็นหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและอย่าได้ออกนโยบายอะไรที่ผูกพันระยะยาวออกมาอีก  นโยบายอะไรที่ออกมาแล้วและปรับแก้ได้ก็ยังไม่สายเกินไป

น่าจะระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วนของสังคมมากขึ้นในห้วงเวลานี้เพราะเศรษฐกิจไทยมาถึงจุดที่ต้องปรับโครงสร้างต่าง ๆ อย่างจริงจัง  เพราะหากยังเดินไปตามเส้นทางสายเก่าก็คงไม่สามารถหลุดพ้นวังวนเดิม ๆ ได้
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 พฤศจิกายน 2007, 23:36:02 PM
คัดจากสยามธุรกิจ

   
 
   
ธปท.อ่วมหนี้บาน2ล้านล้าน [ ฉบับที่ 844 ประจำวันที่ 10-11-2007 ถึง 13-11-2007] 
รับภาระหนักจ่ายดอกเบี้ย8หมื่นล้านบาท/ปี

กระทรวงการคลัง ธปท.อ่วมหากคลังอนุมัติให้ออกเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รวมของเดิมเป็น 2 ล้านล้านบาท เตรียมรับภาระหนักแบกหนี้ท่วมหัว จ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรปีละกว่า 8 หมื่นล้านบาท แลกยกเลิกมาตรการ 30% ด้าน “กสิกรไทย” ชี้บอนด์แบงก์ชาติป่วนตลาดตราสารหนี้ ดูดสภาพคล่องแย่งเงินฝากแบงก์

ดร.ฉลองภพ สุสังกร์ กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ขออนุมัติวงเงินเพิ่มเติมสำหรับการ ออกพันธบัตรอีก 500,000 ล้าน บาท ว่าพร้อมจะเซ็นอนุมัติทันที หากเรื่องมาถึง

ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความจำเป็นของแบงก์ชาติในการดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน โดยใช้การออกพันธบัตรเป็นเครื่องมือ เพื่อซื้อเงินดอลลาร์ที่ ไหลเข้ามา ซึ่งหากในวงเงินดังกล่าวมีไม่เพียงพอก็สามารถขยายวงเงินได้อีก สำหรับเรื่อง กำไรขาดทุนของการออกพันธบัตรนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะ หน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะต้องเข้าไปดูแลเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ จะ มองกำไรขาดทุนเหมือนธนาคารพาณิชย์ไม่ได้

ทั้งนี้ หากรวมวงเงินปัจจุบันที่มีอยู่ 1.5 แสนล้านบาท กับวงเงินใหม่ที่ขอ 5 แสนล้านบาท วงเงินรวมก็จะกลายเป็น 2 ล้านล้านบาท โดยมีภาระดอกเบี้ยจ่ายประมาณ 8 หมื่นกว่าล้าน บาทต่อปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 4% ต่อปี

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง มองว่าหากแนวโน้มค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่แบงก์ชาติจะต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอีกก็มีอีกมาก ซึ่งที่ผ่านมาแบงก์ชาติไม่สามารถ ชำระดอกเบี้ยได้เอง เนื่องจากผลประกอบการของธปท.มีผลขาดทุน ทำให้ต้องตกเป็นภาระของคลังที่ต้องจัดสรรงบประมาณประเทศให้แบงก์ชาติไปชำระหนี้

โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าแบงก์ชาติได้ยื่นข้อเสนอให้กับรัฐมนตรีคลังว่า หากอนุมัติวงเงินออกพันธบัตรเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท แบงก์ชาติก็พร้อมจะยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% เป็นการแลกเปลี่ยน ในต้นปีหน้า

สำหรับตลาดตราสารหนี้ มียอดคงค้างวันที่ 30 กันยายน 2550 ตราสารหนี้ทั้งสิ้น 3.73 ล้านล้านบาท โดยเป็นพันธบัตรรัฐบาลมากที่สุด 1.69 ล้านล้านบาท รองลงมาเป็นพันธบัตรธปท 1.24 ล้านล้านบาท พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 3.43 แสนล้านบาท พันธบัตรกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน 2.97 แสน ล้านบาท ตั๋วเงินคลัง 1.47 แสน ล้านบาท และตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ 1 หมื่นล้านบาท และในเดือน ต.ค.จน ถึงวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ในระบบมียอดพันธบัตรธปท.เพิ่มขึ้นอีก 3.9 แสนล้านบาท

ด้านบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มอง ว่าการขอออกพันธบัตรธปท.เพิ่มอีก 500,000 ล้านบาท จะสร้างความกังวลให้กับตลาดการเงินพอสมควร เพราะอาจกระทบต่อการระดมเงินทุนหรือสภาพคล่องในระบบ รวมทั้งอาจทำ ให้เกิดการโยกย้ายเงินออมออกจากเงินฝากธนาคารพาณิชย์

นอกจากนี้ธปท.จะต้องแบกรับภาระหนี้ในจำนวนที่สูงขึ้นในอนาคต แต่หากธปท.มีการ นำเงินตราต่างประเทศที่ได้รับมา ไปบริหารจัดการจนเกิดดอกผลเป็นกำไรสุทธิที่สูงกว่าต้นทุนการออกพันธบัตรธปท.แล้ว ฐานะการดำเนินงานของธปท.ก็คงจะไม่ใช่ประเด็นที่น่าวิตกกังวลจนเกินไปนัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานอีกว่า การอนุมัติวงเงินเพิ่มเติมสำหรับการออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีก 500,000 ล้านบาทของกระทรวงการคลังในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตามที่ธปท.เสนอ นับว่าเป็นครั้งที่สองของปี 2550 หลังจากที่กระทรวงการคลังได้อนุมัติวงเงินเพิ่มเติมไปแล้ว 400,000 ล้านบาทในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งการ ดำเนินการดังกล่าว สร้างความกังวลใจพอสมควรให้กับตลาดการเงิน เนื่องจากหากธปท. มีการออกพันธบัตรจนครบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ยอดคงค้างพันธบัตรธปท.อาจขยับเข้าสู่ระดับ 2.0 ล้านล้านบาท จากยอดคงค้างพันธบัตรธปท. ณ สิ้นเดือนกันยายน 2550 ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท และยอดคงค้างที่ประมาณ 8.97 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 ซึ่งย่อมหมาย ความว่า ภาระหนี้ที่ธปท.ต้องแบกรับจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในอนาคต และอาจส่งผลกระทบตามมาที่ฐานะการดำเนินงานของธปท.อย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้

ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือธปท.มีภาระหนี้สูงขึ้น แม้ว่าธปท.อาจจะไม่ได้ออกพันธบัตรจนเต็มวงเงินที่ขออนุมัติ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่เงินดอลลาร์สหรัฐ ยังมีแนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปัญหาโครงสร้างภายในประเทศของสหรัฐฯ เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันและชะลอการเสื่อมค่าลงของทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการของธปท. ส่งผลให้ธปท.จำต้องมีการดูดซับสภาพคล่องเงินบาทในระบบไม่ให้มีมากเกิน หรือ Sterilization ด้วยการออกพันธบัตรธปท.อย่างต่อเนื่อง และทำให้ธปท.มีแนวโน้มต้องแบกรับภาระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในอนาคตอย่างไม่อาจหลีก
 
 ......................................................................

ถึงเวลาหรือยังที่ต้องทบทวนนโยบายค่าเงินที่ไปผูกอยู่กับดอลล่าร์มากเกินไป  ปัจจุบันประเทศใหญ่อย่าง  จีน  อินเดียก็มีการให้ความสำคัญกับเงินสกุลยูโรมากขึ้น  ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูที่ยังตามมาหลอกหลอนไม่จบสิ้นเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนจะต้องกลับมาทบทวนถึงนโยบายทางเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่อย่างจริงจัง ที่ยิ่งพัฒนาคนส่วนใหญ่ต่างก็ตกอยู่ในกับดักหนี้  และผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่กับบรรษัทลงทุนข้ามชาติและกลุ่มทุนผูกขาดเพียงกลุ่มเดียว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มกราคม 2008, 17:50:48 PM
คัดจากมติชน

รัฐบาลบนปากเหว กับวิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์"

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย ทวี มีเงิน



"นายจอร์จ โซรอส" นักเก็งกำไรฉายาพ่อมดการเงินโลก ที่เคยทำเศรษฐกิจไทยต้องบอบช้ำเมื่อสิบปีที่แล้ว ให้สัมภาษณ์ว่า "ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งร้ายแรงที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐกำลังถูกคุกคามจากความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย"

ขณะที่ "นายโดมินิค เสตราท์ คานห์" กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกอยู่ในขั้นสาหัส ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงท่าทีไม่มั่นใจต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐและย้ำว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยย่อมส่งผลกระทบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เหมือนดั่งวลีที่ว่า "แค่สหรัฐจาม โลกทั้งโลกก็ติดหวัดงอมแงม" ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นสัจธรรมนี้ ยิ่งสหรัฐเป็นคู่ค้าสำคัญและเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทย

วิกฤตครั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ต่างเรียกกันว่า "วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์" หากโดนฟาดหางจริงๆ มันคงไม่ต่างจาก "พายุเฮอร์ริเคน" ผลกระทบของมันรุนแรง เนื่องเพราะจุดกำเนิดของวิกฤตอยู่ที่ "สหรัฐอเมริกา" ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก

ตลาดหุ้นบ้านเราก็เริ่มออกอาการแล้ว จะเห็นจากบรรยากาศการลงทุนตั้งแต่เปิดปีใหม่จนถึงวันอังคารที่ 22 ม.ค.นี้ ฝรั่งขายทิ้งแล้วกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท มูลค่าตลาด ลดลง 8.7 แสนล้านบาท ดัชนีปรับลด 107 จุด หรือ 12%

ทั้งหลายทั้งปวง มิใช่แค่ความวิตกกังวลจากปัญหาซับไพรม์ (หนี้ด้อยคุณภาพ) และเศรษฐกิจสหรัฐที่กระทบทั่วโลกเท่านั้น

ส่วนหนึ่งเป็นความกังวลถึงโฉมหน้ารัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งว่าจะเรียกศรัทธาได้หรือไม่

ย้อนกลับไปปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศ หลัง "วิกฤตต้มยำกุ้ง" กูรูเศรษฐกิจหลายคนบอกว่าอาการในตอนนั้นยังไม่หนักหนาสาหัสเท่าไหร่ ถ้าจะเทียบกับ "วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์" ที่กำลังเกิด ถึงกระนั้นยังใช้เวลาปีกว่า เศรษฐกิจจึงเริ่มกระเตื้อง

แต่อย่าลืมว่าความแตกต่างระหว่างรัฐบาลไทยรักไทยกับรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนคือ "เสถียรภาพ" ของรัฐบาล พรรคไทยรักไทยขณะนั้นแม้จะเป็นรัฐบาลผสมแต่ก็ผสมแบบเทกโอเวอร์เข้ามา จนเป็นเนื้อเดียวกัน ต่างจากพรรคพลังประชาชนที่ต้องรวมกับพรรคเล็กๆ ร้อยพ่อพันแม่ย่อมกระทบกระทั่งกันได้ง่าย

ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือเสถียรภาพที่เปราะบางจากปัญหาของพรรคพลังประชาชนเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณี "นายสมัคร สุนทรเวช" ที่จะก้าวขึ้นแท่นประมุขบริหาร และ "นายยงยุทธ ติยะไพรัช" ที่เพิ่งนั่งในตำแหน่งประมุขนิติบัญญัติล้วนแต่มีคดีความทั้งส่วนตัวและโยงถึงพรรค เป็นชนักติดหลังอันเป็นเงื่อนไขสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลทั้งสิ้น

ถ้าจะอ่านตามเกม "คนกดรีโมทที่ฮ่องกง" ลงมาจัดโผอย่างนี้ เหมือนเจตนาจะเล่นเกมแบบสะใจและท้าทาย คิดแต่เรื่อง "เกมการเมือง" มากกว่าคิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงทีมเศรษฐกิจที่มีกระแสข่าวแพลมออกมาว่าจะดัน "หมอเลี้ยบ" นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรัฐมนตรีคลัง เหมือนจะบลั๊ฟฟ์ขนาด "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" จากนักการตลาดยังปั้นมาเป็นรัฐมนตรีคลังจนสำเร็จ นับประสาอะไรถ้าจะปั้น "หมอเลี้ยบ" แต่คราวนี้กลับมีแรงต้านจากฟากธุรกิจส่วนหนึ่ง ที่เห็นว่าสถานการณ์ยามนี้ต้องเป็นมืออาชีพจริงๆ

แต่ถ้าเจ้าของพรรคตัวจริงยังสนุกกับเกมการเมืองแบบมันส์สะใจแล้ว เสถียรภาพรัฐบาลที่จ่ออยู่ปากเหวเมื่อต้องเจอแรงกระแทกจากพายุเฮอร์ริเคนพัดฮือเดียวอาจจะพังพาบไม่เป็นท่า

สภาพเศรษฐกิจวันนี้น่าห่วงกว่าปี 2544 หลายเท่า ไม่มีปัจจัยตัวไหนที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้นมาง่ายๆ ไม่ว่าจะการลงทุนภาครัฐ ภาคเอกชน การบริโภค รวมถึงการส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลจากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย ทำให้เครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ "หัวเทียนบอด" กันหมด ใช้แค่ "มาร์เก็ตติ้ง โพลิซี" นโยบายเศรษฐกิจที่เอาการตลาดตีปี๊บนำ คงไม่ได้ผล

คนที่จะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแต่ละคนต้องสำรวจตรวจสอบตัวเองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่คิดแค่ว่า "อั๊วเป็นได้-อั๊วทำได้" หวังเอาตำแหน่งมาเทียบชั้นอาวุโสทางการเมืองและไม่ใช่แค่แบ่งเค้กกันให้ลงตัว แล้วก็อยู่กันไปวันๆ

สถานการณ์บ้านเราเวลานี้ต้องมองข้ามตัวเอง มองข้ามผลประโยชน์เฉพาะตัวและพรรค และต้องมองข้ามเกมการเมืองจึงจะอยู่รอด แต่ถ้าคิดจะปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรก็ได้

ขอให้กลับไปทบทวนความจำว่า รัฐบาลก่อนนั้น 377 เสียง ก็ยังคว่ำข้าวเม่าไม่เป็นท่ามาแล้วนับประสาอะไรแค่ 315 เสียงที่อยู่บนปากเหว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 25 มกราคม 2008, 19:21:23 PM
คัดจากมติชน

ปัญหาซับไพรม์ของสหรัฐและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด




 
1.รากเง้าของปัญหา

เมื่อฟองสบู่อุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตแตกในปี ค.ศ.2000 และสหรัฐอเมริกาถูกซ้ำเติมโดยการก่อการร้ายเมื่อ 11 กันยายน 2001 ธนาคารกลางสหรัฐกอบกู้สถานการณ์โดยการลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องจาก 6% มาเป็น 1% การลดดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้สหรัฐหลีกเลี่ยงปัญหาทางเศรษฐกิจได้เกือบทั้งหมดและเศรษฐกิจสหรัฐสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในปี 2002

การลดดอกเบี้ยดังกล่าวสร้างฟองสบู่ฟองใหม่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องมาก่อนหน้าแล้ว แต่เมื่อดอกเบี้ยลดลงเหลือ 1% ราคาบ้านในสหรัฐก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นปีละ 10-15% ทำให้เกิดการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างไร้ขอบเขต ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่ต่ำกว่ามาตรฐานปกติ หรือซับไพรม์ (subprime) กล่าวคือการปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ที่รายได้ไม่เป็นหลักแหล่งและประวัติการคืนหนี้ก็ไม่ดีหรือไม่มี แต่ธนาคารก็กล้าปล่อยกู้เพราะเมื่อบ้านซึ่งเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันราคาปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ไม่ต้องกลัวว่าสินเชื่อจะเสียหายต้องยึดบ้านคืนกลับมาส่วนลูกหนี้ก็กล้ากู้เงินซื้อบ้านทีละ 10-20 หลังเพราะคาดว่าจะขายออกเพื่อทำกำไรได้ภายใน 6-12 เดือน แต่เมื่อมีการสร้างบ้านออกมาขายเกินความต้องการจำนวนมาก จนกระทั่งมีบ้านรอขายกว่า 2 ล้านหลัง (เท่ากับยอดขาย 10 เดือน) ลูกหนี้ก็เริ่มมีปัญหามากเพราะหากขายบ้านก็จะขาดทุน แต่หากไม่ขายออกไปก็จะส่งดอกเบี้ยไม่ได้เพราะมิได้เตรียมการเอาไว้ และสินเชื่อก็เป็นประเภท adjustable rate mortgage หรือต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในขณะนี้คือ หนี้ซับไพรม์ประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐได้กลายเป็นหนี้เสียไปแล้ว 20%

2.ทำไมปัญหาจึงใหญ่โตและลามออกไป

สินเชื่อซับไพรม์นั้นนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าไม่สร้างปัญหาให้กับระบบการเงินมากนักเพราะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 7-8% ของจีดีพีสหรัฐ และหากหนี้เสียเพียง 20-30% ก็แปลว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นไม่น่าจะเกิน 1-2% ของจีดีพีสหรัฐ หรือ 150,000-250,000 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของสหรัฐ แต่ข้อเท็จจริงคือ ซับไพรม์นั้นถูกนำออกไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการออกตราสารและอนุพันธ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะ Collateralized Debt Obligation (CDO) ซึ่งเป็นการนำเอาซับไพรม์ไปผสมผสานกับสินทรัพย์/หลักทรัพย์อื่นๆ แล้วนำไปจัดขั้น คือขั้นสูงก็จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันมากจึงเสี่ยงน้อย และขั้นต่ำก็จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันน้อย โดย CDO ระดับสูงจะได้รับการจัดอันดับเป็นตราสารขั้นดี (AAA) โดยบริษัทจัดอันดับ เช่น มูดี้ส์ เอสแอนด์พี ทำให้ตราสาร CDO ดังกล่าวเป็นที่นิยมของสถาบันการเงินทั่วโลกและมีการออกตราสารดังกล่าวคิดมูลค่าเป็นล้านล้านเหรียญ หากจะเปรียบเทียบ CDO ก็ขอให้นึกถึงการจัดกระเช้าผลไม้ ซึ่งมีทั้งผลไม้ถูกและผลไม้แพงแต่เมื่อจัดให้ดูดีก็จะขายได้ในราคาสูงขึ้น

แต่เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐปรับตัวลงก็ทำให้ความน่าเชื่อถือของ CDO ตกต่ำลงอย่างมากเพราะพบว่าการคำนวณความเสี่ยงผิดพลาดจากการใช้ข้อมูลในอดีต 5-6 ปีก่อนหน้าที่ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตดีเป็นพิเศษ นอกจากนั้นผู้ถือ CDO ก็เป็นเจ้าหนี้ที่ตามหนี้ได้ยากกว่าเจ้าหนี้โดยตรง ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอีกเมื่อภาครัฐกำลังเข้ามาแทรกแซงเพราะต้องการลดผลกระทบทางการเมืองจากการที่บ้านประมาณ 2 ล้านหลังอาจจะถูกยึดคืนและนำไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินไปคืนเจ้าหนี้ เมื่อกระบวนการเร่งคืนหนี้อาจล่าช้าและไม่แน่นอนการคาดการณ์มูลค่าที่แท้จริงของ CDO จึงทำได้ยากยิ่ง

สถาบันการเงินสหรัฐนั้นรับผลจากซับไพรม์และ CDO ในหลายด้าน เช่น เป็นผู้ปล่อยกู้ซับไพรม์ และเป็นผู้นำซับไพรม์มาแปลงเป็น CDO ซึ่งกำลังจะถูกฟ้องว่ามิได้เปิดเผยความเสี่ยงของซับไพรม์ และ CDO ให้กับลูกค้าอย่างครบถ้วนและตรงไปตรงมา นอกจากนั้นธนาคารเองก็ยังตั้งกองทุนเพื่อซื้อ CDO เอาไว้เสียเอง กล่าวคือธนาคารพาณิชย์และวาณิชธนกิจของสหรัฐได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากซับไพรม์และ CDO เกินกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์เอาไว้เดิม ทำให้สถาบันการเงินลดการปล่อยสินเชื่อลงอย่างฉับพลัน ประกอบกับผลกระทบต่อประชาชนสหรัฐที่เผชิญกับปัญหาราคาบ้านตกต่ำทำให้เป็นห่วงว่าการบริโภค การลงทุน และการจ้างงานจะต้องลดลงอย่างมากและสหรัฐจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถดถอยทางเศรษฐกิจได้

3.ทำไมการลดดอกเบี้ยจึงช่วยไม่ได้มาก

ธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยอย่างเร่งรีบ กล่าวคือจาก 5.25% มาเป็น 3.5% ภายในเวลา 5 เดือน และเมอร์ริลลินซ์คาดว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะต้องลดลงเหลือ 1% ในต้นปี 2009 (ปี พ.ศ.2552) แต่การลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่สามารถกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐได้ ทั้งนี้เพราะดอกเบี้ยสูงมิใช่แก่นสารของปัญหา กล่าวคือ

3.1 ราคาสินทรัพย์สูงเกินไป ดังที่กล่าวข้างต้นปัญหาหลักคือการเก็งกำไรซึ่งทำให้ราคาบ้านสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้นทางแก้ปัญหาคือการปล่อยให้ราคาบ้านปรับลดลงจนกลับไปสู่ระดับที่เหมาะสม ซึ่งในปี 2006 ที่ผ่านมานั้นราคาบ้านปรับลดลงไปแล้วประมาณ 7% แต่เมอร์ริลลินซ์คาดการณ์ว่าราคาบ้านจะต้องลดลงไปอีก 15% ในปีนี้และอีก 10% ในปี 2009 แต่หากราคาบ้านต้องลดลงอีกมากก็จะส่งผลให้ความมั่งคั่ง (wealth) ของประชาชนลดลงอย่างมากและจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคไปอีกนาน 2-3 ปี ทั้งนี้หากต้องการมิให้ราคาบ้านปรับลดลงมากนักก็จะต้องกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อปีละ 5-6%

3.2 ต้องเพิ่มทุนธนาคาร เมื่อธนาคารเผชิญกับปัญหาหนี้เสีย ก็แปลว่าสินทรัพย์ของธนาคารเสื่อมค่า และแนวทางแก้ไขปัญหานี้คือการต้องยอมรับความเสียหายดังกล่าว โดยการตัดหนี้เสียและเพิ่มทุนจนพอ ทั้งนี้ โกลด์แมนแซคประเมินว่าธนาคารสหรัฐจะต้องเพิ่มทุนประมาณ 300,000 ล้านเหรียญ แต่ในขณะนี้ธนาคารสหรัฐเพิ่มทุนไปได้เพียง 120,000 ล้านเหรียญ ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐจึงน่าจะยืดเยื้อไปอีก 1-2 ปี ที่สำคัญคือการลดดอกเบี้ยจะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาให้กับธนาคารโดยตรง (เพราะจะต้องแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มทุน) แต่จะช่วยบ้าง กล่าวคือการเร่งลดดอกเบี้ยระยะสั้นจะทำให้

-ธนาคารมีรายได้มากขึ้นและสามารถนำกำไรที่เพิ่มขึ้นมาเพิ่มทุน

-การ "อุ้ม" หนี้เสียจะทำได้ง่ายขึ้นหรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องเร่งระบายขายสินทรัพย์อย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาไม่ตกต่ำมากนัก

-ช่วยบรรเทาการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ ทำให้หนี้เสียไม่เพิ่มขึ้นมากนัก

4.ผลกระทบต่อโลกและไทย

เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงเกินคาด ประเทศละตินอเมริกาก็จะได้รับผลกระทบ แต่ยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำอยู่ก่อนหน้าและพึ่งพาตลาดสหรัฐอยู่มากก็จะได้รับผลกระทบเกินกว่าคาดเช่นกัน ทำให้เศรษฐกิจยุโรปอาจขยายตัวได้ไม่ถึง 1% ในปี 2008 (ปี พ.ศ.2551) สำหรับสหรัฐนั้นเดิมทีคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.5% แต่อาจไม่ขยายตัวเลย ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าจะต้องปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงอย่างมากในปีนี้

สำหรับเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) นั้น เศรษฐกิจขยายตัวเป็นที่น่าพอใจ (ประมาณ 6-7%) และหากเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นชะลอตัวลงอย่างมาก เอเชียก็น่าจะรักษาระดับการขยายตัวที่ 5-6% ได้โดยง่ายเพราะเอเชียมิได้มีปัญหาหนี้เสีย นอกจากนั้นยังมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจึงจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อทดแทนการส่งออกที่จะลดลงได้ แต่ทั้งนี้เอเชียจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายจากการเน้นการส่งเสริมการส่งออกโดยการผูกค่าเงินเอาไว้กับดอลลาร์ (ให้ค่าเงินของตนอ่อนเพื่อส่งออกให้ได้มากๆ) มาเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อทดแทนภาคส่งออกให้ทันท่วงที

นอกจากนั้นการที่เอเชียนิยมผูกค่าเงินของตนกับดอลลาร์นั้นจะเร่งให้ปัญหาเงินเฟ้อในเอเชียทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะเชื่อได้เลยว่าสหรัฐจะเร่งลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเพื่อหวังลดผลกระทบจากการถดถอยทางเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงปัญหาเงินเฟ้อของตนและเงินเฟ้อของโลก นอกจากนั้นเราจะต้องจำเอาไว้ว่าสหรัฐนั้นเป็นประเทศลูกหนี้ที่มีสิทธิพิเศษเพราะสามารถพิมพ์เงินออกมาใช้เองได้ ดังนั้นสหรัฐจึงมีแรงจูงใจที่จะพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมามากๆ เพื่อสร้างเงินเฟ้อ เพื่อลดหนี้ของตน ตัวอย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยแทรกแซงเพื่อซื้อดอลลาร์เป็นจำนวนหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพราะไม่อยากให้เงินบาทแข็ง แต่ทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่เป็นเงินดอลลาร์ที่นับวันจะลดค่าลงไปเรื่อยๆ แปลว่ากำลังซื้อของทุนสำรองค่อยๆ เสื่อมค่าลงไป ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเพราะการลดดอกเบี้ยของสหรัฐจะทำให้ผลตอบแทนจากการถือเงินดอลลาร์ลดลงไปอีก หากธนาคารกลางไทยและเอเชียแย่งกันขายดอลลาร์ก็จะยิ่งทำให้ดอลลาร์อ่อนลงไปอีก

กล่าวโดยสรุปคือธนาคารกลางของไทยและเอเชียควรจะปล่อยให้เงินของตนแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยลดเงินเฟ้อในประเทศ นอกจากนั้นเมื่อการเกินดุลการค้าลดลงธนาคารกลางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปซื้อดอลลาร์เป็นจำนวนมากเช่นที่ทำอยู่ในขณะนี้ แต่จะยังสามารถลดดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในได้อีกด้วยครับ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 มกราคม 2008, 22:14:28 PM
คัดจากโพสต์ทูเดย์

'โดมิโนถดถอย' เมื่อโลกไร้สมดุล
โดย — ทีมข่าวต่างประเทศ

ตั้งแต่ย่านวอลสตรีต ในมหานครนิวยอร์ก ไปจนถึงที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ในดาวอส บรรจบตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เวลานี้ ทุกคนซึ่งอยู่ในโลกทุนนิยมใบเดียวกัน ต่างก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกขาลง ที่เป็นผลพวงจากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย และเหตุการณ์ “แบล็กมันเดย์” วันที่ 21 ม.ค. 2551 จะเป็นอีกหนึ่งวันในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ทุกคนต้องจดจำ

แท้จริง ฟันเฟืองเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วในความเห็นของนักวิเคราะห์ทั่วโลก ที่งัดตำราเศรษฐศาสตร์ออกมากางว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งล่าสุดได้เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน ภายหลังโศกนาฏกรรม 9/11 และภาวะถดถอยในปี 2008 นี้ จะเป็นสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มให้วัฏจักรแห่งโลกธุรกิจสมบูรณ์ตามตำรา


พูดให้ชัดก็คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รัฐบาลกรุงวอชิงตัน หรือกระทั่งธนาคารและสถาบันการเงินที่บอบช้ำจากหนี้เน่าซับไพรม์ ทราบกันดีอยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น ทว่า สัญชาตญาณของการตักตวงประโยชน์ก่อนการเสื่อมถอย ได้ปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปตามตำราตลาด และเพียงแต่กูรูทั้งหลายไม่อาจคาดการณ์แน่ชัดว่า พายุลูกนี้จะกระหน่ำแบบดีเปรสชัน หรือเฮอร์ริเคนระดับ 5 เท่านั้น


การอัดฉีดยาทีละน้อยต่อเนื่องของเฟด ช่วยให้ภาวะเสื่อมเลื่อนออกไปได้อีกระยะ แต่หากวัฏจักรการเสื่อมถอยเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การฉีดวัคซีนตัวใหม่ของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็คืออีกหนึ่งความพยายามต้มคนดู


แม้ผู้ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยเต็มตัวคือสหรัฐ ทว่า ในความเป็นจริง ผู้ที่บอบช้ำไม่แพ้กันกลับเป็นระบบเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกโดยเฉพาะยุโรปและญี่ปุ่น ที่ผูกติดระบบเศรษฐกิจของตนเองไว้กับมหาอำนาจมาอย่างยาวนานและครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะภาคการส่งออก-นำเข้า สกุลเงินสำรองและแลกเปลี่ยน ขณะที่สหรัฐยังถือเป็นผู้กำหนดราคาพลังงานโลกที่แท้จริง หาใช่กลุ่มประเทศ ผู้ส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลัก (โอเปก)


เป็นที่ทราบดีว่าสหรัฐถือเป็นตลาดส่งออกหลักอันดับ 1 ของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย อาทิ พญามังกรจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนอกเหนือจากการลงทุนในด้านต่างๆ หลังจากที่สหรัฐได้เอาต์ซอสภาคการผลิตไปยังประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกตามที่มีค่าแรงถูกกว่าและมีความคุ้มค่ามากกว่าตามระบบตลาด


การเติบโตของสหรัฐในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางฟองสบู่หอมหวานของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่โตถึง 200% เป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเอเชีย โดยเฉพาะในภาคการส่งออก ซึ่งทำให้จีนมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยตัวเลขการส่งออกถึง 2 หลัก


อย่างไรก็ตาม เอเชียก็ตระหนักได้ถึงวัฏจักรที่มา บรรจบในด้านลบอีกครั้งในสหรัฐ หลังมีสัญญาณตัวเลขส่งออกที่ลดลงอย่างฮวบฮาบและต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2550 เมื่อเทียบกับยุคเฟื่องฟูสุดในปี 2549 ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวเลขการเติบโตของจีนที่ลดลงตามลำดับมาอยู่ที่ 11.2% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว จากเดิม 11.5% ในไตรมาส 3 และ 11.9% ในไตรมาส 2


บริษัท คูโบต้า คอร์ปอเรชัน ในญี่ปุ่น ระบุว่า ยอดการส่งออกสินค้าไปสหรัฐลดลงฮวบถึง 5% ในปีที่แล้ว สอดคล้องกับรายงานล่าสุดที่จีนแซงหน้าขึ้นเป็นที่ 1 ในตลาดส่งออกของญี่ปุ่นแทนที่สหรัฐ ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2549 ทำให้ญี่ปุ่นต้องพยายามมองหาตลาดใหม่ในเอเชีย คานสมดุลกับตลาดส่งออกไปยังสหรัฐและยุโรป แม้การเปลี่ยนทิศตลาดส่งออกใหม่ๆ จะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้เพียงชั่วข้ามคืนก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยต่างๆ สนับสนุน อาทิ การเมืองและการทหาร




ขณะนี้ราวๆ 2 ใน 3 ของการค้าทั่วโลกใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน และ 2 ใน 3 ของทุนสำรองในธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในรูปของเงินเหรียญสหรัฐ ไม่เพียงเท่านั้น เงินเหรียญสหรัฐ หรือ “กรีนแบค” ยังเป็นเงินสกุลเดียวที่ใช้โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นี่เป็นเพียงไม่กี่เหตุผลที่ทำให้เงินสกุลนี้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดเศรษฐกิจสหรัฐจึงยืนอยู่บนจุดสูงสุดเหนือประเทศอื่นๆ


อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่คงทนถาวร สกุลเงินของชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ก็เป็นเช่นเดียวกับอิทธิพล ของประเทศที่ใช้เงินสกุลนี้ นั่นคือกำลังเผชิญกับความเสื่อมถอยทีละน้อย การอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของเงินเหรียญสหรัฐเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาหมักหมมบานปลายยิ่งขึ้น


ปัญหาที่ว่าก็คือ การดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลสหรัฐมานานปี ด้วยเหตุสหรัฐได้รับการหนุนหลังจากความนิยมในตัวเงินเหรียญสหรัฐ จึงทำให้ที่ผ่านมาสหรัฐใช้จ่ายมากกว่าที่ควร ขณะที่ส่วนอื่นๆ ของโลกกลับมั่งคั่งมากขึ้น


ตราบใดที่เงินเหรียญสหรัฐยังคงเป็นเงินสกุลหลักของโลก ตราบนั้นสหรัฐก็จะมีกำลังซื้อในรูปแบบงบขาดดุลนี้ไปเรื่อยๆ แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ในช่วงเวลาที่เงินเหรียญสหรัฐเริ่มเสื่อมมนต์ขลัง ทำให้ช่องว่างทางการค้าขยายตัวมากขึ้น จนไอเอ็มเอฟยังออกปากเตือนถึงแนวโน้มด้านลบต่อสกุลเงินนี้ บวกกับเศรษฐกิจภายในที่อ่อนยวบ ทำให้หลายคนเริ่มหันหลังให้สกุลเงินที่ครั้งหนึ่งทรงคุณค่าที่สุดสกุลหนึ่ง


ภาพความเสื่อมถอยของเงินเหรียญสหรัฐที่ชัดเจนที่สุดภาพหนึ่ง ไม่เพียงพิจารณาได้จากสัดส่วนของสกุลเงินนี้ที่ลดน้อยลงในทุนสำรองทั่วโลก (โดยเฉพาะจีน) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงฐานะการเป็นตัวกลางซื้อขายน้ำมันดิบ หรือ “ปิโตรดอลลาร์” อีกด้วย


เงินเหรียญสหรัฐได้รับฐานะดังกล่าวอย่างถาวรตามสัญญาของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลัก (โอเปก) เมื่อปี 1971 และ 1973 แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โอเปกเริ่มโผเข้าหาเงินสกุลอื่นที่ช่วยดันราคาน้ำมันให้สูงกว่าเมื่อซื้อขายผ่านเงินเหรียญสหรัฐ เช่น เงินยูโร (หรือปิโตรยูโร) และเงินเยน


นอกจากนี้ยังมีความพยายามของสมาชิกโอเปกบางประเทศ เช่น อิหร่าน และเวเนซุเอลา ที่ต้องการให้โอเปกขายน้ำมันผ่านสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากการผูกขาดกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะอิหร่าน มีแผนการที่จะเปิดตลาดน้ำมันในพื้นที่เขตการค้าเสรีบนเกาะคิช เรียกว่าตลาด ไอโอบี (International Oil Bourse) ที่จะเปิดให้ซื้อขายน้ำมันดิบด้วยเงินสกุลอื่นๆ เช่น ยูโร ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เงินยูโรมีสถานะเทียบเท่ากับเงินเหรียญสหรัฐในฐานะเป็นสกุลเงินที่ชี้นำความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน


มีเกร็ดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับปิโตรยูโรคือ ชายคนแรกที่ต้องการขายน้ำมันผ่านเงินยูโรคือ ซัดดัม ฮุสเซน อดีตศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐ!


เงินเหรียญสหรัฐยังได้รับการท้าทายจากรัสเซีย ที่เป็นมหาอำนาจพลังงานอีกราย อีกไม่นานเกินรอพญาหมีขาวจะเปิดตลาดซื้อขายน้ำมันของตัวเองที่ใช้เงินรูเบิลเป็นสื่อกลาง นอกเหนือจากเงินเหรียญสหรัฐ หรือแม้กระทั่งเงินยูโร ไม่นานเกินรอประเทศใดก็ตามที่ซื้อพลังงานจากรัสเซีย ต้องซื้อด้วยเงินรูเบิลเท่านั้น




ในเมื่อสถานะของเงินเหรียญสหรัฐถูกตั้งคำถามในฐานะสื่อกลางในตลาดพลังงานแล้ว สิ่งที่ควรตั้งคำถามต่อไปคือฐานะของสหรัฐเองในการเป็นผู้ชี้นำราคาน้ำมันโลก ทั้งๆ ที่สหรัฐเองก็หาใช่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับต้นๆ ของโลก อิทธิพลของสหรัฐในด้านนี้จะเห็นได้จากการเป็นศูนย์กลางซื้อขายน้ำมัน (ตลาดไนเมกซ์) และการที่ราคาน้ำมันมักรอดูปริมาณน้ำมันสำรองรายสัปดาห์ของสหรัฐ ก่อนที่ระดับราคาจะมีความเคลื่อนไหวอย่างหวือหวา


เริ่มจากข้อสังเกตประการหลัง ก็เนื่องมาจากสหรัฐเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันมากที่สุดในโลก ทำให้ความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามในตลาดน้ำมัน ต้องมุ่งไปในทางเดียวกับลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระดับความต้องการภายใน ปริมาณน้ำมันสำรอง หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศที่จะเป็นตัวแปรต่อความต้องการในสหรัฐ


อย่างไรก็ตาม ความต้องการพลังงานของจีนและตลาดเกิดใหม่ เริ่มมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกมากขึ้นและอีกไม่เกิน 2 หรือ 3 ทศวรรษ ตลาดน้ำมันอาจเปลี่ยนมาจับตาความเคลื่อนไหวในจีนแทนก็เป็นได้


ข้อสังเกตประการแรกนั้น มีแนวโน้มที่จะมีการปรับเปลี่ยนเร็วกว่า แม้ขณะนี้ฐานะของตลาดไนเมกซ์จะยิ่งใหญ่จนไม่อาจสั่นคลอน แต่การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐบวกกับความพยายามของบางประเทศที่จะเปิดตลาดซื้อขายแห่งใหม่ที่อิงกับสกุลเงินอื่นๆ เริ่มกลายเป็นปัจจัยบั่นทอนอิทธิพลของตลาดนี้มากขึ้น เพราะตลาดแห่งใหม่จะเอื้อต่อประเทศที่บริโภคน้ำมันอย่างหนัก และถือเงินเหรียญสหรัฐในคลังในปริมาณมหาศาลอย่างจีน และญี่ปุ่น สามารถสละเงินเหรียญสหรัฐ และโผเข้าหาเงินยูโรที่ทรงค่ามากกว่าได้ไม่ยาก


ประเทศเศรษฐีน้ำมันอาหรับเองก็คงยินดีกับการเปิดตลาดใหม่เช่นกัน เพราะจากรูปการณ์แล้วคงไม่อาจทนเห็นรายได้จากการค้าน้ำมันต้องถดถอยลงตามค่าเงินเหรียญสหรัฐได้นานนัก


ด้านตลาด International Petroleum Exchange ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ใช้เงินเหรียญสหรัฐอีกแห่งหนึ่ง ทั้งยังมีผู้บริหารเป็นอเมริกัน น่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันให้สละเงินเหรียญสหรัฐ และหันมาซบเงินยูโรเช่นกัน แต่แนวโน้มนี้อาจใช้เวลานาน อย่างไรก็ดี อีกไม่นานนักอิทธิพลของตลาดไนเมกซ์ต่อราคาน้ำมันโลก อาจถึงคราวเสื่อมถอยอย่างแน่นอน


แม้จะเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ว่า ระบบเศรษฐกิจโลก จำเป็นต้องอิงกับเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลักสำคัญ ทั้งค่าเงินเหรียญสหรัฐ การส่งออก และปัจจัยราคาพลังงานที่มีสหรัฐเป็นตัวกำหนดสำคัญ ทว่าวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งล่าสุดนี้ ยังนับเป็นโอกาสดีที่โลกจะได้ทบทวน “ขั้ว” เศรษฐกิจโลกยุคใหม่


แม้แต่ จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินที่เคยป่วนค่าเงินบาทในยุควิกฤตต้มยำกุ้ง ยังต้องสะท้อนภาพดังกล่าวให้เห็นที่ดาวอส ว่า เป็นเรื่องยากที่สหรัฐและยุโรปจะหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทว่า ไม่ใช่เศรษฐกิจจะบอบช้ำหนักเหมือนกันหมดทั่วโลก เพราะปัจจุบันอำนาจขั้วเศรษฐกิจใหม่ของ “ตลาดเกิดใหม่” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยคานสมดุลของวิกฤตเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกได้มาก แม้จะร่วมเผชิญความซบเซาส่วนหนึ่งด้วยกันก็ตาม


“ผมไม่ได้มองว่าจะเกิดภาวะถดถอยขึ้นทั่วโลก ผมกลับมองว่านี่จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจจากสหรัฐ ไปยังประเทศเขตเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะจีน” โซรอส กล่าว


แน่นอนว่า โซรอส ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอยๆ เพียงเพราะเห็นว่าจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกเท่านั้น ทว่าด้วยทุนสำรองอันดับ 1 ของโลก 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และการคานสมดุลการส่งออกไปยังสหรัฐ ที่ 8% ของมูลค่าจีดีพี ขณะที่อินเดีย มีการส่งออกไปยังสหรัฐเพียง 2% ของจีดีพี ทำให้มหาอำนาจใหม่ทั้ง 2 ประเทศนี้ ได้รับผลกระทบที่ไม่สาหัสนักจากวัฏจักรถดถอย


ขณะที่อีกหนึ่งในปัจจัยความเข้มแข็งของจีนคือ ภาคการลงทุนที่สูงถึง 45% เมื่อเทียบกับสหรัฐและยุโรปตะวันตกที่ 15% และ 20% ซึ่งเป็นผลจากทุนสำรองมหาศาล แม้แต่นายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษ ยังเปิดประตูต้อนรับกองทุนจีนอย่างเปิดเผย ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนที่ผ่านมา


ในยามวิกฤต มักมีช่องทางโอกาสเกิดขึ้นเสมอ เพียงแต่โลกจะตระหนักและกล้าพอที่จะร่วมกันเปิดประตูบานใหม่ หรือไม่


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 มกราคม 2008, 22:19:49 PM
คัดจากผู้จัดการรายสัปดาห์

เร่งผลักดันฉลาก Trans fat อิงกระแส"สุขภาพ"ทั่วโลก 
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 11 มกราคม 2551 12:38 น.
 
 
       ผู้จัดการรายวัน -สถาบันอาหาร เตรียมออกมาตราการผลักดันการออกฉลากระบุปริมาณไขมันชนิดทรานส์(Trans fat) ไขมันที่เป็นที่มาของโรคหัวใจขาดเลือด ปัจจุบันทั่วโลกเริ่มให้การตื่นตัวและมีการออกกฎหมายบังคับทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เตือนผู้ประกอบการไทยด้านส่งออกอาหารเตรียมปรับตัวรับมือ
       
        นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวถึง “ไขมันชนิดทรานส์” หรือ Trans Fatty Acid หรือ TFA สิ่งที่น่ากลัวสำหรับไขมันชนิดนี้ คือ นอกจากจะเข้าไปทำลายไขมันดี (HLD) และเข้าไปเพิ่มปริมาณไขมันร้าย (LDL) ซึ่งหากบริโภคไขมันชนิดทรานส์ติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ไขมันชนิดทรานส์นี้พบมากใน มาการีน (เนยเทียม) ชอตเทนนิ่ง (เนยขาว) ครีมเทียม และน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำจนเริ่มหนืด ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของไขมันชนิดทรานส์ อาทิเช่น เบเกอรี่ เค้ก คุกกี้ โดนัท แคร็กเกอร์ และขนมขบเคียว
       
        ระยะหลังมานี้หลายๆประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับอันตรายของไขมันชนิดทรานส์มากขึ้น เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเดนมาร์ก ได้ออกกฎหมายบังคับให้แสดงฉลากอาหารที่ระบุปริมาณไขมันชนิดทรานส์ในฉลากโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์อาหารทุกชนิด นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกา ได้มีความพยายามที่จะปรับรูปแบบการนำไขมันชนิดทรานส์มาใช้กับอาหารให้น้อยลงหรือไม่ใช้เลยโดยเฉพาะในร้านอาหาร เช่น ในรัฐนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และมอนต์โกเมอรี่เค้าท์ตี้ ได้ออกประกาศห้ามบรรดาร้านอาหาร ภัตตาคาร ตลอดจนผู้ประกอบการด้านอาหารใช้ไขมันทรานส์ในการปรุงอาหาร รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญ
       
        สำหรับในประเทศไทย ถึงแม้ว่ายังไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องระบุปริมาณไขมันชนิดทรานส์บนฉลากอาหาร แต่จำนวนประชากรในประเทศไทยที่มีอัตราการป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้บริโภคควรตระหนักและระวังเอาไว้ การติดฉลากระบุปริมาณไขมันชนิดทรานส์ก็เป็นหนทางหนึ่งที่อาจช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งควรเพิ่มการรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตระหนักในการอ่านฉลากก่อนเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปทุกครั้ง
       
        แม้ว่าทั่วโลกจะตระหนักถึงอันตรายจากไขมันชนิดทรานส์มากขึ้น แต่การยกเลิกหรือห้ามใช้ในทันทีนั้นยังมีปัญหากับภาคอุตสาหกรรมอาหาร แต่เมื่อผลการวิจัยจากหลายประเทศได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่าไขมันชนิดทรานส์มีอันตรายสูงต่อผู้บริโภค ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมอาหารอาจจะต้องดำเนินการต่อไปนี้
       
        ประการแรก อุตสาหกรรมที่ยังคงใช้ไขมันชนิดทรานส์เป็นส่วนประกอบในการผลิตอยู่ต้องหันมาปรับเปลี่ยนใช้ไขมันชนิดอื่นทดแทน หรือลดปริมาณการใช้ลงหรือพยายามใช้ไขมันจากธรรมชาติให้มากขึ้น ถึงแม้ว่าอาจเพิ่มต้นทุนการผลิตและส่งผลต่อราคาสินค้า แต่จะช่วยให้ผู้บริโภคที่ชื่นชอบอาหารเพื่อสุขภาพหันมาเลือกซื้อมากขึ้นแทน ประการที่ สอง พิจารณาให้มีการติดฉลากแสดงปริมาณไขมันชนิดทรานส์
       
        ประการสุดท้ายสำหรับผู้บริโภค ควรละเว้นการบริโภคอาหาร เช่น มาการีนหรือเนยเทียม ช็อตเทนนิ่ง ครีมเทียม และน้ำมันทอดซ้ำจนเริ่มหนืด และลดอาหารที่มีความเสี่ยงรองลงมา ได้แก่ ไก่ทอด ผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ คุกกี้ เวเฟอร์ ขนมปัง มันฝรั่งทอด และขนมขบเคี้ยว
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 มกราคม 2008, 22:24:50 PM
"คลอโรฟิลด์” ยกระดับร้านมังสวิรัติ หนุนเกษตรกรปลูกผักปลอดสาร 
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 24 มกราคม 2551 10:26 น.
 
 
       ผู้จัดการรายวัน - กระแสสุขภาพที่มาแรงในปัจจุบัน ทำให้มีสนใจเข้าสู่ธุรกิจเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ล่าสุด ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอบโซลุท ฟู้ดส์ผู้ให้คำปรึกษาผู้ส่งออกผักผลไม้ ได้แตกไลน์เข้าสู่ธุรกิจร้านอาหาร หวังอีกช่องทางหนึ่งในการโปรโมตผักผลไม้ปลอดสารให้ได้รับความสนใจจากทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค และยังเป็นรูปแบบใหม่ของร้านอาหารมังสวิรัติของคนรักสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย ภายใต้ชื่อร้าน “คลอโรฟิลด์”
       
       นางสาวสุจิรา เธียรอุกฤษฎ์ ผู้จัดการฝ่ายการขายและการตลาด ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอบโซลุท ฟู้ดส์ บริษัทให้คำปรึกษาและบริการด้านอาหาร กล่าวถึงที่มาของร้านอาหารมังสวิรัติแนวใหม่ "คลอโรฟิลด์" ว่า จากการทำงานให้คำปรึกษากับผู้ส่งออกผักผลไม้มาระยะหนึ่งและมีโอกาสได้ติดต่อกับเกษตรกรในต่างจังหวัดหลายแห่ง พบว่าเกษตรกรเหล่านี้มีปัญหาเรื่องราคาพืชผักที่ตนเองปลูกไม่สามารถแข่งขันกับราคาพืชผักที่ทะลักเข้ามาจากประเทศจีนได้ ประกอบกับกระแสความห่วงใยสุขภาพยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ และปริมาณคนที่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก
       
       นอกจากนี้ แล้วคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่แป้งกับผัก และส่วนใหญ่จะหนักไปทางแป้ง ซึ่งพอทานมากๆ ก็จะเกิดปัญหาใหญ่ที่ผู้หญิงไม่ชอบ คือ อ้วน อย่างไรก็ตามแนวโน้มความนิยมในการบริโภคอาหารมังสวิรัติยังคงมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นรูปแบบอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ ขณะที่ช่องทางหรือการให้บริการร้านอาหารสไตล์นี้มีไม่มาก จากปัจจัยทั้งหมดนี้ บริษัทจึงเห็นโอกาสทางการตลาด ในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าพืชผักให้กับเกษตรกรได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจจะเปิดร้านมังสวิรัติแนวใหม่ภายใต้ชื่อ "คลอโรฟิลด์" ขึ้นในไตรแรกนี้ ทีสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสาขาแรกในพื้นที่ประมาณ 50 ตารางเมตร ลงทุน 10 ล้านบาท
       
       สำหรับอาหารที่ร้าน Chlorophyll จะ แตกต่างจากร้านอาหารมังสวิรัติเที่เปิดให้บริการอยู่โดยทั่วไป ซึ่งลูกค้าจะไม่ต้องกังกลเกี่ยวกับปัญหาเดิมๆ ของการบริโภคอาหารมังสวิรัติ เพราะจะมีน้ำมันน้อย และเนื่องจากอาหารมังสวิรัติจะมีแต่ผักล้วนๆ ดังนั้นเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน ในบางเมนูบริษัทได้เติมโคเอ็นไซม์ที่สกัดจากพืชผักจากธรรมชาติเข้าไป
       
       "รับรองว่า เมื่อมาทานอาหารมังสวิรัติที่ร้านคลอโรฟิลด์ ลูกค้าจะมีประสบการณ์ใหม่ๆ ในการทานเมนูผัก เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านอาหารมาระยะหนึ่งและมีพื้นฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การอาหารจึงทราบว่าเราสามารถทำเมนูผักให้อร่อยได้อย่างไร  ตอนนี้เรากำลังพัฒนาสูตรอาหารหลายๆ อย่างที่สามารถตอบโจทย์อาหารเพื่อสุขภาพได้จริงๆ คือทานแล้วมีประโยชน์ดีต่อสุขภาพ และที่สำคัญไม่อ้วน"นางสาวสุจิรากล่าวและว่า
       
       การทำธุรกิจร้านอาหารมังสวิรัติ เป็นแค่จิ๊กซอว์ตัวหนึ่งเท่านั้น แต่เป้าหมายในอนาคตสามารถต่อยอดแตกธุรกิจได้อีกหลายธุรกิจ โดยแผนที่วางไว้ขณะนี้นอกจากจะเปิดร้านของตนเองแล้ว ในอนาคตบริษัทจะมีการขยายธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ร้าน Chlorophyll ด้วย
       
       "การทำร้านอาหารเพื่อสุขภาพสไตล์ Vegetarian ของเรานั้น เราตั้งมาตรฐานสูงมากๆ คือใช้วัตถุดิบที่ปลอดเนื้อสัตว์ในทุกกระบวนการที่เราจะทำได้และใช้ผักผลไม้ต้องเป็นออร์แกนิก ซึ่งเราจะเข้าไปควบคุม ดูแลส่งเสริม และแนะนำตั้งแต่จุดเริ่มต้นกับเกษตรกรที่เราเข้าไปทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง"
       
       สำหรับ การทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งนั้น เป็นการการันตีทั้งเรื่องราคาและปริมาณที่จะรับซื้อจากเกษตรกร ดังนั้นการมีแค่ร้านอาหารเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอที่จะเป็นช่องทางในการระบายสินค้าที่ต้องรับซื้อจากเกษตรกร ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการที่บริษัทจะต้องคิดโมเดลธุรกิจที่สามารถต่อยอดได้ โดยทำเป็นดิลิเวอรี่ออนไลน์ซึ่งมองว่าปัจจุบันช่องทางดังกล่าวน่าจะเป็นโอกาสในการขยายตลาดที่ตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการผลิตเครื่องดื่มที่สกัดจากพืชผักธรรมชาติอื่น ๆ อีกด้วย
       
       นางสาวสุจิรากล่าวอีกว่า ปัจจุบันกระแสการบริโภคอาหารมังสวิรัติได้เกิดขึ้นทั่วโลก และมีแนวโน้มดีมากในตลาดภาคพื้นเอเชีย ดังนั้นจึงมีนักลงทุนจากต่างประเทศหลายรายจากสิงคโปร์ มาเลเซียสนใจที่จะซื้อแฟรนไชส์ร้านคลอโรฟิลด์ภายหลังจากเปิดสาขาต้นแบบที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว บริษัทจะเดินหน้าขยายสาขาโดยผ่านแฟรนไชส์ และขณะนี้มีนักลงทุนในไทยหลายรายให้ความสนใจ และคาดว่าจะเปิดสาขาที่ 2 ภายใต้ระบบแฟรนไชส์ได้อาคารเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ถนนสาธร ภายในปีนี้
       
       สนใจโทร.08-1409-4774
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 29 มกราคม 2008, 23:38:51 PM
คัดจากฐานเศรษฐกิจ


สมภพ เตือนระวังภัยเศรษฐกิจ 4 ด้าน ลามจากซับไพร์มสหรัฐ
“สมภพ มานะรังสรรค์” เตือนภัยเศรษฐกิจ 4 ด้าน ที่ลามจากปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพของสหรัฐ (ซับไพร์ม) คือ ส่งออก น้ำมัน เงินบาท และอสังหาฯ ขณะที่หน้าตาทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ยังไม่เข้าตา





นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า สำหรับปัญหาเศรษฐกิจของโลก ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการลุกลามของปัญหาปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพของสหรัฐ (ซับไพร์ม) และกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย ซึ่งจากการติดตามการแก้ปัญหาของสหรัฐเห็นว่า ยังเป็นเรื่องที่ผิดทาง โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินสู่ระบบ จะยิ่งทำให้ค่าเงินสหรัฐด้อยค่าลงไปอีก เพราะตามข้อเท็จจริง การแก้ปัญหา สหรัฐต้องปล่อยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ที่ขยายตัวเพราะการเก็งกำไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชะลอตัว และลดมูลค่าลง และการใส่เม็ดเงินเข้าไป ไม่ทำการแก้ปัญหาซับไพรม์หมดไป





นายสมภพ กล่าวว่า ที่สำคัญการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยิ่งทำให้เงินไหลเข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่ปัจจุบัน นักลงทุนทั่วโลก ทั้งจีน ญี่ปุ่น และอาหรับ ต่างถือเงินสกุลดอลลาร์จำนวนมาก ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงคือ การจัดการเงินดอลลาร์ที่มีอยู่ในระบบให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การใส่เงินดอลลาร์เข้าไปสู่ระบบอีก เพราะเมื่อระบบเศรษฐกิจมีดอลลาร์มาก ค่าเงินก็ลด เป็นเรื่องกลไกตลาดตามปกติ





“การใส่เงินเข้าไปในระบบ อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจขณะนี้ เสมือนโยนฟืนเข้าใส่กองไฟ หากไฟไม่ดับก็จะยิ่งลุกลามเข้าไปอีก” นายสมภพกล่าว





ส่วนการลุกลามของปัญหาซับไพรม์ของสหรัฐ ที่จะกระทบเศรษฐกิจของไทย จะมีอยู่ 4 ด้าน คือการส่งออกที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจสหรัฐ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ราคาน้ำมันที่ยังปรับตัวสูง เมื่อนักลงทุนทยอยทิ้งเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าไปถือน้ำมันและทองคำ และสุดท้าย ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะเข้าสู่ช่วงถดถอย โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับบน ที่เคยมีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ เข้ามาลงทุน แต่หลังจากนี้เม็ดเงินลงทุนส่วนนี้จะหายไป





สำหรับแนวทางการรับมือกับปัจจัยเสี่ยง หลังจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นขึ้นมาโดยเร็ว โดยเฉพาะปัจจัยความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองในประเทศที่ต้องลดลงให้เหลือน้อยที่สุด และรัฐบาลต้องสร้างทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่อาจจะเข้ามากระทบเป็นระลอก





“ทีมเศรษฐกิจ ที่จะต้องเข้ามาแก้ปัญหา จะเป็นเหมือนสินค้าแบรนด์เนม ที่ต้องเป็นที่ยอมรับ บุคคลที่จัดวางมาต้องไม่ผิดฝาผิดตัว โดยเฉพาะคนที่ต้องมาดูแลเศรษฐกิจมหภาค ส่วนหน้าตาทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ขณะนี้ เท่าที่ดูรายชื่อ และมีการคาดการณ์เห็นว่า ยังไม่เข้าตามากนัก” นายสมภพ กล่าว
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2008, 22:47:29 PM
คัดจากกรุงเทพธุรกิจBizweek

"กุนซือ" เบื้องหลัง ครม.เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยแห้งเหือดมากว่า 2 ปี กำลังซื้อหด ความเชื่อมั่นหาย สถานการณ์เหงาหงอยทางเศรษฐกิจกระจายไปทั่ว ความหวังถูกฝากไว้กับ "รัฐบาลใหม่" ภายใต้การนำของ "สมัคร สุนทรเวช"




จังหวะนี้ถือเป็น "โชค" ของ "รัฐบาลสมัคร 1" ซึ่งชิมลางกับ 2 นโยบายหลักที่ปล่อยออกมาแล้ว "โดน" ทั้งคู่

ทั้งประชานิยมสูตรใหม่ ผ่านโครงการเอสเอ็มแอล รวมทั้ง กลไกการเงินของรัฐ และ อภิมหาเมกะโปรเจค 2 ล้านล้านบาท กับ 3 โครงการใหญ่ รถไฟฟ้า 5 สาย , โลจิสติกส์เชื่อมต่อภูมิภาคอินโดจีน และ ระบบชลประทานอีสาน

เหล่านี้คือ เรื่องที่ "ทำไม่เสร็จ" ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลายมาเป็นแนวทางที่ สร้างความฮือฮาให้กับนโยบายเศรษฐกิจ "สมัคร 1"

ที่ว่าเป็นโชคของ "สมัคร 1" เพราะไม่เคยมียุคใดสมัยใด จะมีเสียงเรียกหา "ประชานิยม" อย่างพร้อมเพรียง ทั้งจากตัวแทนภาคเอกชน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม แม้แต่ "ธนาคารแห่งประเทศไทย" ซึ่งยึด "เสถียรภาพทางการเงิน" เป็นสรณะ ยังบอกว่าถึงเวลาต้อง "กระตุ้นเศรษฐกิจ"

โชคอีกประการ มาจากสถานการณ์ของประเทศที่ต้องการ การลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อวางรากฐานให้กับประเทศครั้งใหม่

ที่สำคัญ ทั้งประชานิยม และ เมกะโปรเจค ล้วนเป็น "สูตรสำเร็จ" เป็น "อาหารจานด่วน" ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลชะงัด

แต่จะปั้นทั้ง 2 ฝันที่ขายแล้ว "โดนใจ" ประชาชนได้สำเร็จ รัฐบาลสมัคร 1 ต้องเดินหน้านโยบายการเงิน-การคลัง อย่างเฉียบคม มีเทคนิคชั้นเยี่ยม เพื่อเฟ้นหาช่องทางการเงิน ตอบสนอง 2 นโยบายใหญ่ ไม่ว่าจะใน หรือ นอกงบประมาณ

นั่นเป็นเหตุผลให้ รัฐบาลนี้ ต้องใช้ "มือการเงิน" ระดับพระกาฬ ซึ่งไม่ได้ปรากฏตัวอยู่ในรายชื่อ คณะรัฐมนตรี

"ตัวจริง" ทีมเศรษฐกิจ จึงหนีไม่พ้น ระดับเซียนที่เข้าใจเรื่อง การเงิน-การคลัง

วงใน ระบุว่า ในจำนวนทีมเศรษฐกิจเบื้องหลัง ครม.นอมินี ล้วนเป็น "มือดี" ที่เคยปั้นฝันให้ไทยรักไทยสำเร็จมาแล้ว และ วันนี้ พร้อมจะสานต่อไปสู่ "พลังประชาชน"

ฟากหนึ่งของ กองบัญชาการ เบื้องหลัง ครม.เศรษฐกิจ คือ “นักคิด” ขุมกำลังปั้นโปรเจค อย่าง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ ดร.พันศักดิ์ วิญญรัตน์

อีกฟากคือ นักการเงิน และ นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมองทะลุปรุโปร่งถึงกลไกการเงิน-การคลัง ของประเทศ แกนนำในกลุ่มนี้ เริ่มตั้งแต่ ดร.ทนง พิทยะ นิพัทธ พุกกะณะสุต วิจิตร สุพินิจ และ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช

"หมอมิ้ง" มือวางด้านยุทธศาสตร์

ถ้ามองหาคน "คิดการใหญ่" ต้องไม่ลืม นักยุทธศาสตร์อย่าง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

"หมอมิ้ง" จัดว่าเป็นคนใกล้ชิดบ้านจันทร์ส่องหล้า เป็น "สายตรง" ระดับร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย

เขาถูกจัดวางไว้ในแถวหน้าในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย จากเลขานายกรัฐมนตรี "หมอมิ้ง" กระโดดขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งในสายตา ดร.ทักษิณ "หมอมิ้ง" ประสบความสำเร็จไม่น้อยในตำแหน่งเจ้ากระทรวงพลังงาน

แม้จะอยู่ในรายชื่อ 111 พรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิการเมือง แต่ "หมอมิ้ง" ไม่ได้เงียบหายไปไหน เพราะวงในระบุว่า

นักยุทธศาสตร์ อย่าง "หมอพรหมินทร์" ยังคงทำงานที่ตัวเองถนัด และได้รับความไว้วางใจ เพราะเขานั่นแหละ คือ "ตัวจริง" เบื้องหลังการวาง โรดแมพ และยุทธศาสตร์ของรัฐบาล "สมัคร 1"

ดร.พันศักดิ์ "นโยบาย ใต้เงาหูกระต่าย"

กองทุนหมู่บ้าน , โอท็อป , SMEs , Dual Track ถ้านี่คือ แก่นคิดหลักของนโยบายรัฐบาลผสม ที่มี "พรรคพลังประชาชน" เป็นแกนนำ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีเงาของ "หูกระต่าย" พันศักดิ์ วิญญรัตน์ พาดคลุมอยู่ในรัฐบาล "สมัคร 1"

ดร.พันศักดิ์ เป็นหนึ่งใน "ขุนพลบ้านพิษณุโลก" ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นนักฝันด้านนโยบายที่มีชื่อเสียง เคยสร้างความฮือฮาไว้ตั้งแต่ยุค "เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า"

ภายหลัง "รัฐบาลน้าชาติ" ถูกปฏิวัติรัฐประหาร "ดร.พันศักดิ์" ย้อนกลับไปอยู่ในวงการสื่อ ก่อนจะหวนมามีบทบาทเชิงนโยบายรัฐอีกครั้งในยุคไทยรักไทย

ดร.พันศักดิ์ มีอิทธิพลต่อ "อดีตผู้นำ" ในแง่นโยบายไม่น้อย เป็น นักคิด นักวางยุทธศาสตร์ ยุคก่อตั้งพรรค และยังคงความเป็น "นักฝัน" ปั้น Story ให้รัฐบาลไทยรักไทย 1 และ ไทยรักไทย 2 ให้ดูแตกต่าง และสร้าง "ความหวัง" ปนอารมณ์ "ฝันเฟื่อง" ให้กับภาคประชาชน โดยเฉพาะคนชนบท

อดีตประธานที่ปรึกษาด้านนโยบาย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายสำคัญ ๆ ทั้งนโยบายรากหญ้าอย่าง กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป และนโยบายเศรษฐกิจการเมืองระดับประเทศ ทั้งนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Track) นโยบายกึ่งชาตินิยม แม้กระทั่ง นโยบายเสกกระดาษให้เป็นเงิน "แปลงสินทรัพย์เป็นทุน"

เมื่อชะโงกหน้าข้ามไหล่ เหล่า ครม.นอมินี ไปมองดูบรรดา "คีย์แมน" เบื้องหลัง ย่อมต้องมีชื่อของ "ดร.พันศักดิ์"

กุนซือ รายนี้ หายเข้ากลีบเมฆไปพร้อมกับการรัฐประหาร ของ คปค. ไม่มีใครเคยเห็นเขาปรากฏตัวต่อสาธารณะ

แม้ว่าประเด็นของ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้น ภายใต้การผลักดันของ ดร.พันศักดิ์ จะร้อนฉี่ ทั้งถูกกดดัน ตรวจสอบ และถึงขั้นรื้อถอน เช่นกรณีศูนย์ออกแบบ TCDC ซึ่งมีชื่อ ดร.พันศักดิ์ นั่งเป็น "ประธาน" แต่เขาไม่เคยออกมาตอบโต้ หรือ ยอมถอย จนในที่สุด มีการแต่งตั้งประธาน TCDC ทำให้เขาต้องหลุดจากตำแหน่งไปโดยปริยาย

แม้ชื่อจะเงียบหาย แต่วงในระบุว่าอีกหนึ่ง "ตัวจริง" ที่วางโรดแมพนโยบายเศรษฐกิจ "รัฐบาลสมัคร 1" มี "ดร.พันศักดิ์" ต้นตำรับประชานิยมร่วมวงอยู่ด้วย

เขาไม่ใช่ นักการเงินมือฉมัง แต่เป็น มันสมองของ "อดีตผู้นำ" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ จะมีนโยบาย วิจิตรพิสดารออกมาเป็นระยะๆ

หรือ เราอาจจะเห็น สารพัดนโยบายที่เคย "ฝันค้าง" สมัยไทยรักไทย หวนกลับมาในรูปลักษณ์ใหม่ ชื่อใหม่ที่ดู "สด" กว่าเดิม

การกลับมาของ ดร.พันศักดิ์ ในสนามการเมือง ถูกยืนยันอีกครั้ง เมื่อมีชื่อของคนสนิท "ไชยยง รัตนอังกูร" โผล่อยู่ในรายชื่อผู้ที่ถูกคาดว่าจะเป็นที่ปรึกษาขุนคลัง น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ทั้งที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการ TCDC มาหมาดๆ หลังจากที่ต่อรองค่าชดเชยอยู่เป็นเวลานาน

ดร.ทนง พิทยะ "ยาสามัญประจำบ้าน"

ถัดจาก หมอมิ้ง และ ดร.พันศักดิ์ ซึ่งเป็นแกนกลางวางยุทธศาสตร์นโยบาย ก็มาถึงบรรดา "นักการเงิน-การคลัง" ที่จะบันดาลฝันให้กับ พลังประชาชน และ "สมัคร 1"

ในกลุ่มนี้ต้องมี ดร.ทนง พิทยะ คนใกล้ชิดของ ดร.ทักษิณ รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

ชื่อของ ดร.ทนง ถูกโยนเข้ามาในตำแหน่ง "ขุนคลังคนนอก" เกือบจะในทันทีที่ชัดเจนว่า "พลังประชาชน" เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ไม่ใช่เพราะ ดร.ทนง เคยนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาแล้วถึง 2 สมัย คือ ยุค ที่ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2540 และในยุคปลายๆ ของรัฐบาลทักษิณ 2

แต่เป็นเพราะอดีตขุนคลังคนนี้ มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิด อุปถัมภ์เกื้อกูล กับ "ครอบครัวชินวัตร" มากเป็นพิเศษ จนเรียกได้ว่า เป็นนักการเงินคู่ใจ พ.ต.ท.ทักษิณ

เขาถูกเรียกขานจากสื่อ ในฐานะ "ยาสามัญประจำบ้าน"

แม้ในที่สุดตำแหน่งขุนคลัง จะเป็นชื่อ "น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" แต่ใช่ว่า ดร.ทนง จะไม่มีบทบาทในรัฐบาล "สมัคร 1"

ยิ่งถ้ามองไปที่แก่นกลางของนโยบายเศรษฐกิจที่มี "นโยบายการคลัง" เป็นเครื่องมือสำคัญ คนที่จะทำให้ฝันของนโยบายรัฐบาล "สมัคร 1" เป็นจริงได้ต้องมี "ดร.ทนง" อยู่ด้วย

ถึงจะไม่ได้อยู่ใน "ฉากหน้า" แต่ปรากฏอยู่ใน "เงา" เป็นฉากหลัง

ความสามารถในการสรรหารายจ่ายนอกงบประมาณในรัฐบาลทักษิณ หรือ แผนเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อสานฝันเมกะโปรเจค ต่างๆ คือ ภารกิจของ "ขุนคลัง" ยุคนั้น

ยังไม่นับภารกิจพิเศษ ที่ ดร.ทนง ถูกวิจารณ์ว่า มานั่งขุนคลังเพื่อทำให้ดีลขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ให้กองทุนเทมาเส็ก สิงคโปร์ ด้วยเม็ดเงิน 73,000 ล้านบาท ของครอบครัวชินวัตรเป็นจริง เพราะในขณะนั้น “ดร.ทนง” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โดยตำแหน่ง และยังมีบทบาทกำกับกรมสรรพากร

มาดูกันว่า ในปลายๆ ยุคสมัยทักษิณ 2 ดร.ทนง ในฐานะ "ขุนคลัง" ทำอะไรค้างไว้บ้าง

เรื่องที่ประกาศเป็นนโยบายไว้แล้ว และยังไม่ได้ทำ คือ แผนต่อยอดประชานิยม เช่น การปรับโครงสร้างหนี้มนุษย์เงินเดือน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แผนปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ และที่บ่งบอกว่า นโยบายของรัฐบาลสมัคร 1 มีเชื้อมาจาก "กุนซือ" กลุ่มนี้คือ นโยบายดึงเงินจากอุตสาหกรรมประกันมาต่อยอดลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งตามแผนแล้วต้องใช้เงินสูงถึง 5 แสนล้านบาท

แนวคิด ดึงเงินจาก "ประกันภัย" มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มีมาตั้งแต่ครั้งที่ ดร.ทนง นั่งเป็น รมว.คลัง

ประเมินดูแล้ว แนวทางฟื้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วนของทีมเศรษฐกิจ "สมัคร 1" ไม่แตกต่างจาก ยุค ดร.ทนง โดยเฉพาะการใช้ธนาคารรัฐ เป็นกลไกปล่อยเงินประชานิยม

ครั้งนั้น ดร.ทนง เปิดเจรจากับผู้บริหารธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเอสเอ็มอี และธนาคารออมสิน เพื่อตรึงดอกเบี้ย เงินกู้ลูกหนี้โครงการบ้านเอื้ออาทร บ้านมั่นคง เร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อการเกษตร และสินเชื่อเพื่อผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเอสเอ็มอี

นโยบายเหล่านี้ เราคงได้เห็นอีกครั้งในยุค "สมัคร 1"

แม้เวลาจะเปลี่ยน แต่ ดร.ทนง ยังคงเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้ได้ผลเสมอ ถึงจะเป็นแค่ "เงา" อยู่หลังฉากก็ตาม

นิพัทธ "นักการเงินมือพระกาฬ"

นิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตที่ปรึกษากระทรวงการคลัง และที่ปรึกษาเศรษฐกิจสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อีกครั้ง ท่ามกลางคำสบประมาท "ครม.ขี้เหร่"

หากย้อนดูประวัติการทำงานของ "นิพัทธ" ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เขาจะมานั่งเป็นที่ปรึกษา และไม่แปลกสำหรับเจ้าของฉายา "แมวเก้าชีวิต"

"นิพัทธ" เติบโตในชีวิตราชการมาในสาย "เงินกู้" สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และเขามักจะพูดถึงตัวเองเสมอว่า "ผมเป็นพวก Macro" นั่นหมายถึงมีความถนัดด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาค แต่ "นิพัทธ" ยังมีความสามารถมากกว่า "พวก Macro" คนอื่นๆ ตรงที่เขายังเป็นนักบริหารในวงราชการอย่างหาตัวจับยาก

ชีวิตรับราชการของ "นิพัทธ" เผชิญกับความผกผันอย่างยิ่ง เขามีทั้งรุ่งโรจน์สุดขีด จนถึงตกอับสุดขั้ว แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง

เรียกได้ว่าฉายาที่ได้มานั้น "หาใช่โชคช่วย" แต่ด้วยสายสัมพันธ์ในแวดวงราชการและการเมือง ซึ่งมีผลไม่น้อยต่อชีวิตราชการของเขาที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามการเมือง

เรื่องฝีมือและการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของ "นิพัทธ" นั้น ในแวดวงการเงินการคลังแล้วไม่มีใครกังขา ซึ่ง "นิพัทธ" มีบทบาทต่อนโยบายเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอดในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการหาแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

"นิพัทธ" เข้าไปมีบทบาทในระดับชาติครั้งแรกและเริ่มปรากฏชื่อต่อสาธารณชน ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจจนนำไปสู่การลดค่าเงินบาทในสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ในช่วงนั้น "นิพัทธ" มีบทบาทในฐานะกรรมการบริหารสำรองของธนาคารโลกที่เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาล ก่อนจะกลับมากระทรวงการคลังในตำแหน่งรอง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งมี สมหมาย ฮุนตระกูล เป็นรัฐมนตรี จนได้ฉายาว่า "ลูกป๋าหลานปู่" จากนั้นก็ขึ้นเป็น ผู้อำนวยการสศค. และเป็นช่วงเวลาที่ "นิพัทธ" มีบารมีอย่างมากในสายตลาดเงินตลาดทุน เพราะ สคศ.สมัยนั้น ดูแลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย

"นิพัทธ" จึง "ครบเครื่อง" ในเรื่องนโยบายการคลังและตลาดเงินตลาดทุน แม้แต่วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เมื่อรัฐบาลเข้าโครงการช่วยเหลือขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ดร.ทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้น ก็เรียกใช้บริการของ "นิพัทธ" ในการเจรจา

"ความเก่ง" ของเขา ก็ได้ชื่อว่า "เป็นคนมีแผล" ควบคู่ไปด้วย

นิพัทธ เจอสอบทุจริตครั้งแรกในสมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่ที่หนักสุด คือสมัยของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตรมว.คลัง ในสมัยของนายชวน หลีกภัย ที่ "นิพัทธ" เจอข้อหาถึงไล่ออกจากราชการ พร้อมด้วยคดีความติดตัว คือคดีการทุจริตโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุหมอชิต และ คดีการอนุมัติเพิ่มทุนธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (บีบีซี) โดยไม่มีอำนาจในสมัยนั่งเป็นประธานบอร์ดออมสิน

ในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และรอดข้อหาความผิด "ไล่ออก" เหลือเพียงแต่ "ตัดเงินเดือน" และกลับไปนั่งที่ปรึกษากระทรวงการคลังจนเกษียณอายุราชการ เมื่อปี 2546 แต่ 2 คดีหลังยังไม่สิ้นสุด

เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดใหม่ที่ตั้งขึ้นหลังปฏิวัติ มีมติดำเนินคดีในข้อหา "ร่ำรวยผิดปกติ" และอีกคดีคือธนาคารออมสินฟ้องเรียกค่าเสียหายเกือบ 400 ล้านบาท ซึ่งล้วนแต่เป็นคดีที่เกิดขึ้นในสมัยนายเนวิน ชิดชอบ เป็นรมช.คลังและดูแลกรมธนารักษ์ที่มีเขาเป็นอธิบดี

"นิพัทธ" ถือเป็นผู้ที่เข้าใจกลไกการทำงานของกระทรวงการคลังอย่างทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ อีกทั้งการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคอย่างแหลมคม

ดังนั้นจึงมีนักการเมืองมาใช้ "บริการ" เสมอ

คดีความที่ยังไม่สิ้นสุด อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ "นิพัทธ" เข้ามาเป็นที่ปรึกษาครั้งนี้ ก็จะเป็นพิสูจน์ฉายา "แมวเก้าชีวิต" อีกครั้ง

วิจิตร สุพินิจ "ผู้มีบารมีตลาดทุน"

วงในระบุว่า เบื้องหลังของนโยบายเศรษฐกิจ "สมัคร 1" และเป็น "ทีมเศรษฐกิจหลังฉาก" ที่คอยบัญชาการอยู่เบื้องหลัง บรรดาครม.เศรษฐกิจ มีชื่อ "วิจิตร สุพินิจ" รวมอยู่ด้วย

อันที่จริงชื่อของ วิจิตร สุพินิจ วนเวียนอยู่หลังฉากการเมืองมานาน

เขาอยู่ในข่ายบุคคลที่ กลับมา "ยิ่งใหญ่" ในตลาดเงิน-ตลาดทุน หลังจากพรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 ทั้งที่เงียบหายไป หลังลงจากเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

การกลับมาของ วิจิตร ครั้งนั้น ทำให้เขาเป็นหนึ่งใน ผู้ที่กำหนดทิศทางตลาดทุน โดยเฉพาะในตำแหน่ง ประธานตลาดหลักทรัพย์ 2 สมัย และหมดวาระลงไปหมาดๆ เมื่อไตรมาสสุดท้ายของปี 2550

แม้จะเป็นหนึ่งในลูกหม้อไทยรักไทย เป็นคีย์แมนคนสำคัญด้านการเงิน แต่ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา "วิจิตร" มีชื่อเป็นทีมเศรษฐกิจ ให้กับ "พรรคเพื่อแผ่นดิน" ซึ่งแตกหน่อมาจากพรรคไทยรักไทยหลังแพแตก

บ่งบอกถึง ความใกล้ชิดกับกลุ่ม ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ สุวิทย์ คุณกิตติ มากกว่ากลุ่มสายตรง ดร.ทักษิณ

แม้จะไม่ใช่พลังประชาชนเต็มร้อย แต่สำหรับสายเลือดไทยรักไทย ความที่ยังตัดไม่ขาด ประกอบกับเป็นผู้ที่มีความรู้ ความช่ำชองทางการเงินอย่างหาตัวจับยาก เขาจึงอยู่ในศูนย์บัญชาการเบื้องหลัง "ครม.เศรษฐกิจ"

"วิจิตร สุพินิจ" นักเรียนทุนรุ่นหนึ่งของธนาคารชาติ เขาเป็นอดีตนายธนาคารกลางที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับภาคการเมืองทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ครั้งเป็นผู้ว่าการฯ เมื่อปี 2533 พร้อมกับนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค สอดรับกับนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

วิจิตร ยังมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์การเงินของไทย ในฐานะ "ผู้เปิดประตู" เสรีการเงิน ซึ่งมองอีกด้าน นโยบาย BIBF เปิดเสรีภาคการเงิน ก็คือ "จำเลย" สำคัญที่ทำผลักไสให้ประเทศไทยเผชิญพายุการเงินในปี 2540

ในยุคไทยรักไทย 1 และ ไทยรักไทย 2 "วิจิตร" และ เพื่อนร่วมทาง อย่าง นิพัทธ พุกกะณะสุต และ ศุภชัย พิสิฐวานิช ถูกวางตัวเป็นคีย์แมนด้านตลาดทุน เพราะทั้ง 3 คน คือกลุ่มเทคโนแครตที่รู้จักทุกช่องทางระบบการเงินของประเทศ และในยุค "สมัคร 1" ก็คงไม่แตกต่างกัน

แก่นคิดของ "วิจิตร" ที่น่าจับตามอง สำหรับรัฐบาล "สมัคร 1" คือ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และ การสร้างความมั่งคั่งผ่านตลาดทุน

ในความคิดของเขาเศรษฐกิจไทย ควรจะเติบโตในระดับ 5-7%

อีกอย่างที่ต้องจับตามองกันคือ ท่าทีของรัฐบาลใหม่ ต่อ "มาตรการ 30%" ของธนาคารกลาง

ในหลายวาระ วิจิตร ให้ความเห็นว่า แม้จะผ่อนปรนไปมาก แต่ในเชิงจิตวิทยา มาตรการ 30% ยังเป็นอุปสรรคของตลาดทุน หมายความว่า ถ้ารัฐบาลนี้มอง "ตลาดหุ้น" เป็นเป้าหมาย มาตรการกันสำรอง 30% คืออุปสรรคแรกที่มองเห็น

ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช : ลูกหม้อไทยรักไทย - ซีพี

ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกระบุว่าได้รับการทาบทามในตำแหน่ง รมช.คลัง

ไม่น่าแปลกใจ เพราะ ดร.สุชาติ เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย และเมื่อครั้งที่ ดร.ทนง พิทยะ นั่งว่าการตำแหน่ง “ขุนคลัง” และน.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อยู่ในตำแหน่ง รมว.พลังงาน นักวิชาการค่ายรามคำแหงท่านนี้ได้ชื่อว่าเป็น “คนการเมือง” ที่ถูกส่งไปเป็นตัวแทนในหน่วยงานอิสระหลายแห่ง และหลายคณะทำงาน

เขาสวมหมวกที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งเป็นคณะกรรมการเกาะติดเศรษฐกิจมหภาค เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ก.ล.ต. และ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ในช่วงที่ ดร.ทนง นั่งคุมคลัง ทางด้านกระทรวงพลังงานของ “หมอมิ้ง” ดร.สุชาติ อยู่ในทีมสนับสนุนการดำเนินแผนยุทธศาสตร์พลังงานไปสู่ภาคปฏิบัติ

ในระหว่างฟอร์มรัฐบาล “สมัคร 1” ดร.สุชาติ ปรากฏตัวในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ โดยให้ความเห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ และแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่ โดยประเด็นที่ ดร.สุชาติ เน้นย้ำเป็นพิเศษคือ การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เขาพูดไว้ชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือฟื้นความเชื่อมั่น และกระตุ้นการลงทุน ทั้งยังแนะให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยให้เหลือ 2% ภายใน 6 เดือน และต้องเพิ่มรายได้การส่งออก เพราะเป็นปัจจัยหลักของ GDP

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หนึ่งในเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล “สมัคร 1” จะเป็นเรื่อง "ดอกเบี้ย" ซึ่งถ้าธนาคารแห่งประเทศไทย ยุคผู้ว่าการ “ธาริษา วัฒนเกส” ยังยึดหลัก “เสถียรภาพ” ข่าวลือที่ว่าจะมีการปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ ก็ต้องถือว่า "มีมูล" ทีเดียว

ดร.สุชาติ คนนี้ ยังมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกลุ่มซี.พี. ซึ่งในการเลือกตั้งรอบนี้ แม้ว่ากลุ่มซี.พี.จะเล่นบท "แทงกั๊ก" พร้อมสนับสนุนทุกพรรคการเมือง แต่กับพรรคพลังประชาชน สายสัมพันธ์ก็ไม่ได้เจือจาง ว่ากันว่าโซ่คล้องใจระหว่างซีพี และกลุ่มพลังประชาชนก็คือ ดร.สุชาติ คนนี้

ฟื้นเศรษฐกิจ เคลียร์พื้นที่ เปิดทาง "ตัวจริง"

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล "สมัคร 1" ถูกวางไว้ชัดเจนว่า ต้องเรียกศักดิ์ศรีของไทยรักไทยกลับคืน และแนวทางที่ดีที่สุดก็คือ "ฟื้นเศรษฐกิจ"

โจทย์นี้ดูเหมือนจะไม่ยาก ในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และทุกคน เรียกร้องหา "สูตรกระตุ้นเศรษฐกิจ" พร้อมเพรียง

"ประชานิยม" ท่ามกลางความฝืดเคืองจึงกลายเป็น "อาหารจานด่วน" ในการพื้นเศรษฐกิจแบบสำเร็จรูป ส่วน "เมกะโปรเจค" คือฝันใหญ่ เป็นนโยบายที่ "ขายได้" ทั้งคนกรุง และ ชนบท

หากรัฐบาล "สมัคร 1" เดินหน้าบนทางคู่ขนานประชานิยม เมกะโปรเจค เชื่อได้ว่า โอกาส "ล้างมลทิน" ให้กับนักการเมืองค่ายไทยรักไทย โดยเฉพาะกลุ่ม 111 มีความเป็นไปได้สูง

เดิมพันครั้งนี้ ไม่น้อย ดังนั้น แม้หน้าฉากจะเป็น "รัฐมนตรีมือใหม่" แต่หลังฉากกลับเป็น บรรดา "กุนซือ" ฝีมือเลิศล้ำ

ทั้งหมดพร้อมใจยืนอยู่ "ข้างหลัง" สะสมศรัทธาครั้งใหม่ ปูทางหวนคืนสนามการเมืองครั้งหน้า เพราะเกมนี้ถูกพล็อตไว้แล้วว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อให้ได้เสียงเบ็ดเสร็จ อาจมาเร็วกว่าที่คิด


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย...ตามรอยเมกะโปรเจค
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2008, 22:52:07 PM
(ต่อ)

ตามรอยเมกะโปรเจค

ในบรรดาโครงการ “เมกะโปรเจค” ที่ครม.สมัครภูมิใจนำเสนอ โดยคาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนด้วยวงเงินราว 1.5 ล้านล้านบาท เช่น รถไฟฟ้า 9 เส้นทาง 5 แสนล้านบาท โครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร 2 แสนล้านบาท โครงการ 1 แสนล้านบาทเพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว โครงการที่พักอาศัยนั้น "โครงการวางโครงข่ายคมนาคม และระบบขนส่งสินค้าครบวงจร (โลจิสติกส์ )" ถือเป็นโครงการที่เรียกว่า ใช้เม็ดเงิน "มากที่สุด" เพราะแค่โครงการรถไฟฟ้า 9 สายก็มีมูลค่า 5 แสนล้านบาทแล้ว และยังมีรถไฟรางคู่ พัฒนาสนามบิน พัฒนากองเรือพาณิชย์ไทย อีก


"จะใช้เงินของรัฐให้น้อยที่สุด เราวางเป้าหมายให้เอกชนขับเคลื่อน ใครรวยไม่สน ขอให้รัฐได้ภาษีเป็นพอ"


"วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล" เมมเบอร์ในสังกัดพรรคพลังประชาชน ที่จับแผนร่างนโยบายพรรคมาตั้งแต่ต้นบอกว่า โครงการนี้นอกจากจะลดต้นทุนการขนส่งสินค้า การเดินทางที่รวดเร็ว ปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการผลักดันการลงทุนภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดังนั้นแม้ว่าจะยังไม่มีการประเมินว่า โครงการโลจิสติกส์จะต้องใช้เม็ดเงินเท่าไร เพราะอาจจะเป็นลักษณะรัฐร่วมกับเอกชน หรือเอกชนจะลงทุนเองทั้งหมดก็ได้ แต่ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับยักษ์ใหญ่เอกชน บริษัทผู้รับเหมา ธุรกิจก่อสร้าง ฯลฯ มากพอดู

เพราะโครงการเหล่านี้วรวัจน์เน้นว่า จะเดินหน้าโดยเอกชนเป็นหลัก "จะใช้เงินของรัฐให้น้อยที่สุด เราวางเป้าหมายให้เอกชนขับเคลื่อน ใครรวยไม่สน ไม่กลัวคนนั้นรวย คนนี้รวย ขอให้รัฐได้ภาษีเป็นพอ เพราะฉะนั้นเอกชนต้องแอ็คทีฟ"

วรวัจน์ให้ภาพว่า นโยบายของพรรคจะดูตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อทุกอย่างสอดคล้องกัน โปรเจคโครงสร้างพื้นฐานซึ่งถือเป็นขั้นกลางน้ำ จึงมิได้มีเป้าหมายแค่ลดต้นทุนขนส่ง แต่มองถึงการส่งสินค้าออกต่างประเทศ จนถึงการท่องเที่ยว จึงต้องพัฒนาทั้งรถไฟ เรือ และทางอากาศ และจะทำให้ได้ภายใน 4 ปีนี้

"โลจิสติกส์ถือว่าดำเนินการใหม่เลย รถไฟนั้นจะขยายรางให้ได้มาตรฐานเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นจีน เชียงราย ลาว ลงใต้หาดใหญ่ มาเลเซีย ทำให้รองรับการขนส่งสินค้าแบบเชื่อมต่อกัน

ขณะที่รถไฟความเร็วสูงจะทำให้การเดินทางระหว่างภูมิภาค เช่นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ทำได้ใน 3 ชั่วโมง เพราะการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจาก 14 ล้านคนเป็น 20 ล้านคนจะให้ทางอากาศรองรับอย่างเดียวไม่พอ"

เขายังมองถึงสนามบินสำหรับการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ ให้สอดรับกับประเทศที่มีสินค้าเกษตรเพื่อส่งออกจำนวนมาก

"ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ก็มองว่าเราจะส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างไร จึงควรมีสนามบินเพื่อการขนส่งสินค้าซึ่งแยกกับนักเดินทาง นักท่องเที่ยวเพื่อความสะดวก

เราอยากใช้ดอนเมืองแล้วเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานในภูมิภาคต่างๆ"

ส่วนระบบโครงข่ายรถไฟฟ้า 9 เส้นทางที่ครอบคลุมทุกพื้นทั่วทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล นอกจากจะแก้ไขปัญหาจราจร ปัญหาเชื้อเพลิงแล้ว จะมองถึงโครงการพัฒนาเรียลเอสเตท และทำให้การท่องเที่ยวดีขึ้น

"เราไม่ได้มองแค่ขนส่งคน แต่เรามองถึงการพัฒนาอาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้า ที่อยู่ มองด้านรองรับท่องเที่ยว พัฒนาระบบขนส่งอื่นๆ ให้สอดรับกัน คือมองเชิงพัฒนาควบคู่"

ประการสำคัญ เขาบอกว่า โครงการนี้จะเป็นการใช้พื้นที่เมืองหลวงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกราว 30% และเมื่อระบบเศรษฐกิจหมุนเร็วขึ้น จะทำให้รัฐได้ภาษีมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนา กองเรือพาณิชยนาวี เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางทะเลของไทย ซึ่งอาจจะดึงกองเรือร่วมพัฒนาระหว่างไทย-จีน หรือพัฒนาขึ้นเอง

วรวัจน์บอกว่า ต้นทุนขนส่งตอนนี้ประมาณ 38% โครงการโลจิสติกส์นี้คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนลงมา 10-15% เหลือ 20-25%

หรือช่วยลดต้นทุนลงถึง 30% ของต้นทุนขนส่งเดิม

"ถ้าเราให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้า จะทำให้สินค้าเราออกไปได้มาก เป็นไปได้ไหม มั่นใจว่าเป็นไปได้ เพราะเราวางกรอบ คิดรอบด้าน เป็นการมองแบบบูรณาการ วางบนระบบการขับเคลื่อนที่เห็นภาพชัด"

นอกจากโครงการด้านโลจิสติกส์แล้ว ยังมีโครงการด้านพลังงาน ซึ่งมีแผนที่จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น การทำเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย โครงการพลังน้ำจากเขื่อนสาละวิน ซึ่งวรวัจน์กล่าวว่า อาจจะเป็นการลงทุนของกฟผ. และ ปตท.

โครงการต่างๆ เหล่านี้เกิดจากนโยบายซึ่งจะมองตั้งแต่ "ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ" โดยวรวัจน์บอกถึงที่มาว่า เนื่องจากเห็นปัญหาการจัดสรรงบประมาณในรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา ที่นโยบายกับงบไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และต่างคนต่างทำ เลยมานั่งมองว่า การแก้ไขปัญหาประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องมีทิศทางที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน

"เราดูประชาชนเป็นเหมือนคนในบริษัท ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกนี่มีมูลค่าสูงกว่าจีดีพีบางประเทศเสียอีก เราก็ย่อส่วนมาเป็นประเทศ ดูว่าบริษัทดูแลคนของเขายังไง ซึ่งเรามีอะไรมากกว่าบริษัทเยอะ เรามีทรัพยากร เรามีภูมิศาสตร์ที่ดีกว่า ก็มองว่าถ้าไทยเป็นจุดหนึ่งในเศรษฐกิจโลก เรามีจุดแข็งอย่างไรแล้วก็วางเป็นนโยบายของพรรค"

จึงออกมาเป็น 7 ยุทธศาสตร์ มีนโยบาย 17 เป้าหมาย และมี 7 ภารกิจเร่งด่วน

โดยยุทธศาสตร์เหล่านั้นประกอบด้วย ยุทธศาสตร์เพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์วางรากฐานเป็นเกษตรสมัยใหม่ ยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจโลก ยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ยุทธศาสตร์พัฒนาการส่งออกและแสวงหาตลาดเป้าหมายใหม่ ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการเมือง การปกครอง และยุทธศาสตร์พัฒนาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร และด้านพลังงาน

"ทีนี้แต่ละกระทรวงก็ต้องตอบสนองยุทธศาสตร์ทั้ง 7 ด้าน จึงนำมาสู่โครงการต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

อย่างเกษตรถือเป็นต้นน้ำ อุตสาหกรรมถือเป็นกลางน้ำ ส่งออกปลายน้ำ เพราะฉะนั้นระบบการผลิตต้องเชื่อมโยงกัน แต่กระทรวงต้องจัดแผนงานให้ตรงกัน

เกษตรจะผลิตอะไรต้องไปคุยกับอุตสาหกรรม ไปคุยกับพาณิชย์ ดูว่าตลาดต้องการหรือเปล่า แล้วจึงจะจัดสรรงบให้ตั้งแต่ต้นปี กระทรวงศึกษาเองก็ต้องจัดการการศึกษารองรับยุทธศาสตร์เหล่านั้น จะรองรับด้านเกษตรอย่างไร ด้านการท่องเที่ยวอย่างไร

ไม่ใช่แต่ละกระทรวงไปเขียนแผน แล้วนำมาของบ หั่นงบ ตัดงบ"

โครงการในขั้นต้นน้ำ คือ การพักหนี้โครงการต่างๆ เพื่ออัดฉีดเงินเข้าระบบ เช่นกองทุนหมู่บ้านหรือธนาคารหมู่บ้านที่คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 7 หมื่นล้านบาทใกล้เคียงกับของเดิม

โครงการพักหนี้เกษตรกร ใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และยังมีกองทุนเอสเอ็มแอลอีก 5 หมื่นล้านบาท ที่จะปล่อยกู้ตามขนาดหมู่บ้าน แบบ 3 แสนบาท 5 แสนบาท และ 7 แสนบาท

โครงการโอท็อป 2 พันล้านบาท ส่วนธนาคารเอสเอ็มอี และกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเอสเอ็มอีได้รับการจัดสรรงบให้เป็น 2 หมื่นล้านบาท

กลางน้ำ เช่นโครงการ 1 จังหวัด 1 แปรรูป การวางโครงสร้างการขนส่ง โครงการด้านพลังงาน "โครงการ 1 จังหวัด 1 แปรรูป" ซึ่งโครงการนี้วรวัจน์มองว่า "มีศักยภาพสูง" เพราะเป็นการแปรรูปสินค้าต่างๆ ให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า และเชื่อมต่อการผลิต-ตลาด ทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น

"เราจะดูศักยภาพการผลิตตามพื้นที่ เช่น พื้นที่ภาคเหนือ อีสาน มีความสามารถในการปลูกข้าวหอมมะลิ ก็จะสนับสนุนการแปรรูป เมื่อแปรรูปก็ต้องตั้งโรงงาน ต้องมีเทคโนโลยี มีการศึกษาด้านนี้ รัฐจะสนับสนุนงบซึ่งอยู่ภายใต้ผู้ว่าซีอีโอ

เพราะฉะนั้น งบส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ต้องไปด้วยกันจะเสริมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ส่วนปลายน้ำ ถือเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ จะเน้นทำตลาดต่างประเทศ มีกองทุนเพื่อสนับสนุนทำตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น

"เราต้องวิจัยตลาดแต่ละประเทศ ถึงสินค้าที่เขาต้องการ จะผลิตสินค้าอะไร จะส่งไปที่ไหน ต้องวิจัยก่อนแล้วจึงแปลงกลับมาเป็นสินค้าที่จะผลิต

นี่คือระบบเศรษฐกิจ ทุกอย่างเกิดจากที่เรานั่งมองว่า เรามีทรัพยากรอะไร เรามีศักยภาพอะไร

ทุกอย่างถูกวางจากศักยภาพที่มี แล้วมองว่าตลาดต้องการอะไร กระบวนการคืออะไร ถือเป็นการจัดระบบเศรษฐกิจใหม่

มองให้ครอบคลุม คิดทั้งระบบ มองว่าถ้าไทยเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เราจะทำยังไง เพราะฉะนั้นการลงทุนจะเสริมกัน ทุกกระทรวงจะอยู่ภายใต้กรอบ โดยมีเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก

วันนี้ การขับเคลื่อนภาครัฐทุกหน่วย ทุกกระทรวงถูกจับมาบูรณาการ โดยมองหลักทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย

เขาบอกว่า ถึงตอนนั้น ค่าบาทเท่าไรไม่สน เพราะได้ปรับกลไกเศรษฐกิจทุกตัว

"เราปรับระบบข้างในให้หมด ใช้เงินไม่กี่แสนล้าน แต่ปรับระบบได้ ก็อยู่ที่เงื่อนไขการเงินประเทศ และเอกชนว่าจะลงทุนอย่างไร"

เราวางกรอบไว้ให้ เพราะฉะนั้นมันจะเกิดขึ้นได้

คาดว่าเงินจะเข้าสู่ระบบประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ทั้งจากเงินลงทุนของรัฐและเอกชน อย่างต่างชาติ สนใจลงทุนมาก เชื่อว่าจะเห็นการย้ายฐานครั้งใหญ่ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เพราะเมื่อเปิดเอฟทีเอ ต้นทุนการผลิตที่นี่จะต่ำกว่าทันที หลายโครงการได้มีการเจรจาไว้ล่วงหน้า อย่างเช่นสินค้าแฟชั่น ยา การแพทย์ จะเป็นลักษณะเมืองการแพทย์ เมืองยา

ได้ยินว่าบางรายสนใจจะเข้ามาลงทุนประมาณ 5 แสนล้านบาทเป็นอุตสาหกรรมแฟชั่น

นโยบายนี้เราเตรียมมาเป็นปี ถือว่าเป็นครั้งแรกที่นโยบายรัฐมีการวางยุทธศาสตร์ไว้ล่วงหน้า มีเป้าหมาย และมีแผนรองรับ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2008, 06:36:05 AM
คัดจากคมชัดลึก

รายงานหน้า-คุมราคาสินค้าด้วย "เศษสตางค์"ไม่ง่าย...ถ้าไม่แก้ต้นทุนที่แท้จริง !
 
 
กรมการค้าภายใน สนองแนวคิด "เศษสตางค์" เต็มที่ เร่งสำรวจปริมาณเหรียญ 25-50 สตางค์ ประสานกรมธนารักษ์ผลิตให้พอใช้ แต่แม่ค้า-ผู้บริโภค ติง ยุ่งยากที่จะหาเงินทอน และไม่ส่งผลเชิงจิตวิทยามากนัก แนะทบทวน "ต้นทุน" ผู้ประกอบการ


 แนวคิดแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงด้วย "เศษสตางค์" ที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยกขึ้นมาเป็นอีกแนวทางในการแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน แม้จะสร้างความฮือฮา แต่คงพูดไม่ได้ว่าเป็นแนวคิดใหม่ เพราะก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ก็ได้ริเริ่มมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

 โครงการของกระทรวงพาณิชย์เกิดขึ้นบนพื้นฐานเดียวกัน คือมองว่า บางครั้งต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นแค่ 5-10% แต่ผู้ประกอบการกลับปรับขึ้นราคามากกว่า 20-30% จึงดูไม่สมเหตุสมเหตุ และผลักภาระให้ประชาชนมากเกินไป !!

 ประเด็นนี้ นายบรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ยืนยันว่า กระทรวงเริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อได้รับมอบหมายจากรัฐบาลก็จะเร่งประสานกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ และตลาดสด สำรวจความต้องการใช้เหรียญสตางค์ว่ามีมากเท่าไร เพื่อนำไปหารือกับกรมธนารักษ์ในการผลิตเศษสตางค์ออกมาให้เพียงพอต่อความต้องการ

 เบื้องต้น จะเน้นไปที่เหรียญสลึง และ 50 สตางค์ก่อน

 ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลก่อนหน้านี้พบว่า

 - เหรียญ 25 สตางค์ มีอยู่จำนวน 1,800 ล้านเหรียญ ผลิตเดือนละ 12 ล้านเหรียญ

 - เหรียญ 50 สตางค์ มีอยู่จำนวน 1,500 ล้านเหรียญ ผลิตเดือนละ 50 ล้านเหรียญ

 - เหรียญ 1 บาท มีอยู่จำนวน 3,000-4,000 ล้านเหรียญ ผลิตเดือนละ 80 ล้านเหรียญ

 - เหรียญ 2 บาท มีอยู่จำนวน 400 ล้านเหรียญ ผลิตเดือนละ 2 ล้านเหรียญ

 อธิบดีกรมการค้าภายใน รับลูกว่า จะเร่งรณรงค์การใช้เศษสตางค์ให้มากขึ้น โดยจะหาพรีเซ็นเตอร์มากระตุ้นการใช้เหรียญสตางค์ โดยใช้สโลแกน "ใช้เหรียญสตางค์ สร้างความเป็นธรรม นำเศรษฐกิจชาติ" เพราะหากมีการใช้กันมากขึ้นก็จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประชาชนจะไม่ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อจนเกินตัว รวมทั้งจะจัดประกวดทำถุงใส่เหรียญสตางค์เป็นแบบกระเป๋าสตางค์อัจฉริยะด้วย

 "การรณรงค์ใช้เศษสตางค์ต้องใช้เวลา แต่ต้องการแสดงให้ประชาชนเห็นว่า หากมีการขึ้นราคาสินค้าเป็นแบบเศษสตางค์แล้ว จะช่วยลดภาระให้แก่ประชาชนได้ โดยมีเป้าหมายอยากให้เห็นผลภายใน 1 ปี" อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวให้คำมั่น

 กระนั้น ในมุมมองของ นางสำราญ แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวหมู และขนมหวาน ย่านตลาดพงษ์เพชร กลับแย้งว่า หากรัฐบาลมีนโยบายให้ปรับราคาสินค้าเป็นเศษสตางค์ก็อยากให้พิจารณาในส่วนอื่นๆ ให้ละเอียดด้วย เพราะราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมาก ทั้งเนื้อหมู น้ำมันพืช และสินค้าอื่นๆ อีกที่ปรับราคาไปแล้วเช่นกัน ตลอดจนยังมีต้นทุนเรื่องค่าขนส่งที่ปรับขึ้นอีกมาก

 "ตอนนี้ยังไม่ได้ขึ้นราคาอาหารเลย แต่การจะดูว่าจะขึ้นราคาหรือไม่ คงจะดูเท่านี้ไม่ได้ สิ่งที่อยากเห็นคือ ให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้า ดูต้นทุนการผลิตของตัวเองด้วยว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่" แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวหมู ชี้ว่าเธอเป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้น

 ด้านแม่ค้าอีกรายในตลาดเดียวกัน แม้จะเห็นด้วยที่รัฐบาลจะริเริ่มนำเศษสตางค์มาใช้เช่นเดียวกับในห้างที่ใช้มานานแล้ว แต่การขึ้นราคาเป็นเศษสตางค์ก็อาจนำมาซึ่งความยุ่งยากพอสมควร โดยเฉพาะการหาเหรียญเศษสตางค์มาเป็น "เงินทอน" ให้แก่ลูกค้า

 ขณะที่ นางบุญสม คำสุทธิ อายุ 52 ปี แม่ค้าร้านข้าวแกง มองว่า ทุกวันนี้ราคาวัตถุดิบแพงมากขึ้น เช่น เนื้อหมูจากเดิมกิโลกรัมละ 90 บาท ก็เพิ่มเป็น 130 บาท น้ำมันพืชก็ขึ้นไปขวดละ 55 บาท แม่ค้าก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน แต่ยังไม่ได้ปรับราคาขายข้าวแกง "ปรับราคาแล้วกลัวว่าคนจะไม่มีคนมากิน แต่ถ้าจำเป็นต้องปรับก็คงจะปรับครั้งละ 5 บาท เพราะถ้าปรับแค่ 2-3 บาทก็จะยุ่งยากในการทอนเงิน และถ้าใช้เศษสตางค์จริง ตัวลูกค้าเองก็คงไม่อยากได้" แม่ค้าข้าวแกง มองคนละมุมกับนายกฯ สมัคร

 ส่วนผู้บริโภคอย่าง นางสุธิดา เบญจนาค อาชีพพนักงานบริษัท มองว่า นโยบายที่จะเอาเศษสตางค์มาแก้ปัญหาการปรับราคาสินค้าถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การปรับราคา 25 หรือ 50 สตางค์ ไม่น่าแตกต่างจากการปรับราคาสินค้าครั้งละ 1 บาทแต่อย่างใด

 เธอ เชื่อว่า ไม่มีผู้ประกอบการคนใดต้องการจะปรับราคาสินค้าขึ้น ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ เพราะกลัวสินค้าจะขายไม่ได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องปรับราคา ก็อยากให้ขึ้นเพียง 1-2 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า แต่ถ้าสินค้าอุปโภคบริโภคปรับครั้งละ 5 บาท ก็รู้สึกว่าเป็นการปรับราคาที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคจนเกินไป ส่วนข้าวแกงถ้าขึ้นครั้งละ 5 บาทก็ต้องให้ข้าวหรือกับข้าวเยอะขึ้นเช่นกัน

 "หากภาครัฐต้องการช่วยเหลือประชาชน ต้องพยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าให้ได้นานที่สุด แต่ถ้าจำเป็นต้องปรับราคาก็จะต้องให้ปรับแค่ครั้งละ 1-2 บาทเท่านั้น อย่างเช่น บะหมี่มาม่าที่ปรับเพิ่มอีกซองละ 1 บาทก็รับได้ เพราะยังเป็นอาหารที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่น ถ้าผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้แล้ว กลัวว่าวันหนึ่งอาจจะเลือกในเรื่องของการลดคุณภาพสินค้าลง ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อผู้บริโภคมากกว่า" ผู้บริโภค ให้ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

 ส่วน นายอนุสรณ์ ดีประยูร พนักงานบริษัทอีกคน มองว่า เท่าที่ติดตามข่าวเข้าใจว่ารัฐต้องการจะให้ราคาสินค้าปรับขึ้นครั้งละ 25 สตางค์ 50 สตางค์ หรือ 75 สตางค์มากกว่าการปรับราคาครั้งละ 1 บาท แต่การให้ปรับราคาสินค้าดังกล่าวจะต้องดูว่าคุ้มกับต้นทุนของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะหากยอมให้ขึ้นราคาไปแล้ว 50 สตางค์ในช่วงต้นปี แต่ปลายปีมาเพิ่มอีก 50 สตางค์ ก็จะรู้สึกว่าทำไมขึ้นราคาอีกแล้ว ซึ่งจะส่งผลเชิงจิตวิทยามากกว่า แต่ถ้าใช้วิธีอั้นราคาให้นานที่สุด และถ้าจำเป็นต้องปรับราคาก็ให้ปรับ 1 บาทครั้งเดียวยังดีกว่า

 "ผมไม่ได้มองว่า เหรียญ 25 สตางค์ หรือ 50 สตางค์ไม่มีค่า เพียงแต่การนำมาใช้ซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่จุกจิกเกินไป เพราะค่าเงินที่ไม่มีความแตกต่างมากนัก เช่น หากราคาสินค้า 10.75 บาท กับราคา 11 บาท ผู้บริโภคคงไม่รู้สึกว่าราคาสินค้าแตกต่างกันมาก และเชื่อว่าการขึ้นราคา 1 บาทก็เป็นราคาที่พอจะรับได้"

 ดูแนวโน้มแล้ว ทั้งแม่ค้า และผู้บริโภคก็ไม่ได้คัดค้านแนวคิดการใช้เศษสตางค์มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ก็ติติงว่าเป็นเรื่องที่ "จุกจิก" ไปนิด และไม่น่าจะส่งผลเชิงจิตวิทยามากนัก ตราบที่รัฐยังไม่สามารถควบคุม "ตุ้นทุน" ที่แท้จริง คือ วัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้


 

ทีมข่าวเศรษฐกิจ
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2008, 06:37:33 AM
คัดจากไทยโพสต์

ก๊าซรถยนต์จ่อขึ้น2บาท/กก. ไม่พอ!บี้คลังเก็บภาษีหัวจ่าย


22 กุมภาพันธ์ 2551    กองบรรณาธิการ

"พูนภิรมย์" เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มใหม่ เบื้องต้นเบรกขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน ส่วนภาคขนส่งเตรียมปรับขึ้นทันที 2 บาทต่อกิโลกรัม


แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานนโยบาย และแผนพลังงาน (สนพ.) กรมธุรกิจพลังงานและ ปตท.เพื่อหารือถึงโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม  (แอลพีจี) ซึ่งตามแผนการปล่อยลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มเดิมจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก   80  สตางค์ต่อกิโลกรัม ในเดือน เม.ย.51 แต่นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต้องการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งล่าสุดมีแนวคิดปรับวิธีการบริหารจัดการโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มใหม่  โดยชะลอการใช้สูตรราคาลอยตัวในภาคครัวเรือนออกไปก่อน  ในขณะที่ภาคขนส่งจะปรับเพิ่มขึ้นทันที 2 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณการใช้ภาคขนส่งเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดการขาดแคลน

ทั้งนี้ การปรับราคาก๊าซหุงต้มในภาคขนส่งจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเรียกเก็บจากหน้าโรงแยกก๊าซที่หัวจ่ายในอัตรา  2 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะนำมาชดเชยราคาก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชน โดยดำเนินการเก็บในอัตรา 2 บาทต่อกิโลกรัม 3 ครั้งเป็นรายไตรมาส ขณะเดียวกันหากการเก็บเงินจากราคาก๊าซหุงต้มยังมีเหลือก็มีแนวคิดที่จะนำไปเพิ่มส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ อี 20 และไบโอดีเซล บี 5

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับวิธีบริหารโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มครั้งนี้   แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังมีความเป็นห่วงปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มในประเทศเช่นกัน  จึงได้ขอให้กรมธุรกิจพลังงานออกหนังสือเวียนไปยังผู้ค้าห้ามไม่ให้มีการส่งออกก๊าซหุงต้มในช่วงนี้  เพราะมีการคาดการณ์ว่าก๊าซหุงต้มจะเริ่มขาดแคลนจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศในช่วงไตรมาส 2 นี้

"กระทรวงพลังงานไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น  ขณะเดียวกันก็ไม่อยากบิดเบือนในเรื่องกลไกราคา  เพราะเห็นถึงผลกระทบที่จะตามมาในอนาคต แต่เชื่อว่าวิธีการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากก๊าซหุงต้มในภาคขนส่งเพื่อนำไปอุดหนุนราคาในภาคครัวเรือนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด  โดยยังคงสูตรราคาลอยตัวเหมือนเดิม แต่ยังไม่นำมาใช้ในช่วงนี้ ซึ่งการทำให้ราคาก๊าซหุงต้มภาคขนส่งปรับเพิ่มขึ้นจะเป็นการลดช่องว่างระหว่างราคาก๊าซหุงต้มกับก๊าซเอ็นจีวีและป้องกันไม่ให้มีการหันไปใช้ในภาคขนส่งอีก" แหล่งข่าวกล่าว

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังมีแนวคิดที่จะชะลออัตราการเติบโตการใช้ก๊าซหุงต้มในภาคขนส่ง โดยจะหารือกับกระทรวงการคลังขอให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีก๊าซหุงต้มภาคขนส่งที่หัวจ่ายมิเตอร์เพิ่มขึ้นอีก แต่ถ้ากระทรวงการคลังไม่เห็นด้วย ก็อาจให้กรมธุรกิจพลังงานไปเจรจากับกลุ่มแท็กซี่ให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในภาคขนส่ง และขอให้ไปใช้เอ็นจีวีแทน

อย่างไรก็ตาม  ได้มีการจัดทำผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม ซึ่งทำโดย  สนพ.ระบุไว้ว่า  การปรับราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้น 1.40 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 21 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม  ส่งผลให้เกิดผลกระทบดังนี้ 1.ค่าใช้จ่ายของโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ที่  62 ล้านบาทต่อเดือน 2.ค่าใช้จ่ายของรถแท็กซี่อยู่ที่  56  บาทต่อวัน 3.ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนอยู่ที่ 21 บาทต่อเดือนต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม 4.อาหารสำเร็จรูปอยู่ที่ 0.05 บาทต่อจาน.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2008, 09:20:27 AM
คัดจากไทยรัฐ

มิ่งขวัญ” บี้ราคาสินค้าสำเร็จ กล่อม 4 กลุ่มแรกลด ทันทีด้านพลังงานบี้ก๊าซติด [23 ก.พ. 51 - 03:51]
 
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับผู้ประกอบการกว่า 300 รายใน 10 กลุ่มเพื่อขอความ ร่วมมือลดและตรึงราคาสินค้าและบริการว่า มีสินค้า 4 กลุ่ม ที่พร้อมให้ความร่วมมือทันทีคือ 1. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะปรับลดราคาลงมาตามกลไกตลาด 2. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อมาม่า ซึ่งจะตรึงราคาที่ซองละ 6 บาทต่อไป 3. สินค้าเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ และ 4. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อพันท้ายนรสิงห์ทั้งน้ำพริก กุ้งแห้ง ที่จะตรึงราคาอีก 6 เดือน 

ส่วนสินค้าที่เร่งเจรจาหาข้อสรุปให้เร็วที่สุด 2 กลุ่ม คือหมูและเนื้อหมูและค่าบริการโทรศัพท์มือถือที่จะต้องจบภายในวันที่ 6 มี.ค.นี้ โดยขณะนี้เนื้อหมูหน้าเขียงที่ราคาปรับขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 120 บาท จะเข้าไปดูกลไกการจำหน่ายทั้งหมด ตั้งแต่ราคาอาหารสัตว์ ผู้เลี้ยงหมู โรงชำแหละรวมถึงราคาหน้าเขียง ขณะที่กลุ่มโทรศัพท์จะเรียกผู้ประกอบการรายใหญ่ เอไอเอส, ดีแทค, ทรู และฮัทช์ มาขอความร่วมมือให้จัดทำแคมเปญราคาถูกนาน 3-6 เดือน ขณะที่สินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่เหลือให้กลับไปศึกษาโครงสร้างการบริหารต้นทุนของแต่ละราย เพื่อนัดมาเจรจากลุ่มย่อยอีกครั้ง ซึ่งจะต้องให้ได้ข้อสรุปภายในวันที่ 6 มี.ค.นี้ 

“สินค้าบางกลุ่มยอมรับว่าต้นทุนสูงขึ้นจริง เช่น น้ำมันพืช ซึ่งก็ได้ขอให้กลับไปทำการบ้าน เพื่อมาหารือกันอีกรอบ แต่ได้แนะนำว่าสินค้าบางตัวน่าจะใช้หลักเศรษฐศาสตร์ผลิตให้มากขึ้นเพื่อให้ต้นทุนและราคาต่อหน่วยต่ำลง ซึ่งหากมีสินค้าเหลือก็จะสนับสนุนให้ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน” นายมิ่งขวัญกล่าว

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า ก่อนที่รัฐบาลจะแก้ไขเรื่องราคาสินค้าให้ต่ำลง ควรแก้ปัญหาผลกระทบจากต้นทุนแฝงก่อน ทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าส่วนเหลื่อมเมื่อขายสินค้าได้ตามเป้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้สินค้าได้วางขายในห้างสรรพสินค้าซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงกว่าต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นายสันติ ตันติเวชวุฒิกุล นายกสมาคมน้ำปลาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยให้มีการปรับลดราคา เพราะน้ำปลาต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากวัตถุดิบปลาเพื่อใช้การผลิต ภาชนะพลาสติก และอื่นๆได้ปรับขึ้นราคาเมื่อปลายปี 50 อีกทั้งน้ำปลาไม่ใช่สินค้าผูกขาด มีการแข่งขันสูง และมีผู้ผลิตมากราย หากจะให้ปรับลดลงอีกจะเป็นการซ้ำเติมผู้ผลิตให้การดำเนินธุรกิจแย่ลงอีก

พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยตน จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาหามาตรการลดผลกระทบจากราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยแนวทางที่จะเสนอให้พิจารณามีอาทิ การลดการจัดเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้าไปสะสมในกองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เพื่อทำให้ราคาขายปลีกในประเทศลดลงได้ส่วนหนึ่ง 

“นอกจากนี้ ยังได้ขอให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พิจารณาเรื่องค่าการตลาดน้ำมันอย่างรอบคอบก่อนจะมีการปรับขึ้นราคาขายปลีกในแต่ละครั้ง”

สำหรับเรื่องการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) จะมีการลอยตัวตามแผนเดิม 6 ขั้นบันไดหรือไม่ก็จะนำไปหารือในที่ประชุม   กพช.ด้วยเช่นกัน โดยยอมรับว่าแนวทางการลอยตัวเฉพาะภาคขนส่งและโรงงานอุตสาหกรรม แต่ไม่ลอยตัวราคาภาคครัวเรือนก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่จะหารืออย่างแน่นอน ตนยืนยันว่าจะทำทุกอย่างให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด แต่ก็ต้องไม่มีการบิดเบือนโครงสร้างราคาแอลพีจีตามที่หลายฝ่ายกังวลกัน

“หากปล่อยให้ราคาแอลพีจีทยอยปรับขึ้นตามแผนเดิมที่ต้องอิงราคาตลาดโลกครบ 6 ขั้นบันได ซึ่งจะมีการลอยตัวครบตามแผนงานที่วางไว้ ภายในไตรมาสแรกของปีหน้าจะทำให้ราคาปรับขึ้นรวมทั้งสิ้น 7-9 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงในสถานการณ์ค่าครองชีพในขณะนี้ ดังนั้น ตนจึงได้เร่งรัดให้ ปตท.ดำเนินการจัดทำโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติในเขตเมืองและปริมณฑล เพื่อส่งเสริมการใช้ก๊าซฯทั้งในการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งด้วยการวางท่อก๊าซฯเข้าสู่พื้นที่ในเมืองด้วยโครงข่ายท่อย่อยเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯชั้นในอันจะทำให้ ปตท. สามารถขยายปั๊มก๊าซเอ็นจีวีได้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกของผู้ใช้แอลพีจีในรถยนต์. 
 
 
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""


โครงสร้างราคาน้ำมันจะต้องตอบสนองต่อภาระทางภาษีน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันและเป็นสัดส่วนที่เป็นธรรมกับผลประโยชน์ที่ผู้ค้าทั้ง ปตท.และปั้มน้ำมันและการแก้ปัญหาการขนส่งระบบรางทั่วประเทศจะต้องมีการเร่งรัดโดยเร็ว  เพราะต้นทุนค่าขนส่งที่รวมอยู่ในราคาสินค้าคือปัจจัยที่สำคัญของการขึ้นราคาสินค้า  และรมว.ที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับราคาสินค้าจะต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดในการควบคุมราคาอย่างเข้มงวดและเป็นธรรมต่อผู้ค้าและผู้บริโภค

ปัญหาพลังงานทดแทนทั้งแก๊สโซฮอล์,ไบโอดีเซล,แก๊ส LPGและ NGV  จะต้องเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้ต่าง ๆ ผ่านสื่ออย่างชัดเจนและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน  จะเห็นได้ว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ถูกนำมาใช้ในประเทศบราซิลอย่างแพร่หลายและผลกระทบที่มีต่อเครื่องยนต์รุ่นเก่าจะต้องชี้แจงกับสังคมให้ถูกต้อง  หรือแม้แต่ไบโอดีเซลที่เป็นทางเลือกที่นำเอาน้ำมันพืชใช้แล้วมากลั่นใหม่เป็นไบโอดีเซลที่เริ่มใช้กันแพร่หลายในหน่วยงานรัฐและเอกชนหลายแห่งเช่น กรมตำรวจ,มหาวิทยาลัยรังสิต  ก็ต้องมีการขยายผลอย่างต่อเนื่องและมีการรณรงค์ให้มีการใช้ทั่วไป

ปัญหาแก๊ส LPG  และ NGV ก็ต้องยอมรับความจริงว่าในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการใช้ NGV มากน้อยเพียงใด  ข้อมูลจากทั่วโลกยังคงมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ใช้กันเช่นอาเจนติน่า  เพราะคุณสมบัติที่มีแรงดันสูงและใช้ความร้อนในการจุดระเบิดที่ค่าออกเทน 105  มากว่า LPG ที่มีค่าออกเทน 99 จึงทำให้ระยะยาวเครื่องยนต์จะสึกหรอเร็วกว่าหากไม่มีการสลับการใช้ร่วมกับน้ำมันตามระยะเวลาที่เหมาะสม  บ่าวาวจะเสียหายเร็วมากจะเห็นปัญหานี้ชัดเจนในรถเก๋งและรถแท๊กซี่ที่ใช้พลังงาน NGV  การส่งเสริมที่เหมาะสมของ NGV คือในโรงงานอุตสาหกรรมและรถบรรทุก  ที่จะมีความได้เปรียบในแง่ค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนและช่วยลดต้นทุนการขนส่งเป็นอย่างดี


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2008, 05:43:54 AM
คัดจากไทยโพสต์

เตือนไม่ถึงเวลาอุ้มราคาน้ำมันสัปดาห์นี้ลุ้นดีเซลขึ้น40สต.คลังหนุนเก็บภาษีหัวจ่ายLPG


25 กุมภาพันธ์ 2551    กองบรรณาธิการ

นักวิชาการชี้ราคาน้ำมันระดับนี้ยังไม่จัดถึงขั้นวิกฤติจนต้องแทรกแซง แต่หากดีเซลทะลุ 30 บาทต่อลิตรเมื่อไหร่ค่อยพิจารณา ระบุสัปดาห์นี้อาจมีโอกาสได้เห็นราคาน้ำมันปรับขึ้น 40 สตางค์ต่อลิตร


หลังค่าการตลาดติดลบหนัก  คลังยังไม่รับลูกเก็บภาษีก๊าซหุงต้มภาคขนส่ง  ขอถก  รมว.พลังงานก่อน ด้านสรรพสามิตเห็นด้วยรีดภาษีได้มากขึ้น

นายมนูญ  ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน กล่าวว่า ราคาขายปลีกน้ำมันของไทยในปัจจุบันยังไม่ถือว่าสูงจนถึงขั้นต้องเข้าไปแทรกแซงราคา  ควรจะปล่อยให้ราคาสะท้อนตามกลไกตลาด    แต่หากเกินระดับ 100 เหรียญฯ ต่อบาร์เรลในระยะยาวจึงควรจะเข้าไปดูแล และเห็นว่าควรจะเน้นเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันเศรษฐกิจที่จะกระทบต่อภาคขนส่งและราคาสินค้าเท่านั้น   โดยหากดีเซลทะลุเกิน  30 บาทต่อลิตร การตรึงอาจจะสมเหตุผลมากกว่า  ซึ่งการช่วยตรึงราคาน้ำมันโดย ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกก็จะต้องลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลง แต่ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ เก็บเงินจากดีเซลเพียง 10 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น  จึงไม่มีผลหากจะลดส่วนนี้  และหากใช้วิธีลดการเก็บเงินจากกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานก็อาจจะผิดวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ว่าจะต้องใช้เพื่อการส่งเสริมการประหยัดพลังงานและเพื่อการลงทุนสร้างรถไฟฟ้า

"ราคาขายปลีกน้ำมันปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจึงยังไม่ควรจะเข้าไปแทรกแซง   โดยภาครัฐควรจะต้องติดตามราคาอีก  1-2 สัปดาห์ให้ชัดเจนก่อน เพราะมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันตลาดโลกอาจจะอ่อนตัวลง    เพราะกำลังจะเข้าไปสู่ช่วงฤดูร้อน   ซึ่งปกติทุกปีราคา    น้ำมันก็จะลดลงอย่างมาก และสัปดาห์นี้อาจจะมีโอกาสเห็นราคาน้ำมันปรับขึ้นอีก 40 สตางค์ต่อลิตร โดยเฉพาะดีเซลที่ค่าการตลาดติดลบมาก" นายมนูญกล่าว

นายเทียนไชย์   จงพีร์เพียร นักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวว่า ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยขณะนี้ไม่ได้สูงผิดปกติแต่อย่างใด  จึงควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด  และหากเห็นว่าผิดปกติจริง   จึงจะหามาตรการมาดูแลที่เหมาะสม   อย่างไรก็ตาม ปกติในช่วงปลาย ก.พ.นี้ราคาน้ำมันจะเริมลดลง  เพราะหมดฤดูหนาวที่ความต้องการมาก แต่ปีนี้มีความผิดปกติที่ฤดูหนาวลากยาวมา จึงทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับนี้

"ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นช่วงนี้   เป็นเพราะฤดูหนาวที่ผิดปกติ  ทำให้ความต้องการมากขึ้น ผสมกับการเก็งกำไร จึงเชื่อว่าราคาน้ำมันจะสูงแค่ระยะสั้นเท่านั้น พออากาศพ้นไปทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้นแล้ว  ปัญหาก็จะไปอยู่ช่วงปลายปีที่ราคาน้ำมันจะเริ่มสูงขึ้นวนเวียนอยู่เช่นนี้ จึงไม่ควรจะตื่นตระหนกไป" นายเทียนไชย์กล่าว

นพ.สุรพงษ์   สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับกรณีที่  พล.ท.(หญิง)  พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีแนวคิดจะหารือกับกระทรวงการคลัง   เกี่ยวกับแนวทางการจัดเก็บภาษีก๊าซหุงต้มภาคขนส่งที่หัวจ่ายมิเตอร์นั้น  ตนคงยังไม่สามารถให้ความคิดเห็นใดๆ  เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในขณะนี้  เพราะต้องขอหารือกับ รมว.พลังงานให้ชัดเจนก่อน

นายสมชัย  สัจจพงษ์  ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  (สศค.)  กล่าวว่า  เรื่องนี้คงต้องรอให้กระทรวงพลังงานเสนอรายละเอียดมาให้พิจารณาอย่างเป็นทางการก่อน  คงไปพูดอะไรก่อนไม่ได้ เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บที่แน่ชัด

แหล่งข่าวผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพสามิตกล่าวว่า   เห็นด้วยกับแนวคิดการจัดเก็บภาษีก๊าซหุงต้มดังกล่าว  เพราะจะทำให้ภาครัฐมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น  โดยขณะนี้ทางกรมก็ได้มีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ หากมีการจัดเก็บจริง ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจจากระดับนโยบายว่าต้องการจัดเก็บที่อัตราใด ส่วนก่อนหน้านี้ที่มีการเสนอแนวคิดการลดภาษีน้ำมันนั้น ยืนยันว่าเรื่องนี้ประเทศอื่นๆ ก็ไม่ใช้วิธีนี้กันแล้ว

"ถ้าเก็บภาษีก๊าซหุงต้มก็ดี   จะได้เงินภาษีเข้ามาอีก  ตอนนี้กรมก็มีการศึกษาอยู่  อัตราก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย ซึ่งสามารถกำหนดให้เก็บได้ทั้งตามมูลค่าและตามราคาเป็น 2 ขา ส่วนแนวคิดการลดภาษีน้ำมัน ไม่มีประเทศไหนเขาทำกันแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว.

....................................................

ยังไงก็คงที่หนีไม่พ้นค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างน้อยก็ต้องมากกว่า  80 ดอลลาห์/บาร์เรล  ระหว่างการคุมเงินเฟ้อกับการเร่งการลงทุนและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในของเอกชนและภาครัฐเป็นสิ่งที่ต้องเลือกให้เด็ดขาด  แต่สำหรับนโยบายพลังงานเป็นสิ่งที่ต้องอุดหนุนไปก่อนเพราะมันสัมพันธ์โดยตรงกับราคาสินค้าที่จะต้องขึ้นตามเพราะต้นทุนสินค้าสูงขึ้นเมื่อบวกค่าขนส่ง


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2008, 05:46:43 AM
(ต่อ)

อีโคฯ


25 กุมภาพันธ์ 2551    กองบรรณาธิการ

โลจิสติกส์ 'ประชานิยม' รัฐบาล 'นอมินี' จุดพลุรถไฟฟ้า 9 สาย


"ทุกสายที่มีการดำเนินการมาแล้ว จะเร่งรัดและผลักดันโครงการเพื่อให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว โดยเฉพาะสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต เป็นเส้นทางที่มีความพร้อมสูง ไม่ต้องเวนคืนเพราะเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  (ร.ฟ.ท.)  อยู่แล้ว...โดยรวมแล้วทุกเส้นทางและทั้ง  8  ทิศทางจากปลายสถานีเข้ามาสู่ใจกลางกรุงเทพฯ  จะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 30 นาที"

-------------------



หลังจากเข้ารับดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  "สันติ  พร้อมพัฒน์" เร่งเดินหน้าทันที   โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน   9  สาย  8  ทิศทาง ที่สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดประเด็นไว้

สำหรับเส้นทางรถไฟฟ้าทั้ง   9  สายทาง ประกอบด้วย บางใหญ่-ไทรน้อย 35 กม., สำโรง-เมืองโบราณ 17 กม., หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 36.6 กม., ตากสิน-มหาชัย  20  กม., บางซื่อ-คลองเตย (Loop1) 9 กม.,  มีนบุรี-ศาลายา 51 กม., ตากสิน-พุทธมณฑล สาย 4 ระยะทาง 21.7 กม., วัดใหญ่-ป้อมพระจุล 6 กม. และบางกะปิ (Loop2)

อย่างไรก็ตาม  รถไฟฟ้า 9 สาย 8 ทิศทาง ก็คือ เส้นทางเดียวกับแผนก่อสร้างรถไฟฟ้าเดิม ไม่ว่าจะเป็น  7  เส้นทาง หรือ 10 เส้นทาง เพียงแต่จะมีการต่อขยายออกไปยังชานเมือง แทนที่จะหยุดแค่ในเมือง   "อีโคโฟกัส"  ฉบับนี้ได้สัมภาษณ์พิเศษ  รมว.คมนาคมถึงการสานต่อเมกะโปรเจ็กต์ในรัฐบาลชุดนี้



0 โครงการในรัฐบาลชุดก่อน จะดำเนินการต่อหรือไม่

สายสีน้ำเงิน  ส่วนใหญ่เป็นแนวเดียวกันของรัฐบาลชุดนี้ จะมีเพียงบางช่วงที่ขาดหายไป แต่จะไปต่อขยายออกไป แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้โครงการล่าช้าออกไป เพราะเมื่อผ่านการพิจารณาของสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และแบบทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็สามารถประมูลได้เลย

ส่วนที่ต่อขยายออกไป   ก็ออกแบบเพิ่มเติม ทำประชาพิจารณ์ และทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อเสร็จก็สามารถประมูลและก่อสร้างเพิ่มเติมไปได้เลย  ซึ่งได้มอบให้กับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร  (สนข.)  และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ไปศึกษาโครงการต่างๆ อย่างละเอียด ว่ามีวิธีการใดบ้างที่จะดำเนินการได้

ทุกสายที่มีการดำเนินการมาแล้วจะเร่งรัดและผลักดันโครงการเพื่อให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว โดยเฉพาะสายสีแดง  ช่วงบางซื่อ-รังสิต  เป็นเส้นทางที่มีความพร้อมสูง ไม่ต้องเวนคืนเพราะเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย  (ร.ฟ.ท.)  อยู่แล้ว  นอกจากนี้ยังมีอีก 2 เส้นทางที่ได้ศึกษาและออกแบบไว้ค่อนข้างสมบูรณ์คือ  สีเขียนอ่อน  ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และยังมีส่วนต่อขยายที่จะไปยังอนุสรณ์สถาน-และแยกออกไปยังลำลูกกา  ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งมีชุมชนค่อนข้างหนาแน่น ดังนั้น จะสามารถรองรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว  และช่วงแบริ่งไปสมุทรปราการ  ที่ดำเนินการได้เลย  และยังจะสำรวจออกแบบต่อไปยังบางปู ซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้ว

โดยรวมแล้วทุกเส้นทางและทั้ง 8 ทิศทางจากปลายสถานีเข้ามาสู่ใจกลางกรุงเทพฯ จะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ  30 นาที ทั้งนี้ หากโครงการรถไฟฟ้าที่ได้กำหนดตามนโยบายรัฐบาลสำเร็จ ประชาชนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ใจกลางเมือง สามารถที่จะอยู่ชานเมืองก็ได้



0 ใน 9 เส้นทาง จะเร่งรัดสายใดก่อนในรัฐบาลชุดนี้

ภายใน  1-2  ปีนี้สายที่จะเกิดขึ้นก่อนคือ  สายสีม่วง จากนั้นสายสีน้ำเงิน ในช่วงที่มีความพร้อม และสายสีเขียวอ่อน ช่วงรังสิต-สะพานใหม่ และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และสายสีแดงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต

โดยรวมแล้วในเรื่องของนโยบายระบบขนส่งสาธารณะนั้นได้ตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลา 4  ปี  จะเริ่มดำเนินโครงการต่างตามเป้าหมายให้ได้มากที่สุด  และต้องวางเครือข่ายของระบบให้มีความชัดเจนและครอบคลุม  ซึ่งได้มอบนโยบายให้กับสำนักนโยบายและแผนการขนส่งจราจร (สนข.)  ไปจัดทำรายละเอียด  โดยเน้นเส้นทางของระบบรางที่เข้าถึงชุมชนที่อยู่อาศัยและมีรถโดยสารสาธารณะหรือรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รองรับ

ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดก็จะต้องเร่งพัฒนาระบบการขนส่งให้มีการต่อเนื่อง และเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน โดยจะมีการพัฒนารถไฟทางคู่  และมีรถสาธารณะรองรับ  รวมถึงในปลายทางจะต้องมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อดึงความเจริญสู่ชุมชน



0 จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเปลี่ยนขนาดของรางเป็นขนาด 1.43 เมตร จากเดิม 1 เมตร

ขณะนี้ถือว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนรางรถไฟให้เป็นขนาด   1.43  เมตร  ซึ่งเราควรที่จะให้ความสำคัญกับรางขนาดใหญ่  เนื่องจากรางขนาด  1 เมตร ศักยภาพในการบรรทุกมีไม่มาก ส่วนกรณีที่ประเทศรอบข้างเป็นรางขนาด  1  เมตร  มีวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่งได้มอบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปศึกษาดูว่า รางประเภทใดที่ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่งการปรับเปลี่ยนขนาดรางต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป



0 มีแนวนโยบายในการฟื้นฟูกิจการการรถไฟฯ อย่างไร

ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลที่มาโดยไม่ปกติ  ดังนั้น การบริหารจัดการจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมือและไม่ประสบความสำเร็จ  ดังนั้น  จากนี้ไปการที่จะทำให้รถไฟบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงจะไปเริ่มต้นที่คณะกรรมการ  (บอร์ด) ก่อน จากนั้นจะต้องให้บอร์ดเร่งในการสรรหาผู้ว่าการฯ อย่างเร็วที่สุด

ส่วนเรื่องของสหภาพฯ   ผมเชื่อว่าสหภาพฯ ก็รักรถไฟ ดังนั้น หากต้องการให้รถไฟเจริญก้าวหน้าและสามารถที่จะทำตัวเองให้รองรับกับภาวะการณ์ปัจจุบันได้  และเป็นประโยชน์กับองค์กรและประเทศ ผมเชื่อว่าสหภาพฯ คงให้การสนับสนุน ถ้าเราทำงานอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์กับรถไฟฯ



0 ปัญหาภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะแก้ไขอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องเสียง

มลภาวะทางเสียงของชาวบ้านที่ได้รับจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น  ทางบริษัท  ท่าอากาศยานไทย  ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบนั้น ทุกคนพร้อมที่จะชดเชย แต่มีนักกฎหมายกังวลว่า มีกฎหมายอะไรที่จะมารองรับการจ่ายเงินชดเชยในลักษณะนี้ เพราะ ทอท.เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่ราชการ

อย่างไรก็ตาม  ทอท.ได้ยืนยันว่าในส่วนของการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารที่อยู่อาศัยจำนวน  166  รายนั้น  ภายในสัปดาห์นี้ะจ่ายเงินชดเชยได้เลย  แต่ในจำนวนนี้มีประมาณ 60 รายที่ยังติดขัดในเรื่องเอกสารและรายละเอียดยังไม่ครบ ทำให้มีความล่าช้าบ้าง

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเสียงที่มีความดัง  NEF เกิน 40 และมีความประสงค์ที่จะขายให้กับ ทอท.นั้น  ต้องรอให้จัดตั้งบอร์ด  ทอท.ก่อน  เนื่องจากมูลค่าที่จ่ายเป็นเงินจำนวนมาก  คาดว่าภายในกลางเดือน มี.ค.นี้น่าจะจัดตั้งบอร์ดได้  และจะเร่งรัดให้บอร์ดนำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน



0 ปัญหาคิงเพาเวอร์จะดำเนินการอย่างไร

เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ของคิงเพาเวอร์เป็นภาพที่ดี  แต่ในขณะเดียวกัน  คิงเพาเวอร์เองต้องไปดูเช่นกันว่าสิ่งก่อสร้างของบริษัทมีบางส่วนไปบดบังสิ่งจำเป็นของ  ทอท.หรือไม่ เช่น ทางหนีไฟ ได้มาตรฐานหรือไม่ แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ก็มีความสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องแก้ไขโดยเร็ว

ก่อนที่คิงเพาเวอร์จะเข้าไปดำเนินงานภายในสนามบินสุวรรณภูมินั้น  ก็มีเงื่อนไขและข้อบังคับอยู่แล้ว  และคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น กระทรวงไม่มีความจำเป็นที่จะเข้าไปแทรกแซง หรือชี้นำให้เป็นหน้าที่ของ ทอท.โดยการพิจารณาจะต้องยึดหลักความโปร่งใสและความเป็นธรรม ทั้งกับ ทอท.และผู้ลงทุน



0 นโยบายการใช้สนามบินดอนเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

การขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่  2  ต้องบอกว่าเป็นหลักเลยที่จะต้องเร่งดำเนินการ  ทั้งรันเวย์ที่  3  และอาคารผู้โดยสาร  เพราะวันที่สุวรรณภูมิสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการเมื่อ 1  ปีกว่าที่ผ่านมานั้น  ณ  วันนี้มีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการถึง  43  ล้านคนแล้ว  ดังนั้น  ในปี  2551  นี้จำเป็นที่จะต้องเร่งรัดให้มีการขยายเพิ่มขึ้น  เพราะถ้าไม่เร่งรัดทำก็จะเกิดปัญหาความแออัดในการให้บริการผู้ใช้สนามบิน

ส่วนงบประมาณในการก่อสร้างรันเวย์ที่   3  ทาง  ทอท.มีงบประมาณสำหรับลงทุนแล้ว  ส่วนอาคารนั้นก็มีสถาบันการเงินหลายแห่งพร้อมที่จะให้กู้ โดยรวมแล้วจะใช้งบประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สนามบินดอนเมืองหนีไม่พ้นการเป็นสนามบินสำรองแน่นอน ส่วนรายละเอียดว่าจะเริ่มดำเนินการเมื่อไร จะให้เป็นสนามบินของโลว์คอสต์หรือไม่ ต้องรอผลศึกษาการใช้สนามบินดอนเมืองจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ  (ICAO) ในอีก 2-3 เดือน หรือประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้  จึงจะได้ข้อสรุปเบื้องต้น  จากนั้นจะนำมาพิจารณาร่วมกับแผนของ  ทอท.และสอบถามความเห็นจากสายการบิน ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนและมีข้อสรุปได้ปลายปี 2551

ขณะที่รอความชัดเจนของผลการศึกษาจาก  ICAO  จะต้องคงกิจกรรมเดิมที่สนามบินดอนเมืองไว้  เนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิค่อนข้างแออัด  เพราะมีผู้โดยสารสูงถึง  43 ล้านคน เกือบเต็มขีดความสามารถในการรองรับที่  45  ล้านคนต่อปี  และยังมีการซ่อมแซมรันเวย์ แก้ปัญหาน้ำท่วมไม่เสร็จ รวมทั้งต้องรอให้การขยายสนามบินเฟส 2 เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมก่อน



0 สายการบินที่ย้ายมาใช้ที่ดอนเมือง จะต้องกลับไปที่สุวรรณภูมิหรือไม่

ขณะนี้คงไม่มีการย้ายสายการบินในประเทศที่ไม่มีการต่อเที่ยวบินกลับไปที่สุวรรณภูมิ  เพราะตอนนี้สุวรรณภูมิยังคงแออัดคับแคบ  แต่ในอนาคตเป็นอีกเรื่อง  ซึ่งถ้าสุวรรณภูมิสามารถขยายและรองรับผู้โดยสารได้ 73 ล้านคน หรือ 100 ล้านคน ตอนนั้นดอนเมืองอาจจะไม่มีความจำเป็น และดอนเมืองก็อาจจะทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ของดอนเมืองได้

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าหลังจากที่มีการย้ายไปใช้ที่สุวรรณภูมิทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่ยังไม่มีการพูดถึงเลยคือค่าใช้จ่าย  ค่าดูแลบำรุงรักษา  ซึ่งต้องใช้เงินเต็ม 100% เช่นเดิม ซึ่งภาระเหล่านี้เป็นภาระของ ทอท.ที่จะต้องหาวิธีการหารายได้เข้ามาเลี้ยงค่าใช้จ่ายจุดนี้

โดยสรุปแล้ว  นโยบายระบบขนส่งสาธารณะมอบให้  สนข.ไปดูแล้ว  และวางแผนระบบการขนส่งมวลชน  ทั้งระบบรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล  ให้ระบบรถเมล์สอดรับและต่อเชื่อมกับการขนส่งทางราง  เรื่องการขนส่งโดยรถไฟและการพัฒนาทางคู่ต้องมีการพัฒนาระบบรางให้มีโครงข่ายที่เป็นลักษณะก้างปลาทั่วประเทศ

ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิต้องเร่งรัดให้ขยายได้ตามแผนที่ ทอท.วางไว้  เพราะที่ผ่านมาล่าช้ามาก  การขนส่งทางน้ำ  พาณิชย์นาวี  ก็ต้องเร่งรัด  ถ้าไม่เร่งรัดก็จะทำให้การขนส่งสินค้ามีราคาแพง  ทำให้แข่งขันกับประเทศในภูมิภาคนี้ไม่ได้  ด้านการขนส่งทางอากาศก็พิจารณาเรื่องการเพิ่มมูลค่าเพิ่มใกับสนามบินและการใช้ประโยชน์จากสนามบินในภูมิภาคให้มากขึ้น.


หัวข้อ: "ข้าวยากหมากแพง" อย่าแก้เศรษฐกิจแบบ "สมัคร-เล่น" (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน)
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2008, 19:33:17 PM
คัดจากแนวหน้า

เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยคน 
 
"ข้าวยากหมากแพง" อย่าแก้เศรษฐกิจแบบ "สมัคร-เล่น" (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน) 
 
 
 

ดูเหมือนว่า ขณะนี้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย กำลังตกอยู่ในการตัดสินใจของผู้บริหารไม่กี่คนในรัฐบาล คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอาจจะรวมไปถึงบรรดารัฐมนตรีช่วยในกระทรวงการคลัง อาทิ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นต้น

ผมเห็นว่า คนกลุ่มนี้ กำลังนำพาการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศของเราไปอย่างน่าเป็นห่วง

ขณะนี้ เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะข้าวของราคาแพง โดยสินค้าทั่วไปมีราคาสูงขึ้น ไม่ใช่เฉพาะสินค้าชนิดหนึ่งชนิดใดเท่านั้น หากแต่เป็นสินค้าแทบทุกชนิดที่มีราคาแพงขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่สถานการณ์แปลกใหม่ในทางเศรษฐกิจ นั่นคือ อาการของสภาวะเงินเฟ้อ

หมายความว่า เงินที่อยู่ในมือของประชาชนเสมือนหนึ่งด้อยค่าลงไป

โดยจำนวนเงินเท่าเดิม จะสามารถซื้อสินค้าได้น้อยลงกว่าเดิม ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะแม้รายได้จะไม่ลดน้อยลง ชีวิตความเป็นอยู่ก็ลำบากขึ้น หรือแม้แต่คนที่มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเพิ่มไม่ทันราคาสินค้า ชีวิตปากท้องความเป็นอยู่ก็ยังยากลำบากเช่นกัน

ผมเห็นว่า มุมมอง แนวคิด แนวทาง ตลอดจนท่าทีต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศของคนในรัฐบาล มีปัญหา

และผมขออนุญาตเรียนตรงๆ ว่า เหมือนเป็น "อนุบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ"

1. นายสมัคร - ผู้นำรัฐบาล

 ผมไม่อยากเห็น "การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่คิดง่ายๆ หยาบๆ ด้วยเศษสตางค์"

การพยายามอธิบายแบบ "เอามั่วเข้าร่าย เอาง่ายเข้าว่า" โดยพูดจาประสางูๆ ปลาๆ ในทำนองว่า สาเหตุที่สินค้ามีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เป็นเพราะในท้องตลาดขาดเศษสตางค์ ขาดเงินเหรียญบาทเหรียญสลึง ทำให้พ่อค้าแม่ขายปรับราคาขึ้นไปตามหน่วยของเงินที่ใหญ่ขึ้น อาทิ ก๋วยเตี๋ยว ปรับราคาจาก 20-25 บาท ขึ้นไปเป็น 25-30 บาท ซึ่งเป็นการขึ้นราคาถึง 5 บาท แทนที่จะขยับราคาเป็นหน่วยเงินเล็กๆ มีเศษบาทเศษสลึง เช่น 20.25 - 20.50 - 20.75 - 21 -22 บาท เป็นต้น

ถามว่า การขาดเหรียญบาทเหรียญสลึง เป็นสาเหตุทำให้ผู้เกี่ยวข้องมีพฤติกรรมปรับราคาสินค้าของตัวเช่นนั้น จริงหรือไม่ ?

ประการแรก ข้อเท็จจริง คือ เหรียญบาท เหรียญสลึง ไม่ได้ขาดตลาด

ประการที่สอง ในมุมของผู้ผลิตผู้ขาย สินค้าหลายๆ ชนิด มีต้นทุนแปรผันขึ้นลงทุกวัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและวัตถุดิบในการทำอาหาร เพราะฉะนั้น ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าหลายชนิดจึงขึ้น-ลงทุกวัน วันละนิดละน้อย แต่ผู้ผลิตผู้ขายไม่สามารถกำหนดราคาเปลี่ยนแปลงตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน เพราะจะทำให้ผู้บริโภคสับสน ก็ลองคิดดูสิ ถ้าราคาก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงขึ้นราคาจาก 20 บาทเป็น 22 บาท แล้ววันต่อไปลดราคาลงเหลือ 21 บาท แล้วเมื่อต้นทุนสูงขึ้นก็ขึ้นราคาเป็น 24 บาท ผู้ซื้อผู้ขายจะสับสนอย่างไร วิธีการที่ผู้ผลิตผู้ขายใช้ คือ การตั้งราคาโดยประเมินจากราคาถัวเฉลี่ย

เมื่อต้นทุนแปรผันขึ้นต่อเนื่อง เขาก็จะต้องปรับราคาขายขึ้นไป จาก 20 บาท ขึ้นเป็น 25 บาท ซึ่งหากการขึ้นราคา 5 บาท ดูจะสูงเกินไป เขาก็จะสามารถปรับเปลี่ยนสินค้า เช่น เพิ่มปริมาณก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวแกงให้มากขึ้นในหนึ่งจาน

ตรงกันข้าม หากไปห้ามขึ้นราคา เขาก็จะหาทางแอบลดคุณภาพสินค้า และปริมาณสินค้า ลวงผู้บริโภคว่ายังซื้อได้เท่าเดิม

ในความเป็นจริง ขณะนี้ สินค้าโดยทั่วไปมีราคาแพงขึ้นแทบทุกอย่าง และส่วนใหญ่ก็ค่อยๆ ปรับราคาขึ้นมา คงมีแต่เพียงบางประเภทเท่านั้นที่ปรับราคาขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งก็มักจะเป็นสินค้าจำพวกอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนที่มีการแปรผันหลายๆ อย่าง

ผู้นำประเทศต้องไม่เอาแต่บ่น และฟุ้งฝันอยู่กับความรู้สึกส่วนตัว ที่ไม่ได้ช่วยชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชนเลย อาศัยแค่ว่าคำพูด "เศษสตางค์" มันคล้องกับ "เศรษฐกิจ" ก็เลยหยิบมาขาย ประดิษฐ์คำเหมือนนักพูดนักโต้วาที เพื่ออวดภูมิแบบงูๆ ปลาๆ โดยไม่ดูความเป็นจริง หรือไม่เข้าใจการทำงานของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

2. นพ.สุรพงษ์-มิ่งขวัญ กับการคลัง -การเงิน -การพาณิชย์ และการเศรษฐกิจ

ขณะนี้ นพ.สุรพงษ์ และนายมิ่งขวัญ สองหัวเรี่ยวหัวแรงเศรษฐกิจ กำลังมีปัญหาในการวินิจฉัยโรคของเศรษฐกิจไทย

ภาวะที่ข้าวของโดยทั่วไปราคาแพง โดยไม่ใช่แค่สินค้าดัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นสินค้าโดยทั่วๆ ไป แทบทุกชนิด เป็นอาการของภาวะเงินเฟ้อ

ถ้าเปรียบกับการตรวจรักษาโรค ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เศรษฐกิจก็เหมือนสุขภาพร่างกายคน ขณะนี้ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุดตรงอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ใช่อาการเจ็บปวดนิ้วเท้า หรือข้อเท้า แต่เป็นอาการป่วยที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้น การรักษาไม่อาจจะแก้เฉพาะจุด ทายา พันแผลเฉพาะจุด หรือการไปตรวจดูสินค้าเป็นรายตัวเท่านั้น แต่ต้องตรวจรักษาที่กระแสโลหิต ระบบการไหลเวียนของเลือดที่มีผลทั้งร่างกาย

การแก้ไขภาวะข้าวของราคาแพง จึงต้องพิจารณาภาพรวมของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะต้องออกนโยบายการคลังและการเงินมาใช้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นบทบาทของกระทรวงพาณิชย์

เครื่องมือที่เกี่ยวข้องใกล้ๆ ตัว คือ การใช้จ่ายงบประมาณกับการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้ จะมีผลต่อการไหลเวียนของเงินในระบบ มีผลต่อปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ และมีผลต่อระดับราคาสินค้า

ถ้าไม่อยากให้เงินเฟ้อหนักกว่าเดิม รัฐบาลก็ต้องมีนโยบายการคลังที่เข้มงวดกว่าเดิม มีวินัยการคลังมากขึ้น เลิกใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อและการโปรยหว่านเงินงบประมาณเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น ทั้งโครงการลงทุน โครงการก่อสร้าง โครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพราะการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลจะทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีมากขึ้น กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นการบริโภค การจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะกดดันให้ข้าวของราคาแพงขึ้นไปอีก


ส่วนในด้านการเงิน รัฐบาลก็จะต้องประสานข้อมูลและทิศทางให้สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะที่แบงก์ชาติเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลในด้านการเงินโดยตรง

ถ้าไม่อยากให้เงินเฟ้อหนักกว่านี้ ก็จะต้องทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพื่อลดการลงทุน ลดการบริโภค ลดการใช้จ่ายเงินของผู้คนลง และจะต้องมีมาตรการลดปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ โดยจำกัดการปล่อยสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ให้น้อยลง

นโยบายการคลังและการเงิน จะต้องสอดรับกัน เพราะถ้าฝ่ายหนึ่งเหยีบเบรค อีกฝ่ายเหยียบคันเร่ง บ้านเมืองก็อาจจะพลิกคว่ำได้ สำคัญที่รัฐบาลอย่าไปเหยียบคันเร่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ อัดเงินเข้าระบบแบบไม่ลืมหูลืมตา หวังผลทางการเมืองจนเศรษฐกิจโป่งบวม


การโยนงานแก้ปัญหาภาวะข้าวของราคาแพงในขณะนี้ไปให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ในฐานะรัฐมนตรีพาณิชย์ ไม่ต่างอะไรกับการโยนการรักษาโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ไปให้กับหมอรักษาข้อเท้าอักเสบ

การไปเจรจากับผู้ผลิตผู้ขายสินค้าเพื่อขอให้คงราคาสินค้าไว้ หรือแม้กระทั่งลดราคาลง เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด เฉพาะสินค้าเป็นรายๆ ไป ซึ่งมีสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ทำได้ดีกว่านั้น คือ การสร้างให้มีการแข่งขันทางการค้า จนผู้ผลิตผู้ค้าไม่กล้าขึ้นราคาตามอำเภอใจ เพราะจะทำให้สูญเสียลูกค้าไป กระทรวงพาณิชย์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งสินค้าแทบทุกชนิดกำลังปรับราคาขึ้นไป ไม่ใช่ราคาแพงขึ้นบางตัว

"มิ่งขวัญ" อาจช่วยรักษาหน้าให้รัฐบาลได้บ้าง ช่วยสร้างภาพได้บ้าง แต่ไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาแน่ๆ เพราะปัญหาในขณะนี้ ต้องยอมรับเสียก่อนว่า ราคาสินค้าโดยทั่วไปปรับตัวสูงขึ้นแทบทุกชนิด

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ เมื่อเห็นว่า ราคาสินค้าปรับตัวขึ้น จะดูแค่ราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ได้

การใช้เคล็ดวิชาท่องจำเป็นสูตรสำเร็จตายตัว ประเภทว่า ราคาขายหมูเนื้อแดง = (ราคาหมูเป็น X 2) + 2 บาท คงจะช่วยไม่ได้

หมูเป็นหนึ่งตัว เมื่อนำมาชำแหละแล้ว จะกลายเป็นเนื้อแดง มันหมู กระดูกหมู หนังหมู ฯลฯ ก็จะเห็นว่า แต่ละตัวเกี่ยวข้องกับกับปัจจัยแปรผันอื่นๆ อีกมาก เช่น เมื่อน้ำมันปิโตรเลียมราคาแพง ทำให้มีการใช้พืชน้ำมันมาทดแทนน้ำมันปิโตรเลียม น้ำมันพืชจึงมีราคาแพงขึ้น น้ำมันหมูก็ราคาแพงขึ้นด้วย ยิ่งกว่านั้น ในด้านความต้องการบริโภค "เนื้อหมู" หลังจากที่มีปัญหาไข้หวัดนก และมีข่าวหนักในช่วงต้นรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนก็กินไก่น้อยลง บางส่วนหันมากินเนื้อหมูแทน ก็ทำให้เนื้อหมูราคาแพง แล้วไหนจะต้นทุนค่าขนส่งที่มีน้ำมันปิโตรเลียมเป็นตัวแปรสำคัญ และนอกจากต้นทุนตัวหมูเป็นที่จะนำมาฆ่าชำแหละแล้ว ยังมีต้นทุนโรงฆ่าสัตว์ ที่มีการผูกขาด ทำให้มีการหากำไรพิเศษจากการผูกขาดอยู่อีกด้วย

การจะให้เนื้อหมูราคาลดลงหรือเพิ่มขึ้น จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ มากมาย แต่ถึงที่สุด หากรัฐบาลไม่รู้จักใช้นโยบายการคลังและการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะสินค้าราคาแพง โดยเน้นที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย สภาวะเงินเฟ้อจะแก้ไม่ได้

ยิ่งหากรัฐบาลใช้นโยบายการเงินการคลังแบบบ้าระห่ำ มุ่งฉีดเงินเข้าไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น กระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้น ก็จะทับถมปัญหาเงินให้เฟ้อมากขึ้นไปอีก

ทั้งหมด จึงอดเป็นห่วงเศรษฐกิจปากท้องของชาวบ้านผู้มีรายได้ประจำและรายได้คงที่ไม่ได้

รัฐบาลชุดนี้ จะนำพาเศรษฐกิจไปทางไหน ด้วยความรู้และความมั่นใจเท่ากับอนุบาลทางเศรษฐศาสตร์

โชคดีนะ ประเทศไทย


รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2008, 21:38:31 PM
คัดจากไทยรัฐ

ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม 5 เดือน ดึง ปตท.รับภาระหวัง อุ้มภาคครัวเรือน-ขนส่ง [27 ก.พ. 51 - 03:58]
 
พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว. พลังงาน เปิดเผยหลังการประชุมเรื่อง การปรับโครงสร้างก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ คงราคาจำหน่ายแอลพีจีไว้ตามเดิม ทั้งภาคครัวเรือนและขนส่งรวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ที่ระดับ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เป็นเวลา 5 เดือน หรือระหว่างเดือน มี.ค.-ก.ค.2551 ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงกับราคาแอลพีจีในเดือน ก.พ.ที่ได้มีการปรับลดลงตามราคาตลาดโลก 8 สต./กก. จาก 18.21 บาท/กก. มาอยู่ที่ 18.13 บาท/กก. มีผลให้ราคาจำหน่ายแอลพีจีขนาดครัวเรือน 15 กก.จะอยู่ที่ 271.81 บาท/ถัง ยังไม่รวมค่าขนส่งจากร้านจำหน่ายไปยังบ้านของประชาชน ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ช่วยลดผลกระทบทั้งในภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง 

พล.ท.หญิงพูนภิรมย์กล่าวว่า สำหรับสูตรการปล่อยลอยตัวราคาแอลพีจีเดิมของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่ต้องทยอยลอยตัว 6 ขั้นบันได ซึ่งผ่านมาแล้ว 2 ขั้น เหลืออีก 4 ขั้น จากเดิมที่ต้องลอยตัวขั้นที่ 3 ในเดือน เม.ย.อีก 80 สต.ต่อ กก.นั้น ตนเห็นว่ายังไม่ สมควรหยิบมาใช้ในสถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในขณะนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องยกเลิกสูตรราคาตามที่มีการกำหนดไว้ เพียงแต่จะนำมาพิจารณาใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสมในอนาคต 

ทั้งนี้ เหตุผลที่ต้องคงราคาแอลพีจีไว้ตามเดิม ไม่มีการปรับขึ้นทั้งภาคครัวเรือน ขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจาก ปตท.ยังมีปัญหาเรื่องการส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) เพื่อทดแทนแอลพีจีที่ถูกนำไปใช้ผิดประเภทในภาคขนส่ง โดยเฉพาะการขยายจำนวนปั๊มเอ็นจีวีที่มีในขณะนี้ประมาณ 200 แห่ง จากเป้าเดิม 250 แห่งทั่วประเทศ ล่าสุด ปตท.ได้ยืนยันว่า ปัญหาดังกล่าวจะเริ่มยุติลงได้ในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้รถยนต์บ้านและรถแท็กซี่จำนวนหนึ่ง หันไปใช้เอ็นจีวีแทนแอลพีจีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณการใช้แอลพีจีที่ผิดประเภทลดลง ทำให้หลังจากเดือน ก.ค. กระทรวงพลังงาน ก็จะกลับมาทบทวนสูตรราคาลอยตัวแอลพีจี ใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจแยกตลาดผู้ใช้อย่างชัดเจนระหว่างภาคขนส่งและภาคครัวเรือน

พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ยังกล่าวว่า ยอมรับว่าปริมาณการใช้แอลพีจีในประเทศมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 2 (มี.ค.-พ.ค.) ของปีนี้ ที่คาดว่าจะมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น 20,000 ตันต่อเดือน จากปัจจุบันมีความต้องการใช้ทุกภาคส่วน 340,000 ตันต่อเดือน หรือเพิ่มเป็น 360,000 ตัน ซึ่งทำให้ต้องมีการนำเข้าแอลพีจีมารองรับความต้องการใช้ในประเทศ โดย ปตท.จะเป็นผู้นำเข้า และช่วยรับภาระของราคาส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ในช่วง 4-5 เดือนข้างหน้าแทนประชาชน

เนื่องจากปัจจุบันราคาแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซ ถูกกำหนดเป็นราคาคงที่ 320 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ในขณะที่ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 800 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน โดยราคาส่วนต่างเกือบ 300 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน คำนวณเป็นจำนวนเงินที่ ปตท.ต้องช่วยรับภาระเดือนละ 450 ล้านบาท ซึ่งการนำเข้าดังกล่าวกระทรวงพลังงานได้พยายามแก้ปัญหาการขาดแคลน แล้ว ด้วยการห้ามส่งออกแอลพีจีที่ผลิตได้ในประเทศ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ 

“ขณะนี้ขอยืนราคาแอลพีจีที่อิงกับราคาตลาดโลกของเดือน ก.พ. ไปก่อน จนถึงเดือน ก.ค. ซึ่งไม่ใช่การยกเลิกการลอยตัว แต่เป็นการชะลอการใช้สูตรราคา เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งหวังว่าเดือน ก.ค. สถานการณ์การใช้แอลพีจีจะดีขึ้น จึงจะกลับมาพิจารณาสูตรราคากันใหม่ แต่ยอมรับว่า จะต้องมีการนำเข้าจากต่าง ประเทศ ซึ่ง ปตท.จะช่วยรับภาระราคาส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น และจะได้รับผลตอบแทนคืน โดยได้รับโควตาส่งออกเป็นกรณีพิเศษหลังสถานการณ์คลี่คลายลง จึงถือว่า ปตท.ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลัก ด้านพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง สำหรับรายละเอียดของราคาแอลพีจีทั้งหมดนี้ ตนจะเสนอขอมติจากคณะกรรมการนโยบายบริหารพลังงาน (กบง.) วันที่ 28 ก.พ.นี้ 

ด้านนายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า ประเด็นที่ทุกคนเป็นห่วงในเรื่องการลักลอบนำแอลพีจีไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้ รมว.พลังงานได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อหามาตรการรองรับไม่ให้ เกิดปัญหาดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมการค้าภายใน และ ธพ. ซึ่งที่ผ่านมาแม้มีการลักลอบนำแอลพีจีไปส่งออกเพื่อกินส่วนต่างกำไร เพราะราคาในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าราคาในประเทศ แต่ก็มีปริมาณไม่มาก เนื่องจากกรมศุลกากรได้ เข้มงวดในการตรวจสอบตลอดเวลา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลักลอบส่วนใหญ่ จะเป็นกรณีที่ประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาซื้อสินค้าในฝั่งประเทศไทย แล้วซื้อแอลพีจีประเภทถังกลับออกไป. 

............................................

ความเห็นแย้งจากข้อมูลของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง

จึงขอนำเสนอความเห็นกับนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน (ก็คือนโยบาย ปตท. ผ่านทางกระทรวงพลังงาน) ที่ได้ลงไว้ในกระทู้ก่อนหน้ามาดังนี้

"ได้เคยเปิดกระทู้เมื่อ 1 ม.ค. 49 เรื่อง "เรามาศึกษานโยบายการใช้ LPG ในรถยนต์ของประเทศฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และประเทศอื่นๆ กัน -- InquiryS" ดูได้ที่ ...

http://www.gasthai.com/boardgas/Questionold.asp?ID=A3583

สรุปได้ว่า

1. ประเทศใกล้ๆ ไทยเช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง ที่ต่างมีเศรษฐกิจดีกว่าไทย ได้สนับสนุนพลังงานทดแทนทั้ง LPG และ NGV โดยตั้งราคาให้ถูกกว่าน้ำมัน 50% เหตุผลคือเสียเงินตราต่างประเทศน้อยลง ลดมลภาวะทางอากาศ ทำให้ต้นทุนสาธารณสุขต่อสังคมลดน้อยลง ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้ต้องนำเข้า LPG และ NGV ซึ่งในสนธิสัญญาที่ประเทศใน APEC (ที่ไทยเป็นสมาชิก) ได้ตกลงกันว่าจะเปิดเสรีการค้าและการผลิต

2. ประเทศอังกฤษและประเทศในทวีปอเมริกา ก็มีนโยบายส่งเสริมทั้ง LPG และ NGV แต่ก็เหมือนกับในข้อ 1 คือ ผู้ใช้รถโดยสารขนาดกลาง-เล็ก นิยมใช้ LPG มากกว่า เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีกว่า การขนส่งก็สะดวกกว่า

3. ประเทศไทยได้ LPG ส่วนใหญ่มาจากผลพลอยได้การกลั่นน้ำมันดิบเพื่อได้เบนซิน ดีเซล ส่วนใหญ่ใช้ LPG ในโรงงานอุตสาหกรรม และตามบ้าน ยังมีเหลืออีกมากจนต้องส่งออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนที่ใช้ในรถแท็กซีประมาณ 6 หมื่นคันในกรุงเทพที่วิ่งสองกะนั้น มีประมาณการใช้น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับยอดส่งออก คือไม่ถึงร้อยละ 10 ของยอดส่งออก LPG ข้อมูลนี้เป็นของกระทรวงพลังงานเอง

4. ราคาจำหน่าย LPG ในประเทศไทย ได้บวกค่าภาษีประมาณ กก. 3 บาท บวกค่าการตลาดอีก กก. ละ 3 บาท แต่ได้รับชดเชย กก.ละ 3 บาทเช่นกัน (1 กก. ประมาณ 2 ลิตร) เป็นข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ดังนั้นถ้าเลิกชดเชย ราคาจะแพงขึ้นอีกประมาณลิตรละ 1.50 บาท แต่ถ้าลดภาษีลงก็จะขายในราคาเดิมได้อยู่ และขอฟันธงได้ว่าประเทศไทยไม่ขาดแคลน LPG มีเหลือใช้จนต้องส่งออกด้วยซ้ำ

5. NGV หรือ Natural Gas for Vehicles เป็นคำที่ ปตท. เรียกแทน CNG หรือ Compressed Natural Gas ปตท. เป็นผู้ผูกขาดการผลิตและการจำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ราคาที่ขายหน้าปั้มคือ กก. ละ 8.50 บาทนั้น สาธารณชนไม่ทราบโครงสร้างราคาที่แท้จริง ดังนั้น ปตท. อาจขึ้นราคาอีกเมื่อไรก็ได้

6. ไม่มีเอกชนสนใจลงทุนทำปั้ม NGV ในประเทศไทย ปตท. เคยชวน Caltex และ Shell มาลงทันทำปั้ม NGV แต่ถูกปฏิเสธโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสอง เนื่องจากไม่คุ้มทุน ด้วยราคาขายในปัจจุบันและการลงทุนที่มาก แม้กระทั่งรัฐบาลฮ่องกงเองก็ยังยกเลิกการลงทุนเปลี่ยนจาก LPG เป็น NGV ด้วยเหตุผลความไม่คุ้มค่า

7. NGV ที่ ปตท. ชักจูงให้รัฐบาลไทยโปรโมท และกีดกัน LPG นั้น มาจากการกลั่นแก๊สธรรมชาติ (natural gas) ที่ ปตท. ผูกขาดการขายแต่ผู้เดียวในประเทศไทย หนึ่งในสี่หรือร้อยละ 25 ที่ไทยใช้อยู่ ปตท. ซื้อมาจากพม่าผ่านทางท่อแก๊สธรรมชาติที่มาลงที่ราชบุรี ส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ดังนั้นจึงเสมือนว่า NGV ที่ใช้อยู่นั้นประมาณหนึ่งในสี่ซื้อมาจากพม่า ไม่ได้เป็นพลังของไทยตามที่ ปตท. โฆษณาแต่อย่างไร

8. นโยบายกระทรวงพลังงานที่สนับสนุน NGV และ เพิกใช้/กีดกัน LPG เป็นพลังงานทางเลือกนั้น สวนกระแสการค้าเสรีที่รัฐบาลได้ทำสัญญากันระหว่างประเทศใน APEC และไม่มีเหตุผลดีพอ แต่เมื่อมาดูผู้ถือหุ้นใหญ่โดยเอกชนใน ปตท. ก็จะเข้าใจว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่

9. การดำเนินนโยบายในข้อ 8 ของรัฐนั้น ทำให้ประเทศเสียโอกาส และสูญเสียรายได้ที่ต้องใช้เบนซิน ดีเซล และซื้อแก๊สธรรมชาติจากพม่ามากลั่นเป็น NGV สักวันหนึ่งเมื่อมีการตรวจสอบก็จะต้องมีผู้รับผิดชอบและชดเชยค่าเสียหายนี้ให้กับประเทศ "



ที่เสนอมาข้างบน มีแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้และส่วนใหญ่มาจากกระทรวงพลังงานเอง
ถ้าท่านผู้อ่านเห็นว่าข้อสรุปนี้เป็นประโยชน์ กรุณา เผยแพร่ / up เพื่อให้สังคมได้รับรู้ด้วย

คัดจากลิ้งค์นี้ครับ  มีความเห็นของผู้ใช้แก๊สเพิ่มเติมจำนวนมาก ---->



http://www.gasthai.com/boardgas/question.asp?page=2&id=A10621   (http://www.gasthai.com/boardgas/question.asp?page=2&id=A10621)

   ขอขอบคุณทุกความเห็นที่แสดงข้อมูลกันอย่างเปิดอกและเปิดใจ
  ผมจะนำความรู้ที่ได้ และความเห็นของชาวสมาชิกไปเผยแพร่ต่อไป
  หนอยแน่....ทำกันได้ ใอ้พวกพ่อค้าหน้าเลือด   
สมัยหน้าจะได้ตัดสินใจซะทีจาเลือกใครเป็นนายก ฯ     
 
แจ้งลบคำตอบนี้
 



 
 จาก InquiryS@gmail.com
 พุธ, 22/8/2550
 เวลา : 21:33
 IP: 124.120.223.18


 

แก้ไข / ลบคำตอบ
  คำตอบที่ 271
       ในฐานะที่เปิดประเด็นเรื่องนโยบายพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง
ที่ผม InquiryS@gmail.com ได้นำมาเสนอในที่นี้มาเกือบสองปีแล้ว จะเห็นได้ว่า
มีข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์แล้ว เช่น
1. มีจำนวนปั้ม LPG ที่ขออนุญาตเปิดอย่างถูกต้องมากขึ้น และจำนวนรถยนต์ที่ใช้ LPG ก็มีมากขึ้น
2. ราคาแก๊ส LPG ที่ปั้มคงตัว และมีจำหน่ายไม่ขาดแคลน เนื่องจากเป็นราคาที่ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์
ไม่ได้มีการชดเชยแต่ประการใด และสามารถลดราคาได้อีกท้ารัฐบาลสนับสนุนเหมือนประเทศอื่น
ด้วยการลดภาษี
3. ราคา NGV จะลอยตัวในเร็วๆ นี้ เนื่องจาก ปตท. แบกภาระไม่ไหว

 
 
แจ้งลบคำตอบนี้
 



 
 จาก InquiryS@gmail.com
 พุธ, 22/8/2550
 เวลา : 21:56
 IP: 124.120.223.18


 

แก้ไข / ลบคำตอบ
  คำตอบที่ 272
       มีประเด็นที่เป็นข้อสงสัยและยังไม่ได้รับคำตอบคือ

1. ทำไมนโยบายของรัฐบาลในเรื่องพลังงานจึงคล้ายกับของ ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน ทั้งๆ ที่รัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางเหมือนกรรมการฟุตบอล ให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคคือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

2. สืบเนื่องจากข้อ 1 ในกรณีธุรกิจการบิน บริษัทการบินไทย ที่เป็นบริษัทมหาชนเช่นเดียวกัน และรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ผ่านทางกระทรวงการคลัง รัฐบาลถึงได้ปล่อยเสรี ให้มีสายการบินอื่นๆ แข่งกันในประเทศ ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ผู้บริโภคคือประชาชนได้เดินทางโดยเครื่องบินในราคาที่เหมาะสม มีทางเลือกมากขึ้น แล้วทำไมจึงไม่ปล่อยเสรีเช่นเดียวกันในเรื่องพลังงาน เพื่อให้ผู้บริโภคคือประชาชนได้ประโยชน์

3. ทำไมบริษัท Caltex และ Shell ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในยุโรปและเอเชีย จึงปฏิเสธ ปตท. ที่จะมาทำการตลาดด้วยการลงทุนสร้างปั้ม NGV และขาย NGV ทั้งๆ ที่บริษัททั้งสองเป็นผู้ครองตลาดรายใหญ่ในยุโรปและเอเซียในการขายปลีกก๊าซรถยนต์ คำตอบก็คือบริษัททั้งสองเขาทำตลาด LPG มิใช่ NGV ที่ประเทศไทยไม่มีอนาคต ไม่เหมาะสมเชิงเศรษฐกิจและการลงทุน แต่รัฐบาลไทยไม่สนับสนุนให้ทำตลาด LPG ซึ่งจะเป็นคู่แข่งของ NGV ที่ ปตท. แต่ผู้เดียวผูกขาดอยู่ แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าภาคเอกชนได้ลงทุนเปิดปั้ม LPG (มิใช่ NGV) มากมายทั้งๆที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และถูกกีดกันโดยทางอ้อมด้วย

InquiryS@gmail.com 22 สิงหาคม 2550 21.55 น.
 
 
 

 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2008, 21:42:13 PM
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000143013



โดย ผู้จัดการรายวัน 3 ธันวาคม 2550 00:10 น.


สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคออกโรงแฉเบื้องหลังรัฐบาลปล่อยลอยแพประชาชนเผชิญชะตาราคาน้ำมัน-ก๊าซแพง ค่าครองชีพพุ่ง เหตุเพราะเบื้องหลังมีผลประโยชน์ทับซ้อน เผยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและภรรยาถือหุ้นในกลุ่มกิจการพลังงานทั้งเครือปตท.-โรงไฟฟ้ารวยขึ้นอื้อหลังราคาน้ำมันและก๊าซ ปรับขึ้นไม่หยุด ขณะที่ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงถ่างขานั่งควบตำแหน่งกรรมการบริษัทด้านพลังงานเปรมปรีดิ์รับผลตอบแทนอย่างงาม

ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นไม่หยุดรวมทั้งการปรับราคาแก๊สหุงต้มเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาสินค้าต่างๆ พาเหรดขึ้นราคา ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นซึ่งก็มีการปรับลดลงตามภาวะตลาด แต่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การทำกำไรของบริษัทน้ำมันและก๊าซอย่างเช่นกลุ่มปตท. จำนวน 8 บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีผลกำไรมหาศาล โดยงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 146,964.59 ล้านบาท

การตอบสนองต่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่เชื่องช้า มิหนำซ้ำยังปล่อยลอยตัวราคาค่าก๊าซอิงตามราคาน้ำมันของรัฐบาลก่อให้เกิดข้อกังขาต่อสังคมว่าผลประโยชน์มหาศาลที่กลุ่มกิจการด้านพลังงานได้รับจากการวางเฉยและปล่อยให้ราคาลอยตัวโดยไม่มีการเข้าไปกำกับดูแลและควบคุมของรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้กุมนโยบายด้านพลังงานทั้งนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยใช่หรือไม่ จึงทำให้ผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประชาชนไม่ได้รับการเหลียวแล

นางรสนา โตสิตระกูล กรรมการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เปิดเผยว่า สังคมได้ตั้งคำถามถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งเวลานี้การถือหุ้นในกิจการพลังงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและภรรยา แม้ว่าจะมีกฎหมายกำกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนักการเมืองโดยกำหนดไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นเกิน 5% หากเกินจากนี้ก็ให้คนอื่นดำเนินการ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวใช้ไม่ได้กับกิจการพลังงานซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ยกตัวอย่างเช่น 5% ของปตท. มีมูลค่าเท่ากับ 50,000 ล้านบาทจากมูลค่ารวมนับล้านๆ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อน ความจริงต้องกำหนดด้วยว่าไม่ให้มีมูลค่าเกินเป็นจำนวนเงินเท่าใดด้วย

กรรมการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ยังตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมและผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นในช่วงนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในขณะเดียวกันนายปิยสวัสดิ์ และภรรยา ก็ถือหุ้นในบมจ.ปตท. และบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งโดยทางตรงและผ่านกองทุน ซึ่งเห็นได้จาก 1) การผลักดันร่างพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานที่มีบทเฉพาะกาลเชื่อมโยงไปยังปตท.โดยระบุว่าให้ปตท.ดำเนินการกิจการพลังงาน (ก๊าซ) ต่อไป

2) การวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือพีดีพี 2007 กำหนดให้โรงไฟฟ้าเอกชน 21 โรงใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเท่ากับเร่งการใช้ก๊าซให้เพิ่มมากขึ้นกว่า 100% ภายใน 15 ปี ขณะที่ราคาก๊าซซึ่ง ปตท. ขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเพื่อผลิตไฟฟ้าแจกจ่ายให้ประชาชนเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้านั้น แพงกว่าที่ปตท. ขายให้บริษัทลูกถึง 42 บาทต่อหนึ่งล้านลูกบาศก์เมตร

3) การปล่อยราคาก๊าซลอยตัวตามราคาน้ำมันที่อิงราคาตลาดโลก ราคาก๊าซที่ขึ้นไปเกือบ 20 บาท ถือเป็นการเอาเปรียบและทำร้ายผู้บริโภค ทำลายเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งแต่เดิมตั้งแต่ปตท.ยังเป็นรัฐวิสาหกิจรัฐบาลจะเกลี่ยราคาน้ำมันและราคาก๊าซไม่ให้ขึ้นราคาจนกระทบต่อต้นทุนอย่างอื่น และที่สำคัญก๊าซเป็นทรัพยากรของประเทศ การปรับขึ้นราคาก๊าซที่อิงตามโครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำที่ไม่คิดถึงประชาชนและระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศว่าจะมีปัญหาขนาดไหน ขณะที่ปตท.ร่ำรวยขึ้น เรื่องนี้เป็นการคอร์รัปชั่นทางนโยบายที่ชัดเจนที่สุด

“ปตท.ผูกขาดก๊าซเป็นหลัก น้ำมันขึ้น ก๊าซขึ้น ราคาหุ้นปตท.ก็ขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานก็ขึ้น จะเห็นได้ว่าในช่วงหนึ่งปีหุ้นกลุ่มพลังงานที่เกี่ยวข้องกับปตท.และแผนการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีเพิ่มขึ้นถึง 65-66% แต่กลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มพลังงานขึ้นมาเพียง 8%” นางรสนา กล่าว

กรรมการสหพันธ์ผู้บริโภค ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การลอยตัวค่าก๊าซในช่วงนี้เป็นการจงใจทำให้หุ้นพลังงานมีราคาสูงขึ้น และยังเป็นการข่มขู่สังคม ชี้นำศาลที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีปตท.ด้วยหรือไม่ เพราะในวันชี้แจงต่อศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาบอกว่าต้องใช้เงินมากถึง 4.9 แสนล้านในการซื้อคืนหุ้นปตท. การลอยตัวราคาก๊าซจึงน่าสงสัยว่าเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่

ฝ่ายข้อมูลของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ได้สำรวจข้อมูลการถือหุ้นในกิจการพลังงานของนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และนางอานิก อัมระนันทน์ ภรรยาของนายปิยสวัสดิ์ พบว่า จากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับหุ้นพลังงาน โดยนายปิยสวัสดิ์ ลงทุนผ่านกองทุนหลายกองทุน

เช่น กองทุนรวงข้าวหุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ, กองทุนรวงข้าวหุ้นทุนบริพัตร, กองทุนเปิดทุนวิวัฒน์, กองทุนเปิดเค สตาร์ หุ้นทุนคืนกำไร ซึ่งในวันที่ 9 ต.ค. 49 กองทุนดังกล่าวมีสัดส่วนการลงทุนด้านพลังงาน 33.2%, 37.6%, 37.6, 32.4, 36.4 ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีกองทุนเปิดรวงข้าวหุ้นระยะยาว, กองทุนเปิดเค โกลบอลอิควิตี้, กองทุนเปิด ABFTH และกองทุนส่วนบุคคลบริหารโดย บลจ.กสิกรไทย

จากการคำนวณมูลค่าหุ้นที่นายปิยสวัสดิ์ มีอยู่กลุ่มพลังงานที่เป็นการถือหุ้นในแต่ละบริษัทโดยตรง คือ บมจ.บ้านปู, บมจ.โกลว์ พลังงาน, บมจ.ปตท.สผ., บมจ.ปตท., บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง, บมจ.โรงกลั่นน้ำมันระยอง, บมจ.ไทยออยล์ พบว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 49 มีมูลค่ารวม 40,108,551 บาท เทียบกับเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 50 เพิ่มขึ้นเป็น 65,299,654 บาท โดย บมจ.ปตท.มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ จาก16,480,204 บาท เป็น 29,073,567 หรือเพิ่มขึ้น76%

ส่วนภรรยา คือนางอานิก อัมระนันทน์ ตามบัญชีที่แสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. นั้น มีการลงทุนในกองทุนที่เกี่ยวข้องกับหุ้นพลังงาน คือ กองทุนรวมทิสโก้ทวีทุน, กองทุนเปิดรวงข้าวหุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ, กองทนเปิดทุนวิวัฒน์, กองทุนวรรพลัสวรรณ, กองทุนเปิดวรรณเฟล็กซิเบิลคืนกำไร, กองทุนเปิดเอกทวีทุน, กองทุนเปิดรวงข้าวหุ้นระยะยาว ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีสัดส่วนการลงทุนด้านพลังงาน 38.7, 33.2, 37.6, 36, 36.2, 39.3, 36.4 ตามลำดับ

นอกจากนั้น นางอานิก ยังมีการถือหุ้นโดยตรงในบริษัทด้านพลังงาน เช่น บมจ.บ้านปู, บมจ.ผลิตไฟฟ้า, บมจ.โกลว์ พลังงาน, บมจ.ปตท.สผ., บมจ.ปตท., บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง, บมจ.โรงกลั่นน้ำมันระยอง, บมจ.ไทยออยล์, บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย โดยจำนวนหุ้นที่ถืออยู่มีมูลค่าในวันที่ 9 ต.ค. 49 รวม 38,829,596 บาท เทียบกับเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 50 เพิ่มขึ้นเป็น 62,878,366 บาท โดย บมจ.ปตท.มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ จาก 23,577,822 บาท เป็น 41,594,837 หรือเพิ่มขึ้น76%

เมื่อรวมมูลค่าหุ้นของทั้งนายปิยสวัสดิ์ และภรรยา เฉพาะในส่วนที่ถือหุ้นโดยตรงในบริษัทด้านพลังงานข้างต้น จะพบว่า ณ วันที่ 9 ต.ค. 49 มีมูลค่า 78,938,147 บาท เทียบกับหนึ่งปีถัดมาเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 50 มีมูลค่า 128,178,020 บาท เพิ่มขึ้น 49,239,873 บาท คิดเป็น 62%

นางรสนา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองแล้ว ในส่วนของข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงานยุคที่นายปิยสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรี ก็ยังเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในบริษัทด้านพลังงาน ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับการออกนโยบาย เป็นการกระทำที่ไม่ต่างไปจากยุคทักษิณ ขณะที่กิจการพลังงานในตลาดหุ้นก็เป็นแหล่งตักตวงผลประโยชน์ให้กับนักการเมือง ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด

สำหรับข้าราชการระดับสูงกระทรวงพลังงานที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทด้านพลังงาน เช่น

นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นคณะกรรมการปิโตรเลียม, คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.กิจการพลังงาน ไปนั่งเป็นประธานกรรมการบมจ.ปตท. รับผลตอบแทนเดือนละ 219,863 บาท ประธานกรรมการกฟผ. เฉพาะเบี้ยประชุม 37,500 บาท/ครั้ง, ประธานกรรมการบมจ.โรงกลั่นน้ำมันระยอง

นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัด ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการเอฟที, อนุกรรมการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน และคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.พลังงาน ก็ไปเป็นกรรมการบริษัทบมจ.ไทยออยล์ ผลตอบแทนเมื่อปี 49 ประมาณ 950,000 บาท, กรรมการ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ประมาณ 1.6 ล้านบาท,

นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัด กรรมการบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ผลตอบแทนเมื่อปี 49 ประมาณ 1.6 ล้านบาท
นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หนึ่งในคณะกรรมการปิโตรเลียม นั่งเป็นกรรมการบมจ.ปตท.สผ. ผลตอบแทนเมื่อปี 49 ประมาณ 2,289,344 บาท, นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นั่งเป็นกรรมการบมจ.ปตท. ผลตอบแทน 2,640,000 บาท, นายพานิช พงศ์พิโรดม อธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรรมการบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ผลตอบแทนประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี

นายวีระพล จิรประดิษฐ์กุล ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน คณะอนุกรรมการเอฟที, อนุกรรมการยกร่างพ.ร.บ.พลังงาน เป็นกรรมการบมจ.ปตท.สผ. ผลตอบแทนประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี, นายสุชาติ จันลาวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นกรรมการบมจ.บางจาก ผลตอบแทน 360,000 ต่อปี

นายพีระพล สาครินทร์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นกรรมการบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ผลตอบแทน ประมาณ 1.6 ล้านบาท, กรมการบจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี ผลตอบแทนประมาณ 2.3 ล้านบาทต่อปี, นายเจริญ ประจำแท่น ผู้ตรวจราชการ เป็นกรรมการบจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี ผลตอบแทนประมาณ 2.3 ล้านบาทต่อปี และนายทรงภพ พลจันทร์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นกรรมการบจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี ผลตอบแทนประมาณ 2.3 ล้านบาทต่อปี


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2008, 21:49:11 PM
เอา ปตท.ของพวกเรากลับมา
หยุดการขึ้นราคาน้ำมัน
อย่างไม่มีเหตุผล
ราคาหน้าโรงกลั่น
ต้องเลิกอิงกับสิงคโปร์
เมื่อไรองค์กรผู้บริโภค
จะออกมาเคลื่อนไหวเสียที !!


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 03 มีนาคม 2008, 22:32:07 PM
คัดจากโพสต์ทูเดย์

เงินเฟ้อ ก.พ.ขยายตัว 5.4%
--------------------------------------------------------------------------------

โดย Post Dogital วันที่ 3 มีนาคม 2551

กระทรวงพาณิชย์ เผยเดือนก.พ.เงินเฟ้อ ทำสถิติสูงสุดในรอบ20 เดือน ชี้ราคาหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่แพง เป็นต้นเหตุสำคัญ

นางไพเราะ สุดสว่าง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อ และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ (Core CPI) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2551ว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 แต่หากเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมาสูงขึ้นร้อยละ 5.4 โดยเฉลี่ยเงินเฟ้อ 2 เดือนแรกปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสูงขึ้นร้อยละ 4.8 เนื่องจากราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเนื้อสุกรที่ราคาสูงขึ้นตามราคาหน้าฟาร์ม และอาหารสัตว์ รวมถึงราคาไข่ไก่และไก่สด ซึ่งมาจากปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น รวมทั้งผักและผลไม้ที่ราคาสูงขึ้นด้วย


อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ยังไม่สามารถปรับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี แม้ว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ที่ปรับตัวอยู่ที่ร้อยละ 5.4 ซึ่งถือเป็นอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 20 เดือน นับจากเดือนมิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา โดยกระทรวงพาณิชย์จะขอรอดูตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ย 6 เดือนก่อน จึงจะคาดการณ์ได้ว่าจะต้องมีการปรับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีหรือไม่ แต่ขณะนี้ยังยืนยันอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ ที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 3-3.5


นางไพเราะ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน แต่จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ซึ่งอาจจะทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เชื่อว่าคงไม่ทำให้ราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยหลักในการผลิตสินค้าสูงเกินไป และน่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าไม่ผันผวนมากนัก และจากการที่ผู้ประกอบการหลายกลุ่มสินค้ารับปากกับกระทรวงพาณิชย์ว่าจะยอมตรึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค อย่างน้อย 3-6 เดือน คงไม่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อให้ขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน ทราบว่า ยินดีที่จะไม่ขึ้นราคาค่าบริการ แต่จะเน้นคุณภาพการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 10 มีนาคม 2008, 07:14:58 AM
คัดจากกรุงเทพธุรกิจรายวัน

เศรษฐศาสตร์จานร้อน :การกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
 
10 มีนาคม พ.ศ. 2551 07:00:00
 

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

ขณะนี้ มีการเสนอมาตรการอย่างหลากหลาย ที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยเร็ว และเพื่อช่วยลดภาระผู้บริโภค จึงควรพิจารณาว่านโยบายต่างๆ นั้น น่าจะมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด และขัดแย้งกันเองหรือไม่

ในเชิงทฤษฎีนั้น หากมีสมมติฐานว่าเงินทุนไหลเข้าออกอย่างเสรีและประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก การใช้นโยบายการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีประสิทธิผลมากที่สุด หากประเทศไทยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (fixed exchange rate) แต่หากปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ก็จะมีประสิทธิผลน้อยลง ในทางกลับกัน นโยบายการเงินจะมีประสิทธิผลสูงสุดในกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว

เมื่อรัฐบาลเพิ่มรายจ่ายสุทธิ (โดยการลดภาษีหรือเพิ่มรายจ่าย) การใช้จ่ายดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็จะทำให้ดอกเบี้ยในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย เมื่อดอกเบี้ยในประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้มีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทย เพราะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ก็จะทำให้การส่งออกลดลง และการนำเข้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง ในที่สุดแล้ว แรงกระตุ้นจากการใช้นโยบายการคลัง จะมีประสิทธิภาพต่ำหรืออาจจะไม่มีเลย หากการส่งออกสุทธิลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาท

ในกรณีที่เงินบาทถูกตรึงค่าไว้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องแทรกแซงโดยขายบาทและซื้อดอลลาร์ (ไม่ให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า) ทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยในประเทศจะปรับลดลง ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกด้านหนึ่งด้วย กล่าวคือ หากต้องการใช้นโยบายการคลังเป็นหัวหอกในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีประสิทธิผล ก็ควรควบคุมให้ค่าเงินบาทคงที่ แต่หากประเทศไทยมีความเป็นห่วงในเรื่องของเงินเฟ้อ และมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากเกินจำเป็นแล้ว การตรึงค่าเงินบาทก็เป็นการเพิ่มภาระในด้านนโยบายการเงินให้กับธปท.

ในทางกลับกัน หากกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนโยบายการเงิน คือ การลดดอกเบี้ย สิ่งที่จะตามมา คือ เงินทุนจะไหลออกนอกประเทศ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า การไหลออกของเงินทุนจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้น และการนำเข้าลดลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวมาก

แต่เนื่องจากเรามีสมมติฐานว่า ธนาคารกลางต้องการตรึงค่าเงินให้คงที่ ก็แปลว่าธนาคารกลางจะต้องซื้อเงินบาท และขายเงินดอลลาร์ ผลที่ตามมา คือ ปริมาณเงินบาทในระบบลดลง ซึ่งตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์เดิมที่ต้องการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเพื่อลดดอกเบี้ยลง กล่าวคือ หากจะใช้นโยบายการเงินเป็นแกนนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะต้องเน้นความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน

แนวคิดดังกล่าวข้างตนนั้นจะเป็นแบบจำลองทางเศรษฐกิจ ที่มองภาพในบางมุมเท่านั้น ไม่สามารถมองภาพได้ครบถ้วนทุกมุม ซึ่งผมนำเสนอเพื่อให้เห็นถึง ความแตกต่างของนโยบายการเงิน การคลัง ในเชิงของประสิทธิผลและผลกระทบในสภาวการณ์ต่างๆ และชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคกับอัตราแลกเปลี่ยน แต่แนวคิดดังกล่าวข้างต้นก็ยังเป็นการมองภาพแบบระยะสั้นเป็นหลัก

แต่ปัญหาที่ท้าทายประเทศไทยนั้น น่าจะเป็นปัญหาระยะยาวในเชิงโครงสร้างด้วย กล่าวคือ การลงทุนของไทย (ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ) ชะงักงันไป 2 ปี ทำให้การใช้กำลังการผลิตสูงมากเกือบ 80% และโดยเฉลี่ยโรงงานและเครื่องจักรของไทยมีอายุเก่าแก่กว่า เพราะไทยมีการเร่งการลงทุนมากในช่วงปี 1987-1990 และ 1993-1995 หลังจากนั้น เกิดวิกฤติก็ไม่ได้มีการขยายการลงทุนเพิ่มเท่าใดนัก เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2003-2005

หลังจากนั้น ในปี 2005-2007 ก็เกิดชะงักงันขึ้นอีก โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ที่การลงทุนภาคเอกชนเกือบจะไม่ขยายตัวเลย และการลงทุนโดยรวมในปัจจุบัน (22% ของจีดีพี) ก็อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยในอดีต (30%) และต่ำกว่าช่วงที่มีการเร่งตัวของการลงทุน (ในช่วง 1987-1990 และ 1993-1995) ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนสูงกว่า 40% ของจีดีพี

เมื่อประเทศไทยต้องเน้นการลงทุนเป็นแกนหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และการลงทุนจะต้องนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก ประเทศไทยจึงไม่ควรกลัวการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ตราบใดที่ธปท.ยังแทรกแซงกดเงินบาทให้อ่อน และไม่สะท้อนกลไกตลาด นักลงทุนก็จะชะลอการลงทุน เพราะต้องการรอซื้อสินค้าทุนนำเข้าที่ราคาที่ถูกที่สุดเมื่อแปลงมาเป็นเงินบาท

นอกจากนั้น การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบหลายประเภท (เช่น เหล็ก) ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ประเทศไทยกำลังรับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อจากด้านต้นทุนการผลิต (cost-push inflation) ทำให้การปล่อยให้เงินบาท แข็งค่าตามกลไกตลาด เป็นทางเลือกที่สำคัญในการควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ มิให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง (inflationary expectations)


ผมอาจเป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อมากกว่าหลายคน เพราะส่วนใหญ่กำลังเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐหดตัว ดังที่กำลังกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่น กล่าวคือ ปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐอาจขยายตัวไม่ถึง 1% ยุโรปโตไม่ถึง 2% และญี่ปุ่นไม่ถึง 1% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำกว่าปกติ ทำให้เชื่อว่าเงินเฟ้อปัจจุบัน แม้ว่าสูงมากก็น่าจะต้องปรับลดลงในที่สุด เพราะเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว

แต่ผมมองว่า ขณะนี้ สหรัฐกำลังพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมามากมาย เพื่อกอบกู้สถาบันการเงินของตน แต่เนื่องจากเงินดอลลาร์เป็นเงินที่ใช้กันทั่วโลก ดังนั้น ธนาคารกลางสหรัฐกำลังสร้างแรงกดดันให้เกิดเงินเฟ้อในเศรษฐกิจโลก (ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในช่วง 1969-1979)

ในขณะเดียวกัน ประเทศจีน และประเทศเอเชีย ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตสินค้าราคาต่ำในช่วง 1997-2005 ก็เริ่มมีปัญหาคุมเงินเฟ้อในประเทศไม่อยู่ ทำให้เป็นแรงกดดันด้านการผลิตให้เงินเฟ้อของโลกเพิ่มขึ้นอีกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อธนาคารกลางเอเชียนิยมการผูกค่าเงินของตนกับเงินดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ปริมาณดอลลาร์ถูกพิมพ์ออกมามากขึ้น เท่ากับว่าประเทศเอเชียเสมือนถูกบังคับให้ต้องพิมพ์เงินของตนเองออกมามากขึ้นด้วย ประเด็นนี้ ฝ่ายใดจะถูกฝ่ายใดจะผิด ก็สามารถพิสูจน์ได้จากเงินเฟ้อที่จะมากหรือน้อยใน 2-3 ปีข้างหน้าครับ



ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 10 มีนาคม 2008, 07:28:57 AM
คัดจากประชาชาติธุรกิจ

1 เดือนแรกของ "พูนภิรมย์" ตรึงราคาก๊าซ-อุ้มน้ำมันดีเซล


 
ดูเหมือนว่าตลอดระยะเวลา 1 เดือนหลังการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ของ พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ จะเป็นความพยายามที่จะตรึงหรือลดราคาเชื้อเพลิงที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ไว้ที่ ก.ก.ละ 18.13 บาท ออกไปอีก 5 เดือน หรือล่าสุดก็คือ ความพยายามที่จะปรับลดราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศลง "สวนทาง" กับราคาในตลาดโลก

ด้วยการเสนอแนวทาง 3 ทางเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้แก่ แนวทาง ที่ 1 ชะลอการจัดเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันดีเซลเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน จากเดิมจัดเก็บอยู่ที่ 75 สตางค์/ลิตร ให้จัดเก็บเพียง 25 สตางค์/ลิตร หรือลดการจัดเก็บลง 50 สตางค์/ลิตร คืนกลับไปให้กับผู้ใช้น้ำมันดีเซล โดยเงินจำนวน 50 สตางค์/ลิตรนั้น นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีพลังงานคนก่อน ได้วางนโยบายเอาไว้ว่า จะนำไปใช้ในการลงทุนระบบขนส่งมวลชนทั่วประเทศ

แนวทางที่ 2 ให้ลดหรือเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากผู้ใช้น้ำมันดีเซลที่จัดเก็บอยู่ 10 สตางค์/ลิตร และแนวทางที่ 3 ใช้วิธีบริหารรายได้รายเดือนจากเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันชนิดอื่นๆ มาช่วย "ชดเชย" การลดราคาน้ำมันดีเซลลงอีกประมาณ 30 สตางค์/ลิตร

โดย แนวทางทั้ง 3 แนวทางนี้ พลโทหญิงพูนภิรมย์มั่นใจว่า จะช่วยลดราคาน้ำมันดีเซลลงจาก "ความเป็นจริง" ได้เกือบ 1 บาท/ลิตร พร้อมกับกล่าวว่า "แนวทางทั้งหมดจะไม่ส่งผลลบต่อสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด"

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางการบริหารจัดการทั้ง 3 แนวทางข้างต้นนั้น เป็นเพียงการ "ชะลอ" ปัญหาการปรับขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงออกไป ที่สำคัญก็คือ ไม่ได้สะท้อนสภาพความเป็นจริงของราคาน้ำมันที่ทุกคนทราบดีว่ากำลังอยู่ในช่วง "ขาขึ้น" และไม่มีสัญญาณใดๆ ออกมาเลยว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะลดลง

ดังนั้นการบริหารจัดการทั้งกองทุนอนุรักษ์พลังงาน กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงเป็นเพียงการ "ซื้อเวลา" เพื่อแก้ปัญหา "เฉพาะหน้า" เท่านั้น

ตรงนี้จึงเป็น "หมุดหมาย" สำคัญที่แสดงให้เห็นถึง "ความแตกต่าง" ทางด้านนโยบาย ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนเก่า หรือระหว่าง การชะลอปัญหาด้วยการลดราคาน้ำมัน เพียงชั่วครั้งชั่วคราวกับการยอมรับความเป็นจริงที่ทุกคนต้องใช้น้ำมันแพง ที่เชื่อว่า จะนำมาซึ่งการประหยัด

"ใคร" อุ้มน้ำมันดีเซล

พลโทหญิงพูนภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้เหตุผลของการเข้ามา "รักษา" ระดับราคาน้ำมันดีเซลในครั้งนี้ว่า น้ำมันดีเซลถือว่าน่าเป็นห่วงในเรื่องของราคา และที่สำคัญ น้ำมันดีเซล ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง กับผู้มีรายได้น้อย ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ราคาน้ำมันดีเซลได้พุ่งไปกว่า 29 บาท/ ลิตรแล้ว

ซึ่งความจริงแล้วราคาตลาดโลก ช่วงนี้ควรที่จะต้องปรับลดลงแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น และยังมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับขึ้นอีกด้วย "ราคาดีเซลตลาดโลกขณะนี้อยู่ที่ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เบนซินอยู่ที่ 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มันเป็นราคา นิวไฮต์เร็กคอร์ดไปแล้ว"

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเลือกใช้วิธีบริหารกองทุนด้วยการลดเงินส่งเข้าทั้ง 2 กองทุนจากผู้ใช้น้ำมันดีเซลก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีการ เก็บเงินส่งเข้ากองทุนที่เกือบเต็มเพดาน (ที่กำหนดไว้ 4 บาท/ลิตร) จากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ทั้งเบนซิน 95 และเบนซิน 91 เพื่อให้มีกระแสเงินสดไหลเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่อง

วิธีการบริหารจัดการกองทุนแบบนี้ ในความเป็นจริงจึงไม่ต่างไปจาก นำเงินจากกระเป๋าซ้ายย้ายมาอุดกระเป๋าขวา ตามโครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบันพบว่า ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 95 ต้องจ่ายเงินส่งเข้าทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนเพื่อ ส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน รวม 4.2 บาท/ลิตร และเรียกเก็บจากน้ำมันเบนซิน 91 รวม 3.75 บาท/ลิตร

เหตุที่ต้องมีการเก็บในจำนวนที่ค่อนข้างสูงนั้น เพื่อนำเงินที่ได้จากผู้ใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทไป "อุดหนุน" ราคาน้ำมัน แก๊ส โซฮอล์ และไบโอดีเซล ด้วยการรักษาระดับ "ส่วนต่าง" ราคาให้แก๊สโซฮอล์ 95 "ถูกกว่า" เบนซิน 95 ถึง 4 บาท/ลิตร และแก็สโซฮอล์ 91 "ถูกกว่า" 3 บาท/ลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) ถูกกว่าถึง 6 บาท/ลิตร นั้นหมายถึง ทั้งราคาแก๊สโซฮอล์ กับไบโอดีเซล ต่างก็ไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่ที่ราคาถูกกว่าทุกวันนี้ก็เพราะได้รับเงินอุดหนุนจาก ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 91-95

ในขณะที่ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 25 สตางค์ กองทุนอนุรักษ์ฯอีก 25 สตางค์ รวมกันเท่ากับ 50 สตางค์, แก๊สโซฮอล์ 91 ถูกเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานเพียง 25 สตางค์ ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) เก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์ฯเพียง 25 สตางค์/ลิตรเท่านั้น

เท่ากับวันนี้ "รายได้" หลักของทั้ง 2 กองทุนมาจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 91-95 เป็นส่วนใหญ่ และหากคณะกรรมการนโยบายพลังานแห่งชาติ (กพช.) มีมติตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน นั้นหมายความว่า นอกจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 91-95 ต้องแบกรับภาระโอบอุ้มนโยบายพลังงานทดแทน (แก๊สโซฮอล์- ไบโอดีเซล ที่ไม่สะท้อนราคาที่เป็นจริงแล้ว) ยังต้องทำหน้าที่ "อุ้ม" ราคาน้ำมันดีเซลพ่วงเข้าไปอีกด้วย


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 10 มีนาคม 2008, 07:30:33 AM
(ต่อ)

เร่งเครื่อง NGV ทดแทน น้ำมันเชื้อเพลิง

นอกเหนือจากมาตรการแก้ไขปัญหาระยะสั้นข้างต้นแล้ว กระทรววงพลังงานยังเตรียมเสนอมาตรการระยะยาวเพิ่มเติม ต่อ กพช. ได้แก่

การเร่งส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ให้สามารถทดแทนการใช้น้ำมันได้ถึงร้อยละ 20 ภายในปี 2554

โดยตั้งเป้าให้ภายใน 4 ปี จะต้องมีรถยนต์ใช้ NGV 210,860 คัน รถบรรทุกโดยสารอีก 56,940 คัน

และมีสถานีบริการ NGV เพิ่มขึ้น 580 แห่ง ภายในสิ้นปีดังกล่าวจำนวนรถยนต์ที่ใช้ NGV จะเพิ่มเป็น 235,000 คัน รถบรรทุกโดยสาร 88,000 คัน และจำนวนสถานีบริการเพิ่มเป็น 725 แห่ง ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ยังพิจารณาเพิ่มวงเงินจากกองทุนอนุรักษ์ฯ ในโครงการทุนหมุนเวียนสำหรับยานยนต์ จาก 2,000 ล้านบาท เป็น 4,000 ล้านบาท รวมกับที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ 5,000 ล้าน

และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) 2,000 ล้านบาท รวมเป็น 9,000 ล้านบาท โดยคิดดอกเบี้ยต่ำเพียงร้อยละ 0.5/ปี

ทั้งนี้ นอกจากนี้เพื่อให้เกิดอู่ติดตั้งถัง NGV มากขึ้น และเกิดสถานีบริการ NGV มากขึ้นทันตามกำหนดเวลา ทางกระทรวงจะเร่งแก้ไขปัญหาขออนุญาต ที่มีขั้นตอนซับซ้อน เช่น การวางท่อก๊าซเข้าสถานีแม่ ดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการเพิ่มจำนวนสถานีบริการ

รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือ EIA


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 10 มีนาคม 2008, 07:33:17 AM
(ต่อ)

อย่าโกหกว่า "กาสิโน" จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต

บทบรรณาธิการ

แม้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะชี้แจงกรณีการตั้งกาสิโนอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทยในการตอบกระทู้สดของนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรค ประชาธิปัตย์ ว่า ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลและพรรคพลังประชาชนเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวก็ตาม แต่ก็มีเสียงขานรับจากรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอย่างร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่บอกว่าพร้อมทำ ประชาพิจารณ์

แต่ที่หนุนอย่างสุดตัวคือ นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเสนอแนะให้ไปตั้งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ยังมีรัฐมนตรีหลายท่านแม้ไม่หนุนออกหน้าออกตาแต่ก็ขานรับ หากจะเปิดให้บ่อนกาสิโนถูกกฎหมายโดยอ้างประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็มีการเปิดบ่อนกาสิโนเสรี บางคนก็อ้างว่า การพนันอยู่คู่กับคนไทยกับสังคมไทยมานาน และอ้างว่าประเทศจะมีรายได้จาก นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเล่นกาสิโน

ถึงอย่างไรแนวคิดเรื่องตั้งกาสิโนของรัฐบาลคงไม่หายไปกับคำชี้แจงของนายสมัคร เพียงแต่จะรอจังหวะที่เหมาะสม หาทางหนีทีไล่ หาเหตุผลให้รอบด้านมากกว่านี้เพราะแนวความคิดนี้มิได้ลอยมาตามสายลมแต่เป็นนโยบายที่ผลักดันกันมาตั้งแต่รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จนถึงขั้นกำหนดพื้นที่ว่าจะตั้ง ที่ใด ยิ่งมาดูนโยบายของพรรคพลังประชาชนเกือบทุกข้อล้วนแต่ก๊อบปี้มาจากนโยบายพรรคไทยรักไทย ทั้งสิ้น รวมทั้งนโยบายเปิดบ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมายด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงเรื่องเปิดบ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย เราคงไม่ต้องมาเทียบกันระหว่างศีลธรรมกับเศรษฐกิจ เพราะจะไม่มีใครแพ้ใครชนะ มันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ถกเถียงอย่างไรก็หาบทสรุปไม่ได้ เอาแค่เทียบผลได้ผลเสียในเชิงเศรษฐกิจก็ยังเห็นว่าการเปิดบ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมายสำหรับประเทศแล้ว ก็ยังได้ ไม่คุ้มเสียมีงานวิจัยหลายชิ้นจากนักเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็น กลางไม่สนับสนุนและไม่คัดค้านการเปิดบ่อนกาสิโน ผลวิจัยส่วนใหญ่ระบุว่ากาสิโนไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจโดยรวมแต่อย่างใด อย่างกรณีของ รัฐเนวาดาผลวิจัยบอกว่ากาสิโนอาจจะทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีมาพัฒนาพื้นที่รัฐเนวาดา

แต่ผลวิจัยก็ยังชี้ว่าผลกระทบระยะยาวกลับเสียหายมากกว่าภาษีที่ได้รับ 4-5 เท่า เฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายทางสังคมที่แปรมาเป็นค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเนื่องเพราะเจ้าของบ่อนกาสิโนจะใช้กลยุทธ์การตลาดล่อใจด้วยรูปแบบต่างๆ จนกลายเป็นการมอมเมาประชาชน แม้แต่ในลาสเวกัสมีผลวิจัยจากนักวิชาการชื่อดังระบุชัดเจนว่า ชุมชนที่อยู่ในลาสเวกัสไม่ได้รับประโยชน์หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเปิดบ่อนกาสิโนแต่อย่างใด

หากจะดูประเทศเพื่อนบ้านที่มีแหล่งกาสิโน ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เขมร พม่า มาเลเซีย ก็ไม่เห็นว่าประเทศเหล่านี้จะเจริญเพราะมีรายได้จากแหล่งกาสิโน แม้แต่มาเลเซียที่เจริญกว่าเรา ก็เพราะระบบเศรษฐกิจภาคการผลิตโดยทั่วไป ฉะนั้นหากกาสิโนช่วยเศรษฐกิจเติบโตจริง สภาพประเทศเพื่อนบ้านของเราก็คงไม่เป็นอย่างนี้ เว้นเสียแต่ว่าเศรษฐกิจของกลุ่มนายทุนกาสิโนและผู้มีอำนาจเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ
..........................................

เกมโยนหิน "กาสิโน" ปลุกทุนมะกัน-ฝรั่งเศส "เวกัสฯ-แอคคอร์" ขานรับ !

แม้ภายหลังการเปิดประเด็นของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุนธุรกิจกาสิโนในประเทศไทย ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบมากพอสมควร กระทั่งต่อมานายสมัครให้สัมภาษณ์ลดกระแสลงระดับหนึ่งว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคพลังประชาชน

แต่การออกมาอ้างอิงถึงกรณีเรื่องการเปิดบ่อนกาสิโน ซึ่งนายสมัครยืนยันว่า ทางสภาได้มีการทำประชาพิจารณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว หากจะผลักดันต่อสามารถนำเอาผลการศึกษามาใช้ได้เลยนั้น

สะท้อนถึงท่าทีที่ชัดเจนว่า นี่มิใช่เพียงแค่เรื่อง "คุยเล่นๆ" หรือเป็นการสร้างประเด็นเพื่อกลบกระแสอื่นๆ เท่านั้น

หากมองลึกลงไปถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวผลักดันให้เกิดการลงทุนแบบ "เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์" ซึ่งรวมเอาบ่อนกาสิโนเข้าไว้ด้วย และเป็นประเด็นที่เคยผลักดันมาตั้งแต่ยุครัฐบาลไทยรักไทยในอดีตแล้ว

การเปิดเกมกาสิโนเที่ยวล่าสุดของนายสมัคร จึงน่าจะเป็นกลยุทธ์โยนหินถามทางจาก "นายกฯสมัคร" ที่น่าจับตาไม่น้อย

เพราะทันทีที่ปรากฏข่าวดังกล่าว มีรายงานความเคลื่อนไหวของบรรดานักล็อบบี้ยิสต์ไทยทั้งในและนอกเครื่องแบบที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุนกาสิโนยักษ์ใหญ่ของโลกทันที

ตั้งแต่ 3 มีนาคมเป็นต้นมา กระแสกระหึ่มวงการกาสิโนไปทั่วเอเชียว่า รัฐบาลไทยเตรียมเปิดสัมปทานการลงทุนกาสิโน 3 ใบ เฉพาะค่าไลเซนส์เพียงรายการเดียว ผู้รับสัมปทานจะต้องจ่ายเข้ารัฐขั้นต่ำรวม 12,000 ล้านบาท ส่วนล็อบบี้ยิสต์ได้ค่าตอบแทนการเจรจาประมาณ 10% จะเรียกชื่อโครงการสวยหรูว่า เมกะโปรเจ็กต์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งยังต้องใช้เม็ดเงินก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์โปรเจ็กต์ละ 1-2 แสนล้านบาทขึ้นไป

มีรายงานข่าวอีกว่า ล็อบบี้ยิสต์ไทยซึ่งสานสัมพันธ์ต่อเนื่องมาตลอดกับเหล่าทุนกาสิโน ช่วงมีนาคมนี้พากันเฮโลบินไปรุมเจรจา กลุ่มแรก บริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป จำกัด ของ "เชลดอน อาเดลสัน" เจ้าพ่อกาสิโนรีสอร์ตครบวงจร (integrated mega-casino resort) รายใหญ่สุดของโลกจากอเมริกา

กลุ่มสอง เชนโรงแรมแบรนด์แอคคอร์ ก็มีล็อบบี้ยิสต์บางกลุ่มกลับไปทบทวนความทรงจำกับผู้บริหารแอคคอร์ กลุ่มทุนรายใหญ่สุดของโลกที่มีประสบการณ์การลงทุนและบริหารคอมเพล็กซ์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ในออสเตรเลีย หลายโปรเจ็กต์มีห้องพักรวมอยู่กับกาสิโน

หากย้อนไปเมื่อประมาณปี 2546 มีกลุ่มนักธุรกิจและล็อบบี้ยิสต์ไทยร่วมคณะกับรัฐมนตรีบางคนและข้าราชการบางกลุ่มเดินทางไปฝรั่งเศส หลังจากกลับเมืองไทย ผู้บริหารแอคคอร์ที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เจรจาให้ข่าวทันทีว่า ทีมไทยและผู้บริหารสำนักงานใหญ่แอคคอร์หารือกันถึงความสนใจและพร้อมจะเข้ามาบุกเบิกเอ็นเตอร์ เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ในไทย แบบเดียวกับที่ทำอยู่ทั่วออสเตรเลีย

ด้านเชลดอน อาเดลสัน ประธานกรรมการและประธานบริหาร บริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป จำกัด สหรัฐอเมริกา และกลุ่มบริษัทเวเนเชี่ยน เจ้าของเมกะโปรเจ็กต์ เวเนเชี่ยน รีสอร์ต มาเก๊า เคยให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" หลายครั้งว่า ทันทีที่รัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนกาสิโนเป็นธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป สหรัฐอเมริกา ก็พร้อมจะ ขยายการลงทุนเข้ามายังไทยเพื่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ Bangkok Strip รูปแบบใกล้เคียงกับโคไตสตริป มาเก๊า

อาเดลสันย้ำเสียงหนักแน่นว่า ลาสเวกัส แซนด์ฯ มีทีมเข้ามาศึกษาวิจัยรายละเอียดกาสิโนเมืองไทยต่อเนื่องมาตลอด รวมทั้งมีข้อมูลครบทุกด้านของกาสิโนบริเวณติดชายแดนไทย ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา พม่า เวียดนาม หลังจากเปิดลาสเวกัส แซนด์ มาเก๊า เฟสแรก ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ตั้งแต่ 28 สิงหาคม 2550 เป็นต้นมา ลูกค้าจากกาสิโนตามตะเข็บชายแดนไทยจะพากันบินไปลองเล่นเกมในเวเนเชี่ยน รีสอร์ต เพิ่มขึ้นทุกเดือน

สำหรับลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมาเป็นบริษัทจากอเมริการายแรกที่ได้รับเทียบเชิญเข้ามาบุกเบิกการลงทุนในเอเชีย นำร่อง 2 ประเทศ ได้แก่ มาเก๊า ได้สัมปทานเมกะโปรเจ็กต์สร้างเมืองใหม่เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หรือรีสอร์ต กาสิโนครบวงจร 2 แห่ง แห่งแรก เมกะ แซนด์ กาสิโน ใจกลางเมือง

แห่งที่ 2 เมืองใหม่ โคไตสตริป (Cotai Strip) พื้นที่หลายหมื่นไร่ สร้างเป็นเมืองกาสิโนครบวงจรเมกะโปรเจ็กต์ "เวเนเชี่ยน รีสอร์ต มาเก๊า" มูลค่าการลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท เฟสแรกเปิด 28 ส.ค. 2550

เฉพาะแค่สัปดาห์แรกหลังจากการเปิดประเด็นกึ่งโยนหินถามทาง ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนธุรกิจกาสิโนข้ามชาติก็ปรากฏสีสันขานรับอย่างคึกคักเรียบร้อยแล้ว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 12 มีนาคม 2008, 06:33:47 AM
คัดจากไทยโพสต์

เศรษฐกิจ
ตะลึง!!งบปี52พุ่ง2ล้านล้าน เลี้ยบบ่นตัวเลขสูงเกิน อ้ำอึ้งอัดเงินปลุกจีดีพี


12 มีนาคม 2551    กองบรรณาธิการ

ครม.ยังไม่ตั้งงบกลางปี 51 สั่งทุกส่วนราชการโยกของเดิมก่อน เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ "เลี้ยบ" ชี้ส่วนราชการของบปี 52 สูงเกินไป ทะลุ 2 ล้านล้านบาท "ณัฐวุฒิ" แจงแผน 4 ปี รายจ่ายบวม 12 ล้านล้าน


นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนบริหารราชการแผ่นดิน  4  ปี โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการจัดทำรายละเอียดเพื่อรองรับการจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณปี  2552  ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนภายในเดือน มี.ค.นี้ ขณะที่ในส่วนของงบประมาณปี 2551 ที่มีการจัดสรรไปแล้วนั้น ครม.ได้มีมติให้ส่วนราชการต่างๆ ได้ปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายปี 2551 ใหม่ทั้งหมดเพื่อพิจารณาว่าปรับโยกงบประมาณมาใช้ในโครงการเร่งด่วนที่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน

ส่วนจะมีการเพิ่มวงเงินงบประมาณกลางปี  2551 เพิ่มเติมหรือไม่นั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน  มี.ค.นี้  โดยจะพิจารณาความจำเป็น  โดยเฉพาะการนำเงินไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าที่จะต้องเห็นผลชัดเจน

ทั้งนี้ ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ 4 หน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.)  จะประชุมร่วมกัน  เพื่อพิจารณารายละเอียดทั้งหมด รวมถึงการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552

นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เบื้องต้น ได้มีการเสนอมาให้  ครม.พิจารณาเป็นตัวเลขเกินกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยเห็นว่าน่าจะปรับลดลงได้อีกเนื่องจากเป็นตัวเลขที่เกินกว่าฐานการจัดเก็บรายได้ค่อนข้างมาก   อย่างไรก็ดี งบประมาณปี 2552 จะเป็นงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องไม่เกิน  2.5%  ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)   ซึ่งจะอยู่ที่  8.5 ล้านล้านบาทในปีหน้า  จากเศรษฐกิจที่น่าจะขยายตัว  5.5-6.0%  ขณะที่รายได้คาดว่าจะเพิ่มจากปี 2551 ประมาณ 7-8%

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า การปรับปรุงงบประมาณปี 2551 นั้น ที่ประชุม ครม.เห็นว่ามีบางหน่วยงานที่มีการของบประมาณซ้ำซ้อนในโครงการเดิมโดยไปตั้งของบประมาณในรายการเดิมในปี 2552 อีก ซึ่งในกรณีนี้ให้มีการดึงงบประมาณกลับ

ด้านนายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นว่าคงยังไม่มีการพิจารณาจัดทำงบประมาณกลางปี 2551 เพิ่มเติมในขณะนี้ แต่หากระยะต่อไปมีความจำเป็นก็อาจจะมีการพิจารณาอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ครม.ได้มีการหารือกันว่า จะการที่เข้ามาบริหารงาน หลังจากปีงบประมาณเริ่มไปแล้ว 5 เดือนจะมีปัญหาในการใช้จ่ายหรือไม่ ทางสำนักงบประมาณยืนยันว่าสามารถปรับปรุงงบประมาณเดิมไปก่อน

  ทั้งนี้  สำหรับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน  พ.ศ.2551-2554  ที่ ครม.ได้เห็นชอบนั้น มีตัวเลขประมาณการความต้องการใช้เงินเบื้องต้นที่ส่วนราชการได้ขอมาทั้งสิ้น 12,264,297.3 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการความต้องการใช้เงินตามนโยบาย  4  ปี อยู่ที่ 9,750,936.4 ล้านบาท โดยนโยบายที่ต้องการใช้เงินสูงที่สุด  ได้แก่  นโยบายด้านสังคมและคุณภาพชีวิต  3,230,861.1 ล้านบาท รองลงมาเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ 2,451,642.5  ล้านบาท  ด้านประมาณการรายได้ในปี 2552 ได้มีการประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาลอยู่ที่   1,585,500  ล้านบาท ขณะที่ความต้องการใช้เงินตามนโยบายอยู่ที่ 2,523,658.4 ล้านบาท.

..................................................

เฮ้อ  ขึ้นได้ทุกปีนะงบประมาณแผ่นดิน  จะถึงมือชาวบ้านจริง ๆ สักกี่เปอร์เซ็นหนอ
เมื่อวานข่าวว่าติดอันดับสองการคอรัปชั่นเป็นที่สองรองจากฟิลิปปินส์ในขณะที่ความสามารถในการแข่งขันตัวเลขก็เลื่อนจากอันดับ 20 ต้น ๆ ออกไปสู่ 30 ปลาย ๆ ทุก ๆ ปี
เอวัง !!  ประเทศไทย
ประเทศที่ชอบส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพราะจะได้ทำให้ตัวเลขจีดีพีสวย ๆ ได้รับการยกเว้นภาษีมาก ๆ
แล้วก็มารีดภาษีกับคนในประเทศ  หวังว่าฐานะการคลังยังรับได้อยู่นะครับ
ไม่ใช่เผลอแพร็บเดียวเราจะล้มละลายแบบที่อาเจนติน่าเคยผ่านมา !!


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 12 มีนาคม 2008, 06:38:19 AM
เศรษฐกิจ
ฝ่าเปลวไฟ สุนันท์ ศรีจันทรา


12 มีนาคม 2551    กองบรรณาธิการ

ผลร้ายตรึงราคาสินค้า


ความพยายามของนายมิ่งขวัญ  แสงสุวรรณ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี  ในการเจรจากับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่  เพื่อขอความร่วมมือลดราคาลง บรรเทาผลกระทบประชาชน

การหว่านล้อมโน้มน้าวให้ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นรายใหญ่  12 แห่ง ยอดลดราคาสินค้า 60 รายการลง 5-10% เป็นเวลา 6 เดือน ถือเป็นผลงานชิ้นแรกของนายมิ่งขวัญ

และราคาสินค้าที่ลดลงน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับประชาชน

แต่ความสำเร็จในการเจรจาให้ผู้ผลิตรายใหญ่ยอดลดราคาสินค้า  กลับสร้างผลกระทบกับผู้ประกอบการผลิตสินค้าขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือกลุ่มเอสเอ็มอี

ตามหลักกลไกตลาดแล้ว  ราคาสินค้ามีแนวโน้มที่จะขึ้น  และปรับขึ้นมาเป็นระยะๆ  เนื่องจากราคาน้ำมันทะยานขึ้นกว่า 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตาม

การที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดยักษ์  ยอมปรับลดราคาสินค้า 60 รายการลง คงเป็นเพราะเห็นแก่หน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

เพราะเมื่อเข้ามาทำงานแล้ว  จึงอยากช่วยให้มีผลงาน และสินค้าที่ยอมลดราคาลงมาอาจไม่ทำให้ถึงขั้นขาดทุน เพราะแต่กำไรอาจลดลง หรือขายในราคาต้นทุน

ประชาชนได้ประโยชน์แน่จากมาตรการตรึงและลดราสินค้า

แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายมองข้ามไปคือ  ผู้ผลิตสินค้าขนาดกลาง ขนาดย่อม รายย่อย หรือกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และได้รับผลกระทบจากผู้ผลิตรายใหญ่ลดราคาสินค้าโดยตรง

กลุ่มผู้ผลิตเอสเอ็มอี  ไม่มีอำนาจการต่อรองทางการตลาด ระบบบริหารจัดการด้านต้นทุนขาดประสิทธิภาพ  ความสามารถในการแข่งขันสู้ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่ได้  และไม่มีสายป่านยาวเพียงพอเหมือนกับบริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่

เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่ลดราคาสินค้าลง  ขณะที่ผู้ผลิตรายเล็กไม่อาจทำได้  เพราะไม่อาจลดต้นทุนจากค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบ หรือต้นทุนอื่นๆ ที่เกิดจากราคาน้ำมันแพง

ผลกระทบที่ตามมาคือ  สินค้าชนิดเดียวกันที่ผู้ผลิตรายใหญ่ลดราคาลง ผู้ผลิตรายย่อยที่ลดราคาตามไม่ได้ จะขายไม่ออก เนื่องจากผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าที่มียี่ห้อดังกว่า แต่ขายราคาถูกกว่า

ไม่นานผู้ประกอบการขนาดกลาง  ขนาดย่อม และขนาดเล็ก จะทยอยกันล้มตาย เพราะสินค้าที่ผลิตขายไม่ออก  การล่มสลายของกลุ่มเอสเอ็มอีจะตามมา ส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อการจ้างงาน และปัญหาคนว่างงานที่มีอัตราเร่งขึ้น

จำนวนคนตกงานที่เพิ่มขึ้น  จะทำให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวตามนโยบายการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศจะไม่บรรลุผลตามที่ตั้งเป้าไว้

ไม่มีใครคิดมาก่อนว่า  มาตรการตรึงและลดราคาสินค้าของนายมิ่งขวัญจะเกิดผลข้างเคียงทางด้านลบ  จนกระทั่งตัวแทนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้อออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายการตรึงหรือลดราคาสินค้าให้รอบคอบ

และมองผลกระทบด้านอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยเฉพาะผลกระทบด้านความอยู่รอดของผู้ผลิตสินค้ากลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งร่อแร่จากผลพวงต้นทุนน้ำมันแพงอยู่แล้ว

นายมิ่งขวัญเพิ่งจะเริ่มต้นโชว์ผลงาน แสดงฝีมือกล่อมผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ให้ลดราคาได้หยกๆ และยังไม่ทันที่รอยยิ้มจะจางหายจากใบหน้า นายมิ่งขวัญก็มีอุปสรรคเข้ามาแทรกซ้อนเสียแล้ว

การทำให้ราคาสินค้าลดลงได้  ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันแพง  และต้นทุนพุ่งเอาๆ ถือเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยม  และราคาสินค้าที่ปรับตัวลงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อประชาชนผู้บริโภคทั้งประเทศ  โดยไม่ควรมีผลกระทบใดๆ ตามมา

แต่นโยบายประชานิยมของกระทรวงพาณิชย์ สร้างผลกระทบข้างเคียงขึ้นมาจนได้ และเป็นผลกระทบใหญ่ที่ไม่อาจมองข้าม

เพราะขณะที่ประชาชนจับจ่ายสินค้า  60  รายการ เช่น นมผง สบู่ ยาสีฟัน แชมพู สระผม  และอื่นๆ   โดยไม่รวมเนื้อหมูในราคาที่ถูกลง  ผู้ผลิตสินค้าขนาดกลาง  ขนาดย่อม หรือรายย่อยนับร้อยนับพันแห่งกำลังรอวันตาย เพราะสินค้าที่ผลิตขายไม่ได้

ขณะที่นายมิ่งขวัญดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น   หนุ่มโรงงงาน สาวฉันทนานับพันนับหมื่น กำลังรอการตกงาน และจะมีปัญหาการครองชีพหนักขึ้น

เพราะเมื่อตกงานก็ไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเรียกร้องมาแล้ว   เสนอให้ทบทวนนโยบายประชานิยม  ทบทวนผลกระทบของมาตรการลดราคาสินค้า  เพราะผู้ผลิตรายใหญ่อาจแบกรับต้นทุนไหว  เพื่อเห็นแก่หน้ารัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ แต่ผู้ผลิตรายกลางรายเล็กตายแน่ๆ

เสียดายแทน  "มิ่งขวัญ"  จริงๆ  ฉีดยาบรรเทาผลกระทบสินค้าราคาแพง  โชว์ผลงานชิ้นแรกจนสำเร็จแล้ว แต่ยากลับออกฤทธิ์ข้างเคียง

และผลข้างเคียงของยาส่งผลกระทบรุนแรงกว่าโรคที่พยายามรักษาเสียอีก.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 12 มีนาคม 2008, 06:40:33 AM
โรงงานเจ๊งบาท297แห่งเลิกจ้างกว่า8พัน


12 มีนาคม 2551    กองบรรณาธิการ

สถานการณ์โรงงานยังวิกฤติ 2 เดือนแรกปีนี้เจ๊ง 297 ราย เงินลงทุนสูญ 1.3 หมื่นล้าน ตกงานกว่า 8 พันคน กรุงเทพฯ แชมป์ปิดตาย อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า พลาสติก โลหะ กระอักบาทยังแข็งโป๊ก


ออร์เดอร์หด  สินค้าจีนตีตลาด  ลุ้นกิจการฟื้นตัวเปิดใหม่  668 แห่ง จ้างเพิ่มกว่า 17,431 คน

แหล่งข่าวจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่า  ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2551 มีโรงงานเลิกกิจการ  297  ราย  คิดเป็นเงินลงทุน 13,191.53 ล้านบาท ส่งผลให้คนว่างงาน 8,115 คน โดยกรุงเทพฯ มีการเลิกกิจการมากที่สุด  89  ราย  เงินลงทุนรวม  703 ล้านบาท มีการใช้แรงงานรวม 2,388 คน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป  ผลิตภัณฑ์ของใช้จากพลาสติก  และผลิตภัณฑ์จากโลหะและการกลึงโลหะ  ส่วนชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีการเลิกกิจการที่มีทุนสูงสุดถึง   10,823   ล้านบาท จำนวน 13 ราย  มีการจ้างงาน  2,127 คน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานทุนสูง เช่น โรงงานผลิตหลอดแก้วสำหรับหลอดภาพ

"การที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปปิดโรงงาน เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงงานรับจ้างผลิต  เมื่อมีปัญหาเงินบาทแข็งค่าทำให้ออร์เดอร์หายไป  ส่วนการผลิตของใช้จากพลาสติกและโลหะเป็นผลจากปัญหาวัตถุดิบราคาแพง  ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าจากจีนได้" แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้   เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   มีการปิดกิจการ  423 ราย เงินลงทุน 12,592.71 ล้านบาท  มีการจ้างงาน  9,900  คน  ซึ่งแม้จำนวนโรงงานที่ปิดกิจการปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง  126  ราย  แต่สถิติทุนและคนงานไม่ต่างกันมากนัก  เนื่องจากปี 50 เป็นการเลิกกิจการของโรงงานขนาดเล็ก  โดยกรุงเทพฯ ยังคงเป็นจังหวัดที่เลิกกิจการมากที่สุดถึง  104 ราย เป็นโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป 28 ราย

ส่วนโรงงานที่เปิดกิจการในช่วง  2 เดือนแรกปีนี้มี 668 ราย เงินลงทุน 16,742.19 ล้านบาท มีการจ้างงาน  17,431  คน โดยสมุทรปราการมีการเปิดกิจการใหม่มากสุด 43 ราย เงินลงทุน 450 ล้านบาท  การจ้างงาน  1,437  คน สระบุรีมีการลงทุนสูงสุด 3,011 ล้านบาท ส่วนอยุธยามีการจ้างงานมากที่สุด  1,633  คน  ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เปิดกิจการใหม่ 685 ราย เงินลงทุน 18,376.65  ล้านบาท  การจ้างงาน  18,174 คน ซึ่งตัวเลขการเปิดกิจการใหม่ยังสูงกว่าการปิดกิจการถึง 361 ราย จึงยังไม่อยู่ในขั้นน่าวิตก.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 มีนาคม 2008, 11:57:00 AM
คัดจากสยามธุรกิจ

ปั๊มอิสระ 8 พันแห่งปิดตัวเกลี้ยง

> แบกหนี้ 7 หมื่นล.ไม่ไหว / แห่ขาย ‘แอลพีจี-เอ็นจีวี’ แทน

ปั๊มอิสระหนีตาย หยุดขายน้ำมันหันไปบริการแอลพีจี/เอ็นจีวีแทน หลังราคาตลาดโลกพุ่งบ้าเลือด ยิ่งขายยิ่งขาดทุน เป็นหนี้บริษัทน้ำมันรวมแล้วเกือบ 7 หมื่นล้านบาท แนะ รมว.พลังงานลดเก็บเงินกองทุนเบนซินช่วยประชาชน ด้านปั๊มแอลพีจีรับกำไรเหนาะๆ วันละ 7 พันถึงหมื่นบาท ขณะที่ศูนย์ติดตั้งเอ็นจีวีรวยเละ ออเดอร์เดือนละ 70 คัน ฟันค่าบริการ 3 ล้านต่อเดือน ด้านปตท.เพิ่มศูนย์บริการพลังงานทดแทนเต็มกำลัง

นายสมภพ ธนะธีรพงศ์ นายกสมาคมผู้ค้าน้ำมัน เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าจากภาวะน้ำมันที่ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันรายเล็ก หรือผู้ประกอบการประเภทอิสระต้องทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนได้ เพราะมีรายได้จากค่าการตลาดเพียงลิตรละ 40 สตางค์ ประกอบ กับสัญญาที่บริษัทน้ำมันทำกับผู้ค้าอิสระค่อนข้างเอาเปรียบทุกช่องทาง จนทุกวันนี้เจ้าของปั๊มอิสระเป็นหนี้บริษัทน้ำมันทั้งประเทศรวมแล้วเกือบ 7 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้าของปั๊มอยู่ไม่ได้ก็ต้องยอมขายปั๊มให้กับบริษัทน้ำมัน หรือให้บริษัทน้ำมันเข้ามาบริหารกิจการแทน ในขณะที่บางปั๊มถ้ายังมีกำลังเหลือก็ใช้วิธีหันไปขายพลังงานทางเลือกอื่นเช่นแอลพีจีหรือเอ็นจีวีแทน ซึ่งได้กำไรมากกว่าแทน โดยทั่วประเทศมีปั๊มน้ำมันประมาณ 15,000 แห่งเป็นปั๊มอิสระประมาณ 7,000-8,000 แห่ง

“ต้องยอมรับว่าปัญหาน้ำมันราคาแพงทำให้ผู้ใช้รถจำนวนหนึ่งลดปริมาณการใช้ลง คือใช้เท่าที่จำเป็น และจำนวนมากหันไปติดตั้งระบบเอ็นจีวีหรือแอลพีจีซึ่งมีราคาถูกกว่าแทน ขนาดผมซื้อรถใหม่ให้ลูกชายยังติดตั้งระบบเอ็นจีวีเพื่อใช้ก๊าซเอ็นจีวีแทนน้ำมัน”

อย่างไรก็ตาม นายสมภพไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะนำนโยบายปิดปั๊มหลังสี่ทุ่มกลับมาใช้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะจะมีการปลดเด็กปั๊มจำนวนมาก นำไปสู่ปัญหาด้านแรงงานและบานปลายกลายเป็นปัญหาอย่างอื่นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ แต่แนะนำว่า พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน น่าจะลดการจัดเก็บเงินเงินเข้ากองทุนน้ำมันเบนซิน ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ 3.50 บาท/ลิตร โดยอาจจัดเก็บเพียง 1 บาทคืน 2.50 บาทให้ประชาชน รวมถึงการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันดีเซลก็น่าจะลดมากกว่า .90 บาท เพราะปัจจุบันหนี้ในกองทุนน้ำมันก็ได้รับการชดใช้จนหมดแล้ว

ด้านนายสมภพ วังวิจิตร ผู้ค้าแก๊สแอลพีจีในเครือสยามแก๊ส เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าปัจจุบันปั๊มน้ำมันอิสระเกือบ 100% หยุดการจำหน่ายน้ำมันหันมาจำหน่ายก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีแทน เนื่องจากราคามีความผันผวนน้อยกว่า และได้กำไรมากกว่า

โดยนายสมภพกล่าวว่า ปัจจุบันปั๊มของตนเองจำหน่ายก๊าซแอลพีจีให้กับภาคการขนส่ง โดยมีรายได้จากการจำหน่ายเฉลี่ยวันละ 7 พันลิตร ลดลงจากอดีตที่เคยจำหน่ายได้ประมาณวันละ 1 หมื่นลิตร สาเหตุเพราะมีปั๊มหันมาให้บริการมากขึ้น กำไร 70-80 สตางค์ต่อลิตร เท่ากับวันหนึ่งได้กำไรประมาณ 7 พันถึง 1 หมื่นบาท

ด้านผู้ประกอบการบริษัท เอสโอเอ็นจีวี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทบริการติดตั้งเอ็นจีวีทั้งในรถเก๋ง รถปิกอัพดีเซล และรถขนาดใหญ่ด้วยอุปกรณ์ของแท้จากประเทศอิตาลี โดยได้รับการรับประกันมาตรฐานจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2550 ปัจจุบันมีผู้ขับขี่เข้ามาใช้บริการเดือนละประมาณ 70 คันเฉลี่ยวันละ 2-3 คัน อัตราค่าบริการ 42,000 บาทต่อคัน

“โดยแนวโน้มต้องบอกว่าธุรกิจนี้กำลังไปได้ดี เนื่องจากคนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหันมาใช้เอ็นจีวีซึ่งมีราคาถูกกว่าแทน คือประมาณ 8.50/กก. ในขณะที่น้ำมันเบนซินลิตรละกว่า 30 บาท ดีเซลเกือบ 30 บาท ยิ่งในช่วงก่อนหน้านี้ที่ ปตท.สนับสนุนค่าติดตั้งรายละ 10,000 บาท คือจาก 42,000 บาทเหลือ 32,000 บาท ตอนนั้นมีผู้มาติดตั้งจำนวนมากตกเฉลี่ยเดือนละ 150 คัน ซึ่งตอนนี้ก็รออยู่ว่า ปตท.จะให้งบประมาณสนับสนุนอีกหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าถึงจะไม่มีงบสนับสนุนแต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากติดตั้งระบบเอ็นจีวีถ้ามีปั๊มให้บริการมากพอ เพราะนอกจากจะเป็นการประหยัดเงินค่าพลังงานแล้วยังเป็นการช่วยชาติอีกทางหนึ่ง” ผู้ประกอบการกล่าว

ผู้ประกอบการคนเดิมยังกล่าวอีกว่าปัจจุบัน ในจังหวัดเชียงใหม่มีศูนย์บริการติดตั้งเอ็นจีวีรายใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มของธุรกิจนี้กำลังโตวันโตคืน ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐควรเข้ามาให้การสนับสนุน ด้วยการรณรงค์ให้ใช้เอ็นจีวี สนับสนุนค่าติดตั้ง และเร่งขยายปั๊มบริการให้มากขึ้น

ขณะที่นายจักรกฤช จารุจินดา ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ตลาดขายปลีก ฝ่ายกลยุทธ์ตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังกำลังเร่งปรับปรุงสาขาปั๊ม ปตท.ทั่วประเทศโดย ซึ่งในอนาคตจะแยกจุดบริการเอ็นจีวีออกจากจุดบริการน้ำมันเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการยิ่งขึ้น เช่นการให้บริการในบริเวณด้านหลังของปั๊มเพื่อป้องกันรถติด

“สำหรับตลาดเอ็นจีวีเราจะมุ่งเน้นไปที่รถขนาดใหญ่ก่อน เพื่อแก้ปัญหาด้านลอจิสติกส์ ลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ สำหรับแนวโน้มการลดราคาการติดตั้งอุปกรณ์เอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ทั่วไป ยังไม่สามารถส่งเสริมได้มากนัก เพราะหากมีการติดตั้งมากเกินไป ก็อาจเกิดปัญหาต่างๆ มากมายตามมาได้ ซึ่งต้องขออภัยในความไม่สะดวกมาด้วย รอให้ทุกอย่างพร้อมอีกนิด เราจะให้การสนับสนุนได้อย่างเต็มที่” นายจักรกฤช กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายจักรกฤชกล่าวว่าการสร้างสถานีบริการเอ็นจีวีนั้น อุปกรณ์มีราคาแพงมาก ประมาณ 30 ล้านบาทต่อปั๊ม ทำให้อัตตราการขยายตัวจำเป็นต้องไปอย่างสมดุล

ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหตุผลหลักจากการที่กลุ่มโอเปกประกาศไม่เพิ่มกำลังการผลิต และการเก็งกำไรของกองทุนเฮดจ์ฟันด์



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 มีนาคม 2008, 12:00:56 PM
(ต่อ)

ผลกระทบค่าบาท-ส่งออก และเศรษฐกิจไทย


   
 
 
> ยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30%

หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศใช้มาตรการกันสำรองร้อยละ 30 สำหรับเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศมาตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2549 เพื่อหยุดยั้งการ แข็งค่าที่รวดเร็วของเงินบาทในช่วงปลายปี 2549 ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ในที่สุดมาตรการดังกล่าวก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมีผลในวันที่ 3 มีนาคม 2551 ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ได้มีการใช้มาตรการนี้ ต้องถือว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง เนื่องจากมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทในปี 2550 กลับมาเคลื่อนไหวในอัตราที่สอดคล้องกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค และช่วยบรรเทาผลกระทบที่มีต่อผู้ส่งออกที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแข็งค่าของเงินบาทได้ แต่ในขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าวก็ได้ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์บางประการ โดยเฉพาะการทำให้ตลาดของเงินบาทแยกเป็น 2 ส่วน คือ ตลาดภายในประเทศ (Onshore Baht Market) กับตลาดในต่างประเทศ (Offshore Baht Market) ซึ่งแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอะไรมากนัก แต่ก็สร้างความไม่สบายใจให้กับนักลงทุนพอสมควร

การยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 นั้น ในระยะสั้นคาดว่าจะทำให้เงินบาทแข็งค่าในอัตราที่เร็วขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ดังนี้

-การส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานสูง และมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศน้อย จะประสบกับการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่อาจจะต้องปิดกิจการซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น

-แรงกดดันที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อจะลดลง เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งจะทำให้ต้น ทุนการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันดิบจาก ต่างประเทศลดลง

-อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่จำเป็นต้องปรับตัวลดลงในระยะสั้น เนื่องจากยังมีแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นมาก การปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอาจช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อเงินเฟ้อได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี

-ตลาดตราสารหนี้จะกลับมาคึกคักขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการระดมทุนในตลาดนี้มากขึ้น เป็นปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้

เหตุใดทาง ธปท. จึงต้องใช้มาตรการกันสำรองร้อยละ 30

หากยังจำกันได้ มาตร การกันสำรองร้อยละ 30 สำหรับเงินทุนนำเข้าระยะสั้นจากต่างประเทศถูกประกาศใช้ในเย็นวันที่ 18 ธ.ค. 2549 เนื่องจากค่าเงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 36.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางเดือน พ.ย. มาแตะ 35.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 18 ธ.ค. หรือแข็งขึ้นเกือบร้อยละ 4 ใน ระยะเวลาเพียงเดือนเดียว นอกจากนั้นหาก เทียบกับการแข็งค่าของเงินสกุลอื่นๆของประเทศในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปี 2549 แล้ว เงิน บาทของไทยยังแข็งค่าขึ้นมากที่สุดอีกด้วย โดยที่ค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้นถึงร้อยละ 16.7 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2548

วัตถุประสงค์ของมาตรการกันสำรองร้อยละ 30

วัตถุประสงค์ที่ ธปท. เลือกใช้มาตรการ กันสำรองร้อยละ 30 ก็คือ เพื่อลดแรงจูงใจ ในการเก็งกำไรในค่าเงินบาท เนื่องจาก มาตรการนี้เปรียบเสมือนการเก็บภาษีจากเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Tobin’s Tax) กล่าวคือ เงินทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่นำเข้ามาจะสามารถแลกเป็นเงิน บาทได้เพียง 0.7 ดอลลาร์ โดยเงินอีก 0.3 ดอลลาร์นั้น ถูกเก็บไว้เฉยๆ นักลงทุนที่นำเงินเข้ามาลงทุนจึงมีต้นทุนค่าเสียโอกาสจาก เงิน 0.3 ดอลลาร์ที่ไม่สามารถนำไปแสวง หาผลตอบแทนได้ มาตรการนี้จึงเป็นการลด แรงจูงใจในการที่จะนำเงินเข้ามา เพื่อเก็งกำไร ทั้งในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงินภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งหากนักลงทุนนำเงินเข้ามาแล้วเอาเงินออกก่อนครบ 1 ปีก็จะถูกริบเงินสำรองไปร้อยละ 10 ดังนั้น นักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ ในประเทศที่มีอยู่ต่ำกว่า 1 ปีจะต้องเสียต้นทุนค่าเสียโอกาสบนเงินสำรองร้อยละ 30 บวกด้วยต้นทุนจากการสูญเสียเงินสำรอง อีกร้อยละ 10

ผลของมาตรการต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาท

ถึงแม้ว่ามาตรการกันสำรองร้อยละ 30 จะไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้กลับไปอ่อนค่าลงได้ แต่อย่างน้อยมาตรการนี้ก็มีส่วนอย่างมากที่ช่วยให้การแข็งค่าเงินบาทมีความสอดคล้อง กับการแข็งค่าของเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาคมากขึ้น และช่วยบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคการส่งออกได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนั้น มาตรการนี้ยังถูกมองว่าเป็นตัวการในการบั่นทอนความเชื่อมั่นและบรรยากาศในการลงทุนในตลาดทุนของไทยอีกด้วย เนื่องจากการใช้มาตรการในลักษณะของ Capita-Contro ทำให้ดูเสมือนว่าประเทศไทยไม่ต้อนรับเงินลงทุนจากต่างชาติ และทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าประเทศไทยมีความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสูง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หลังยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30

ผลกระทบจากการยกเลิกมาตรการ กันสำรองร้อยละ 30 จะทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าในอัตราที่เร็วขึ้น เนื่องจากจะมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเงินทุนระยะสั้นที่เคยถูกควบคุมไว้โดยมาตรการดังกล่าว มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นตามกระแสการเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาและมีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะต่อไปการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นดังกล่าวจะทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดทุนภายในประเทศมีความผันผวนมากขึ้น สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในประเด็นที่สำคัญๆ มีดังนี้

1.การส่งออก

การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะทำให้ผู้ผลิตสินค้าส่งออกในกลุ่มที่มีการนำเข้าวัตถุดิบในสัดส่วนที่ต่ำ แต่ใช้แรงงานภายใน ประเทศสูง เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ได้รับผลกระทบ รุนแรงที่สุด แม้ว่าสินค้าส่งออกในกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 10 ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกโดยรวมมากนัก

2.อัตราเงินเฟ้อ

ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นจะทำให้ต้นทุนในการนำเข้าสินค้าเป็นเงินบาทลดลง ซึ่งสินค้า นำเข้าที่สำคัญของไทยและมีผลต่ออัตราเงิน เฟ้อค่อนข้างมากก็คือ น้ำมัน ซึ่งในปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบซึ่งถูกใช้อ้างอิงสำหรับราคานำเข้าน้ำมันของไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นจนใกล้ 95 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรลแล้ว เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับในระยะเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ในระดับเพียงประมาณ 55 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรลเท่านั้น ดังนั้น การแข็ง ค่าของเงินบาทจึงน่าจะช่วยให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบลดต่ำลง ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศลดลงได้บ้าง แรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่มีต่อเงินเฟ้อจึงน่าจะไม่รุนแรงมาก

3.อัตราดอกเบี้ย

มีการคาดการณ์กันว่าหากยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ไปแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะต้องพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธนาคารกลางของสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ลงอีกในการประชุมวันที่ 18 มี.ค. ที่จะถึงนี้ เพื่อลด ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรง จูงใจในการเก็งกำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่ล่าสุด อยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 5.4 ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะทำได้ยากลำบากขึ้น การปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาแรงกดดันที่มีต่อเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่ได้ เป็นสิ่งที่จำเป็นว่าเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ไปแล้ว จะต้องปรับลดอัตราดอก เบี้ยนโยบายลงในระยะนี้ แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีการลดดอกเบี้ยอาจสามารถทำได้ หากมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลดลง

4.การระดมทุนในตลาดทุน

การยกเลิกมาตรการนี้จะช่วยให้การระดมทุนในตลาดตราสารหนี้กลับมาคึกคักขึ้น เนื่องจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาจะช่วยเพิ่ม อุปสงค์ต่อตราสารหนี้ของไทย และทำให้ต้น ทุนในการระดมทุนของภาคเอกชนลดลง ตลาดตราสารหนี้จึงน่าจะกลับมาเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญสำหรับภาคเอกชนของไทย อีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นก็น่าจะได้รับผลดีตามไปด้วย แม้ว่า เดิมการลงทุนในตลาดหุ้นจะไม่ได้ถูกมาตร การนี้ควบคุมไว้ก็ตาม แต่การยกเลิกมาตร การดังกล่าวน่าจะทำให้บรรดากองทุนของต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดทุนของไทยมากขึ้น

โดยภาพรวมแล้ว การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยคงไม่ถูกกระทบจากการยกเลิก มาตรการนี้มากนัก แม้ว่าการส่งออกอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็จะถูกชดเชย จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งน่าจะได้รับผลดีจากการยกเลิกมาตรการนี้

สำหรับในระยะยาว ค่าเงินบาทอาจจะไม่ได้แข็งค่าขึ้นรุนแรงอย่างที่คาดการณ์ กันไว้ก็ได้ หากการลงทุนของภาคเอกชนฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง และภาครัฐเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าได้โดยเร็ว ซึ่งจะทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเร่ง ตัวขึ้น ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดก็ จะมีแนวโน้มเกินดุลลดลง และแรงกดดัน ที่จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็จะลดลง ตามไปด้วย นอกจากนั้น หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นในปลายปีนี้ ก็จะทำให้มีกระแสเงินทุนไหลกลับไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะค่อยๆ กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง และปัญหาการแข็งค่าของเงิน บาทก็น่าจะสิ้นสุดลง
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 มีนาคม 2008, 12:19:54 PM
คัดจากประชาชาติธุรกิจ

สุรพงษ์-มิ่งขวัญ บทเรียนเกาเหลาทีม ศก.

บทบรรณาธิการ

โดยข้อเท็จจริงแล้ว กระแสเกี่ยวกับแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างแกนนำคนสำคัญของพรรคพลังประชาชน คือ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เริ่มปรากฏเค้าลางมาตั้งแต่ภายหลังชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 หลังจากนั้นยังมีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะอย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงของการฟอร์มทีม จัดตัวผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาล

ประเด็นที่ว่า ใครกันแน่ที่จะได้รับมอบหมายบทบาท "หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ" ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนสักเท่าไหร่ เพราะแม้ น.พ.สุรพงษ์จะนั่งควบเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะที่นายมิ่งขวัญก็ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ทั้ง 2 คนก็ไม่สามารถประกาศตัวเองเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้

ยิ่งบทบาทของ "นายกฯสมัคร" ที่พร้อมจะลงมาลุยปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล หรือเมกะโปรเจ็กต์ การเข้าไปดูแลปัญหาปากท้องของประชาชน จนทำให้หลายๆ ฝ่ายเข้าใจว่าในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ได้มีการวางบทบาท "หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ" แบบชัดเจน หากแต่นายกรัฐมนตรีจะเป็นเหมือนหัวหน้าทีมเสียเอง

กระแสข่าว "เกาเหลา" หรือไม่กินเส้นกันระหว่างทั้งสองคุกรุ่นอยู่ภายในพรรค และในทำเนียบรัฐบาลมาระยะหนึ่งแล้ว แต่รูปธรรมที่เริ่มปรากฏชัดเป็นข่าวผ่านการนำเสนอของสื่อต่างๆ เป็นครั้งแรกน่าจะเป็นกรณีการให้สัมภาษณ์ของนายมิ่งขวัญ ต่อประเด็นแนวคิดของกระทรวงการคลังที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มกำลังซื้อให้กับข้าราชการ โดยเตรียมศึกษาแนวทางที่จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการในเร็วๆ นี้

ในด้านหนึ่ง นายมิ่งขวัญแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลนั่นคือ ภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาสินค้าต่างๆ ปรับราคาอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันกับที่ น.พ.สุรพงษ์ในฐานะรัฐมนตรีคลัง ก็มีโจทย์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจนว่า ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ไปจนถึงประชาชนทั้งคนชั้นกลางในเมืองและรากหญ้า

การประกาศมาตรการทางด้านภาษี สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเร่งลงทุน รวมถึงการกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% มีผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้น และทำให้งานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งตั้งใจขยายเป้าการส่งออกจาก 12% เป็น 15% ยุ่งยากขึ้น อีกประการหนึ่งมาตรการลดภาษีรวมถึงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ อย่างไรเสียก็จะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเงินเฟ้อ ซึ่งสินค้าต่างๆ อาจขยับราคาขึ้นไปล่วงหน้า

กระแส "เกาเหลา" ที่ปรากฏร่องรอยในลักษณะเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับการจัดการภายในรัฐบาล รวมถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะประเทศไทยมีบทเรียนมาแล้วหลายๆ ครั้งในยุคที่รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลนโยบายไม่ประสานงานกัน ไม่ทำงานเป็นทีม ผลที่ตามมาก็คืออุปสรรคในการพัฒนา รวมถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม ดังนั้นรัฐบาลโดยบทบาทของนายกรัฐมนตรีต้องเร่งทำหน้าที่ประสานและยุติภาวะดังกล่าวโดยเร็วที่สุด


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 มีนาคม 2008, 12:30:17 PM
(ต่อ)

อินเทอร์เน็ตทีวี ผุดเป็นดอกเห็ด ต้นทุนต่ำอิสระเหนือการควบคุม

รายงาน


 
จับตากระแสสื่อแนวใหม่ "ทีวี บนเน็ต" แจ้งเกิดนับสิบราย ทั้งประเภทเห็นโอกาสทางธุรกิจและประเภททำสนุกๆ ไปจนถึงสถานีทีวีชุมชน เผยจุดเด่นต้นทุนต่ำ เป็นสื่อทางเลือกที่ไม่มีใครเข้ามากำกับดูแล สามารถขยายช่องได้อิสระ "ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล" ทายาทท่านมุ้ย ร่วมชิมลาง เปิดสถานีทีวีบนเน็ต 14 ช่องตั้งแต่รายการแฟชั่นเด็กแนวจนถึงรายการธรรมะ

อดีตถ้าพูดถึงการเป็นเจ้าของสถานีทีวีถือว่าเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ไม่สามารถทำได้ แต่ ณ วันนี้ด้วยความก้าวล้ำของเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตทำให้ทุกคนสามารถมีสถานีหรือรายการทีวีอย่างที่ตัวเองอยากทำได้ แต่จะแค่ทำเอามันหรือหวังสร้างรายได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้เวลานี้มีรายการทีวีเพื่อเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตมากมาย ซึ่งเริ่มมีกระแสเปิดกันมากๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา

เริ่มแรกทีวีบนอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เป็นการนำรายการฟรีทีวีมาให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่ได้รับความนิยมมาก อย่าง www.maxnettv.tv ที่มีผู้ชมกว่าแสนคนต่อวัน เพราะว่านำรายการจากฟรีทีวีย้อนหลังมาให้ชมโดยเฉพาะละครช่อง 7 โดยเสียค่าบริการ 20 บาทต่อเดือน

ขณะที่รายการทีวีที่ผลิตขึ้นเพื่อเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตทยอยแจ้งเกิด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการนำเสนอเป็นตอนๆ โดยมีการอัพเดตรายการใหม่ทุก 1-2 สัปดาห์ สำหรับสถานีทีวีบนเน็ตที่มีการพูดถึงและมี ผู้เข้าชมสม่ำเสมอ อาทิ duocore.tv, Fukduk.tv, sukiflix.tv, ihere.tv, itcoolgand.tv, changkhui.com (ช่างคุย) เป็นต้น

และที่ได้รับความนิยมจนติดอันดับทรูฮิต อาทิ www.gsquare.tv สถานีรายการเกมและไอทีของบริษัท ทรู ดิจิตอล เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ที่มีผู้ชมเฉียดหมื่นต่อวัน ใกล้เคียงกับสถานีธรรมะอย่าง dmc.tv แต่ทั้ง 2 รายการก็เผยแพร่ผ่านทางเคเบิลทีวีอยู่แล้ว

รวมทั้งรายการทีวีบนเน็ตที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองคนดูเฉพาะกลุ่มอีกมากมาย ทั้งกลุ่มเด็กแนวนิยมกีฬาเอ็กซ์สตรีม www.tvsyn.com ผู้หลงใหลหนังสั้น www.thaishortfilm.com หรือแนวสาระและบันเทิงหลากหลายทั้งรายการทำอาหาร เรียนภาษาอังกฤษในแบบของตัวเองที่ www.ihere.tv ซึ่งเป็นการดำเนินการ ภายใต้บริษัท เฮลิแพด จำกัด เป็นกลุ่มของ นายนันทสิทธิ์

แจ่มสมบูรณ์ รวมถึง www.wakeup wakeupwakeup.com เป็นรายการสาระบันเทิงที่น่าสนใจอีกสถานี โดยมีมือถือเฮาส์แบรนด์ "เวลคอม" เป็นสปอนเซอร์หลัก

นอกจากนี้ยังมีสถานีทีวีชุมชนบนเน็ต อาทิ bannoktv.com ที่นำเสนอรายการด้วยภาษาอาข่า หรือ www.rtvdd.tv สถานีข่าวและความดี 24 ชั่วโมง ผลิตโดยสื่อสร้างสุขอุบลราชธานี ที่แม้ว่าจะมีผู้ชมต่อวันแค่หลักร้อยต้นๆ แต่ก็แสดงถึงความตื่นตัวของชุมชนที่จะเข้ามาใช้พื้นที่สื่อใหม่

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ทายาทท่านมุ้ย "หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล" เจ้าของสถานีทีวี 14 ช่อง ผ่านทาง Fukduk.tv กล่าวว่า Fukduk.tv เปิดให้บริการเมื่อช่วงปี 2550 ปัจจุบันมีทั้งหมด 14 ช่อง เนื้อหาหลากหลายตั้งแต่แฟชั่นเด็กแนวถึงช่องธรรมะ โดยเสน่ห์ของอินเทอร์เน็ตทีวี คือ เหตุผลความเป็นอิสระ ไม่ต้องกังวลกับการปรับผังรายการใหม่ทุก 3-6 เดือน ไม่ต้องยึดติดกับคอนเซ็ปต์ของสถานีของสปอนเซอร์ สามารถทำงานแบบของตัวเองได้เต็มที่ และเข้าถึงคนดูได้อย่างใกล้ชิด รู้กระแสตอบรับรวดเร็ว

สำหรับการสร้างรายได้ของอินเทอร์เน็ตทีวี ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ซีอีโอวัย 20 ปีต้นๆ กล่าวว่า รายได้มาจากเว็บแบนเนอร์และคลิปโฆษณาของสปอนเซอร์เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้มีการเจรจากับบริษัทที่สนใจจะเป็น สปอนเซอร์แล้ว 50-60% ของพื้นที่โฆษณาทั้งหมด โดยหลังจากมีการปรับปรุงระบบใหม่เพื่อเข้าสู่เฟส 2 คาดว่าจะมีโฆษณาเต็มภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า พร้อมคืนทุนได้ประมาณตุลาคมนี้ นอกจากนี้มีแผนว่าจะเปิดรายการทีวีเพิ่ม 14 ช่องทุกปี

"Fukduk.tv ลงทุนระบบและเทคโนโลยีใหม่ๆ ค่อนข้างมาก แต่เมื่อเทียบกับการลงทุนทีวีในรูปแบบอื่นๆ ก็นับว่าน้อยกว่าหลายเท่าตัว ขณะเดียวกันทีวีบนเน็ตก็มีจุดเด่นที่สามารถสร้างเนื้อหาที่ลึกลงและเข้าถึงกลุ่มนิชมาร์เก็ตได้ดีกว่าทีวีที่เป็นสื่อหลัก"

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรีกล่าวว่า แม้ทีวีบนเน็ตจะเป็นสุญญากาศของสื่อที่ไม่มีหน่วยงานใดมาควบคุมได้ แต่การมอนิเตอร์ตัวเองโดยผู้ผลิตและคนดู รวมถึงจรรยาบรรณของสื่อจะเป็นกลไกสำคัญในการคงความอิสระอย่างมีขอบเขต

ขณะที่ Duocore.tv เป็นรายการไอที ไฮเทคบันเทิงของคู่หู "กล้า ตั้งสุวรรณ" และ "ณัฐวัฒน์ ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา" ที่ตั้งเป้าเอามัน ไม่ทำกำไร

นายกล้ากล่าวว่า แม้ตอนนี้ตัวเลขการลงทุนจะติดลบ แต่ก็มีกำลังใจจากคนดูอยู่เสมอ แม้จะมีหลายบริษัทพร้อมจะให้เงินสนับสนุนเพื่อให้รีวิวสินค้าไอทีในรายการ แต่ก็เลือกจะไม่รับเพราะจะทำให้รายการไม่ต่างจากรายการไอทีอื่นๆ และเชื่อว่าคนดูคงไม่ชอบ จึงยึดแนวทางไม่แสวงหากำไรต่อไป แต่จะใช้ความรู้และประสบการณ์ในการทำทีวีบนเน็ต ไปรับจ้างผลิตเป็นโปรดักชั่น เฮาส์ให้กับองค์กรที่สนใจอยากมีทีวีบนเน็ต เพื่อหารายได้เข้ามาทำ Duocore.tv ให้คงอยู่ต่อไป

"อินเทอร์เน็ตทีวี คือ สื่อทางเลือก สำหรับคนที่ไม่มีทุนและพาวเวอร์มากพอที่จะเข้าไปเป็นสื่อกระแสหลัก แม้ขณะนี้จะมีสถานีทีวีสาธารณะอย่าง TPBS ที่มีเวลาและทุนให้ แต่การจะเข้าไปได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญคือไม่อิสระเสรี ใครๆ ก็ทำได้ เหมือนกับทีวีบนเน็ต แม้ในประเทศที่มีทีวีสาธารณะมากๆ มีเคเบิลทีวีมากมาย ก็ยังมีทีวีบนเน็ตมากเช่นกัน และได้รับความนิยมมีคนดูเป็นแสนๆ รายต่อวัน"

ขณะที่เว็บไซต์ประชาไทที่มีแนวทางความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน ก็เพิ่งคลอด "ทีวีประชาไท" (prachatai.com/tv) รายการวิเคราะห์ข่าวที่ลงลึกถึงโครงสร้างของปัญหาสังคม โดยนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บประชาไท กล่าวว่า ทีวีบนเน็ตเป็นช่องทางในการเสนอข่าวที่เป็นอิสระ ข่าวที่ไม่เป็นข่าวแต่มีความสำคัญ พูดในสิ่งที่อยากพูดได้ และเปิดโอกาสให้คนเข้าไปดูได้ตามเวลาที่ต้องการ

ด้าน นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กล่าวว่า แม้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2551 จะกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลให้ กทช.มีหน้าที่ให้ใบอนุญาตชั่วคราวแก่กิจการวิทยุชุมชนและกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่หรือเคเบิลทีวี แต่ในกรณีของการแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ทางอินเทอร์เน็ตนั้น กทช.ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีอำนาจในการกำกับดูแลมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะได้ทำหนังสือสอบถามความชัดเจนไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้งว่า กิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กทช.จะทำอย่างไร


หัวข้อ: เศรษฐกิจไทยเข้าใจง่าย โดย รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
เริ่มหัวข้อโดย: bean ที่ 14 มีนาคม 2008, 10:39:41 AM
(http://i236.photobucket.com/albums/ff309/greenthai/gen/narong.jpg)

กลุ่มคน90% ไม่มีเงินเพิ่มในกระเป๋า กระตุ้นเศรษฐกิจเหลว ชี้รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์รับมือวิกฤติทุนนิยมโลก ราคาน้ำมันผันผวน-ซับไพรม์บานปลาย แนะสร้างอ่าวหลบพายุเศรษฐกิจ ฟันธงกลางปีการเมืองเดือดระอุ


ท่ามกลางสถานการณ์ผันผวนรุนแรงของเศรษฐกิจโลก อันเกิดจากศูนย์กลางทุนนิยมโลกคือสหรัฐอเมริกา จึงมีคำถามถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยลามไปถึงเสถียรภาพการเมือง ภายใต้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ซึ่ง รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจออนไลน์”


โดยเริ่มชี้นิยามความชัดเจนต่อนโยบายประชานิยมว่ามี 2 แบบ คือการนิยมหรือชูประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ กับแบบทำให้ประชาชนส่วนใหญ่นิยมรัฐบาล ซึ่งอดีตรัฐบาลพรรคไทยรักไทย กับปัจจุบันรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ต่างก็ทำในความหมายที่สอง  


การก่อร่างนโยบายประชานิยมรอบใหม่ ของรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชน จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่


รัฐบาลชุดนี้นำโดยพรรคพลังประชาชน ใช้ผลที่เกิดจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยมีข้อสรุปเป็นบทเรียน ว่านโยบายประชานิยมนั้น น่าจะทำให้พรรคพลังประชาชนประสบชัยชนะ แล้วก็เป็นเช่นนั้น แต่ชัยชนะจะหนาแน่นมากในภาคเหนือ ภาคอีสาน แต่ประชานิยมเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง บวกกับการใช้เทคนิคช่วยให้ชนะเลือกตั้ง ด้วยการจัดการกับฐานข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมจากแต่ละเขตเลือกตั้ง แล้วลงทุนกับคนที่ประชาชนมองเห็นว่าจะชนะเลือกตั้งมาเป็นพวกด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยทั่วไปก็คือให้เงินสนับสนุน 


อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายประชานิยมเดินตามรอยพรรคไทยรักไทย ด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหาในตัวเอง ที่อัดเงินงบประมาณ 4 แสนล้านบาทลงไปชนบท ทั้งนี้ชาวไร่ชาวนา 12 ล้านคนในชนบท ก็มีเงินอยู่หลายก้อนอยู่แล้ว เท่าที่นึกได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล [หมู่บ้านและชุมชน แบ่งเป็น 3 ระดับคือ ขนาดเล็ก(Small) ขนาดกลาง(Medium) และขนาดใหญ่(Large)]  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอี) เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนกู้ กองทุนในรูปเงินกู้ของ ธกส. กองทุน กคจก. กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เป็นต้น ทั้งนี้ การขอสินเชื่อทุกกองทุนมักอ้างนำเงินไปเพิ่มผลผลิตการเกษตรทั้งนั้น ซึ่งเงินเหล่านี้จะเกิดประสิทธิผลได้ก็ด้วย 2 เงื่อนไข คือ 1.ต้องนำไปทำการผลิตจริง ๆ 2.ซื้อของใช้จำเป็นในชีวิต แต่ถ้ารั่วไหลก็ไม่เกิดประสิทธิผล 


ถ้าอ้างเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ หมายถึงถ้ารายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น กำลังซื้อในตลาดก็จะมากขึ้นด้วย แต่ความจริงครัวเรือนมากที่สุดคือกลุ่มลูกจ้างประมาณ 16 ล้านคน ดังนั้น ถ้ากระตุ้นกำลังซื้อก็ต้องทำให้รายได้ลูกจ้างเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลนี้กลับไม่แตะกลุ่มนี้เลย


รัฐบาลอ้างกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีเพิ่มให้แล้ว แต่จะกระตุ้นกำลังซื้อจริงหรือไม่ ต้องพิจารณารายละเอียดดังนี้ โดยร้อยละ 60 เป็นกลุ่มคนมีเงินเดือน ๆ ละ 7-8 พันบาท ถึงรัฐไม่ลดหย่อนภาษีให้ เขาก็ไม่ต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว เพราะไม่ถึงเกณฑ์ นอกจากภาษีการบริโภคปรกติ อีกร้อยละ 20-25 มีเงินเดือน 1 หมื่นต้น ๆ หักลดหย่อนปรกติ รายได้สุทธิก็ไม่ต้องจ่ายภาษีอีกเช่นกัน คนที่จะจ่ายภาษีคือกลุ่มมีเงินเดือนตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป คนกลุ่มนี้มีไม่ถึงร้อยละ 10 ของประชากรประเทศ ดังนั้น คนกลุ่ม 10% จึงกระตุ้นกำลังซื้อได้น้อยมาก ขณะที่ ร้อยละ 90 ยังเหมือนเดิม ไม่มีเงินในกระเป๋าเพิ่มจากมาตรการลดหย่อนภาษี


วิธีกระตุ้นที่ได้ผลให้ดูตัวอย่างไทยรัฐ บอกว่าจากนี้ไป 1 ปีจะช่วยเหลือค่าครองชีพของพนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ภารโรง ยันผู้บริหารคนละ 3 พันบาทต่อเดือน อย่างนี้กระตุ้นเศรษฐกิจทันที แต่ระดับประเทศรัฐบาลไม่ต้องทำแบบไทยรัฐ แค่ประกาศเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะข้าวของขึ้นราคาอยู่ก่อนแล้ว แต่ถ้าให้นายจ้างขึ้นค่าจ้างทันทีก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น ผมเสนอให้ดึงจาก 4 แสนล้านมาสักครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่นำมาแจกลูกจ้าง แต่ให้นำมาตั้งเป็นกองทุนเร่งรัดพัฒนาฝีมือลูกจ้าง นายจ้างคนไหนมากู้เงินกองทุนนี้เพื่อการนี้ คิดดอกเบี้ยแค่ 2-3 % ประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็ส่วนหนึ่ง เพราะราคาสินค้าแพง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ให้นายจ้างกู้เพื่อชดเชยแก่นายจ้าง เพื่อเร่งเพิ่มประสิทธิภาพคนงาน เมื่อฝีมือลูกจ้างสูงขึ้น


สองอย่างนี้ต้องทำคู่ขนานไปพร้อม ๆ กันหรือไม่


ต้องทำพร้อมกัน เพราะจะไม่ทันกาล เมื่อค่าจ้างสูง เงินเพิ่ม ก็จะกระตุ้นการใช้จ่ายบริโภคมากขึ้น คนซื้อมากขึ้น ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวตก็มากขึ้น ถามว่าทำไมจึงเป็นกลุ่มลูกจ้าง ขณะนี้เกษตรกรที่ว่าควรจะขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น เพราะราคาพืชผลเกษตรเพิ่มขึ้นแล้ว ราคาข้าวเปลือกเกวียน 13,000 บาท ข้าวสารถังละ 400 กว่าบาทแล้ว น้ำตาล น้ำมันพืชก็ขึ้นราคา สินค้าเกษตรราคาขึ้นทุกจุด แต่เกษตรกรได้ประโยชน์มั้ย ระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค คือธุรกิจตรงกลางได้ประโยชน์มาก ดังนั้น ต้นทางและปลายทางจึงรับภาระ ซึ่งรัฐบาลต้องกล้าแตะกล้าแก้ที่ระบบโครงสร้างของเศรษฐกิจ


ที่รัฐบาลไม่แก้ที่ระบบโครงสร้างเพราะอะไร เป็นเพราะจะไปกระทบพวกเขาหรือเปล่า


ส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะคนอยู่ระหว่างกลางเหล่านี้ก็คือหัวคะแนนหลัก พูดในแง่การเมืองนะ ยกตัวอย่าง เจ้าของรถไถ นายจ้าง อย่างนี้ จะกล้าไปแก้อะไร


เหตุผลจะอ่อนไปหรือเปล่า พวกนี้เป็นหัวคะแนนรัฐบาลจึงไม่กล้าแตะ


เนื่องจากรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลนายทุน ดังนั้น อะไรที่ทำให้ธุรกิจเสียประโยชน์เขาก็ไม่กล้าแตะ ยกตัวอย่างเจ้าของรถไถอาจมองว่าจิ๊บจ๊อย หากมองภาพรวมอย่างโรงสีทั่วประเทศ พ่อค้าคนกลาง ในเมื่อรัฐบาลเองก็เป็นนายจ้างเป็นตัวแทนกลุ่มทุน จะกล้าเพิ่มค่าจ้างหรือ ก็ไม่กล้าทำ 


ดังนั้นที่รัฐบาลบอกว่า ออกมาตรการภาษีเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชนจึงไม่เป็นจริง


ต้องถามว่าคนกลุ่มไหนล่ะ ก็เพิ่ม กลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ คำตอบของผมคือคนกลุ่มเล็ก แค่ 10% ขณะเดียวกันชาวไร่ ชาวนา ก็เป็นคนกลุ่มเล็กไปแล้วในปัจจุบัน ผมบอกมีกองทุนมากพออยู่แล้วในชนบทยังแก้อะไรไม่ได้เลย แสดงว่ามันมีความบกพร่องในระบบการผลิต แล้วรัฐบาลแก้ไขหรือเปล่า บกพร่องที่ระบบการค้า แก้หรือเปล่า โดยรวมแก้ที่โครงสร้างระบบเศรษฐกิจหรือเปล่า ที่ทำแค่สร้างความพอใจชั่วครั้งชั่วคราว ชาวบ้านพอใจ แต่ไม่แก้อะไรเลย


เมกะโปรเจ็กท์ โครงการรถไฟฟ้า 9 สาย และที่ไม่แน่ใจแถลงในรัฐสภาหรือไม่ คือโครงการผันน้ำโขงลอดอุโมงค์ เปิดกาสิโน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือ ขณะที่ เรื่องซีแอลยา กลับดูขัดแย้งกับประชานิยม


แน่นอนตามทฤษฎี เมกะโปรเจ็กท์รถไฟฟ้า 9 สายเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะได้อัดเงินลงไปในระบบจำนวนมาก แต่มี 2 คำถามคือ ประการแรก เมกะโปรเจ็คท์นี้จะมีเงินรั่วไหลมากน้อยแค่ไหน ถ้ารั่วไหลจากคอร์รัปชั่น ประสิทธิภาพก็ลดลง ถ้ารั่วไหลจากการนำเข้าเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ ประสิทธิภาพการกระตุ้นก็ลดลง ประการต่อมา เมกะโปรเจกท์นี้ เอื้อต่อคนส่วนใหญ่มากน้อยแค่ไหน อาจพูดได้ว่ารถไฟฟ้าก็สำหรับคนเมืองหลวงเท่านั้น ถ้าจะเป็นประชานิยม ควรเน้นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนโครงการผันน้ำโขงลอดอุโมงค์ ลองกลับไปดูเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ของในหลวง สมมติในพื้นที่ใดมีการคำนวณแล้ว ฝนตกชุกพอเพียง และขุดสระกักเก็บน้ำไว้ได้ทุกครัวเรือน ก็ไม่จำเป็นต้องไปใช้เงินมหาศาลผันน้ำโขง นอกจากได้ปลาเลี้ยงแล้ว ต้นทุนโครงการ และต้นทุนธรรมชาติแวดล้อมก็ไม่เสียหาย  


ส่วนเรื่องกาสิโน แม้ไม่มีกาสิโนในเมืองไทย คนก็ไปเล่นปอยเปต ไปเล่นชายแดนเพื่อนบ้านอยู่แล้ว และถ้าปล่อยให้ทำคนภายในนั้นแหละจะแอบตั้งได้เร็วที่สุด กาสิโนเปิดถูกกฎหมาย แต่ผิดศีลธรรมก็ยังไม่หมดไป เรื่องที่จะป้องกันเงินไหลออกนอกประเทศ และช่วยเศรษฐกิจประเทศ ความจริงเงินมันไหลเข้าประเทศอยู่แล้ว แต่ว่าไปอยู่ในมือใครต่างหาก


ขณะที่ ซีแอลยา ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วน กลับพยายามจะทบทวน แสดงให้เห็นชัดรัฐบาลไม่ได้นิยมประชาชน และต้องมาพิจารณาต่อเรื่องสิทธิสำคัญที่สุด คือสิทธิมนุษย์ที่จะมีชีวิตอยู่ ถ้าสังคมเห็นว่าสิทธิในชีวิตคน สำคัญกว่าสิทธิเพื่อความมั่งคั่งของคนบางกลุ่ม ก็ต้องเลือกอย่างแรก คนไม่รวยแต่มีชีวิตรอด กับรวยปีเดียวตาย คงไม่มีใครเลือกรวยแล้วตายหรอก   


การยกเลิกมาตรการกันสำรองเงินเข้า 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเร็วๆ นี้ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร


ผมมีความเป็นกลาง ๆ เพราะรู้ดีนโยบายสาธารณะมันเป็นกลางแท้จริงไม่ได้ เป็นทฤษฎีเลยมันต้องมีผู้ได้ผู้เสีย นโยบายที่ดี เมื่อจำแนกแยกแยะแล้วเห็นว่า ออกไปแล้วใครได้ใครเสีย ที่ควรทำคือทำอย่างไร จะดึงส่วนที่ได้มาเชยส่วนที่เสียบ้าง ให้เสียน้อยลง แต่เราไม่เคยทำ กันสำรอง 30% หมายความว่า ถ้าเงินไหลเข้า 100 ดอลลาร์ คุณแลกเป็นเงินบาทได้ 70 บาท อีก 30 บาทเก็บไว้ในแบงค์ห้ามแลก สำรองไว้ก่อน เมื่อกันสำรองทำให้ความต้องการต่อเงินบาทลดลง เมื่อนั้นบาทก็ไม่แข็งเกินไป จะยืนระดับได้นาน ผู้ส่งออกก็จะมีหลักประกันที่จะมีรายได้แน่นอน แต่ความจริงคือ ค่าบาทแข็งค่าขึ้นตลอด วันนี้แข็งขึ้นมา 31 บาทกว่าแล้ว ทำให้แลกได้น้อยลง แต่การยกเลิก ผู้ส่งออกเสียประโยชน์ ผู้นำเข้ากลับได้ประโยชน์ เพราะเดิมซื้อของนำเข้า 34 บาท เดี๋ยวนี้ซื้อได้ 31 บาทกว่า ได้กำไรเกือบ 4 บาท ดังนั้นจะคงไว้หรือยกเลิก ล้วนแต่มีผู้ได้ ผู้เสียทั้งนั้น แต่เมื่อเปรียบเทียบการส่งออกและนำเข้า พบว่าตัวเลขไม่ต่างกันมาก นำเข้า 7.5 ล้านล้านบาท ส่งออกก็ประมาณนี้7.8 เหมือนกัน ดังนั้นผู้ได้ผู้เสียพอๆกัน ผมจึงเฉยๆ


การยกเลิก 30% จะส่งผลต่อการจ้างงาน ขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือไม่ อย่างไหนดีกว่ากัน


การยกเลิก 30% น่าจะกระทบต่อคนจำนวนมากกว่า เพราะจะทำให้ค่าบาทแข็งเร็ว  ผู้ส่งออกจำนวนหนึ่ง ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ยางพารา ข้าว ถ้ากำไรลดลง ก็จะหันไปขึ้นราคาในประเทศมากขึ้น เช่น ซื้อข้าวในราคาต่ำลง หรือไม่ยอมขึ้นราคาข้าว ทั้งๆ ที่ตลาดนอกมันขึ้น ถ้าส่งออกนอกไม่ดีก็ไม่ขยายการจ้างงาน และบางแห่งก็ลดการจ้างงาน ผลกระทบจะมากกว่า


แนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย


เรื่องค่าบาทแข็งหรืออ่อน ไม่ใช่แค่เรื่องซับไพรม์(สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ) ระยะสั้น ซับไพรม์มีผลต่อการค่าเงินดอลลาร์ก็จริง แต่ก่อนหน้านั้น เกิดจากอเมริกาหัวหอกโลกทุนนิยม ประสบปัญหาขาดดุลการค้า สินค้าจีนตีตลาดหมด สินค้าในสหรัฐฯ ขายไม่ออก สู้ราคาไม่ได้ เมื่อเลือดไหลออกจากระบบเศรษฐกิจอย่างเดียว เหมือนร่างกายคน มีแต่เลือดไหลออกก็จะแย่ ดังนั้น จึงมีการให้เลือดเพื่อให้อยู่ได้ วิธีการของอเมริกาคือหันไปพึ่งภาคการเงิน เดิมทีค่าดอลลาร์แข็งมาก ใครก็อยากถือทรัพย์สินมากขึ้น ที่ซื้อง่ายขายคล่องที่สุดคือพันธบัตร รัฐบาลอเมริกาออกพันธบัตรขายได้ เงินก็ไหลกลับ รวมทั้งค้าเงินไปด้วย 


อีกตัวหนึ่งคือ ค้าตราสารหนี้ ที่แบงก์เอกชนออกได้เอง และนำมาทำซีเคียวริไท คือทำให้สัญญาซื้อขายกันได้ และขายต่อกินกำไรเป็นทอด ๆ ไปทั่วโลก ขายดีก็ผลิตเยอะ จูงใจให้คนไปกู้เงินมาซื้อโดยคงดอกเบี้ยไว้ภายใน 5 ปี หลายคนไม่อยู่ในฐานะที่จะได้สิทธิกู้ ก็ได้กู้ เมื่อถึงเวลาชำระนี้ก็ทำไม่ได้ ส่วนไทยถือตราสารซับไพรม์น้อย จึงมีปัญหาน้อย แต่สำหรับคนที่ซื้อมากก็หวั่นไหว จะขายได้ทุนคืนหรือเปล่า ก็พากันเทขาย ดังนั้นหุ้นจึงตก ราคาตราสารก็ตก ทรัพย์สินต่างๆ ที่ขายเป็นดอลลาร์ คนไม่ต้องการแล้ว ดีมานด์ถือดอลลาร์ก็อ่อน ก็ทำให้บาทก็แข็ง
 

ภาวะน้ำมันโลกแพง จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย


ค่าบาทแข็งก็เป็นประโยชน์ในแง่นำเข้าน้ำมัน คือมีผลทั้งสองด้าน เพียงแต่ด้านดีด้านร้ายจะเกิดกับคนกลุ่มไหน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาล แต่จะเห็นได้รัฐบาลไทยไม่เคยมีแนวนโยบายสำหรับรับมือวิกฤติทุนนิยมโลกเลย เรามีแต่มาตรการเชิงรับในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเท่านั้น ไม่มีแผนจะปรับตัวเองให้ทันการณ์ เราคิดแค่ทางเทคนิค แก้ปัญหาบาทแข็ง บาทอ่อน ลดดอกเบี้ย สำรองหนี้   


จึงมีคำถามท้าทายว่า ถ้าในเวทีโลกไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์กติกาโครงสร้างทุนนิยมโลกได้ สิ่งที่ต้องทำคือต้องพึ่งเศรษฐกิจโลกให้น้อยลง ต้องป้องกันตัวเอง อย่าเข้าใกล้มันมากนัก เข้าใกล้เท่าที่จำเป็น ปัจจุบันเราพึ่งการส่งออก 76% ของจีดีพี แล้วพึ่งภาคนำเข้าในอัตราพอ ๆ กัน เบ็ดเสร็จคือพึ่งต่างประเทศ 150% ของจีดีพี ข้อดีคือหาเงินได้ง่าย ข้อเสีย จัดการกับกระแสผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลกไม่ได้


ต้องมองให้ไกล เช่นต่อไปความต้องการถือดอลลาร์ลดลง รัสเซียจะขายแก๊สเป็นยูโร และรูเบิ้ลเท่านั้น เวเนซูเอล่า ก็ไม่เอาดอลลาร์ ฉะนั้นใน 5-10 ปีข้างหน้า อย่าไปหวังดอลลาร์จะขึ้นสู่จุดเดิมได้ จะมีแต่ทรงแล้วก็ทรุด ในเมื่อโลกพึ่งดอลลาร์มาตลอด เมื่อค่ามันแปรปรวน ผลลัพธ์จึงแปรปรวนไปหมด


การพึ่งพาเฉพาะตลาดภายในประเทศ จะสามารถทำให้ตัวเลข จีดีพี ที่ตั้งเป้าไว้เป็นไปได้หรือ


ในเมื่อเราไม่พร้อมจะโต้คลื่นโต้ลม ก็ต้องหันมาพึ่งตลาดภายในให้มาก ปรับตัว ปรับโครงสร้างทั้งหมด ได้แก่ ปรับโครงสร้างการผลิต โครงสร้างตลาด เราไม่ต้องการพึ่งแรงงานราคาถูกอีกแล้ว ต้องมีฝีมือและค่าจ้างสูงขึ้น เพราะแรงงานฝืมือจะทำให้ศักยภาพการแข่งขันสินค้าดีขึ้น คนงานมีรายได้สูงขึ้น ตลาดภายในก็จะเข็มแข็งขึ้น ปรับโครงสร้างตลาดภายในประเทศ  


อ่าวหลบพายุคืออะไร คือประสิทธิภาพการผลิต และกำลังซื้อภายในประเทศ ขอเสนอให้แบ่ง 4 แสนล้านบาทมาครึ่งหนึ่งมาสร้าง  ถึงเวลาแล้วต้องสร้างอ่าวหลบลม ให้เรือเล็กเรือน้อยของเราอยู่ได้ ลดการพึ่งภายนอกนำเข้าลงให้เหลือสัก 40-50% ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพี ไม่ใช่เกิดจากภายนอกอย่างเดียว จีดีพี คือ  C+G+I+ X-M ซีคือการบริโภคครัวเรือน ไอ การลงทุนของเอกชน จี คือรัฐบาล  เอ็กซ์ ลบ เอ็ม คือดุลการค้า ถ้า เอ็กซ์ ลบ เอ็ม คลื่นลมแรงจากต่างประเทศ ต้องพึ่งตัวซี จี ไอ ภายในประเทศ แต่ตั้งแต่สมัย ทักษิณ ก็พูดแต่ไม่ได้ทำ  


รัฐบาลนี้จะทำได้หรือไม่ ท่ามกลางคดีการเมืองมากมาย และข้าราชการแข็งขืน ฝ่ายการเมือง


พูดอย่างนี้ก็ดีแล้ว แสดงว่ารัฐบาลรู้ตัวใช่ไหมว่า จะอยู่ไม่ครบสองปี เมื่อรู้ตัวก็จึงมีแต่นโยบายระยะสั้น และนโยบายสร้างความพอใจแก่ผู้ออกเสียงเท่านั้นเอง ซึ่งความพอใจกับความถูกต้องเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อรู้ว่าอยู่ไม่ครบเทอม เรื่องอะไรจะทำนโยบายระยะยาว


ผลลัพธ์หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวา 50 น่าจะมีคำตอบให้สังคมอย่างไรบ้าง


ประการแรก คือคนไทยไม่เคยซีเรียสกับคำถามว่า ปัญหาหลักของชาติคืออะไร ปัญหาหลักทางเศรษฐกิจคืออะไร ปัญหาหลักทางการเมืองคืออะไร ปัญหาหลักทางสังคมคืออะไร เราพูดกันทั่ว ๆ ไป อย่าลืมว่าปัญหาหลักเศรษฐกิจ มีปัญหาหลักทางการเมืองเป็นตัวแปรที่กระทบอย่างมาก การเมืองคืออะไร คือการใช้อำนาจจัดสรรผลประโยชน์ โดยเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะอาศัย 2 ตัวเสมอ ตัวแรกระบบทุนนิยมอาศัยกลไกตลาด ตัวที่สองกลไกการใช้อำนาจทางนโยบาย อาศัยการเมืองเป็นตัวกำหนด


เรามักจะพูดถึงกลไกตลาด แต่ไม่ค่อยพูดถึงอำนาจทางนโยบาย เวลาพูดถึงอำนาจทางนโยบายของสังคมไทย มีซ้อนอยู่ 3 ชั้น บนสุดคือซุเปอร์เพาเวอร์ ชั้นกลาง อีลีท เพาเวอร์ อำนาจของกลุ่มนำต่าง ๆ และชั้นล่างสุด อำนาจของประชาชน ๆ มีจำนวนมากแต่อ่อนแอมาก ต่อรอง กำหนดกฎเกณฑ์ได้น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเจริญแล้ว ขณะที่อำนาจของกลุ่มผู้นำด้านธุรกิจ การเมือง ผู้นำทหาร สูงมาก และที่สูงไปกว่านั้นอีก ซึ่งอยู่ไหนก็มองไม่เห็นเหมือนกัน แต่มันมี


อำนาจเหล่านี้เป็นตัวจัดสรรผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม ผ่านกลไกต่าง ๆ ทางสังคม ถ้าเราต้องการให้การจัดสรรผลประโยชน์ต่าง ๆ ลงตัว แสดงว่าต้องมีดุลอำนาจ ทั้งสามนี้ แต่เอาจริง ๆ ดุลยภาพไม่มี อำนาจนำที่มาจากทุน จากการเมืองอาจเปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนมา แต่อำนาจที่สูงกว่านั้นคงที่ตลอดเวลา ถ้าเราคิดว่าต้องการให้เกิดอำนาจสมดุล ต้องเริ่มที่อำนาจล่างสุดต้องเติบโตและแข็งแรง ปัจจุบันถูกครอบงำ เขาไม่ปล่อยเพราะถ้าแข็งชั้นบนจะเสียอำนาจ รูปธรรม เช่น ข้าราชการระดับล่าง อยากมีสหภาพต่อรองเขาก็ไม่ให้ และถูกขู่ก็ฝ่อหมดแล้ว


เราพูดถึงอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ แต่ไม่พูดถึงอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ้าโครงการอำนาจการเมืองไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจก็ไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ ผลประโยชน์จะไปตกแก่คนกลุ่มนำมากกว่าเสมอ ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีคนอำนาจมากกว่าถ่ายโอนให้คนมีอำนาจน้อยกว่า มันมีแต่คนอ่อนกว่าต้องเร่งสร้างตัว และต่อรองดึงอำนาจนั้นมาบ้าง


วิธีการหนึ่งก็คือ ผู้ด้อยอำนาจ ซึ่งที่จิรงมีอำนาจคนละเล็กละน้อย เมื่อรวมกันก็จะมีอำนาจมากเช่นกัน เปรียบวัว , ควาย กับสิงโต ๆ มีพลังมหาศาล ไล่ล่าล้มวัวได้ แม้เป็นร้อยเป็นพัน สู้สิงโต 10 ตัวไม่ได้ เพราะเอาแต่วิ่งหนี อำนาจจึงเป็นของสิงโตกำหนด แต่ควาย 20 ตัวสามารถสู้สิงโต 10 ตัวได้ นี่คือหลักธรรมชาติ เพราะควายรู้จักรวมตัวกัน หันเขาเข้าสู้ สิงโตก็ทำอะไรไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ในสังคมผู้มีอำนาจมากกว่าย่อมจัดสรรผลประโยชน์ให้ตัวเองมากกว่า แต่ผู้ด้อยอำนาจรวมตัวกันก็สามารถมีอำนาจต่อรองจัดสรรผลประโยชน์ให้ตัวเอง ให้สังคมได้ดีกว่า เท่าเทียมมากขึ้น ตราบใดอำนาจทางการเมืองไม่สมดุล จะไปหาอำนาจทางเศรษฐกิจไม่ได้เลย  


มีความรู้สึกว่า ขณะนี้ หลายกลุ่มหันมาเชียร์รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เพราะอยากให้เศรษฐกิจเดินไปได้ ยุติความขัดแย้งการเมือง


ภาพถูกทำให้เห็นเป็นอย่างนี้ ว่ารัฐบาลของคุณทักษิณ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ แต่ความจริงให้คุณดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจนะ ทักษิณบริหารประเทศ 2544 วิกฤตเกิดตั้งแต่ปี 2539 - 2545 สมมติไม่ต้องทำอะไรเลยนะ เศรษฐกิจก็จะเริ่มฟื้นตัวในปีที่ 6 ที่ 7 รัฐบาลก็อ่านเป็น ใส่แรงกระตุ้นไปบ้างมันก็เข้าสู่รูปรอยเร็วขึ้น แต่รัฐบาลปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจโลกเริ่มดาวน์ ผมยืนยันว่ายังไม่ถึงจุดต่ำสุด เพราะครั้งนั้น จุดวิกฤตเริ่มจากประเทศไทย เราประเทศเล็ก แรงกระเพื่อมต่อโลกจึงต่ำ และระยะการฟื้นตัวก็จะเร็วกว่า


แต่ครั้งนี้มาจากศูนย์กลางทุนนิยมโลก แม้จะมีตัวช่วยตัวถ่วงไม่ให้รุนแรง ในปี 2540 มาถึงจุดหนึ่งมันตกฮวบ แต่คราวนี้ค่อย ๆ สไลด์ลงมาเรื่อย ๆ ไม่รู้จะลงจุดสุดท้ายเมื่อไหร่ จึงไม่ค่อยรู้สึกตัวมากนัก รัฐบาลนี้เข้ามาภาวะเศรษฐกิก็ยังไหลลง แต่ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ดังนั้น ในมุมมองของผม รัฐบาลนี้เข้ามาแล้วเขาก็จะทำอย่างไรก็ได้ให้มันไหลลงช้า ๆ เท่านั้น รัฐบาลทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะปัจจัยส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ คุณจะแก้ปัญหาน้ำมันยังไง แก้ปัญหาดอลลาร์อย่างไร 


บอกจะช่วยเกษตรกรอัดเงินไป 4 แสนล้าน คอยดูถึงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน ชาวนาจะร้องโอ๊ก ค่าจ้างไถแพงขึ้นตามราคาน้ำมัน ทุกวันนี้ไม่ได้ไถนาเองแล้ว ปุ๋ยก็แพงขึ้น เพราะส่วนหนึ่งมาจากปิโตรเคมี มิถุนายน กรกฎาคม อะไรจะเกิดขึ้น คือช่วงฤดูกาลผลิตใช้ปุ๋ย ใช้ยา แล้วอีกช่วงหนึ่งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ฝั่งทะเลอันดามันออกทะเลไม่ได้ น้ำมันก็แพง ช่วงกรกฎาคม สิงหาคม สต็อกข้าวก็ลดลง ราคาข้าวก็แพง ทุกอย่างแพง แล้วเปิดเทอมอีกล่ะ ประชาชนต้องโวยวายแน่นอน


ในที่สุด รัฐบาลต้องแก้ตัว มันไม่ใช่ความผิดของเรา มันมาจากปัจจัยเศรษฐกิจตลาดโลก ซึ่งก็พอฟังได้ แต่กำลังจะบอกว่า ที่ผ่านมา คือโอกาสของพรรคไทยรักไทย ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสของพรรคพลังประชาชน ไทยรักไทยเข้ามาช่วงเศรษฐกิจเริ่มฟื้น แต่พลังประชาชนเข้ามาช่วงยังลงไม่ต่ำสุดเลย 


ต่ำสุดของเศรษฐกิจโลกคาดการณ์คือช่วงปีไหน


ของโลกเราไม่อาจพูดได้ แต่ของไทยอาจคาดการณ์ได้ คือช่วง พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าเรื่องเปิดเทอมค่าเทอม ต้นทุนทำเกษตร ฝนตกขนส่งลำบาก น้ำมันแพง สต็อกข้าวลดลง ราคาแพง พฤษภาคมก็กรุ่นแล้ว จากการโยกย้ายข้าราชการทหาร ตำรวจกลางปี ยังเรื่องตุลาการรัฐธรรมนูญหมดวาระ เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องให้ใบแดงเลือกตั้ง หรือถึงขึ้นยุบพรรคการเมือง ก็คือช่วงเดือนพฤษภาคม แต่นี่ไม่ใช่จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจโลก ถ้ามันมาถึงก็จะกระทบเมืองไทยอีกระลอก


วัฏจักรวิกฤตทุนนิยมรอบหนึ่งกินเวลาประมาณ 10 ปี ยกตัวอย่างเดอะเกรท ดีเปรสชั่น ที่ใหญ่สุดเริ่มรุนแรง ค.ศ.1925-1926 แล้วไปตกต่ำสุด ค.ศ.1929-1930 พูดง่าย ๆ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ค.ศ.1918 ลากมายาวค่อย ๆ ไหลลงเรื่อย ๆ กระทั่งต่ำสุด 1930 ในอเมริกา ธนาคารหายไปครึ่งหนึ่ง หลังปี 1931 เป็นต้นมาปรับขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ค.ค.1945 หลังสงครามโลกก็ตกต่ำมาเรื่อย ๆ ใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 5 - 10 ปี สงครามโลกทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจปั่นป่วนหมด ปัจจุบันเป็นสงครามการค้า ซึ่งรุนแรงน้อยกว่าสงครามโลก แต่มันก็ซึมยาว คิดว่าจะใช้เวลาถึงจุดต่ำสุด และจุดฟื้นตัวยาวกว่า


เอาเป็นว่าจะต้องมีการปรับ ครม.มากกว่าจะเลือกยุบสภา จะมี ครม.สมัคร 2 หรือไม่


ตามข่าววิเคราะห์ก็ว่าน่าจะอยู่ได้ ปีกว่าถึง 2 ปี ผมฟันธงเลยว่า แม้แต่คุณทักษิณ ก็ใช่ว่าจะทำอะไรคุณสมัครได้ง่าย ๆ เพราะคุณสมัคร แกมีกำลังภายในแปลว่า มีพลังบารมีหนุนอยู่พอสมควร และในบางกรณีคุณทักษิณ ต้องไปพบคุณสมัครด้วยตัวเองด้วย ต้องพึ่งแกด้วย


ภาคประชาชนจะสามารถงัดคุณสมัคร ได้หรือไม่ ถ้าเกิดมีรัฐมนตรีทำนอง นายไชยา สะสมทรัพย์


จะงัดได้คือคนชั้นกลาง แกไม่มีจุดอ่อนเป็นรูปธรรมที่มากพอ ยกเว้นกรณีคดีที่อยู่ในศาล เป็นจุดเดียวที่อาจจะทำอะไรคุณสมัครได้ แต่ถ้ายื่นฎีกาอีกก็หมดสมัยพอดี ที่สำคัญสังคมตอนนี้ งานพระราชพิธีพระศพไม่จบสิ้น ไม่มีใครกล้าแหลมออกมาง่าย ๆ หรอก สมัครก็เดินเป็น ในทัศนะผมไม่เคยคิดว่า คุณสมัครเป็นนอมินีทักษิณ คนสองคนนี้พึ่งพาอาศัยกัน


อ้างอิง : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551 บทสัมภาษณ์ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ โดยประสิทธิ์ ไชยชมพู 'ปัจจัยภายนอกเร้า-ภายในเร่ง กลางปีการเมืองระอุ' http://www.bangkokbiznews.com/2008/03/14/WW10_WW10_news.php?newsid=238698 (http://www.bangkokbiznews.com/2008/03/14/WW10_WW10_news.php?newsid=238698)



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 30 มีนาคม 2008, 08:29:43 AM
คัดจากคมชัดลึก

ชาวนากดดันรัฐแก้"ปุ๋ยแพง" บุก ก.เกษตรฯวันที่31มี.ค.-พาณิชย์เรียกถกเอกชน
 
 
สมาคมชาวนาไทยบุกกระทรวงเกษตรฯ วันที่ 31 มีนาคมนี้ เรียกร้องรัฐแก้ปัญหาต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยที่แพงขึ้นต่อเนื่อง พาณิชย์เผยสัปดาห์หน้าเชิญบริษัทปุ๋ยหารือถึงต้นทุนแท้จริง ย้ำสินค้าสต็อกเดิมต้องใช้ราคาเก่าห้ามร่วมวงขึ้นราคา

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ในวันที่ 31 มีนาคมนี้ สมาคมชาวนาไทยจะเข้าพบนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อชี้แจงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น และขอให้รัฐบาลเข้ามาดูแล เพื่อไม่ให้ชาวนาเสียหายไปมากกว่านี้ โดยจะเสนอให้รัฐใช้เงินจากภาษีเก็บค่าข้าว 0.75% ที่เก็บจากชาวนา นำไปสนับสนุนงบให้กรมการข้าว เพื่อทำการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าว อีกส่วนหนึ่งขอให้มีการจัดทำสวัสดิการสำหรับชาวนา

 ส่วนการประชุมร่วมของชาวนาเมื่อวันที่ 28 มีนาคมนั้น มีข้อเสนอให้จัดตั้งสภาการข้าวและชาวนาไทยขึ้น เพื่อเป็นองค์กรที่รวบรวมปัญหาเสนอรัฐบาล โดยจะมีทุกภาคส่วนเกี่ยวกับข้าวเข้าร่วม เช่น ผู้ส่งออกข้าว โรงสีและชาวนา รวมทั้งนักวิชาการ โดยสภาแห่งนี้จะเป็นองค์กรที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทุกๆ ด้าน

 "ราคาข้าวที่สูงขึ้น หลายฝ่ายมองว่าชาวนาได้ประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เนื่องจากต้นทุนการผลิตข้าวปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 100% ราคาเมล็ดพันธุ์ข้าว ค่ายาฉีดฆ่าแมลง นอกจากนี้ ยังมีค่าเช่านาที่สูงขึ้น ทำให้ชาวนาไม่ได้มีรายได้สูงอย่างที่คิด เพราะต้นทุนการผลิตสูงผิดปกติด้วย รัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลควบคุมราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตอื่นๆ" นายประสิทธิ์กล่าว

 ด้านนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า สัปดาห์หน้ากระทรวงพาณิชย์จะเชิญบริษัทปุ๋ยทั้งหมด ทั้งผู้นำเข้าและผู้ประกอบการในประเทศมาหารือเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนแท้จริงทั้งหมด โดยขอย้ำว่าราคาปุ๋ยหากเป็นสต็อกเก่าจะต้องขายราคาเดิม แต่หากเป็นสต็อกใหม่ ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่แท้จริงก็จะพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมของราคา ไม่ให้มีการโก่งราคา จนสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร 

 "ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศว่าผู้ประกอบการปุ๋ย จะต้องระบุสถานที่จัดเก็บ การเคลื่อนย้ายปริมาณปุ๋ยให้ส่วนราชการรับทราบ หากไม่ปฏิบัติตามถือว่ากระทำผิดทางกฎหมาย" นายมิ่งขวัญกล่าว

 แหล่งข่าวทำเนียบรัฐบาลกล่าวว่า จากการหารือร่วมกันระหว่างนายสมศักดิ์กับนายมิ่งขวัญนั้น ทั้งสองกระทรวงนำตัวเลขราคาปุ๋ยมาเปรียบเทียบกับโครงสร้างราคาที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า ได้หารือเบื้องต้นกับผู้ประกอบการปุ๋ยแล้ว พบว่าโครงสร้างราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้เดิม โดยคิดปุ๋ยทั้งหมดเป็นต้นทุนที่ 95% ได้ปรับใหม่ให้มีความเหมาะสมโดยในส่วนของกำไรได้เพิ่มเป็น 10% ดังนั้นจึงทำให้ปุ๋ยในประเทศมีราคาแพง แต่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับโครงสร้างราคาที่ปรับขึ้นมาใหม่
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 30 มีนาคม 2008, 12:25:33 PM
คัดจากโพสต์ทูเดย์

ชะตาดรรมชาวนาไทย ก้าวไปไม่พ้นความรันทด
8...สุนทร พงษ์เผ่า

ลมที่โชยอ่อน ช่วยให้เปลวแดดที่แผดจ้าลดความร้อนแรงลงไปได้บ้าง หากเป็นช่วงเดียวกันนี้ของปีก่อน นางคงพึงใจกับการเฝ้ามองรวงข้าวเหลืองทองอร่ามเต็มท้องนา ด้วยความหวังถึงรายได้ที่จะนำมาบรรเทาภาระหนี้สินและใช้เป็นทุนในการดำเนินชีวิตต่อไป

แต่สำหรับปีนี้ ท้องทุ่งสีทองมิได้ทำให้ความหวังความฝันเรืองอร่ามเช่นเคย ผืนดินแห้งผาก ดูดซึมหยดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่ร่วงหล่นหายไป เหมือนความหวังความฝันที่จมหาย...


...1 สัปดาห์มาแล้ว ที่นางเห็นสามีซึมเศร้า เนื่องจากข้าวนาปรังที่ปลูกไว้กว่า 46 ไร่ ถูกเพลี้ยกระโดดเข้าทำลายกัดกินต้นข้าวเสียหาย ประกอบกับขาดน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว จนทำให้ได้ผลผลิตได้ไม่เต็มที่ เขามักจะบ่นออกมาให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่า ผลผลิตที่ได้คงไม่พอใช้หนี้ สิ่งที่เธอทำได้ในขณะนั้นคือ การให้กำลังใจ ด้วยการปลอบประโลมว่า แม้ผลผลิตจะเหลืออยู่น้อย แต่ราคาข้าวที่กำลังพุ่งสูงอยู่ในขณะนี้น่าจะทำให้มีเงินพอใช้หนี้ได้บ้าง


แต่คำปลอบประโลมใจจากผู้เป็นภรรยาอาจไม่เพียงพอที่จะมาทดแทนความหวัง ความฝัน ช่วงก่อนเที่ยงวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา เสียงปืนก็ดังขึ้นในห้องนอน พร้อมกับชีวิตของ “วัลลภ อำพันทอง” สามีคู่ทุกข์คู่ยาก


“คาดกันไว้ว่า ปีนี้ราคาข้าวดีตันละ 1 หมื่นบาท เมื่อเกี่ยวข้าวได้แล้วจะได้เงินอย่างน้อย 4 แสนกว่าบาท สามารถปลดหนี้ ธ.ก.ส.ได้เลย และยังมีเงินเหลือใช้อีก ไม่ต้องกู้มาลงทุนทำนาต่อไป แต่เมื่อนาต้องมาเสียหายก็ทำใจลำบาก ปลอบเขาตลอดว่าไม่ต้องคิดมาก มีแรงก็ทำกันไป แต่เขาเครียดจนต้องฆ่าตัวตาย” สำรวย อำพันทอง บอกเล่าถึงสาเหตุที่สามีของนางตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง หลังจากชะตากรรมอันโหดร้ายทำลายความหวังจนสูญสลาย


“ทำนากันมาตลอดชีวิต มีแต่หนี้สิน เราก็ขยันอดทนทำกิน ไม่ได้ฟุ่มเฟือยหรือเกียจคร้าน แต่ทำนากลับมีแต่หนี้ บางปีนาล่ม บางปีนาแล้ง พอมาปีนี้ราคาข้าวดี ตั้งใจจะขายข้าวใช้หนี้ให้หมด เพลี้ยและแมลงก็มาลงกินจนเสียหายเกือบหมด ที่ผ่านมาก็ต้องตัดสินใจขายรถบรรทุก 6 ล้อเก่า 1 คัน ที่เคยใช้รับจ้างบรรทุกข้าวเพื่อใช้หนี้ไปหลายแสนบาทแล้วครั้งหนึ่ง ก็ยังเหลือหนี้อยู่อีกมาก อยากจะบอกรัฐบาลให้ช่วยลดราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และน้ำมันลงให้มากกว่านี้ เพราะต้นทุนทำนาสูงขึ้นมาเป็นเท่าตัว ฉันเองสะท้อนใจราคาข้าวดีอย่างที่เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบมาก่อน มีต้นข้าว แต่ไม่มีเม็ดข้าวเปลือกที่จะขาย น้อยใจในชีวิตที่เกิดมาเป็นชาวนาจนๆ” แม้จะเป็นถ้อยคำพรรณนาถึงทุกข์ยากที่ประสบมาทั้งชีวิต แต่ทว่านางได้บอกเล่าถึงชีวิตชาวนาไทยอย่างรวบรัดชัดเจนยิ่ง


ราคาข้าวเปลือกซึ่งสูงที่สุดในประวัติ ศาสตร์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถึง 1 หมื่นบาทต่อตัน แต่หากจะเรียกว่านี่คือยุคอันรุ่งโรจน์ของชาวนา อาจต้องมองความเป็นจริงกันให้รอบด้านอย่างถึงที่สุด เพราะ ราคาที่เพิ่มขึ้นมิได้หมายความว่าจะสร้างรายได้ให้พวกเขา “ชาวนาไทย” จะก้าวพ้นจากความยากจนที่ประสบมาตลอด


“บัญชา ปั้นดี” หนุ่มชาวนาวัย 38 ปี แห่งบ้านกุ่ม ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา สะท้อนภาพความจริงของชาวนาให้เห็นว่า แม้ราคาจะดี แต่ใช่ว่า ชาวนาจะมีรายได้อู้ฟู่เป็นกอบเป็นกำ เพราะต้นทุนการผลิตทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และน้ำมันเชื้อเพลิง ถีบตัวเพิ่มขึ้นไปกว่าเท่าตัว


“ช่วงปีก่อน ราคาน้ำมันยังทรงตัว เพราะรัฐบาลประกันราคาน้ำมันดีเซล เมื่อราคาน้ำมันดีเซลทะลุ 30 บาท ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น จากเดิมต้นทุนทำนา ประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ ผมทำนาปรัง 100 ไร่ จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวน 3 แสนบาท ต่อการทำนา 1 รอบ 4 เดือนครึ่ง จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวขายได้ แต่ขณะนี้ต้นทุนสูงถึง 6,000 บาทต่อไร่ ผมไม่มีเงินทุนมากขนาดนั้น พอหาได้ประมาณ 3 แสนบาท จึงต้องลดจำนวนพื้นที่ ทำนาปรังลงเหลือ 50 ไร่เท่านั้น”


แม้ว่าราคาข้าวก่อนหน้านี้จะไม่สูงเท่าขณะนี้ แต่หากเทียบกับจำนวนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว สำหรับบัญชาเขาเห็นว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย


“ก่อนที่ต้นทุนและราคาข้าวจะพุ่งสูงขนาดนี้ ต้องขายข้าวแบบจำนำข้าว ต้นทุนไร่ละ 3,000 บาท ขายข้าวเปลือกตามราคาจำนำข้าวที่ประมาณ 7,000 บาทต่อตัน ในฐานการผลิตที่ 1 ไร่ต่อ 1 ตัน เท่ากับชาวนาได้กำไรตันละประมาณ 4,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมค่าแรงของชาวนาในการทำนา ส่วนปัจจุบันต้นทุนอยู่ที่ประมาณไร่ละ 5,000-6,000 บาท แม้ราคาข้าวเปลือกจะสูงถึงตันละ 1 หมื่นบาท แต่คิดถึงรายได้แล้ว ชาวนาก็มีกำไรเพียงไร่ละ 4,000-5,000 บาท ไม่ต่างจากเดิม ไม่ได้มีรายได้มากมายอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ”


บัญชา มองว่า ราคาข้าวเปลือกที่สูงขึ้นนี้ จะเป็นกับดักฆ่าวิถีชีวิตชาวนาไทยแน่นอน เพราะทุกคนดิ้นรนจะหาทุนมาทำนาเพื่อหวังถึงรายได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แหล่งทุนของรัฐนั้นไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพึ่งทุนนอกระบบ ซึ่งคิดดอกเบี้ยสูง บวกลบหักกลบกันแล้ว เชื่อว่าชาวนาจะไม่ได้อะไรเลย และถึงแม้ว่าจะเป็นชาวนาที่มีเงินทุนสะสม ก็ใช่ว่าจะได้รับประโยชน์ ผลกำไรจากภาวะราคาข้าวที่พุ่งสูง เพราะในแต่ละรอบการปลูกข้าวต้องใช้เงินทุนสูงมาก ซึ่งเป็นปัญหาหนักที่ต้องแบกรับ เพราะต้นทุนในการผลิตทุกอย่างจ่ายสด ไม่มีเงินผ่อน อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ช่วงการทำนาปรัง ทุกคนจะลดพื้นที่การปลูกลงครึ่งหนึ่ง เพื่อลดปัญหาด้านต้นทุน


“ชาวนาที่ยากจน ไม่มีทุนทำนาแน่นอน หากราคาข้าวดีแบบนี้ต่อไป ก็อาจยังไม่เกิดปัญหา แต่หากราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงไม่ถึง 1 หมื่นบาทเมื่อใด เกิดปัญหาแน่นอน วันนั้นชาวนาจะเป็นหนี้หัวโต เพราะว่าต้นทุนในการผลิตสูงทะยานขึ้นทุกวัน และไม่ยอมลงแน่นอน เท่าที่พอจะเห็นก็คือ ชาวนายากจนต้องกลายเป็นลูกจ้างทำนากินแค่ค่าแรง หรืออาจจะมีนายทุนในชุมชนที่ไม่ได้เป็นชาวนา แต่ไปจับมือลงทุนให้ชาวนาที่ยากจน ไม่มีทุน แต่มีที่นา โดยชาวนายากจนลงแรงทำนาเสร็จได้กำไรก็แบ่งกัน ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์ก็ยังคงเป็นนายทุนต่อไป”


เช่นเดียวกับ พินิจ สุขสมพืช ชาวนา ต.บางยี่โท อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งยึดอาชีพหลักมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ โดยเป็นนาที่เช่าคนอื่น 30 ไร่ และเป็นที่นาของตนเอง 20 ไร่ เขายืนยันว่า ถึงแม้ราคาข้าวเปลือกจะดี ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวนาจะร่ำรวยมากขึ้น เพราะต้นทุนในการผลิตก็สูงขึ้นหลายเท่าตัวเช่นกัน และในทางกลับกัน ชาวนาที่ยากจนหรือไม่มีทุนจะทำนา อาจต้องหยุดการทำนาที่เคยเป็นอาชีพหลักก็เป็นได้ เพราะไม่มีเงินทุนที่จะสำรองในการลงทุนทำนาในแต่ละรอบการผลิต


“เมื่อไม่มีเงินลงทุนก็ต้องหาเงินกู้ จะไปกู้เพิ่มจาก ธ.ก.ส. ก็ไม่ได้แล้ว เพราะชาวนากู้กันเต็มโควตาไปหมดแล้ว จึงต้องไปกู้นายทุนปล่อยเงินกู้ที่คิดดอกแพง เมื่อราคาข้าวดี ก็มีกลุ่มพ่อค้าข้าวหันมาลงทุนผูกใจชาวนาให้ขายข้าว โดยปล่อยเงินกู้หรือออกเงินสำรองต้นทุนจำพวกค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมายให้ก่อน โดยคิดดอกเบี้ยประมาณ 2-3% เมื่อเกี่ยวข้าวก็ต้องขายให้แก่พ่อค้าคนนั้น ซึ่งก็ซื้อขายกันในราคาตามท้องตลาด ไม่ได้กดขี่ราคาแต่อย่างใด เมื่อได้เงินมาก็ต้องจ่ายเงินคืนแก่พ่อค้าที่สำรองเงินทำทุนให้ก่อนพร้อมดอกเบี้ย ตอนนี้ชาวนาเจอวิกฤตต้นทุนสูง แต่ผลกำไรได้เท่าเดิม ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพในปัจจุบันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เจอแบบนี้ชาวนาที่ไหนจะทนได้” พินิจ กล่าวย้ำ


ปัญหาของชาวนาไทยมิใช่จะมีแค่ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงศัตรูพืช รวมทั้งปัญหาต้นทุนสูง แต่ด้วยปัจจัยราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้มีผู้เห็นแก่ได้โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของเพื่อนชาวนาด้วยกัน ออกโจรกรรมขโมยเกี่ยวข้าวในนาข้าวที่สุกใกล้เก็บเกี่ยว ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วภาคกลางมาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา


วิเชียร พวงลำเจียก กรรมการสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า แปลงนาข้าวเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ รถเกี่ยวข้าวจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก็สามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ เพราะสามารถแยกซังข้าวและเมล็ดข้าวออกจากกันทันที และกระบะท้ายรถเกี่ยวข้าวมีความจุเมล็ดข้าวเปลือก ประมาณ 1-2 ตัน เมื่อเมล็ดข้าวเต็มกระบะ ก็จะวิ่งรถมาที่คันนา ถ่ายเทข้าวเปลือกใส่ในรถบรรทุก 6 ล้อได้ทันที


“เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นกรรมของ ชาวนา พอข้าวเปลือกราคาไม่ดี ทำนาแล้วก็ขาดทุน พอข้าวเปลือกราคาดี ก็มาถูกโจรปล้นเกี่ยวข้าวไป เกษตรกรชาวนาในภาคกลางต้องนอนเฝ้านากันเลย เพื่อป้องกันโจรมาเกี่ยวข้าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะข้าวเปลือกราคาดี และสามารถนำไปขายเอาเงินสดตามโรงสีทั่วๆ ไปได้ทันที ข้าวเปลือกอยู่ในมือใคร ก็เป็นข้าวเปลือกของคนคนนั้น”


ในฐานะกรรมการสมาคมชาวนาไทย วิเชียร เห็นว่า รัฐบาลจะต้องเร่งหามาตรการรองรับก่อนที่ปัญหาของเกษตรกรชาวนาไทยจะย่ำแย่ไปมากกว่านี้ จากหลายๆ ปัญหาสภาวะที่เผชิญอยู่ ทั้งราคาพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ราคาน้ำมัน และแหล่งน้ำ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ในขณะที่ราคาก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะเพิ่มขึ้น ทรงตัว หรือกลับมาสู่ภาวะตกต่ำเช่นในอดีต ซึ่งปัญหาเหล่านี้คือชะตากรรมที่ไม่อาจคาดเดาได้ของชาวนาไทย


ข้อมูลของ “กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน” (Local Act) ระบุว่า จากการศึกษาพื้นที่ทำนา ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ทำนาปีละ 3 ครั้ง เป็นพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อส่งออก ชาวนา 70% ไม่มีที่นาเป็นของตนเอง โดยเฉลี่ยแล้วชาวนามีหนี้สินตั้งแต่ 1-3 แสนบาทต่อครอบครัว สาเหตุหลักของหนี้สินเกิดจากการซื้อปัจจัยการผลิต ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมน และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สูงสุดถึง 52.45% ลงทุนการผลิต อาทิ รถแทรกเตอร์ รถเกี่ยว รถขนส่งและค่าน้ำมัน 26.85% และค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่สูงขึ้นทุกปี


จากการศึกษาต้นทุนการทำนาในปี 2550 ของชาวนา ต.บางขุด พบว่า มีต้นทุนการผลิตสูงถึง 3,165 บาทต่อไร่ และมีผลผลิตตอบแทนต่อไร่ 3,850 บาท ดังนั้น ชาวนาได้กำไร 685 บาทต่อไร่เท่านั้น ในขณะที่ราคาข้าวเปลือกในปี 2550 ที่ชาวนาขายได้คือ 5,500 บาทต่อตัน รัฐรับซื้อราคา 6,509 บาทต่อตัน แม้การขายให้รัฐในโครงการรับจำนำข้าวจะมีราคาสูงกว่า แต่ชาวนาต้องขายข้าวของตนเองออกไป เนื่องจากความขัดสนทางการเงินและหนี้สิน อีกทั้งหลังเก็บเกี่ยวเสร็จต้องเร่งขายข้าว ทำให้ถูกหักความชื้น ราคาข้าวจึงตก


ที่สำคัญ ชาวนาไม่สามารถเข้าถึงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐ ที่ส่วนใหญ่มีตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐและเอกชน นอกจากนี้ ชาวนาคนไหนที่เป็นหนี้กับ ธ.ก.ส. ธ.ก.ส.จะหักชำระหนี้ไว้เลย ไม่มีทางได้ถือเงินจนกว่าจะไปกู้ใหม่ ชาวนาจึงไม่สามารถหลุดจากวงจรหนี้สินได้


จากภาพปัญหาที่สะท้อนมาทั้งหมด คงพอเห็นแล้วว่า ชีวิตของชาวนาไทยในวันนี้มิได้ดีขึ้นกว่าในอดีตแต่อย่างใด นานเท่าไหร่แล้วที่ชาวนาไทยแทบจะไร้ความหวังถึงอนาคต ถึงแม้ว่าราคาข้าวในปัจจุบันจะพุ่งสูงขึ้น แต่ก็เป็นเพียงภาพมายา ในขณะที่ปัจจัยโครงสร้างทางการผลิตภายใต้ระบบทุนนิยม การเข้าถึงทุน ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้พวกเขาพลิกชีวิต ลืมตา อ้าปากได้อย่างแท้จริง


ชะตากรรมชีวิตชาวนาไทย จึงยังต้องเวียนวนอยู่กับความรันทดต่อไปอีก ยาวนาน


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 01 เมษายน 2008, 07:54:31 AM
คัดจากคมชัดลึก

ข้าวราคาพุ่ง"ชาวเมือง"แห่ตุน ทำนาปรังรอบสองเปิดศึกชิงน้ำ
 
 
คนแห่ซื้อข้าวถุงตุนกังวลราคาขยับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลข้าวบนชั้นวางในห้างลดลง "เจีย เม้ง" แจงส่วนหนึ่งเกิดจากห้างลดจำนวนสั่งซื้อเอง ยันข้าวในไทยไม่ขาดแคลน ผู้ส่งออกข้าว อัด "มิ่งขวัญ" ปั่นราคาข้าวขึ้น 3 หมื่นบาทต่อตัน ชาวนาไม่สนรัฐเตือนน้ำไม่พอใช้ ยอมเสี่ยงเร่งทำนาปรังรอบสอง จวกกลับตอนข้าวราคาถูก ไม่เคยเรียกร้อง พอข้าวราคาดีรัฐกลับขอให้ทำนาน้อยลง

กรรมของชาวนาพอข้าวราคาดีกรมชลประทานก็ประกาศขอความร่วมมือจากเกษตรกรทั่วประเทศให้ช่วยลดพื้นที่การเพาะปลูกพืชในช่วงหน้าแล้ง โดยเฉพาะการทำนาปรังที่ต้องใช้น้ำมาก

น.ส.กรองทิพย์ธนถาวรลาภ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ข้าวแสนดี จำกัด ผู้จำหน่ายข้าวถุงยี่ห้อแสนดี กล่าวว่า ขณะนี้ข้าวแสนดีเริ่มมีปัญหาในการนำสินค้าไปวางบนชั้นวางไม่ทัน เนื่องจากความต้องการซื้อข้าวถุงมีจำนวนมาก หลังจากราคาข้าวขยับขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดกระแสความกังวลต่อผู้บริโภค จึงมีการซื้อข้าวตุนกันมากขึ้น แม้ว่าบางซูเปอร์มาร์เก็ตหรือดิสเคานท์สโตร์ต่างๆ จะมีการจำกัดจำนวนซื้อ แต่ข้าวสารบรรจุถุงหลายยี่ห้อก็ไม่พอจำหน่าย ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในรอบ 8 ปี จากที่เคยเกิดขึ้นในปี 2542 ที่มีปัญหาขาดแคลนข้าว 

"ปัญหาขาดแคลนข้าวครั้งนี้เกิดขึ้น เนื่องจากสต็อกข้าวทั่วโลกลดลงพร้อมกัน เพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางดินฟ้าอากาศ ทำให้ผลผลิตเสียหายและมีปริมาณลดลง ขณะเดียวกันพื้นที่การเพาะปลูกข้าวน้อยลง เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกพืชพลังงานเพื่อนำไปทำไบโอดีเซล หรือเอทานอลทดแทนการใช้น้ำมัน ที่มีราคาแพงขึ้นถึงบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ" น.ส.กรองทิพย์กล่าว

ด้านนายวัลลภมานะธัญญา ประธานกรรมการปฏิบัติการ บริษัท เจียเม้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวถุงแบรนด์หงษ์ทอง กล่าวว่า ข้าวหงษ์ทองในช่องทางโมเดิร์นเทรดต่างๆ มีปริมาณลดลงจากชั้นวางของเหมือนกับว่าสินค้าขาดตลาด แต่จริงๆ แล้วเกิดจากการที่ห้างสั่งซื้อข้าวหงษ์ทองลดลงเป็นจำนวนมาก เพราะบริษัทไม่สามารถจะขายข้าวในราคาเดิม ยกตัวอย่างข้าวหอมมะลิถุงขนาด 5 กิโลกรัมห้างต้องการให้ขายที่ราคา 130 บาทต่อถุงซึ่งเป็นราคาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันต้นทุนราคาข้าวขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องปรับราคาขายให้สูงขึ้นเป็น 150-155 บาทต่อถุง   

"ปริมาณข้าวในประเทศยังมีเพียงพอให้แก่ผู้บริโภคคนไทยไม่ถึงขั้นขาดแคลนอย่างที่มีการคาดการณ์กัน ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องซื้อข้าวตุนไว้ เพราะทำให้เกิดการปั่นราคาข้าวขึ้นได้" นายวัลลภกล่าว

อัด"มิ่งขวัญ" ปั่นราคาข้าว

นายชูเกียรติโอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดข้าวภายในประเทศกำลังเกิดความปั่นป่วน ไม่มีใครยอมขายข้าวออกไปเพื่อรอเก็งกำไรราคาข้าวที่มีแนวโน้มจะปรับราคาขึ้นอีก หลังจาก นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุว่าอีก 3 เดือน ข้าวจะขึ้นราคาอีก 2-3 เท่าตัว หรือทะลุ 3 หมื่นต่อตัน ผู้ที่ได้ประโยชน์เป็นกลุ่มพ่อค้าคนกลางไม่ใช่เกษตรกรอย่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คาดหวัง เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถชะลอขายข้าวได้ เพราะไม่มีพื้นที่เก็บข้าว 

ตอนนี้ตลาดข้าวปั่นป่วนไปหมดพ่อค้าคนกลางไม่ยอมขายข้าวออกมา เพราะหวังกำไรจากส่วนต่างราคาข้าว จริงๆ แล้วราคาข้าวก็มีแนวโน้มปรับขึ้นอยู่แล้ว โดยข้าวในตลาดซื้อกระสอบละ 1,900-2,000 บาทอยู่แล้วตามภาวะต้องการตลาดโลก ยิ่งมาเจอการส่งสัญญาณของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าข้าวจะขึ้นกระสอบละ 3,000 บาท ทำให้เกิดการเก็งกำไรเข้าไปใหญ่ ซึ่งประโยชน์ไม่ได้ตกกับเกษตรกร เพราะไม่มีที่เก็บข้าวไว้รอขาย แต่จะตกกับผู้มีพื้นที่หรือสต็อกเก็บข้าวไว้มากสุดมากกว่า นายชูเกียรติกล่าว

ยอมรับผู้ส่งออกชะลอรับออเดอร์

นายชูเกียรติกล่าวว่าขณะที่ผู้ส่งออกข้าวไทยก็ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวที่มีแนวโน้มปรับขึ้นโดยผู้ส่งออกกว่าครึ่งชะลอรับออเดอร์ส่งออกข้าว จะรับออเดอร์ในปริมาณข้าวเพิ่มเล็กน้อยเท่านั้นจากเดิมที่ผู้นำเข้าสั่ง 1 หมื่นตัน ก็จะรับเหลือเพียง 2,000 ตัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดทุนจากการรับออเดอร์ล่วงหน้า ซึ่งหวั่นเกรงว่าจะหาข้าวในราคาต้นทุนที่รับออเดอร์ไม่ได้ เพราะราคาข้าวปรับสูงขึ้นทุกวัน ขณะนี้ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 980 ดอลลาร์ต่อตัน และข้าวขาวอยู่ที่ 700 ดอลลาร์ต่อตันแล้ว 

ไม่ต้องรอถึง3 เดือน ราคาข้าวก็จะทะลุ 1,000 ดอลลาร์อยู่แล้ว แต่ภาครัฐก็ยังมัวหลงกับราคาข้าวที่ขึ้นสูงอย่างนี้อยู่ได้ โดยไม่ดูว่าระบบข้าวจะได้รับผลกระทบอย่างไร ถ้าเซกเตอร์ใดเซกเตอร์หนึ่งพัง ระบบธุรกิจข้าวจะอยู่ได้อย่างไร ขณะที่ทั่วโลกเขาก็มีมาตรการที่จะส่งสัญญาณชะลอส่งออกข้าวกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรืออินเดีย นายชูเกียรติกล่าว

บุกพาณิชย์ร้องกำหนดเพดานราคาส่งออก

นายชูเกียรติกล่าวต่อว่าเร็วๆ นี้สมาคมจะทำหนังสือขอเข้าพบนายมิ่งขวัญ เพื่อขอให้ทบทวนเรื่องนโยบายการผลักดันส่งออกข้าวโดยจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณามาตรการกำหนดเพดานราคาส่งออกข้าว เหมือนอย่างที่ประเทศอินเดียดำเนินการ โดยล่าสุดเพิ่งประกาศเพดานส่งออกข้าวขั้นต่ำที่ตันละ 1,000 ดอลลาร์ขึ้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มเพดานราคาส่งออกอีกครั้ง หลังจากเมื่อ 1-2 เดือนก่อน ประกาศเพดานส่งออกข้าวขั้นต่ำที่ 700 ดอลลาร์   

ทั้งนี้เพื่อลดความร้อนแรงของปริมาณส่งออกข้าวไทยลดลง โดยมาตรการดังกล่าวไม่ผิดระเบียบองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เพราะไม่ได้กีดกันการส่งออกหรือนำเข้า แต่หากใครอยากได้ข้าวก็ต้องจ่ายแพง เชื่อว่ามาตรการนี้จะทำให้สถานการณ์ข้าวภายในประเทศดีขึ้น ราคาไม่ผันผวนจนเกินไป แม้ภาครัฐเตรียมทำข้าวถุงราคาถูกเพื่อช่วยผู้บริโภค แต่สต็อกข้าวที่มี 2.1 ล้านตัน คงไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ เพราะปริมาณข้าวเพียงแค่นี้ใช้ 3 เดือนก็หมด 

ไม่อยากให้รัฐมองว่าต้องส่งออกให้มากเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หากไม่มีสต็อกข้าวเหลือในประเทศแล้วจะทำอย่างไร ถึงเวลานั้นรัฐบาลจะลำบาก เพราะสถานการณ์นี้ต่อให้มีข้าวจำนวนมากเท่าไรก็ส่งออกได้หมด มี 12 ล้านตัน ต่างประเทศก็ต้องการหมด แต่ต้องคิดถึงอนาคตข้างหน้าด้วย อีกทั้งผู้ส่งออกก็ลำบากจากราคาผันผวน ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม 2551 ผู้ส่งออกขาดทุนจากราคาผันผวนไปแล้วมากกว่า 1,000 ล้านบาท นายชูเกียรติกล่าว

ชาวนาจี้รัฐดึงเงิน6 พันล้านบาทตั้งกองทุนสวัสดิการ

เมื่อวันที่31 มีนาคม นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย พร้อมสมาชิกชาวนาไทยประมาณ 10 คน เข้าพบนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอแก้ปัญหาวิกฤติข้าวและผลกระทบที่เกิดขึ้น 

นายสมศักดิ์กล่าวว่าสมาคมชาวนาไทยต้องการให้รัฐตั้งกองทุนสร้างสวัสดิการให้แก่เกษตรกร โดยเสนอให้กระทรวงการคลังโอนเงินจำนวน 6,000 ล้านบาท ที่ได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากการส่งออกข้าวในอดีตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร นอกจากนี้ สมาคมยังระบุว่า ปัจจุบันผู้ส่งออกมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายกับโรงสีประมาณ 0.75% ภาษีดังกล่าวโรงสีเรียกเก็บจากเกษตรกรอีกทอด ดังนั้นอยากให้ยกเลิก เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวสูงขึ้น 

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่าเรื่องเงินค่าธรรมเนียมพิเศษจะสอบถามไปยังกระทรวงการคลังว่ามีอยู่จริงหรือไม่ หากยังมีเงินอยู่ สมควรจะนำมาให้ประโยชน์ โดยเฉพาะการตั้งกองทุนประกันภัยที่ควรจะมีขึ้นในพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ ส่วนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย 0.75% ขอให้สมาคมชาวนากลับไปพิจารณาข้อมูลอีกครั้ง หากมีจริงจะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลัง 

ส่วนปัญหาข้าวดีดทำให้ข้าวไม่มีคุณภาพ มีการปลอมปน ได้ขอให้ชาวนาปล่อยน้ำเข้านาก่อน เพื่อให้ข้าวงอกแล้วไถกลบ วิธีนี้ช่วยให้พันธุ์ข้าวดีดหมดไป แต่เนื่องจากปีนี้ราคาข้าวสูงจูงใจให้ชาวนาเร่งปลูกข้าวมากขึ้น ดังนั้นจึงขอให้ชาวนาระมัดระวังแก้ปัญหาพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้น 

นอกจากนี้ปัญหาปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอช่วงฤดูแล้งกรมชลประทานแก้ปัญหากระจายน้ำให้เพียงพอแล้ว แต่การทำนาปรังรอบที่สองควรระมัดระวังช่วงปลายฤดูกาลที่น้ำจะขาดแคลนและทำให้ข้าวเสียหาย ซึ่งเกษตรกรควรแก้ไขปัญหาด้วยการหันไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า 

นายประสิทธิ์นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า เงิน  6,000 ล้านบาท ที่ได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ ต้องการให้กระทรวงการคลังอนุญาตให้นำมาใช้ประโยชน์แก่ชาวนา ผ่านการบริหารจัดการโดยกรมการข้าว มีแผนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา และการประกันภัยความเสี่ยง ทั้งหมดจะช่วยให้คุณภาพชีวิตชาวนาดีขึ้น   

"ข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ แต่ปัจจุบันคุณภาพชีวิตชาวนายังไม่ดีขึ้น ชาวนาส่วนใหญ่อายุมาก พอทำนาไม่ไหวก็ไม่มีรายได้ การที่ยุทธศาสตร์ข้าวกำหนดให้ตั้งกองทุนสวัสดิการ จึงอยากให้กระทรวงการคลังคืนภาษี 6,000 ล้านบาท ให้กรมการข้าวบริหารเพื่อประโยชน์โดยเฉพาะ" นายประสิทธิ์กล่าว

ชาวนาเร่งทำนาปรังรอบสอง

นายทันฉาวบุตร อายุ 73 ปี ชาวนาในพื้นที่หมู่ 9 ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก กล่าวว่า มีที่นา 70 ไร่ เก็บเกี่ยวรอบแรกขายข้าวได้เกวียนละ 8,000-9,400 บาท ตอนนี้กำลังเร่งหว่านกล้าทำนาปรังรอบสอง พร้อมกับเรียกลูกสาวให้กลับมาช่วยทำนาด้วย เนื่องจากข้าวราคาดี โดยธรรมชาติ พื้นที่ ต.วังพิกุล จะทำข้าวนาปีไม่ได้ เพราะถูกน้ำท่วมทุกปี ต้นทุนหลักๆ ของการทำนาปรังคือน้ำมันในการสูบน้ำบาดาลและปุ๋ยยูเรีย แต่เมื่อราคาข้าวที่สูงขึ้น ทำให้ชาวนาต่างเร่งทำนาปรังรอบสอง จึงอยากให้รัฐช่วยลดราคาปุ๋ย และเร่งขุดลอกคลองชลประทานของโครงการชลประทานเขื่อนแควน้อย จาก อ.วัดโบสถ์ ไปยัง อ.วังทอง เพื่อในอนาคตการทำนาปรังจะไม่เสียต้นทุนค่าน้ำมันสูบน้ำ สามารถทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง

นายยกรอดเศษ อายุ 54 ปี ชาวนาในพื้นที่หมู่ 10 ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย กล่าวว่า หลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังรอบแรกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขายข้าวได้ราคาเกวียนละ 1 หมื่นบาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่ทำนามา ตอนนี้ตนและเพื่อนต่างเร่งมือหว่านข้าวทำนาปรังรอบสอง บางรายมีการเช่าพื้นทำนาเพิ่ม แม้ว่าจะเสี่ยงต่อภาวะภัยแล้ง เพื่อจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ก่อนน้ำจะกลับมาท่วมนา

เช่นเดียวกับชาวนาในพื้นที่ภาคกลางนางสุนีย์ ฤทธิ์กันโต อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 179 หมู่ 6 ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า เช่าที่ทำนา 18 ไร่ มานานกว่า 20 ปีแล้ว แม้รัฐบาลจะประกาศเตือนเรื่องการทำนาปรัง แต่ก็จะปลูก เพราะตอนนี้ข้าวราคาดี ตอนนี้เตรียมแปลงนาไว้รอหว่านกล้าแล้ว ขณะที่คนในหมู่บ้านหลายคนก็พากันกลับมาทำนาปรังอีกครั้ง ซึ่งผิดจากปีที่แล้ว แทบจะไม่มีใครทำนาปรัง แต่ปีนี้แม้รัฐบาลจะประกาศเตือนและขอร้องให้งดทำนาปรัง คงไม่สามารถห้ามได้ 

นายพงษ์พัฒน์พลขุนทด อายุ 45 ปี ชาวนาในพื้นที่ ต.เจดีย์หัก อ.เมือง จ.ราชบุรี กล่าวว่า เช่าพื้นที่ติดคลองชลประทานทำนาปรังปีละ 3 ครั้ง จึงไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวรอบแรกแล้วก็เริ่มลงมือไถเตรียมหว่านกล้าทำนารอบสองทันที เพราะช่วงที่ข้าวมีราคาแพง แม้จะต้องจ่ายค่ายา ค่าปุ๋ย ในราคาแพงขึ้นอีกหลายเท่าตัว แต่เมื่อเทียบกับราคาข้าวตอนนี้ก็คุ้มกับที่ลงทุน 

"มีคนพูดกันว่าให้ชาวนาทำนาตามฤดูกาล เพราะน้ำจะไม่พอใช้ในหน้าแล้ง หากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีรายได้อะไรเลย เพราะถ้าทำตามฤดูกาลก็แค่ปีละครั้ง จ่ายค่าเช่านาก็จะหมดแล้ว แต่ถ้าทำ 3 ครั้งต่อปี ก็พอจะมีรายได้เหลือเลี้ยงครอบครัว ซึ่งในช่วงที่ข้าวไม่ค่อยมีราคาคนที่เป็นชาวนาก็ก้มหน้าก้มตาทำนา ไม่เคยเรียกร้องอะไร เพราะมันเป็นอาชีพที่ทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่า แต่พอมีข้าวราคาก็ขอให้ทำนาน้อยลง อ้างว่าน้ำจะไม่พอใช้ ทั้งที่น้ำถูกนำไปใช้ในที่อื่นที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ก็มากมาย ทำไมไม่มีใครพูดบ้าง" นายพงษ์พัฒน์กล่าว
 


หัวข้อ: ผู้ส่งออกแฉโรงสีกักตุนข้าว
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 11 เมษายน 2008, 11:19:16 AM
คัดจากไทยรัฐ

ผู้ส่งออกแฉโรงสีกักตุนข้าว [11 เม.ย. 51 - 05:30]
 
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ได้กล่าวบรรยายพิเศษเรื่องยุทธศาสตร์ข้าว ให้ที่ประชุมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่า ในปี 2551 เป็นปีทองของชาวนาไทย เพราะขณะนี้ราคาข้าวส่งออก ณ ท่าเรือกรุงเทพ (FOB) สูงขึ้นอีก โดยข้าวสารหอมมะลิราคาตันละ 34,600-36,000 บาท และข้าว 5% ราคาตันละ 26,400-26,700 บาท ขณะที่ราคารับข้าวเปลือกที่ชาวนาขายได้ ข้าวหอมมะลิราคาตันละ 17,500-18,000 บาท และข้าวขาวหรือข้าวเจ้า ราคาตันละ 11,500-15,000 บาท ทั้งหมดนี้เป็นราคาที่แท้จริง ไม่ใช่ราคาที่ตั้งเพื่อเก็งกำไร ถึงแม้ตนจะยืนยันไม่ได้ว่าราคาข้าวจะสูงไปกว่านี้อีก แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นราคาคงลดลงยาก เพราะประชากรของโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก พื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมก็ขยายขึ้นจนกินพื้นที่เกษตรลดลง

“ส่วนข้าวในสต๊อกรัฐบาล 2.1 ล้านตัน ขอยืนยันว่าจะเก็บไว้ และจากเดิมข้าวในสต๊อกรัฐบาลจะมีไว้เพื่อพยุงราคาข้าว แต่จากนี้ไปจะมีไว้เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐและประชาชน เพราะสถานการณ์ทั่วโลกน่ากลัว ต้องการให้คนไทยสบายใจว่าจะมีข้าวบริโภค ไม่ขาดแคลน จึงขอย้ำว่าจะไม่ระบาย ไม่แลกและไม่ขาย”

ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ข้าวจากนี้จะเปลี่ยนใหม่ โดยอำนาจสูงสุดเป็นของชาวนา การค้าข้าวทั้งระบบตั้งแต่ชาวนา พ่อค้ารับซื้อ โรงสี หยง พ่อค้าข้าว จะเข้าสู่ 2 กลุ่มสุดท้าย คือ พ่อค้าขายข้าวในประเทศแบ่งเป็นข้าวถุงและข้าวถัง และผู้ส่งออกข้าว ซึ่งการค้าตรงนี้จะพลิกครั้งใหญ่ โดยพ่อค้าส่งออกต้องตระหนักว่าคุณไม่มีข้าวในมือ การจะขายข้าวเพื่อส่งออกจากนี้ไปจะต้องมีสต๊อกไว้ก่อน ถึงจะกำหนดราคาข้าวและขายได้ เพราะคนที่กำหนดราคาข้าวตอนนี้คือชาวนา โดยทุกวันนี้พ่อแม่เริ่มเรียกลูกหลานที่เข้ามาทำงานเป็นสาวโรงงานหรือคนรับใช้ในกรุงเทพฯ ให้กลับไปทำนาแล้ว

นายมิ่งขวัญกล่าวว่า นอกจากสต๊อกข้าวที่มีอยู่ในมือของรัฐบาล 2.1 ล้านตันแล้ว มีสต๊อกที่อยู่ในมือผู้ส่งออก อีก 2 ล้านตัน อยู่ในมือโรงสี 700,000 ตัน และอยู่ในมือรายย่อยอีก 230,000 ตัน ฉะนั้นจึงบอกคนไทยไม่ต้องกลัวอดข้าว เพราะถ้ามีการส่งออกข้าวมากเกินไปกว่าปีที่แล้ว คือ 8.5 ล้านตัน ทางรัฐบาลก็จะมีมาตรการออกมาควบคุม เพราะตนจะไม่ยอมให้คนไทยอดข้าว หากมีเงิน 1 ล้านบาท แล้วซื้อข้าวไม่ได้จะเกิดมาเป็นคนไทยทำไม สำหรับ 3 เดือนแรกของปีนี้มีการส่งออกข้าวไปแล้ว 3.26 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ส่งออกในระยะเดียวกันจำนวน 1.96 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 166.2%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการบรรยายสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ อาทิ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ และนายสุธรรม วิชุไตรภพ ได้ตั้งคำถามพร้อมให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลปัญหาราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพราะราคาข้าวขึ้นแล้วลงได้ แต่ราคาปุ๋ยขึ้นแล้วไม่มีทางลง อีกทั้งขอให้ดำเนินการตรวจสอบสต๊อกปุ๋ยที่พ่อค้ากักตุนอยู่ นอกจากนั้นให้ดูแลระบบชลประทานให้สอดคล้องกับการทำนาที่เพิ่มขึ้นด้วย

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า ราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว ทำให้ผู้ส่งออกหลายรายยอมทิ้งสัญญาจากต่างประเทศ โดยยอมจ่ายเป็นเงินชดใช้ให้กับผู้ซื้อแทน เพราะหากส่งมอบตามสัญญาจะขาดทุนมหาศาล เนื่องจากเป็นการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อประมาณเดือน ธ.ค. 2550 ที่ราคาขายตันละ 360 เหรียญสหรัฐฯสำหรับข้าวขาว 100% แต่ราคาล่าสุดเมื่อวันที่ 9 เม.ย.2551 ตันละ 854 เหรียญฯ ส่วนข้าวหอมมะลิ เมื่อเดือน ธ.ค.ตันละ 620 เหรียญฯ แต่ล่าสุดตันละ 1,130 เหรียญฯแล้ว คิดเป็นมูลค่าที่ผู้ส่งออกยอมทิ้งสัญญารวมแล้วหลายพันล้านบาท เชื่อว่าราคาข้าวในตลาดโลกจะยังสูงขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการของต่างประเทศที่สูงมาก

“ราคาข้าวที่สูงขึ้นมากกว่าเท่าตัวขณะนี้ มาจากการกักตุนเพื่อหวังเก็งกำไร ซึ่งทำให้ราคาข้าวสูงเกินความจริงถึงประมาณ 20% อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาการกักตุนด้วย เพราะไทยไม่มีกฎหมายห้ามการกักตุนเหมือนกรณีของเวียดนาม ซึ่งหากมีการกักตุนกันมากก็จะเกิดปัญหาได้ ส่วนข้าวนาปรังปี 2551 ที่คาดมีผลผลิต 6.5 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 4.29 ล้านตันข้าวสารนั้น ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้วประมาณ 60% แต่ยังไม่ถึงมือผู้ส่งออกเลย เชื่อว่ามีการกักตุนกันอยู่ในรูปของข้าวเปลือกในมือของโรงสี”

ส่วนการที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องมีสต๊อกไม่ต่ำกว่า 500 ตันในช่วงเวลาส่งออกนั้น จะกระทบกับผู้ส่งออกรายเล็ก ที่ส่งออกไม่มาก และมีสต๊อกน้อย บางรายสต๊อกไม่ถึง 500 ตันก็ต้องไปหาข้าวมาสต๊อกไว้ตามปริมาณที่กำหนด จะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ส่วนรายกลางและใหญ่ไม่มีปัญหา ปกติสต๊อกมากกว่า 500 ตันอยู่แล้ว

นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้สั่งการสถาบันยุทธศาสตร์ การค้าระหว่างประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของหอการค้าไทย ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาของข้าวไทยทั้งระบบ เพื่อวางแผนแก้ปัญหาและทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเน้นการแก้ปัญหาระยะยาว ทั้งเรื่องการผลิต ระบบน้ำ ความช่วยเหลือจากรัฐ ความเป็นไปได้ที่จะร่วมกับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่กำหนดอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตน้ำมัน เพราะแม้ราคาข้าวสูงขึ้นมาก แต่ไทยก็ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เหมือนกับผู้ผลิตน้ำมัน.
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 เมษายน 2008, 08:13:30 AM
คัดจากไทยโพสต์

หนี้ครัวเรือนกัดกินคนไทย
--------------------------------------------------------------------------------

โดย โพสต์ทูเดย์ วันที่ 15 เมษายน 2551

สถิติเผยยอดหนี้ ครัวเรือนไทยปี 2550 อยู่ที่ 1.16 แสนบาท สูงกว่าปีก่อน 96 บาท ส่วนใหญ่กินใช้เกินตัว

นางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขา ธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กล่าวว่า ระดับหนี้ของครัวเรือนของไทยล่าสุดในปี 2550 สูงขึ้นเล็กน้อยไม่น่าเป็นห่วง แม้ว่า ยอดหนี้โดยรวมจะสูงขึ้นเล็กน้อย และเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม


นอกจากนี้ รายได้ครัวเรือนยังสูงกว่าค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่น่ากังวลมาก อีกทั้งจากการสำรวจพบว่าหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มนั้นส่วนใหญ่นั้นยังเป็นหนี้ในระบบไม่ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบเหมือนในอดีต


ทั้งนี้ หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนปี 2550 อยู่ที่ 116,681 บาท เพิ่มขึ้น 96 บาท จากปี 2549 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 116,585 บาท แบ่งเป็นหนี้เพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภคสูงที่สุด 33.3%,หนี้ที่เกิดจากการซื้อ/เช่าซื้อบ้านหรือที่ดิน 31.3%, หนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อใช้ทำการเกษตร 15.2%, หนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อใช้ทำธุรกิจ 14.4%, หนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อใช้ในการศึกษา 2.7% และหนี้ที่เกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์อื่นๆ 3.1%


สำหรับเหตุผลการเป็นหนี้ส่วนใหญ่พบว่า ยังเป็นหนี้ในระบบที่ใช้เพื่อการใช้จ่ายอุปโภคบริโภค เช่น การเป็นหนี้เพื่อมาซื้ออาหาร เครื่องดื่ม พาหนะการเดินทาง น้ำมันรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ค่าการสื่อสารโดยเฉพาะค่าโทรศัพท์ ซึ่งบางครั้งฟุ่มเฟือยเกินไป


นางธนนุชกล่าวว่า ถ้าบีบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลงเหลือแค่พอเพียงน่าจะดีกว่า เพราะจะช่วยให้ครัวเรือนมีเงินเก็บ มีเงินมาลงทุนทำธุรกิจ ทำการเกษตร หรือแม้แต่มีเงินมาใช้เพื่อการศึกษามากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย


“ภาวะหนี้โดยรวมไม่น่าห่วง เพราะรายได้ยังครอบคลุมรายจ่ายอยู่ โดยปีนี้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ 18,660 บาทต่อครัวเรือน ส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 14,500 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ 77.7% แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ เรื่องเหตุผลการเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคหรือกินใช้หมดไป เพิ่มมากขึ้นมากกว่าเก่า” นางธนนุช กล่าว


อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดหนี้ครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนที่เป็นหนี้ 42.4% เป็นหนี้เพราะต้องการนำเงินมาใช้จ่ายอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ส่วนครัวเรือนที่เป็นหนี้ 22.9% นั้นเป็นหนี้เพื่อใช้ในการเกษตร ครัวเรือน ที่เป็นหนี้ 8.1% เป็นหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์บ้านและที่ดินและใช้ ทำธุรกิจเท่ากัน ครัวเรือนที่เป็นหนี้ 3.7% เป็นหนี้เพื่อการศึกษา และเป็นหนี้อื่นๆ อีก 1.9%


ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อมูลยอดหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยอดหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2544 อยู่ที่ระดับ 69,500 บาท ปี 2545 อยู่ที่ระดับ 82,485 บาท และต่อมาในปี 2547 อยู่ที่ระดับ 104,571 บาท กระทั่งในปี 2549 อยู่ที่ระดับ 116,585 บาท และล่าสุดปีนี้อยู่ที่ 116,681 บาท


เป็นที่น่าสังเกตุว่า ครัวเรือนไทยยังมีแนวโน้มเป็นหนี้สูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า อาหาร และค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 เมษายน 2008, 08:35:29 AM
ผ่า ยาชุด ศก. "หมอเลี้ยบ" 2 เดือนส่อเลี้ยงไข้แถมพิรุธอื้อ 
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 15 เมษายน 2551 04:17 น.
 
 
       2 เดือน ในการเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังของ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ถือว่ามีผลงานออกมาสามารถยอมรับได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเอาใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และชนชั้นกลาง แต่หากพิเคราะห์เบื้องหลังมาตรการทั้งหมด พบว่ามีพิรุธทั้งจังหวะระยะเวลาในการตัดสินใจ หรือการประโคมข่าวด้วยกลยุทธ์การตลาด
       
       เป็นไปได้หรือไม่ที่ นพ.สุรพงษ์ ไม่ประสีประสาเรื่องเศรษฐกิจ หรือว่ามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือมีวาระซ่อนเร้นคะแนนเสียงทางการเมืองเป็นตัวนำภายใต้นโยบายหลัก "ประชานิยม" ปลุกผีระบอบทักษิณ...
       
       การเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปลายปี 2550 ที่ผ่านมาพรรคพลังประชาชนได้ชูนโยบายออกมาอย่างชัดเจนว่าหากได้รับเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วจะยกเลิกมาตรการกันสำรองเงินตราต่างประเทศ 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในทันที แต่เมื่อ นพ.สุรพงษ์เข้ารับตำแหน่งและได้เรียกนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.เข้าพบ และไม่มีการยกเลิกมาตรการดังกล่าวในทันที แต่กลับประวิงเวลามาร่วมเดือนก่อนจะมีการยกเลิก
       
       ช่วงก่อนการเลือกตั้งนั้นพรรคพลังประชาชนได้ออกมาโจมตีมาตรการ 30% ของ ธปท.อย่างรุนแรงว่าเป็นมาตรการที่ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน สกัดกั้นเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามายังประเทศไทยโดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นภาคอุตสาหกรรมหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมขับเคลื่อนไปได้ แต่กว่าจะกดดันให้ ธปท.ยกเลิกมาตรการดังกล่าวได้หลายฝ่ายส่ายหน้าถึงความกล้าในการตัดสินใจของขุนคลังเดือนตุลาคนนี้ที่ไม่ประสีประสาในเรื่องเศรษฐกิจเลย เพราะไม่อยากเชื่อว่าการประวิงเวลาจึงเสมือนการรอจังหวะตักตวงผลประโยชน์ของมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน
       
       เมื่อมีการยกมาตรการ 30% หลังจากที่ยืดเยื้อมานานขุนคลังก็เคลมว่าการประกาศยกเลิกมาตรการ 30% เป็นผลงานของเขาเองและยังถือว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟสแรกที่ออกมาเป็นรูปธรรมของรัฐบาลนอมินีชุดนี้...นี่คือยาเข็มแรกของ นพ.สุรพงษ์
       
       ลดภาษีกระตุ้น ศก.-ป่วนวงการอสังหาฯ
       
       หลังจากเข้ารับตำแหน่ง 1 เดือน นพ.สุรพงษ์ ก็ได้ผลักดันมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ซึ่งถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟสสองที่ขุนคลังได้เคยประกาศไว้ โดยแพ็กเกจนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการเอาใจชนชั้นกลางให้สามารถลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น รวมทั้งมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นประเด็นวิจารณ์ในหมู่ผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ว่าต้นทุนสูง
       
       มาตรการในเฟสสองนี้ประกอบไปด้วย 1.มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม โดยปรับเพิ่มเงินได้สุทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมที่กำหนดไว้ 1 แสนบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนบาท ปรับเพิ่มวงเงินการยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิต จากเดิมที่กำหนดไว้ 5 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนบาท ปรับเพิ่มวงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3 แสนบาท เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 5 แสนบาท ปรับเพิ่มวงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3 แสนบาท เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 5 แสนบาท เพิ่มการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการได้ 3 หมื่นบาท
       
       2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ที่มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ต่อปี ปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยกำไรสุทธิในส่วน 1 ล้านบาทแรก จัดเก็บในอัตรา15% กำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท จัดเก็บในอัตรา 25% และกำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท จัดเก็บในอัตรา 30% 3. มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทย ให้สามารถหักค่าใช้จ่ายเครื่องจักร หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา รวมทั้งขยายสิทธิทางด้านภาษีให้บริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีก 3 ปี
       
       และมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ จาก 3% เป็น 0.1% เก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนอง 0.01% สำหรับที่ดิน อาคาร หรืออาคารพร้อมที่ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน หรือที่ดำเนินการจัดสรรที่ดินโดยทางราชการหรือองค์การของรัฐบาลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย และบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์และห้องชุด
       
       มาตรการชุดนี้ได้รับทั้งคำชื่นชมและคำครหา ด้านภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้นแน่นอนต้องได้รับการสนับสนุน แต่ภาษีอสังหาริมฯ มีข่าวหนาหูออกมาเป็นระยะว่ามีบุคคลใกล้ชิดรัฐมนตรีเรียกร้องน้ำยาหล่อลื่นจากผู้ประกอบการอสังหาฯ แลกกับการเร่งให้มาตรการบังคับใช้เร็วขึ้น" แหล่งข่าววงการอสังหาฯ ยืนยันแม้ว่า นพ.สุรพงษ์จะปฏิเสธเรื่องดังกล่าว
       
       "มีคนลักไก่ไปแอบอ้างว่า เป็นผู้ที่สามารถผลักดันให้มาตรการภาษีนี้ประกาศออกมาใช้เร็วๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง" นพ.สุรพงษ์ กล่าวเมื่อวันที่ 24 มี.ค.
       
       เข็นประชานิยมมุ่งฐานเสียงรากหญ้า
       
       ถัดมาอีก 1 เดือนในวันที่ 1 เมษายน 51 รมว.คลังจะเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่นแต่ก็ได้มอบหมายให้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เป็นผู้เสนอมาตรการเงินทุนเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจฐานราก ให้ ครม.อนุมัติมาตรการในเฟสสาม เพื่อเอาใจประชาชนรากหญ้าเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านการสร้างงานและอาชีพ สร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนและวิสาหกิจขนาดเล็กในครัวเรือน นับเป็นยาชุดที่ 3 ของ นพ.สุรพงษ์
       
       เริ่มด้วย 1.โครงการด้านสินเชื่อฐานราก ประกอบด้วย 4 โครงการจำนวน 336,633 ราย เงินกู้ 17,990 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2553 เป็นระยะเวลา 2 ปี โครงการธนาคารประชาชน โดยธนาคารออมสินโดยในปี 2551 ได้ตั้งเป้าหมายสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้กู้ 2.5 ล้านรายและลดดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าเดิมที่มีประวัติการชำระหนี้ดี
       
       โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้แก่ โครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก วงเงินปล่อยสินเชื่อในโครงการนี้ทั้งหมด 10,000 ล้านบาท โดยเสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราของธนาคารตามปกติ กลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนทั่วไปที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท วงเงินไม่เกินรายละ 600,000 บาท
       
       ทั้งนี้ เป้าหมายการอนุมัติสินเชื่อเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจฐานรากโดยรวมทั้ง 3 ธนาคาร ได้แก่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน และ ธอส. ในปี 2551 รวมทั้งสิ้น 569,700 ล้านบาท และเมื่อรวมสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่นแล้ว ยังมีเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ SMEs การสนับสนุนการส่งออกและอื่นๆ อีกประมาณ 94,915 ล้านบาท รวมเป็นสินเชื่อของระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งสิ้น 664,615 ล้านบาท
       
       2. โครงการเพิ่มเงินทุนและการจัดการเรียนรู้ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านฯ สำหรับหมู่บ้านที่ตั้งใหม่ภายในเดือนธันวาคม 2550 ประมาณ 1,600 แห่ง โดยใช้วงเงินกู้จากธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. จำนวนรวม 7,769.61 ล้านบาท และให้เตรียมวงเงินสินเชื่อเพิ่ม/ต่อยอดแก่กองทุนหมู่บ้านฯ ไว้แล้วอีก 2 หมื่น
       
       3. โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) โดยหลังจากที่ได้ยกเลิกโครงการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขของรัฐบาลขิงแก่วงเงิน 4 หมื่นล้านบาทได้กำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาโครงการที่จะขอรับการจัดสรรงบประมาณ การกำหนดกลไกสำหรับการเบิกจ่ายโดยการเปิดบัญชีของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. หรือธนาคารกรุงไทย และให้มีการบันทึกการเบิกจ่ายและติดตามผลในระบบ GFMIS เพื่อการกำกับดูแลตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้อย่างทันการณ์ โดยให้ ธ.ก.ส. หรือสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เบิกจ่ายและเป็นพี่เลี้ยงแก่หมู่บ้าน/ชุมชน สามารถพิจารณาจัดสรรวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมให้แก่หมู่บ้านและชุมชนได้
       
       มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสามเฟสที่รัฐบาลประกาศออกมานั้นถือว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่ครอบคลุมประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้ทุกส่วนทั้งมนุษย์เงินเดือนในเมืองและประชาชนฐานรากทั้งในเขตเมืองและชนบท โดยอาศัยกลไกลสถาบันการเงินของรัฐเพื่อเป็นแขนขาในการผลักดันนโยบายการคลังเพื่อเป็นตัวนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
       
       ยาชุดที่ 4 จับต้องยังไม่ได้
       
       และมาตรการกระตุ้มเศรษฐกิจในชุดที่ 4 ที่จะเสนอต่อที่ประชุมครม.นั้น จะเป็นโครงการกลับสู่ห้องเรียน โดยกระทรวงการคลังได้หารือเบื้องต้นกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชนอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการฝึกอบรมพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจพัฒนาความรู้ของตนเองนำไปใช้ประกอบอาชีพต่อไปในราคาประหยัด
       
       ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งวงเงินสำหรับสนับสนุนโครงการนี้ไว้ประมาณ 1 พันล้านบาท โดยการดำเนินงานจะจัดให้มีการเปิดโครงการฝึกอบรมทักษะทางด้านวิชาชีพด้านต่างๆ อาทิ ธุรกิจอาหาร บริการ และสุขภาพ เป็นต้น โดยจะร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการบางส่วน ที่เหลือผู้เข้าร่วมโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองและเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วรัฐบาลจะหาแหล่งเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐเพื่อนำไปประกอบอาชีพให้อีกทางหนึ่งด้วย
       
       ซึ่งเมื่อพิจารณาเจตนาที่ประกาศมาตรการต่างๆ เหล่านี้ออกมาก็จะเห็นว่ามีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง แต่เมื่อพิจารณาถึงแก่นแท้ของนโยบายประชานิยมดังกล่าวการใช้สถาบันการเงินของรัฐเพื่อเป็นกลไกลกระตุ้นเศรษฐกิจอาจส่งผลลบทางด้านวินัยและงบประมาณทางการคลัง ซึ่งเงินที่ใช้เป็นการหมกเม็ดเงินเพื่อให้อยู่นอกวงเงินงบประมาณแต่ท้ายที่สุดรัฐบาลก็ต้องตั้งงบมาชำระหนี้คืนโดยใช้เงินภาษีของประชาชน
       
       แม้ว่าในช่วง 2 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง รมว.คลังของหมอเลี้ยบจะมีมาตรการต่างๆ ออกมาแต่สภาพเศรษฐกิจของไทยก็ยังอยู่ในภาวะที่ไม่น่าไว้วางใจนัก เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จากภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐ ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าวิตถุดิบและโภคภัณฑ์โลกที่ถีบตัวสูงขึ้นมาล้วนส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยทั้งสิ้น
       
       นพ.สุรพงษ์เคยขอเวลา 6 เดือนเพื่อในการนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นแรงกดดันทั้งหลายให้ได้ โดยอาศัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตัวเองเข็นออกมา
       
       นพ.สุรพงษ์จะสามารถทำได้ดังที่ประกาศไว้หรือไม่ หรือว่า 6 เดือนอาจเป็นระยะเวลาที่มากเกินไปที่จะให้หมอเลี้ยบพิสูจน์ฝีมือในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะที่ไม่สู้ดีนัก หากเป็นคนไขหมอเลี้ยบบอกว่าอยู่ห้องไอซียูแล้ว
       
       หากอาการหนักขนาดนี้ จริง ทำไม นพ.สุรพงษ์ ไม่เชิญคนที่มีประสบการณ์ มาทำหน้าที่ขุนคลัง...อนาคตเศรษฐกิจไทยน่าเป็นห่วงจริงๆ
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 16 เมษายน 2008, 22:53:34 PM
คัดจากไทยโพสต์

เศรษฐกิจ
วิกฤติอาหารโลก


16 เมษายน 2551    กองบรรณาธิการ

นายจอห์น โฮล์มส์ รองเลขาธิการใหญ่ฝ่ายกิจการมนุษยธรรม และผู้ประสานงานด้านการบรรเทาภาวะฉุกเฉินแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ออกมาเตือน วิกฤตการณ์อาหารจะลุกลามทั่วโลก


นำไปสู่ภาวะวุ่นวายทางสังคม การไร้เสถียรภาพทางการเมืองและการจลาจล

วิกฤติอาหารโลกเกิดจากราคาอาหารที่แพงขึ้น และการขาดแคลนอาหาร ซึ่งทำให้เกิดการจลาจลขึ้นในหลายประเทศแล้ว

คำเตือนของนายจอห์น สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยราคาอาหารได้ปรับตัวขึ้นทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากราคาน้ำมัน และปัญหาภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น

ราคาข้าวสารเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นชัด  เพราะราคาปีนี้ขยับขึ้นประมาณ  1 เท่าตัว ทำให้ชาวนาไทยได้ลืมตาอ้าปาก  และมีกำลังใจที่จะทำนากันมากขึ้น เนื่องจากขายข้าวได้ราคาดี

การที่ราคาข้าวปรับตัวขึ้น  ถือเป็นโชคดีของประเทศไทย  เพราะถ้าเกษตรกรขายข้าวไม่ได้ราคา  ประชาชนระดับรากหญ้า อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาอาหารและสินค้าปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง และความอัตคัดแร้นแค้น จะนำไปสู่ปัญหาจลาจลเหมือนบางประเทศ

แต่แม้ชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า  ชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้นตามไปด้วย เพราะสินค้าอื่นๆ ก็ขยับตามราคาข้าวเหมือนกัน ไม่ว่าปุ๋ย ไม่ว่าราคาน้ำมัน หรือสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ

ข้าวที่ขึ้นราคาจะเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพของชาวนาเท่านั้น

วิกฤติราคาน้ำมัน  สร้างผลกระทบไปทั่วโลก  และมีเพียงประเทศผู้ผลิตน้ำมันเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ วิกฤติอาหารก็เช่นเดียวกัน ผลกระทบจะลามไปทั่วโลก เพียงแต่ประเทศไทย จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ โดยเฉพาะข้าว

วิกฤติอาหารโลก  กำลังกลายเป็นโอกาสของไทย   ในการส่งผลิตผลภาคเกษตรออกไปขาย สร้างรายได้เข้าประเทศ ชดเชยการสูญเสียรายได้จากการนำเข้าน้ำมัน และเป็นโอกาสที่ประชาชนระดับรากหญ้า   เกษตรกรชาวไร่ชาวนา   จะมีโอกาสสร้างฐานะมั่งมีศรีสุข ได้เป็นเศรษฐีเหมือนประชาชนที่ประกอบอาชีพอื่นกับเขาบ้าง

เพียงแต่รัฐบาลจะบริหารจัดการกับอาหารที่ประเทศไทยผลิตอย่างเหลือเฟือได้ดีเพียงใด

น้ำมันแม้จะเป็นพลังงานที่สำคัญของโลก  แต่อาหารมีความสำคัญยิ่งกว่า  เพราะขาดน้ำมันมนุษย์ยังอยู่กันได้ แต่ขาดอาหาร 7 วันก็ตาย

ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารอย่างไทยจึงน่าจะมีอำนาจต่อรองมากกว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมัน   ถ้าเกิดวิกฤติอาหารขึ้นจริง  เพราะประเทศไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยมีอาหารเพียงพอที่จะบริโภคภายในอย่างสบาย  และเหลือพอที่จะส่งออกไปขายในประเทศที่ขาดแคลนอาหารได้

รัฐบาลนายสมัคร  สุนทรเวช  มีโชคช่วยไประดับหนึ่งแล้ว เนื่องจากไม่ต้องหวั่นไหวปัญหารายได้ของคนระดับรากหญ้ามากนัก   เพราะนอกจากเงินอัดฉีดตามนโยบายประชานิยมที่เทลงไปแล้วชาวนายังขายข้าวได้ราคา  ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พอประคับประคองตัวให้รอดพ้นวิกฤติเศรษฐกิจและยุคข้าวยากหมากแพงไปได้

แต่รัฐบาลจะอาศัยโชคช่วยอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่จะต้องแสดงฝีมือ และรู้จักใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส โดยต้องเร่งกำหนดนโยบายการผลิตอาหาร การวางแผนการตลาด และการสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากวิกฤติอาหารโลก

โลกที่กำลังเกิดวิกฤตการณ์อาหาร  จนสหประชาชาติต้องออกมาเตือน กำลังเป็นโอกาสประเทศไทยที่จะฟื้นฟูกอบกู้เศรษฐกิจ และโอกาสการเพิ่มรายได้ให้ประชากรส่วนใหญ่

แต่ไม่รู้รัฐบาลเหลือพื้นที่ในสมองที่จะคิด  ใช้วิกฤติเป็นโอกาสบ้างหรือไม่  หรือพื้นที่ในสมองถูกจับจองด้วยประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญไปหมดแล้ว   ส่วนนายกรัฐมนตรี   ก็มีความสุขกับการเดินสาย   ทำรายการยกโขยงหกโมงเช้า ชิมไป บ่นไป หรือระบายอารมณ์ใส่สื่อมวลชนให้สะใจไปวันๆ

ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาของชาวบ้าน  ไม่คิดถึงการเปลี่ยนวิกฤติของประเทศให้เป็นโอกาส

หลายประเทศเกิดจลาจลเพราะคนอดอยาก  ขาดแคลนอาหาร แต่ประเทศไทยอาจเกิดจลาจล เพราะนักการเมืองกินกันอิ่มไป

กินอิ่มหนำสำราญแล้ว ไม่ยอมทำงานอีกด้วย.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 16 เมษายน 2008, 22:57:17 PM
คัดจากแนวหน้า

TDRIดันขึ้นค่าแรง5-10% กรรมกรขอ9บ./ขู่ประท้วง 
 
 
 

เมื่อวันที่ 15 เมษายน น.ส.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2551 ให้กับผู้ใช้แรงงาน ว่า รัฐบาลอาจต้องอนุมัติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 5 -10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่ผ่านมาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือนั้นต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ปรับขึ้นตลอดเวลา ทำให้รายได้ของผู้ใช้แรงงานขยับขึ้นไม่ทันค่าครองชีพ

อย่างไรก็ตาม ในสภาพความเป็นจริงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำร้อยละ 5-10 นั้น คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปไม่ดี และอาจมีกระแสต้านจากนายจ้างที่มักอ้างถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี มีต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นในอัตราสูง อาจทำให้หลายกิจการอยู่ไม่ได้

นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ตนเห็นว่าในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ รัฐบาลควรมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานตามที่นักวิชาการเสนอแนะ เพราะปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อและค่าตรองชีพได้ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสภาองค์การลูกจ้างที่ขอให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 9 บาท ทุกจังหวัด ซึ่งเท่ากับเป็นการปรับขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 เม.ย.นี้ คณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) จะมีการประชุมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้าง ซึ่งหากบอร์ดค่าจ้างไม่ปรับขึ้นให้ตามที่ร้องขอ สภาองค์การลูจ้างจะออกมาเคลื่อนไหวต่อไป

น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนักวิชาการที่ให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและค่าตรองชีพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจากการสำรวจของ คสรท.พบว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ผู้ใช้แรงงานสามารถอยู่ได้จะอยู่ที่ 300 กว่าบาท ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม คสรท.ยึนยันที่จะให้รัฐบาลพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 233 บาท เท่ากันทั่วประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา การปรับขึ้นค่าข้างขั้นต่ำเป็นการเลือกปฏิบัติและมีความเหลื่อมล้ำกัน รวมทั้งไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

"ในภาวะเศรฐกิจเช่นนี้ ดิฉันก็รู้สึกเห็นใจนายจ้าง แต่อย่าลืมว่าหากผู้ใช้แรงงานมีค่าจ้างที่สูงขึ้น พอที่จะจับจ่ายใช้สอยได้ ก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นอีกทางหนึ่ง"น.ส.วิไลวรรณ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานอยู่ที่วันละ 144 บาท ในพื้นที่ จ.น่านและพะเยา ส่วนพื้นที่ที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ อยู่ที่วันละ 195 บาท ภูเก็ต 193 บาท ชลบุรี 175 บาท สระบุรี 170 บาท ฉะเชิงเทรา ระยอง พระนครศรีอยุธยา และนครราชสีมา วันละ 165 บาท


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 17 เมษายน 2008, 07:52:00 AM
คัดจากคมชัดลึก

"ณรงค์ บุญสวยขวัญ" ต้องสร้าง"โมเดลชาวนาในฝัน"
 
 




ในสถานการณ์ราคา"ข้าว" พุ่งเฉียดตันละ 3 หมื่นบาท ส่งผลให้รัฐเร่งออกมาตรการเพื่อรักษาระดับความสมดุล ป้องกันปัญหาข้าวขาดแคลน และผู้บริโภคไม่ต้องซื้อข้าวแพงเกินเหตุนั้น



 ดร.ณรงค์บุญสวยขวัญ อาจารย์สาขาวัฒนธรรมศึกษาสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ได้ตั้งปุจฉาว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น "วิกฤติ" หรือ "โอกาส" ของชาวนาไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า จะนำความยั่งยืนมาสู่กระดูกสันหลังของชาติหรือไม่ว่ากันตามจริงดร.ณรงค์ อาจเป็นเพียงนักวิชาการโนเนมในวงการข้าวบ้านเรา ทว่านักวิชาการจากดินแดนสะตอรายนี้ ศึกษาวิถีชีวิตของชาวนาไทยและกระบวนการค้าข้าวต่อเนื่องหลายปี กระทั่งคลอด "ยุทธศาสตร์ข้าว" เสนอหน่วยงานรัฐเพื่อหาทางเสริม"จุดด้อย" ต่อ "จุดแข็ง" ของภาคการเกษตร แต่สุดท้ายงานวิจัยในสายตาราชการก็เป็นเพียง "ตำรา" เล่มหนึ่งเท่านั้น

"ผมคิดว่านี้เป็นโอกาสดีที่เราจะอาศัยกระแสที่ทั่วโลกมองว่า ข้าวกำลังกลายเป็นทองคำ สร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าวทั้งระบบหันหน้ามาพูดคุยกัน และร่วมมือกันพัฒนาพืชเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมชนิดนี้ บนพื้นฐานทุกฝ่ายต้องได้รับผลประโยชน์ที่เหมาะสม ทัดเทียม และสมดุล"


0 ราคาข้าวสูงเป็นประวัติการณ์เวลานี้ถือเป็น "วิกฤติ" หรือ "โอกาส" ของชาวนาไทย

ข้าวราคาดีก็เป็นภัยคุกคามชาวนานะไม่ใช่ว่าวันนี้ราคาข้าวสูงถึงตันละ 3 หมื่นบาท เร่งส่งเสริมให้ปลูกข้าวกันทั้งประเทศ ขณะที่ความเป็นจริงชาวนาต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และราคาเมล็ดพันธุ์ข้าว เมื่อเรามุ่งไปที่การเพิ่มราคาข้าว และเน้นว่าชาวนาต้องขายได้ราคาสูงๆ แต่ลืมมองไปว่าราคาปุ๋ยเคมีก็สูงขึ้น จนแทบหยุดได้เลย ข้าวราคาสูงวันนี้ชาติอยู่ได้ แต่ชาวนาอยู่ไม่ได้ มันก็ลำบาก ต้องมีการตั้งกองทุนปุ๋ย

บางครั้งนโยบายของรัฐก็คือภัยคุกคามชาวนาอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกันอย่างกรณีการส่งเสริมให้เกษตรบางพื้นที่ลดการทำนาแล้วหันมาปลูกปาล์มน้ำมัน หากสถานการณ์ราคาข้าวและตลาดแนวโน้มต้องการข้าวจากเมืองไทยอยู่ในระดับปัจจุบัน ตัวเลขการขยายพื้นที่ทำนาควรเพิ่มขึ้นอีกสัก 20 เปอร์เซ็นต์ ขั้นต่อไปรัฐบาลควรวางแผนในการบริหารจัดการกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ หรือข้าว ราคา และการแปรรูป เหล่านี้ควรเดินหน้าพัฒนาไปพร้อมกัน แต่ต้องวางแผนพัฒนาแบบระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามความเหมาะสม


0 เมื่อปุ๋ยเคมีคือปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตร ชาวนาจะรับมือปัญหาปุ๋ยแพงอย่างไร

ในความคิดของผมการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ไม่ยาก อันดับแรกเกษตรต้องเข้าใจก่อนว่า เราใส่ปุ๋ยเพื่ออะไร ควรใส่ปริมาณเท่าไร อย่างปุ๋ยมี 3 ตัวหลัก คือ N P K สำหรับข้าวที่ปลูกชาวนาต้องรู้ว่าพืชต้องการแค่มากน้อยเพียงใด และดินขาดธาตุอาหารแค่ไหน จากนั้นค่อยเติมปุ๋ยลงไป ช่วยให้ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น นี่คือการลดต้นทุนโดยตรง แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรใส่ตามคำบอกเล่าของเซลส์แมนที่นำเสนอขาย พอพืชกินปุ๋ยในส่วนที่ต้องการจนหมด แต่บางส่วนที่ไม่ต้องการจะตกค้างในดิน นานวันเข้าเกิดการสะสมในดินนำมาสู่ปัญหาดินเสื่อม เพาะปลูกไม่ได้ผล ส่วนการแก้ปัญหาปุ๋ยแพงทั้งระบบต้องจัดการโดยรัฐ


0 ปริมาณการผลิตข้าวปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่

รูปแบบการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกรมักทำตามใบสั่งหรือออเดอร์ของนายทุนเป็นหลัก โดยชาวนาไม่มีโอกาสตัดสินใจด้วยตัวเอง และไม่มีความรู้ความเข้าใจในระบบตลาด เรื่องปริมาณการผลิตวันนี้เกษตรกรทั่วประเทศสามารถปลูกข้าวได้เฉลี่ย 60 ถังต่อไร่ ส่วนที่บอกว่าได้ 70-80 ถังต่อไร่ มันไม่ใช่ตัวเลขทั้งหมด แต่พูดให้สวยหรูเข้าไว้ เวลานำมาคำนวณตัวเลขผลผลิตรวมต้องยึดค่าเฉลี่ยกลาง นี่คือการยอมรับความจริงข้อหนึ่ง หากไม่ยอมรับความจริงการแก้ปัญหาอาจสำเร็จได้ยาก ถึงอย่างไรถือว่าชาวนาไทยยังได้เปรียบอยู่มาก ชาวนาใช้เวลาปลูกประมาณ 120 วัน ใช้แรงงาน 2 คน ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำงานทุกวัน เวลาที่เหลือชาวนาสามารถสร้างรายได้เสริมจากกิจกรรมอื่นๆ ได้


0 นี่เหตุผลสำคัญที่พยายามผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์ข้าว

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐควรเลิกได้แล้วเพราะวันนี้สถานการณ์มันพิสูจน์ตัวมันเองแล้วว่า กระบวนการคิดของรัฐในการแก้ปัญหาราคาข้าวและชาวนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลมักใช้กลยุทธ์แบบเดิมๆ แต่วันนี้โลกมันเปลี่ยนไป ถ้าเราจะอยู่รอดได้ต้องอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัย"ยุทธศาสตร์ข้าว" เริ่มต้นจากกระบวนการคิดที่ว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือกันสร้าง อย่าลืมนะว่า การปลูกข้าวเป็นมากกว่าอาชีพอาชีพหนึ่งของชาวนา แต่มันคือรากฐานทางวัฒนธรรม การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แสดงออกในรูปแบบของประเพณี เช่น การลงแขกดำนา เกี่ยวข้าว หรืองานบุญต่างๆ ข้าวก่อให้เกิดประเพณีบูชาพระแม่ธรณี พระแม่คงคา มันเหนือกว่าการยึดเป็นอาชีพอย่างเดียว ตรงนี้ต่างจากการปลูกพืชชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นยางพารา หรือปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ดีแก่เกษตรกร แต่หน้าที่ของมันคือพืชมิติเดียว เป็นมิติทางเศรษฐกิจการค้า ไม่ก่อให้เกิดมิติทางวัฒนธรรมเหมือนกับการทำนาข้าว

ยอมรับว่าการพัฒนายุทธศาสตร์ข้าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ใช่ว่าการก้าวสู่จุดหมายจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของ 6 ห่วงโซ่ ได้แก่ ชาวนา นายหน้า โรงสี ผู้รับซื้อรายใหญ่ ผู้ส่งออก และผู้ค้ารายย่อย ที่ผ่านมาแม้ชาวนามีบทบาทต่อสังคมไทยสูงมาก ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นห่วงโซ่ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมากที่สุด อย่างเมื่อก่อนข้าวราคาเกวียนละ 6,500 บาท ต้นทุนชาวนาอยู่ที่ 4,200 บาท พออยู่พอกิน ปัจจุบันราคาข้าวพุ่งสูงนับหมื่นบาทต่อเกวียน ต้นทุนชาวนาก็ขยับตามต่อเนื่อง จนแทบไม่เหลือเก็บ

"ห่วงโซ่ทุกข้อต้องได้รับการพัฒนาอย่างสัมพันธ์และสมดุล อย่ามองแค่ผู้ผลิต หรือชาวนา จะขายข้าวได้เกวียนเท่าไร และคนกินซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่นอกห่วงโซ่จะซื้อข้าวถูกหรือแพง ส่วนโรงสีต้องปรับทัศนคติเลิกกดราคาข้าวของชาวนา ขณะเดียวกัน กลุ่มที่อยู่กลางๆ อย่าง นายหน้า โรงสี นายทุน และผู้ส่งออก มักจะได้รับประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะพ่อค้ารายใหญ่ถูกมองว่าได้รับผลประโยชน์จากราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้นมากที่สุด แบบนี้ไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญถ้าปล่อยให้วงจรลักษณะนี้ดำเนินต่อไป ไม่มีทางสลัดสิ่งเก่าออกไปได้ แล้วปัญหาเดิมๆ จะวนเวียนซ้ำๆ สุดท้ายชาวนายิ่งจนลง คนกินก็ยิ่งตาย เพราะซื้อข้าวราคาแพงกว่าราคาจริง"

"ผมว่า ปรากฏการณ์ข้าวแพงที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสดีที่ทำให้ห่วงโซ่ทั้ง 6 ข้อ พูดคุยกันเพื่อวางแนวทางการพัฒนาแบบยั่งยืน อย่าลืมว่าเงื่อนไขของข้าวคือพืชเชิงวัฒนธรรม สำหรับคนไทยข้าวเป็นมากกว่าสินค้า ให้ชาวนามีสิทธิในผลผลิตที่เกิดจากหยาดเหงื่อและแรงกายของเขา ในทางตรงข้ามทุกห่วงโซ่ต้องอยู่ได้และมีกำไรเพียงพอเลี้ยงตัวเองตามความเหมาะสม ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือจ้องกดขี่เหมือนในอดีต โรงสี กดราคาชาวนาให้ต่ำที่สุด โดยกลวิธีสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุ์ ความชื้น การปลอมพันธุ์ หรือตาชั่ง เพื่อให้ตัวเองได้สัดส่วนของกำไรมากที่สุด พอข้าวสารถึงมือนายทุนรายใหญ่ก็งัดเหลี่ยมเชิงออกมาต่อกรคู่ค้าเช่นกัน ด้วยจุดหมายเดียวกันคือกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองมากที่สุด ผลคือชาวนากับผู้บริโภคตาย"


0 อย่าลืมว่าในชนบทนายหน้ายังมีบทบาทต่อชาวนาสูง

เรื่องนายหน้าที่คอยเข้าแสวงหาผลประโยชน์จากชาวบ้านนั้นระบบนี้เหมือนระบบอุปถัมภ์ที่ต้องอยู่ในชุมชน เขาไม่ได้ขูดรีดจากชาวบ้านมากนัก แต่ขอค่าช่วยอำนวยความสะดวก เขาขอส่วนต่างจากการขายข้าวเพียงเกวียนละ 50-100 บาทเท่านั้น นี่คือกลไกส่งผ่าน ถ้าหากมีการจัดการดีจะเป็นประโยชน์มาก เหมือนร้านสะดวกซื้อ หรือเซเว่นอีเลฟเว่น ยิ่งแข่งกันสูงผลประโยชน์ก็ตกถึงมือชาวนามากเท่านั้น หากไม่มีนายหน้า แล้วให้ชาวนาขนข้าวไปขายที่โรงสีเอง ถามว่าแล้วชาวนามีพลังพอในเจรจาต่อรองเจ้าของโรงสีหรือ ซึ่งธุรกิจโรงสีข้าว ทางภาคใต้เป็นโรงสีขนาดเล็ก มีทุนหมุนเวียนประมาณ 5 ล้านบาทต่อแห่ง จึงมีอำนาจต่อรองกับชาวนาไม่มาก อยู่ร่วมกับชุมชนแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยไม่เอารัดเอาเปรียบมากนัก ต่างจากโรงสีขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ มีทุนหนาโอกาสที่จะกดราคาและเอาเปรียบชาวบ้านก็มีสูง


0 มีการตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้โรงสีพยายามกักตุนข้าวเพื่อปั่นราคา

ตัวการกักตุนข้าวผมยังเชื่อว่า โรงสีคงทำได้ยาก ด้วยสภาพที่ต้องแบกรับดอกเบี้ยสูง และต้องใช้พื้นที่มาก ผมกลับมองว่า นายทุนรายใหญ่อาจเป็นผู้กักตุนไว้เอง ด้วยอำนาจเงิน ส่วนสถานที่เก็บ อาจฝากไว้กับโรงสี เช่าโกดัง หรือเก็บไว้ในสต็อกของตัวเอง


0 แผนรับมือการส่งออกในอนาคต

ต้องยอมรับว่าเวลานี้พ่อค้าข้าวจากทั่วโลกมุ่งสู่ประเทศไทย ที่มีข้าวอุดมสมบูรณ์ที่สุดขณะนี้ หลังจากที่ประเทสคู่แข่งประสบปัญหาในการส่งออก แต่ใช่ว่าเราจะนิ่งดูดายและฝันหวานต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะถ้าคู่แข่งแก้วิกฤติในประเทศได้ และเริ่มส่งออกก็อาจเกิดผลกระทบได้ เราต้องใช้โอกาสนี้ปรับยุทธศาสตร์ อย่างกรณีการส่งออก รัฐควรวางมาตรการที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องระบบโลจิสติกส์ หรือระบบคมนาคม ไม่ใช่ข้าวที่ส่งออกจากทั่วประเทศต้องมาเริ่มต้นที่ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ ข้าวสารที่ไทยส่งขายมาเลเซีย สิงคโปร์ โดยใช้ จ.สงขลา เป็นศูนย์กลาง ผมเสนอให้รัฐเร่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อแบ่งเบาภาระของท่าเรือคลองเตย และหาวิธีลดค่าขนส่ง ในลักษณะกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ไม่ใช่การรวมศูนย์ความเจริญไว้ในกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว


0 โมเดลชาวนาในฝันของอาจารย์ออกแบบได้ไหม

ผมออกแบบได้นะโมเดลชาวนาในฝัน อย่ามองแค่สภาพพื้นที่ปลูก หรือจำนวนชาวนาเป็นหลัก แต่มองระบบนิเวศวิทยา ลักษณะลุ่มน้ำ เข้ามาพิจารณาด้วย โดยให้ท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ อย่างพื้นที่เป้าหมายที่รวมไว้ 6,000 ไร่ ใช้ปุ๋ยจำนวนเท่าไร รวมกลุ่มซื้อ สร้างองค์ความรู้ทั้งที่เกิดในท้องถิ่นและงานวิจัยจากนักวิชาการนำมาประกอบกัน เช่น เราเก็บเกี่ยวข้าวเวลานี้จะมีความชื้นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ หากรออีก 1-2 วัน ความชื้นลดลงเหลือเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ชาวนาต้องรู้ เพราะเป็นประโยชน์โดยตรงต่ออาชีพ ถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะมีอำนาจต่อรองในการขายผลผลิตสูงขึ้น

"ชาวนาต้องจัดตั้งกลุ่มที่เข้มแข็ง ยุคนี้ชาวนาอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว ต้องต่อสู้กับนายทุนด้วยระบบกลุ่ม กระบวนการกลุ่มสร้างระบบชาวนาในชุมชนให้เข้มแข็ง ต่อรองกับนายหน้าและโรงสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของตลาด อย่างวันนี้ข้าวราคาเกวียนละ 1.3 หมื่นบาท ชาวนาต้องรู้ข้อมูลทันที และสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เบื้องต้นได้"


0 ใครควรเป็นผู้ผลักดันให้เกิดกลุ่มชาวนา

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ข้าวประจำจังหวัดทุกแห่งต้องเข้ามามีบทบทในเรื่องนี้โดยมีรัฐบาลเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดประชุม แต่ไม่ใช่ให้คนของรัฐลงมือทำเองทั้งหมด เพราะบทเรียนบันทึกไว้ว่า ถ้างานใดรัฐเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน มักไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่อย่าลืมว่า สภาพสังคมไทย เราไม่สามารถสลัดทิ้งจากร่างเงารัฐได้


0 เคยนำยุทธศาสตร์ข้าวฉบับ ดร.ณรงค์ เสนอผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไหม

(หัวเราะ) เคย... นานมาแล้ว แต่เขาไม่สนใจ ทุกอย่างก็จบ

ข้าราชการที่ไม่ใส่ใจผลงานวิจัย


ดร.ณรงค์บุญสวยขวัญ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต(รัฐศาสตร์) เป็นอาจารย์สอนด้านรัฐศาสตร์มาตลอดทว่าอีกมุมหนึ่ง ดร.ณรงค์ ให้ความสนใจวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะเกี่ยวกับลุ่มน้ำปากพนังในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง

ในช่วงหลายปีที่ดร.ณรงค์ นำเสนอผลงานศึกษาวิจัยจนเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการและสังคมโดยทั่วไป เช่น งานวิจัยโครงการวิจัยและพัฒนากลุ่ม "ตัวชี้วัดทางสังคม: การศึกษาสภาวะทางสังคมเศรษฐกิจเพื่อการบริหารจัดการลุ่มน้ำปากพนัง" งานวิจัยเกี่ยวกับชาวนาและผู้คน"คนเลี้ยงกุ้งกุลาดำความชอกช้ำท่ามกลางโลกาภิวัตน์" และเรื่อง "ชาวนายากจนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง" ซึ่งเป็นงานต่อยอดจากการวิจัยเรื่อง พลวัตชีวทัศน์ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาของรัฐในระยะแผนพัฒนาระยะที่ 1-8" ภายใต้เมธีวิจัยอาวุโสศาสตราจารย์สุธิวงศ์พงษ์ไพบูลย์ ในโครงการศึกษา เรื่องโครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้กับการพัฒนา งานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เมื่อไม่นานมานี้ผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช มอบหมายให้ดร.ณรงค์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย "ยุทธศาสตร์ข้าวภาคใต้ ยุทธศาสตร์ชาวนาลุ่มน้ำปากพนัง" เมื่อปี2549 นับว่าเป็นการศึกษาเรื่อง"ข้าว" อย่างเป็นระบบชิ้นแรก


อย่างไรก็ตามดร.ณรงค์พยายามนำเสนอผลการศึกษากระบวนการทำนาในการประชุมสัมมนาของจังหวัด และคณะทำงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวใหญ่ที่สุดในภาคใต้หลายครั้ง พร้อมทั้งนำเสนอผ่านสื่อสารมวลชน แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เนื่องจากไม่อาจจะต้านทานพลังทางเศรษฐกิจที่ใช้อำนาจราชการเป็นเครื่องมือได้ โดยเฉพาะการเร่งขยายพื้นที่ปลูก "ปาล์มน้ำมัน" ทดแทนพื้นที่นาข้าว รวมทั้งทิศทางการพัฒนาการผลิตข้าวของราชการที่ไม่ใสใจต่อผลวิจัย

 

เกรียงศักดิ์ เผ่าอินทร์

 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 17 เมษายน 2008, 15:06:47 PM
คัดจากไทยรัฐ

ตั้งกรรมการพืชพลังงาน ดูแลการผลิตและส่ง เสริมเกษตรกร [17 เม.ย. 51 - 00:24]
 
นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงฯ เร่งจัดตั้งคณะกรรมการผลิตและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงที่เกี่ยว ข้องร่วมเป็นกรรมการ เพื่อดูแลแผนการปลูกพืชพลังงาน อาทิ อ้อย มัน-สำปะหลังและปาล์มน้ำมัน รวมถึงพิจารณาหาตลาดรองรับผลผลิต พร้อมทั้งจัดตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อดูแลเรื่องเอทานอลและไบโอดีเซลโดยเฉพาะ ล่าสุด ครม. มีมติสนับสนุนงบประมาณเพื่อผลักดันการเพิ่มพื้นที่ปลูก อ้อย 13,000 ล้านบาท มันสำปะหลัง 9,000 ล้านบาท และงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานวิจัย อันนำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯจะเสนอให้ทบทวนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงจากเดิม ร้อยละ 7 ในส่วนของพืชพลังงาน ให้ปรับลงอีกเพื่อลดภาระต้นทุนการผลิตของเกษตรกร.
 
 


หัวข้อ: ส่วนข้าพเจ้าค้นพบว่า-สมดุลระบบนิเวศน์ขาดน้ำไม่ได้-น้ำในเมืองจะต้องราคาถูก
เริ่มหัวข้อโดย: Bright eyes ที่ 17 เมษายน 2008, 15:50:15 PM
พลังงานน้ำจะต้องไม่ใช่สาธารณูปโภคที่ไอ้พวกตะกวดจะเอาไปเก็งกำไร......

การวิจัยเกี่ยวพืชจะต้องเพิ่มพืชเพื่อต้านภัยโลกร้อนสำหรับชุมชุนเมืองด้วย


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 20 เมษายน 2008, 23:43:04 PM
คัดจากกรุงเทพธุรกิจ

ขนส่งสาธารณะพร้อมใจ'โวย' ขอปรับค่าโดยสารรับน้ำมันพุ่ง
 
20 เมษายน พ.ศ. 2551 14:44:00
 
(Update)ผู้ประกอบการระบบขนส่งสาธารณะโวยน้ำมันขึ้น แต่รัฐบาลไม่อนุมัติปรับค่าโดยสาร หวังใช้มาตรการภาษีน้ำมันช่วยเหลือ ระบุขาดทุนทุกวัน ขณะที่กลุ่มแท็กซี่เข้าพบรมว.คมนาคมพรุ่งนี้ ขอปรับ10-15%

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล  ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)  กล่าวว่า  ต้นทุนราคาน้ำมันดีเซล ที่ปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่ลิตรละ  24  บาท จนขณะนี้มาอยู่ที่ลิตรละ เกือบ  33  บาท  ทำให้ ขสมก. มีต้นทุนการเดินรถสูงขึ้นกว่า วันละ  2 ล้านบาท  ในขณะที่ภาคเอกชนรถร่วมบริการ ของ ขสมก. ก็มีภาระหนักเช่นเดียวกัน  เนื่องจากตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดว่า  เมื่อราคาน้ำมันขึ้นไปครบ  3  บาท จะต้องอนุมัติให้ผุ้ประกอบการ ขึ้นค่าโดยสารอีก  1 บาท 

แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้น จากฐานเดิมถึง 6 บาท  แต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาอนุมัติให้ผู้ประกอบการ ปรับราคาไปแค่ 50 สตางค์เท่านั้น  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้  ขสมก.และรถร่วมบริการ มีภาระสูงขึ้นทั้งค่าน้ำมันและมีปัญหาการจัดการเกี่ยวกับเศษสตางค์ด้วย

“ขสมก. เห็นด้วยกับแนวคิดล่าสุด ที่กระทรวงการคลัง เตรียมหาแนวทางในการชดเชยต้นทุนราคาน้ำมัน  ด้วยวิธีการลดภาษีสรรพสามิต นำเข้าน้ำมัน  ให้แก่ธุรกิจขนส่งและรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งหากรัฐบาลมีแนวคิดที่จะให้ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ  มีการตรึงราคาค่าโดยสารต่อไปเพื่อช่วยประชาชน  ก็ควรเร่งรัดให้มาตรการดังกล่าวมีผลโดยเร็ว”

ส่วนมาตรการระยะในส่วนของการแก้ปัญหาต้นทุนราคาน้ำมัน ของ ขสมก.  ผ่านการใช้แผนฟื้นฟูกิจการ ของ ขสมก. ซึ่งจะรวมถึงมาตรการเปลี่ยนเครื่องยนต์รถเมล์ เป็นเครื่องยนต์เอ็นจีวี  2,000 คัน ด้วย  ซึ่งจากรายงานข่าวระบุว่า  คณะรัฐมนตรีจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ขสมก. ชุดใหม่  ในวันที่ 22  เม.ย.นี้  ซึ่งหลังจากนั้น ขสมก. จะเสนอแผนฟื้นฟู ให้คระกรรมการชุดใหม่พิจารณาทันที  และคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ   6  เดือน เริ่มดำเนินการตามแผนดังกล่าว

ด้านนายวุฒิชาติ  กัลยาณมิตร กรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ต้นทุนน้ำมันในการเดินรถของ บขส. ปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมร้อยละ 30 มาอยู่ที่ร้อยละ 55 ทำให้  บขส. ต้องประสบกับภาวะขาดทุนเดือนละ 20 ล้านบาท  ขณะนี้ บขส. ขาดทุนไปแล้ว 140 ล้านบาท  และคาดว่าในปีนี้ บขส.อาจไม่มีกำไรเลย แม้ว่าในปีที่แล้ว บขส.จะมีกำไรกว่า 300 ล้านบาท ก็ตาม

อย่างไรก็ตามในปีนี้ บขส. ต้องปรับตัวเพื่อให้ลดรายจ่ายจากราคาน้ำมัน ด้วยการเร่งนำรถโดยสาร เอ็นจีวี เข้ามาในระบบให้เร็วขึ้น  ปีนี้จะเข้ามาจำนวน 100 คัน  จากจำนวนรถทั้งหมด 900 คัน  และจะปรับปรุงการให้บริการด้านตัวรถ โดยจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง เพื่อให้มีการกำหนดอายุการใช้งานของรถโดยสารให้สามารถใช้งานได้ไม่เกิน 4 ปี จากเดิม 8 ปี  ทั้งนี้ เพื่อให้มีการหมุนเวียนรถใหม่เข้าระบบ  ทั้งในส่วนของ บขส. และรถร่วม บขส. ให้มากขึ้น เพื่อเป็นการดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถสาธารณะให้มากขึ้นด้วย

ขณะที่  นางสุจินดา  เชิดชัย  หรือเจ๊เกียว นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  สมาคมฯ นัดประชุมวันที่  29 เมษายนนี้เรื่องน้ำมันแพง ซึ่งหลังจากนั้น จะมีการนำข้อเสนอไปยื่นต่อ นายสันติ  พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  พิจารณาในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้เคยมีข้อเรียกร้องไปแล้ว  ว่าจะขอขึ้นค่าโดยสารอีก 9 สตางค์ต่อกิโลเมตร  เพื่อชดเชยค่าน้ำมัน  ค่าอะไหล่  และค่าต้นทุนอื่นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก

นาวาโทปริญญา  รักวาทิน  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด และอุปนายกสมาคมเรือไทย กล่าวยอมรับว่า  ต้นทุนน้ำมันของการเดินเรือ สูงขึ้น จากร้อยละ 32  มาแตะที่ระดับร้อยละ  50 แล้ว  และในวันที่  29 เม.ย.นี้  สมาคมฯ จะหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางในการเจรจากับคณะกรรมการกำกับเรือโดยสาร ของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีต่ อไป  โดยที่ผ่านมา มีข้อตกลงกันว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน  3  บาท จะต้องอนุมัติให้ผุ้ประกอบการขึ้นค่าโดยสารอีก  2  บาท  โดยการปรับราคาครั้งที่ผ่านมา  ได้ปรับไปเมื่อราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในช่วงราคา  29-31 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ นายวิฑูรย์  แนวพานิช  ประธานกรรมการดำเนินการ สหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.)  แกนนำสหกรณ์จะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในเวลา  14.00 น. เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม อนุมัติปรับขึ้นค่าโดยสาร ร้อยละ 10-15  ตามผลศึกษา ที่กรมการขนส่งทางบกร่วมกับตัวแทนผู้ประกอบการ  ศึกษาไว้  โดยการปรับค่าโดยสารจะไม่ปรับขึ้นค่ามิเตอร์เริ่มต้น โดยคงราคาที่  35 บาทไว้  แต่จะไปปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของอัตราเฉลี่ยตามระยะทาง

“การปรับขึ้นค่าโดยสาร ตามผลการศึกษานี้  จะมีการเฉลี่ยนการปรับราคาตามกิโลเมตร  แต่จะคงค่ามิเตอร์เริ่มต้น  เช่น  ผู้โดยสารรายใด ที่เคยขึ้นรถแท็กซี่ และเสียค่ารถรวมมิเตอร์เริ่มต้น  35  บาท รวมค่าโดยสาร 100 บาท ก็จะเสียค่าโดยสารรวมหลังการปรับ เป็น 110-115 บาท” นายวิฑูรย์  กล่าว

อย่างไรก็ตาม  ผู้ประกอบการแท็กซี่  ก็ไม่ได้กดดันให้รัฐอนุมัติให้ปรับราคาค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว  และปัจจัยเรื่องปรับค่าโดยสาร สามารถพิจารณาเป็นทางออกสุดท้ายได้  หากภาครัฐมีมาตรการอื่น ๆ ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อน
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 เมษายน 2008, 06:30:28 AM
คัดจากไทยรัฐ

รัฐถกหนีตายวิกฤติน้ำมันวันนี้ คลังลดภาษีดีเซลอุ้ม ขนส่งก่อนเศรษฐกิจวอด [22 เม.ย. 51 - 05:05]
 
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (22 เม.ย.) จะหารือกับ รมว.พลังงาน เรื่องการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซลที่จะเน้นไปยังภาค ขนส่งเป็นหลัก เพื่อเป็นการลดภาระต้นทุนและค่าครองชีพของประชาชน โดยยืนยันว่าการลดภาษีจะไม่มีผลต่อการจัดเก็บรายได้ แต่สิ่งสำคัญที่จะดูแลคือไม่ให้เกิดการบิดเบือนโดยการยักย้ายถ่ายเทไปยังกลุ่มธุรกิจอื่น

“ปัจจุบันรัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มประมงแล้วส่วนภาคการเกษตรยังมีปัญหาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และหากจะมีการลดภาษีในส่วนนี้จะมีปัญหามากเพราะจะดูแลเรื่องการยักย้ายถ่ายเทได้ไม่สะดวก โดยรัฐบาลพยายามเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดหลังได้ข้อสรุปจากการหารือร่วมกับ รมว.พลังงานแล้ว”

ด้าน พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว. พลังงาน กล่าวว่า การหารือเรื่องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีที่กระทรวงการคลังส่งสัญญาณจะดูแลราคาเป็นรายกลุ่มแต่ทั้งหมดจะออกมาอย่างไรคงจะต้องรอให้คลังสรุปเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือคงจะเน้นไปที่ภาคขนส่ง เนื่องจากกลุ่มอื่นๆ เช่น ประมง เกษตร ได้มี มาตรการช่วยเหลือระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร บ้าง ซึ่งจะมีการหารือภายในสัปดาห์นี้ แต่ยืนยันว่าน้ำมันที่แพงปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการบังคับ ขณะเดียวกัน ได้พูดคุยกับเจ้ากรมกิจการพลังงานทหารดูแลแหล่งน้ำมันฝางจังหวัดเชียงใหม่ ว่าจะนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้อย่างไร

พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ กล่าวถึงการจัดสัมมนา เพื่อจัดทำแผนแม่บทพลังงานทดแทนใน 15 ปีข้างหน้า (2551-2565) ว่า จะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาน้ำมันแพงในอนาคต แม้ว่าจะมีการเปลี่ยน แปลงทางการเมือง ซึ่งการเร่งพลังงานทดแทนจะต้องดูให้สมดุลระหว่างพื้นที่เพาะปลูกเพื่ออาหารด้วย โดยเมื่อได้รับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายจะมีการสรุปเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ (กพช.) ต่อไป

ด้านนายพานิช พงศ์พิโรดม อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทน 5 ปีนี้ (2551-2554) การพัฒนาพลังงานทดแทนจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ 4.7% เป็น 8% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในปี 2554 และเพิ่มเป็น 20% ในปี 2565 โดยปี 2554 มีเป้าหมายการเพิ่มในส่วนของการผลิตไฟฟ้า เป็น 3,276 เมกะวัตต์ การผลิตความร้อนเป็น 4,035 กิโลตัน การใช้เอทานอลเป็น 2.4 ล้านลิตรต่อวัน ไบโอดีเซล เป็น 3 ล้านลิตรต่อวัน ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานจะมีการส่งเสริมการใช้ก๊าซเอ็นจีวีอย่างต่อเนื่อง

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก กล่าวว่า บางจากจะรอดูทิศทางราคาน้ำมันสิงคโปร์ปิดตลาดวันที่ 21 เม.ย. ก่อนซึ่งยอมรับว่าหากปรับขึ้นโอกาสที่จะต้องปรับราคาขายปลีกในประเทศก็มีสูง เนื่องจากขณะนี้ดีเซลติดลบ 1 บาทต่อลิตร เบนซินบวก 80 สตางค์ต่อลิตร ก็ยังถือว่าต่ำอยู่ ส่วนคลังจะลดภาษีสรรพสามิตถ้าทำได้เพื่อช่วยประชาชนส่วนของภาคขนส่งก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องดูว่าช่วยได้มากน้อยเพียงใด

นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านน้ำมัน กล่าวว่า ราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีการเทขายทำกำไรเล็กน้อยช่วงสุดสัปดาห์ แต่ราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส สหรัฐฯ ยังคงปรับขึ้นและคาดว่าสัปดาห์นี้อาจทดสอบระดับ 120 เหรียญฯต่อบาร์เรลได้ ประกอบกับสมาชิกโอเปกออกมาส่งสัญญาณที่จะไม่ผลิตเพิ่มตามคำเรียกร้องของนานาชาติก็จะมีผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกกลับมาสวิงตัวในช่วงขาขึ้นอีกสัปดาห์นี้ ดังนั้น ต้องติดตามใกล้ชิด ส่วนค้าปลีกไทยคาดว่าผู้ค้าจะรอดูตลาดสิงคโปร์อีก 1-2 วันก่อนตัดสินใจ

ด้านนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดี อาร์ไอ) กล่าวถึงความเสี่ยงจากราคาน้ำมันในขณะนี้ว่า เริ่มมีเสียงพูดกันว่า ราคาน้ำมันอาจจะสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะ 150 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง เพราะจากการศึกษา เศรษฐกิจโลกสามารถรองรับการปรับขึ้นของราคาน้ำมันสูงที่สุดได้ในระดับ 130 เหรียญฯต่อบาร์เรล หากสูงกว่านั้น เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งหาพลังงานทดแทน ที่เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างเร่งด่วน แต่ไม่ใช่การปลูกพืชพลังงานทดแทนโดยมองว่าควรเร่งศึกษาพลังงานนิวเคลียร์โดยเร็วที่สุด เพื่อใช้ทดแทนพลังงานจากปิโตรเคมี.
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 เมษายน 2008, 06:31:30 AM
'เลี้ยบ' ฟันธงเศรษฐกิจใกล้พ้นไอซียู [22 เม.ย. 51 - 05:06]
 
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยระหว่างการกล่าวปาฐกถาเรื่อง “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยระลอกใหม่” ในงานสัมมนาอนาคตประเทศไทย จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจที่โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด ถนนรัชดาฯ ว่า เศรษฐกิจไทยใน 2-3 เดือนข้างหน้าจะพ้นจากห้องไอซียู และคาดขยายตัวได้ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพราะมั่นใจว่า มาตรการภาษีกระตุ้น และพื้นฟูเศรษฐกิจทำให้ประชาชนเชื่อมั่นมากขึ้น ดังนั้น มาตรการที่จะออกมาในอนาคตจะเน้นเพิ่มรายได้ให้ประชาชน และการท่องเที่ยวจะเพิ่มรายได้ให้ประเทศ

ทั้งนี้ กำลังศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และชาวนามีรายได้มากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำลังพิจารณาการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการกำลังจัดโครงการกลับเข้าสู่ห้องเรียน เพิ่มทักษะประกอบอาชีพแก่ประชาชน ติดไฟริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว และพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนิน เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมและศิลปะ “เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และราคาน้ำมันแพงกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ไม่รุนแรงเท่าปัญหาการเมือง”

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะ รมว.คลังเงา กล่าวในหัวข้อ “กูรูมองเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก” ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้แบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน และไม่เห็นมาตรการสร้างโอกาสให้ภาคเกษตรได้ประโยชน์เต็มที่จากราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น โดยเฉพาะข้าว “รัฐบาลต้องเร่งเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลน่าจะมากกว่าวันละ 200 บาท ผมผิดหวังกับกระทรวงแรงงานที่ไม่ขึ้นค่าจ้างทันที รัฐบาลสนใจแก้รัฐธรรมนูญมากกว่าทุกเรื่อง ขนาดเอาเศรษฐกิจเป็นตัวประกันว่า หากไม่แก้รัฐธรรมนูญ เศรษฐกิจจะดีขึ้นไม่ได้”

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่า เพื่อลดผลกระทบจากราคาสินค้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และลดการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อ ส่วนซับไพร์มของสหรัฐฯ หากเสียหายถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะกระทบต่อการส่งออกไทยมาก และกระทบจีดีพีไทยมากกว่า 10% ส่วนนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ในระยะสั้น ปัญหาการเมืองจะกระทบเศรษฐกิจไทย แต่ใน 1-2 ปีข้างหน้า หากปัญหาการเมืองไม่รุนแรง วิกฤติเศรษฐกิจโลกจะมีผลกระทบมากกว่า.
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 เมษายน 2008, 06:32:19 AM
แฉข้าวถุงบนห้างทะลุ 200 บาท [22 เม.ย. 51 - 05:07]
 
นายสมฤกษ์ ตั้งพิรุฬห์ธรรม นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ยังไม่ยอมเจรจาลดค่ากำไรหลังร้าน (แบ็ก มาร์จิน) ที่เรียกเก็บจากผู้ผลิตข้าวถุงลง 3-10% ตามที่ได้รับปากกับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ก่อนหน้านี้ เพื่อทำให้ราคาขายปลีกข้าวถุงในห้างค้าปลีกปรับลดลงในช่วง 2 เดือนตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ จึงส่งผลให้ราคาขายปลีกข้าวถุงในห้างได้ปรับขึ้นไปแล้ว 10% ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าราคาข้าวถุงขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัมบางยี่ห้อมีโอกาสทะลุถุงละ 200 บาทอย่างแน่นอน เพราะราคาวัตถุดิบข้าวปัจจุบันผันผวนมากและเปลี่ยนแปลงทุกวัน “สัปดาห์ก่อน ผมซื้อข้าวขาว 5% ที่กิโลกรัมละ 28.50 บาท ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่ภาวะราคายังอยู่ในระดับปกติ โดยอยู่ที่กิโลกรัมละกว่า 10 บาทเท่านั้น ประกอบกับข่าวการประมูลข้าว 500,000 ตันของฟิลิปปินส์ ที่มีการเสนอราคาขายสูงมาก จึงทำให้ราคาข้าวในตลาดปรับตัวสูงขึ้น และตลาดชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอดูผลการประมูลที่จะออกใน 1-2 วันนี้”

อย่างไรก็ตาม สมาคมเสนอให้รัฐบาลพิจารณานำข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลประมาณ 200,000 ตัน จากทั้งสิ้น 2.1 ล้านตัน มาทำข้าวถุงราคาต่ำกว่าท้องตลาดประมาณ 20% ขายให้ประชาชน โดยให้สหกรณ์การเกษตรหรือชุมนุมสหกรณ์เป็นผู้ปรับปรุงคุณภาพ บรรจุถุงและขาย ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและทำให้ประชาชนหาซื้อข้าวถุงได้ง่ายขึ้นแล้ว จากปัจจุบันที่ผู้ผลิตผลิตมากเท่าไรก็ยังไม่พอขาย แล้วยังจะทำให้กลุ่มสหกรณ์มีรายได้ และเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วย

นายเศรษฐสรร เศรษฐการุณย์ นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าน้ำมันถั่วเหลืองหายไปจากห้างด้วยนั้นว่า ผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองที่เป็นสมาชิกสมาคมยังผลิตและจัดส่งน้ำมันถั่วเหลืองบรรจุขวดไปให้ห้างค้าปลีกตามปกติ หรือผลิตสัปดาห์ละ 1,850 ตัน หรือเดือนละ 7,400 ตันซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการบริโภคของครัวเรือนต่อเดือน และกระจายส่งไปให้ทุกห้างค้าปลีกอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้กระจุกตัว ดังนั้นกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าน้ำมันถั่วเหลืองในห้างค้าปลีกบางแห่งหายไปจากชั้นวาง อาจเป็นช่วงรอยต่อของการจัดส่งสินค้าเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจสถานการณ์จำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ พบว่ายังมีไม่เพียงพอต่อความต้อง การ เมื่อสอบถามพนักงานได้คำตอบว่าผู้ผลิตข้าวถุงหลายรายชะลอส่ง หรือบางรายส่งในปริมาณลดลง โดยข้าวถุงที่วางจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นข้าวเหนียว ขณะที่ข้าวหอมมะลิและข้าวเจ้ามีให้เลือกเพียง 1-2 ยี่ห้อเท่านั้น แต่ราคาปรับขึ้นมากจากช่วงสงกรานต์ โดยข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัมจาก 145-150 บาท ขึ้นเป็น 210 บาท ส่วนข้าวเจ้าขึ้นจาก 110-120 บาทเป็น 160 บาท

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ดีทรอยต์ แห่งเอเชีย” ว่า ผลพวงราคาข้าวตลาดโลกที่สูงขึ้น อาจเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพราะเมื่อชาวนามีรายได้เยอะส่วนหนึ่งจะหันมาซื้อรถยนต์ รถกระบะ หรือจักรยานยนต์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายได้แก่ผู้ประกอบการในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงและราคาน้ำมันที่สูงเนื่องจากชาวนาเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ.
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 เมษายน 2008, 07:10:16 AM
คัดจากโพสต์ทูเดย์
เตือนน้ำมันพุ่ง45บาท
ม.หอการค้าไทยชี้ดีเซล-เบนซินทะลุแน่ คลังจ่อลดภาษีสรรพสามิตให้ภาคขนส่ง

โพสต์ทูเดย์ — คนไทยอ่วมอรทัยแน่ หอการค้าไทยประเมินปีนี้จะเห็นน้ำมันแตะลิตรละ 40-45 บาท ภาคขนส่งลุ้นยกเว้นภาษีน้ำมัน

นายอัทธ์ พิศาลวนิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงว่า ในปีนี้ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นถึง 150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยภายใน 1-2 วันนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจแตะ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล


“ปีนี้อาจจะได้เห็นน้ำมันดีเซลราคา 40 บาท/ลิตร เบนซิน 45 บาท/ลิตร และราคามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ อีก ไม่มีทางจะลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและทั่วโลก ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายอัทธ์ กล่าว


นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ในวันที่ 22 เม.ย.นี้จะหารือกับ พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน เพื่อหาทางลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าเป็นปัญหาต่อการจัดเก็บรายได้


“ปัจจุบันรัฐบาลได้ช่วยเหลือกลุ่มประมงแล้ว ส่วนภาคการเกษตรยังมีปัญหาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และหากจะมีการลด ภาษีในส่วนนี้จะมีปัญหามาก เพราะจะดูแลการยักย้ายถ่ายเทได้ไม่สะดวก” รมว.คลัง กล่าว


แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มการหารือจะเป็นการเว้นภาษีสรรพสามิตให้เฉพาะน้ำมันดีเซล เพื่อช่วยเฉพาะภาคการขนส่งเท่านั้น


พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวนมาก จึงสั่งการให้สำนักนโยบายและแผนพลังงาน และกรมธุรกิจพลังงานไปศึกษาหามาตรการช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบราคาน้ำมันแพง และดูแลราคาขายปลีกไม่ให้บิดเบือน


นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า มี ความเป็นไปได้ที่จะปรับราคาขายปลีกทั้งเบนซินและดีเซลขึ้นอีก


เอเอฟพี รายงานว่า นายกรัฐมนตรี โรมาโน โปรดี แห่งอิตาลี ได้กล่าวในเวทีพลังงานโลกที่กรุงโรมว่า ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มสูงขึ้นทุก 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลก 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 15.5 ล้านล้านบาท



หัวข้อ: แผนแก้วิกฤตอาหารโลกแค่ภาพลวงตา ข้อมูลจริง คนไทยตายผ่อนส่ง!
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 26 เมษายน 2008, 14:57:08 PM
คัดจากผู้จัดการรายสัปดาห์

แผนแก้วิกฤตอาหารโลกแค่ภาพลวงตา ข้อมูลจริง คนไทยตายผ่อนส่ง!
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 26 เมษายน 2551 12:03 น.
 
 
 
 
 
       * แผนแก้วิกฤตอาหารโลกของพลังประชาชนยึดชาวนาเป็นตัวประกัน
       * พวกมนุษย์เงินเดือนกระอักเลือด
       * นักวิชาการฉะรัฐมัวแต่หาเสียง-ไม่แก้ปัญหาต้นทุนผลิต
       * ปล่อยพ่อค้าคนกลางได้ประโยชน์เต็มทั้งรัฐและโรงสี
       * น่าห่วงปีหน้าเกษตรกรกลับสู่สภาพเดิม ราคาขายไม่พอค่าปุ๋ย........
       
       วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าสู่ระดับราคา 120 เหรียญต่อบาเรล และอาจจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ ส่งผลให้เกือบทุกประเทศประสบปัญหากันอย่างถ้วนหน้า ยิ่งสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประสบปัญหาในเรื่องการปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพ(ซับไพร์ม) ยิ่งทำให้เม็ดเงินที่เคยลงทุนในสหรัฐเปลี่ยนเป้าหมายหันมาเก็งกำไรในตลาดน้ำมันแทน ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้าจึงทะยานขึ้นทะลุในทุกระดับราคา
       
       หลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาน้ำมัน ด้วยการหันมาใช้พลังงานทดแทนจากพืช เช่น ปาล์มน้ำมัน หรือข้าวโพด มันสำปะหลัง เพื่อผลิตเป็นเอทานอล ส่งผลให้พื้นที่ในการปลูกพืชเพื่อการบริโภคลดน้อยลง แถมภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากวิกฤตการณ์โลกร้อนยังทำให้ผลผลิตของพืชที่ใช้เพื่อการบริโภคผลิตได้น้อยลง
       
       เมื่อความต้องการในการบริโภคมีมากกว่าสินค้าเกษตรที่ผลิตได้ ย่อมทำให้กลไกของราคาทำงานด้วยการขึ้นราคาสินค้า ที่แฝงมาด้วยต้นทุนในการผลิตของเกษตรกรที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากปุ๋ยที่เป็นผลผลิตมาจากน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น
       
       ที่ผ่านมาอินเดียและเวียดนามประสบปัญหาในเรื่องการส่งออกข้าว อันเนื่องมาจากความต้องการในการบริโภคภายในประเทศมีมากจนไม่สามารถส่งออกได้ จึงทำให้ข้าวมีราคาพุ่งขึ้นทันที แม้ว่าประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวเบอร์หนึ่ง ที่โชคดีกว่าประเทศอื่น ไม่ประสบปัญหาในเรื่องผลผลิต มีปริมาณข้าวเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและเพียงพอต่อการส่งออก แต่ราคาข้าวในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยราคาข้าวสารที่ใช้เพื่อการบริโภคในประเทศปรับเพิ่มขึ้นเกินกว่า 100%
       
       ดังนั้นภาพที่ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้คือ ดิสเคาน์สโตร์หลายแห่งไม่มีข้าวจำหน่าย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่คนไทยบริโภคเป็นหลักนั้นขาดตลาด แม้ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันว่ามีปริมาณข้าวเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศแล้วก็ตาม แต่ราคาข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม พุ่งจากราคา 140-150 บาท ขึ้นเป็น 180 บาทและอาจจะถึง 200 บาทในอีกไม่ช้า
       
       สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในเวลานี้คือให้คนที่บริโภคข้าวจ่ายแพงเพื่อให้ประโยชน์ตกอยู่กับชาวนา โดยก่อนหน้านี้มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ที่ออกมาแนะนำให้ชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าว ด้วยการให้เป้าหมายราคาว่าจะขึ้นจากระดับ 6,000 กว่าบาทเป็น 15,000 บาท ยิ่งถ้าเป็นข้าวหอมมะลิ(ข้าวสาร)จะได้ถึง 30,000 บาท
       
       ประกอบกับสถานการณ์ในหลาย ๆ ประเทศที่ประสบปัญหาในเรื่องการขาดแคลนอาหาร ยิ่งเป็นตัวเร่งให้คนที่เกี่ยวข้องต่างชิงจังหวะเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตนเอง กลุ่มโรงสี ผู้ส่งออกรีบเร่งซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำแล้วรอขายในราคาสูง ประชาชนเร่งซื้อข้าวกักตุนด้วยเกรงว่าราคาจะแพงขึ้นกว่าเดิม
       
       สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นตัวเร่งให้ราคาข้าวในประเทศที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าข้าวในประเทศมีเพียงพอหายไปจากท้องตลาดอย่างรวดเร็ว และความเดือดร้อนในส่วนนี้ของประชาชนรัฐบาลกลับปล่อยให้ราคาข้าวแพงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ทางกระทรวงพาณิชย์เคยจะออกข้าวถุงธงฟ้ามาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่เรื่องนี้กลับถูกเบรกจากนายกรัฐมนตรี
       
       พ่อค้าคนกลางรับเต็ม ๆ
       
       ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ ฝ่ายการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ว่า ราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นนั้นในระยะสั้นเป็นประโยชน์กับชาวไร่ชาวนา
       
       แต่จะเกิดผลด้านลบต่อคนงานในโรงงานในเมืองหรือคนทั่วไปที่ต้องมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้ไม่ขยับ คนกลุ่มนี้เป็นคนจำนวนมากของประเทศ
       
       นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอยังกล่าวอีกว่า ราคาข้าวที่ปรับขึ้นนั้นมีความไม่แน่นอน จะทำให้การวางแผนเพื่อการผลิตจะทำได้ยาก รวมถึงการทำสัญญาล่วงหน้าเนื่องจากตลาดสินค้าเกษตรคาดการณ์ค่อนข้างยากขึ้นอยู่กับสภาพตลาด
       
       ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรทำให้เกิดความสับสนในเรื่องราคาโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาบอกว่าตอนนั้นอย่าเพิ่งขายหรือตอนนี้ให้ขาย หรือการออกมาให้ข่าวว่าจะออกข้าวถุงของกระทรวงพาณิชย์ออกมาแต่สุดท้ายก็ไม่ทำ รวมถึงเรื่องข้าว ในสต๊อก 2 ล้านตันที่ตัวเลขสับสนว่ามีครบหรือไม่ ข่าวเหล่านี้มีผลต่อราคาข้าวทั้งสิ้น
       
       ที่สำคัญต้องดูว่าราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นในเวลานี้ใครได้ประโยชน์ ข้าวอยู่ในมือใคร ก็หนีไม่พ้นพ่อค้าคนกลาง อีกทั้งข้าวที่อยู่ในสต๊อกเป็นข้าวที่มีอายุเกิน 1 ปีที่รัฐบาลรับจำนำจากเกษตรกร
       
       นอกจากนี้รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องของผู้ซื้อภาคประชาชนที่
       อาจต้องควบคุมไม่ให้ซื้อไปเพื่อกักตุน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่จึงไม่ควรทำให้ราคาข้าวในประเทศแพง
       
       ข้าวแพง-หาเสียงชาวนา
       
       ในอีกด้านหนึ่งที่สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้ถือว่าพรรคร่วมรัฐบาลสุ่มเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคทั้งพรรคชาติไทย มัฌชิมาธิปไตยและพรรคพลังประชาชน ขณะที่พรรคแกนนำอย่างพลังประชาชนเองก็เร่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ที่อาจจะลดอายุการทำงานขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรค การโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดกว่า 16 ตำแหน่ง รวมถึงการปรับเปลี่ยนและโยกย้ายในอนาคตภายใต้อำนาจของรัฐบาล ดังนั้นการปล่อยให้ราคาข้าวในประเทศเพิ่มขึ้นท่ามกลางอายุการทำงานของรัฐบาลที่เหลือน้อยลงนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
       
       "สินค้าเกษตรแพง ถือเป็นการหาเสียงไปในตัว พรรคพลังประชาชนทำอยู่แล้ว และมีชาวนาหลายคนคิดว่าเป็นผลงานรัฐบาล แต่ที่จริงเป็นเพราะตลาดโลก"คำตอบจากนักวิชาการทีดีอาร์ไอ
       
       นอกจากได้คะแนนเสียงจากฐานกลุ่มชาวนาแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ใช้แรงงานบางกลุ่มที่ชื่นชอบในนโยบายของพรรคพลังประชาชนที่ต่อเนื่องจากพรรคไทยรักไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น กลุ่มแท็กซี่ ที่มองการทำงานของรัฐบาลในมุมบวก เช่น เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน แม้ผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะยังไม่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม เหมือนความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลบริหารประเทศได้ 1-2 ปีแล้วผลงานยังไม่ชัดเจน คะแนนเสียงอาจจะลดลงได้
       
       "การหาเสียงเป็นธรรมชาติของพรรคพลังประชาชน นโยบายหรือโครงการต่าง ๆ จะดำเนินการอย่างเร่งด่วนและทำอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว แต่ภาพอาจจะต่างจากพรรคไทยรักไทยที่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ตัวผู้นำจะทำงานได้เร็วกว่า"
       
       ราคาข้าวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการแย่งพื้นที่สินค้าเกษตรที่ใช้ในการบริโภค เพื่อปลูกพืชทดแทนพลังงานน้ำมัน รวมถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเราเร่งปลูกมากเกินไปจะมีปัญหาแน่นอน ปีนี้ชาวนารวย แต่ปีหน้าถือว่าน่าเป็นห่วง
       
       แนะแก้ปัญหาทั้งระบบ
       
       สิ่งที่รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาจากราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นนั้นต้องทำให้คนทำงานมีรายได้เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการเสนอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่รัฐต้องช่วยเหลือฝ่ายนายจ้างด้วย ต้องสร้างบรรยากาศการลงทุนให้เกิดขึ้น ด้วยมาตรการหรือกฎเกณฑ์ที่รัฐสามารถเอื้ออำนวยให้ได้ อีกทั้งโครงการลงทุนภาครัฐทำให้เร็วขึ้นกว่านี้ ต้องรวดเร็ว โปร่งใส ช่วยกระตุ้นการลงทุนได้ เชื่อว่าผู้ประกอบการรับไหว
       
       สำหรับมาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าที่อัดเม็ดเงินลงไปเมื่อต้นเดือนเมษายนอย่างโครงการ SML 1 พันล้านบาทถือว่าเล็กมาก เงินที่ลงไปคงช่วยอะไรไม่ได้มาก ต้องเน้นในเรื่องการปล่อยสินเชื่อจากแบงก์รัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
       
       ทำเพื่อตัวเอง-ไม่ใช่เพื่อชาวนา
       
       เช่นเดียวกับ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ราคาข้าวที่แพงขึ้นนี้รัฐบาลฉวยโอกาสหาเสียงไปในตัว นักการเมืองไม่ได้ทำอะไร เพื่อความมั่นคงระยะยาวของชาวนา แต่ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา
       
       ปัญหาข้าวราคาแพง ผลได้ไม่เท่ากับการทำให้ต้นทุนราคาข้าวถูกลง จริง ๆ เวลานี้ชาวนามีไม่ถึง 12 ล้านคน คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเกษตรกร อาจมีแรงงานบางส่วนที่เกี่ยวข้องราว 3 ล้านคนที่รับจ้างทำนา เมื่อนับรวมกับแรงงานนอกภาคเกษตรราว 21 ล้านคน ดังนั้นคน 24 ล้านคนเป็นคนที่ต้องซื้อข้าวมาบริโภค
       
       แรงงานในกลุ่มนี้กว่า 60% มีรายได้ไม่ถึง 5,500 บาทต่อเดือน พวกเขาต้องซื้อทุกอย่าง ขณะที่ฝ่ายชาวนาข้าวที่แพงขึ้นย่อมทำให้รายได้ของชาวนาเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาจะไปตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ที่ต้องแบกรับสินค้าราคาแพง
       
       ที่ผ่านมารัฐไม่เคยพูดเรื่องทำให้ต้นทุนในการทำนาลดลง ตั้งหน้าตั้งตาให้ข้าวราคาแพงต้นทุนปุ๋ยก็แพงขึ้นเท่าตัว ต้องส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพเข้ามาแทนและต้องทำให้ครบวงจร ชาวนาที่มีพื้นที่ทำนาเพียง 4-5 ไร่ ต้องส่งเสริมให้เลี้ยงวัว ควาย เพื่อใช้ไถนา ถือเป็นการลดต้นทุนได้ราว 20%
       
       ถ้าสามารถทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำลง ประโยชน์จะตกอยู่กับทุกว่าคือ ชาวนาก็มีรายได้มากขึ้นเนื่องจากต้นทุนถูกลง ผู้บริโภคก็ไม่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่แพงขึ้น วิธีนี้ถือว่ากำไรตกอยู่กับทุกคน
       การส่งสัญญาณเรื่องราคาข้าวเป็นผลมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่พูดถึงเป้าราคาทำให้ราคาข้าวถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าข้าวที่แพงนั้นเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ แต่การเก็บเกี่ยวของชาวนาเสร็จสิ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ขายออกเมื่อมกราคม 2551 ดังนั้นราคาข้าวที่แพงขึ้นชาวนาได้ประโยชน์จริงไม่ถึง 40% ที่เหลือเป็นของพ่อค้าคนกลางที่รับจำนำไว้ก่อนหน้านี้
       
       ที่น่าเป็นห่วงคือ ชาวนาจะกลายเป็นเหยื่อของนักการเมือง คือเป็นเหยื่อของการหาเสียง เป็นเหยื่อที่เร่งปลูกข้าวที่ราคาขายในปีต่อไปอาจไม่ดีอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ และปลูกบนต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าเดิมกว่าเท่าตัว
       
       รัฐเลือกอุ้มชาวนา
       
       ด้านนักเศรษฐศาสตร์อีกรายหนึ่งมองว่า ราคาสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นนั้นเป็นผลมาจากเหตุการณ์ทั่วโลก จึงทำให้รัฐบาลปล่อยให้สินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นการทำตามน้ำไม่ต้องออกแรงมากนัก กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ในเวลานี้ถูกมองว่าเป็นชาวนา แน่นอนว่าเป็นผู้ปลูกโดยตรง แต่คนที่ได้มากที่สุดคงเป็นนักการเมืองมากกว่า เพราะรายได้ของชาวนาที่เพิ่มขึ้นสามารถถูกนำไปอ้างได้ว่าเป็นผลงานของรัฐบาล นั่นหมายถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคพลังประชาชนคงได้รับความไว้วางใจให้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง
       รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่จะมีความเสี่ยงเรื่องหนี้สูญน้อยลง เนื่องจากชาวนามีรายได้มากขึ้น ทำให้สามารถชำระหนี้ได้ตรงตามเวลา เมื่อปัญหาความเดือดร้อนของชาวนาและเกษตรกรน้อยลงก็เท่ากับเป็นการลดปัญหาการประท้วงของกลุ่มเกษตรกรไปได้ในตัว
       
       อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์ไปไม่น้อยนั่นคือตัวรัฐบาลเองที่มีข้าวอยู่ในสต๊อกจำนวนมากต้นทุนที่รับจำนำในเวลานั้นอยู่ที่ 6,000-8,000 บาท แต่ขายได้ตั้งแต่ 10,000-15,000 บาท รวมไปถึงกลุ่มพ่อค้าคนกลางทั้งโรงสีและผู้ส่งออกที่จะได้ส่วนต่างของราคาข้าวด้วยเช่นกัน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล
       
       เมื่อมีกลุ่มผู้ได้ที่เป็นกลุ่มชาวนา กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าวและตัวรัฐบาล ย่อมมีกลุ่มคนที่เสียประโยชน์จากราคาข้าวที่แพงขึ้นนั่นคือคนไทยที่ต้องซื้อข้าวบริโภค คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ต้องแบกรับทั้งภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน และยังมาเจอข้าวขึ้นราคาอีก
       
       อย่างไรก็ตามแม้ว่าชาวนาจะได้รับประโยชน์จากการขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น แต่หากมองภาพรวมแล้ว ชาวนาก็ต้องใช้จ่ายสินค้าอื่น ๆ ในราคาแพงเช่นกัน กำไรที่ได้ในปีนี้เพียงพอที่จะชดเชยกับรายได้ในปีต่อ ๆ ไปหรือไม่ เนื่องจากราคาปุ๋ยที่ขึ้นราคา 100% ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเก็บเกี่ยวและต้นทุนอื่น ๆ อีกทั้งราคาในปีต่อ ๆ ไปหากผู้ส่งออกอย่างอินเดียและเวียดนามกลับมาส่งออกได้เหมือนเดิมราคาข้าวในตลาดโลกและในประเทศย่อมลดลง
       
       ชาวนาที่แห่ปลูกข้าวด้วยหวังว่าจะขายข้าวได้ในราคาดี แต่ต้องแบกด้วยต้นทุนปัจจุบัน อาจต้องเสี่ยงกับราคาขายในอนาคตที่อาจทำให้ต้นทุนผลิตสูงกว่าราคาขาย และนั่นคือความเจ็บปวดของชาวนารอบใหม่
       
       สิ่งที่จะตามมานั่นคือกำลังซื้อในประเทศจะลดลงไปอีก หากสถานการณ์นี้ถูกปล่อยให้เนิ่นนานออกไปย่อมเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจในประเทศ เมื่อกำลังตกสินค้าและบริการต่าง ๆ ก็จะขายได้ยากขึ้น ส่งผลต่อกำไรขาดทุนของผู้ประกอบการ หากรายใดไม่สามารถทนต่อสภาพที่เกิดขึ้นได้ก็มีโอกาสที่ต้องพับกิจการไป นั่นหมายถึงหนี้เสียในระบบธุรกิจจะมากขึ้นตามไปด้วย ในภาวะการณ์เช่นนี้ยังส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
       จงใจปล่อยเกษตรแพง
       
       เมื่อพิจารณาจากดัชนีราคาผู้บริโภค(เงินเฟ้อ)เดือนมีนาคมและไตรมาสแรกของปี 2551 ค่อนข้างชัดเจนว่า รัฐบาลเลือกที่จะปล่อยให้สินค้าเกษตรมีราคาปรับตัวสูงขึ้นให้เป็นไปตามกลไกของราคา แต่กลับควบคุมในส่วนอื่นเห็นได้จากตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนมีนาคมและไตรมาสแรกของปี 2551 ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์พบว่า เงินเฟ้อเฉลี่ยไตรมาสแรกของปีนี้สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 5% หลายฝ่ายคงประเมินว่าเป็นผลจากราคาน้ำมันทำให้สินค้าอื่น ๆ มีราคาแพงขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากสินค้าแต่ละรายการจะพบว่า ไม่ใช่เหตุผลจากราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
       
       กระทรวงพาณิชย์ให้เหตุผลถึงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 5.3% ในเดือนมีนาคมว่า เป็นผลมาจากการสูงขึ้นของราคาอาหารเกือบทุกประเภท ได้แก่ ข้าวสารเจ้า สูงขึ้นตามความต้องการของตลาดต่างประเทศรวมถึงเนื้อสุกร ไก่สด ไข่ ยกเว้นราคาผักและผลไม้ลดลงตามสภาพอากาศในช่วงต้นเดือนนี้
       
       ในหมวดอาหารและเครื่องดื่มราคาสินค้าเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง 3 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 5% เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ สัตว์น้ำเพิ่มขึ้น 11% เนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 18.7% เป็ดไก่เพิ่มขึ้น 15.6% ขณะที่สินค้าในหมวดอื่นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เช่น อาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 2.9% หมวดเครื่องนุ่งห่มรองเท้าเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% เว้นแต่หมวดน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานที่เพิ่มขึ้นถึง 16.6% และ 17.2%
       
       ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้พยายามหาทางบรรเทาความเดือดร้อนของด้วยการเปิดฉากด้วยหมูธงฟ้าจากราคาขายที่ 120 บาทลดลงเหลือ 98 บาท แต่มาตรการดังกล่าวทำได้เพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น เพราะเป็นเนื้อแดงส่วนไหล่ อีกทั้งจุดหน่ายยังไม่ทั่วถึงทำให้ราคาเนื้อหมูยังอยู่ที่ระดับ 110-115 บาท
       
       จากนั้นกระทรวงพาณิชย์ได้เจรจากับผู้ประกอบการ 12 แห่งเพื่อขอให้ปรับลดราคาสินค้าลง 60 รายการ เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือนเมื่อ 10 มีนาคม 2551 รวมถึงการออกซิมธงฟ้าหรือซิมพาณิชย์ที่เจรจากับผู้ประกอบการธุรกิจโทรศัพท์มือถือ 4 ราย จำหน่ายให้กับผู้บริโภค รวมทั้งสิ้น 100,000 ซิมการ์ด โดยกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 31 ธันวาคม 2551
       
       ตัวเลขเงินเฟ้อไตรมาสแรกของปี 2551 ชัดเจนว่ารัฐบาลพยายามตรึงค่าครองชีพในส่วนอื่น ๆ ให้ได้มากแนะนานที่สุด แต่กลับปล่อยให้ราคาสินค้าเกษตรแพงขึ้นโดยไร้มาตรการออกมาบรรเทาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศ และราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ย่อมทำให้เงินเฟ้อเดือนเมษายนนี้มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงปัญหาเศรษฐกิจอื่น ๆ จะตามมา รวมถึงสถานการณ์ด้านดอกเบี้ยในประเทศที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก อาจเป็นตัวซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางทุกข์ของประชาชนนอกภาคเกษตรกรรม ภายใต้รัฐบาลที่มุ่งเน้นแต่การแก้รัฐธรรมนูญและหาเสียงจากชาวนา
       
       แม้ว่าในระยะสั้นชาวนาจะยิ้มแย้มแจ่มใสจากราคาข้าวที่สูงขึ้น มีเงินมากขึ้น แต่นี่เป็นความสุขเพียงช่วยสั้นเท่านั้น ชาวนาหลายคนเดินหน้าปลูกข้าว บางรายหาที่ว่างเปล่าปรับเปลี่ยนให้เป็นผืนนาเพียงหวังว่าจะขายข้าวได้ในราคาดี แต่รัฐบาลไม่ได้แจ้งว่าราคาสินค้าเกษตรนั้นเชื่อมโยงกับราคาในตลาดโลก หากปีหน้ามีปริมาณข้าวในตลาดโลกมากคนที่ทุกข์ที่สุดเห็นจะเป็นชาวนาไทยที่ปลูกข้าวบนต้นทุนที่สูงกว่าเดิมเกินกว่า 100%
       
       แม้ชาวนาจะยิ้มแย้มแจ่มใสจากราคาข้าวที่แพงที่สุดในตลอดชีวิตของชาวนา หลายคนเดินหน้าปลูกข้าวเพิ่ม บางรายหาที่รกร้างว่างเปล่าพลิกให้เป็นผืนนา เพื่อหวังขายข้าวได้ในราคาดี แต่รัฐบาลไม่ได้บอกชาวนาว่าราคาสินค้าเกษตรล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดโลก หากปีหน้ามีปริมาณข้าวราคาข้าวก็ย่อมต้องปรับลดลง ชาวนาที่ทุ่มทุนปลูกข้าวไปแล้วด้วยการยอมแบกต้นทุนที่สูงกว่าเกินกว่า 100% เมื่อผลผลิตออกมาท่ามกลางราคาข้าวที่ปรับลดลง วงจรของหนี้สินของชาวนาก็จะกลับมาเหมือนเดิม
       
       อีกกลุ่มที่มีความสุขจากราคาข้างที่แพงขึ้นอีกกลุ่มคือกลุ่มโรงสี ผู้ส่งออกข้าว ที่ระยะนี้ได้กำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ เนื่องจากมีต้นทุนราคาข้าวที่ค่อนข้างต่ำและขายได้ในราคาสูง แต่ระยะต่อไปคนกลุ่มนี้จะมีต้นทุนในการรับซื้อข้าวในราคาสูง และต้องเผชิญความเสี่ยงต่อราคาข้าวในอนาคตที่อาจเจ็บตัวได้หากราคาในตลาดโลกปรับลดลง
       
       แต่ที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่แพงขึ้นนอกเหนือจากราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคแถมพ่วงมาด้วยราคาข้าวในประเทศที่แพงขึ้น หนีไม่พ้นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องซื้อข้าวบริโภค การที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อบริโภคเท่าเดิม ย่อมกระทบถึงด้านอื่น ๆ ตามไปด้วย เช่น ความสามารถในการผ่อนชำระน้อยลง กำลังซื้อน้อยลง สุดท้ายปัญหาทั้งหมดจะวนกลับมาที่ตัวรัฐบาล
       
       *************
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 26 เมษายน 2008, 14:58:16 PM
ต่อ

     มาตรการช่วยเกษตรค้ำบัลลังก์พลังประชาชน
       
       ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ส่อเค้าให้อายุการทำงานของรัฐบาลสั้นลง แม้รัฐบาลชุดนี้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้มุ่งไปสู่รากหญ้าที่เป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลพลังประชาชน ผู้จัดการรายสัปดาห์ได้รวบรวมมาตรการของรัฐบาลที่เน้นช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้าประกอบด้วย
       
       โครงการฟื้นฟูและพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและยากจน เป็นโครงการที่มีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) รายย่อยและยากจนที่มีหนี้เงินกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท โดยจะพักหนี้เกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สินค้างชำระอันเนื่องจากเหตุสุจริตและจำเป็นจำนวนประมาณ 336,633 ราย ต้นเงินกู้คงค้าง 17,990 ล้านบาท ตั้งแต่ 1 เมษายน 2551-31 มีนาคม 2553 เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยจะจัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพของครัวเรือนเกษตรกร พัฒนาความรู้ ศักยภาพในการประกอบอาชีพ
       
       โครงการสินเชื่อเพื่อเกษตรกรของ ธ.ก.ส. เป็นโครงการที่มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในการประกอบอาชีพและกิจกรรมของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยในปีบัญชี 2550(เม.ย.50-ก.พ.51) ธ.ก.ส.อนุมัติสินเชื่อได้ถึง 2.5 แสนล้านบาท และมีเป้าหมายการอนุมัติสินเชื่อในปีบัญชี 2551 3.25 แสนล้านบาท มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อปลูกพืชทดแทนพลังงาน 2.5 หมื่นล้านบาท โครงการส่งเสริมการปลูกปาล์ม 1 พันล้านบาท โครงการส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังผลิตเอทานอลแก่เกษตรกร 2 แสนรายวงเงิน 1 พันล้านบาท โครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชน 5.45 พันล้านบาท
       
       โครงการเพิ่มเงินทุนและการจัดการเรียนรู้ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชน เป็นมาตรการในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการลงทุน สร้างงานและอาชีพ โดยการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านที่ตั้งใหม่ ใช้วงเงินกู้จากธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. 7,769.61 ล้านบาท ซึ่งธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.เตรียมวงเงินสินเชื่อเพิ่มและต่อยอดแก่กองทุนหมู่บ้านอีก 4 พันล้านบาทและ 1.6 หมื่นล้านบาทตามลำดับ
       
       โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน(SML) วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท
       
       ล่าสุดเมื่อทั่วโลกประสบปัญหาเรื่องราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเสนอยุทธศาสตร์รองรับวิกฤตอาหารโลกและพลังงานขึ้น โดยผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นโครงการระยะยาว 12 ปี ใช้งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท วางเป้าหมายให้มีการปรับโครงสร้างบริหารการดูแลพื้นที่เกษตรให้ชัดเจนภายใน 2 ปี ส่วนระยะปานกลาง 5 ปี จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานจำนวน 60 ล้านไร่ และกำหนดพื้นที่และผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมายมากขึ้น
       
       แผนระยะกลางที่ทางกรมชลประทานได้ทำการศึกษาการผันน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ถึงประโยชน์และความคุ้มทุนในการลงทุน รวมถึงผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาลุ่มน้ำยม เพื่อให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่รองรับน้ำมากยิ่งขึ้นจากปัจจุบันมีพื้นที่รองรับน้ำเพียง 10 % ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งการพัฒนาลุ่มน้ำและการเพิ่มพื้นที่ชลประทานจะอยู่ในงบประมาณที่กรมชลประทานได้ขออนุมัติจัดสรรประมาณปีละ 3,000 ล้านบาท และในปี 2552 ได้มีการขออนุมัติวงเงินงบประมาณเพิ่มจากปี 2551 จำนวน 3.6 พันล้านบาท อีกประมาณ 20 % เพื่อให้การเพิ่มพื้นที่ชลประทานที่จะจัดสรรน้ำให้แก่เกษตรกรเป็นไปตามเป้าหมายซึ่งเป็นส่วนที่นอกเหนือจากงบประมาณเมกะโปรเจกค์ผันน้ำลุ่มน้ำโขง ชี มูล ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณจำนวน 2 แสนล้านบาท
       
       นักเศรษฐศาสตร์มหภาคกล่าวว่า หากพิจารณาให้ดีจะพบว่ามาตรการที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือภาคประชาชนนั้น ได้มุ่งเน้นที่ไปที่กลุ่มรากหญ้ามากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีการพักชำระหนี้ให้สำหรับลูกหนี้วงเงินไม่เกิน 1 แสนบาทเป็นเวลา 2 ปี ควบคู่กับโครงการสินเชื่อเพื่อเกษตรกรที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินในการประกอบอาชีพ สนับสนุนให้ปลูกพืชทดแทนพลังงาน ตามด้วยโครงการเพิ่มเงินทุนและจัดการเรียนรู้ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชน โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน(SML) เป็นเงินที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือมากกว่า 1.85 แสนล้านบาท
       
       ขณะที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้ามีเพียงธนาคารประชาชนเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อราว 5 พันล้านบาทเท่านั้น หรือมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการมีบ้านแห่งแรกได้วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท
       
       แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลจะได้ตามมาในอนาคตนั่นคือ คะแนนเสียงของกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ดังนั้นการชิงสร้างคะแนนนิยมจึงต้องเร่งทำกันในช่วงนี้ ไม่เฉพาะพรรคพลังประชาชนเท่านั้น พรรคร่วมรัฐบาลอื่นก็ทำเช่นกัน ปล่อยผ่านเงินลงไปในบางโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์ก็มีไม่น้อย ดังนั้นแม้จะมีการยุบสภาหรือมีการยึดอำนาจกันอีกครั้ง เมื่อมีการเลือกตั้งรอบใหม่กลุ่มเดิมที่เป็นรัฐบาลในเวลานี้ก็กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง
       
       ************
       
       นายทุนไทย-เทศกว้านซื้อที่ 3 จังหวัด
       ทำธุรกิจค้าข้าวครบวงจร!
       
       แกนนำเอ็นจีโอระบุรัฐบาลแก้ปัญหา "ข้าวยากหมากแพง"ผิดทาง เผยราคาข้าวที่พุ่ง โรงสี - พ่อค้าคนกลาง - ผู้ส่งออก ได้ประโยชน์เต็มๆ ขณะที่ชาวนาได้อานิสงส์เพียงน้อยนิด เผยกลุ่มทุนทั้งไทย-เทศ แห่กว้านซื้อที่ดิน 3 จังหวัดเพื่อทำธุรกิจค้าข้าวเอง เตือนรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาที่ดินให้เป็นระบบก่อนที่ชาวนา ไทยจะสูญพันธุ์ ไม่ใช่เน้นเฉพาะการส่งออก
       
       ชั่วระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวปี 2550 ราคาข้าวซึ่งถือเป็นอาหารหลักของชาวโลกก็มีราคาทะยานเพิ่มขึ้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ราคาค่าแรงงานกลับยังคง "ทรงตัว"อยู่เท่าเดิม ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ส่งผลกระทบแล้วต่อประชากรโลก พร้อมๆกับชาวไทยที่ต้องเผชิญกับปัญหา "ข้าวยากหมากแพง"ด้วยเช่นกัน
       เ
       กิดอะไรขึ้น !?เป็นคำถามจากหลายๆฝ่ายที่ต้องการคำตอบและต้องการข้อเท็จจริง
       
       รัฐบาลล้มเหลว -แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
       
       วิฑูรย์ เลื่อนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี วิเคราะห์ปัญหาการขยับขึ้นของราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ "ข้าว" ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงเรื่องอาหารของโลกในอนาคตว่า ต้องยอมรับวิกฤตโลกร้อนเป็นตัวกระตุ้นอย่างดีที่ทำให้เกิดวิกฤตเรื่องอาหารตามมา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลกและทุกประเทศต่างตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมาในอนาคตและเแต่ละประเทศต่างก็มีมาตรการในการจัดการปัญหาดังกล่าวนี้แตกต่างกันไป
       
       สำหรับประเทศไทยนั้น เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบเช่นกันเพราะปัญหาการขาดแคลนอาหารได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งแม้ปัจจุบันจะยังไม่เห็นผลมากนักแต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ทุกๆคนจะเริ่มตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา
       
       ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยกลับไม่มีการฉกฉวยวิกฤตให้เป็นโอกาสทั้งๆที่ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวที่ส่งออกรายใหญ่ของโลก แต่รัฐบาลกลับตีปี๊บเร่งส่งออกข้าวแทนที่จะมองในระบบการบริหารจัดการเพื่อให้ชาวนาไทยได้ประโยชน์อย่างเต็มที่กับราคาข้าวที่พุ่งสูงไม่แพ้น้ำมัน
       
       "กระทรวงเกษตรฯและ กระทรวงพาณิชย์ บริหารงานล้มเหลวมากเพราะแทนที่จะฉวยโอกาสทองนี้ส่งเสริมชาวนาให้เตรียมการที่จะปลูกข้าวให้มีคุณภาพและเพียงพอแต่กลับไปส่งเสริมพ่อค้าคนกลาง โรงสี และผู้ส่งออก โดยการเร่งและเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวให้มากขึ้นซึ่งคนที่ได้ประโยชน์จริงๆคือคนสามกลุ่มนั้นไม่ใช่ชาวนาเพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวในปีที่ผ่านมาชาวนาขายข้าวได้ราคาไม่เกิน 7,000 บาทต่อตัน"
       
       ฟันธงฤดูกาลหน้า ราคาข้าวลดฮวบแน่
       
       ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ย้ำว่า จนถึงวันนี้สามารถบอกได้ว่ารัฐบาลเอาราคาข้าวและราคาสินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือในการ "สั่งสม"คะแนนเสียงเพราะเท่าที่ตรวจสอบดูยังไม่เห็นรัฐบาลมีมาตรการที่จะแก้ไข ช่วยเหลือหรือส่งเสริมสิ่งใดๆที่จะทำให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ในขณะที่ราคาข้าวและพืชผลทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
       
       อย่างไรก็ตามเมื่อราคาข้าวเพิ่ม ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับราคาน้ำมัน แต่เมื่อมามองดูการทำงานของกระทรวงเกษตรกรฯก็เห็นทำได้แค่เรียกพวกพ่อค้าปุ๋ยมาคุยเพื่อขอลดราคา ตรึงราคาปุ๋ย ซึ่งก็ช่วยชาวนาได้เพียงเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงราคาปุ๋ยของโลกปรับราคาขึ้นไม่เกิน 20% แต่ประเทศไทยพ่อค้าปุ๋ยต่างดาหน้ากันขึ้นราคาจนน่ากลัวว่าชาวนาจะไม่สามารถทำนาได้เพราะราคาต้นทุนการผลิตที่สูงเกินจริงเมื่อผลผลิตออกมาสู่ตลาดก็ได้ราคาที่ไม่ดีเท่ากับช่วงนี้ซึ่งผลผลิตตกอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง โรงสี และผู้ส่งออกแล้ว
       
       "หลายๆปัจจัยที่กำลังดำเนินอยู่นี้จะเห็นผลเมื่อฤดูกาลผลิตปี 2551 ออกสู่ตลาด ซึ่งราคาข้าว จะลดลงอย่างฮวบฮาบเพราะจะมีการกดราคากับเกษตรกรให้ต่ำที่สุด ซ้ำต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นโดยไม่สามารถควบคุมได้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรได้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
       
       ดังนั้นรัฐบาลควรแปรวิกฤตเป็นโอกาสโดยการหันมามองต้นทุนการผลิตภายในนั่นคือการส่งเสริมให้เกษตรกรหันหลังให้กับปุ๋ยเคมีหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพแทนเพราะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาได้มีการส่งเสริมในเรื่องนี้บ้างเพียงแต่ทำไม่จริงจังแต่เน้นไปส่งเสริมการสร้างสิ่งปลูกสร้างแทนที่จะสอนให้เกษตรกรรู้จักระบบวิธีการบริหารการจัดการเพื่อจะได้ประโยชน์ในอนาคต
       
       "ตอนนี้เรามีโรงเรือนที่จะทำปุ๋ยเหล่านี้กระจายไปทั่วทุกชุมชนแต่กลับไม่มีภาครัฐเข้าไปดูแลช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถในการจัดทำ การบริหารจัดการทำปุ๋ยนี้ใช้กันเอง นี่คือการลดต้นทุนที่ดีที่สุด"
       
       นายทุนแห่กว้านซื้อที่ทำธุรกิจครบวงจร
       
       แม้ราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ใช่ว่า "กระดูกสันหลังของชาติ"อย่างชาวนาไทยจะได้อานิสงส์จนร่ำรวยตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์เพราะปัจจุบันปัญหาที่หมักหมมมานานคือปัญหาที่ทำกินกำลังจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งอันเนื่องมาจากราคาข้าวที่พุ่งสูงไม่ต่างกับราคาน้ำมันจะกลายเป็น "ธุรกิจใหม่"ของนักลงทุนไทยในอนาคต
       
       อุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกภาคอีสาน บอกว่า ในช่วงที่ราคาข้าวและพืชผลทางการเกษตรพุ่งสูงเช่นนี้รัฐบาลชุดนี้กลับตั้งเป้าที่จะส่งออกจนละเลยที่จะหันมามองถึงความมั่นคงเรื่องอาหาร ซึ่งปัญหานี้ไม่สามารถมองเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เราต้องมองให้ครบทุกส่วน โดยเฉพาะการยื่นมือเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินให้กับชาวนาของรัฐบาล
       
       ในช่วงที่ราคาข้าวยังไม่ขึ้นปัญหาที่ดินเป็นปัญหาที่กำลังการแก้ไขอยู่เพราะมีชาวนาไม่น้อยโดยเฉพาะภาคอีสานกับภาคเหนือเป็นหนี้ธนาคารโดยเอาที่นาเป็นตัวค้ำประกัน เมื่อราคาข้าวสูงขึ้นปัญหาเรื่องที่ดินจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรจะได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะปัจจุบันนี้มีกลุ่มนายทุนจำนวนมากพยายามที่จะติดต่อขอซื้อที่ดินที่ติดจำนองกับธนาคารหลายๆแห่ง
       
       "เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเพราะเราพยายามที่จะรวบรวมปัญหาหนี้สินมาตลอดและรับรู้การเคลื่อนไหวของกลุ่มนายทุนที่ติดต่อเข้ามาหาซื้อที่ขณะนี้ "
       
       ดังนั้นรัฐบาลควรจะหันมาดูแลเรื่องปัญหาที่ดินอย่างจริงจังและแก้ไขอย่างเป็นระบบ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาปรากฏว่าเกษตรกรทั่วประเทศเป็นลูกหนี้ธนาคาร มีมากกว่า 50% ของจำนวนชาวนา 12 ล้านคนทั่วประเทศ นั่นแสดงว่าชาวนาที่เป็นหนี้และได้นำเอาที่นาไปจำนองไว้กับธนาคารจะต้องมีไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน ซึ่งหากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยกับปัญหาดังกล่าวที่ดิน ที่นา อาจจะกลายเป็นของนายทุนในอนาคตและถ้าหากยังนิ่งดูดายโอกาสที่ชาวนาไทยจะสูญพันธุ์ก็มีสูงขึ้นด้วย
       
       อย่างไรก็ดี จากราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้นนี้ปรากฏว่าได้มีกลุ่มทุนผู้ส่งออกรายใหญ่ของประเทศที่มองเห็นโอกาสทองโดยได้ร่วมมือกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ สปก.ลงทุนทำการเกษตร ด้วยวิธีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวตามมาตรฐาน GAP เพื่อป้อนข้าวนั้นสู่ธุรกิจของตัวเอง ถือเป็นการทำธุรกิจแบบครบวงจร ซึ่งโครงการนี้ก็นับว่าเป็นโครงการที่ดีแต่ถ้ามองลงไปลึกๆแล้วเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับผลประโยชน์เพียงน้อยนิดขณะที่นายทุนได้กำไรเต็มมือ
       
       นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักธุรกิจชาวจีนกำลังติดต่อผ่านบริษัทแห่งหนึ่งให้ทำการติดต่อขอซื้อที่ดินจากชาวนาโดยเน้นพื้นที่นาผืนใหญ่เพื่อลงทุนปลูกข้าวเอง โดยจังหวัดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้คือ สุรินทร์ ยโสธรและจังหวัดร้อยเอ็ด
       
       "เชื่อว่ามีกลุ่มทุนอีกหลายๆกลุ่มจะเริ่มลงมือปฏิบัติการหันมาลงทุนปลูกข้าวเองซึ่งต้องเกิดขึ้นอย่างแน่อนนในอนาคตอันใกล้นี้แล้วราคาข้าวที่สูงขึ้นอย่างนี้จะตกอยู่ในมือของใคร นายทุนหรือชาวนาก็ลองตรงดูเอง"อุบลกล่าวในที่สุด
       
       2 บิ๊กเนมลงทุนปลูกข้าว
       
       ขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มธุรกิจเกษตรบ้านเราคนจะหนีไม่พ้นเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ ที่เรียกติดปากชาวบ้านว่าซี.พี. ได้รุกธุรกิจค้าข้าวมานานแล้วโดยในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ปี 2522 จนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันซี.พี.คือกลุ่มค้าข้าวครบวงจรรายแรกของไทยก็ว่าได้เพราะ เริ่มตั้งแต่หาพื้นที่ส่งเสริมทำในลักษณะคอนแทร็กฟาร์มิ่งกับเกษตรกรและได้ขยายพื้นที่ปลูกข้าวในประเทศเพิ่มขึ้นในทุกๆปีซึ่งซี.พี.เองมีข้าวพันธุ์ผสมของตัวเองที่ให้ผลผลิตมากกว่าพันธ์พื้นเมืองเกือบเท่าตัว
       
       โดยผลิตผลิตที่ได้จะนำมาผลิตข้าวถึง "ตราฉัตร" และที่เหลือจะส่งออกไปยังต่างประเทศซึ่งจากข้อมูลล่าสุดปีที่แล้ว (2550) มียอดการส่งออกเกือบ 150,000 ตันขณะที่ข้าวตราฉัตรเองก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มเป็นกว่า 5% ในปีที่ผ่านมา
       
       ยิ่งการออกย้ำหัวหมุดของ "เจ้าสัว-ธนินท์ เจียรวนนท์" ถึงทิศทางการรุกธุรกิจข้าวมากขึ้นในปีต่อๆโดยเอาหลักการบริการ การวิจัยพันธุ์พืช เข้ามาร่วมมากขึ้นจะทำให้ซี.พี.ยังครองธุรกิจเกษตรแบบครบวงจรต่อไปอีกยาวนาน
       
       ส่วนอีกฝากหนึ่งเหมือนการชิมลางคือ บริษัท ทีซีซีอะโกร จำกัดหนึ่งในบริษัทลูกในเครือไทยเบฟของ"เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี" ที่ได้ประกาศผ่านสื่อดังๆแล้วว่า จนในจะลงทุนในธุรกิจข้าวในอนาคตซึ่งเรื่องดังกล่าว "เสี่ยเจริญ" ส่งลูกชายอย่าง "ปณต สิริวัฒภักดี"เข้ามาดูแลโดยเฉพาะโดยมี "อนันต์ ดาโลดม" ซีอีโอทีซีซีอะโกรเข้ามาเป็นเพื่อนคู่คิดอีกทาง
       
       เบื้องต้นจะนำร่องปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดหนองคายประมาณ 2,000ไร่และหากประสบผลสำเร็จก็เตรียมที่ดินกว่า 10,000 ไร่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงทุนเต็มตัว
       
       คงไม่ธรรมดาเพราะ "2 เจ้าสัว" ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องวิสัยทัศน์ยังสนใจอาชีพเกษตรกรแต่การลงทุนดังกล่าวจะทำให้ชาวนาไทยลืมตาอ้าปากได้หรือไม่หรือจะเป็นการรุกธุรกิจข้าวแบบผูกขาดกระนั้นหรือ..? แล้วกระดูกสันหลังของชาติก็จะเป็นเพียงลูกจ้างทำนาเท่านั้นเอง..


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 28 เมษายน 2008, 07:37:43 AM
คัดจากไทยรัฐ


หวั่นราคาน้ำมันหลอนไม่หยุด [28 เม.ย. 51 - 04:51]
 
นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ประท้วงในอังกฤษ ทำให้โรงกลั่นน้ำมันอิ-เน-ออส ต้องปิดลง ปัญหาความไม่สงบในไนจีเรีย ประกอบการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกผันผวนอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ จากเคยทะลุ 119 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลงมาปิดตลาดเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ระดับ 116 เหรียญฯ ดังนั้น คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยอมรับว่าราคาค่อนข้างผันผวนตามกระแสข่าวรายวัน ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ที่มีผลต่อการปรับราคาขายปลีกของไทย เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ก็ได้ปรับลดลง ทำให้ผู้ค้าน้ำมันชะลอการขึ้นในประเทศ และรอดู 1-2 วัน ก็คงจะเห็นทิศทางว่าปรับขึ้นหรือไม่

สำหรับการที่รัฐจะพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตดีเซลเพื่อช่วยเหลือภาคขนส่งนั้น ในหลักการสามารถทำได้ แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าค่อนข้างลำบาก เพราะรถที่จะมาเติมน้ำมันต้องขึ้นทะเบียนแล้วกำหนดปัมที่จะเติม ซึ่งอดีตเคยทำมาแล้ว แต่ช่วยเหลือได้ไม่ทั่วถึง และหากจะใช้วิธีการออกบัตรส่วนลดให้ไปเลยก็จะมีค่าใช้จ่ายและยุ่งยาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและผู้ขนส่ง ว่าพิจารณาอย่างไร

พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในวันนี้ (28 เม.ย.) จะหารือกับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ถึงแนวทางการลดภาษีสรรพสามิตดีเซล เพื่อช่วยเหลือภาคขนส่ง แต่การตัดสินใจว่าจะลดหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง

นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) กล่าวว่า จะยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องค่าขนส่ง เนื่องจากค่าขนส่งของผู้ค้าก๊าซเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย 1 ร้านค้า จะใช้ดีเซล 500-1,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นเงิน 5,000-10,000 บาทต่อเดือน โดยจะติดตามว่ารัฐจะลดภาษีสรรพสามิตดีเซลหรือไม่ และลดเท่าใด จะครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ หากไม่ลด จะมีวิธีการช่วยเหลืออย่างไร แต่หากไม่มีทางช่วยเหลือ ก็คงต้องขอปรับขึ้นค่าขนส่งก๊าซหุงต้ม

ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างมาก คาดว่าปีนี้ไทยอาจต้องนำเข้าน้ำมันทะลุ 900,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามผู้ใช้และผู้ค้าน้ำมัน ต่างก็ปรับตัว โดยเห็นได้จากการหันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น ส่วนการลดภาษีดีเซลช่วยภาคขนส่งนั้นคงจะช่วยอะไรมากไม่ได้.
 
 



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 28 เมษายน 2008, 08:13:44 AM
คัดจากประชาชาติธุรกิจ

 ธนินท์ปั้นยุทธศาสตร์เกษตร ดัน'ข้าว-ยาง-ปาล์ม' โกย2ล้านล้าน 
 
 
 
 
 
 
 
 












 









 
 
   ผู้อ่านข่าว 1531 คน วันที่ 25 เมษายน 2551 - เวลา 19:41:46 น. 
 

   
วิสัยทัศน์"เจ้าสัวธนินท์"ชี้ยุควิกฤตอาหารโลกคือโอกาสทองประเทศไทยในรอบ1,000ปี ถึงเวลายกระดับรายได้เกษตรกร ผันเงินเข้าระบบ2ล้านล้าน เชื่อข้าว-สินค้าเกษตรพุ่งต่อเนื่อง ชูธง "ข้าว-ยาง-ปาล์ม"


"สิ่งที่คนเป็นห่วงกันตอนนี้คือ กลัวว่าจะถึงยุคข้าวยากหมากแพง แต่ถ้าแก้วิกฤตตรงนี้ได้ ใช้โอกาสให้เป็น ประเทศรวยแน่ เศรษฐกิจฟื้นทันที"ก่อนที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะให้บทสรุปในประโยคดังกล่าว ปิดท้ายในการให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" และเครือมติชน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญซึ่งนักธุรกิจผู้เป็นแม่ทัพของอาณาจักรธุรกิจการเกษตรใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ย้ำค่อนข้างชัดเจนก็คือ ในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าเกษตรสำหรับบริโภครวมถึงสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นพลังงานกำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความกังวลว่าอาจเกิดวิกฤตการณ์ขาดอาหาร และราคาก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น จุดนี้น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารเพื่อการส่งออก และยังสามารถใช้โอกาสดังกล่าว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ เพิ่มกำลังซื้อ รวมถึงสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศไทยได้ในระยะยาว หากมีการจัดการที่เหมาะสม

"ผมว่าในรอบ 1,000 ปีเราไม่เคยเจอโอกาสดีแบบนี้ นี่คือโอกาสที่เมืองไทยจะรวยเท่ากับญี่ปุ่น เกาหลี หรือไต้หวัน สิ่งที่จะทำให้เรารวยคือน้ำมันบนดิน สินค้าเกษตรที่เราปลูกได้กำลังมีราคาดี ผมว่านี่คือโอกาส"

แนวทางการจัดการหรือยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม 3 เรื่องได้แก่ 1.การจัดระบบและพัฒนาที่ดินสำหรับการเกษตรที่มีอยู่ประมาณ 67 ล้านไร่ให้เหมาะสม 2.ลงทุนระบบชลประทานอย่างจริงจัง 3.ให้ความรู้ในด้านการวิจัยและพัฒนา พร้อมกับรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

 
"เรามีพื้นที่เกษตรอยู่ 67 ล้านไร่ เอา 25 ล้านไร่มาปลูกข้าว ทำระบบชลประทานให้ดีเลย เหมือนที่เราเลี้ยงไก่ เลี้ยงกุ้ง ต้องจัดการให้น้ำมีใช้ หมุนถ่ายได้ตลอด ผมสนับสนุนให้รัฐบาลลงทุนเรื่องนี้เต็มที่ มองอย่างไรก็คุ้ม ส่วนที่เหลือจากทำนา เอา 30 ล้านไร่ไปปลูกยาง อีก 12 ล้านไร่ก็ปลูกปาล์ม ถ้าทำได้อย่างนี้ 67 ล้านไร่นี่จะทำให้เกษตรกรได้เงินปีละ 2 ล้านล้าน (บาท) แล้วเมืองไทยจะไม่รวยได้อย่างไร กำลังซื้อจะไม่มาได้อย่างไร คิดดูถ้ามีเงินเข้าไปในระบบอีกล้านล้าน เศรษฐกิจจะกระเตื้องขนาดไหน"

ทั้งนี้นายธนินท์เชื่อว่า แนวโน้มของราคาสินค้าเกษตรจะยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพืชที่มีความสำคัญเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศในอนาคตคือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยราคายางพารามีโอกาสที่จะสูงขึ้นไปถึง 150 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีเพียงประเทศไทย รวมถึงในมาเลเซีย อินโดนีเซียเท่านั้นที่สามารถปลูกยางพาราได้ผลเต็มที่ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับแนวโน้มราคาข้าวเขายังเชื่อว่า ราคาจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป แม้ว่าล่าสุดเวียดนามยอมทำข้อตกลงขายข้าวจำนวน 1 ล้านตันให้กับฟิลิปปินส์ไปแล้วก็ตาม

ส่วนประเด็นที่ธนาคารโลกหรือสหประชาชาติเริ่มแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับวิกฤตอาหาร โดยเรียกร้องประเทศผู้ผลิตข้าวและอาหารนั้น ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความเห็นว่า หากพิจารณาเปรียบเทียบแล้ว ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นยังไม่มากเท่าไหร่ ขณะที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากไม่กี่ 10 เหรียญกลายเป็น 100 กว่าเหรียญแล้วในขณะนี้


"ข้าวเรายังไม่ขึ้นเท่าไหร่ น้ำมันขึ้นไปตั้งกี่เท่าแล้ว ทำไมไอเอ็มเอฟไม่พูดเรื่องน้ำมันบ้าง...
...คนปลูกข้าวที่เลี้ยงชีวิตมนุษย์ปล่อยให้จนได้อย่างไร มนุษย์สำคัญกว่าเครื่องจักรเยอะ เครื่องจักรไม่มีน้ำมันไม่เป็นไร แต่ทำไมผู้ผลิตอาหารมนุษย์ยังจนอยู่ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร"

ทั้งนี้ นายธนินท์ระบุว่า โอกาสในการพัฒนาของประเทศไทยยังมีอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลเข้ามาให้การสนับสนุนด้านวิชาการ พัฒนาสายพันธุ์พืชให้ได้ผลผลิตเพิ่ม คอยดูแลด้านการขาย การตลาดให้สินค้าเกษตรราคาไม่ตก

"รัฐบาลมีหน้าที่ไปช่วยวิชาการ แล้วก็ขายให้แพง ยิ่งแพงประเทศยิ่งรวย เป็นสมบัติของชาติ เป็นน้ำมันบนดินใช้ได้ไม่รู้จบ ถ้าเราไม่เข้าใจ ไปกดราคา สมบัติเราก็ต่ำลง จนลงกันทั่วประเทศ

ที่เกษตรกรเขาต้องการคือ สินค้าเกษตรราคาดี ถ้าราคาดีอีกหน่อย ธ.ก.ส.ก็ไม่ต้องแล้ว ทุกแบงก์พร้อมจะวิ่งเข้าไปปล่อยเอง แต่ถ้าสินค้าเกษตรราคาต่ำ ต่อให้ทำดี 3 ปีแล้ง 1 ปีก็พัง อย่างนั้นแบงก์ก็ไม่เอาด้วย"

ขณะเดียวกันก็ย้ำประเด็นที่เคยให้สัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้ว่า แนวทางที่เขาเสนอ ทฤษฎี 2 สูง สำหรับพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แม้จะมีนักวิชาการหรือหลายๆ ฝ่ายออกมาให้ความเห็นว่า จะมีผลกระทบกับภาวะเงินเฟ้อ
เขายืนยันว่า ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการปรับรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนข้าราชการ หรือรายได้ของคนทั่วไปส่วนอื่นๆ ให้สอดคล้องกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น หากปรับตัวสูงคู่กันไปทั้ง 2 ด้าน ก็จะไม่มีปัญหา ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากความคึกคักของธุรกิจที่ขยายตัว สามารถนำเงินภาษีไปใช้รองรับการปรับเงินเดือนได้ในระยะยาว หรือจำนำไปใช้ในการลงทุนระบบชลประทานให้สมบูรณ์มากขึ้นก็สามารถทำได้

"จากนี้ไปผมว่าการเมืองจะยุ่งก็ยุ่งไป แต่อย่าทำให้สินค้าเกษตรมีปัญหา ห่วงที่สุดคือขึ้นเงินเดือนไม่ได้ นักวิชาการไม่เข้าใจกลัวเงินเฟ้อ ไม่ต้องกลัว ฉะนั้นต้องใช้วิธีสองสูง ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะได้ภาษีเพิ่มขึ้นอีกมาก สินค้าเกษตรราคาขึ้น กำลังซื้อเพิ่ม โรงงานก็ได้ด้วย เพราะของจะไม่พอขายแล้ว คนจนเขาไม่ซื้อรถเบนซ์ เขาก็ซื้อของจำเป็นก่อน แล้วถ้าขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการให้เขามีเงินจับจ่าย 2 กลุ่มนี้มีเงินจ่าย รัฐบาลจะเก็บภาษีได้อีกเยอะเลย"

นอกจากนี้ นายธนินท์ยังให้ภาพถึงทิศทางการพัฒนาธุรกิจเกษตรในเครือเจริญโภคภัณฑ์ว่า จะยังเน้นทั้ง 2 ทางคือการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ เน้นการค้นคว้าเทคโนโลยีที่จะเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญในการพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรที่เป็นความรู้ดั้งเดิมของเกษตรกรไทย หรือภูมิปัญญาด้านการเกษตร เช่น การพัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมือง ส่งเสริมและอนุรักษ์ควายไทย รวมถึงการวิจัย พัฒนาพันธุ์หมูพื้นเมือง ซึ่งจะมุ่งไปที่การพัฒนาพันธุ์ให้เข้มแข็ง และแจกจ่ายไปยังชาวบ้าน เกษตรกรผู้ยากไร้โดยไม่มุ่งที่กำไรแต่อย่างใด


 



--------------------------------------------------------------------------------
อีกมุมหนึ่งของเจ้าสัวธนินท์
ไก่ชน-หมูพื้นบ้าน-ควายไทย

ในระหว่างการสนทนา-สัมภาษณ์พิเศษ ประเด็นหนึ่งที่ธนินท์ เจียรวนนท์ ให้น้ำหนักความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ การย้อนกลับไปสนใจปศุสัตว์ที่เป็นองค์ความรู้ดั้งเดิม ซึ่งนอกจาก "ไก่ชน" หรือไก่พันธุ์พื้นเมืองที่เจ้าสัวธนินท์ชอบเป็นการส่วนตัวแล้ว วิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาปศุสัตว์พื้นบ้านก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ทำไมถึงสนใจไก่พื้นเมือง
ผมกำลังมองว่าประเทศไทยต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตร ซึ่งถ้าจะทำเกษตร ต้องทำแบบไฮเทคไปเลย หรือไม่ก็ทำแบบยั่งยืน ทำอะไรอย่าไปทำครึ่งๆ กลางๆ ทำไฮเทคก็ไฮเทคไปเลย มีทางเลือกทำครึ่งๆ กลางๆ สุดท้ายล้มละลายแน่
อย่างหนึ่งก็คือแบบธรรมชาติ คือ ความรู้ที่มีมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น
เมื่อก่อนเขาจะมีคำพูดว่า ช้างคู่เมือง ไก่คู่บ้าน ไก่พื้นบ้านของเรานี่แหละมีประโยชน์ที่สุด เป็นแหล่งโปรตีนมานาน
ไก่พื้นบ้านคือตู้เย็นเคลื่อนที่ ไม่ต้องเชือดแช่ตู้เย็นก็ไม่ต้องแช่ เอามากินได้ตลอด ไม่มีปลาก็กินไก่ แต่ปัญหาก็คือชาวบ้านเลี้ยงไก่ยิ่งตัวเล็กลง เราต้องหาทางทำให้ดีขึ้น ผมถึงสนใจไก่พันธุ์พื้นเมือง ทำยังไงจะเลี้ยงได้ตัวใหญ่ เลี้ยงแล้วเอามาทำได้
แล้วที่สำคัญ "บ่อนไก่" ผมถือว่าเป็นตลาดหลักทรัพย์ของคนจน คนไปมองแต่ว่าเป็นเรื่องการพนัน ความจริงชาวบ้านเขาตีไก่ชนะมันช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ได้ราคาเป็นพัน เป็นหมื่น
ไม่มีอุตสาหกรรมไหนได้มูลค่าเพิ่มได้เป็นพันเท่าเหมือนแบบนี้  มีที่สนามชนไก่ สนุก ตื่นเต้น ไม่ต้องเสียเงินซื้อหนังจากต่างประเทศมาดู 
ตัวเมียตีไม่ได้ก็เอามากิน ตัวผู้ 10 ตัว จะมีเก่งสัก 1 ตัว ตีเก่งก็ได้มูลค่าเพิ่ม ตัวที่ตีไม่ได้อีก 9 ตัวเอาไปกินฟรีๆ คนมองข้ามตรงนี้ ไปมองแต่เรื่องการพนัน

แล้วที่มีข่าวว่าคุณธนินท์สนใจหมูพันธุ์พื้นบ้านด้วย
อย่างหมูพื้นเมือง ต้องรักษาไว้ เพราะเลี้ยงง่ายไม่ค่อยเป็นโรค มันมาก เนื้อน้อยแต่เนื้ออร่อยกว่าหมูสมัยนี้ มันก็หอม
ผมอยากเปลี่ยนความคิดใหม่ คือคนที่อายุต่ำกว่าห้าสิบลงไปกินน้ำมันหมูดีกว่าน้ำมันพืช น้ำมันพืชกินได้แค่น้ำมันข้าวโพดกับน้ำมันดอกทานตะวัน แล้วอย่าใช้ 2 ครั้ง มันจะเป็นพิษ  น้ำมันพืชทำให้คนเป็นมะเร็ง แต่น้ำมันหมูไม่มีทำให้เป็นมะเร็ง ผมอยากให้คนหนุ่มเด็ก กินน้ำมันหมูแทน   
สมัยก่อนเหมา เจ๋อ ตุงกินขาหมูทุกวัน เขาบอกว่าไม่กินแล้วสมองไม่แล่น เรากินมันหมูปลอดภัยจากมะเร็งมากกว่า

เห็นว่ากำลังขยายพันธุ์ควายไทยด้วย
ผมยังสนใจเลี้ยงควาย เวลากรมปศุสัตว์จัดประกวดควาย ผมให้คนของผมไปประมูล ให้ไปเลยแสนห้า ปกติเขาซื้อขายกันแค่ห้าหมื่น ผมบอกแสนห้า อธิบดีกรมปศุสัตว์มาบ่นทำให้เสียราคา ผมก็บอกว่าท่านอธิบดี คุณควรต้องเอารถไปรับผมมา เพราะผมทำให้ควายมีค่า แล้วผมก็แบ่งน้ำเชื้อกระจายต่อไปอีก ยกระดับให้เกิดการเลี้ยงเกิดการพัฒนา ถ้าจะเอากำไรผมต้องกดราคาสิ ผมอยากให้คนเลี้ยงให้ดี ผมแบ่งน้ำเชื้อให้ปศุสัตว์เอาไปผสมให้ชาวบ้านฟรีๆ เลย
เกษตรเมืองไทยผมจะเดินทั้ง 2 ทาง หมูพื้นบ้านต้องเอากลับมา ทุกบ้านเลี้ยงได้ ไม่มีโรค ปลอดภัย ไม่ต้องฉีดยา ไก่ชนก็เหมือนกัน เพราะเป็นไก่พื้นบ้าน ต้องส่งเสริม ควายของเราต้องอนุรักษ์ไว้ นี่คือสิ่งที่ไปควบคู่กัน เกษตรทันสมัย กับภูมิปัญญาในอดีตที่ต้องรักษา
 
 
 
 
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 28 เมษายน 2008, 08:16:21 AM
(ต่อ)

ค้าข้าวใกล้เดี้ยงราคาพุ่ง-เสี่ยงสูง

นักวิชาการ-โรงสี-ผู้ส่งออกประสานเสียง แนะรัฐเร่งขายข้าวในสต๊อก 2.1 ล้านตันออกสู่ตลาดแก้วิกฤตข้าวแพงในประเทศ แต่พาณิชย์ยืนยันขอกอดสต๊อกต่อ ให้สัญญาไม่ออกมาตรการแทรกแซงวงจรข้าว เตรียมชง "มิ่งขวัญ" ตัดสินใจจะเข้าร่วมประมูลข้าวฟิลิปปินส์รอบสองในวันที่ 5 พ.ค.หรือไม่ ด้านผู้ส่งออกคาดราคาข้าวเปลือกมีสิทธิถึง 20,000 บาท/ตัน เตือนตลาดต่างประเทศรับราคาข้าวไม่ไหว ส่งสัญญาณส่งออกข้าวชะลอตัว

ราคาข้าวในตลาดโลกช่วงสัปดาห์นี้ยังขยับตัวสูงขึ้น แต่ไม่แรงเหมือนช่วงต้นเดือนเมษายน โดยราคาข้าวหอมมะลิ (FOB) ณ วันที่ 23 เมษายนอยู่ที่ตันละ 1,158 เหรียญสหรัฐ, ข้าวขาว 100% ตันละ 894 เหรียญสหรัฐ, ข้าวขาว 25% ตันละ 830 เหรียญสหรัฐ ขณะที่วงจรระบบการค้าข้าวในไทยเริ่มมีปัญหา เมื่อ "ฟิลิปปินส์" ซึ่งเกิดปัญหาขาดแคลนข้าวในประเทศอย่างหนักยอมสู้ราคาประมูลข้าวสูงลิบลิ่ว

ส่งผลให้ราคาข้าวในไทยปรับตัวสูงขึ้น โดย "อ้างอิง" ราคาขายข้าวให้ฟิลิปปินส์ เมื่อผู้ส่งออกมีต้นทุนสูงจึงจำต้องเสนอราคาขายข้าวที่สูงไปด้วย แต่ผลตอบรับจากผู้ซื้อข้าวในตลาดอื่นๆ ก็คือ "รับราคาข้าวที่สูงขนาดนี้ไม่ได้" ในขณะเดียวกันราคาข้าวภายในที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบกับคนไทยต้องบริโภคข้าวในราคาแพง ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งระบายสต๊อกข้าว 2.1 ล้านตัน "บางส่วน" ออกมาทำข้าวถุงราคาถูก เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนในประเทศ

"พงษ์ลาภ" แนะรัฐเข้าประมูลฟิลิปปินส์

นายสมพงษ์ กิตติเรียงลาภ ประธานกรรมการ บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ล่าสุดองค์การอาหารแห่งชาติ (NFA) ฟิลิปปินส์ ตกลงซื้อข้าวจากเวียดนามที่เสนอขายข้าวขาว 25% ปริมาณ 110,000 ตัน ในราคาส่งออกรวมค่าขนส่งและค่าระวางเรือ (CIF) ตันละ 1,200 เหรียญสหรัฐ และซื้อจากไทยที่เสนอขาย 200,000 ตัน ในราคาตันละ 1,070-1,150 เหรียญสหรัฐ ส่วน ปากีสถาน มีการกำหนดเพดานราคาส่งออกข้าว ทำให้ NFA ไม่สามารถซื้อข้าวจำนวน 24,000 ตัน ที่ปากีสถานเสนอขายที่ตันละ 870 เหรียญสหรัฐได้

ดังนั้นการประมูลข้าวรอบต่อไปของฟิลิปปินส์ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม น่าจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างไทยและเวียดนาม ซึ่งเชื่อว่าราคาในการประมูลจะอยู่ในระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าราคาตลาด อย่างไรก็ตามปัญหาก็คือ NFA ออกเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วมประมูลต้องเป็นหน่วยงานภาครัฐ หรือได้รับการรับรองจากรัฐบาล เท่ากับว่าตัดโอกาสภาคเอกชน ทางเอกชนจึงเสนอว่ารัฐบาลไทยอย่าทิ้งโอกาสตรงนี้ ให้เข้าร่วมประมูลด้วย แล้วจึงนำปริมาณข้าวที่ประมูลได้มาให้ สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศจัดสรรให้ผู้ส่งออก

"ปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือ ราคาอ้างอิงในการส่งออกข้าวถือว่าสูงมาก และทำให้ราคาภายในประเทศปรับสูงตาม ทำให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนข้าวสูงขึ้น แต่เมื่อผู้ส่งออกนำราคานั้นไปขายให้กับผู้ซื้อในประเทศอื่นๆ กลับขายข้าวไม่ได้ ส่วนตัวมองว่าราคาข้าวในขณะนี้ถือว่าสูงมากแล้ว มีความเสี่ยง รัฐบาลจึงควรเร่งระบายสต๊อกในส่วนที่เป็นข้าวเก่าจำนวนหลายแสนตันออกมาก่อน เพราะขายตอนนี้ยังได้กำไรอยู่ หากรอจนราคาข้าวตกลงมาแล้ว รัฐบาลจะเสียประโยชน์" นายสมพงษ์กล่าว

ตลาดเริ่มส่งสัญญาณข้าวแพงเกิน

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ระบุว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวเริ่มลดความร้อนแรงลง หลังจากไทยส่งออกข้าวเดือนละ 1 ล้านตันต่อเนื่องมา 5-6 เดือน ล่าสุดเดือนเมษายนคาดว่าจะส่งออกได้ประมาณ 800,000 ตัน หลังจากนั้นคาดว่าจะลดลงเหลือเดือนละ 600,000-700,000 ตัน "ราคาข้าวตอนนี้เป็นระดับที่สูงมากๆ เริ่มจะมีความเสี่ยง"

ทั้งนี้เห็นได้จากที่ญี่ปุ่นเปิดประมูลข้าว 60,000 ตันในโควตา WTO ปรากฏผู้ขายเสนอราคาสูงเกินไป ญี่ปุ่นจึงล้มประมูล และใช้คำว่า "over budget" เป็นสัญญาณที่ส่งออกมาว่า ตลาดต่างประเทศเริ่มจะไม่ไหวแล้วกับราคาข้าวที่สูงผิดปกติเช่นนี้ เช่นเดียวกับแอฟริกา ตอนนี้ก็ซื้อข้าวไม่ไหว ต้องหันไปบริโภคอย่างอื่น ต้องระวัง เพราะถึงจุดหนึ่งลูกค้าไม่ไหวต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อาจจะต้องหันกินเผือกกินมันหรือกินข้าวโพดที่ราคาต่ำลงมาบ้างแล้ว

ด้านนายวิชัย ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไรซ์แลนด์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ราคาข้าวยังมีโอกาสจะปรับสูงขึ้น จากขณะนี้ราคาข้าวเปลือกแห้ง (ความชื้น 14%) อยู่ที่ตันละ 15,000-17,000 บาท ไม่เคยสูงอย่างนี้มาก่อน แต่คิดว่าจะมีโอกาสสูงถึง 20,000 บาท เพราะขณะนี้สต๊อกทั่วโลกปรับลดลง

พาณิชย์ยันขอกอดสต๊อก 2.1 ล้านตันต่อ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ว่าหลายฝ่ายจะมีข้อเสนอเกี่ยวเนื่องกับการบริหารสต๊อกข้าวของรัฐบาล แต่ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ยังมี นโยบายที่จะคงปริมาณสต๊อกข้าวสำรองไว้ที่ 2.1 ล้านตัน จนกว่าผลผลิตข้าวในฤดู กาลใหม่จะออกมา (ข้าวนาปี) เพื่อป้องกันสถานการณ์ข้าวขาดแคลนในอนาคต โดยจะไม่นำข้าวดังกล่าวเข้าร่วมประมูลข้าวของรัฐบาลฟิลิปปินส์ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ส่วนจะร่วมประมูลหรือไม่นั้น จะต้องหารือกับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก่อน

ทั้งนี้ขอยืนยันว่าไทยยังไม่มีมาตรการด้านการส่งออกและสามารถส่งมอบข้าวได้ตามปกติ เพราะ "ไทยไม่ได้ขาดแคลนข้าว" ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายอย่าได้วิตกกังวลและซื้อข้าวตุน เพราะสถานการณ์การผลิตของไทยมีปริมาณมากเพียงพอกับการบริโภค และเหลือพอสำหรับการส่งออก 9 ล้านตันต่อปี และในบางปีไทยเคยส่งออกถึง 10.4 ล้านตันในปี 2547

ส่วนกรณีที่ญี่ปุ่นมีการล้มประมูลข้าวจำนวน 60,000 ตัน โดยอ้างว่าเสนอราคาสูงเกินไปนั้น มองว่าไม่กระทบกับราคาข้าว เพราะญี่ปุ่นไม่ใช่ตลาดข้าวสำคัญ ขณะนี้ตลาดข้าวสำคัญยังไม่ได้เปิดประมูล โดยเฉพาะอิหร่าน 900,000 ตัน น่าจะเปิดประมูลประมาณกลางปี, ฟิลิปปินส์ยังต้องนำเข้าอีก 2.7 ล้านตัน, อินโดนีเซียประมาณ 1 ล้านตัน, อิรัก 1.1 ล้านตัน, บังกลาเทศ ซึ่งประสบปัญหาพายุไต้ฝุ่นน่าจะนำเข้าข้าว 1 ล้านตัน และยังมีไนจีเรีย-ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายใหญ่ปีละ 460,000 ตัน ส่วนฮ่องกง นำเข้าข้าวหอมมะลิปีละประมาณ 300,000 ตัน

นักวิชาการ-โรงสีเร่งพาณิชย์ระบายสต๊อก

นายนิพนธ์ พัวพงศกร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในระหว่างการสัมมนาเรื่อง "สถาน การณ์ราคาข้าว : โอกาสของชาวนาไทย" ว่า สถานการณ์ราคาข้าวที่ปรับขึ้นขณะนี้เป็น "ราคาฟองสบู่" แต่คาดว่าราคาข้าวจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อย 5 ปี โดยตนเสนอให้รัฐบาลนำข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล 2.1 ล้านตัน ออกมาระบายเพื่อนำ "กำไร" ไปตั้งกองทุนสำหรับพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต

สอดคล้องกับความเห็นของนายปราโมทย์ วานิชนนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงสีข้าวไทย ที่ระบุว่า รัฐบาลควรนำสต๊อกข้าว 2.1 ล้านตัน ออกมาขาย เพื่อบรรเทาปัญหาราคาข้าวในประเทศแพง นอกจากนี้การนำสต๊อกจำนวนนี้มาระบาย จะทำให้รัฐบาลได้กำไรถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐควรนำเงินจำนวนดังกล่าวมาจัดสร้างศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าว เพื่อวิจัยและกระจายพันธุ์ข้าวให้กับชาวนา แนวทางนี้จะดีกว่าเก็บข้าวไว้จนข้าวตลาดโลกราคาถูก และท้ายที่สุดต้องนำข้าวดังกล่าวไปขายราคาถูกให้กับ ผู้ส่งออก

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน คาดว่าช่วงไตรมาสที่ 2 การส่งออกข้าวไปตลาดต่างประเทศจะชะลอตัว จึงไม่อยากให้ประชาชนกังวลและกักตุน ส่วนการดูแลข้าวถุงภายในประเทศนั้น คงไม่ใช้มาตรการใดออกมาบังคับ เพราะเชื่อว่าผู้ประกอบการข้าวภายในประเทศขณะนี้เริ่มปรับตัวลดทำให้ส่วนเหลื่อมระหว่างราคาไม่ต่างกันมากนัก โดยราคาหน้าถุงข้าวหอมมะลิขณะนี้อยู่ที่ 210 บาท/ถุง ข้าวขาว 160 บาท/ถุง แต่ราคาที่จำหน่ายยังไม่ถึงราคาหน้าถุงที่ตั้งไว้ เช่น ข้าวมะลิราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 155-209 บาท/ถุง


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 28 เมษายน 2008, 08:17:47 AM
แก้ รธน.-คืนยศลูกเหลิม แล้วชาวบ้านได้อะไร !!!

บทบรรณาธิการประชาชาติ

รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช บริหารประเทศมาได้ 2 เดือนกว่าแล้ว แต่คนทั่วไปเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาล อยู่นานไปแล้ว ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลที่ประกาศนโยบายประชานิยมแบบ ต่อยอด คนไทยแทบไม่ได้รับข่าวดี แต่ละวัน คนไทยต้องเผชิญหน้ากับข่าวร้ายแบบรายวัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตน้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง จนถึงขั้นขาดตลาด ค่าครองชีพพุ่งสูง ลูกจ้างและผู้ใช้แรงงาน โอดครวญ ตัวเลขเงินเฟ้อทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวล หลายคนพูดตรงกันว่า สังคมไทยเดินหน้าเข้า สู่ยุคข้าวยากหมากแพง แม้แต่เจ้าสัว ซี.พี.อย่างธนินท์ เจียรวนนท์ ต้องออกมาร้องทักให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้ถูกทาง

ชั่วโมงนี้เสียงเพรียกของชาวบ้านก็คือ รัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้ทำอะไรบ้าง เพื่อเยียวยาวิกฤตเศรษฐกิจที่ถาโถมกันเข้ามา สิ่งที่ชาวบ้านได้รับรู้และได้ยินก็คือ นักการเมือง จากพรรครัฐบาลสนใจแต่เพียงประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหลีกหนีการยุบพรรค รัฐบาลใช้สื่อของรัฐโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์วันละ 3 เวลา ถึงประโยชน์แห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่คนไทยมิได้กินแกลบ ผู้มีสติปัญญาย่อมอ่านเกมออกว่า รัฐบาลทำเพื่อตัวเอง ยิ่งนานวันชาวบ้านยิ่งเห็นธาตุแท้ของรัฐบาลสมัครแบบล่อนจ้อน

วันนี้ชาวบ้านกำลังกินข้าวแพง และเริ่มไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้ข้าวจะหายไปจากตลาดหรือไม่ แต่นายสมัคร สุนทรเวช กลับรีบเร่งคืนยศร้อยตรีให้แก่นายดวง อยู่บำรุง ลูกชายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถามกันตรงๆ ว่า วันนี้กองทัพขาดกำลังพลขนาดหนักจนถึงขั้นต้องเอานายดวงที่ประวัติส่วนตัวมีปัญหา กลับมารับราชการเชียวหรือ ถ้าไม่เอานายดวงกลับเข้ารับราชการ กองทัพจะเสียหายกระนั้นหรือ เอาเข้าจริงบ้านเมืองวันนี้มีเรื่องให้รัฐบาลจัดการมากมาย แต่นายกรัฐมนตรีก็เลือกที่จะทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง กรณีดังกล่าวเป็นการตอกย้ำว่า รัฐบาลกำลังทำทุกอย่างเพื่อตัวเองและพวกพ้อง โดยไม่เกรงใจประชาชนแม้แต่น้อย

สิ่งที่น่าเศร้าในความเสี่ยงของบ้านเมืองก็คือ แทนที่คนไทยจะได้รับฟังการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในปัญหาสำคัญๆ เช่น ปัญหาน้ำมันแพงจะแก้ไขปัญหาอย่างไร จะรับมือกับวิกฤตในระยะยาวอย่างไร หรือจะประหยัดพลังงานกันอย่างไร กลับไม่มีคำตอบที่น่าสบายใจ

หรืออย่างปัญหาเรื่องข้าวที่คนกินข้าวไม่เชื่อว่าจะเป็นโอกาสของประเทศ ทั้งๆ ที่ประเทศไทย ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก แต่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับไม่เคยส่งสัญญาณที่ถูกต้องและชัดเจน จนเป็นที่มาของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่า คงไม่แคล้วทำเพื่อคนส่วนน้อยอีกเช่นเคย

นับเป็นความโชคร้ายของคนไทยที่นอกจากจะไม่ได้ยินหรือได้ฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่สิ่งที่ได้เห็นคาตาและได้รับฟังคาหูคือ คำสบถของผู้นำรัฐบาลแบบรายวัน ทั้งการให้สัมภาษณ์ประจำวันและรายการสนทนาประสาสมัครทุกวันอาทิตย์ ล่าสุดคำพูด ที่หลุดออกจากปากผู้นำก็คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จก็เลือกตั้งใหม่ถามกันตรงๆ ว่า ผู้นำประเทศมีสาระอย่างอื่นมากกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้าไม่มีควรสงบปากสงบคำไว้จะดีต่อประเทศชาติและประชาชนมากกว่า


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 28 เมษายน 2008, 08:21:57 AM
สถานการณ์ราคาข้าว "วิกฤต"หรือ "โอกาส" ของไทย


 
ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดทั้งวิกฤตและโอกาส ไม่ว่าจะเป็นชาวนา-พ่อค้าคนกลาง-โรงสี-ผู้ส่งออก จนกระทั่งถึงผู้บริโภค ด้านหนึ่งชาวนา ในฐานะผู้ปลูกข้าว ขายข้าวได้ราคาดีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผู้ส่งออก/โรงสีข้าว มีโอกาส ในการทำกำไรจาก "ส่วนต่างของราคาข้าว" ที่เพิ่มสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับจังหวะและการเก็งตลาดของแต่ละคน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคกลับต้องกินข้าวในราคาที่แพงขึ้น ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ข้าวกลับขาดหายไปจากตลาด ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นเหล่านี้ "ประชาชาติธุรกิจ" จัดสัมมนาโต๊ะกลมในหัวข้อ "สถานการณ์ข้าว วิกฤต หรือโอกาส ของไทย" มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

ต้นทุน ปุ๋ย น้ำมัน จี้ชาวนามาติดๆ

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ราคาข้าวที่แพงขึ้นถือเป็นทั้ง "วิกฤต" และ "โอกาส" ที่มาในเวลาเดียวกัน ราคาข้าวที่ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2550 ที่ผ่านมาขยับตั้งแต่ราคา 8,000 บาท/ตัน เรื่อยมาจนถึง 9,000 บาท/ตัน เป็นช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวและมีข้าวออกมาพอดี ซึ่งชาวนาได้ประโยชน์ส่วนหนึ่งและค่อนข้างพอใจกับราคานี้

เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ราคาข้าวได้ปรับขึ้นไปที่ 10,000-11,000 บาท/ตัน และในช่วงนี้เท่านั้นที่ชาวนาจะได้รับประโยชน์

ในขณะเดียวกันก็มีวิกฤตตามมาคือ เรื่องของต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่ปรับราคาตามเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาปุ๋ยจากเดิมที่ 9,000 บาท/ตัน ปรับขึ้นมา 11,000-12,000 บาท/ตัน และคาดว่าจะปรับไปถึง 17,000-18,000 บาท/ตันได้ เรียกได้ว่า "ราคาปุ๋ยขึ้นเร็วกว่าราคาข้าวเสียอีก ขึ้นกันเป็นรายวันเลย บางวันยังไม่ได้ขายราคาเก่าเลย โรงงานบอกต้องขึ้นราคาใหม่อีกแล้ว" ทั้งนี้เมื่อรวมต้นทุนการปลูกข้าวต่อไร่ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 5,690 บาท/ไร่

โรงสีข้าวฟันธงนาปรับได้ประโยชน์

นายปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ไม่มีใครคิดมาก่อนว่า วิกฤตการณ์ข้าวครั้งนี้จะรุนแรงเป็นประวัติการณ์ เริ่มจากโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ราคาข้าวนาปรังอยู่ที่ 6,700 บาท ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 9,300 บาท จากนั้นราคาข้าวก็ขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่มีใครตกใจว่าข้าวจะขึ้นมหาศาลอย่างนี้ "จาก 6,000 บาทขึ้นไปถึง 10,000 บาท"

โดยราคาข้าวขึ้นผิดปกติตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์-เมษายน ทุกคนประสบภาวะหัวเราะ-ร้องไห้-เจ๊ง รวยก็เยอะ ทำไมเป็นอย่างนี้ ต้องดูว่า ข้าวนาปี จะเกี่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคม กลางตุลาคมจะเริ่มออก "มะลิเบา-กผ 15" พอเดือนพฤศจิกายน "มะลิหนัก" จะเริ่มออก ตามปกติข้าวนาปีทั่วไปจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมกราคม ปริมาณข้าว 24-25 ล้านตัน ตรงนี้บอกได้เลยว่า มีชาวนาทำนาปีอยู่ประมาณ 3.3 ล้านครอบครัว นาปรัง 400,000 ครอบครัว

ถ้าจะมองว่า ใครได้ใครเสียจากวิกฤตข้าวครั้งนี้ ข้าวนาปีจะถูกเก็บเกี่ยวเกือบหมดตั้งแต่เดือนธันวาคมแล้ว ประมาณสัก 70% อยู่ในมือพ่อค้าหมด ตั้งแต่พ่อค้าท้องถิ่น-โรงสี-ผู้ส่งออกข้าว ข้าวหลุดจากมือชาวนาไปแล้ว ส่วนข้าวนาปรังจะเริ่มเก็บเกี่ยวกันเดือนมีนาคม-เมษายน ประมาณ 4 ล้านตัน ถึงตอนนี้ข้าวมันขึ้นไปทุกอาทิตย์ จากราคาจำนำเดือนพฤศจิกายน 6,700 บาท มาถึงเดือนมีนาคม/เมษายนมัน 12,000 บาท

ข้าวนาปรังจะเก็บเกี่ยว 2 รุ่น ราคาข้าวดีอย่างนี้ ชาวนาแห่ปลูกกันใหญ่ รุ่น 2 เริ่มเก็บเกี่ยวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อีก 4 ล้านตัน ผมฟันธงลงไปเลยว่า ข้าวนาปี ชาวนาได้ตามราคารับจำนำปกติ แต่มาถึงนาปรัง ชาวนารับไปเต็มๆ 10,000 กว่าบาท ตรงนี้ 400,000 ครอบครัวได้ไปเลย ทุกคนแย่งกันมาซื้อข้าว โรงสีนี่ตรงลงไปจองกันในนาเลย เพราะกลัวไม่มีข้าวส่งมอบให้ผู้ส่งออกที่ทำสัญญาล่วงหน้ากันไปแล้ว

แต่สิ่งที่เป็นห่วงก็คือ ถ้าไม่จับตามองใกล้ชิด เรามีเวลาอีก 8 เดือนจนถึงเดือนธันวาคม ถ้าไม่ระวัง เราส่งออกข้าวจนหลุด 9 ล้านตันไปถึง 10-12 ล้านตัน ถึงตอนนั้นคนกรุงเทพฯต้องเข้าคิวซื้อข้าวกินแน่ รัฐบาลต้องเข้ามากำกับดูแล จากไม่ขาดแคลนจะกลายเป็นขาดแคลน ถ้าการบริหารจัดการไม่ระวังพอ

แล้วราคาข้าวก็เดินมาถึงจุดเสี่ยง

ในฐานะผู้ส่งออก นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ระบุว่า สถานการณ์ข้าวราคาพุ่งสูง ไม่ได้เกิดจากผลผลิตข้าวลดลง ทางกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) รายงานว่า ผลผลิตข้าวของ "อินเดีย" ในปี 2550 อยู่ที่ 93 ล้านตัน ในปี 2551 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 94 ล้านตัน เช่นเดียวกับ "เวียดนาม" ที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 22.89 ล้านตัน เป็น 23.26 ล้านตัน

ประเด็นที่ทำให้ราคาข้าวพุ่งสูงขึ้น เกิดจากปริมาณการบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยอินเดีย ในปี 2550 มีปริมาณบริโภคข้าว 87 ล้านตัน ในปี 2551 คาดว่าจะอยู่ที่ 90.5 ล้านตัน ส่วนเวียดนามมีปริมาณการบริโภคข้าวในปี 2550 อยู่ที่ 87 ล้านตัน ในปี 2551 อยู่ที่ 90.5 ล้านตัน นอกจากนี้ราคา "ธัญพืช" ในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง ทำให้ความต้องการบริโภคข้าวเพิ่มมากขึ้น

อีกคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมราคาข้าวปีก่อนไม่ขึ้นเลย สาเหตุใหญ่เพราะทุกคนทราบว่าไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุด มีสต๊อกข้าวเหลือเยอะมาก รัฐบาลมีสต๊อก 5-6 ล้านตัน ประเทศผู้ซื้อจึงไม่ต้องเร่งซื้อ จึงไม่มีการซื้อเก็บ ใช้ลักษณะ hand to mouth หิวค่อยหยิบกิน

ถึงจุดจุดหนี่ง อินเดียเริ่มส่งสัญญาณที่ทำให้ "ข้าวแพง" เพราะคนบริโภคมากขึ้น อินเดียจึงเริ่มชะลอการส่งออก ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ตามต่อด้วยเวียดนามที่มีพายุเข้ามา เกรงว่าผลผลิตจะมีปัญหา บริโภคในประเทศก็มาก ราคาสูง จึงออกมาตรการในการชะลอการส่งออก ถนนทุกสายจึงวิ่งมาสู่ไทย ผู้ส่งออกเริ่มส่งออกข้าวเดือนละ "ล้านตัน" ตั้งแต่พฤศจิกายน 2550 ติดต่อกันมา 6 เดือน ขณะที่ราคาข้าวเองไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเริ่มกลัว เป็นห่วง เร่งซื้อตุน ราคาเลยยิ่งพุ่งสูง

บางคนมองว่า ผู้ส่งออกได้ประโยชน์มากจากราคาสูง ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะชาวนาขายข้าวปลายปีที่แล้ว ในราคาไม่สูง โรงสีซื้อมาขายให้ผู้ส่งออก ต่อมา ผู้ส่งออกขายออกไปในราคา ณ วันนั้น ไม่ได้เก็บสต๊อกไว้ วันนี้ราคาสูง ต้นทุนผู้ส่งออกก็สูงตาม วันนี้ "ชาวนา" ถือว่ามีโอกาสมากที่สุด เพราะโรงสีต้องเข้าไปจองข้าวในนา ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน

แม้ต้นทุนการผลิตจะค่อนข้างสูง แต่ถัวเฉลี่ยแล้ว จากราคาข้าวที่ 12,000-13,000 บาทต่อเกวียน เทียบกับต้นทุน ชาวนายังมีกำไรเยอะ จึงน่าจะเป็นโอกาสมากกว่าจะวิกฤต

ซี.พี.ดันพันธุ์ข้าวลูกผสม

ด้าน นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วมกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.) ให้ข้อมูลว่า โลกนี้มีพื้นที่ปลูกข้าว 964 ล้านไร่ ประเทศที่มีผลผลิตข้าวสูงคือ สหรัฐ จีน อินเดีย ผลผลิตต่อไร่ได้สูงกว่า 1,000 ก.ก. ส่วนไทยผลผลิตนาปรัง 600-700 ก.ก./ไร่

สิ่งที่ต้องกังวลคือ พืชพลังงานเองก็มีราคาสูงขึ้นตลอด แต่ถ้าราคาข้าวยังสูงอยู่ในระดับ 10,000 บาท/เกวียน เชื่อว่าไทยยังรักษาพื้นที่ปลูกข้าวไว้ได้ แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือ ทำอย่างไรให้ผลผลิตต่อไร่ของไทยสูงขึ้น ปัญหาจึงย้อนกลับไปว่า หากกรมการข้าวยังมีการอุดหนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่ตลอด เอกชนก็ไม่เข้ามาช่วยวิจัยข้าวพันธุ์ใหม่ๆ เพราะเข้ามาแล้วขาดทุน

หากมีการเปิดให้เอกชนเข้ามาพัฒนาเมล็ดพันธุ์ แม้จะขายราคาแพงกว่าพันธุ์ข้าวของรัฐบาล เชื่อว่าเกษตรกรจะเลือกพันธุ์ข้าวของเอกชน เพราะเขาเห็นแล้วว่า ผลผลิตที่ได้ต่อไร่สูงกว่ามาก พันธุ์ข้าวลูกผสม ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่า 1,000 ก.ก./ไร่ แต่ทั้งนี้รัฐต้องเข้ามาจัดการระบบชลประทานของประเทศให้ดีด้วย


หัวข้อ: โรงกลั่นรวยอู้ฟู่ เลิกอิงราคาสิงคโปร์ได้แล้ว
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 30 พฤษภาคม 2008, 08:46:30 AM
คัดจากไทยรัฐ

โรงกลั่นรวยอู้ฟู่ เลิกอิงราคาสิงคโปร์ได้แล้ว [30 พ.ค. 51 - 17:36]
 
เมื่อวานนี้ผมเล่าเรื่องนี้ “น้ำมัน E 85” ไปแล้ว วันนี้ยังมีเรื่องอยู่อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องเขียนต่อให้จบ นั่นคือ เรื่องที่ พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีพลังงาน ขอให้โรงกลั่นน้ำมันในเครือ ปตท. 4 แห่ง ลดกำไรจากการกลั่นน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 1 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าน้ำมันในช่วงนี้

ก็ได้รับการตอบจาก คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.ด้วยดี เพราะไม่กระทบต่อกำไรปกติของเครือ ปตท. แต่อย่างใด

แต่เสียงค้านจากฟากตลาดทุนกลับบอกว่า การลดกำไรค่ากลั่นน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 1 บาท ทำให้หุ้นกลุ่มน้ำมันราคาลดลง เป็นการแทรกแซงบิดเบือนกลไกตลาด

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วันนี้ผมจะเอาข้อมูลมาร่ายยาวให้ฟัง

ในยามที่ชาติบ้านเมืองมีปัญหา ผมคิดว่าทุกคนในชาติต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อช่วยกันคลี่คลายปัญหา กำไรลดลงหน่อย แต่คนในชาติอยู่รอดทุกคนก็ถือว่าคุ้ม รวยไปคนเดียวแต่สังคมมีปัญหาไปไม่รอด ก็ใช่ว่าคนรวยจะอยู่ได้ด้วยความสงบสุข

ผมยังชื่นชมประเทศที่เขาเอาเงินมาแจกคนจนฟรีๆทุกเดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาวิกฤติ สังคมต้องมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันครับ ไม่ใช่คิดเอาแต่ได้ถ่ายเดียวแบบพวกทุนนิยมสุดโต่ง

มาดูข้อเท็จจริงกันครับว่า ถ้าโรงกลั่นน้ำมันลดค่ากลั่นน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 1 บาท จะมีผลกระทบต่อรายได้หรือกำไรของโรงกลั่นอย่างไร ผมขอทำความเข้าใจอีกนิดว่า เป็นการ “ลดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลเพียงชนิดเดียวเท่านั้น” ค่ากลั่นน้ำมันชนิดอื่น เช่น เบนซิล ยังคงเดิมไม่มีการลด

ข้อมูลที่ผมมี ค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล เมื่อปี 2549 เฉลี่ยอยู่ที่ 15 เหรียญต่อบาร์เรล หรือลิตรละ 3 บาท ถัดมาปี 2550 ปีที่แล้ว ค่ากลั่นเพิ่มขึ้นมา 1 เหรียญ เป็น 16 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ 3.20 บาทต่อลิตร

พอขึ้นปี 2551 เท่านั้น ค่ากลั่นน้ำมันดีเซลก็พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด

เดือนมกราคม ค่ากลั่นขึ้นไปเป็น 18 เหรียญต่อบาร์เรล

กุมภาพันธ์ ขึ้นไปเป็น 21 เหรียญต่อบาร์เรล

มีนาคม ขึ้นไปเป็น 29 เหรียญต่อบาร์เรล

เมษายน ขึ้นไปเป็น 35 เหรียญต่อบาร์เรล

และช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ค่ากลั่นขึ้นไปเป็น 42 เหรียญต่อบาร์เรล หรือเท่ากับ 8.45 บาทต่อลิตร ทั้งๆที่ “ต้นทุนค่ากลั่นก็ยังอยู่เท่าเดิม” ต่อให้ต้นทุนปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 10 หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ ค่าการ กลั่นดีเซลก็ควรจะอยู่ที่ลิตรละ 3.52-3.84 บาทเท่านั้น

สิ่งที่ ไม่เป็นธรรม ก็คือ วิธีคิดค่ากลั่นน้ำมันของไทย ซึ่งใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่นน้ำมันสิงคโปร์ ลบด้วยราคาน้ำมันดิบดูไบ

ยกตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันดิบดูไบ วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม ปิดที่ 126.46 เหรียญต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ ปิดที่ 171.95 เหรียญต่อบาร์เรล เมื่อเอาราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปมาลบด้วยราคาน้ำมันดิบดูไบในวันเดียวกัน ค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล ก็จะออกมาที่ 45.49 เหรียญต่อบาร์เรล หรือลิตรละ 9.15 บาท ทั้งๆที่ต้นทุนทุกอย่างเท่าเดิม

ค่าการกลั่นดีเซลตรงนี้แหละ ที่ทำให้โรงกลั่นน้ำมันไทยโกยกำไรอู้ฟู่ โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มแม้แต่บาทเดียว แม้จะลดกำไรค่ากลั่นลงมาลิตรละ 1 บาท ก็ไม่ได้ทำให้กำไรของโรงกลั่นลดลงแต่อย่างใด เพราะเป็น “ลาภลอย”

ถ้าเอาค่าการกลั่นดีเซลของปี 2549 และ 2550 มาเปรียบเทียบ ค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลปี 51 ควรจะอยู่ที่ 17-18 เหรียญต่อบาร์เรล หรือลิตรละ 3.42-3.62 บาทเท่านั้น ลดค่ากลั่นลงมาลิตรละ 1 บาท ยังมีกำไรฟรีๆอีกลิตรละตั้ง 5 บาทกว่า พอเอาไปชดเชยน้ำมันอย่างอื่นและก๊าซได้อย่างสบาย.

"ลม เปลี่ยนทิศ"
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: atm ที่ 31 พฤษภาคม 2008, 02:48:35 AM
เอาข้อมูลตรงนี้ไปบอกพี่น้องทั้งประเทศแล้วยึดโรงกลั่นคืนมา

ไล่ไอ้พวกต่างชาติออกไป

ไล่รัฐบาลออกไปหากยังไม่ทบทวนเรื่องนี้

รวมถึงปิยะสวัสดิ์ด้วย


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 มิถุนายน 2008, 20:03:39 PM
ลิ้งค์" แฉข้อมูลจริงรัฐลอยแพคนไทย สั่งรีดภาษี! ปิดช่องคืนทุกประตู "  คลิก--->
 
 
  http://www.manager.co.th/mgrweekly/viewnews.aspx?newsID=9510000065649  (http://www.manager.co.th/mgrweekly/viewnews.aspx?newsID=9510000065649)


หัวข้อ: ทฤษฎีสองสูง" ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง "นโยบายราคาและรายได้
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 10 มิถุนายน 2008, 04:03:28 AM
คัดจากมติชน


"ทฤษฎีสองสูง" ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง "นโยบายราคาและรายได้" (Price & Income Policy)

โดย พิสิฎฐ ภัคเกษม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ



แนวคิด "ทฤษฎีสองสูง" ที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวไว้คือ : สูงแรก : เน้นว่า "ราคาสินค้าเกษตรจะต้องสูง" เพราะเหตุผลที่ว่าราคาสินค้าเกษตรจะเป็นแรงขับเคลื่อนตัวสำคัญต่ออุปสงค์/อุปทาน หรือ Demand/Supply ของสินค้าเกษตร โดยการอาศัย "กลไกตลาด" เป็นหลัก แต่ที่ผ่านมากล่าวได้ว่า ราคาสินค้าเกษตรในประเทศต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามหลักดังกล่าว

แต่ราคาถูกกระทบและบิดเบือนด้วยสาเหตุ 4 ประการ ดังนี้

ประการแรก "การที่ Demand สูง แต่ Supply สินค้าเกษตรผลิตไม่ทันหรือไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันออก ได้แก่ จีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกมีเศรษฐกิจและรายได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีการบริโภคอาหารเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ประเทศกลุ่มนี้กลายเป็นประเทศที่นำอาหารและสินค้าเกษตรเข้าสุทธิ และทำให้ราคาสูงขึ้นทั่วโลก

เช่นเดียวกับปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกมีเพียง 80 ล้านบาร์เรล/วัน แต่มีความต้องการใช้มากถึง 83 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้ำมันในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้น และอาจจะถึง $200 ต่อบาร์เรลอีกในไม่ช้า

หรือกล่าวโดยสรุปได้ว่า โลกจะไม่มี "ยุคอาหารและน้ำมันถูกอีกต่อไป"

ในการนี้ทำให้รัฐบาลหลายประเทศดำเนิน "นโยบายเข้ามาแทรกแซงและบิดเบือนกลไกตลาด" ทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่เป็นไปตามกลไกตลาด จึงมีปัญหาขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขายข้าว "ราคาถูก" หรือ "กดราคาพลังงานให้ถูก" ซึ่งจะกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ทำให้เกิดปัญหาตามมามากยิ่งขึ้นในอนาคต

ประการที่ 2 "การเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์ ของกองทุน Hedge Fund" ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการที่ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและราคาน้ำมันสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ทั้งนี้ เพราะว่ากองทุน Hedge Funds เหล่านี้ได้เปลี่ยนจากการเก็งกำไรใน "ตลาดหุ้นและตลาดเงินตรา" มาเก็งกำไรในตลาดโภคภัณฑ์มากขึ้นในปัจจุบันเพราะเล็งเห็นว่าอนาคตของสินค้าเกษตรมีแนวโน้มราคาที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์

โดยเฉพาะข้าวมีราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการเก็งกำไรของกองทุนซื้ออนาคตเหล่านี้ได้สร้างความบิดเบือนราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ประการที่ 3 "การที่นโยบายของรัฐเข้าแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร" โดยรัฐบาลในหลายๆ ประเทศทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่ร่ำรวยต่างก็ดำเนินนโยบายอุดหนุน (Subsidies) และแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรในรูปแบบต่างๆ ขึ้น จึงทำให้เกิดการบิดเบือนราคา และสร้างความวุ่นวายให้กับกลไกตลาดโดยพยายามจะกดดันให้ราคาสินค้าถูกไว้

ตัวอย่างเช่น ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่เดิมสามารถส่งออกข้าวออกไปต่างประเทศ แต่เนื่องจากรัฐบาลได้เข้ามาแทรกแซงราคาข้าว ทำให้ข้าวในประเทศมีราคาถูก ส่งผลให้ชาวนาเลิกปลูกข้าว จนทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่นำเข้าข้าวอันดับ 1 ของโลก คือประมาณ 2 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ นายโรเบิร์ต โซลลิค (Robert B. Zoellick) ประธานธนาคารโลก เป็นอีกคนหนึ่งที่กล่าวว่ารัฐบาลในหลายๆ ประเทศ "ไม่ควรใช้มาตรการควบคุมราคาสินค้าเกษตรและอาหาร"

เพราะนั่นหมายถึง "การฝ่าฝืนกลไกตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดการบิดเบือนราคาไปเป็นอย่างมากจึงเกิดการขาดแคลนขึ้น"

ประการสุดท้าย ผลกระทบจาก "ภาวะโลกร้อน (Global Warming)" ในปัจจุบันส่งผลให้ภูมิอากาศทั่วโลกแปรปรวน (Climate Change) กระทบต่อผลิตผลด้านเกษตรกรรมโดยเฉพาะการผลิตอาหารลดน้อยลง และไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาดโลก

จึงส่งผลให้พืชเกษตรและอาหารมีราคาเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ดังนั้น สูงที่ 1 คือ "ราคาสินค้าเกษตรสูง" คือ การปล่อยให้ราคาสินค้าเกษตรเป็นไปตาม Demand & Supply และกลไกตลาด รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงหรือควบคุมราคาทำให้เกิดการบิดเบือนและไม่ได้ผล

สูงที่ 2 คือ "รายได้หรือค่าจ้างของประชาชนจะต้องสูง" ให้สัมพันธ์กับราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ตามแนวคิด "ทฤษฎีสองสูง" จะมุ่งเน้นรายได้ประชาชน 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1) เกษตรกรในชนบท ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะต้องทำให้มีรายได้สูงขึ้น

2) รายได้ ข้าราชการและผู้ใช้แรงงานในเมืองก็จะต้องสูงขึ้นเช่นกัน

การเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรใน "ชนบท" นั้น หากปล่อยให้ราคาสินค้าเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาดนั้น รายได้ของเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้น จะมีกำลังซื้อมากขึ้น มีการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจส่งผลให้เศรษฐกิจส่วนรวมของไทยขับเคลื่อนได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะต้องมีนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมด้าน "การยกระดับภาคเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น" รัฐควรให้ความสำคัญกับการทำ "เกษตรแบบดั้งเดิม" คือ เกษตรกรรายย่อยโดยการเข้าไปลงทุนพัฒนาบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเกษตร เช่น ขยายระบบชลประทาน ให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และจัดระบบโลจิสติกส์ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยง และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรให้ได้ราคาที่เป็นธรรม

เพื่อให้ "เกษตรแบบดั้งเดิม" ได้พัฒนา ควบคู่กับ "การเกษตรแบบก้าวหน้า" ที่ภาคเอกชนดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว ก็จะส่งผลให้ภาคการเกษตรของประเทศไทยเข้มแข็งและมีฐานะรายได้ดีขึ้น

ในส่วนการเพิ่มรายได้ให้กับคน "ในเมือง" หมายถึง รายได้ของผู้ใช้แรงงาน และข้าราชการที่มีรายได้ต่ำมากและไม่สัมพันธ์กับภาระด้านรายจ่ายตามค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นจากการที่ราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น "จึงควรเน้นพิจารณา "ปรับรายได้" ให้ "สัมพันธ์" กับ "ราคา" ที่สูงขึ้น" เพื่อให้ประชาชนกลุ่มนี้สามารถอยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ประชาชนในช่วงนี้ก็จำเป็นจะต้องปรับวิถีชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรายได้และค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยยึดระบบเศรษฐกิจแบบ "พอเพียง" มาใช้

นอกจากนี้ ถ้าเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้สูงขึ้น ก็จะมีพลังการจับจ่ายใช้สอยเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศเราได้มี "การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน" ต่อไป

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า "ทฤษฎีสองสูง" เป็น "กฎเหล็ก" ทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้หรือใช้ได้จริง

ซึ่งจะกลายเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะนำแนวคิดทฤษฎีสองสูงมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มราคาสูง เพราะไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม คนส่วนใหญ่ของประเทศก็มีอาชีพเป็นเกษตรกร

รัฐควรให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมากขึ้นกว่าปัจจุบัน เพื่อให้ประเทศไทยจะได้รักษาฐานะเป็น "อู่ข้าว" หรือ "ผู้ผลิตอาหารที่สำคัญของโลก" ต่อไป

เพื่อนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: พนาธรรม ที่ 10 มิถุนายน 2008, 09:26:22 AM
"ดังนั้น จะเห็นได้ว่า "ทฤษฎีสองสูง" เป็น "กฎเหล็ก" ทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้หรือใช้ได้จริง" 

ถ้าไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ผูกขาดอย่างทุกวันนี้


หัวข้อ: Re: กลัวจะเป็นหนึ่งต่ำ หนึ่งสูง
เริ่มหัวข้อโดย: แสนไชย ที่ 10 มิถุนายน 2008, 09:37:27 AM
กลัวจะเป็น หนึ่งต่ำ หนึ่งสูง

หนึ่งต่ำ   รายได้ตกต่ำ

หนึ่งสูง   ค่าครองชีพสูง


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 10 มิถุนายน 2008, 16:41:34 PM
นโยบายสองสูงฟังแล้วดูดีจัง

แค่เพิ่มรายได้ให้กับลูกจ้างชนชั้นกลางซีพีจะทำได้หรือเปล่า
สุดท้ายผลประโยชน์ก็จะตกกับซีพีแบบเต็ม ๆ อีกหรือเปล่า
เหมือนสมัยที่ซีพีเอาหมูและไก่มาให้ชาวบ้านเลี้ยง
สุดท้ายชาวบ้านก็แทบเอาตัวไม่รอด

ภาครัฐนั่นแหละคือตัวปัญหาเพราะยังไม่มีมาตรการอะไรในการปรับตัวตามสถานการณ์กับปัญหาพลังงาน
ที่เกิดขึ้นที่ทำให้ราคาสินค้าแห่ขึ้นตามค่าขนส่ง  ความล่าช้าในการแก้ปัญหาพลังงานและนโยบายที่ส่งเสริมพลังงานทางเลือกแบบผิดทิศผิดทาง  จะยิ่งทำให้ในปีนี้คงรับม๊อบเกษตรกรกันไม่ไหวแน่ ๆ เลย  เตรียมรับกันให้ดี ๆ ก็แล้วกัน



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ด.ช. Viscount ที่ 11 มิถุนายน 2008, 13:09:47 PM
ทฤษฎีสองสูงของเจ้าสัวธนินท์ แม้ถึงเวลานี้ก็ยังเป็นที่กล่าวขวัญ ยกย่อง ถกเถียงในวงวิชาการ โดยเฉพาะในชั้นเรียนไม่น้อย ทฤษฎีดังกล่าว ได้รับการตอบรับจากหมู่อาจารย์และนักศึกษาใน ม. ผมไม่น้อย และกำลังขยายผลออกไปเรื่อยๆ

ทฤษฎีนี้ ใช้การผสมวาทกรรมได้อย่างลงตัว คือ การสร้างวาทกรรมความร่ำรวยให้กับชนชั้นผู้ผลิต คือ ชาวนา และชนชั้นกลาง คือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนทั้งปวง ซึ่งวาทกรรมดังกล่าวส่งผลดีสองด้านคือ เอาใจชาวนาและเอาใจชนชั้นกลางพร้อมๆ กัน เมื่อคนทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือนักคิดผู้เห็นใจชาวนา (แต่บังเอิญเครื่องมือความคิดไม่คมพอ) ก็จะยอมรับทฤษฎีนี้ได้ไม่ยาก

แต่จุดอ่อนของทฤษฎีนี้ คือ การไม่ได้กล่าวถึงมาตรการการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ การควบคุมหรือการกำหนดเพดานของปัจจัยสี่อื่นๆ เช่น ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค (เสื้อผ้าอย่าไปพูดถึงมันเลย คนไทยเรามันบ้าของแพง ทั้งๆ ที่ตัวละไม่กี่สิบบาท คุณภาพ ขนาด รูปลักษณ์ เจ๋งกว่าพวกราคาเป็นพันอีก) ไม่ว่าจะเพิ่มรายได้ให้ชนชั้นผู้ผลิตและชนชั้นมนุษย์เงินเดือนเท่าใดก็ตาม แต่เพดานเงินเฟ้อ ราคาพลังงานต่างๆ ราคาที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น การสื่อสาร การศึกษา ฯลฯ ยังไม่มีเพดานที่แท้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นมา ย่อมต้องหมุนไปอยู่ในมือของผู้ผูกขาดระบบเศรษฐกิจอยู่ดี

ทฤษฎีนี้ จึงทำงานได้ดี เพราะสร้างมายาคติให้คนทั่วไปในสังคมสำเร็จแล้ว จากากรสร้างมายาคติต่อเนื่องจากความคิดหรืออุดมคติสังคมไทยตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา ที่เน้นการพัฒนาเพิ่มรายได้ แต่ไม่เคยกล่าวถึงผลกระทบจากการพัฒนาหรือรายจ่าย คนจึงเชื่อกันว่า ต้องหารายได้มากๆ จึงจะมีชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงได้ โดยละเลยหรือละทิ้งมุมมองที่ว่า การควบคุมราคาสิ่งอุปโภคบริโภค และโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นธรรมต่างหาก คือหลักประกันในชีวิตที่แน่กว่า

ทฤษฎีที่ให้ "ราคาสินค้าเกษตรสูง" พร้อมกับให้ "เงินเดือนหรือรายได้ของประชาชนสูง"  จึงเป็นไปไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในทางวิชาการ (ลืมบอก ผมเรียนจบโทรัฐศาสตร์) หรือทางปฏิบัติ เพราะแม้ว่าเงินเดือน หรือรายได้ของประชาชนจะสูงขึ้นเพียงใด แต่ราคาสินค้าเกษตรยังมีราคาสูง รายได้ของประชาชนที่มิได้ทำการผลิตในระบบเกษตร ก็จะหมุนมาใช้จ่ายในค่าอาหารอยู่ดี งบประมาณที่เหลือจากการใช้จ่ายค่าอาหาร ยังไม่สามารถประกันได้ว่าจะเพียงพอที่จะจ่ายค่าโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในชีวิตได้

และเมื่อพิจารณาถึงระบบการกระจายผลผลิตในประเทศไทย จะพบว่า ระบบการกระจายนั้นมิได้เกิดตามกลไกธรรมชาติ คือ ประชาชนเป็นผู้จัดการกระจายแลกเปลี่ยนกันเอง หากแต่ระบบการกระจายต่างๆ ถูกควบคุมทั้งกลไกการกระจายและกลไกราคาจากนายทุนไม่กี่คนในประเทศ และนายทุนเหล่านี้ก็มีอำนาจเหนือรัฐบาลในทางอ้อมได้อีก เงินที่ถมลงไปในระบบมากเท่าใด ก็จะหมุนไปสู่กระเป๋านายทุนพวกนี้อยู่ดี

ทฤษฎีสองสูง จึงอาจทำให้เกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อถึงขั้นอันตรายเสียด้วยซ้ำ

มายาคติในวงการวิชาการ ไม่ใช่สิ่งที่จะสู้ด้วยง่ายๆ เพราะนักวิชาการไม่น้อย มาจากชนชั้นที่นับว่า "อิ่มแล้ว" ยากที่จะสัมผัสหรือเข้าใจความทุกข์ยากของประชาชนได้จริงๆ ความเข้าใจสังคมของเขา จึงเป็นความเข้าใจแบบ "สุตตมยปัญญา" และ "จินตมยปัญญา" เป็นไปได้ยากยิ่งที่จะเกิด "ภาวนามยปัญญา" อันเป็นปัญญาที่เกิดจากากรลงมือปฏิบัติ สัมผัสแท้ๆ  เราคงเห็นผลงานทางวิชาการของนักวิชาการจำนวนไม่น้อย ที่เกิดจากการพิจารณา "ตำรา" หรือ "คำกล่าวของชนชั้นบนที่มีจำนวนน้อย" ผลงานวิชาการดังกล่าวจึงมิอาจช่วยเหลือสังคมอะไรได้

ขณะที่นักวิชาการที่ทุ่มเทเพื่อสังคม มีการลงมือปฏิบัติสัมผัสความทุกข์ยากในสังคมจริงๆ กลับไม่ได้รับการยอมรับมากเท่ากลุ่มนั่งเทียนเขียนบนก้อนเมฆ เพราะภาษาที่นำเสนอไม่เป็นตรรกะอันสวยหรู และไม่ได้มีปากเสียงมากเนื่องจากไม่ได้นั่งแท่นตำแหน่งบริหารหรือคุมอำนาจ

ดังนั้น งานวิชาการที่ตีแผ่ความล้มเหลวของการพัฒนาตามกระแสหลัก การจัดการระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด กึ่งผูกขาด ขาดความรอบด้าน โดยรัฐ จึงไม่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการเท่าที่ควร สังเกตง่ายๆ เลย คือ ตำราที่ใช้ในการเรียนการสอนนั้น เป็นตำราที่มีที่มาจากการเขียน ควบคุม และตัดทอนจากคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจบริหารหลักสูตรแล้ว ภายใต้ปรัชญา "ตอบสนองต่อตลาดแรงงาน" อาจารย์ท่านใดที่สอนหรือนำเสนอเนื้อหาตำราที่สะท้อนสังคมจริงๆ ก็จะถูกเพ่งเล็งด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า "นอกหลักสูตร" และ "ไม่ตอบสนองตลาดแรงงาน"

จากข้างต้นทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ขบวนการการเมืองภาคประชาชนต้องออกมาเล่นการเมืองบนถนน ดังที่คนส่วนใหญ่ในสังคม (ซึ่งได้รับข้อมูลข่าวสารด้านเดียวจากรัฐและกลุ่มผูกขาดทางเศรษฐกิจ รวมนักวิชาการด้วย) กล่าวหากันว่า ก่อความวุ่นวาย

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และโครงสร้างองค์ความรู้ที่ไหลเสียนในสังคมไม่พิกลพิการ ฉะนี้แล


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: old clumsy ที่ 11 มิถุนายน 2008, 16:59:29 PM
ในสถานการณ์ราคาน้ำมันขึ้นไม่หยุดขณะนี้ พลเมืองสารขัณฑ์ชาวgrass root โปรดเตรียมตัว เผชิญความจริงได้แล้ว

นี่แค่เพิ่งเริ่มๆ การชุมนุมของชาวเกษตรกร   ชาวหอมกระเทียม  ชาวขนส่งสิบล้อ  พวกแท็กซี่ที่ชอบติดท้ายรถว่า จนเครียด คิดถึงคนนู้นคนนี้......กำลังจะพาเหรดกันไม่หยุดหย่อน

น้ำมันราคา 40 บาท ต่อลิตร  ครอบครัวที่มีรายได้ระดับ 30,000 ต่อเดือน  ไม่มีทางพอกินแน่นอน  เอาแค่จ่ายค่ารถลูกไปโรงเรียนซัก 2 คน  นี่ก็ต้องตะบันน้ำกินแล้ว

สถานการณ์เศรษฐกิจนับจากนี้ไปมีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ  โดยไม่มีทางที่เทวดาหน้าไหนจะมาบันดาลให้ใครต่อใครหายจนอย่างที่หวัง

ปฐมเหตุแห่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ  ปตท. คือจุดเริ่มต้นความวิบัติทั้งปวง  นโยบายสร้างหนี้ ประชานิยม ได้เดินทางมาถึงจุดจบขอบมันแล้ว 

เจ้าสัวซีพี  ผู้หลงละเมอเพ้อพกกับการสร้างรายได้สูงให้เกษตรกร  เพิ่มเงินเดือน อัดฉีดเม็ดเงิน    มีแต่จะพากันไปลงนรก     คุณไม่มีทางสร้างรายได้สูงให้ประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่าได้   ชาวนาไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทุกคนที่ไหน  เงินจากการขายผลผลิตที่ได้  ไม่พอจะไปสู้ค่าครองชีพที่สูงลิ่วได้หรอก    คนรับจ้างกินเงินเดือน  นี่แหละจะกลายเป็นชนชั้นล้มละลายก่อนเพื่อน   เงินค่าจ้างรายเดือน  จะไม่พอซื้ออาหารกินในครัวเรือน

ถึงเวลาที่ต้องเอาทรัพยากร  ความมั่งคั่งที่พวกมันสูบเอาจากประชาชนเป็นแสนๆล้าน  พวกเอาเปรียบสังคม พวกนักการเมืองตัวเลวทั้งหลาย  ต้องกำจัดระบบเหลือบกินสังคมพวกนี้เป็นทางเดียวที่จะทำให้สังคมอยู่รอดได้ 

ต่อให้มันรวยล้นฟ้สอย่างไร  ก็ไม่มีวันนอนอย่างสุขสงบได้ ถ้าตามท้องถนนมีแต่คนหิวโซ...

คอยดูเหอะ  อีกไม่นานดอก  เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย/ยึดทรัพย์พวกโกงบ้านปล้นเมืองขายประเทดทรพีแผ่นดิน
เริ่มหัวข้อโดย: Bright eyes ที่ 11 มิถุนายน 2008, 18:52:45 PM
ตามนั้น
เอา ปตท.และผลกำไรของ ปตท. คืนมา ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 08 กรกฎาคม 2008, 08:48:49 AM
คัดจากเวบผู้จัดการ-ความเห็นจากผู้อ่าน

 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077472   (http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077472)

เรื่องของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย ไม่ว่าเป็น ดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล
NGV หรือ LPG ต่างก็ยังไม่ได้ลอยตัวครับ ถ้าให้ลอยตัวเหมือนกันหมดราคาเชื้อเพลิงที่
กล่าวถึงก็คงจะขึ้นราคา แต่คงไม่เกิน 3 บาทต่อลิตรครับ แต่ที่ ปตท. ซึ่งไม่ใช่หน่วย
งานของรัฐ เป็นบริษัทเอกชน เช่น เอสโซ เชลล์ มาออกข่าวว่าต้องขึ้นราคาแก๊ส LPG
อีก 11 บาทนั้น เขาอ้างอิงจากราคาตลาดโลก แต่ประเทศไทยผลิตได้เองส่วนหนึ่งจาก
แหล่งผลิตในประเทศ และจากการกลั่นน้ำมันดิบ

ประเทศในยุโรป ไต้หวัน เกาหลี อินเดีย และอีกหลายประเทศ รัฐบาลเขามีนโยบาย
สนันสนุนผู้ใช้แก๊ส ทั้ง NGV และ LPG ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ในครัวเรือน หรือ
ในการขนส่ง ด้วยสาเหตุที่ว่า แก๊ส LPG และ NGV เป็นเชื้อเพลิงสะอาด (clean
fuel) หรือพลังงานสะอาด (clean energy) ลดมลภาวะในอากาศที่เกิดจากการใช้
เชื้อเพลิงประเภทเบนซินหรือดีเซล ประโยชน์ที่ได้รับจากการสนับสนุนตรงนี้คุ้มกว่าผล
เสียที่ก่อให้เกิดทางสังคม เช่นโรคทางเดินหายใจ หรือโรคอื่นๆ มาก หลายประเทศ
รัฐบาลเขาออกมาประกันราคา NGV และ LPG ว่าจะไม่ขึ้นภายในเวลาหนึ่ง เพื่อส่ง
เสริมให้ประชาชนเขาลงทุนติดตั้งระบบแก๊สในรถยนต์

ในประเทศไทย การใช้แก๊ส LPG ในรถยนต์มีมามากกว่า 20 ปีเท่าทีผมจำความได้
หรือมากกว่านั้น ถ้าจำไม่ผิดรัฐบาลเองในยุคก่อนมีนโยบายส่งเสริมการใช้ LPG เหมือน
กับประเทศอื่นๆ ด้วยซ้ำ

แต่มาในยุค ปตท. แปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติของคนทั้งประเทศ ไปเป็นบริษัท
เอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (ด้วยการขายหุ้นราคาถูกกว่าราคาจริงเบื้องต้น เปรียบ
เสมือนเอาสมบัติของประเทศมาขายในราคาต่ำกว่าราคาจริง ให้กับพวกพ้องคนรวยไม่กี่
ตระกูล) รัฐบาลกับมีนโยบายสนับสนุนการใช้ NGV ในรถยนต์ โดยให้คำมั่นว่าจะคง
ราคา NGV ไว้ที่ กก. ละ 8.50 บาท ส่วน LPG ที่เคยส่งเสริมนั้นไม่พูดถึง แต่มา
เร็วๆ นี้ ปตท. และ รัฐบาล ออกมาอ้างว่าต้องขึ้นราคา LPG เพราะอุ้มสุดตัว และบีบ
ผ่านทาง ปตท. ไม่ให้เกิดปั้มแก๊ส LPG หรือด้วยวิธีการอื่นๆ และจะขึ้นราคา NGV อีก

... ทีนี้มาตอบข้อสงสัยว่าทำไม ปตท. หรือรัฐบาล ผ่านกระทรวงพลังงาน สนับสนุน
การใช้ NGV สุดตัว และพยายามบีบให้เลิกใช้ LPG มีดังนี้

1. ปตท. เป็นผู้ผูกขาดธุรกิจ NGV แต่ผู้เดียวในประเทศไทย ไม่มีการแข่งขัน
2. ปตท. รับซื้อแก๊สธรรมชาติ (natural gas) จากพม่าผ่านทางท่อส่งมายังราชบุรี
ซึ่งการวางท่อส่งแก๊สนี้ทำให้เกิดปัญหากระทบกระเทือนสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นการลงทุน
ของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ปตท. ที่เรารู้กันอยู่ ปตท. จำเป็น
ต้องขาย NGV ให้มากที่สุดเพื่อคุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายให้พม่าเป็นค่าแก๊ส
3. ปตท. ต้องแสดงผลประกอบการเป็นกำไร เพื่อให้ผู้ถือหุ้น (ใหญ่) พอใจ เพื่อให้ผู้
บริหาร ปตท. ได้อยู่ในตำแหน่ง ได้รับผลประโยชน์เป็นเงินเดือนค่าจ้าง สวัสดิการ ที่
สูงลิ่ว
4. นักการเมืองที่ดูแลกระทรวงพลังงาน เป็นอดีตพนักงานระดับสูงของ ปตท.
5. ปตท. สนับสนุนการใช้ NGV ด้วยการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการสนับสนุนราคา
ถังแก๊ส NGV จำนวนหนึ่ง แต่ไม่ยอมลงทุนสร้างปั้มแก๊ส NGV ให้ทั่วประเทศ และระบบ
ส่งแก๊ส NGV ไม่สามารถหาผู้ร่วมลงทุนจากเอกชนรายอื่นๆ ได้ เพราะเขารู้ว่าไม่คุ้มค่า
ทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุผลทางการเมืองและผลประโยชน์ของ ปตท. เอง (ขอย้ำว่า
ไม่ใช่ผลประโยชน์ต่อสังคม) อีกทั้งข้อจำกัดทางเทคนิค ไม่เป็นที่นิยมของผู้ใช้รถยนต์เท่า
LPG ปตท. จึงต้องหามาตรการอื่นมาบีบ

การที่ ปตท. ทำอย่างนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจเพราะเป็นบริษัทเอกชน ย่อมหาหนทางใดๆ
ก็ได้เพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น (ขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ใช่ผลประโยชน์
ของสังคม) แต่การที่ภาครัฐผ่านทางกระทรวงพลังงานเลือกปฏิบัติโดยสนับสนุนการใช้
NGV ในรถยนต์สุดตัว โดยไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ เช่น ระบบการส่งแก้ส NGV
ปั้มแก๊ส NGV และบีบการใช้ LPG ในรถยนต์ ถือว่าไม่เหมาะสม รัฐบาลควรให้ข้อมูลกับ
ประชาชนอย่างถูกต้องถึงผลได้ผลเสียต่อสังคมของการใช้พลังงานทางเลือก และควร
กำกับดูแลไม่ให้บริษัทเอกชนบริษัทใดบริษัทหนึ่งเอาเปรียบสังคม

เรื่อง ปตท. บีบไม่ให้ตั้งปั้มแก๊ส LPG เป็นเรื่องจริงครับ เมื่อ 26 ธ.ค. 48 ผมคุยกับ
เจ้าของกิจการโรงบรรจุแก๊สแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เขาบอกว่าค่าการตลาดจากการขาย
แก๊ส LPG สูงคุ้มค่ากับการลงทุนเปิดปั้มแก๊สเติมรถยนต์มากกว่าการเปิดปั้มเบนซิน ดีเซล
แต่ ปตท. บีบไม่ให้ตั้ง มิฉะนั้นจะไม่ส่งแก๊ส LPG ให้ และแก๊สที่มาส่งก็มาจากแหล่งผลิต
ในประเทศที่ลานกระบือนี่เอง ส่วนการตั้งปั้มแก๊ส NGV เขาไม่กล้าลงทุน เพราะแพง
มาก มีรถยนต์ใช้น้อยไม่คุ้ม และมีอุปสรรคเรื่องระบบขนส่งแก๊ส NGV

... ทีนี้มาตอบข้อสงสัยว่าทำไม ปตท. หรือรัฐบาล ผ่านกระทรวงพลังงาน สนับสนุน
การใช้ NGV สุดตัว และพยายามบีบให้เลิกใช้ LPG
LPG สามารถกลั่นจาก น้ำมัน(ซึ่งมีต้นทุนสูงนำเข้า) และก๊าซธรรมชาติ
(ซึ่งมาจากอ่าวไทยของเราเอง)
NGV (ก๊าซมีเทน)ได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติซึ่งมีอยู่ประมาณ 66 mol% LPG
(c3+c4) 6 mol% แล้วทำไมจะไม่ควรสนับสนุนการใช้ NGV จะซื้อน้ำมันต่างชาติมาก
ลั่นทำไม

อ้างอิงข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่เป็นข้อมูลราชการ ที่
http://www.eppo.go.th/info/T25.html

เรานำเข้า natural gas ปี 2005 156,733 bbl/day จากปริมาณการใช้
568,742 bbl/day หรือ 27.55 % ของการใช้ในประเทศไทย ซึ่งก็คือนำเข้าจาก
พม่า เสียเงินตราต่างประเทศให้พม่า

ข้อมูลการส่งออก LPG ครับ จากกระทรวงพลังงาน ตาราง 34 ที่
http://www.eppo.go.th/info/T34.html
ไทยส่งออก LPG ปี 2005 เฉลี่ยเดือนละ 150 ล้านลิตร เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น 8.5 %
จากปี 2004 (นั่นคือส่งออก LPG มากขึ้น) ขณะที่ปริมาณแก้ส LPG ที่ใช้ในรถยนต์ของ
ไทยประมาณปีละ 100 ล้านลิตร หรือแค่ 10% ของแก้ส LPG ที่ส่งออกทั้งปี ยังมีเหลือ
อีกมากสำหรับสนองความต้องการในประเทศซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรม

LPG ได้มาจากสามแหล่งครับ คือ หนึ่ง เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันดิบทำเบนซิน
ดีเซล ถ้าไม่ใช้ก็ต้องเผาทิ้ง สอง ปนมากับน้ำมันดิบที่ขุดได้จากบ่อน้ำมันหรือแก้ส ถ้าไม่
ใช้ก็ต้องเผาทิ้ง สาม กลั่นจากแก้สธรรมชาติ (natural gas) ส่วน NGV ได้มาจาก
การกลั่นจากแก้สธรรมชาติ

NGV เหมาะสำหรับรถสาธารณะขนาดใหญ่เนื่องจากอุปกรณ์ยุ่งยากราคาสูงและต้องใช้ถัง
แก้สความดันสูงจำนวนมาก

จากการศึกษารายงานนโยบายการใช้พลังงานของ APEC ที่ไทยเป็นสมาชิกหนึ่งในยี่สิบ
เอ็ดประเทศ ไทยเป็นประเทศเดียวที่จำกัดการใช้ LPG และส่งเสริม NGV ในรถยนต์
ทั้งๆ ที่ผลิต LPG ได้เกินความต้องการต้องส่งออกไปขาย และยังต้องสั่งแก้สธรรมชาติ
จากพม่าเป็นปริมาณประมาณหนึ่งในสี่ของการใช้ในประเทศ

ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย ต่างส่งเสริมและสนับสนุนการใช้แก้ส
LPG ในรถยนต์ ด้วยมาตรการทางภาษีและสนับสนุนราคา LPG ให้ต่ำกว่าเบนซิน ดีเซล
ประมาณครึ่งหนึ่ง ประเทศที่กล่าวมายกเว้นออสเตรเลียต่างต้องนำเข้า LPG ไม่มีแหล่ง
เองเหมือนประเทศไทย

ฮ่องกงเอง ได้เปลี่ยนให้รถแทกซี 90 เปอร์เซ็นต์มาใช้แก้ส LPG ด้วยการให้เงิน
สนับสนุน และกำลังมีโปรแกรมใหม่ที่จะเปลี่ยนรถบัสเล็ก 5,000 คันมาใช้แก้ส LPG
(ย้ำ LPG) ด้วยเงินสนับสนุนและมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล

เราผลิต LPG ได้ปีละประมาณ 3,200 ล้านลิตร
ส่งออกประมาณ 800 ล้าน (25%)
ใช้กับยานยนต์ (แบบเว่อร์ๆ 2 เท่าเลย) 200 ล้านลิตร

ที่เหลืออีก 2,200 ล้านลิตร หายไปไหนครับ???

ไปอยู่ภาคครัวเรือน ให้ประชาชนใช้หุงต้ม 1,000 ล้าน
อยู่ภาคอุตสาหกรรม ทำอาหาร ทำแก้ว หลอมโลหะ ฯลฯ อีก 1,200 ล้าน

แล้วไอ้ที่มาโกหกปาวๆๆๆ ว่า รถยนต์ใช้แกส ทำให้โครงสร้างพลังงานเสียหาย เพราะ
รัฐฯ ต้องชดเชยถึงกิโลละ 11 บาท .. หรือลิตรละ 6 บาท (มาได้งัยก็ไม่รู้) .. ชด
เชยให้ใครกัน?

ชดเชยให้คนใช้รถ .. 200x6 = 1,200 ล้าน
ชดเชยให้คนทำกับข้าวกิน .. 1,000x6 = 6,000 ล้าน (สาธุ)
ชดเชยให้พ่อค้านายทุน ผลิตสินค้า = 1,200x6 = 7,200 ล้าน (ก็ .. ยังดี .. ของ
จะได้ไม่แพง)
ชดเชย ((Embedded image moved to file: pic06840.gif)Huh!!!!?? ชด
เชยทำไม) ให้กับการส่งออก 800x6 = 4,800 ล้าน!!!!!

บ.น้ำมัน ไม่รวยพุงปลิ้นวันนี้ ก็ไม่รู้จะพูดงัยแล้ว...


เบนซิน91 หรือเบนซิน95 ต้องนำเข้าน้ำมันดิบ 100 %
แก๊สโซฮอล นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพื่อกลั่นเป็นเบนซิน 90 % และยังเป็นเอธานอลส่วน
หนึ่งที่เราผลิตไม่พอ ดังนั้นเท่ากับนำเข้ามากกว่า 90 % แต่รัฐบาลโปรโมตสุดลิ่มทิ่ม
กบาล
LPG ไม่ต้องนำเข้าเพิ่มเติม ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบส่วนหนึ่ง กับแยกจากแก๊ส
ธรรมชาติของไทยหรือพม่าอีกส่วนหนึ่ง มีเหลือขายต่างประเทศ
ลองใช้หัวแม่เท้าคิดดูก็แล้วกันครับ
ใช้เบนซิน 100 ล้านลิตร หรือแก๊สโซฮอล 90ล้านลิตร ก็ต้องนำเข้าน้ำมันดิบในจำนวนที่
มากกว่า
ใช้ LPG 100 ล้านลิตร ไม่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเพราะจากกระบวนการกลั่นเหลือ
ใช้จนต้องขายต่างประเทศ
การนำLPG 100 ล้านลิตรมาใช้แทนน้ำมัน เมื่อเทียบกับการใช้เบนซิน 90ล้านลิตร หรือ
เบนซินในแก๊สโซฮอล 80กว่าลิตรแบบไหนจะเสียเงินตราของชาติมากกว่ากัน
(ให้อัตราสิ้นเปลืองLPGมากกว่าประมาณ 10 %)แบบไหนประหยัดเงินตราของชาติ
มากกว่ากัน ต่อให้คิดโดยเสมอภาคนั่นคือหากชดเชยก็ชดเชยเท่ากัน หรือไม่ชดเชยก็ต้อง
ไม่ชดเชยเหมือนกัน ค่าการตลาดต่อลิตรเท่ากัน
***จุดที่จะประหยัดเงินตราต่างประเทศมากที่สุดคือ จุดที่มีจำนวนผู้ใช้ LPG มากขึ้นจน
แทบไม่มีเหลือส่งออก เพราะเราก็ไม่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าเดิม
หากจำนวนคนที่ใช้ LPG เพิ่มขึ้นจากเดิมจนถึงจุดที่เราแทบไม่เหลือ LPG ส่งออกนอกนั้น
ใช้เบนซินหรือโซล่า หรือแม้แต่แก๊สโซฮอลก็ตาม จะต้องนำเข้าน้ำมันดิบอีกเท่าไหร่

อย่าเพิ่งไปกลัวเลยครับ ผมว่าที่ปตท ออกมาขู่เรื่องราคาแก๊ส lpg ว่าราคาจะลอยตัว
ราคาที่แท้จริงต้องบวกเพิ่มอีก 9บาท ต่อลิตร ตกลิตรละ18บาท สงสัยจะเป็นอุบาย
ของปตท ที่จะทำให้คนที่คิดจะติดlpg ลังเลใจแล้วมาติด ngvแทน เพราะปัจจุบัน ngv
ขายไม่ออก ที่เขาบอกว่าlpg ราคาขึ้นเป็น600ดอลล่า/ตัน ถ้าวิเคราะห์ดูดีๆ ตันหนึ่งมี
1000 กก 1กกมี1.8ลิตร 1ตันเท่ากับ 1800ลิตร 600ดอลล่าเท่ากับ 24000บาท คิด
แล้วลิตรหนึ่งตก 13บาทกว่าเท่านั้นเอง นี่ยังไม่รวมถึงแหล่งที่มาของราคาที่เขาใช้เป็น
ราคากลางด้วยว่า600ดอลล่า/ตัน มาจากที่ไหน ที่อื่นที่ถูกกว่านี้ก็มี เช่นซื้อมะม่วงแถว
ต่างจังหวัด ราคาย่อมถูกกว่าที่ไปซื้อที่สีลมอยู่ดี อีกอย่างlpg เราก็ผลิตได้เองบางส่วน
จะมาอ้างราคาตลาดโลกได้อย่างไร ทำไมไม่ตั้งราคาขาย มะม่วงทุเรียน และผลผลิต
ทางการเกษต ที่เราผลิตได้ในประเทศ ให้มีราคาสูงเหมือนที่ขายในญี่ปุน ในอเมริกาละ
โดยอ้างราคาตลาดโลกบ้าง ขายทุเรียนลูกละซัก2000บาทไปเลยซิ คิดว่าประชาชนโง่
เหมือนควายเหรอครับ รัฐบาลอย่ามาขูดรีดขูดเนื้อประชาชนเลยครับ

นี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ขอให้ทุกท่านร่วมหาทางแก้ไขอีกทั้ง รัฐบาลเราคงหวัง
เพิ่งพาอาศัยไม่ได้แล้ว


แม่บ้านป่วนก๊าซหุงต้มขึ้นราคา [8 ก.ค. 51 - 03:50]
 
พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงข้อเสนอของฝ่ายค้านที่ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคาแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) ไปจนถึงสิ้นปีว่า คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากความต้องการใช้ได้มากขึ้นในภาคขนส่งที่เป็นการใช้ที่ผิดประเภทจนทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศที่ราคาสูงกว่าในประเทศถึง 600 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน โดย ปตท.เป็นผู้รับผิดชอบในการนำเข้าในปัจจุบัน 

“ตลอด 10 ปีราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกไม่ได้แตกต่างจากราคาขายปลีกในประเทศ รัฐก็อุดหนุนมาตลอด จนมีภาระหนี้สินกว่า 12,000 ล้านบาท แต่มาเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มก็ลดลงเหลือ 132 ล้านบาท ดังนั้น ในสมัยที่นั่งเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ก็ไม่อยากให้มีภาระหนี้สินที่เกิดจากการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มเหมือนในอดีตที่ผ่านมา คงต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มีภาระหนี้สินก๊าซหุงต้มเกิดขึ้น และจะต้องไม่ส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซแอลพีจีผิดประเภทอีกต่อไป”


ขณะนี้ถือว่าบริษัท ปตท. พร้อมจะให้บริการก๊าซเอ็นจีวีอย่างเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค. ปตท.จะมีปั๊มเอ็นจีวีเพิ่มเป็น 214 แห่ง และเดือน ธ.ค.51 จะเป็น 355 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็ได้แบ่งสัดส่วนการเติมก๊าซเอ็นจีวีเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งเป็นพื้นที่รถบรรทุก รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อมิให้ผู้ใช้บริการรอนานหรือรอนานแล้ว เมื่อถึงก๊าซเอ็นจีวีหมด ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้จะหายไปในเร็วๆนี้ ขณะเดียวกัน ปตท.ก็จะมีปริมาณก๊าซเอ็นจีวีรองรับมากถึง 5,465 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

ลังเลเลิกอุ้มน้ำมันดีเซล 

พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ กล่าวถึงสถานการณ์ ราคาน้ำมันว่า ค่อนข้างปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะดีเซลที่ล่าสุดปรับไปถึง 44.84 บาทต่อลิตร จึงมีโอกาสที่จะเห็นใกล้แตะระดับ 50 บาทต่อลิตร เนื่องจากแนวโน้มราคาตลาดโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงทำให้ราคาแกว่งตัวระดับสูงต่อไป โดยเฉพาะปัญหาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯอ่อนค่าและความต้องการเพิ่มช่วงใกล้ฤดูหนาวที่จะกดดันการใช้ดีเซลขึ้น ซึ่งราคาดีเซลปัจจุบัน 90 สตางค์ต่อลิตร ถูกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานลดการเก็บเงินเพื่ออุดหนุนราคาไว้และจะครบกำหนดสิ้นเดือนนี้จึงอยู่ระหว่างว่าจะเลิกอุดหนุนหรือไม่อย่างไร

ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.กล่าวว่า แผนเดิม ปตท.นำเข้าแอลพีจี 40,000 ตัน และได้เพิ่มเป็นเป็น 60,000 ตันในเดือน ก.ค. แต่ในที่สุดได้ปรับแผนใหม่จะเพิ่มเป็น 80,000 ตันในเดือน ก.ค. จึงไม่มีปัญหาด้านปริมาณขาดแคลน

ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ประเมินว่า ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ มีโอกาสปรับขึ้นอีก 1-2 บาท/ลิตร หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังไม่ลดลง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนเข้าสู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และดันให้ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นอีก ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะขึ้นถึง 50 บาทหรือไม่ ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์หากขึ้นแตะ 150 เหรียญฯต่อบาร์เรล มีความเป็นไปได้ที่ดีเซลจะปรับถึง 48-49 บาทต่อลิตร ซึ่งใกล้ระดับ 50 บาททุกที ส่วนการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาลที่จะหมดอายุลงในเดือนนี้ เห็นว่ารัฐบาลควรต่ออายุการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลต่อไป แต่ควรลดภาระการช่วยเหลือลงจาก 90 สตางค์ต่อลิตร เหลือเพียง 60 สตางค์ต่อลิตร ด้วยการลดเงินช่วยเหลือจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 30 สตางค์ต่อลิตร เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันลง เนื่องจากขณะนี้กองทุนไม่มีเงินหมุนเวียนแล้ว   
 เล็งขยับราคาก๊าซหุงต้ม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ได้รับร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่ว่าถูกผู้ประกอบการค้าปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ฉวยขึ้นราคาขายปลีกใน 2-3 วันที่ผ่านมา โดยถังขนาด 15 กก. ปกติขายที่ 290 บาท ได้ปรับเพิ่มเป็นถังละ 315-320 บาท นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาขาดแคลนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เช่น ย่านบางซื่อ เตาปูน ธนบุรี ที่ร้องเรียนว่า ร้านค้าไม่มีก๊าซมาส่งให้ตามที่สั่งไป ต้องรออีก 2-3 วัน จากปกติที่จะได้รับก๊าซหลังจากสั่งเพียง 1-2 ชั่วโมง   

ทั้งนี้ ร้านค้าให้เหตุผลที่ต้องขึ้นราคาเพราะต้องเสียค่าขนส่งเพิ่มในช่วงที่เกิดปัญหาก๊าซขาดแคลน จากปกติวิ่งรถกระบะ 1 เที่ยวจะบรรทุกก๊าซกลับมาขายได้ 50 ถัง แต่พอเกิดปัญหาก็ได้รับก๊าซน้อยลง หรือบางครั้งไม่ได้รับก๊าซเลย ทำให้มีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ประกอบกับ ร้านค้าบางแห่ง บริษัทผลิตก๊าซจัดส่งให้น้อยลงกว่าปกติ เช่น จากเดิมได้เดือนละ 3,000 ถัง (15 กก.) ก็ลดเหลือเพียง 1,000 ถังเท่านั้น จึงทำให้มีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการ

นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมหรือก๊าซหุงต้ม กล่าวว่า หากกระทรวงพลังงานมีนโยบายกำหนดราคาก๊าซหุงต้มสำหรับภาคครัวเรือน และภาคขนส่งที่ชัดเจนแล้ว สมาคมจะเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ ขึ้นราคาค่าขนส่งด้วย หากคิดราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 40 บาทต่อลิตร จะขอค่าขนส่งขึ้นอีก กก. ละ 30 สตางค์ หรือถัง 15 กก.ขึ้นอีก 5 บาท เพื่อให้เท่ากับต้นทุน ด้านนายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่สอบข้อเท็จจริงว่า เกิดปัญหาจริงตามที่ร้องเรียนหรือไม่ แต่ตามหลักการรัฐบาลมีมาตรการควบคุมดูแลอยู่ ไม่น่าจะขายเกินราคา แต่หากแอบขึ้นราคาเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค จะต้อง ถูกดำเนินการตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.

"""""""""""""""""""""""""""""""""

ตลกไหมผลิตจนเหลือส่งออกตั้ง 25% แต่กลับนำเข้าด้วยราคาสูงลิ่ว  900 ดอลลาร์/ตัน

กำไรน้อย ๆ ปตท. ไม่เอา  แต่กำไรมาก ๆ ปตท.จะเอา(แต่ที่น่าเจ็บปวดคือมาขูดรีดเอากับประชาชนตาดำ ๆ)

 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 กรกฎาคม 2008, 09:49:52 AM
คัดจากโพสต์ทูเดย์

ต้องโปร่งใสไร้การเมือง

โครงการขอคืนที่ราชพัสดุจากหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาจัดสรรให้กับประชาชน โดยรัฐบาลตั้งเป้าจะให้คนจนมีที่ทำกิน และกำหนดว่าพื้นที่ดังกล่าวจะส่งเสริมให้ปลูกพืชที่เป็นอาหาร และปลูกพืชที่ผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้

หลังจากมติคณะรัฐมนตรีออกมาแล้ว หน่วยงานรัฐที่ครอบครองที่ดินไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์อะไร ก็ทยอยคืนที่ดินให้ร่วม 4 แสนไร่แล้ว ขณะนี้ทางกรมธนารักษ์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ราชพัสดุ จะต้องมาจัดทำรายละเอียดว่าจะจัดสรรที่ดินให้กับใคร จำนวนเท่าไหร่ ทำอย่างไรจะให้ที่ดินตกไปถึงมือคนจนจริงๆ และจะต้องจัดโซนนิงพืชที่จะปลูกหรือไม่


แต่ระหว่างจัดทำรายละเอียดก็มีแนวคิดที่ขัดแย้งกัน นางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ต้องการแบ่งที่ราชพัสดุให้บริษัทขนาดใหญ่ และนิติบุคคลที่ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการเกษตรได้เช่า เพื่อเข้ามาปฏิรูปที่ดินเพื่อทำการเกษตร เพราะเชื่อว่าบริษัทขนาดใหญ่ และนิติบุคคลจะมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าการให้เกษตรกรรายย่อยเช่าทำการเกษตร ซึ่งแตกต่างจากหลักการเดิมที่จะให้แก่รายย่อยอย่างเดียว เพราะไม่สร้างมูลค่าต่อระบบเศรษฐกิจ


นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง บอกว่า โครงการนี้ทำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย และคนยากจนเท่านั้น โดยจะเก็บค่าเช่าที่ดินไร่ละ 20 บาท


คุณสมบัติเบื้องต้นของคนที่เข้าโครงการที่ราชพัสดุ 1 ล้านไร่ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง หรือมีแต่ก็ไม่มากพอที่จะเลี้ยงครอบครัว รวมถึงเกษตรกรที่มีอาชีพ รับจ้างทำการเกษตร สามารถเช่าที่ราชพัสดุได้ไม่เกิน 10-15 ไร่ต่อราย สัญญาเช่านาน 30 ปี โดยสิทธิดังกล่าวจะไม่ตกทอดถึงลูกหลาน และหากพบว่าเกษตรกรรายใดนำที่ดินไปให้นายทุนเช่าช่วงต่อ จะต้องถูกยึดที่คืนทันที


ในขณะที่เสียงของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรฯ ก็ติงว่า นโยบายนี้อาจเปิดช่องให้กลุ่มนายทุนเข้ามากว้านซื้อเช่าช่วงซื้อสิทธิต่อจากเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน


นอกจากนี้ การกำหนดพืชที่จะปลูกนั้น ก็จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะปลูกอะไร และมีตลาดรองรับอย่างไร เพราะหากปล่อยให้เกษตรกรทำไปตามยถากรรม สุดท้ายอาจจะมีผลต่อราคาสินค้าเกษตรทั้งระบบ ที่อาจจะตกต่ำหากมีผลผลิตมากเกินความต้องการ


เสียงติติงที่มีนั้นก็เป็นคำทักท้วงที่น่าฟังอย่างยิ่ง แม้หลักการของนโยบายนี้จะดี แต่หากจัดทำในรายละเอียดไม่ดี หรือมุ่งแต่ตอบสนองทางการเมือง อาจจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงในภายหลัง


ทั้งนี้ นโยบายนี้สามารถที่จะถูกนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง เนื่องจากสามารถนำเอาการจัดสรรพื้นที่ไปใช้หาเสียงกับประชาชนผ่านทางหัวคะแนน โดยมีกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาร่วมผสมโรงด้วย


ดังนั้น กรมธนารักษ์ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องนี้ จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ และกำหนดให้ชัดเจนว่าเกณฑ์การจัดสรรที่ดินเป็นอย่างไร ไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์


ฉะนั้น เพื่อความโปร่งใส การจัดสรรที่ดินควรจะต้องมีคนกลางเข้าไปร่วมพิจารณาด้วย เช่น การแต่งตั้งตัวแทนเกษตรกรที่ไม่มีประโยชน์แอบแฝงเข้าไปร่วมเป็นกรรมการกำหนดเกณฑ์ด้วย หากปล่อยให้มีแต่ตัวแทนที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน อาจมีปัญหาการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรที่ตัวเองสนิทสนมมากกว่าเกษตรกรที่เดือดร้อนจริง


นอกจากนี้ จะต้องกำหนดให้ห้ามเปลี่ยนมือที่ดิน หากทำผิดก็ต้องยึดที่ดินคืนทั้งหมด


นโยบายนี้ต้องทำให้โปร่งใส เพราะเปิดทางให้แสวงหาประโยชน์ได้ง่ายจริงๆ


หัวข้อ: หมดแล้ว "ดร.โกร่ง"
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 สิงหาคม 2008, 05:20:17 AM
คัดจากไทยโพสต์

เศรษฐกิจ
ฝ่าเปลวไฟ สุนันท์ ศรีจันทรา


5 สิงหาคม 2551    กองบรรณาธิการ

หมดแล้ว "ดร.โกร่ง"


ช่วง   11   ปีที่ผ่านมา  แทบทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาลหรือปรับ ครม.  จะมีรายชื่อ ดร.วีรพงษ์  รามางกูร หรือ  "ดร.โกร่ง"  ติดโผผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสมอ

แต่ ดร.โกร่งก็ติดเพียงแค่โผ โดยไม่เคยรับตำแหน่งขุนคลังสักครั้ง

ตำแหน่งทางการเมืองครั้งสุดท้ายของ ดร.โกร่งคือ  รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเศรษฐกิจในปลายรัฐบาล พล.อ.ชวลิต  ยงใจยุทธ ช่วงที่ ดร.ทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  เมื่อปี  2540 แต่เป็นรองนายกรัฐมนตรีได้เพียงไม่กี่วัน พล.อ.ชวลิตก็ประกาศลาออก

การเข้ารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายสมัคร  สุนทรเวช  นายกรัฐมนตรี ถือเป็นการกลับมามีตำแหน่งทางการเมืองครั้งแรกในรอบ 11 ปี

การเข้าร่วมรัฐนาวาของนายสมัครครั้งนี้ ทำให้ ดร.โกร่งถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียหาย ซึ่งไม่เฉพาะกรณีที่ ดร.โกร่งกล่าวพาดพิงโจมตีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น

แต่ยังมีกรณีที่เป็นคำถามว่า  ทำไม ดร.โกร่งจึงคิดสั้น ทำไม ดร.โกร่งจึงยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัว เกลือกกลั้วกับรัฐบาลที่อยู่ในสภาพไม่แตกต่างจากซากศพ และใกล้จะสิ้นอายุขัยเต็มที

ดร.โกร่งไม่ใช่คนโง่  เพราะถ้าไม่ฉลาด  คงไม่เรียนจบขั้นดอกเตอร์ และบริษัทเอกชนกว่า 10 แห่ง คงไม่จ้างไปเป็นที่ปรึกษาหรือกรรมการ มีรายได้รวมแล้วเดือนละหลายล้านบาท

แต่คนฉลาดอย่าง ดร.โกร่ง  ก็ทำเรื่องโง่ๆ มาแล้วในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต โดยยอมขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้าย  ยอมรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ  ทั้งที่รู้ว่ารัฐนาวาของ พล.อ.ชวลิตใกล้อับปางแล้ว

และคนฉลาดอย่าง ดร.โกร่ง  ก็กำลังทำเรื่องโง่ซ้ำสอง  โดยยอมโหนรถไฟเที่ยวสุดท้าย  รับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายสมัคร ทั้งที่รู้ว่ารัฐนาวาของนายสมัครใกล้ล่มสลาย และประชาชนส่วนใหญ่พร้อมลุกฮือขับไล่ตลอดเวลา

ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ ดร.โกร่งจะเอาภาพความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ  ที่พยายามสร้างภาพนานนับสิบปี มาแลกกับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลนายสมัคร

และสำหรับคนที่ไม่ได้มี   "หัว"  ไว้เพียงเพื่อให้เป็นที่อยู่ของ "ผม" หรือดีกว่า "วัว" อีตรงที่พูดภาษาคนได้ ก็คงประเมินความสามารถและประเมินค่าของ ดร.โกร่งได้

ถ้า ดร.โกร่งเก่งจริง  มีค่าพอ  ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่ตั้ง ดร.โกร่งเป็นรัฐมนตรีคลัง ทั้งที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล  2  สมัย และทำไมรัฐบาลนายสมัครจึงไม่เลือก ดร.โกร่งเป็นรัฐมนตรีคลังตั้งแต่แรก

หาก ดร.โกร่งไม่หลงตัวเอง  ใช้ความคิดเหมือนปุถุชนทั่วไป จะหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่า ในรอบ 11 ปี ทำไมจึงเพียงแค่มีชื่อติดโผเป็นรัฐมนตรีคลังเท่านั้น

และทำไมจึงมักได้รับทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล  ในยามที่เสถียรภาพรัฐบาลคลอนแคลนหรือใกล้ล่มสลายทุกที

ดร.โกร่งมีค่าทางการเมืองเพียงนักเศรษฐศาสตร์ตัว  "รองบ่อน"  โดยเมื่อรัฐบาลหมดตัวเลือก หรือไม่มีใครอยากร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลแล้ว  จึงค่อยมามอง ดร.โกร่ง  และหวังเพียงแค่ช่วยให้รัฐบาลถูไถไปได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ฝันไปไกลถึงขั้นหวังว่า ดร.โกร่งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

เพราะถ้า ดร.โกร่งเก่งจริง รัฐบาล พล.อ.ชวลิตคงไม่ล่มสลาย เพราะแพ้ภัยปัญหาเศรษฐกิจ และถ้าเก่งจริง ประเทศไทยคงไม่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540

การที่รัฐบาลเรียกใช้ ดร.โกร่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้  เพราะรัฐบาลกำลังเข้าตาอับ และต้องการเพียงคนที่จะเข้ามาช่วยขัดตาทัพเท่านั้น  แต่การที่ ดร.โกร่งตัดสินใจ  เข้าร่วมกับรัฐบาลหุ่นเชิดของนายสมัคร เป็นสิ่งที่ไม่อาจหาเหตุผลสนับสนุนได้

จะมีเพียงการคาดเดาเท่านั้น

เป็นไปได้หรือไม่ว่า   ดร.โกร่งต้องการบารมี ต้องการกลับมามีบทบาทบนเวทีการเมือง  แทนที่จะเป็นเพียงโหรเศรษฐกิจอยู่วงนอก และเป็นโหรที่ทำนายถูกก็มาก ทำนายผิดก็เยอะ

แต่สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ  ดร.โกร่งมีความฝักใฝ่ในระบอบทักษิณ  เพราะถ้าไม่มีความฝักใฝ่ คงไม่กล่าวหาประชาชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลสมัครในแง่ร้าย  และคงไม่ยอมโหนรถเมล์เที่ยวสุดท้าย โดดเข้าร่วมรัฐบาลที่ประชาชนเกือบทั้งประเทศเตรียมลุกฮือขับไล่

ดร.โกร่งเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง  เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ฝักใฝ่ระบอบทักษิณ  และกำลังปิดฉากอนาคตตัวเองพร้อมกับการสิ้นซากของระบอบทักษิณ

ต่อจากนี้จะไม่มีชื่อ ดร.โกร่งติดโผรัฐมนตรีคลังอีก เพราะ ดร.โกร่งฝังตัวเองไปกับรัฐบาลสมัครแล้ว.


หัวข้อ: ปธ. 'ทีดีอาร์ไอ' ซัดรัฐตั้ง 'พีพีพี' หวังรวบอำนาจลงทุนทุกกระทรวงมาอยู่ในมือ ชี้
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 06 สิงหาคม 2008, 07:02:17 AM
คัดจากมติชนออนไลน์

 ปธ. 'ทีดีอาร์ไอ' ซัดรัฐตั้ง 'พีพีพี' หวังรวบอำนาจลงทุนทุกกระทรวงมาอยู่ในมือ ชี้อันตราย 

   
ปธ.ทีดีอาร์ไอซัดรัฐรวบอำนาจจัดตั้ง 'พีพีพี' หวังกำงบประมาณทุกกระทรวงอยู่ในมือ ชี้เป็นเรื่องอันตราย เตือนเจาะจงอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนป้องกันความไม่โปร่งใส 'คลัง' ยันแค่ช่วยกำหนดกรอบแต่ขั้นตอนการทำงานเป็นตามกฎหมาย ปชป.ชี้รัฐบาลหวังเลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน


คลังยัน 'พีพีพี' แค่กำหนดกรอบ

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (พีพีพี หรือ Public Private Partnership Committee) เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่า พีพีพี เป็นรูปแบบการระดมทุนแบบหนึ่งโดยภาคเอกชน แทนการใช้งบประมาณหรือกู้หนี้สาธารณะ มาใช้ก่อสร้างโครงการภาครัฐ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้รูปแบบพีพีพีในโครงการด้านพลังงาน ระบบขนส่ง ระบบน้ำประปา เช่น ไอพีพี หรือการประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ รถไฟฟ้าใต้ดินและบนดิน เป็นต้น คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่คือ

1.การวางกรอบนโยบายโครงการที่จะต้องใช้วิธีพีพีพี 2.การวิเคราะห์โครงการ 3.การวางหลักเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้าง 4.หากจำเป็นก็ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535

'กรรมการชุดนี้จะดูเฉพาะการวางหลักเกณฑ์เท่านั้น แต่ขั้นตอนปฏิบัติรายโครงการยังเป็นเรื่องของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ร่วมการงานฯ' นายพงษ์ภาณุกล่าว

ประธานทีดีอาร์ไอซัดรวบอำนาจ

นายนิพนธ์ พัวพงศกร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการจัดตั้ง พีพีพี ว่า ถือเป็นการตั้งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากปกติขั้นตอนการบริหารประเทศจะมีหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้รับผิดชอบเม็ดเงินงบประมาณของแต่ละกระทรวงอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะดึงอำนาจของหน่วยงานมาไว้ที่ศูนย์กลาง เพราะรัฐบาลมีหน้าที่กำหนดนโยบาย มีหน่วยงาน กระทรวงและข้าราชการเป็นผู้รับนโยบายไปปฏิบัติ หากเห็นว่าการดำเนินงานไม่มีประสิทธิภาพ ก็ควรแก้แต่ละหน่วยงาน มากกว่าการรวบอำนาจบริหารจัดการมาไว้ที่คณะกรรมการชุดเดียว ซึ่งอันตรายมาก

นายนิพนธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ การแต่งตั้งนายธีรพล นพรัมภา เลขานุการนายกรัฐมนตรี มาเป็นรองประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องการเมืองและมีแนวโน้มจะเข้ามาควบคุมการทำงานทั้งหมด

นายนิพนธ์กล่าวว่า นอกจากนี้กระบวนการที่มาของคณะกรรมการยังขาดความโปร่งใส อาจทำให้เกิดความล่าช้าในเรื่องความมั่นใจของนักลงทุน เพราะแนวคิดของคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะดูแลตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การบังคับใช้นโยบาย การจัดซื้อจัดจ้างและการก่อสร้าง รวมถึงการตรวจรับงาน ซึ่งคนภายนอกไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานได้ จึงต้องเขียนขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการแทรกแซงในการทำงาน

'เรื่องนี้อันตรายมาก เพราะทุกอย่างถูกจัดการในกระบวนการแบบรวดเดียวจบ และเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีสักเท่าไหร่' นายนิพนธ์กล่าว

ประชาธิปัตย์ชี้หวังเลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า อยากตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นลักษณะการทำงานที่หลีกเลี่ยงการทำโครงการโดยไม่ผ่านข้อกำหนดของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนหรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบดีว่าโครงการร่วมทุนภาครัฐและเอกชนส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ทั้งสิ้น ปชป.จะทำการตรวจสอบการดำเนินงานของ พีพีพี ว่ามีลักษณะการหมกเม็ดเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่
 
 
 
 
 
 
 
 


หัวข้อ: ความเสี่ยงมหภาคใหม่กำลังมาเยือน
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 06 สิงหาคม 2008, 07:05:17 AM
คัดจากมติชน

ความเสี่ยงมหภาคใหม่กำลังมาเยือน

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ

โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์




 
ในอดีตใครจะมาเป็นกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทย มักจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ใครจะให้ความสำคัญนัก ไม่สำคัญเท่ากับการที่ใครจะมาเป็นผู้ว่าการ เพราะอำนาจในการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายสถาบันการเงิน จะเป็นของผู้ว่าการและสตาฟฟ์ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีคลัง ซึ่งมีอำนาจเสนอ ครม.แต่งตั้งและถอดถอนผู้ว่าการ

แต่ผลของการคัดเลือกกรรมการของธนาคารชุดใหม่ทั้งหมด 6 คน อันเนื่องมาจากการมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2551 กำลังส่งสัญญาณเตือนภัย หรือความเสี่ยงใหม่ในอนาคตอันใกล้สำหรับประเทศไทย

โดยสปิริตและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่มีมากขึ้น ดูแล้วก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร คณะกรรมการที่ดีสามารถเป็นกลไกทางสถาบันที่สำคัญ อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ว่าการและรัฐมนตรีคลังซึ่งมักจะมาจากฝ่ายการเมือง

แต่อนิจจาผลที่ออกมาชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ว่าเราจะออกแบบกฎหมายอย่างไร ตัวกฎหมายก็ไม่สำคัญเท่ากับคนที่จะใช้มันว่าจะให้มันออกมาอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องเดิมๆ ที่เมืองไทยพบมาตลอด

เริ่มต้นที่คณะกรรมการคัดเลือกจำนวน 7 คน ที่รัฐมนตรีคลัง สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แต่งตั้ง คนออกแบบกฎหมายคงจะคิดว่าคงจะได้คนดี ถ้าได้คณะกรรมการคัดเลือกที่เคยดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ว่าการ ธปท. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาฯสภาพัฒน์ เลขาฯกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการ สศค. เลขาธิการ ก.ล.ต.

แต่ก็ผิดถนัด สังคม ตลาดการเงิน สื่อมวลชน แวดวงวิชาการต่างก็ร้องยี้ แม้ว่าระดับความยี้จะไม่เท่ากัน เมื่อเห็นรายชื่อคณะกรรมการคัดเลือกที่ประกอบด้วย นายวิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการ ธปท. เป็นประธานกรรมการชุดนี้ พร้อมด้วยกรรมการอื่นๆ อีก 6 คน คือ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท. นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายนิพัทธ พุกกะณะสุต นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ และนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ทั้งสามคนหลังเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

เป็นไปตามที่คาดไว้ คนพวกนี้ทำงานตามใบสั่งของนายใหญ่ฝ่ายการเมือง คุณงามความดีของข้าราชการสมัยนี้เทียบกันไม่ได้เลยกับคนสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็น ม.ล.เดช สนิทวงศ์ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือคุณบุญมา วงษ์สวรรค์ เป็นต้น

รัฐบาลระบอบทักษิณมีวิธีการตอบแทนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เลือกเป็นพวกคุณทักษิณ ตอบแทนอดีตผู้บริหารหน่วยงานของรัฐระดับสูงและที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ให้ไปนั่งในองค์กรรัฐวิสาหกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน เพื่อให้พวกนั้นสยบและรับใช้ฝ่ายการเมืองในเรื่องที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ในเรื่องที่สุจริตและไม่สุจริต โดยเฉพาะในเชิงนโยบาย จนเป็นคดีสิบๆ คดีที่ คตส.กำลังจะฟ้องอยู่เวลานี้

การเป็นกรรมการในหลายที่ ให้ผลตอบแทนดีมากเมื่อเทียบกับรายได้จากการเป็นข้าราชการประจำ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ที่ นายวิจิตร สุพินิจ เคยเป็นอยู่ก่อนจะมาเป็นประธาน ก.ล.ต. มีเงินเดือนเดือนละกว่าครึ่งล้าน ยังไม่รวมเครือข่ายธุรกิจ Family Know how ของตลาดหลักทรัพย์ จากรายงานประจำปีของธนาคารกรุงไทย ระบุว่า นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ได้ค่าตอบแทนจากการเป็นกรรมการ ประมาณ 3.6 ล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว

ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ธรรมดาๆ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกาศตัวเป็นนักวิชาการการเมืองพรรคไทยรักไทยอย่างเปิดเผย และเป็น Populist Economist ทางทีวีและวิทยุ เมื่อมารับตำแหน่ง รมช.คลัง คงต้องเสียรายได้ไปปีละอย่างต่ำสิบกว่าล้านบาทที่เคยได้มาเป็นเวลาหลายปี จากการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงิน 5-6 แห่งเป็นอย่างน้อย

ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยด่าพวกพันธมิตรที่พยายามโค่นล้มระบอบทักษิณและสรรเสริญรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ในฐานะคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ปัจจุบันได้ดิบได้ดีเป็นกรรมการธนาคารกรุงไทย

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างของวิธีการที่รัฐบาลระบอบทักษิณสร้างขึ้นเพื่อได้ความจงรักภักดีจากนักวิชาการและข้าราชการ

ผู้เขียนพอเข้าใจในความเป็นปุถุชนของคนพวกนี้ ที่ยังติดอยู่กับเสน่ห์ของตำแหน่งและอำนาจที่มากับเงิน แต่ต้องยอมรับว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอย่างอดีตผู้ว่าการ ธปท.ทั้ง 2 คน ซึ่งก็มีมากแล้ว เป็นนักเรียนทุนลูกหม้อของแบงก์ชาติ ยอมรับกับความไม่เหมาะสมและสามารถทนดูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถาบันที่ตัวเองได้ดิบได้ดีมาได้อย่างไร

กฎหมายระบุให้ผู้ว่าการ ธปท.เสนอแคนดิเดตคณะกรรมการ ธปท.มา 12 ชื่อ และเป็น 2 เท่าของสายกระทรวงการคลังซึ่งเสนอโดยปลัดกระทรวง นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล หรือฝ่ายละ 12 และ 6 ชื่อตามลำดับ

รายชื่อที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด 6 คน ประธานคือ นายพรชัย นุชสุวรรณ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลทักษิณ และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 คน ซึ่งได้แก่ นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง และนายจรุง หนูขวัญ อดีตรองผู้ว่าการ ธปท.

เราน่าจะคาดเดาได้ว่า รายชื่อส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ได้รับคัดเลือกจากสายกระทรวงการคลัง ซึ่งฝ่ายการเมืองอาจจะสามารถใช้อิทธิพลสั่งการได้ตามใจชอบ ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เหมาะกับการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับงานธนาคารกลาง หรือเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการประเมินผลงานของผู้ว่าการในการดำเนินนโยบายการเงิน ไม่เชื่อว่านักกฎหมายหรือตำรวจ หรือแม้กระทั่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจะทำประโยชน์อะไรได้มาก ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะผู้ที่สั่งให้มามีวาระซ่อนเร้น

ผู้เขียนไม่คิดว่าจะมีธนาคารกลางสมัยใหม่ที่ไหนในโลกขณะนี้ ที่จะมีอธิบดีกรมตำรวจมานั่งเป็นกรรมการ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจนั้น ธนาคารกลางกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถร่วมมือกันได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมานั่งในบอร์ด

วาระซ่อนเร้นนั้นมีแน่ นี่เป็นเพียงลูกระเบิดลูกเล็กๆ มหันตภัยใหญ่ๆ ซึ่งเกิดจากวิธีการที่รัฐบาลในระบอบทักษิณกำลังจะค่อยๆ แสดงอิทธิฤทธิ์ การแทรกแซงองค์กรอิสระ จนทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำงานได้ในการเอาผิดกับนักการเมืองรวมทั้งคุณทักษิณ ในความประพฤติมิชอบทุกๆ เรื่อง ระบอบทักษิณทำมาแล้ว

คุณทักษิณไม่ชอบผู้ว่าการ ธปท.ที่แข็งไม่ยอมซูฮกและมีจุดยืนเป็นของตนเอง สั่งตามใจชอบไม่ได้ ถึงได้ปลด ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ส่วน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นั้น เอาตัวรอดจากฝ่ายการเมืองมาได้ อาจเป็นเพราะเขากำไพ่ในข้อมูลสำคัญ ทำให้มีอำนาจต่อรองมากกว่าคุณทักษิณ โดยเฉพาะในเรื่องทุจริตความไม่ชอบมาพากลเรื่องการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย ซึ่งโยงใยมาถึงคนในครอบครัว จนเป็นเรื่องที่จะต้องไปสู้กันที่ศาล

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองกับธนาคารกลางนั้นเป็นเรื่องปกติ ถ้าความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องนโยบายที่สำคัญจนเป็นความเสียหายที่ใหญ่หลวงแก่ประเทศก็ไม่เป็นไร ธนาคารกลางเองก็ไม่ใช่ผู้วิเศษที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด

นักวิชาการจำนวนมากก็ยังเชื่อว่าบ่อยครั้ง เช่นในกรณีของสหรัฐอเมริกาในอดีต ความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หรือสาเหตุที่เศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงมาจากธนาคารกลางก็เคยมี แต่ขณะเดียวกัน องค์ความรู้และประสบการณ์ที่สะสมมาก็ยืนยันได้เช่นกันว่า การรักษาเสถียรภาพระดับราคาในระยะยาว เป็นพันธกิจหลักที่สำคัญของธนาคารกลาง และสำคัญต่อความเจริญทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ฝ่ายการเมืองมักต้องการให้เศรษฐกิจโตสูงๆ ไว้ก่อนในระยะสั้น เพื่อคะแนนทางการเมือง ไม่สนใจผลเสียในระยะยาว

บ่อยครั้งในระยะยาวเศรษฐกิจอาจจะจำเป็นต้องเสียสละอัตราความเจริญเติบโตลงบ้างในระยะสั้น เพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อไม่ให้ก่อตัวจากปัจจุบันไปเป็นความคาดหวังที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจะทำให้เงินเฟ้อปราบได้ยากขึ้น

เวลาเศรษฐกิจเกิดเก็งกำไรจนเป็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น กรณีนี้บ่อยครั้ง การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่สามารถกำจัดการเก็งกำไรได้ แต่ไม่เป็นความจริงเลยที่ว่า ถ้าภาวะเงินเฟ้อมาจากทางด้านต้นทุนแล้ว นโยบายการเงินผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไม่สามารถปราบเงินเฟ้อได้

อเมริกาเคยต่อสู้จนประสบความสำเร็จกับเงินเฟ้อที่มาจากด้าน Cost push จากน้ำมันแพงสมัย Paul Volker เป็นผู้ว่าการธนาคารกลาง จนดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินขึ้นไปกว่าร้อยละ 20

การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ลดเงินเฟ้อทันที แต่จะส่งสัญญาณให้ตลาดรู้ว่า ธนาคารกลางจะเอาจริงกับการปราบเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดภาวะการก่อตัวของความคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

ธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้ผู้ว่าการ ธาริษา วัฒนเกส ไม่ได้เป็น Inflation Hawk หรือพวกเหยี่ยวในการปราบเงินเฟ้อแต่อย่างใด เอาเข้าจริง ภาวะตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ขึ้นไปก่อนการส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.ด้วยซ้ำ

จะว่า ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยช้าไปหน่อยก็ยังได้

ขณะที่เงินเฟ้อมีโอกาสที่จะไต่ระดับขึ้นไปอยู่ที่ 8-10% ตามที่คนเริ่มคาดหวัง ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นมีอะไรที่น่าวิตกว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท.จะนำมาซึ่งความหายนะในอัตราความเจริญเติบโต ถ้ารัฐบาลของพรรคพลังประชาชน หรือ รมต.คลัง สุรพงษ์ และนักเศรษฐศาสตร์ที่ค้านการขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท.จะดันทุรังทำทุกอย่าง เพื่อให้เศรษฐกิจต้องโตที่ 6% ให้ได้ ขณะที่การคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อสูงกำลังก่อตัว

ผู้เขียนคิดว่า ถ้า ธปท.ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเสียอีก ประเทศไทยจะเจอหายนะทางเศรษฐกิจ ถ้าราคาน้ำมันทรงตัวและถีบตัวสูงขึ้น เพราะตลาดจะไม่เชื่อว่า ธปท.จะจริงจังและปราบเงินเฟ้อได้ การคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะค่อยๆ ฝังตัว จนเป็นปรากฏการณ์ถาวรที่เริ่มแก้ยาก เหมือนที่พบในหลายๆ ประเทศ

เพราะฉะนั้น หายนะของประเทศไทยจะไม่ใช่มาจาก ธปท.ที่จะสู้กับเงินเฟ้อ แต่จะมาจากการแทรกแซงของรัฐบาล และการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่มีโลกทรรศน์และความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรื่องการใช้นโยบายการเงินกับภาวะเงินเฟ้อ ปราศจากหลักวิชาและข้อมูลสนับสนุน

เป็นที่แน่ชัดว่า ระบอบทักษิณต้องการจะมาจัดการกับแบงก์ชาติ เริ่มจากกรรมการของ ธปท.ก็จะไปที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน และในที่สุดก็จะได้ตัวผู้ว่าการที่เป็นคนของตัว เพื่อให้ ธปท.สามารถดำเนินทั้งนโยบายและรับใช้ความต้องการของฝ่ายการเมืองในเรื่องต่างๆ ในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบทางเดินของเงิน เมื่อนายใหญ่และพรรคพวกต้องการ

ความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางโดยปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ในการบรรเทาและต้านทานนโยบายประชานิยมที่จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว การแทรกแซงทางการเมืองในธนาคารกลางจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแออย่างไม่เคยมีมาก่อน สังคมควรจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแล

ผู้เขียนจึงอยากเห็นพนักงานทุกระดับของ ธปท.สวมวิญญาณนักสู้ที่จะปกป้องสถาบันของตนเองให้ปลอดจากการเมืองเหมือนอดีตสหภาพและพนักงาน กฟผ.ครั้งหนึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้ว โดยรวมตัวต่อสู้ ถ้าผู้ว่าการถูกปลดโดยไม่ชอบด้วยเหตุผล ปฏิเสธผู้ว่าการที่พนักงานรับไม่ได้ เพราะมีอดีตที่ฝักใฝ่กับการเมืองอย่างไม่มีหลักการ

จะทำอย่างไรเมื่อภัยมาถึง ขอให้รวมตัวกันต่อสู้กับความไม่ถูกต้องตั้งแต่บัดนี้ วิธีการต่อสู้นั้นมีมากมาย

ผู้บริหารระดับสูงที่ชีวิตการงาน ฐานะการเงินมั่นคงมีความพอเพียงแล้ว อาจจะทำเป็นตัวอย่างด้วยการลาออกกันทั้งขบวน ถ้ารัฐบาลยังจะดันทุรัง แล้วบอกให้เขารู้ว่า "กูไม่กลัวมึง"


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 08 สิงหาคม 2008, 10:44:30 AM
คัดจากประชาชาติธุรกิจ

รัฐทิ้งทวนประชานิยมแสนล. การเมืองส่อเค้าป่วน-ยุบสภาเลือกตั้งใหม่


พิรุธ คณะรัฐมนตรีผลักดันนโยบายประชานิยมหาเสียงทั้งคนเมืองและคนต่างจังหวัดเต็มสูบ จับตาอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่แทบทุกวันอังคาร ปัดฝุ่นมอเตอร์เวย์แสนล้านผ่านฉลุย โทรศัพท์มือถือ 3 จี เฉียด 3 หมื่นล้าน เปิดบูทใต้ทางด่วนหาเสียงคนจนเมือง "ประชาชาติฯ" สำรวจโครงการเทกระจาดรายสัปดาห์ ล่าสุดสะพัดทั่วทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลสมัคร 4 ส่อแววอายุไม่ยืด นายกฯคุมไม่อยู่ ยุบสภากันยายน-ตุลาคม


จากการตรวจสอบของ "ประชาชาติธุรกิจ" พบว่าในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้ผลักดันโครงการลงทุนมูลค่าสูงมากมายหลายโครงการอย่างผิดสังเกต ทั้งโครงการใหม่และโครงการเก่าที่นำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งแต่ละโปรเจ็กต์มีมูลค่านับแสนล้าน ไม่นับรวมการเร่งหาเสียงกับนโยบาย ประชานิยมอย่างเข้มข้น หลังประสบความสำเร็จจาก 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างมาก

ปัดฝุ่นมอเตอร์เวย์แสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาถึงแนวทางในการดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโครงการหลากหลายรูปแบบ อาทิ ด้านการคมนาคม และขนส่ง ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ฯลฯ

โดยมีนโยบายให้พีพีพีซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่สังกัดสำนักงบประมาณเร่งดำเนินการด้วยการเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการต่างๆ อย่างเป็นระบบ

สำหรับโครงการที่จะมีการผลักดันก่อ สร้างโดยดึงเอกชนเข้าร่วมทุน อาทิ โครงการทางด่วนระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 5 เส้นทาง รวมระยะทาง 730 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 5.9 หมื่นล้านบาท โดยเส้นทางแรกที่จะดำเนินการคือ สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 199 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 5.9 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นมีมอเตอร์เวย์บางใหญ่-บ้าน โป่ง-กาญจนบุรี, นครปฐม-สมุทรสาคร-ชะอำ ฯลฯ

ลงทุน 3 G มูลค่า 26,600 ล้าน

ล่าสุดในการประชุม ครม. (5 สิงหาคม) ได้อนุมัติหลักการการดำเนินโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (third generation) ดำเนินการโดยบริษัท เอซีทีโมบาย จำกัด ของ บมจ.ทีโอที พร้อมทั้งจัดหาแหล่งเงินกู้ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล มูลค่า 26,600 ล้านบาท ทั้งนี้ ในระยะแรกจะปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1900 MHz จำนวน 500 แห่ง และเปิดให้บริการในปี 2552 สำหรับระยะที่ 2 จะดำเนินการขยายโครงข่ายเพิ่มเติมในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และส่วนภูมิภาค จำนวนทั้งสิ้น 5,220 แห่ง เพื่อให้พื้นที่บริการครอบคลุมทั่วประเทศ มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2556

ก่อนหน้านี้ บอร์ดทีโอทีได้อนุมัติแผนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G ของทีโอที (ระหว่างปี 2552-2556) โดยตามเป้าหมายที่วางไว้หลังปรับปรุงประสิทธิภาพโครงข่ายในเฟสแรกเสร็จแล้ว มีแผนจะเปิดให้บริการในปี 2552 และตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 4 ล้านราย ภายในระยะเวลา 5 ปี ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 29,000 ล้านบาท

ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะใช้เงินกู้จากทีโอที จำนวน 2,400 ล้านบาท ที่เหลืออีก 26,600 ล้านบาท จะเป็นเงินกู้ระหว่างรัฐบาล ต่อรัฐบาลตามนโยบายของกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เพราะต้องการระยะเวลาปลอด ดอกเบี้ย 5 ปี มีเวลาผ่อนชำระไม่ต่ำกว่า 10 ปี

ทุ่มพัน ล.แต่งบูทใต้ทางด่วนให้เช่าถูก

ก่อนหน้านี้นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายให้กรม ธนารักษ์โดยบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ (ธพส.) ร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศ ไทย (กทพ.) นำพื้นที่ใต้ทางด่วนมาพัฒนาเป็นร้านค้าขายสินค้าราคาถูกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดย ธพส.ขออนุมัติงบฯ 1,000 ล้านบาท สำหรับใช้พัฒนาและตกแต่งบูทประมาณ 10,000 บูท เพื่อปล่อยเช่าให้ผู้มีรายได้น้อยเช่าขายสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าโอท็อป สินค้าเอสเอ็มอี คิดค่าเช่า 100-200 บาท/วัน

สำหรับพื้นที่ที่จะมีการพัฒนาและนำมาปล่อยเช่ามีทั้งหมด 13 จุด อยู่บริเวณใต้ทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 เช่น สุขุมวิทฝั่งใต้, สุขุมวิทฝั่งเหนือ, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, คลองสามเสนบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎ, ด่านอาจณรงค์-คลองคาน, คลองคาน-คลองพระโขนง, คลองพระโขนง-คลองศาลอย, ถนนงามวงศ์วาน, วัดสะพาน, อุรุพงษ์, สีลม, มหานคร และพหลโยธิน 1 นอกนั้นบางจุดใต้ทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เช่น บริเวณ ทาวน์อินทาวน์, บริเวณตรงข้ามห้างเทสโก้ โลตัส ลาดพร้าว เป็นต้น

โดยช่วงแรกจะเปิดให้จองพื้นที่ 3 จุดนำร่องก่อน คิดเป็นจำนวนบูท 2,000 บูท บริเวณสุขุมวิทตรงข้ามด่านสุขุมวิทฝั่งใต้ 119 บูท บริเวณสีลม ช่วงเชื่อมถนนสีลม กับถนนสุรวงศ์ 112 บูท และใต้ทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา บริเวณตรงข้ามทาวน์อินทาวน์ 640 บูท บริเวณตรงข้ามห้างโลตัส ลาดพร้าว 1,428 บูท

เทกระจาดโปรเจ็กต์รายสัปดาห์

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้ ครม. (15 กรกฎาคม) เห็นชอบการดำเนินการ 6 มาตรการช่วยเหลือประชาชน 1.ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2.ชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือน 3.ลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน 4.ลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน 5.ลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง

และ 6.ลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟ ชั้น 3 ไม่ปรับอากาศ ทั่วประเทศ เริ่มต้น วันที่ 1 สิงหาคม และสิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคม 2552 โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณ 47,000 ล้านบาท

ครม.นัดเดียวกันได้อนุมัติงบฯให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2551 งบฯกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 233,309,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาจำนวน 3 โครงการ ตามความเห็นของ สำนักงบประมาณ ดังนี้

1.โครงการศึกษาปรับแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพ มหานครและปริมณฑล วงเงิน 29,393,000 บาท 2.งานออกแบบรายละเอียดสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ส่วนต่อขยายช่วงสะพานใหม่-ลำลูกกา คลอง 4 ระยะทาง 13 กิโลเมตร วงเงิน 128,090,000 บาท

3.งานออกแบบรายละเอียดสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน ส่วนต่อขยายช่วงสมุทรปราการ (บางปิ้ง)-บางปู ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร วงเงิน 65,826,000 บาท

ถัดมา การประชุม ครม. (29 กรกฎาคม) อนุมัติงบประมาณ 2,727 ล้านบาท เพิ่มเติมจากเดิมที่ขอไว้ 1,300 ล้านบาท รวมเป็น 4,027 ล้านบาท เพื่อขอจัดสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ในพื้นที่ราชพัสดุของทหารบริเวณแยกเกียกกาย 119 ไร่

ล่าสุด รัฐบาลเตรียมเข็นหวยออนไลน์ โดยจะเปิดจำหน่ายในวันที่ 17 สิงหาคม เพื่อออกรางวัลในงวดวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งหวยออนไลน์จะจ่ายรางวัลแจ็กพอตเป็นรางวัลใหญ่ 1 รางวัล คาดว่าจะสูงถึง 30 ล้านบาท

นับถอยหลังรัฐบาลสมัคร 4

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด 11 คน 13 ตำแหน่ง ได้ก่อให้เกิดความแตกร้าวในพรรคพลังประชาชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มอีสานพัฒนาออกมาแฉว่ากลุ่มคนใกล้ชิดนายกฯ หรือแก๊ง 4 คน กำลังระดมหาเงินจากโครงการเช่ารถเมล์มูลค่าแสนล้านเพื่อนำมาเป็นทุนในการตั้งพรรคการเมืองใหม่

นอกจากนี้การปรับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากรัฐบาลก็สร้างความไม่พอใจให้กับคนในบ้านจันทร์ส่องหล้าอย่างมาก จนถึงขั้นยกพรรคพลังประชาชนให้นายสมัครและแก๊ง 4 คนไปจัดการกันเอง ประกอบกับความไม่แน่นอนของสถานะนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐมนตรีอีกหลายคนที่กำลังรอคำพิพากษา จนอาจทำให้นายสมัครและรัฐมนตรีหลายคนพ้นตำแหน่ง ไม่นับรวมคดียุบพรรคพลังประชาชนที่ กกต.กำลังยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค จากปัจจัยลบรอบด้านอาจทำให้นายสมัครตัดสินใจยุบสภาในช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคม เพราะช่วงเวลาดังกล่าว พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 1.8 ล้านล้านได้ผ่านสภาแล้ว และรัฐบาลได้ผลักดันโครงการประชานิยมและเมกะโปรเจ็กต์มูลค่านับแสนล้านไปเรียบร้อยแล้ว ประเด็นสำคัญแกนนำสำคัญของพรรคพลังประชาชนได้เตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ไว้แล้ว

ขณะที่อนาคตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักได้รายงานข่าวว่า บุคคลทั้ง 2 อาจไม่กลับมาประเทศไทย หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกคุณหญิงพจมานในคดีเลี่ยงภาษีเป็นเวลา 3 ปี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่าน


หัวข้อ: นโยบายพลังงานไม่ชัด ผู้บริโภคสับสน-ประเทศเสียหาย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 สิงหาคม 2008, 07:35:08 AM
คัดจากประชาชาติธุรกิจ

นโยบายพลังงานไม่ชัด ผู้บริโภคสับสน-ประเทศเสียหาย   

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4026
นโยบายพลังงานนับว่าเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ถือว่าเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของรัฐบาลนี้ นับตั้งแต่เกิดวิกฤต "ออยล์ช็อก" ราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานจนรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า รัฐบาลแต่ละประเทศพยายามจัดการแก้ปัญหาด้วยนโยบายแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ ประเทศในแถบเอเชียจะมุ่งใช้นโยบายส่งเสริมพลังงานทางเลือกผลิตน้ำมันจากพืชอาหาร ในแถบยุโรปและสหรัฐมุ่งเน้นให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การผลิตรถประเภทไฮบริดใช้น้ำมันร่วมกับไฟฟ้า ผลิตรถที่ใช้แบตเตอรี่ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ แต่นโยบายที่ประเทศต่างๆ ใช้เป็นสูตรในการแก้ปัญหาเหมือนกัน ซึ่งน่าจะส่งผลดีในระยะยาวนั่นคือ นโยบายการประหยัดพลังงาน

แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานกลับไม่มีนโยบายเรื่องนี้อย่างชัดเจน ยังคงใช้วิธีบริหารแบบวันต่อวัน เหมือนสถานการณ์ปกติไม่รู้สึกรู้ร้อนรู้หนาว ปล่อยให้ประชาชนผู้บริโภค ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจการขนส่ง ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องเผชิญชะตากรรมท่ามกลางความสับสนไม่รู้ว่านโยบายพลังงานของประเทศจะก้าวเดินไปทางไหน ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมานโยบายพลังงานกลับไปกลับมาตลอด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้ตัวที่สุด จะเห็นได้จากปรากฏการณ์ที่ประชาชนผู้ใช้รถยนต์นั่ง รถบรรทุกเล็ก ได้แห่ติดตั้งถังก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีเพื่อลดค่าใช้จ่ายจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จนเกิดปัญหาการแย่งกันระหว่างรถยนต์กับครัวเรือนจนถึงกับเกิดการขาดแคลนตามมา

ที่สำคัญกระทรวงพลังงานไม่เคยให้แม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจกับประชาชนว่า การใช้ก๊าซสำหรับรถยนต์มันเกิดผลดีผลเสียอย่างไรกับเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพการ ใช้งาน จำนวนเงินที่ผู้ใช้ต้องจ่ายเพิ่มตั้งแต่ในการเปลี่ยนเครื่องยนต์ การติดตั้งถังก๊าซ ค่าเสียเวลาเสียโอกาสที่ต้องรอนาน หักกลบลบกันแล้วมันคุ้มกันหรือไม่ กระทรวงพลังงานไม่เคยบอกความจริงกับประชาชนถึงแผนการตั้งสถานีบริการเติมก๊าซทั่วประเทศว่ามีจำนวนเท่าใดในแต่ละปี เพียงพอรองรับกับปริมาณรถที่แห่ติดตั้งถังก๊าซแบบบ้าคลั่งหรือไม่ กลับทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนปล่อยให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคต้องกลายเป็นแมลงเม่าเพราะความตื่นตระหนก

ที่สำคัญสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำมาโดยตลอดแต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนนั่นคือนโยบายส่งเสริมพลังงานทางเลือก โดยรัฐสนับสนุนให้มีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลใช้สำหรับทดแทนน้ำมันดีเซล และเอทานอลใช้เป็นส่วนผสมของแก๊สโซฮอล์ เพื่อทดแทนน้ำมันเบนซิน แต่นโยบายดังกล่าวได้ปรับเปลี่ยนไปมาโดยตลอด ผลจากความไม่แน่นอนนอกจากจะกระทบกับผู้บริโภคโดยตรงแล้ว ด้านหนึ่งก็กระทบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศที่ไม่สามารถวางแผนการผลิตว่าจะเอาอย่างไร เพราะการลงทุนขนาดใหญ่อย่างนี้ไม่ได้วางแผนแค่ชั่วข้ามคืน ต้องวางแผนกันล่วงหน้าเป็นปี เม็ดเงินลงทุนก็ระดับเกือบหมื่นล้านบาท ถ้านโยบายพลังงานไม่มีความชัดเจนย่อมส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมการผลิต การส่งออกรถยนต์ อีกนัยหนึ่งย่อมกระทบกับนโยบายดีทรอยต์ออฟเอเชียอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้


หัวข้อ: Re: นโยบายพลังงานที่ผิดพลาด แต่ก็ไม่มีผู้รับผิดชอบ
เริ่มหัวข้อโดย: แสนไชย ที่ 15 สิงหาคม 2008, 08:40:57 AM
เห็นข่าวว่าการเปลี่ยนไปใช้ก๊าซได้ไม่คุ้มเสีย   เพราะแรงอัดของก๊าซเมื่อนำไปใช้เทียบกับดีเซลแล้วไม่ได้ในอัตรา 1 ต่อ 1  เพราะก๊าซสิ้นเปลืองกว่า   เอาเข้าจริงไม่ได้ถูกไปกว่าสักเท่าไหร่

ยิ่งไปเสียค่าติดตั้งหมดเงินไปสี่ห้าหมื่น   แล้วมีท่อใหญ่ๆ อยู่หลังรถ  อยู่ใต้ท้องรถด้วย  ดูแล้วน่ากลัวว่าพกระเบิดที่พร้อมจะระเบิดใส่ตัวเองไปตลอดเวลาที่ขับรถก็น่าขนลุก   

ดังนั้นอย่างเราๆ  หากไม่ใช่มีอาชีพขนส่ง   ไม่น่าลงทุนไปติดตั้งแก๊ซให้หมดเงินไปอีกสี่ห้าหมื่นหรอก   ลองคิดดูว่าเราใช้น้ำมันเพิ่มเดือนละสักเท่าไหร่   สมมุติว่าเดือนละพัน  ปีหนึ่งก็จ่ายเพิ่ม 12000   สี่ปีก็ 48000   ถึงเวลานั้นก็เปลี่ยนรถกันแล้ว   คิดในแง่นี้ก็ไม่น่าไปติดตั้งแก๊ซให้เปลืองสตางค์

ตอนแรกคิดว่าเรื่องใช้แก๊สเหมาะกับคนที่ทำงานขนส่ง   แต่ปรากฏว่าแรงอัดที่แก็สไปทำงานไม่เท่ากับน้ำมันในอัตรา 1 ต่อ 1  แบบนี้ก็ทำให้ต้องคิดใหม่   แต่เรื่องนี้ไม่เห็นคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะออกมาแถลงอะไรเลย    หรือกลัวเขาจะด่ากันทั่วประเทศ

เรื่องนี้ความจริงก็คือต้องให้ทุกคนยอมรับว่าน้ำมันไม่มีทางที่จะถูกลง   เวลานี้ที่ผ่อนลงบ้างเพราะเขาเลิกเก็งกำไรกัน   เรื่องจะหาพลังงานทดแทนจากพืชไบโอทั้งหลาวแล้วมาใช้กันอย่างไม่บันยะบันยังก็ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง   ที่ถูกคือต้องหาทางไปใช้พลังงานที่ไม่เกิดปัญหาจริงๆ    หากยังหาไม่ได้ก็ต้องประหยัด   และใช้การขนส่งมวลชนให้มากขึ้น   

แต่ไม่เห็นใครออกมารณรงค์และคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังเลย


หัวข้อ: ลุยเมกะโปรเจกต์เต็มสูบ สาธารณสุขพุ่ง8หมื่นล้าน
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 สิงหาคม 2008, 08:55:25 AM
คัดจากโพสต์ทูเดย์

ลุยเมกะโปรเจกต์เต็มสูบ สาธารณสุขพุ่ง8หมื่นล้าน
 วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — คลังเดินหน้า เมกะโปรเจกต์ ตั้งแท่นหว่าน เงินสร้างระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ 8 หมื่นล้าน


นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามเมกะโปรเจกต์ด้านสาธารณสุขว่า ได้สรุปงบประมาณโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่จะใช้ในช่วงปีงบประมาณ 2552-2555 จำนวน 8 หมื่นล้านบาท

การจัดตั้งศูนย์การแพทย์ชุมชนทั่วประเทศเพิ่มเติม 1,000 แห่ง การสร้างศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง สำหรับโรคหัวใจ 60 แห่ง โรคมะเร็ง 30 แห่ง และอุบัติเหตุอีก 60 แห่ง

นอกจากนั้น ยังครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพและบุคลากรทางการแพทย์ และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ 
นพ.สุรพงษ์ 

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปจัดทำรายละเอียดแล้วนำกลับมาเสนออีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์” รมว.คลังกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าที่จะใช้งบประมาณในการลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ทั้งหมด 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลัง เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องการ บริหารหนี้สาธารณะ โดยขณะนี้มีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 36% ของจีดีพี

สำหรับในปี 2552 รัฐบาลจะ มีการผลักดันใช้งบประมาณ ด้านเมกะโปรเจกต์ทุกโครงการประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยเฉพาะโครงการลงทุนระบบ ขนส่งมวลชน หรือรถไฟฟ้า จะ เริ่มก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ ขณะที่ รถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต อยู่ระหว่างการเจรจาเงินกู้กับธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือเจบิก

ด้านส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ล่าสุดผ่านความเห็นด้านสิ่งแวดล้อมไปแล้ว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า จะมีการจัดสัมมนาและจัดนิทรรศการเพื่อแสดงข้อมูลเมกะโปรเจกต์ให้แก่นักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศรับทราบ ในวันที่ 12-14 ก.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพในการดำเนินงาน ซึ่งโครงการเมกะโปรเจกต์ดังกล่าวจะใช้ระยะเวลา 4-5 ปี

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ออกมาประกาศใช้แล้วจะมีส่วนช่วยผลักดันให้จีดีพีในปี 2551 ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6%

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมช.คลัง ออกมาประกาศเป้าหมายจีดีพีปีนี้ขยายตัวถึง 8% แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่กลับ คืนสู่ภาวะปกติ จึงคาดว่าจีดีพีคงจะขยายตัวได้แค่ตามเป้าหมายเดิมที่ 6% ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า จีดีพีไตรมาส 2 เติบโตใกล้เคียงระดับ 6%

...............................

ความเห็นเพิ่มเติม

นโยบายที่รวบรัด  เร่งรีบ  ไม่โปร่งใส  จะนำไปสู่ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่หนักหน่วงรุนแรงและวงจรการเมืองเก่าจะยังไม่หลุดพ้นเพราะนักเลือกตั้งพวกนี้ยังมีท่อน้ำเลี้ยงจากโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้อีกมากมาย  การไม่ฟังเสียงมวลชนก่อนการก่อสร้างโดยทำการประชาพิจารณ์อย่างรีบร้อนกรณีการสร้างรถไฟฟ้าผ่านย่านเตาปูนและอีกหลาย ๆ โครงการที่การแถลงข่าวดูรีบร้อนและสับสน

อย่างนี้ไม่รีบไล่มันออกไปได้อย่างไร??


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: โพ ที่ 15 สิงหาคม 2008, 09:08:49 AM
ดังนั้นนโยบายด้านพลังงานของการเมืองใหม่ ก็ควรจัดการให้การใช้พลังงานให้ถูกต้องตามชนิด มากกว่าการจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้พลังงานอื่นแทนโดยที่ไม่เหมาะสมและขาดการทดลองวิจัย (นักวิชาการที่วิจัยต้องมีกฏจรรยาบรรณห้ามเอาใจหน่วยงานที่ให้ทุน) ส่วนการลดการใช้ก็ทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยดำเนินการเมืองด้วยแนว นิเวศประชาธรรม ทุกอย่างจะแก้ไขได้หมดด้วยรัฐสวัสดิการด้านคมนาคม


หัวข้อ: รวมพลังดันขึ้นราคาแอลพีจี ประเสริฐแนะอุ้มก๊าซแท็กซี่
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 สิงหาคม 2008, 09:32:52 AM
รวมพลังดันขึ้นราคาแอลพีจี ประเสริฐแนะอุ้มก๊าซแท็กซี่


 วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — กูรูน้ำมันรวมพลังดันขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ปตท.แนะ อุ้มค่าก๊าซแท็กซี่


นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า หากกระทรวงพลังงานปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี คาดว่ารัฐบาลต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของธุรกิจขนส่งสาธารณะ อย่างเช่น รถแท็กซี่
ขณะที่รถยนต์ส่วนบุคคลคงไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานของผู้บริโภคที่มีการติดตั้งไปแล้ว แต่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภครายใหม่ที่อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะติดตั้งมากกว่าว่าจะคุ้มค่าหรือไม่

ทั้งนี้ ปตท.วางแผนที่จะนำเข้าก๊าซแอลพีจีเพิ่มในเดือน ก.ค.นี้อีก 1 แสนตัน และจะนำเข้าอีกเดือนละ 6-8 หมื่นตันต่อเดือนในช่วงที่เหลือของปี และคาดว่าในปีหน้าจะต้องนำเข้าประมาณ 1 ล้านตัน

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัญหาที่น่าห่วงมากที่สุดในด้านพลังงานคือ ปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจีที่ควบคุมไม่อยู่ ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจน้ำมันมากกว่าพลังงานประเภทอื่น และเป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข เพราะประชาชนจะหันมาใช้ก๊าซแอลพีจีมากขึ้นเรื่อยๆ

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า ปีนี้ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับถึง 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากเกิดสงครามในประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือเกิดภัยธรรมชาติ

................................................................

ความเห็นเพิ่มเติม

ก่อนที่จะพิจารณาขึ้นราคาก็ต้องเหลือบตามองดูประเทศอื่นบ้างว่าส่วนใหญ่ยังคงมีนโยบายอุดหนุนราคาทั้งนั้น เช่นเกาหลี   จะมีก็แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วที่ยังไม่อุดหนุนเต็มที่เช่นอิตาลี

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของ ปตท.นั้นสร้างปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชนทั้งประเทศ  แต่ผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะเครือข่ายทักษิณที่ถือหุ้น ปตท.กว่า 36 % สะท้อนให้เห็นถึงการขูดรีดต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศของเหล่านายทุนผูกขาดอย่างเลือดเย็นที่สุด

ข้อมูลที่ถูกเปิดโปงคือหนึ่งในสี่ของแอลพีจีถูกส่งออกในราคาตลาดโลกคือ 900 ดอลลาร์/ตัน  แต่ ปตท.สร้างข่าว(เท็จ)ว่าแอลพีจีไม่พอใช้ในประเทศต้องสั่งนำเข้าในราคาตลาดโลกและซื้อมาในราคาแพง  นี่คือการโกหกคำโตใช่หรือไม่

การที่คนส่วนหนึ่งมีทางเลือกที่จะใช้พลังงานทางเลือกราคาถูก  หากมองในแง่ดีมันคือการส่งเสริมเศรษฐกิจทั้งการขนส่งและการท่องเที่ยวโดยรวมมิใช่หรือ??

ในขณะที่การให้ข่าวสารความรู้ที่ถูกต้องของ NGV ที่จริง ๆ ควรจะเรียก  "CNG"  ซึ่งย่อมาจาก Compresser natural  gas  ซึ่งเป็นก๊าสที่มีแรงดัน 3000 ปอนด์/ตร.นิ้ว  ซึ่งอันตรายมากหากถังไม่มีผิวที่หนาเพียงพอโอกาสที่จะระเบิดก็สูงมาก  ซึ่งต้องเข้มงวดในการตรวจสอบควบคุมคุณภาพอุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งเพื่อความปลอดภัยของชีวิตผู้คน  หากจะส่งเสริมควรส่งเสริมในภาคขนส่งและขยายปั้มในแนวถนนสายหลักเพื่อขนส่งแก๊สผ่านท่อซึ่งจะปลอดภัยกว่ามากและเป็นวัตถุดิบที่มีในประเทศสามารถขายได้ในราคาถูกแต่ก็ต้องมีการตรวจสอบเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอเพราะบ่าวาวจะเสียหายรวดเร็ว  และทั่วโลกยังใช้ก๊าซชนิดนี้ในปริมาณทีไม่มากนักเช่นในอาเจนติน่า  แต่แอลพีจีมีแรงดันที่ต่ำกว่ามากคือ 130 ปอนด์/ตร.นิ้ว และมีการผสมสารต่าง ๆ เข้าไปและเป็นเชื้อเพลิงที่มีของเหลวปนหากรั่วออกมาถูกกับอากาศจะเปลี่ยนสถานะเป็นไอเยือกแข็งอันตรายน้อยกว่าและมีจุดวาบไฟน้อยกว่าน้ำมันมาก

ถ้ายังดึงดันไม่ทบทวนนโยบายนี้  ก็เตรียมรับกับเสียงคัดค้านที่จะมีออกมาออกมาอย่างต่อเนื่องของประชาชนที่ใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้


หัวข้อ: 10 ปัจจัยไทยต้องเผชิญ ในอนาคต 20 ปีข้างหน้า
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 16 สิงหาคม 2008, 09:07:22 AM
คัดจากมติชนออนไลน์

  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1218851789&catid=05  (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1218851789&catid=05)

10 ปัจจัยไทยต้องเผชิญ ในอนาคต 20 ปีข้างหน้า

หมายเหตุ-ส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการประชุมประจำปี 2551 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง "วิสัยทัศน์ประเทศไทย" สู่ปี 2570




ในช่วง 20 ปี สถานการณ์และการพัฒนาประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 819 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี เป็น 4,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ส่งผลให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศ middle income country จำนวนประชากร 52 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น 64 ล้านคน ได้สร้างแรงกดดันต่อการใช้พื้นที่ การใช้ทรัพยากรและมลภาวะมากขึ้น ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มจาก 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างความเดือดร้อนด้านเงินเฟ้อให้กับทุกประเทศ สภาพแวดล้อมในประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างก็เปลี่ยนไป โดยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้เจรจายุติสงครามร่มเกล้าระหว่างลาวและไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2531 และในปีเดียวกันนั้นพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ส่วนในประเทศพม่าก็เกิดเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลให้นางออง ซาน ซูจี ขึ้นมาเป็นผู้นำฝ่ายประท้วง


อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในเกือบทุกมิติ คือ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี เมื่อ 20 ปีก่อน คนไทยยังใช้พิมพ์ดีด การใช้คอมพิวเตอร์ยังไม่แพร่หลาย ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต และมีการใช้โทรเลขถึง 500,000 ฉบับต่อเดือน ขณะที่ปัจจุบันการโทรเลขได้ปิดการให้บริการแล้วหลังจากที่ให้บริการมาถึง 133 ปี เมื่อ 20 ปีที่แล้วเริ่มมีการใช้โทรศัพท์มือถือบ้าง ขณะที่ในปัจจุบันเกือบทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือ จนกระทั่งในบางประเทศต้องเริ่มมีการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในบางสถานที่ เช่น ในรถยนต์ รถไฟ ร้านอาหาร เป็นต้น


การวางวิสัยทัศน์ไปใน 20 ปีข้างหน้าต้องคำนึงถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะต้องเผชิญ ซึ่งจะมีปัจจัยต่างๆ มากมาย ทั้งปัจจัยที่พอมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง และปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่หากเกิดขึ้นก็จะมีผลอย่างมากต่อสภาพแวดล้อมของการพัฒนา โดยคำนึงถึงระดับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้มากเช่นการเปลี่ยนแปลงใน 20 ปีที่ผ่านมา


 


ปัจจัยและแนวโน้มหลักในอีก 20 ปีข้างหน้า


การวางวิสัยทัศน์ไปใน 20 ปีข้างหน้า เริ่มจากการพิจารณาปัจจัยและแนวโน้มหลัก (Megatrends) ที่ประเทศไทยและโลกอาจต้องเผชิญในอีก 20


ปีข้างหน้า ซึ่งมี 10 ประการ ประกอบด้วย



แนวโน้มปัจจัยภายนอก 7 ประการ


1.การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ในอนาคตจะมีความเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในอนุภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น ทั้งเส้นทางคมนาคมทางบก โทรคมนาคม และโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าและพลังงาน เช่น มีการประกาศใช้ east-west corridor นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือด้านการค้า ตลอดจนความพยายามส่งเสริมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดความแตกต่างทางด้านรายได้กับไทย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น เวียดนาม หรือพม่าถ้าเริ่มมีประชาธิปไตยมากขึ้น อาจจะเป็นประเทศเวียดนามรายใหม่ที่หลายประเทศอยากจะไปลงทุน เพราะสามารถจะเชื่อมโยงกับประเทศอินเดีย ซึ่งในอนาคตมีการรวมตัวและมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้า ภูมิภาคนี้น่าจะเป็นภูมิภาคที่มีความเจริญเติบโตมากขึ้นอย่างรวดเร็ว


2.เศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจมาอยู่ที่ประเทศแถบเอเชียมากขึ้น จีนและอินเดียจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต รวมทั้งประเทศบราซิลและรัสเซียจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากขึ้น การผลิตต่างๆ จะย้ายมาอยู่ในแถบเอเชียทั้งหมด จะมี ASEAN Century นอกจากนี้อาจจะมีประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจ (emerging country) เพิ่มขึ้น ดังนั้นใน 20 ปีข้างหน้าจุดรวมของอำนาจทางเศรษฐกิจจะเคลื่อนมาสู่ทางด้านเอเชียมากขึ้น ขณะที่ประเทศอเมริกา ญี่ปุ่น หรือยุโรป กำลังเข้าสู่สังคมประชากรสูงอายุแล้ว และจะยังมีปัญหาเศรษฐกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง


3.การเปลี่ยนแปลงด้านการเงินโลก (global finance) จะมีความผันผวนมากขึ้น แนวโน้มในระยะยาว ประเทศและทวีปต่างๆ จะมีการรวมกลุ่ม (integrate) หรือมีข้อตกลงการค้า การลงทุน และการเงินมากขึ้น ดังนั้น จะมีโอกาสการเคลื่อนย้ายเงินทุนสูง นอกจากนี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) อาจจะมีการเก็งกำไรหรือเข้ามาลงทุนในที่ต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ การเงินของโลกจะมีผู้เล่นสำคัญใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ธนาคารกลางของประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศ (reserve) อยู่มาก เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบตะวันออกกลาง จะมีการตั้งกองทุนเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยซึ่งเริ่มมีทุนสำรองมาก และจะตั้งกองทุนในลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนหรือผลกระทบที่อาจจะสร้างปัญหามากขึ้นกว่าในปัจจุบัน


4.ประชากรสูงอายุของโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายประเทศเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ aging society ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนาจะมีจำนวนผู้สูงอายุร้อยละ 80 ของผู้สูงอายุทั้งหมดในโลก และผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 55 จะเป็นผู้หญิง เพราะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะจะมีปัญหามากในกลุ่มผู้หญิงที่ไม่แต่งงานและมีรายได้น้อย จะเห็นว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เช่น จะมีการเคลื่อนย้ายเงินจากประเทศที่มีเงินออมมากมาลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาการย้ายถิ่น (immigration) ที่คนในประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสไปหางานทำในประเทศที่พัฒนาแล้วมากขึ้นในอนาคต หรือการปรับโครงสร้างพื้นฐานโดยอาจต้องเปลี่ยนโรงเรียนไปทำโรงพยาบาลมากขึ้น เป็นต้นปัญหาสังคมผู้สูงอายุจะเป็นนโยบายใหญ่ระยะยาวของชาติ เพราะมีผลกระทบอย่างมากสำหรับประเทศที่เข้าสู่ aging society แล้ว เช่น ญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาผลิตภาพต่ำ กำลังแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจในอนาคต แม้จะพยายามแก้ปัญหาโดยพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงาน เช่นเดียวกับประเทศอเมริกาซึ่งมีคนแก่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่กำลังแรงงานเริ่มลดลง ทั้งนี้ อเมริกาแก้ปัญหาโดยเปิดรับแรงงานต่างชาติมากขึ้น


5.เทคโนโลยีจะอยู่บนพื้นฐานสำคัญ 4 ประการคือ Atoms Neurons (เซลล์สมอง) Genes และ Bits (Information) เทคโนโลยีจำแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ นาโนเทคโนโลยี ไปโอเทคโนโลยี Information Technology และ Cognitive Sciences ซึ่งเกี่ยวกับการทำงานของสมอง จิต และพฤติกรรมของมนุษย์ จะเป็นการส่งเสริม Neurotechnology เช่น สามารถจะดึงความทรงจำบางอย่างที่หายไปกลับคืนมาโดยวิธีหรือเครื่องมือต่างๆ คนตาบอดสามารถมองเห็นภาพได้จากการเห็นภาพโดยไม่ต้องผ่านสายตา


6.พลังงาน มีการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันของโลกอาจจะหมดไปภายใน 50-60 ปี ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ต่ำกว่า 2 เท่าใน 20 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ทำให้มีการพยายามหาแหล่งพลังงานอื่นๆ หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อทดแทนน้ำมันมากขึ้น นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มมีการทำสัญญาเพื่อจับจองแหล่งพลังงานเพิ่มมากขึ้น เช่น จีนเริ่มมองหาแหล่งพลังงานเพื่อทำสัญญาจับจองน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น


7.ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ถ้ามีการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณเช่นปัจจุบันนี้ จะส่งผลให้ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดพายุหรือภัยพิบัติต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งผลกระทบด้านอื่นๆ เช่น ระดับน้ำจะสูงขึ้นและส่งผลกระทบกับพื้นที่ชายฝั่งภาคเกษตร นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบเกี่ยวกับ asset cash ต่างๆ เช่น หุ้นเกี่ยวกับบริษัทอาหารพันธบัตรระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงกับเรื่องของ global warming ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต


 


แนวโน้มปัจจัยภายในประเทศ 3 ประการ


1.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ จากภาคเกษตรมาเป็นภาคอุตสาหกรรมและบริการมากขึ้น และเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ไทยเริ่มสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันจากการที่ค่าจ้างสูงขึ้น


2.สังคมผู้สูงอายุ ประชากรสูงอายุเพิ่มจาก 7 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 16 ล้านคนในปี 2570 ขณะที่ประชากรวัยต่ำกว่า 14 ปี จะลดจาก 14 ล้านคน เหลือ 10 ล้านคน ส่งผลกระทบต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน


3.การเปลี่ยนแปลงความเป็นเมืองมากขึ้น โดยประชากรในเมืองของไทยจะเพิ่มมากกว่า 14 ล้านคน ในปี 2573 ขณะที่ประชากรในชนบทจะลดลง
 
---------------------------------------------------


 


แนวโน้มเศรษฐกิจไทย พึ่งต่างประเทศมากขึ้น


สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยประมาณการเศรษฐกิจไทยใน 20 ปีข้างหน้า (2551-2570) พบว่า ถ้าประเทศไทยสามารถรักษาอัตราการขยายตัว (Total Factor Productivity หรือ TFP) ไว้ได้ในอัตราเฉลี่ยระหว่างปี 2544-2550 คือ ประชากรและแรงงานเป็นไปตามที่ สศช.คาด การบริโภคภาครัฐขยายตัวร้อยละ 4.08 การลงทุนขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.0 ราคาสินค้าส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 สูงกว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 0.4-1.6 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็น 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2551 และ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2552-2570


ตามประมาณการดังกล่าว เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.73 ต่อปี ส่งผลให้มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ณ ราคาคงที่เพิ่มขึ้นจาก 4,244,607 ล้านบาท ในปี 2550 เป็น 12,928461 ล้านบาท ในปี 2570 โดยเศรษฐกิจช่วง 2551-2555 จะอยู่ในช่วงของการปรับตัว


จากผลกระทบของราคาน้ำมันและเข้าสู่ช่วงของการขยายตัวสูงสุดเฉลี่ยร้อยละ 5.93 ในช่วง 2556-2560 ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงของการชะลอตัวเป็นเฉลี่ยร้อยละ 5.80 และร้อยละ 5.45 ในช่วง 2561-2565 และ 2566-2570 ตามลำดับ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากแนวโน้มการชะลอตัวและการลดลงของประชากร ซึ่งทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง และการชะลอตัวและการลดลงของกำลังแรงงานที่ทำให้ขีดความสามารถในการผลิตลดลงเป็นสำคัญ


ในด้านเศรษฐกิจรายสาขา หากโครงสร้างสินค้าทุนและโครงสร้างสินค้าบริโภคไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญแล้ว โครงสร้างการผลิตของประเทศจะไม่มีเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยสัดส่วนของภาคการเกษตรมีแนวโน้มจะลดลงประมาณร้อยละ 2 และถูกชดเชยโดยการเพิ่มของสัดส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการผลิตภาคบริการ คือเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.7 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 20.3 ในปี 2570


และภายใต้สมมติฐานการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐและการลงทุนร้อยละ 5.0 และ 4.08 ตามลำดับ การบริโภคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.24 ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 6.49 สูงกว่าการนำเข้าที่มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 5.25 และการชะลอตัวของการบริโภคอันเนื่องมาจากการลดลงของประชากร ทำให้สัดส่วนการบริโภคลดลงจากร้อยละ 51.9 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 47.1 ในปี 2570 ขณะเดียวกันเศรษฐกิจมีแนวโน้มพึ่งพาต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนการส่งออกสุทธิมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 15.9 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 31.4 ในปี 2570


 



ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 16 สิงหาคม 2551 ฉบับที่ 11116


หัวข้อ: คลังดันแผนเดินเครื่องเมกะโปรเจ็คต์
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 สิงหาคม 2008, 13:46:39 PM
คัดขากมติชน

คลังดันแผนเดินเครื่องเมกะโปรเจ็คต์

ชงครม.กู้ปีงบ"52รวม1.3ล้านล. ลดวงเงินซื้อบอนด์ให้เข้าถึงปชช.




คลังรับลูกเมกะโปรเจ็คต์ เร่งทำแผนกู้ปีงบ"52 รวม 1.3 ล้านล้าน ทยอยเข็นบอนด์หลากรูปแบบ ดอกเบี้ยสูง ดึงดูดเงินออม เล็งลดวงเงินซื้อพันธบัตร ให้ ปชช.เข้าถึงมากขึ้น เตรียมชง ครม.เดือน ก.ย.นี้

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมหารือเกี่ยวกับแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2552 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีกรอบวงเงินรวม 1.3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น การกู้เงินในส่วนราชการ 8.7 แสนล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 4.6 แสนล้านบาท ทั้งนี้ จะเป็นเงินกู้ในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20%

นายสุชาติกล่าวว่า สำหรับการกู้เงินในเบื้องต้น ส่วนที่เป็นการก่อหนี้ใหม่ประกอบด้วย การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปี 2552 ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท การกู้เงินเพื่อชดเชยหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินประมาณ 2.18 แสนล้านบาท การกู้เงินของรัฐวิสาหกิจประมาณ 1.76 แสนล้านบาท ส่วนวงเงินกู้ต่างประเทศคาดว่าจะไม่เกิน ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในส่วนของการกู้เงินต่างประเทศ จะยึดเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นการกู้เพื่อซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

นายสุชาติกล่าวว่า นอกจากนี้ ตนยังได้มอบหมายให้นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ไปหาแนวทางเกี่ยวกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีโอกาสเข้าร่วมลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้อย่างทั่วถึง ด้วยการกำหนดวงเงินซื้อพันธบัตรขั้นต่ำให้น้อยลง เพื่อเพิ่มจำนวนหน่วยในการซื้อและกระจายให้กับประชาชนได้มากขึ้น เพราะการซื้อพันธบัตรถือเป็นทางเลือกในการออมเงินให้กับประชาชนที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ จากนั้นจะนำเม็ดเงินดังกล่าวไปใช้ในการลงทุนโครงการด้านสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์)

"ปีนี้ สบน.น่าจะออกพันธบัตรในรูปแบบใหม่ๆ ได้อีกหลายประเภท เช่น พันธบัตรผู้สูงอายุ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มีรายได้จากดอกเบี้ยมากขึ้น และการออกพันธบัตรเมกะโปรเจ็คต์" นายสุชาติกล่าว

ด้านนายพงษ์ภาณุกล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2552 เนื่องจากยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือกันเพิ่มเติม จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดอย่างชัดเจนได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในแผนจะมีการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการเมกะโปรเจ็คต์อย่างชัดเจนทุกโครงการ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงรังสิต-บางซื่อ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งเขียวอ่อนและเขียวเข้ม

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าคณะกรรมการบริหารหนี้จะสามารถอนุมัติแผนได้ในเดือนสิงหาคม 2551 เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติภายในเดือนกันยายน 2551


หัวข้อ: สมภพ"ห่วงศก.ไทย ชี้ขยายแต่ปริมาณไม่ใช่คุณภาพ
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 สิงหาคม 2008, 16:29:35 PM
คัดจากมติชนออนไลน์

สมภพ"ห่วงศก.ไทย ชี้ขยายแต่ปริมาณไม่ใช่คุณภาพ


นายสมภพ มานะรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษาสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างการบรรยายเรื่อง "ทางออกประเทสไทยภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ" ตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เห็นได้จากการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 มีจีดีพีเฉลี่ย 5.9% อัตราการขยายตัวมากกว่าครึ่งเป็นเรื่องของการใช้แรงงาน ขณะที่การขยายตัวของภาคการผลิตมีเพียง 15% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาเป็นการขยายตัวเชิงปริมาณมิใช่เชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจไทยเป็นลักษณะเปิดกว้างต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก คิดแล้วตกถึง 65% ของจีดีพี ถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับอัตราส่วนการส่งออกของโลกที่อยู่ที่ร้อยละ 25 เท่านั้น สิ่งที่ทำให้การส่งออกของไทยมีมูลค่าสูงต่อเนื่องคือ 1.การขยายตัวของภาคการส่งออก 2.ภาคการเกษตรที่ได้รับปัจจัย 4 เอฟ คือ ด้านอาหาร(Food)  ด้านอาหารสัตว์(Feed) ด้านโรงงงานอุตสาหกรรม (Factory)และด้านเชื้อเพลิง (Fuel) ที่เป็นความต้องการของตลาดโลก ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างที่ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการอุปทานและอุปสงค์ให้สอดคล้องกัน 3.เงินออมในประเทศที่มีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเงินฝากประจำมีสัดส่วนใกล้เคียงกับมูลค่าจีดีพี ซึ่งสะท้อนถึงการขาดการวิเคราะห์เรื่องการไหลเวียนของเงินทุน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นระบบและประสานสอดคล้องกัน และ4.ทุนสำรองระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีอยู่สูงมาก ซึ่งธปท.ต้องดูแลในจุดนี้ให้ดี


"ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกับมาทบทวนว่า วิวาทะด้านนโยบายด้านเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งต้องเร่งประสานการทำงานซึ่งกันและกัน ดังนั้นถ้าจะกลับมามองเศรษฐกิจไทยก็ต้องพิจารณาใน 4 ปัจจัยคือ วัฒนธรรม การเมือง สังคมและนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ภาคการเมืองเป็นผู้กำหนดต้องทำให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกับที่ผ่านมาเป็นเศรษฐกิจแบบวณิพก คือ มีวัฒนธรรมแบบขี้ขอและขี้ฉ้อ" นายสมภาพ กล่าว


หัวข้อ: นำเข้าพุ่ง!ขาดดุลแสนล้าน น้ำมันดิบทะลัก94%เอกชนหวั่น6เดือนศก.ทรุดหนัก
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 สิงหาคม 2008, 06:41:48 AM
คัดจากไทยโพสต์

เศรษฐกิจ


นำเข้าพุ่ง!ขาดดุลแสนล้าน น้ำมันดิบทะลัก94%เอกชนหวั่น6เดือนศก.ทรุดหนัก


22 สิงหาคม 2551    กองบรรณาธิการ

"พาณิชย์" โชว์ส่งออก ก.ค.โต 43.9% แต่นำเข้าพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.8 หมื่นล้านเหรียญฯ เฉพาะราคาน้ำมันดิบทะยาน 94.5% รวม 7 เดือนขาดดุลการค้ากว่า 1 แสนล้านบาท


เอกชนหวั่นเศรษฐกิจโลกถดถอย   อีก  3-6  เดือนกระทบไทยหนักขึ้น  ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมกระเตื้อง

นายศิริพล  ยอดเมืองเจริญ  ปลัดกระทรวงพาณิชย์แถลงว่า  การส่งออกเดือน ก.ค.2551 มีมูลค่า 16,957.4  ล้านเหรียญสหรัฐ  เพิ่มขึ้น  43.9% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 17,984.3  ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 55.06% ซึ่งมูลค่านำเข้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ขาดดุลการค้า 1,026.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนช่วง  7  เดือน (ม.ค.-ก.ค.)  การส่งออกมีมูลค่า  104,170  ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.1% การนำเข้า  106,264.1  ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.8% ขาดดุลการค้ารวม 2,094.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 104,592.4 ล้านบาท

สำหรับการนำเข้าเดือน  ก.ค.ที่ขยายตัว   55.06%  มาจากการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง 4,202.6 ล้านเหรียญสหรัฐ  เพิ่มขึ้น 98.2% เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 26.2 ล้านบาร์เรล  มูลค่า  3,592.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  ปริมาณเพิ่ม  2.7%  มูลค่าเพิ่มขึ้น 94.5% และปีนี้ยังมีการนำเข้าแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซแอลพีจีมูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐด้วย  ส่วนสินค้าทุนมีการนำเข้า 4,042.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น  36.3%  ส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรในการผลิต   ส่วนสินค้าวัตถุดิบนำเข้า  7,829.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 52.9% เพื่อผลิตและส่งออก

นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า การส่งออกครึ่งปีหลังมีทั้งปัจจัยบวก  คือ น้ำมันดิบตลาดโลกลดลง ราคาสินค้าเกษตรทรงตัวสูง คำสั่งซื้อสินค้ากลับเข้ามาที่ไทยมากขึ้น แต่มีปัจจัยลบคือปัญหาวิกฤติซับไพรม์สหรัฐที่ยังไม่จบ

นายสันติ  วิลาสศักดานนท์  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  (สอท.) กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจโลกถดถอยว่า  ทุกฝ่ายต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาซับไพรม์สหรัฐที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่ยืดเยื้อ  อาจขยายผลกระทบเป็นวงกว้าง สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดกับประเทศไทยคงต้องดูสถานการณ์ช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

"ตอนนี้ปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวสำคัญ ถ้าบาทอยู่ที่ระดับ 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ ส่วนปัญหาทางการเมือง มีผลทางจิตวิทยาและยอดขายในประเทศมากกว่า เพราะนักลงทุนต่างประเทศจะมองเรื่องนโยบายเป็นหลัก" นายสันติกล่าว

โดยวันที่  29  ส.ค.นี้ ส.อ.ท.จะเข้าพบนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.อุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้น

นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธาน สอท.กล่าวว่า ดัชนีอุตสาหกรรมเดือน ก.ค.ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่  76.9 จากเดือน มิ.ย.ที่อยู่ระดับ 73.6 ซึ่งเดือน ก.ค.เป็นปกติของทุกปีที่ดัชนีจะปรับลดลง เพราะเริ่มเข้าหน้าฝน   แต่ปีนี้ยังสูงกว่าปีก่อน  เนื่องจากได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง  ส่งผลดีต่อต้นทุนประกอบการที่ลดลง  ด้านยอดคำสั่งซื้อและยอดขายปรับตัวดีขึ้น  และคาดว่าอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเป็นช่วงที่ยอดสั่งซื้อและยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะเข้าช่วงเทศกาล.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 สิงหาคม 2008, 06:43:52 AM
ลิ้งค์จากไทยโพสต์  บทความ  "เปลว  สีเงิน

 http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=22/Aug/2551&news_id=162872&cat_id=200  (http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=22/Aug/2551&news_id=162872&cat_id=200)


หัวข้อ: หนี้ท่วมรายได้1.5เท่า สินค้าแพง!คนช็อตเงิน
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 สิงหาคม 2008, 06:48:58 AM
คัดจากไทยโพสต์

เศรษฐกิจ
 
หนี้ท่วมรายได้1.5เท่า สินค้าแพง!คนช็อตเงิน


22 สิงหาคม 2551    กองบรรณาธิการ

ครัวเรือนหนี้ท่วม สูงกว่ารายได้ 1-1.5 เท่า ผลพวงน้ำมันแพง ดันสินค้าสูงขึ้น ขณะที่การชำระหนี้เริ่มลดลง เหตุเงินเริ่มขาดมือ หอการค้าไทยจี้รัฐออกมาตรการเพิ่มรายได้ สบน.แจง


หนี้สาธารณะลด 2.6 หมื่นล้าน

นางยาใจ   ชูวิชา  หัวหน้าคณะจัดทำหอการค้าโพลล์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยถึงผลสำรวจประชาชนจำนวน  1,232 ตัวอย่างถึงสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือนว่า กลุ่มตัวอย่าง 45.7% มีภาระหนี้  โดยส่วนใหญ่มีหนี้เฉลี่ย  1-1.5 เท่าของรายได้ ซึ่งมีมูลหนี้เฉลี่ย  135,166.34 บาทต่อครัวเรือน โดยมีการชำระหนี้ 8,318.42 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

ส่วนความสามารถในการชำระหนี้ในรอบปีที่ผ่านมา  กลุ่มตัวอย่าง  64.5%  ระบุว่า มีปัญหาและสถานภาพทางการเงินของครัวเรือนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่  63.5%  มีปัญหารายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย โดยสาเหตุหลัก  75.3% ระบุว่า เป็นเพราะสินค้าแพงขึ้น 17.2% เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาด้านรายได้  47.1%  ระบุว่า กู้ยืม 31.9% นำเงินออมมาใช้ และ 12% ขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง

"กลุ่มตัวอย่างที่มีหนี้สิน  56.50%  ระบุว่า  หนี้ปัจจุบันของเขาเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับรายได้ในปัจจุบัน ซึ่งยังเป็นสิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของประชาชน" นางยาใจกล่าว

นายธนวรรธน์    พลวิชัย   ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจกล่าวว่า   จากผลสำรวจสภาพหนี้ของประชาชนเพิ่มมากขึ้น  โดยคนที่มีหนี้ส่วนใหญ่เริ่มที่จะไม่มีเงินชำระหนี้เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น และค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้กำลังในการชำระหนี้ของผู้มีหนี้ลดลง และก็ต้องแก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมเงินและเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีก   ปัญหาดังกล่าวหากรัฐบาลไม่กระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นได้ จะมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วงมากสำหรับกลุ่มผู้ที่มีหนี้สิน

โดยจากข้อมูลพื้นฐานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ที่ศูนย์ฯ นำมาประเมินควบคู่กับผลสำรวจครั้งนี้  พบว่า หากกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวได้ 5-5.5% มูลค่าขยายตัว 9.5 ล้านล้านบาท หนี้ครัวเรือนจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 25.97% ต่อจีดีพี

ด้านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ  (สบน.)  แจ้งว่า  ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 มิ.ย.2551  มี  3,373,669  ล้านบาท หรือ 35.82% ของจีดีพี เมื่อเทียบเดือนก่อน  หนี้ลดลง 26,459 ล้านบาท จากที่มี 3,400,127 ล้านบาท หรือ 36.10% ของจีดีพี.


หัวข้อ: จี้เลิกพ.ร.ก.ก่อนศก.อัมพาต ธุรกิจสุดทน-"เลี้ยบ"ชูลงทุนแสนล.กู้วิกฤต
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 08 กันยายน 2008, 16:01:44 PM
ลิ้งค์จากประชาชาติธุรกิจ  "จี้เลิกพ.ร.ก.ก่อนศก.อัมพาต ธุรกิจสุดทน-"เลี้ยบ"ชูลงทุนแสนล.กู้วิกฤต "  คลิก--->

  http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02p0101080951&day=2008-09-08&sectionid=0201 (http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02p0101080951&day=2008-09-08&sectionid=0201)


หัวข้อ: Re: ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งเหว ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 777.68 จุด
เริ่มหัวข้อโดย: Din ที่ 30 กันยายน 2008, 10:53:58 AM

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กในสหรัฐฯ ปิดตลาดเมื่อคืนนี้ ปรับตัวลดลงถึง 777.68 จุด หรือ 6.98 % โดยปิดที่ระดับ 10,365.45
หลังสภาคองเกรส ลงมติคว่ำแผนฟื้นฟูฯ 7 $แสนล.


เป็นการร่วงลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และร่วงลงรุนแรงที่สุด เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์
เทียบกับเมื่อโดนโจมตี ตึกเวิร์ลเทรดด้วยเครื่องบิน ดาวโจนส์ร่วงเพียง 504 จุด

เมื่อวาน 2 แบงค์ยักษ์ในยุโรปล้ม  จนรัฐบาลกลางต้องระดมเงินเข้าซื้อกิจการ

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยเปิดตลาดเช้านี้ร่วงถึง 30 จุด หรือคิดเป็น 5% หลุดจากแนวต้านที่ 600 จุดเรียบร้อย

วิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมโลกครั้งนี้ร้ายแรง และยังไม่สะท้อนผลเสียหายทั้งหมด
นักวิชาการคาดว่ายังมีผลเสียหายที่จะค่อยค่อยเผยโฉมอีกมีมูลค่ามากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  จากปัจจุบันที่รับรู้แล้ว 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: old clumsy ที่ 30 กันยายน 2008, 13:58:42 PM

ตลาดหุ้น  -  ปีนี้เผาจริง  -ปีหน้าลอยอังคาร

สภาพคล่อง - หดหาย -ไม่มีตังค์จับจ่าย

การส่งออก - บางsector หดตัว ปีนี้ออร์เดอร์เดิมยังอยู่ ปีหน้าหดจู๋ ..ต้องหันมาค้าขายภายใน

ดัชนีผู้บริโภค - ลดต่ำ ..ไม่มีใครอยากควักกระเป๋า..

ดอกเบี้ย -  ลด  แต่ใครล่ะจะใหกู้..

ฯลฯ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: คนภูเรือ ที่ 01 ตุลาคม 2008, 08:41:51 AM


ธนาคารไอ้กันพัง  เพราะปั่นเงิน ตกแต่งบัญชี หลอกคนทั้งโลกมานับสิบปี(หนี้เสียอหัง

สาฯเป็นเพียงข้ออ้าง)

ธนาคารยุโรปคู่ค้าหลัก ต้องพังพาบพังตามไปด้วยเป็นเรื่องที่ต้อง

เป็นไปตามวัฏฏะของทุนนิยมไม่แปลกในแง่ทฤษฎีและห่วงโซ่

คงไม่หยุดแค่ไอ้กันกับยุโรป ญี่ปุ่นก็ต้องตามไปติดๆในฐานะคู่ค้าหลักรายถัดมา

ถ้าใครถามว่า  ประเทศอื่นๆรอดใช่มั้ย ทุกท่านทราบคำตอบนี้ดี

ไม่มีประเทศใดที่ทำธุรกรรมการเงินและการค้ากับไอ้กันอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จะรอดจาก ทุกขภัยแฮมเบอร์เกอร์ เที่ยวนี้ แม้แต่ประเทศเดียว

จะหนักขนาด ปิดกิจการไปเลยถ้าเป็นบริษัทส่งออกและมีไอ้กันเป็นตลาดหลัก

ถ้าเป็นแบงก์ล่ะ จริงแล้วก็ต้องปล่อยให้ล้มให้ปิดไปเช่นเดียวกับนิติบุคคลอื่นๆ

เพราะผู้บริหาร บริหารผิดพลาด  แต่เพราะเป็นแบงก์นั่นแหละ รัฐบาลประเทศต่างๆ

ไม่กล้าปล่อยให้ล้มต้องขนเงิน(ของประชาชนทั้งประเทศนั้นๆ)มาอุดเลือด(เงินฝาก)ที่

ไหลทะลักไม่หยุดเมื่อเจ้าของเงินแห่มาถอนทั้งประเทศ เพราะไม่สามารถไว้ใจธนาคาร

ได้อีกต่อไป

ไทยเราล่ะ จะไปทางไหนดี ในฐานะประเทศคงรอดจาก ทุกขภัยแฮมเบอร์เกอร์

ยากๆๆๆๆๆๆๆ แม้ตอนนี้แบงเกอร์ไทย ยังปากแข็ง ไม่กระทบหรือ กระทบก็น้อยมาก

ตอนนี้มันก็น้อยล่ะซิ เพราะแบงก์ยักษ์ไอ้กัน 1-2 เพิ่งตายเมื่อวานนี้พิษร้ายยังมาไม่ถึง

ฝั่งไทย  แต่2552เป็นต้นไป เศรษฐกิจไทยจะหักหัวลงอย่างรูด

พวกเราใครอยู่ในเซกเม้นท์ไหน ต้องปรับตัวอย่างเร็วๆๆๆ

ธุรกิจของท่านจึงจะรอด  จะหวังนายสีชาดมากู้ให้ โดยอัดฉีดเม็ดเงินแสนล้าน

มาทำเมกะโปรเจค หว่านเม็ดเงินลงสู่ตลาดกลางล่างเพื่อกระตุ้นการบริโภค

ภายในประเทศ อยากหัวเราะว่ะ นายรอมอดอ

จะเอาเงินมาจากไหน ในตลาดเงินปัจจุบันนี้ กู้ระหว่างธนาคารยังตอกดอกกันจน

จะตายกันไปข้างหนึ่งแล้ว



นอกจากทำแบบ ท.1 ตอนเสกเงินชั่วข้ามคืนได้แสนล้าน

ตอนเช้าเสร็จภาระกิจชุดเสกเงินกลับไปนอนบ้าน

ชุดออกข่าวรัฐบาลไทยสามารถปลดหนี้ ไอเอ็มเอฟ ก่อนกำหนดก็ขนเงินใส่รถธ.ชาด

ไปคืนให้กองทุนไอเอ็มเอฟ

ออกข่าว ทั้งทีวี ทั้งหนังสือพิมพ์ หน้าบานไปทั้งรัฐบาล!!!!!!!







หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: old clumsy ที่ 01 ตุลาคม 2008, 10:00:50 AM
สุชาติ ธาดาฯ  อาจารย์รามฯเจ้านี้ มิใช่ใครที่ไหน  คือคนที่เคยพูดเป็นต่อยหอยในช่วงปี 40 -41 แสดงกึ๋นวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของพรรค ปชป.ยุคธารินทร์ - ปรส.  ฟังดูเหมือนเข้าท่า  เมื่อเลือดขาด  ต้องเติมเลือด  เมื่อเลือดไหลต้องทำให้หยุดไหล..

วันนี้ถึงเวลาลงมือเองแล้วหลังจากใช้ปากวิพากษ์คนอื่นมานาน 

ไสตล์ของนายคนนี้ คือ ทำตัวเป็นนักประชาสัมพันธ์น่าดู  ในช่วงที่เป็นรมต.ช่วยคลังในรัฐบาลสมัคร วันแรกอีทำเป็นขึ้นรถเมล์( แล้วเรียกให้นักข่าวมาถ่ายรูป) ..

วันนี้เป็นรมต.คลัง ที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปัญหาที่อาจต้องเจอคือขาดสภาพคล่อง ปัญหาการส่งออกออร์เดอร์หดหาย   แกก็เลยเสนอให้อัดฉีดสภาพคล่องลงไปในชนบทเพิ่มกำลังซื้อตามโครงการ S M L กองทุนหมู่บ้าน19,000 ล้านบาทอีกรอบ....  ทำเม็กกะโปรเจคโครงการใหญ่รถไฟฟ้าแสนล้านอัดเงินลงไป ...   ตลาดหุ้นจะพังเหรอ  ตั้งกองทุนซื้อหุ้นราคาถูกพยุงหุ้นเอาไว้....ฯ

ก็จะคอยดูกึ๋นของรมต.คนนี้ว่าจะฝ่าวิกฤติได้ไง..ด้วยนโยบายเดิมๆของทักษิณที่ก่อหนี้ให้รากเน่า ไม่ก่อให้เกิดการผลิตจริง มีแต่บริโภคเพิ่มหนี้  ..

เงินไม่มียังไปทำโปรเจคใหญ่  นักวิชาการสายจุฬา  บอกว่าที่ให้เติมเงินลงไปนะจริงอยู่ แต่ต้องเติมลงไปแล้วต้องให้มันงอกเงย ..ก่อให้เกิดการผลิตจริงที่เป็นประโยชน์  แต่หมอนี่เอาทฤษฎีของเคนมาทั้งดุ้น  เติมเงินลงไปแต่จะละลายหายจ้อยอีกตามเคย  ก็อย่างที่ทักษิณพยุงราคาน้ำมัน เงินหายไปเป็นแสนล้านแทนที่จะเอาเงินไปทำเครือข่ายคมนาคมมวลชน หรืออย่างที่ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ลดภาษีน้ำมันนิดหน่อยหมดไปสี่หมื่นล้านนี่ก็ได้ประโยชน์นิดหน่อย  คราวนี้ก็เหอะ ก็คงเหมือนสมัยมิยาซาว่า เงินหายไปเปล่าๆอีก

แต่ก็อย่างที่ผู้เฒ่าคนพายเรือ เอ๊ยคนภูเรือบอกไว้นั่นแหละ..  ;D

นอสตราคลัมซี่มุสขอทำทายว่า

วิกฤติการเงินโลกครั้งนี้  แม้ด้านการเงินจะไม่กระทบถึงประเทศเราโดยตรงอย่างที่รมต.ปากแมวบอกเพราะไม่ได้ไปลงทุนตลาดเงินตลาดทุนกะเขาที่โน่นมากนัก  แต่ผลกระทบในเชิงสึนามิคลื่นระลอกสองสามมีเยอะมากแน่ๆ

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะตกถึงเราในปีหน้าไตรมาส 1 เป็นอย่างช้า

การส่งออกสินค้าภาคอุตสาหกรรมต่างๆจะลดลงแน่ในปีหน้า โดยเฉพาะพวกสินค้าฟุ่มเฟือย เพชรนิล จินดา ไฟฟ้าอีเลคโทรนิค รถยนต์ สิ่งทอ
สินค้าไม่จำเป็นทั้งหลายจะลดออร์เดอร์ลงเพราะตลาดใหญ่ลดการบริโภคทั้งเมกาและยุโรป

 อุตสาหกรรมจีนก็จะแผ่วตาม ทำให้เศรษฐกิจจีนจะซวนเซลดความร้อนแรงเพราะสินค้าจีนขายไม่ดีต้องหาตลาดอื่นมาทดแทนจะเกิดการแย่งตลาดส่งออกไปยังแหล่งในภูมิภาคอื่นของโลก ไปอินเดีย อาฟริกา แขกตะวันออกกลาง ที่รมต.บอกว่าจะหาตลาดอื่นทดแทนคงได้แต่โม้ เพราะสินค้าส่งออกของเราจะสู้ของจีนไม่ได้ 

การท่องเที่ยวน่าจะลดลงเพราะฝรั่งเจ๊งหุ้นเจ๊งน้ำมันหมดอารมณ์มาเที่ยวนอนเกาสะดืออยู่บ้าน จะทำให้การท่องเที่ยวหดตัว

ปัญหาการจ้างงานอาจจะตามมา บางภาคอุตสาหกรรมจะต้องปลดคนออกกลับไปกู้เงินกองทุนหมู่บ้านหาบริโภคเพราะหมดที่หมดทาง
ราคาน้ำมันจะลง พืชพลังงานทดแทนอาจจะลงราคาบ้าง

การปล่อยสินเชื่อแบงค์ ไฟแนนซ์จะหดตัว  การค้าขายซึ่งปัจจุบันหดอยู่แล้วจะหดจู๋ลงไปอีก


แต่ภาคอุตสาหกรรมเกษตรยังน่าจะดี เพราะคนต้องกินต้องใช้ สินค้าเกษตรส่งออกยังขายได้

ดังนั้น พรรคฯจึงชี้นำมาว่า  " ต้องลงไปสู่ชนบท ทำการผลิตจริงเพื่อบริโภคภายในประเทศ เหลือค่อยส่งออกให้มันกิน "

มีแต่ทำเศรษฐกิจพอกินพอใช้ เหลือขาย ลดการบริโภค เก็บเงินในกระเป๋าไว้ให้ดีๆ  รัดเข็มขัดกันต่อไป จึงจะพาตัวเองรอดได้ในสถานการณ์ข้างหน้านี้




หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ด.ช. Viscount ที่ 01 ตุลาคม 2008, 12:09:37 PM
ขออนุญาตลุกขึ้นมาแจมนิดเดียวครับ

ปัญหาเศรษฐกิจที่เรากำลังโวยวายตีฆ้องร้องป่าวกันนี้ พบว่า เป็นปัญหาที่มีที่มาจากกลุ่มตลาดทุน ตลาดเงินทั้งสิ้น เมื่อตลาดนี้มีการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด มีการขาดสภาพคล่อง สื่อต่างๆ รวมทั้งพวกปนยาชันในรั้วสถาบันอันสูงส่ง ก็จะพาเหรดกันออกมาวิเคราะห์ เสนอทางแก้ อีกทั้งตีอกชกตัวกันใหญ่ ว่า ถึงคราวที่ประเทศจะล่มสลายแล้ว

แต่ ในภาคการผลิตของบ้านเรา ร้อยวันพันปี ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กเล่นปีนต้นไม้ มาจนวันนี้เป็นเด็กหัวไม้ ก็ยังไม่พบว่า ภาคการผลิตบ้านเราจะมีหน้าไหนตัวไหนมาสนใจ ไม่เห็นหน้าไหนมาพัฒนา ผลผลิตต่อไร่ ต่อพื้นที่ นอกจากจะ "คงที่" แล้ว ยังมีทีท่าจะลดลงเรื่อยๆ อันเป็นผลกระทบมาจากการใช้สารเคมี และความเสื่อของดินที่เกิดจากการผลิตเชิงเดี่ยว หรือผมมักพูดว่า "การผลิตแบบอุตสาหกรรม" นั่นเอง

ภาคการผลิต ที่ถือเป็นภาคที่เป็นจริง ไม่มีปนยาชันที่ไหนมันจะนำเสนอให้เป็นรูปธรรม พอเราผ่านวิกฤติเศรษฐกิจได้ที เราก็ระดมทรัพยากรต่างๆ ไปทุ่มภาคการเงินเหมือนเดิม แล้วก็ล่มเหมือนเดิม ขณะที่ก็รุมฆ่าสังหารโหดภาคการผลิตเกษตรกรรมเรื่อยๆ ประเทศมันจะไปได้ไงครับ เพราะผลสรุปทุกครั้งที่เราผ่านวิกฤติ ก็คือ วิกฤติใหม่ยิ่งรุนแรงกว่าเดิม เพราะเราไม่เคยแก้ปัญหาเก่าเลย

บ้านเรา เท่าที่ผมสังเกตจากนโยบาย เน้นแต่นโยบาย "การจ้างงาน" แม้แต่พวกเทวดาที่จบจากรั้วมหาวิทยาลัยอันสูงส่ง กถูกอบรมบ่มเพาะให้คิดว่า การเป็นลูกจ้างในคอกเอกชนรวยๆ คอกสวยๆ มีหญ้าชั้นดีป้อน คือเกียรติอันสูงสุด ขณะที่คนที่มีไฟ ไปทำกิจการส่วนตัวตามอุดมการณ์ตน หรือไปแสวงหาชีวิต ก็จะถูกสถาบันและสังคมโจมตีว่า "เป็นพวกที่ลงทุนสูญเปล่า"

เมื่อเราเน้นนโยบายจ้างงาน ดึงเงินลงทุน และขายชาติขายทรัพยากรออกไป เราย่อมเน่าในไม่ช้าใช่ไหมครับ เพราะ การจ้างงานนั้น เมื่อนายทุนเขาเจอแหล่งทรัพยากรและแรงงานถูกกว่า แรงงานในบ้านเราก็จะถูกลอยแพในไม่ช้า กลายเป็นหมา และเมื่อเราเน้นดึงเงินลงทุน การลงทุนย่อมต้องมีการดูดกลับ ไม่มีหรอกครับที่ทุนข้ามชาติจะลงทุนแล้วขาดทุน เงินก็จะไหลออกไปนอกประเทศเรื่อยๆ เราก็จนลงๆ สมใจพวกสัตว์ในคอกสวยๆ ยิ่งเราขายทรัยากรออกไปด้วยความภูมิใจว่า เราเป็นแหล่งทรัพยากร เราก็ยิ่งจนลงๆ เพราะเราขายไปถูกๆ มันก็เอาไปแปรรูปมาขายเรากลับแพงๆ

ไม่ว่าทางใด เราก็มีแต่จะจนลงๆ แต่รั้วมหาวิทยาลัยอันสูงส่ง ก็ยังคงเน้นตั้งหน้าตั้งตาสอนให้เด็กภูมิใจในการหาคอกสวยๆ สังกัด เน้นสอนให้บูชาทฤษฎี "เศรษฐกิจพึ่งพาและพึ่งพิง"

ผมก็ย่อมเห็นด้วยกับแนวคิดของโบราณาจารย์ แนวคิดของพรรคฯ และแนวคิดของพ่อท่าน ว่า เราผลิตเพื่อกินก่อน เหลือค่อยกระจายจ่ายแจก

แต่เชื่อเถอะครับ แนวคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับง่ายๆ มีแต่พวกเราจะต้องใช้โอกาสที่ขบวนการพันธมิตรกำลังตื่นตัวนี้ เร่งทำงานความคิดผลักดันให้แนวคิดเศรษฐกิจพึ่งตน ชุมชนเข้มแข็ง โดยที่ประชาต้องมีธรรม และผลที่ได้รับคือ ประเทศมีไท นั่นเองครับ

ก็คงต้องทำงานความคิดในขบวนการเราให้ชัดเจนครับผมยังเห็นพี่น้องในขบวนการเรายังไม่ยอมรับแนวทางนี้ก็ไม่น้อย ยังคงคิดแบบเก่าๆ ก็มาก


หัวข้อ: บัญชีดำ110แบงค์สหรัฐส่อล่ม มะกันช็อกโลก
เริ่มหัวข้อโดย: คนภูเรือ ที่ 02 ตุลาคม 2008, 10:50:29 AM
มะกันแบล็กลิสต์110แบงค์มีปัญหา

ขณะที่สถาบันประกันเงินฝากของสหรัฐ(FDIC) ได้ขึ้นบัญชีธนาคาร 110 แห่งที่มีปัญหา

 รวมทั้งธนาคารวอชิงตัน มิวชวล ซึ่งเพิ่งโดนยึดและขายให้กับเจพีมอร์แกน เชส แอนด์โค และคาดว่าหลังสิ้น

ไตรมาสสามแล้วจะมีธนาคารสหรัฐที่ประสบปัญหาขาดทุนและขาดสภาพคล่องอีกหลายแห่ง

มีรายงานว่าในบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐที่ประสบปัญหาขาดทุน

 มีธนาคารแบงก์ออฟอเมริกา และเจพีมอร์แกน เชส แอนด์โค ซึ่งเพิ่งซื้อกิจการวอชิงตัน มิวชวล


 รวมทั้งธนาคารขนาดเล็กท้องถิ่นอีกหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบจากการขาดความเชื่อมั่นมากขึ้น

 เช่น ธนาคารซอฟเวอเรน ในไวโอมิสซื่ง รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีสินทรัพย์ 7.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้รับผลกระทบอย่าง

หนัก หุ้นของธนาคารร่วงลงถึงร้อยละ 67 ทำให้มูลค่าตลาดของหุ้นธนาคารเสียหายไปถึง 5 พันล้านดอลลาร์

 และธนาคารเนชั่นแนล ซิตี้ ในโอไฮโอ ราคาหุ้นร่วงลงถึงร้อยละ 61 ทำให้ขาดทุนในตลาดไปถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 02 ตุลาคม 2008, 14:12:45 PM
คัดจาก มติชนรายวัน


สาเหตุวิกฤต"แฮมเบอเกอร์"

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ--คลิก --->


 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act02021051&sectionid=0130&day=2008-10-02   (http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act02021051&sectionid=0130&day=2008-10-02)


หัวข้อ: อภิชนผู้ครองโลก(บทความขนาดยาว)
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 04 ตุลาคม 2008, 12:59:33 PM
ลิ้งบทความขนาดยาว  "อภิชนผู้ครองโลก"  คลิก --->

 http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008april10p7.htm  (http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008april10p7.htm)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 17 พฤศจิกายน 2008, 08:54:53 AM
จากสยามรัฐ

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย9เดือนแรกปี51 ขยายตัว5.0-5.3%
 
เบญจมาศ โรจน์วณิชย์17/11/2551
 
 
 
บทวิเคราะห์

 

 

ฝ่ายวิจัย บมจ.ธนาคารกรุงเทพ


 

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยใน 9 เดือนแรกปี 2551 ยังมีการขยายตัวในระดับน่าพอใจประมาณ 5.0-5.3% ถึงแม้ปัจจัยภายนอกจะไม่เอื้ออำนวยมากนัก จากปัญหาวิกฤตการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เศรษฐกิจไทยได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวสูงถึง 25% และรายได้ภาคเกษตรซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ 3 เพิ่มขึ้น 57%  นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงการลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง และช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในประเทศให้ผ่อนคลายลง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค. 2551 เพิ่มขึ้นเพียง 3.9% ลดลงชัดเจนเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ที่สูงถึง 9.2% แต่โดยเฉลี่ย 10 เดือนแรกของปี เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 6.3%

          ปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ตามที่ World Bank ได้ปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2552 เหลือประมาณ 1% และ IMF ได้ปรับลดการประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2552 เหลือ 2.2% และเป็นที่น่าสังเกตว่าเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ล้วนประสบปัญหาหดตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อินเดีย และคู่ค้าอื่น ๆ ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2552 ดังจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนและการจ้างงานของไทยในปี 2552 ชะลอตัวลง

          สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน  9 เดือนของปี 2551 เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.6% โดยในเดือน ก.ย. 2551 การบริโภคภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นจากราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ใน 9 เดือนแรกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.7% เป็นที่น่าสังเกตว่าเครื่องชี้การลงทุนหลายตัวยังหดตัวต่อเนื่อง เช่น ยอดขายปูนซีเมนต์หดตัว 9.2% ยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัว 8.6%  พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างหดตัว 4.5%  และการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนลดลง 50%  เป็นต้นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังผลิตของอุตสาหกรรม มีแนวโน้มลดลง

          -  ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 7.7% ลดลงจากครึ่งแรกที่เพิ่มขึ้น 11.4%

          -  อัตราการใช้กำลังผลิตในเดือน ก.ย. 2551 ลดลงเหลือ 68.2% เทียบกับเมื่อเดือน มี.ค.  2551มีการใช้กำลังผลิตสูงถึง 78.0% เป็นต้น

 

เสถียรภาพต่างประเทศใน 9 เดือนแรกปี 2551 อยู่ในเกณฑ์ดี

          - มูลค่าการส่งออกใน 9 เดือนแรก ปี 2551 สูงถึง 134.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 25.0% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ คิดเป็นสัดส่วน 10.3% ของมูลค่าส่งออก   รถยนต์และส่วนประกอบสัดส่วน 8.0%  ส่วนสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงมาก ได้แก่ ข้าว  ยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง  โดยสินค้าทั้ง 3 ชนิดมีสัดส่วนคิดเป็น 10.4% ของมูลค่าส่งออกรวม

          - มูลค่าการนำเข้าใน 9 เดือนแรก ปี 2551 สูงขึ้นเป็น 135.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 34.5%  สินค้านำเข้าที่มีอัตราขยายตัวสูง ได้แก่  น้ำมันดิบ และมีสัดส่วน 17.4% ของมูลค่านำเข้ารวม  เหล็กและเหล็กกล้า สัดส่วน 7.7%  เคมีภัณฑ์ สัดส่วน 7.4%  เครื่องเพชรพลอยและทองคำ สัดส่วน 4.6% ของมูลค่านำเข้ารวม

          -ดุลการค้าใน 9 เดือนแรกปี 2551 ขาดดุล 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

          -ดุลบัญชีเดินสะพัดใน 9 เดือนแรกปี 2551 ขาดดุล 788 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลดลงของรายได้จากการท่องเที่ยว และมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น

          -เงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วง 8 เดือนแรก ปี 2551 เกินดุล 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ                โดยเงินทุนเคลื่อนย้ายภาคเอกชนเกินดุลสุทธิ 10.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำแนกเป็นการเกินดุลของภาคธนาคาร 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และภาคเอกชนที่มิใช่ธนาคารเกินดุลสุทธิ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังมีรายการที่เกินดุลที่สำคัญ ได้แก่ การไหลเข้าของการลงทุนโดยตรง 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสินเชื่อการค้าเพิ่มขึ้น 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ส่วนรายการที่ส่งผลให้ขาดดุล ได้แก่ การชำระคืนหนี้ต่างประเทศ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการไหลออกของเงินลงทุนในหลักทรัพย์รวม 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

          -เงินทุนสำรองทางการ เมื่อสิ้น ต.ค. 2551 อยู่ที่ 103.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

เสถียรภาพในประเทศใน 10 เดือนแรกปี 2551
          -เงินเฟ้อทั่วไป  ช่วง 10 เดือนแรกของปีเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6.3% โดยเดือน ต.ค. 2551 เพิ่มขึ้นเพียง 3.9% 

          -เงินเฟ้อพื้นฐาน ช่วง 10 เดือนแรกของปี เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.4% และในเดือน ต.ค. 2551ก็เพิ่มในระดับ 2.4%

          -ดัชนีราคาผู้ผลิต ช่วง 10 เดือนแรกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15.0% ในเดือน ต.ค. 2551 เพิ่มขึ้นเพียง 8.5% นับเป็นครั้งแรกในรอบปีที่ดัชนีผู้ผลิตเพิ่มขึ้นต่ำกว่า 10%

----------------------
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 17 พฤศจิกายน 2008, 09:04:09 AM
จากสยามรัฐ

 
 
 
  สพฐ.ประกาศรายชื่อว่าที่ รอง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ   รื้อระบบเงินโลก จี20หนุนแผนกู้ศก./ไอเอ็มเอฟขานรับ-มะกันเบรกตัวโก่ง   เทียบผลผลประเมินวิทย์ฯ-คณิต เด็กไทยสุดขี้เหร่    รวบแก๊งคาร์บอมบ์นราฯ/1ใน10คนร้ายเป็น “ผญบ.”/ยะลาป่วนเผา4ห้องแถว   แฉปมทักษิณหย่า ปชป.ชิ้ส่งสัญญาณรุนแรง/แยก"ทรัพย์สิน"ต้องยึดก.ม.   พระบรมเสด็จฯ เชิญพระอัฐิ ริ้วขบวนงดงาม/กรมศิลป์ปลื้ม มีรับสั่ง“ขอบใจ”งานเรียบร้อยดี   เทนนิสวางแผนข้ามปีกวาดทองซีเกมส์   ยกเหล็กได้โค้ชใหม่คุมทีมชาติ   "ชัพชัย"ดีแตกชวดแชมป์สิงคโปร์   อินดอร์เกมส์หน3ไทยส่ง15-19กีฬา   
  หน้าแรก  ประวัติบริษัท  ลงโฆษณา
 
 
 
 
   
 
economic hotline
เทวัญ จงกลรอด14/11/2551
 
 
 
 

 

                                        "ส่งออก"วูบปัญหาตามมาเพียบ!



          ช่วงนี้แม้ราคาน้ำมันจะลดลงมา แต่ราคาก๊าซ LPG ภาคขนส่งกำลังปรับขึ้น เพราะคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)  มีมติให้ปรับขึ้นร สำหรับภาคขนส่ง และอุตสาหกรรม 6 บาทต่อกิโลกรัม

          โดยให้ทยอยปรับขึ้นเดือนละ 2 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน และได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เป็นผู้พิจารณากำหนดวันการปรับขึ้นราคาอีกครั้ง โดยคาดว่า กบง.จะสามารถจัดการประชุมได้ภายในสัปดาห์หน้า

          เชื่อว่า LPG ขึ้นตอนนี้อาจจะมีคนเดือดร้อนบางส่วน สุดท้ายก็คงเลี่ยงไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นกันอีก แต่สถานการณ์คงไม่ร้อนแรงเหมือนช่วงที่น้ำมันขึ้นไป 147 เหรียญ/บาร์เรล

          ความกดดันเรื่อง "พลังงาน" เริ่มลดลง ก็ต้องไปดูภาพรวมเศรษฐกิจกันว่าทิศทางระยะสั้น ระยะยาวจะเป็นอย่างไร

          สหรัฐ และยุโรป คงไม่ต้องพูดถึง กู่ไม่กลับ ยิ่งยักษ์ระดับ ING รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเข้าไปอีก 1 หมื่นล้านยูโร คงพอจะมองเห็นภาพเศรษฐกิจในยุโรปได้เป็นอย่างดี

          ตรงนี้แหละครับที่ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะว่า เมื่อประเทศคู่ค้า หรือผู้บริโภค "ไม่มีเงิน" แล้วเราจะผลิตสินค้าไปขายใคร

          ที่ผ่านมาเราพึ่งพาการส่งออกเยอะ คิดเป็น 55% ของ GDP ถ้าส่งออกไม่ได้ ปัญหาย่อมเกิดขึ้นแน่นอน

          ตรงนี้ อ.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เสนอว่า ให้สร้าง "สมดุล" ระหว่างการส่งออก กับการบริโภคภายในประเทศ เพื่อไม่ให้เราต้องพึ่งพาส่งออกมากเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำในระยะยาว

          อีกคนที่พูดชัดเจน คือ คุณศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานวิจัย บล.ภัทร บอกว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2552 จะตกต่ำอย่างรุนแรง โดยคาดว่าสหรัฐอัตราการขยายตัวจะติดลบ  1.7-1.8%          สหภาพยุโรป ติดลบ 0.5%

          ขณะที่ไทยอัตราการขยายตัวจะเหลือ 3.3% ต่ำกว่าที่คาดไว้ว่าจะขยายตัว 4.5% เนื่องจากภาคส่งออกขยายตัวลดลงมาก จาก 19% เหลือ 7% ทำให้รายได้จากการส่งออกลดลงประมาณ 800,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง

          ธุรกิจที่ "โดน" เป็นอันแรกเลยก็คือ ธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะจะมีปัญหาการชำระหนี้มากขึ้น และขาดสภาพคล่อง เนื่องจากแบงก์ไม่ปล่อยกู้ เอสเอ็มอี ที่สายป่านไม่ยาว มีปัญหาแน่

          ขณะที่ะภาคการส่งออก ขยายตัว 7% เชื่อว่าจะมีโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออก ปิดกิจการ และทำให้แรงงาน พนักงาน ต้องตกงาน ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นปัญหาแล้ว หลายบริษัทเริ่มลดเวลาการทำงาน เพื่อประคับประคองฐานะของบริษัท

          รวมถึงธุรกิจการเกษตร ซึ่งจะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าปี 2540 เพราะขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรปรับลดลง ราคาข้าวจาก 1,000 ดอลลาร์ต่อตัน เหลือ 600 ดอลลาร์ต่อตัน สวนทางกับราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นเมื่อปี 2540 

          การที่รัฐบาลรับจำนำข้าว เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น
 
 
 
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 17 พฤศจิกายน 2008, 09:41:19 AM
 
ทิศทางของเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ


ผมได้เขียนในครั้งก่อนๆ ว่า ความตกต่ำทางเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนรับทราบกันก่อนล่วงหน้าหลายเดือน แตกต่างจากการถดถอยทางเศรษฐกิจปกติ ที่มักจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดคิดมาก่อน ทั้งนี้ เพราะในครั้งนี้ได้เกิดปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินของสหรัฐ ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2007 ทำให้เราสามารถรับรู้และเตรียมการรับมือกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2008 เป็นต้นไป และน่าจะหนักหน่วงที่สุดในปี 2009 ที่จะถึงนี้

 

จึงเกิดคำถามมาว่า ความตกต่ำทางเศรษฐกิจจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด จะยืดเยื้อนานกี่เดือนกี่ปีและจะทราบได้อย่างไร ว่า เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดและใกล้จะฟื้นตัวแล้ว ตลอดจนคำถามว่ายังจะมีความเสี่ยงและภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจได้อีกหรือไม่ และจะต้องระมัดระวังอะไรบ้าง

 

คำถามดังกล่าวข้างต้นเป็นคำถามที่ดี แต่ก็เป็นคำถามที่ตอบยาก ซึ่งผมจะพยายามตอบ ทั้งนี้ต้องขอออกตัวก่อนเลย ว่า เป็นความพยายามคาดการณ์ภายใต้สภาวการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก ดังนั้น จึงจะเกิดความผิดพลาดได้โดยง่าย จึงขอให้ท่านผู้อ่านนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบ และนำไปคิดพิจารณาต่อไปอีก และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครับ

 

ความตกต่ำทางเศรษฐกิจในปีหน้านั้นรุนแรงมาก เพราะเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีก่อนๆ ขยายตัวประมาณ 4% แต่ในปีหน้านี้ จะขยายตัวประมาณ 2% แปลว่าหากปีนี้ยากลำบากเท่าใด ปีหน้าก็ยากลำบากเป็นเท่าตัว ในกรณีของไทยนั้นปัจจัยพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ดีไม่มีปัญหา ดังนั้น เศรษฐกิจที่ขยายตัวปีนี้ 4.5% ก็จะลดลงเหลือ 3% ตามการคาดการณ์ของภัทร ชีวิตของเราในเชิงเศรษฐกิจในปี 2009 จะแจ่มใสน้อยกว่าปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนคำถามว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำยาวนานเพียงใด ก็อาจตอบได้ว่าโดยปกติแล้วเศรษฐกิจจะตกต่ำลงประมาณ 1 ปี และใช้เวลาอีก 1 ปีที่จะฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติ

 

ดังนั้น เศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ของปีนี้ จึงน่าจะถึงจุดตกต่ำในกลางปีหน้า แต่เนื่องจากวิกฤติสถาบันการเงินที่รุนแรงอย่างมาก เป็นสาเหตุหลักของความตกต่ำของเศรษฐกิจครั้งนี้ จึงเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจจะดิ่งลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (กล่าวคือ ชะลอตัวลงอย่างมากใน 2 ไตรมาสข้างหน้า) และติดหล่มอยู่ที่ระดับต่ำยาวนานอีก 2-3 ไตรมาส (ถึงไตรมาส 3 ของปี 2009) แล้วจึงค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า แปลว่าเศรษฐกิจจะดูเหมือนตกหน้าผาในไตรมาส 4 ปีนี้และไตรมาส 1 ปีหน้า ต่อมาก็จะติดหล่มอยู่อีกเต็มปี 2009 ต่อไปถึงต้น/กลางปี 2010 แล้วจึงค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่กลางปี 2010 เป็นต้นไป แปลว่าภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งนี้ อาจจะยาวนานถึง 24 เดือน หรือ 2 เท่าของการถดถอยทางเศรษฐกิจปกติ

 

คำถามต่อมา คือ จะทราบได้อย่างไรว่าเศรษฐกิจโลกถึงจุดต่ำสุด และกำลังจะฟื้นตัวแล้ว คำตอบ คือ ให้ดูตลาดหุ้นเพราะเมื่อใดที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใกล้จะฟื้นตัว ราคาหุ้นจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพราะตลาดหุ้นจะพยายามคาดการณ์อนาคตอีก 6-12 เดือนข้างหน้ารออยู่ตลอดเวลา แต่หากจะพยายามดูเงื่อนไขการฟื้นตัวที่เฉพาะเจาะจงกับวิกฤติสถาบันการเงินครั้งนี้ คำตอบก็จะมีความสลับซับซ้อนอีกระดับหนึ่ง กล่าวคือ จะเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่าต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ คือ ความเข้าใจผิดคิดว่าตราสารทางการเงินต่างๆ ที่สถาบันการเงินสร้างขึ้นจำนวนมหาศาลนั้นมีมูลค่าสูงมาก ทุกคนที่ถือตราสารต่างๆ จึงเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองร่ำรวย แต่ข้อเท็จจริง คือ ตราสารทางการเงินต่างๆ ที่ถือกันอยู่นั้นแทบจะไม่มีค่าอะไรเลย อาทิเช่น หุ้นในสถาบันการเงินก็ปรับตัวลดลงไปแล้ว 60-70% ส่วนตราสารหนี้นั้นในบางกรณีก็ลดลงเหลือไม่ถึง 10% ของราคาเดิม ทำให้ความมั่งคั่งลดลงไปหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ กล่าวโดยสรุปคือทุกๆ คนในโลกนี้ยากจนลงอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา เมื่อเป็นเช่นนั้น ปริมาณการผลิตสินค้าและบริการที่ผ่านมาก็เป็นการผลิตที่สูงเกินความต้องการระยะยาว จึงจะต้องมีการลดการผลิตลง นั่นคือ จะต้องมีการปลดคนงานตามมาอีกระลอกหนึ่ง

 

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ ความตกต่ำของสถาบันการเงินและการด้อยค่าของตราสารทางการเงินนั้นยังมิได้สะสางกัน แปลว่าหลายคนยังไม่ทราบว่าตัวเองจะจนลงมากเพียงใด ความเป็นเจ้าหนี้กับความเป็นลูกหนี้สุทธินั้นได้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด ความไม่รู้ดังกล่าวนี้ทำให้ต้องพะวงกับการสะสางหนี้สิน และเมื่อไม่แน่ใจในสถานะทางการเงิน ก็จะไม่ยอมใช้จ่ายบริโภคตามปกติ จนกว่าจะสามารถรับรู้สถานะที่แท้จริงของตัวเองได้

 

ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาประมาณการว่า ปัจจุบัน (สิ้นไตรมาส 3) มีบ้านที่ถูกยึดโดยธนาคารไปแล้ว 265,000 หลัง แต่ยังมีบ้านที่ธนาคารกำลังเจรจายึด (หรือยืดหนี้) อยู่อีก 565,000 หลัง ที่สำคัญ คือ ยังมีบ้านอีก 2.2 ล้านหลังที่เจ้าของบ้าน (ลูกหนี้) ขาดการผ่อนหนี้ 60 วัน หรือนานกว่านั้น ธนาคารต่างๆ จะต้องพยายามสะสางหนี้ตรงนี้ให้คืบหน้าก่อน ราคาบ้านโดยรวมจึงจะหยุดไหลลง ซึ่งเสถียรภาพของราคาอสังหาริมทรัพย์น่าจะเกิดขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีหน้า ซึ่งราคาของอสังหาริมทรัพย์จะมีผลต่อการสะสางหนี้สินของตราสารหนี้ประเภทซีดีโอด้วย

 

นอกจากนั้น ก็ยังมีตราสารอนุพันธ์ค้ำประกันหนี้เสียหรือซีดีเอส ที่มีมูลค่าสูงถึง 62 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนวิกฤติสถาบันการเงินจะปะทุขึ้นในปลายปี 2007 ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่จนทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างเลแมน บราเดอร์ส ต้องล่มสลาย และบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ คือ เอไอจีของสหรัฐ ก็ประสบปัญหาจากอนุพันธ์ดังกล่าว จนต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 150,000 ล้านดอลลาร์ ประเด็นสำคัญ คือ การสะสางอนุพันธ์ดังกล่าว ซึ่งเดิมหลายคนเกรงว่าจะทำได้ยากและยืดเยื้อ แต่มีแนวโน้มว่าอาจจัดการให้สำเร็จได้รวดเร็วและเรียบร้อยดีเกินกว่าคาด อาทิเช่น กรณีของเลแมน บราเดอร์ส ที่มีซีดีเอสมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่เมื่อมีการชำระบัญชี พบว่าต้องจ่ายเงินเพื่อชดใช้ความเสียหายสุทธิเพียง 6 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น

 

การจัดการปรับมูลค่าของสินเชื่อและตราสารหนี้ ตลอดจนการทำให้เกิดความชัดเจนว่าใครจนลงมากเท่าไร และใครเป็นเจ้าหนี้/ลูกหนี้ใครนั้น เป็นกระบวนที่จะต้องดำเนินการให้เกิดความชัดเจนว่าความมั่งคั่งของประชาชน (โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป) นั้น จะต้องปรับลดลงมากน้อยเพียงใด หากต้องใช้เวลานานมากเท่าใด ก็จะทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะงักงันนานเท่านั้น เพราะหากไม่สามารถทำให้เกิดความชัดเจนได้ว่าความมั่งคั่ง (wealth) มีอยู่มากน้อยเพียงใด เศรษฐกิจก็จะไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

 

การคาดการณ์เบื้องต้นนั้น เชื่อว่ากระบวนการปรับตัวดังกล่าวคงจะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี (แต่อาจสามารถจัดการกับปัญหาหลักๆ ได้ภายใน 1-2 ปี)

 

ทั้งนี้ ธนาคารกลางอังกฤษคาดว่าสถาบันการเงินสหรัฐและยุโรป จะได้รับความเสียหายและต้องเพิ่มทุนทั้งสิ้นประมาณ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10% ของจีดีพีของยุโรปและอเมริกา) และไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า สถาบันการเงินของยุโรปและอเมริกา จะต้องลดมูลค่าสินทรัพย์ (รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อ) ลงประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์ แปลว่าเมื่อแก่ปัญหาได้จนหมดแล้ว สถาบันการเงินจะมีขนาดลดลง และการปล่อยสินเชื่อจะกระทำอย่างระมัดระวัง


หัวข้อ: รีแบรนดิ้งทีดีอาร์ไอไร้การเมืองแทรก "นิพนธ์" จุดพลุนำเศรษฐกิจ
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 17 พฤศจิกายน 2008, 10:14:03 AM
ลิ้งค์จากไทยรัฐ  สกู๊ปเศรษฐกิจ  "รีแบรนดิ้งทีดีอาร์ไอไร้การเมืองแทรก "นิพนธ์" จุดพลุนำเศรษฐกิจ" คลิก--->

 http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic02&content=111654   (http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic02&content=111654)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 พฤศจิกายน 2008, 08:05:56 AM
แจกฟรีตกงานหัวละพัน/รัฐลุยแก้วิกฤติแรงงาน/ผวา!เลิกจ้าง2แสนคน


ข่าววันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ
 
 
 
                  เมื่อวันที่ 17 พ.ย.51 นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า จะหารือกับ นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี วันที่ 18 พ.ย.นี้ เพื่อเสนอของบประมาณจำนวน 1,536 ล้านบาท จากเงินงบกลางปี 1 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการเลิกจ้างงาน โดยคาดว่าจะช่วยเหลือและแก้ปัญหาคนว่างงานได้ไม่น้อยกว่า 60,000 คน ส่วนหนึ่งจะทำให้มีการจ้างงานตามโครงการบัณฑิตอาสา 7,000 คน นอกจากนี้ จะเสนอรองนายกรัฐมนตรีจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ตกงาน ตามข้อเสนอขององค์กรแรงงานแห่งประเทศไทย จัดงบฯ อุดหนุนคนว่างงานคนละ 1,000 บาท

                “งบประมาณที่ขอไป 1,536 ล้าน เป็นการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานโดยตรง คิดเป็น1.5% ของงบฯ แสนล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร รวมถึงขยายเงินชดเชยกรณีว่างงาน จาก 6 เดือนเป็น 8 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้แรงงาน” นางอุไรวรรณ กล่าว                สำหรับข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม(สปส.) เดือน ม.ค.-ส.ค.51 พบว่ามีลูกจ้างทั่วประเทศถูกเลิกจ้างงาน 127,238 คน จากสถานประกอบการ 11,598 แห่ง คิดเป็นเฉลี่ยคนถูกเลิกจ้าง 15,905 คน/เดือน ส่วนข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ม.ค.-10 พ.ย.51 มีสถานประกอบการเลิกจ้างแล้ว 137 แห่ง ลูกจ้างตกงาน 15,152 คน และสถานประกอบการที่มีแนวโน้มเลิกจ้างเพิ่มขึ้นอีก 15 แห่ง ลูกจ้างตกงาน 5,338 คน

                นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่ภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นชะลอตัว อาจส่งผลกระทบต่อภาคแรงงานไทยที่ทำงานให้กับโรงงานของญี่ปุ่น ที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยไม่มากนัก เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งใช้เพียงแรงงานที่มีฝีมือ และเชี่ยวชาญ ทำให้การปลดคนงานน่าจะมีน้อยมาก และยังไม่น่าจะกระทบต่อการส่งออกและการเจรจาขอกู้เงินจากญี่ปุ่น แต่ในทางกลับกันจะช่วยเร่งให้ญี่ปุ่นปล่อยกู้แก่ไทยเร็วขึ้น

                ขณะที่การลงนามความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) จะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และเหล็กที่จะช่วยพัฒนาบุคลากรของไทย และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการวิจัย และพัฒนายานยนต์

                ด้าน นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่น่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าสิ่งทอ และอาหารไปญี่ปุ่นยังขยายตัวได้ดี เนื่องจากจีนยังมีปัญหาเกี่ยวกับอาหารปนเปื้อน ทำให้ญี่ปุ่นหันมานำเข้าสินค้าจากไทยแทน ส่วนการลงทุนโดยตรง ไทยยังเป็นประเทศหลักในภูมิภาคที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจ เนื่องจากเวียดนามมีปัญหาด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

                ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะขณะนี้ต้องดูปัจจัยภายนอกเป็นหลัก และต้องระวังไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ว่าจะปรับไปเป็นใครก็ตาม ควรจะต้องเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปี 52 ที่คาดว่าจะมีปัญหาการว่างงาน และเลิกจ้างมากขึ้น รวมถึงปัญหาสภาพคล่องในระบบ

                ขณะที่ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลการหารือร่วมกันระหว่างหอการค้าไทยและญี่ปุ่น จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลปัญหาและอุปสรรคที่ไม่ใช่ปัญหาด้านภาษีที่มีต่อการซื้อขายหลังจากลงนามร่วมกันเช่น การพัฒนาฝีมือแรงงาน แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

                นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ไทยสรุปสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นต่างเข้าใจในพื้นฐานเศรษฐกิจและการเมืองอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าปัญหาความไม่ชัดเจนทางการเมือง อาจมีผลต่อการตัดสินใจด้านการลงทุนของญี่ปุ่นบ้าง โดยเป็นเพียงการชะลอดูสถานการณ์ก่อน แต่ระยะยาวก็ยังเดินหน้าลงทุนต่อไป

                นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย ระบุว่า การที่ญี่ปุ่นออกมาประกาศว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เนื่องจากญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 3 ของตลาดหลัก ที่นำเข้าสินค้าจากประเทศไทย หรือคิดเป็นมูลค่าปีละ 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อลดลงและส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสินค้าไทย

                ทั้งนี้ มองว่าการส่งออกในปีหน้าจะทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตในระดับ 10% ส่วนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคาดว่าจะใช้เวลาฟื้นตัวได้อย่างเร็ว 1 ปี ถึง 1 ปีกว่า แต่ย่อมขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นเองด้วย ขณะที่ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัวด้วยการลดต้นทุนการผลิต แต่ไม่ถึงขั้นอยากให้ลดการจ้างงานลง หากมีความจำเป็นจริงก็อาจจะลดลงราว 2 แสนคน รวมทั้งรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยนำเงิน 50,000 ล้านบาท มาปรับปรุงขบวนการผลิตทั้งระบบ
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 พฤศจิกายน 2008, 08:20:23 AM
ลิ้งค์จากประชาชาติธุรกิจ  "จับอาการน้ำมันดิบ-ตลาดหุ้น โลกเดินมาถึงจุด Recession แล้ว" คลิก-->

 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi01171151&day=2008-11-17&sectionid=0212   (http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi01171151&day=2008-11-17&sectionid=0212)


หัวข้อ: วิกฤตแห่งศตวรรษ
เริ่มหัวข้อโดย: 14 ที่ 21 พฤศจิกายน 2008, 08:58:28 AM
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังแสวงหาการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยวางเรื่องทางเศรษฐกิจไว้ชั่วคราว

วิกฤตการเมืองก็ได้มาถึงประตูหน้าบ้าน

ในขณะที่ทั่วโลกประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยกันทั่วหน้าแล้ว

นักเศรษฐศาสตร์อเมริกาคนหนึ่งพูดว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤติแห่งทศวรรษแต่เป็นวิกฤตแห่งศตวรรษเลยทีเดียว

วิกฤตแบบนี้ในศตวรรษหนึ่งจะเกิดขึ้นเพียง 1 หรือ 2 ครั้งเท่านั้น

สมาชิกทั้งหลาย  ท่านเตรียมตัวรับมือกับวิกฤติที่ใหญ่หลวงครั้งนี้กันอย่างไรแล้วบ้าง


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 ธันวาคม 2008, 01:45:50 AM
จากไทยโพสต์

เศรษฐกิจ

ฝ่าเปลวไฟ สุนันท์ ศรีจันทรา

18 ธันวาคม 2551    กองบรรณาธิการ

วาระเร่งด่วนรัฐบาลใหม่

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจถูกจัดเป็นวาระเร่งด่วน  เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และเป็นปัญหาที่ชี้เป็นชี้ตายของรัฐบาลชุดใหม่

ถ้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  ไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจ  ไม่สามารถดำเนินนโยบายเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนได้ภายในเวลาสั้น เสถียรภาพของรัฐบาลจะสั่นคลอนอย่างรวดเร็ว

แต่ถ้าสามารถทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกได้ว่าภาวะเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น  ความเดือดร้อนจากปัญหาปากท้องทุเลาลง  คะแนนนิยมของรัฐบาลประชาธิปัตย์จะพุ่งขึ้น  ซึ่งหมายถึงนายอภิสิทธิ์จะมีโอกาสนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ยาวๆ

ทุกภาคส่วนของสังคมกำลังจ้องจับตาทีมงานเศรษฐกิจ  กำลังจับจ้องนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และรอประเมินผลงานการบรรเทาผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจทรุดของประชาชน

เวลาในการพิสูจน์ตัวเองของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีไม่มาก  โดยหลังจากตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อย การทำงานจะเริ่มนับหนึ่งทันที ไม่มีเวลาแม้จะศึกษาดูงาน ไม่มีเวลานั่งพักให้หายเหนื่อยในการวิ่งเต้นจัดตั้งรัฐบาลและแบ่งโควตารัฐมนตรี

แม้ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นตัวชี้ชะตาสำคัญของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ปัญหาเร่งด่วนที่กระแสสังคมต้องการเห็นการแก้อย่างฉับพลันทันทีเท่านั้น

และการทุ่มเทพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำสุดขีด  ก็ไม่ใช่ผลงานเพียงด้านเดียวที่จะทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้รับแรงศรัทธาท่วมท้น

เพราะยังมีปัญหาด้านอื่นที่ทำให้ประเทศตกอยู่ในวิกฤติ  และจำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วนเหมือนกัน เช่น ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกของคนในสังคม การปลุกระดมมวลชนก่อความวุ่นวายของกลุ่มอำนาจเก่า การเร่งรัดคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนักการเมืองลูกสมุน

รวมทั้งการฝ่าตัดใหญ่  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรื้อคดีต่างๆ ที่ตำรวจตกเป็นผู้ต้องหา ใช้อำนาจไม่ชอบธรรมกลั่นแกล้ง ทำร้าย และเข่นฆ่าประชาชน

การทุ่มเทเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่จำเป็น  เพราะประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า  จะปัญหาเศรษฐกิจทรุด มีคนนับล้านคนเตรียมตัวเตะฝุ่นในปีหน้า นโยบายการบรรเทาผลกระทบปัญหาปากท้องจึงต้องผลักดันออกมาโดยเร่งด่วน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เตรียมทีมแก้วิกฤติไว้แล้ว

แต่จะทุ่มเทแก้เศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้  เพราะยังมีอีกหลายวาระเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการควบคู่  และหากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่รีบดำเนินการ กระแสต่อต้านจากสังคมอาจก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

คดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณและนักการเมืองลูกสมุน  ซึ่งอืดอาด  ล่าช้า  และดูเหมือนว่าจะมีความพยายามเตะถ่วง หรือถูกตัดตอนโดยบิดเบือนรูปคดี จนไม่เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลจะต้องถูกรื้อฟื้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ซึ่งถูกสถาปนาเป็นรัฐตำรวจ  รับใช้ระบอบทักษิณสุดตัว มีการเลือกปฏิบัติ  มีการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบธรรมอย่างโจ่งแจ้ง  และเป็นตัวการที่ส่งเสริมความวุ่นวายในทางอ้อม โดยขาดความเข้มงวดในการรักษากฎหมาย

ความฟอนเฟะ เละเทะ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องถูกชำระสะสาง

สื่อของรัฐในเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์  ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นกระบอกเสียงของระบอบทักษิณ  จะต้องถูกผ่าตัดทันทีที่นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ

ภารกิจรัฐบาลชุดใหม่หนักมาก  และต้องใช้ความกล้าเด็ดขาดอย่างมาก แต่ก็จะเป็นบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์   เป็นบทพิสูจน์พรรคประชาธิปัตย์ว่าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเก่าๆ  ได้หรือไม่ ยังเป็นพรรคการเมืองที่เก่งแต่สำนวนโวหาร รอโอกาสตักตวงผลประโยชน์แบ่งปันในหมู่พวกพ้องตัวเอง

และเป็นพรรคการเมืองที่ขาดอุดมการณ์การทำงานเพื่อประชาชนเหมือนพรรคการเมืองอื่นๆ  เท่านั้น

ประชาธิปัตย์เจ็บปวดมา  8  ปีแล้ว  จะแปลงความเจ็บปวดเป็นพลังในการทำงานเพื่อประชาชนหรือไม่ อีกไม่กี่เดือนคงมีคำตอบ.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 29 ธันวาคม 2008, 21:34:30 PM
จากผู้จัดการรายสัปดาห์

จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำได้อย่างไร
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์    26 ธันวาคม 2551 11:37 น.
       ต้องวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง อย่าแก้ปัญหาเฉพาะอาการภายนอก
       
        ปัญหาเศรษฐกิจทุนนิยมโลกตกต่ำ ไม่ใช่แค่เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคในการบริหารจัดการของสถาบันการเงินใน การปล่อยสินเชื่อให้กู้ซื้อบ้านและการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคที่เกินตัว จนคนส่งไม่ไหว เกิดปัญหาหนี้เสีย สถาบันการเงินล้มละลาย และธุรกิจอื่น ๆ เสียหายตามมาเท่านั้น แต่ สาเหตุลึก ๆ ที่เป็นรากเหง้าของปัญหา คือตัวระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาด ที่เน้นการแข่งขันกันผลิตสูงสุด กำไรสูงสุดของเอกชนแบบสุดโต่ง ทำให้เกิดการพัฒนาแบบไม่สมดุล การที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวในมือคนส่วน น้อยแค่ 10-20% ไม่กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ 80%อย่างเป็นธรรม ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีรายได้มากพอจะมีบ้านและมีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีได้
       
        ที่เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหามาก เพราะว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินตามแนวทุนนิยมตะวันตกที่เน้นการส่งออก(และ สั่งเข้า) มากเกินไป พึ่งพาตลาดภายในประเทศน้อยเกินไป เมื่อเศรษฐกิจประเทศอื่นที่เราเคยพึ่งเขาในการส่งสินค้าไปขายตกต่ำลง พวกเขาจะซื้อของไทยลดลง ถ้านักเศรษฐศาสตร์ไทยคิดอยู่แต่ในกรอบตะวันตก ก็จะคิดได้อย่างเดียวว่า เราต้องปรับปรุงความสามารถในการส่งออกของเราให้เก่งกาจสู้กับคนอื่นได้มาก ขึ้น ลดต้นทุน หาสินค้าใหม่ หาตลาดใหม่ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องถือว่าไม่ใช่ทางเลือกเดียว ต้องทำอย่างอื่น เช่นการพัฒนาตลาดภายในประเทศด้วย
       
       วิธีการแก้ไขปัญหาตามตำราตะวันตกด้วยการลดดอกเบี้ย ลดภาษี โครงการประชานิยมและปล่อยเงินกู้เพิ่มขึ้น จะแก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น แต่จะแก้ไขได้ไม่ยืนยาว เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แล้วนายทุนก็สูบเงินกลับมาเข้ากระเป๋านายทุนอีก ไม่ได้ช่วยให้โลกเกิดความสมดุลและคนจนแข็งแรงจริง ๆ
       
       ต้องคิดนอกกรอบจึงจะแก้ปัญหาได้
       
        ถ้าเรากลับมามองดูที่ตัวเราเอง คือประเทศไทย คนไทย 65 ล้านคนมากขึ้น ดูว่าเราคือใคร เรามีอะไรที่จะแก้ปัญหาจากภายในประเทศได้บ้าง เราน่าจะแก้ปัญหาของเราเองได้ดีกว่าการแก้ตามตำราตะวันตกหรือคอยดูตามโมเดลแก้ปัญหาของรัฐบาลสหรัฐฯหรือประเทศตะวันตกอื่น ๆ
       
        คนไทย 65 ล้านคนในประเทศไทยนั้นมากกว่าคนในประเทศอังกฤษหรือฝรั่งเศสด้วยซ้ำ แต่ที่ตลาดภายในประเทศและขนาดเศรษฐกิจประเทศไทยเล็ก เพราะคนไทย 80% ยากจน จึงขาดอำนาจซื้อ สินค้าที่ควรจะผลิตมาขายคนไทย(ซึ่งเป็นตลาดที่ใกล้ที่สุด) สัก 50-60 ล้านชิ้นได้ จึงขายไม่ได้ ต้องมุ่งไปที่ตลาดส่งออกซึ่งมีการแข่งขันสูง การส่งออก(และการหารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ) จำเป็นสำหรับการหาเงินมาซื้อสินค้าเข้าที่จำเป็นและมีประโยชน์อื่น ๆ ด้วย แต่ต้องเลือกสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และต้องถือว่าการส่งออกและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นส่วนเดียวหรือเป็นส่วนหลัก
       
        การที่คนไทยส่วนใหญ่จน ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจน แท้จริงแล้วคนรวยคนชั้นกลาง 20% แรกยังรวยอยู่มาก เงินฝากในธนาคารของไทยก็มีมาก(สักหกล้านล้านบาท) ทรัพยากรที่ดิน การเกษตร ศิลปะหัตถกรรม ทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยว ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาตะวันออกฯลฯ มีอยู่มาก ประเด็นคือ จะรู้จักนำมาสิ่งที่เรามีมาหมุนเวียนใช้ให้ เกิดการพัฒนาที่เหมาะสม ทำให้คนมีงานทำ มีรายได้จับจ่ายใช้สอยที่จำเป็น ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
       
        ถ้าคิดอยู่แต่ในกรอบทุนนิยมตะวันตก รัฐบาลก็ต้องลดดอกเบี้ย ลดภาษี เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเอกชนใช้จ่าย และรัฐเองก็ลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นด้วย แต่ในระบบทุนนิยมนั้น ภาคธุรกิจเอกชนจะใช้จ่ายลงทุนเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ อยู่ที่เขาคาดหมายว่าเขาจะทำกำไรได้หรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่อัตราดอกเบี้ยหรืออัตราภาษีที่ต่ำ(ตามตำรา)เสมอไป ถ้าเขายังไม่แน่ใจว่าลงทุนแล้วจะขายได้คุ้มทุน เขาก็จะไม่ลงทุน แม้ดอกเบี้ยและภาษีจะต่ำลงจากเดิมมากก็ตาม ทั้งการลดภาษีก็จะทำให้รัฐมีรายได้ลดลง แล้วรัฐจะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนเพิ่ม
       
       ระบบทุนนิยมผูกขาดไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาด้วยตัวของมันเอง เพราะไม่ใช่ระบอบที่มีการแข่งขันอย่างเสรีหรือเป็นธรรมจริง ในสภาพวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ กลไกตลาดในระบบทุนนิยมที่มีลักษณะผูกขาดกลุ่มอยู่แล้วจะยิ่งทำงานล้มเหลวมาก ขึ้น เพราะคนที่ถูกระบบทุนนิยมสอนให้แข่งขันเพื่อกำไรสูงสุดของตัวเอง จะยิ่งเห็นแก่ตัว ปกป้องตัวเอง มองโลกในแง่ร้าย ลดการลงทุนมากกว่าเพิ่มการลงทุน การแก้ไขปัญหาตามตำรา จึงไม่ค่อยได้ผล
       
       เมื่อคนรวยมีเงินแต่ไม่อยากลงทุน แต่คนจนไม่มีเงิน ไม่มีงาน รัฐบาลต้องใช้ทั้งการแทรกแซงและการกระตุ้นที่มากกว่าที่ตำราเศรษฐศาสตร์ ตะวันตกของฝ่ายนิยมเคนส์บอกไว้ นั่นก็คือต้องทำทั้งภาคบังคับและภาคส่งเสริมให้มีการนำเงินและทรัพยากรใน ประเทศมาหมุนเวียนใช้อย่างเหมาะสม เราต้องรู้จักคิดข้ามกรอบคิดของระบบการค้าเสรีแบบตัวใครตัวมันว่า คนไทยทั้งประเทศอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ทีมเดียวกัน ในยามที่คนส่วนใหญ่อ่อนแอ แต่ยังมีคนรวย คนเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอยู่ส่วนหนึ่ง คนรวยต้องเสียสละช่วยคนอื่น ๆ ในทีมให้อยู่ได้ และทำให้ทีมเข้มแข็งขึ้น ประเทศไทยทั้งประเทศถึงจะไปแข่งขันกับคนอื่นได้
       
        รัฐบาลต้องกล้าผ่าตัดโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้สมดุลมากขึ้น ด้วยการเก็บภาษีคนที่รวยมากมาช่วยแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะภาษี เช่นมรดก ทรัพย์สิน สินค้าและการบริโภคฟุ่มเฟือยต่าง ๆ และแก้ไขกฎหมายหารายได้จากการให้สัมปทานน้ำมัน ก๊าซ ทรัพยากรต่าง ๆ คลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์เข้า รัฐมากขึ้น ทั้งเพื่อลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยประเภทคนรวยชอบใช้จ่ายเงินไหลออกนอกประเทศ และเพื่อให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มมากพอที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจภายใน ประเทศได้มากขึ้น
       
        การเก็บภาษีบางอย่างสำหรับคนรวย เช่นคนที่มีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป จะไม่ทำให้เกิดการบริโภคหรือการลงทุนลดลง เพราะคนเหล่านี้ถึงอย่างไรเขาก็จะมีเงินเหลือเฟือที่จะบริโภคของเขาได้อยู่ แล้ว ถ้าคนรวยของไทยใจกว้างพอ พวกเขาควรจะรู้ว่าการปฏิรูประบบภาษีเพื่อมาช่วยคนจนเพิ่มขึ้น คือสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ และเมื่อเศรษฐกิจฟื้น พวกคนรวยจะได้ประโยชน์มากกว่าที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจประเทศพัง ซึ่งในระยะยาวพวกคนรวยอาจเสียหายมากกว่าเพราะพวกเขามีสินทรัพย์และการลงทุน มากกว่าคนอื่น ๆ
       
        นอกจากภาคบังคับแล้ว รัฐบาลควรส่งเสริมกระตุ้นให้คนรวย คนชั้นกลางที่พอมีเงินจับจ่ายใช้สอย จ้างงาน ซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น รัฐบาลอาจจะลดภาษีเพื่อช่วยกิจกรรมที่เน้นการจ้างงาน การผลิตสินค้าและบริการที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศเพื่อขายคนภายในประเทศ จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการจ้างงาน ทำงานบ้าน ทำสวน ช่วยดูแลเด็ก คนชรา บัณฑิตอาสาสมัคร การนวดแผนไทย ตลาดนัดขายสินค้าอุปโภคบริโภคฯลฯ แนวคิดคือทั้งรัฐ คนรวย คนชั้นกลางควรช่วยให้คนจนมีงานทำ มีรายได้ โดยเน้นการใช้แรงงาน ทรัพยากรภายในประเทศ เศรษฐกิจภายในประเทศจะได้หมุนเวียน ประคับประคองกันให้ผ่านช่วงวิกฤติเศรษฐกิจทุนนิยมโลกตกต่ำอย่างน้อย 2-3 ปีนี้ไปให้ได้
       
        โครงการใช้จ่ายของรัฐไม่จำเป็นต้องเป็นเมกะโปรเจ็คแบบก่อสร้างขนาดใหญ่หาก ควรเน้นโครงการที่เพิ่มการจ้างงาน ใช้ทรัพยากรภายในประเทศ ลดการใช้พลังงานที่ต้องสั่งเข้า เช่นโครงการปลูกป่าไม้โตเร็วทั่วประเทศ การปรับปรุงระบบชลประทานขนาดเล็ก การพัฒนาการเกษตร, อุตสาหกรรมเกษตร ธุรกิจขนาดย่อม การพัฒนาทางการศึกษา สาธารณสุขและสังคมด้านต่าง ๆ โครงการประชานิยมที่ต้องมาปฏิรูปเสียใหม่ ต้องแก้ไขจุดอ่อนที่ปล่อยให้ชาวบ้านกู้เงินไปเพื่อการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค หรือเอาไปลงทุนแบบสะเปะสะปะและขาดทุนไปไม่รอดได้มากเกินไป และส่งเสริมจุดแข็ง ให้ชาวบ้านมีความรู้ในการบริหารจัดการ การตลาด การจัดตั้งองค์กร เช่นสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นได้อย่างแท้จริง
       
       ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะมีพลังและใช้แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำได้ จริง ไม่ใช่แค่ส่งเสริมให้คนรวยประหยัด คนรวยควรประหยัดการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศหรือไปเที่ยวต่าง ประเทศ แต่คนรวยชั้นกลาง ควรบริโภคสินค้าและบริการในประเทศ รวมทั้งการเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น ประเด็นสำคัญคือคนรวยต้องรู้จักแบ่งปันกัน ช่วยให้คนจนได้มีกินมีใช้สิ่งที่จำเป็นอย่างพอเพียงด้วย เศรษฐกิจพอเพียงไม่ควรพูดเฉพาะในเชิงปรัชญาเรื่องความพอเพียงสำหรับแต่ละคน แบบตัวใครตัวมัน ต้องคิดในเชิงเศรษฐกิจพอเพียงหรือเศรษฐกิจพึ่งตนในระดับประเทศได้มากขึ้น และต้องคิดในแง่การให้ประชาชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตผ่านระบบสหกรณ์ผู้ ผลิต วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้น รัฐต้องลงทุนให้คนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างมี คุณภาพ(ไม่ใช่เรียนฟรีแต่คุณภาพต่ำ จบมาแล้วทำอะไรไม่เป็น) มีงานทำ เน้นการใช้แรงงาน ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในประเทศ ทำให้ชุมชนและประเทศผลิตสินค้าและบริการได้เองเพิ่มขึ้น ซื้อขายกันภายในชุมชนและภายในประเทศกันมากขึ้น กิจกรรมและเงินจึงจะหมุนเวียนในประเทศ ช่วยให้คนไทยมีงานทำ มีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพอย่างพอเพียงโดยทั่วหน้ากัน เศรษฐกิจจะโตจากภายในประเทศได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่งแต่ต่างประเทศ ด้านเดียวแบบที่แล้ว ๆ มา


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 01 มกราคม 2009, 21:24:41 PM
จากมติชนรายวัน

จากลิ้งค์นี้--->http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pro01010152&sectionid=0112&day=2009-01-01   (http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pro01010152&sectionid=0112&day=2009-01-01)

มี"ทุน"มี"ใจ"แล้วก้าวไปข้างหน้า แม้ภาวะ"เศรษฐกิจ"จะตกต่ำ!

รายงานพิเศษ




ฝายชะลอน้ำบ้านสามขา

ภาวะ เศรษฐกิจปัจจุบันกำลังสร้างความหวั่นวิตกให้กับหลายฝ่าย แต่ที่หวาดวิตกกับอนาคตของตัวเองมากที่สุด คือ "แรงงาน" ที่รอวันถูกเลิกจ้าง แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะปี 2540 ก็เกิดฟองสบู่แตกมาแล้ว ครั้งนั้นกระแส "เศรษฐกิจพอเพียง" เริ่มเสียงดังขึ้น หลายชุมชนนำแนวทางพระราชดำรัสไปปรับใช้จนสามารถยืนอยู่ได้ในฐานะ "ชุมชนเข้มแข็ง" ซึ่งทั้งหมดล้วนใช้ต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่ในชุมชนทั้งสิ้น

ปี ใหม่นี้ "ปกครองท้องถิ่น" เห็นว่าเป็นวาระที่น่ายินดีที่จะนำเอาความสำเร็จดังกล่าวมานำเสนออีกครั้ง อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับคนที่กำลังจะกลับบ้าน หรือชุมชนที่ต้องรองรับลูกหลานคืนถิ่นได้นำไปเป็นแบบอย่าง

เริ่มที่ หมู่บ้านสันสลี หมู่ 7 ต.เจริญราษฎร์ อ.แม่ใจ จ.พะเยา ที่เปิดโรงเรียนสอนควายไถนา เพราะชาวบ้านที่รู้ซึ้งถึงสัจธรรมแล้วว่า ควรให้ความสำคัญกับการทำนาแบบดั้งเดิม คือ ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ "ควายเหล็ก" เพื่อเร่งผลิตให้ทันขายช่วงข้าวเปลือกราคาสูงลิบลิ่ว เพราะการไม่คำนึงถึงความเสื่อมโทรมของดินและต้นที่สูงขึ้นทุกวัน ชี้ให้เห็นแล้วว่าต่อให้ปลูกจนตายกันไปข้างก็ใช้หนี้ใช้สินไม่หมด

ที่ สำคัญการนำ "ควาย" กลับมาใช้งานยังช่วยลดต้นทุนน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง มูลยังใช้ทำปุ๋ยด้วย แต่ด้วยปัจจุบันควายไถนาไม่เป็น เพราะห่างเหิน "แอก" และ "คันไถ" มานานเท่านั้นเอง จึงต้องตั้งโรงเรียนสอนควาย

"สุเทพ ปันสุวรรณ์" บอกว่า เดิมชาวบ้านเลี้ยงควายเป็นอาชีพเสริมเพื่อขาย อีกส่วนเลี้ยงไว้ใช้งาน ซึ่งการใช้ควายไถนาประหยัดค่าน้ำมันมาก เมื่อเทียบรถไถเสียค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงนับหมื่นบาทในแต่ละฤดู แต่ควายเพียงให้อาหาร น้ำ และดูแลไม่ให้เจ็บไข้ก็พอ ที่สำคัญยังได้ผลผลิตลูกควายปีละหลายตัว และมีรายได้จากการขายมูลควายปีหนึ่ง 80,000-100,000 บาท

อย่า "ใกล้เกลือกินด่าง" อีกนะชาวไทย!!!

อีก ชุมชนที่น่าสนใจ คือ "บ้านแม่ระวาน" ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก ที่เรียกได้ว่าเป็น "โมเดล" อุดรอยรั่ว-เพิ่มรายได้ ก็ว่าได้ เพราะขณะที่ผู้คนชนบทหลายชุมชนยากจนเพราะกระแสบริโภคนิยมและอบายมุข แต่ชาวแม่ระวานกลับเดินสวนทาง หลังจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายครัวเรือนแล้วพบว่าทั้งหมู่บ้านมีหนี้สินรวม กันกว่า 20 ล้านบาท จึงร่วมกันจัดทำวาระชุมชนขึ้นเพื่อหาทางแก้หนี้สิน

เลี้ยงควายขายมูลก็มีกินทั้งปี



" ประดิษฐ์ ศรีวิลัย" ผู้ใหญ่บ้านแม่ระวานบอกว่า คนแม่ระวานนิยมเล่นหวยเถื่อน พนัน ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เมื่อมีหนี้สินมากขึ้นก็เริ่มปรับทุกข์กัน และลองทำบัญชีครัวเรือนก็ต้องตกใจกับตัวเลขหนี้สิน จึงหาทางอุดรอยรั่ว โดยสร้างแบบจำลองวาระชุมชนขึ้น โดยใช้ตุ่มน้ำเป็นโมเดล พร้อมตั้งคำถามว่าจะหาน้ำใส่ตุ่มหรืออุดรูรั่วก่อน ซึ่งชาวบ้านเห็นด้วยกับการอุดรูรั่ว คือ ลดรายจ่าย สร้างวินัยทางการเงิน จึงทำโครงการส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ จนหนี้สินลดลงมาก

"ชุมชนต้อง ระเบิดความต้องการของหมู่บ้านออกมา เพื่อให้หน่วยงานอื่นรับรู้และเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ซึ่งในอนาคตยังมีแผนเสริมศักยภาพหมู่บ้าน คือ ตั้งธนาคารหมู่บ้าน ลดการใช้สารเคมี เพื่อก้าวไปสู่หมู่บ้านปลอดหนี้ ใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

รู้จักตัวเองก็หาทางออกได้ง่ายแบบนี้เอง!!!

ไป ดูชาวบ้านม่วงหวาน หมู่ 8 และ "บ้านโคกเจริญ" หมู่ 15 ต.จันดุม อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ที่ใช้ "วัฒนธรรม" เป็นทุน โดยผู้คนที่นี่เป็นชุมชน "ไทยกูย" หรือ "ส่วย" อพยพมาจาก อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ ปัจจุบันยังคงสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยกูย โดยเฉพาะความสามัคคี เคารพนับถือคนเฒ่าคนแก่ มีพิธีกรรมดั้งเดิม เป็น "ทุน" สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

"พ่อทองคำ แจ่มใส" ผู้ใหญ่บ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ เล่าว่า ชาวบ้านนำเอาความสามัคคี เคารพนับถือคนเฒ่าคนแก่มาปรับใช้กับการจัดตั้งกลุ่มทุนออมทรัพย์เพื่อแก้ ปัญหาเศรษฐกิจและการเงิน แนวทางหลัก คือ เน้นการออมแล้วจึงขยายไปสู่การค้าการลงทุน เช่น ตั้งธนาคารข้าว บริการรถนวดข้าว โรงสีข้าวชุมชน ทำปุ๋ยอินทรีย์ และอนุรักษ์ควายใช้ไถนาแทนรถไถเพื่อลดต้นทุน จนปัจจุบันบ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่จะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีพอยู่ตลอด เวลา

อีก 1 ความดีที่บ้านหนองสาหร่าย



วิถีชนบทที่รักษาไว้อย่างดี ก็ทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้อย่างไม่ยากเย็น!!!

" คน-น้ำ-ป่า" ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้แบบ "พอเพียง" และได้รับการพิสูจน์แล้วที่บ้านสามขา หมู่ 6 ต.หัวเสือ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขา แต่โดดเด่นด้านจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จนกลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบด้านการจัดการป่า น้ำ และกองทุนหมู่บ้าน โดยชาวบ้านให้ความสำคัญกับป่า เพราะถือว่าเป็นคลังอาหารและเงินที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขา

"ลุงชุม วงศ์ปัญญา" ราษฎรอาวุโสบ้านสามขา เล่าว่า เดิมชาวบ้านเผชิญปัญหาความแห้งแล้ง ทำให้ชาวบ้านร้อยละ 80 ที่ทำนา ทำเกษตรแบบผสมผสานเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เมื่อพูดคุยแล้วจึงสรุปว่า "ป่าไม้" คือ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ จึงร่วมกันบริหารจัดการป่าชุมชนกว่า 1,000 ไร่ จนวันนี้ป่าฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

"ชาวบ้านเริ่ม ต้นจัดการพื้นที่ราบ เชิงเขา ทุ่งนา และผืนป่าตามแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำกว่า 1,000 ฝาย สามารถกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรได้ นอกจากนี้ยังมีทีมเฝ้าระวังรักษาป่า หากเกิดไฟป่าให้ถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันดับไฟ มีบทลงโทษผู้ตัดไม้ทำลายป่า ผลที่ตามมา คือ ป่ากลายเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ แค่เก็บของป่าก็สร้างรายได้ให้ครอบครัวละไม่ต่ำกว่า 5,000-10,000 บาท"

วันนี้ "บ้านสามขา" กลายเป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านการจัดการป่าและน้ำ และมีมนต์เสน่ห์จนกลายเป็นหมู่บ้านท้องเที่ยวอีกแห่งไปแล้ว!!!

ต่อ ไปลองไปดู "22 ความดี ปลดหนี้ สร้างสุข" ที่บ้านหนองสาหร่าย ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ที่นี่เขาใช้ "ความดี" ที่จับต้องได้ใช้เป็นแนวทางพัฒนาจนมีชื่อเสียงด้านความเข้มแข็งของชุมชน

" ศิวโรฒ จิตนิยม" ประธานสถาบันการเงินชุมชน เล่าว่า ที่นี่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนมากที่สุด เพราะเมื่อคนมีศักยภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม เรื่องอื่นก็สามารถพัฒนาได้ง่ายขึ้น โดยมีการจัดทำบันทึกรายรับรายจ่าย วางแผนการใช้จ่ายอย่างมีระบบตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำคัญ คือ ใช้วิธีจดบันทึกความดีเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ชาวบ้านสามารถปลดหนี้ ปลดทุกข์ได้

"ชาวบ้านสรุปว่าคนเราจะมีความสุขได้ต้องมี 9 ความดี คือ ผู้นำดี สุขภาพดี อาชีพดี ครอบครัวดี สามัคคีดี องค์กรดี เรียนรู้ดี สวัสดิการดี วัฒนธรรมดี แต่ต่อมาเห็นว่าแค่ 9 ความดียังไม่เพียงพอ จึงเพิ่มเป็น 22 ความดี ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างเสริมอาชีพ จนถึงขั้นตั้งสถาบันการเงินชุมชนที่จะช่วยปลดหนี้คนที่ทำความดีได้ตามที่ กำหนดไว้ โดยเชื่อว่าภายใน 10 ปีหนี้สินของชาวบ้านจะหมดไป"

เห็นหรือยังว่า "ความดี" ไม่ได้มีไว้ขาย หากทำได้ยังช่วยปลดหนี้อีก!!!

สุด ท้ายไปเยี่ยมชุมชนที่หาญกล้าท้าทาย "ห้างข้ามชาติ" ที่ ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.ลพบุรี ที่ชาวบ้านหมู่ 3 รวมกลุ่มกันตั้งร้านค้าชุมชนขนาดเล็ก แต่มีเป้าหมายชัดเจน คือ เอาแค่เลี้ยงตัวเอง ไม่เน้นตักตวงกำไร เพื่อดูแลความเป็นอยู่คนในท้องถิ่นเดียวกัน

"จักรกฤษณ์ ลิ่มศิลา" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บอกว่า ร้านค้าชุมชนตั้งขึ้นในรูปวิสาหกิจ กล่าวคือระดมทุนจากชาวบ้านได้กว่า 2 แสนบาท ได้จากเอสเอ็มแอลมาอีก 3.5 แสนบาท จึงเปิดร้านค้าสะดวกซื้อคล้ายร้านค้าปลีกรายใหญ่ เพื่อสกัดชาวบ้านออกไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะ ต.ท่าศาลา เป็นย่านเศรษฐกิจแห่งใหม่ของจังหวัด มีห้างค้าปลีกรายใหญ่ 2 แห่ง ร้านค้าสะดวกซื้อ 10 แห่ง แต่ประโยชน์ไม่เคยตกถึงมือคนท้องถิ่น ขณะที่ร้านค้าชุมชนทำให้เงินทองไม่รั่วไหล กำไรก็นำมาปันผลกัน ซึ่งแผนต่อไป คือ ตั้งธนาคารชุมชนไว้เป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำช่วยชาวบ้านที่มีปัญหาเรื่อง เงินหมุนเวียน

หาญกล้าไหมล่ะ คิดไกลไปถึงธนาคารชุมชนแล้ว!!!



หัวข้อ: รู้จักเหตุแห่งวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกา สู่การเตรียมความพร้อมรับมือเศรษฐกิจไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 06 มกราคม 2009, 01:32:30 AM
ลิ้งค์จากรายการสภาท่าพระอาทิตย์  "รู้จักเหตุแห่งวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกา  สู่การเตรียมความพร้อมรับมือเศรษฐกิจไทย"  คลิก--->

http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1025&mmsID=1025/1025-1803.wma&program_ID=21689   (http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1025&mmsID=1025/1025-1803.wma&program_ID=21689)


หัวข้อ: กรณ์"คาดต้องใช้งบ7แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 06 มกราคม 2009, 01:39:33 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

กรณ์"คาดต้องใช้งบ7แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ

กรณ์ จาติกวณิช:

(Update) รมว.คลังยอมรับปัญหาเศรษฐกิจมีความรุนแรง คาดต้องใช้งบประมาณกว่า 7 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ ขณะที่เอกชนผวาหนี้เน่าพุ่ง แนะเตรียมแผนฉุกเฉินเพิ่มทุนสถาบันการเงิน

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเสวนา “การกอบกู้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย” ว่า ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า จะเห็นวิธีการเตรียมรับมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

โดย ในวันที่  13  มกราคม ที่จะถึงนี้ กระทรวงการคลังเตรียมนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเสนอ ครม.พิจารณา  โดยเฉพาะการใช้งบกลางปี  100,000  ล้านบาท  เพื่อมุ่งส่งผ่านเงินไปยังประชาชนผู้มีรายได้น้อย และส่วนที่สามารถใช้เงินได้ทันที  โดยไม่ต้องผ่านโครงการจัดซื้อจัดจ้างใช้เวลาพิจารณาโครงการนาน  เช่น  โครงการเรียนฟรี  เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  อาสาสมัครสาธารณสุข  เพราะจะทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้มีรายได้ใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบได้

นอกจากนี้ ยังรวมถึงมาตรการแก้ปัญหาการว่างงาน  โดยจะมีแนวทางเข้าไปยับยั้งไม่ให้บริษัทปลดคนงานมากขึ้น

อีกส่วนจะให้สถาบันการเงินรัฐเข้าไปช่วยปล่อยสินเชื่อออกสู่ระบบ

สำหรับเงินทุนรองรับให้สถาบันการเงิน ของรัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ  ซึ่งในวันนี้  (5  ม.ค.)  จะไปหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  เพราะยอมรับว่าตามกฎหมาย ธปท.ไม่สามารถปล่อยกู้โดยตรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา  ขณะที่รัฐบาลก็ยังสามารถออกพันธบัตรกู้เงินจากระบบ  เพื่อระดมทุนปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินของรัฐได้

รมว.คลัง ยอมรับว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เริ่มรุนแรงในขณะนี้ คงต้องใช้เงินงบประมาณกว่า  700,000  ล้านบาท ในการฟื้นเศรษฐกิจ  โดยเป็นเงินงบประมาณขาดดุลปี 2552 ซึ่งขาดดุลอยู่  250,000  ล้านบาท  รวมงบกลางปี 100,000 ล้านบาท  และคาดว่าปี  2553  ยังต้องขาดดุลต่อไปประมาณ 350,000  ล้านบาท  ทำให้อาจต้องใช้งบประมาณขาดดุลเยียวยาเศรษฐกิจถึง  700,000  ล้านบาท  และมั่นใจว่าเมื่อมีการจัดประชุมอาเซียนซัมมิท  เพื่อให้ผู้นำแต่ละประเทศเข้ามาร่วมประชุมในประเทศไทยจะเป็นจุดสำคัญในการ ดึงนักท่องเที่ยวที่เคยตื่นตระหนกจากปัญหาการปิดสนามบินกลับมาท่องเที่ยวอีก ครั้ง

ดึงศักยภาพด้านการเกษตรมาใช้ในการฟื้นเศรษฐกิจ

นายดีพัค  เจน  คณบดีวิทยาลัยการจัดการ  เคลลอกนอร์ธเวสเทิร์น  กล่าวว่า  ไทยมีศักยภาพด้านเกษตรกรรม ควรใช้ศักยภาพดังกล่าว พัฒนาและแปรรูปทางการเกษตรป้อนอาหารสู่ตลาดโลก  เพราะจะเป็นการดึงศักยภาพที่ตรงจุดในการช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ  เพื่อแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ  ความร่วมมือของส่วนต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญ และการแข่งขันจะต้องควบคู่กับความมั่นใจเมื่อประเทศจะก้าวไปข้างหน้าต้องทำ ให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจ  เชื่อมั่น  เพราะการพัฒนาบุคคลของไทยเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องให้ความสำคัญ  จากเดิมงานอยู่ที่ไหนแรงงานจะไปอยู่ที่นั่น  แต่ปัจจุบันงานที่ทำสามารถวิ่งไปหาแรงงานที่อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ได้

ผวาหนี้เน่าพุ่ง/งัดแผนฉุกเฉินเพิ่มทุนสถาบันการเงินขนาดเล็ก

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุทธ  ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องเผเชิญอยู่  หากมองในแง่ร้ายในปีหน้า อาจทำให้การส่งออกชะลอตัวติดลบถึงร้อยละ 10  จากสัญญาณเศรษฐกิจติดลบในไตรมาส 4  ของปี 2551 ทำให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับกับความจริง  หลังจากทั่วโลกได้เผชิญกับปัญหากันไปมากแล้ว  แต่ของไทยกำลังจะเริ่มเครียดกับปัญหาต่าง ๆ เท่านั้น เพราะผู้ประกอบการจะเริ่มมีปัญหาและทำให้เกิดหนี้เสีย

ทั้งนี้ ต้องมีแผนฉุกเฉินที่ดีในการรองรับปัญหา โดยเฉพาะการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินขนาดเล็ก  เพราะธนาคารขนาดเล็กอาจมีปัญหาจากเศรษฐกิจชะลอตัว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 06 มกราคม 2009, 02:15:45 AM
ลิ้งค์บทความ  "ทุนทางสังคมที่เหมาะสมกับการพัฒนา"  โดยไสว  บุญมา  คลิก--->

http://www.uinthai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538662722&Ntype=82   (http://www.uinthai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538662722&Ntype=82)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 มกราคม 2009, 08:43:42 AM
จากแนวหน้า

นักวิชาการผ่า9มาตรการ แสนล.ไม่พอ แนะออกกม.พิเศษอัดงบฯ
ตั้งงบขาดดุลเกินลิมิต ติงแผนด่วนรัฐบาล แก้ไขปัญหาซ้ำซ้อน

หลายฝ่ายออกวิจารณ์แผนกระตุ้นเศรษฐหกิจของรัฐบาลที่จะใช้งบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาทช่วยเหลือภาคประชาชน 9 กลุ่มว่าอาจไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูวิกฤติเศรษฐกิจที่จะประสบภาวะถดถอยจากภาวะ เศรษฐกิจโลก โดยเสนอว่ารัฐบาลจะต้องทุ่มงบประมาณ และใช้ยาแรงมากกว่านี้
เมื่อ วันที่ 8 มกราคม ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามการออกมาตรการช่วยเหลือ 9 กลุ่ม โดยใช้งบกลางปี 1 แสนล้านบาทอาจจะไม่เพียงพอและอาจไม่ทันเวลา เพราะวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกครั้งนี้กระทบต่อประเทศไทยมากกว่าที่หลาย ฝ่ายคิด และจะกระทบหลายช่องทางมาก ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เนื่องจากสินค้าที่ส่งออกประสบปัญหายกเลิกคำสั่งซื้อ ที่สำคัญไทยต้องพึ่งการส่งออกถึง 70 เปอร์เซ็นต์

ชี้ปี52คนตกงานพุ่งกว่า1ล้านคน
ดร. วรพล กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจในต่างประเทศที่เกิดขึ้นจะทำให้ให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยได้รับ ผลกระทบทั้งกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ และส่งผลทำให้เกิดการเลิกจ้างงานในปี 2552 ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน ซึ่งยังไม่นับรวมบัณฑิตที่จบใหม่จะว่างงานอีกจำนวนมาก ซึ่จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของไทยไม่น่าเกิน 1.5 เปอร์เซ็นต์

หวั่นพิษศก.ทำเด็กเลิกเรียนกลางคัน
ดร. วรพล กล่าวด้วยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะกระทบทำให้มีผู้ที่ถูกเลิกจ้างงานจำนวนมาก โดยเฉพาะหากสามีภรรยาถูกออกจากงานทั้งคู่จะเกิดปัญหามาก รัฐบาลจะต้องเตรียมการเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อยจะมีเด็กต้องออกจากโรงเรียนไม่ต่ำกว่า 30,000 คน ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรีก็ไม่เกิดความหมายอะไร เพราะเขาไม่มีเงินจะไปโรงเรียน ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าและมีภาระครอบครัวอย่างหนัก

แนะออกกม.พิเศษใช้งบขาดดุลเพิ่ม
" รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาให้ทันเวลา และต้องเข้าใจว่า ปัญหานี้หนักมาก ต้องใช้งบประมาณที่หนักและมากเพียงพอถึงจะหยุดได้ การป้องกันไว้ก่อนดีกว่าการมารักษาภายหลัง รัฐบาลจะต้องทุ่มงบประมาณขาดดุลให้เต็มที่ ซึ่งข้อจำกัดของพ.ร.บ.งบประมาณที่มีอยู่เดิม ทำให้เป็นข้อจำกัดของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีการออกกฎหมายพิเศษหรือพระราชกำหนดเพื่อที่จะมาแก้ไข ฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นกลุ่มก้อน เพราะงบประมาณกลางปีเพียง 1 แสนล้านบาทจะเป็นเบี้ยหัวแตกไม่เกิดผลอะไรต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ" ดร.วรพลกล่าวและเสนอด้วยว่ารัฐบาลควรมีมาตรการระยะสั้นให้เกิดผลโดยเร็วที่ สุด เช่น การดำเนินนโยบายการคลัง การเงิน และรัฐบาลจะต้องผ่อนคลายดอกเบี้ยลงอีกอย่างน้อย 1-1.5 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ภายในระยะเวลา 3-6 เดือนข้างหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการมีภาระลดลง

อจ.จุฬาฯติงแยก9กลุ่มซ้ำซ้อน
นาย ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการเบิกจ่ายงบประมาณกลางปี 2552 ว่า หากพิจารณาจากการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย 9 กลุ่ม มองว่ายังทับซ้อนกันอยู่ เช่น กลุ่มผู้ปกครอง ที่ทับซ้อนกับกลุ่มผู้รายได้ประจำ ทั้งที่การนำเม็ดเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจควรแบ่งตามลักษณะฐานรายได้และกำลัง ซื้อ จึงสามารถแบ่งได้ 2 อาชีพหลัก คือ ภาคเกษตรและผู้มีรายได้จากเงินเดือนหรือการลงทุน เพื่อให้เห็นเป้าหมายมากขึ้น แต่รัฐบาลกลับกำหนดกลุ่มอย่างทับซ้อนกันดังนั้นผลที่ได้รับอาจไม่เห็นเด่น ชัด
ส่วน การต่ออายุมาตราการเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนออกไปอีก 6 เดือนนั้น นายณรงค์ กล่าวว่าเป็นสวัสดิการของรัฐบาลควรมีให้ประชาชน เพราะถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ทุกพรรคการเมืองกลับนำการตลาดมาสร้างคะแนนนิยม

สอท.หวั่นงบ1แสนล.เอาไม่อยู่
นาย ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเป็นห่วง 9 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะใช้งบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้ เพราะงบประมาณล็อตแรก 1 แสนล้านบาทถือว่า น้อยมาก ประกอบกับมีโครงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากมาย จึงเกรงว่างบประมาณดังกล่าวอาจไม่พอ จึงอยากให้รัฐบาลเลือกใช้โครงการที่เจาะจงเฉพาะกลุ่มให้ชัดเจน และต้องเป็นโครงการระยะสั้น เห็นผลเร็วลงไปที่รากหญ้าและเป็นโครงการที่เน้นประชาชนและอุตสาหกรรมที่มี ปัญหาจริงๆ
นอก จากนี้ยังเป็นห่วงโครงการเม็กกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลที่จะออกมา เพราะเท่าที่ดูโครงการเหล่านี้ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมาก เช่น เหล็ก และอยากให้โอนโครงการเหล่านี้ให้หน่วยงานราชการเป็นเจ้าภาพดีกว่าที่จะให้ รัฐบาลที่เป็นฝ่ายการเมืองทำ เพราะไม่แน่ใจว่า รัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาลอีก โครงการพวกนี้ก็จะหยุดชะงักอีก

ติงหลายมาตรการยังช่วยไม่ตรงจุด
ส่วน กรณีที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ด้วยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำเพื่อไม่ให้ปลดคนงานนั้น นายธนิต กล่าวว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะช่วยเอสเอ็มอีที่ไม่ปลดคนงานอย่างไร เพราะถ้ายังใช้ฐานกลไกของธนาคารก็จะติดเรื่องหลักประกันทำให้ปล่อยเงินกู้ ไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ถึงได้เสนอให้มีกองทุนเอสเอ็มอี 50,000 ล้านบาทเหมือนกับที่ประเทศสหรัฐอุ้มเอสเอ็มอีในประเทศเขา ซึ่งตรงนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับมาตรการช่วยเหลือคนว่างงานโดยการอบรมแล้วส่งกลับบ้าน เกรงว่าจะสูญเปล่า แต่ควรจะหาเงิน 6,000 ล้านบาทจากกองทุนประกันสังคม มาให้ผู้ประกอบการที่มีปัญหาการส่งออกจริงๆ และมีการทำสัญญาว่า จะไม่มีการเลิกจ้างพนักงาน น่าจะเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดมากกว่า

ภาคเอกชนอ้อนรบ.อัดงบเพิ่ม
ขณะ ที่นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าไทย กล่าวว่าเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลอนุมัติงบกลางปีวงเงิน 1 แสนล้านบาท ช่วยเหลือประชาชน 9 กลุ่มหลัก เพราะจะมีส่วนช่วยเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาได้ รวมถึงเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ทำให้มีเงินในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เป็นการกระตุ้นการบริโภค
นาย ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า งบกลางปีแสนล้านคงจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้บ้าง เพราะยังมองว่าเป็นเม็ดเงินที่น้อยอยู่ หากในอนาคตสามารถเพิ่มวงเงินเข้าสู่ระบบได้อีกก็จะเป็นเรื่องที่ดี

ทีดีอาร์ไอยื่น4แนวทางฟื้นศก.
วัน เดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พร้อมด้วยผู้บริหารของทีดีอาร์ไอ เข้าพบและหารือร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจ โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง
นาย อัมมาร เปิดเผยว่า ทีดีอาร์ไอ ได้นำเสนอนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแก่นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นโยบายเฉพาะหน้า และนโยบายระยะกลางด้านรายได้ โดยนโยบายเฉพาะหน้าขอให้รัฐบาลพิจารณาใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1. เรื่องการบริหารการเงินภาครัฐ พร้อมติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2. มาตรการแทรกแซงสินค้าเกษตร เพื่อสร้างระบบบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ 3. ควรปลดหนี้สินให้เกษตรกรที่เกิดจากโครงการพิเศษของรัฐบาลที่มีอยู่เป็นจำนวน มาก 4. รัฐบาลไม่ควรมีนโยบายผลักดันให้สถาบันการเงินเพิ่มวงเงินสินเชื่อแก่ภาค ธุรกิจ โดยเฉพาะ SME และรัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินงานของสถาบันการเงิน แต่รัฐสามารถใช้เครื่องมือการร่วมประกันความเสี่ยงบางส่วนผ่านสถาบันการเงิน ต่าง ๆ ได้

หนุนตั้งงบขาดดุลปี53เกิน3.5แสนล.
สำหรับ นโยบายระยะกลางด้านรายได้นั้น ทีดีอาร์ไอ ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษี เพื่อศึกษาโครงสร้างภาษีทั้งระบบเพื่อเพิ่มรายได้ เนื่องจากในระยะ 1-3 ปีข้างหน้าจะต้องใช้เงินจำนวนมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจะต้องทำโครงการประชานิยม
"หากเศรษฐกิจโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยถึงปี 2553 งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะได้ผลในปี 2553 ต้องมีเม็ดเงิน สูงกว่า งบขาดดุลในปี 2552 (งบขาดดุลปี2552 จำนวน 3.5 แสนล้านบาท)" ข้อเสนอของทีดีอาร์ไอระบุ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเสนอของทีดีอาร์ไอน่าสนใจและเป็นประโยชน์ ซึ่งรัฐบาลจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปหารือกับทีมที่ปรึกษาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ปัจจุบันและสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

.......................................

ลิ้งค์รายการของพันธมิตรเมื่อวานฟังความเห็นของอาจารย์ณรงค์ช่วงท้ายรายการตามลิ้งค์นี้

http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1002&mmsID=1002/1002-8531.wma++&program_ID=21766   (http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1002&mmsID=1002/1002-8531.wma++&program_ID=21766)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 มกราคม 2009, 16:30:03 PM
จากมติชน


เปิดข้อเสนอ"ทีดีอาร์ไอ" แนะกระตุ้นศก.ครบวงจร




หมาย เหตุ - รายละเอียดข้อเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ และนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานทีดีอาร์ไอ ยื่นเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล

1.นโยบายเฉพาะหน้า

1.1 มีรัฐมนตรีที่มีความรู้การบริหารการเงินภาครัฐติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีระบบรายการติดตามทุก 2 สัปดาห์

@ กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องจัดทำรายงานการเงินและการใช้จ่ายให้รัฐบาลส่วนกลางทุกไตรมาส ในระยะแรกให้ส่งรายงานภายใน 3 สัปดาห์ หลังสิ้นไตรมาส แล้วขยับเป็น 2 สัปดาห์ ใน 1 ปีข้างหน้า

@ จัดลำดับความสำคัญของโครงการ โดยเลือกโครงการที่ช่วยลดผลกระทบต่อผู้เดือดร้อนที่สุดก่อน (เช่น แรงงานและผู้ตกงานในภาคอุตสาหกรรมส่งออกและท่องเที่ยว) และเลือกโครงการที่จะเกิดผลเร็วที่สุด ตลอดจนเกิดผลตัวคูณ (multiplier effect) มากที่สุด

@ มาตรการให้รัฐจ่ายเงินสมทบประกันสงคมแทนแรงงาน (และนายจ้าง) จะช่วยเพิ่มรายได้ให้แรงงานที่ได้ผลเร็วที่สุด และตรงกลุ่มเป้าหมาย

@ หากเศรษฐกิจโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยถึงปี 2553 งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะได้ผลในปี 2553 ต้องมีเม็ดเงิน "สูงกว่า" งบฯขาดดุลในปี 2552

1.2 มาตรการแทรกแซงสินค้าเกษตร

@ วัตถุประสงค์ สร้างระบบบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการประกันราคาในระดับที่สูงกว่าราคาตลาด (เช่น การจำนำข้าวเปลือกในราคา 12,000 บาทต่อตัน) เป็นการประกันเพื่อให้เกษตรกรขายพืชผลใน "ราคาที่ไม่ขาดทุน" และลดบทบาทของภาครัฐในตลาดข้าว ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรควรใช้มาตรการโดยตรงอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง

@ นำระบบประกันภัยราคาข้าวแบบ put option มาใช้แทนการจำนำข้าวในปัจจุบัน

-เกษตรกรต้องซื้อกรมธรรม์ก่อนลงมือเพาะปลูก

-เพื่อ ให้เกษตรกรมีความคุ้นเคยกับระบบนี้ รัฐบาลสามารถทดลองใช้ระบบประกันภัยแบบ put option กับข้าวนาปรังในปี 2552 โดยเกษตรกรไม่ต้องซื้อกรมธรรม์ แต่ต้องจดทะเบียนขอกรมธรรม์กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

-ให้ ธ.ก.ส.รับผิดชอบการบริหาร put option

-อาจต้องแก้ไขกฎหมาย ธ.ก.ส.เพื่อให้มีอำนาจบริหารกองทุนประกันภัยดังกล่าว

@ มีมาตรการขยายกิจกรรมของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเพื่อให้ ธ.ก.ส.สามารถลดความเสี่ยงจากการประกันแบบ put option ในตลาดล่วงหน้า เช่น รัฐบาลจำกัดการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร มีมาตราการเพิ่มจำนวนผู้ค้าในตลาดล่วงหน้า ให้สิทธิเกษตรกรขายข้าวในตลาดล่วงหน้าตามข้อเสนอของ ธ.ก.ส. ฯลฯ

@ ในระยะสั้น รัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องคงนโยบายจำนำข้าวเปลือก แต่เพื่อลดบทบาทของรัฐในตลาดข้าวและการทุจริตรัฐบาลควรดำเนินการดังนี้

-กำหนดราคาจำนำข้าวเปลือกเพียง 90-95% ของราคาตลาด

-ให้ ธ.ก.ส.รับผิดชอบการบริหารโครงการจำนำข้าวเปลือก

-ให้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะกรรมการระบายข้าวแทนรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการคานอำนาจระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ

1.3 การปลดหนี้สินเกษตรกรในโครงการพิเศษของรัฐบาล

@ ปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรมีสมาชิกทะเบียนหนี้จำนวน 353,137 ราย และมีมูลหนี้ 1 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่เกิดจากโครงการพิเศษของรัฐบาลจำนวนมาก หนี้ดังกล่าวมิใช่ความบกพร่องของเกษตรกร แต่เกิดจากความปรารถนาดีของรัฐที่เสนอโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นแรงจูงใจดึงดูดให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ทั้งๆ ที่รัฐขาดความรู้และข้อมูลที่เพียงพอ ผลคือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประสบปัญหาขาดทุน จนกลายเป็นหนี้สิน

@ ดังนั้น รัฐจึงควรเร่งปลดหนี้ดังกล่าวทั้งหมดให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรเหล่านี้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ทันที

@ กองทุนฟื้นฟูฯน่าจะมีข้อมูลว่าเกษตรกรที่เป็นหนี้ที่เกิดจากโครงการพิเศษของรัฐมีจำนวนเท่าไร และมีบัญชีมูลหนี้เท่าไร

1.4 ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ภาคธุรกิจจะใช้ความระมัดระวังการลงทุน และการขยายกิจการมาก เพราะการทำธุรกิจมีแต่ความเสี่ยงสูง สถาบันการเงินจึงเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

@ รัฐบาลไม่ควรมีนโยบาย (ทั้งที่ประกาศ และไม่ประกาศ) ผลักดันให้สถาบันการเงินเพิ่มวงเงินสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

-ปัญหาสำหรับในเวลานี้คือ credit risk (ความเสี่ยงในการให้กู้) สูงขึ้น สถาบันการเงินจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อหากรัฐไม่ต้องการ ให้ธุรกิจที่ดีมีปัญหาวงเงินสินเชื่อส่งออก และเงินทุนหมุนเวียน รัฐไม่ควรเข้าแทรกแซงการดำเนินงานของสถาบันการเงิน แต่รัฐสามารถใช้เครื่องมือการร่วมประกันความเสี่ยงบางส่วนผ่านสถาบันการเงิน ต่างๆ ได้

2.นโยบายระยะกลางด้านรายได้

เนื่องจากใน 1-3 ปีข้างหน้า รัฐบาลอาจต้องดำเนินนโยบายการคลังขาดดุลเพื่อชะลออัตราการลดลงของผลิตภัณฑ์ ประชาชาติ นอกจากนั้น พรรคการเมืองทุกพรรคยังถูกกระแสกดดันให้ต้องใช้นโยบายประชานิยม ดำเนินงานตามแนวนโยบายแห่งรัฐ ฯลฯ ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะก่อตัวจนถึงระดับอันตราย รัฐบาลมีความจำเป็นต้องปฏิรูประบบภาษี โดยเร่งด่วนเพื่อขยายฐานภาษี และรายรับภาษี

2.1 รัฐควรแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษี เพื่อศึกษาโครงสร้างภาษีทั้งระบบ และให้ข้อเสนอแนะการปฏิรูปภาษี

2.2 ในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า รัฐบาลสามารถเพิ่มรายได้ภาษีได้ดังนี้

-ปรับ ปรุงระบบภาษีบำรุงท้องที่ โดย (ก) ออกประกาศพระราชกฤษฎีกาเรื่องราคาประเมินแทนราคาประเมินที่ประกาศในปี 2521 (ข) เปลี่ยนฐานภาษีจาก "ค่าเช่า" เป็น "มูลค่าทรัพย์" และปรับลดอัตราภาษีที่ดินให้เหมาะสม (ค) ปรับเปลี่ยนระบบบริหารการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องถิ่น โดยให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบการจัดเก็บภาษีแทน และให้ท้องถิ่นเป็นผู้เลือกอัตราภาษีที่เหมาะสมกับท้องถิ่นแต่ละแห่ง (ง) ทุกครั้งที่โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เสร็จสิ้นลง ให้มีการประกาศราคาประเมินที่ดินใหม่ภายใน 1 ปี ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ มีส่วนรับภาระการลงทุน

-ปรับปรุงระบบภาษีสรรพาสามิตสุรา (ก) นำระบบภาษีตามสภาพมาใช้แทนภาษีตามราคากับสุราทุกชนิด เพื่อลดการบริโภคสุราที่มีแอลกอฮอล์สูง (ข) หากรัฐเป็นห่วงเรื่องการบริโภคสุราและไวน์นำเข้า ก็สามารถกำหนดภาษีฟุ่มเฟือยในลักษณะภาษีตามราคา (ad valorem tax) แต่ให้ใช้ราคาขายปลีกแทนราคาหน้าโรงงานในการกำหนดฐานภาษี


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 มกราคม 2009, 16:45:03 PM
จากกรุงเทพธุรกิจ

วันที่ 6 มกราคม 2552 14:58

วิกฤติศก.ครึ่งปีแรก ฉุดคะแนนนิยมรัฐบาล


"คนที่ยังมีงานก็ไม่มีโบนัส เงินเดือนไม่ขึ้น ฉะนั้นแม้รัฐบาลจะทำผลงานได้ทั้งหมดตามที่พูดมา ก็จะเสียคะแนนนิยมอยู่ดี..."

การดำเนินนโยบาย "ภาคต่อประชานิยม" ของรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ กลายเป็น "บ่อน้ำมันบ่อใหญ่" ให้ฝ่ายค้านมือใหม่อย่างพรรคเพื่อไทยหยิบมาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองอย่างหนักหน่วง

และในเวทีอภิปราย (ไม่ไว้วางใจ) นโยบายนอกสภาของพรรคเพื่อไทยเมื่อวานนี้ (5 ม.ค.) ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนก็รุมถล่มประเด็นดังกล่าวอย่างคึกคัก

อย่างไรก็ดี ในมุมของ ดร.สมชัย จิตสุชน นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มองว่า การใช้นโยบาย "ประชานิยม" เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติ "เผาจริง" เช่นนี้ มีความจำเป็นอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ต้องเป็นประชานิยมที่มีความเสมอภาค คนส่วนใหญ่ในประเทศได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ประชานิยมในแบบหวังผลทางการเมือง

"ปัญหาเศรษฐกิจไทยขณะนี้คือดีมานด์หาย โจทย์เศรษฐกิจแบบนี้ต้องหาดีมานด์ในประเทศมาทดแทน วิธีที่เร็วที่สุดคือใช้การขาดดุลการคลังของรัฐบาล และการใช้จ่ายของภาครัฐ บวกกับนโยบายประชานิยมบ้าง เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งเหว ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะสั้น"

ดร.สมชัย ชี้ว่า นโยบายประชานิยมนั้น ถ้าใช้ให้ดีก็เกิดผลที่ดีได้ แต่ที่ถูกมองในแง่ลบตลอดมาเพราะนโยบายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองใน ลักษณะเอาเงินไปแจกเพื่อผลทางการเมือง ซึ่งเมื่อฝ่ายการเมืองมีเป้าหมายเช่นนั้น จึงต้องเลือกแจก โดยมุ่งไปที่หัวคะแนนหรือพื้นที่ที่เป็นฐานคะแนนของรัฐบาลเป็นหลัก อันเป็นกลวิธีที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำมาตลอด

"นโยบายประชานิยมที่ดีต้องหวังผลระยะยาว และทุกคนได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน เช่น เรียนฟรี 15 ปี หรือเบี้ยยังชีพคนชราที่ให้กับคนอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน เมื่อทุกคนได้รับ จึงมีลักษณะเป็นสิทธิ เหมือนเป็นรัฐสวัสดิการ"

"ประชานิยมที่ไม่ดีกับรัฐสวัสดิการต่างกันที่กลุ่มเป้าหมาย ถ้าทุกคนได้ ไม่ว่าจะเป็นรากหญ้าหรือใครก็ตาม จัดเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ถ้าเลือกกลุ่ม แม้จะพูดว่าให้ทั้งประเทศ เช่น เอสเอ็มแอล มีกระบวนการเลือกที่รักมักที่ชังได้ เพราะมีคนมาจัดสรรเงิน แบบนี้ไม่ใช่สิทธิที่ทุกคนได้รับ ก็จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในที่สุด" ดร.สมชัย อธิบาย

ด้วยหลักการดังที่กล่าวมา ทำให้นักวิชาการจาก ทีดีอาร์ไอ ผู้นี้ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยมบางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

"อย่างโครงการเอสเอ็มแอลที่จะเพิ่มเงินเป็น 2 เท่า อันนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะหวังผลทางการเมืองมากเกินไป ส่วนเบี้ยยังชีพคนชรา เรียนฟรี เป็นสิทธิที่ทุกคนได้รับ เข้าลักษณะรัฐสวัสดิการ ถือว่าพอรับได้"

เขาเสนอว่า รัฐบาลชุดใหม่น่าจะใช้แนวทางผสมผสาน คือใช้นโยบายประชานิยมก็ได้ แต่ควรเป็นประชานิยมแบบรัฐสวัสดิการ หวังผลระยะยาว แล้วพยายามลดประชานิยมแบบสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ลง เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้พอสมควร

กับบทบาทของรัฐนาวาอภิสิทธิ์ 1 ในช่วงกำลังตั้งลำ ดร.สมชัย ประเมินว่าสอบผ่าน

"รัฐบาลได้คะแนนเรื่องความกระฉับกระเฉง ผิดกับภาพพจน์ของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต เมื่อคิดนโยบายเร็ว จัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว คนส่วนใหญ่ก็ให้โอกาสทำงาน ถือว่าเรียกความเชื่อมั่นได้ระดับหนึ่ง ส่วนหน้าตาของ ครม. (คณะรัฐมนตรี) ยังอยู่ในระบบโควต้า ไม่สามารถเอาคนมารวมกันแล้วคัดคนดีที่สุดได้ ฉะนั้นปัญหาที่ต้องติดตามต่อไปคือทำงานได้จริงหรือไม่"

"ผมยอมรับว่าเป็นห่วง เพราะวิกฤติขนาดนี้ต้องใช้คนที่เข้าใจปัญหา สั่งงานได้เร็ว และเข้าใจระบบบริหารราชการพอสมควร เนื่องจากการบริหารราชการไม่ง่าย ต้องมีศิลปะ ต้องรู้กฎระเบียบ ไม่อย่างนั้นข้าราชการก็ไม่ทำเสียเฉยๆ โดยอ้างว่าผิดกฎข้อนั้น ระเบียบข้อนี้ ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า" ดร.สมชัย อธิบายโดยเทียบกับสมัยที่เขาตามไปเป็นที่ปรึกษาให้กับ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ช่วงดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง

นอกจากตัวบุคคลที่น่ากังขาเรื่องความรู้ความสามารถแล้ว ภาวะเศรษฐกิจจริงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2552 ก็จะเป็นแรงกดดันอันหนักหน่วงต่อการทำงานของรัฐบาล และจะส่งผลถึงคะแนนนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"คนตกงานไตรมาสแรกของปีนี้จะหนักแน่ และประชาชนจะไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น เพราะตกงาน หางานไม่ได้ คนที่ยังมีงานก็ไม่มีโบนัส เงินเดือนไม่ขึ้น ฉะนั้นแม้รัฐบาลจะทำผลงานได้ทั้งหมดตามที่พูดมา ก็จะเสียคะแนนนิยมอยู่ดี ด้วยเหตุนี้นอกจากจะเร่งทำงานแล้ว รัฐบาลยังต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจด้วย เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีนี้ยังมีแนวโน้มถดถอยลงเรื่อยๆ บริษัทใหญ่ๆ ที่อยู่มาหลายสิบปี และคนคิดว่าไม่เจ๊งแน่ ก็มีโอกาสล้ม"

ดร.สมชัย สรุปว่า 6 เดือนข้างหน้าคะแนนนิยมของรัฐบาลจะลดต่ำลง เมื่อบวกกับสภาวะเสียงปริ่มน้ำ ช่องห่างระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านเพียง 37-39 เสียง ทั้งยังมี ส.ส.จำนวนมากไปนั่งเป็นรัฐมนตรีด้วยแล้ว...หากเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจมีงูเห่าซ้อนงูเห่าได้เหมือนกัน!

-------

โดย...ปกรณ์ พึ่งเนตร


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 11 มกราคม 2009, 17:03:02 PM
ลิ้งค์รายการสภาท่าพระอาทิตย์พบกับการสนทนากับคุณณรงค์  โชควัฒนา(ช่วงกลางรายการพูดถึงการฟื้นของเศรษฐกิจในอาเจนติน่าและปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเรื่องค่าเงิน,ดอกเบี้ย,ภาษี,โลจีสติก  รวมถึงเรื่องราคาพลังงานและค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ)  คลิก --->

http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1025&mmsID=1025/1025-1814.wma+&program_ID=21775   (http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1025&mmsID=1025/1025-1814.wma+&program_ID=21775)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 11 มกราคม 2009, 18:06:31 PM
จากไทยรัฐ

“มาร์ค” รับหืดจับแก้เศรษฐกิจ! อุตสาหกรรมไม่ ยอมพลาดขอเอี่ยวงบกระตุ้น [10 ม.ค. 52 - 04:31]

นาย ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการเป็นประธานประชุมคลังสมองเพื่อชาติยุทธศาสตร์ภาครัฐและเอกชน ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมกันหารือกับเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยได้มี การกำหนดยุทธศาสตร์เร่งด่วน 5 ยุทธศาสตร์รองรับวิกฤติเศรษฐกิจเพื่อนำเสนอของบประมาณเพิ่มเติมกลางปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในวงเงินประมาณ 16,378 ล้านบาท ในการดำเนินงานตามแผนดังกล่าว

 
สำหรับ 5 ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมโอกาสและการขยายตัวของการลงทุนโดยจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างประเทศ การดึงเชื่อมั่นจากนักลงทุนฯ ใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท 2. การรักษาสถานภาพการประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) วงเงิน 12,727 ล้านบาทเป้าหมายเพื่อช่วยผู้ประกอบการ 104,255 ราย รักษาการจ้างงาน 545,980 คน เงินสะพัด 300,000 ล้านบาท

 
3. พลิกวิกฤติอุตสาหกรรมรายสาขาเช่น อาหาร ไฟฟ้า ยา เซรามิก อัญมณีใช้งบ 2,331 ล้านบาท เป้าหมายช่วยผู้ประกอบการ 3,480 รายแรงงาน 7,300 คน 4. ผันแรงงานสู่ผู้ประกอบการหรือการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่วงเงิน 650 ล้านบาท เป้าหมายคือผู้ประกอบการใหม่ 5,250 ราย และนักศึกษาอีก 37,000 ราย และ 5. การพัฒนาศักยภาพและการสร้างงานในพื้นที่ชายแดนใต้วงเงิน 270 ล้านบาท

 
“งบ ประมาณดังกล่าวได้ผ่านการกลั่นกรองอย่างดีแล้วจากผู้บริหารกระทรวง อุตสาหกรรมและภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะได้รับการจัดสรรงบในวงเงินเท่าใด เพราะที่ผ่านมางบของกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้รับการจัดสรรเพียง 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น”

 
นาย สันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการตามที่กำหนดไว้อย่างเร่ง ด่วนเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมถึงการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องให้กับภาค ธุรกิจเอสเอ็มอี การดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งขณะนี้ค่าเงินบาทอยู่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเหมาะสมภาครัฐจะต้องไม่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

 
สำหรับประเด็นให้พนักงานและนายจ้างยกเลิกการจ่ายเงินเข้าประกันสังคม 2 ปี ตามข้อเสนอกระตุ้นเศรษฐกิจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องการให้จัดเก็บเพียง 0.5-1.0% เมื่อภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะปกติก็อาจจะเก็บในอัตรา 5% เนื่องจากอนาคตประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น จึงไม่ควรให้พนักงานและนายจ้างยกเลิกการจ่ายเงินเข้าประกันสังคม

 
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างการบรรยายในหัวข้อเรื่อง “เศรษฐกิจกับการเมืองไทย” ที่ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม โดยยอมรับว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมาก เพราะ มีทั้งปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาทั้งสองด้านก็เป็นเรื่องที่ยากพอกัน หากแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนย่อมกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเช่นกัน ซึ่งในช่วงไตรมาส 1-2 นี้จะยังหนัก แต่ไตรมาส 3 น่าจะกระเตื้องขึ้นภายหลังแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจได้รับการปฏิบัติ โดยในวันที่ 16 ม.ค.นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจเพื่ออนุมัติเงินที่ตกค้างในส่วน องค์กรปกครองท้องถิ่นกว่าแสนล้านบาทเชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าว จะสามารถเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันทีก่อนงบประมาณแสนล้านจะออกมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจมีข้อจำกัดหลายเรื่อง เช่น กรอบวินัยทางการเงินการคลัง ซึ่งการจะกระตุ้นเศรษฐกิจต้องไม่กระทบสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเงินอัดฉีดไม่พอ ก็กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา

 
กรณี นายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง เล็งกู้เงินในและต่างประเทศเสริมฐานะของรัฐบาลนั้น จะเป็นช่องทางในการที่สามารถนำเงินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่การจะกู้จากต่างประเทศต้องดูเงื่อนไข และขั้นตอน ซึ่งต้องใช้เวลา และกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเงินกู้ต่างประเทศไม่จำเป็นต้องมาใช้เฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ หรือโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่อาจนำมาใช้ในโครงการขนาดเล็กก็ได้ แต่ยังไม่ได้มีการระบุวงเงินว่าต้องกู้เท่าไหร่ เพราะต้องดูตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมก่อน.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 11 มกราคม 2009, 18:10:50 PM
จากเดลินิวส์

 มาร์คชี้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 1-2 ปีนี้
   

ยังหนักหน่วงอยู่

"อภิสิทธิ"ชี้ งบประมาณกลางปีเข้าสภา 28 ม.ค.นี้ ย้ำตั้งเป้าเม็ดเงินถึงประชาชน มี.ค.-เม.ย. ระบุปัญหาเศรษฐกิจ ไตรมาส 1-2 ของปีนี้ ยังหนัก เชื่อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยไตรมาส 3 ดีขึ้น รับดูข้อเสนอ ช่วยสมทบเงินประกันสังคม แทนลูกจ้าง ได้ข้อสรุปภายใน 14 ม.ค.
 
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ถนนรัชดาภิเษก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง  “เศรษฐกิจกับการเมืองไทย” ให้กับหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 13 โดยกล่าวตอนหนึ่ง ว่า ปัญหาหลักของเศรษฐกิจขณะนี้เป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาของเศรษฐกิจโลก ทั้งวิกฤติสถาบันการเงินและวิกฤติการเงินที่เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาได้ ลุกลามและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้ว ตัวเลขที่สามารถยืนยันผลกระทบดังกล่าวได้มีมาก เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว เมื่อเทียบเคียงกับตัวเลขครึ่งปีหลังโดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายหลังเกิดวิกฤติ ในต่างประเทศ ก็จะเห็นความแตกต่างชัดเจน แม้จะไม่ทำให้อัตราเฉลี่ยทั้งปีติดลบแต่ก็ทำให้ส่งผลต่อเนื่องให้ไตรมาสแรก และไตรมาสที่ 2 สถานการณ์ยังหนักหน่วงอยู่
 
ซึ่งเป็นโจทย์สำหรับรัฐบาล ซึ่งหลักคิดของรัฐบาลในการแก้ปัญหาคงไม่ยากคือต้องทำเหมือนกันทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐต้องหาทาง กระตุ้นเศรษฐกิจ คือทำอย่างไรให้คนยังมีกำลังซื้อ รัฐบาลไทยขณะนี้กำลังหามาตรการว่าทำอย่างไรถึงจะเติมกำลังซื้อให้กับประชาชน และรักษาระดับการขยายตัวเท่าที่จะทำได้ แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัด คือ ปัจจุบันมีกฎกติกาในเรื่องวินัยทางการเงินการคลังมากพอสมควร อาทิ รัฐบาลอยากกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการจัดงบประมาณเพิ่มเติม แต่กฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนว่าเราขาดดุลและมากู้เพื่อใช้หนี้การขาดดุลได้ไม่ เกินร้อยละ 20 ของเงินงบประมาณทั้งหมด ซึ่งพอไปตรวจสอบดูก็แปลว่าความจริงแล้วจะทำได้ประมาณ 4 แสนกว่าล้านที่จะขาดดุล ขณะที่งบในปีปัจจุบันรัฐบาลตั้งขาดดุลไว้ที่ 2.5 แสนล้าน และประเมินว่าจะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าประมาณแสนล้าน เมื่อบวกแล้วประมาณ 3.5 แสนล้าน ซึ่งจากการพิจารณางบประมาณที่จะจัดเพิ่มเติมได้มีไม่เกิน 1 แสนล้านโดยประมาณ
 
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนที่เหลือ รัฐบาลพยายามจะใช้เงินจากส่วนอื่น ๆ เช่น สถาบันการเงินเฉพาะด้านของรัฐ โดยรัฐบาลเข้าไปค้ำประกันในการใช้เงินซึ่งถือเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งก็มีกติกาอยู่ว่าจะสามารถก่อหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ปัจจุบันก็เหลืออยู่ประมาณ 6-8 หมื่นล้าน ยังไม่นับรวมรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ต้องการความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามขณะนี้ ครม.เศรษฐกิจได้อนุมัติกรอบแผนฟื้นฟูทั้งหมด โดยหลักรัฐบาลจะดูแลคนทุกกลุ่ม การจัดกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อโอนเงินลงไปในระดับหมู่บ้านโดยเร็วที่สุด ซึ่งต้องรองบประมาณกลางปี การดูแลคนที่เสี่ยงจะตกงานและรองรับการว่างงานที่มีประมาณ 5 แสนคน การดูแลผู้ที่มีรายได้ประจำ การเพิ่มเงินในส่วนค่าครองชีพหรือพิจารณาในมาตรการของภาษี การประกันสังคม อยู่ระหว่างการเลือกวิธีการที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ก็เป็นเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การเรียนฟรี 6 มาตรการช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาลที่ผ่านมาก็จะมีการต่ออายุ อีกทั้งจะมีการช่วยในเรื่องของภาคธุรกิจด้านต่าง ๆ
 
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ รัฐบาลจะได้เข้าไปดูเกี่ยวกับปัญหาการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ งบประมาณกลางปี รัฐบาลตั้งใจว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะสามารถนำเสนอต่อ ครม. ได้ภายในวันที่ 20 ม.ค.นี้ และเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 28 ม.ค.นี้ ซึ่งถ้าทำได้ตามเป้าที่วางไว้ ก็ตั้งใจว่าเงินน่าจะลงไปถึงประชาชนได้ตั้งแต่ ปลายเดือน มี.ค.หรือต้นเดือน เม.ย. โดยตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.นี้ ตนจะประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจเพื่ออนุมัติเงินที่ค้างอยู่ 104,000 ล้านบาท เพื่อกดปุ่มให้เงินลงไป ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการในขณะนี้คิดว่าครอบคลุมและช่วยประคับประคองสถานการณ์ใน ช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี และยังหวังและเชื่อว่าในไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไปสถาน การณ์น่าจะกระเตื้องขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาอีก หรือไม่ ซึ่งตนได้เน้นย้ำกับ รมต. เศรษฐกิจว่าการทำงานครั้งนี้แตกต่างจากการทำงานปกติเพราะอยู่ในช่วงวิกฤติ
 
ส่วนกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอให้ยกเลิกการ หักเงินประกันสังคมนั้น ก็คงต้องไปดูการจ่ายเงินสมทบของลูกจ้างก่อนของนายจ้าง และต้องไปดูในส่วนของข้าราชการเป็นอีกมาตรการหนึ่ง ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายไปว่าต้องได้ข้อสรุปภายในวันที่ 13-14 ม.ค.นี้ ส่วนเม็ดเงินที่จะต้องใช้ในการมารับภาระดังกล่าวนั้นต้องไปเทียบเคียงกับ กรณีที่ทำโดยใช้มาตรการอื่น นอกจากนี้การที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ระบุว่าอาจจะต้องมีการกู้เงินจากต่างประเทศนั้น การกู้เงินจากต่างประเทศ เป็นช่องทางในการที่จะนำเงินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่การกู้เงินจากต่างประเทศต้องไปดูเงื่อนไขและขั้นตอน ซึ่งตนเชื่อว่าต้องใช้เวลา กระทรวงการคลังก็ต้องดูช่องทางไว้สำหรับกรณีที่มีความจำเป็นในชั้นต่อไป.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 11 มกราคม 2009, 18:22:43 PM
โดย บ้านเมืองออนไลน์     เมื่อเวลา 9:56:00  วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2552

รายงานพิเศษ : อี คอมเมิร์ซปีวัวโตต่อ ส้มหล่นเศรษฐกิจทรุด

อี คอมเมิร์ซปีวัวโตต่อ  ส้มหล่นเศรษฐกิจทรุด

ท่าม กลางภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปัญหาภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนว โน้มชะลอตัวลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น และส่งผลต่อเนื่องให้ภาคธุรกิจต้องประสบกับปัญหายอดขายชะลอตัวลงอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ายังมีธุรกิจหนึ่งที่อาจมีโอกาสเติบโตท่ามกลาง วิกฤติปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งคือธุรกิจซื้อขายออนไลน์ โดยได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มและโอกาสของธุรกิจ มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

ภาพรวมปี 51 ยังไปรอด
      อย่างไรก็ตาม ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ถือเป็นส่วนหนึ่งของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจมีได้หลายรูปแบบ แต่โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงธุรกิจซื้อขายออนไลน์ก็มักจะหมายถึงธุรกิจขายให้ กับผู้บริโภค (Business to Consumer: B2C) อีกทั้งจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใน ธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะอยู่ในรูปแบบของ B2C ถึงประมาณ 72.5% โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในธุรกิจเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายประมาณ 29.4% คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 21.1% และธุรกิจบริการประมาณ 11.1%

ฟันธงซื้อขายออนไลน์ปี 52 โต
      ทั้งนี้ เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของตลาดซื้อขายออนไลน์ทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบการ ซื้อขายออนไลน์ระหว่างผู้บริโภคขายให้กับผู้บริโภค (Consumer to Consumer: C2C) ผ่านตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace) ในปี 2551 ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพของผู้บริโภค และต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น หรือสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนักลงทุน ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน แต่ธุรกิจซื้อขายออนไลน์กลับมีแนวโน้มเติบโต โดยจากการสำรวจของ NECTEC ในปี 2551 มีจำนวนผู้ที่ซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นสัดส่วนกว่า 45.5% เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2550 ที่มีประมาณ 28.9% โดยสินค้าและบริการที่มีการสั่งซื้อมากที่สุดได้แก่ หนังสือประมาณ 36.4% การสั่งจองบริการต่างๆ ประมาณ 30.7% และภาพยนตร์ (พัสดุ) ประมาณ 18.1% ขณะที่การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายสูงสุดประมาณ 16.5% การสั่งจองบริการต่างๆ ประมาณ 14.9% และหนังสือประมาณ 13.6% นอกจากนี้ จากรายงานของ e-Bay ก็พบว่าตลาดซื้อขายออนไลน์ของไทยในปี 2551 มีธุรกรรมเพิ่มขึ้นถึง 36% จากปีก่อน โดยสินค้าที่ซื้อขายมากที่สุด ได้แก่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อัญมณี และสินค้าที่เกี่ยวกับรถยนต์ โดยเฉพาะอัญมณีที่จากสถิติพบว่าทุก 27 วินาที ผู้ขายจะสามารถขายได้ 1 ชิ้น

      ทั้ง นี้ ที่ผ่านมาการสำรวจมูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์มีความแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับนิยามในการสำรวจและกลุ่มตัวอย่าง สำหรับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์ในปี 2551 อาจอยู่ในช่วง 25,000-30,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 30-40% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีประมาณ 15.4 ล้านคน เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2550 ที่มีประมาณ 13.4 ล้านคน อีกทั้งจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่าน ADSL ก็มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน โดยมีสัดส่วนประมาณ 43.5% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วนประมาณ 36.8% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหันมาใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ให้มีความสะดวกรวดเร็วและน่าเชื่อ ถือมากขึ้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกก็ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาสั่ง ซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตของเว็บไซต์ e-Marketplace ช่วยทำให้การซื้อขายออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นด้วย เช่น เว็บไซต์ weloveshopping.com ที่มีร้านค้ากว่า 125,956 ร้าน มีสินค้ากว่า 1.1 ล้านรายการ มีผู้เข้ามาชมกว่า 20 ล้านเพจวิว/เดือน เว็บไซต์ tarad.com มีร้านค้ากว่า 130,700 ร้าน มีสินค้ากว่า 1.1 ล้านรายการ เป็นต้น

แนวโน้มปี 2552
      สำหรับในปี 2552 ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และปัญหาอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะเป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่จะมีแนวโน้มเติบโต โดยได้วิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจซื้อขายออนไลน์ อาทิ มีต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำ ทำให้สามารถตั้งราคาขายต่ำกว่าท้องตลาดได้ โดยผู้ประกอบการมีทางเลือกในการจัดจำหน่ายสินค้าในหลายรูปแบบ เช่น จัดทำเว็บไซต์โดยเฉพาะ ขายผ่านเว็บ e-Marketplace ขายผ่านการประมูลออนไลน์ เป็นต้น ด้านความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาด แนะนำสินค้าและบริการใหม่ๆ แก่ลูกค้า เพื่อให้ทันต่อกระแสและตอบสนองตลาดได้เร็วที่สุด ซึ่งธุรกิจซื้อขายออนไลน์ถือได้ว่ามีความได้เปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับ ช่องทางการขายตามปกติ เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุดมากขึ้น

      นอกจากนี้ ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมออนไลน์มีความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมาก ขึ้น โดยเฉพาะการชำระเงินออนไลน์ที่มีการพัฒนาระบบการตรวจสอบการชำระเงินผ่านบัตร เครดิต กฎหมายควบคุมธุรกิจบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการดำเนินการออกเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Trustmark) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า การบังคับใช้ พ.ร.บ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ แนวโน้มการออกกฎหมายรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ก็จะช่วยรับรองการออกใบเสร็จ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) และในอนาคตก็จะมี พ.ร.บ.หลักเกณฑ์และวิธีการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการและสร้างความมั่นใจ แก่ผู้บริโภคมากขึ้น

จุดอ่อนและอุปสรรค
      ปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ทั้งปัญหาความเชื่อมั่นในระบบการชำระเงินที่อาจต้องใช้บัตรเครดิตหรือการ ชำระเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ต การไม่ได้เห็นสินค้าจริงซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคอาจไม่มั่นใจว่าจะได้รับ สินค้าดังที่ปรากฏบนเว็บไซต์หรือไม่ รวมทั้งอาจไม่มั่นใจในผู้จำหน่ายสินค้าว่าจะจัดส่งสินค้าให้หลังจากชำระเงิน ไปแล้วหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญของธุรกิจซื้อขายออนไลน์ โดยจากการสำรวจของ NECTEC พบว่า ปัญหาข้างต้นเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้บริโภคอาจตัดสินใจไม่เลือก ซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะปัจจุบันที่อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนา เทคโนโลยีในการป้องกันให้ทันท่วงทีมากขึ้น

      อัตราการใช้อินเตอร์เน็ตของไทยยังต่ำ โดยอยู่ที่ประมาณ 23.2% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียมีสัดส่วนประมาณ 59.0% สิงคโปร์ประมาณ 58.6% เป็นต้น ซึ่งในด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าผู้ประกอบการยังมีโอกาสที่จะสามารถขยายตลาดได้ อีกในอนาคต แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นข้อจำกัดในการทำตลาดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงจังหวัดที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดจะกระจุก ตัวอยู่ในจังหวัดสำคัญของประเทศ เช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งหากอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตไม่เพิ่มขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น ก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายตลาดซื้อขายออนไลน์ไปสู่ต่างจังหวัด

      ผู้บริโภคยังซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาไม่สูง จากการสำรวจของ NECTEC ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเตอร์เน็ตในระดับราคาประมาณ 1,001-5,000 บาท มากที่สุดเป็นสัดส่วนประมาณ 41.2% รองลงมาเป็นระดับราคาต่ำกว่า 1,000 บาท เป็นสัดส่วนประมาณ 27.6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริโภคที่ยังคงไม่เชื่อมั่นในการซื้อ ขายสินค้าออนไลน์ ทำให้ยังคงเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาไม่สูงนัก ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อการเติบโตของมูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์ได้ โดยจากข้อมูลของ IDC ประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่อ GDP สูงที่สุด ได้แก่ ฮ่องกงประมาณ 25.8% สิงคโปร์ประมาณ 25% ส่วนไทยประมาณ 7.1% เท่านั้น

      ทั้งนี้ จากเหตุผลและปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แม้อาจต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จากการชะลอการบริโภคของผู้บริโภคในปีหน้า แต่ก็คาดว่าผู้บริโภคจะมีการโยกย้ายการบริโภคจากช่องทางปกติไปสู่การซื้อขาย ออนไลน์มากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2552 ธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะมีมูลค่าประมาณ 30,000-39,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 20-30% แม้จะชะลอลงจากปี 2551 ที่ขยายตัวประมาณ 30-40% แต่ก็ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่คาดว่าแนวโน้มการแข่งขันในตลาดจะรุนแรงมากขึ้น จากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ

แนะผู้ประกอบการธุรกิจซื้อขายออนไลน์
      ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าโอกาสของผู้ประกอบการในธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะขึ้นอยู่กับความพร้อม ของโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต ระบบการชำระเงิน ระบบการจัดส่งสินค้า เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น โดยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งด้านความปลอดภัยในการชำระเงิน คุณภาพของสินค้า และระบบการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรมีการรวมกลุ่มกันในลักษณะพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาส ในการแข่งขัน สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กควรส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายผ่านตลาด e-Marketplace เนื่องจากจะช่วยสร้างความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสในการขายสินค้า และบริการได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ สินค้าและบริการที่จะมีโอกาสเติบโตในตลาดซื้อขายออนไลน์ควรจะเป็นสินค้าและ บริการที่ขึ้นอยู่กับกระแสนิยม ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดแข็งของการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตที่สามารถปรับ เปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งจากปัญหาด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาสูง ดังนั้นสินค้าและบริการที่จะมีโอกาสทำตลาดได้ดีก็ควรจะต้องมีราคาต่อหน่วย ไม่สูงมากนัก รวมทั้งราคาขายในอินเตอร์เน็ตก็ควรต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปด้วย เพื่อที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจมากขึ้น โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีโอกาสในตลาดซื้อขายออนไลน์ ได้แก่ สินค้าไอที เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และบริการเดินทางและท่องเที่ยว

      นอกจากนี้ ผู้ประกอบการหลายรายอาจมองว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจไปสู่ระบบ ออนไลน์มากขึ้นอาจมีความยุ่งยากและซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงการทำธุรกิจซื้อขายออนไลน์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด โดยอาจมีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียง 1 เครื่อง ก็สามารถเริ่มต้นดำเนินธุรกิจได้แล้ว และอาจไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง เนื่องจากสามารถไปฝากขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ e-Marketplace ได้ โดยสามารถสรุปขั้นตอนหรือแนวทางเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ดังนี้

      1.กำหนดเป้าหมาย ผู้ประกอบการต้องกำหนดเป้าหมายในการทำธุรกิจซื้อขายออนไลน์ให้ชัดเจน เช่น ต้องการลดต้นทุน ต้องการขยายฐานลูกค้า ต้องการปรับภาพลักษณ์ เป็นต้น 2.ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า ผู้ประกอบการต้องทำการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า (Consumer Behavior) ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อนำมาวิเคราะห์ และจัดทำแผนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมที่สุด โดยหากกลุ่มลูกค้าหลักหรือกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่ผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ เป็นประจำ ผู้ประกอบการก็อาจใช้ธุรกิจซื้อขายออนไลน์เป็นโอกาสในการขยายตลาดไปสู่กลุ่ม ลูกค้าใหม่ๆ ได้เช่นกัน 3.ทำความเข้าใจในระบบธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ผู้ประกอบการควรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรูปแบบและระบบธุรกิจซื้อขายออ นไลน์ เช่น การเลือกรูปแบบเว็บไซต์ ระบบฐานข้อมูล ระบบการชำระเงิน การโฆษณาผ่านอินเตอร์เน็ต ระบบการรักษาความปลอดภัยบนอินเตอร์เน็ต เป็นต้น เนื่องจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวจะช่วยให้สามารถวางแผนการดำเนิน ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม

      4.วางแผนธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ผู้ประกอบการต้องวางแผนและจัดวางระบบในการทำธุรกิจ (Business Plan) ดังเช่น ธุรกิจปกติ ทั้งด้านการเงิน การตลาด การจัดส่งสินค้า และอื่นๆ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับรูปแบบของธุรกิจซื้อขายออนไลน์ โดยต้องเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ทั้งนี้ อาจเลือกใช้บริการของผู้ให้บริการ Outsource ที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีมาดูแลและจัดการในเชิงเทคนิค และ 5.ติดตามและสื่อสารกับลูกค้า ผู้ประกอบการควรใช้โอกาสจากธุรกิจซื้อขายออนไลน์ในการจัดทำระบบบริหารจัดการ ความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management: CRM) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะได้เปรียบธุรกิจปกติ เนื่องจากมีต้นทุนในการติดตามและสื่อสารกับลูกค้าต่ำ โดยผู้ประกอบการสามารถนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้ามาดำเนินการปรับ ปรุงการดำเนินงานและการให้บริการ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด

      สรุปว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ แต่ธุรกิจซื้อขายออนไลน์กลับมีแนวโน้มเติบโต โดยจากการสำรวจของ NECTEC ในปี 2551 มีจำนวนผู้ที่ซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นสัดส่วนกว่า 45.5% เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2550 ที่มีประมาณ 28.9% ที่ผ่านมาการสำรวจมูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์มีความแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับนิยามในการสำรวจและกลุ่มตัวอย่าง สำหรับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์ในปี 2551 อาจอยู่ในช่วง 25,000-30,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 30-40% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหันมาใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่มีความสะดวกรวดเร็วและน่าเชื่อ ถือมากขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตของเว็บไซต์ e-Marketplace ก็ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจซื้อขายออนไลน์ด้วย

      สำหรับในปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะเป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่จะมีแนวโน้มการเติบ โต โดยมีจุดแข็งจากต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำ ทำให้สามารถตั้งราคาขายต่ำกว่าท้องตลาดได้ อีกทั้งผู้ประกอบการสามารถทำการขายผ่านช่องทางออนไลน์และหน้าร้านปกติควบคู่ กันไป เป็นการช่วยขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากขึ้นด้วย ความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดและการแนะนำสินค้าและ บริการใหม่ๆ เพื่อให้ทันต่อกระแสและตอบสนองตลาด จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากราคาค่าบริการที่มีแนวโน้มถูกลงและความเร็วเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยี 3G และ WiMAX ช่วยกระจายโอกาสการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตไปสู่ผู้บริโภคในต่างจังหวัดได้มาก ขึ้น ตลอดจนเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่มีความปลอดภัยและสะดวกรวดเร็วมาก ขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้ประกอบการและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ บริโภคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ยังมีจุดอ่อนที่ควรเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งปัญหาความเชื่อมั่นในระบบ การชำระเงิน การไม่ได้เห็นสินค้าจริง รวมทั้งความไม่มั่นใจในการจัดส่งสินค้าหลังจากชำระเงินแล้ว ทั้งนี้ จากเหตุผลและปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แม้อาจต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จากการชะลอการบริโภคของผู้บริโภค แต่ก็คาดว่าผู้บริโภคจะมีการโยกย้ายการบริโภคจากช่องทางปกติไปสู่การซื้อขาย ออนไลน์มากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2552 ธุรกิจซื้อขายออนไลน์จะมีมูลค่าประมาณ 30,000-39,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 20-30% แม้จะชะลอลงจากปี 2551 ที่ขยายตัวประมาณ 30-40% แต่ก็ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่คาดว่าแนวโน้มการแข่งขันในตลาดจะรุนแรงมากขึ้น จากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 12 มกราคม 2009, 08:15:08 AM
จากไทยโพสต์



เร่งฉีดงบ ดันส่งออก แก้ตกงาน โจทย์ใหญ่พิสูจน์กึ๋นรัฐบาล



"รัฐบาลจะพยายามสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ภายในวันที่ 13-14 ม.ค.นี้ โดยมาตรการส่วนหนึ่งจะมีการใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำ

รวมทั้งมีการลดรายจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย  ซึ่งลูกจ้างภาคเอกชนอาจจะอยู่ ในส่วนของเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ขณะที่ลูกจ้างภาครัฐอาจจะช่วยเหลือในส่วนของเงินเพิ่มค่าครองชีพ"

-----------------

ท่ามกลางความพยายามที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาล  "โอบามาร์ค" ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี  เป็นแกนหลัก  แต่ดูเหมือนว่า  "ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ"  แต่ละด้านไม่ค่อยเป็นใจนัก

โดยเฉพาะ  "ภาคการส่งออก"  ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากการถดถอยของเศรษฐกิจโล ก สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขการส่งออกที่เริ่ม "ติดลบ"

โดยกระทรวงพาณิชย์เผยตัวเลขส่งออกในเดือน  พ.ย.2551  มีมูลค่า 11,870.2 ล้านเหรียญสหรัฐ   ขยายตัวลดลง  18.6%  เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี 8 เดือน นับจากเดือน มี.ค.2545  และเป็นการส่งออกที่มีอัตราการขยายตัวติดลบสูงสุดในประวัติศาสตร์การส่งออก ของไทย  ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่เดือน  ต.ค.2551  ขณะที่การนำเข้าในเดือน พ.ย.มีมูลค่า 13,073.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2%

สำหรับช่วง  11  เดือนแรกปี 2551 (ม.ค.-พ.ย.) การส่งออกมีมูลค่า 166,236 ล้านเหรียญสหรัฐ  ขยายตัว  19.7% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 167,398.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.9% โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 1,162 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้าน   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  (บีโอไอ)  ระบุว่า ในปี 2551 มีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น   1,262 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 446,300  ล้านบาท โดยจำนวนโครงการลดลง  1.64% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปี 50 ที่มี 1,283 โครงการ ส่วนมูลค่าเงินลงทุน ลดลง 29.69% เมื่อเทียบกับปี 2550 ที่มีมูลค่า 634,700 ล้านบาท

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า  ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหา ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งรัฐบาลจะเร่งดำเนินการแก้ไข  โดยทางด้านเศรษฐกิจ  จะเร่งฟื้นฟูหา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งด้านอุตสาหกรรม  เกษตรกรรม  การท่องเที่ยว และปัญหาการว่างงาน ส่วนด้านการเมือง ต้องเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้ยุติโดยเร็ว

"รัฐบาลจะพยายามสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ภายในวันที่   13-14   ม. ค.นี้ โดยมาตรการส่วนหนึ่งจะมีการใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำ  รวมทั้งมีการลดรายจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย  ซึ่งลูกจ้างภาคเอกชนอาจจะอยู่ในส่วนของเงินสมทบกองทุนประกันสังคม  ขณะที่ลูกจ้างภาครัฐอาจจะช่วยเหลือในส่วนของเงินเพิ่มค่าครองชีพ"  นายกรัฐมนตรีระบุ

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังถูกปกคลุมไปด้วยปัจจัยลบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองที่ยังวุ่นวาย  แต่ขณะเดียวกันก็มี  "ปัจจัยบวก" ที่เป็นแรงหนุนต่อการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง   โดยเฉพาะ   "ราคาน้ำมัน"   ยังทรงตัวอยู่ระดับ 35-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  และ  "อัตราเงินเฟ้อ"  ที่ปรับลดลงมาเหลือเฉลี่ยปี  2551  ที่ระดับ 5.5% จากที่เคยปรับสูงสุดถึง 9.2% ช่วงกลางปี

ก่อนที่รัฐบาลจะ  "ทำคลอด"  แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่  ถือได้ว่ามีการ  "เรียกน้ำย่อย" เป็นระยะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

มติจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อวันที่   7  ม.ค.2552  เป็นส่วน หนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้า  มนุษย์เงินเดือน  ตลอดจนภาคธุรกิจ  โดยกำหนดกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  แบ่งเป็น  7  กลุ่มกับอีก 2 โครงการ

ได้แก่  1.กลุ่มเกษตรกร ที่จะมีการเดินหน้าโครงการแทรกแซงราคาผลผลิตสินค้าเกษตร วงเงิน 6  หมื่นล้านบาท  2.กลุ่มแรงงาน  จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลด้านสวัสดิการคนทำงานมากขึ้น  3.กล่มผู้ตกงาน  ที่คาดว่าจะมีประมาณ  5 แสนคนในช่วงต้นปีนี้ 4.กลุ่มผู้ปกครอง จะมีโครงการเรียนฟรีให้กับบุตร  5.กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย  โดยการต่ออายุโครงการ  6  มาตรการ 6 เดือน ออกไปอีก 6 เดือน  6.กลุ่มผู้สูงอายุ  จะมีการช่วยเหลือด้านสวัสดิการเป็นพิเศษ และ 7.กลุ่มภาคเอกชน จะมีการช่วยเหลือทั้งมาตรการลดหย่อนภาษี และมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยลดต้นทุน เพื่อชะลอการเลิกจ้างงาน

ส่วนอีก  2  โครงการ ได้แก่ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในแง่มุมต่างๆ ให้เป็นแบบบูรณาการ  ดึงดูดในเรื่องการค้า  การลงทุนและการท่องเที่ยวให้ขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้น และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

การขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ   รัฐบาลจะนำเงินจากงบกลางปี 1 แสนล้านบาทมาใช้ โดยคาดว่าจะสามารถอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้ประมาณเดือน เม.ย.2552

"กรอบมาตรการและการใช้งบประมาณทั้งหมด 60% จะมีการอัดฉีดเข้าสู่ระบบโดยให้มีการผ่านมือประชาชนมากที่สุด  โดยอาจจะใช้ผ่านกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนที่เหลืออีก 40% จะเป็นการใช้จ่ายเพื่อโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ  เพื่อให้มีการจ้างงานเกิดขึ้น"  นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ขณะที่ในด้าน   "การส่งออก"  กระทรวงพาณิชย์  พยายามเต็มที่เช่นกันเพื่อให้ปี  2552  มีการขยายตัว  3-5% หรือมีมูลค่าประมาณ 1.84 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2551 ที่คาดว่าจะมีอัตราขยายตัว 18% มูลค่าประมาณ 1.79 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ภายหลังจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ  (เวิร์กช็อป)  เพื่อจัดทำมาตรการเร่งด่วนในการกระตุ้นการส่งออกปี  2552  ร่วมกับภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย   สมาคมธนาคารไทย  และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ นางพรทิวา  นาคาศัย รมว.พาณิชย์  ยอมรับว่า  หลังจากรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ข้อมูลของภาคเอกชนแล้วพบว่า การส่งออกปี  2552  จะขยายตัวติดลบ  3%  แต่หากมีการผลักดันมาตรการของรัฐบาลเข้าช่วยเหลือ คาดว่าจะทำให้การส่งออกจะขยายตัวได้ 3%

สำหรับแผนมาตรการขับเคลื่อนการส่งออกนั้น  กระทรวงพาณิชย์ได้ขอเงินสนับสนุนงบประมาณสำหรับการส่งออก  8  โครงการ  มูลค่า 3,000 ล้านบาท เช่น โครงการไทยแลนด์ เบส เฟรนส์ และโครงการตั้งสถาบันการบริการ  และงบประมาณสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ  12 โครงการ มูลค่า  9,200  ล้านบาท เช่น โครงการธงฟ้า โครงการช่วยเหลือแรงงานที่ตกงาน โครงการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ รวมเป็นงบประมาณ 12,000 ล้านบาท

ทั้งนี้  ได้กำหนดมาตรการดูแลการส่งออก 5 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการด้านตัวสินค้า จะสนับสนุนด้านนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการตลาด  ทั้งด้านการเพิ่มมูลค่าและการสร้างแบรนด์ 2.มาตรการด้านราคา  ต้นทุนสินค้า และสภาพคล่อง 3.มาตรการด้านการตลาด เน้นรักษาตลาดเก่าให้เข้มแข็ง  ไปพร้อมกับการเร่งกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่  4.มาตรการด้านการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทย โดยการเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าไทย และ 5.มาตรการเสริมตามข้อเสนอของผู้ส่งออกที่มีปัญหาขาดออเดอร์ชั่วคราว

รมว.พาณิชย์ มั่นใจว่า มาตรการต่างๆ จะสัมฤทธิ์ผลภายใน 3 เดือน

ขณะที่  ธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.)  เล่นบท  "เสือปืนไว"  เตรียมทบทวนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2552 ใน "เชิงบวก" ทันที

โดย  นางอมรา  ศรีพยัคฆ์  ผู้อำนวยการอาวุโส  ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ  ธปท.  ระบุว่า ทีมเศรษฐกิจ  ธปท.ได้มีการทบทวนตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี  2552  อีกครั้ง   จากเบื้องต้นคาดว่าจะเติบโต  0.5-2.5%  เมื่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2551

"ธปท.พบว่าในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยมีมากขึ้น  โดย เฉพาะการใช้จ่ายของภาครัฐบาล  ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้ใน ช่วงที่อัตราเงินเฟ้อต่ำ ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายที่แท้จริงดีขึ้น นอกจากนั้น  รัฐบาลยังมีการสานต่อนโยบาย  6 มาตรการ  6  เดือน  ซึ่งน่าจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย  โดยจะมีการเสนอตัวเลขให้ กนง.พิจารณาในการประชุมวันที่ 14 ม.ค.นี้" นางอมรากล่าว

แต่ปัญหาทั้งหมดติดอยู่ตรงที่   "เงิน"  ที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้น  โดยเฉพาะงบกลางปี  1 แสนล้านบาท

โดยรัฐบาลได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการจัดทำงบกลางปีไว้  คือ  วันที่ 13 ม.ค.นำรายละเอียดทั้งหมดเสนอ  ครม.พิจารณาเห็นชอบ  จากนั้นส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ ก่อนที่จะเสนอกลับมาให้  ครม.พิจารณาอีกครั้งในวันที่  20  ม.ค.เพื่อให้ความเห็นชอบนำเสนอที่ประชุมส ภาผู้แทนราษฎรต่อไป  ซึ่งจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายวาระแรกในวันที่  28 ม.ค. และครบทั้งสามวาระในวันที่ 11 ก.พ.และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันที่ 24 ก.พ.

นายกรณ์  จาติกวณิช  รมว.คลัง  กล่าวว่า  รัฐบาลจะพยายามเร่งรัดการใช้งบประมาณกลางปี  1  แสนล้านบาท  เพื่อช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ  ด้วยการออกมาตรการพิเศษรองรับผู้ว่างงาน  โดยจะจัดสรรงบประมาณบางส่วน เพื่อนำไปอบรมวิชาชีพ สร้างงานในชนบทผ่านกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนได้รับความช่วยเหลือโดยตรง

เบื้องต้น  คาดว่าจะรองรับได้ประมาณ 5 แสนราย โดยคาดว่าเม็ดเงินจะเริ่มเข้าสู่ระบบได้เร็วที่สุดในเดือน เม.ย.นี้

ผลพวงจากการเพิ่มงบกลางปีอีก 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาล "ขาดดุลงบประมาณ" มากขึ้น

นายกรณ์ยอมรับว่า  กระทรวงการคลังได้ปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในปีงบประมาณ  2552  ลงประมาณ  10%  คิดเป็นวงเงิน  1.2-1.3 แสนล้านบาท เนื่องจากกรมสรรพากรจะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย   รวมไปถึงกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร  ขณะที่การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่คาดว่าจะลดลงจากผลการดำเนินงานที่ออก มาไม่ดีนัก

คาดว่าปีงบประมาณ  2552 รัฐบาลจะขาดดุลรวม 4.7-4.8 แสนล้านบาท เป็นผลจากการจัดทำงบประมาณขาดดุล  2.5 แสนล้านบาท รวมการจัดทำงบกลางปีเพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาท และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ต่ำกว่าเป้าหมายอีกประมาณ 1.2-1.3 แสนล้านบาท

"ยอมรับว่ารัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการจัดทำงบประมาณปี  2553  แน่นอน  เนื่อง จากจะต้องตั้งเป็นงบประมาณขาดดุล  ซึ่งต้องคำนึงถึงวงเงินงบประมาณและหนี้ สาธารณะที่จะต้องกำหนดอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัฐบาล" รมว.คลังระบุ

คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า  แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาล "โอบามาร์ค" จะประกาศภายในเดือน  ม.ค.นี้  จะเป็น  "ยา"  ที่ถูกกับ  "ไข้"  หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์รุมเร้าที่มีแต่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจตกต่ำลง.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 12 มกราคม 2009, 08:33:39 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

ปัญหาคนรวย-ปัญหาคนจน

โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ



ปัญหาเศรษฐกิจในปี2552 ยันยันว่าหนักกว่าปี 2540

บาง คนพูดว่าปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้รุนแรงกว่าปัญหาเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ซึ่งหากมองจากภาพเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ก็จะต้องยืนยันว่า ปัญหาในปี 2552 นี้ จะหนักหน่วงน้อยกว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เพราะในปีนั้นเศรษฐกิจไทยติดลบ 3% และในปีต่อมาติดลบอีก 10% แต่ใน ปี 2552 นี้หากสถานการณ์ย่ำแย่เกินคาดเศรษฐกิจก็อาจติดลบ 2-3% ได้ แต่ไม่ใกล้เคียงกับการหดตัวทางเศรษฐกิจในปี 2540-2541

แต่ในบางมิตินั้นปัญหาเศรษฐกิจในปี 2552 จะกระทบคนจนรุนแรงกว่าคนรวย เมื่อเทียบกับปี 2540 และปัญหาสำหรับคนจน (คือ คนที่มีรายได้น้อยและเป็นมนุษย์เงินเดือน) จะแก้ไขได้ยากกว่าปี 2540-2541 ผมจะพยายามอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งอาจจะช่วยในการพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดีขึ้น

ในปี 2540 นั้น รากเหง้าของปัญหา คือ การที่คนรวยของประเทศไทยคิดการใหญ่ขยายธุรกิจอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะใน ภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมหนัก (เหล็ก ปิโตรเคมี) ทั้งภาคธุรกิจและภาคการเงินเร่งกู้เงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่าเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อาศัยสินเชื่อระยะสั้นจากต่าง ประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีความมั่นใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความโลภ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการค้ำประกันอัตราแลกเปลี่ยนโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้น วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 จึงเป็นวิกฤติของการมีหนี้สินล้นพ้นตัว ของคนรวยหรือเจ้าของกิจการ

กลไกในการลดหนี้ที่ควบคุมโดยไอเอ็มเอฟนั้น อาศัยการทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ทั้งโดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยและภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการลดลงอย่างมากรวมทั้งการนำเข้า แต่การปรับตัวที่รุนแรงที่สุด คือ การปิดสถาบันการเงิน และการล้มของธุรกิจที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นร้อยๆ แห่ง ส่วนสถาบันการเงินและธุรกิจที่ยังอยู่รอดนั้น ก็ต้องพยุงตัวโดยต้องหาทุนเพิ่มเติมทั้งที่เป็นเงินทุนใหม่ของคนไทยและคน ต่างชาติ ตัวอย่างเช่น การเพิ่มทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ของไทยในช่วง 2540-2543 นั้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท

ที่สำคัญ คือ ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดตกกับผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องสูญเสียความเป็น เจ้าของกิจการทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เจ้าหนี้ของประเทศไทยทั้งคนไทยและคนต่างชาติก็ได้รับผลกระทบเช่นกันแต่ไม่ มากนัก เพราะมิได้มีการเบี้ยวหนี้ทั้งระบบ กล่าวโดยรวมแล้วเจ้าหนี้รายย่อย (ผู้ฝากเงิน) จะถูกกักเงินฝากเอาไว้ประมาณ 5 ปี แต่ก็จะได้คืนเงินต้นทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยและมีการควบคุมเงินเฟ้อมิให้เพิ่ม ขึ้นมากนัก ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับคนจนที่มีรายได้ตายตัวเช่นกัน

นอกจากนั้น กระบวนการคืนหนี้ต่างประเทศของไทย ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดค่าเงินบาทลงจาก 25 บาทเป็น 40 บาทอยู่นานหลายปี กล่าวคือ ลดค่าเงินบาทเพื่อให้ประเทศไทยหาเงินดอลลาร์มาคืนเจ้าหนี้ต่างประเทศ (รวมทั้งไอเอ็มเอฟ) ได้อย่างครบถ้วน โดยการลดค่าเงินบาทนี้ทำให้เกิดการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าและบริการ อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ การส่งออกซึ่งมีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท ในปี 2539 ปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.7 ล้านล้านบาท ในปี 2541 หรือการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นปีละกว่า 4 แสนล้านบาทในช่วง 2 ปีที่ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้น จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของการส่งออกต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 39% ในปี 2539 เป็น 59% ในปี 2541 เสมือนว่าการส่งออกเป็นยากระตุ้นเศรษฐกิจขนานแรง ที่ทำให้ไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินในช่วงนั้นได้อย่างรวดเร็วเกินคาด

ประเด็นที่สำคัญ คือ การลดค่าเงินบาทในครั้งนั้นเป็นประโยชน์กับภาคการเกษตรมากที่สุด เพราะทำให้ราคาพืชผลที่ส่งออกเพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อคิดเป็นเงินบาท ซึ่งเป็นการช่วยภาคที่ยากจนที่สุดของไทยได้อย่างทั่วถึง นอกจากนั้น ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่พึ่งพาแรงงานและวัตถุดิบในประเทศไทยมากๆ (อาทิเช่น สิ่งทอและการท่องเที่ยว) ก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน เมื่อค่าเงินบาทเริ่มปรับตัวมีเสถียรภาพที่ประมาณ 38-40 บาท ก็มีบริษัทต่างชาติเร่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสินค้า ประเภทต่างๆ อีกระลอกหนึ่ง จึงเห็นได้ว่าการปรับตัว เพื่อใช้หนี้คืนเจ้าหนี้ต่างชาติและปรับงบดุลทางการเงินของบริษัท และสถาบันการเงินในประเทศไทยนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์และอีกส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัว ของการส่งออก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรและมนุษย์เงินเดือน ตัวอย่างเช่น มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการของไทยในปี 2539 ที่ 1.8 ล้านล้านบาทนั้น เพิ่มขึ้นมาเป็น 6.6 ล้านล้านบาท ในปี 2551 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเพิ่มการจ้างงานประมาณ 6.7 ล้านตำแหน่งในช่วงดังกล่าว ในส่วนของภาคเกษตรนั้นปริมาณส่งออกข้าวที่เคยอยู่ที่ 5.4 ล้านตันในปี 2539 นั้น เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 ล้านตันในปัจจุบันเป็นการขยายตัวที่สูงมากกว่าในอดีต ซึ่งปริมาณการส่งออกเฉลี่ย 4.2 ล้านตันต่อปีในช่วง 2523-2533

สรุปได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 นั้นรุนแรงมาก แต่แนวทางแก้ไขให้ประโยชน์กับคนจน เพราะมีส่วนของการลดค่าเงินบาท ซึ่งทำให้สามารถอาศัยการส่งออกกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานคิดเป็นมูลค่า หลายล้านล้านบาท แต่ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เผชิญอยู่ในวันนี้นั้นต้นตอมาจากการลดลงของมูลค่า ทรัพย์สินทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นหุ้น (ซึ่งมูลค่าลดลง 30 ล้านล้านดอลลาร์) ตราสารหนี้และอนุพันธ์ต่างๆ ตลอดจนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประเมินได้ว่าประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วน่าจะจนลงประมาณ 2% สำหรับกรณีของสหรัฐนั้นเมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่าทรัพย์สินของคนสหรัฐลดลง 13 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบเท่ากับจีดีพีทั้งปี (14 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งเมื่อบวกกับคนที่จะตกงานแล้วก็คาดการณ์ว่าการบริโภคของคนสหรัฐน่าจะลดลง ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 7% ของจีดีพี

ในอีกด้านหนึ่งไอเอ็มเอฟประเมินว่า สถาบันการเงินทั่วโลกเสียหาย 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มทุนไปได้แล้วเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น ยังต้องเพิ่มทุนต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 4 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้สถาบันการเงินจะไม่สามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้จนกว่าจะเพิ่มทุนได้ แปลว่านอกจากภาคการผลิตจะได้รับผลกระทบจากการลดลงของยอดขายแล้ว ก็ยังจะเผชิญกับความฝืดเคืองของสินเชื่ออีกด้วย

จึงสรุปได้ว่าเมื่อเดือนกันยายน-ตุลาคม 2551 โลกได้เผชิญกับวิกฤติทางการเงิน แต่รัฐบาลสหรัฐและยุโรปเข้าไปพยุงได้ทันท่วงที อย่างไรก็ดี แม้สถาบันการเงินจะรอดตายแต่ก็พิการ ทำให้ภาคเศรษฐกิจจริงต้องเผชิญกับการถดถอยอย่างรุนแรงนับแต่ปลายปี 2551 และ 2552 ซึ่งกำลังส่งผลกระทบมายังประเทศไทยในลักษณะที่หาลู่ทางบรรเทาผลกระทบได้ไม่ ง่ายนัก ทั้งนี้ ปัจจุบันดูเหมือนว่าทุกฝ่ายเข้าใจถึงความเร่งด่วนของปัญหา แต่อาจยังไม่ได้คาดการณ์ถึงความรุนแรง และโดยเฉพาะอย่ายิ่งความยืดเยื้อของปัญหา ทั้งนี้ เพราะในวันนี้ ลูกค้าหลักๆ ของประเทศไทยได้จนลงอย่างถาวร ทำให้เราต้องลดการผลิตลดการพึ่งพาการส่งออก ทำให้การหางานทดแทนเป็นเรื่องที่จะทำได้ยากกว่าเมื่อปี 2540-2541 อย่างมาก

ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจในวันนี้ จึงเป็นปัญหาที่จะกระทบคนจนอย่างรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าครั้งก่อนๆ อย่างมากครับ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 12 มกราคม 2009, 08:50:32 AM
จากมติชน

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11265 มติชนรายวัน


สร้างสวรรค์บนดิน มีอยู่มีกินทั่วไทย ไม่ต้องใช้งบประมาณ

โดย ประสาร มฤคพิทักษ์ pmarukpltak@yahoo.com




รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังปฏิบัตินโยบายเพื่อขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวพ้นวิกฤตทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยมีแผนปฏิบัติการเร่งด่วนทั้งเรื่องค่าตอบแทน อสม. 830,000 คนทั่วประเทศ ให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และให้เด็กเรียนฟรี ในที่นี้ยังเตรียมกระจายเม็ดเงินอีกสามแสนล้านไปสู่ชนบทอีกด้วย เฉพาะที่ว่ามานี้ แม้เป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ แต่ก็นับเป็นจำนวนเงินมหาศาล

ความจริง เมืองไทยนี้ดี มีต้นทุนที่ไม่ใช่เงินมากมายที่สามารถนำมาต่อเงินได้หากยิงให้ถูกเป้า เกาให้ถูกที่คัน

ขอยกเอาปฏิบัติการจริงมาเป็นอุทาหรณ์

บ้านหนองกลางดง ต.ศิลาลอย กิ่ง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์

ใครๆ ก็ไปรู้ไปเห็นไปสัมผัสได้ ทุกวันนี้ นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองกลางดง เป็นบุคคลที่สังคมไทยควรเข้าไปศึกษา

ก่อน ปี 2538 ชะตาชีวิตของชาวบ้านหนองกลางดงแขวนอยู่กับการพึ่งพิงสภาพภายนอก การถูกกำหนดให้ปลูกสับปะรดเป็นพืชเชิงเดี่ยวต่อเนื่องมากว่า 30 ปี มีผลทำลายดินทำให้ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีจากตลาด ขณะเดียวกันชาวบ้านต้องจำยอมขายสับปะรดให้โรงงานในราคาต่ำกว่าทุน

ปัญหา ในชุมชนเกิดขึ้นมากมายทั้งๆ ที่มีเพียง 265 ครัวเรือน ขโมยมีทั่วไป ผู้ใหญ่บ้านต้องรับแจ้งเรื่องขโมยของวันละ 3 ครั้ง ขโมยกันตั้งแต่มะม่วงบนต้น สับปะรดในไร่ รถมอเตอร์ไซค์ รวมไปถึงเครื่องสูบน้ำ หัวขโมยเป็นคนในหมู่บ้านนั้นเอง มีบ่อนพนันกลางหมู่บ้านถึง 3 บ่อน มีแหล่งขายยาบ้าอยู่ 3 บ้าน เด็กๆ ติดยาถึง 13 คน

กองทุกข์ของชาวบ้านเกิดจากทุนนิยมรุกรานทุนทางสังคม ที่ผูกพันคนในชุมชนไว้ กลายเป็นหมู่บ้านแห่งหนี้สิน หมู่บ้านแห่งการแตกแยก หมู่บ้านแห่งอบาย จนเกือบจะเป็นชุมชนล่มสลาย

หนทางกอบกู้หมู่บ้านมีเพียงทางเดียว คือการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพิงจากภายนอก

นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองกลางดงไม่อาจอดทนต่อหายนะภัยเบื้องหน้าได้ จึงเห็นว่า

1.ต้องทำให้ครอบครัวมีอยู่มีกิน ไม่ต้องเป็นหนี้

2.ทำให้ลูกหลานได้ทำกินต่อไปในชุมชน ไม่ต้องไปเร่ขายแรงงานที่อื่น

3.ทำให้วิถีชีวิตมีคุณค่า และให้ทุกคนภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นคน

ผู้ใหญ่โชคชัยเดินทางไปหา ลุงประยงค์ รณรงค์ แห่งบ้านไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีงามของการทำแผนชุมชน

กลับ มาที่บ้านหนองกลางดง ผู้ใหญ่โชคชัยเริ่มด้วยการทำแบบสอบถามเก็บข้อมูลและปัญหาของชาวบ้านโดยอาศัย นักวิชาการภายนอกเข้ามาช่วย นำข้อมูลมาทำแผนที่ข้อมูลเพื่อสื่อกับชาวบ้านให้เข้าใจได้โดยง่าย แล้วจัดเวทีชาวบ้านให้ร่วมกันคิดและหาทางออกร่วมกัน

ตัวเลขที่น่าตกใจคือ หนี้สินชาวบ้านรวมกันแล้วมีมากกว่า 13 ล้านบาท เป็นหนี้จากเงินกู้ทำเกษตรกรรมด้วยการจำนองที่ดินไว้กับธนาคาร

หนี้จึงเป็นปัญหาแรกที่ต้องแก้ไข แล้วจะทำอย่างไร ผลสรุปจากเวทีชาวบ้านนำไปสู่การปฏิบัติทันที คือ

1. เพื่อลดการสร้างหนี้ ต้องตัดวงจรพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ด้วยการจัดตั้งร้านค้าและปั๊มน้ำมันชุมชนไม่ให้เงินไหลออกนอกหมู่บ้าน

2. ระดมเงินออมทรัพย์จากชาวบ้านหุ้นละ 100 บาท จำนวนละไม่เกิน 30 หุ้น จัดระบบปันผลที่แน่นอนและนำเงินไปลงทุนทำโรงงานสับปะรดกวน เพื่อแปรรูปสับปะรดลูกเล็กที่ขายไม่ได้ ก่อเกิดกลุ่มแม่บ้านแปรรูปสับปะรดผลิตขายส่งร้านค้า

3.ทำโรงสีข้าว หนองกลางดง รับซื้อข้าวเปลือกตรง ชาวบ้านไม่ต้องซื้อข้าวจากภายนอก ขณะที่โรงสีขายข้าวให้เฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้าน โดยซื้อครั้งละ 1 ถังต่อครัวเรือน ราคาถังละ 250 บาท กำไรถังละ 50 บาท เก็บเข้ากองทุน

กลไก สำคัญคือ "สภาผู้นำชุมชน" เป็นสภาแห่งความเท่าเทียมกัน สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วม และชุมชนกำหนดชะตากรรมของตนเอง จำนวนสมาชิกสภามี 59 คน จาก 14 กลุ่มอาชีพในหมู่บ้านกลุ่มละ 4 คน มีหน้าที่เปิดเวทีสาธารณะเพื่อวางแผน แก้ปัญหาทุกอย่าง ทั้งปัญหาหนี้สิน ราคาข้าว การลักขโมย ยาเสพติด ฯลฯ

ตัวอย่างง่ายๆ คือการมอบหมายให้ดูแลกันเอง หนึ่งบ้านดูแลสองบ้าน คือ บ้านซ้ายและบ้านขวา ขณะที่บ้านหลังนั้นก็จะมีเพื่อนบ้านซ้ายและบ้านขวาดูแลบ้านตนเองด้วย บ้านไหนมีหัวขโมย บ้านไหนเล่นการพนัน บ้านไหนติดยาค้ายา ก็จะเตือนกันเอง หากไม่ได้ผลก็จะให้ผู้นำชุมชนตักเตือน ยังไม่ได้ผลอีกก็จะมีการหยิบยกมาให้สภาผู้นำชุมชนช่วยแก้ปัญหา

ด้วยวิธีเช่นนี้ ทำให้เกิดตาข่ายชุมชนดูแลกันเองอย่างมีประสิทธิภาพและเอื้ออาทรต่อกันและกัน

แผนแม่บทชุมชน ซึ่งครอบคลุมทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้ง และปัญหาสังคม จะเป็นตัวกำกับทั้งกิจกรรมและพฤติกรรมของคน

สภา ผู้นำชุมชน เป็นเวทีชาวบ้านที่ไม่มีมิติเชิงอำนาจ ผู้นำชุมชนต่างยอมรับในความรู้ในบางเรื่องและความไม่รู้ในบางเรื่องของตนเอง จึงไม่มีใครจะผูกขาดความคิดใคร ผู้ใหญ่บ้านต้องต้อนรับความเห็นรวมหมู่ จะไปบัญชาการใครตามอำเภอใจไม่ได้ ที่ประชุมไม่สนใจที่จะคุยกันถึงตำแหน่งหรืออำนาจ แต่จะคุยกันเรื่องชีวิต ความคิด และการทำมาหากิน

จุดเด่นของเวทีชาวบ้าน คือ การมีข้อมูล มีตัวเลข ที่จะเอามาแลกเปลี่ยนกันโดยใช้ความรู้เป็นสำคัญ ไม่ใช่แต่เพียงความเห็นเท่านั้น เพราะความรู้และข้อมูลสามารถยุติเรื่องได้ แต่ความเห็นเถียงกันต่อไม่รู้จักจบ

ณ วันนี้ ผ่านมา 13 ปี บ้านหนองกลางดง มีกลุ่มออมทรัพย์ซึ่งครัวเรือนทั้งหมด 281 ครัวเรือนเป็นสมาชิก มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 3 ล้านบาท หนี้สินของหมู่บ้านจากเดิม 13 ล้านบาท ขณะนี้เหลือเพียง 7.8 ล้านบาท ชาวบ้านที่เคยเป็นหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยร้อยละ 10-20 ต่อเดือน มาเป็นหนี้กับกลุ่มออมทรัพย์เสียดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน ขโมยไม่มีให้เห็น ยาบ้าเลิกขาย คนเสพเลิกเสพ การพนันไม่มีเหลือ ชาวบ้านเลิกทะเลาะกัน แต่กลับหันมาเอื้อเฟื้อต่อกันและกัน

นี่คือแบบ อย่างสวรรค์บนดินตัวจริงเสียงจริง ที่มีศานติในชุมชน มีอยู่มีกินอย่างเพียงพอ กินอิ่มนอนอุ่นโดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินเลย เป็นรูปแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่เกิดผลเชิงประจักษ์อย่างชัดเจน

กล่าว กันว่านักการเมืองไทยชอบโครงการที่มีงบประมาณยิ่งมากยิ่งชอบ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ปรารถนาจะปฏิบัตินโยบายการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรา 87 แห่งรัฐธรรมนูญ จะดีหรือไม่หากจะดำเนินโครงการสร้างสวรรค์บนดินเต็มแผ่นดิน โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเลยดังที่บ้านหนองกลางดงและชุมชนหลายแห่งได้ สร้างผลงานให้ปรากฏแล้ว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 มกราคม 2009, 05:20:30 AM
จากไทยรัฐ

เตือนอย่าย่ามใจวิกฤติสหรัฐฯ นักวิชาการชี้รัฐยังมีจุดอ่อนบริหารจัดการ [13 ม.ค. 52 - 04:31]

มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย ได้จัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ UTCC Academic Week โดยนายกอบศักดิ์ ภู่ตระกูล ผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อเรื่อง “เศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่จะฟื้นหรือฟุบ” ว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะเป็นวิกฤติที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี และจะไม่ฟื้นกลับมาได้ง่ายๆในกลางปี 52 อย่างที่รัฐบาลคาดไว้ เพราะจากวิกฤติการเงินจากสินเชื่อซับไพร์มสหรัฐฯขณะนี้กำลังกระทบอย่าง รุนแรงที่ภาคเศรษฐกิจจริง และจะกระทบธนาคารพาณิชย์อีกครั้งจากหนี้เสียของบ้าน รถ และบัตรเครดิต ในที่สุด วิกฤติสหรัฐฯขณะนี้จะเกิดสถานการณ์สถาบันการเงินมีปัญหาเหมือนวิกฤติปี 40 ของไทยซ้ำไปอีก และการแก้ปัญหาที่ทุนเกิดความเสียหายมากเช่นนี้ต้องใช้เวลาหลายปี

เมื่อเป็นอย่างนี้วิกฤติที่ไทยต้องประสบจะหนักเช่นกัน หากจะถามว่าปีนี้เศรษฐกิจจะฟุบหรือไม่ฟุบแน่ แต่จะฟุบเท่าไร หากถามว่าจะฟื้นหรือไม่ฟื้นแน่ แต่ไม่รู้เมื่อไร ทั้งนี้ ตัวเลขการผลิต ซึ่งต้นปี 51 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% กว่า เดือน พ.ย. ติดลบ 6% การท่องเที่ยวติดลบ 22.4% การส่งออกติดลบ 17.7% ที่สำคัญคือ ตัวเลขเดือน พ.ย.จะเป็นจุดเริ่มต้นของความเลวร้าย การส่งออกจะแย่ลงอีก

 “ส่วนหนึ่งมีคนบอกว่าถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นได้ ไทยก็มีโอกาสดีขึ้น แต่ที่สงสัยคือ หมอของสหรัฐฯจะกระตุ้นได้ถูกโรคจริงหรือไม่ ขณะที่หลายคนกำลังเริ่มกังวลกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ทุกคนรู้ว่าต้อง แก้ไขอย่างไร แต่คนแก้ปัญหากลับไม่ได้ทำอย่างนั้นหรือทำไม่พอ อย่างเม็ดเงินที่สหรัฐฯเตรียมออกมาตรการเพื่ออัดฉีดเงิน แต่พอเอาเข้าจริงเงินเข้าระบบแค่ 30% เท่านั้น”

สำหรับสถานการณ์ไทยดีกว่าสหรัฐฯเพราะระบบสถาบันการเงินยังแข็งแรง กำไรของเอกชนยังดีและมีกำลังซื้อในประเทศให้กระตุ้นได้ แต่ปัญหาคือรัฐบาลจะเอาความเข้มแข็งของประเทศมาใช้ได้ หรือไม่ หนทางแก้ปัญหาวันนี้นักเศรษฐศาสตร์มองตรงกันว่าจะต้องลดดอกเบี้ยคู่กับการ อัดฉีดเงินด้วยนโยบายการคลัง แต่จะทำได้การเมืองต้องนิ่ง “กลางปีที่แล้ววิกฤติยังอยู่ไกลยังพอจะทะเลาะกันได้ แต่ตอนนี้ทะเลาะกันไม่ได้แล้วเพราะไฟไหม้บ้านแล้ว 3-6 เดือน จากนี้ต้องช่วยดับไฟก่อน”

นายกอบศักดิ์กล่าวต่อว่า ต้องพิจารณาให้ ดีว่า 300,000 ล้านบาท เพียงพอกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ สินเชื่อผ่อนปรนของ ธปท. ภาวะปกติปล่อยไม่ได้ช่วงที่จะเกิดวิกฤติหนักมากอย่างนี้ ยกเว้นได้หรือไม่ การใส่เงินจะต้องกระตุ้นให้ตรงจุดทำให้เร็ว และได้ผลแรงที่สุด ไม่ใช่รากหญ้าอย่างเดียว แต่จะไปที่คนทำงานและภาคการส่งออก ที่ผ่านมารัฐบาลยังมองโลกในแง่ดีอยู่ทำให้ยังไม่มีการเตรียมการที่เพียงพอ ที่จะรับมือกับปัญหารุนแรงที่จะเกิดขึ้น เพราะวิกฤติสหรัฐฯยังหนักและไม่รู้ว่าฟื้นได้เมื่อไร การรับมือกับปัญหาที่ดี คือรัฐบาลต้องบอกความจริงว่าเศรษฐกิจแย่แล้ว ทุ่มมาตรการเต็มที่ไม่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง ต้องเร่งเครื่องออกมาตรการและทำทันทีและต้องมีมาตรการอื่นเตรียมไว้อีก เพราะหากลงเงินไป 300,000 ล้านบาท วันนี้ แต่ 3 เดือนข้างหน้าโอกาสที่เข้าสู่ช่วงที่เศรษฐกิจทรุดหนักจะมีมากกว่านั้น ทุกคนจะถามว่าทำไมลงเงินไปแล้วทุกอย่างมีแต่เลวลง

ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.กองทุนไทยพาณิชย์ กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯจะลากยาวปีนี้ทั้งปีไม่มีโอกาสฟื้น ขณะที่ปีหน้าถ้าฟื้นได้ก็แผ่วๆ เพราะหากพิจารณาสินเชื่อบ้านที่เป็นหนี้เสียจะพบว่าหนี้เสียของสินเชื่อบ้าน ยังเริ่มต้นเท่านั้นของเน่าจริงๆ จะตามมาในช่วงปี 2 ปีนี้ จะยังเห็นการยึดบ้านและราคาสินทรัพย์ที่ดิ่งลงต่อเนื่องวิกฤติสหรัฐฯในช่วง ต่อไปจะหนักยิ่งขึ้น

“รอบนี้ผลกระทบจะถึงไทยหนักและเหนื่อยมาก สิ่งสำคัญคือรัฐบาลควรทุ่มสุดตัวแก้ปัญหาแบบทำเผื่อไว้จะดีกว่าเพราะวิกฤติ โลกมีโอกาสที่จะเลวร้ายกว่าที่คิดไว้ ผมว่ารัฐบาลมองโลกในแง่ดีเกินไป ควรมองสัญญาณจากข้างหน้าที่เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าแย่ ในส่วนของนโยบายการเงินถ้าลดอัตราดอกเบี้ยได้เพิ่มอีกก็ลด ถ้าไม่ลดแล้วเกิดปัญหา ลดก็ไม่เสียหาย นโยบายการคลังอัดเพิ่มให้แรงไว้ก่อนน่าจะดีเพราะหนี้สาธารณะยังไม่มีปัญหา”

ที่สำคัญ เมื่อออกมาตรการแล้ว ปัญหาคือ การบริหารจัดการให้เกิดขึ้นจริงช้ามาก ดังนั้น ต้องเร่งสุดตัวเพื่อทำงานแก้ปัญหา เทียบเคียงได้จากวิกฤติปี 40 ออกมาตรการมา แต่ที่สุด ทำได้ไม่ถึง ครึ่ง พอการบริหารจัดการให้มาตรการเกิดผลจริง ไม่ถึงเป้า คนไทยตกม้าตายมากที่สุด ก็เรื่องการ บริหารจัดการให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ แม้จะมีมาตรการหรูหราอย่างไร การบริหารจัดการและการติดตามเร่งรัดงานถ้าไม่ดีก็ไม่มีผล

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการวิจัยและการสำรวจในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจปีหน้าคงจะฟุบแน่เพราะ กำลังซื้อและการใช้จ่ายลดลงมาก ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 7 ปี ขณะที่นักธุรกิจยังไม่คิดลงทุนในปีนี้ ถ้าการ เมืองดี ครึ่งหลังของปีอาจจะเริ่มคิด แต่ถ้าการเมืองไม่ดี วิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯมากระหน่ำ ปี 53 อาจจะคิดลงทุน แม้กระทั่งมาม่ายังไม่ขยายการลงทุนปีนี้ จึงน่าจะเป็นปีที่แย่เกินกว่าที่มาม่าจะขยายตัวได้เสียอีก ภาคส่งออกไม่ต้องพูดถึงแย่แน่.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 มกราคม 2009, 05:23:06 AM
จากไทยรัฐ

ครัวเรือนซมพิษการเมืองรายได้วูบ [13 ม.ค. 52 - 04:32]

นาง เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการ ประจำปีการศึกษา 2551 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงพฤติกรรมการบริโภคครัวเรือนไทยภายใต้วิกฤตการณ์ทางการเมือง ในปี 49 และ 50 ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,440 รายทั่วประเทศว่า กลุ่มตัวอย่างมีรายได้สุทธิลดลง 7.1% ในปี 49 หรือมีรายได้สุทธิเฉลี่ยต่อเดือน 18,475 บาท แต่ปี 50 เพิ่มขึ้น 2.7% หรือเดือนละ 18,977 บาท แต่เมื่อพิจารณารายได้ต่อหัวเฉลี่ยจะพบว่า ปี 50 เพิ่ม 0.9% หรือ 4,898 บาท ปี 49 มี 4,853 บาท ส่วนปี 48 มี 4,961 บาท

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีหนี้สินลดลง โดยในปี 49 มีหนี้สิน 76.25% ส่วนปี 50 ลดเหลือ 68.40% แต่ไม่ใช่เรื่องดี เพราะการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของครัวเรือนลดลง โดยแหล่งเงินกู้ที่ครัวเรือนกู้ยืมมากสุดคือ กองทุนหมู่บ้าน รองลงมากู้จากแหล่งอื่นๆ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผู้ให้กู้นอกระบบ เจ้าของร้านค้า และเงินออม สำหรับค่าใช้จ่ายของครัวเรือนส่วนใหญ่จะหมดไปกับอาหาร และเครื่องดื่ม ตามมาด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง

ส่วนเมื่อถามถึงผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเมือง และสถานการณ์เศรษฐกิจต่อครัวเรือนนั้น 29.7% ได้รับผลกระทบในปี 49 ส่วนอีก 27.9% ได้รับผลกระทบในปี 50 โดยผู้ได้รับผลกระทบในปี 50 มีรายได้สุทธิเดือนละ 17,393 บาท ต่ำกว่ากลุ่มไม่ได้รับผลกระทบที่มีรายได้ 20,462 บาท “วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เริ่มเกิดขึ้นในปี 49 กระทบต่อครัวเรือนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ตอบว่าได้รับผลกระทบ ประมาณ 30% ของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนในปี 50 ได้รับผลกระทบ 28% ส่งผลให้กลุ่มนี้ไม่สามารถรักษาระดับการบริโภคไว้ได้ เพราะมีปัญหาสภาพคล่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงรายได้ และรายจ่ายเฉลี่ย โดยพบว่า มีรายได้เฉลี่ยลดลง 0.9% ขณะที่รายจ่ายเพื่อการบริโภคเฉลี่ยลดลง 10.4%”

นางเสาวณีย์กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาระยะสั้น โดยอาจอัดฉีดเงินโดยตรงสู่ครัวเรือน เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ให้เงินประชาชนซื้อสินค้า หรือกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน รองรับแรงงานที่ว่างงานกลับสู่บ้านเกิด เพราะหากรอการอนุมัติงบประมาณดำเนินโครงการต่างๆ จะล่าช้าเกินไป นอกจากนี้ ยังต้องช่วยเหลือครัวเรือนที่มีปัญหาสภาพคล่องให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพิ่มสินเชื่อปล่อยกู้ครัวเรือนมากขึ้นผ่าน ธ.ก.ส. ปรับปรุงประสิทธิภาพกองทุนหมู่บ้าน ให้เป็นที่พึ่งของครัวเรือน. 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 มกราคม 2009, 05:36:24 AM
น้ำมันดิ่งแรง$3ต่ำกว่า38ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว!!


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    13 มกราคม 2552 04:49 น.
   
บรรยากาศในตลาดน้ำมันนิวยอร์ก
       เอเอฟพี - ราคาน้ำมันดิ่งลงเกือบ 8 เปอร์เซ็นต์เมื่อวันจันทร์(12) แตะระดับต่ำกว่า 38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลกระทบต่อการบริโภคพลังงานของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ
       
       สัญญาล่วงหน้าของน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ปิดที่ 37.59 ดอลลาร์ ร่วงลง 3.24 เปอร์เซ็นต์ หรือ 7.94 เปอร์เซ็นต์ หลังจากดิ่งลงต่ำสุดระหว่างวันที่ 37.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดเบรนต์ของลอนดอน ลดลง 1.51 ดอลาร์ ปิดที่ 42.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
       
       "หลายปัจจัยทางกับเศรษฐศาสตร์มหัพภาคและความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ ยังคงเป็นจุดสสนใจ" ฟิล ฟีนน์ นักวิเคราะห์จากอลารอนเทรดดิ้งกล่าว
       
       อุปสงค์พลังงานที่ดิ่งลงสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ราคา น้ำมันลดลงกว่า 54 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังทรุดลงถึง 100 ดอลลาร์ หลังก้าวไปทำสถิติสูงสุดเหนือ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม
       
       เฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ ยอมรับว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ขณะที่ข้อมูลการว่างงานของอเมริกาเมื่อวันศุกร์(9) พบว่ามีตัวเลขปลดพนักงาน 524,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม ส่งผลให้อัตราคนว่างงานถีบตัวขึ้นถึงระดับสูงสุดในรอบเกือบ 16 ปี แสดงถึงแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงและยาวนาน
       
       ราคาน้ำมันดิบยังทรุดฮวบ แม้มีข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียวางแผนตัดลดการผลิตให้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตกลงไว้กับโอเปก รวมทั้งมีปัญหาหยุดชะงักในการส่งก๊าซให้ยุโรปจากการพิพาทกันของรัสเซีย -ยูเครน ตลอดจนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง


หัวข้อ: อภิประชานิยมเปลี่ยนฐานคะแนน!ทุ่มแสนล.แจกเงินสด2พันหัว
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 14 มกราคม 2009, 09:27:03 AM
จากไทยโพสต์

อภิประชานิยมเปลี่ยนฐานคะแนน!ทุ่มแสนล.แจกเงินสด2พันหัว

14 มกราคม 2552    กองบรรณาธิการ

เงินผันยุคศตวรรษที่ 21 "ซานตามาร์ค" ทุ่มเงินอนาคตสร้างฝัน เคาะตัวเลขงบกลางปี 1.15 แสนล้าน แจกสะบัด 18 โครงการใหญ่ พร้อมกันงบกว่า 2,000 ล้านไว้สำรอง

อ้างผลวิจัยทั่วโลกจ่ายเงินถึงมือประชาชนเห็นผลชัดกว่าทำโครงการ เผยกระทรวงในมือ ปชป.กวาดงบสูงสุด ทั้ง "ศึกษาธิการ-แรงงาน"  เอาใจมนุษย์เงินเดือน-ขรก.สุดลิ่ม  แจกเงินสด  2,000  บาทต่อราย คนแก่ได้ 500 บาท เห็นชอบเพิ่มเงินค่าตำแหน่ง "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" เท่าตัว นายกฯ ย้ำพาณิชย์กวดขันราคาสินค้าให้ลงตามน้ำมัน ประเมินอายุรัฐบาล 3 ปีละเลงงบ 7 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่  13  มกราคม ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีวาระหลักคือ การอนุมัติกรอบแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านงบประมาณกลางปี  โดยนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวภายผลการประชุมว่า  ครม.ได้อนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจตามที่ ครม.เศรษฐกิจได้เห็นชอบมาตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค.  และเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีงบประมาณ  2552  วงเงินทั้งสิ้น 115,000 ล้านบาท โดยมาตรการดังกล่าวใช้หลักที่ว่า ฟื้นเศรษฐกิจได้เร็ว ตรง และได้ผลที่สุด ซึ่งคือหามาตรการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับประชาชน     

"ขอเรียนว่าไม่ได้คิดเอง   แต่ดูจากการวิเคราะห์วิจัยของการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก พบว่ามาตรการที่ให้เงินไปกับประชาชนเป็นมาตรการที่ดีที่สุด   เพราะนำไปสู่ การใช้จ่าย   ซึ่งเป็นการช่วยเหลืออุตสาหกรรม  เกษตร  ภาคธุรกิจ  ผู้ประกอบการไปในตัว ได้ผลอย่างชัดเจนมากกว่าในกรณีที่ไปพยายามไปช่วยโดยอ้อม  เช่น  ช่วยผ่านการผลิต  หรือช่วยโดยการไปทำโครงการ ซึ่งกว่าจะจ้างงานจริงต้องใช้เวลา" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์  กล่าวต่อไปว่า  ตามกรอบความคิดนี้มาตรการที่สำคัญจึงประกอบไปด้วย มาตรการเพิ่มรายได้   ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ  ประกอบด้วย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้น้อย ใช้งบฯ  19,000  ล้านบาท  ผู้สูงอายุจะได้เบี้ยยังชีพ ใช้งบฯ  9,000  ล้านบาท ส่วนการลดค่าใช้จ่ายก็มีการต่ออายุ 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน  ยกเว้นกรณีภาษีสรรพสามิตน้ำมันใช้งบฯ กว่า  11,000 ล้านบาท การลดค่าครองชีพโดยกระทรวงพาณิชย์ 1,000  ล้านบาท  และมาตรการเรียนฟรี  19,000 ล้านบาท

สำหรับมาตรการดูแลประชาชนที่ประสบกับปัญหาการว่างงาน  จะมีโครงการเฉพาะวงเงิน 6,900 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมคนที่จะถูกเลิกจ้าง   คนถูกเลิกจ้าง   และบัณฑิตที่จบใหม่ ส่วนเรื่องของการสนับสนุนภาคการผลิตมีบ้างแต่จำนวนเงินไม่มาก  ยกเว้นกรณีกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งไปช่วยเสริมภาคชนบทและภาคการเกษตร ในวงเงิน  15,200 ล้านบาท ซึ่งมาตรการของบประมาณส่วนนี้จะนำเสนอเข้าสู่  ครม.ในรูปกฎหมายได้ในสัปดาห์หน้า   และนำเสนอเข้าสู่ที่รัฐสภาในวันที่ 28 ม.ค.นี้ และมีเป้าหมายผลักดันให้ผ่านสภาเพื่อนำมาใช้ได้ในประมาณปลายหรือกลางเดือน มีนาคมเป็นต้นไป

นายกรัฐมนตรียังระบุอีกว่า  ได้ขอให้  ครม.ทำเพิ่มอีก  2 เรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เรื่องแรกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งแม้มีโครงการในงบประมาณอยู่บ้างแต่ต้องมีมาตรการช่วยลดภาระผู้ประกอบ การ  หรือกระตุ้นการท่องเที่ยว  ซึ่งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปรวบรวมและเสนอต่อ  ครม.โดยเร็ว ซึ่งจะเป็นมาตรการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมถึงให้ส่วนราชการจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัด และได้ให้กระทรวงพาณิชย์ไปจัดทำข้อมูลภายหลังราคาน้ำมันลดลงมาก  แต่ยังไม่มีการลดราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะให้เสนอมาในการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 14 ม.ค.นี้ หรือไม่เกินสัปดาห์หน้า

มาร์คยันไร้ผลาญงบฯ นายอภิสิทธิ์ยังได้ตอบคำถาม เรื่องการดูแลไม่ให้มีการผลาญงบจากมาตรการต่างๆ  ว่า ไม่มีผลาญหรอกครับ   ยังนึกไม่ออกว่าโครงการที่คิดมันจะไปผลาญกันอย่างไร  เบี้ยเลี้ยงยังชีพก็ไปเข้ากระเป๋าผู้สูงอายุชัดเจน  เรียนฟรีก็มีรายการตรวจสอบได้  โครงการการว่างงาน กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ก็มีระบบคณะกรรมการที่ติดตามกำกับ ซึ่งงบประมาณไม่ได้เป็นการจัดทำโครงการใหญ่ๆ  แต่เป็นโครงการที่มียืดหยุ่นและดำเนินการไปตามสถานการณ์   จึงมั่นใจว่ามาตรการเหล่านี้จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ

เมื่อถามว่า   ผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริการะบุว่าการเทงบลงไปไม่เป็นผล  และอาจซ้ำรอยเหมือนเศรษฐกิจในสหรัฐ  นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า  ได้ดูงานวิจัยของสหรัฐถึงได้เลือกโครงการเหล่านี้  ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่ามาตรการเหล่านี้ตรวจสอบได้ง่ายด้วย เพราะเวลาจ่ายเงินไม่สามารถจ่ายได้พร้อมกันหมด   ซึ่งนักวิจัยสามารถตามไปดูได้เลยได้ว่า  การใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคในพื้นที่ที่ได้จ่ายเงินไปแล้ว กับที่ไม่ได้จ่ายแตกต่างกันหรือไม่  ซึ่งวิธีการนี้ได้ผลชัดเจนมากกว่าการไปยกเว้นภาษี ซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้จับต้องเงินใหม่จริง เลยทำให้ไม่ได้มีผลกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายหมุนเวียน

"ตามหลักการวิจัยยิ่งมีรายได้น้อย  ยิ่งได้เงิน  ยิ่งจะใช้จ่ายมากกว่า คนสหรัฐฐานะดีกว่าคนไทย เพราะฉะนั้นจะเก็บ   และปัญหาในบ้านเรากับสหรัฐต่างกัน เพราะเขาได้รับผลกระทบวิกฤติทางการเงินโดยตรง แต่เราเป็นการรับผลโดยอ้อมมาจากกำลังซื้อที่ลดลงทั่วโลก" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า มีมติเห็นชอบการจัดทำงบประมาณกลางปี  วงเงิน  115,000 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานเสนอมา 116,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น  2 ส่วน คือ 1.งบตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล  และแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ 95,860 ล้านบาท และงบชดใช้เงินคงคลัง 19,139  ล้านบาท ซึ่งในวันที่ 20 ม.ค. จะนำรายละเอียดทั้งหมดเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งก่อนเสนอไปยังสภาผู้แทนราษฎร

"การประชุม  ครม.เศรษฐกิจวันที่ 14 ม.ค.จะพิจารณารายละเอียดกันอีกครั้ง เพราะเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าระบบในระยะเร่งด่วนไม่ได้มีแค่งบกลางปีเท่า นั้น ยังมีงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)  ที่ค้างท่ออีก  80,000-90,000  ล้านบาท  และงบรัฐวิสาหกิจอีกกว่า  600,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจะมีเรื่องมาตรการภาษี  มาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ  ด้วย ทั้งหมดคงชัดขึ้น" นายพุฒิพงษ์กล่าว

17 โครงการประชานิยม

นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า   การจัดสรรงบกลางปีเมื่อแยกตามแผนงาน  ได้แก่  แผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ   ประกอบด้วย  1.โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐที่มีเงินเดือนประจำ ไม่เกิน  14,000  บาทต่อเดือน จะได้รับคนละ 2,000 บาท (ครั้งเดียว)  วงเงิน  18,970 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณจะไปพิจารณาสรุปตัวเลขอีกครั้ง 2.โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน ที่ปรับให้เหมาะสมขึ้น เช่น ผู้ที่ใช้น้ำไม่เกิน 30 ยูนิตต่อเดือนไม่ต้องจ่าย ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 ยูนิตต่อเดือนไม่ต้องจ่าย วงเงิน 11,409 ล้านบาท 3.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร 2,000 ล้านบาท 4.โครงการก่อสร้างทางในหมู่บ้านเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน  1,500 ล้านบาท 5.โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน 1,000 ล้านบาท 6.โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว  1,000  ล้านบาท 7.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ 760 ล้านบาท  8.โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาด ย่อม 500 ล้านบาท และ 9.โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ 325 ล้านบาท

สำหรับแผนงานเสริมสร้างรายได้   พัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านสังคม   ประกอบด้วย 1.โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  15  ปี  19,000  ล้านบาท 2.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน  15,200  ล้านบาท 3.โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ  9,000  ล้านบาท  4.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมใน ชุมชน  6,900  ล้านบาท  5.โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)  เชิงรุก 3,000  ล้านบาท  6.โครงการก่อสร้างที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน  1,808  ล้านบาท และ 7.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 1,095 ล้านบาท

"3.แผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  (งบกลาง)  2,391  ล้านบาท และ 4.แผนงานรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 19,139 ล้านบาท" นายพุฒิพงษ์กล่าว

'ศธ.-แรงงาน' แชมป์งบฯ

รองโฆษกฯ ยังได้ชี้แจงถึงการจัดสรรงบเพิ่มเติม  แยกเป็นรายกระทรวงว่า  งบกลางได้ 12,203 ล้านบาท  สำนักนายกรัฐมนตรีได้ 15,200 ล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศ 325 ล้านบาท กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  550 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2,000 ล้านบาท กระทรวงคมนาคม  1,500  ล้านบาท กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  760 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์  1,000  ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 12,557 ล้านบาท กระทรวงแรงงาน 16,058 ล้านบาท  กระทรวงวัฒนธรรม  21 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ 18,258 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข 1,095 ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรม 485 ล้านบาท ส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี  กระทรวง ทบวง 1,972 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 11,874 ล้านบาท

นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ได้เน้นให้นำเงินดังกล่าวจัดสรรให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วเพื่อ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเชื่อว่าไม่เกิน 2-3 เดือนจะเห็นผล และจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวสูงขึ้นตามที่มีหลายหน่วยงาน  อาทิ  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึง 2.5%

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า  เงินงบกลางปี 115,000 ล้านบาท รัฐบาลมีแหล่งเงินที่นำมาใช้  คือ  1.เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 95,860 ล้านบาท และ 2.ภาษีและรายได้อื่น 19,139 ล้านบาท

นายบัณฑูร   สุภัควณิช   ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า  งบประมาณรายจ่ายตามนโยบายเร่งด่วน  18-19  โครงการนั้น มาตรการที่สำคัญคือ การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ  วงเงินกว่า 18,800 ล้านบาท แยกเป็นเงินช่วยมนุษย์เงินเดือน ที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ไม่ถึง 14,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 8 ล้านคน ทั้งพวกที่ตกงานและพวกที่ยังมีงานทำอยู่ ให้ได้รับเงินพิเศษ  2,000  บาทต่อรายครั้งเดียว คิดเป็นวงเงินกว่า 16,000 ล้านบาท และรวมถึงข้าราชการ   พนักงานราชการ   กำนัน  และผู้ใหญ่บ้าน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 14,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีจำนวนกว่า 1.23 ล้านราย ให้ได้รับเงินพิเศษ 2,000 บาทต่อคนเช่นกัน ซึ่งเป็นเงินงบประมาณรวม  2,328  ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ตั้งแต่เดือน เม.ย.52 เป็นต้นไป และยังเตรียมจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ  3  ล้านคน 500 บาทต่อเดือน ส่วนเงินที่ส่งผ่านให้กองทุนหมู่บ้านจะรอใช้งบประมาณจากส่วนอื่นๆ ต่อไป

มนุษย์เงินเดือน 8 ล้านคนยิ้ม

นายไพฑูรย์  แก้วทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  กล่าวว่า  ครม.ได้เห็นชอบให้ใช้งบกลางปี  1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนไม่เกิน 1.4 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งมีทั้งสิ้น  8 ล้านคน  จากผู้ประกันตนกว่า  9  ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพรายละ 2,000 บาท  (ครั้งเดียวในรอบมาตรการ  6 เดือน) และโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมใน ชุมชน วงเงิน 6,900 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะเบิกจ่ายได้ทันทีหากมีการอนุมัติเบิกจ่ายงบกลางปี

"มาตรการลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม   ทั้งนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 1.5%  นั้น   เป็นแนวทางที่ได้ให้นโยบายแก่คณะกรรมการกองทุนประกันสังคมไป   แต่จะลดจำนวนเท่าใดนั้น   คงต้องขึ้นกับการตัดสินใจของบอร์ดประกันสังคม" นายไพฑูรย์กล่าว

รมว.แรงงานกล่าวอีกว่า   การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านแรงงาน ครม.ได้อนุมัติจากงบกลางให้ใช้ในระยะแรก   120  ล้านบาท และเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน ซึ่งมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยคณะกรรมการจะประชุมกันเพื่อพิจารณารายละเอียดโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ ว่างงาน ในระยะ 1 ปี มีเป้าหมาย 5 แสนคน

นายบุญจง   วงศ์ไตรรัตน์  รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ครม.เห็นชอบในหลักการเพิ่มค่าครองชีพกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน เพราะทำงานใกล้ชิดประชาชน โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันที่กำนันผู้ใหญ่บ้านต้องช่วยงานในสร้างความ สมานฉันท์ในพื้นที่ ซึ่งได้ของบเพิ่มค่าตอบแทนวงเงิน 6,008  ล้านบาท  โดยมีผลในการเพิ่มค่าตอบแทน  5  ตำแหน่ง ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบลอีก 1 เท่าตัว ซึ่งงบจะได้รับการอนุมัติเท่าจำนวนที่ขอหรือไม่  ต้องรอให้มีการผ่านสภา เพื่อออกเป็น พ.ร.บ.ประกาศใช้ก่อน โดยจะเร่งนำเรื่องเข้าสู่สภาในวันที่ 26 ม.ค.นี้

นายบุญจงยังกล่าวถึง   5   มาตรการ  6 เดือน ในเรื่องการใช้น้ำประปาว่า นอกจากมีเกณฑ์ใหม่เรื่องใช้ฟรีไม่เกิน  30  หน่วยแล้ว จะเพิ่มการบริการในส่วนประชาชนรากหญ้า ที่ใช้ประปาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และประปาหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ในลักษณะเดียวกัน  คือ  หากใช้ไม่เกิน  30 หน่วย จะใช้ประปาได้ฟรี ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น  5.2  ล้านครัวเรือน  ซึ่ง ครม.ก็เห็นด้วยในหลักการ และในสัปดาห์หน้าจะจัดทำรายละเอียดเสนอต่อ  ครม.อีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งคาดว่าจะใช้งบ 1,000 กว่าล้านบาท และเริ่มต้นโครงการได้ในเดือน  ก.พ.  52  ต่อเนื่องจากนโยบายเดิม ส่วนการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้านั้นยังเหมือนเดิม

นายกฯ เบรกโครงการพรึ่บ

รายงานข่าวจากที่ประชุมแจ้งว่า  ในการพิจารณางบกลางปี ที่ประชุมใช้เวลาพิจารณาเกือบ  2  ชั่วโมง  ซึ่งในการประชุม  นายพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เสนอโครงการฝึกอบรมวิชาชีพกับนักโทษ  แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณาจากนายกฯ ในขณะที่นายวิฑูรย์  นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ระบุว่า  กระทรวงเสนอโครงการไป  แต่ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งนายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่างบมีจำกัด  ไม่สามารถเกลี่ยได้ ต้องทำในเรื่องเร่งด่วนก่อน

รายงานข่าวระบุอีกว่า   นายชุมพล  ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวฯ ก็ได้เสนอของบ  6.8 พันล้าน บาท  แต่ก็ได้การจัดสรรเพียง  999.20 ล้านบาท โดยเป็นงบเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและธุรกิจท่องเที่ยว   500   ล้านบาท  ส่วนงบกลางปีได้รับเพียง  550 ล้านบาท เช่นเดียวกับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม จากกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่เสนอโครงการถนนไร้ฝุ่นลาดยาง ยังคงเสนอของบเหมือนเมื่อวันที่ 7 ม.ค. คือ 3 หมื่นล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรเพียง 1,500 ล้านบาทเท่านั้น

"โครงการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ  15  ปี  ที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอ 19,000 ล้านบาทนั้น ถูกตัดเหลือเพียง  18,258  ล้านบาท แบ่งเป็นตำราเรียน 6,000 ล้านบาท อุปกรณ์การเรียน 2,000 ล้านบาท เครื่องแบบนักเรียน 4,500 ล้านบาท และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 4,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับงบประมาณของกระทรวงแรงงาน  ที่เสนอ   5.2  พันล้านบาท แต่ ครม.เห็นชอบถึง 16,000 ล้านบาท" รายงานข่าวระบุ

คาดมาร์คใช้งบ 7 ล้านล้าน

นอกจากนี้  ที่ประชุม  ครม.ยังได้มีมติเห็นชอบแผนการบริหารราชการแผ่นดิน  ปี  2552-2554 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   (สศช.)  เสนอ   ซึ่งได้ประมาณการความต้องการใช้เงินตามนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไว้ที่วงเงินรวม  7,442,000   ล้านบาท  เป็นเงินงบประมาณ  5,793,000  ล้านบาท  และเงินนอกงบ 1,650,000 ล้านบาท  ในขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาลอยู่ที่  5,240,000 ล้านบาท โดยในปีแรกจะใช้ในด้านนโยบายเร่งด่วนประมาณ 1,093,000 ล้านบาท

สศช.ได้ประมาณว่า   ในปีงบประมาณ  2552  รัฐบาลมีความต้องการใช้เงินตามนโยบาย 1,286,000 ล้านบาท รวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินการภาครัฐอีก 700,000 ล้านบาท ทำให้ต้องการใช้เงินทั้งสิ้น  1,985,000  ล้านบาท  ขณะที่มีประมาณการรายได้สุทธิ  1,585,500 ล้านบาท งบประมาณปี 2553 ต้องการใช้เงินตามนโยบาย  2,149,000  ล้านบาท รวมกับค่าใช้จ่ายภาครัฐอีก 726,000 ล้านบาท  ทำให้ต้องการใช้เงินทั้งสิ้น  2,874,000   ล้านบาท   ส่วนประมาณการรายได้สุทธิ 1,518,900 ล้านบาท  และปีงบประมาณ   2554   ต้องการใช้เงินตามนโยบาย  1,806,000 ล้านบาท รวมกับค่าใช้จ่ายภาครัฐ  778,000  ล้านบาท  ทำให้ต้องการใช้เงินทั้งสิ้น 2,584,000 ล้านบาท ขณะที่มีประมาณการรายได้สุทธิ 1,620,900 ล้านบาท

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  (สศค.) ได้วิเคราะห์ถึงการจัดทำงบกลางปีว่า หากสามารถเร่งเบิกจ่ายได้ภายในปี 2552 จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวจากกรณีฐาน (คาดไว้ที่ 1% ต่อปี) ได้อีก 0.4% ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ที่ 1.4% ต่อปีในปี 2552

ด้านนายมนตรี  โสคติยานุรักษ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา  คณะรัฐประศาสนศาสตร์  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  (นิด้า) ได้กล่าวถึงมาตรการของรัฐบาลว่า  หลายโครงการยังไม่เข้ากับสถานการณ์ในเศรษฐกิจขณะนี้  ทั้งเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษีที่ช่วยเหลือได้แต่กลุ่มที่ยังมีงานทำ  ซึ่งทำให้ช่วยเหลือไม่ทั่วถึง  และยังทำให้ประชาชนทั่วไปยังขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย  รวมทั้งการอัดฉีดเงิน  2,000 บาท ให้ข้าราชการและพนักงานบริษัทที่มีรายได้ต่ำนั้น ก็แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่สามารถวัดผลได้  เพราะประชาชนกลุ่มดังกล่าวเสี่ยงต่อการตกงานมากที่สุด  ในเศรษฐกิจเช่นนี้คนกลุ่มนี้อาจนำเงินที่ได้มาออมมากกว่าการนำออกมาจับจ่าย ใช้สอย

"การใช้มาตรการลดหย่อนภาษีที่ได้ผลมากที่สุด  ต้องเป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลัง ฟื้นตัว  แต่สถานการณ์ขณะนี้ที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง  คนตกงานจำนวนมาก การลดหย่อนภาษีก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้  หรือแม้แต่การแจกเงิน  2,000 บาท หากรัฐไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ คนกลุ่มนี้ก็คงยังไม่กล้าใช้จ่ายเงินแน่นอน" นายมนตรีกล่าว

นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า   ภาครัฐควรเลือกแนวทางลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ เช่น การลงทุนในระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่  ทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้า การก่อสร้างถนน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน   และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากกว่า  รวมทั้งการดำเนินนโยบายการคลังเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ   ควรใช้นโยบายด้านการเงินควบคู่กันไป  ซึ่งมีความเป็นได้ว่า  คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก  0.5-1% จากเดิม 2.75% และคาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอย่าง ต่อเนื่องจนเหลือ 1% ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้

วันเดียวกัน   ในช่วงเช้าเครือข่ายสลัม   4   ภาค นำโดยนางประทิน เวคะวากยานนท์ ประธานเครือข่ายฯ ได้เดินทางมาที่ทำเนียบฯ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์เริ่มกระบวนการสรรหาคณะกรรมการและ ผู้อำนวยกาารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมนุม  (พอช.) ใหม่  และขอให้จัดสรรสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 1,000 ล้านบาท แก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยให้บรรจุในงบกลางปี

ในขณะที่นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้กล่าวถึงกรณีมีเอกสารปะหน้าว่า "ลับ" ส่งถึงผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำ ระบุว่า "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สั่งการมายังองค์การทรัพยากรน้ำ  ให้ระงับการทำนิติกรรมสัญญา" ในโครงการทรัพยากรน้ำที่ใช้งบกว่า   4  พันล้านบาท  ที่ประมูลโครงการเสร็จไปแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน  2551 และเตรียมเซ็นสัญญาแล้วว่า ทำให้ประชาชนที่ต้องการน้ำเดือดร้อนมาก  โดยเฉพาะในพื้นที่ภาค  6  ปราจีนบุรี  ที่ต้องการแหล่งน้ำทำสวนผลไม้ จึงอยากฝากถามไปยังนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯ ว่าเหตุใดจึงระงับโครงการ และเมื่อใดจะดำเนินโครงการต่อไป เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมในการก่อสร้าง และเพื่อให้ทันใช้ในช่วงที่เกษตรกรต้องการใช้น้ำ

"ไม่ใช่การตรวจสอบ   เพราะงบปี  2552  ก็ผ่านสภาแล้ว และหากจะตรวจสอบจริง ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ  ไม่ใช่สั่งระงับทั้งหมด ซึ่งการสอบถามครั้งนี้ไม่เกรงว่าจะมีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาล  เนื่องจากทำไปตามหน้าที่ของ ส.ส.ที่สามารถสอบถามข้อสงสัยไปยังฝ่ายบริหารได้" นายเกียรติกรกล่าว.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 14 มกราคม 2009, 09:45:52 AM
จากไทยรัฐ  ตามลิ้งค์นี้http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=119066 (http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=119066)

นอกจากนี้ ในประชุม ครม.ได้เห็นชอบแผนบริหารราชการแผ่นดินระยะเวลา 3 ปี (52-54) ตาม ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ โดยสาระสำคัญได้ประมาณความต้องการใช้เงินตามนโยบายของรัฐบาลรวม 3 ปี มีวงเงินทั้งสิ้น 7.44 ล้านล้านบาท แต่มีรายได้ รัฐบาล 3 ปีเพียง 5.24 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณรวม 3 ปีเป็นเงิน 2.2 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2.2 ล้านล้านบาท. 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 14 มกราคม 2009, 15:49:55 PM
   
      

อ.จุฬาชี้ตำน้ำพริกละลายน้ำ ทุ่ม1.15แสนล.กระตุ้นศก. [14 ม.ค. 52 - 14:01]

นายแล ดิลกวิทยรัตน์  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าววันนี้ (14 ม.ค.) ระหว่างการเสวนาเรื่อง "วิกฤติเศรษฐกิจโลกต่อสภาวะการจ้างงานในประเทศไทย" ถึงมาตรการการอัดฉีดเงิน 115,000  ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า เป็นมาตรการที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ  กระจัดกระจายเกินไป  ไม่ได้มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง  ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่สุด

อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต่อถึงมาตรการช่วยเหลือแรงงานโดยเฉพาะการให้เงินผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 14,000  บาท  จำนวน  2,000  บาท  ว่า เป็นมาตรการที่ไร้ประโยชน์และไม่เข้าใจว่ารัฐบาลทำเพื่ออะไร มุ่งเน้นการหาเสียงมากกว่า มาตรการที่รัฐบาลที่ควรจะทำคือใส่เงินเพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง โดยตรง  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและควรจะมีมาตรการชะลอการเลิกจ้าง  หากรัฐบาลจ่ายเงินให้ผู้ถูกเลิกจ้างก็ทำให้เกิดแรงกระตุ้นในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว  เพราะผู้ที่ถูกเลิกจ้างจะนำเงินไปจับจ่ายใช้สอยทันทีไม่นำไปเก็บออมหรือซื้อ สินค้าฟุ่มเฟือย   รัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง  โดยมีตัวแทนนายจ้างและลูกจ้างร่วมมือกัน  ส่วนวงเงินกองทุนจะเป็นเท่าใด  รัฐบาลจะต้องมีการประเมินว่าคนถูกเลิกจ้างจะมีจำนวนเท่าใด  จึงจะสามารถจัดสรรงบประมาณสำหรับกองทุนได้อย่างชัดเจน

 

นายแล กล่าวด้วยว่า  ไม่อยากเห็นนายจ้างมองแรงงานเป็นเพียงทรัพยากร  ควรมองว่าเป็นมนุษย์  และไม่ต้องการให้นายจ้างฉวยโอกาสอ้างว่าภาวะเศรษฐกิจไม่ดีแล้วปลดคนงาน  ทั้งๆ ที่ธุรกิจยังเดินหน้าได้  รวมทั้งเห็นว่าหากเกิดภาวะเศรษฐกิจควรที่จะลดต้นทุนส่วนอื่น  เช่น  ค่าน้ำมัน  วัตถุดิบ  หรือภาษี  ก่อนที่จะปลดคนงาน  ที่ควรเป็นสิ่งที่ทำขั้นสุดท้าย
   



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 มกราคม 2009, 04:02:57 AM
จากแนวหน้า


เมนูกู้วิกฤติเศรษฐกิจ ฉบับรัฐบาลอภิสิทธิ์ (กวนน้ำให้ใส)
บางคนรู้สึกว่า นโยบายกู้วิกฤติเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แทบไม่ต่างกันเลยกับนโยบายประชานิยมของระบอบทักษิณ ?

หากมองเผินๆ ก็อาจจะเห็นอย่างนั้น แต่ถ้ามองให้ละเอียด พิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ดู "ที่มา-ที่ไป" ของชุดนโยบายกู้วิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าว จะเห็นประเด็นน่าคิด ดังนี้

1. คำว่า "นโยบาย" ก็คือ อุบายบางอย่าง ที่มีขึ้น เพื่อหวังให้เกิดผลตามมาบางประการ เช่น มีมาตรการอย่างนี้ เพื่อหวังให้เกิดสิ่งนั้นตามมา หรือเพื่อจูงใจ เอื้ออำนวยให้คนนั้นมีพฤติกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น

ดังนั้น ก่อนจะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติ ก็จะต้องพิจารณาถึงสภาพปัญหาให้ถ่องแท้เสียก่อน จึงจะทราบได้แม่นยำว่า อะไรคือประเด็นปัญหาที่ต้องการจะออกอุบายไปแก้ไข หรือต้องการออกอุบาย เพื่อมุ่งหวังจะให้เกิดผลอะไรจึงจะสอดคล้องกับการแก้ปัญหาที่มีอยู่

2. ประเด็นปัญหาใหญ่ในทางเศรษฐกิจขณะนี้ คือ การที่ประเทศยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น มีกำลังซื้อสินค้าส่งออกของเราลดลง เพราะรายได้ของพวกเขาน้อยลงจากปัญหาเศรษฐกิจของพวกเขา

เพราะฉะนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเราคือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าส่งออก ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตสินค้าส่งออก เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกนานาประการ ย่อมจะได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่หายไป โดยอาจจะต้องลดกำลังผลิต ลดการจ้างงาน หรือราคาสินค้าเกษตรก็ตกต่ำลง เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน การท่องเที่ยว ที่เคยมีประชาชนในประเทศเหล่านั้นเดินทางมาเที่ยวบ้านเรา ก็ได้รับผลกระทบ เพราะเขามีรายได้ลดลง เขาก็คงจะมาเที่ยว มาใช้จ่ายเงินในบ้านเราน้อยลงตามไปด้วย (ทั้งหมดต่างจากสมัยระบอบทักษิณ ที่เศรษฐกิจโลกขาขึ้น ทำให้ส่งออกของเราดี ท่องเที่ยวก็ดี)

นี่คือ ประเด็นปัญหาหลักๆ ที่เรากำลังเผชิญ

เพราะฉะนั้น จากนี้ไป ก็จะต้องมาดูว่า ปัญหาอย่างนี้ เราต้องการให้ใครทำอะไร เพื่อจะได้ "ออกอุบาย" โดยทำเป็น "ชุดนโยบายแก้วิกฤติเศรษฐกิจ" ออกมานั่นเอง

3. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดย ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานฯ ได้นำเสนอนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแก่นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำ

4 ประเด็นหลัก คือ (1) ต้องติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ (2) มาตรการแทรกแซงสินค้าเกษตร เพื่อสร้างระบบบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ (3) ควรปลดหนี้สินให้เกษตรกรที่เกิดจากโครงการพิเศษของรัฐบาลที่มีอยู่เป็นจำนวน มาก (4) ไม่ควรมีนโยบายผลักดันให้สถาบันการเงินเพิ่มวงเงินสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ และรัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินงานของสถาบันการเงิน แต่รัฐสามารถใช้เครื่องมือการร่วมประกันความเสี่ยงบางส่วนผ่านสถาบันการเงิน ต่างๆ ได้

โดย "จัดลำดับความสำคัญของโครงการ เลือกโครงการที่ช่วยลดผลกระทบต่อผู้เดือดร้อนที่สุดก่อน (เช่น แรงงานและผู้ตกงานในภาคอุตสาหกรรมส่งออกและท่องเที่ยว) และเลือกโครงการที่จะเกิดผลเร็วที่สุด ตลอดจนเกิดผลตัวคูณ (multiplier effect) มากที่สุด"

นอกจากนี้ ทีดีอาร์ไอ ยังเสนอแนะด้วยว่า หากเศรษฐกิจโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยถึงปี 2553 งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะได้ผลในปี 2553 ต้องมีเม็ดเงิน สูงกว่างบขาดดุลในปี 2552 (งบขาดดุลปี 2552 จำนวน 350,000 ล้านบาท) จึงต้องมีการศึกษาและปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพื่อเพิ่มรายได้ เนื่องจากในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า จะต้องใช้เงินจำนวนมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจะต้องทำโครงการประชานิยม

โดยเฉพาะ ดร.อัมมาร สยามวาลา ยืนยันความคิดเห็นว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมที่จะมีโครงการเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ เพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี จึงจะสามารถดำเนินการหรือเบิกจ่ายงบประมาณได้ แต่รัฐบาลควรหันมาเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับโครงการขนาดเล็ก ซึ่งทำได้เร็วและเห็นผลเร็ว โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสมในขณะนี้ มี 2 เกณฑ์ คือ สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว และสามารถยกเลิกได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ส่วนนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้าข่ายประชานิยมหรือไม่นั้น หากเป็นนโยบายที่ถูกต้องเหมาะสมตามเกณฑ์ทั้ง 2 ด้านข้างต้น ก็ควรปล่อยให้รัฐบาลดำเนินการ

4. พูดง่ายๆ คือ สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้ บีบให้รัฐบาล (ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล) จะต้องใช้นโยบายที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนในประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือยังมีรายได้ต่อไป ไม่ตกงาน ไม่ขาดรายได้ เพื่อรักษากำลังซื้อเอาไว้

อ"อุบาย" หรือ "นโยบาย" นี้ ก็เพื่อหวังผลว่า เมื่อคนมีรายได้เพิ่มหรือยังมีรายได้อยู่ ก็จะมีการใช้จ่ายหรือจับจ่ายใช้สอยต่อไป ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศยังขายได้ โรงงานหรือผู้ผลิตไม่ต้องเลิกจ้าง ไม่ต้องลดการผลิตมากไปนัก โดยยังคงมีเงินไปซื้อวัตถุดิบ เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจต่อไป

5. เมื่อไปดู "ชุดนโยบายกู้วิกฤติเศรษฐกิจ" ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงเห็นได้ว่า ล้วนแต่มุ่งเสริมรายได้ของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยนโยบายชุดแรกที่ออกมา มีมูลค่าเม็ดเงินถึง 115,000 ล้านบาท เช่น ช่วยค่าครองชีพมนุษย์เงินเดือน, การลดค่าครองชีพเรื่องค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้า, การควบคุมระดับราคาสินค้าให้มีความเป็นธรรม, เรื่องเบี้ยยังชีพคนชรา, ลดค่าจ่ายด้านการศึกษาโดยให้เรียนฟรี 15 ปี, การฉีดเม็ดเงินลงไปในชุมชนท้องถิ่นผ่านกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง, การช่วยเหลือคนว่างงาน ตกงาน, การแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร, การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร เอสเอ็มอี ท่องเที่ยว ฯลฯ เป็นต้น

6. พูดง่ายๆ ว่า โดยรวม ชุดนโยบาย หรือ "อุบายหลักที่ใช้" คือ มาตรการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยคาดหวังผลว่า จะนำไปสู่การใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลืออุตสาหกรรม เกษตร ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการไปในตัว

7. ข้อที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องตระหนัก คือ (1)เมื่อเวลาผ่านไป ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไป บางมาตรการ อาจไม่จำเป็นแล้ว ก็ต้องเลิก ไม่ใช่ไปยึดติด ห่วงผลทางการเมือง และ (2) ต้องดูแลในด้านรายได้ของรัฐ เพื่อหารายได้เข้ามาให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมาย เพื่อมิให้เกิดปัญหาความเสี่ยงทางการคลัง จึงต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี หารายได้เข้ารัฐเพิ่มด้วย เช่น ปฏิรูปภาษีเหล้า ปฏิรูปภาษีที่ดิน เป็นต้น

เมื่อพิจารณา "ที่มา-ที่ไป" แล้ว จะเห็นว่า ประชานิยมแบบรัฐบาลอภิสิทธิ์ กับประชานิยมแบบระบอบทักษิณ มีความแตกต่างกันในประเด็นความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจเป็นอย่าง มาก

..................................................

สิ่งที่ต้องคิดต่อคือปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่าด้วยเรื่องค่าเงิน,ภาษี,โลจิสติกส์,ดอกเบี้ยทั้งสองขาคือด้านออมและกู้ที่ต้องขยับขึ้นและลงอย่างไม่เอาเปรียบประชาชนของสถาบันการเงินซึ่งชั่วโมงนี้ถึงเวลาคืนให้แก่สังคมบ้างของสถาบันการเงินในวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ 

และอื่น ๆ ที่น่าสนใจคือการสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรมอันจะนำไปสู่การเมืองใหม่ที่รวดเร็วมากขึ้น  นั่นคือแผนงานเกี่ยวกับกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงที่มีถึงกว่า 15,000 กว่าล้าน จะทำให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร?และตรงนี้จะเป็นสะพานนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็งถ้าใช้งบประมาณอย่างเข้าใจในแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเช่น การผลักดันการสร้างสหกรณ์ในระดับชุมชนอย่างจริงจังอาจเป็นสหกรณ์เกี่ยวกับผู้บริโภคและทำให้สินค้าเกษตรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จากการแปรรูปเช่นการสร้างโรงสีชุมชนและขายข้าวในราคาถูกในระดับชุมชน  นอกจากข้าวแล้วสินค้าเกษตรที่สำคัญตัวอื่น ๆ ก็ทำได้เช่นข้าวโพด,มันสำปะหลัง,ยางพารา,ปาล์มน้ำมัน,ลำใย,ส้ม,ทุเรียน,มังคุด  ผลักดันการเกิดโรงงานอุตสาหกรรมในระดับครัวเรือนของคนไทยแทนการส่งเสริมการส่งทุนทางอุตสาหกรรมของต่างชาติที่ ณ ชั่วโมงนี้มีแต่ปิดโรงงานหนีตายไม่สนใจว่าแรงงานจะอยู่กันอย่างไร?


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 มกราคม 2009, 04:12:12 AM
จากแนวหน้า


จับตาเพื่อนเนวิน-ปชป.ปริ เหตุแค้นขวางเค้กก้อนโต (ผ่าประเด็นร้อน)


คณะรัฐมนตรีโอบามาร์คอนุมัติทุ่มงบอภิประชานิยม 120,000 ล้านบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ว่าจะเป็นการตำ น้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือจะช่วยปลุกวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอย่างหนักให้พื้นคืนชีพกลับมามี ชีวิตชีวา แต่ที่น่าสนใจก็คือ การอนุมัติงบก้อนมหาศาลครั้งนี้ซ่อนไว้ด้วยเบื้องหลังการแย่งชิงงบที่ไม่ลง ตัวจนเกิดสัญญาณรอยปริระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

ทั้งนี้ ข่าวแจ้งว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ รัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลต่างพากันโวยวายว่า งบกว่า 60% ถูกจัดสรรให้กับกระทรวงที่อยู่ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่งบที่จัดสรรให้กับกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะ พรรคชาติไทยพัฒนาและกลุ่มเพื่อนเนวินกลับถูกหั่นวงเงินลงเป็นจำนวนมาก

ตามข่าวระบุว่า นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ทักท้วงกลางวงครม. อย่างไม่พอใจกรณีโครงการก่อสร้างถนนปลอดฝุ่นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ถูก นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เบรกจนต้องยอมลดวงเงินงบประมาณลงเหลือเพียง 15,000 ล้านบาท มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด ยังหั่นงบโครงการถนนปลอดฝุ่นลงอีกโดยอนุมัติงบประมาณเหลือเพียง 1,500 ล้านบาท เท่านั้น ทั้งๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่

หลังจากที่รัฐมนตรีแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวินผู้นี้แสดงความไม่พอใจ นายกฯอภิสิทธิ์ ตัดปัญหาซื้อเวลาไปก่อนด้วยการขอรับข้อเสนอของ รมว.คมนาคมไปพิจารณาซึ่งอาจจะมีการนำงบจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่งบกระตุ้น เศรษฐกิจมาทดแทนในภายหลัง

นอกเหนือจากโครงการถนนปลอดฝุ่นที่ถูกเบรกแล้ว ก่อนหน้านี้กลุ่มเพื่อนเนวินก็ออกอาการไม่พอใจที่โครงการเช่ารถเอ็นจีวีจาก จีนจำนวน 4,000 คัน มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทก็ถูกนายกฯอภิสิทธิ์ขวางด้วยการแขวนโครงการนี้ไว้ เพื่อทบทวนแนวทางการเช่าใหม่ โดยนายกฯอภิสิทธิ์เห็นว่าควรจะเปลี่ยนจากแนวทางการเช่ามาเป็นการเช่าซื้อ มากกว่าเพราะยังได้กรรมสิทธิ์ตัวรถ อีกทั้งควรจะเช่าซื้อจากผู้ประกอบการภายในประเทศมากกว่าที่จะซื้อจากต่าง ประเทศซึ่งมีราคาสูงกว่ามากเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ

สำหรับโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันนั้น เป็นโครงการอื้อฉาวในอดีตที่เริ่มผลักดันในยุครัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีโดยรมว.คมนาคม ในขณะนั้นก็คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยเดิมทีเดียวโครงการนี้เสนอเช่ารถเมล์เอ็นจีวีจำนวน6,000 คัน แต่ถูกขุดคุ้ยโจมตีอย่างหนักว่าส่อทุจริตคอร์รัปชั่นโดยมีข่าวลือสะพัดถึง การเรียก ค่าหัวคิวจากบริษัทผู้ให้เช่ารถคันละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ราคาเช่ารถยังสูงกว่าราคาตลาดหลายเท่าตัว จนในที่สุดกระทรวงคมนาคมต้องยอมลดจำนวนการเช่าจาก 6,000 คันเหลือ 4,000 คันโดยหวังลบข้อครหาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลสมัครล้มไปเสียก่อนทำให้โครงการค้างเติ่งมาจนบัดนี้ ซึ่งกลุ่มเพื่อนเนวินที่ขอคุมกระทรวงคมนาคมได้นำโครงการนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นสาน ต่ออีกครั้งหนึ่ง

สำหรับโครงการนี้เมื่อครั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านได้ร่วมเปิดโปงความ ไม่ชอบมาพากลของโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการที่นายกฯอภิสิทธิ์สั่งให้ทบทวนโครงการนี้ก็เพราะเกรงว่าจะเกิด เรื่องอื้อฉาวจนกลายเป็นจุดบอดที่ทำให้รัฐบาลถูกโจมตีและอาจถึงขั้นทำให้ รัฐบาลล้มครืนในที่สุด

เพราะฉะนั้นจากปรากฏการณ์ขณะที่ฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะผลักดันโครงการอันเป็น เค้กก้อนโตของตัวเองให้ได้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับคอยขวางย่อมสร้างความอึดอัดแก่กลุ่มเพื่อนเนวินเป็น อย่างมาก ขณะเดียวกันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ค่อยจะไว้วางใจซึ่งกันและกัน ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจนอาจกลายเป็นชนวนนำไปสู่รอยร้าวและเกิดการแตกหัก ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นได้

ภายใต้สถานการณ์ปีนเกลียวลึกๆ ระหว่างกลุ่มเพื่อนเนวินกับพรรคประชาปัตย์ข้างต้นจึงเป็นความเคลื่อนไหวที่ ต้องจับตา ประกอบกับล่าสุดกลุ่มเพื่อนเนวินประกาศเข้ารวมกับพรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรค ขนาดกลางที่มีเสียง สส.ราว 40 คน และกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคประชาธิปัตย์ย่อมทำให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ซึ่งหากพรรคภูมิใจไทยไม่พอใจถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลนั่นหมายถึงรัฐบาลโอบา มาร์คก็ถึงกาลอวสานทันที

เพราะฉะนั้นต้องจับตาต่อไปว่า พรรคประชาธิปัตย์จะยังคงรักษาจุดยืนและภาพพจน์ความโปร่งใสของรัฐบาลโดยพร้อม แตกหักด้วยการคอยขวางพฤติกรรมรุมทึ้งเค้กของพรรคภูมิใจไทยต่อไปหรือจะยอมทำ ตัวเป็นหลิวลู่ลมเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ด้วยการยอมตามความต้องการของพรรคภูมิใจ ไทยเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล

ทีมข่าวการเมือง


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 มกราคม 2009, 04:16:07 AM
จากแนวหน้า


ครม.ออกแพ็กเกจก๊อกสอง อัด1.2หมื่นล. ใช้แทรกแซงสินค้าเกษตร


เว้นค่าวีซ่าดูดนักท่องเที่ยว เกณฑ์ใหม่งด.ต่ำหมื่นห้า เม.ย.รับเช็คเงินสด2พัน

รัฐบาลเดินหน้าทุ่มงบสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่หลายฝ่ายติงว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเพิ่มงบกลางปี 2552 จำนวน 1.15 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ใน17 โครงการ ไม่ใช่กระกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างแท้จริง และเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

อัดงบ1.2 หมื่นล.ช่วยเกษตรกร
เมื่อ วันที่ 14 มกราคม นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เศรษฐกิจ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักการกรอบวงเงินการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร 3 ชนิด จำนวน 1.26 หมื่นล้านบาท ได้แก่ 1.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2.5 แสนตัน วงเงิน 2,125 ล้านบาท เป็นวงเงินจ่ายขาด 186 ล้านบาท 2.ปาล์มน้ำมัน 1 แสนตัน วงเงิน 2.5 พันล้านบาท เป็นวงเงินจ่ายขาด 500 ล้นบาท 3.ยางพารา 2 แสนตัน วงเงิน 8 พันล้านบาท เป็นวงเงินจ่ายขาด 200 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการจัดหาแหล่งเงินทุน ทั้งนี้ วงเงินดังกล่าวจะเพิ่มเติมจากวงเงินสินเชื่อที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร(ธกส.)รับมาดำเนินการแทรกแซงสินค้าเกษตรก่อนหน้านี้ จำนวน 1.1 แสนล้านบาท

เว้นค่าวีซ่า-อุ้มภาคท่องเที่ยว
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ประกอบด้วย
1. ยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกวีซ่าท่องเที่ยวให้กับทุกประเทศ ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะสูญรายได้ไม่เกิน2พันล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาจัดสรรงบประมาณชดเชย 2.มอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไปพิจารณาการออกมาตรการด้านดอกเบี้บและภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจท่อง เที่ยว
3. ให้ส่วนราชการโยกงบฯสัมมนาในต่างประเทศให้กลับมาจัดในประเทศให้มากขึ้น 4.ให้สำนักงานคณะกรรมการพัมนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)สรุปราย ละเอียดการยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ในสนามบินเสนอเข้ามาเพิ่มเติม 5.ให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการปิดสนามบิน 6.ให้กระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงคมนาคม ขอความร่วมมือสายการบิน เพื่อลดหย่อนค่าโดยสาร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดให้นำกลับมาเสนอต่อที่ประชุม ครม.วันที่ 20 มกราคมนี้

ขุนคลังเร่งรัฐ-รสก.ใช้งบ8แสนล.
นาย กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวภายหลังการประชุมครม.เศรษฐกิจ ว่า กระทรวงการคลังได้เสนอให้เร่งรัดการใช้งบลงทุนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทลูก ที่มีวงเงินค้างอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท และให้เร่งรัดการใช้งบลงทุนของหน่วยงานรัฐในปี 2552 ที่มีอยู่ 3 แสนล้านบาท ให้เกิดการลงทุนได้ตามแผนงานที่เสนอไว้จริง เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในภาคการบริโภคและการลงทุนของประชาชนและ นักลงทุน เพราะเมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้งบกลางปีประมาณแสนล้านบาท น่าจะช่วยชดเชยการจับจ่ายใช้สอยในภาคเอกชนที่ลดลงได้ และน่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันและระบบเศรษฐกิจมากกว่า และมีความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจในปี 2552 จะขยายตัวมากกว่า 2%

ปรับฐานแจก2พัน-งด.ไม่เกิน14,999บ.
ด้าน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่าถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และบุคลากรภาครัฐ คนละ 2 พันบาท ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า ในส่วนของผู้ประกันตน ที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนครั้งเดียวรายละ 2,000 บาท สำหรับผู้มีรายไม่เกิน14,000 บาท ซึ่งจากการหารือกับสำนักงบประมาณแล้ว เพื่อให้ครอบคลุมผู้ประกันตนที่เดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจมากขึ้น จึงได้มีการปรับฐานตัวเลขรายได้มาอยู่ที่ 14,999 บาท ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้ง นี้การปรับฐานเงินเดือนดังกล่าวจะทำให้ครอบคลุมผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิใน การช่วยเหลือจำนวน 8,138,815คน ซึ่งรวมถึงผู้ประกันตนที่ออกจากงานและประสงค์คงสถานภาพเป็นผู้ประกันตนโดย จ่ายเงินสมทบสองเท่า จำนวน 514,496 คนด้วย ส่วนการช่วยเหลือแรงงานนอกระบบจำนวน 23 ล้านคนนั้น ตนจะนำเข้าหารือในที่ประชุมครม.ครั้งต่อไปด้วย เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้ทั่วถึง

ตีกลับงบแก้ว่างงาน5พันล้าน
นาย ไพฑูรย์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณแก้ปัญหาการว่างงานของกระทรวงแรงงานจำนวน 5,224 ล้านบาทนั้น ได้รับแจ้งจากสำนักงบประมาณว่าขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงได้ให้กระทรวงแรงงาน เกลี่ยงบไปอยู่โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสังคมในชุมชน จำนวน 6,900 ล้านบาท ที่ครม.อนุมัติไปแล้ว มาปรับใช้ โดยการนำฝึกอาชีพให้กับผู้ว่างงานจำนวน 500,000 คน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้อนุมัติงบกลางจำนวน 120 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการดังกล่าวที่เป็นเรื่องเร่งด่วน

ทุ่ม1.89หมื่นล.-ขรก.บำนาญได้เฮ.
ด้าน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าหลักการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เกิดจากปัญหาการบริโภคของประเทศ หรือดีมานต์ ช็อค ที่ขาดหายไป ขณะที่รัฐบาลได้นำวิธีการต่าง ๆที่มีการวิจัยกันมาแล้วมาดู และพบว่าวิธีที่ดีที่สุด คือการนำเงินเข้าถึงมือประชาชน แต่จะให้กับทุกคนที่มีบัตรประชาชนทั้ง 40 ล้านคนในภาคการทำงานคงไม่ได้ จึงต้องเลือกช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อย โดยดูจากฐานประกันสังคมและเลือกตัดให้สำหรับคนที่มีรายได้ไม่เกิน14,999 บาท ซึ่งมีประมาณ 8.1 ล้านคน ส่วนบุคลากรภาครัฐ จะให้กับผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท ซึ่งมีประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งตนมีแนวคิดว่าจะให้รวมกับข้าราชการบำนาญอีกว่า 2.246 แสนคน โดยจะใช้งบประมาณตามมาตรการนี้18,970 ล้านบาท
อย่าง ไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่นิ่ง จะต้องนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมครม.อีกครั้งในวันที่ 20 มกราคมนี้ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกโครงการจะได้ข้อสรุปชัดเจนในวันดังกล่าว ส่วนโครงการอื่นๆที่ถูกตัดงบประมาณ ถ้าอยากทำก็ต้องตั้งในงบประมาณปกติ

เผยเพิ่มงบฯกลางปีอีก4พันล้าน
นาย กอร์ปศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ล่าสุดได้ปรับงบประมาณกลางปี 2552 เพิ่มขึ้นในส่วนของเงินสำรอง เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่กันไว้สำหรับการใช้จ่ายเงินอื่นๆ ที่จำเป็น จาก 2,391 ล้านบาท เป็น 4,091.49 ล้านบาท จึงทำให้ยอดงบประมาณกลางปีเพิ่มขึ้นจาก 115,000 แสนล้านบาท เป็น 116,700 แสนล้านบาท

ติงรบ.โปรยงบแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
ขณะ ที่นายถาวร ลีนุตพงษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร วุฒิสภา กล่าวว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะการแจกเงินคนละ 2 พันบาทให้ไปจับจ่ายใช้สอย เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่เกษตรกรจำนวนมากของประเทศกลับถูกละเลย ทั้งนี้เห็นว่าการที่รัฐบาลต้องการจะให้เงินหมุนเวียนในระบบนั้น ควรจะทำโดยการออกนโยบายลดปัญหาการตกงาน ด้วยการสร้างงานรองรับจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตรงจุดกว่าการโปรยเงินให้คนละ 2 พันบาทแล้วจบ

ชี้เงินสูญเปล่า-แนะดูแลคนตกงาน
รศ. ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเห็นด้วยที่รัฐบาลจะให้เงิน 2 พันบาทเพื่อลดภาระในการครองชีพแต่คงไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เพราะการให้เงินงวดเดียวเป็นการปัญหาระยะสั้น ควรทำให้เป็นโครงการต่อเนื่องจะมีประโยชน์ต่อผู้ประกันตนมากกว่า ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นการสร้างภาพในการทำงานให้กับรัฐบาลมากกว่า และเห็นว่ารัฐบาลควรดูแลผู้ประกันตนที่มีปัญหาจริงๆเช่น ผู้ถูกเลิกจ้างไปแล้ว
ส่วน รศ.ดร.ณรงค์ เพชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การให้เงินจำนวน 2 พันบาทต่อคน เป็นการใช้เงินแบบสูญเปล่า ไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ทางที่ดีรัฐบาลควรจะนำไปจัดตั้งกองทุนเพื่อให้ลูกจ้างกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ย ต่ำ จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นประโยชน์กับลูกจ้างและประเทศมากกว่าดีกว่าเสียเงินจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาทไปฟรี

ชี้ลอกแผนกระตุ้นมะกันส่อเจ๊ง
นาย พิภพ อุดร อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า จากการทำวิจัยได้ข้อมูลว่าประชาชนในระดับผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ถึงแม้จะมี เงินในกระเป๋าก็ไม่ใช้จ่าย เพราะกังวลในเรื่องความมั่นคงในอาชีพ ไม่รู้ว่าจะถูกปลดออกจากงานเมื่อไหร่ แม้แต่ในประเทศสหรัฐฯที่รัฐบาลอ้างเป็นแบบอย่างก็เคยประสบความล้มเหลวในแนว ทางนี้มาแล้วที่เคยคืนภาษีให้ประชาชน 600-1,200 เหรียญ ปรากฏว่าคนอเมริกันไม่ยอมใช้จ่ายจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ พังมาจนถึงทุกวันนี้
"นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้เป็นไปในลักษณะขายผ้าเอาหน้ารอด แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้รอดไปก่อนไม่ได้มองเรื่องระยะยาวคือต้องเสริมสภาพคล่อง ในตลาดเงิน ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าถ้าการกระตุ้นการใช้จ่ายไม่สำเร็จหนี้สินหรือผลพวง จากนโยบายนี้จะหวนกลับมาผูกคอตัวเอง "

ห่วงปชช.ใช้เงินไม่ตรงตามเป้ารบ.
นาย พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรมช.คลัง ในฐานะคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 17 โครงการ จำนวน 1.15 แสนล้านบาทคือการปฏิบัติจริงว่าจะเกิดการใช้หมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากถามว่าเงินจำนวน 1.15 แสนล้านบาทพอหรือไม่ เชื่อว่าไม่มีทางพออย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจตกต่ำในปีนี้ต้องตามมาอีกหลายระลอก แต่ต้องดูกำลังของตัวเราเองว่า มีมากแค่ไหน ทั้งนี้ เงินดังกล่าวจะมีประโยชน์หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของรัฐบาลว่า ต้องการอัดฉีด หาเสียง หรือเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

นายกฯยันแผนกระตุ้นดีที่สุดแล้ว
ขณะ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลนำออกมาใช้แก้ปัญหานี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับมาตรการแก้ปัญหา เศรษฐกิจของอีกหลายประเทศทั่วโลก แม้จะถูกมองว่าเป็นโครงการอภิประชานิยม แต่ถือว่างบประมาณกว่าแสนล้านบาทที่อนุมัติไปนั้นได้ดูแลประชาชนอย่างครอบ คลุมที่สุดแล้ว
ส่วน ที่มีข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจที่งบกระตุ้นเศรษฐกิจในกระทรวงที่ตนเอง ดูแลถูกตัดจำนวนมาก และไปอนุมัติให้กับโครงการของรัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแล นั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้ได้ทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วในบางโครงการที่เป็นของพรรค ร่วมรัฐบาลที่อาจได้งบน้อย แต่ทั้งนี้เป็นการจัดสรรตามความสำคัญของโครงการซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเม็ด เงินลงสู่ภาคประชาชน ซึ่งเข้าใจกันดี ไม่เกิดการตีรวน


หัวข้อ: 42จว.เผชิญพิบัติภัยหนาว ช็อกดับอีก3-เตือนผักแพง ในหลวงพระราชทานผ้าห่ม
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 มกราคม 2009, 04:21:05 AM
ลิ้งค์จากแนวหน้า  "42จว.เผชิญพิบัติภัยหนาว ช็อกดับอีก3-เตือนผักแพง ในหลวงพระราชทานผ้าห่ม"  คลิก

http://www.naewna.com/news.asp?ID=143264    (http://www.naewna.com/news.asp?ID=143264)


หัวข้อ: นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับความกล้าหาญทางนโยบาย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 มกราคม 2009, 04:34:35 AM
จากมติชน


นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับความกล้าหาญทางนโยบาย

โดย สมพันธ์ เตชะอธิก





คุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกคาดหวังสูงว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการ เมืองระหว่างขั้วสีเหลืองกับขั้วสีแดง

แต่ด้วยข้อจำกัดทางการเมืองทำ ให้คุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องจูบปากและกอดกันทางการเมือง กับกลุ่มเพื่อนเนวินและพรรคร่วมรัฐบาลเก่ารวมทั้งยอมให้ตำแหน่งรัฐมนตรี มหาดไทยและคมนาคม ซึ่งเป็นกระทรวงเกรด A ที่มีอำนาจในการโยกย้ายผู้มีตำแหน่งระดับสูงและผลประโยชน์มหาศาลในโครงการ ต่างๆ ตามนโยบาย

ด้วยเหตุนี้เสื้อสีแดงอันเป็นกลุ่มโครงสร้างอำนาจเก่าของระบอบทักษิณ จึงไม่ยินยอมให้คุณอภิสิทธิ์บริหารบ้านเมืองได้อย่างง่ายๆ

ยุทธวิธี การปิดล้อมรัฐสภาก็ดี การชุมนุมขัดขวางทุกแห่งที่นายกฯ และรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์เดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ ก็ดี รวมทั้งคุณชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาและผู้หล่อหลอมคุณอภิสิทธิ์ทางการเมืองจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็โดน ปาไข่ใส่แว่นตาจากคนเสื้อแดง

ตกลงนอกจากคาดหวังในการแก้ไขปัญหาความ ขัดแย้งทางการเมืองจะไม่เป็นจริง ยังเป็นเรื่องยากลำบากที่คุณอภิสิทธิ์จะต้องจัดการกับกลุ่มเสื้อแดงที่ไม่มี กฎกติกามารยาท บางครั้งการชุมนุมก็เป็นแบบสันติวิธี บางครั้งก็มีก้อนอิฐก้อนหิน ไม้หน้าสาม บางครั้งก็มีไข่ไก่ไว้ปาผู้นำการเมืองฝ่ายตรงข้าม ลำพังการพูดจาและการใช้ตำรวจที่มีเพียงแค่โล่ไว้ป้องกันตัวเองจากกลุ่มผู้ ชุมนุม คงไม่สามารถจัดการกับม็อบเสื้อแดงได้

นอกจากนี้กลุ่มเสื้อแดงยังขยายอิทธิพลจนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่กล้าเดินทางไปทำงานในเขตพื้นที่หลายจังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือ

นี่เป็นโจทย์ใหญ่ทางการเมืองโจทย์แรกที่คุณอภิสิทธิ์ต้องใช้ความอดทนและท้าพิสูจน์ฝีมือการจัดการทางการเมือง

คุณ อภิสิทธิ์ควรประชุมกับตำรวจและทหารกำหนดมาตรการการชุมนุมและประกาศให้ชัดเจน ว่าอะไรทำได้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อะไรทำไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายบ้าง อะไรบ้างที่แม้ผิดกฎหมายก็ยอมให้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดการเข่นฆ่า ทำร้ายจนพิการและบาดเจ็บเกินขอบเขต อะไรบ้างที่ทำแล้วยอมรับไม่ได้ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยประกาศล่วงหน้าทางทีวีทุกช่อง วิทยุ หนังสือพิมพ์ตลอด 1 เดือน เพื่อแจ้งให้รับรู้โดยทั่วกัน

รวมทั้งอาจจำเป็นต้องร่างเป็นกฎหมาย การชุมนุมที่เหมาะสมเนื่องจากผู้คนในสังคมไทย มีลักษณะการใช้ประชาธิปไตยแบบเสรีตามใจตัวเอง มีลักษณะขี้แพ้ชวนตีมากกว่าการยอมรับกติกาบ้านเมือง

ความคาดหวังต่อ คุณอภิสิทธิ์เรื่องต่อมา คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อการพึ่งตนเอง ไม่เป็นเศรษฐกิจแบบประชานิยมที่เน้นแจกเงินแจกวัตถุสิ่งของลงชุมชน/หมู่บ้าน จนทำให้ชาวบ้านพากันอ่อนเปลี้ยเพลียแรง หวังพึ่งพาแต่รัฐบาลและนักการเมือง จนเป็นหนี้หมุนเวียน ไม่มีขีดความสามารถในการผลิต แปรรูป การตลาดและการจัดการ เพื่อมีงานทำ มีรายได้มาเลี้ยงตนเอง ครอบครัวและใช้หนี้กองทุนต่างๆ ให้หมดสิ้นไปได้

การที่รัฐบาลทุ่มงบ ประมาณไปที่เมกะโปรเจ็คต์ เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ช่วยให้แก้ปัญหาภาวการณ์หมุนเวียนของเงิน ทุนและการไม่มีงานทำได้เพียงชั่วคราว โดยปล่อยให้รัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลมีโอกาสได้รับผลประโยชน์จากค่าคอมมิสชั่น หรือค่ากู้เงินต่างๆ ประเทศ หรือคอร์รัปชั่น ล้วนเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและเอือมระอากับ การเมืองแบบเก่าและต้องการสร้างการเมืองแบบใหม่

สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ ควรจะทำเพื่อแก้ไขปัญหาตกงาน/ว่างงาน คือ นโยบายกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านกลับไปใช้ชีวิตร่วมกัน อย่างอบอุ่นในครอบครัวและชุมชนจนสามารถมีอยู่มีกิน ใช้ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ไม่เอาเงินรั่วไหลออกจากชุมชน/หมู่บ้าน

แต่คุณอภิสิทธิ์ต้องระวังให้ดี เพราะการปฏิบัติตามนโยบายจะไม่ตรงไปตรงมา

สมัย หนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มีรัฐมนตรีดูแลโครงการเศรษฐกิจพอเพียง แต่กลับไปทำลานค้าชุมชน ก่อสร้างอาคารและสถานที่ไว้รวบรวมสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใกล้หมดอายุและขาย ไม่ออกจากบริษัทยักษ์ใหญ่ ระบายจากกรุงเทพฯไปสู่ทุกตำบล/หมู่บ้าน โดยเป็นความร่วมมือของกลุ่มข้าราชการ นายทุนและนักการเมือง ภายใต้คำประกาศนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง โดยที่ชาวบ้านไม่ได้ผลิต แปรรูป ใช้วัตถุดิบในชุมชนและมีงานทำมีรายได้ แต่ยังใช้เงินตัวเองเอาออกไปให้คนอื่นรวยเหมือนเดิม

สิ่งที่คุณ อภิสิทธิ์ ควรสั่งการทางนโยบายและควบคุมดูแลการปฏิบัติ คือ สร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มกิจกรรมต่างๆ องค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน อบต. เทศบาล อบจ. ให้ร่วมกันจัดทำแผนแม่บทเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้ชาวบ้านวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ วางเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีและโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีกองทุนฯทุกหมู่บ้านที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง 50% องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 50% (ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่าง ถ้าจะให้ดีต้องขึ้นกับแต่ละพื้นที่เป็นหลัก หรือมีการสมทบจากชาวบ้าน 25% อปท. 25% เนื่องจากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องยากในระยะเริ่มต้น) มีการบริหารจัดการโดยผู้นำชุมชนที่ได้รับการยอมรับโดยมาจากการเลือกตั้งและ การสรรหาจากประชาคมชุมชน/หมู่บ้าน

การที่จะทำเช่นนี้ได้ คุณอภิสิทธิ์ต้องใช้ความกล้าหาญมาก โดยลดงบประมาณจากเมกะโปรเจ็คต์และการพัฒนาเฉพาะกรุงเทพฯ โดยทุ่มเทงบประมาณมาที่ชนบทและชุมชนเมือง อันเป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ที่ยากจนอาศัยอยู่และเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาทาง การเมืองมาก รวมทั้งไม่ยอมรับพรรคประชาธิปัตย์เพราะไม่เคยทำอะไรเป็นรูปธรรมให้กับคนยาก จนในชนบท

การทุ่มเทนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงนอกจากจะเป็นแนวทางการพัฒนา เพื่อการพึ่งตนเอง ไม่เลียนแบบประชานิยม ไม่เน้นทุนนิยม พรรคประชาธิปัตย์ยังจะสามารถแก้ไขปัญหาการเมืองและได้คะแนนเสียงจนมี ส.ส./ส.ว.ในชนบทภาคอีสานและภาคเหนือได้

คุณอภิสิทธิ์ในฐานะนายก รัฐมนตรี เป็นศูนย์กลางอำนาจที่ทุกคนทุกหน่วยงานและสื่อมวลชนพุ่งเข้าหา มีภารกิจและงานจุกจิกมาก ด้วยเหตุที่สังคมไทยเอาทุกอย่างไปรวมไว้ให้ผู้นำสูงสุดตัดสินใจ หน่วยงาน/องค์กรในราชการไทยและการเมืองจึงขึ้นกับผู้นำมาก

ผู้นำดี (ซึ่งมีน้อยมากๆ) โอกาสที่จะสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหาก็มีมาก

ผู้ นำไม่ดี (ซึ่งมีมากๆๆ) ในองค์กร/หน่วยงาน ปัญหาโกงกิน ทำงานไม่เป็น เอาแต่งานเปิดป้ายเปิดประชุมร่วมแต่งานพิธีกรรม บ้านเมืองเราถึงยังไม่เป็นที่น่าพอใจและสูญเสียโอกาสพัฒนา

คุณอภิสิทธิ์จึงควรเน้นนโยบายและทำงานให้ตรงเป้าหมาย อย่าปล่อยให้สภาพแวดล้อมชักนำไปสู่วงจรเก่าๆ ทางการเมือง

โอกาสเป็นของคุณอภิสิทธิ์แล้วจะใช้เพื่อประชาชนจริงๆ ได้อย่างไร?


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 มกราคม 2009, 21:48:17 PM
จากผู้จัดการรายวัน

นโยบายประชานิยมแก้จน ใครลอกใคร

โดย อุษณีย์ เอกอุษณีษ์
   15 มกราคม 2552 16:25 น.
      
ศุกร์นี้หลบเสียงวิจารณ์ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลมาร์คผู้มีแต่ให้ มาดูประวัติชีวิต และผลงานนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศ ศาสตราจารย์ ดร.มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตและวิญญาณ ในการนำความรู้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องร่วมชาติ จนผลงานของเขา “ธนาคารกรามีน” เป็นที่ยอมรับบนเวทีโลก และคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี 2549 ได้สำเร็จ หากแต่สิ่งทรงคุณค่าเหนือกว่ารางวัลอันยิ่งใหญ่ คือ การที่นักวิชาการท่านนี้ได้เป็นเจ้าของ โมเดลแก้จนของจริง ที่จะลงไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ชนชั้นรากหญ้าในบังกลาเทศ ให้ยกระดับฐานะความเป็นอยู่และลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้
       
        คนไทยเรารู้จักนโยบายกองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล กองทุนเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่รัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และไม่ว่าตามความเป็นจริงรัฐบาลไหนจะเป็นผู้ลอกนโยบายใครก่อน-หลัง ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แนวคิดการสร้างโอกาสด้วยการหยิบยื่นเงินทุนให้ชาวบ้านที่ยากไร้ไปตั้งตัว สร้างกระบวนการพึ่งพาตนเอง มีจุดเริ่มต้นอันสำคัญ และเคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในประเทศบังกลาเทศ ประเทศที่มีเนื้อที่เล็กกว่าไทยถึง 3 เท่า แต่มีประชากรหนาแน่นติดอันดับ 8 ของโลก
       
       คนส่วนใหญ่ที่นี่ทำเกษตรกรรม ไม่รู้หนังสือ ยากไร้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ไร้ที่ทำกิน ยึดอาชีพแรงงานรับจ้าง มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หนำซ้ำบังกลาเทศยังโชคร้ายกว่าไทยมาก เพราะมีภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดที่ไซโคลนเข้าบ่อยสุดในเอเชียใต้ ส่วนปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ก็กลายมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ
       
        ไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่เข้าไปช่วยพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้ในชนบทบัง กลาเทศ แทนที่จะเป็นรัฐบาลหรือองค์กรเคลื่อนไหวใดๆ กลับกลายเป็นเพียงมือคู่น้อยๆ ของนักวิชาการผู้ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ และตัดสินใจกลับมาทำงานตอบแทนแผ่นดินเกิด ศาสตราจารย์ผู้นี้แทนที่จะเอาความรู้ความสามารถไปรับใช้บริษัทเอกชนแลกเงิน เดือนก้อนโต เขากลับเลือกไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเล็กๆ ในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดบ้านเกิดของเขา และที่นี่เองที่ทำให้เขาได้เข้าไปใกล้ชิดและช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน และสร้างประโยชน์ให้คนจำนวนมาก มากกว่าการเข้าไปดำรงตำแหน่งใหญ่โตในคณะกรรมาธิการวางแผนของรัฐบาล ซึ่งเขาแทบไม่ได้ลงมือทำอะไรจริงจังเลย นอกจากนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์
       
        มีสัจธรรมหลายข้อที่ยูนุสได้รับระหว่างการเป็นครูในชนบท เช่น การ เป็นเพียงนักวิชาการที่มุ่งแสวงหาความรู้ในระดับที่สูงขึ้นแต่เพียงอย่าง เดียว โดยโดดเดี่ยวมหาวิทยาลัยไม่เข้าไปช่วยเหลือชุมชนรายรอบ และแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่น่าละอาย หรือแม้แต่การค้นพบว่า ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อนแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยเมื่อมีคนกำลังจะ ตายเพราะความหิวโหยให้เห็นอยู่รอบๆ ห้องบรรยายของเขานั่นเอง
       
        ศาสตราจารย์ยูนุสจึงเริ่มต้นการวิ่งเข้าไปสู่รากเหง้าของปัญหายากจนเพื่อ ศึกษาและหาทางแก้ไข เขาชักชวนนักเรียนให้วางตำราคลาสสิก และวิ่งลงไปนาไร่ สอนชาวบ้านเรียนรู้การทำนาแบบใหม่ นำพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตสูงมาให้ชาวบ้าน และเด็กๆ มีหน้าที่เขียนรายงานวัดผลการช่วยเหลือชาวบ้านส่งครู แทนการบ้านที่มีแต่โจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ และไม่เกิดประโยชน์
       
        เมื่อรัฐบาลไม่ทำอะไรนอกจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตให้เกษตรกร ก็เป็นหน้าที่ของยูนุสด้วยความเต็มใจ ที่จะเข้าไปสอนให้ชาวบ้านรู้จักการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ หลักการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชนร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ทำให้บ่อน้ำและปั๊มสูบที่เคยเหลือร้าง ไม่ถูกทิ้งอย่างว่างเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นความพยายามจะช่วยเหลือคนที่ยากไร้กว่าชนชั้นชาวนา หรือผู้ไม่มีกระทั่งที่ทำกินที่เพาะปลูก ได้กลายมาเป็นต้นกำเนิดของธนาคารเพื่อคนชนบท หรือ “ธนาคารกรามีน” นั่นเอง
       
        ชีวิตของสตรีบังกลาเทศที่ได้รับค่าตอบแทน จากการสานตระกร้าขายวันละ 50 สตางค์เพราะเธอไม่มีเงินทุนจะไปซื้อไม้ไผ่สำหรับใช้สานตระกร้า จึงต้องกู้พ่อค้าคนกลางวันละ 5 บาท 50 สตางค์ จนกระทั่งเมื่อตระกร้าถูกสานจนเสร็จจึงนำไปขายคืนพ่อค้า รับส่วนต่างสำหรับเลี้ยงชีพเพียง 50 สตางค์ต่อวัน (เมื่อปี 2520) เหล่านี้คือโจทย์ชีวิตของจริงที่ศาสตราจารย์ชาวบังกลาเทศต้องแก้ให้ตก ตัวเขาเองถึงกับเปรยว่า ในชั่วโมงบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย ขณะที่เขากำลังอธิบายทฤษฎีถึงตัวเลขเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ แต่ต่อหน้าต่อตาเขาปัญหาความเป็นความตายของคนเรากลับขึ้นอยู่กับเงินเพียง 2 เซนต์ (หรือประมาณ 50 สตางค์) เท่านั้น
       
        นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของธนาคารคนยากที่ศาสตราจารย์ยูนุสก่อร่างสร้างขึ้น บนแนวคิดที่ว่า ชาวบ้านที่เขาช่วยเหลือไม่ได้จนเพราะโง่ หรือเกียจคร้าน แต่เพราะขาดโอกาสและเงินทุน และแน่นอนว่า ไม่มีธนาคารแห่งไหนยอมให้เงินกู้กับผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้และขาดหลัก ทรัพย์ในการค้ำประกัน แต่สำหรับยูนุส เขามองต่างออกไป เขาเชื่อว่าคนจนที่ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง หาเช้ากินค่ำ จำเป็นต้องชำระเงินกู้อย่างเคร่งครัดเพื่อรับสิทธิการกู้ครั้งใหม่ เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปในวันรุ่งขึ้น ยูนุส มองว่า การที่จะต้องมีชีวิตอยู่ในวันต่อไปนี่ล่ะ จะเป็นหลักค้ำประกันที่ดีที่สุด
       
        หนังสือเรื่อง มูฮัมหมัด ยูนุส ธนาคารคนจน และรางวัลโนเบล ที่มีวิทยากร เชียงกูล เป็นผู้เรียบเรียง และมีสำนักพิมพ์สายธาร เป็นผู้จัดพิมพ์ ราคาหน้าปกเพียง 140 บาท ยังได้อธิบายให้เราเห็นว่า การแก้ปัญหาความยากไร้ไม่ใช่แค่การโยน หรือยัดเงินเข้าไปใส่กระเป๋าชาวบ้านอย่างเปล่าประโยชน์ แต่ต้องจัดการส่งเสริมการเรียนรู้ระเบียบวินัยการกู้ให้ชาวบ้าน เช่น การจัดกลุ่มตรวจสอบในหมู่ชาวบ้านกลุ่มละ 5 คน, หมู่บ้านละ 7-8 กลุ่ม ทุกกลุ่มต้องผ่านการอบรมวัตถุประสงค์โครงการ ต้องสอบวัดความรู้ วัดความตั้งใจ ต้องมีวินัยในการชำระเงินกู้ เพราะหากผิดชำระก็จะกระทบต่อสิทธิในการกู้ของเพื่อนบ้านรายอื่นเป็นลูกโซ่ ธนาคารกรามีนของที่นี่กำลังสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างธนาคารกับคนยากจน แทนที่จะผูกมัดระหว่างกันด้วยสัญญาที่เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว และกำลังสร้างสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันให้เกิดขึ้น จากระดับหมู่บ้านเป็นจังหวัด และประเทศ จนถึงวันนี้ธนาคารกรามีนได้กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก
       
        นี่ เป็นอีกตัวอย่างของความพยายามในการแก้ปัญหาความยากจน ที่บ้านเราเองก็พยายามจะทำกันมาหลายสิบปีแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ มีความแตกต่างอยู่หลายประการ ระหว่างกระบวนการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในบังกลาเทศและบ้านเรา อย่างน้อยผู้ลงมืออย่าง ศาสตราจารย์ยูนุสก็ผลักดันนโยบายที่ว่านี้บนพื้นฐานของการเป็นนักวิชาการที่ มุ่งหวังเพียงแก้ปัญหาให้เพื่อนร่วมชาติที่อยู่ตรงหน้าเขา ซึ่งต่างจากบ้านเราที่นโยบายในรูปแบบนี้ ถูกนักการเมืองหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับซื้อเสียงล่วงหน้า ...ผลลัพธ์ที่ออกมา จึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 16 มกราคม 2009, 06:06:58 AM
จากไทยโพสต์

     เศรษฐกิจ

ฝ่าเปลวไฟ จะฟื้นหรือไม่

16 มกราคม 2552    กองบรรณาธิการ

หากพิจารณาจากความพยายามของรัฐบาลที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว น่าจะทำให้ภาพเศรษฐกิจไทยจากนี้ไปดูดีขึ้น แต่เมื่อพิจารณาลงลึกไปในมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลเข็นออกมา

ไม่แน่ใจว่าจะเป็นยาวิเศษที่ฉีดลงไปในระบบ แล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจหรือไม่

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลเข็นออกมา  แม้ว่าจะถูกเหยียดหยันว่าเป็น แค่การลอกการบ้านจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา  แต่อย่างน้อยก็ดีกว่า พูดอย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำอะไรเลย

มาตรการ  "อภิประชานิยม"  ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่  13 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นแค่เพียงล็อตแรกที่ใช้เงินประมาณ  115,000  ล้านบาทในการ ลด แลก แจก แถม และฟรี โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักในภาคแรงงานประมาณ 9 ล้านคน

ภายใต้วงเงิน  115,000 ล้านบาท มีทั้งมาตรการลดค่าครองชีพ พัฒนาแหล่งน้ำ สนับสนุนการท่องเที่ยว ฟื้นฟูความมั่นคงของประเทศ ช่วยคนตกงาน ฯลฯ

นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี  ระบุว่า มาตรการต่างๆ ที่ ครม.มีมติออกมานั้น ได้พิจารณาบนหลักที่ว่า  ฟื้นเศรษฐกิจได้  เร็ว ตรง และได้ผลที่สุด พร้อมทั้งระบุว่า มาตรการต่างๆ ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่วิเคราะห์วิจัยจากการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก

ถัดจากการเข็นมาตรการอภิประชานิยมและมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงวันเดียว   คณะกรรมการนโยบายการเงิน  (กนง.)  ธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.)  มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ  1  วัน  หรือดอกเบี้ยนโยบาย ลงพรวดเดียว 0.75% มาอยู่ที่ 2.00% ต่อปี

การปรับลดดอกเบี้ยของ  กนง.เที่ยวนี้  0.75%  เป็นไปตามที่ตลาดคาดหมายกันไว้ว่าน่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยตั้งแต่  0.50-1.00%  ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการการกระตุ้นด้วยนโยบายการเงิน  เช่นเดียวกับที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังใช้มาตรการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะถดถอยอย่างหนัก

การลดดอกเบี้ยลงพรวดเดียว  0.75%  รอบนี้ถือว่าเป็นนัดแรกในการประชุมของปี 2552 และเป็นการลดต่อเนื่องหนักๆ  เป็นครั้งที่สอง นับจากการประชุมเมื่อต้นเดือน ธ.ค.2551 ที่ปรับลดดอกเบี้ยลงรวดเดียว 1.00% ถือว่าช็อกตลาด

เหตุผลที่  กนง.ปรับลดดอกเบี้ยลงแรง  มาอยู่ที่  2.00% ก็เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวสูงขึ้น  ขณะที่แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อเวลานี้มีน้อยมาก  จากที่เคยเป็นแรงกดดันอย่างหนักในช่วงกลางปีที่ผ่านมา  กระทั่งปิดบัญชีปี  2551 ตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.5% และเริ่มเห็นเงินเฟ้อในแต่ละเดือน "ติดลบ" มากขึ้น

รัฐบาลมีทั้งมาตรการการคลัง  และมาตรการการเงิน  เป็น "2 ประสาน" ในการฟื้นเศรษฐกิจ  ขึ้นอยู่กับว่าในทางปฏิบัติแล้ว  จะสามารถขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ  ให้เกิดผล เกิดประสิทธิภาพได้มากน้อยแค่ไหน

แม้ว่าเสถียรภาพของรัฐบาลจะแข็งแกร่งมากขึ้นจากผลการเลือกตั้งซ่อมเมื่อวัน ที่  11  ม.ค.ที่ผ่านมา  ที่ได้มาอีก 20 เสียง รวมเป็น 255 เสียง แต่ผลพวงจากการรวมตัวของกลุ่มก๊วนต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ย่อมมีผลประโยชน์ของพรรคการเมือง นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้รัฐบาลจะยืนยันหนักแน่นว่า   เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไปในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หวังจะให้ตกถึงมือรากหญ้าเต็มเม็ดเต็มหน่วย  แต่รัฐบาลกล้ารับประกันได้หรือไม่ว่าจะไม่เกิดการตกหล่น  เกิดการรั่วไหลในการใช้งบประมาณทุกบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เพราะด้วยกลไกของรัฐที่อ่อนแอและไร้ซึ่งประสิทธิภาพในการกำกับ  ตรวจสอบการใช้งบประมาณ เป็นเครื่องตอกย้ำว่ารัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ดี

สังคมให้โอกาสกับนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลมากที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐบาล 2 ชุดที่ผ่านมา โดยหวังว่ารัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์จะพลิกฟื้น นำพาให้ประเทศไทย สังคมไทย เศรษฐกิจไทยดีขึ้น

ขึ้นอยู่กับว่า  รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์  จะสานต่อโอกาสและความหวังของประชาชนได้มากน้อยขนาดไหน

อย่าลืมว่าวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้  หนักหน่วงนัก  ลำพังใช้เงินแจก  ซื้อใจรากหญ้า  น่าจะไม่พอ และอาจไม่ใช่ยาที่ตรงกับโรคก็ได้.

อโณทัย ชุมไชยโย (แทน)


หัวข้อ: ประชานิยม vs เศรษฐกิจพอเพียง...กาแฟดำ
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 16 มกราคม 2009, 09:14:38 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

ประชานิยม vs เศรษฐกิจพอเพียง

โดย : กาแฟดำ




  ก็จะต้องพิสูจน์ว่าการไล่แจกเงินชาวบ้านครั้งนี้ ไม่ใช่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง อย่างที่เราเคยสงสัยคลางแคลง "ทักษิโณมิกส์" แต่ก่อน...หากแต่จะต้องไม่ลืมพื้นฐานแห่ง "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่เป็นหัวใจของการอยู่รอด

 ผมเห็นตัวเลขประมาณ 15,200 ล้านบาท สำหรับ "โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน" ในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี ซึ่งเป็นเงินน้อยกว่าที่เอาไปแจกคน 8 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 14,999 บาท จึงเกิดความสงสัยว่า การจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ต่อเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเช่นไร

 คุณอภิสิทธิ์ บอกว่า การฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างที่รัฐบาลของท่านเพิ่งประกาศไปเป็น เรื่องที่ใครๆ เขาก็ทำกันทั่วโลก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

 แต่นายกฯ ไม่ได้บอกว่า แต่ละประเทศที่ทำนั้นสำเร็จและล้มเหลวกันกี่เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญกว่านั้น คือ "ยั่งยืน" กันมากน้อยเพียงใด

 เมื่อไม่มีการวิเคราะห์ตัวอย่างของประเทศอื่น ให้คนไทยได้รับทราบกันอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังไม่สามารถจะแจกแจงความสำเร็จ และล้มเหลวของประชานิยมหมาดๆ ของ "ระบอบทักษิณ" จึงบอกไม่ได้ว่า "อภิ(สิทธิ์)ประชานิยม" ครั้งนี้ กำลังจะเดินไปสู่ทิศทางไหน

 แต่หากการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของนายกฯ อภิสิทธิ์ เดินไปพร้อมๆ กับการวางหลักปักฐาน "เศรษฐกิจพอเพียง" อย่างเป็นระบบ และเอาจริงเอาจัง ก็เป็นไปได้ว่าเงินแสนล้านที่ใช้คราวนี้ และที่ยังกำลังจะประกาศใช้อีกนั้น จะไม่ใช่เรื่อง "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" อย่างที่กำลังโดนวิจารณ์อย่างอึงมี่อยู่ขณะนี้

 เพราะคำว่า "ประชานิยม" (ไม่ว่าจะเป็นที่เผด็จการอเมริกาใต้นำมาใช้ เพื่อซื้อความนิยมทางการเมืองของตนเอง หรือที่ บารัก โอบามา ประกาศใช้เพื่อให้ประเทศพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ) นั้น ไม่เคยไปพร้อมกับ "ความยั่งยืน"

 ตรงกันข้าม ประชานิยมจะโดนเปรียบเทียบกับ "ความฉาบฉวย" และ "การฉวยโอกาส"

 ขณะเดียวกัน หากจะให้การพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้า และชนชั้นกลาง ของประเทศมีความต่อเนื่อง และยั่งยืนอีกทั้งยังเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์พร้อมๆ กับการสร้างรากฐานแห่งภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างแท้จริง รัฐบาลชุดนี้จะต้องเอาจริงเอาจังกับการสร้างพื้นฐานของ "เศรษฐกิจพอเพียง" อย่างจริงใจ และสร้างฐานสนับสนุนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ

 แน่นอนว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นเรื่องอธิบายยากกว่าการไล่แจกเงินชาวบ้าน

 เศรษฐกิจ พอเพียงอาจจะไม่ sexy เหมือนการลดแลกแจกแถม ลักษณะทำการตลาดทางการเมือง แต่คุณอภิสิทธิ์ คงไม่ต้องการได้ชื่อว่า เป็นแค่นักการเมืองที่เก่งด้านการตลาด และทำงานฉาบฉวยได้คล่องแคล่วเท่านั้น แต่ความคาดหวังจากสังคมส่วนใหญ่นั้น ต้องการเห็นนักการเมือง "น้ำดี" ทำงานดีๆ ที่มีผลระยะยาวและสร้างรากฐานแห่งสังคมอย่างแท้จริง

 แม้จะเป็นงานยากกว่า เหนื่อยกว่า และไม่สอดคล้องกับแผนการหาเสียงของพรรคของตนสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่ท้ายที่สุด ประวัติศาสตร์จะตัดสินคุณอภิสิทธิ์ ที่การทำงานเพื่อสาธารณะ หรือ public service มากกว่าความเก่งกาจในฐานะเป็นนักการเมือง "รอบจัด" ที่ทำให้อยู่ในอำนาจได้นานเท่านั้น

 ทักษิณ เสียโอกาสทองที่จะทำตัวเป็น "รัฐบุรุษ" แทนที่จะเป็น "นักการเมืองธรรมดา" เพราะโดนประชานิยมที่ตนสร้างขึ้นมากลืนตัวเอง

 วันนี้อภิสิทธิ์ กำลังโดนท้าทาย ว่าจะทำความผิดพลาดเหมือนทักษิณหรือไม่



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 16 มกราคม 2009, 09:42:30 AM
จากคมชัดลึก

รัฐต้องเร่งฟื้นฟูภาคเกษตร
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยจำนวนเงิน 1.15 แสนล้านบาท ด้วยการกระจายไปทุกภาคส่วน ถูกมองว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไม่ตรงกับเป้าหมาย

รวม ทั้งจะไม่มีผลมากมายจนทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ซึ่งความคิดเช่นนี้นับว่าไม่ผิด เพราะเป็นจำนวนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งถูกรุมเร้าด้วยวิกฤติการเมืองเศรษฐกิจสังคม และภาคอื่นๆ มาเป็นเวลาหลายปี

 อย่างน้อยที่สุดเงินจำนวนนี้จะสร้างผลอย่างมากด้าน จิตวิทยา เพราะการกระจายเงินส่วนหนึ่งก็เข้ากระเป๋าประชาชน ย่อมสร้างความต่อเนื่องในการจับจ่ายใช้สอย สามารถจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยับได้บ้าง แทนที่จะอยู่นิ่งเฉย หรือถดถอยไปกว่าสภาวะที่เป็นอยู่ ประเด็นสำคัญเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจว่ารัฐบาลมี ความฉับไวในการทำงาน และมีเจตนาให้เห็นว่าโครงการเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซับหายไปถ้านักการเมือง บางกลุ่มเข้าไปฉกฉวยหาผลประโยชน์

 รัฐบาล จะต้องพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการอื่นๆ และฟื้นฟูภาคธุรกิจซึ่งนำไปสู่การผลิตและการจ้างงานต่อเนื่อง นั่นคืออุตสาหกรรมก่อสร้างยานยนต์และการแปรรูปสินค้าภาคเกษตร ทั้งยังเป็นจังหวะดีที่รัฐบาลจะวางแผนปฏิรูปประเทศให้ครบวงจร เพื่อวางรากฐานอันมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาศัยทรัพยากรธรรมชาติในภาคเกษตรเป็นทุนสำคัญสำหรับ ระดมเงินรายได้มาพัฒนาประเทศ เพราะภาคเกษตรนั้นสามารถสร้างผลผลิตจากแผ่นดินไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งแตกต่างจากทรัพย์ในดินประเภทอื่นๆ ที่ใช้แล้วหมดสิ้นเช่น น้ำมัน แร่ธาตุ เป็นต้น

 ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องเร่งทุ่มเทเพื่อฟื้นฟูภาค เกษตรในการเพิ่มผลผลิตและให้คนส่วนใหญ่ของประเทศคือภาคเกษตรมีโอกาสได้ลืมตา อ้าปาก และมีสภาพการดำรงชีพที่ไม่ลำบากยากแค้น เพราะถ้าหากชาวนา เกษตรกรได้รับการอุ้มชูดูแลมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้รวดเร็วกว่าประเทศ ซึ่งไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นรากฐานสำคัญของทุน และต้องปรับทัศนคติใหม่ว่าภาคเกษตรนั้นเป็นมรดกของแผ่นดินมีความสำคัญกว่า ภาคอุตสาหกรรม เพราะประเทศไทยนับวันจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันตกต่ำกว่าประเทศซึ่ง กำลังพัฒนาอื่นๆ แต่ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องระมัดระวังการใช้จ่ายต้องไม่ให้เกิดความสูญเสียและ รั่วไหล จนกลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลและสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน


หัวข้อ: 'เฮลิคอปเตอร์มันนี่' ไม่ใช่เงินหล่นจากฟ้า เพราะมันก็มีต้นทุน..กาแฟดำ
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 19 มกราคม 2009, 07:51:46 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ


การเมือง : บทวิเคราะห์
วันที่ 19 มกราคม 2552 00:03

'เฮลิคอปเตอร์มันนี่' ไม่ใช่เงินหล่นจากฟ้า เพราะมันก็มีต้นทุน

โดย : กาแฟดำ




รัฐมนตรี คลัง กรณ์ จาติกวณิช บอกว่าโครงการ "ไล่แจก" เงินคนมีรายได้ประจำไม่เกิน 14,999 บาท คนละ 2,000 บาท เพื่อกระตุ้นกำลังการซื้อของประชาชนน

 เป็นการประยุกต์มาจากสูตร "helicopter money" ของสหรัฐอเมริกา

แต่ไม่ได้เอาเงินไปโปรยจากเฮลิคอปเตอร์จริงๆ อย่างที่แนวคิดดั้งเดิมของสหรัฐกำหนดไว้จริง

แต่ใช้วิธีผันเงินไปให้ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่มีการออมต่ำ เมื่อได้เงินช่วยเหลือก็จะนำเงินไปใช้จ่ายทันที ทำให้เกิดการหมุนเวียน แต่หากกระตุ้นแล้วยังไม่ดีขึ้น คุณกรณ์ บอกว่า ก็จะเข้ากระบวนการงบประมาณปี 2553 ต่อไป

แปลว่า รัฐมนตรีคลัง เอง ก็ยังไม่แน่ใจว่าการ "โปรยเงิน" หว่านแจกให้กับคนรายได้น้อยจะได้ผลตามที่คาดหวังหรือไม่

 ที่รัฐบาลอ้างถึง "helicopter money" ก็คงเป็นเพราะต้องการจะสื่อว่านี่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คิดขึ้นมาเอง แต่ดูตัวอย่างจากเมืองนอกที่เขาทำกันมาหลายประเทศ

แต่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการหว่านเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจเฉยๆ นั้น จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่
 ประธาน ธนาคารกลางของสหรัฐ เบน เบอร์นันเก้ เคยเสนอทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองด้วย "helicopter money" อย่างนี้แหละ เพราะถือว่าเป็นวิธีการตรงที่สุด ง่ายที่สุด ที่จะให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และไม่ต้องผ่านกลไกของรัฐที่เอื่อยเฉื่อย และอาจจะมีการฉ้อฉลด้วยซ้ำไป

จนมีนักวิจารณ์เรียกเขาว่า "Helicopter Ben" ก่อนหน้าที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานธนาคารกลางแทนท่านผู้เฒ่าอลัน กรีนสแปน เพราะเขาแสดงความเห็นโอนเอียงมาทางด้านการแจกเงินกับประชาชนเพื่อสู้กับภาวะ เงินฝืด


 คนที่เขาเชื่อทฤษฎีโปรยเงินจากเฮลิคอปเตอร์ นั้น บอกว่าการหว่านเงินตรงๆ ถึงมือผู้บริโภคนั้น มีผลชัดเจนเป็นประโยชน์ทั้งกับคนรายได้น้อยกับธุรกิจเอง

บางคนอาจจะเอาเงินที่ได้แจกนั้นไปซื้อข้าวของที่ต้องการ ทำให้เกิดการผลิต และโรงงานไม่ต้องลดชั่วโมงการทำงาน ไม่ต้องคิดจะลดคนงานในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ด

บางคนอาจจะเอาเงินนี้ไปจ่ายหนี้บัตรเครดิตหรือผ่อนค่าบ้านหรือผ่อนรถ

อีกบางคนอาจจะเอาเงินนี้ไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็จะช่วยไม่ให้ตลาดทั้งสองอย่างนี้เกิดอาการหดตัวจนราคาหุ้นและบ้านต้อง หล่นฮวบฮาบลงไปอย่างน่ากลัว

คนเชียร์สูตรนี้ถึงกับบอกว่า ถ้าใช้ "เงินหล่นจากเฮลิคอปเตอร์" อย่างได้ผลจริง ๆ แล้ว ก็อาจจะถึงขั้นที่ช่วยลดความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ด้วยซ้ำไปแน่นอน ว่าคนที่เห็นต่างก็จะบอกว่านี่เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และตั้งคำถามว่าจะมีวิธีประเมินและวัดผลอย่างไรว่าเงินที่หว่านออกไปอย่าง เหวี่ยงแหอย่างนี้จะก่อให้เกิดการ "กระตุ้น" อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไร?

แม้แต่ คุณกรณ์ เอง ก็ไม่อาจจะรับรองว่าจะเกิดผลที่ตั้งเป้าไว้กี่เปอร์เซ็นต์ จึงบอกว่าถ้าไม่สำเร็จก็จะไปใช้งบของปีหน้าเป็นตัวกระตุ้นต่ออีกจังหวะหนึ่ง

ดังนั้น การ "ยัดเงินใส่มือชาวบ้าน" ตามนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครั้งนี้ จึงต้องถือว่าเป็นการ "ฉีกแนว" และก้าวล้ำหน้าสมัยทักษิณ ด้วยซ้ำ เพราะต้องการจะสนองตอบเสียงเรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์ แสดงความเป็นผู้หาญกล้าท้าทาย "ระบอบทักษิณ" ที่ใช้เงินภาษีประชาชนเป็นแนวหน้าของการบุกทะลวงปัญหาทางการเมือง

ถ้า อภิสิทธิ์ จะทำคะแนนเหนือทักษิณจริง "ประชานิยม" ยี่ห้อประชาธิปัตย์ต้องโปร่งใส ชัดเจนและตรวจสอบกับประเมินผลได้อย่างเป็นระบบกว่าของ ไทยรักไทย

สามเดือนจากนี้ไปต้องบอกประชาชนได้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุด "อภิ(สิทธิ์) ประชานิยม" นี้วัดกันเป็นตัวเลขและสถิติได้อย่างไร

 

หาไม่แล้ว ก็จะกลายเป็นการทำตามอย่างคนอื่นโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ามันจะไปช่วยการสูบฉีดเลือดลมเศรษฐกิจของชาติอย่างไร

จะเลียนแบบคนอื่นทั้งทีต้องเนียน และแน่กว่าเขา จึงจะอ้างเป็นผลงานของตัวเองได้

(ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับ helicopter money อย่างไร? เข้ามาร่วมแสดงความเห็นที่ www.oknation.net/blog/black ได้ตลอด 24 ชั่วโมง)


หัวข้อ: ใครๆ ก็ว่า...มาร์ค...ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ... (เศรษฐศาสตร์วันหยุด)
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 19 มกราคม 2009, 07:56:22 AM
จากแนวหน้า

ใครๆ ก็ว่า...มาร์ค...ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ... (เศรษฐศาสตร์วันหยุด)


โอ้แม่เจ้า....ใครๆ ก็ต้องร้องอุทานด้วยคำนี้กันทั้งแผ่นดิน...เมื่อ...โอบามาร์ค...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 เล่นบทซานตาคลอส...ได้มันสะใจกว่านายกฯคนไหนๆ...ก็มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่โอบามาร์คสั่งเทเงินลงมาในระบบร่วม 1.3 แสนล้านบาท...พี่แกแตกเหมือนเงินนั้นได้มาเปล่าๆๆ....

แจกแหลก แจกไปทั่ว แจกง่ายๆ ไม่มีเงื่อนไข....เล่นเอาได้ใจคนครึ่งค่อนประเทศ...ไล่ไปตั้งแต่รากหญ้า ยันเศรษฐีเงินล้านเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์...

แต่ที่โดนใจและโดนด่ามากที่สุดนี่เลย...แจกเงินขวัญกระเป๋าให้ไปฟรีๆ สำหรับลูกจ้างที่เป็นสมาชิกประกันสังคมที่มีเงินเดือนไม่เกิน 1.4 หมื่นบาท/เดือน...ได้ไปคนละ 2,000 บาท ทั้งหมดก็ 9 ล้านคน....การนี้รัฐบาล (ประกันสังคม) ต้องจ่าย 1.8 หมื่นล้านบาท...

บางคนด่าว่ารัฐบาลทำไมบ้องตื้นขนาดนี้...บางคนถึงกับด่าไปถึงสถาบันที่นายกฯ จบการศึกษามา...ว่าทำไมคิดได้แค่นี้หรือ?...อุตส่าห์จบจากสถาบันมีชื่อระดับ โลก...

หลายคนติงว่า...การกระตุ้นเศรษฐกิจตอนนี้คือต้องหางานให้คนทำเพราะคนกำลังจะ ตกงาน หรือไม่เช่นนั้นก็หางานพิเศษให้คนที่ไม่ตกงานทำจะได้มีรายได้เพิ่ม....แต่ ไม่ใช่เอาเงินไปทิ้งๆเปล่า 1.8 หมื่นล้านบาทแบบนี้...มันน่าเสียดาย....ประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐเคยทำแล้วแบบ นี้แต่ไม่ได้ผล แค่ 2-3 เดือนหลังจากนั้นเศรษฐกิจก็แย่เหมือนเดิม....ส่วนรัฐมีภาระหนี้เพิ่มอีก...

เอาล่ะ!....มองในมุมด่ามามากแล้ว...ไหนลองหันมาทางคนที่เขาเห็นดีด้วยบ้าง (แม้จะมีไม่มากก็ตาม)....คนที่เขาเห็นว่าดีก็จะบอกว่า...อย่างน้อยเงินจำนวน นี้ก็ทำให้เศรษฐกิจมันหมุนได้บ้างนะ....

ยกตัวอย่างง่ายๆ....คนที่ได้ตังค์ไปพาลูกไปกินก๋วยเตี๋ยว....ใครจะได้จากการ กินครั้งนี้บ้าง....คนแรกคนขายเส้นก๋วยเตี๋ยว...รวมไปถึงคนขายแป้งทำเส้น ก๋วยเตี๋ยว โรงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยว....คนขายถั่วงอก...เกษตรกรคนปลูกถั่วเขียว (ที่เขามาเพาะถั่วงอก)....คนขายหมู ขายลูกชิ้น เกษตรกรที่เลี้ยงหมู เถ้าแก่ขายจานก๋วยเตี๋ยว ช้อน ตะเกียบ น้ำแข็งเปล่า....และคนเหล่านั้นก็มีเงินไปจ้างลูกจ้าง...มีเงินพาครอบครัว ของเขาไปกินใช้ต่ออีก....

อธิบายแค่นี้ก็คงชัดว่า...เงินทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนไปอย่างไง...ส่วนจะหมุนกี่รอบนั้นมันมีปัจจัยอื่นประกอบอีกมากมาย....

ทีนี้...พอได้เห็นเหตุผลของทั้งฝ่าย (สนับสนุนและไม่เห็นด้วย) แล้ว...ก็ต้องเตือนว่า...มาตรการพวกนี้ไม่ได้ถูกหรือผิด....แต่จะสัมฤทธิผล นั้นมันขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะในการใช้มาตรการพวกนี้....จะมายึดเอาเป็น คัมภีร์ว่านี่คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเลยเสียทีเดียวไม่ได้

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือมองปัญหาระยะกลางและระยะยาว และเริ่มลงมือแก้ไขทันที...พอมาตรการระยะสั้นหมดฤทธิ์...ผลของมาตรการระยะ กลางและระยะยาวก็จะส่งผล...รองรับปัญหาได้ทันท่วงที...

ก็หวังว่า...ออกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์...คงไม่ได้สอนให้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และนายกรัฐมนตรี...ของผมคิดได้เท่านั้น...อย่างที่เขาว่ากันนะ...

พงษ์พันธุ์


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 19 มกราคม 2009, 08:00:03 AM
จากแนวหน้า


เพื่อประชาชน

ประมวล รุจนเสรี

 ประจำวันที่ 18 มกราคม 2552


ท่านผู้อ่านที่เคารพ

สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์ที่ 3 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำรัฐบาลเข้ารับผิดชอบบริหารราชการบ้านเมืองอย่างเต็มตัว ถูกต้องตามครรลองของรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลชุดนี้ได้พยายามหยิบยก นำมาตรการต่างๆ เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด และมากมาตรการที่สุด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า เป็นยุทธศาสตร์ที่สอดรับกับวิกฤติการณ์ปัญหาเร่งด่วนทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันปัญหาทางการเมือง การปกครอง และการบริหาร เป็นปัญหาคู่ขนานกับปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และมาตรการต่างๆ ค่อนข้างน้อยมาก จนเกือบจะมองไม่ออก ว่ามีสิ่งใดบ้างที่จะนำพาประเทศชาติ และประชาชน เข้าสู่การเมือง การปกครอง การบริหารที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

วันนี้ รัฐบาลต้องยอมรับในความจริงก่อนว่า ประชาธิปไตยของไทย ยังเป็นเพียงประชาธิปไตยรูปแบบ ไม่ใช่ประชาธิปไตยในเนื้อหาสาระ และวิถีชีวิตของประชาชน และเป็นประชาธิปไตยภายใต้ระบบราชการดั้งเดิมที่มีการเรียกขานกันว่า "อำมาตยาธิปไตย "

กลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่ยุติความเคลื่อนไหวทางการเมืองชั่วคราว ก็กำลังเฝ้ามอง และให้เวลาพรรคประชาธิปัตย์อยู่ - เขากำลังจับตาดูว่าช่วงเวลาจากนี้เป็นต้นไป รัฐบาลชุดนี้จะปรับปรุงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี กลไก และมาตรการต่างๆ ให้เข้าสู่ "การเมืองใหม่" ตามที่พวกเขาใช้เป็นเหตุผลในการต่อสู้ ล้มล้างระบอบทักษิณ และรัฐบาล 2 ชุดที่ผ่านมา จนส่งผลพวงให้ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับโอกาสสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันขึ้นมาได้

กระผม เข้าใจดีในสถานการณ์ทางการเมือง ที่ยังไม่ค่อยมีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ รัฐบาลยังไม่เร่งรัดจัดการปฏิรูปการเมือง การปกครอง และการบริหารของประเทศ ด้วยการนำนโยบาย มาตรการที่เป็นรูปธรรมออกมาให้ชัดเจน

ขณะเดียวกัน กระผมก็กลับมองต่างมุมว่า ในสภาวการณ์ที่เสถียรภาพทางการเมืองง่อนแง่น คลอนแคลน เช่นนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องแสดงภาวะความเป็นผู้นำแบบรัฐบุรุษออกมาให้มาก ทว่าในฐานะผู้นำพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล และพยายามจะรักษา ยืดอายุความเป็นรัฐบาลไว้ให้ยาวนานที่สุด ด้วยมาตรการประชานิยม นำเงินงบประมาณแผ่นดิน มาซื้อการสนับสนุนจากประชาชน เหมือนเช่นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ยึดถือเป็นวัตรปฏิบัติในช่วง 6 -7 ปี ที่ผ่านมา

การคิดแบบรัฐบุรุษ คือ การคิดแบบคำนึงถึง ความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่คิดถึง ความอยู่รอดของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากเกินไป

โดยสภาพความเป็นจริง ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองตลอดจนปัญหาสังคมที่ได้เกิดขึ้นกับประเทศชาติ และประชาชนของเราในขณะนี้ ล้วนมีรากเหง้าแห่งปัญหา มาจากต้นความคิดเดียวกัน คือ ต้นความคิดเศรษฐกิจ การเมืองเพื่อทุนนิยม ตามความเชื่อของประเทศตะวันตก ที่เป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย และทุนเสรีนิยม

กระแสทุนเสรีนิยม ที่มีอยู่ในระบอบการเมือง และเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันนี้ ได้รับการปลุกปั่น ส่งเสริม จากมหาอำนาจชาติตะวันตก จนกลายเป็น กระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งด้านประชาธิปไตย และทุนนิยมข้ามโลก ทุนนิยมข้ามชาติ

เรามองเห็นได้ชัดว่า โลกทุกวันนี้ตกอยู่ในสภาวะเดือดร้อน จากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ล้วนปั่นป่วน วุ่นวายไปทั้งหมดทั้งสิ้น

วิกฤตการณ์เช่นนี้ ผู้มีสายตายาวไกล เยี่ยงรัฐบุรุษ ต้องวิตก ต้องวิจารณ์ นำมาคิดพิจารณาตรึกตรอง หาทางก้าวให้พ้นอย่างยั่งยืน ถาวรให้จนได้

โดยเฉพาะประเทศไทยของพวกเราทุกคน เป็นดินแดนที่มีศักยภาพด้านการผลิตอาหาร และปัจจัย 4 อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม เพราะประเทศของเรา เป็นประเทศเกษตรกรรม ประเทศอื่นในโลกนี้จะประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจเพียงใด ประเทศไทยก็จะยังดำรงอยู่ได้ ด้วยเป็นแหล่งปัจจัย 4 ดังกล่าวมา และจากศักยภาพเช่นนี้ หากมีความคิด และวิธีจัดการที่ทรงประสิทธิภาพเพียงพอ ย่อมจะสามารถเอาตัวรอด และสามารถออกไปช่วยเหลือประเทศ และประชากรของโลกอื่น ๆ ได้

สิ่งที่จะบันดาลให้เกิดความอยู่รอดปลอดภัย จากวิกฤติการณ์ อันเลวร้ายนี้ได้ ก็คือรัฐบาล

รัฐบาลที่มีกระบวนทัศน์เหนือพรรค เหนือพวก เป็นกระบวนทัศน์เพื่อสังคม คือ ประเทศชาติ และประชาชนโดยแท้จริง เท่านั้น

กระบวนทัศน์ เช่นที่กล่าวมานี้ คือ การวางรากฐาน มาตรการ ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี สร้างเศรษฐกิจ การเมือง เพื่อสังคม ไม่ใช่เพื่อทุนนิยม

ท่านผู้อ่านกรุณานึกย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่ดำรงรักษาประเทศชาติมายาวนานกว่า 700 ปี แม้บางยุค บางสมัยจะสูญเสียเอกราชอธิปไตยไปบ้าง สูญเสียดินแดนไปบ้าง แต่คนไทยก็รักษาชาติบ้านเมืองไว้ได้ในที่สุด ก็คงมีแผ่นดินไทย ประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ อดีตบรรพบุรุษของเรา สร้างการเมือง เศรษฐกิจเพื่อสังคม เพื่อคนไทยอย่างแท้จริงมาโดยตลอด ในการเปิดประเทศรับอารยธรรมความคิดต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 -5 พระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรี ทรงวางรากฐานความคิด ทางการเมือง การปกครองให้คนไทย มาโดยลำดับ ด้วยการพยายามพัฒนาให้คนไทยมีการศึกษา มีอิสระเสรีในการคิด ในการพูด ในการกระทำ รวมทั้ง สอนให้คนไทยรู้จัก เรียนรู้ความคิดจากฝรั่งแล้วนำมาปรับใช้ มิให้ลอกเอามาใช้

ในหลวงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงวางรากฐานด้านการศึกษา การคมนาคม และการอาชีพของคนไทยไว้อย่างชัดเจน บนฐานความคิดที่คนไทยมีความรู้ ความชำนาญและความสามารถด้านการพัฒนา "เกษตรกรรม" และนำเข้าสู่ "อุตสาหกรรมการเกษตร"

วันนี้คนไทยผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผู้ผลิตอาหาร และปัจจัยสี่ เลี้ยงคนทั้งชาติ และสามารถเลี้ยงคนในโลกอีกมากมายกำลังจะตาย

เมื่อคนที่เก่งที่สุดและชำนาญการมากที่สุดในการอาชีพเกษตรกรรมกำลังตาย คนไทยที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ไปจดจำลอกเลียนแบบเขามา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพด้านอุตสาหกรรม บริการ การค้า การส่งออก ก็ย่อมจะตายตามภาวะเศรษฐกิจของชาวโลกไปด้วย

วันนี้จึงเป็นวันที่คนไทย รัฐบาลไทยต้องหยุดคิด หยุดพิจารณาว่า จะนำพาคนไทยทั้งชาติก้าวเดินในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ต่อไปอย่างไร จึงจะทำให้เกิดความร่มเย็น เป็นสุข ความมั่งมีศรีสุข ความเป็นแผ่นดินธรรม - แผ่นดินทองที่แท้จริง

รัฐบุรุษต้องคิดตรงนี้ แม้จะตกอยู่ในภาวะง่อนแง่น คลอนแคลน ทางการเมืองก็ตาม

เมื่อรัฐบุรุษ รักษาชาติได้ ก็รักษาพรรคการเมืองของตน และรัฐบาลของตนได้

หลักการคิดมันพลิกกลับสลับขั้วกันเท่านั้นเอง

ประมวล รุจนเสรี
e-mail : pramuanr@hotmail.com


หัวข้อ: เล็งอัดฉีดกองทุนหมู่บ้าน เงินให้เปล่า ต่อยอดสร้างแรงจูงใจ
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 19 มกราคม 2009, 08:22:20 AM
ลิ้งค์จากแนวหน้า  "เล็งอัดฉีดกองทุนหมู่บ้าน เงินให้เปล่า ต่อยอดสร้างแรงจูงใจ "  คลิก--->

http://www.naewna.com/news.asp?ID=143913   (http://www.naewna.com/news.asp?ID=143913)

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

http://www.naewna.com/news.asp?ID=57441   (http://www.naewna.com/news.asp?ID=57441)

........................................

ความเห็นเพิ่มเติม

ถ้าจะให้ยั่งยืนต้องพัฒนาเป็นธนาคาร  โดยเรียกคืนเงินกองทุนกลับคืนรัฐและให้ประชาชนที่อยู่ในกองทุนซื้อหุ้นร่วมทุนทำในรูปวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์  เพื่อให้การตรวจสอบการให้กู้เงินเป็นระบบและตรวจสอบได้มากขึ้นว่านำเงินที่กู้ไปใช้ประโยชน์ในการลงทุนที่แท้จริงไม่ใช่เพื่อการบริโภค  ซึ่งโอกาสใช้คืนน้อยเต็มทีและทำให้ต้องไปกู้เงินนอกระบบดอกเบิ้ยสูงเช่นร้อยละสิบต่อเดือนมาใช้คืน  ซึ่งเท่ากับไปซ้ำเติมความยากจนของประชาชนมากขึ้น

ธนาคารหมู่บ้านที่มีระบบจัดการแบบมืออาชีพ เช่น ฝ่ายงานที่แนะนำอาชีพต่าง ๆ ให้ชาวบ้านตัดสินใจในการนำเงินไปลงทุนได้ตามความถนัดของตนและส่งเสริมการออมอย่างถูกทางได้จริง

ระยะสั้นสำหรับกองทุนที่เกิดใหม่ควรให้ตามค่าเฉลี่ยของจำนวนครัวเรือนมากกว่าการโยนเงินลงไปหมู่บ้านละล้าน  เช่นค่าเฉลี่ยของหมู่บ้านอยู่ที่ 50  ครัวเรือนก็คิดค่าเฉลี่ยที่จำนวน 50  ครัวเรือน  นั่นคือได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 20,000 บาทและให้สิทธิ์หมู่บ้านที่ไม่ใช้สิทธิ์รับเงินจากกองทุนหมู่บ้านแต่อาจแบ่งเงินกองทุนในหมู่บ้านที่พร้อมไปจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านจนสามารถแปลงเป็นธนาคารหมู่บ้านได้ทั้งหมดตามเป้าหมายระยะเวลาที่กำหนดไว้เช่นภายในสามปีจะโอนเงินจากกองทุนหมู่บ้านมาเข้ากับธนาคารหมู่บ้านทั้งหมด


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 20 มกราคม 2009, 08:52:38 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ



วันที่ 20 มกราคม 2552 07:00

ทีดีอาร์ไออัดรัฐฯเทงบ1.15 แสนล. เป้าหมายการเมืองมากกว่าศก.

โดย : วีระศักดิ์ พงศ์อักษร

นิพนธ์ พัวพงศกร





"เมื่อดูเนื้อหาของมาตรการแล้ว ทำให้เชื่อได้ว่านโยบายที่ออกมามุ่งประเด็นทางการเมือง มากกว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจ"

ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยอมรับว่าเห็นใจและเข้าใจดีกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาทที่รัฐบาลกำหนดออกมานั้นอยู่บนพื้นฐานอะไร เพราะเมื่อดูเนื้อหาของมาตรการแล้ว ทำให้เชื่อได้ว่านโยบายที่ออกมามุ่งประเด็นทางการเมือง มากกว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจ หรือน้ำหนักออกมาอาจจะใกล้เคียงกัน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่ามาตรการการคลังที่ออกมานั้นควรเน้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

"แต่ก็ยังดีใจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่าแนวนโยบายรัฐบาลทังหมดนั้น จะทำให้เป้าหมายเศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัว 2%"

ก่อนหน้านี้นายกรณ์  จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาเปิดเผย ว่ามาตรการที่รัฐบาลผลักดันผ่านนโยบายการคลัง จะผลักดันให้จีดีพีในปีนี้ขยายตัวได้อย่างน้อย 2% และทำให้ปัญหาการว่างงานไม่เกิน 2.0-2.5%ของกำลังแรงงานรวม และสร้างรายได้เข้ารัฐ 12,900 ล้านบาท ทั้งนี้ ในส่วนของงบกลางปี 1.15 แสนล้านบาทนั้น จะมีผลต่อจีดีพีขยายตัว 1.0% ส่วนมาตรการทางภาษีนั้น ทุกๆ 1 หมื่นล้านบาทที่เงินเข้าสู่ระบบ จะส่งผลต่อจีดีพีขยายตัว 0.06% ด้านมาตรการสินเชื่อแบงก์รัฐนั้น ซึ่งคาดว่า จะมีเม็ดเงินสินเชื่อประมาณ 3 แสนล้านบาท จะทำให้จีดีพีขยายตัว 0.2% ส่วนงบประมาณรัฐบาล งบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ งบเหลื่อมปี และ งบลงทุนในโครงการเมกกะโปรเจกต์ทุกๆ 2.5 หมื่นล้านบาทจะทำให้จีดีพีขยายตัว 0.1%

ดร.นิพนธ์ มองว่าโดยหลักการแล้ว ตนเห็นด้วยกับรัฐบาลที่วางกรอบ"ใช้เงินเร็วและเข้าถึงประชาชน" เพราะมาตรการแบบนี้ต้องทำเร็ว และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจดี แต่สิ่งที่เห็นต่างออกไป และทำให้เชื่อว่ารัฐบาลเน้นเป้าหมายการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ เนื่องจากเห็นว่ามาตรการที่ออกมาได้ช่วยเหลือทุกกลุ่มคนในสังคม ทั้งๆที่ในหลักการแล้วไม่จำเป็น รัฐบาลควรเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น เพราะในสถานการณ์ที่เม็ดเงินมีจำกัด รัฐบาลไม่ต้องช่วยเหลือทุกกลุ่ม ควรเลือกอุ้มกลุ่มที่เดือนร้อนก่อน

เพราะการช่วยเหลือทุกกลุ่ม อาจจะนำมาซึ่งการก่อหนี้สาธารณะ แม้ว่าในปัจจุบันสัดส่วนการก่อหนี้หรือเพดานการก่อหนี้จะเปิดทางให้รัฐบาล ดำเนินการได้ตามกรอบวินัยการเงิน การคลัง ยิ่งมีเงินจำกัดรัฐบาลต้องวางแผน และเตรียมเงินไว้เพื่อที่จะรับมือวิกฤติในอนาคต

เห็นได้จากบทเรียนญี่ปุนที่เศรษฐกิจถดถอยยาวนาน

 "ญี่ปุ่นที่ถดถอย ในค.ศ.1990  เพราะกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนขับรถยนต์ ที่เหยียบแล้วถอน ทำให้เศรษฐกิจสะดุด เนื่องจากมีปัญหาของงบประมาณ และงบประมาณภาครัฐ ลงทุนในกิจการที่ไม่ก่อประโยชน์ หรือ สร้างสะพาน ที่ข้ามไปไหนไม่ได้และยิ่งโครงสร้างญี่ปุ่นเหมือนกับไทย ที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกสูง เรายิ่งต้องเตรียมเงินไว้ในการกระตุ้น โดยเฉพาะในปีหน้ามีความจำเป็นต้องกระตุ้นอีกและต้องใช้เม็ดเงินมากกว่าปี นี้"

เนื่องจากเขาเห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้จะกินเวลายาวนานมากกว่า 2ปี โดยอ้างผลการศึกษาวิกฤติเศรษฐกิจใน 5ประเทศชั้นนำตั้งแต่ช่วงค.ศ.1800 เป็นต้นมา ประกอบด้วย ญี่ปุ่น  สวีเดน สเปน นอร์เวย์และ ฟินแลนด์ ซึ่งพบว่าการเกิดวิกฤติในแต่ละครั้งจีดีพีต่อหัวของประชากร จะลดลงเป็นเวลา 2ปี และว่างงานกินเวลาประมาณ 5 ปี และวิกฤติในสหรัฐครั้งนี้คล้าย 5ประเทศหลักดังกล่าว แถมฟองสบู่หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

"จึงเป็นเหตุผลที่เราไม่ควรรีบจ่ายช่วยเหลือทุกกลุ่ม คนที่ไม่เดือนร้อนจริงไม่ควรไปอุ้ม และวันนี้มีหลายกลุ่มที่ไม่เดือดร้อน เนื่องจากราคาน้ำมันลดลงมาก และเงินเฟ้อต่ำ ดังนั้นเราควรคิดถึงการเตรียมเงินเพื่อกระตุ้นในปีหน้า ที่วงเงินมากกว่าเดิม และการที่รัฐบาล คิดถึงการแก้วิธีงบประมาณ ซึ่งดูเหมือนจะเข้าใจและวางแผนอย่างรอบคอบ ไว้ก่อนแล้ว"

สำหรับแนวทางประชานิยม ภายในการบริหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนั้น เขาเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้คิดแนวทางที่แตกต่าง จากพรรคไทยรักไทย เพราะในทางการเมือง พรรคการเมืองต้องมีจุดยืนที่แตกต่าง เปรียบเหมือนสินค้า ที่ต้องมีสินค้าที่แตกต่าง เนื่องจากประชาชนต้องเลือกรัฐบาล จะได้ชั่งน้ำหนักว่าต่างกัน หรือเหมือนกันหรือไม่

" ไม่ใช่ของชนิดเดียวกัน แตกต่างกันเพียง ใส่คนละกล่อง หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าสินค้าอื่นสู้สินค้าตราประชานิยมไม่ได้ และจะเอาชนะคู่แข่งด้วยประชานิยม เลยบางโครงการต้องทำแรงกว่าอดีต"


ดร.นิพนธ์ กล่าวว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการด้านการคลัง เป็นทิศทางที่ถูกต้อง และขณะนี้นักวิชาการด้านการเงิน ก็เห็นว่าควรเดินมาทางนี้ เพราะแม้อัตราดอกเบี้ยต่ำก็ไม่มีใครกล้าลงทุน และธนาคารพาณิชย์เองไม่ต้องการปล่อยกู้ เพราะปัญหาอยู่ที่ทุนดำเนินการของบริษัท อย่างไรก็ตาม แนวทางที่รัฐบาลจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)และ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า(ธสน.)คำประกันนั้นทำถูกต้องแล้ว

"ผมอยากเห็นอีกขั้นหนึ่ง คือต้องมีการบริหารจัดการ จากที่หน่วยงานต่างๆที่ขอเงินมา เริ่มจากรัฐบาลต้องมีทิศทาง ว่าจะลงทุนเพื่ออะไร เพื่อทดแทนการลงทุนเอกชนที่ลดลง เนื่องจากว่าตัวจี หรือการลงทุนภาครัฐมีสัดส่วนเพียง 12% ของจีดีพี ด้านการลงทุน 21 % ส่วนส่งออกสูง 74%ของจีดีพี ซึ่งในปี 2540 เหตุที่เราสามารถฟื้นได้รวดเร็วเพราะการส่งออกช่วยเอาไว้ แต่วันนี้แตกต่างออกไปมาก"

เพราะการส่งออก ลดลงทั่วโลก ดังนั้นแนวทางหรือโอกาสหาตลาดต่างประเทศ ถือว่า"มืด" แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไม่หาตลาดใหม่เลย แต่ยอมรับว่าอนาคตยากมาก ดังนั้นสิ่งที่จะทำเริ่มจากปรับกระบวนการทำงานของกระทรวงพาณิชย์  ไม่สามารถทำงานแบบเดิมได้อีก เพราะโครงสร้างธุรกิจ โครงสร้างส่งออกเปลี่ยนไปแล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์ ยังทำงานแบบเดิม เนื่องจากปัจจุบันราชการไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับสินค้า เหตุเพราะสินค้าหลายตัว หรือผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นต่างชาติเขาสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งพาราชการ แต่ปัจจุบันไทยมีฑูตการค้ามากเป็นที่สองในโลก รองจากไต้หวัน

ดังนั้นต้องปรับตัว เมื่อมีคนมากพร้อมทำงานแล้ว ต้องมาคิดว่าทำอย่างไรฑูตการค้าสามารถทำงานร่วมกับเอกชนได้ เพราะราชการจะไม่เข้าใจกลไก หรือข้อมูลเชิงธุรกิจ แนวทางนี้ไม่ใช่เงินมากและต้องตั้ง"ชุดทำงาน"ขึ้นมาดูแลเรื่องกลยุทธ์การค้า โดยเฉพาะ

สำหรับแนวทางการเพิ่มการลงทุนและบริโภคนั้น เขาเห็นว่าเป็นภารกิจของรัฐบาล เพราะไม่อาจพึ่งพาการส่งออกได้อีก อย่างไรก็ตามการลงทุนภาครัฐไม่อาจจะชดเชยการลงทุนภาคเอกชนได้  ส่วนภารกิจรัฐบาลในการเพิ่มตัว"ซี"หรือการบริโภคนั้น ต้องหามาตรการที่สามารถเพิ่ม"ซี"ได้ถาวรมากกว่าที่จะเน้นกระตุ้นกำลังซื้อ ชั่วคราว"ขุดๆๆกลบๆๆ"

ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า ดังนั้นต้องคิดถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลกลางคิดเองไม่ได้ จำเป็นต้องร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่นการซ่อมแซมโรงเรียน ซ่อมแซมสถานที่ท่องเที่ยว และบางส่วนรัฐบาลต้องคิดถึงปีหน้าว่าท้องถิ่นจะต้องลงทุนอะไรบ้าง และหากเม็ดเงินไม่เพียงพอและเห็นว่ามีประโยชน์รัฐบาลก็ควรเพิ่มเงินเสริม เข้าไป

"เสียดายสมัยก่อน เงินธนาคารโลก เอดีบี ให้เงินในโครงการ SIF หรือกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม ตรงนั้นพยายามสร้างระบบการลงทุนที่ไม่ได้มาจากรัฐบาลแต่มาจากภาคประชาสังคม ขึ้นมา แม้ว่าในอดีตตะมีปัญหาบ้าง แต่ตอนนี้ชุมชนเข้มแข็ง มากกว่าเดิม น่าจะมีการรื้อฟื้นขึ้นมาใช้อีกครั้ง โดยมีกระบวนการดูแลที่มีประสิทธิภาพ "


ส่วนด้านการบริโภค เขาเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสัดส่วนในจีดีพีส่งออกสูงถึง  75% และอีก 65%มาจากการนำเข้า ซึ่งเท่ากับ 140% เท่ากับว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนจากต่างประเทศ เมื่อต้องหันมาขับเคลื่อนด้วยพลังในประเทศซึ่งมีสัดส่วน 54%ของจีดีพี ถือว่าเป็นโจทย์ที่ใหญ่และยาก ยิ่งเวลานี้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้จ่าย แต่ประเด็นที่ใหญ่กว่าอยู่ที่ทำอย่างไรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ในภาคการผลิตและบริการ เพราะประสิทธิภาพ ภาคส่งออกนั้น ต่างชาติเป็นเจ้าของอยู่แล้วและเขาก็ปรับปรุงมาตลอดไม่ต้องเป็นห่วง

"อย่างไรก็ตามการบริโภคในประเทศ บางตลาดก็ยังสามารถสร้างได้ และเป็นการลงทุนในระยะยาวด้วยเช่น ตลาดนักเรียนทัศนศึกษา ในช่วงที่ภาคท่องเที่ยวซบเซา หรือ ตลาดดูแลเด็กและคนแก่"

ทั้งนี้ในต่างประเทศ หากนำนักเรียนไปทัศนะศึกษาเขาจะกำหนดว่า จะศึกษาอะไรจึงต้องกลับมาดูว่ารัฐบาลจะลงทุนอะไร เพื่อให้เด็กได้ศึกษา ซึ่งครูต้องทำแผน โรงเรียนต้องมีแผนเพื่อการศึกษานั้นๆ เนื่องจากครูไทยปัจจุบัน ทำแผนการสอนเพื่อปรับวุฒิ มากกว่าที่จะทำแผนการสอนเพื่อประโยชน์นักเรียน ดังนั้นหากโรงเรียนไหนมีแผนชัดเจน รัฐบาลอัดงบประมาณให้และมีระบบประเมินผลติดตามมาด้วย นอกจากนักเรียนได้เรียนรู้แล้ว ยังสามารถสร้างตลาดท่องเที่ยวได้ด้วย และเมื่อตลาดใหญ่ขึ้นราคาท่องเที่ยวลดลงเอง

ส่วนตลาดดูแลคนแก่และเด็ก ปัจจุบันตลาดนี้ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากใช้บุคลากรดูแลที่ค่าจ้างต่ำ แรงงานจากต่างด้าว ทั้งๆที่มีประโยชน์ทั้งด้านการจ้างงานและคุณภาพประชากร

"ปัจจุบันตามหมู่บ้านจะมีมีศูนย์ดูแลเด็กและคนแก่อยู่ หากรัฐบาลนำงบประมาณในส่วน 500 บาทต่อคน และเพิ่มรายจ่ายตัวหัวให้ศูนย์เข้าไปอีก ก็จะสามารถจ้าง อาสาสมัครสาธารณสุข ที่ชำนาญดูแลคนแก่และเด็กมาประจำศูนย์ได้ ซึ่งเงินไม่หายไปไหน ในทางกลับกันจะเกิดการจ้างงานในชุมชน เพราะทุกชุมชนย่อมมีศูนย์ดังกล่าวทั้งนั้น "


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 20 มกราคม 2009, 17:07:42 PM
จากโพสต์ทูเดย์

เงินฝืดบุกเคาะประตูบ้าน
   
   
วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 1.3% ส่อเกิดเงินฝืดชั่วคราว
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐ ศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาวะเงินฝืดชั่วคราวอาจเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2552 เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่อง 4 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.พ. และจะติดลบลึกสุดในช่วงไตรมาส 2

อุสรา วิไลพิชญ์
น.ส.อุสรา กล่าวว่า ผลพวง จากภาวะเงินฝืด อาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2% เหลือ 1% หรืออาจต่ำกว่า 1% กรณีที่เศรษฐกิจชะลอกว่าที่คาด โดยการประชุมกนง. ครั้งถัดไป คาดว่าดอกเบี้ยจะลดลง 0.5% และอีก 2 ครั้งต่อไปจะลดลงครั้งละ 0.25%

ทั้งนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านมาตรการทางการ คลัง จะเกิดผลนั้นค่อนข้างช้า คือหลังจากเดือนมี.ค. ไปแล้วทำให้จีดีพีไตรมาสแรกและไตรมาส 2 มีโอกาสที่จะเติบโตติดลบ ก่อนจะกลับสู่ภาวะเงินเฟ้อได้อีกครั้งช่วงปลายปีนี้ แต่หากเศรษฐกิจชะลอกว่าที่คาด รัฐต้องมีมาตรการมากระตุ้นเงินเฟ้ออ่อนๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินฝืด

สำหรับภาวะเงินฝืด คือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการลดลงต่อเนื่อง ควบคู่กับกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง

น.ส.อุสรา คาดว่าปี 2552 เงินเฟ้อเฉลี่ยจะอยู่ที่ 0.9% การส่งออกโตติดลบ 5% ดุลบัญชีเดินสะพัด ติดลบ 1.8% ของจีดีพี หรือมูลค่าลดลง 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2553 เงินเฟ้อเฉลี่ยคาดไว้ที่ 1.3% การส่งออกกลับมาโต 6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดจะติดลบ 2.5% ของจีดีพี หรือ 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการเร่งเมกะโปรเจกต์

สำหรับค่าเงินบาทจะอ่อนค่าที่ 37 บาท/เหรียญสหรัฐ ในครึ่งปีแรก โดยเชื่อว่าทางการไทยจะปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามภูมิภาค เพื่อประโยชน์ด้านส่งออก

น.ส.อุสรา กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขการว่างงานจะสูงกว่าช่วงวิกฤต เศรษฐกิจเป็นล้านคน โดยเฉพาะภาคส่งออกและท่องเที่ยว จึงอยากเห็นรัฐบาลเน้นความช่วยเหลือไปที่ส่งออกและท่องเที่ยวมากขึ้น

ทั้งนี้ วิกฤตปี 2540 กระทบ ภาคอสังหาริมทรัพย์ เกิดการ ว่างงานมากกว่า 1 ล้านคน แต่รองรับด้วยภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยวที่เติบโตดีขึ้นอย่างต่อ เนื่อง ทว่า วิกฤตครั้งนี้กระทบการส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งมีการจ้างงานราวๆ 8 ล้านคน

ขณะที่ภาคก่อสร้างไม่ได้รับ ผลกระทบ แต่มีตัวเลขการจ้างงานเพียง 2.5 ล้านคน ไม่เพียงพอต่อการรองรับแรงงานจากภาคส่งออกและท่องเที่ยว จึงคาดว่าตัวเลขว่างงานจะสูงกว่าปี 2540 อย่างมาก

นายจอห์น คาลเวอร์ลีย์ หัวหน้าสำนักวิจัย ประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์ เตอร์ด โตรอนโต กล่าวว่า การแก้ปัญหาภาคการเงินสหรัฐที่มีปัญหา ต้องอาศัยการเพิ่มทุนและกำจัดหนี้ด้อยคุณภาพผ่านวิธีการขายหนี้ ตัดหนี้สูญหรือโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าปัญหาจะไม่ลามมายังภาคการเงินเอเชียรวมถึงไทย แต่จะกระทบทางอ้อมผ่านการส่งออก ซึ่งล่าสุดจีน ก็ชะลอการนำเข้าจากเอเชียแล้ว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 20 มกราคม 2009, 17:22:02 PM
ลิ้งค์จากกรุงเทพธุรกิจ  "ครม.คลอดแพ็คเกจกระตุ้นศก.ชุดใหญ่แล้ว"  คลิก--->

http://www.bangkokbiznews.com/home/news/business/policy/2009/01/20/news_8486.php    (http://www.bangkokbiznews.com/home/news/business/policy/2009/01/20/news_8486.php)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 มกราคม 2009, 06:21:36 AM
จากไทยโพสต์


ฝ่าเปลวไฟ สุนันท์ ศรีจันทรา

22 มกราคม 2552    กองบรรณาธิการ

มาตรการกู้วิกฤติระยะสั้น

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่  2  ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา  ประกอบด้วย มาตรการทางภาษี  7  มาตรการ  โดยมาตรการที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ  ภาษีกระตุ้นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

มาตรการกระตุ้นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้  กำหนดให้ผู้ซื้อบ้านสร้างใหม่สามารถนำเงินต้นมาลดหย่อนภาษีในปีนี้ได้วง เงิน  300,000 บาท และสามารถนำเงินที่ผ่อนชำระเป็นค่าดอกเบี้ยมาลดหย่อนได้อีก 100,000 แสนบาท

ใครซื้อบ้านที่สร้างขึ้นใหม่ในปีนี้จึงมีวงเงินที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้รวม  4  แสนบาท ซึ่งจะกระตุ้นให้ยอดขายบ้านพุ่งขึ้น เพราะประชาชนมีแรงจูงใจในการซื้อบ้านใหม่

แต่มาตรการภาษีกระตุ้นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่าง หนัก  เช่นเดียวกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดก่อน     โดยการแจกเงินให้ผู้ที่มีชื่ออยู่ในกองทุนประกันสังคมคนละ  2,000  บาท และถูกโจมตีว่าเป็นการตำน้ำพลิกละลายแม่น้ำ

การพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กำลังถูกโจมตีว่าเป็น การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด อุ้มธุรกิจที่ไม่ควรจะอุ้ม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ

เพราะมีธุรกิจอื่นที่ย่ำแย่  และต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่น้อยไปกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เหตุผลของรัฐบาลในการเน้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจพอรับฟังได้ เนื่องจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอื่นมากมาย

ถ้ามีการก่อสร้างบ้านใหม่  นอกจากจะก่อให้เกิดการจ้างงานแล้ว  ยังทำให้ วัสดุก่อสร้างต่างๆ มียอดขายพุ่งตามไปด้วย  ไม่ว่าเหล็ก หิน ปูน ทราย หรืออุปกรณ์ตกแตกต่างๆ และยังทำให้ยอดสินเชื่อของสถาบันการเงินขยายตัวด้วย

เมื่อยอดขายบ้านเติบโต  วัสดุก่อสร้างยอดขายขยับ   ผลทางตรงคือเกิดแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และเกิดผลทางอ้อมคือความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น

แต่มาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ใช่สูตรตายตัวในการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่ฟื้นก็ได้  ขณะที่กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงในทันทีคือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และประชาชนที่มีความพร้อมในการซื้อบ้าน

ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  แต่เทียบกับอีกหลายธุรกิจยังมีความน่าห่วงน้อยกว่า เพราะส่วนใหญ่ได้ปรับตัวรองรับความซบเซาอยู่แล้ว และเป็นธุรกิจที่เก็บเกี่ยวส่วนต่างกำไรสูงสุดอีกธุรกิจหนึ่ง ทำให้ฐานะทางการเงินค่อนข้างแข็งแกร่ง

แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสถานการณ์ปี  2540 บริษัทบ้านจัดสรรจึงไม่ต้องการความดูแลมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับธุรกิจเหล็ก  ธุรกิจปิโตร  ธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจส่งออก ซึ่งมีข่าวล้มตายไม่เว้นแต่ละวัน

รายได้ภาษีที่จะต้องสูญเสียในการอุ้มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ถ้านำไปใช้อุ้มธุรกิจส่งออกน่าจะได้ประโยชน์และเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด มากกว่า

เพราะธุรกิจส่งออกกำลังโคม่าหนัก  ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยด่วน  แต่กลับไม่มีมาตรการกระตุ้นที่ส่งผลโดยตรงเหมือนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  จนธุรกิจส่งออกเริ่มมีปฏิกิริยาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ความช่วยเหลือจาก รัฐบาลเช่นเดียวกับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา  2  ชุดใหญ่แล้ว ยังมีหลายมาตรการที่พลาด แก้ไม่ตรงจุด เกาไม่ถูกที่คัน และเป็นมาตรการระยะสั้น แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

นโยบายแก้เศรษฐกิจระยะยาวแสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ยังมองไม่เห็น

ประชาธิปัตย์ไม่สร้างจุดขายของตัวเอง และเป็นรัฐบาลที่เน้นการลดแลกแจกแถม ก่อหนี้ก่อสินเพิ่ม หากินกับนโยบายประชานิยมเหมือนรัฐบาลชุดก่อนๆ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาแล้ว และกำลังจะตามออกมาอีก  จะเป็นเพียงมาตรการแก้ผ้าเอาหน้ารอดซื้อเวลาไปวันๆ  เท่านั้น  สุดท้ายรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็จะพังเพราะปัญหาเศรษฐกิจซ้ำรอยเมื่อ 8 ปีก่อน.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 มกราคม 2009, 06:43:09 AM
จากไทยรัฐ

“สมคิด” สอนมวยศิษย์มาร์ค วิกฤติลากยาวความเสียหายที่แท้จริงยังไม่เกิด [22 ม.ค. 52 - 05:39]

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาเรื่อง “มองอนาคตประเทศไทย” ในงานสัมมนา “อสังหาริมทรัพย์ไทย ดัชนีชี้เศรษฐกิจปี 2552 เราจะฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างไร” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า การมองอนาคตประเทศ จะต้องมองเพื่อชี้ปัจจัยที่รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลและเอาใจใส่ เพราะสถานการณ์ในประเทศขณะนี้ ไม่ปกติ ทั้งในส่วนของการเมืองและการเผชิญ หน้ากับวิกฤติเศรษฐกิจ

อย่างแรกที่ต้องมองคือ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถที่จะมองจุดจบของวิกฤติการเงินโลกครั้งนี้ได้ อย่างแท้จริง เพราะหลายคนมองว่าการล้มของระบบการเงินและสถาบันการเงินของสหรัฐฯน่าจะผ่าน ไปแล้ว แต่เมื่อไม่กี่วันนี้ สถาบันการเงินสหรัฐฯยังมีแนวโน้มแย่ลงอีก ขณะที่ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่น ส่วนสถานการณ์ในยุโรปก็ยังย่ำแย่อยู่มากเช่นกัน ส่วนที่เอเชียพบว่าเศรษฐกิจจีนได้ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมาเก๊ารวมทั้งไต้หวันก็ต้องขอความช่วยเหลือจากจีน “สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เราต้องหันมามองการฟื้นตัวของวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้ง นี้ใหม่ วิกฤตินี้จะไม่ฟื้นตัวง่ายๆ ต้องใช้ เวลาอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทยที่เศรษฐกิจ 60% ติดอยู่กับการส่งออก การฟื้นตัวคงต้องยืดออกไปอีกเป็น 2-3 ปี”

 นายสมคิดกล่าวว่า เมื่อภาคการส่งออกจะต้องติดลบเป็นเวลา 2-3 ปี รัฐบาลจะต้องเร่งช่วยเหลืออย่างเร็วและแรงที่สุด ต้องหาทางที่จะประคับประคองรักษาฐานตลาดเก่าให้ได้ รวมทั้ง เสาะหาตลาดใหม่ๆและต้องมีมาตรการให้สินเชื่อใหม่ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อพยุงผู้ส่งออกไม่ให้ล้มและปลดคนงานในช่วง 2-3 ปี

 “รัฐบาลต้องทำความเข้าใจว่าวิกฤติในประเทศไทยนั้น ในขณะนี้ยังไม่เกิดความเสียหายมีเพียงคำสั่งซื้อในภาคการส่งออกที่ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดีเท่านั้น แต่ความเสียหายที่แท้ จริงคือความไม่เชื่อมั่นของประชาชน จากข่าวความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วโลกและปัญหาการเมืองไทยที่ดำเนินต่อ เนื่องยาวนาน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาให้ได้ เพื่อสร้างบรรยากาศและกำลังซื้อใหม่ของประชาชน ซึ่งคนจะเชื่อมั่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับความคิดในการแก้ปัญหาและความพยายามของ รัฐบาล ว่าจะทำได้เหมือนกับที่พูดหรือไม่ มาตรการที่ออกมาจะให้ผลเป็นอย่างไร”

ขณะที่การเรียกคืนความเชื่อมั่นจากต่างประเทศต้องการแนวทางที่เป็น รูปธรรมมากกว่า จะใช้เพียงลมปากไม่ได้ เพราะต่างประเทศติดตามการทำงานอย่างจริงจัง การบังคับใช้กฎหมายเป็นอย่างไร เท่าเทียมกันหรือไม่ “เราจะมั่วเหมือนช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ ปัญหาภาคใต้ ปัญหาสังคมมีหนทางแก้ไขอย่างไร ที่สำคัญจะต้องไม่ ทำแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ต้องวางนโยบายในการบริหารงานทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไป 3-4 ปี มีมาตรการรองรับการเติบโตระยะยาวไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกครั้งที่ เปลี่ยนรัฐบาล หรือมีแต่มาตรการระยะสั้น ถ้ารัฐบาลสามารถพิสูจน์เรื่องเหล่านี้ได้ภายใน 4-5 เดือน นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาเอง โดยไม่ต้องไปโรดโชว์ด้วยซ้ำ แต่ถ้าเรียกคืนความเชื่อมั่นไม่ได้ กระตุ้นอย่างไร ใส่เงินไปเท่าไรก็ไม่ฟื้น”

นายสมคิดกล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของรัฐบาลแทนกำลังซื้อที่หายไปนั้น ต้องดูจังหวะเร็วช้า หนักเบา อย่าทุ่มเงินลงไปครั้งเดียว เพราะประเทศมีเงินน้อย ถ้าคิดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นต้องใช้เวลา 2 ปี ปีนี้ขาดดุล 300,000-400,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3-4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ปีหน้าต้องวางแผนขาดดุลอีกเท่าไร หาก 400,000-500,000 ล้านบาท จะหาเงินมาจากที่ไหน ส่วนเงินที่จะใส่ลงไปในระบบจะต้องใช้วิธีใส่ลงไปตามยุทธศาสตร์ จัดลำดับความสำคัญให้ดี ไม่ กระจายตามโครงการที่ตั้งงบขึ้นมา หรือตามพรรคการเมือง “เราต้องเดินหน้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่เป็น Creative Economy ไม่ใช่รับจ้างทำสินค้าอย่างที่เป็นอยู่ แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ายังไม่มีการปฏิรูปการเมืองให้ดี ซึ่งต้องแก้ที่จิตสำนึกของนักการเมืองและประชาชนทั้งประเทศ ทั้งหมดคือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำอย่างแท้จริง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤติที่ไม่ใช่ วิกฤติจากสหรัฐฯ แต่เป็นวิกฤติที่เกาะกินประเทศ ไทยมายาวนาน”.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 มกราคม 2009, 11:38:29 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

ตีรณ เตือนแพคเกจกระตุ้นศก. ไม่รอบคอบทำงบสูญเปล่า

โดย : พิรอบ แต้มประเสิทธิ์
ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ,คณบดีเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ,คณบดีเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพประกอบข่าว

    *

TOOLS

    *   ขนาดตัวอักษร
    * พิมพ์ข่าวนี้
    * ส่งต่อให้เพื่อน
    *  share

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์อื่นๆ

    *
      บทวิเคราะห์
          o ตีรณ เตือนแพคเกจกระตุ้นศก. ไม่รอบคอบทำงบสูญเปล่า
          o จุดเสี่ยง...มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ
          o
    *
      คุณภาพชีวิต
          o ผอ.อนุรักษ์ฯเผยสร้างเยาวชนแจ้งค้าสัตว์-ตัดไม้
          o ดินแดง-การเคหะ แชมป์มลพิษทางอากาศ
          o
    *
      การศึกษา
          o ศธ.ผุดไอเดียขยายร.ร.วิทยาศาสตร์อีก5แห่งใน5ปี
          o จุรินทร์ถกรมว.เกษตรชงครม.ของบ2พันล.ขยายนมร.ร.ทุกสังกัด
          o

ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ แนะรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นโครงการดี-รอบคอบ เตือนหากปล่อยรั่วไหลและเร็วไป ทำงบสูญเปล่า สร้างปัญหาระยะยาว

ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ท่ามกลางสถานการณ์การเงินโลก ยังวิกฤติและไม่แน่นอน การทำนโยบายของประเทศไทยต้องระมัดระวัง ที่จะใช้จ่ายเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ

ขณะนี้ยังมีความกังวลในภาคการเงินสหรัฐลดลงมาก  เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.2551 แม้จะเป็นข่าวดีขึ้น แต่ปัญหาความสงบทางการเงินอาจจะเป็นเพียงชั่วคราวยังต้องระมัดระวัง เพราะราคาที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐยังตกลงต่อเนื่องในอัตราที่เร่งตัวประมาณกว่า 2% ต่อเดือน

จากกลางปี 2550 จนมาถึงเดือน ม.ค2552 ราคาที่อยู่อาศัยในสหรัฐ ได้ตกลงมาแล้ว 28% โดยที่ปัญหาสถาบันการเงินสามารถรองรับการตกราคาสินทรัพย์ที่อยู่อาศัยได้ 6-8% แต่ถ้ามากกว่านี้สถาบันการเงินประสบปัญหาความไม่เพียงพอของทุนจะเกิดขึ้นได้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤติการเงินสหรัฐรอบสองได้

สำหรับการดำเนินนโยบายของประเทศไทยต้องระวังวิกฤติการเงินโลก การออกแบบนโยบายการคลังและนโยบาย การเงินต้องแตกต่างออกไป และรอบคอบ อาจต้องประเมินสถานการณ์ในอนาคต ส่วนโยบายการคลังต้องเป็นระยะยาวมากขึ้น ถ้าวิกฤติยังยืดระยะเวลานานออกไป

จุดสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงขาลงนโยบายการเงินใช้ไม่ได้ผล อย่างลดดอกเบี้ยก็ไม่ใครที่จะลงทุน เพราะความเสี่ยงมากเกินไป เศรษฐกิจขาลงนโยบายการคลังจะใช้ได้ผลดีกว่า เพราะสามารถออกแบบได้ตรงเป้าหมายกว่านโยบายการเงิน

"แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจจะได้ผลหรือไม่ได้ผล ไม่ใช่เร็วอย่างเดียว แต่ต้องเหมาะสม และโครงการตามแผนใช้จ่ายเงินก็ต้องดีด้วย" ดร.ตีรณ กล่าว

ในทางเศรษฐศาสตร์การจะให้การใช้จ่ายเงินได้ผลนั้น ค่าตัวทวีมีความสำคัญ โดยคุณภาพ แพคเกจ ของโครงการ ต้องมีแผนใช้จ่ายเงินที่ดี

ดร.ตีรณ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ จะใช้จ่ายเงินในรอบ 9 เดือนปีนี้ จะมีเม็ดเงินได้ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท โดยเป็นเงินมาจากงบขาดดุลงบประมาณกลางปี 1.15 แสนล้านบาท และจากมาตราการภาษีอีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

ในจำนวนนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 1.7% ของจีดีพี แต่หากแพคเกจไปเน้นการแจกจ่ายเงินง่ายๆ การกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจมีการรั่วไหล เม็ดเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่าเป้าหมาย คาดการณ์ว่าหากโครงการไม่ดี มีเงินรั่วไหล การกระตุ้นเศรษฐกิจ จะได้เพียง 0.5% ของจีดีพีเท่านั้น

ประเด็นต่อมา หลังจากรัฐบาลกระตุ้นรอบแรก จำนวน 1.5 แสนล้านบาทผ่านไปแล้ว ถ้าหากให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง 3 ปี คาดปีละ 1% ของจีดีพี เม็ดเงินจะตกประมาณปีละ 9 หมื่นล้านบาท จะใช้เงินช่วง 3 ปีเฉลี่ย 2.75 แสนล้านบาท

ดังนั้นหากจะให้การกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผล ต้องใช้เงินในโคงการที่มีผลระยะยาว เพื่อทำให้ค่าตัวทวี (แผนโครงการ) มีค่าสูงขึ้น จึงเป็นที่มาว่าหากโครงการที่ดี มีระยะเวลายาว การใช้จ่ายเม็ดงินไม่ต้องใช้จ่ายมาก แต่มีเงินหมุนเวียน ให้กับระบบเศรษฐกิจ

"คาดว่าในรอบ 3 ปี หลังจากใช้เงินรอบแรกไปแล้ว คาดว่าใช้เงิน 2-2.5 แสนล้านบาท ก็เพียงพอ ถ้าปรับโครงการดี และมีเงินรั่วไหลน้อย" ดร.ตีรณ กล่าวย้ำ

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ จะให้ได้ผลในรอบ 9 เดือนแรกของปีนี้ ในการใช้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ไม่ใช่ใช้จ่ายเงิน เน้นความเร็ว แต่ต้องเป็นโครงการที่ดี เพราะถ้าหาก ระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ ถ้าโครงการไม่ดี เงินที่ลงไปไม่เป็นประโยชน์ การกระตุ้นเศรษฐกิจก็สูญเปล่า และจะเป็นปัญหาให้กับเศรษฐกิจระยะยาวตามมา

ที่ผ่านมาการออกแบบทำโครงการในการพัฒนาประเทศ ไม่ได้ทุ่มเทพัฒนาโครงการที่ดีๆ แต่มักพัฒนาลักษณะโครงการ "ลด แลก แจก แถม" เสีย มากกว่า เงินที่ลงไปไม่เพิ่ม productivity growth ที่จะทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง ตามหลักที่ว่า "หัวใจในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ยั่งยืน"

จนหลายรัฐบาล ถูกตั้งคำถามกับเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าหวังผลทางการเมืองมากกว่าใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มกราคม 2009, 09:19:38 AM
จากไทยรัฐ

ธปท.ชี้ประชานิยมสูญเปล่า [24 ม.ค. 52 - 04:49]

นัก วิชาการแนะก๊อกสองของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลควรสร้างแหล่งงานเพื่อให้เกิดแหล่งรายได้ในอนาคตมากกว่าการแจกเงินใน ปัจจุบัน โดย “อัจนา” นำทีมค้านวิธีแจกเงิน 2,000 บาท และแจกข้าวสาร ระบุเม็ดเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท จะหายไปใน 1-2 เดือน ชี้ควรเลิกทะเลาะกันเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ย แต่หันมาเพิ่มประกันความเสี่ยงเงินกู้ให้กับแบงก์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้จัดให้มีเวทีสัมมนาศุกร์เศรษฐกิจ กับรัฐมนตรีกรณ์ ในหัวข้อถกเศรษฐกิจยก 1 คิดไปถึงแผน 2 โดยได้เชิญตัวแทนนักวิชาการจากหน่วยงานต่างๆเข้ามาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมีผู้เข้าร่วมเสนอความคิดคือนางผาสุก พงศ์ไพจิตร จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย,นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย, นายณรงค์ เพชรประเสริฐ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายวรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช จากทีดีอาร์ไอ 

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในภาพรวม แต่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการการแจกเงินหรือข้าวสารเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ  ซึ่งมาตรการการแจกเงิน 2,000 บาท แก่ผู้ประกันตนต้องใช้เงินมากถึง 18,000 ล้านบาท แต่เงินนี้จะหายไปเพียงระยะเวลา 1-2 เดือน ฉะนั้น ควรเน้นการสร้างงานเพื่อเป็นแหล่งรายได้ในอนาคตดีกว่า

นางอัจนากล่าวว่า  รัฐบาลจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าทำได้ไม่ดีจะก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ แม้ตอนนี้ปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะจะไม่ใช่ปัญหามากเท่าไรแต่ขอให้มองภาพ เศรษฐกิจกรณีที่เลวร้าย เช่น หากว่าจีดีพีปีนี้ขยายตัว 0% ขณะที่รายได้หายไป 130,000 ล้านบาท บวกกับยอดขาดดุลอีกกว่า 400,000 ล้านบาท จะทำให้ยอดการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 5.5% ต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) และหนี้สาธารณะในปีนี้สูงถึง 47% ขณะที่ในระยะต่อไปต้องใช้เงินงบประมาณมากขึ้นก็จะทำให้ขาดดุลได้ไม่มากนัก

ดังนั้นทางแก้ไขปัญหาคือต้องประกันความเสี่ยงให้กับธนาคาร โดยเห็นว่าบรรษัทค้ำประกันสินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ บสย. ควรเข้ามาทำหน้าที่นี้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนของรัฐบาลเข้าไปหนุน เบื้องต้นหาก บสย.ค้ำประกันสินเชื่อวงเงินแสนล้านบาทก็จะปล่อยสินเชื่อได้มากถึง 300,000 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ก็จะช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีและช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการตกงานได้

นางอัจนากล่าวว่า หากรัฐบาลจะทำอะไรเพื่อให้อยู่ในใจนักวิชาการก็ควรจะผลักดันร่างกฎหมาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมถึงร่างกฎหมายภาษีมรดกเพื่อสร้างความเป็นธรรมและ สร้างฐานรายได้ที่เพิ่มขึ้นกับรัฐบาล

นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เสนอว่า หากรัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองควรเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม.

..........................................

ธปท.หมดลุ้นรับส่งออกถึงติดลบ [24 ม.ค. 52 - 04:48]

นาง สาวดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงินแถลงข่าวปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 และปี 2553 โดยในปี 2552 นี้ ธปท.ประมาณการว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัว 0-2% ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะขยายตัว 3.8-5% ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย  ธปท.ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจคู่ค้าลงมาเหลือ 0.9% กรณีฐานและหากเกิดกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจคู่ค้าอาจจะติดลบ 1%  ในปีนี้ ส่งผลให้การขยายตัวของการส่งออกของไทยปีนี้จะติดลบมากถึง 5.5-8.5% โดยในกรณีเลวร้ายจะติดลบ 8.5% และจะติดลบประมาณ 7% ขณะที่การท่องเที่ยวในปี 2552 จะขยายตัวติดลบ 8.8%

ทั้งนี้ การส่งออกและการท่องเที่ยวที่ปรับลดลงนี้ จะส่งผลให้แหล่งรายได้ของประเทศหายไปและทำให้ประชาชนลดการใช้จ่ายและเอกชนลด การลงทุนลง  ธปท.จึงได้ปรับลดประมาณการการบริโภคภาคเอกชนลงเหลือขยายตัว 1.5-2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5-4.5% และปรับลดประมาณการการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนปีนี้ลงเหลือติดลบ 2 จนถึงบวก 0% จากการคาดการณ์เดิมที่คาดว่าการลงทุนจะฟื้นตัวโดยขยายตัวได้ 5-6% แม้ว่าจะรวมผลดีที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐที่จะออกมาในช่วงเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้ปรับขึ้นประมาณการการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ เนื่องจากเริ่มเห็นความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยประมาณการว่าการ อุปโภคภาครัฐจะเพิ่มขึ้น 13-15% จากการขยายตัว 7-8% ในการประมาณการครั้งก่อน ขณะที่มองการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐว่าจะขยายตัว 13-15% จาก 4.4-5.5% ทั้งนี้ ธปท.คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้อีกครั้งในปี 2553 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ ธปท.ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจขยายตัวในระดับ 0-2% มีโอกาสที่คนจะว่างงานเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมากที่สุดประมาณ 500,000 คน ซึ่งรวมกับการว่างงานปัจจุบันจะมีคนว่างงานในปี 2552 ทั้งสิ้น 1 ล้านคน.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มกราคม 2009, 09:30:00 AM
40สว.หนุนรัฐเก็บภาษีที่ดิน/มรดก-ปชป.ค้าน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
กลุ่ม 40ส.ว.,รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.,ประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา
 กลุ่ม40ส.ว.ขานรับรัฐเก็บภาษีที่ดิน-มรดก ชี้ลดช่องว่างสังคม เชื่อคนรวยคัดค้านแน่ ด้านส.ส.ประชาธิปัตย์ค้านจัดเก็บ อ้างทำครอบครัวแตกแยก

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มีนโยบายที่จะจัดเก็บภาษีมรดกและภาษีที่ดิน ปรากฏว่าบรรดาส.ว.โดยเฉพาะกลุ่มส.ว. 40 มีท่าทีขานรับอย่างแข็งขันโดยเตรียมที่จะตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา กฎหมายทั้ง 2 ฉบับอย่างจริงจัง 

โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตนสนับสนุนกฎหมายทั้ง 2 ฉบับอย่างเต็มที่ โดยจะตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งนี้แนวคิดของกฎหมายนี้มาจากพื้นฐานของการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น สังคม โดยการจัดเก็บภาษีที่ดินจะเป็นการกระจายการถือครองที่ดิน ช่วยป้องกันไม่ให้นายทุนครอบครองที่ดินเกินความจำเป็นถ้าทำได้จะทำให้รัฐดำ เนินนโยบายปฎิรูปที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนภาษีมรดกนั้นเป็นการเก็บจากรายได้ที่ตัวเองไม่ได้ลงแรงเหมือนได้เงินจาก การถูกหวยให้เข้าสู่สังคม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาที่กฎหมายนี้ไม่สามารถออกมาบังคับใช้ได้ เนื่องจากคนที่ถือมรดกมากจะอ้างว่าบรรพบุรุษของตนได้เสียภาษีแล้วหากจ่าย ภาษีอีกเท่ากับซ้ำซ้อน แต่ในหลักการเก็บภาษีต้องยึดหลักว่าเมื่อทรัพย์สินนั้น กลายเป็นมรดกตกทอดย่อมเป็นรายได้ของลูกหลาน ดังนั้นต้องเสียภาษีในส่วนที่เป็นเงินได้ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องกระตุ้นการใช้จ่ายการเก็บภาษีมรดก จะช่วยได้มาก

ขณะที่น.ส.รสนา  โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ตรวจสอบทุจริตและธรรมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมรัฐบาลที่จะผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ เพราะจะช่วยลดช่องว่างของสังคม เพราะการเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดกเป็นการกระจายโภคทรัพย์ไปสู่ประชาชน คนรวยซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยในสังคมจะไม่กล้าถือครองทรัพย์สินและที่ดินมาก เหมือนทุกวันนี้อาจจะทำให้ไม่กล้าคอรัปชั่นเนื่องจากกลัวจะต้องแบกรับภาระ ทางภาษี

"ที่สังคมไทยไม่สามารถคลอดกฎหมาย 2 ฉบับนี้ออกมาได้ ทั้งที่เป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้วก็เพราะว่าคนที่มีอำนาจในทางเศรษฐกิจมักจะ เป็นกลุ่มเดียวกับคนที่อำนาจในทางการเมือง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกลไกการออกกฎหมาย ดังนั้นจึงอยากให้สังคมช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ได้" ส.ว.กทม. กล่าว

นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่าตนเห็นด้วยในการเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีที่ดินและมรดก เพราะเป็นเรื่องที่ควรทำมานานแล้วเป็นโครงสร้างทางภาษีที่จะเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เรื่องนี้ควรมีการทบทวนใหมเพื่อนำมาบังคับใช้เป็นกฎหมาย ตนขอชื่นชมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนนี้ที่กล้าหาญหยิบยกเรื่องดัง กล่าวมา หากกฎหมายดังกล่าวได้รับการเสนอขึ้นมาตนจะเป็นหนึ่งในรัฐสภาที่จะสนับสนุน และขอเชียร์อย่างเต็มที่

นายประสาร กล่าวอีกว่า เรื่องนี้คาดว่าจะถูกต่อต้านจากกลุ่มคนรวยแน่นอน เพราะเขาอาจมองว่าไม่เป็นธรรมแต่ตนเห็นว่ามันเป็นธรรมต่อประเทศและเป็นการลด การถือครองที่ดินของกลุ่มนายทุนที่หวังผลกำไรมากจนเกินไป อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวต้องอาศัยพลังมวลชนช่วยกันเป็นปากเป็นเสียงและ ผลักดันเรื่องนี้ให้ผ่านเป็นกฎหมายบังคับใช้ให้ได้

นางนฤมล  สิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ กล่าวว่าตนเป็นอีกคนที่สนับสนุนให้มีกฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดินและมรดก เพราะเห็นว่าเป็นธรรมต่อประเทศอีกทั้งยังเป็นการลดการถือครองที่ดินด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว.สรรหาซึ่งมีทรัพย์สินที่แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ(ป.ป.ช.)มากที่สุดกว่า 1.2 พันล้านบาท ปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์โดยกล่าวสั้นๆว่า"ดิฉันยังไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ ในเรื่องนี้ เพราะยังไม่ได้ศึกษา"

ส.ส.รัฐบาลค้านเก็บภาษีที่ดิน-มรดก อ้างทำครอบครัวแตกแยก
 
 นาย พิเชษฐ  พันธุ์วิชาติกุล  ส.ส.กระบี่  พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมช.คลัง และเจ้าของธุรกิจโรงแรมและที่ดินในจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่จะปัดฝุ่นภาษีที่ดินและภาษีมรดกว่า ตนไม่ได้คัดค้านแนวทางดังกล่าวแต่อยากให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ดี เพราะก่อนหน้านี้สมัยที่ตนเป็นรมช.คลังเคยให้กรมสรรพกร ศึกษาทั้ง 2 เรื่องนี้ ซึ่งมีปัญหาและไม่มีปัญหา และที่สำคัญในหลายประเทศอย่าง อังกฤษ และญี่ปุ่น พยายามจะยกเลิกภาษีดังกล่าวนี้โดยเฉพาะภาษีมรดก ซึ่งเราจำเป็นจะต้องศึกษาให้ดี แม้สังคมจะเรียกร้องก็ตาม

อดีตรมช.คลัง กล่าวต่อว่าโดย 2 ประเทศที่ได้รับผลกระทบ ตนจะยกตัวอย่างในเชิงสังคมที่เห็นได้ชัด คือจากเดิมเจ้าของทรัพย์สินจะไม่เสียภาษี เมื่อตัวเองตายและมีการโอนไปให้ลูกหลาน แต่หลังจากมีกฎหมายดังกล่าวเจ้าของทรัพย์สินจะหลีกเลี่ยง โดยโอนให้ลูกหลานก่อนตายเพื่อไม่ต้องเสียภาษี แต่ผลกระทบที่ตามมาคือเมื่อไม่มีทรัพย์สินไม่มีแล้ว ลูกหลานอาจจะหายหมดไม่ดูแลเราในเวลาแก่เฒ่า อีกทั้งบางคนไม่พอใจเมื่อได้ทรัพย์สินน้อยอาจจะมาทำร้ายภายหลังให้เกิดปัญหา อีกได้

ฝ่ายค้านเผยระบบจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่เป็นตามเป้า

ขณะที่นายวิทยา  บุรณศิริ  ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นระบบจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลมีปัญหาไม่เป็นตาม เป้า โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณกลางปี 1.15 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงเป็นเครื่องมือจับเก็บรายได้ โดยเฉพาะหันซ้าย หันขวาแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรจึงใช้วิธีดังกล่าว อีกทั้งในช่วงสภาวะนี้ยังเป็นภาระเศรษฐกิจขาลงยิ่งไม่ควรซ้ำเติมประชาชน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการถอนขนห่าน

เมื่อถามว่าสาเหตุที่ส.ส.และนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเป็นเพราะจะ กระทบทรัพย์สินของตัวเอง นายวิทยา กล่าวว่าไม่อยากให้มองเป็นประเด็นนี้ และส.ส.นักการเมืองก็ไม่มีทรัพย์สินมากจนสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ส่วนสาเหตุที่กฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านสภาสักที เป็นเพราะช่วงกฎหมายดังกล่าวอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของแต่ละรัฐบาล 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มกราคม 2009, 09:40:57 AM
นักวิชาการแนะรัฐรับ-รุกวิกฤติเศรษฐกิจรอบ2

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



รอง ผู้ว่าธปท.ค้านแจก2พันชี้ตั้งงบปี53ขาดดุลได้น้อยเหตุใช้แล้วร่วม4แสนล้าน ชี้รอบ2เน้นจ้างงานฝึกอบรม "ณรงค์"แนะใช้10%กองทุนสปส.ให้ลูกจ้างกู้

รอง ประธานสป.เน้นรัฐใช้จ่ายจริงใจ โปร่งใส ส่วน"ทีดีอาร์ไอ"เห็นด้วยตั้งกองทุนแรงงานนอกระบบ แต่ให้ระวังทุกกลุ่มกดดันขอประชานิยม "ผาสุก"คาดเศรษฐกิจไทยคงไม่ฟื้นใน 1-2ปี ให้สร้างหลักประกันมีงานทำในชนบทปีละ100-200 วัน "กรณ์" น้อมรับฟังทุกความเห็นไปปรับใช้ เปรียบรัฐทำไม่ให้เครื่องยนต์ดับ วอนทุกฝ่ายร่วมมือกันกู้เศรษฐกิจ

เวทีเสวนา "ศุกร์เศรษฐกิจกับรัฐมนตรีกรณ์” วันนี้(23 ม.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง ได้เชิญนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ จากหน่วยงานต่างๆ มาร่วมแสดงความคิดต่อนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล
 นาง อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงมาตรการด้านต่างๆ ที่ออกมารับมือปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแจกเงินให้กับข้าราชการและภาคแรงงาน 2,000 บาท เพราะเห็นว่าจะให้ผลเพียงช่วง 1-2 เดือน และไม่เป็นประโยชน์มากนัก ซึ่งรัฐบาลคงไม่ดำเนินการอีก เพราะการแจกข้าวสารก็ยกเลิกไปแล้ว

จากคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2552 หากขยายตัวเพียงร้อยละ 0 จะทำให้รัฐบาลขาดรายได้ถึง 1.3 แสนล้านบาท เพราะเมื่อรายจ่ายงบประมาณซึ่งได้ขาดดุลไปแล้ว 2.5 แสนบาท บวกกับกลางปีเพิ่มเติมอีกกว่า 1แสนล้าน ทำให้ขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ร้อยละ 5.5 ของจีดีพี และทำให้ภาระหนี้สาธารณะสูงถึงร้อยละ 47 ในช่วงปลายปีนี้ อาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 53 ซึ่งทำให้ต้องขาดดุลงบประมาณได้ไม่มากนัก

ดังนั้น มาตรการรอบ 2 เพื่อออกมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเน้นที่การก่อให้เกิดการจ้างงาน แม้ยังไม่มีใครอยากจ้างงานก็ต้องให้เบี้ยเลี้ยงนำคนมาฝึกอบรมให้แรงงานมี คุณภาพ เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว ที่สำคัญในระยะยาวแล้ว เมื่อรัฐบาลต้องใช้เงินแก้ปัญหาเศรษฐกิจจำนวนมาก ก็ต้องหาแหล่งรายได้ส่วนอื่นเข้ามา จึงเห็นด้วยกับแนวคิดกับการจัดเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง และภาษีมรดก เพื่อให้มีฐานรายได้สูงขึ้น

"สำหรับแนวทางในการส่งเสริมให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อออกสู่ระบบเพิ่ม จึงควรให้บริษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) มีบทบาทในการค้ำประกันความเสี่ยง หากมาช่วยรับภาระหนี้เสียร้อยละ 80 อีกร้อยละ 20 ธนาคารเป็นผู้รับภาระ และให้รัฐบาลนำเงินประมาณ 1 พันล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมค้ำประกันความเสียงของ บสย.ลดลงจากร้อยละ 1.75 เหลือร้อยละ 1 ถ้าวงเงินต้ำประกันได้ 1 แสนล้านบาท จะทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ถึง 3 แสนล้านบาท" รองผู้ว่าฯ ธปท.

นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้รัฐบาลตั้งธนาคารลูกจ้าง ด้วยการนำเงินจากสำนักงานประกันสังคม ร้อยละ 10 จากเงินกองทุนกว่า 1แสนล้านบาท เพื่อดูแลสมาชิกกองทุน 9.8 ล้านคน ลูกจ้างกู้เงินได้ไม่เกิน 3 เท่าของของเงินส่งสมทบ ใช้สมาชิกแรงงานด้วยกัน 2-3 คนค้ำประกัน คิดดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 7 เพื่อให้มีแหล่งทุนรองรับความต้องการของภาคแรงงาน

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.) ยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกยังมีระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหม่ อาจกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกจากปัญหาตราสารทางการเงิน(CDF) ซึ่งกำลังจะครบกำหนดสัญญา มูลค่าถึง 66 ล้านดอลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคส่งออก และภาคการท่องเที่ยวของไทย และจะส่งผลเสียต่อไทยอย่างมาก เพราะทั้ง 2 สาขามีแรงงานเป็นจำนวนมาก จึงต้องติดตามดูว่าสหรัฐจะแก้ปัญหาตราสาร CDO และ CDF ได้มากน้อยเพียงใด แต่เห็นว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนักลงทุน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น แนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องทำให้ประชาชนเกิดความใว้ใจ ทำด้วยความจริงใจและโปร่งใส ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง แต่มุ่งเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้รัฐบาลได้รับการยกย่องและไว้ใจ มีความเชื่อมั่นตามมานับเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากที่สุด

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาต้องมองให้ถูกกลุ่ม เพราะกลุ่มจนที่สุดคือกลุ่มนอกระบบประกันสังคม จึงเห็นด้วยกับแนวทางของกระทรวงคลัง ในการเตรียมจัดตั้งกองทุนลักษณะเหมือนกันกองทุนประกันสังคมให้แรงงานนอกระบบ และไม่อยากให้รัฐบาลเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อให้ตัวเลขจีดีพีเพิ่มอย่างเดียว แต่ต้องเน้นใช้เครื่องมือแก้ปัญหาไม่ให้ผ็ได้รับผลกระทบได้รับความเดือดร้อน

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวว่า ขณะนี้กระแสประชานิยมกำลังมาแรง จนกลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว ดังนั้น ในระยะยาวจะเกิดปัญหาหากไม่มีแนวทางมารองรับ เช่น แนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่งได้รับการแก้ไข กลุ่มที่เหลือก็จะเรียกร้อง จะเป็นเช่นนี้ไปไม่หยุด

นางผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจคงไม่ฟื้นตัวได้ภายใน 1-2 ปี เพราะสหรัฐยังบอกว่าต้องใช้แผนเยียวยาเศรษฐกิจถึง 3 ปี ดังนั้นประเทศอื่นคงไม่เร็วมากกว่านี้ ดังนั้นมาตรการชุดต่อไปในการแก้ปัญหา ต้องเน้นการช่วยเหลือแรงงานนอกภาคเกษตร เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ด้วยการให้สถาบันการเงินของรัฐสนับสนุนแหล่งทุน ขณะที่รัฐบาลต้องส่งเงินให้กับองค์กรปกครองส่วนถิ่น เพื่อใช้พัฒนาในพื้นที่โดยตรงด้วยการประกันการให้มีงานทำในชนบทปีละ 100-200 วัน

ต่อมา นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อมาปรับใช้กับแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยต้องพิจารณาแนวคิดในการสร้างรายได้กับแนวคิดในการกระจายรายได้ ส่วนใดมีส่วนสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจได้มากที่สุด เพราะเมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา รัฐบาลจะต้องเข้ามาทดแทนรายได้ที่หายไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ รัฐบาลกระทำได้เพียงไม่ให้เครื่องยนต์ดับ แต่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ทุกอย่างกลับคืนมา เหมือนในอดีต

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ลิ้งค์เพิ่มเติมจากมติชน

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0101240152&sectionid=0101&selday=2009-01-24   (http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0101240152&sectionid=0101&selday=2009-01-24)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มกราคม 2009, 09:58:19 AM
ลิ้งค์จากมติชน  "เปิดพิมพ์เขียว กฏหมายภาษีที่ดิน"

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102240152&sectionid=0101&day=2009-01-24   (http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102240152&sectionid=0101&day=2009-01-24)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มกราคม 2009, 12:35:07 PM
จากประชาชาติธุรกิจ

วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4073

เศรษฐศาสตร์เชิงดอย...! ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม "วิกฤตครั้งนี้เรามีเงินจำกัด อย่ายิงพร่ำเพรื่อ"

นัก เศรษฐศาสตร์ระดับ think tank ของทุกรัฐบาลตลอดกว่า 2 ทศวรรษ ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การคลัง นักวิชาการ ระดับศาสตรา ภิชานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรากฏกายในฐานะคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างเงียบเชียบ

และให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ในตำแหน่งที่เจ้าตัวมุ่งหวังว่าจะได้สร้างนักเศรษฐศาสตร์ generation Z คิดนอกกรอบ เลิกท่องจำ เลิกทำตามแบบซ้ำๆ และแก้ปัญหาเป็น

"คนอาจแปลก ใจ แต่ผมไม่ได้แปลกถิ่นแปลกที่ รู้จักและทำงานร่วมกับคณาจารย์ที่นี่มากว่า 15 ปี เมื่อท่านเสนอว่าอยากให้มาช่วยเสริมในส่วนที่ขาด เช่น การประสานกับวงการการเงิน การบริหารทั้งในและต่างประเทศ ผมก็ยินดี ฝันว่าจะได้ร่วมกันพัฒนาเด็กของเรา คณาจารย์ของเรา ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป ไม่มีใครหวังถึงอัศวินขี่ม้าขาว แต่ทุกคนจะช่วยกัน" คณบดีคนใหม่บอก หลังมาถึงคณะ เดินเลือกซื้อขนมเป็นอาหารเช้าวันทำงานด้วยตัวเอง

- โจทย์ทางเศรษฐกิจเวลานี้ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์มีความเห็นอย่างไร

ผม กับคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง ของ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ เข้าพบคุณกรณ์ (จาติกวณิช) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนการแถลงนโยบาย เราเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะถูกเฉไฉ กดดันให้ทำในสิ่งที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย สิ่งที่ได้เสนอซึ่งคุณกรณ์ก็ยอมรับ คือ ทุกคนตอนนี้คิดถึงแต่แนวคิดของเคนเซียน (Keynesian นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ เสนอแนวคิดในปี พ.ศ.2479 และต่อมากลายเป็นแนวคิดสำคัญว่า ยามเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลต้องกระตุ้นการขยายตัวผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย ภาษี และโครงการสาธารณะ) กันหมด

วิกฤต Keynesian เกิดขึ้นเมื่อ 80 ปีที่แล้ว มีอุตสาหกรรมเป็นตัวหลัก เมื่อรัฐอัดฉีดเงินเข้าไป ภาคอุตสาหกรรมก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ตอนนี้วิกฤตของเราเป็นวิกฤตของตลาดหุ้น วิกฤตของการเงิน วิกฤตของทุน คนขาดความเชื่อมั่น เป็นเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่มีภาคการเงิน ภาคบริการที่ใหญ่โตกว่าภาคอุตสาหกรรมเยอะ มันต่างจากสิ่งที่เราเคยเจอมา แนวคิดของ Keynesian ล้าสมัยแล้ว

- แต่หลายประเทศที่ประสบปัญหารวมทั้งอเมริกาก็ใช้การอัดฉีดเงิน

นี่ ไงๆ ทุกคนพากันคิดอย่างนี้...คิดว่าจีดีพีมันตกต่ำเพราะดีมานด์มันตก เลยพยายามไปกระตุ้นดีมานด์ แต่วิกฤตของเราตอนนี้เป็นวิกฤตทางการเงิน วิกฤตของตลาดทุน ของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั่วโลก มันมีมูลค่ามหาศาล มากกว่าจีดีพีหลายเท่าตัว เป็นวิกฤตของความเชื่อมั่น ที่ทำให้หุ้นตก ที่ทำให้ราคาที่ดินตก ไปกระตุ้นด้วยเงินไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

ทำไม วิกฤตในญี่ปุ่นเกิดมากว่าสิบปีถึงแก้ไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นก็ใช้เงินกระตุ้น แต่ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น อเมริกาตอนนี้กำลังถลำลึกไปทางนี้เหมือนกัน ปีครึ่งที่ผ่านมา อเมริกาเน้นเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้มาตรการทุกรูปแบบ ทั้งภาษี ทั้งอัดฉีดเงิน แต่ก็ยังแก้ไม่ได้ อเมริกาก็ดี อังกฤษก็ดี ฉีดเงินเข้าไปเท่าไหร่มันไม่เกิดประโยชน์ในการฟื้นความเชื่อมั่น เพราะว่าคนไม่ไว้วางใจว่าวิกฤตนี้จะแก้ได้โดยวิธีการแบบนี้ คุณได้เงินไปคุณก็เก็บไว้ ไม่กล้าใช้จ่าย

- แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่ากระจายเงินไปยังจุดที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัวจริงๆ

มัน ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะปัญหาคือความเชื่อมั่น คนไม่มั่นใจว่ากลไกของรัฐที่มีอยู่ทุกวันนี้จะแก้ไขได้ ทั้งเรื่องซับไพรมก็มี เรื่องเมดดอกซ์ (อดีตประธานตลาดหุ้นแนสแดค กรณีแชร์ลูกโซ่) ที่เกิดขึ้นล่าสุดก็ดี ไม่เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาตลาดทุน ทำให้คนสบายใจว่า เออ...ควรจะลงทุนได้แล้ว คนที่ได้เงินมาตอนนี้ก็เก็บเงิน

- แนวทางที่ควรจะเป็นคืออย่างไร

รักษา ความเชื่อมั่น เอาเงินที่มีจำกัดไปมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เดือดร้อนตรงไหนไปแก้ตรงนั้น มีคนตกงานก็ไปแก้ คนไม่มีเงินเรียนหนังสือก็ไปแก้ คนทุกข์ยากตรงไหนเอาเงินไปแก้ แล้วเก็บกระสุนเอาไว้ เพราะวิกฤตนี้จะยาวกี่ปีไม่มีใครบอกได้ ถ้าคุณใช้กระสุนหมด อย่างที่แบงก์ชาติหรือบางที่บอกว่าใช้ยาแรงๆ ไปเลย ทุ่มไปเลย เราก็อาจจะเสียหายได้ มีสภาพเหมือนญี่ปุ่นตอนนี้ที่ไม่เหลือกระสุน ลดดอกเบี้ยจนเกือบจะศูนย์เปอร์เซ็นต์แล้ว งบประมาณรายจ่ายก็เกือบจะไม่มีแล้ว

เราอยู่ท่ามกลางไฟที่คุกรุ่น ทั่วโลก ไฟไหม้ในอังกฤษ ไฟไหม้ในอเมริกา ในญี่ปุ่น อย่าไปคิดว่าเราจะเป็นจุดที่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ คิดว่าใช้จ่ายเยอะๆ แล้วทุกอย่างจะแก้ได้ ตอนนี้ความเชื่อมั่นยังมี เพราะคนเชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ได้ จะให้เขาเชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ได้ เขาต้องเห็นว่ารัฐบาลยังมีกระสุนอยู่ในมือ ถ้าทุ่มไปหมด แล้วมันหายไปเลย คนก็ขาดความเชื่อมั่น

- ที่รัฐบาลทำตอนนี้ อาจารย์คิดว่าเป็นการเทกระสุนมากไป

นโยบาย ที่ออกมาใช้ได้ คือใช้เงินเยอะจริง แต่ใช้ในจุดที่เดือดร้อน ไม่ใช่ทุ่มไปหว่านไป แบบว่าหมู่บ้านละ 1 ล้าน 10 ล้าน หรือลงไปที่บิ๊กโปรเจ็กต์อะไรแบบนั้น การเข้ามาแก้วิกฤตครั้งนี้เรา มีเงินจำกัด กระสุนแต่ละนัดต้องยิงให้ถูกเป้า ไม่ใช่ยิงปูพรม

- จุดที่อาจารย์เห็นว่าเดือดร้อนจริงๆ ตอนนี้และควรเข้าไปแก้

ครั้ง นี้เป็นวิกฤตของพวก blue collar ขณะที่เมื่อปี 2540 เป็นของพวกแบงเกอร์ ต้องลงไปแก้ให้ตรงจุด คนตกงาน เด็กที่พ่อแม่ตกงาน จะขาดเงินเรียนหนังสือ ตรงนี้ต้องเข้าไปช่วย แทนที่จะเน้นไปที่การใช้เงิน ควรเน้นไปที่การสร้างคุณภาพ พยายามรักษาอำนาจซื้อโดยการดูแลคนเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่ได้ใช้เงินมากเท่าไหร่ กระจายกำลังในการกระตุ้น ไม่ใช่เทจนหมดหน้าตัก แล้วครั้งหน้าก็ไม่มีน้ำยาที่จะไปอะไรต่อ เพราะว่าหมดเครื่องมือ

ขณะเดียวกันเตรียมการสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มุ่งเรื่องมหภาค เรื่องการเสริมสร้างมาตรฐานต่างๆ เยียวยาคนเดือดร้อน ให้มีการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งรัฐบาลพยายามทำอยู่ เรื่องบทบาทของธนาคารของรัฐ แก้ไขเรื่องความโปร่งใสของตลาดทุน แก้กฎหมายที่ไม่เป็นประโยชน์ เร่งพัฒนาชนบท ช่วยเหลือเรื่องราคาผลผลิตการเกษตร เรื่องการศึกษา เรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ ระยะยาวควรปรับปรุงระบบไอที

- สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ

คือ การลดภาษี ไม่ว่าแวต (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือภาษีสรรพสามิต หรือการทำเมกะโปรเจ็กต์ การใช้นโยบายประชานิยม หรือการใช้มาตรการการคลังที่ไปสร้างภาระหนี้ หรือทำให้เกิดปัญหาว่ากระสุนหมด หรือยกเลิก Basel 2 ซึ่งคุณกรณ์ก็ไม่ได้ทำ ถือเป็นเรื่องที่ดี

วิกฤตหลายครั้งที่ผ่านมา เราถือโอกาสในการปฏิรูประบบการเงินการคลังของเรา วิกฤตครั้งนี้ที่เห็นกันคือ การแก้ไขกฎหมายการเงิน หรือกฎหมายคุ้มครองเงินฝากก็ยังไปไม่ถึงไหน

"น่าจะตั้งคำถามว่า เราจะฉวยโอกาสปฏิรูปอะไรได้บ้าง...?"


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มกราคม 2009, 13:38:59 PM
จากกรุงเทพธุรกิจ

นายกฯ เข็นกม.ภาษีที่ดิน-มรดกอย่างรอบคอบ




" อภิสิทธิ์" เผย ก.คลัง กำลังศึกษาข้อดีข้อเสียการตรา กม.ภาษีที่ดิน-มรดก อย่างรอบด้าน คนปชป.ขวางต้องเคลียร์ให้เข้าใจ และถ้าตราสำเร็จต้องยอมรั

 

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.20 น. นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการจะออกกฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดิน และภาษีมรดก ว่าทั้งสองเรื่องนี้รัฐบาลจะเดินหน้า เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบภาษี แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กำลังศึกษารายละเอียดอยู่

ใน ส่วนภาษีที่ดินอาจจะไม่ซับซ้อน เพราะมีแนวคิดเดิมอยู่แล้วเพียงแค่มาดูว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม มากขึ้นโดยหลักการใหญ่คือจะเป็นการทำให้ภาษีโรงเรือนกับภาษีบำรุงท้องที่มา รวมกันแบบมีเหตุมีผลมากขึ้น เป็นรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้นสำหรับท้องถิ่น และต้องยกเว้นให้คนมีความจำเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย ขณะที่คนที่มีที่ดินว่างเปล่าจำนวนมากแต่ไม่ใช้ประโยชน์ก็ต้องจัดเก็บภาษีใน อัตราก้าวหน้า

“ส่วน ภาษีมรดกนั้นมีรายละเอียดว่าจะเก็บอย่างไร และมีข้อยกเว้นอย่างไร เพราะภาษีมรดกแม้ในต่างประเทศเองก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันตลอดเวลา ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบายปฏิรูปภาษีต่อไป แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะดำเนินการได้ในระยะเวลาสั้นๆ หลายๆ เรื่องที่หยิบยกขึ้นมาจะมีการดำเนินการ อย่างการปฏิรูปที่ดินก็เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งรัดได้ในช่วงนี้ เพราะมีรายละเอียดที่ต้องให้รอบคอบ” นายกรัฐมนตรี ระบุ

          ผู้สื่อข่าวถามว่า กฎหมายนี้จะถูกขัดขวางจากคนรวยที่ถือทรัพย์สินและที่ดินจำนวนมากหรือไม่   นาย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่เราต้องทำหลายเรื่อง แต่เราต้องอธิบายและคิดว่าคนที่ได้รับผลกระทบก็จะเข้าใจว่าทำไมเราต้องทำ อย่างนี้ อย่างกรณีภาษีที่ดินนั้นมันเริ่มต้นจากที่ว่ามีการกระจายที่ดินไปอย่างไม่ เท่าเทียมกัน ถ้าเขาได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ก็เข้าใจแต่ถ้าเป็นทรัพย์สินที่สะสมเอาไว้แล้วทิ้งไว้เฉยๆขณะที่คนจำนวนมาก มีคนต้องการ เช่นคนมีที่ดินมากมายมหาศาลทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าขณะเดียวกันเราต้องมาแก้ ปัญหาที่ดินให้กับคนจน ก็คงไม่เป็นธรรมกับสังคม ตนเชื่อจะทำความเข้าใจได้

          เมื่อ ถามว่า เป็นที่รู้กันว่าผู้ที่ถือที่ดินจำนวนมากในสังคมไทยคือกลุ่มนักการเมืองและ นายทุนที่สนับสนุนพรรคการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการที่รัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัว เองแต่เป็นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

          เมื่อ ถามต่อว่า ล่าสุดคนที่ไม่เห็นด้วยคือนาย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมช.คลัง อ้างว่าเคยศึกษาพบว่าภาษีที่ดินไม่มีปัญหา แต่ภาษีมรดกยังมีจุดท้วงติงอยู่ ซึ่งตนก็เห็นด้วยเพราะยังมีข้อโต้แย้งในการยกร่างอีกหลายเรื่อง เราต้องเอาข้อมูลข้อเท็จจริงไปให้สมาชิกพรรคได้ดูเพื่อทุกคนจะได้สบายใจ โดยอาจจะไปคุยกันในพรรค และในที่สุดเมื่อออกมาเป็นกฎหมายทุกคนก็ต้องยอมรับไม่ว่าจะอยู่พรรคใด

          ผู้ สื่อข่าวถามว่า การออกกฎหมายนี้จะกระทบกับคนชั้นกลางและคนชั้นสูง ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูให้ครบทุกด้าน รัฐบาลนี้กำลังขยายในเรื่องการสร้างสวัสดิการให้ดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีฐานภาษีที่กว้างกว่ารายได้มากขึ้น ทั้งนี้ มันใจว่าจะทำสำเร็จเพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม


หัวข้อ: Obamanomics
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มกราคม 2009, 14:50:17 PM
ลิ้งค์จากประชาชาติธุรกิจ  "Obamanomics"  คลิก --->

http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02spe01220152&day=2009-01-22&sectionid=0223    (http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02spe01220152&day=2009-01-22&sectionid=0223)


"เปิดคลังสมอง "บารัก โอบามา" ตัวช่วยที่มีมากกว่าดรีมทีมเศรษฐกิจ" คลิก--->

 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02spe02220152&day=2009-01-22&sectionid=0223  (http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02spe02220152&day=2009-01-22&sectionid=0223)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 25 มกราคม 2009, 06:47:39 AM
จากไทยโพสต์

สิ่งแวดล้อม

วันที่ปลอด"จีเอ็มโอ" โอกาสที่มาถึงของข้าวไทย

25 มกราคม 2552    กองบรรณาธิการ

ประเทศไทยส่งออกข้าวในปริมาณมากที่สุดในโลก คำกล่าวนี้ไม่เกินจริง เมื่อล่าสุดประเทศไทยได้รับการจารึกไว้ในสถิติโลกกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด ว่า ไทยเป็นที่หนึ่งของโลกเรื่องการส่งออกข้าว

การบันทึกกินเนสส์ฯ ครั้งนี้  สืบเนื่องจากกรีนพีซได้เสนอชื่อข้าวไทยไปเมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมา โดยนำข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ  (FAO)  ที่ได้บันทึกสถิติไว้ว่า  เมื่อปี 2550 ประเทศไทยส่งออกข้าวสารจำนวนทั้งสิ้น  8,094,000   ตัน  คิดเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ของตลาดข้าวทั่วโลก มูลค่าการส่งออกข้าวของไทยสูงถึง   123,700  ล้านบาท  และไม่ใช่เพียงปี 2550 เท่านั้น หากย้อนดูสถิติตั้งแต่ปี 2518-2550 ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดติดต่อกันมานาน 34 ปี

ขณะที่คนทั่วไปกำลังยินดีที่ข้าวไทยได้รับการบันทึกไว้ในสถิติโลกครั้งนี้   ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งกรีนพีซ  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า ไทยซึ่งเป็นแหล่งส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้กำลังถูกคุกคามโดย เทคโนโลยีจีเอ็มโอ  ที่บรรษัทเคมีเกษตรข้ามชาติพยายามหยิบยื่นให้เกษตรกรไทย  อ้างข้าวจีเอ็มโอจะสามารถเพิ่มผลผลิตและขจัดปัญหาวิกฤติด้านอาหารได้

"ข้าวทุกเม็ดที่ออกมาจากผืนนาของประเทศไทย  ล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากการดัดแปลงพันธุกรรม และนี่คือจุดแข็งของข้าวไทยที่ผู้บริโภคทั่วโลกมั่นใจและให้การยอมรับ" ณัฐวิภากล่าว

ณัฐวิภาอธิบายว่า  ไทยมีพันธุ์ข้าวกว่าหมื่นชนิด  ข้าวพันธุ์พื้นเมือง แต่ละพันธุ์มีความแตกต่างกัน ความหลากหลายของพันธุ์ข้าว  เกิดจากการคัดเลือกโดยวิวัฒนาการธรรมชาติและภูมิปัญญาของชาวนาไทยที่สั่งสม มา   จะคัดเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับพื้นที่และความชอบของคนท้องถิ่น ข้าวหอมมะลิของไทยที่โด่งดังไปทั่วโลกก็เป็นหนึ่งในข้าวพันธุ์พื้นเมืองด้วย ดังนั้น ถ้าเกิดการปนเปื้อนจีเอ็มโอไปสู่พันธุ์พืชดั้งเดิมจะส่งผลสะเทือนต่อประเทศ ไทยและคนไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง  ที่สำคัญไม่สามารถเรียกสิ่งแวดล้อมเดิมกลับคืนมาได้ ความหลากหลายทางชีวภาพก็สูญเสียไป

ณัฐวิภายกตัวอย่างปัญหาปนเปื้อนจีเอ็มโอในข้าวที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจเสียหายเมื่อปี  2549  ข้าวจีเอ็มโอเมล็ดพันธุ์เบอร์ตีลิงค์ LL 601 ของบริษัทไบเออร์ ได้ปนเปื้อนอย่างผิดกฎหมายจากสหรัฐไปสู่ตลาดข้าวกว่า  30  แห่งทั่วโลก  ทั้งตลาดข้าวในออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  การปนเปื้อนครั้งนี้ส่งผลให้  63 เปอร์เซ็นต์ของผู้ส่งออกข้าวสหรัฐได้รับผลกระทบและเกิดหายนะทางเศรษฐกิจ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมข้าวอเมริกา  มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะนานาประเทศปฏิเสธการนำเข้าข้าวจากอเมริกา หลังการปนเปื้อนครั้งดังกล่าวก็มีการเรียกเก็บข้าวที่ส่งออกจากอเมริกาคืน ทั้งหมด  และบริษัทไบเออร์ถูกเกษตรกรฟ้องร้องเพื่อชดเชยค่าเสียหาย  ไทยส่งออกข้าวมากกว่าสหรัฐ 3 เท่า ถ้าปัญหาปนเปื้อนนี้เกิดขึ้นจะนำหายนะมาสู่ประเทศไทยมากเพียงไร

ความต้องการบริโภคข้าวที่มีมากขึ้นตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน การระบาดของโรคข้าวและแมลง จนทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย นอกจากการปรับปรุงพันธุ์ข้าวทั่วไปแล้ว  ยังมีหลายฝ่ายที่เห็นว่า  การตัดต่อพันธุกรรมข้าวช่วยขจัดปัญหานี้ได้ และขณะนี้มีหลายประเทศในโลกทดลองทำข้าวจีเอ็มโอ รวมทั้งประเทศไทย

การสร้างพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอทำโดยการตัดยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัส สัตว์  พืช มายิงหรือแทรกเข้าไปต่อกับยีนของข้าว เพื่อให้ข้าวที่ได้มีการแสดงออกบางประการที่เปลี่ยนแปลงไปตามยีนแปลกปลอม นั้นๆ   แต่รูปร่างหน้าตาภายนอกเหมือนข้าวทั่วไป  อย่างไรก็ตาม  เมล็ดพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอเมื่อนำไปปลูกในนาจนออกรวงแล้ว  เมล็ดที่ได้ไม่สามารถนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกต่อไปได้ ถ้าชาวนาปลูกข้าวจีเอ็มโอต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกรอบการเพาะปลูก

ขณะที่ณัฐวิภา  มีท่าทีคัดค้านการตัดต่อพันธุกรรมข้าวอย่างชัดเจน เพราะเห็นว่า จีเอ็มโอไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้  ซ้ำร้ายจีเอ็มโอแฝงมาด้วยระบบทุนครอบงำ  เกษตรกรต้องผูกตัวเองอยู่กับลิขสิทธิ์ของเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ รวมถึงปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงที่ต้องเสียให้กับบรรษัทขายเมล็ดพันธุ์

"ที่ผ่านมาบรรษัทผลิตสารเคมีเกษตรกรรายใหญ่ผันตัวเองมาพัฒนาเทคโนโลยีจีเอ็ม โอ  เพราะเห็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์และครอบงำตลาดเมล็ดพันธุ์ด้วยการค้า เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ  ปัจจุบันมีการทดลองทำข้าวจีเอ็มโออยู่มากกว่า  45  ชนิดในโลก ข้าวจีเอ็มโอชนิดแรกๆ จะทยอยออกสู่ตลาดในเร็ววันนี้  ถ้าเราไม่ช่วยกันป้องกันไว้ก่อน  จะไม่สามารถกลับไปปลูกข้าวแบบเดิมได้  ชาวนาไทยต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ราคาแพงมาปลูกในทุกฤดูเพาะปลูก เพราะไม่สามารถปลูกแล้วเก็บเมล็ดพันธุ์นำไปปลูกต่อไปเรื่อยๆ  เปลี่ยนวิถี การเกษตรแบบนี้เหมือนถูกตัดมือตัดเท้า  หนีไม่พ้นการเป็นทาสบรรษัทข้ามชาติ"

ณัฐวิภาให้ข้อมูลว่า  เรื่องจีเอ็มโอเป็นผลประโยชน์ต่อเนื่องจากการขายสารเคมีทางการเกษตร เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอถูกปรับปรุง  ผลิตขึ้นมา  เพื่อต้านทานยาฆ่าหญ้าที่บริษัทขายสารเคมีเกษตรขายอยู่แล้ว  ถ้าเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอของบริษัทไหนไปปลูก จะฉีดยาได้มาก โดยที่ข้าวก็ไม่ตาย  ตัวอย่างข้าวลิเบอร์ตีลิงค์  ต้านยาฆ่าหญ้ายี่ห้อลิเบอร์ตี ผลิตโดยบริษัท  ไบเออร์ ซึ่งสหรัฐอนุมัติให้ปลูกข้าวชนิดนี้เป็นการค้าได้เมื่อปี  2546  อีกชนิดข้าวราวด์อัพเรดี  ต้านยาฆ่าหญ้ายี่ห้อราวด์อัพของบริษัทมอนซานโต้  อันตรายที่ตามมาคือ  วัชพืชปรับตัวดื้อยา  ต้องใช้ยาปริมาณมากขึ้นและแรงขึ้น ข้าวจีเอ็มโอผสมข้ามสายพันธุ์กับวัชพืชตระกูลข้าว ทำให้เกิดวัชพืชยักษ์มียีนจีเอ็มโอ ปราบไม่ได้

"งานวิจัยสหรัฐพบว่า หลังปลูกพืชจีเอ็มโอต้านยาฆ่าหญ้า อย่างถั่วเหลืองราวด์อัพเรดีมาเป็นเวลา 8-9 ปี ปริมาณการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น 23 ล้านกิโลกรัม "

ขณะที่ประเทศจีน  ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวที่สำคัญของโลกก็กำลังทดลองปลูกข้าวบีทีหลาย พันธุ์ ที่เกิดจากการตัดต่อยีนของแบคทีเรียบีทีเข้าไปในข้าว เพื่อให้ผลิตพิษออกมาด้วยตนเองตลอดเวลาเพื่อฆ่าแมลง  ข้าวบีทีผลิตพิษฆ่าหนอนกอชนิดต่างๆ  ทั้งหนอนกอลาย  หนอนกอสีเหลือง ซึ่งจีนอาจเป็นประเทศแรกที่อนุมัติให้ปลูกข้าวบีทีเป็นการค้าในเร็ววันนี้ ซึ่งพิษของข่าวบีทีเป็นอันตรายต่อแมลงอื่นๆ ที่มีประโยชน์ การวิจัยในจีนเองพบว่า พิษของข้าวบีทีเป็นอันตรายต่อหนอนไหม ซึ่งอาจจะทำให้วงการผ้าไหมไทยตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้พิษบีทียังสะสมจากรากลงสู่ดิน รวมทั้งหนอนกอปรับตัวต้านทานพิษบีทีได้ ทำให้ใช้ยาฆ่าแมลงมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยเองยังโชคดี  เนื่องจากมีการยืนยันว่า ข้าวไทยของเรายังปลอดจากจีเอ็มโอ ซึ่งสมาคมผู้ส่งออกข้าวได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนข้าวจีเอ็ม โอ  โดยออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืนไม่ค้าข้าวจีเอ็มโอ  สอดคล้องกับนโยบายของกรมการข้าวที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้ามาของข้าวจีเอ็มโอ  หวั่นพันธุ์ข้าวธรรมชาติที่อยู่คู่วิถีชีวิตคนไทยเหลือเพียงชื่อ แต่สวนทางกับกรมวิชาการเกษตรที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรด้วยกันที่ผลัก ดันให้มีการทดลองจีเอ็มโอในทุกพันธุ์พืช

การหยุดยั้งการเข้ามาของข้าวจีเอ็มโอ   ตัวแทนกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องเร่งให้มีกฎหมายห้ามทดลองปลูกข้าวจีเอ็มโอ  เนื่องจากเมื่อใดที่มีการทดลองปลูกข้าวจีเอ็มโอแบบเปิด   เราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนได้  ในไม่ช้าข้าวจีเอ็มโอจะเข้ามาอยู่ ในท้องนาและอาหาร  โดยที่คนไทยไม่รู้ตัวและไม่มีสิทธิที่จะเลือก  และที่น่าวิตกที่สุดคือ ผลกระทบต่อสุขภาพของเราและสิ่งแวดล้อม

"ข้าวจีเอ็มโอแพร่พันธุ์ไปปนเปื้อนกับข้าวปกติได้ทางละอองเกสร   ทางเมล็ดพันธุ์  แพร่ออกไปแล้วจะเรียกคืนมาไม่ได้  เท่าที่เคยบันทึกไว้  เกสรของข้าวสามารถปลิวได้ไกลกว่า  100  เมตร ถ้าเกสรจีเอ็มโอไปผสมกับข้าวปกติผลผลิตจะเป็นข้าวจีเอ็มโอ  ไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมของข้าว  ถ้าข้าวจีเอ็มโอผสมพันธุ์กับข้าวพื้นเมือง อาจทำให้สูญพันธุ์ โลกจะเสียแหล่งพันธุกรรมที่มีประโยชน์ในการปรับปรุงข้าว รัฐบาลควรปิดประตูตายข้าวจีเอ็มโอในทุกด้าน" ณัฐวิภากล่าว

วันที่กรีนพีซจัดกิจกรรม  "ข้าวไทยที่หนึ่งในโลก" เปิดตัวประกาศนียบัตรยกย่องประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก จากกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด   มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวจากชาวนาหลายกลุ่มที่ทำการเกษตรยั่งยืน  ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยยาเคมีหรือเทคโนโลยีจีเอ็มโอที่มีราคาแพง  และมีความเสี่ยง  สำเนียง  ฮวดลิ้ม  เกษตรกรราชบุรี  ปัจจุบันเธออายุ  61  ปี  ครอบครัวเป็นชาวนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ  "สมัยก่อนพี่ทำนาปี ปลูกเพื่อกิน เมื่อเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลง ชาวนาหันมาปลูกข้าวปรับปรุงพันธุ์  มีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ปลูกเพื่อขาย ทำให้ต้นทุนการทำนาเพิ่มสูงมาก ปุ๋ยที่ใช้มากๆ ทำลายดิน ทำให้ดินแข็งกระด้าง แล้วจะมีโรคของข้าวใหม่ๆ ฉีดยาตัวนี้ไป ตัวที่ตายก็ตาย ตัวที่รอดจะพัฒนาขึ้นทันที ต้องเพิ่มยามากขึ้น จะมียาฆ่าแมลงใหม่ออกมา มีแต่หนี้สิน สุขภาพก็ไม่ดี ก็ตัดสินใจกลับมาทำเกษตรอินทรีย์  ใช้เวลา  3 ปีในการฟื้นดินที่เสียมาปลูกข้าว ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักปุ๋ยพืชสด และใช้ระบบนิเวศในนาจัดการ  ทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่หว่าน  ปักดำ  จนกระทั่งข้าวออกรวงก็เก็บเกี่ยว สีข้าวเอง ที่เหลือเราแปรรูปเป็นขนมจีน เห็นผลเลยว่าหลุดจากวังวนหนี้สิน แถมการเกษตรแบบนี้ปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย"

สำเนียงยังเห็นว่า  ข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพ  นุ่ม กลิ่นหอม มีรสชาติดี ไม่เคยคิดจะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอมาปลูก เพราะมันเป็นพันธุ์ข้าวผิดธรรมชาติ แล้วยังมีราคาแพงกว่าพันธุ์ข้าวทั่วไป คิดว่าทำเกษตรอินทรีย์แบบนี้ดีอยู่แล้ว ต้นทุนก็ต่ำ แถมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ ก้องหล้า  มีสวัสดิ์  เกษตรกรชาวราชบุรีอีกคน  ปัจจุบันอายุ  60  ปี  พื้นเพเดิมเป็นชาวนครสวรรค์   เล่าว่า ทำนาปลูกข้าวมาตลอดชีวิต ไม่ต้องใส่ปุ๋ยก็ได้ข้าวงาม ตนปลูกข้าวเหลืองปะทิว ถ้าปลูกข้าวเหนียวก็ใช้พันธุ์ข้าวหอมมะลิ  ข้าวเจ๊กจก  เป็นชื่อข้าวพันธุ์พื้นเมือง  ไม่ขาดทุน เราจะเอาข้าวใส่ยุ้งไว้  ที่ผ่านมาก็ทำการเกษตรยั่งยืนมาตลอด แต่ชาวบ้านมากกว่าครึ่งต้องกู้เงินมาทำนา เพราะต้นทุนการผลิตต่างๆ ราคาเพิ่มขึ้น

"อย่างปุ๋ยที่เคยซื้อลูกละ  240  บาท วันนี้ขึ้นเป็นลูกละ 1,300 บาท แต่ผมใช้ปุ๋ยขี้วัว ปริมาณข้าวที่ได้ของเราอาจน้อยกว่านิดหน่อย  แต่ดินไม่เสีย ต้นทุนไม่สูง และที่สำคัญเป็นข้าวปลอดสารพิษ ผมไม่นิยมข้าวจีเอ็มโอ  ไม่เชื่อว่าจะดีกว่าพันธุ์ข้าวของไทย  คนไทยรู้จักทำนาปลูกข้าวกินมาแต่โบราณ อยากสืบทอดวิถีการเกษตรที่บรรพบุรุษสั่งสมมา  เป็นเกษตรกรรมธรรมชาติที่ยั่งยืนและมีความสุขที่สุด" เกษตรกรวัย 60 ปีกล่าว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 25 มกราคม 2009, 08:10:04 AM
จากโพสต์ทูเดย์

ขุนคลังเล็งตั้ง ธนาคารคนจน
   
   
วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552


โพสต์ทูเดย์ — ขุนคลังรับลูกจัด ตั้งธนาคารแรงงานช่วยคนจน คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 7%
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาแผนการ ตั้งธนาคารแรงงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ตามข้อเสนอของนายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้เสนอความคิดเห็นในแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบต่อไป

ด้านนายณรงค์ กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลตั้งธนาคารแรงงาน โดยให้นำเงินกองทุนประกันสังคมที่มีอยู่ 5 แสนล้านบาท แบ่งออกมา 10% หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จากนั้นก็นำไปฝากไว้ที่ธนาคารต่างๆ โดยมีเงื่อนไขว่าธนาคารที่รับฝากต้องนำไปปล่อยกู้ให้กับผู้ใช้แรงงานที่เป็น สมาชิกถึง 9.7 ล้านคน ซึ่งกองทุนประกันสังคมยังเป็นผู้รับประโยชน์จากเงินฝากเหมือนเดิม

สำหรับการกู้ต้องมีเงื่อนไขว่าธนาคารที่รับฝากต้องให้กู้ไม่เกิน 3 เท่าของเงินเดือน โดยธนาคารต้องคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 7% ให้ผ่อนชำระไม่เกิน 3 ปี โดย 2 เดือนแรกยังไม่ต้องชำระหนี้ และนายจ้างเป็นผู้หักเงินเดือนชำระหนี้

นอกจากนี้ ลูกหนี้ที่กู้เงินจะต้องออมเงิน 10% ของเงินกู้ทุกเดือน หากครบกำหนดแล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็นำเงินออมทรัพย์มาชำระแทน โดยการออมเงินนี้จะทำให้มีเงินเข้ามาเพิ่มในธนาคารแรงงานจากส่วนนี้ 4,000 ล้านบาท สามารถนำไปปล่อยกู้ต่อได้อีก

“การมีธนาคารแรงงานทำให้ลูกจ้างไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยแพง และมีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อไปประกอบอาชีพ” นายณรงค์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมากระตุ้นเศรษฐกิจขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหา การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ได้ เนื่องจากการส่งออกในปีนี้อาจจะขยายตัวได้ 0% ขณะนี้รัฐบาลกำลังจัดทำงบประมาณปี 2553 ซึ่งจะเป็นงบขาดดุลเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 25 มกราคม 2009, 08:20:16 AM
จากแนวหน้า

"มาร์ค"เอาแน่ถอนขนห่าน ดันภาษีมรดก ลั่นต้องผ่านสภาในรัฐบาลนี้

"มาร์ค"เอาแน่ถอนขนห่าน
ดันภาษีมรดก
ลั่นต้องผ่านสภาในรัฐบาลนี้
เล็งเป้านายทุน-นักการเมือง
2พรรคร่วม-พันธมิตรหนุน
"พิเชษฐ"กระตุกกรณ์อย่าปากไว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันจะเดินหน้าออกกฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดก ตามที่กระทรวงการคลังกำลังศึกษา เพื่อปฏิรูประบบภาษี แม้ว่าที่ผ่านมากฏหมายทั้งสองฉบับถูกต่อต้านจากคนที่เสียประโยชน์จนทำให้ไม่ เคยมีการผลักดันให้ผ่านสภาออกมาเป็นกฏหมายได้สำเร็จ

"มาร์ค"เดินหน้าภาษีที่ดิน-มรดก

เมื่อวันที่ 24 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดกว่า ทั้ง2เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเดินหน้าเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการ ปฏิรูประบบภาษี แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังกำลังศึกษารายละเอียดอยู่ ซึ่งในส่วนภาษีที่ดินอาจจะไม่ซับซ้อนเพราะมีแนวคิดเดิมอยู่แล้วเพียงแค่มาดู ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น โดยหลักการใหญ่คือจะเป็นการทำให้ภาษีโรงเรือนกับภาษีบำรุงท้องที่มารวมกัน แบบมีเหตุมีผลมากขึ้น ให้ท้องถิ่นมีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น และต้องยกเว้นให้คนที่จำเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย ขณะที่คนที่มีที่ดินว่างเปล่าจำนวนมาก แต่ไม่ใช้ประโยชน์ ก็ต้องจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคนในสังคม

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนภาษีมรดกนั้นมีรายละเอียดว่าจะเก็บอย่างไร และมีข้อยกเว้นอย่างไร เพราะภาษีมรดกแม้ในต่างประเทศเองก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันตลอดเวลา อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องที่เร่งรัดได้ในช่วงนี้เพราะมีรายละเอียดที่ต้อง ให้รอบคอบ

ทำความเข้าใจผู้เสียประโยชน์

เมื่อถามว่าเกรงว่า กฎหมายนี้จะถูกขัดขวางจากคนรวยที่ถือทรัพย์สินและที่ดินจำนวนมากหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มันมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่เราต้องทำหลายเรื่อง แต่เราต้องอธิบายและคิดว่าคนที่ได้รับผลกระทบก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่าง นี้ อย่างกรณีภาษีที่ดินนั้นเริ่มต้นจากที่ว่ามีการกระจายที่ดินอย่างไม่เท่า เทียมกัน ถ้าเขาได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ก็เข้าใจ แต่ถ้าเป็นทรัพย์สินที่สะสมเอาไว้แล้วทิ้งไว้ให้เฉยๆ ขณะที่เราต้องมาแก้ปัญหาที่ดินให้กับคนจน ก็คงไม่เป็นธรรมกับสังคม เชื่อจะทำความเข้าใจได้

เมื่อถามว่าผู้ที่ถือที่ดินจำนวนมากในสังคมไทย คือกลุ่มนักการเมืองและนายทุน ที่สนับสนุนพรรคการเมือง จะทำให้มีปัญหาในการดำเนินการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการที่รัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัว เองแต่เป็นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ผลักดันผ่านสภาฯในรัฐบาลนี้

ส่วนกรณีที่นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สส.กระบี่พรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตรมช.คลัง ไม่เห็นด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นายพิเชษฐเคยทำการศึกษาพบว่าภาษีที่ดินไม่มีปัญหา แต่ภาษีมรดกยังมีจุดท้วงติงอยู่ ซึ่งตนก็เห็นด้วยเพราะยังมีข้อโต้แย้งในการยกร่างอีกหลายเรื่อง เราต้องเอาข้อมูลข้อเท็จจริงไปให้สมาชิกพรรคดูเพื่อทุกคนจะได้สบายใจ โดยอาจจะไปคุยกันในพรรค และในที่สุดเมื่อออกมาเป็นกฎหมายทุกคนก็ต้องยอมรับ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ให้ผ่านสภาฯ ในสมัยรัฐบาลนี้

หวังขยายฐานภาษีเก็บรายได้เพิ่ม

เมื่อถามว่าการออกกฎหมายนี้จะกระทบกับคนชั้นกลางและคนชั้นสูงซึ่งเป็นฐาน เสียงของพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูให้ครบทุกด้าน รัฐบาลนี้กำลังขยายในเรื่องการสร้างสวัสดิการให้ดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีฐานภาษีที่กว้างกว่ารายได้มากขึ้น ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะทำสำเร็จเพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

เตรียมถกพรรคร่วมแก้สภาล่ม

ส่วนกรณีองค์ประชุมสภาล่มจะมีผลต่อการเดินหน้าในส่วนพ.ร.บ.ผู้สูงอายุหรือ ไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้เดินต่อไปได้ เพราะสามารถดำเนินการโดยระเบียบได้ แต่ถ้าแก้กฎหมายจะเป็นการปรับโครงสร้างอีกครั้ง ซึ่งในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคมนี้ ตนจะพบกับผู้นำในพรรคร่วมรัฐบาล คาดว่าจะย้ำเรื่องความเข้มแข็งในการผลักดัน ทั้งนี้ นโยบายที่เป็นสิ่งที่ดีก็ต้องพยายามทำ ส่วนจะทำได้หรือไม่ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบทางการเมืองกันไป เพราะถ้ากฎหมายสำคัญไม่ผ่านรัฐสภาก็ต้องรับผดชอบทางาการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งมีหลายวิธีตามรัฐธรรมนูญ

หนุนเก็บภาษีแต่หวั่นไม่ผ่านสภา

นายทศพร เทพบุตร สส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของธุรกิจโรงแรมและที่ดินในจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงกฎหมายเก็บภาษีที่ดินว่า เห็นด้วย เพราะจ่ายภาษีโรงเรือนอยู่แล้วเป็นปกติ นอกจากนี้ ภาษีที่เก็บใหม่ก็เป็นเงินเพียงเล็กน้อย คนที่นำที่ดินไปทำประโยชน์ น่าจะมีเงินจ่ายอยู่แล้ว แต่คนที่เดือดร้อน อาจเป็นกลุ่มคนที่เก็บที่ดินไว้เปล่าๆ โดยไม่ทำอะไร อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่ากฎหมายจะผ่านสภาได้หรือไม่ เพราะคนที่คิดแบบตนมีไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมายดังกล่าวในช่วงเวลานี้อาจไม่เหมาะ เพราะชาวบ้านหลายคนเข้ามาถามว่า ราคาพืชผลยังไม่ค่อยดี แล้วจะมาเก็บภาษีที่เพิ่มอีก ดังนั้นก่อนจะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาต้องถามความเห็นชาวบ้านด้วย

"ตือ"เชียร์เดินหน้าจัดการนายทุน

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรมว.เกษตรฯ และรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดิน โดยเฉพาะกรณีทีมีต่างชาติเข้ามารุกพื้นที่เกษตรเพื่อหาแหล่งพลังงานทดแทน เพราะฉะนั้นหากมีการเก็บภาษีที่ดินก็ควรตรวจสอบว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ที่ ใช้สำหรับทำการเกษตรก็ไม่ควรเก็บภาษีเพิ่ม แต่หากทำเพื่อธุรกิจทั้งอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพยจะต้องเก็บเพิ่ม ซึ่ง ดังนั้นวิธีการหรือหลักเกณฑ์จะต้องรัดกุม อย่าทำให้กระทบต่อเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินแค่ 5 ไร่ 10 ไร่ แล้วไปปกป้องรายใหญ่ๆ ดังนั้นต้องดูจุดประสงค์ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าอาจจะไม่สำเร็จเพราะกระทบต่อนายทุน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลตัดสินใจจะทำก็ต้องเดินหน้า ไม่ต้องเป็นห่วงจะต้องทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน

พิเชษฐเตือน"กรณ์"อย่าปากไว

ด้านนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมช.คลัง กล่าวถึงแนวคิดของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะปัดฝุ่นภาษีที่ดินและภาษีมรดกขึ้นมาอีกครั้ง ว่า ตนไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพียงแต่ให้ข้อมูลว่าภาษีมรดกนั้น กรมสรรพากรทำการศึกษามาโดยตลอด แต่ที่ไม่ผลักดันต่อ เนื่องจากพบว่าเงินภาษีที่ได้มีจำนวนน้อยนิด แต่กลับส่งผลกระทบต่อสังคม โดยยกตัวอย่างกรณีที่ลูกหลานขอให้เจ้าของทรัพย์สินโอนทรัพย์สินให้ก่อนเสีย ชีวิต สุดท้ายก็ถูกลูกหลานทิ้งไป อยากให้นายกรณ์ลองไปมองว่าถ้าภาษีมรดกดีจริง ทำไมประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษถึงเตรียมที่จะยกเลิกมาตรการแบบนี้ ส่วนภาษีที่ดิน ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและโรงเรือนอยู่ แล้ว ถ้าส่วนกลางจะเก็บภาษีที่ดินอีก ต้องศึกษาให้ดีว่าซ้ำซ้อนกันหรือไม่

"มาตรการด้านภาษีต้องรอบคอบ มีวินัย และมีข้อมูล คุณจะเห็นว่าคนเก่งๆไปตายที่กระทรวงคลังเยอะมาก เพราะความคิดง่ายๆที่พูดออกไปก่อน ถ้าเรื่องนี้คุณกรณ์ทำไม่ได้อย่างที่พูด ถามว่าเจ็บตัวไหม คุณกรณ์อาจจะมาใหม่ แต่อยากเตือนว่าทุกอย่างถ้ายังไม่ชัดเจนจะพูดออกไปไม่ได้" นายพิเชษฐ์ กล่าว

มท.1ชี้เก็บภาษีที่ดิน-มรดกเป็นธรรม

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่รมว.คลัง เตรียมผลักดันร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งภาษีมรดกเพื่อ แก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีของรัฐว่า ตนเห็นด้วยและเห็นว่ายุติธรรมเพราะผู้ได้รับมรดกจะต้องเสียภาษีส่วนนี้อย่าง ไรก็ตามเชื่อว่ามาตราการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้รับมรดก

นักวิชาการเตือนคิดให้รอบคอบ

นายบรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับหลักการเก็บภาษีที่ดินและมรดก แต่ต้องรอดูรายละเอียดอีกครั้งว่าจะมีมาตราการมากน้อยเพียงใด เพราะเรื่องดังกล่าวอาจมีผลต่อการลดการถือครองที่ดินและอาจนำไปสู่การพัฒนา ที่ดินน้อยลง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพิจารณามายาวนานซึ่งรัฐบาลต้องมี ความรอบคอบรัดกุมเพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นายบรรเจิดกล่าวอีกว่า สำกรับการจัดเก็บภาษีที่ดิน เป็นมาตราการที่หลายประเทศในยุโรปใช้กัน เพื่อเป็นการจำกัดการถือครองเพื่อเก็งกำไรที่ดิน อีกทั้งยังเป็นการช่วยจำกัดการถือครองที่ดินของกลุ่มผู้มีอำนาจทางเงินตรา และเป็นการกระจายรายได้ แต่ในส่วนนี้จะมีผลกระทบด้านการขาดการจูงใจในการใช้ที่ดินเพื่อใช้ในการลง ทุน

ติงอย่ารีดรายได้ไปชงประชานิยม

นายบรรเจิดกล่าวว่า สำหรับภาษีมรดก อาจจะมีปัญหาในส่วนของการกำหนดมูลค่าเท่าไหร่จึงจะต้องเสียภาษี ส่วนที่รัฐบาลใดก็ตามที่คิดจะทำเรื่องนี้มักจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะแพ้อำนาจของกลุ่มคนรวยที่มีบารมีนั้น ตนมองว่าหากรัฐบาลนำเงินไปใช้ให้เกิดมรรคผล ใช้อย่างเป็นธรรมให้เกิดประโยชน์กับประเทศและเศรษฐกิจเชื่อว่าไม่น่าจะมี ปัญหา แต่ถ้ารัฐบาลนำเงินที่ได้มาไปใช้หว่านเป็นประชานิยมเชื่อว่ามีปัญหาถูกคัด ค้านอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลจะกระทำการใดก็ควรคิดให้รอบคอบถึงผลต่างๆที่จะตาม มาด้วย

"พันธมิตร"หนุนสุดตัว

วันเดียวกัน นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับแนวคิดในการตรากฎหมายจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดกในแบบอัต รการก้าวหน้า เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปที่ดินหรือการกระจายการถือครอง ที่ดินอย่างเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีที่ดินเป็นของตนเองเพราะที่ดิน ส่วนใหญ่ไปอยู่ในมือคนส่วนน้อย ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศคือ ประมาณ 90 % มีที่ดินถือครองแค่ไม่ถึง 1 ไร่ ในขณะที่ประชาชนกลุ่มเล็ก ที่เหลือ 10% มีที่ดินถือครองคนละ มากกว่า 100 ไร่ ชี้ให้เห็นถึง ความเหลื่อมล้ำของสัดส่วนคนในสังคมไทยที่มีที่ดินน้อยและมีที่ดินมาก

ประการสำคัญ 70 % ของที่ดินที่มีการถือครองในประเทศไทยถูกปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือใช้ประโยชน์ไม่ถึง 50 % ประเมินความสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 127,000 ล้านบาทต่อปี และยังพบว่ามีคนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยถือครองที่ดินจำนวนมากไว้ โดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร เป็นสินค้าเพื่อขายต่อ

นโยบายนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ควรผลักดันอย่างจริงจัง แม้จะมีแรงต้านจากนายทุนบ้างแต่ไม่น่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนรัฐบาล และนโยบายนี้ยังจะช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ เกื้อหนุนการกระจายรายได้ซึ่งเป็นฐานของสังคมสมานฉันท์ในระยะยาว

เพื่อไทยซัดรัฐบาลถังแตก

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่รมว.คลัง ต้องรีบเร่งผลักดันกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและมรดกออกมา เนื่องจากรัฐบาลนี้ขยันใช้น้ำดับไฟ แต่หาน้ำไม่เป็น ลอกนโยบายประชานิยมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาทุกด้าน แต่ไม่ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ใช้เงิน 3 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจจนเงินประเทศจะหมดแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศจะบรรลัยได้


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 26 มกราคม 2009, 07:33:26 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ


25 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ..อภิสิทธิ์ 1

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



ภาย ใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ได้เพียงไม่กี่วัน รัฐบาลชุดนี้ก็ "ติดสปีด" มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแล้วถึง 2 ล็อตใหญ่

ได้แก่ มาตรการในการกระตุ้นการบริโภค และมาตรการด้านภาษี วงเงินรวมกว่า 155,000 ล้านบาท

โดยในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2552 รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 18 มาตรการ ด้วยงบประมาณกลางปี 115,000 ล้านบาท ภายใต้ 4 แผนงานคือ แผนงานฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ แผนงานส่งเสริมสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต และความมั่นคงด้านสังคม แผนงานรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และรายจ่ายชดเชยเงินคงคลัง นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2552 คณะมนตรียังมีมติ 7 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้เกือบ 40,000 ล้านบาท รวมเป็น 25 มาตรการ ประกอบด้วย

1. โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยจัดสรรเงินให้ผู้ประกันตน และข้าราชการที่มีรายได้ประจำต่ำกว่า 14,000 บาทต่อเดือน ได้รับเงินช่วยเหลือคนละ 2,000 บาทครั้งเดียวเมื่องบประมาณผ่านสภา เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม 8 ล้านคน และข้าราชการ 1.45 ล้านคน วงเงินรวม 18,970.4 ล้านบาท

2. โครงการช่วยเหลือคนตกงาน โดยการจัดอบรมผู้ว่างงานเพื่อเพิ่มศักยภาพ เป็นเวลา 6 เดือน ขณะ อบรมได้เงินช่วยเหลือยังชีพเดือนละ 5,000 บาทต่อเดือน วงเงินงบประมาณ 6,900 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ว่างงาน 240,000 คน ก่อนขยายเพิ่มในงบประมาณปี 2553 ให้ครบ 500,000 คน

3. โครงการเรียนฟรีจริง 15 ปีตั้งแต่อนุบาล-ม.6 ฟรีค่าเทอม เสื้อผ้า ตำราเรียน และอุปกรณ์การศึกษา ใช้งบประมาณ 19,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียน

4. โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน สานต่อกองทุนเอสเอ็มแอล เพื่อสร้างงานและวางรากฐานในชนบท

5. ต่ออายุโครงการ 6 เดือน 5 มาตรการ ทั้งน้ำ-ไฟ-รถเมล์-รถไฟ ที่จะต่ออายุออกไปอีก 6 เดือน แต่ปรับลดการใช้นำประปาฟรี เหลือเดือนละ 30 ลบ. เมตร และใช้ไฟฟ้าฟรีไม่เกินเดือนละ 90 หน่วย ใช้งบ 11,409.2 ล้านบาท

6. โครงการช่วยเหลือเงินยังชีพคนชรา โดยช่วยเหลือคนชราอายุเกิน 60 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบสวัสดิการ คนละ 500 บาทต่อเดือน จำนวน 3 ล้านคน รวมเป็นทั้งระบบช่วยเหลือ 5 ล้านคน ใช้งบ ประมาณ 9,000 ล้านบาท

7. ช่วยเหลือค่าครองชีพอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน คนละ 600 บาทต่อเดือน ครอบคลุม 834,075 คน งบประมาณ 3,000 ล้านบาท

8. โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 2,000 ล้านบาท

9. โครงการถนนปลอดฝุ่น ลาดยางทางในชนบท ระยะทาง 490 กม. 1,500 ล้านบาท

10. โครงการจำหน่วยสินค้าราคาถูกให้กับประชาชนรายได้น้อย โดยกระทรวงพาณิชย์ มีเป้าหมายทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนไม่ เอาเปรียบผู้บริโภค รวมทั้งโครงการธงฟ้าลดค่าครอง ชีพวงเงิน 1,000 ล้านบาท

11. โครงการปรับปรุงสถานีอนามัยในชนบท วงเงิน 1,095.8 ล้านบาท

12. โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยให้กับช้าราชการตำรวจชั้นประทวน 532 แห่ง แห่งละ 3.4 ล้านบาท เป็นเงิน 1,808.8 ล้านบาท

13. โครงการลดผลกระทบธุรกิจท่องเที่ยว โดยจะจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในประเทศ การสนับสนุนส่งเสริมให้ส่วนราชการจัดสัมมนาต่างจังหวัด รวมทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ 1,000 ล้านบาท

14. โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหาร และธุรกิจขนาดกลางและขยาดย่อม (เอสเอ็มอี) 500 ล้านบาท

15. โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อชี้แจงและประชาสัมพันธ์ให้ความมั่นใจกับนักลงทุน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 325 ล้านบาท

16. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขุดลอกคูคลอง 760 ล้านบาท

17. เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 2,391.3 ล้านบาท สุดท้าย

18. เป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 19,139.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ที่เมื่อง่ายเงินคงคลังไปก่อนจะต้องตั้งงบชดเชยคืน ซึ่งกรณีนี้เป็นรายการแถมที่ไม่เกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

19.มาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ ยกเว้นภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่ และโอนกรรมสิทธิ์ภายในปี 2552 นำเงินต้นลดหย่อนภาษีไม่เกิน 300,000 บาท และนำดอกเบี้ยเงินกู้หักลดหย่อนอีก 100,000 บาท รวมเป็น 400,000 บาท และต่ออายุค่าธรรมเนียมการโอนธุรกิจเฉพาะและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถึงเดือนมีนาคม 2553 เนื่องจากต้องการให้มีการตัดสินใจซื้อบ้านในปี 2552 เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อออกสู่ระบบมากขึ้น และจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง คาดว่าจะมีการซื้อขายบ้านใหม่ 100,000 หน่วย โดยรัฐสูญรายได้จากมาตรการนี้ ค่าธรรมเนียมการโอน ธุรกิจเฉพาะ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 30,000 ล้านบาท และภาษีอากรรายได้บุคคลธรรมดา 6,500 ล้านบาท

20.ภาษีช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษีร้อยละ0.5 จากเดิม 60,000 บาท เพิ่มเป็น 1 ล้านบาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนและเอสเอ็มอี เท่ากับเป็นการยกเว้นภาษีจาก 300 บาท/ปี เป็นกว่า 5,000 บาท/ปี ครอบคลุมเอสเอ็มอี 97,000 ราย โดยคาดรัฐสูญเสียรายได้ 1,400 ล้านบาท

21.การช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชน ด้วยการเพิ่มวงเงินรายได้ยกเว้นภาษีจาก 1.2 ล้านบาท เป็น 1.8 ล้านบาท/ปี ให้เฉพาะปีภาษี 52-53 เท่านั้น เพื่อเพิ่มรายได้แก่ประชาชน และสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน 58,000 แห่ง คาดว่ารัฐสูญรายได้ 200 ล้านบาท

22.มาตรการช่วยเหลือการท่องเที่ยว โดยให้บริษัทห้างหุ้นส่วนต่าง ๆ สามารถนำรายได้จากการสัมมนาค่าฝึกอบรมไปคำนวณหักภาษี 2 เท่าของที่จ่ายจริง ใช้สำหรับรอบบัญชีปี 52 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับโรงแรมร้านค้า บริษัททัวร์ โดยคาดว่าภาครัฐสูญรายได้ 1,800 ล้านบาท

23.มาตรการเงินร่วมลงทุน เพื่อเป็นการช่วยเหลือกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล ฟันด์) สำหรับนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียน เพื่อประโยชน์ด้านภาษี จากกำหนดเวลาได้ประโยชน์ในสิ้นปี 51 ขยายเป็นสิ้นปี 54 โดยยกเลิกเงื่อนไขที่บริษัทร่วมลงทุนต้องลงทุนร้อยละ 20 ของทุนจดทะเบียนในปีแรก และยกเว้นภาษีเงินได้แก่ผลประโยชน์ของการโอนหุ้นของเอสเอ็มอี เพื่อให้เป็นแหล่งทุนระยะยาวของเอสเอ็มอี และสนับสนุนให้กระจายหุ้นในตลาดหลัดทรัพย์เอ็ม เอ ไอ

24.มาตรการทางภาษีสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ยกเว้นภาษีเงินได้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับจากการปลดหนี้ของสถาบันการเงินและเจ้า หนี้อื่น โดยเจ้าหนี้สามารถจำหน่ายหนี้สูญจากการปลดหนี้ดังกล่าวมาลดหย่อน โดยไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ยังยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนสินทรัพย์การขายสินค้า และผลจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยลูกหนี้ต้องนำเงินที่ได้ไปชำระแก่เจ้าหนี้ จากการโอนสินทรัพย์ที่ลูกหนี้นำมาจำนอง เป็นหลักประกันการกู้ให้แก่ผู้อื่น ทั้งนี้ เพื่อเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้รองรับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ

25. มาตรการเกี่ยวกับการโอนกิจการบางส่วนด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิ์ และนิติกรรม กรมที่ดินที่เกิดจากการโอนกิจการบางส่วนให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัท มหาชนหรือบริษัทจำกัด โดยต้องโอนให้เสร็จภายในสิ้นปี 52 ทั้งนี้ เพื่อเร่งรัดการปรับโครงสร้างองค์กรให้สามารถแข่งขันได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 26 มกราคม 2009, 09:36:08 AM
จากผู้จัดการรายสัปดาห์

ส่องปี’52-ศก.จมก้นเหว.! พังพาบทุกส่วน-วัดกึ๋น‘อภิสิทธิ์’

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์    6 มกราคม 2552 14:40 น.

        กูรูประสานเสียงปีนี้เผาจริง “ส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว” หลุดเป้า ชี้ปัจจัยภายนอกหนักหน่วงศก.มะกันกดดันทั่วโลก “ประธานส.อ.ท.” ชี้ชัดๆปี2552ผู้ประกอบการมีแต่เจ๊า-เจ๊ง จี้รัฐออกมาตรการรองรับคนตกงาน ขณะที่ CPF บิ๊กอุตสาหกรรมเกษตรฯต้องปรับตัวรับวิกฤตโลก ชะลอแผนลงทุนไว้ก่อน ขณะที่นักวิชาการชูนโยบาย “การเงิน-การคลัง”กระตุ้นศก.ภายในเอาตัวรอดในภาวะวิกฤตศก.ทั่วโลก
       
       ผ่านไปแล้วสำหรับปี “หนูไฟ” เปิดศักราชใหม่ 2552 ต้อนรับปีฉลู หรือ “ปีวัวใหญ่” ที่มาพร้อมกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ไขนั่นก็คือ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง ที่หลายๆคนบอกสั้นๆปีนี้ “เผาจริง” แต่หากเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเลวร้ายไปซะหมด เพราะยังมีธุรกิจบางเซกเตอร์ที่พอจะมีโอกาสอยู่บ้าง หรือธุรกิจที่ส่อแววว่าจะล้มปีนี้แน่ๆ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะหมดหนทาง เพราะยังไงก็ได้สู้-ได้แข่งขัน ดีกว่ายอมเหี่ยวแห้งทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย
       
       ดังนั้นเปิดศักราชใหม่วันนี้ “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์” ขอสำรวจธุรกิจที่พอจะลืมตาอ้าปากได้ในยามนี้ หรือบางธุรกิจที่มีแววว่าจะเจอพายุเพื่อให้ปรับตัวรับวิกฤตที่กำลังจะมาถึง ได้อย่างทันท่วงที
       
       พาณิชย์ถอดใจ-ส่งออกส่อติดลบ.!
       
       ผ่านไปแล้ว 11 เดือน(ม.ค.-พ.ย.)ของปี2551 เหลือเพียงตัวเลขของเดือนธ.ค.ที่น่าจะแถลงตัวเลขได้ปลายเดือนม.ค. 2552 นี้โดยยอดการส่งออก 11เดือนของปีที่แล้วด้วยมูลค่า166,236 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.73% การนำเข้ามูลค่า 167,398 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 30.86% ส่งผลให้ช่วง 11 เดือนแรกไทยขาดดุลการค้ารวม 1,162 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการส่งออกปี 2552 กระทรวงพาณิชย์จะพยายามผลักดันให้ขยายตัวให้ได้ระหว่าง 0-5% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าลางร้ายเริ่มจะมาถึงเพราะตัวเลขส่งออกเดือนพ.ย.เดือน พ.ย.51 มีมูลค่า 11,870 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวติดลบ 18.59% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ปี 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนมี.ค.45 ซึ่งการส่งออกขยายตัวติดลบ 6.2% โดยทุกกลุ่มสินค้าส่งออกขยายตัวติดลบทั้งหมด
       
       ส่วนตลาดส่งออกในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมาพบว่าขยายตัวติดลบทุกตลาด คือ 1.ตลาดหลักลดลง 19.2% 2.ตลาดรอง ลดลง 23.9% และ 3.ตลาดใหม่ขยายตัวลดลง 15.8%
       
       “ปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะพยายามผลักดันให้ขยายตัวให้ได้ระหว่าง 0-5% แต่หากเลวร้ายที่สุดอาจจะขยายตัวติดลบเป็นตัวเลขเพียงหลักเดียว” ศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน
       
       5กลุ่มอุตฯดาวร่วง.!
       
       อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยที่ดูจะกระทบมากที่สุดคือ
       
       1.อุตสาหกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์คาดว่าจะชะลอตัวเมื่อเปรียบเทียบ กับปีที่ผ่านมา ทั้งการผลิต การจำหน่ายในประเทศ และการส่งออก อันเป็นผลจากวิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่ว โลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในด้านการลงทุน และการบริโภค โดยยอดขายปีหน้าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสหรัฐอเมิรกาและยุโรป ซึ่งความผลกระทบดังกล่าวยังส่งผลต่อโครงการอีโคคาร์ที่ได้ริเริ่มโครงการไป แล้วและยังผลักดันไทยให้ห่างออกไปจากคำว่า “ฮับ”แห่งเอเชียออกไปอีกด้วย
       
       2.เครื่องใช้ไฟฟ้าคาดการณ์จะปรับตัวลดลงจากปี 2551 ร้อยละ 12 ทั้งนี้เนื่องจากการปรับตัวลดลงของการส่งออกที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในตลาดหลักเช่น สหรัฐอเมริกา ตลาดอียู และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดในประเทศจะทรงตัวอีกด้วยอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมปรับ ตัวลดลง การจ้างงานลดลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าชะลอลง ทำให้การบริโภคโดยรวมลดลง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตปรับตัวลดลง
       
       3.อิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะปรับตัวลดลงของชิ้นส่วน IC ที่ปรับตัวลดลงประมาณการว่าจะปรับตัวลดลง 6% ส่วน Semiconductor ปรับตัวลดลง 1% สอดคล้องกับสถานการณ์ชิ้นส่วน Semiconductor ในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงประมาณ 2% เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่ชะลอลงในตลาดหลัก ขณะที่ส่วนประกอบ HDD ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เท่านั้น เนื่องจากผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวลดลง ซึ่งส่งสัญญาณลดลงตั้งแต่เดือนกันยายน 2551
       
       4.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับผลกระทบต่อการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบของ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทำให้ราคาปิโตรเคมีปรับลดลง และมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงได้อีกคาดว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปี 2552 จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศอาจเกิดการชะลอตัวลง
       
       5.อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง คาดว่าจะชะลอตัวลง ราคายางพารามีแนวโน้มปรับตัวลดลงรุนแรง ในขณะที่ความต้องการยางและผลิตภัณฑ์ยางจะชะลอตัวลง นอกจากนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคายางสังเคราะห์ถูกลง เมื่อยางสังเคราะห์ถูกลง ผู้บริโภคจะหันไปใช้ยางสังเคราะห์แทนยางพารามากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้การส่งออกยางพาราลดลงอย่างรวดเร็ว
       
       ‘สิ่งทอ-รองเท้า’ดาวรุ่งปี’52
       
       ขณะที่บางเซกเตอร์ที่ยังสามารถส่งออกได้ดีเช่น 1.สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปในปี 2552 คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหลังจากที่ข้อตกลงความร่วมมือหุ้นส่วนทาง เศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มีผลบังคับใช้ คาดว่ายอดคำสั่งซื้อและการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 การผลิต ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ด้านการส่งออกจะเน้นในตลาดอาเซียนและญี่ปุ่นมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากตลาดสหรัฐ อเมริกาและสหภาพยุโรป ชะลอตัว
       
       2.รองเท้าและเครื่องหนังจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีน และเวียดนาม ยังทำให้ประเทศไทยยังสามารถส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ได้ ในกลุ่มสินค้าหนัง และผลิตภัณฑ์หนังฟอกและหนังอัด แต่สำหรับสินค้ากลุ่มปลายน้ำ เช่น สินค้ากระเป๋าฯ และรองเท้าหนัง คาดว่ายังมีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสินค้าของไทยมีการออกแบบ ตรงตามต้องการของตลาดและมีคุณภาพ
       
       3.อุตสาหกรรมอาหารใน 2552 ภาพรวมการส่งออกจะขยายตัวในเชิงปริมาณร้อยละ 14.6 ในเชิงมูลค่ารูปเงินบาทและเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 7.8 และ 4.2 โดยมีปัจจัยภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐอเมริกา และประเทศผู้นำเข้าทั้งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น
       
       อย่างไรก็ดีปี2552 JTEPA มีผลบังคับใช้แล้วจะทำให้การส่งออกสินค้าเกษตร เช่น กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง กุ้งแปรรูป และไก่ปรุงสุก ขยายตัวในเชิงมูลค่าได้จากราคาเปรียบเทียบที่ลดลง และเป็นที่สนใจของผู้บริโภคญี่ปุ่น ประกอบกับตลาดยุโรปกำลังพิจารณาให้สิทธิพิเศษทางภาษี GSP รอบใหม่ด้วย
       
       สภาอุตฯประเมินมีแต่‘เจ๊ง-เจ๊า’
       
       “สันติ วิลาสศักดานนท์” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐมนตรีกล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ว่า ปีนี้ในส่วนของการส่งออกถือว่ากระทบทั้งหมดเพราะคู่ค้าที่สำคัญของไทย 3 กลุ่มที่ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ สหภาพยุโรป เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้การส่งสินค้าออกไปประเทศดังกล่าวลดน้อยลง ไปมากเพราะกำลังซื้อไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น อัญมณี และ เครื่องประดับ ที่ออเดอร์สั่งซื้อลดลงไปกว่าครึ่ง
       
       ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศทั้ง 39 กลุ่มอุตสาหกรรมเมื่อมาดูแนวโน้มแล้วมีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่น่าจะยัง ขยายตัวได้ในปีนี้ได้อาทิ กลุ่มสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป กลุ่มรองเท้าและเครื่องหนัง และอาหาร แต่กลุ่มอาหารมีจะยังส่งออกได้ดีแต่มูลค่าการส่งออกจะน้อยลงเพราะต้องลดลง ราคาลงมา และผู้บริโภคเปลี่ยนลักษณะการบริโภคอาหารในราคาที่แพงมาเป็นเป็นอาหารที่มี คุณภาพแต่ราคาไม่สูงมากนัก
       
       ส่วนอุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับผลกระทบในปีหน้าอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก
       
       ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศน่าจะมีปัจจัยบวกจากเรื่อง ดอกเบี้ยที่ต่ำลง ราคาน้ำมันที่ถูกลง และเงินเฟ้อที่จะต่ำในปีหน้าสิ่งเหล่านี้จะทำให้คนในประเทศใช้เงินมากขึ้น บริโภคมากขึ้น น่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศกระเตื้องขึ้นมาก็ได้
       
       ทว่าอีกปัญหาที่น่ากังวลในปีนี้คือ เรื่องการลงทุนของภาคเอกชนเพราะเสถียรภาพของรัฐบาลและความวุ่นวายทางการ เมืองที่ผ่านมาทำให้ความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนตกต่ำลงไปเห็นได้ชัดเจน จากตัวเลขการลงทุนที่ผ่านมาในปีที่แล้ว แต่จากการได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศทำให้ชาวต่างชาติที่สนใจลงทุนใน ประเทศไทยกำลังรอดูเสถียรภาพทางการเมืองไปอีกสักระยะก่อนจะเข้ามาโดยนักลง ทุนเหล่านี้ยังกังวลเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลที่มีพรรคร่วมจำนวนมาก และความวุ่นวายทางการเมืองจากกลุ่มคนเสื้อแดงอีก
       
       ที่สำคัญการส่งออกในปีนี้หากได้เท่ากับปีที่แล้วภาคเอกชนก็พอใจแล้ว หรือขยายตัวได้ 5% เหมือนที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ก็ยิ่งดี ส่วนการลงทุนปีนี้เชื่อว่าน่าจะลำบาก BOI ต้องทำงานหนักมากหากต้องการได้ตามเป้าหมาย
       
       นอกจากนี้แล้วรัฐบาลต้องมีแผนรองรับคนว่างงานโดยสภาอุตสาหกรรมฯ ประมาณการว่า งบประมาณที่จะต้องใช้ตามมาตรการดังกล่าว น่าจะเพิ่มจากรัฐบาลเดิมที่ได้ทำไว้แล้ว 1,500 ล้านบาท โดยตัวเลขในภาพรวมอาจเพิ่มขึ้นมาจะอยู่ในระดับประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งอาจขอใช้เงินจากการเพิ่มงบประมาณกลางปี 2552จำนวน 100,000 ล้านบาทได้
       
        CPF ปรับแผนรับมือวิกฤตโลก.!
       
       “อดิเรก ศรีประทักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือCPF กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ว่า ในปีนี้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกถือว่าเกิดวิกฤติโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ เกิดวิกฤติการเงินแล้วลามไปทั่วโลก ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำซึ่งส่งจะผลให้เศรษฐกิจหลายภูมิภาคในโลกติดลบ รวมทั้งประเทศในเอเชีย ขณะที่ประเทศไทยตอนแรกหลายสำนักคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะโตประมาณ 3-4 % ล่าสุดก็ประเมินใหม่เหลือแค่ 1-2 % เท่านั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามาจากผลกระทบจากการเมืองภายในประเทศที่ไม่นิ่ง และเพิ่งจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในระยะนี้ อย่างไรก็ดียังเป็นข่าวดี ในแง่ทางภาคธุรกิจที่มีความรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
       
       คาดว่าหลายๆ ประเทศอยากจะอาศัยอานิสงส์ที่เกี่ยวพันกับประเทศจีน แล้วมาช่วยให้ประเทศของตัวเองดีขึ้น รวมทั้งประเทศไทยเราที่คงหวังอาศัยอานิสงส์จีน ว่าน่าจะเป็นตัวที่จะมาช่วยขับเคลื่อนได้
       
       ส่วน CPF ในปีหน้าในแง่ของยอดขายอาจจะไม่ได้โตขึ้นจาก 150,000 ล้านบาทเท่ากับปีที่แล้ว (2552) เพราะจากวิกฤติที่เกิดขึ้นคาดว่ากำลังซื้อจะอ่อนลง แม้จะเป็นอาหารก็ตามจึงไม่ได้หวังว่าคนจะกินมากขึ้น หรือใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งคาดว่า ถ้าจะโตประมาณ 5 % เท่านั้น แต่ในแง่ผลการดำเนินงาน หรือกำไร CPF คาดว่าจะทำได้ดีไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากน้ำมันที่เคยขึ้นไปสูงถึง 140 เหรียญฯ ตอนนี้ได้ลดลงมาเหลือประมาณ 40 เหรียญฯ มีผลทำให้วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีราคาลงมาด้วย อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลืองที่เป็นวัตถุดิบหลักในการนำมาเลี้ยงสัตว์ก็มีราคาลดลงมาค่อนข้าง เยอะ ค่าขนส่ง
       
       จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ CPF เชื่อว่าจะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ถูกลง ประกอบกับที่ผ่านมา บริษัทพยายามเร่งรัดในเรื่องของการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือที่ทันสมัย รวมถึงระบบอัตโนมัติมาใช้ ที่ช่วยให้การผลิตมีต้นทุนถูกลง ขณะเดียวกันก็ได้มีการควบคุมเรื่องการลดพลังงาน การใช้ประสิทธิภาพต่างๆ ในทุกส่วนของบริษัทให้มีประสิทธิภาพสูง สิ่งต่างๆ เหล่านี้น่าจะเป็นส่วนที่ทำให้เราเชื่อว่า แม้ว่ายอดขายจะไม่โตขึ้นแต่ว่าผลกำไรที่เราได้ในปี 2552 น่าจะไม่ต่ำกว่าปี 2551 ที่ผ่านมา
       
       ด้านการลงทุนของ CPF ปีหนึ่งจะลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นการลงทุนในเรื่องการขยาย การแปรรูปอาหาร การขยายธุรกิจในต่างประเทศ แต่1-2 ปีนี้ (2552-2553) จะชะลอเรื่องการลงทุน เพราะเศรษฐกิจถดถอย โดยการลงทุนจะลงทุนเพียงครึ่งเดียวของปกติเป็น 2,000 ล้านบาทหรือ 2,000 กว่าล้านบาทโดยเน้นการลงทุนในเรื่องของการแปรรูปอาหาร การลงทุนด้านการตลาด เรื่องช่องทางการขาย เรื่องแบรนด์ และลงทุนในประเทศที่เห็นว่ามีศักยภาพ เช่น รัสเซียจะมีการขยายการลงทุนต่อเนื่อง เพราะเป็นประเทศที่ยังมีศักยภาพในการเติบโต ทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ และเนื้อสัตว์ ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง
       
       ด้านประเทศมาเลเซียจะเป็นฐานของการผลิตสินค้าฮาลาล และเข้าถึงกลุ่มมุสลิมได้ง่าย โดยตอนนี้ก็ให้ฐานที่มาเลเซียเจาะเข้าไปในกลุ่มประเทศมุสลิมน่าจะมีโอกาส ง่ายกว่า เพราะว่าเป็นชนชาติเดียวกัน และเอื้อเฟื้อการค้าขายซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่เราให้ที่มาเลเซีย
       
       สำหรับที่อินเดีย CPF เน้นการลงทุนด้านอาหารกุ้งซึ่งธุรกิจสัตว์น้ำ CPF เป็นเบอร์หนึ่งที่อินเดีย แต่ธุรกิจสัตว์บกยังไม่ใหญ่กำลังสำรวจตลาดหากว่าตลาดโตขึ้นก็อาจจะเพิ่มการ ลงทุนในอินเดียด้วยก็ได้
       
       ดังนั้น CPFจะมุ่งไปที่ตลาดในประเทศรัสเซีย อินเดีย ตุรกี และมาเลเซีย ที่ได้ไปลงทุนไว้แล้วเป็นหลัก
       
       โดยรายได้ของCPF ปีนี้ 150,000 ล้านบาทโตจากปี 2550 ประมาณ 15 % สัดส่วนรายได้จากปีนี้มาจากการขายในประเทศประมาณ 60-65 % และรับเงินที่ไปลงทุนในต่างประเทศเข้ามาประมาณ 16-18 % และเป็นการส่งออกอีกประมาณ 16-18 %
       
       ชงนโยบาย ‘การเงิน-การคลัง’ กระตุ้น.!
       
       ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเงินการคลัง สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ว่า ต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกของไทยดูจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดโดยเฉพาะการส่ง ออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งในปีหน้าเศรษฐกิจสหรัฐฯคาดการณ์กันว่าจะติดลบ ตั้งแต่ไตรมาส1-2 ทำให้การส่งออกไปตลาดดังกล่าวลดลงอย่างแน่นอน ขณะที่สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นก็เป็นอีกตลาดที่เกี่ยวเนื่องตลาดสหรัฐฯทำให้ความต้องการสินค้า ไทยลดลงตามไปด้วย ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีสัดส่วนของการส่งออกทั้งหมดเกือบ 70% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย
       
       ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยอาทิ เครื่องประดับ อัญมณี รถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นสินค้าแรกๆที่ความต้องการซื้อลดลงอย่างมาก ผลที่ตามมาคือยอดขายตกต่ำและคนงานในโรงงานเหล่านี้ที่อยู่ในเมืองไทยต้องตก งานตามมา
       
       โดยการส่งออกของไทยในไตรมาส1-2 จะยังทรุดต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว แต่คาดว่าเมื่อการเมืองนิ่ง ความเชื่อมั่นกลับมาไตรมาส 4 น่าจะได้เห็นตัวเลขการส่งออกที่ดีขึ้นได้
       
       อย่างไรก็ดีภาพรวมเศรษฐกิจโลกปัจจัยหลักจะมาจากวิกฤตในประเทศสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจโลกจะโตแค่1-1.5% จากที่เคยโตในระดับ 3.5 % ต่อปีแต่ไทยก็ยังสามารถเพิ่มตลาดใหม่ๆในการส่งออกได้ในหลายๆประเทศเช่น ประเทศจีนที่คาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจจะยังขยายตัวที่ 7.5-8% หรืออย่างประเทศอินเดียที่คาดการณ์กันว่าอาจจะโตถึง 6% หรือแม้แต่เศรษฐกิจในประเทศอาเซียนด้วยกันที่อาจจะโตถึง 3-4 % การเจาะตลาดเหล่านี้เพิ่มเติมจะช่วยแชร์ส่วนแบ่งที่ขาดหายไปในตลาดหลักได้
       
       ด้านการท่องเที่ยวประเมินกันว่าครึ่งปีแรกจะยังไม่ฟื้นตัวเนื่องการ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงปลายปีที่ผ่านมาประกอบกับกำลังซื้อในกลุ่มยุโรป และสหรัฐฯลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศไม่ดีทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้จะ ลดลงอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปลายไตรมาส 4 ของปี 2552 ทุกอย่างน่าจะคลี่คลายเพราะถึงตอนนั้นความเชื่อมั่นจะกลับมา การเมืองนิ่ง และนักท่องเที่ยวจะวางแผนการเดินทางในช่วงไฮซีซั่นจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
       
       ขณะที่การลงทุนเชื่อว่าปีนี้น่าจะยังชะลอตัวออกไปอีกปีเพราะต่างชาติ ยังไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมาในระยะเวลาอันสั้น แต่ภาครัฐควรจะมีโครงการลงทุนเมกกะโปรเจกต์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาค ประชาชนไปพลางๆก่อนที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามา
       
       จากสภาปัญหาทั้งเรื่อง ด้านการส่งออก ด้านท่องเที่ยว ด้านการลงทุนทำให้ประเมินว่า GDP ของไทยในปีหน้าจะโตแค่ 1% เท่านั่น และการประเมินจำนวนคนตกงานในปีหน้าอย่างคร่าวๆคือ GDP 1% ต่อการจ้างงาน 400,000 คนปีที่แล้ว(2551) GDP โต 4% แต่ปีนี้โตแค่ 1% ทำให้ขาดหายไปถึง 3% จึงคาดหมายกันว่าปีนี้จะมีคนตกงานประมาณ 1,200,000 คนเลยทีเดียว
       
       อย่างไรก็ดีนโยบายการคลังและการเงินของรัฐบาลจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในปีหน้าได้โดยมีงบประมาณปี 2552 ได้ตั้งงบประมาณแบบขาดดุลไว้ประมาณ 249,000ล้านบาทและงบประมาณกลางปีอีก 100,000 ล้านบาทรวมทั้งของบประมาณเพิ่มได้อีก 80,000ล้านบาท เมื่อนำมารวมกันจะได้งบประมาณก้อนใหญ่ประมาณ 429,000 ล้านบาท ซึ่งหากนำมาบริหารจัดการที่เป็นประโยชน์ จัดทำโครงการลงทุนระยะยาวเช่นเมกกะโปรเจกต์จะช่วยกระตุ้นการจ่ายของประชาได้ พอสมควร
       
       ด้านอัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับลดลงมาอีกโดยในวันที่ 14 ม.ค. 2552 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่าจะลดลงมาอีก 0.5-1% จากที่เพิ่งลดลงมา 1% จาก 3.75 เหลือ 2.75 เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาและปีนี้อาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เรื่อยจนติดเพดาน


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 มกราคม 2009, 10:38:35 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ



คำเตือนอันมีค่าจากคนรุ่นปู่ (1)

วีระ  ธีรภัทร

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



วันนี้ เป็นวันตรุษจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีน สำหรับคุณๆ ที่ทำมาค้าขายต่อสู้ดิ้นรนกับสถานการณ์เศรษฐกิจอันยากลำบากในปีนี้

คงไม่มีคำแนะนำอะไรจากผมนอกจากเป็นกำลังใจให้เท่านั้น

งานนี้ต้องบอกว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้นครับ

อันที่จริงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมตั้งใจเอาไว้ว่าวันนี้จะคุยเรื่องภาษีอสังหาริมทรัพย์และภาษีมรดกที่ รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์โยนหินถามทางว่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาจัดเก็บใหม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามกฎหมายใหม่ ที่คาดว่าจะผลักดันออกมาให้ได้ในชื่อ ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.... ที่กำลังเป็นที่ฮือฮากันในเวลานี้

แต่พอผมกลับไปอ่านหนังสือรวมข้อเขียนและบทวิเคราะห์เชิงลึกด้านเศรษฐกิจการ เงิน ที่ผมเคยรวบรวมจากคอลัมน์ปากท้องชาวบ้าน ที่เคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์วัฏจักรรายวันในช่วงรอยต่อระหว่างกลางปี 2541-2542 โดยใช้ชื่อว่า ปากท้องชาวบ้าน อีกครั้งหนึ่ง

เปิดไปหน้า 156-166 อ่านข้อเขียนสามตอนจบชุด เก็บภาษีใหม่ไปใช้หนี้รัฐบาล สิ่งที่ผมรู้สึกได้ก็ไม่ต่างจากการระลึกชาติ เพราะเรื่องนี้เคยมีความคิดผลักดันมาก่อนแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

บทเรียนจากประวัติศาสตร์บอกให้รู้ว่าคราวนี้ก็ไม่น่าสำเร็จอีกเช่นกัน อยากรู้ว่าทำไมสำหรับคนที่มีหนังสือเล่มนี้อยู่ในมือลองกลับไปอ่านดูเองก็ แล้วกัน

พูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อวันอาทิตย์มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ดีๆ อยู่ชิ้นหนึ่ง เป็นบทสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันที่ยังมีชีวิตอยู่และเผลอๆ อาจจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีอายุมากที่สุดในเวลานี้ก็ได้

ในแวดวงนักเศรษฐศาสตร์ต้องรู้จักศาสตราจารย์พอล ซามวลสัน อย่างแน่นอน  เพราะไม่แต่เพียงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับได้เหรียญตราเกียรติยศทางวิชาการ ด้วยรางวัลโนเบลในปี 2513 แต่ยังเป็นสานุศิษย์ของศาสตราจารย์โจเซฟ ชุมปีตอร์ ผู้บุกเบิกวิชาเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันด้วย

ที่สนุกกว่านั้นคุณปู่พอล ซามวลสัน คนนี้ยังเป็นปู่ของหัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโอบา มาและอดีตรัฐมนตรีคลังในสมัยประธานาธิบดีคลินตัน ชื่อลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อีกต่างหาก

ปู่ซามวลสันคนนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ไม่ธรรมดาขนาดที่ว่า แกเข้าสู่วงการเศรษฐกิจการเงินในฐานะที่ปรึกษาด้านนโยบายทางด้านเศรษฐกิจให้ กับธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เมื่อปี 2475 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำไปทั้งโลก และมาโด่งดังมากสมัยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในฐานะที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจ

ว่ากันว่าปู่ซามวลสันนี่แหละ ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์แนวเคนส์ที่มีข้อเสนอสำคัญคือ รัฐบาลจะต้องทำงบประมาณขาดดุลเพื่อสร้างงานกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เศรษฐกิจ ย่ำแย่ ที่สำคัญยืนหยัดแนวคิดนี้มาโดยตลอดไม่ว่าจะมีข้อโต้แย้งจากคนอื่นๆ เช่นไร

คู่ต่อสู้อันยาวนานของแกที่บัดนี้ลาจากโลกไปแล้ว เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา คือศาสตราจารย์มิลตัน ฟรีดแมน แห่งสำนักชิคาโก  ขานั้นบอกว่ารัฐบาลจงอย่าได้เข้าไปยุ่งกับกิจกรรมในระบบเศรษฐกิจปล่อยให้ กลไกตลาดทำหน้าที่ปรับตัวของมันเอง สุดท้ายจะดีเอง

ฟรีดแมนได้ชื่อว่าเป็นคนสนับสนุนให้ธนาคารกลางคุมปริมาณเงินอย่างเข้มข้น และใช้วิธี ผ่อนสั้นผ่อนยาวด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ย ศรัทธาในนโยบายการเงินว่าเป็นสรณะในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยังคงมีคนยึดถือ ตามจนถึงปัจจุบัน
 แต่ถ้าหากฟรีดแมนมีชีวิตยืนยาวจนถึงวันนี้ แกก็ต้องยอมรับว่าคู่ปรับขั้วตรงข้ามของแกคือปู่ซามวลสันถูก ส่วนแกผิดครับ

งานนี้ต้องบอกว่าเก่งไม่กลัว กลัวตายก่อนกว่าจะรู้ความจริงที่สงสัย

ปู่ซามวลสันในวัยเก้าสิบสามปียังอดพึมพำวิจารณ์คู่ปรับตลอดกาลของแกไม่ได้ ว่า ถ้าหากมีชีวิตถึงวันนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่าระบบตลาดไม่สามารถปรับด้วย กลไกที่มีด้วยตัวเองได้ ต้องให้รัฐเข้าไปจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด

“...ผมอยากให้ฟรีดแมนมีชีวิตยืนยาวจนประจักษ์ด้วยตัวเองว่า ความคิดสุดโต่งที่เคยเสนอนั้นทำลายล้างแนวความคิดที่ตัวเองยึดมั่นมาโดยตลอด ได้อย่างไร...”

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าปู่ซามวลสันคนนี้ชี้โป้งลงไปเลยครับว่า วิกฤติเศรษฐกิจการเงินของสหรัฐและโลกทุนนิยมรอบนี้ไม่มีทางฟื้นก่อนปี 2555

ทำไม พรุ่งนี้จะคุยให้ฟังต่อครับ

...........................................

การเมือง : บทวิเคราะห์
วันที่ 27 มกราคม 2552 06:40
คำเตือนอันมีค่าจากคนรุ่นปู่ (2)

โดย : วีระ ธีรภัทร
วิกฤติการเงิน



ผม ทิ้งท้ายเอาไว้เมื่อวานนี้ว่าศาสตราจารย์พอล ซามวลซันซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์เลื่องชื่อระดับปู่วัยเก้าสิบสามปี ซึ่งผ่านวิกฤติศก.ตกต่ำทั่วโลก

ได้ประเมินวิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งนี้ ว่า กว่าจะฟื้นต้องปี 2555 โน่น

แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียด ว่า ทำไมนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล และได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ อย่างเสมอต้นเสมอปลายมาตลอดระยะเวลาร่วมหกสิบปี ที่ทำหน้าที่ทั้งที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลสหรัฐ สลับกับการสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา มีลูกศิษย์หลานศิษย์เหลนศิษย์เต็มบ้านเต็มเมืองคนนี้ ถึงได้สรุปอย่างน่ากลัวเช่นนั้น

วันนี้จะมาขยายความครับ

เอาเข้าจริงๆ แล้ว ปู่ซามวลซันแกไม่ได้พูดตรงๆ ในบทสัมภาษณ์ไม่ยาวนักของแก ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นในปี 2555

สิ่งที่แกพูดจริงๆ ที่ผมขออนุญาตยกคำพูดของแกเองมาบอกต่อ ก็คือ "...การประเมินในขณะนี้ที่บอกๆ กันว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 นั้น ยากที่จะเป็นไปได้ ผมยังสงสัยว่าเราจะได้เห็นเศรษฐกิจฟื้นก่อนปี 2555 ได้หรือเปล่า หรือเอาเข้าจริงๆ อาจจะไปฟื้นตัวได้ในปี 2558 โน่น (สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้) ในแง่ของกรอบเวลาคล้ายกับเมื่อตอนที่ประธานาธิบดีรูสเวลท์ เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อเดือนมีนาคมในปี 2476 จนถึงก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่  2..." ผมก็แปลแบบถอดความเป็นภาษาไทย ที่ปู่แกพูดได้ประมาณนี้แหละ
 เป็นไงครับ ยิ่งทำให้หัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มกันใหญ่

คราวนี้ลองให้ปู่แกเทียบเคียงดูสิว่า วิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งนี้กับครั้งเมื่อคราวเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกครั้ง ก่อน แกว่ายังไงบ้าง แกบอกว่าเหมือนกันมาก และแน่นอนว่าย่ำแย่ที่สุดนับแต่จบสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ในบางกรณีแกบอกว่า ย่ำแย่กว่าเสียอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอสังหาริมทรัพย์ อันนี้คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมนะครับว่า ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่โยงใยกับสินเชื่อคุณภาพต่ำ ที่ทำให้สถาบันการเงินใหญ่สิบอันดับแรกของสหรัฐอเมริกากำลังดิ้นรนอย่างหนัก เพื่อความอยู่รอดในขณะนี้

ด้วยเหตุนี้ แกจึงบอกว่าการฟื้นครั้งนี้ต้องใช้เวลายาวนานมากกว่าครั้งอื่น แม้ว่าในขณะนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจจะใช้วิธีทุ่มเงินของรัฐบาล ด้วยการยอมขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาลเข้าไปแก้ไขบ้างแล้วก็ตามที
อย่า ลืมนะครับว่า หลานชายของแก คือ อดีตรัฐมนตรีคลังนายลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้ประธานาธิบดี โอบามาด้วย

แต่ถึงจะมีทีมงานที่ดีซึ่งแกก็คิดอย่างนั้น แต่ในฐานะทหารผ่านศึกเศรษฐกิจมาอย่างช่ำชองของแก ปู่ซามวลซัน ก็ยังออกปากว่าประธานาธิบดีโอบามา จะต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายหนักหนาสาหัสในการจะผลักดันการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ การเงินครั้งสำคัญครั้งนี้

ไม่ตายก็คางเหลืองประมาณนั่นแหละครับ

แต่สิ่งที่ปู่แกย้ำแล้วย้ำอีก ก็คือ คนหนุ่มสาวที่ฟังโอบามากล่อม ฟังโอบามาให้ความมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ลุล่วงไปได้ไม่ขาดตก บกพร่อง ก็คือ มุมมองในเชิงประวัติศาสตร์ของปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในขอบเขตอย่างนี้
 อัน นี้ก็อย่าไปเถียงกับแกเด็ดขาด เพราะด้วยอายุ ประสบการณ์จริง บวกกับสติปัญญาระดับแก แน่นอนว่า สำนึกแห่งประวัติศาสตร์ของปัญหาแกย่อมมีมากกว่าคนรุ่นปัจจุบันอย่างแน่นอน

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของปู่ ก็คือ แกบอกว่าไอ้เรื่องเศรษฐกิจขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ มันมีตั้งแต่มนุษย์ยังอยู่ในถ้ำแล้ว แต่คราวนี้ที่มันแย่ก็เพราะว่ามันมีคนเก่งๆ มนุษย์หัวใส ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นใครที่ไหน นอกจากลูกศิษย์หลานศิษย์ของแกนั่นแหละเป็นคนคิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ขึ้นมา จนทำให้ระบบสถาบันการเงินกลายเป็นปราสาท ที่สร้างด้วยไพ่กระดาษที่ไม่สามารถยืนยงคงอยู่ได้อย่างยาวนาน

"...พวกเก่งๆ ที่จบจากวาร์ตัน-เอ็มไอที พวกนี้แหละที่คิดค้นเครื่องมือทางการเงินที่สลับซับซ้อน จนไม่มีซีอีโอบริษัทไหนเข้าใจแม้แต่คนเดียว แถมทำแบบซ่อนเงื่อนล้ำลึก จนเมื่อมีปัญหาทุกคนถึงได้ประหลาดใจว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง..."

อย่าลืมนะครับว่า ปู่เป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ที่สถาบันเอ็มไอทีมาอย่างยาวนาน

สุดท้ายที่เขาถามปู่ ก็คือ ถ้าบารัก โอบามา ใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจสัก 8 แสนล้านถึงหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ จะทำให้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งนี้ไปได้หรือเปล่า

แกตอบแบบชวนให้เสียวว่า สงสัยจะไม่พอครับ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 27 มกราคม 2009, 10:43:48 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

บุญเกียรติ โชควัฒนา
   
"วิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้คนไทยควรคิดอย่างไร?"


ความ หวั่นไหวเช่นนี้จะทำให้คนจำนวนหนึ่งเกิดความเครียด  เกิดความซึมเศร้า เกิดความท้อถอย  ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของเรายิ่งแย่ลงไปอีก  เพราะความคิด จิตใจและความรู้สึกของประชาชนมีผลเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจมากพอสมควร

 

 วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่หลายๆ คนบอกว่าจะต้องมีผลกระทบต่อธุรกิจไทย รวมทั้งผู้ประกอบการรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่  ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากอย่างไม่ต้องสงสัย  ทำให้คนไทยเป็นจำนวนมากรู้สึกหวั่นไหวว่าจะมีผลกระทบต่อตนเอง

 

ความหวั่นไหวเช่นนี้จะทำให้คนจำนวนหนึ่งเกิดความเครียด  เกิดความซึมเศร้า เกิดความท้อถอย  ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของเรายิ่งแย่ลงไปอีก  เพราะความคิด จิตใจและความรู้สึกของประชาชนมีผลเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจมากพอสมควร

 

ฉะนั้น ถ้าสามารถทำให้คนไทยมีความคิดที่เป็นบวกกับสถานการณ์ได้  น่าจะมีผลที่ดีต่อประเทศชาติได้ไม่มากก็น้อย คำถามที่ผมอยากจะถามคนไทยก็คือ เวลาที่มีวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ คนไทยควรคิดอย่างไร?
 ผมขอแนะนำว่าคนไทยควรจะคิดดังนี้

 

1. คิดว่าเรามีศักยภาพพอเพียงที่จะผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ได้
 - การคิดอย่างนี้เป็นการคิดบวกกับตัวเอง  ซึ่งจะมีผลทำให้มีพลังมากกว่าการคิดตรงข้าม และทำให้เราจะเริ่มมองหาสิ่งรอบตัวที่จะเพิ่มศักยภาพแก่ตัวเราเอง

 

2. คิดว่าเรามีความสามารถสร้างความสามัคคีในองค์กรได้
 - ส่วนใหญ่เวลาเกิดวิกฤต  หลายคนจะรู้สึกว่าตัวเองควบคุมคน  ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้  ฉะนั้นการที่คิดว่าตนสามารถรักษาความสามัคคีได้  เป็นการสร้างความมั่นใจให้ตนเองได้ดีขึ้น

 

3. คิดว่าเราสามารถที่จะรับงานหนักได้
 - คนส่วนใหญ่จะคิดว่าตนทำงานหนักอยู่แล้ว  จะหนักเพิ่มอีกไม่ได้ หรือบางคนก็ไม่ชอบทำงานหนัก  แต่ถ้าเราคิดว่าตนทำงานหนักได้ก็เท่ากับเราสร้างความพร้อมในจิตใจของเราให้ รู้รับงานหนัก  และผลงานจากงานหนักก็จะทำให้เราภูมิใจและรู้สึกว่างานหนักนั้นไม่หนักอย่าง ที่คิด

 

4. คิดว่าเรามีความสามารถที่จะทำงานได้เร็วขึ้น
 - เพราะช่วงวิกฤตการณ์เป็นช่วงที่มีงานมาก  ปัญหามาก  การที่เราทำงานได้เร็วขึ้นก็จะทำให้เราได้ผลงานมากขึ้น  และแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้เร็วขึ้น และเราจะพิจารณาสิ่งที่เราทำอยู่ให้รวดเร็วขึ้นอยู่ตลอดเวลา

 

5. คิดว่าเราสามารถตัดสินใจเร็วขึ้นและถูกต้องด้วย
 - คนที่ขาดความมั่นใจมักจะชักช้าในการตัดสินใจเพราะกลัวผิด  แต่ในช่วงวิกฤตการณ์การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆ ต้องทำด้วยความรวดเร็วเพราะเวลาไม่คอยท่า  แต่ต้องเชื่อว่าเราตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง  และถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นต้องแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

 

6. คิดว่าเราสามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้

 

- คนส่วนใหญ่เคยทำอะไรก็มักไม่ค่อยชอบเปลี่ยนแปลง และไม่ค่อยชอบปรับตัวเพราะเกิดความเคยชิน  แต่ในช่วงวิกฤตการณ์ความสามารถในการปรับตัวปรับเปลี่ยนมีความสำคัญ  เพื่อทำให้งานมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น  เช่น ทำงานในจำนวนชั่วโมงที่ยาวขึ้น หรือทำงานในวันหยุด ฯลฯ

 

7. คิดว่าเรามีคนมาช่วยเหลือเรามากขึ้น
 - ในช่วงวิกฤตการณ์ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าทุกคนต้องแก้ปัญหาของตนเอง  ไม่มีใครสนใจที่จะแก้ปัญหาของผู้อื่น หรือเรียกว่าตัวใครตัวมัน ฉะนั้นการกำหนดจิตว่าจะมีคนมาช่วยเราจะเหนี่ยวนำให้คนที่ดีมีความเมตตามา ช่วยเราโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

 

8. คิดว่าเราจะมีความแข็งแรงพลิกผ่านวิกฤตการณ์ได้
 - การที่ได้ฝึกฝนการแก้ปัญหาอย่างมากมายและหลากหลาย  จะทำให้เราเป็นคนที่มีความสามารถ  มีความหนักแน่น  และมีประสบการณ์ในการทำงานยากๆ ทำงานมากๆ จะทำให้เราเป็นคนที่เก่งขึ้น

 

9. คิดว่าความคิดเราโปร่งใสพร้อมที่จะเผชิญปัญหาในทุกด้าน
 - ในช่วงวิกฤตการณ์  ปัญหาต่างๆ มักจะประดังเข้ามา  การมีความคิดที่โปร่งใสคือ การไม่เครียด ไม่กลัว  จะทำให้เรามองเห็นวิธีแก้ปัญหาได้ชัดขึ้น

 

10. คิดว่าเราจะประสบความสำเร็จมากขึ้นไปอีกหลังวิกฤตการณ์
 - การที่เราได้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปได้  จะทำให้เรามีประสบการณ์และมีความมั่นใจในการที่จะทำงานใหม่ๆ หรืองานที่คนอื่นรู้สึกว่ายากได้  ฉะนั้นการริเริ่มงานใหม่ได้และทำงานยากให้เป็นงานง่ายได้  มักจะทำให้ผู้นั้นประสบความสำเร็จได้มากกว่าผู้อื่น

 

การคิด  10 ข้อนี้ ต้องคิดบ่อย ๆ  โดยไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงหรือหลักความจริง เพราะความคิด 10 ข้อนี้ถ้าคิดบ่อยๆ จะปลุกจิตใต้สำนึกของผู้ที่คิดให้เป็นบวกและมีพลัง  สิ่งสำคัญต้องทำด้วยความเชื่อมั่นแล้วจะพบกับปาฏิหาริย์


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 28 มกราคม 2009, 07:56:24 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

Recession หรือ Depression (1)

โดย : วีระ ธีรภัทร



ก่อนอื่นผมต้องขออภัยคุณๆ ที่อ่านคอลัมน์สีซอฯ ในวันนี้ก่อนว่าตั้งหัวข้อเรื่องที่จะคุยจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษปนภาษาไทย

ความ จริงจะแปลเป็นภาษาไทยก็ได้ แต่มันไม่ได้ความรู้สึกเหมือนกับคำในภาษาอังกฤษ แต่มาคิดอีกทีผู้อ่านคอลัมน์นี้ส่วนใหญ่ ก็สามารถอ่านภาษาอังกฤษเข้าอกเข้าใจได้อยู่แล้ว

นานๆ ทำทีแบบนี้คงไม่ว่ากัน

เรื่องของเรื่องก็ต้องบอกว่าเป็นความต่อเนื่องจากข้อเขียนชุด คำเตือนอันมีค่าจากคนรุ่นปู่ ที่ผมบรรเลงไปเมื่อวันจันทร์กับวันอังคารที่ผ่านมาครับ

จำได้มั้ยว่า ศาสตราจารย์พอล ซามวลซัน ที่ผมนำคำเตือนของแกมาฝาก แกบอกว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ หรือจะเรียกว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอย (รีเซสชัน-Recession) ครั้งนี้ ไม่ได้แตกต่างไปจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (ดีเปรสชัน-Depression) เมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อนเลย

ผมก็เลยเกิดความสงสัยว่า ตกลงแล้วสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ มันเป็นวิกฤติเศรษฐกิจระดับถดถอย หรือระดับตกต่ำกันแน่

มาถึงตรงนี้ ผมอยากให้คุณๆ ลบความจำเดิมๆ หรือคำจำกัดความที่คุ้นเคยกัน อย่างเช่น การนิยามว่าเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหมายความว่า อัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจหดตัวติดต่อกันสองไตรมาสอะไรแบบนี้ออกไปจาก หัวสมองเสียก่อน

อยากจะเรียกตามใจตัวเองว่า เป็นภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีเอามากๆ ก็แล้วกัน

บอกเสียตั้งแต่ต้นแบบนี้แล้วทำให้สบายใจที่จะเขียนต่อไปว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เรากลัวๆ กันว่า มันจะเกิดเหมือนเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อนนั้น จะว่าไปแล้วมันก็คือภาวะเศรษฐกิจถดถอย ที่มันหนักหน่วงรุนแรงกว่าเท่านั้นเอง

คนที่คิดอย่างนี้มีเยอะนะครับ ยกตัวอย่างขึ้นมาสักคนก็ได้ อย่างนักเศรษฐศาสตร์ที่ผมเข้าใจว่าน่าจะสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก ด้วย คือ ศาสตราจารย์วิคเตอร์ ซาร์โนวิทซ์ ก็คิดทำนองนี้

ซาร์โนวิทซ์บอกว่า ไอ้ความแตกต่างระหว่างที่จะเรียกว่าเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้น แท้จริงแล้ว เป็นระดับหรือองศาของความรุนแรงเท่านั้นเอง

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ เราไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแต่ละครั้ง มันจะรุนแรงระดับไหนจนกว่ามันจะผ่านไปเรียบร้อยแล้ว จะตกต่ำหรือถดถอยก็เกิดจากเราไปเทียบเคียงกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ใน อดีตเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อนเท่านั้นเอง

ถ้าหากมันเสียหายน้อยกว่ารุนแรงน้อยกว่าก็เรียกว่าถดถอย แต่ถ้าหากมันรุนแรงกว่าหรือใกล้เคียง แน่นอนล่ะครับ เราก็ต้องบอกว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

แต่เผอิญนับแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งน่าจะเริ่มในปี พ.ศ. 2472 จนถึงอย่างน้อยปี พ.ศ. 2476 หรือเป็นช่วงเวลายาวนานประมาณห้าปีนั้น แม้หลังจากนั้น สหรัฐอเมริกาและโลกจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงขนาดไหน แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่าครั้งนั้น

เราก็เลยยังอยู่ในคำจำกัดความที่เรียกกันว่า แค่ถดถอยหรือย่ำแย่ ไม่ถึงขั้นตกต่ำหรือหมดเนื้อหมดตัวเหมือนคราวนั้น
 คุณๆ อาจจะไม่ทราบนะครับว่า นับแต่นั้นเป็นต้นมา เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเผชิญกับภาวะถดถอยหนักบ้างเบาบ้าง สั้นบ้างยาวบ้างถึง 10 ครั้งด้วยกัน

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 11 ต้องถือว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยกันไปก่อน รอบนี้เริ่มต้นปีเมื่อเดือนธันวาคมปี 2550 แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่า ยังไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายจะจบลงเป็นแค่ถดถอย หรือกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ไม่รู้ก่อนแบบนี้ก็ดีไปอย่าง

อันที่จริงความน่ากลัวของภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งนี้มันอยู่ที่ว่า ไม่ใช่จำกัดตัวอยู่ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่ต้องบอกว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจการเงินในขอบเขตทั่วโลกอย่างไม่มีข้อสงสัย

สหรัฐอเมริกาไม่ต้องพูด อันนี้รู้อยู่แล้วเป็นยังไง สหภาพยุโรปทั้งที่ใช้เงินยูโรและใช้เงินสกุลท้องถิ่นของตัวเองอย่างอังกฤษก็ เสร็จอย่างที่เห็นๆ ญี่ปุ่นยิ่งอ่านข่าวยิ่งน่ากลัว แม้แต่จีน-อินเดีย-รัสเซีย ที่หลายคนบอกว่ามีลุ้น

จนถึงขณะนี้ ผมยังไม่เห็นชาติไหนกล้ายืนขึ้นแล้วตะโกนก้องบอกว่า ไม่มีปัญหาแม้แต่ชาติเดียว

เท่าที่เห็นมีแต่ขวนขวายหาทางช่วยเหลือตัวเองทุกทางด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะฟังคุณอภิสิทธิ์แกละเมอเพ้อพกมากไปกว่านี้ ว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เมื่อนั่นเมื่อนี้

ผมว่ามาดูกันให้ชัดก่อนดีกว่ามั้ยว่าเรากำลังเต้องเจออะไรอยู่

งานนี้ต้องรบกวนคุณๆ ติดตามอ่านกันสักวันสองวันต่อเนื่องกันไป ผมจะพยายามนำข้อมูลตัวเลขสำคัญๆ มาเทียบเคียงกันดู เพื่อให้คุณปะติดปะต่อเองว่าถดถอยหรือตกต่ำ

พรุ่งนี้ลองติดตามอ่านดูก็แล้วกัน


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 28 มกราคม 2009, 09:07:34 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

"การพัฒนาอย่างยั่งยืนกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก"

กานต์  ตระกูลฮุน


เมื่อ ไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปร่วมการประชุมกับคณะกรรมการนักธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน (World Business Council for Sustainable Development - WBCSD) ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นเวทีที่ผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำของโลกกว่า 200 คน มารวมตัวกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวางแนวทางการทำงานร่วมกับภาครัฐบาล NGO และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สังคมมีความยั่งยืน โดยเครือซิเมนต์ไทย (SCG) ได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2543

 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ในการประชุม WBCSD ครั้งนี้ แม้จะจัดขึ้นในช่วงที่วิกฤติเศรษฐกิจทวีความรุนแรงขึ้น แต่ CEOส่วนใหญ่ล้วนมีความเห็นเช่นเดียวกันว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในวิกฤติการณ์ทางการเงินครั้ง นี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเห็นโอกาสที่ดีสำหรับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 

เหตุผลที่ CEO เหล่านี้ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว ก็เพราะว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายมากมาย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ภัยธรรมชาติอันเป็นผลจากสภาวะโลกร้อนที่เกิดบ่อยครั้งและรุนแรงยิ่งขึ้น และที่สำคัญ คือ ผู้บริโภคมีบทบาทมากขึ้นในการตรวจสอบองค์กรว่าให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่ง แวดล้อมหรือไม่ ไม่ใช่แค่เพียงตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการเท่านั้น

 

ดังนั้น ธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมีความสุขในระยะยาว ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ไม่ใช่มุ่งแต่ขายสินค้าและบริการหรือผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว

 

นอกจากเห็นตรงว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะมีความสำคัญขึ้นท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังเห็นว่ามีโอกาสที่ดีรออยู่ แต่องค์กรจะต้องทุ่มเทเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในทุกด้าน ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องเพิ่มความใส่ใจด้านการกำกับดูแลให้มากขึ้น ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ SCG ให้ความสำคัญมาตลอด

 

ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันว่าองค์กรต้องสร้างความไว้วางใจให้กลับคืนมา ด้วยความซื่อสัตย์และความน่าเชื่อถือ (integrity & accountability), ความสม่ำเสมอในการดำเนินงาน (consistency in performance), ความโปร่งใส (transparency), มนุษยธรรม (humanity) และความอ่อนน้อมถ่อมตน (humility) โดยผู้บริหารควรรับมือกับช่วงเวลาแห่งความเป็นจริงนี้ ด้วยการแสดงถึงความรับผิดชอบอย่างสูง เช่น การพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนของตนเอง การเตรียมพร้อมรับมือภาวะวิกฤติต่างๆ รวมทั้งภัยธรรมชาติ ตลอดจนระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการดำเนินธุรกิจ เช่น ปัญหาการปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพ

 

การรับรู้ของสังคมเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนยังแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เข้าใจและต้องการปฏิบัติ  ดังเช่นกลุ่ม CEO ที่มาร่วมประชุม และอีกหลายๆ องค์กรหรือชุมชนที่ใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่สนใจ อาจเพราะยังไม่รับรู้หรือไม่เห็นความสำคัญ

 

แต่ในฐานะองค์กรธุรกิจ เราจะต้องเป็นตัวตั้งตัวตีในการลงมือปฏิบัติ เพราะถ้ารอให้วันที่ภัยมาถึงเราอาจไม่สามารถรับมือได้ทัน นอกจากนี้การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ยังทำให้การดำเนินงานด้านนี้ของเราแข็งแรง ช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทั้งองค์กรธุรกิจอื่นๆ และสังคมเห็นความจำเป็นและช่วยกันคนละไม้คนละมือ

 

เรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจให้เรียนรู้อีกมากลองเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ WBCSD http://www.wbcsd.org ซึ่งเผยแพร่ข้อมูล และตัวอย่างที่ดีของบริษัทสมาชิก แม้ไม่ใช่สมาชิกก็เข้าไปเยี่ยมชมได้

 

ผมจะค่อยๆ เล่าทั้งเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของ SCG และเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจให้ฟังในครั้งต่อไปครับ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 29 มกราคม 2009, 16:47:32 PM
จากผู้จัดการรายสัปดาห์

(http://pics.manager.co.th/Images/552000000211201.JPEG)

“ลองสเตย์”ปีวัวแข่งดุไทยงัดสารพัดทีเด็ดสู้
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์    9 มกราคม 2552 03:50 น.


       “ลองสเตย์”นับเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณกว่า 5 ปีที่แล้ว โดยหวังดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงอายุเข้าเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาจากศักยภาพของประเทศไทยแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่า การจัดบริการให้นักท่องเที่ยวยังไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง ซึ่งว่ากันว่าจุดอ่อนของลองสเตย์ไทยนั้น เกิดจากหลายเหตุผลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย ส่งผลให้นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบลองสเตย์ไม่ชัดเจนและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการด้อยความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ มาตรฐานด้านที่พักยังไม่บรรลุผลในภาคปฏิบัติที่แม้ว่าจะเป็นจุดอ่อนบ้างก็ ตามแต่ประเทศไทยก็ยังมีจุดเสริมความแกร่งที่เอื้อหนุนต่อการเข้ามาพำนักระยะ ยาวได้
       
       ด้วยวัฒนธรรมและประเพณีของคนไทยที่มีมาอย่างยาวนานสร้างความเป็นเจ้า บ้านที่ดี โดยมีกรอบธรรมชาติของคนสูงอายุและมุ่งเน้นเลือกสรรการเอาใจใส่ด้านคุณภาพการ ให้บริการเพื่อเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ จึงไม่แปลกที่ผู้ประกอบการควรอย่างยิ่งต่อการมุ่งเน้นเชิดชูผู้ทำงานด้าน บริการที่ให้บริการดีเยี่ยม และจัดทำคู่มือการให้บริการเป็นเลิศเพื่อเป็นแนวฝึกอบรม เพราะคนไทยมีความเป็นมิตร การต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ประทับใจ นับจากรอยยิ้มและการไหว้ที่อ่อนช้อย
       
       กอปรกับด้านภูมิอากาศของไทยที่ค่อนข้างจะได้เปรียบและตรงกับความต้อง การของผู้สูงอายุ ที่นิยมการพำนักระยะยาวหรือลองสเตย์ โดยเฉพาะภาคเหนือที่มีอากาศค่อนข้างเย็นสอดรับกับนักท่องเที่ยวที่มาจาก เมืองหนาวและที่สำคัญค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศรอบข้างโดย เฉพาะอย่าง มาเลเซีย แม้ว่าประเทศไทยจะมีราคาที่พักโรงแรมระดับห้าดาวค่อนข้างสูงก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับการบริการและมาตรฐานที่ตอบสนองแล้วส่งผลทำให้นักท่องเที่ยว พึงพอใจที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองต้องควบคุมการเอารัดเอาเปรียบด้านราคาสินค้า อย่างใกล้ชิดเช่นกัน
       
       และเมื่อเข้าถึงความหลากหลายด้านอารยธรรม วัฒนธรรมของชนเผ่า โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีการดำรงชีพของชุมชนด้วยแล้วก็จะส่งผลต่อการ เอื้อประโยชน์สร้างเอกลักษณ์จุดขายพอที่จะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ มีความพึงพอใจจนก่อให้เกิดการท่องเที่ยวรูปแบบพิเศษขึ้นมา
       
       สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องสานต่อโครงการ “ลองสเตย์”และช่วงปีที่ผ่านมาพบว่าแนวทางในการพัฒนามาตรฐานที่พักแบบพำนัก ระยะยาว (Longstay) นั้นมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานที่พักนับจากโรงแรม เกสต์เฮาส์ รีสอร์ต บริการห้องชุดให้มีมาตรฐานคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักท่องเที่ยวพักยาวขึ้น โดยการจำแนกประเภทมาตรฐานไว้ 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน (Silver) เป็นระดับที่จัดเตรียมเครื่องอำนวยความสะดวก หรือบริการพื้นฐานที่ต้องการในระดับอย่างน้อยที่สุด เพื่อให้มีความพิเศษจากที่พักปกติทั่วไป ระดับปานกลาง (Gold) และระดับสูงสุด (Platinum) เป็นระดับที่พิเศษสุดที่เน้นการบริการที่เป็นกันเอง เน้นความประทับใจเป็นหลัก มีอุปกรณ์หรือบริการเสริมพิเศษที่สอดรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยว ภายใต้กรอบมาตรฐานที่พักทั่วไป น่าจะต้องมีองค์ประกอบเพิ่มเติมสำหรับมาตรฐานที่พักแบบพำนักระยะยาว (Longstay)
       
       ความชัดเจนของตำแหน่งที่ตั้ง อาทิ ต้องไม่ห่างจากตัวชุมชน สะดวกสบายในการเดินทาง ใกล้โรงพยาบาล สถานีตำรวจ หรือสถานที่สำคัญ ที่สามารถระบุระยะเวลาและระยะห่าง บริเวณที่ตั้งมีความเป็นธรรมชาติไม่เปลี่ยว ขณะเดียวกันการตกแต่งควรสร้างบรรยากาศคล้ายบ้านหลังที่สอง สะอาด ปลอดภัย เงียบสงบ แต่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ใช้วัสดุท้องถิ่นตกแต่ง มีเครื่องอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องครัว ที่รีดผ้า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมจากหลายประเทศ มีห้องทำกิจกรรมร่วมกันในเชิงสังคม มีห้องปฐมพยาบาลพร้อมเจ้าหน้าที่ให้บริการด้านสุขภาพ และที่สำคัญผู้ประกอบการควรจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้วัฒนธรรมท้อง ถิ่น เช่น ทำอาหาร ศิลปะ หรือดนตรี มีบริการประสานกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมที่สนใจและสมัครใจ มีการจัดกิจกรรมออกกำลังกาย หรือกิจกรรมเสริมสุขภาพอื่น
       
       ในขณะเดียวกันการให้บริการ เช่น ปฐมนิเทศก่อนเข้าพัก แนะนำการประกันสุขภาพ และการใช้ชีวิตในที่พักพร้อมสถานที่สำคัญรอบๆ มีบริการรถรับส่งเข้าเมือง รับส่งไปรษณีย์ มีพนักงานดูแลที่สามารถสื่อภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างประเทศอื่น และควรจะต้องมีอาหารพื้นเมืองอย่างน้อย 1 มื้อในแต่ละวันเพื่อสร้างความประทับใจด้านอาหารให้กับนักท่องเที่ยว
       
       การเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการที่พำนักระยะยาว (Longstay) ผู้ให้บริการจะต้องสามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ ร่วมมือกับโรงพยาบาลละแวกใกล้เคียงเพื่อส่งต่อนักท่องเที่ยวที่ต้องการรักษา พยาบาล จัดกิจกรรมเสริมความรู้ กรณีที่ที่พักอยู่ใกล้กับหมู่บ้านหัตถกรรม ควรประสานความร่วมมือในการเข้าเยี่ยมชมและศึกษา ซึ่งผู้ประกอบการอาจพัฒนาคุณภาพที่พักด้วยการนำมาตรฐาน Green, ISO, หรือใช้ระบบการจัดการคุณภาพ อย่างเช่น TQM หรือ TQA เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวเริ่มหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมากขึ้น
       
       ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เพิ่งจะเกษียณอายุจากการทำงานหนัก มีเป้าหมายหลักในการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ และใช้ชีวิตหลังการทำงานหนัก ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ดังนั้น หากไทยต้องการตลาดพำนักระยะยาว (Longstay) เป็นเกณฑ์ ควรต้องคำนึงถึง คือกิจกรรมที่จัดขึ้นในบริเวณที่พัก หรือเครือข่ายภายนอก ควรเป็นกิจกรรมหลากหลายและเหมาะสมกับวัย แต่ไม่ควรลืมว่านักท่องเที่ยวต้องการกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก่อนออกเดินทางจะทำการศึกษาและวาง แผนล่วงหน้าเป็นเวลานาน ดังนั้นกำหนดการจัดกิจกรรมจะต้องกำหนดล่วงหน้าเอาไว้ ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจต้องเตรียมไว้แล้วมิใช่จัดขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวมา ถึง โดยเฉพาะด้านกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวประเภทเกษียณอายุจากการทำงานนิยมชมชอบ มักจะเป็นกิจกรรมประเภทเยี่ยมชมแหล่งธรรมชาติและวัฒนธรรม วิถีชุมชนที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และได้สัมผัสผู้คนในชุมชนเก่าแก่มากกว่าท้องถิ่นที่สร้างขึ้นมาใหม่ และนั่นคือที่มารูปแบบใหม่ของนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มซึ่งจะมีพฤติกรรมที่ ต้องการใช้ระยะเวลาท่องเที่ยวมากกว่า เพราะส่วนใหญ่มีฐานะดี ใช้จ่ายเงินเพื่อตนเอง มีการศึกษาข้อมูลล่วงหน้า และชอบไปยังสถานที่ที่เคยไปมาแล้ว
       
       ปัจจุบันประเทศมาเลเซียกำหนดนโยบายชัดเจนด้วยการขยายเวลาพำนักให้ 10 ปีไม่จำกัดอายุ ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน มีผู้ติดตามได้เพื่อเน้นให้เป็นบ้านหลังที่สอง โดยวางเมืองเป้าหมายไว้อาทิ ปีนัง กัวลาลัมเปอร์ และลังกาวี เน้นประชาสัมพันธ์ด้านค่าใช้จ่ายที่ถูกที่สุดในเอเชีย
       
       ขณะที่ประเทศออสเตรเลีย หันไปเน้นเรื่องของการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยว การสงวนทรัพยากรธรรมชาติ มีรูปแบบการท่องเที่ยวหลากหลาย ให้ความสำคัญกับคุณภาพการท่องเที่ยว และให้ความสำคัญด้านการพำนักอยู่ในประเทศไว้ที่ระหว่าง 13 เดือน
       
       สำหรับประเทศในแถบยุโรปอย่าง สเปน อาศัยเรื่องโดดเด่นด้านความสวยงามของภูมิประเทศ เน้นระยะเวลาพำนักนานขึ้น โดยส่งเสริมนับจากบ้าน อพาร์ตเมนต์ ฮอลิเดย์วิลเลจ หรือหมู่บ้านท่องเที่ยว สำหรับผู้นิยมสถานที่ที่ไม่ใช่โรงแรม หรือแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ที่พยายามชักจูงให้มีการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสูงอายุ ที่เป็นกลุ่มลูกค้าคุณภาพและปริมาณ เนื่องจากมีการใช้จ่ายแต่ละวันสูง พักนานวัน ชอบความสงบ และมีความระมัดระวังในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่เกาะฮาวายจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้สูงอายุ
       
       แม้แต่ประเทศในแถบขั้วโลกอย่าง ฟินแลนด์ ก็ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจลองสเตย์เช่นกัน ซึ่งว่ากันว่าเน้นความสะอาดและปลอดภัย แม้จะอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือแต่ก็มีดวงอาทิตย์เที่ยงคืน โดยภาครัฐสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เน้นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงเห็นโรงแรมน้ำแข็งและโรงแรมสปาเกิดขึ้นมาหลายแห่ง
       
       ในแถบเอเชียอย่างประเทศ ญี่ปุ่น ดึงจุดขายด้านธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ภาพลักษณ์ประเทศที่สวยงาม ใช้ป้ายสัญลักษณ์บอกทางที่เข้าใจง่าย แต่ด้วยค่าใช้จ่ายในญี่ปุ่นสูง ปัจจุบันจึงเน้นโรงแรมแบบญี่ปุ่นที่คล้ายโฮมสเตย์มากกว่า
       
       ในปัจจุบันสำหรับประเทศไทย ภาครัฐพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวด้วยเช่นกัน โดยมุ่งพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัดหลักคือ เชียงใหม่ สุโขทัย ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี และหนองคาย ขณะที่ภาคเอกชนมีการจัดตั้งบริษัทไทยจัดการลองสเตย์ขึ้นมาเพื่อให้บริการ ด้านที่พัก โดยมีจุดประสงค์เหมือนกับประเทศอื่นๆทั่วโลกที่หวังกระตุ้นให้มีการเดินทาง เข้ามาใช้บริการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพและกำลัง ซื้อ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นที่นิยมชมชอบการพำนักระยะยาวมากกว่าชาติ อื่น
       
       ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ควรจะรักษามาตรฐานด้านราคาและบริการให้ สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่จะได้รับบวกกับความประทับใจที่จะสร้างให้กลาย เป็นจุดขายโดยอาจไม่ต้องทุ่มงบประชาสัมพันธ์มากมายเพราะนักท่องเที่ยวกลุ่ม นี้จะช่วยเป็นสื่อชักชวนแทนให้ชนิดแบบปากต่อปาก


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 02 กุมภาพันธ์ 2009, 14:20:21 PM

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 01:00

กาแฟดำ
   

เศรษฐกิจไทยจะเป็นรูป V หรือ U หรือ W?

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



ข่าวร้ายไม่เคยมาโดดๆ

ล่า สุด ตัวเลขสะท้อนว่ารัฐบาลถึงขั้น "ถังแตก" เพราะเงินคงคลังเหลือแค่ 5.2 หมื่นล้าน และการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 16% ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณนี้ และ ณ วันนี้ มีเงินสดสำหรับจ่ายเงินเดือนแค่หนึ่งเดือนครึ่งเท่านั้น จำเป็นต้องกู้เพิ่มอีก 2.7 แสนล้าน

ข่าวร้ายยังทยอยกันถาโถมเข้ามาไม่หยุดยั้ง เป็นภาระหนักอึ้งของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ที่จะต้อง "ลุย" อย่างหนัก และต้องบอกกล่าวความจริงกับประชาชนถึงสถานภาพทางการเงินการทองของประเทศ อย่างตรงไปตรงมา

เพราะยิ่งซ่อนจะยิ่งโผล่ ยิ่งกลบจะยิ่งเห็นชัด

ตัวเลขที่เป็นข่าวร้ายทั้งหลายนี้สั่งสมกันมาหลายปี และเพราะการเมืองที่ปั่นป่วน ประกอบกับความขัดแย้งในบ้านเมือง ทำให้ไม่มีการรวมพลังเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาของประเทศ จึงทำให้วันนี้เราต้องมาอยู่ในฐานะที่ต้องเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า

รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ที่แท้จริงของบ้านเมืองกับประชาชน และหากจะต้อง "กินยาขมร่วมกัน" ในหลาย ๆ ด้านก็จะต้องทำ เพราะการโปรยยาหอมนั้นไม่อาจจะแก้ไขวิกฤติของบ้านเมืองได้

คุณสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง คาดว่าในไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีโอกาสติดลบ ตั้งแต่ 3%  และมากที่สุดอาจจะติดลบถึง 3.5% ...และอาจจะติดลบต่อไปจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้

เหตุเป็นเพราะการส่งออก ภาคการบริโภค และภาคการลงทุนของเอกชนชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

อีกทั้งการเบิกจ่ายของภาครัฐก็ล่าช้ากว่าปกติ

คุณสมชัย พูดตรงๆ ว่า สถานการณ์ที่เห็นอยู่ในขณะนี้ อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ "ภาวะถดถอย" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า recession ก็ได้

แต่ในข่าวร้ายก็อาจจะมีข่าวดีในระดับหนึ่ง...เพราะคุณสมชัย บอกด้วยว่า ไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็น "จุดต่ำสุด" ของเศรษฐกิจไทยแล้ว

ถ้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมาทำได้กลางๆ หรือผิดพลาด ก็จะทำให้จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ แต่ถ้าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี โดยเฉพาะการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐได้ตามที่วางไว้ รวมทั้งการเร่งรัดการส่งออก การกระตุ้นการใช้จ่ายระดับรากหญ้า การช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็ เอสเอ็มอี การเร่งใช้งบฯ ค้างท่อของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ 2-3 แสนล้านบาท ก็จะน่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ผงกหัวขึ้นได้

คุณสมชัย เรียกมันว่าจะเป็นการฟื้นแบบ "V shape" ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 ที่งบกลางปีกว่าแสนล้านบาทจะเข้ามาในระบบพอดี

ผมไม่เชื่อว่าใครในบ้านเมืองนี้จะรู้ว่าเศรษฐกิจของเราจะฟื้นกลับมาสู่ภาวะ ปกติเมื่อไหร่ เพราะปัจจัยของความไม่แน่นอนมีมากมายหลายด้านเหลือเกิน

แม้ว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะพูดไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าเศรษฐกิจของไทยน่าจะฟื้นในช่วงหกเดือนหลังของปี นี้ แต่นั่นก็เป็นเพียงการแสดงความคาดหวังเท่านั้น ไม่มีอะไรรับรองว่าจะเป็นไปตามที่เราอยากจะเห็นได้เลยแม้แต่น้อย
 ดัง นั้น ที่พยากรณ์ว่าเราอาจจะฟื้นแบบตัว V คือ ลงเร็วและขึ้นเร็วนั้น ก็เป็นเพียงการคาดหวังเท่านั้น เอาเข้าจริงๆ อาจจะเป็นตัว U ก็ได้

การฟื้นแบบตัว U นั้น คือ การลงแล้ว อยู่ในระดับแนวราบของความตกต่ำอย่างยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง ไม่ขึ้นเร็วอย่างเฉียบพลันอย่างที่รัฐบาลอยากจะให้เป็นไป

หรืออาจจะเป็นรูปตัว W ซึ่งแปลว่าลงเร็วและขึ้นเร็วก็จริง แต่ก็มีสิทธิที่จะทรุดหนักลงมาอีกก็ได้...จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครประมาท ได้เลยแม้แต่น้อย

เพราะถ้ามันกลายเป็นแบบตัว J ก็จะยุ่ง เพราะหมายถึงการลงแล้วไม่กระเตื้องนิดเดียว แล้วก็จอดอยู่ตรงนั้น

หรือเป็นรูปตัว L ก็ยิ่งแล้วใหญ่ คือ ลงแล้ว ซึมยาว และกระดิกขึ้นเล็กน้อย แล้วก็นิ่งอยู่อย่างนั้นเลย

หรือเป็นตัว Z ก็น่าวิตกยิ่งนัก เพราะจะเป็นการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึมยาวอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประชาชนจะรับได้อยู่ยาวนาน และแม้ว่าจะทุ่มเงินและนโยบายเพียงใด ก็ดันขึ้นมาได้เพียงนิดเดียว และไม่กระเถิบขึ้นมามากไปกว่านั้นอีก

แต่การตกอยู่ในภาวะตกตื่นหรือซึมเศร้าหรือสิ้นหวังก็ย่อมจะเป็นอันตรายกว่า ดังนั้น จึงต้องอาศัยรัฐบาลที่มุ่งมั่น กล้าหาญ ซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ร่วมกับประชาชนส่วนใหญ่ที่มีศรัทธาในความเป็นประชาชาติเดียวกัน ที่จะจับมือและประสานเสียงเพื่อฟันฝ่าวิกฤติอันหนักหน่วงครั้งนี้ให้ได้

คุณอภิสิทธิ์ ต้องสำเหนียกด้วยว่า ไม่มีเวลาสำหรับมือสมัครเล่น ไม่ใช่เวลาสำหรับนักเลือกตั้งที่ต้องการฉกฉวยโอกาสเพื่อประโยชน์แห่งตนอีก ต่อไปแล้ว

(ชมและฟังวีดิโอวิพากษ์เหตุบ้านการเมืองร้อนๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ www.oknation.net/blog/black)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2009, 15:50:15 PM
จากมติชน

วันที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11288 มติชนรายวัน


การลุกลามของวิกฤตโลกและความสงบทางการเงินในสหรัฐ

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์




ปี 2552 เป็นปีที่วิกฤตเศรษฐกิจลุกลามกว้างขวางที่สุดครั้งหนึ่งของโลก และวิกฤตครั้งนี้อาจกินเวลานานประมาณ 4-5 ปี จากตัวเลขล่าสุดนั้น ประเทศต่างๆ มีดัชนีผลผลิตทางอุตสาหกรรมลดต่ำลงอย่างหนักและส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงประมาณ ร้อยละ 7-10 โดยประเทศที่พึ่งการผลิตทางอุตสาหกรรมและการก่อหนี้มากมักได้รับผลกระทบที่ รุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ

สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่เศรษฐกิจเติบโตติดลบ ตลอดสามไตรมาสแรกของปี 2552 นี้ สหภาพยุโรปได้รับการคาดคะเนว่าจะหดตัวร้อยละ 2 ซึ่งมากกว่าสหรัฐอเมริกาเล็กน้อยและน่าจะมีปัญหาหนักมากหากยุโรปตะวันออกและ ละตินอเมริกาซึ่งเป็นแหล่งลงทุนสำคัญทยอยพับฐานตามไปด้วย ประเทศอย่างไอร์แลนด์ อิตาลีและกรีซก็กำลังเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้น ส่วนรัสเซียกำลังเริ่มสูญเสียทุนสำรองและอาจกลับมามีปัญหาค่าเงินรูเบิลอีก ครั้ง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศเริ่มกลายเป็นองค์กรที่มีศักยภาพ จำกัดเพราะต้องเข้าไปช่วยเหลือหลายประเทศในเวลาเดียวกัน ต้องให้เงินกู้ช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่อยู่ในยุโรปหรือเชื่อมโยงกับยุโรป นับตั้งแต่ยูเครนและฮังการีในเดือนพฤศจิกายน 2551 ไอซ์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศแรกในยุโรปตะวันตกที่เข้าโครงการช่วยเหลือฯ จนถึงลัตเวียและเบลารุส ไอเอ็มเอฟนั้นมีกำลังเงินทุนในการช่วยเหลือทั้งสิ้นประมาณ 2.5 แสนล้าน และได้ช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่ประสบภาวะวิกฤตไปแล้ว 47.9 พันล้านเหรียญ หรือประมาณร้อยละ 20

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟก็กำลังเจรจาที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ตุรกี ดังนั้น ถ้าภาวะวิกฤตครั้งนี้รุนแรงยิ่งขึ้น ไอเอ็มเอฟก็จะเรียกความเชื่อมั่นได้ลดลง ไม่เหมือนช่วงวิกฤตเอเชีย

เศรษฐกิจ เอเชียซึ่งเคยเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐมากนัก (Decoupling) กลับได้รับผลกระทบอย่างมากตามไปด้วย (Re-coupling) การส่งออกทรุดต่ำลงอย่างหนัก ใต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้และฮ่องกงกำลังเผชิญภาวะตกต่ำ โดยคาดว่าจะโตติดลบร้อยละ 3-5 ซึ่งรุนแรงกว่าภาวะการณ์ในสหรัฐเสียอีก

จีนผู้กำลังกลายเป็นเสา หลักแห่งศตวรรษอาจขยายตัวเพียงร้อยละ 5.5 จากที่เคยเติบโตร้อยละ 11-12 ต่อปี ส่วนไทยในภาพที่วิกฤตโลกไม่รุนแรงไปกว่าที่คาดกันในขณะนี้อาจขยายตัวได้ใน อัตราร้อยละ 1-2 แต่การส่งออกที่ทรุดต่ำลงในอัตราเลขสองหลักตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมาก็ สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจโดยภาพรวมอาจเติบโตในอัตราติดลบ สำหรับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งขยายตัวช้าในอดีตที่ผ่านมาคล้ายคลึงกับ ไทยอาจเป็นประเทศในภูมิภาคนี้ที่ได้รับผลกระทบหนักน้อยที่สุด



ดัง นั้น การปิดท้ายปี 2551 และการเริ่มต้นปี 2552 จึงทำให้เราเห็นการลุกลามของวิกฤตซับไพรม์ที่เข้าสู่ยุโรปตะวันตกและยุโรป ตะวันออกแล้วนั้นกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก

ความ เชื่อมั่นเดิมที่ว่าเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกแยกออกจากปัญหาในสหรัฐนั้นกำลัง หมดไป และถูกแทนที่ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการทรุดตัวของภาคส่งออก รวมทั้งโอกาสที่หลายประเทศอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย

คำถามคือทำไมภาคส่ง ออกและภาคการผลิตของเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกจึงอ่อนไหวอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่วิกฤตครั้งนี้มีต้นกำเนิดในต่างประเทศ นอกจากนี้แล้ว ความสงบทางการเงินที่เริ่มมีมากขึ้นในสหรัฐจะเป็นความสงบชั่วคราวหรือไม่

จาก การประมาณการของธนาคารโลก มูลค่าการค้าของโลกปี 2552 จะขยายตัว -2.1% เทียบกับ 7.5% และ 6.2% ในปี 2550 และ 2551 ในขณะที่ไอเอ็มเอฟล่าสุดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตร้อยละ 0.5 เทียบกับร้อยละ 3.9 ในปี 2551 ที่ผ่านมา ตัวเลขเหล่านี้ยังถือว่ามองโลกในแง่ดีมากเมื่อพิจารณาตัวเลขการส่งออกและ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ประเด็นก็คือการค้าที่หดตัวย่อมมีผลอย่างมากต่อประเทศผู้ส่งออกในเอเชีย ตะวันออก

ประเทศผู้ส่งออกเหล่านี้ทำหน้าที่ทั้งรับจ้างการผลิตป้อน ตลาดสหรัฐและผลิตสินค้าขั้นกลางภายใต้ระบบการผลิตที่แบ่งงานกันทำระหว่าง ประเทศ การผลิตส่งออกประเภทนี้น่าจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากความต้องการที่ลดลงใน ตลาดหลัก ความตื่นตัววิตกกังวลย่อมทำให้ผู้ผลิตที่นำเข้าสินค้าตัดสินใจชะลอการผลิต และอาศัยวัตถุดิบและสินค้าคงเหลือให้มากที่สุดไปก่อน การลดต้นทุนการผลิตก็ต้องตัดส่วนที่เป็นต้นทุนแปรผันเหล่านี้ก่อน ก่อนที่จะตัดต้นทุนคงที่เช่นการจ้างแรงงานเป็นต้น

การทรุดตัวอย่าง รวดเร็วและรุนแรงของเอเชียตะวันออกสะท้อนว่ามีการพึ่งพิงตลาดโลกมาก โดยที่การกระจายตลาดส่งออกยังไม่ดีเพียงพอ เพราะต้องพึ่งตลาดหลักในขณะที่ตลาดที่มีขนาดใหญ่ในภูมิภาคเองก็มิได้เป็น ตลาดสินค้าผู้บริโภคขั้นสุดท้าย

ความตื่นตระหนกเกี่ยวกับความอยู่รอด ของสถาบันการเงินในสหรัฐ เป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานของระบบการเงินหยุดชะงัก ความตื่นตระหนกนี้มีความรุนแรงสูงสุดในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนที่ผ่าน มาและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง

จาก ข้อมูลสถานการณ์ล่าสุด การบริโภคได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวาง โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ลดต่ำลงมากถึงร้อยละ 3.5 ใกล้เคียงกับภาวะการผลิตที่หดตัวลงร้อยละ 3.8 (Annualized rates) ภาวะหยุดชะงักย่อมมีผลต่อการนำเข้าจากประเทศผู้ส่งออก การเลื่อนการนำเข้าออกไปไม่มีกำหนดเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ไม่อาจหลีก เลี่ยง เมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้นการตัดสินใจนำเข้าก็จะต้องคำนึงถึงการแข่งขันจาก สินค้าภายในประเทศที่ยังมีกำลังการผลิตล้นเกินและราคาถูกด้วย

เมื่อ พิจารณาจากความกังวลในตลาดเงินตลาดทุนและข่าวสารต่างๆ ในสหรัฐ ความตื่นตระหนกทางการเงิน (Money Panic) สงบลงค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งส่วนสำคัญอาจมาจากการทุ่มสุดตัวของธนาคารกลางสหรัฐที่กังวลต่อปัญหาสภาพ คล่องและการล้มละลายของสถาบันการเงิน

ความสงบทางการเงินอาจดำเนินไป อย่างน้อยระยะหนึ่งซึ่งแม้จะยังมีปัจจัยที่จะทำให้ความกังวลกลับมาอีกใน อนาคต แต่ความตื่นตระหนกที่หยุดลงก็เป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่จะทำให้การแก้ไขวิกฤต ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยให้การสั่งซื้อสินค้านำเข้าของสหรัฐในช่วงกลางปีเป็นต้นไปไม่ ทรุดตัวมากเหมือนช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551

อย่างไรก็ตาม นี่มิได้หมายความว่าสถาบันการเงินในสหรัฐใกล้หมดความยุ่งยากหรือกำลังจะกลับ มาทำหน้าที่ได้ค่อนข้างปกติ โดยพื้นฐานแล้วสถาบันการเงินในสหรัฐอยู่ในสภาพย่ำแย่และต้องมีการปฏิรูป เพื่อให้อยู่รอดได้

ความเสียหายของสินทรัพย์ในระบบสถาบันการเงินใน สหรัฐที่ไอเอ็มเอฟเคยคาดคะเนไว้เมื่อเดือนตุลาคมว่าเท่ากับ 1.4 ล้านล้านเหรียญนั้น การประมาณการใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านล้านเหรียญ ศาสตราจารย์ Nouriel Roubini เห็นว่าความเสียหายทางการเงินจำเป็นต้องรวมการเพิ่มทุนในอนาคตที่รัฐจะต้อง เข้าไปดำเนินการรักษาระบบสถาบันการเงินให้อยู่รอดซึ่งความเสียหายจะอยู่ที่ 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขจำนวนเงินน่าจะสูงกว่านี้มากถ้ารัฐโอบอุ้มสถาบันการเงินด้วยวิธี อื่น)

ขนาดความเสียหายนี้จะทำให้ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าภาคการเงิน สหรัฐจะกลับมามีความเสี่ยงอยู่ในระดับปกติและกระบวนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะ เป็นไปอย่างช้าๆ ถ้าหากรัฐบาลโอบามามิได้เน้นประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นซึ่งควรให้ผล ยั่งยืน ไม่ชั่วคราว

ความกังวลทางการเงินอาจกลับมาอีกถ้ามีความล้ม เหลวทางการเงินเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ นั่นคือ การแทรกแซงของรัฐต้องสามารถทำให้ระบบสถาบันการเงินมีเงินกองทุนเพียงพอที่จะ รองรับการเสื่อมค่าของสินทรัพย์ที่สถาบันการเงินถือครองอยู่

การผ่อน คลายวิกฤตภาคการเงินต้องอาศัยเสถียรภาพของราคาที่อยู่อาศัย แต่ในขณะนี้ ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลงในอัตราที่ค่อนข้างเร่งตัวอีกครั้ง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อสถาบันการเงินที่มีปัญหาหนักอยู่แล้ว ดัชนีราคาบ้านเดือนพฤศจิกายนตกลงแล้วร้อยละ 25.1 เมื่อนับจากระดับสูงสุดในกรกฎาคม 2549 และลดลงร้อยละ 2.2 จากเดือนก่อน

มาตรการ ของสหรัฐยังไม่สามารถสร้างแรงซื้อสินทรัพย์จำนวนมหาศาลที่มีปัญหาได้ ไม่ว่าในท้ายที่สุด รัฐบาลสหรัฐจะเข้าซื้อสถาบันการเงิน (Nationalizing banks) หรือจะแยกสินทรัพย์เสียออกจากบัญชีสถาบันการเงิน (Running bad banks) วิธีการดังกล่าวยังเป็นเพียงการโอบอุ้มสถาบันการเงินให้มีความปลอดภัยจาก ภาวะล้มละลายเป็นหลัก ยังมิใช่มาตรการทางตรงที่จะช่วยหยุดภาวะตกต่ำของราคาที่อยู่อาศัยได้

ปี 2552 เป็นปีที่วิกฤตเศรษฐกิจยังอยู่ในระยะของการลุกลามไปทั่วโลกและอาจรุนแรงใน หลายๆ ประเทศ ประเทศที่เป็นฐานการส่งออกเช่นยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันออกอาจเติบโตใน อัตราติดลบหรืออาจถึงกับเผชิญภาวะถดถอย

ความตื่นตระหนกทางการเงินใน สหรัฐอาจสงบลง ซึ่งจะเป็นข่าวดีที่โลกจำเป็นต้องมีแม้ว่าอาจเป็นความสงบชั่วคราวก็ตาม แต่ถ้าหากราคาที่อยู่อาศัยยังตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องและมาตรการการเงินการ คลังรวมทั้งมาตรการสถาบันการเงินไม่ประสบผลสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น วิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐก็อาจไม่เห็นจุดต่ำสุดภายในปีนี้

ซึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจโลกก็จะเฉียดเข้าใกล้ภาวะถดถอยและกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ เดินตามรอยทศวรรษ 1930 อย่างไม่ห่างจากกันมากนัก

(http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/02/act02040252p2.jpg)

เงินกู้จากไอเอ็มเอฟในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก

(พันล้านเหรียญสหรัฐ)

ยูเครน 5 พ.ย. 2551 16.4

ฮังการี 6 พ.ย. 2551 15.7

เซอร์เบีย 17 พ.ย. 2551 0.52

ปากีสถาน 24 พ.ย. 2551 7.6

ไอซ์แลนด์ 2 ธ.ค. 2551 0.83

ลัตเวีย 19 ธ.ค. 2551 2.4

เบลารุส 12 ม.ค. 2552 2.46

เอล ซัลวาดอร์ 16 ม.ค. 2552 0.8

ที่มา : กองทุนการเงินระหว่างประเทศ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2009, 11:44:07 AM
ลิ้งค์จากกรุงเทพธุรกิจ

"ยุทธวิธีหางานหาเงิน  ยามวิกฤต(1)"

http://www.bangkokbiznews.com/home/news/finance/personal/2009/02/01/news_10654.php    (http://www.bangkokbiznews.com/home/news/finance/personal/2009/02/01/news_10654.php)

"ดิ้นหาเงิน  หางาน  ยามวิกฤต(จบ)"

http://www.bangkokbiznews.com/home/news/finance/personal/2009/02/08/news_13467.php    (http://www.bangkokbiznews.com/home/news/finance/personal/2009/02/08/news_13467.php)



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 กุมภาพันธ์ 2009, 12:26:25 PM
ลิ้งค์จากไทยโพสต์  "มองลบเพื่อตั้งรับ ธนวรรธน์ พลวิชัย"

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=tabloid&iDate=8/Feb/2552&news_id=169173&cat_id=220100    (http://www.thaipost.net/index.asp?bk=tabloid&iDate=8/Feb/2552&news_id=169173&cat_id=220100)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 02 มีนาคม 2009, 07:45:11 AM
ลดภาษีรถยนต์ เงินเข้ากระเป๋าใคร [2 มี.ค. 52 - 17:07]

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรมบุญหล่นทับ จะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ วันพุธนี้ ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ราคาขายลดลงคันละ 3-5 หมื่นบาท และให้นำเงินค่าซื้อรถใหม่ไปหักลดหย่อนภาษีได้อีกคันละ 50,000 บาท เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ที่ลดลงในระยะนี้

 

ผมฟังแล้วก็รู้สึกเศร้าใจที่มี รัฐมนตรีอย่างนี้ บริหารบ้านเมือง นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้สึกเหมือนผมไหม

 

ในขณะที่  นายชาญชัย  เสนอ ให้รัฐบาลลดภาษีช่วยเหลือ เศรษฐีรถ แต่อีกด้านหนึ่ง เกษตรกรผู้ยากจนของไทย ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศหลายสิบล้านคน กลับต้องชุมนุมปิดถนน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล ช่วยซื้อพืชผลเกษตรที่ราคาตกขายไม่ได้  ต้องเอาน้ำนมสดๆ ไปเททิ้งกลางถนน ฯลฯ มากมายความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยที่ยากจนในเวลานี้

 

แต่ กลับไม่มีรัฐมนตรีคนไหนเหลียวแล หรือรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนด้วย และเห็นว่าเป็นเรื่องด่วนที่ต้องรีบเสนอ ครม.เพื่อหาทางช่วยเหลือ เหมือนกรณี รัฐมนตรีชาญชัย กุลีกุจอช่วยเหลือ บริษัทรถยนต์ต่างชาติ จนออกนอกหน้า

 

ความ จริง บริษัทรถยนต์ต่างชาติ ที่เข้ามาประกอบรถยนต์ขายในไทยและส่งออก โดย ใช้สิทธิภาษีพิเศษของเมืองไทย ผมดูตัวเลขที่บริษัทรถยนต์แถลงเมื่อเร็วๆนี้แล้ว ยอดขายลดลงแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือว่าไม่มาก แถมยังคาดการณ์ว่า ช่วงปลายปีนี้ยอดขายจะฟื้นตัว

 

และเมื่อวิเคราะห์ดูข้อเสนอที่ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรมเสนอ ครม.เศรษฐกิจช่วยเหลือบริษัทรถยนต์แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่า ไม่ค่อยชอบมาพากลเท่าไร เหมือนมีเจตนาเอื้อประโยชน์บริษัทรถยนต์ โดยตรง

 

เช่น ขอให้ลดภาษีสรรพสามิตลงร้อยละ 3 โดยบอกว่า จะทำให้ราคาขายปลีกลดลงคันละ 3-5 หมื่นบาท ราคารถที่ลดลงนี้ น่าจะลดลงจากการลดภาษีสรรพสามิตร้อยละ 3 เพราะ บริษัทรถยนต์ต่างชาติไม่ได้แสดงเจตนาว่าจะร่วมลดราคาขายของบริษัทเองลงมา ด้วย ไม่มีการพูดถึงด้วยซ้ำ ดังนั้น แม้ราคารถยนต์จะลดลง แต่ บริษัทรถยนต์ต่างชาติ ก็ยัง กำไรเท่าเดิม หรือ กำไรเพิ่มขึ้น เพราะ อาจขายรถได้เพิ่มขึ้นจากราคาที่ถูกลง

 

หรือเรื่อง การขอนำเงินค่าซื้อรถใหม่คันละ 50,000 บาท ไปหักลดหย่อนภาษี ถ้าคิดลึกสักนิดจะเห็นว่า วงเงิน 50,000 บาท ก็เท่ากับ “เงินดาวน์รถ” ทั่วไป ข้อเสนอนี้เท่ากับว่า บริษัทรถยนต์ต่างชาติขอให้ รัฐบาลไทยเอาเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศไปจ่ายเป็น “ค่าเงินดาวน์รถ” แทนผู้ซื้อรถ เพื่อให้บริษัทรถยนต์ต่างชาติขายรถได้มากขึ้น

 

เป็นข้อเสนอที่ “เห็นแก่ตัวขนาดไหน” ผมไม่อยากวิจารณ์ ขอให้ประชาชนคนไทยทุกคน และ ครม.เศรษฐกิจ ไปคิดกันเอาเอง

 

แต่ที่มันรับไม่ได้ก็คือ รัฐมนตรีชาญชัย  เสนอเรื่องที่เห็นแก่ตัว อย่างนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจประเทศ ท่ามกลางความเดือดร้อนของคนไทยที่ยากจน 50-60 ล้านคน

 

ไม่รู้สึกรู้สากันบ้างหรือ

 

แม้แต่บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ  อย่าง  จีเอ็ม  และ ไครส์เลอร์ รถสายพันธุ์อเมริกันเอง วันนี้ก็มีข่าวว่า ประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะ ไม่อุ้มอีกแล้ว ปล่อยให้ ล้มละลาย แก้ปัญหากันเอง เพราะเงิน ก้อนแรกที่รัฐบาลบุชช่วยไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์หมดแล้ว แถมผู้บริหารบริษัทรถยนต์ก็ไม่สำนึก จะนั่งเครื่องบินเจ๊ทส่วนตัวไปขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล จนถูกสื่อด่าเปิง

 

ในเมืองไทยก็เหมือนกัน รถยนต์ฮอนด้า ก็เพิ่งจัดแข่งขันกอล์ฟ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2009 ชิงเงินรางวัล 1.45 ล้านเหรียญ ประมาณ 52 ล้านบาท จบไปเมื่อวานนี้เอง ถ้ารวมค่าจัดการแข่งขัน ค่าตัวนักกอล์ฟด้วยก็คงไม่หนี 150-200 ล้านบาท ยังใช้เงินกันฟู่ฟ่า ไม่เห็นว่าบริษัทรถยนต์จะเดือดร้อนตรงไหนจนต้องลดภาษีช่วย

 

แล้ว นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม จะเอาเงินภาษีของคนไทยทั้งชาติไปอุ้มบริษัทรถยนต์ต่างชาติที่ยังรวยเละ เอาอะไรคิดนะเนี่ย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 มีนาคม 2009, 08:11:48 AM
จากไทยรัฐ

เมื่อคุณต้องไล่ล่าหางาน [5 มี.ค. 52 - 17:02]

เศรษฐกิจ โลกยังไม่มีแววว่าจะฟื้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกคาดว่า เศรษฐกิจโลกยังต้องโซเซถูลู่ถูกังไปอย่างนี้ตลอดปี 2009 ทั้งปี  ครับ ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าทุกคนต้องทำใจ ประคับประคองตัวเองไปให้ตลอดรอดฝั่ง ไม่มีใครสามารถเนรมิตให้ ฟื้นขึ้นมาเหมือนเดิมได้ในชั่วข้ามปี  ที่สำคัญวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า  จุด ต่ำสุดมันอยู่ที่ตรงไหน

 

ล่าสุด “เอไอจี” บริษัทประกันยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายปี 51 ขาดทุนไปอีก 61,700 ล้านดอลลาร์ รวมขาดทุนทั้งปี 99,220 ล้านดอลลาร์ เกือบเท่าเงินทุนสำรองของไทยทั้งประเทศ

 

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เลยต้องทุ่มเงินก้อนใหญ่อีกก้อน 30,000 ล้านดอลลาร์ กว่า 1 ล้านล้านบาท เข้าไปเพิ่มทุนให้อีกระลอก จากเดิมที่ให้ไปแล้ว 150,000 ล้านดอลลาร์ 5.4 ล้านล้านบาท ทำให้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯถือหุ้นในเอไอจีเพิ่มเป็น 77.9 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่า บริษัทเอไอจี ได้กลายเป็น รัฐวิสาหกิจ ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯไปเรียบร้อยแล้ว

 

วิกฤติเศรษฐกิจที่ยาวนาน จาก “ฟองสบู่กรีนสแปน” อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ปล่อยปละละเลยให้สถาบัน

การเงินสหรัฐฯเล่นแร่แปรธาตุ “ซับไพร์ม” จนระบบการเงินพังไปทั้งโลก ทำให้ “มีคนตกงาน” มากมายเป็นประวัติการณ์ ทั้งระดับบนและระดับล่าง คาดกันว่ากว่าวิกฤติครั้งนี้จะคลี่คลาย อาจจะมีคนตกงานทั้งโลกกว่า 100 ล้านคน

 

การแย่งงาน ของ คนว่างงาน จึงกลายเป็น ปัญหาใหม่ ในวิกฤติซ้อนวิกฤติ

 

วันเสาร์ที่ผ่านมา ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ สวนสัตว์ทะวายครอส ในภาคกลางของอังกฤษ ส่งผลให้รถติดกันยาวเหยียดกว่า 5 กิโลเมตร เพื่อไปสมัครงานที่ทางสวนสัตว์เปิดรับสมัครไม่กี่ตำแหน่ง และเป็นตำแหน่งชั่วคราวเสียด้วย โดยมีผู้ยื่นใบสมัครขอทำงานมากถึง 3,000 กว่าคน กลายเป็นปัญหาปวดหัวของเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ในการอ่านใบสมัคร สัมภาษณ์ และคัดคน

 

ตำแหน่ง ที่รับสมัคร ไม่ใช่ตำแหน่งผู้บริหาร หรือตำแหน่งที่มีเงินเดือนแพงจน ต้องแย่งกัน แต่เป็นตำแหน่งพื้นๆที่ไม่ต้องการความรู้หรือความเชี่ยวชาญอะไร เช่น เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดมูลสัตว์ เจ้าหน้าที่ห้องครัว เจ้าหน้าที่เฝ้ารถ ซึ่งปกติทุกปีจะมีแต่ “นักศึกษา” มาสมัคร เพราะเป็นงานชั่วคราว รายได้ก็น้อย จ่ายตามค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น

 

แต่คนที่ขับรถเป็นระยะทางหลายสิบกิโลแห่ไปสมัครกว่า 3 พันคนในปีนี้ กลับมีคนที่เป็น หัวหน้าครอบครัว กรรมการบริษัท อดีตผู้บริหารบริษัท ที่ถูกออกจากงานไปสมัครกันเป็นจำนวนมาก เพื่อแลกกับเงินค่าแรงอันน้อยนิด แค่ชั่วโมงละ 7-8 ปอนด์ หรือ วันละ 56-64 ปอนด์เท่านั้น

 

ในสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รถราก็ติดกัน ยาวเหยียดย่านชานเมือง ลอสแอนเจลิส เมื่อมีคนร่วมหมื่นขับรถแห่กันไปสมัครเป็นพนักงานชั่วคราวใน สนามแข่งเบสบอล ดอดเจอร์ สเตเดี้ยม ที่กำลังจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่

 

พนักงานชั่วคราวที่ทางสนามเบสบอลเปิดรับสมัคร ก็มี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และ คนเร่ขายเบียร์ในสนาม ต้องการ เพียง 500 คน แต่มีคนไปสมัครร่วมหมื่นคน แสดงให้เห็นถึง “การไล่ล่าหางาน” ของคนในอังกฤษและสหรัฐฯดุเดือดมากมายเพียงใด

 

ดูปัญหาของเขาแล้ว ก็ต้องย้อนมาดูปัญหาในเมืองไทย

 

ผมก็ได้แต่เรียน  นายกรัฐมนตรี  อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  ไว้ตรงนี้ เงินก้อนมหาศาลที่รัฐบาลทุ่มลงไปรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ ยังไป แก้ปัญหาไม่ถูกทาง  สิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาก็คือ “ต้องจ้างงาน” ไม่ใช่ “แจกเงินฟรี” ซึ่ง “ไม่ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ทั้งคนแจกและคนรับ ถ้าเงินหมดเมื่อไร ทุกอย่างจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม.


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 มีนาคม 2009, 08:25:06 AM
ลิ้งค์จากไทยรัฐ "แนะวิธีเจาะตลาดแดนมังกร รีสอร์ตไทยติด 1 ใน 5 สิ่งที่เศรษฐีจีนปรารถนา"

http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=126274    (http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=126274)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 10 มีนาคม 2009, 08:12:41 AM
จากผู้จัดการรายวัน

จดหมายจากท่าพระจันทร์ถึงอาจารย์อภิสิทธิ์ (การแก้ปัญหาส่งออกไม่ใช่ทางออกของวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน)
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง,รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย    9 มีนาคม 2552 22:53 น.

อาจารย์อภิสิทธิ์ที่รัก
       
        ปัจจุบันคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่อาจารย์เคยสอนได้มีการปรับปรุงโฉม จนแปลกตากว่าสมัยที่อาจารย์เคยอยู่เป็นอย่างมาก แม้ว่าจะสวยงามและภูมิฐานขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่น่าเสียดายที่นักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคภาษาไทยทั้งหมดได้ย้ายไปเรียนที่ ศูนย์รังสิตหมดแล้ว
       
        ก่อนอื่นพวกผมขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับอาจารย์สำหรับตำแหน่งนายก รัฐมนตรีของประเทศไทยอันเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่สูงสุดเท่าที่นักการเมือง จะไขว่คว้าหามาได้ ประเทศไทยของเราไม่เคยได้โอกาสดีอย่างนี้มาก่อนที่จะมีผู้บริหารสูงสุดที่มี ศักยภาพสูงเช่นอาจารย์ ประชาชนไทยทั้งประเทศเฝ้ารอโอกาสนี้มาเป็นเวลานานนับสิบๆ ปีแล้วและพวกผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจารย์จะได้ใช้ศักยภาพของอาจารย์ที่มี อยู่อย่างเต็มความสามารถ
       
        พวกผมในฐานะบุคคลมีความรู้สึกยินดี มิใช่เพราะได้รู้จักกับอาจารย์ในฐานะอดีตเพื่อนในที่ทำงานเดียวกันเท่านั้น หากแต่พวกผมยังมีความรู้สึกยินดีในฐานะที่อาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ไทยคน แรกๆ ที่มีโอกาสจริงที่จะบริหารประเทศไปตามความเชื่อและความรู้ในสิ่งที่อาจารย์ ได้เล่าเรียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพเศรษฐกิจที่ประสบวิกฤตในปัจจุบัน นับว่าเป็นเรื่องท้าทายสติปัญญาและความรู้ของนักเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
       
        อย่างไรก็ตาม พวกผมขอแสดงความเห็นต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่อาจารย์อภิสิทธิ์ กำลังดำเนินการอยู่ในประเด็นต่างๆ ที่จะกล่าวต่อไปในฐานะที่เคยเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพเดียวกันดังต่อไปนี้
       
        1.วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ก็แตกต่างไปจากที่เคยประสบมาเมื่อปี 2540 กล่าวคือ วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนั้น เกิดจากภาวะการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ที่รู้จักในชื่อของฟองสบู่แตกใน ประเทศไทย ทำให้สินเชื่อหดตัวอย่างรุนแรง แต่มิได้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (อัตราการเจริญเติบโตติดลบติดต่อกันสองไตรมาส) ในประเทศอื่นๆ ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นไปในทางตรงกันข้าม เรากำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเนื่องมาจากภาวะฟองสบู่ในสหรัฐอเมริกา แตกและลุกลามทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาว นานไปพร้อมๆ กันในหลายประเทศทั่วโลก
       
        ข้อที่แตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือในครั้งนี้เรารู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน แต่ปัญหาที่เกิดจากนอกประเทศแล้วมากระทบที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากผู้ซื้อรายใหญ่ของประเทศไทย เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ต่างก็ประสบปัญหาจากภาคการเงินของประเทศตนเองเหมือนเช่นที่ประเทศไทยได้เคย ประสบมาเมื่อปี 2540 ผลที่ติดตามมาก็คือเราขายสินค้าไปต่างประเทศไม่ได้ เศรษฐกิจโดยรวมก็เลยไม่เติบโตเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยมีลักษณะ พึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกประเทศเป็นหลักและไม่เคยปรับเปลี่ยนมาเป็นเวลานานปี แล้ว
       
        อาจารย์อภิสิทธิ์คงทราบไม่มากก็น้อยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับต่าง ประเทศมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาอาศัยแต่เพียงความได้เปรียบด้านแรงงานและทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นปัจจัยหลัก ความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตของประเทศไทยจึงเริ่มถึงทางตันมากขึ้น ทั้งจากแรงงานที่มีราคาแพงขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มีน้อยลง และมีคู่แข่งมากขึ้น
       
        ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกถึงกว่าร้อย ละ 70 ของ GDP อย่างเช่นประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของโลกที่ชะลอตัวลง แต่ เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลที่ผ่านมาหลายๆ รัฐบาล แม้แต่รัฐบาลทักษิณที่อ้างว่า “คิดใหม่ทำใหม่” ก็ไม่เคย “คิดใหม่” โดยปรับโครงสร้างที่ไม่สมดุลดังกล่าว ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมิใช่ City State อย่างเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือบาฮามาส ที่มีขนาดด้านเนื้อที่เล็ก จำนวนประชากรน้อย ขาดแคลนซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเพื่อความอยู่รอดของตนเอง
       
        ทำไม เราจึงไม่คิดที่จะพึ่งพาตลาดหรือกำลังซื้อภายในประเทศ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยก็จัดอยู่ในลำดับกลางๆ ของโลกทั้งในเชิง รายได้ เนื้อที่ หรือประชากร ทำไม?
       
        2. ประเทศไทยแม้จะรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 มาได้เพราะการส่งออกและการปรับสมดุลอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้ค่าเงินบาทมีค่า อ่อนตัวลง แต่ปัจจัยของความสำเร็จดังกล่าวก็มิใช่จะเป็นจุดแข็งที่ใช้ได้เสมอไป เพราะวิกฤตปี 2551-2 ทำให้ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในอดีตเมื่อปี 2540 กลายเป็นปัจจัยแห่งความล้มเหลวในปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยเคยใช้เป็นกลไกตัวหลักในการแก้ไขปัญหาในภาคการเงินเมื่อปี 2528 จากความล้มเหลวของการขาดสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์โดยการเข้าไปพยุงกิจการอัดฉีดเงินเข้าไปใน สถาบันการเงินทั้ง 2 ประเภทที่มีปัญหา แต่กองทุนฟื้นฟูฯ ก็กลายเป็นกลไกที่เป็นตัวปัญหาเสียเองเมื่อปี 2540 เพราะด้วยวิธีการเข้าไปอัดฉีดเงินในครั้งหลังนี้ได้ก่อให้เกิดภาระหนี้สิน กับประชาชนผู้เสียภาษีเป็นอย่างมาก
       
        บทเรียน ที่ชัดเจนสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องก็คือ การแก้ไขปัญหา 2 ครั้งโดยเครื่องมือเดียวกันอาจได้ผลสำเร็จต่างกันเพราะสาเหตุของปัญหาที่แตก ต่างกันออกไป
       
        ความสำเร็จของกองทุนฟื้นฟูฯ เมื่อปี 2528 ก็ดี หรือ ความสำเร็จของภาคส่งออกเมื่อปี 2540 ก็ดี จึงมิใช่เครื่องรับประกันของความสำเร็จที่จะมีต่อไปในอนาคต หากแต่เป็นปัญญาของมนุษย์ต่างหากที่จะวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและหาทางแก้ไข ที่ถูกต้อง
       
        เป็น เรื่องที่น่าเสียดายที่บรรดานักการเมืองในระยะหลังที่ต้องรับผิดชอบแก้ไข ปัญหาไม่ได้พัฒนา “สติและปัญญา” ให้เติบโตเท่าทันปัญหาที่เกิดขึ้นมา เพราะหากมีสำเหนียกในความไม่เที่ยงดังกล่าวข้างต้นก็ย่อมที่จะมีสติที่จะคิด อ่านหาซึ่งปัญญาจากผู้อื่นหากตนเองไม่มี เพื่อมาปรับโครงสร้างของประเทศให้มีความสมดุลมากกว่าและไม่ประสบกับปัญหาที่ รุนแรงดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
       
        ประเทศไทยมิใช่ต้องการการเมืองใหม่แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องการเศรษฐกิจแนวใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน
       
        3. มีการประเมินอย่างหลากหลายว่า วิกฤต เศรษฐกิจในครั้งนี้อาจจะยืดเยื้อยาวนานและอาจนำมาซึ่งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (เศรษฐกิจถดถอยขนาดใหญ่) เหมือนดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1930 ในยุโรปและสหรัฐฯ สาเหตุก็เพราะขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นในภาคการเงินของสหรัฐฯ และยุโรปมีมากขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีจุดสิ้นสุดอยู่ที่เท่าใด ทำให้เกิดอุปสรรคกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะภาคการเงินไม่สามารถอำนวยสินเชื่อให้ตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ความมั่งคั่งที่ประชาชนทั่วไปสะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเงินฝาก หุ้น หรือตราสารทางการเงินอื่นๆ หดหายไปจากราคาหุ้นที่ลดลง หรือจากสถาบันที่ฝากเงินต้องปิดกิจการลงไป ผลก็คือประชาชนรู้สึกว่าตนเองจนลงและจับจ่ายใช้สอยน้อยลงไป กิจการที่อาจไม่ได้รับผลกระทบจากภาคการเงินในครั้งแรกก็จะได้รับผลกระทบใน รอบนี้ กลายเป็นวงจรของความต้องการที่ลดลงในที่สุด และอาจเป็นที่มาของ ภาวะเงินฝืดตามมาในที่สุด
       
       จากข้อมูลดังกล่าว หากประเทศไทยยังคงเลือกที่จะแก้ไขโดยยึดติดกับกรอบแนวคิดเดิมที่ หากเป็นปัญหาที่ส่งออกก็แก้ที่ส่งออก ประเทศไทยก็จะต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจต่อไป เพราะต้องรอว่าเมื่อไรที่เศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อฟื้นตัว อาจจะเป็น 1 หรือ 2 ปีต่อจากนี้ไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือประเทศไทยก็จะต้องใช้เวลาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เราไม่ได้ก่อขึ้นด้วย ระยะเวลาที่มากกว่าเศรษฐกิจของผู้ซื้อ อาจเป็น 1+ หรือ 2+ ปี และที่สำคัญก็คือ เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่มีทางชนะ เพราะแม้ว่าสหรัฐฯ สามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้สำเร็จ แต่ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็จะติดตามมาในทันทีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว นั่นก็คือปัญหาราคาน้ำมันแพง และประเทศไทยก็จะต้องวนกลับมาแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงที่เคยเกิดขึ้นมาเมื่อครึ่งปีหลังของปี 2551 อีกครั้งในอนาคต
       
        อาจารย์อภิสิทธิ์ที่รัก ด้วยเหตุผลข้างต้น พวกผมจึงเห็นว่าการแก้ปัญหาการส่งออกจึงมิใช่ทางออกของวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างแน่นอน
       
        4. หากเราจะเลือกแก้ไขปัญหาที่ต้องเสียทั้ง เวลาและทรัพยากรที่มีค่ายิ่งที่มีอยู่อย่างน้อยนิดก็ควรจะปฏิรูปโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยให้มีความสมดุล สามารถทนทานต่อความผันผวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ดุจดังการขอเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกของประเทศต่างๆ ที่ผลประโยชน์อาจไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นแต่เพียงอย่างเดียวหากแต่มีผล ประโยชน์อื่นๆ ที่หวังให้เกิดตามมา ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับถึงความก้าวหน้าหรือศักยภาพของประเทศนั้น และที่ สำคัญก็คืออาจารย์อภิสิทธิ์มีโอกาสที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีความสุขมากขึ้น จากการพัฒนาที่ทำแล้วยังมีทรัพยากรเหลือให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ใช้ต่อไป นั่นคือแนวทางการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งมิใช่การแก้ปัญหาโดยการล้างผลาญทรัพยากรโดยแทบไม่เหลือให้คนรุ่นต่อไป อย่างที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
       
        ประตูโอกาสของการเป็นผู้นำประเทศที่แท้จริง มิใช่เป็นเพียงผู้นำจอมปลอมที่ชอบสร้างภาพได้เปิดขึ้นแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าอาจารย์อภิสิทธิ์จะไขว่คว้าเอาไว้ได้หรือไม่
       
        ทำไมประเทศไทยจะต้องดิ้นรนส่งออกโดยต้องนำเข้าสินค้ามาประกอบในประเทศเพื่อ ส่งออก โดยมีส่วนที่เพิ่มที่ตกเป็นของประเทศเราเพียงเล็กน้อย เพราะสินค้าส่งออกหลักของเรา เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ก็ดี รถยนต์ก็ดี ประเทศเรามีศักยภาพแค่ไหนในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผลิตเพื่อส่งออกสินค้า ดังกล่าว หากไม่โกหกตัวเองก็จะได้คำตอบว่าเมื่อเปรียบกับการผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ข้าว มูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการผลิตข้าวจึงมากกว่ามูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการผลิตรถ ยนต์
       
        ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ สินค้าอะไรที่เราผลิตแล้วทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีความสุข ผู้ที่ได้ประโยชน์ในปัจจุบันจากการส่งออกส่วนใหญ่ก็คือบริษัทขนาดใหญ่ และประโยชน์ในอนาคตก็ไม่ใช่เกิดกับคนไทยส่วนใหญ่ เพราะเทคโนโลยีในการผลิตก็ต้องพึ่งพาต่างประเทศเป็นหลัก ความสามารถในการแข่งขันที่จะเป็นความยั่งยืนในการพัฒนาจะอยู่ที่ใด ทำไมเรายังไม่รู้จักใช้ศักยภาพที่แท้จริงของเราเอง
       
        ประจักษ์พยานที่ชัดเจนก็คือผลการตัดสินให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษของศาลปกครอง เมื่อ 3 มี.ค. 52 ที่ประชาชนในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่ง ชาติที่ปล่อยให้โรงงานในบริเวณดังกล่าวปล่อยมลพิษออกมาทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และจากกากของเสียอันตราย ก่อให้เกิดปัญหามลพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่เพราะ ขาดมาตรฐานในการควบคุม โรงงานเหล่านี้มิใช่หรือที่ส่วนใหญ่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและผลิตเพื่อ ส่งออก หากมันดีเพราะทำให้คนมีความสุข ทำไมจึงต้องย้ายโรงงานเหล่านี้ออกมาจากประเทศแม่ของตนเองเล่า
       
        5. อาจมีข้อโต้แย้งว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศมิใช่เป็นเรื่องที่ สามารถปรับเปลี่ยนได้ในระยะสั้น ซึ่งก็เป็นความจริง แต่หากไม่ริเริ่มในทางที่ถูกต้องในวันนี้แล้ว อนาคตก็ย่อมไปไม่ถูกทางแน่นอน ความเชื่อมั่นที่อาจารย์อภิสิทธิ์เรียกร้องจากประชาชนจึงต้องมาจากการทำใน สิ่งที่ถูกต้องของอาจารย์อภิสิทธิ์ด้วย
       
        ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า อย่าให้ใครแก้ไขปัญหาแบบขอไปที โดยให้ความหวังว่าจะกลับมาปรับโครงสร้างทีหลัง ดูตัวอย่างของการขอปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 7 เมื่อคราวเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็ได้ คำว่า “ชั่วคราว” นั้นกินเวลากว่า 10 ปีแล้วยังไม่สามารถปรับกลับไปที่เดิมได้ จะให้พวกผมหวังว่านักการเมืองในระบบการเมืองเก่าที่อาจไม่ใช่อาจารย์ อภิสิทธิ์จะมาทำในสิ่งที่ยากกว่าการขึ้นภาษีเพียงร้อยละ 3 หลายเท่าได้มากน้อยเพียงใด
       
        แนวทางเศรษฐกิจพอ เพียงจึงเป็นคำตอบ เพราะการปรับสมดุลที่โครงสร้าง โดยไม่พึ่งพาการส่งออกมากเกินไป และหันมาพึ่งพาตลาดภายในประเทศที่เราเองสามารถควบคุมได้มากขึ้นจะเป็นแนวทาง ที่สอดคล้องกับความพอเพียงและความสุขของประชาชนทั้งประเทศ
       
        หากจะหวังพึ่งพาตนเองโดยตลาดในประเทศ มีหลายนโยบายที่สามารถทำได้ เช่น นโยบายกระจายรายได้เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย เพราะทฤษฎีการบริโภคได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า คนจนจะมีแนวโน้มของการบริโภคมากกว่าคนรวยเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นมาตรการที่ทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ทำให้รายได้คนจนเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นการบริโภคจึงเป็นแนวนโยบายที่สำคัญและจำเป็นในการขยายตลาดภายใน ประเทศ
       
        พวกผมรู้สึกดีที่อาจารย์อภิสิทธิ์มี แนวคิดที่จะเพิ่มประเภทของภาษีชนิดใหม่เพื่อขยายฐานภาษีและลดช่องว่างของ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เช่น กรณีริเริ่มภาษีมรดกหรือภาษีการถือครองที่ดิน ซึ่งพวกผมก็เข้าใจว่า ไม่ใช่เพื่อรายได้ ที่จะเกิดกับรัฐที่จะมีมากหรือน้อยก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หากแต่เป็นไปเพื่อการลดช่องว่างในสังคมต่างหากที่สำคัญ และพวกผมก็ชื่นชมคนในรัฐบาลอาจารย์อภิสิทธิ์ เช่น คุณกรณ์ ที่ไม่ตอบสนองตอบต่อข้อเสนอของบริษัทขนาดใหญ่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยการ ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จากที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นอาจารย์อภิสิทธิ์และคุณกรณ์จึงมิใช่เด็ก 2 คนที่ริอ่านเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเหมือนอย่างที่วาทกรรมของสื่อ แนวร่วมระบอบทักษิณได้พยายามป้ายสีอย่างแน่นอน
       
        6. การเปลี่ยนกรอบแนวคิดอาจเป็นสิ่งจำเป็นในระยะต่อไปนี้ จนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่งของอาจารย์อภิสิทธิ์ การ เจริญเติบโตใน GDP อาจไม่ใช่ตัวตั้งหรือเป้าหมายที่สำคัญอีกต่อไป นโยบายที่เน้นคนจน (pro poor) เช่น นโยบายกระจายรายได้ หรือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจต่างหากที่ควรเป็นเป้าหมายที่มีลำดับความ สำคัญและสอดคล้องกับความสุขของคนไทยส่วนใหญ่มากกว่า การหายใจเข้าเป็นการเจริญเติบโตใน GDP และหายใจออกเป็นการเพิ่มการส่งออก ซึ่ง มิใช่เป็นการเอาคนส่วนใหญ่เป็นตัวตั้ง เพราะสิ่งที่เคยทำมาในอดีตผ่านนโยบายการส่งออกหรือการเจริญเติบโตที่เน้น บริษัทขนาดใหญ่โดยหวังว่าจะมีการ top down แบ่งปันในผลประโยชน์ของการเจริญเติบโตลงไปสู่คนงานนั้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร ดังนั้นหากจะเน้นคนจนก็ต้องทำในลักษณะของ bottom up หรือเข้าถึงตัวคนจนโดยตรงจะได้ผลสำเร็จในการเพิ่มความสุขของคนไทยส่วนใหญ่มากกว่า
       
        อาจารย์อภิสิทธิ์ครับ หากอาจารย์ต้องการหลีกเลี่ยงจากการถูกตราหน้าว่าลอกนโยบาย (ห่วยๆ) ของรัฐบาลในระบอบทักษิณชุดก่อนๆ เช่น นโยบายประชานิยมทั้งหลาย การเพิ่มสมรรถนะทางการคลังเป็นสิ่งที่ควรกระทำเพื่อมิให้นโยบายการคลังที่จะ ดำเนินการต่อไปในอนาคตไม่กลายเป็นนโยบายประชานิยมไปเสียหมด เพราะหากจะให้รัฐเข้ามาดูแลและมีบทบาทในรัฐสวัสดิการ เช่น การศึกษาฟรี 12-15 ปี หรือหลักประกันบริการสาธารณสุขสำหรับคนไทยโดยทั่วหน้า ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้จ่ายในโครงการ เหล่านี้อย่างชัดเจน
       
        สิ่งนี้เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญของนโยบายประชานิยมกับนโยบายแบบรัฐสวัสดิการก็คือ รัฐบาลจำเป็นต้องมีรายรับใกล้เคียงกับรายจ่าย เนื่องจากหากรัฐบาลประสงค์ที่จะให้สวัสดิการที่ดีกับคนในสังคมโดยทั่วหน้า และไม่ก่อให้เกิดผลเสียกับวินัยทางการคลังของประเทศ มิเช่นนั้นก็จะเป็นอย่างประเทศในแถบละตินอเมริกา หรือรัฐบาลในยุคทักษิณที่มีแต่โครงการสวยหรูที่ใช้จ่ายเงินจากภาครัฐอยู่ อย่างมากมายแต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเอาเงินจากแหล่งใดมาจุนเจือ เพราะฐานภาษีก็ไม่ขยาย อัตราภาษีก็คงเดิมหรือพยายามจะลดด้วยซ้ำ ทำให้ในที่สุดประเทศชาติก็จะล้มเหลวในทางการเงินการคลังและนำไปสู่ภาวะล้ม ละลายในที่สุด
       
        การขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้นทั้งจากจำนวนผู้เสียภาษีและประเภทของภาษีที่นอก จากจะทำให้ประชาชนแต่ละคนมีภาระภาษีในจำนวนที่น้อยลงกว่าเดิมและทำให้คนมี ความเท่าเทียมกันมากขึ้นแล้ว ยังทำให้รัฐไม่ต้องพึ่งพารายรับทางการคลังที่มาจากภาษีบางประเภทมากเกินไป ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ภาษีเงินได้ที่แม้เป็นภาษีทางตรงแต่มีฐานแคบ หรือภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมที่ไม่เป็นธรรมกับคนจน เพราะคนจนก็เสียในอัตราเดียวกับคนรวยเมื่อซื้อสินค้า
       
        7. การแก้ไขหนี้สาธารณะที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 โดยกองทุนฟื้นฟูฯก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะปลดพันธนาการทางการคลัง เพราะหนี้ที่เกิดจากกองทุนฟื้นฟูฯ ในปัจจุบันมีขนาดถึงกว่าหนึ่งในสามของหนี้สาธารณะทั้งหมดหรือคิดมูลหนี้เป็น ตัวเงินจะมีประมาณ 1.15 ล้านล้านบาทเสียดอกเบี้ยที่ตั้งจ่ายจากงบประมาณประจำปีกว่าปีละ 6 หมื่นล้านบาท และที่สำคัญก็คือมิได้มีการจ่ายคืนเงินต้นมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ดังนั้นการ คืนหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ก่อนครบกำหนดของรัฐบาลทักษิณจึงเป็นการหาเสียงบนความทุกข์ของประชาชนอย่าง เห็นแก่ตัวที่สุดเพราะมิได้เป็นการปลดแอกอะไรทั้งสิ้น
       
        หากสามารถปลดหนี้ตัวนี้ได้ก็จะทำให้รัฐมีช่องว่างในการใช้นโยบายการคลัง มากกว่าเดิมและเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดจากคนในรุ่นปัจจุบันให้สิ้นสุดในคน รุ่นนี้ มิให้เป็นปัญหาของคนรุ่นต่อไป แต่ อาจต้องใช้ความตั้งใจและจริงใจทางการเมืองในการแก้กฎหมายบางฉบับ เช่น พ.ร.บ. เงินตรา แต่อาจารย์อภิสิทธิ์ก็อย่าลืมว่ารัฐบุรุษและผู้นำทั่วไปก็แตกต่างที่จุดนี้ แหละว่าทำเพื่อปัจจุบันเอาตัวรอดไปวันๆ หรือทำเพื่ออนาคตเพื่อคนรุ่นหลังได้กล่าวสรรเสริญ
       
        สุดท้ายนี้พวกผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อาจารย์ อภิสิทธิ์จะกล้าหาญ กล้าคิด กล้าทำ เพื่อจะเป็นความหวังที่ประเทศไทยรอคอยมาเป็นเป็นเวลานานได้จนครบวาระ อย่าให้ประชาชนผิดหวังในตัวอาจารย์อภิสิทธิ์ เพราะพวกผมและประชาชนชาวไทยอีกไม่น้อยไม่มีความหวังกับนักการเมืองอื่นๆ อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ชวลิต บรรหาร ทักษิณ สมัคร สมชาย หรือแม้แต่เป็ดตัวใดก็ตาม
       
       หมายเหตุ : เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 10 มีนาคม 2009, 08:16:34 AM
ลิ้งค์จากผู้จัดการ  "ข้าวเอเอสทีวี" เพื่อผู้ค้ารายย่อย เพื่อผู้บริโภค"  คลิก --->

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000026706


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 17 มีนาคม 2009, 09:54:54 AM
ลิ้งค์จากประชาชาติธุรกิจ  "สติและความคิดสร้างสรรค์ กับความเป็นผู้นำยุควิกฤตเศรษฐกิจ"

http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02hmc02160352&day=2009-03-16&sectionid=0220


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 06 เมษายน 2009, 08:01:24 AM
"วินัยทางการคลัง"  ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=6317&user=supavut#


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: Van ที่ 06 เมษายน 2009, 11:43:38 AM

 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับต่าง ประเทศมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาอาศัยแต่เพียงความได้เปรียบด้านแรงงานและทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นปัจจัยหลัก ความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตของประเทศไทยจึงเริ่มถึงทางตันมากขึ้น ทั้งจากแรงงานที่มีราคาแพงขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มีน้อยลง และมีคู่แข่งมากขึ้น 

     
        ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกถึงกว่าร้อย ละ 70 ของ GDP อย่างเช่นประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของโลกที่ชะลอตัวลง แต่ เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลที่ผ่านมาหลายๆ รัฐบาล แม้แต่รัฐบาลทักษิณที่อ้างว่า “คิดใหม่ทำใหม่” ก็ไม่เคย “คิดใหม่” โดยปรับโครงสร้างที่ไม่สมดุลดังกล่าว ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมิใช่ City State อย่างเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือบาฮามาส ที่มีขนาดด้านเนื้อที่เล็ก จำนวนประชากรน้อย ขาดแคลนซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเพื่อความอยู่รอดของตนเอง
       
        ทำไม เราจึงไม่คิดที่จะพึ่งพาตลาดหรือกำลังซื้อภายในประเทศ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยก็จัดอยู่ในลำดับกลางๆ ของโลกทั้งในเชิง รายได้ เนื้อที่ หรือประชากร ทำไม?


ส่วนสีแดงและสีเขียวควรทำคู่ขนานกันไป
ไม่ควรละทิ้งทางใดทางหนึ่ง
--ควรเร่งปรับปรุงคุณภาพสินค้าส่งออก
  ส่งเสริมคุภาพการผลิต
  ส่งเสริมให้แต่ละโรงงานมี R&Dเพื่อศึกษา-ปรับปรุง
--เปืดตลาดใกล้ตัวและตลาดภายใน
   อันนี้รัฐช่วยได้โดย
๐๐ให้ทูตในประเทศใกล้ๆจัดงานแสดงสินค้าในประเทศนั้น
๐๐รมต.พาณิชย์ ต่างประเทศ อุตฯ ต้องสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อบ้าน
     เปิดตลาดให้เอกชน
๐๐ตลาดภายในรัฐต้องส่งเสริมประชาชนให้ซื้อสินค้าไทย
     รัฐต้องช่วยโฆษณา(โดยใช้งบรัฐฯ)สินค้าไทย
    ซึ่งไม่จำเป็นต้องระบุ "แบรนด์"
    แต่พูดโดยองค์รวมของสินค้านั้นๆว่าเหนือกว่าอย่างไร
 ;D



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 06 เมษายน 2009, 15:23:39 PM
"คิดถึงอะดัม สมิธ (1)"  ดร.ไสว  บุญมา

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=6309&user=sawai



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 02 พฤษภาคม 2009, 07:43:06 AM
จากฐานเศรษฐกิจ
 

'ต้นกล้าอาชีพ'ส่อเค้าล้ม! รุ่นแรกผู้อบรมโหรงเหรง 


นักวิชาการ-ภาคเอกชนประเมิน2เดือนต้นกล้าอาชีพล้มเหลว!มีปัญหายุบยิบตั้งแต่รับสมัครไปจนถึงกระบวนการสุดท้าย ม.เกษตรฯฉายหนังตัวอย่าง อบรมรุ่นแรกผ่านคัดกรอง 327 คน มาเรียน 149 คน เชื่อเปิดรุ่น 2 เละเป็นโจ๊กแน่ ขณะที่ผู้เข้าอบรมบ่นอุบงานประชาสัมพันธ์อ่อนหัด "กนก" เสียงอ่อน รับ 1 เดือนยังอีลุกขลุกขลัก


จากประเด็นที่"ฐานเศรษฐกิจ" ตั้งข้อสังเกต"ต้นกล้าอาชีพ มีช่องทึ้งงบ" ซึ่งตีพิมพ์ลงในฉบับที่ 2,410 ระหว่างวันที่ 19-21 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมาว่า จะเป็นการละเลงงบประมาณ 6,900 ล้านบาทกันสนุกมือ แถมยังมีช่องโหว่ด้านค่าใช้จ่ายนั้น ล่าสุดแผนปฏิบัติการในการปฏิบัติงาน 2 เดือนนับแต่เดือนมีนาคมจนถึงปัจจุบัน นักวิชาการและภาคเอกชนประเมินออกมาแล้วพบว่ามีข้อบกพร่องที่จะนำไปสู่ถึงความล้มเหลวได้


นางชไมพร เอกทัศนาวรรณ นักวิชาการเกษตร ระดับ9 (ผู้เชี่ยวชาญ) ฝ่ายฝึกอบรม สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หากจะให้ประเมินผลการดำเนินงานโครงการต้นกล้าอาชีพ ก็ต้องบอกว่าในช่วง1เดือนที่ผ่านมา ยังมีข้อบกพร่องอยู่หลายจุด เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครเข้าอบรม ที่กำหนดให้ 1 คนสมัครอบรมได้ถึง 5 หลักสูตร โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำการคัดกรอง ดังนั้นเมื่อถูกคัดเลือกให้อบรมในหลักสูตรที่ 5 ซึ่งเป็นหลักสูตรสุดท้ายที่ผู้อบรมต้องการ ต้องเสียโอกาสในหลักสูตรแรกที่เลือกไป


ข้อมูลที่กล่าวมาข้องต้นไม่เกินจริงเลย โดยยืนยันได้หลักสูตรที่เริ่มดำเนินการฝึกอบรมโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างวันที่ 1-23 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา จำนวน 8 หลักสูตร มีผู้ได้รับการคัดกรองเข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 327 คน ปรากกฎว่ามารายงานตัวเพียง 228 คน แต่เมื่อถึงวันฝึกอบรมจริงในวันแรก (1เม.ย.)มาเพียง 173 คน ปัจจุบันเหลือผู้เข้าฝึกอบรมเพียง 149 คน หายไปร่วม100 คน และเป็นที่น่าสังเกตว่าหลักสูตรที่ผู้อบรมไม่ครบเต็มจำนวนที่กำหนดไว้ ขณะนี้ก็ยังไม่มีการเรียกเข้ามาเพิ่มเติมให้เต็มจำนวนอีกด้วย


นางชไมพรกล่าวย้ำว่า นี่แค่ตัวอย่างเดียว ในสถานที่อบรมแห่งเดียว คาดว่าในสถานที่อื่นๆก็คงประสบปัญหาเดียวกัน พร้อมกันนี้นางชไมพร ยังตั้งข้อสังเกตว่า การอบรมรุ่นที่ 2 ที่จะเริ่มทำการอบรมในวันที่1พฤษภาคมจนถึงต้นเดือนมิถุนายนนี้นั้น แม้ว่าโครงการต้นกล้าอาชีพจะมีการปรับปรุงโดยการลดหลักสูตรเหลือ 400 หลักสูตรจาก900 หลักสูตร พร้อมกำหนด ให้ผู้สมัครเลือกได้เพียง 2 หลักสูตรจากเดิมที่เลือกได้5 หลักสูตร แต่พบว่ายังเกิดปัญหาเหมือนเดิมอีก เช่นการรายงานตัวระหว่างวันที่ 27 เมษายนถึง 29 เมษายน 2552 พบว่าวันแรกมารายงานตัวเพียง 75 คนจากผู้ที่ผ่านการคัดกรองจำนวน 460 คน ซึ่งไม่รู้ว่าถึงวันสุดท้าย (29เม.ย.)จะมากันกี่คน


"ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าความตั้งใจของผู้ฝึกอบรมยังมีไม่มาก อีกทั้งหลักสูตรที่ได้รับคัดเลือกก็ยังไม่ตรงกับที่ต้องการ บวกกับความเข้าใจในรายละเอียดของเนื้อหา ระยะเวลากรฝึกอบรมผู้สมัครก็ไม่ได้ศึกษาให้ชัดเจนว่าระยะเวลาฝึกอบรมใช้เวลามากน้อยแค่ไหน รวมทั้งยังมีกรณีผู้เข้าฝึกอบรมบางรายต้องการรับเบี้ยเลี้ยงเร็วๆที่กำหนดจ่ายให้หัวละ 190 บาท/วันโดยสังเกตได้จากที่บางหลักสูตรของมหาวิทยาลัยผู้อบรมจะเขียนไว้ในใบลงนามว่ามาอบรมในแต่ละวัน ว่าเมื่อไหร่จะได้รับเงิน ทั้งที่ตามเงื่อนไขจะต้องจ่ายเป็นรายสัปดาห์โดยต้องตรวจสอบจำนวนวันที่รับการฝึกอบรมด้วย"


เช่นเดียวกับนายมนต์ชัย พงษ์นุ่มกุล บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้นกล้าอาชีพ กล่าวยอมรับว่า งานด้านประชาสัมพันธ์โครงการต้นกล้าอาชีพยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากผู้สมัครได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ครบถ้วน บางรายไม่ได้รับแจ้งข่าวทางเอสเอ็มเอส บางรายให้เหตุผลว่าระยะเวลาฝึกอบรม (20 วัน)นานเกินไป


นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากที่รับฟังโครงการต้นกล้าอาชีพพบว่ามีการมาลงทะเบียนไม่เต็มที่ตามที่ตั้งเป้าไว้ ในส่วนนี้ต้องหาสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ รัฐบาลต้องสรุปปัญหาทั้งหมดว่ามีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไข โดยทำแบบสอบถามไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ทราบปัญหาที่แท้จริง


ด้านนายทวิช เตชะนาวากุล เลขาธิการสมาคมนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการต้นกล้าอาชีพล้มเหลว เพราะแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เป็นการแก้ปลายเหตุ ผิดพลาดมาเป็นทอดๆ ตั้งแต่เริ่มโครงการ การวางกลุ่มเป้าหมาย ความพร้อมของสถาบันฝึกอบรม เงินก็ลงไปไม่ทัน เท่าที่เห็นเหมือนกับว่าตั้งงบฯ แล้วก็เอาคนมาใส่ให้เต็มตามเป้าที่ตั้งไว้รวบรัดทำโดยไม่ฟังเสียงคนอื่น


"ภาครัฐเองซึ่งเป็นเจ้าภาพไม่ควรมองจากมุมมองฝ่ายเดียว แต่ควรมีการปรึกษากับฝ่ายที่เกี่ยวข้องใหม่ อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย หน่วยงานที่ทำหน้าที่ฝึกอบรม และผู้ที่ได้รับผลกระทบเรื่องปัญหาแรงงาน"


ขณะที่ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม หรือโครงการต้นกล้าอาชีพ กล่าวยอมรับว่าการบริหารจัดการในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีปัญหา เพราะเป็นโครงการใหญ่กระจายไปทั่วประเทศ และมีระยะเวลาเตรียมการก่อนเริ่มโครงการเพียง 6-7 สัปดาห์เท่านั้น


ส่วนปัญหาหลักๆ มีด้วยกัน 3 ประเด็นได้แก่ หลักสูตรค่อนข้างมากซึ่งจุดนี้ได้แก้ไขโดยการยุบรวมเหลือ 400 หลักสูตรจาก 900 กว่าหลักสูตร ต่อมาการบริการจัดการในระบบราชการมีขั้นตอนค่อนข้างยาวและยุ่งยาก เกิดปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า ทำให้การอบรมต้องเลื่อนออกไป สุดท้ายการสื่อสารทั้งกับผู้ที่ได้รับคัดกรองให้เข้าร่วมอบรม และการสื่อสารระหว่างหน่วยราชการที่ยังไม่ได้ผลเต็มที่ แต่ก็ได้พยายามแก้ไขในเรื่องนี้แล้ว


สำหรับยอดผู้สมัครเข้าร่วมโครงการขณะนี้ จากการสมัครรอบแรกมีทั้งสิ้น 140,000 คน ผ่านการคัดกรองรอบแรก 29,000 คน แต่เข้ารับการอบรม 20,000 คน ล่าสุดมีการคัดกรองอีก 39,000 คน และหลังจากเสร็จสิ้นการรับสมัครรอบสอง ( 18-24 เมษายน) ก็จะมีเข้ามาอีกราว 20,000 คน คาดว่าในเดือนพฤษภาคมนี้จะมีผู้เข้ารับการฝึกอบรม 40,000-50,000 คน และจะมีผู้สมัครจากโครงการต้นกล้าอาชีพพิเศษ ที่สมัครผ่านกระทรวงศึกษาธิการอีกราว 14,532 คน รวมถึงโครงการชะลอเลิกจ้างที่ผ่านการคัดกรองแล้วอีก 35 บริษัท จำนวน 2,000 คนมาเข้าร่วมอีกด้วย


"เชื่อว่าโครงการนี้จะบรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน โดยการอบรมเฟสแรกตั้งเป้าฝึกอบรม240,000 คน และเฟส 2 ตั้งเป้าฝึกอบรม 260,000 คนโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ถึงเดือนมีนาคมปี 2553"
 
 
 
 
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 02 พฤษภาคม 2009, 07:46:56 AM
จากฐานเศรษฐกิจ
 
สถานการณ์แรงงานไทย ปี 52 จะตกงาน 2 ล้านคน 


แม้บรรยากาศทางการเมืองจะเริ่มคลี่คลายและมองเห็นทางออกของประเทศบ้างแล้วก็ตาม แต่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะการว่างงาน โดยล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.) เผยตัวเลขคนตกงานสะสมตั้งแต่ต้นปี-เมษายน นี้ ประมาณ 1- 2 ล้านคน


ขณะที่ข้อมูลจากรัฐบาล ระบุตัวเลขคนตกงานในเดือน มกราคม 2551 ถึง 24 เมษายน 2552 ว่า มีแค่ 200,000 คน และลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติแรงงาน 274,605 คน


+++คาดปี 52 ตกงาน 2 ล้านคน


เมื่อ วันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ส.อ.ท.เปิดเผยตัวเลขที่ น่าตกใจจากการคาดการณ์ผู้ว่างงานในปี 2552 ว่าจะเข้าสู่วิกฤติแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย นายธนิต โสรัตน์ รองประธานส.อ.ท.ยืนยันว่า ยอดผู้ว่างงานที่ทยอยเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2552 ) มีผู้ว่างงาน 680,000 คน แบ่งเป็นยอดสะสมผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม 230,000 คน ผู้จบการศึกษาใหม่ ส่วนใหญ่จบปริญญาตรี 200,000 คน และคนว่างงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อีกประมาณ 250,000 คน รวมตัวเลขผู้ว่างงานคาดว่าจะอยู่ที่ 1-2 ล้านคน


ใกล้เคียงกับข้อมูลจาก ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ที่คาดการณ์ว่า ในปี 2552 จะมีผู้ว่างงานมากถึง 2 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานที่ว่างงานสะสมตั้งแต่ต้นปี 2552 ประมาณ 1 ล้านคน ที่เหลือเป็นนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ พ่อค้า แม่ค้า แผงลอย ร้านโชวห่วย และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ( SME)


ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมือง จะทำให้เศรษฐกิจไทยอาจติดลบ 5-6% ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านแรงงาน ที่กำลังเผชิญกับปัญหาออร์เดอร์ลดลงเกือบ 100% และส่อเค้าต้องเลิกจ้างงานอีก 700,000 คนใน 8 เดือนข้างหน้า เมื่อรวมกับคนที่ว่างงานในปัจจุบัน 800,000 คน เมื่อถึงปลายปี อาจจะมีคนว่างงานสูงถึง 1.5 ล้านคน


+++ก.แรงงาน ยันตกงาน 2 แสน


ส่วนข้อมูลการเฝ้าระวังสถานการณ์เลิกจ้าง ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานพบว่าในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา (1 มกราคม 2551 - 24 เมษายน 2552 ) มีผู้ถูกเลิกจ้างและมีแนวโน้มอาจจะถูกเลิกจ้าง รวม274,605 คน


ทั้งนี้มีสถานประกอบการที่เลิกจ้างลูกจ้าง 994 แห่ง มีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างแล้ว 84,401 คน และสถานประกอบการที่มีแนวโน้มจะเลิกจ้างในระยะต่อไป 737 แห่ง จากลูกจ้างทั้งหมด 378,432 คน ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกเลิกจ้างในอีกราว 103,827 คน นอกจากนี้ ยังพบว่า มีลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบอีก 274, 605 คน ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างในจังหวัดสมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และฉะเชิงเทรา


ส่วนประเภทกิจการที่เลิกจ้าง 5 อันดับแรก ยังเป็น 1.ผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 2. ผลิตสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย ฟอกหนังสัตว์และรองเท้า 3. ผลิตยานยนต์ และอุปกรณ์ขนส่ง 3.ผลิตเครื่องจักร และ 5.ผลิตเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับ


+++จี้รัฐบาลเพิ่มสวัสดิการ


ด้าน วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานเครือข่ายคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (ครสท.) ได้ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบที่ถูกเลิกจ้าง ส่วนใหญ่ เป็นเกษตรกร คนขับแท็กซี่ ให้ได้รับการคุ้มครองตามระบบประกันสังคม ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จะเสนอรัฐบาลแก้ไขพ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อให้แรงงานนอกระบบได้รับสวัสดิการเท่าเทียมกันกับแรงงานในระบบ โดยการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท เป็นทุนประเดิม


ผลต่อเนื่องที่เกิดจากการเลิกจ้างงาน ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงของผู้ใช้แรงงานบ่อยครั้ง ทั้งนี้ นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระบุว่า ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2551-20 เมษายน 2552 มีการชุมนุมเรียกร้อง 80 ครั้ง มีลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม 16,513 คน


สาเหตุมาจากการเลิกจ้างเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ การเรียกร้องโบนัส และการจ่ายค่าจ้างประจำปี ส่วนที่มีการชุมนุมมากที่สุด คือ ประเภทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง โดยพื้นที่ที่มีการชุมนุมมากที่สุด คือจังหวัดชลบุรี


+++ทางออกจากวิกฤติ


อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้เสนอปัญหาการว่างงานเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีมาตรการให้ความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน อาทิ โครงการต้นกล้าอาชีพ และนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับผู้มีรายได้ ไม่ถึง 15,000 บาท ด้วยการจ่ายเช็คช่วยชาติ มูลค่า 2,000 บาท เป็นต้น


ปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ในฐานะหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบการจ่ายเงินทดแทนการว่างงาน กรณีลูกจ้างลาออก และถูกเลิกจ้างว่า ขณะนี้ ไม่กระทบกับเงินกองทุนการว่างงาน ที่มีอยู่ 3.2 หมื่นล้านบาท หากต้องจ่ายเงินเฉลี่ยเดือนละ 200 ล้านบาท แต่หากต้องจ่ายเดือนละ 1,000 ล้านบาท กองทุนจะถึงจุดโคม่า


สำหรับ โบนัสพิเศษในวันแรงงาน ที่สปส.จะมอบให้ผู้ประกันตน ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ นั้นจะเป็นการลดเงินสมทบให้นายจ้างและลูกจ้าง โดย นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน จะเสนอลดเงินสมทบ ฝ่ายละ 2% จากเดิมจ่ายที่ 5% ส่วนรัฐบาลยังสมทบ2.75% ซึ่งเงินส่วนนี้มาจากเงินกำไรของกองทุนประกันสังคม เพื่อช่วยชะลอคนตกงานเพิ่มขึ้นอีก 4-5 แสนคน


ทั้งนี้ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน ประกาศใช้ภายในเดือนมิถุนายน ถึงธันวาคม 2552


ขณะที่ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ เห็นว่า วิกฤติแรงงานไทย ต้องใช้เวลาเยียวยาอีก 2-3 ปี จึงจะเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะปัญหาของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัว ทางออกของรัฐบาลในเบื้องต้น ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานราชการ ใช้งบประมาณที่มีอยู่จ้างงานไปก่อน ส่วนนักศึกษาจบใหม่ ไม่ควรเลือกงาน


และการว่างงานจะนำไปสู่วิกฤติยิ่งขึ้น หากยังปล่อยปัญหาสะสมไปถึงปี 2553
 
 
 
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 04 พฤษภาคม 2009, 08:54:27 AM
จากประชาชาติธุรกิจ

คิดแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
คอลัมน์ เศรษฐกิจต้องรู้


โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ครั้ง นี้ผมจะไม่เขียนเกี่ยวกับสภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลกอย่างที่ เคย แต่จะเขียนเกี่ยวกับแนวคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ครับ

1.เศรษฐศาสตร์กับศาสนาพุทธ

มีการเปรียบเทียบว่า "เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก" นั้นเน้นวัตถุ คือสอนให้คนอยากได้สิ่งของ อยากบริโภค อยากทำกำไร อยากร่ำรวย ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ขัดกับหลักของพุทธศาสนาที่สอนให้อย่าโลภ โกรธ หลง และปล่อยวางเพื่อพ้นจากความทุกข์ ตรงนี้ต้องยอมรับในหลักการว่าเศรษฐศาสตร์กับศาสนาพุทธมองปัญหาของมนุษย์แตก ต่างกัน เศรษฐศาสตร์มีสมมติฐานหลักว่า โลกของเรามีความขาดแคลน (scarcity) ขณะที่มนุษย์มีความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีความจำเป็นที่เราจะต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้ม ค่าที่สุด และจะต้องลงทุนค้นคว้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะจะเพิ่มการผลิตมากเพียงใดก็จะไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ ขณะที่ศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์ควบคุมความต้องการเพื่อเป็นหนทางไปสู่ความสุข ที่แท้จริง ความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่นั้นจะช่วยดับทุกข์ได้จริงสำหรับคนที่มีความเป็น อยู่ที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว คือสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของการดำรงชีวิตได้แล้ว แต่ในโลกปัจจุบันนั้นมีประชากรประมาณ 6 พันล้านคน มีรายได้ต่อหัว 1,000 เหรียญ หรือ 35,000 บาท คือประมาณ 100 บาทต่อคนต่อวัน แต่เมื่อคำนึงว่าการกระจายรายได้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน ก็หมายความว่าคนที่มีรายได้ไม่พอยังชีพนั้นมีอยู่หลายร้อยล้านคน สรุปได้ว่าสมมติฐานหลักของเศรษฐศาสตร์ว่าโลกของเรายังมีความขาดแคลนอย่างมาก น่าจะถูกต้อง

2.ปัญหาน่าจะอยู่ที่การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

ดัง ที่กล่าวข้างต้นหากนำเอารายได้ทั้งโลกมาแบ่งปันเท่าๆ กัน มนุษย์ทุกคนจะมีรายได้ประมาณ 100 บาทต่อวันต่อคน ซึ่งไม่ใช่เงินที่มากเพียงพอ ดังนั้นเรื่องของการ "แบ่งเค้ก" จึงไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่สิ่งที่ควรมุ่งมั่นทำคือความพยายามทำให้ "เค้กใหญ่ขึ้น" ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมขาดความเป็นธรรม ทั้งนี้โดยทั่วไปนั้นมักจะพบว่าคนรวยที่สุด 20% นั้นจะมีรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่คนที่ยากจนที่สุด 20% จะมีรายได้เพียง 5-10% ของรายได้ทั้งหมด จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าคนที่รวยที่สุด 20% นั้นจะต้องจ่ายภาษีเงินได้ในอัตรา 20-50% เพื่อให้รัฐบาลนำภาษีดังกล่าวมากระจายให้กับคนจน แต่การใช้นโยบายภาษีก็มีข้อต้องคำนึงว่าหากเก็บภาษีในอัตราที่สูงเกินไปจะมี ผลเสีย คือ

1.สร้างแรงจูงใจให้เลี่ยงภาษี (เช่น การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างกันโดยไม่ใช้เงินเป็นตัวกลางเพื่อมิให้ เกิดการลงบัญชีเพื่อเสียภาษี) 2.คนรวยจะย้ายไปอาศัยอยู่ในประเทศอื่นที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า 3.ทำให้ความมุ่งมั่นทำงานลดลงเพราะมีรายได้มากก็ถูกเก็บภาษีมาก นอกจากนั้นในบางกรณีที่ระบบประกันสังคมมั่นคงเกินไป ก็ทำให้เกิดปัญหาคือคนไม่ต้องการทำงาน เพราะเงินที่ได้รับจากรัฐบาลในระหว่างว่างงานนั้นมีจำนวนที่เพียงพอและใกล้ เคียงกับรายได้จากการทำงาน (ปัญหานี้เกิดขึ้นในยุโรป)

3.ระบบทุนนิยมทำให้เศรษฐกิจขยายตัวจริง แต่ทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้น

ตรง นี้หลักฐานและข้อมูลไม่ชัดเจน โดยพบว่าในบางกรณีช่วงแรกที่เศรษฐกิจพัฒนาอย่างรวดเร็วนั้น จะมีคนกลุ่มน้อยที่มีความสามารถสูงสามารถฉกฉวยโอกาสได้ดีกว่าคนอื่นๆ ทำให้ร่ำรวยขึ้นอย่างมากและเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ในระยะยาวความเหลื่อมล้ำในสังคมลดลงได้หากรัฐบาลมีนโยบายเก็บภาษีจากคน รวย และนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสังคมเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาและสาธารณ สุข โดยเฉพาะการศึกษาซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นการลงทุนในมนุษย์ (human capital) ที่จะช่วยให้มนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่ทัดเทียมกันมากขึ้น (equality of opportunity) ในการแสวงหาความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ซึ่งการเก็บภาษีที่มีผลน้อยมากในการบิดเบือนประสิทธิภาพของกลไกตลาด คือ ภาษีมรดก แต่ก็แน่นอนว่าคนที่ร่ำรวยจะไม่เห็นด้วยและรู้สึกว่าเขาน่าจะมีสิทธิครอบ ครองทรัพย์สินที่สร้างขึ้นด้วยความมุ่งมั่นอย่างถูกต้องตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ ของสังคม ซึ่งรวมถึงการส่งต่อทรัพย์สินให้ทายาท

4.ควรเก็บภาษีคนรวยมากน้อยเพียงใดจึงจะเหมาะสม

ตรง นี้หาคำตอบในเชิงทฤษฎีได้ยากมาก หากเราสมมติว่ามนุษย์ทุกคนมีความคล้ายคลึงกันมากในเชิงของความพึงพอใจจาก การบริโภค คือมีความชอบสินค้าและบริการเหมือนๆ กัน เช่น หากคนรวยชอบดื่มไวน์ คนจนซึ่งปัจจุบันดื่มเหล้าโรงก็จะหันมาดื่มไวน์เช่นกันหากรายได้สูงพอ นอกจากนั้นก็ยังมีลักษณะเหมือนกัน คือ เมื่อบริโภคมากขึ้น ความพึงพอใจในการบริโภคหน่วยต่อๆ ไปจะลดลง (เช่นเมื่อกระหายน้ำ การดื่มน้ำแก้วแรกจะให้ความพึงพอใจ 100 หน่วย แต่เมื่อดื่มถึงแก้วที่ 5 ความพึงพอใจในการดื่มน้ำแก้วที่ 5 จะเหลือเพียง 10 หน่วย) หรือเรียกว่า diminishing marginal utility

หากเป็นเช่นนั้นจริงก็จะนำมาสู่ข้อ สรุปว่า จะต้องกระจายรายได้ให้เท่ากันทุกคน เพราะทุกคนได้รับความพึงพอใจเหมือนกัน เปรียบเสมือนการตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์ถูกโคลน (clone) ออกมาจากแม่แบบเดียวกัน แต่เนื่องจากในความเป็นจริงนั้นมนุษย์มีความแตกต่างกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการกระจายรายได้ให้เท่าเทียมกันจะทำให้ความเป็นสุข ของสังคมอยู่ที่ระดับสูงสุด อีกทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ "ทฤษฎีของความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ" ของ John Rawls แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ 35 ปีมาแล้ว โดยตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์ทุกคนไม่ชอบความเสี่ยง (risk aversion) และหากมนุษย์อยู่บนสวรรค์ก่อนจะเกิดมาอยู่ในโลกมนุษย์ ต้องมาประชุมกันเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจในโลก มนุษย์ การกำหนดกฎเกณฑ์จะเน้นความเท่าเทียมกันตราบใดที่มนุษย์ไม่สามารถรู้ได้ก่อน ว่าตนจะเกิดมาแล้วจะโชคดีเกิดเป็นคนรวยหรือโชคร้ายเกิดเป็นคนจน ทั้งนี้ Rawls เชื่อว่ามนุษย์จะยอมให้มีความเหลื่อมล้ำกันได้บ้างก็ในกรณีที่ความเหลื่อม ล้ำดังกล่าวทำให้ทุกคนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น ให้นายบิลล์ เกตส์ ร่ำรวยได้มากกว่าคนอื่นๆ เพราะบริษัทไมโครซอฟท์ทำประโยชน์ให้เศรษฐกิจโลกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนทุคนกล่าวคือ ความไม่เท่าเทียมกันเกิดขึ้นได้หากทำให้คนที่มีรายได้น้อยมีความกินดีอยู่ดี มากขึ้น (maximize the minimum)

การเก็บภาษีคนรวยนั้น สามารถอ้างเหตุผลได้ว่าช่วยให้การกระจายความมั่งคั่งมีความเท่าเทียมมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของสังคม เพราะจะทำให้อยู่ร่วมกันได้ด้วยความปรองดองและสงบสุข จึงเป็นประโยชน์ทั้งกับผู้ให้ (ผู้จ่ายภาษี) และผู้รับ แต่หากรัฐบาลไม่เป็นผู้เก็บภาษีและให้คนรวยบริจาคให้คนยากจนตามความสมัครใจ จะเกิดปัญหาว่าคนรวยจะเกี่ยงกันโดยรอให้คนอื่นบริจาค เพราะความเท่าเทียมกันทางสังคมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ "บริโภค" ร่วมกันทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนที่บริจาคเงินมากหรือน้อย หรือไม่ได้บริจาคเลย ดังนั้นแรงจูงใจที่จะ "ขอพ่วงไปด้วยโดยไม่ยอมจ่าย" (free rider) จะทำให้กลไกตลาดเสรี (การบริจาคเงินให้คนจนโดยสมัครใจ) "ผลิต" ความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจน้อยเกินไปจึงเป็นเหตุผลให้รัฐบาลต้องเข้ามา เก็บภาษีคนรวยเพื่อ "ผลิต" ความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจให้เพียงพอกับความต้องการที่แท้จริง จึงต้องสรุปว่าการเก็บภาษีคนรวยนั้นมีเหตุมีผลโดยเฉพาะการเก็บภาษีมรดก แต่เศรษฐศาสตร์ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าอัตราภาษีที่เหมาะสมนั้นอยู่ที่ระดับ เท่าไร

5.จะจัดการกับทุนสามานย์อย่างไร

คำนี้ดูเหมือนกับเป็น ศัพท์ที่บัญญัติขึ้นในเมืองไทย ไม่ได้แปลจากศัพท์ฝรั่ง แต่หากพิจารณาจากอดีตก็จะมีการกล่าวถึงความชั่วร้ายของทุนนิยมมาโดยตลอด ตั้งแต่ทฤษฎีของมาร์กซ์ที่มองว่าระบบนายทุนนั้นต้องกดขี่ผู้ใช้แรงงานเพื่อ ให้ได้มาซึ่งกำไรสูงสุด (ทั้งนี้เพราะมีสมมติฐานว่าแรงงานเป็นปัจจัยการผลิตปัจจัยเดียวที่สร้าง มูลค่า (labour theory of value) แม้แต่เครื่องจักรก็ต้องสร้างด้วยผู้ใช้แรงงาน) และจะกดขี่ผู้ใช้แรงงานจนกระทั่งระบบนายทุนล่มสลายลงโดยจะมีระบอบ คอมมิวนิสต์มาแทนที่ ซึ่งปัจจัยการผลิตทุกอย่างจะเป็นของรัฐเพื่อยุติการเอารัดเอาเปรียบในสังคม ในทำนองเดียวกันก็มีการกล่าวหาทุนนิยมว่าเป็นสาเหตุหลักของจักรวรรดินิยมที่ นายทุนต้องแสวงหาทรัพยากรและแรงงานราคาถูกทั่วโลกมาหล่อเลี้ยงระบบนายทุน ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการกล่าวหาว่าทุนนิยมสกัดกั้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาผ่าน บรรษัทข้ามชาติที่เอาเปรียบและกีดกันมิให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้าง อุตสาหกรรมของตน (จำกัดให้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลัก) และกล่าวหาว่าทุนนิยมและการพัฒนาของประเทศอุตสาหกรรมนั้นต้องพึ่งพาการทหาร และสงครามเพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (military-industry complex)

สำหรับประเทศไทยนั้นทุนสามานย์ดูเสมือนจะหมายความถึงทุน ที่ไม่มีคุณธรรม และต้องการครอบงำอำนาจทางการเมืองให้อยู่ในมือของกลุ่มนายทุนกลุ่มเล็กๆ สำหรับผมนั้นประสบการณ์ในช่วง 250 ปีที่ผ่านมาสะท้อนว่าระบบทุนนิยมและวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีสามารถนำความ เจริญมาสู่เศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติของโลกช่วง 2-3 พันปีที่ผ่านมา จึงสรุปได้ว่าระบบทุนนิยมมีข้อดีมากกว่าข้อเสียอย่างเห็นได้ชัด การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนตั้งแต่เปิดรับระบบทุนนิยมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่พิสูจน์ประโยชน์ของทุนนิยม แต่หากจะพูดถึงทุนนิยมที่เป็นอันตรายต่อสังคมก็น่าจะเป็นการผูกขาดของทุนที่ อิงการเมือง ซึ่งแก้ไขได้โดยสนับสนุนให้มีการแข่งขัน ไม่มีสัมปทานผูกขาด เช่นรัฐบาลต้องการเก็บภาษีจากโทรศัพท์มือถือจึงให้สัมปทานผูกขาดกับผู้ ประกอบการไม่กี่ราย และมีเงื่อนไขให้แบ่งรายได้ให้รัฐเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลมีผลประโยชน์ร่วมกับเอกชนที่จะสร้างกำไรให้กับธุรกิจ ตรงกันข้ามรัฐบาลสามารถเสนอเงื่อนไขให้มีความโปร่งใสและมีการแข่งขันกันให้ บริโภคได้รับบริการที่ดีคุ้มค่าที่สุด โดยให้ผู้ประกอบการทำกำไรในระดับปกติ ซึ่งจะช่วยไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของทุนที่มีอำนาจทางการเมืองครับ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 พฤษภาคม 2009, 07:56:31 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ



ภาพใหม่หอการค้า กล้าฟันการเมือง


 หอการค้าชุดใหม่ หลังไประดมสมองที่เขาใหญ่ ฟันธงลงไปว่า บทบาทใหม่ของหอการค้าจากนี้ จะต้องมองเรื่องสังคมไปพร้อมกับเศรษฐกิด้วยคอนเซ็ปต์ เชิดชู "คนเก่ง-คนดี" ในทุกสังคม ไม่วายเว้นในสังคมของนักการเมือง นั่นทำให้จากนี้ไป นักการเมือง นอกจากจะถูกตรวจสอบจากสภาฯ และจากภาคประชาชนที่เข้มข้นขึ้นแล้ว นักธุรกิจจะเข้ามาตรวจสอบนักการเมือง ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์ที่เผ็ดร้อน "หายใจรดต้นคอ" มากขึ้น

ถือเป็นวัฒนธรรมใหม่ของนักธุรกิจไทย ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าไทย ให้ความเห็นถึงบทบาทของหอการค้ากับการเมืองว่า ท่าทีในบางส่วนที่หอการค้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น และข้อแนะนำเพื่อผ่าทางตันทางการเมืองผ่านสื่อมวลชน

สมาชิกหอการค้าได้หารือในที่ประชุมคณะกรรมการหอการค้าเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว สรุปว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถือว่าผิด พ.ร.บ.หอการค้าไทย พ.ศ.2509 ที่มีหนึ่งในสาระสำคัญกำหนดไม่ให้หอการค้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง

ทั้งนี้นักกฎหมายของหอการค้า ได้ตีความถึงกิจกรรมทางการเมืองของหอการค้าไทยว่าหมายถึง การตั้งพรรคการเมือง หรือ ตั้งสถาบัน โดยมีกิจกรรมในลักษณะที่คล้ายนักการเมือง รวมถึงทำให้องค์กรเป็นพรรคการเมือง แต่การแสดงความคิดความเห็นทางการเมือง ถือว่าไม่เข้าข่ายจากกรณีข้างต้น

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า นักธุรกิจไม่สามารถ "ตัดขาด" จากนักการเมือง เพราะการบริหารงานของนักการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งนักธุรกิจก็ควรมีสิทธิท้วงติงการบริหารงาน

เช่น กรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมในระหว่างวันสงกรานต์ และย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ปิดสนามบินก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาคธุรกิจนับแสนล้าน

จึงดูจะเย็นชาเกินไป หากนักธุรกิจเพิกเฉยต่อเหตุการณ์เหล่านี้ "พรศิลป์" ระบุอย่างตรงไปตรงมา และว่า

ในอดีตเป็นวัฒนธรรมของนักธุรกิจอาจจะไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานการเมือง เพราะเกรงกลัวในเรื่องอิทธิพลและอำนาจของนักการเมือง และทหาร ที่เข้ามาบริหารงาน นักธุรกิจอาจจะถูกกลั่นเกล้ง หรือเรียกเก็บภาษีซึ่งเป็นสิ่งที่นักธุรกิจที่ผ่านมากลัว

แต่ปัจจุบัน สถานการณ์เปลี่ยนไป เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ล้วนดำเนินธุรกิจโปร่งใส มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ดังนั้นเมื่อนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ แล้วทำให้ประเทศเสียหาย นักธุรกิจก็ไม่ควรเดินตามนักการเมือง ปล่อยนิ่งดูดาย โดยไม่ท้วงติง

“หากเศรษฐกิจเสียหายโดยฝีมือรัฐบาล นักธุรกิจก็ควรออกมาคอมเมนท์ ต่างจากรุ่นพ่อผมที่ไม่กล้ายุ่งกับนักการเมือง แต่ตอนนี้วัฒนธรรมเปลี่ยนไป แต่ละบริษัทก็เสียภาษีถูกต้อง ก็มีสิทธิ์ที่ไม่เดินตามนักการเมือง หากนักการเมืองทำให้เศรษฐกิจเสียหาย” เขาย้ำ

พรศิลป์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้วนักธุรกิจจะเป็นผู้นำนักการเมือง สามารถชี้แนะกำหนดนโยบายให้นักการเมืองเพื่อวางยุทธศาสตร์ไปในทิศทางเดียวกัน อำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้แข็งแรง ยิ่งถ้าธุรกิจมีขนาดใหญ่ มีการจัดการที่ดี เอกชนจะมีบทบาทสูงในการให้คำแนะนำกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การชี้แนะของหอการค้าต่อนักการเมืองในช่วงที่ผ่านมาเขาประเมินว่า แม้จะกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ถึงกับกร้าวร้าว เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาและบทบาทการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะทำร่วมกันระหว่างนักธุรกิจกับนักการเมืองอยู่แล้ว

เขายังเห็นว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไทย เกิดจากการพึ่งพาการค้ากับต่างประเทศค่อนข้างมาก ตามแนวทางของทุนนิยมเสรี ถึงเวลาที่น่าจะลองย้อนกลับไปคิดใหม่ว่า แนวทางดังกล่าวยังคงเหมาะสมที่จะนำมาใช้จัดการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของไทยอยู่หรือไม่ ถ้าตอบว่าไม่ ก็น่าจะเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนควรจะต้องหันมาศึกษาวิเคราะห์ วิจารณ์ถึงแนวทางที่เหมาะสมในการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 พฤษภาคม 2009, 07:59:35 AM
คนต้นแบบ : ดร.สุนันทา ลีเลิศพันธ์ คืนคุณค่าสู่แผ่นดินเกิดโดย : กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล  คลิก--- >


 http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090508/40389/คนต้นแบบ-:-ดร.สุนันทา-ลีเลิศพันธ์-คืนคุณค่าสู่แผ่นดินเกิด.html  (http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090508/40389/คนต้นแบบ-:-ดร.สุนันทา-ลีเลิศพันธ์-คืนคุณค่าสู่แผ่นดินเกิด.html)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 พฤษภาคม 2009, 08:05:39 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

"หนี้กับทุน"

ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ



ไอเอ็มเอฟได้ประเมินความเสียหายจากวิกฤติทางการเงินของโลก ที่มีบ่อเกิดที่สหรัฐอเมริกาว่ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้นเท่ากับ 4.05 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ โดยแบ่งเป็นความเสียหายจากหนี้เสียของสินเชื่อ 2 ล้านล้านดอลลาร์ และจากตราสารประเภทต่างๆ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตราสารที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน) อีก 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ สถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบนั้น ได้แก่ ธนาคาร บริษัทประกันภัย และอื่นๆ (อาทิเช่น วาณิชธนกิจ เฮดจ์ฟันด์ เป็นต้น)

 

ไอเอ็มเอฟประเมินอีกว่า ความเสียหายประมาณ 60% เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินในสหรัฐ และที่เหลือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินในยุโรป ญี่ปุ่น ส่วนตลาดเกิดใหม่ได้รับความเสียหายบ้างแต่ไม่มากนัก ที่สำคัญ คือ ธนาคารของสหรัฐนั้นได้รับรู้ความเสียหายไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง โดยการเพิ่มทุนจากภาคเอกชนและรัฐบาล แต่กรณีที่น่าเป็นห่วง คือ ยุโรปที่รับรู้ความเสียหายเพียง 17% แปลว่ามีการ "นั่งทับปัญหา" มากกว่าในอเมริกา ทั้งนี้ พอสรุปได้ว่าน่าจะมีความเสียหายอีกประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับสถาบันการเงินของสหรัฐและยุโรป หากตัวเลขของไอเอ็มเอฟถูกต้อง

 

หากเราประเมินว่าโดยปกติแล้วธนาคารจะปล่อยกู้ประมาณ 10-12 เท่าของเงินทุน ก็สามารถสรุปได้ว่าหากสถาบันการเงินมีทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ก็แปลว่าธนาคารปล่อยสินเชื่อน้อยเกินไปและ/หรือมีการซื้อตราสารหนี้ประเภทต่างๆ (ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งที่บริษัทจะสามารถกู้เงินจากตลาดเงินโดยตรง) ต่ำกว่าในอดีตรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 12-14 ล้านล้านดอลลาร์ หากเปรียบเทียบกับจีดีพีของโลกที่ 60 ล้านล้านดอลลาร์ ก็แปลว่าโลกกำลังขาดแคลนสินเชื่อ/ตราสารหนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 1/5 ของจีดีพี ด้วยเหตุนี้ ไอเอ็มเอฟจึงสรุปว่าแม้จะมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจดูจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และอาจมีบางส่วนที่อาจฟื้นตัวได้ แต่การฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทั้งนี้ ในอดีตที่เศรษฐกิจโลกถดถอยในปี 1974, 1982 และ 1991 นั้น เศรษฐกิจโลกสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 1 ปี แต่ครั้งนี้ไอเอ็มเอฟเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีจึงจะกลับไปสู่สภาวะปกติ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีนโยบายกอบกู้สถาบันการเงินที่มีประสิทธิภาพพร้อมกันไปด้วย

 

ประเด็นแรก คือ นโยบายจะสามารถพลิกฟื้นสถาบันการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด ในเมื่อมีแรงเสียดทานทางการเมืองอย่างรุนแรงที่สหรัฐและยุโรปในลักษณะของการตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงมี 2 มาตรฐานในการช่วยเหลือค้ำจุนนายแบงก์อย่างเต็มที่ แต่ปล่อยให้ประชาชนตกงานและบริษัทรถยนต์ (และอื่นๆ) กำลังเสี่ยงต่อการล้มละลายและปิดตัวลง ประเด็นที่สอง คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อราคาทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์ หุ้นและตราสารประเภทต่างๆ ทำให้ความมั่งคั่งและความมั่งมีของคนสหรัฐและคนยุโรปลดลง แปลว่าเศรษฐกิจโลกในช่วง 2011 ที่แม้ว่าจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่แล้ว ก็อาจขยายตัวได้เพียง 2-3% ต่อปีต่ำกว่า 4-5% ต่อปีที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 2002-2007

 

ทั้งหมดนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจ คือ การที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปมีหนี้สินมากเกินไป (ไม่ว่าจะเป็นในรูปของสินเชื่อหรือตราสารหนี้) และเมื่อปัญหา คือ หนี้ทางแก้ คือ การเพิ่มทุนซึ่งปกติแล้วจะต้องพึ่งพาเงินทุนจากกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนที่เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (กองทุนอีแร้ง หรือ Vulture Fund) และการเพิ่มทุนผ่านตลาดหุ้น ซึ่งประสบการณ์ของประเทศไทยนั้นสะท้อนให้เห็นว่าการเพิ่มทุนผ่านตลาดหุ้นนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้สถาบันการเงินสามารถฟื้นตัวและกลับมาทำธุรกิจได้โดยปกติเช่นกัน

 

ตรงนี้ผมขอนำเอาส่วนหนึ่งของบทความที่เคยเขียนเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2550 ซึ่งพบว่าปัญหาหนี้เสียในช่วง 2540-2543 ทำให้ธนาคารพาณิชย์หลักๆ ของไทย 3 แห่ง ต้องตั้งสำรองกว่า 357,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับทุนเดิมที่มีอยู่เพียง 211,000 ล้านบาท ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงอนุญาตให้ใช้เวลา 3 ปีในการตั้งสำรองให้ครบ

 

ช่วงเวลาดังกล่าว ธนาคารหาโอกาสเพิ่มทุนผ่านตลาดทุน ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 213,000 ล้านบาท ทำให้สามารถซื้อเวลาในการทำกำไรมาตั้งสำรอง รองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งหากไม่สามารถเพิ่มทุนได้เอง รัฐก็ต้องเข้ามาเพิ่มทุนให้เพราะลำพังการรอกำไรสะสมและการปรับมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นนั้น ก็จะยังไม่สามารถทำให้ธนาคารมีทุนเพียงพอ ซึ่งถ้ารัฐต้องยึดมาและใส่ทุนให้ความสูญเสียดังกล่าวก็จะต้องตกอยู่ที่ผู้เสียภาษี ทั้งนี้ การระดมทุนทำในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุด (2541-2542) และมีความไม่แน่นอนสูงที่สุด และสถานะทางการเงินของรัฐก็อ่อนแอลง ตลอดจนอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากที่สุด กล่าวคือ เม็ดเงินที่ได้จากตลาดทุนในช่วงนั้น เป็นเม็ดเงินที่มีค่าและไม่สามารถหาจากแหล่งอื่นได้ เพราะสภาวการณ์คับขันอย่างมาก จึงสรุปว่าตลาดหุ้นไทยคืออัศวินตัวจริงในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติ 2540

 

ในอเมริกาและยุโรปนั้นก็คงหวังอาศัยตลาดหุ้นเช่นกัน แต่กระแสการเมืองที่ต่อต้านนายธนาคาร จำกัดกำไรของธนาคาร จำกัดโบนัสของผู้บริหาร ตลอดจนกำหนดรายได้ขั้นสูงของพนักงานสถาบันการเงิน จะทำให้การแสวงหาทุนเอกชนมาเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินทำได้ด้วยความยากลำบาก จึงน่าจะตกเป็นภาระของรัฐบาล (ผู้เสียภาษี) และ/หรือธนาคารกลาง ส่งผลกระทบข้างเคียงต่อวินัยทางการเงินและการคลัง ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนใน 2-3 ปีข้างหน้า และบั่นทอนการฟื้นตัวอย่างมั่นคงของเศรษฐกิจโลกในระยะกลางครับ






หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 พฤษภาคม 2009, 08:18:00 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ


"เพราะนักเศรษฐศาสตร์อาจไม่รู้ความแตกต่างระหว่างเหล้ากับนม

ดร.ไสว  บุญมา


วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ ปลุกวิญญาณของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ให้กลับมาร่ายรำอย่างเต็มภาคภูมิบนเวทีโลกอีกครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่มีภูมิหลังทางเศรษฐศาสตร์ ขอเรียนว่า เคนส์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษ แนวคิดของเขามีอิทธิพลสูงมาก เริ่มจากช่วงที่โลกประสบวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในตอนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเสนอให้รัฐบาลกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา แนวคิดนี้ยังมีอิทธิพลสูงมาก เนื่องจากตอนนี้รัฐบาลทั่วโลกต่างพากันใช้นโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างเข้มข้น รัฐบาลไทยก็ใช้แนวคิดเดียวกัน ฉะนั้นรัฐบาลไทยไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายที่รัฐบาลกระตุ้นให้เกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลเองหรือของภาคเอกชน จะได้ผลดีมากยิ่งขึ้น หากรัฐบาลแยกแยะนโยบายให้ละเอียดและครอบคลุมมากกว่าที่กำลังกระทำอยู่

 

เท่าที่ผ่านมา นโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคเอกชนเป็นการแจกเงินให้ประชาชนนำไปใช้ตามใจชอบเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเช็ค 2,000 บาทสำหรับผู้มีเงินเดือนปานกลางลงมา หรือเงินจำนวน 500 บาทที่คนชราจะได้รับทุกเดือนก็ตาม รัฐบาลไม่สนใจว่าพวกเขาจะนำเงินนั้นไปซื้อเหล้าหรือซื้อนม จริงอยู่ทั้งการซื้อเหล้าและการซื้อนมต่างก็กระตุ้นให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี แต่จีดีพีที่เกิดจากการซื้อเหล้าย่อมมีผลพวงแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับจีดีพีที่เกิดจากการซื้อนม ความแตกต่างนี้ย่อมเป็นที่ประจักษ์แม้แต่แก่เด็ก แต่นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยึดตัวเลขจีดีพีเป็นพระเจ้าจะมองไม่เห็น ฉะนั้นรัฐบาลต้องเข้าใจและหลีกเลี่ยงนโยบายที่อิงเศรษฐศาสตร์แบบขาดสติ นั่นหมายความว่า นโยบายที่จะตามมาในอนาคตต้องมุ่งไปที่การกระตุ้นการใช้จ่ายในด้านที่มีความจำเป็นและมีประโยชน์สูง แต่ไม่กระตุ้นการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อาทิเช่น เหล้า บุหรี่ และสินค้าที่มักมีโทษและเกินความจำเป็น

 

ในด้านการใช้จ่ายของฝ่ายรัฐเอง รัฐบาลประกาศว่าต้องการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลสร้างปัจจัยพื้นฐานของประเทศโดยเฉพาะในด้านการขนส่งสินค้าและมวลชน แม้สิ่งเหล่านั้นจะสำคัญยิ่ง แต่มันอยู่ในกรอบที่แคบเกินไป และต้องใช้เวลานานกว่าการใช้จ่ายจริงๆ จะเกิดขึ้น ฉะนั้นมันจะไม่มีผลในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ รัฐบาลจึงควรพิจารณาขยายกรอบการใช้จ่ายโดยมุ่งไปยังด้านที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สิ่งที่จะทำได้มีมาก แต่จะขอเสนอเพียงด้านการศึกษาและด้านการปลูกป่าและรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

 

เนื่องจากการศึกษาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศ ภาคการศึกษาน่าจะได้รับงบประมาณจำนวนมาก จากการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ และเนื่องจากเทคโนโลยีมักเป็นตัวชี้ขาดในประวัติศาสตร์ของการพัฒนา งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนใหญ่ควรทุ่มไปที่เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชั้นประถม เพื่อปูฐานของการเข้าถึงโลกยุคใหม่ให้เด็กตั้งแต่พวกเขายังเล็กอยู่ การซื้อคอมพิวเตอร์น่าจะทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะผู้ผลิตมีศักยภาพส่วนเกินอยู่แล้ว นอกจากนั้น โรงเรียนก็มักมีสถานที่ ไฟฟ้า และสายโทรศัพท์อยู่แล้วด้วย การติดตั้งคอมพิวเตอร์ทั้งเพื่อการใช้ในโรงเรียนและเพื่อต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตจึงน่าจะทำได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้มีงบประมาณฝึกบัณฑิตใหม่ที่ยังไม่มีงานทำจำนวนมาก หากจะรวมด้านสารสนเทศเข้าไปในการฝึกด้วย พวกเขาน่าจะช่วยสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น และตรงกับความต้องการพื้นฐานของประเทศมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากคอมพิวเตอร์แล้ว หนังสือและสื่อสำหรับการเรียนการสอนจะมีประโยชน์มาก และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากหนังสือ สื่อเหล่านั้นและสถานที่มักมีอยู่แล้วด้วย หนังสืออาจครอบคลุมทั้งหนังสืออ่านทั่วไปและหนังสืออ้างอิงต่างๆ รวมทั้งสารานุกรมสำหรับเยาวชน การใช้จ่ายในด้านนี้จะมีผลดีต่อสำนักพิมพ์จำนวนมากซึ่งกำลังประสบปัญหาหนักหนาสาหัส นอกจากนั้น การสร้างสนามเด็กเล่นและสนามกีฬาน่าจะเร่งทำได้ในโรงเรียนที่ยังมีสิ่งเหล่านั้นเพียงจำกัด

 

ในขณะนี้ เราดูจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับป่าที่ชี้บ่งสภาพของความเป็นจริงอย่างถ่องแท้ องค์กรต่างๆ มักอ้างว่าเรามีเนื้อที่ป่าเกิน 30% ของเนื้อที่ของประเทศ แต่สภาพัฒน์บ่งว่า ราว 2 ใน 3 ของพื้นที่ป่าถูกบุกรุกจนสิ้นสภาพแล้ว เนื่องจากยุคนี้มีเครื่องมือทันสมัยที่สามารถถ่ายภาพจากอากาศได้อย่างละเอียด การยืนยันว่า พื้นที่ป่าจริงๆ เป็นอย่างไรจึงน่าจะทำได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน รัฐบาลควรรวมโครงการปลูกป่าขนาดใหญ่เข้าไปในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยเริ่มจากฤดูฝนที่จะมาถึงนี้เพราะต้นไม้ปลูกใหม่มีโอกาสรอดตายสูง แรงงานที่จะต้องใช้จำนวนมากอาจมาจากทั้งผู้ตกงานและผู้จบการศึกษาใหม่ๆ ที่ยังไม่มีงานทำ โครงการแนวนี้ควรมีต่อไปจนกว่าทั้งป่าและเศรษฐกิจจะฟื้นตัวโดยสมบูรณ์จึงค่อยลดขนาดลง

 

การรักษาสิ่งแวดล้อมมีขอบเขตกว้างกว่าการปลูกป่ามาก เนื่องจากมันครอบคลุมพื้นที่ซึ่งไม่มีป่าปกคลุมอยู่ด้วย โครงการแนวนี้น่าจะมีทั้งในรูปของโครงการประจำและโครงการเสริมในฤดูร้อน ซึ่งเป็นตอนที่มีแรงงานจากผู้อยู่ในวัยเรียน ในยุคนี้แต่ละท้องถิ่นมักมีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ยังขาดงบประมาณ ฉะนั้น หากรัฐบาลจะใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าปกติ การดำเนินงานและการใช้จ่ายน่าจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และมีผลในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทันกาลด้วย



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 พฤษภาคม 2009, 07:01:27 AM
จากแนวหน้า
 
   
 กวนน้ำให้ใส 
 
"ไทยเข้มแข็ง 2555" เจตนาดี แต่ต้องมีจุดขาย (กวนน้ำให้ใส) 
 
 
 
 ใครจะไม่อยากให้ประเทศไทยเข้มแข็ง ? คงไม่มี !

 ถ้ามี... ใครคนนั้นก็ควรรีบเปลี่ยนสัญชาติ ย้ายไปอยู่นิคารากัวหรือที่ไหนๆ อย่าอยู่ให้รกแผ่นดินไทยเลย

 พูดตรงๆ พิจารณาคนจากการทำงาน เห็นว่า บุคลากรในรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะคนที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นคนมีฝีมือและไว้ใจได้ยิ่งกว่าสมัยระบอบทักษิณมาก

 สมัยทักษิณ... ส่วนใหญ่เอาแต่ลูกจ้างในบริษัทของตัวเข้ามานั่งเก้าอี้สำคัญในงานเศรษฐกิจ และที่สำคัญ บางคนยังไม่น่าไว้ใจ เพราะมีประวัติเกี่ยวพันกับการลดค่าเงินบาท 2540 ที่มีข้อมูลภายในรั่วไหล ซึ่งในการลดค่าเงินบาทครั้งนั้น ปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์ว่าบริษัทในเครือของทักษิณสามารถอยู่รอดปลอดภัย ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ต้องขาดทุนค่าเงินบาทกันระนาว เพราะไม่รู้ล่วงหน้า

 มาสมัยนี้... แม้กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญๆ หลายกระทรวงจะไปอยู่ในความดูแลของคนที่ไม่มีประสบการณ์น่าเชื่อถือนัก แต่งานเศรษฐกิจการคลังหลักๆ ยังอยู่ในความดูแลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, รัฐมนตรีคลังฯ กรณ์ จาติกวนิช, หรือแม้แต่รองนายกฯ กอบศักดิ์ สภาวสุ ฯลฯ คนเหล่านี้ มีศักยภาพ และสามารถ "เชื่อมือ" -"เชื่อใจ" ให้ดูแลจัดการผลประโยชน์ส่วนรวมได้มากกว่า

 ล่าสุด โครงการใหญ่ที่ประกาศออกมา ซึ่งน่าจะทำให้เป็น "วาระประเทศไทย" ในชื่อว่า "ไทยเข้มแข็ง 2555" ก็เป็นการคิดดีทำดี ที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง

 เพราะสอดรับกับสภาพปัญหาของประเทศไทย ที่ต้องเผชิญทั้งวิกฤติเศรษฐกิจจากนอกประเทศ และวิกฤติการเมืองภายในประเทศ จนน่าเป็นห่วงจะบั่นทอนความสามารถของประเทศในด้านต่างๆ ลงไป กระทั่งกลายเป็นความอ่อนแอของประเทศชาติส่วนรวม โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ขณะนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่จะต้องร่วมมือร่วมใจ ระดมสรรพกำลังและทรัพยากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศชาติ สร้างไทยให้เข้มแข็ง

 การมีโครงการนี้ จึงเรียกได้ว่า หลักการดี และเหมาะสมแก่กาละเทศะ

 แต่ต้องวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เนื้อหาสาระ และการนำเสนอต่อประชาชน ยังขาดพลัง และจุดขายที่จะดึงดูดความสนใจของประชาชน หรือสร้างความจดจำในใจประชาชน หรือยึดกุมพื้นที่ในใจประชาชน จุดนี้ ยังด้อยอยู่มาก

 เพราะงานใหญ่ ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็น "วาระของประเทศไทย" เช่นนี้ ควรจะต้องดึงดูดให้ประชาชนสนใจ และเร่งเร้าให้เกิดความรู้สึกร่วมกันให้ได้มากกว่านี้

 แต่ดูง่ายๆ หลังประกาศโครงการ "ไทยเข้มแข็ง 2555" ปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือสื่อมวลชนจำนวนมาก กลับจดจำ หรือเลือกที่จะจดจำ หรือพูดถึงบางเรื่องบางอย่าง เช่น การกู้เงิน 8 แสนล้านบาท เป็นต้น มากกว่าจะตระหนักหรือตรวจสอบในส่วนที่เป็นสาระหลักของเนื้องาน

 ทั้งๆ ที่ ในรายละเอียด โครงการ "ไทยเข้มแข็ง" มีสาระสำคัญที่น่าสนใจหลายส่วน ซึ่งแตกต่างจากการกระตุ้นการบริโภคอย่างที่รัฐบาลดำเนินการมาแล้วบางส่วน (เช่น เช็คช่วยชาติ) คราวนี้ เป็นเรื่องของการลงทุน โดยมีทั้งโครงการที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานได้ในระยะสั้นทันที คือ โครงการลงทุนขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีกระจายการลงทุนไปทั่วประเทศ และมีการเบิกจ่ายอย่างรวดเร็ว เช่น โครงการลงทุนด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทานขนาดเล็ก โครงการก่อสร้างถนนในชนบท โครงการก่อสร้างโรงเรียน โครงการก่อสร้างสถานีอนามัยขนาดเล็กในชนบท เป็นต้น

 โครงการที่มีผลในระยะปานกลาง ได้แก่ โครงการลงทุนขนาดกลางและใหญ่ในด้านระบบพลังงาน การสื่อสาร โครงการขนส่งมวลชนและระบบราง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การใช้พลังงานของประเทศ อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 นอกจากนี้ ยังมีโครงการเพิ่มศักยภาพในทางการแข่งขันของประเทศและสร้างงาน สร้างรายได้ในอนาคต เป็นโครงการใหม่ เพื่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 2 ล้านคนในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า เช่น โครงการขนส่ง/Logistic มูลค่า 571,523 ล้านบาท ซึ่งหวังจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง (Logistic Cost) ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ, โครงการด้านทรัพยากรน้ำและการเกษตร มูลค่า 238,515 ล้านบาท ซึ่งหวังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร, โครงการด้านการศึกษา มูลค่า 137,975 ล้านบาท ซึ่งหวังจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของคนไทย, โครงการสาธารณสุข มูลค่า 99,399 ล้านบาท ซึ่งหวังจะช่วยปฏิรูปคุณภาพของระบบสาธารณสุขที่มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้นสำหรับคนไทย, โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว มูลค่า 18,537 ล้านบาท ซึ่งหวังจะช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวโดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว ฯลฯ

 ยิ่งกว่านั้น ยังพูดถึงโครงการลงทุนในด้านการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ ซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

 พูดง่ายๆ ว่า ไทยจะเข้มแข็ง ด้วยการลงทุนในทางที่เป็นประโยชน์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในทางการแข่งขันของประเทศ มีเส้นทางคมนาคมที่ดี มีระบบการศึกษาที่พัฒนา มีแหล่งน้ำที่เพียงพอ แหล่งเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ฯลฯ

 น่าเสียดาย... จนบัดนี้ สังคมส่วนใหญ่ยังรับรู้โครงการ "ไทยเข้มแข็ง" แต่เพียงในนามว่า เป็น "โครงการกู้เงิน 8 แสนล้าน" !!!

 รัฐบาลควรเรียนรู้จากการ "สร้างสิ่งจดจำ" เหมือนอย่างที่รัฐบาลเยอรมัน สมัยฮิตเลอร์ เคยสร้าง "รถเต่า" เป็นรถประชาชน หรือสร้างถนนสายใหญ่ทั่วประเทศในนาม "เอาโต้บาร์น" เป็นต้น

 น่าจะนำวิธีการมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและอุดมการณ์ของรัฐบาลเอง เช่น ถ้าจะเน้นเรื่องการศึกษา ก็อาจจะนึกถึงการสร้าง "สถาบันการศึกษาของประชาชน" ให้มีคุณภาพเป็นที่จดจำของประชาชน ยกระดับการเรียนรู้และการเข้าถึงของประชาชนทั่วประเทศ เป็นต้น

 การบริหารประเทศในยุคที่มีสงครามการเมือง แค่เจตนาดี คิดดีทำดี อาจจะไม่เพียงพอ ต้องรู้จักสร้างจุดขายให้เป็นที่จดจำด้วย !

 
 
 
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 พฤษภาคม 2009, 07:04:58 AM
 

คิดใหม่วันอาทิตย์
วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เศรษฐกิจ


 http://www.oknation.net/blog/adisak

Posted by อดิศักดิ์ 



      สงสารนักการเมืองหนุ่มที่ยังสลัดคราบ "นักการเงิน" ไม่ออกอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แทบจะ "ฉายเดี่ยว" ออกมา "สื่อสาร" กับประชาชนในแผนปฏิบัติการ : ไทยเข้มแข็ง 2555 หลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันพุธที่ 6 พ.ค. ผ่านสื่อโทรทัศน์-วิทยุที่มีรายการเชิงข่าวแทบทุกช่องในตอนค่ำวันที่ 6 พ.ค.และเช้าวันที่ 7 พ.ค.
      จน "สาระสำคัญ" ของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ถูกจดจำได้จากชาวบ้านเพียงแค่คือรัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องวิ่งโร่หาเงินกู้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า 8 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้จ่ายกับอภิโครงการสารพัดที่แทบจะไม่มีใครจำชื่อได้เลย (ยกเว้นรัฐมนตรีของแต่ละพรรคที่เสนอโครงการ) รวม 1.43 ล้านล้านบาท กับอีกเรื่องที่กระทบ "คอเหล้า" จะต้องจ่ายเงินซื้อเหล้า-เบียร์แพงขึ้นอีกขวดละ 3-4 บาท
      แต่กลับไม่ค่อยมีใครรู้ข้อมูลว่าคณะรัฐมนตรียังได้ปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2553 จาก 1.9 ล้านล้านบาทเหลือ 1.7 ล้านล้านบาท โดยไม่แตะต้องงบประมาณรายจ่ายโครงการบริการประชาชน เช่น เรียนฟรี 15 ปี ฯลฯ แต่กลับไปขอลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธกว่า 2 หมื่นล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรีที่เคยมีเงินใช้ฟุ่มเฟือย ฯลฯ
      ถ้าหากงบประมาณประเภทนี้เกิดขึ้นในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะต้องออกมา "คุยโม้" ด้วยตัวเองว่ารัฐบาลจำเป็น "จะต้องตัดงบซื้ออาวุธ" ของกองทัพลง และปรับขึ้นภาษีเหล้าเบียร์เพื่อทำให้คนไทยลดการดื่มเหล้าลง เพื่อรัฐบาลยังเหลือเงินไว้ใช้จ่ายค่าเรียนฟรีกับชุดนักเรียนฟรีให้กับนักเรียนหลายล้านคน
    แล้วเลือกเล่นกับตัวเลขประเภท "ล้าน" สร้างการจดจำ เช่น โครงการลงทุนทั้งหมดแม้ว่าจะต้องกู้เงินมาอีก 8 แสนล้านบาท แต่ถือว่า "คุ้มค่า" เพราะจะทำให้ "คนไทย" มีงานทำเพิ่มขึ้น 2 ล้านคนช่วย "รองรับ" คนตกงานในช่วงปีนี้ถึงปี 2553 ได้ทั้งหมด
     (กระทรวงแรงงานของรัฐบาลนี้มักจะรายงาน "ข่าวร้าย" ว่าคนตกงานปีนี้กี่คน มากกว่าหยิบฉวย "ข่าวดี" ว่ารัฐบาลจะ "สร้างงาน" ใหม่ได้กี่คน)
     และ GDP เพิ่มขึ้นจะทำให้รายได้คนไทยเฉลี่ยต่อหัว "รวยขึ้น" จากประมาณ 108,000 บาทต่อปีเป็น 144,000 บาทต่อปี 
      อย่าไปใช้ตัวเลข GDP ต่อหัวจะเกิน 4,000 ดอลลาร์จากเดิมเฉลี่ย 3,000 ดอลลาร์ เพราะคนไทยส่วนใหญ่รู้จักแต่เงินบาท 
     ถ้าเป็นอดีตนายกฯ ทักษิณจะประกาศ "ขึงขัง" ว่ารัฐบาลมีเงินในหน้าตักพร้อมจะลงทุนทันทีปีนี้ "หนึ่งล้านล้านบาท" แล้วเลือกหยิบ "โครงการดาวเด่น" ที่ไปถึงประตูบ้านของชาวบ้านออกมาเป็น "หนังตัวอย่าง" ว่าชาวบ้านกี่คนจะได้ประโยชน์ เพราะยึดหลัก People Centric ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เช่น
    โครงการชลประทานขนานใหญ่และฟื้นฟูแหล่งน้ำ 2 แสนล้านบาท
    อดีตนายกฯ ทักษิณจะตอกย้ำว่าทำให้ "เกษตรกร" หมดปัญหาขาดแคลนน้ำในการทำนาปลูกข้าวทำสวนทำไร่ทั้งหมดกี่จังหวัดกี่ล้านคน
    (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่อยู่ในความดูแลของพรรคชาติไทยพัฒนา กบดานทำตัว "เงียบ" ได้สนิทจริงๆ จนแทบจะไม่มีใครรู้จักชื่อเจ้ากระทรวง)
     และอดีตนายกฯ ทักษิณจะตอกย้ำให้ชาวบ้านจดจำได้ว่าสอดรับกับยุทธศาสตร์ประเทศไทยที่จะไปสู่ "ครัวของโลก" ที่จำเป็นจะต้องลงทุนสร้างระบบชลประทานให้สมบูรณ์มากที่สุด "ลงทุนมากเท่าไรก็คุ้มค่าระยะยาว"
   ("นายกรัฐมนตรีของเรา" คนปัจจุบันเคยประกาศเรื่องนี้ ในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่จนบัดนี้ยังไม่เคยพูดอีกเลย และยังไม่มีรัฐมนตรีคนไทยหยิบไป "ขยายความ" ทำต่อให้เกิดขึ้นจริง)
     โครงการถนนไร้ฝุ่นของกระทรวงคมนาคม 3.3 แสนล้านบาท
     ถ้าเป็นอดีตนายกฯ ทักษิณจะบอกว่ารัฐบาลลงทุน "ถนนไร้ฝุ่น" ราดยางเทคอนกรีตระบบถนนของประเทศไทยให้ทันสมัยเท่ากับเมืองนอก จะทำให้ทั้งหมดกี่กิโลเมตรเชื่อมต่อกี่จังหวัดจะทำให้ประชาชนกี่ล้านคนได้ประโยชน์
     (ขอร้องเจ้ากระทรวงนี้ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทย คงจะพอได้ไอเดียไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ช่วยรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่สื่อสารกับชาวบ้านในชนบทไม่เป็นเอาเสียเลย อย่าทำตัวเป็น "รัฐบาลมุ้งเล็ก" งบข้าใครอย่าแตะ)


     

     ผมเห็นด้วยเกือบทั้งหมดกับ "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" ที่รัฐบาลชุดนี้มองไกลกว่างบประมาณปีเดียว โดยไม่ได้ "ซ่อนเร้นวาระ" รัฐบาลอภิสิทธิ์ คงจะหวังอยู่ยาวจนถึงปี 2553 หรืออยู่ไปจนเกือบครบเทอม เพื่อ "ปฏิบัติการให้ไทยเข้มแข็ง" ให้สำเร็จก่อนยุบสภาเลือกตั้งแล้วกลับมาใหม่
     เพราะรัฐมนตรีคลังหนุ่มอดีตนักการเงินเงินเดือนล้านบาทพูดทำนอง Do or Die ว่าแผนปฏิบัติการนี้กำหนดขึ้นมา โดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจนอกประเทศจะฟื้นตัวหรือไม่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
    ผมชอบคุณกรณ์ที่พยายามบอก "ความจริง" ว่าคนไทยอย่ามัวแต่งอมืองอเท้ารอเทวดามะกันฟื้นตัวมาโปรด แล้วประเทศไทยจะฟื้นตัวตามไปด้วยจากการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น
    แต่ลำพังรัฐมนตรีกรณ์คนเดียว คงจะ "เอาไม่อยู่" แน่กับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้สำเร็จตามเป้าหมายมากที่สุด แม้ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการติดตามกลั่นกรองโครงการอย่างสม่ำเสมอ (คำว่า "เอาไม่อยู่" หมายถึง "ถูกชักหัวคิว")
    เพราะจะต้องไม่ลืมว่าภาระหนี้ภาคสาธารณะของรัฐบาลก่อขึ้นมาแล้วอีก 800,000 ล้านบาท  จะทำอย่างไรให้นำไปลงทุนก่อดอกออกผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ถูก "ชักหัวคิว 20-25%" เพื่อทำให้ "ไทยเข้มแข็งปี 2555" จริงๆ ที่มีเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติเพิ่มเป็น 10 ล้านล้านบาทได้จริง
    ไม่ใช่ทำให้ "คนไทย" หัวโตมีหนี้สินสาธารณะต่อหัวเพิ่มขึ้นไปตลอด แล้วรัฐบาลล้มเหลว Mission Impossible ลงทุนหาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้ตามเป้า
    แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2555 จึงไม่ควรปล่อยให้รัฐมนตรีคลังออกมาสื่อสาร แต่ตัวเลข "ก่อหนี้เพิ่ม-เหล้าแพง" แล้วสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ บอกว่าหวังว่าเม็ดเงินลงไปมากขนาดนี้จะทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวได้โดยไม่รอประเทศมหาอำนาจฟื้น
    "นายกรัฐมนตรีของเรา" ควรจะหยิบเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่เคยบอกว่าเป็นวาระเร่งด่วนออกมาย้ำอธิบายบ่อยๆ กับชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่น เช่น การพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ, ประเทศไทยจะมุ่งไปสู่ผู้ผลิตอาหารป้อนชาวโลก, สร้างนิติรัฐทำการเมืองไทยให้นิ่งเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นประชาคมโลก ฯลฯ


     อย่ามัวไปต่อปากต่อคำเรื่องขี้ไก่มโนสาเร่ กับพวกหัวขวดส์ที่กำลังใช้วิธีบิดเบือนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12-13 เม.ย.  เพื่อกระพือความสงสัยให้กลายเป็นข่าวลือออกไป ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโฆษกส่วนตัว "เทพไท เสนพงศ์" กับโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ "คุณหมอบุรณัชย์ สมุทรักษ์" ทำสงครามข่าวสารรายวันเพื่อแย่งชิงพื้นที่สื่อ 
     "นายกรัฐมนตรีของเรา" ควรจะกำหนดตัว "โฆษก" สำหรับการอธิบายแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2555 ให้เกิดความต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐมนตรีคลังจะมีเวลาไปอธิบายฝรั่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน 
     เพราะรัฐมนตรีคลังคนนี้ไม่เชี่ยวชาญ "วิชาสื่อสารสาธารณะ" ในการอธิบายเรื่องยากๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย แล้วเกิดการจดจำสร้างความหวังปลุกความเชื่อมั่นให้ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นว่าประเทศไทย "จะเข้มแข็ง" ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคกล้าใช้เงินที่จะทำให้เศรษฐกิจหมุนติ้วกว่านี้
     คุณสมบัติโฆษกประจำแผนปฏิบัติการนี้ควรจะเป็นประเภท "ความรู้ดี-ติดดิน-กินข้าวแกง-แจงเห็นภาพ-ห้ามเป็นนักการเมืองผีเจาะปาก"
     แล้ว "นายกรัฐมนตรีของเรา" ค่อยๆ หยิบแต่ละโครงการในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งออกมาอธิบายในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทุกวันอาทิตย์
     จากนั้นก็ "จับ" รัฐมนตรีที่รับผิดชอบแต่ละโครงการมานั่งตอบคำถามข้อสงสัยของประชาชนบ่อยๆ คู่กับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เพื่อให้ชาวบ้านช่วยทำหน้าที่ "ตรวจการบ้าน" รัฐมนตรีไม่ให้แอบ "ชักหัวคิว" หรือ "เลียแท่งไอติม" จนไม่เหลือเงินไปลงทุนสร้างงานใหม่
     ถ้าหาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนทำให้ปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2555 ไม่กลายเป็น Mission Impossible
     ควรจะหาเวลานั่งดูภาพยนตร์ซีรีส์ญี่ปุ่นทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสชื่อ "CHANGE นายกฯ (มือใหม่) หัวใจประชาชน" ที่ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสเวลา 20.10-21.10 น. ซึ่งถึงตอนนายกฯ มือใหม่กำลังจะอยู่หรือไปกับปฏิบัติการผ่านงบประมาณครั้งสำคัญที่กล้า "ขัดใจ" ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรครัฐบาลญี่ปุ่น
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 พฤษภาคม 2009, 08:07:06 AM
จากประชาชาติธุรกิจ

 วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4104

ชูแผนไทยเข้มแข็ง1.4ล้านล. จ้างงาน2ล้านคน-เก็บแน่ภาษีทรัพย์สิน


 
"กรณ์" โรดโชว์แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 1.43 ล้านล้านบาท มั่นใจเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทเริ่มสะพัด มิ.ย.นี้ ลุยถนนปลอดฝุ่น ชลประทานหมู่บ้าน สร้างบ้านพักข้าราชการ คาดมีการจ้างงาน 2 ล้านคน พร้อมตั้งคณะทำงานพิเศษไล่บี้หวั่นโครงการไม่เดินหน้าและดึงท้องถิ่นร่วมลงทุน ด้านรายได้เตรียมรีด 70,000 ล้าน จากเหล้า-เบียร์-บุหรี่ พ่วงน้ำมัน และลอตสองชงภาษีทรัพย์สินเข้าสภาสมัยหน้า


นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งจะประกอบไปด้วยโครงการลงทุนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีมูลค่ารวม 1.43 ล้านล้านบาท ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552-2555 โดยจะเสนอรายละเอียดของโครงการลงทุนทั้งหมดพร้อมกับกฎหมายกู้เงินอีก 2 ฉบับ ให้ที่ประชุมสภาพิจารณาในวันที่ 12 พ.ค.นี้ คาดว่าแผนการลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 1.6-2 ล้านคน และจะมีผลทำให้จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% ต่อปี

"ขณะนี้ต้องไปเร่งกฎหมายกู้เงิน 2 ฉบับให้เรียบร้อยก่อน โดยฉบับแรกจะออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาชดเชยการขาดดุลงบฯและนำมาใช้ในโครงการลงทุนของรัฐตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 2 และอีกฉบับจะออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวไม่เกิน 30 มิ.ย.นี้ พร้อมกันนี้เพื่อสร้างความมั่นใจและให้เกิดการปฏิบัติได้จริง จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามและเร่งรัดโครงการลงทุน ซึ่งอาจจะเชิญนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน ส่วนกรรมการจะประกอบไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง คมนาคม และเกษตรฯ นอกจากนี้เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะมีการประกาศความคืบหน้าของโครงการผ่านทางเว็บไซต์ เช่น ถนนปลอดฝุ่นของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เปิดประมูลเมื่อไหร่ ดำเนินการไปถึงไหน เซ็นรับมอบงานไปแล้วหรือยัง เป็นต้น"

นายกรณ์ได้กล่าวถึงการโรดโชว์ให้นักลงทุนในประเทศและนักลงทุนที่สิงคโปร์ต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ประเด็นที่นักลงทุนซักถามกันมากคือ รัฐบาลได้วางแนวทางที่จะผลักดันโครงการลงทุนดังกล่าวข้างต้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและทันภายในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่

ในประเด็นนี้ได้ชี้แจงไปว่า ไม่ว่าพรรคไหนที่ชนะการเลือกตั้งได้เข้ามาเป็นรัฐบาล หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ลงทุนทำโครงการเหล่านี้ เพราะถ้าไม่ลงมือทำตอนนี้ ไปทำในปี 2554 ถือว่าสายไปแล้ว เพราะในกฎหมายกู้เงินทั้ง 2 ฉบับระบุว่า รัฐบาลจะต้องลงนามกู้เงินก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2554 หลังจากนี้กู้ไม่ได้ และถ้าถามว่า รัฐบาลจะอยู่จนครบเทอมหรือไม่นั้น หากตั้งสมมติฐานว่า จะมีการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ตนเชื่อว่าภายใน 12 เดือนข้างหน้าน่าจะมีการลงนามในสัญญาผูกพันไปบ้างแล้ว ถือว่าเป็นการวางรากฐานของประเทศที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือที่เรียกว่า transformational ยิ่งใกล้วันที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ ในทางการเมืองยิ่งต้องเร่งการใช้จ่ายเงินจากภาครัฐ

นายกรณ์กล่าวว่า สาเหตุที่จะต้องมาเร่งทำโครงการลงทุนกันในช่วงนี้ เหตุผลคือ 1.ขณะนี้ในระบบมีสภาพคล่องมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องไปนำเงินของภาคเอกชนมาลงทุนเอง เพื่อเพิ่มรอบหมุนให้กับระบบเศรษฐกิจ 2.เป็นช่วงที่ต้นทุนต่างๆ ต่ำมาก ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน เป็นต้น 3.กำลังการผลิตของภาคเอกชนมีเหลือมาก และ 4.มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาคนตกงานอีกด้วย

"ที่ผ่านมามีการพูดถึงโครงการเมกะ โปรเจ็กต์มาเป็น 10 ปี แต่ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ครั้งนี้ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง นายกรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ว่า จะต้องอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ของรัฐบาล 7 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านคมนาคม, พลังงาน, การศึกษา, ท่องเที่ยว, สาธารณสุข, ส่งเสริมศักยภาพชุมชนและสร้างสรรค์นวัตกรรมรูปแบบใหม่ โดยกลั่นกรองจากวงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท เหลือ 1.43 ล้านล้านบาท โดยวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรกจะเริ่มได้ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งรายละเอียดโครงการมีแล้วว่าจะทำโครงการไหนบ้าง อาทิ ถนนปลอดฝุ่น ระบบชลประทานระดับหมู่บ้าน สร้างบ้านพักข้าราชการ-ตำรวจ เป็นต้น"

รื้อภาษีปั๊มรายได้ 7 หมื่นล้าน

นายกรณ์กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมากในปีนี้และคาดว่าจะมีผลกระทบไปถึงปีหน้าด้วย แต่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด จึงได้ปรับลดวงเงินงบฯปี 2553 จาก 1.9 ล้านล้านบาท ลงมาเหลือ 1.7 ล้านล้านบาท เพื่อรักษากรอบการขาดดุลเอาไว้ให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกับเสนอที่ประชุม ครม.ให้มีการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสุรา เบียร์ ยาสูบ น้ำมัน เพื่อทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกปีละไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท

"แค่นี้ยังไม่พอ ขั้นต่อไปจะมีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีทรัพย์สิน หรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับปัจจุบันให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ผมเอาแน่ แต่คงจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาไม่ทันในการประชุมสมัยนี้ แต่จะเสนอในสมัยถัดไป เพราะฉะนั้นในช่วง 2 เดือนข้างหน้านี้คงจะต้องให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังไปเดินสายทำประชาพิจารณ์ในระดับท้องถิ่น เพราะกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ"

ดัน อปท.ร่วมลงทุนกับรัฐบาล

นอกจากนี้ตนยังได้มีการหารือกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในประเด็นที่เกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น ควรจะต้องมีแผนการเพิ่มศักยภาพให้กับท้องถิ่นในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการลงทุนต่างๆ เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นเองก็มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและรายได้อื่นๆ มีความสามารถในการระดมทุนออกพันธบัตรได้ ซึ่งทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาหาทางสนับสนุนแผนการระดมทุนของ อปท. รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

"ยกตัวอย่าง อบต.แห่งหนึ่งต้องการที่จะสร้างศูนย์การประชุมนานาชาติ ถ้าคิดว่าเป็นโครงการที่ดีจริง ทำแล้วจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมแบ่งเบาภาระทางการเงินให้กับรัฐบาลกลางด้วย ในหลักการก็ยังมีการกระจายอำนาจทางการคลังอยู่ ขณะเดียวกันก็ควรจะกระจายภาระและความรับผิดชอบทางด้านการเงินตามไปด้วย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลท้องถิ่น" นายกรณ์กล่าว
 
 




หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 17 พฤษภาคม 2009, 06:39:25 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

คิดใหม่วันอาทิตย์

อดิศักดิ์  ลิมปรุงพัฒนกิจ

 ขอเขียนถึงแผนปฏิบัติการ : ไทยเข้มแข็ง 2555 ต่อเป็นตอนที่สอง

เพราะในวันจันทร์ที่ 18 พ.ค. รัฐบาลจะต้องเสนอพระราชกำหนดในอำนาจของกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท และพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นภาษีอีก 2 ฉบับเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อขออนุมัติ

ถึงแม้ว่าการเมืองไทยกำลังเละเข้าขั้น เพราะการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแทบทุกครั้งหาสาระแทบไม่ได้ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายมาตรากำหนดให้รัฐบาลต้องนำเรื่องเสนอสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติก่อนดำเนินการได้

แทนที่"สมาชิกผู้ทรงเกียรติ"จะกระตือรือร้นในการทำหน้าที่"อันทรงเกียรติ"เป็นหูเป็นตาแทนประชาชน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างคึกคัก กลับกลายเป็นเวทีปะทะคารมถึงขั้นวางมวยกันแล้ว ส่วนใหญ่ยังวนเวียนทะเลาะเบาะแว้งอยู่กับเรื่อง"ทักษิณ เสื้อแดง เสื้อเหลือง"ที่หาแก่นสารที่พอจะเป็นประโยชน์กับประชาชนแทบไม่ได้เลย

แต่อยากจะเสียเวลา"สีซอให้นักการเมืองฟัง"อีกสักรอบ โดยหวังว่า ส.ส.ส่วนใหญ่จะไม่ใช่"พวกควาย"ที่ยังรู้จักฟังซอเสียงไพเราะ เพื่อช่วยทำให้เกิดอารมณ์สุนทรียะ ในการคิดอ่านสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศได้บ้าง

ขอร้องพวก ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่คงไม่ใช่"พวกควาย"คิดไม่เป็นว่าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่กลับชอบใช้"มุกควาย"ตีรวนเข้าชื่อกันส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าร่างพระราชกำหนดนี้ออกได้หรือไม่ เพื่อหวังถ่วงเวลาการพิจารณา พ.รก.ฉบับนี้ ทั้งๆ ที่ยังไงก็มันก็คงผ่านรัฐสภาแน่ๆ

เล่น"มุกควาย"ออกไปก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดกับประเทศชาติ แต่กลับจะทำให้ประชาชนเห็นว่าพวก ส.ส.เหล่านี้มัน"โง่เป็นควาย"จริงๆ เก่งแต่ตีรวนด้วย"มุกควาย"ไปวันๆ แล้วว่างๆ ก็ออกหมัดวางมวยกัน โดยไม่เคยไปศึกษาคิดอ่านว่าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของรัฐบาล (อันที่จริงน่าจะเป็นของรัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวณิชคนเดียว) มีจุดอ่อนบกพร่องอย่างไร

ทั้งๆ ที่ถ้าลองอ่านอย่างตั้งใจ ลดอคติแบ่งข้างแยกสีและละทิ้งวิธีคิดแบบ"มุกควาย"จะเห็นช่องทางในการวิพากษ์วิจารณ์ได้ไม่ยาก พอจะทำงานในสภาเก็บคะแนนจากประชาชนได้เป็นกอบเป็นกำ มากกว่าการเล่น"ตีรวนมุกควาย"ถ่วงการทำงานของรัฐบาล

ผมเห็นด้วยในหลักการใหญ่แผนปฏิบัติการ : ไทยเข้มแข็ง 2555 ที่บอกว่าการลงทุนของภาครัฐเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่กลับยังมองไม่เห็นการวางแผนลงทุน 1.43 ล้านล้านบาท ในเชิง"ยุทธศาสตร์"ว่าประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าในทิศทางไหน หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้นตอแผลงฤทธิ์หนักทั่วโลก ที่เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์รำไร แม้ว่ายังห่างไกลจากการพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นแล้ว

อยากให้"นายกรัฐมนตรีของเรา"และรัฐมนตรีคลัง"กรณ์จาติกวณิช"ลองฟังเทปการบรรยายพิเศษหัวข้อ"พันธสัญญาใหม่เพื่ออนาคตไทย" (Thailand New Deal) ของดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ในงานเปิดตัวโครงการ Thailand Lecture ที่จัดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ดร.สมคิดบอกว่าไอเดียนี้ได้มาจากคำแถลงของประธานาธิบดีรูสเวลล์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในการฟื้นเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการใช้นโยบาย New Deal

สิ่งที่ดร.สมคิดห่วงมากที่สุดคือ"อนาคต"เพราะเรามักไม่มองอนาคต ชอบมองสั้นๆ ใกล้ๆ แต่หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ขนาดนี้แล้วจะเกิด"ภูมิทัศน์ใหม่"ที่จะต้องตระหนักว่ามันเป็นอย่างไร เราจะต้องร่วมกันคิดและหาทางจัดการกันใหม่ข้างหน้า ทำอย่างไรให้ตลาดในประเทศแข็งแรงขึ้นแทนการพึ่งพาส่งออก

สิ่งที่มองเห็นจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ยังเป็นเรื่องเก่าๆ ของนักการเมืองไทยที่ชอบสร้างถนนลาดยางเทคอนกรีต แต่เปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็น"ถนนไร้ฝุ่น"ที่มีคำถามว่าประเทศไทยยังมีความจำเป็นแค่ไหนในการลงทุนสร้างถนนให้กว้างขึ้น-ยาวขึ้น-ลงทุนทำให้ปลอดฝุ่นที่มันจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน

เพราะถนนหลวงสายหลักเชื่อมทุกจังหวัดมีใช้เกินพออยู่แล้ว แต่กลับไม่เกิดประโยชน์ในด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศมากนัก ซึ่งควรจะเน้นการลงทุนระบบ"รางรถไฟฟ้า"เพื่อใช้ในการ"ขนส่ง"มากกว่าลงทุนสร้างถนน"ปลอดฝุ่น"ให้"ควาย"เดินอย่างสบายๆ และรถยนต์ส่วนบุคคลวิ่งหรือรถบรรทุกสินค้าวิ่งผลาญน้ำมันมากยิ่งขึ้น ที่จะทำให้ประเทศต้องนำเข้าน้ำมันมากขึ้น

ผมกลับไม่เห็นด้วยกับการลงทุนมหาศาลในโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินอีก 10 สายสารพัดสี  เพียงเพื่อ"เอาใจ"คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้จริง เพราะยิ่งสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้พื้นที่ตามเส้นทางรถไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้น จากโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมอยู่อาศัยและสำนักงาน ในอนาคตจะสร้างปัญหาจราจรหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น

คนได้ประโยชน์จริงๆ คือ นักการเมืองที่รู้ข้อมูลภายในว่าเส้นทางรถไฟฟ้าจะขีดลากผ่านไปถนนย่านไหน  แล้วบอกพวกพ้องไปซื้อที่ดินดักไว้ก่อนตามสถานีรถไฟฟ้าตลอดเส้นทางเพื่อสร้างคอนโด รวมทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เก็งกำไรที่ดิน ทำให้หุ้นขึ้นเป็นที่ถูกใจของโบรกเกอร์นักวิเคราะห์เชียร์หุ้น

ลองไปดูกันจริงๆ ว่ารถไฟฟ้าใต้ดินที่มีอยู่เดิมได้ใช้ประโยชน์เต็มที่หรือยัง ทุกวันนี้ ในช่วงกลางวันยังว่างมากๆ แทบจะวิ่งรถไฟฟ้าตู้เปล่าอยู่บ่อยๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนของเอกชนอย่างรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ลอยฟ้าบนถนนสายหลักสุขุมวิท พหลโยธิน ที่เพิ่งเริ่มถึงจุดคุ้มทุนในปีที่ 10

ผมเห็นว่าควรจะเลือกลงทุนเฉพาะเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินสายที่จำเป็นจริงๆ ลากเส้นทางเป็นแบบวงแหวนแล้วเชื่อมต่อด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าสายสั้นๆ ไม่ควรจะปล่อยให้ลากเส้นทางผ่าเมืองหลวงทุกเส้นทาง ที่จะยิ่งทำให้ใจกลางเมืองแออัดหนักขึ้นไปอีก

แล้วโยกงบลงทุนไปทำ"รถไฟฟ้าความเร็วสูง"เพื่อเชื่อมเมืองใหญ่ จะเกิดประโยชน์คุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า แทนระบบรถไฟแบบเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีอายุ 112 ปีแล้วไม่เคยพัฒนาใดๆ เลย

ถ้าหากสามารถลดเวลาเดินทางโดยรถไฟแบบเดิมเป็นรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จากประมาณ 8-10 ชั่วโมง เหลือสัก 3-4 ชั่วโมง เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่จากประมาณ 12-13 ชั่วโมงเหลือ 4-5 ชั่วโมง เส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรธานี จากประมาณ 8-10 ชั่วโมงเหลือ 3-4 ชั่วโมง ฯลฯ

แล้วลงทุนสร้างระบบรถไฟทางคู่ขนาดกว้างกว่าเดิม เพื่อให้ตู้รถไฟขนาดใหญ่ขึ้นวิ่งได้ สำหรับการขนส่งสินค้าได้มากขึ้น จะช่วยประหยัดค่าขนส่งจากระบบขนส่งโลจิสติกส์เดิม ที่เน้นถนนให้มาใช้รถไฟขนส่งสินค้า จะทำให้ประเทศประหยัดการใช้น้ำมันนำเข้าในระยะยาว ที่ยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น

ผมอยากให้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ปรับเปลี่ยนจากลงทุนถนนปลอดฝุ่นนับแสนล้านบาท ที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากนัก มาเป็นพัฒนาระบบขนส่งระบบรางรถไฟทั่วประเทศ และลดการลงทุนระบบรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯ ลงสัก 50% เอาไปลงทุนสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมเมืองใหญ่ เพื่อกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ กับปริมณฑล

ส่วนการลงทุนระบบชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำ การลงทุนระดับชุมชน ฯลฯ ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นและไม่ควรจะประหยัดเงินลงทุน แต่ควรจะเติมแผนเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มศักยภาพประเทศให้ไปสู่ประเทศ"เกษตรกรรมใหม่"ผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก

"นายกรัฐมนตรีของเรา"พูดเรื่องนี้ไปนานแล้ว แต่เมื่อพูดไปแล้วแต่ยังไม่มีใครรับลูก และไม่ได้ขยายความต่อเนื่องเพื่อลงมือทำให้เห็นเป็น"รูปธรรม"ก็เปล่าประโยชน์

วิธีการทำงานด้วยปากเป็นจุดอ่อนมากๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่แตกต่างจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่พูดแล้วมี"ลูกตาม"ลงมือทำให้เห็นความคืบหน้าเป็นระยะๆ (สำเร็จหรือไม่ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ทำให้หลายๆ เรื่องยังอยู่ในใจคนจนๆ และคนเมืองจำนวนมาก

อยากให้"นายกรัฐมนตรีของเรา"มีโฟกัสในพูดประเด็นสำคัญที่เป็นเรื่องอนาคตมากกว่านี้  แล้วตั้งทีมติดตามงานว่าลงมือทำหรือยัง หรือสั่งมือไม้ให้ทำงานมากกว่าปล่อยให้ปากปล่อย"มุกควาย"ทำงานมากกว่าลงมือทำงาน แล้วเลิกใช้คารมคมคายตอบคำถามนักข่าวให้ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปจับต้องอะไรไม่ได้เลย

(อ่านข้อเขียนย้อนหลังและแสดงความคิดเห็นตลอด 24 ชั่วโมง ทาง www.oknation.net/blog/adisak)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 02 มิถุนายน 2009, 06:47:40 AM
ลม  เปลี่ยนทิศ  "ดักคอเทพเทือกเช่ารถเมล์ฉาว 4 พันคัน"

http://www.thairath.co.th/content/pol/9984


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 02 มิถุนายน 2009, 06:58:09 AM
"เงินเฟ้อติดลบเดือนที่5 ลดลงต่ำสุดในรอบ10ปี
พาณิชย์เสียงแข็งยังไม่ฝืด-คาดส.ค.ดีขึ้น
ธปท.ห่วงน้ำมนพุ่งฉุดเศรษฐกิจซบยาว "

http://www.naewna.com/news.asp?ID=164064


หัวข้อ: Re: ซ้อเจ็ดแห่งผู้จัดการบอกว่า ทักษิณเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
เริ่มหัวข้อโดย: ปลายไผ่ ที่ 02 มิถุนายน 2009, 12:52:42 PM
เพิ่งอ่านคอลัมน์ของซ้อเจ็ดในผู้จัดการเสร็จ
ช่วงท้ายของบทความ ซ้อเจ็ดบอกว่า ทักษิณกำลังเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ 3
ขออนุญาตตัดแปะมาให้อ่าน
เท็จจริงอย่างไร
โปรดใช้วิจารณญาณ

"ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของ “ซินาอ้า” ซักหน่อย หายหน้าหายตาไปนานรู้เปล่าว่าคิดถึง แบบว่าด่าคนเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่มันเท่าด่าตะเองอ่ะ
       
        หลังจากที่ส่งลูก ส่งทหารหญิง ส่งนักข่าวสำนักหน้าเงิน และพวกควายแดงออกมาสรรเสริญตัวเอง และปลุกปั่นจนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ก็ดูเหมือนว่าซินาอ้าจะเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยออกมาตอแหลซักเท่าไหร่
       
        ไม่ใช่ว่าสำนึกผิดคิดได้ใฝ่ดี หรือหายหัวไปลงรูดาราที่ไหนหรอก เพราะตอนนี้อย่าว่าแต่มีเพศสัมพันธ์เลย แค่งัดออกมาเยี่ยวก็ไม่ไหวแล้ว
       
        แหล่งข่าววงในรายงานว่า ซินาอ้าได้โทรศัพท์เรียกหมอมือดีที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ให้บินไปหาที่ดูไบ เพื่อตรวจรักษาไอ้จู๋แก่ที่ไม่ค่อยผงกหัวซักเท่าไหร่ ซ้ำยังมีอาการปวดแสบปวดร้อนจะเยี่ยวก็ไม่ได้ จะเอาก็ไม่ไหว เล่นเอาซินาอ้าจะชักตายวันละหลายรอบ
       
        ผลการตรวจปรากฏว่า ซินาอ้าโดนมะเร็งต่อมลูกหมากแดก แทบจะหมดพวง อาการร้ายแรงลุกลามถึงขั้น 3 หนทางรักษาค่อนข้างริบหรี่ จะตายแหล่ไม่ตายแหล่ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ๆ เวลาโดนตรวจหาก้อนเนื้อร้ายทีไรซินาอ้าแทบจะตายห่าทุกที
       
        เพราะทุกครั้งที่หมอจะเช็กความเติบโตของมะเร็งจะต้องใช้นิ้วหรือไม่ก็ เครื่องมืออัลตราซาวนด์ทะลวงไปที่ตูดของซินาอ้า สร้างความเจ็บปวดให้กับซินาอ้าสุดๆ ที่จะต้องมาโดนเสียบเอาเมื่อตอนแซยิด หลังจากที่ไปเสียบคนอื่นมาตลอดชีวิต"


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 03 มิถุนายน 2009, 06:20:21 AM
จากประชาชาติธุรกิจ

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4109

ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ถามหาสังคมใหม่และพิมพ์เขียว



เมื่อไม่นานมานี้ ในงานสัมมนาเศรษฐศาสตร์การเมืองประจำปี 2552 เรื่อง "ทิศทางประเทศไทยในพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมโลก" ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ผลักดันความคิดเศรษฐกิจชุมชน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้

หลังจากที่ประเทศไทยพยายามเดิน เส้นทางการเป็นสมัยใหม่แบบยุโรปตะวันตก (modernization) มายาวนาน นับแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ปี 2475 โดยชนชั้นนำใน ยุคนั้น เราพบว่าความเจริญทางเทคโนโลยี และทางเศรษฐกิจแบบตะวันตกที่รับเข้ามา และการพยายามแปลงตัวเองเป็นตะวันตกของชนชั้นนำส่วนหนึ่งนั้น และยังพยายามผลักดันลากจูงทุกส่วนของสังคมไปในวิถีทางนั้นด้วย

โดยเฉพาะพยายามให้ กลายเป็นนายทุนและคิดแบบปัจเจกชนนิยมสุดโต่ง การแข่งขันถูกนำเข้ามาแทนการช่วยเหลือซึ่งกันและกันและความมีน้ำใจที่เป็นวัฒนธรรมไทยมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งไม่ใช่เส้นทางที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของประเทศไทย

จนมีข้อเสนอแนวคิดอีกทางเลือกหนึ่งคือ "วัฒนธรรมชุมชน" เป็นเส้นทางการเป็นสมัยใหม่ของประเทศไทยในปัจจุบัน เพราะพื้นฐานของสังคมไทยมีความเป็นครอบครัวและชุมชนสูงมากในการทำมาหากิน ชาวบ้านมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สถาบันชุมชนได้ถูกส่งทอดและเก็บรักษาไว้อย่างดีตั้งแต่สมัยสังคมศักดินา แม้จะมีการร่วมสมัยของระบบทุนนิยมเข้ามา การดำรงอยู่ของชุมชนก็ยังต่อเนื่อง โดยครอบครัวและเครือข่ายครอบครัวยังเป็นหน่วยการผลิตหลักและรวมตัวอยู่ในสถาบันหมู่บ้านระบบหัตถกรรมส่วนใหญ่ยังคงเป็นกิจกรรมครัวเรือน หรือโรงงานขนาดเล็ก นับได้ว่า สังคมแบบชุมชนเป็นเอกลักษณ์ลักษณะพิเศษ

นอกจากนี้ ในสังคมยังมีการปรับตัวของระบบครอบครัวและชุมชน มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มใช้แรงงานในครอบครัวและในชุมชน เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มหัตถกรรม ผู้ผลิต สมุนไพร เครื่องปั้นดินเผา โรงงานชุมชน โรงสี และโรงงานยางแผ่น ฯลฯ ขณะที่กลุ่มและสหกรณ์ออมทรัพย์เครือข่ายชุมชนที่มีอยู่เดิมทั้งภายในหมู่บ้านและระหว่างหมู่บ้านก็ยังดำรงอยู่ดีและมีบทบาท ซึ่งเมื่อคิดในแง่จำนวนชีวิตของสมาชิกจะพบว่าระบบสังคมเศรษฐกิจชุมชนอันประกอบด้วยผู้ผลิตเล็กอิสระเป็นระบบสังคมเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือ "ใหญ่กว่าระบบทุน" โดยระบบผู้ผลิตเล็กอิสระมีการดำรงอยู่อย่างหนาแน่นทั้งในชนบทและในเมือง

ดร.ฉัตรทิพย์ได้เสนอว่า ทิศทางการพัฒนาประเทศชาติที่จะเป็นจริงและตรงกับความปรารถนาของผู้คนคือการพัฒนาที่ระบบที่ใหญ่ที่สุดในแง่ผู้คนนี้คือ "ระบบชุมชน" ซึ่งจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นการพึ่งตนเอง มีศักดิ์ศรี ไม่ปฏิเสธตัวเอง และจะสามารถนำพาและระดมพลังคนส่วนใหญ่ได้ ดังนั้นในทางเศรษฐกิจควรจะสนับสนุนระบบเศรษฐกิจชุมชนและเครือข่ายชุมชนให้มากที่สุดและให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากจะมีชุมชนขนาดใหญ่เพื่อทำกิจกรรมบางประการควรจะเป็นชุมชนที่เกิดจากเครือข่าย ในภาคเมือง ส่งเสริมสหกรณ์ผู้ผลิตหัตถกรรม และการเป็นแกนกลางวัฒนธรรมแห่งชาติเพื่อเชื่อมต่อระบบเศรษฐกิจชุมชนและระบบเศรษฐกิจทุน

ซึ่งในด้านรัฐนั้น รัฐในท้องถิ่นอยู่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด ควรมีหน้าที่มากขึ้น ส่วนรัฐส่วนกลาง เป็นตัวแทนหรือเป็นเครื่องมือของชุมชน โดยเป็นไปตามความสมัครใจของชุมชน หรืออีกนัยหนึ่งคือให้ชุมชนกำหนดรัฐ ไม่ใช่รัฐกำหนดชุมชนอย่างในอดีต เพราะสถาบันรัฐที่แท้จริงแล้วคือตัวแทนของชุมชนเพื่อทำบริการสาธารณะ แต่ที่ผ่านมาสถาบันรัฐไทยแปลกแยกจากชุมชนตลอดมา คงแบบลักษณะ รัฐราชการศักดินา แม้เศรษฐกิจจะพัฒนาเข้าสู่ระบบทุนก็ตาม

"เราจะต้องพยายามประกอบรัฐใหม่ให้เป็นตัวแทนของชุมชน วิธีการ คือกระจายหน้าที่จากรัฐส่วนกลางให้ไปเป็นหน้าที่ หรือบริการสาธารณะที่รัฐท้องจะจัดทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมีประสิทธิภาพและจะดียิ่งขึ้น ถ้าองค์กรชุมชนในด้านต่างๆ จะเข้ามารับทำบริการสาธารณะที่เดิม ทำโดยรัฐ พยายามให้รัฐไม่ว่าส่วนกลางหรือท้องถิ่นปกครองให้น้อยที่สุด แต่ใช้การโยงหน่วยต่างๆ ในสังคมด้วยวัฒนธรรมแทน"

การเป็นสมัยใหม่นั้น จริงๆ มีได้หลายรูปแบบ และไทยเราควรก้าวข้ามการเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตก โดยการประกอบสังคมสมัยใหม่แบบที่เหมาะสมกับตัวเราเองและเราชอบของเราเอง นั่นคือการเป็นไทยเราเองแบบชุมชน ซึ่งจะเป็นการสลัดหลุดจากการครอบงำทางความคิดที่สำคัญ และก้าวสู่สังคมแบบชุมชนที่เป็นสมัยใหม่ โดยเอาระบบชุมชนเป็นตัวตั้ง แล้วเลือกองค์ประกอบที่เราปรารถนาและเป็นจริงได้ในสังคมของเรา อาจเอาองค์ประกอบ บางส่วนมาจากตะวันตกสมัยใหม่ เช่น เทคโนโลยี หรือองค์ประกอบจากระบบอื่นมาผสมผสานในสัดส่วนที่เข้ากันได้และเป็นไปในแบบที่เราต้องการ ซึ่งจะทำให้สังคมแบบชุมชนสมัยใหม่จะเป็นความทันสมัยที่เป็นตามแบบฉบับของไทยเอง และทุนนิยมกลายเป็นสถาบันหนึ่งในระบบชุมชน

แต่สิ่งที่สำคัญคือไทยเราจะกล้าค้นหาและเดินเส้นทางไปสู่สังคมสมัยใหม่ในจินตนาการนั้นหรือไม่ และจะวางราย ละเอียดออกมาเป็นพิมพ์เขียวอย่างไร


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 มิถุนายน 2009, 07:28:32 AM
ถอนพิษ “จำนำสินค้าเกษตร” ระวังกับดัก “ประกันราคา”
โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061137


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 มิถุนายน 2009, 08:00:51 AM

   
ถึงเวลาสร้างต้นแบบการพัฒนา

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์    4 มิถุนายน 2552 13:30 น.

เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนในนาม คณะทำงานลดโลกร้อนอย่างเป็นธรรม ร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน (ไทย) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน จัดการประชุมในหัวข้อ "ท่าทีและจุดยืนภาคประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน" โดยมีการรายงานสาระของกิจกรรมผ่านหน้าสื่อไปแล้วบางส่วน
       
       ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเอ็นจีโอดูเหมือนจะมีท่าทีขัดกันเอง โดยเมื่อมีการรายงานว่า สาระการประชุมมีการโจมตีประเทศพัฒนาแล้วในเรื่อง 'ระบบคาร์บอนเครดิต' อย่างรุนแรง
       
       แต่ขณะเดียวกันก็มีการรายงานว่า ในการแถลงข่าวผลการประชุม ตัวแทนหญิงจากกลุ่มอนุรักษ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีข้อเสนอที่หนักแน่นและชัดเจนว่า "เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเป็นผู้นำการลดคาร์บอนอย่างสมัครใจ โดยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทบทวนและปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ ทบทวนนโยบายการอุดหนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมสกปรกและที่ก่อมลพิษ เช่นอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ รวมทั้ง ยกเลิกโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพราะไม่ใช่ทางออกเนื่องจากเสี่ยงกับการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี"
       
       สรุปสุดท้ายเลยมองไม่เห็นทิศทางว่าจะเอายังไงกันแน่
       
       ในการวิเคราะห์ทฤษฏีความขัดแย้ง ตามแนวทางของคอมมิวนิสต์มองว่า ความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคือความขัดแย้งทางโครงสร้าง ซึ่งต่างกันอย่างยิ่งกับความขัดแย้งเฉพาะหน้าที่เปิดโอกาสให้ 'นักฉวยโอกาส'
       
       ผลกระทบของนักฉวยโอกาสที่ทำให้ประเทศต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นและไม่มีการกล่าวถึงก็คือ กรณีโรงไฟฟ้าหงสา ของประเทศลาว
       
       โครงการหงสาลิกไนต์ จัดเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนโรงแรกที่ใช้ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับประเทศไทยภายใต้บันทึกความ เข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล สปป.ลาว ตัวโครงการประกอบไปด้วยโรงไฟฟ้าขนาดกำลังผลิต 3X551 เมกะวัตต์ (1,653 เมกะวัตต์), เหมืองถ่านหิน และ เหมืองหินปูน โดยกำลังผลิตไฟฟ้าที่ผลิต ได้ 1,653 เมกะวัตต์นั้น จะขายให้ สปป.ลาว 175 เมกะวัตต์ และที่เหลือขายให้กับประเทศไทย 1,473 เมกะวัตต์
       
       สำหรับอัตราค่าไฟฟ้า ณ ชายแดน เฉลี่ยตลอดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับ บริษัทบ้านปู-ราชบุรี 25 ปี ประกอบไปด้วย 1)ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment หรือ AP) เท่ากับ 1.409 บาท/หน่วย 2)ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payment หรือ EP) เท่ากับ 0.866 บาท/หน่วย รวมเป็นค่าไฟฟ้าทั้งหมด 2.275 บาท/หน่วย
       
       ค่าไฟฟ้าดังกล่าว ถูกมองว่า แพง แต่มันก็เป็นข้อเสนอที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
       
       สรุปก็คือ คนไทยต้องซื้อไฟจากลาวในราคาแพง
       
       ประเด็นก็คือ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถแจ้งเกิดในประเทศไทยได้ แต่โครงการก็ไปแจ้งเกิดในประเทศเพื่อนบ้านได้
       
       การ คัดค้านต่อต้านจากเอ็นจีโอนักฉวยโอกาส ประสบความสำเร็จใจการที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดในประเทศไทยไม่ได้ แต่มันก็ไปเกิดที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็หมายความว่า ปัญหาโลกร้อนก็ยังคงมีอยู่ คนไทยใช้ไฟแพงแต่ไม่มีใครตำหนิบทบาทนี้ของเอ็นจีโอ
       
       การฟื้นเศรษฐกิจประเทศ ทั้งมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบ รวมถึงที่กำลังจ่อจะกู้อีก ๔ แสนล้านบาทนั้น ดูเหมือนจะมองแต่ในกรอบการลงทุนของรัฐ
       
       ประเด็นตรงนี้ในแง่ของฝ่ายการเมืองอาจมองได้ว่า ยิ่งโครงการรัฐมากเท่าไหร่ เสบียงกรังในยามทำศึกเลือกตั้งน่าจะมากขึ้นเช่นกัน
       
       กรอบการพัฒนาเศรษฐกิจละเลยที่จะมองการลงทุนของภาคเอกชนอย่างสิ้นเชิง โดยรัฐอ้างว่า เศรษฐกิจฟุบการลงทุนชะงัก
       
       ทั้งๆที่หาก สแกนเป็นรายอุตสาหกรรมจะยังเห็นการเติบโตในบางภาคอุตสาหกรรม
       
       ภาครัฐเคยมองอย่างทะลุหรือไม่ว่า การลงทุนที่ชะงักนั้นเป็นเพราะพิษเศรษฐกิจหรือการคัดค้านของเอ็นจีโอ
       
       ยกตัวอย่างกรณีการชะงักงันของนักลงทุนที่มาบตาพุด และกำลังลามไปพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นเวสท์เทิร์นและเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด
       
       ประเทศนำเข้าน้ำมันปีละหลายแสนล้านบาท นำเข้าเหล็กปีละหลายแสนล้านบาท ขนาดว่าเศรษฐกิจอย่างที่เป็นอยู่ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ยังเปิดเผยตัวเลขการนำเข้าเหล็กเดือนมีนาคม-เมษายน 2522 ว่า อยู่ที่ 14,022 ล้านบาท และ 17,561 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเมื่อรวมยอดนำเข้าตั้งแต่ต้นปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท
       
       ต่อไปเราอาจขึ้นลำดับต้นๆของประเทศนำเข้าไฟฟ้าอีกเช่นกัน
       
       เงินมีแต่ไหลออก หากวันหนึ่งเศรษฐกิจที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ล้มครืน เศรษฐกิจคนรากหญ้าก็ต้องได้รับผลกระทบเช่นกัน
       
       บาง ครั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อาจต้องแสดงความกล้าที่จะสร้างต้นแบบการพัฒนา ที่บูรณาการความเห็นแตกต่างของนักลงทุน เอ็นจีโอ และประชาชนให้เป็นทิศทางเดียวกัน ก่อนที่ประเทศจะไม่มีทางออก


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 มิถุนายน 2009, 09:15:51 AM
ลิ้งค์ปาฐกถาของอาจารย์ฉัตรทิพย์  นาถสุภา  ล่าสุด

"ทิศทางประเทศไทยในพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมโลก"

 http://www.prachatouch.com/content.php?id=24123  (http://www.prachatouch.com/content.php?id=24123)

ปาฐกถาอาจารย์ณรงค์  เพชรประเสริฐ

 http://www.prachatouch.com/content.php?id=24122  (http://www.prachatouch.com/content.php?id=24122)


ปาฐกถาของ ดร.ปรีชา  เปี่ยมพงษ์ศานต์
  http://www.prachatouch.com/content.php?id=24120 (http://www.prachatouch.com/content.php?id=24120)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 05 มิถุนายน 2009, 09:27:48 AM
ปาฐกถา "60 ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์" ครั้งที่ 3 "การเงินชุมชน เศรษฐศาสตร์ชุมชน"-“องค์กรการเงินชุมชนไทย - มองไปข้างหน้า”

 http://www.prachatouch.com/content.php?id=20725  (http://www.prachatouch.com/content.php?id=20725)

http://www.prachatouch.com/content.php?id=21047

http://www.prachatouch.com/content.php?id=21048

 http://www.prachatouch.com/content.php?id=21049  (http://www.prachatouch.com/content.php?id=21049)


 http://www.prachatouch.com/video_clip.php?pPage=5&p_Type=37  (http://www.prachatouch.com/video_clip.php?pPage=5&p_Type=37)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 13 มิถุนายน 2009, 08:18:58 AM
เนื้อหาของการสัมนาเศรษฐศาสตร์การเมืองครั้งที่ 1  จัดที่คณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 http://www.prachatouch.com/video_clip.php?pPage=2&p_Type=37   (http://www.prachatouch.com/video_clip.php?pPage=2&p_Type=37)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 16 มิถุนายน 2009, 08:22:07 AM
ผ่าเม็ดเงินใน2พ.ร.ก.-พ.ร.บ.กู้เงิน2.8แสนล้าน แผนปฏิบัติการ-ไทยเข้มแข็ง 5พรรครบ.แบ่งเค้กลงตัว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1245073572&grpid=01&catid=05


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 16 มิถุนายน 2009, 08:33:13 AM
 
 
ลิ้งค์จากฐานเศรษฐกิจ--->

เปิดร่างพ.ร.บ.กู้เงิน400,000 ล. พุ่งเป้า'ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง' 


http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=R3024351&issue=2435


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 24 มิถุนายน 2009, 22:54:42 PM
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act02240652&sectionid=0130&day=2009-06-24


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 25 มิถุนายน 2009, 07:28:36 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

"โฉนดชุมชนและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม"

ดร.ประภาส  ปิ่นตบแต่ง

พี่น้องครับ ยังไม่ต้องรอให้ประเทศกลุ่มอาหรับเข้ามาถือครองที่ดินดังที่กำลังเป็นข่าวในขณะนี้ เมื่อที่ดินถูกปล่อยให้กลายเป็นสินค้าซื้อขาย และเก็งกำไรในระบบตลาด ปล่อยให้มีการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีการควบคุมการเก็งกำไรซื้อขายราคาที่ดินและการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างเป็นระบบ


เหล่านี้เป็นเงื่อนไขเพียงพอที่ส่งผลต่อภาคการผลิตทางการเกษตรเป็นอย่างมาก ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติบนฐานที่ดินได้ถูกแปรสภาพไปเป็นพื้นที่ทางธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และเกิดการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในสังคมอย่างเข้มข้น


การสูญเสียพื้นที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการทำเกษตรกรรมเนื่องจากมีการใช้ที่ดินผิดประเภท จากรายงานของกรมพัฒนาที่ดิน ในปี 2543 พบว่า มีที่ดินประมาณ 30 ล้านไร่ ซึ่งอยู่ในเขตชลประทานและเหมาะสมสำหรับการทำนาปลูกข้าว ถูกใช้ผิดประเภทโดยมีการนำไปสร้างโรงงานอุตสาหกรรม รีสอร์ท บ้านจัดสรร สถานที่ราชการและสถานศึกษา ไปแล้วประมาณ 5 ล้านไร่ หรือประมาณ 1 ใน 6 ของพื้นที่ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ


การสูญเสียพื้นที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการทำเกษตรกรรมเนื่องจากมีการใช้ที่ดินผิดประเภท จากรายงานของกรมพัฒนาที่ดิน ในปี 2543 พบว่า มีที่ดินประมาณ 30 ล้านไร่ ซึ่งอยู่ในเขตชลประทานและเหมาะสมสำหรับการทำนาปลูกข้าว ถูกใช้ผิดประเภทโดยมีการนำไปสร้างโรงงานอุตสาหกรรม รีสอร์ท บ้านจัดสรร สถานที่ราชการและสถานศึกษา ไปแล้วประมาณ 5 ล้านไร่ หรือประมาณ 1 ใน 6 ของพื้นที่ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ


คุณชรินทร์ ดวงดารา บอกว่า เกษตรกรรายย่อยที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ และเป็นหนี้กับสหกรณ์และสถาบันการเงินต่างๆ โดยนำที่ดินไปค้ำประกันและกำลังเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องเพื่อยึดทรัพย์ขายทอดตลาด มีจำนวนรวมกันราวพื้นที่เกือบ 39 ล้านไร่


สถานการณ์วิกฤติปัญหาที่ดินดังกล่าวยังเกิดจากปัญหาอีกมิติหนึ่งคือ การแย่งชิงที่ดินในที่ดินของรัฐ เช่น ที่ดินในเขตป่า ที่ดินสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งความขัดแย้งและการอพยพไล่รื้อยังเกิดขึ้นตลอดเวลา ในหลายพื้นที่ดังกรณีปัญหาภายใต้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ได้นำมาสู่ความรุนแรงถึงขั้นการลอบสังหาร การจับกุมและฟ้องร้องชาวบ้านด้วยสารพัดข้อหา


การละเมิดสิทธิในที่ดินของชุมชนและประชาชน ทำให้เกษตรกรรายย่อย และประชาชนทั่วไปต้องเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินทำกิน ในขณะที่ดินกระจุกตัวอยู่ในหมู่คนจำนวนน้อย แต่เกษตรกรชาวนาชาวไร่ซึ่งเป็นคนจำนวนมาก และเป็นผู้ผลิตอาหารให้แก่ผู้คนในสังคมไทยกลับไร้ที่ดินและมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอ 


อย่างไรก็ดี ปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินทำกินและการสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมได้นำมาสู่การผลักดันจนกระทั่งรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ได้รับรองสิทธิให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


นอกจากนี้ ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐเกี่ยวกับแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตรา 85 ได้กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  โดย กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง


รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์เองก็ได้กำหนดนโยบายการแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรในรูปของธนาคารที่ดิน หรือในรูปของโฉนดชุมชน ดังที่กำหนดว่า “คุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้ว เพื่อเป็นฐานการผลิตทางการเกษตรในระยะยาว ฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร”


ปัญหาอยู่ที่ว่า หลักการและฐานคิดนามธรรมดังกล่าวที่ปรากฏทั้งในรัฐธรรมนูญและนโยบายรัฐบาลจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ขณะนี้ได้มีข้อสรุปที่เกิดจากคณะทำงานที่ตั้งขึ้นอันเป็นผลมาจากการร่วมปักหลักชุมนุมของพี่น้อง คปท. ในประเด็นโฉนดชุมนุมซึ่งน่าจะนำสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยน


คปท. มีข้อเสนอว่า โฉนดชุมชนก็คือ รูปแบบการบริหารจัดการของการใช้สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 66 ซึ่งเป็นสิทธิรวมหมู่ของชุมชนในการจัดการการครอบครองที่ดินและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดิน เพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชน และเป็นการรักษาพื้นที่เกษตรในการผลิตพืชอาหารในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร


หลักการสำคัญของโฉนดชุมชนก็คือ ต้องมองที่ดินว่าเป็นฐานชีวิตสำคัญของชุมชนเกษตรกรรมรายย่อย เพราะที่ดินเป็นทั้งปัจจัยการผลิต แหล่งพึ่งพิงเพื่อสภาพการดำรงชีพ ดังนั้น การจัดการที่ดินจึงต้องไม่มีฐานคิดแบบระบบตลาดที่มองที่ดินเป็นสินค้า ปล่อยให้มีการเก็งกำไรซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันอย่างเสรีกล่าวคือ ต้องเอาที่ดินออกจากระบบกลไกตลาด


ดังนั้น ที่ดินจึงควรเป็นเจ้าของโดยชุมชน ให้ชุมชนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน ไม่ควรมีการถือครองในรูปแบบกรรมสิทธิ์เป็นรายบุคคล ไม่ควรถูกนำมาซื้อขายในกลไกตลาด หากผู้ใดไม่ใช้ประโยชน์ให้คืนสิทธิการใช้ประโยชน์แก่ชุมชนผ่านองค์กรที่บริหารจัดการ และอาจได้รับค่าชดเชยบางระดับที่ไม่ใช่ราคาที่ดินท้องตลาด 


ประการต่อมา การใช้ที่ดินในชุมชนเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ต้องเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ทางการเกษตรโดยการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมหรือกิจกรรมที่จะส่งผลกระทบการทำเกษตร  ซึ่งต้องโยงกับการคุ้มครองพื้นเกษตรกรรม และควรมีลักษณะเงื่อนไขของเกษตรกรรมยั่งยืน


ในมิติด้านองค์กรการจัดการที่ดินโดยชุมชน เสนอว่า จำเป็นต้องมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่จัดการหรือมีวิธีการจัดการร่วมกันในนามของชุมชน รูปแบบการจัดองค์กรหรือการจัดการไม่ควรจำกัดอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละชุมชน อาจจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่เป็นนิติบุคคลก็ได้


การได้มาซึ่งที่ดินในการจัดโฉนดชุมชนโยงกับการจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน เพื่อจะได้เอาเงินมาซื้อที่ดินที่จะต้องเร่งให้มีมาตรการทางภาษีที่บังคับให้เจ้าที่ดินปล่อยที่ดินออกมา ส่วนที่ดินในเขตป่าก็ต้องมีพิสูจน์การถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินและมีการกันเขตพื้นที่


สิ่งสำคัญประการสุดท้ายก็คือ ต้องสร้างความต่อเนื่องของนโยบายโฉนดชุมชน ทั้งนี้ ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ประกอบด้วย หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารนโยบายโฉนดชุมชนให้ต่อเนื่องจากพื้นโฉนดชุมชนนำร่อง และให้มีการจัดตั้งส่วนงานและงบประมาณรองรับ ซึ่งอาจเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้


การสร้างรูปธรรมในลักษณะโครงการนำร่องโฉนดชุมชน และทำให้ลงรากปักฐานระยะยาว จะเป็นย่างก้าวสำคัญของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ให้มีอะไรที่มากกว่าการลอกการบ้านประชานิยมของรัฐบาลอดีต


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 29 มิถุนายน 2009, 09:30:50 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

ทีดีอาร์ไอ เปิดผลศึกษาจำนำข้าว ชาวนายากจนไม่ได้ประโยชน์โดย : ประกายดาว แบ่งสันเทียะ


 

 เปิดผลศึกษา ทีดีอาร์ไอ ระบุโครงการรับจำนำข้าว ผลประโยชน์ตกกับชาวนาเพียง 40.2% หน่ำซ้ำชาวนาในส่วนที่ยากจนที่สุดในภาคอีสานยังเข้าไม่ถึง
มติครม.ที่กำหนดให้วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันข้าวและวันชาวนาแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับชาวนา กระบอกเสียงใหญ่ของนักการเมือง ต้องไม่ลืมว่า ไทยยังเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวหัวแถวของโลก

ด้วยความสำคัญที่ว่านี้ ทำให้ข้าวถูกนำมาใช้เป็น "สินค้าการเมือง" ผ่านโครงการรับจำนำ ที่มักจะกำหนดราคารับจำนำข้าวไว้สูงกว่าราคาตลาด นอกจากจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดแล้ว ยังทำให้รัฐบาลขาดทุนซ้ำซากเป็นหนี้ธกส.กว่าแสนล้านบาทในปัจจุบัน จากภาวะซื้อแพง-ขายถูก กลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปปัตย์ตัดสินใจล้มประมูลข้าว 2.6 ล้านตันในช่วงที่ผ่านมา สุ่มเสี่ยงต่อการนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล

การเปลี่ยนรูปแบบจากการจำนำข้าว เป็นการ "ประกันราคา" ที่คาดหวังกันว่าจะเป็นทางเลือก-ทางรอดของการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อทำเข้าจริงๆแล้ว จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากการศึกษาของทีดีอาร์ไอ พบว่าโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งชาวนาน่าจะได้รับผลประโยชน์ไปแบบเต็มๆนั้น แท้ที่จริงผลประโยชน์จากโครงการนี้ตกอยู่กับชาวนาเพียง 40.2%

ที่สำคัญยังเป็นชาวนาในเขตชลประทานภาคกลาง/เหนือตอนล่างที่มีฐานะดี ที่ได้รับประโยชน์มากถึง 35% ยังถือเป็นกลุ่มคนรวยที่สุด 20% แรกของครัวเรือนไทย

ขณะที่ชาวนาที่จนที่สุดได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เพียง 4.6% เท่านั้น เนื่องจากเป็นชาวนาที่อยู่ในภาคอีสาน ซึ่งไม่มีข้าวส่วนเกินเหลือขาย ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อบริโภคเอง

ผลประโยชน์ส่วนที่เหลือตกแก่โรงสี 13.5%  โกดังเก็บข้าว 4.4% ผู้ส่งออก มากถึง 23.7% หน่วยราชการ 14.5% และเงินรั่วไหลสูญเปล่าไป 3.6%

เมื่อข้าวส่วนใหญ่อยู่ในมือรัฐบาล สถานะของรัฐจึงไม่ต่างกับการเป็น "ผู้ค้าข้าวรายใหญ่"  เช่น ปริมาณข้าวนาปรังปี 2552 เข้าโครงการภาครัฐถึง 6 ล้านตัน จากผลผลิตทั้งประเทศที่ 7.7 ล้านตัน

ผลศึกษายังพบว่า รายรับ-รายจ่ายตัวเงินของโครงการ ณ 31 มีนาคม 2552  พบว่า รัฐต้องมีค่าใช้จ่ายในโครงการรับจำนำกว่า 50,000 ล้านบาท แต่กลับมีรายได้จากการขายข้าวเพียง 32,000 ล้านบาท (แบ่งเป็นรายได้จากการขายข้าวเปลือก 72,000 ล้านบาท และข้าวสารมูลค่า 25,420 ล้านบาท) ส่งผลให้รัฐขาดทุนจากการดำเนินการมากถึง 18,000 ล้านบาท จากการประกันราคาข้าวที่สูงกว่าตลาด แต่กลับนำมาประมูลขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด

เฉลี่ยแล้วรัฐขาดทุนจากการดำเนินการ ตันละ 3,093 บาทต่อตัน จากการรับจำนำที่ต้นทุนตันละ 9,393 บาท ส่งผลให้มีเงินคืนกลับเข้ารัฐเหลือเพียงตันละ 6,200 บาท เท่านั้น

ในจำนวนนี้ ยังไม่รวมเงินกู้ที่กู้มาจากธกส.ที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อนำมาใช้ดำเนินการต่างๆ ที่ไม่นำมาคิดมูลค่าในปัจจุบัน ประกอบด้วย เงินให้กู้จำนำยุ้งฉาง 11.62  ล้านบาท เงินให้กู้จำนำใบประทวน 33.17 ล้านบาท การดำเนินงานธกส. 2.35 ล้านบาท การดำเนินงานองค์การคลังสินค้า(อคส.) 1.23 ล้านบาท ค่าจ้างสีข้าว/ขนส่ง 2.32 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น จดทะเบียนประชาสัมพันธ์ 0.059 ล้านบาท

ดร.นิพนธ์ ยังระบุว่า นโยบายจำนำข้าวยังกระทบไปถึงความสามารถในการ "ส่งออก" ของไทย เพราะราคารับจำนำที่บิดเบือนทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตจึงต้องปล่อยให้เวียดนามส่งออกข้าวไปให้หมดก่อน ค่อยถึงคิวข้าวไทย

ขณะเดียวกัน คุณภาพข้าวของไทยก็ลดต่ำลง เพราะชาวนาปลูกข้าวโดยเน้นเพียงปริมาณ มากกว่าคุณภาพ เพราะหวังขายข้าวให้กับโครงการรับจำนำ

ดังนั้น โครงการรับจำนำข้าว จึงถือเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ข้าวไทยคุณภาพต่ำลง

การจำนำยังเป็นวิธีสิ้นเปลืองที่สุดในการช่วยเหลือชาวนา และชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ และยังทำให้เอกชนถลุงทรัพยากรเพื่อใช้วิ่งเต้นให้เข้ามาแบ่งค่าเช่าจากโครงการ

กลายเป็นบ่อเกิดของช่องทางการทุจริตอย่างเป็นกระบวนการ แถมยังเป็นเรื่องยากที่รัฐจะเข้าไปดำเนินการ เริ่มจากการที่ชาวนาจดทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกเกินจริง มีการสวมสิทธินำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาจำนำ ขณะที่โรงสีก็เห็นช่องทางสวมสิทธิเป็นชาวนาก่อนจะลักลอบขายข้าวให้รัฐ

นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายที่เกิดจากการที่โรงสีแสวงหากำไรจากการโกงส่วนต่างความชื้นและน้ำหนัก รวมถึงการวิ่งเต้นไปจำนำข้าวข้ามเขต ขณะที่กลุ่มโกดังรับฝากข้าวก็สามารถเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะกับเซอร์เวย์เยอร์ (ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว) และนำข้าวมาลักลอบขาย

ผู้ส่งออกยังเห็นช่องทางซื้อข้าวราคาต่ำ โดยรวมตัวกันฮั้วประมูลเพื่อกดราคาซื้อข้าวจากภาครัฐ รวมไปถึงการวิ่งเต้นเปลี่ยนเงื่อนไขการประมูล หรือ ทิ้งสัญญาประมูล

ขณะที่นักการเมือง ก็รู้เห็นเป็นใจเปิดช่องให้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข หรือถอนรายชื่อผู้ส่งออกออกจากบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) รวมถึงอนุมัติให้จำนำข้ามเขต โดยการตกลงขายข้าวราคาถูกก่อนหน้านั้น รวมไปถึงข้าราชการก็รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะยินดีหรือฝืนใจ ก็ตามที

กลายเป็น Political Corruption บ่มเพาะการทุจริตในทุกระดับของการผลิตและค้าข้าว

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการรับจำนำจะมีผลเสียนานัปการ แต่รัฐบาลทุกยุคกลับยังใช้นโยบายนี้พยุงราคาสินค้าเกษตร เพราะสามารถเป็นเครื่องมือในการ "หาเสียง" จากเกษตรกรและยังเป็นแหล่งหาเงินแหล่งใหญ่เพื่อนำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า กลายเป็นวงจรอุบาทก์

ประกันราคา ใช้เงินต่ำกว่า

ดร.นิพนธ์ ยังกล่าวถึงผลศึกษาโครงการประกันความเสี่ยงราคาข้าวว่า จะมีหลักการเพียงประกันราคา ไม่ใช่การยกระดับราคา เพราะต้องการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวน และชาวนาถูกกดราคารับซื้อ โดยไม่ต้องกังวลว่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีราคาต่ำ

วิธีการดังกล่าว ยังถือเป็นการตัดปัญหาของรัฐที่จะต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการดำเนินการ เพราะระบบการประกันราคา จะเป็นการทำสัญญาระหว่าง ธกส.กับ ชาวนา โดยรัฐมีหน้าที่เพียงจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาประกัน กับราคาตลาด นอกจากนี้ยังจะช่วยลดการสวมสิทธินำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาเข้าโครงการรับจำนำ เพราะจะมีการลงทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกไว้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินงานยังจะ "จำกัดวงเงิน" ให้เกษตกรเข้าร่วมโครงการในวงเงินไม่เกิน 3.5 แสนบาท โดยมีสมมติฐานในการใช้งบประมาณสูงสุดที่ 36,703 ล้านบาท (ต่ำกว่าการใช้งบประมาณจากโครงการรับจำนำข้าว) บนสมมติฐานที่ราคาประกัน ตันละ 8,500 บาท และบนสมมติฐานที่รัฐจะจ่ายค่าเบี้ยประกัน 1,951 บาทต่อตัน

อย่างไรก็ตาม แนวทางการประกันราคา ยังมีปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงหากเกิดกรณีขายสัญญา และมีการสวมสิทธิลงทะเบียนเป็นเกษตรกร ขณะที่การจัดเก็บข้อมูลค่าตลาดกลางค่อนข้างหายาก เพราะได้ถูกทำลายไปแล้วจากโครงการรับจำนำที่ผ่านมา ทำให้การประเมินราคารับประกันค่อนข้างยาก

ขณะที่ ดร.สมพร อิศวิลานนท์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นว่าหากรัฐยังคงดำเนินนโยบายจำนำราคาข้าวต่อไป จะทำให้รัฐบาลขาดทุนจากการดำเนินการมากขึ้นกว่าปัจจุบันที่ขาดทุนไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้มาจากธกส.กลายเป็นสาเหตุทำให้ธกส.ไม่เคยปิดบัญชีโครงการรับจำนำได้ แต่กลับยิ่งพอกพูนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐยังไม่มีเงินมาชดเชยธกส.หากปล่อยให้ธกส.คอยเติมเงินมาใช้เป็นเครื่องมือรับจำนำให้กับรัฐบาลก็จะทำให้ธกส.เดินสู่ภาวะขาดทุนสะสมอย่างหนัก จนอาจจะต้องปิดกิจการภายใน 2 ปีจากนี้ ดร.สมพร คาดการณ์และว่า

โครงการรับจำนำที่ผ่านมา ถือว่าเป็นกุศโลบายของนักการเมืองซึ่งใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง โดยมี "โรงสี" ที่สนิทกับนักการเมืองเข้ามาช่วยรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูง และขายในราคาต่ำ แต่เมื่อนำมาแปรสภาพเป็นข้าวสารโรงสีจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตั้งแต่การรับจำนำเพื่อกินส่วนต่าง

นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางให้นำข้าวเก่ามาเวียนเทียนจำนำใหม่ หรือ นำข้าวใหม่ไปขายในช่วงที่ราคาข้าวสูง และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการที่รัฐนำข้าวที่จำนำไปประมูลแล้ว ก็จะได้รับค่าฝากเก็บ และค่าแปรสภาพ


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 28 กรกฎาคม 2009, 07:30:18 AM
ลิ้งค์จากประชาชาติธุรกิจ

"กูรูเศรษฐกิจเตือน "อย่าประมาท" จีดีพีโลก-ไทยอาจฟื้นช้ากว่าที่คาด"

http://www.matichon.co.th/prachachat/view_news.php?newsid=02edi01270752&sectionid=0212&day=2009-07-27

.......................................

อีกยาวนานแน่นอนอย่างน้อยสองสามปี
ไม่ใช่ไตรมาสสี่ปีนี้


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 30 กรกฎาคม 2009, 07:52:16 AM
จากฐานเศรษฐกิจ

คดียึดรถ-ยึดบ้านพุ่ง! > วันละ 200 ราย จ่อคิวบังคับคดีอีกหลายแสนล้านบาท 
เผยภาพสะท้อนเศรษฐฏิจไทยไม่เข้มแข็งอย่างที่ฝันผู้บริโภคและรากหญ้าหมดแรงชำระหนี้สถาบันการเงินโดนฟ้องไลล่ายึดทรัพย์เป็นว่าเล่น กรมบังคับคดี ฝืนใจยึดบ้านและทรัพย์สินตามคำสั่งศาลวันละ 200 ราย และรอคิวเชือดอีกนับแสนรายทั่วประเทศรวมถึงโรงแรม โรงพยาบาล บริษัทลิสซิ่งเผยยอดพุ่ง 100% ต้องตามยึดรถยนต์เดือนละกว่าพันคัน ชี้เศรษฐกิจไม่ฟื้นแนวโน้มบานกว่านี้แน่


ในขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2552 เริ่มมีความหวังในสัญญาณของการฟื้นตัว เช่น ยอดค้าปลีก ภาคส่งออกในบางภาค ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังจะออกมาในเร็วๆนี้ ทั้งมาตรการภาษีและการอัดฉีดสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม แต่คำถามใหญ่คือการฟื้นตัวดังกล่าวจะทันท่วงทีต่อความอยู่รอดของผู้บริโภคระดับบุคคลธรรมดาและรากหญ้าที่รายได้หดหายหรือหมดความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ เพราะในแต่ละวันมีผู้ที่ถูกเจ้าหนี้ตามยึดทรัพย์เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะบ้าน ที่ดิน และรถยนต์





นายสิรวัฒน์ จันทรัฐ อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าจากวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน ได้ส่งผลต่อการฟ้องร้องบังคับคดีมากขึ้น ซึ่งทางธนาคาร สถาบันการเงินได้เร่งรัดให้ทางกรมยึดทรัพย์กับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระเงินกู้ยืม ทำให้มีคดีที่ต้องฟ้องร้องสูงขึ้น โดยพบว่าปริมาณทรัพย์สินที่เข้าสู่ระบบบังคับคดีจะมีจำนวนสูงขึ้นด้วย





*ยึดทรัพย์พุ่งวันละ 200 คดี


ปัจจุบันทางกรมได้ดำเนินการยึดทรัพย์วันละประมาณ 200 คดี เฉพาะส่วนของกรุงเทพมหานครมีประมาณ 60 คดี หรือเดือนละประมาณกว่า 4,000 เรื่อง โดย 70% ของทรัพย์สินที่ยึดจะเป็นบ้าน และที่ดิน ส่วนสินทรัพย์ประเภท หนี้บัตรเครดิต เช่าซื้อรถ จะมีน้อย





จากสถิติ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม 2551- พฤษภาคม 2552) มีการดำเนินการยึดทรัพย์แล้วรวม 55,118 คดี คิดเป็นมูลค่า 131,912 ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2551 (ตุลาคม 2550- พฤษภาคม 2551) มีการยึดทรัพย์ 57,678 คดี มูลค่า 241,541 ล้านบาท จำนวนคดีลดลง 4.44% เช่นเดียวกับมูลค่าทรัพย์สินยึดลดลงถึง 45.39% อย่างไรก็ตามคาดว่าภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้แนวโน้มว่าการยึดทรัพย์จะเพิ่มมากขึ้นอีก ขณะเดียวกันหลักประกันก็เพิ่มสูงตามด้วย


โดยส่วนใหญ่พบว่าหากเป็นลูกหนี้รายบุคคล จะเป็นการฟ้องยึดทรัพย์บ้านที่ดิน ซึ่งมีทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ นอกเหนือจากนั้นจะเป็นสินทรัพย์รายใหญ่ ๆ ที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง อาทิ โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อรวมกับจำนวนคดีที่คั่งค้างอยู่ในปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 160,000 คดีทั่วประเทศ ทำให้มีจำนวนคดีคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท





*แบงก์ซื้อทรัพย์น้อยลง


ขณะที่ความคืบหน้าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ของกรม ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่เมื่อยึดทรัพย์มาแล้วจะต้องนำออกเร่งขาย เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ตามคำสั่งศาลนั้น ปัจจุบันการขายทอดตลาดกระทำได้ยากขึ้น เนื่องจากปัญหาหลาย ๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเสื่อมสภาพของทรัพย์ที่ผู้ซื้อต้องมีการตรวจสอบก่อนที่จะประมูล ปัญหาการขอสินเชื่อจากธนาคารของลูกค้ารายย่อย เพื่อมาซื้อทำได้ยากมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าทางสถาบันการเงินมีการติดต่อซื้อทรัพย์ที่ประกาศขายทอดตลาดน้อยลง อาจเป็นเพราะไม่อยากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากจนเกินไป เพราะขายต่อในปัจจุบันยากขึ้น ล่าสุดมีการเจรจากับบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัดหรือBAM (บสก.) แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการประมูลทรัพย์ชุดใหญ่ที่ บสก.ต้องการ ทั้งนี้ทางบสก.เองจำเป็นต้องทำตามขั้นตอนการประมูลขายทรัพย์ทอดตลาดที่กำหนดไว้เช่นกัน


"นอกจากนี้แล้วการขายทรัพย์ทอดตลาดในปัจจุบันยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยอีกมาก อาทิ สภาพทรัพย์ไม่เป็นที่โดนใจผู้ซื้อ อยู่ไกลในพื้นที่ต่างจังหวัด ,ความเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง แม้จะมีความพร้อมที่จะประมูลซื้อ แต่ไม่อยากทำร้ายจิตใจผู้โดนยึดทรัพย์ สิ่งสำคัญเรื่อง พ.ร.บ.อาคารชุดที่กำหนดว่าจะต้องมีหนังสือใบปลอดหนี้มายื่นประกอบในการประมูลซื้อทรัพย์ขายทอดตลาดซึ่งเรื่องยังค้างอยู่ในการพิจารณา"


นายสิรวัฐกล่าวต่อว่า สำหรับการผลักดันทรัพย์นั้นทางกรม ก็ได้พยายามแก้ไข และเร่งรัดพัฒนาการขายให้ได้โดยเร็ว เพราะไม่ต้องการให้ทรัพย์คงค้างเป็นเวลานาน จะทำให้ทรัพย์เสื่อมสภาพ โดยในบางพื้นที่ทางกรมได้จัดโครงการกรมบังคับคดีสัญจรออกไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อติดตามสถานการณ์และยังได้คัดสรรทรัพย์เด่น ๆ แปลงใหญ่ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หรือแม้แต่โรงแรม เพื่อนำไปเร่งออกประกาศขายทอดตลาดต่อไป อาทิ การเร่งให้ความรู้กับประชาชน การทำประชาสัมพัน์มากขึ้น การเปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล





*ผลักดันทรัพย์แล้ว 8.6หมื่นล.


สำหรับเป้าหมายสำหรับการผลักดันทรัพย์สิน(ขายทอดตลาดและการถอนบังคับคดี) ในปี 2552 ทางกรมวางเป้าไว้มูลค่า 120,000 ล้านบาท เทียบกับปี 2551 ที่ตั้งเป้าในการผลักดันทรัพย์สินออกไปประมาณ 110,000 ล้านบาท แต่สามารถดำเนินการผลักดันสินทรัพย์ในปีที่แล้วได้มากกว่าเป้าคือจำนวน 119,990 ล้านบาท คิดเป็น 109.08%


ณ เดือน พฤษภาคม 2552 สามารถผลักดันทรัพย์สินได้แล้วถึง 86,000 ล้านบาทหรือคิดเป็น 71.74% คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2552 นี้จะสามารถทำได้ตามเป้าที่กำหนดไว้ ในจำนวนนี้เป็นการขายทรัพย์จริงไปแล้วกว่า 23,000 ล้านบาท โดยกรม ยังได้ทำการเร่งผลักดันอย่างต่อเนื่อง เฉพาะคดีแพ่งทำได้แล้วกว่า 23,000 ล้านบาทในปัจจุบัน





*ลิสซิ่งไล่ยึดรถ


"ฐานเศรษฐกิจ" ได้สอบถามไปยังผู้ให้บริการเช่าซื้อรถยนต์เพื่อประมวลภาพที่แท้จริงของแนวโน้มยอดยึดรถในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 2552 บางแห่งแจ้งว่ายอดยึดเพิ่มขึ้นถึง 100% ดังเช่น นายอิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิสซิ่งกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า 6 เดือนแรกปีนี้เทียบปีก่อนปริมาณยึดรถเพิ่มจาก 300 คัน เป็น 600 คัน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากฐานรถยนต์เพิ่มขึ้นจาก 70,000-80,000 คันเมื่อปลายปี 2551 เป็น 100,000 คันในกลางปีนี้


อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าปริมาณยึดรถจะเพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของคุณภาพลูกหนี้รายย่อยดีขึ้น ผ่อนชำระค่างวดตรงเวลา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าลูกค้ารายใหญ่ซึ่งธุรกิจถูกผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่เข้ามาซื้อรถจำนวนหลายคันยังมีปัญหา เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง กลุ่มโรงแรม รถลีมูซีน ท่องเที่ยว หรือฟลีตน้ำมันที่ขาดสภาพคล่องชั่วคราว แต่ในครึ่งปีหลังสัญญาณน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นโอกาสเติบโตของธุรกิจเช่าซื้อ





ต่อลมหายใจลูกหนี้


นายอิสระเปิดเผยว่าบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้าให้ธนาคารกสิกรไทยพิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ จากที่ผ่านมาที่บริษัทไม่ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้า เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจและในแต่ละปีมีลูกค้ารายใหม่ที่เป็นน้ำดี แต่จากที่ทำธุรกิจมาใกล้ 4 ปีแล้ว และคิดว่าในสถานการณ์ปัจจุบันลูกค้าคงต้องการความช่วยเหลือจึงต้องมีแผนปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยลูกค้าในกลุ่มที่เคยมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี แต่ขณะนี้อาจติดปัญหา


นายอนุชาต ดีประเสริฐ ผู้อำนวยการพัฒนาธุรกิจเช่าซื้อรถใหม่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปีแรกธนาคารมีปริมาณรถยึด 1,500-1,600 คันต่อเดือน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแม้ว่าจะเป็นปริมาณลดลง แต่มาจากเหตุผลที่ธนาคารเน้นการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกค้าเพื่อลดปริมาณการยึดรถ และให้สอดคล้องกับศักยภาพของลูกค้าที่มีความสามารถในการผ่อนชำระลดลง ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้พิจารณาขยายเวลาผ่อนชำระค่างวดให้แก่ลูกค้าประมาณ 500-700 รายต่อเดือน หรือครึ่งปีที่ผ่านมาประมาณ 3,000-4,000 ราย


อย่างไรก็ตาม เดือนพ.ค.-มิ.ย.เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยผู้บริโภคหันซื้อรถมือ 2 คุณภาพดี ซึ่งครึ่งปียอดปล่อยสินเชื่อของธนาคารอยู่ที่ 36,000 ล้านบาทต่ำเป้า 4-5%จากที่กำหนดไว้ 80,000 ล้านบาท





ทางด้านนายสติ ศังขวณิช รองประธานสมาคมเช่าซื้อไทย กล่าวว่า แนวโน้มปริมาณรถยึดในครึ่งหลังของปีนี้น่าจะทรงตัว จากการที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบการหันมาใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่างวดกับลูกค้า ทั้งกรณีการยืดระยะเวลาการผ่อนชำระให้ยาวขึ้นและลดวงเงินผ่อนชำระต่องวดเพื่อให้สอดคล้องกำลังของลูกค้าแต่ละราย รวมทั้งสถาบันการเงินระมัดระวังการให้สินเชื่อ ประกอบกับยอดจำหน่ายรถยนต์ปีนี้ที่ลดลงเหลือ 450,000 คัน จากปีก่อนอยู่ที่จำนวน 610,000 คัน


นายสามารถ มุสิกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนแรกมีจำนวนรถที่ถูกไฟแนนซ์ยึดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังในการผ่อนชำระของลูกค้าลดลง สังเกตได้จากรถที่ถูกยึดส่วนใหญ่เลขไมล์เฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 5,000 กิโลเมตร มีการใช้งานเพียง 2-3 เดือนก็ถูกยึดแล้ว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 31 กรกฎาคม 2009, 08:47:00 AM
วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 08:25:00 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ [อ่านล่าสุด 2 คน]


เปิดผลงานรัฐบาล"มาร์ค1"ฉบับย่อ 6 เดือน 100 มาตรการ

เปิดรายละเอียดผลงานรัฐบาล"มาร์ค"รอบ6เดือนที่ผ่านมา 100มาตรการครอบคลุมทั้งประเทศ ทั้งสร้างรายได้ ลดรายจ่าย หนุนท่องเที่ยว และเร่งรัดลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ"ไทยเข้มแข็ง"

หมายเหตุ - เป็นบทสรุปที่คัดมาจากเอกสารผลการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วง 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2552) มีความยาว 40 หน้า จัดทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรี และเตรียมเผยแพร่ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นวันที่นายอภิสิทธิ์ และคณะจะแถลงผลงานรัฐบาลในช่วง 6 เดือน ที่ทำเนียบรัฐบาล

 


1.การสร้างรายได้


- การช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาทต่อคน มีผู้สูงอายุได้รับเบี้ยรอบแรกแล้ว 3,576,661 คน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2552 มีการเบิกจ่ายงบฯแล้ว 6,019,597,500 บาท 


- ให้ค่าตอบแทน (ค่าป่วยการ) แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.เชิงรุก) ทั่วประเทศ จำนวน 987,019 คน ในอัตราคนละ 600 บาทต่อเดือน เดือนเมษายน 2552 จ่ายครั้งแรกไปแล้ว และเมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน ได้จ่ายอีกรอบเป็นเงินรวมกว่า 1,796 ล้านบาท


- จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ในการเพิ่มศักยภาพของชุมชนให้เข้มแข็ง มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยกำหนดให้ชุมชนทำโครงการเสนอขออนุมัติเงินชุมชนละ 100,000-700,000 บาท ตามจำนวนประชากร มีชุมชนต่างๆ ส่งโครงการขอรับงบประมาณ 59,338 ชุมชน รัฐบาลอนุมัติโครงการไปแล้ว 25,059 ชุมชน วงเงิน 7,228 ล้านบาท และได้โอนเข้าบัญชีชุมชนไปแล้ว 3,032 ล้านบาท
 

- การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร เริ่มจากให้ความเห็นชอบในแนวทางการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากนั้นได้เริ่มมาตรการรับจำนำและแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรหลัก ประกอบด้วย ก.เปิดจุดรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/2552 จำนวน 745 จุดทั่วประเทศ เพื่อรับจำนำข้าวนาปีของเกษตรกรจำนวน 574,190 ราย ปริมาณผลผลิตรวม 5.35 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกส่วนใหญ่มีราคาสูงกว่าราคาก่อนรับจำนำ เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิ จากราคา 9,800-10,000 บาท/ตัน เป็น 13,500-14,200 บาท/ตัน ข.การรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 มีเกษตกรมาจำนำ 367,940 ราย ปริมาณรับจำนำรวม 4.26 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวนาปรังปรับเพิ่มสูงขึ้น จาก 9,888 บาท/ตัน เป็น 9,906 บาท/ตัน ค.การแทกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2551/2552 มีเกษตรกรมาจำนำทั้งสิ้น 77,333 ราย ปริมาณรับจำนำ 1 ล้านตันหัวมันสด ส่งผลให้ราคาหัวมันสดสูงขึ้น จาก 1.20-1.30 บาท/กก. เป็น 1.80-2.05 บาท/กก. ง.การแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2551/2552 มีเกษตรกรมาจำนำทั้งสิ้น 77,333 ราย ปริมาณรับจำนำ 1 ล้านตัน ส่งผลให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีราคาสูงขึ้นจาก 7.91 บาท/กก. เป็น 8.88 บาท/กก.


นอกจากนี้ยังแก้ไขปัญหานมดิบล้นตลาด มีการแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์มดิบ ปี 2551/2552 และสนับสนุนสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่าแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ


2.การลดค่าใช้จ่ายและลงทุนทางสังคมเชิงรุก


- โครงการเรียนฟรี 15 ปี จัดสรรงบประมาณ 19,296 ล้านบาท


- โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป้าหมายให้ครอบคลุมประชากร 47.24 ล้านคน ในปี 2553 โดยอนุมัติงบฯปี 2552 ทั้งสิ้น 89,322.26 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัวเท่ากับ 2,401.33 บาท/ประชากร ซึ่งเป็นอัตราเหมาจ่ายที่สูงที่สุดของการดำเนินงานที่ผ่านมา และงบฯบริการผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ไตวายเรื้อรัง โรคเรื้อรัง


- การลดค่าครองชีพประชาชน ได้แก่ ธงฟ้าราคาประหยัด,เช็คช่วยชาติ,โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน (น้ำ ไฟ รถเมล์ รถไฟชั้น 3 ฟรี),การตรึงราคาก๊าซหุงต้มโดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายชดเชยการนำเข้าก๊าซหุงต้ม,การปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้กลับไปอยู่ในอัตราเดิมก่อนดำเนินมาตรการ


- โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน ได้แก่ โครงการต้นกล้าอาชีพ มีผู้ได้รับคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมผู้ว่างงานจำนวนรวม 113,069 คน,ออกมาตรการ 3 ลด 3 เพิ่ม คือ ลดเลิกจ้าง ลดเคลื่อนย้ายแรงงาน ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ว่างงาน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มทางเลือกอาชีพ เพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน,โครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเอสผ่านการปล่อยสินเชื่อและการค้ำประกันแก่ผู้ประกอบการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 5 แห่ง รวม 22,858.57 ล้านบาท


3.มาตรการสนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยว


 - ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ 1,470.38 ล้านบาท,ยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยว,ช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผ่านการให้สินเชื่อวงเงิน 5,000 ล้านบาท,การประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติในกรณีเกิดจลาจล,การให้จัดสัมมนาของหน่วยราชการเฉพาะภายในประเทศ,กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ


4.การเร่งรัดลงทุนขนาดใหญ่


ในช่วงต้นปี 2552 รัฐบาลได้ดำเนินการบรรเทาปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเฉพาะหน้า โดยจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน และจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 วงเงิน 116,700 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศสร้างรายได้ และลดรายจ่ายค่าครองชีพของประชาชนที่มีรายได้น้อย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 และมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ รัฐบาลเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจากที่ดำเนินการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจเฉพาะหน้าไปแล้วในช่วงต้นปี โดยการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะเป็นการลงทุนเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน สร้างโอกาสการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน วางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว และสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลได้อนุมัติกรอบการลงทุนจำนวน 1.43 ล้านล้านบาท ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 หรือที่เรียกว่า "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555Ž เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นการลงทุนในช่วงปี 2552-2555" โดยจะดำเนินการลงทุนใน 7 สาขา ได้แก่


- แผนงานปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการกระจายน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการเกษตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม และประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร ดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนมากกว่า 1 ล้านครัวเรือน จะได้รับประโยชน์จากการมีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรกรรม รวมทั้งการผลิตในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังรวมถึงการป้องกันบรรเทาอุทกภัย และการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช ทั้งพืชอาหารและพืชพลังงานที่สำคัญ


- แผนงานปรับปรุงและพัฒนาบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ทันสมัยและจำเป็นต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ดำเนินการพัฒนาระบบขนส่งโลจิสติคส์ของประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาวโดยลงทุนก่อสร้างรถไฟทางคู่เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า การปรับปรุงทางหลวง และก่อสร้างถนนไร้ฝุ่นเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมและการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล การปรับปรุงก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสาร สถานีรถไฟ ไฟฟ้าใต้ดิน ประปาและเคเบิลใต้น้ำในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเกาะ และปรับปรุงอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นการกระจายบริการพื้นฐานไปสู่พื้นที่ชนบท นอกจากนี้ รัฐบาลจะลงทุนพัฒนาด้านการศึกษาและสาธารณสุข โดยการปรับปรุงโรงเรียน 10,607 แห่ง การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทันสมัย เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค รวมทั้งพัฒนาศูนย์เรียนรู้ชุมชน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชน การพัฒนาโรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบล 4,000 แห่ง จัดตั้งและพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ได้แก่ ศูนย์หัวใจ ศูนย์มะเร็ง ศูนย์ไต เบาหวาน และศูนย์อุบัติเหตุรวม 161 แห่ง เป็นต้น


- แผนงานเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว โดยลงทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มีศักยภาพและการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรม เช่น ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยการส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการติดตั้งอุปกรณ์ให้แสงสว่างสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น


- แผนงานพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นการลงทุนเพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยการลงทุนจะครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ 1) มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา (Cultural Heritage) 2) การส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรม (Art and Cultural Performance) 3) การส่งเสริมงานช่างฝีมือ (Craftsmanship) 4) การพัฒนาสินค้าเชิงสร้างสรรค์ (Creative Product) 5) การส่งเสริมอุตสาหกรรมสื่อและซอฟท์แวร์ และ 6) การส่งเสริมการออกแบบ และการวิจัยและพัฒนา (Design and R&D) รวมถึงโครงการ เช่น การอนุรักษ์และฟื้นฟูมรดกโลกอยุธยาในสภาวะเร่งด่วน การพัฒนากรุงเทพฯสู่เมืองวัฒนธรรม (Bangkok Cultural Towns) การพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตเซรามิค อัญมณี เครื่องจักสาน แกะสลักไม้ ของ SME และการจัดงาน Digital Media Asia 2009 เป็นต้น.


- แผนงานยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งระบบให้ทันสมัย เป็นการลงทุนพัฒนาให้คนไทยทุกกลุ่ม ทุกวัย ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ มาตรฐาน มีการเรียนรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนตลอดชีวิต มีการผลิตกำลังคนระดับกลางและระดับสูงที่มีสมรรถนะสอดคล้องและตรงกับความต้องการของภาคการผลิตและบริการพร้อมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สูงขึ้นและยกระดับมหาวิทยาลัยวิจัยของไทยให้อยู่ใน 200 อันดับแรกของโลก


- แผนงานปฏิรูปคุณภาพระบบสาธารณสุข ดำเนินการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขการผลิตแพทย์ ประมาณ 1,100 คน พยาบาลวิชาชีพ 6,000 คน ทันตสาธารณสุข 1,600 คน นักวิชาการสาธารณสุข 2,400 คน ผู้ช่วยพยาบาล 75,000 คน นักกายภาพบำบัด 200 คน และการพัฒนาศักยภาพและบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ อีก 19,000 คน เพื่อรองรับการลงทุนเพิ่มในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสาธารณสุขในทุกระดับบริการ และการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลในภูมิภาค


- แผนงานการลงทุนเพื่อการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตในระดับชุมชนและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงเพิ่มขึ้น 18,750 หลังคาเรือน มีน้ำสะอาดและบริการประปาเพิ่มขึ้น 17,272 ครัวเรือน มีการจ้างงาน มีอาชีพสามารถยกระดับรายได้ใน 2,901 ชุมชน โดยในชุมชนเป้าหมายเร่งด่วน 696 ชุมชนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17,515 บาทต่อคนต่อปี


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 11 สิงหาคม 2009, 07:53:10 AM
จากกรุงเทพธุรกิจ

เราจะพ่ายในสงครามเศรษฐกิจ

ธงชัย สันติวงษ์
คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "บริหารรัฐ จัดการธุรกิจ"


จากการประเมินผลงานรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ หลายฝ่ายให้ผ่านอย่างไม่น่าดูนัก แต่รัฐบาลกลับอ้างอย่างมั่นใจ ว่า เศรษฐกิจไทยได้ลงถึงต่ำสุดแล้ว และกำลังจะฟื้น แต่ผมไม่เชื่อและกลับมองเห็นอันตรายมากมาย ที่ยังคงอยู่ เรื่องหนึ่ง คือ ค่าเงินบาทแข็งซึ่งแบงก์ชาติยืนยันว่ามาถูกทาง ตรงข้ามกับนักธุรกิจที่อยากเห็นเงินบาทอ่อน เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาส่งออก ซึ่งทรุดต่ำสุดๆ

ขณะที่ธุรกิจภาคเอกชนกลับเป็นเหมือน "ต้นข้าวรอฝน" ไม่มีสินเชื่อออกมาจากธนาคาร โดย รมต.เศรษฐกิจก็ทำได้แต่ท่องบ่น ให้ 6 แบงก์รัฐปล่อยก็ SMEs ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่ที่ผมสนใจที่เป็นจริงมากกว่า คือ ข่าว ธุรกิจบริการห่วงการเมือง เสี่ยงมากกว่าไข้หวัด 2009  กับข่าว กลุ่ม "โชห่วย" ในหลายจังหวัดตั้งแต่ขอนแก่นไปถึงพิษณุโลกที่ต่างเดือดร้อน โดยยังคงมีการรวมกลุ่มต่อต้านร้านค้าปลีกยักษ์ ที่ยังบรรจงหาช่องทางรุกไม่หยุด

สะท้อนว่า ปัญหาเดิมๆ ยังคงอยู่ครบหรืออาจหนักกว่าเดิม และ ใน "ทัศนภาพ"  ที่ผมมองเห็นและจะกระทบเรื่อยๆ ไปในระยะยาว ก็ คือ "สงคราม (เศรษฐกิจ) ยังไม่สิ้น"  โดยที่ผ่านมา เราได้สูญเสียไปให้กับต่างชาติมากมายแล้ว ทั้งทรัพย์สินเงินทอง การค้า หรือแม้แต่ทรัพย์สินทางปัญญา อาทิเช่น นักวิชาการและสถานศึกษาที่ถูกจ้างวาน และที่ต่างอ่อนแอลง ดังนี้ ตามที่ผู้ใหญ่บางคนชี้แนะให้สถาบันการศึกษาช่วยชี้นำสังคมนั้นเอง ผู้นำในวงการศึกษาแห่งหนึ่งกลับตอบว่า "การชี้นำคงไม่ได้" เพราะยุคนี้เปลี่ยนแปลงมาก คงไม่มีใครตามทันจนมาชี้นำสังคมได้

ถ้าจะให้ทายถึงภาพสงครามเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ต้องย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมได้ทายไว้ในหนังสือ "การส่งผ่านธุรกิจสู่ยุคที่สาม" (ทุก 5 ปี ครั้งตั้งแต่ปี 2520 เรื่อยมา) ซึ่งสำหรับปี พ.ศ. 2545-2550 ตั้งแต่สมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ผมได้กล่าวว่า "ตะวันทอแสง มังกรจำแลง ตะแบงตีนเดิน" คือ เศรษฐกิจ ธุรกิจ และทรัพยากรของไทย กำลังถูกต่างชาติที่ส่องแสงในเมืองไทย ได้ถูกยึดกลืนกินไปเรื่อย โดยเฉพาะจากชาติที่มี "ตะวัน" เป็นสัญลักษณ์กับมังกรจีน จากทุกสารทิศที่กลายรูปเป็นไทย หรือไม่ต่างกับคนไทยลูกจีนรุ่นก่อนๆ กับที่ผมจงใจเตือนอย่างแรง คือ อย่าตะแบงดื้อ "เร่งเจรจาการค้าเสรีแบบทวิภาคี" ที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบ และต่างถอยร่นหนักมากในทางเศรษฐกิจ

ถึงวันนี้รัฐบาล นายกฯ อภิสิทธิ์ โดยการนำของเด็ก 2 คนนั้น ผมเห็นอันตรายยิ่งกว่า สภาพอาจเป็นถึง "ตะวันแผดเผา มังกรเร่งทำงาน ซมซานขายชื่อ" นั่นคือ สภาวะที่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นชาติขาใหญ่เจ้าจำนำที่ลงทุนในไทยนานแสนนาน ได้ยืดอกเรียกร้องให้รัฐบาลนี้ ต้องทำอะไรอย่างที่เขาต้องการ กับอีกด้าน เงามังกรตัวจริง ได้เข้าไปสอดแทรกเป็นถึง รมต.วงใน ที่ได้หาจังหวะเร่งเตรียมสำรับกินโต๊ะประเทศไทยชุดใหญ่ตามจังหวะที่เหมาะสม โดยรัฐบาลไทยดูจะทำได้เพียงพยายาม "ขายชื่อเสียงประเทศไทย" เพื่อช่วยเขานำเงินมาลงทุน ซึ่งผมพร่ำบอกตลอดมานานว่า ไม่จำเป็น เพราะไทยมีดีทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องชวน เขาก็มาลงทุน แน่นอนอยู่แล้ว มีบ้างที่ยังไม่ดีพอ คือ นักการเมืองไม่ดี การศึกษาแย่ กับพ่อค้าหน้าเงิน ที่ไม่ทำตัวเป็น Good Corporate Citizen เท่านั้น

การบริหารเศรษฐกิจที่ทำให้ผมแปลกใจและเป็นกังวลยิ่ง คือ การดำเนินนโยบายต่างๆ ของทีมเศรษฐกิจและแบงก์ชาติ นั่นคือ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังเร่งออกพันธบัตรเงินกู้หลายแสนล้านบาท เท่ากับเน้นกู้ในประเทศเพื่อนำมาลงทุน พร้อมชี้ชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ นั่นเอง ทางปฏิบัติกลับปรากฏว่า แบงก์ชาติดำเนินการไปอีกด้านโดยการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ ให้ภาคเอกชนนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นไปในลักษณะ "กลับตาลปัตร" ซึ่งในเรื่องนี้ ในขณะนี้ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง ก็คือ บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทยมานาน และได้กำไรสะสมและมีเงินเหลืออยู่มาก จะได้ประโยชน์จากการนำเงินเข้าไปลงทุนในประเทศข้างเคียงตามแนวทางและนโยบาย "การครอบงำทางเศรษฐกิจของอาเซียน" นั่นเอง

นโยบายข้อนี้ แม้แต่คนต่างชาติในไทย นายนอเบิร์ด วอลเตอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากดอยช์แบงก์ ก็แคลงใจ โดยเตือนว่า ไม่เห็นด้วยและอาจเป็นอันตรายกลายเป็น "ดาบสองคม" เพราะทำให้เงินบาทไหลออกมากเกินไป แทนที่จะหาช่องโอกาสลงทุนที่ยังมีอยู่มาก เข้าไปเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมหลายส่วนในประเทศที่ยังต้องการเม็ดเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้" (หน้าแรก และหน้า 4 กรุงเทพธุรกิจ 6 ส.ค. 2552) ทำให้การดูแลเรื่องการเปิดเสรีการค้า และค่าเงินกลายเป็นภาระหนัก และทำได้ยากยิ่งขึ้น เช่นนี้เศรษฐกิจภายในและเงินบาทแข็งก็แก้ยากขึ้นไปอีก   
 ตรงกันข้ามในอีกทาง กลับมีความคึกคักในการนำนักลงทุนจากจีนนำเงินเข้ามาลงทุนในไทย บ้างว่า มีการจับคู่กับไทย-จีน (แต่คงพูดภาษาจีนด้วยกัน) 53 คู่นำเงิน 2.1 แสนล้านเข้ามาลงทุน

ที่น่าสนใจ คือ การมาครั้งนี้มุ่งจะไปลงที่ถิ่นเศรษฐกิจด้านตะวันตกกลาง คือ ราชบุรีและเพชรบุรี มีทั้ง จีนไต้หวันที่จะมาผลิตโซลาร์เซลล์กับกลุ่มอื่น ซึ่งจะเน้นมาลงที่เพชรบุรี ซึ่งแหล่งเกษตรใหญ่ที่มีความพร้อมและอุดมสมบูรณ์มาก และเชื่อมโยงไปถึงกาญจนบุรี นครปฐม และประจวบคีรีขันธ์ได้ ขณะเขียนมีข่าวมาว่า ต่างชาติฮุบที่ดินไทย โดยใช้นอมินีและจ้างผลิต แถวสุพรรณ ยันไปอยุธยา เลยขึ้นไปถึงพิษณุโลก โดยกระทรวงพาณิชย์จะตามดูต่อไป 

ข่าวนี้ทำให้จำได้ถึงโครงการของ BOI ที่เคยจะนำเอาทุนไต้หวันมาลงทุนปลูกกล้วยไม้ไทย เพื่อส่งออก นี่ยังไม่รวมถึงข่าวลือที่ออกมาสิบกว่าปีก่อนหน้า ว่า ตลอดริมถนนเอเชีย (หรือที่ดินเขตลุ่มเจ้าพระยา) ยันถึงนครสวรรค์ มีทุนต่างชาติเข้ามาใช้นอมินีซื้อไว้หมด

ความจริงแล้ว การลงทุนข้ามชาติถือเป็นเรื่องธรรมดา และการมีทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนน่าจะถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ข่าวที่ออกมานี้ เห็นชัดว่า เป็นการให้ประโยชน์แก่ "ยอดพญานักลงทุน" ที่ลงหลักปักฐานในไทยในสมัยมีวิกฤติ แล้วกำลังสยายปีกจะครอบคลุมทั้งอาเซียน โดยมีไทยเป็นคนออกหน้า กับอีกกลุ่ม คือ "เสือซุ่ม" ที่ฝังตัวเดินเกมเงียบๆ มานาน โดยเดินสำรวจป่า และวางโฉนดกับตีตราจองไว้พร้อมมานานที่จะถือโอกาสจังหวะที่แสนดีนี้ ขนเงินเข้ามาพัฒนาแบบเต็มรูปแบบไฮเทค และไฮสปีด" ทั้งนี้ โดยมี BOI กับธุรกิจขาใหญ่ หนวดยาวยั้วเยี้ยคล้าย "ปลาหมึกยักษ์" คอยเบิกทางให้

ไม่เพียงเท่านี้ ในด้านค้าปลีกที่ฮือฮาว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายดูแลกันจริงจังนั้น สุดท้ายกลายเป็นห้างค้าปลีกใหญ่พันธมิตรกับค้าปลีกยักษ์โลก โดยโชห่วยยังต้องยืนรอคอยจนเฉาตาย

ไม่นานมานี้ นักวิจัยที่ TDRI เคยบอกว่า การเมืองไทยจะดีและแก้ได้ ต้องทำให้ชนชั้นกลางมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เท่าที่รัฐบาลทำมา มาตรการที่ใช้เป็นไปในทางตรงข้าม นักธุรกิจ ที่รอสินเชื่อธนาคาร กับโชห่วยของชาวบ้าน ที่ถูกดูแคลนและทอดทิ้งมานาน ต่างเป็นชนชั้นกลางที่ตายไปเรื่อยๆ และเหลือจำนวนน้อยลง เพราะสงครามเศรษฐกิจไม่เคยปรานีใคร มีทั้งที่เปิดเผย ทำทีเป็น "ไขสือ" กับที่มา กินเงียบ "แบบปลวก" แต่เป็นนักพนันมือใหญ่ใจกล้าหวังกินรวบทั้งบ่อน ไม่เว้นแม้แต่ "ทรัพยากรมนุษย์" สถาบันการศึกษา ธนาคาร รวมถึงมูลนิธิและสมาคมต่างๆ ด้วย

โดยทุกฝ่ายเดินทัพอย่างเปิดเผย ผ่านสื่อกับการสื่อสารทันสมัย แล้วเช่นนี้ ประเทศไทยจะเป็นขอใครในอนาคตไม่ไกลจากนี้


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 สิงหาคม 2009, 08:00:27 AM
ลิ้งค์จากไทยรัฐ 

"รัฐบาล'มาร์ค' เตี้ยอุ้มค่อม"

http://www.thairath.co.th/content/eco/25170


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 15 สิงหาคม 2009, 08:56:46 AM
ลิ้งค์จากโพสต์ทูเดย์  "ผลงานรัฐบาล เอสเอ็มอี เจ๊ง 2 แสนล้าน"

http://www.posttoday.com/business.php?id=61768


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 สิงหาคม 2009, 07:37:01 AM
ลิ้งค์จากโพสต์ทูเดย์  "ล้างหนี้ก้อนโต ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง"

http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=62186


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 สิงหาคม 2009, 08:28:17 AM
ลิ้งค์จาก  "ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล"

แหล่งรวมผลงาน บทความ งานวิชาการ ที่มากทีสุดของ รศ.วิทยากร เชียงกูล  คลิก --->

http://witayakornclub.wordpress.com/


หัวข้อ: ผู้แพ้...ก็สามารถเข้าร่วมขบวนต่อสู้ได้
เริ่มหัวข้อโดย: vc2002 ที่ 18 สิงหาคม 2009, 21:30:10 PM
หลาครั้งผู้แพ้ในการสึกครั้งก่อน
มักถูกประณามว่า "โง่"  "ขี้แพ้"  "อ่อนแอ"
แต่ในการขับเคลื่อนขบวนใหม่
ในการศึกครั้งต่อๆไป...พวกเขาคือ "บทเรียน"ตัวเป็นๆ
ความเขลา ความอ่อนแอครั้งก่อน
...จะเป็นบทเรียน..การสู้ครั้งใหม่
ดังกรณี....คนเมืองพล.......

อ้างถึง
“เป็นไปไม่ได้เลยที่พ่อค้า-แม่ค้าในเมืองพลจะสู้กับโลตัสเขาได้ เราสั่งสินค้ามาขายจำนวนไม่มาก แต่โลตัสเขามีเงินสั่งซื้อสินค้ามหาศาล ได้ต้นทุนสินค้าต่ำ ขายของได้ถูกกว่า ทั้งได้เปรียบเป็นห้างต่างชาติ ทันสมัย มีห้องแอร์เย็นฉ่ำ ลูกค้าเลือกไปซื้อของในตลาดโลตัส แทนที่จะอุดหนุนกับคนท้องถิ่นด้วยกัน ใจหายเหมือนกันที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดหลายๆแผง เห็นหน้าคุ้นตากันทุกวัน จู่ๆก็ปิดแผงหายไปเลย ส่วนของฉันก็ไม่รู้จะทนสู้ต่อได้สักกี่น้ำ” นางจิราพร กล่าวอย่างหมดหวัง และเล่าต่ออีกว่า

หาอ่านรายละเอียด"สงครามเศรษฐกิจชนบท" เพิ่มเติมได้ที่

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000093852

บิ๊กซีที่จะเปิดใหม่ที่เมืองพล-ห้างที่จะเปิดใหม่ในทุกพื้นที่ทั่วไทย
บทเรียนของ "คนเมืองพล"จะเป็นตัวอย่างตัวเป็นๆที่ต้องศึกษา


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 19 สิงหาคม 2009, 00:03:26 AM
"การดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง"  ดร.ไสว  บุญมา

http://www.uinthai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538662092&Ntype=82


(http://i360.photobucket.com/albums/oo50/yamiejung21/mie001/oi99.gif)


โรดแมพประเทศไทยฉบับพอเพียง  - ดร. พิพัฒน์  ยอดพฤติการ

http://www.uinthai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538659777&Ntype=82

"การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน" - ดร.  พิพัฒน์   ยอดพฤติการ

http://www.uinthai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538662723&Ntype=82



(http://i360.photobucket.com/albums/oo50/yamiejung21/mie001/io1-1.gif)

"หลักการทรงงาน  9  ประการ"  -   พิพัฒน์  ยอดพฤติการ

http://www.uinthai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5376418&Ntype=82


(http://i360.photobucket.com/albums/oo50/yamiejung21/mie001/oi17.gif)





หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 19 สิงหาคม 2009, 22:34:03 PM
ลิ้งค์จากโพสต์ทูเดย์  "ผุดถนนไทยเข้มแข็ง"

http://www.posttoday.com/news.php?id=62407

........................................

"เปิดแผนงบประมาณ เบี้ยหัวแตก 2 แสนล้าน"

http://www.posttoday.com/finance.php?id=62456



(http://www.posttoday.com/medias/20090819/20480.jpg)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 19 สิงหาคม 2009, 22:47:59 PM
ลิ้งค์จากโพสต์ทูเดย์  "ปรับทิศแก้เศรษฐกิจก่อนสาย"

http://www.posttoday.com/finance.php?id=61085

(http://www.posttoday.com/medias/20090810/20060.jpg)

.........................................

"จับจุด.."ทุจริต"ชุมชนพอเพียง วาง 5 มาตรการหยุดนายทุนหากินกับชาวบ้าน (สกู๊ปแนวหน้า)  "


http://www.naewna.com/news.asp?ID=175000


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 19 สิงหาคม 2009, 23:06:07 PM
ลิ้งค์จากกรุงเทพธุรกิจ 

"เสนอปลดล็อกมาตรา 67 เดินหน้า13โครงการ"มาบตาพุด"โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


 http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090819/70047/เสนอปลดล็อกมาตรา-67-เดินหน้า13โครงการมาบตาพุด.html  (http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090819/70047/เสนอปลดล็อกมาตรา-67-เดินหน้า13โครงการมาบตาพุด.html)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 20 สิงหาคม 2009, 22:55:27 PM
การแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยอย่างยั่งยืน

วิทยากร  เชียงกูล
 
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 20 สิงหาคม 2552 16:51 น


http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000094993


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 31 สิงหาคม 2009, 11:44:27 AM
จากไทยรัฐ

ครีเอทีฟไทยแลนด์


ทำเนียบรัฐบาลโล่ง แดงเลิกปิดล้อม 9 โมงเช้า เช้านี้ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นประธานเปิดตัว โครงการ "ครีเอทีฟ ไทยแลนด์" กดปุ่มเดินเครื่องขับเคลื่อนนโยบาย "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" อย่างเป็นทางการ เพื่อทำเมืองไทยให้เป็น เมืองนักคิด เพื่อสร้างสรรค์ เศรษฐกิจแนวใหม่ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

งานนี้กว่าจะเปิดตัวสำเร็จ ต้องยกให้เป็นเครดิตผลงานของ ประธานจัดงานคิกออฟ  คุณสัญญา  สถิรบุตร  ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ที่ผลักดันตั้งแต่ต้นน้ำเรื่องแนวคิดที่ชัดเจน ลงมาจนถึงการจัดงานเปิดตัวโครงการในวันนี้

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) หรือ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) เป็นเศรษฐกิจที่ นำความคิดสร้างสรรค์ ใหม่ๆของคนเราไปสร้างมูลค่าในทางธุรกิจและอุตสาหกรรม   ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังมาแรง การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ไม่ง่าย ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การสร้างคนเลยทีเดียว ที่สำคัญรัฐบาลต้องเข้าใจและสนับสนุนอย่างเต็มที่

คุณอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ รองประธานโครงการบอกว่า โครงการครีเอทีฟ ไทยแลนด์ ถือเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์แปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน โดยรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือแหล่งทุน เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้แสดงขีดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ จะเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

โครงการนี้ คุณอลงกรณ์ บอกว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ 20,130 ล้านบาท จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 เพื่อนำร่องใน 15 อุตสาหกรรม และตั้งเป้าว่าจะเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากร้อยละ 12 ของจีดีพี เป็นร้อยละ 20 ของจีดีพีภายในปี 2555

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การประกาศพันธสัญญา 12 ข้อ ของ นายกฯ อภิสิทธิ์ ในวันนี้ เพื่อใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งระบบ  แต่ดูรัฐมนตรีบางกระทรวงที่รับผิดชอบแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน

โดยเฉพาะ  กระทรวงไอซีที  ซึ่งจะต้องเป็นผู้นำในการสร้างโครงการสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็น ระบบ 3 จี, ไฟเบอร์ ออพติคส์, บรอดแบนด์ ไปจนถึง ไวแมกซ์ แค่ประมูลระบบ 3 จี อย่างเดียวก็ล่มแล้วล่มอีก จนวันนี้ไทยล้าหลังลาวเขมรไปแล้ว

แต่ในพันธสัญญา 12 ข้อนี้ ก็มีดีๆหลายข้อที่สามารถทำได้ เช่น

การเพิ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ในการเรียนการสอน 5 คาบต่อสัปดาห์ จัดให้มีวิชาเรียนตำราเรียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญาให้ได้ภายในปีการศึกษาหน้า เพื่อสร้างรากฐานด้านความคิดสร้างสรรค์ให้กับระบบการศึกษาไทยทุกระดับ

(พันธสัญญานี้ผมคิดว่าคงทำได้วงจำกัด เฉพาะโรงเรียนที่มีความพร้อม เพราะครูสอนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังไม่มี โรงเรียนมากมายในกระทรวงศึกษาฯก็ยังใช้ครูแบบ All in One ครูคนเดียวสอนทุกวิชา เพราะขาดแคลนครูเฉพาะด้านทุกด้าน)

พันธสัญญาที่ทำได้เร็วและได้ผลทันที ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่อง การสนับสนุนทักษะเฉพาะทางเกี่ยวกับการออกแบบดีไซน์ศิลปะแขนงต่างๆ  ซึ่งคนไทยมีอยู่แล้ว  ให้เพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์  และการจัดตั้ง  "กองทุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์"  เพื่อสนับสนุนทางการเงิน รองรับตั้งแต่ต้นธุรกิจ  ไปจนถึงการต่อยอดธุรกิจ  และ  การฟื้นฟูอนุรักษ์เมืองมรดกโลก  อย่าง  สุโขทัย และ อยุธยา เป็นต้น

โครงการนี้ผมว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว นี่คือ "โลกอนาคต" ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องเดินไปในทิศทางนี้ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งข้างหน้า การ์ตูนจากการสร้างสรรค์ของเด็กไทย จะติดตลาดโลกขายดีเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นเกาหลีบ้างก็เป็นได้.

"ลม เปลี่ยนทิศ"


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 01 กันยายน 2009, 23:06:32 PM
ลื้งค์จากโพสต์ทูเดย์

ครีเอทีฟไทยแลนด์ ยุทธศาสตร์ดี แต่มึนปฏิบัติ 
รายงานโดย :ทีมข่าวพาณิชย์


http://www.posttoday.com/business.php?id=64496

ดีแน่แต่ไม่ใช่ตอนนี้ที่ต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นและทำอย่างไรให้ภาคเอกชนมั่นใจที่จะลงทุนใหม่หรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ที่ทำให้การผลิตล้นเกินลดน้อยลงแต่เน้นที่คุณภาพสินค้าและยกระดับราคาของสินค้าไทยให้อยู่ในระดับกลางที่สามารถแข่งขันได้
เน้นสินค้าเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคให้มากขึ้นและเจาะตลาดอาเซียนและจีน,อินเดียอย่างจริงจัง


หัวข้อ: Re: ย่อยเศรษฐกิจในเชียงใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: vc2002 ที่ 01 กันยายน 2009, 23:24:03 PM
เมื่อเย็นมีโทรทางไกลจากลูกหลาน(รุ่นลูกจริงๆ)
จากร้าน "เหล้าปั่น"ศาลาสันติธรรม...จังหวัดเชียงใหม่
"ลุง  ลุงไปอ่านวเปแนวหน้าของลุงแว่นนะ....(พร้อมระบุรายลเอียด)"
ผมเลยตามไปอ่านที่นี่

http://www.naewna.com/news.asp?ID=176751

 
อ้างถึง
ผู้เขียนอยากขอร้องให้ "ชาวเชียงใหม่" ที่รักบ้านเราอย่าได้ไปหลงคารมและการหลอกลวงของพวก "โจรต่างถิ่น" ที่ถูกจ้างมาทำลายบ้านเมืองของเราอีกเลย



หลายคนอาจอ่านแล้วบอกว่า
.....ก็ความเห็นข้างเดียวจากฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดง
ผมว่าไม่ใช่  
--วงการ "คาราวานเปิดท้ายขายของ" ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น
    "คาราวานตลาดนัด" ทุกสายก็ให้ข้อมูลทำนองนี้
    คนกลุ่มนี้มีสายสัมพันธ์กับ"แม่ต้าตลาดล่างท้องถิ่น"  อันหมายถึง
    คนค้าขายแบกะดิน...พวกแม่ค้าเร่ในพื้นที่
--วงการสำเพ็ง  ที่ค้าส่งไปยัง "ไนท์พลาซ่า"และร้านในสถานที่ท่องเที่ยว
    ก็ยืนยัน ข้อมูลตรงกันกับบทความ ร้านขายนักท่องเที่ยวมิใช่มีแต่ของพื้นเมือง
    มีสินค้าหลายตัวที่ส่งตรงจาก "สำเพ็ง"  โบ้เบ้"
ข้อมูลทั้งหมดทำให้ลูกช้างเจ็บปวดมาก.........ไม่นานเราคงได้ไป ปักธง

 :'(
 :'( :'(
 :'( :'( :'(


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 02 กันยายน 2009, 08:27:47 AM
จากประชาชาติธุรกิจ

มองแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2553

คอลัมน์ เศรษฐกิจต้องรู้
โดย ศุภวุฒิ สายเชื้อ


ความเห็นส่วนใหญ่ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวตามไปด้วย ทั้งนี้โดยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ดอกเบี้ยต่ำ และสภาพคล่องในระบบที่สนับสนุนการฟื้นตัวอีกด้านหนึ่ง ประเด็นที่น่าสนใจจึงมิใช่คำถามว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือไม่ในครึ่งหลังของปีนี้ แต่ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนเพียงใดในครึ่งหลังของปีนี้ และการฟื้นตัวดังกล่าวจะยั่งยืนและต่อเนื่องไปในปี 2553 หรือไม่ ทั้งนี้ผมเป็นห่วงว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาจแผ่วตัวลงในครึ่งหลังของปีหน้า ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างอ่อนแอและยุบตัวลงไปอีกในครึ่งหลังของปีหน้า กล่าวคือเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบ "W"

ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวในครึ่งหลังของปีนี้ ได้แก่

1.ความจำเป็นของบริษัทต่างๆ ที่จะต้องเพิ่มปริมาณการผลิตในไตรมาส 3 และ 4 ทั้งนี้เพราะวิกฤตการเงินในไตรมาส 4 ของปี 2551 ทำให้การบริโภคชะงักงันอย่างรุนแรง ส่งผลให้สินค้าเหลือขายมากมาย ผู้ผลิตจึงชะลอการผลิตสินค้าลงอย่างมากในไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ เพื่อทยอยขายสินค้าค้างสต๊อกให้หมดไป ดังนั้นในกลางปีจึงมีสินค้าในสต๊อกต่ำและต้องเพิ่มปริมาณการผลิต ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น

2.สภาวะทางการเงินและสภาพคล่องคลี่คลายอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมาก ช่วยให้ราคาสินทรัพย์ เช่น อสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีเสถียรภาพและฟื้นตัว ราคาหุ้นก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความมั่นใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวเล็กน้อย

3.ประเทศจีนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของตนได้ดีเกินคาด บางคนอาจให้เครดิตกับนโยบายการคลัง ซึ่งรัฐบาลประกาศว่ามีงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านหยวน ภายใน 3 ปี แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วควรยกนิ้วให้นโยบายการเงินของธนาคารกลางของจีนที่สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อ และในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นนั้นมีมูลค่ารวมสูงถึง 7 ล้านล้านหยวน หรือมากกว่าสินเชื่อใหม่ในประเทศอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นรวมกัน ในช่วงเดียวกันสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศจีนได้ทะลักเข้าสู่ตลาดหุ้น ทำให้ราคาหุ้นของจีนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลก

ดังที่กล่าวข้างต้น เศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกข้างต้นบ้าง โดยผ่านการส่งออกที่น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น เช่น มูลค่าการส่งออกใน 5 เดือนแรกของปีนี้ เฉลี่ยเดือนละ 11,400 ล้านเหรียญ แต่ในเดือนมิถุนายนได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 12,500 ล้านเหรียญ และน่าจะรักษาระดับ 12,500-13,000 ล้านเหรียญได้ในครึ่งหลังของปีนี้

นอกจากนั้นการลงทุนของภาครัฐผ่านโครงการไทยเข้มแข็งน่าจะเริ่มเข้าสู่ระบบได้บ้าง โดยอาจจะมีเม็ดเงินที่สามารถผลักดันได้ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท หรือเท่ากับ 0.9-1.3% ของจีดีพีในไตรมาสดังกล่าว แต่จุดอ่อนคือการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเลย เพราะความไม่ชัดเจนกรณีนิคมมาบตาพุดและความไม่แน่นอนทางการเมือง ตลอดจนปัญหาที่รุมเร้าภาคการท่องเที่ยว วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนรายได้เกษตรกรซึ่งยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวในปีนี้

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะดูดีขึ้นอย่างมากในไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 2 ของปีหน้า ทั้งนี้เพราะตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 และในครึ่งแรกของปีนี้ตกต่ำลงอย่างมาก กล่าวคือการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2553 อาจสูงถึง 4% ก็เป็นได้ เพราะจีดีพีในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2552 อยู่ที่ระดับต่ำมาก แต่ก็น่าจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงในระดับหนึ่งจากแรงกระตุ้นของนโยบายการคลังเป็นหลัก

ประเด็นที่สำคัญคือการฟื้นตัวของการส่งออกและการเร่งการผลิตในครึ่งหลังของปีนี้ (เพื่อชดเชยสต๊อกสินค้า) น่าจะชะลอตัวลงในครึ่งแรกของปีหน้า เพราะกำลังซื้อที่แท้จริงในประเทศสหรัฐและยุโรปยังอยู่ที่ระดับต่ำ เนื่องจากผู้บริโภคยังต้องลดการใช้จ่ายเพราะหนี้เก่ายังอยู่ที่ระดับสูงและการว่างงานก็ยังเพิ่มขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกา อัตราการว่างงานในขณะนี้อยู่ที่ 9.6% และน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปลายปีนี้ และปรับเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ 10.5% ในกลางปีหน้า นอกจากนั้นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศจีนก็น่าจะแผ่วตัวลงอย่างมากเช่นกัน

ทั้งนี้เพราะรัฐบาลจีนเริ่มยอมรับแล้วว่า สินเชื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในครึ่งแรกของปีนี้ ได้ทำให้เกิดการเก็งกำไรราคาสินทรัพย์ต่างๆ (เช่น หุ้นและอสังหาริมทรัพย์) จนมีสัญญาณของการก่อตัวของฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแล้ว จึงเชื่อได้ว่านโยบายการเงินของจีนจะตึงตัวขึ้นอย่างชัดเจนในครึ่งหลังของปี 2553 สำหรับสหรัฐและยุโรปนั้นนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็น่าจะผ่านจุดสูงสุดและอ่อนตัวลงบ้างแล้วเช่นกัน และแม้ว่านโยบายการเงินน่าจะยังผ่อนคลายอยู่ (กล่าวคือไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย) แต่ก็จะเป็นช่วงที่ตลาดเงินและตลาดทุนจะเริ่มคาดการณ์ถึงความจำเป็นที่ดอกเบี้ยใกล้จะต้องปรับตัวขึ้นแล้ว

ดังนั้นหากจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกจะสามารถหลีกเลี่ยงการชะลอตัวของจีดีพีในครึ่งหลังของปีหน้าได้ ก็จะต้องสร้างเงื่อนไขให้ภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยพึ่งพาภาครัฐน้อยลง ทั้งนี้จากการขยายตัวทั้งของการบริโภคและการลงทุนเอกชนครับ


หัวข้อ: Re: ย่อยเศรษฐกิจในเชียงใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: แสนไชย ที่ 03 กันยายน 2009, 08:27:09 AM
หนาย...ใครว่าเศรษฐกิจเชียงใหม่ไม่ดี
เจ้าของเชียงใหม่สยามทีวีเพิ่งขึ้นบ้านใหม่ เอ้ย คฤหาสน์ใหญ่ ราคา 300 ล้านไปหมาดๆ   ประกาศให้รู้บ้างว่า  "เศรษฐกิจไม่ดี แต่ผมรวยเอ๊า รวยเอา"

http://www.oknation.net/blog/ChangKhit/2009/09/02/entry-1

ข่าวนี้ไม่ได้มีเจตนาจะมาลบเรื่องความพอเพียงแต่อย่างใด
เพียงแต่ต้องการเสนอว่า  ในเรื่องของการทำมาหากิน  หากหากินถูกช่องและขยันขันแข็ง(ไม่นับค้ายาบ้า ค้ามนุษย์) ก็รวยได้ในยามที่ใครๆ ก็พากันบ่นเศรษฐกิจไม่ดีเอามากๆ 
ผมเองก็เป็นลูกค้าประจำของเจ้านี้   
เมื่อก่อนเคยคิดอยู่ว่าร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเลคโทรนิค อย่างไรก็สู้เจ้าของทำเอง หรือเถ้าแก่มาอยู่หน้าร้านเองไม่ได้  เพราะลูกค้าชอบมีคำถาม ส่วนใหญ่ก็ต้องเถ้าแก่จึงจะตอบคำถามได้หมดจด  ถ้าเอาแต่ลูกจ้างมาขาย  ร้านจะไม่เติบโตและต้องค่อยๆ ปิดกิจการไปอย่างที่เห็นกันอยู่มาก
แต่รายนี้เขาประสบความสำเร็จ   เพราะเขาทำให้ลูกจ้างทำตัวเหมือนเถ้าแก่  คือไม่เพียงแต่เสนอขาย  แต่ตอบคำถามรุกรับต่างๆ ได้เหมือนเถ้าแก่
เป็นการประสานกันอย่างลงตัวระหว่างเถ้าแก่กับลูกจ้าง   ระหว่างทุนกับพนักงาน
ผลสำเร็จจึงเป็นของเขา  แม้ในยามนี้


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: แสนไชย ที่ 03 กันยายน 2009, 19:47:03 PM
วันนี้หุ้นทำสถิติสูงสุดนับจากวิกฤตรอบล่าสุด  ทองคำวันเดียวก็ขึ้นพรวดถึง 350 บาท  จนราคาทองคำแทงไปแตะที่ 15750 บาท  ส่วนราคาทองรูปพรรณทะลุ 16000 ไปเรียบร้อยโรงเรียนทองแล้ว
ราคาแผ่นยางดิบรมควันที่ตลาดหายใหญ่ขึ้นไปที่ 68 บาทกว่าๆ ส่วนราคายางส่งมอบเดือนเมษาหน้าขึ้นไปที่ 72 บาท  แสดงว่าเริ่มมีการเก็งแล้วว่าตลาดยานยนต์กำลังจะฟื้นตัวในไม่ช้า  จากนี้ราคายางน่าจะขึ้นไปตลอด   จนมีข่าวว่าที่เชียงรายชาวสวนพากันโค่นต้นไม้ผลจะปลูกยางใหม่กันเป็นทิวแถว   จะไม่ปลูกได้อย่างไร   เพราะช่วง 1 ปี วิกฤตเศรษฐกิจที่ว่าหนักหน่วง  บริษัทจีเอ็มประกาศยอดขายรถยนต์ในจีนปีที่ผ่านมาแล้วว่าโตขึ้นถึง 112 เปอร์เซ็นต์   ขายได้เป็นแสนคัน   ดูแล้วเศรษฐกิจของจีนคงเป็นตัวลากเศรษฐกิจของโลกให้ฟื้นตัว 
แต่ข่าวร้ายคือน้ำตาลอาจขึ้นราคา  เพราะแรงสั่งซื้อจากอินเดียไปยังประเทศบราซิล  เนื่องจากอ้อยในอินเดียประสบความเสียหาย  ทำให้ราคาในตลาดโลกพุ่งขึ้นถึง 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน
และข่าวร้ายคือเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว  เราก็คงต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่แพงในระดับนิวไฮต์อีกแน่   
ช่วงนี้จะสังเกตว่าค่าเครื่องบินไปที่ต่างๆ ในโลกราคาถูกมาก   ห้องพักทั้งในและนอกประเทศก็แข่งกันลดราคา  ใครไม่เคยนอนโรงแรมห้าดาวแถวภูเก็ตพังงาอาจได้นอนเพราะราคาลดลงมามาก   ช่วงนี้เขากำลังจัดงานกันอยู่ที่ศูนย์สิริกิติ์   ของถูกก็คงมีแต่ช่วงนี้เท่านั้น   ปีหน้าพอเศรษฐกิจฟื้นตัวคงไม่ได้ใช้ของราคาถูกแบบนี้อีก  ใครอยากเที่ยวก็ฉวยโอกาสนี้แหละ

ดูจากสัญญาณต่างๆ แล้ว  แม้การฟื้นตัวเศรษฐกิจอาจมีขึ้นมีลงได้อยู่  แต่แนวโน้มที่บอกว่าเริ่มขึ้นนั้นมีสัญญาณชัดเจนขึ้นแล้ว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 04 กันยายน 2009, 08:53:04 AM
ลิ้งค์จากไทยรัฐ

"ทั่วโลกโหวต รร.ไทย ติดอันดับดีสุด"

http://www.thairath.co.th/content/eco/30782


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย-วันของแมงเม่า
เริ่มหัวข้อโดย: แสนไชย ที่ 07 กันยายน 2009, 07:09:03 AM
ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
       โดย โชกุน
       
       
       ถึงแม้ว่า การเมืองยังไม่นิ่ง เพราะมีข่าวลือ ข่าวปล่อยเกิดขึ้นเป็นรายวัน พรรคร่วมรัฐบาลจะแตก ภูมิใจไทยจะถอนตัว อภิสิทธิ์ เป็นเด็กดื้อ รัฐบาลจะยุบสภาฯ ฯลฯ ส่วนเศรษฐกิจก็ยังไม่รู้ว่า จะเชื่อใครดี ระหว่าง รัฐบาลที่บอกว่า เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวแล้ว กับพวกที่บอกว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ที่ก้นเหว
       
       แต่สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น ที่เป็นนักลงทุนรายย่อย ซึ่งหุ้นตกทีไรก็จะถูกขนานนามว่า “ แมงเม่า” ช่วงเวลานี้ถือว่า เป็นนาทีทองของแมงเม่า ที่ทอดยาวมานานนับเดือนแล้ว เพราะมีกำไรจากการซื้อขายหุ้นเกือบทุกวัน สำหรับนักลงทุนเบี้ยน้อย หอยน้อย อย่างต่ำๆ ก็ได้ค่าขนม ค่านมลูกวันละ 1-2 พันบาท เดือนหนึ่ง รายได้มากกว่าค่า จ้าง เงินเดือนประจำเสียอีก
       
       คนกลุ่มนี้ มีเป็นล้านคน ไม่ได้เล่นหุ้นตามห้องค้า แต่ซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต ซื้อมา ขายไปจบภายในวันเดียว ไม่เก็บหุ้นไว้ข้ามคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่ จัดว่าเป็นกำลังซื้อที่สำคัญกลุ่มหนึ่งในระบบเศรษฐกิจตอนนี้ เพราะมีสตางค์เหลือใช้
       
       ดัชนีราคาตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นไปวันละ 4-5 จุด นานๆ จึงจะปรับตัวขึ้นไปเยอะๆเสียที เก็บเล็กผสมน้อย ไปเรื่อยๆ มาถึงวันนี้ น้อยกลับไปเทียบกับเมื่อต้นปี จะเห็นเส้นกราฟดัชนีราคา พุ่งสูงชันขึ้น ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา
       
       เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดที่ 668.41 จุด เทียบกับตอนต้นปีที่รัฐบาลนี้เริ่มนับหนึ่ง ดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 49 % มูลค่าหลักทรัพย์ตามราตาตลาดรวม หรือ Market Capitalization ก็เพิ่มขึ้น ในอัตราส่วนใกล้เคียงกัน คือ จากมูลค่า 3.56 ล้านล้านบาท เมื่อวันสิ้นปี 2551 เป็น 5.32 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7 ล้านล้านบาท
       
       มองจากมุมมองของ นักลงทุนในตลาดหุ้น พวกเขาอาจะไม่เชื่อมั่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่พวกเขาเชื่อมั่นประเทศไทยในระยะนี้อย่างแน่นอน มูลค่าซื้อขายในแต่ละวัน จึงทะลุหมื่นล้าน ซึ่งครึ่งหนึ่ง เป็นการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อย
       
       น่าแปลกที่รัฐบาลนี้ ไม่เคยหยิบยกเอาเรื่อง การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น มาเป็นผลงาน อาจเป็นเพราะว่า ภาวะตลาดหุ้นนั้น ไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน เพียงแต่สะท้อนความเชื่อมั่น ของนักลงทุน จึงเป็นตัวชี้วัดที่ไม่แน่นอน อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
       
       หรือว่า ไม่อยากกระโตก กระตากให้เป็นที่สนใจมากจนกินไป
       
       ตลาดหุ้นไทย ที่ปรับตัวขึ้นมาเกือบ 50 % นั้น เป็นไปตามเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในเอเชีย ที่ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี ในอัตราน้อยกว่า หรือมากกว่า แต่ทุกประเทศเป็นขาขึ้น
       
       ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้น 49 % , ดัชนีหั่งเส็งปรับขึ้น 35 % , สิงคโปร์ 45 %, เกาหลีใต้ 45%, อินโดนีเซีย 83 % , มาเลเซีย 31% และไต้หวัน 53 %
       
       แน่นอนว่า เงินลงทุนที่ขยับให้ดัชนีเคลื่อนตัวขึ้นในตลาดเหล่านี้ คือ นักลงทุนต่างชาติ จากโลกตะวันตก ที่มองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชีย แต่เม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะในบ้านเรามีส่วนสร้างความคึกคักให้ตลาด เพราะมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง
       
       การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชียนั้น มาเร็วเกินความคาดหมาย และไม่ได้ฟื้นเพราะว่า การส่งออกที่ต้องพึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป ดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวจากภายใน คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลแต่ละประเทศ อัดฉีด เม็ดเงิน การลงทุน และการสร้างงานเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ชดเชยรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่หายไป
       
       ฝรั่งเชื่อว่า การฟื้นตัวนี้เป็นของจริง แต่กรณีของประเทศไทยนั้น ยังมีปัจจัยเรื่องการเมืองมาชี้ขาดอยู่พอสมควร ถึงอย่างไรก็ตาม เม็ดเงินจากต่างชาติก็ยังไหลเข้ามา ในตลาดหุ้นไทย เหมือนตลาดหุ้นอื่นๆรอบบ้านเรา
       
       การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยรอบนี้ มีข้อสังเกตว่า นักลงทุนต่างชาติ ยังไม่มีโอกาสที่จะขายทำกำไรเลย เพราะถึงเวลาจะขายทีไร จะมีมือที่มองไม่เห็น คอยทำลายจังหวะ ทำให้ราคารับซื้อ ต่ำกว่าราคาที่ฝรั่งต้องการขายทุกที เลยต้องเก็บหุ้นเอาไว้ก่อน
       


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 08 กันยายน 2009, 10:14:07 AM
ลิ้งค์จากโพสต์ทูเดย์ ----> "รุมถล่ม‘ไทยไม่เข้มแข็ง"


http://www.posttoday.com/finance.php?id=65634


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 กันยายน 2009, 07:23:08 AM
จากไทยรัฐ

 กลุ่มจับตานโยบายรัฐ มธ.สับเละไทยเข้มแข็ง
 
นางปัทมาวดี ซูซูกิ

ของปลอม หวั่นอนาคตไทยจะอ่อนยวบมากกว่าเข้มแข็ง  เหตุไร้ทิศทาง ไม่มีการวางแผนกลยุทธ์ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงคุณภาพ และเชิงโครงสร้างที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (7 ก.ย.) ว่า กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy Watch) ซึ่งเป็นการรวมตัวของอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดแถลงข่าวติดตามผลงานนโยบายรัฐบาลในหัวข้อ “ผ่าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง SP2”

นางปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง2555 หรือ SP2 ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นั้น รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน ละเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะปานกลางของประเทศ และเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยมุ่งหวังที่จะนำประเทศไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ การมีภูมิคุ้มกันที่ดี การมีเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สามารถรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และมีการกระจายการพัฒนาสู่ชนบท

แต่จากการวิเคราะห์ของกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลแล้ว พบว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งยังไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ และที่สำคัญ หากดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลวางไว้ อาจจะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป เพราะไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศจากภายใน ซึ่งจะเป็นฐานในภาคเอกชนต่อยอดสู่การขยายตัวอย่างยั่งยืนของประเทศได้

ดังนั้น การฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงยังต้องพึ่งพาการส่งออก พึ่งพาการฟื้นตัวโลกเป็นหลัก และหากการขยายตัวของประเทศหลังจากปีที่ 3 ของเงินไทยเข้มแข็งหมดไป โครงสร้างเดิมๆ ของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้รับการพัฒนาขึ้นเลยภายใต้ไทยเข้มแข็ง อาจจะเป็นสาเหตุให้รายได้ของภาครัฐที่จะกลับเข้ามาในอนาคตไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้จำนวนมหาศาลที่รัฐบาลกู้มากระตุ้นเศรษฐกิจ

“ทางกลุ่มยอมรับว่า ประเทศไทยที่ยังอยู่ก้นตัวยูในขณะนี้ จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินจากภาครัฐมากระตุ้นให้เศรษฐกิจผงกหัวได้ และด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลถึง 1.43 ล้านล้านบาท ของโครงการไทยเข้มแข็ง อาจจะช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยไม่ตกลงกว่าที่เป็นอยู่นี้อีก และเป็นไปได้ที่จะทำให้กลับไปโตในระดับ ประมาณ 3-4% ใน2-3 ปีข้างหน้า แต่หลังจากนั้นประเทศอาจจะมีปัญหา เพราะข้อด้อยของแผนไทยเข้มแข็ง คือ ไม่ได้มาจากการวางแผนกลยุทธ์ที่ ซึ่งรัฐบาลอาจจะไม่มีเวลาเพียงพอก่อนจะปล่อยแผนออกมา นอกจากนั้น ยังเป็นกลุ่มของโครงการ และนโยบาย (แพกเกจ) ที่ไม่ชัดเจน เพราะนอกจากโครงการใหญ่ ๆ เช่น รถไฟฟ้า รางรถไฟ แล้ว ส่วนใหญ่เป็นโครงการเล็กๆ ที่มีเป็นร้อยๆ โครงการ และบางโครงการยังซ้ำๆ กันในหลายหน่วยงาน ที่ต่างคนต่างทำ ไม่มีการประสานให้ทำงานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างพลังของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่พียงพอ”นางปัทมาวดี กล่าว

นางปัทมาวดี กล่าวว่า เมื่อเจาะลงไปจะพบว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง จะเน้นโครงการที่สานต่อโครงการเดิมที่ยังทำไม่สำเร็จในช่วงก่อนหน้า เช่น รถไฟฟ้า รางรถไฟ และระบบชลประทาน ถนน ขณะที่โครงการใหม่มีน้อยมาก และแม้แต่โครงการใหม่ ที่รัฐบาลฝากความหวัง เช่นโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็ยังไม่มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน และได้รับงบประมาณค่อนข้างน้อย ซึ่งหมายความว่า แผนนี้เป็นการเอาโครงการเก่ามาเล่าใหม่ ซึ่งยอมรับว่า บางโครงการจำเป็นต้องทำ แต่ภายใต้การดำเนินการของรัฐบาลในขณะนี้ พบว่า ในส่วนของการลงทุนทางพลังงานของประเทศภายใต้ไทยเข้มแข็งประมาณ 1 แสนล้านบาท กลับมีแผนพัฒนาด้านพลังงานทดแทนน้อยมาก

ขณะที่การพัฒนาเอสเอ็มอีนั้น เน้นการให้สินเชื่อเพียงอย่างเดียว ยังไม่เห็นการสนับสนุนเอกชนในด้านการผลิต และการตลาดที่สอดคล้องกัน นอกจากนั้น ภายใต้การลงทุนระดับชุมชนที่มีวงเงินประมาณ 60,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กที่ไม่มีการบูรณาการต่อเนื่องกัน และยังลืมการพัฒนาสินค้าโอทอป ซึ่งเป็นศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

ส่วนด้านการเกษตรนั้น งบด้านชลประทานที่เป็นงบที่สูงที่สุดประมาณ 2 แสนล้านบาท เป็นการพัฒนาเพิ่มติมในพื้นที่ชลประทานอยู่แล้ว ซึ่งคิดเป็น 23% ของพื้นที่การเกษตรของประเทศ ส่วนการเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่ให้กับประเทศมีน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก ขณะที่งบพื่อการวิจัยละพัฒนาเพื่อเพิ่มผลิตภาพด้านการเกษตร และต่อยอดภูมิปัญหาท้องถิ่นไม่เห็นในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งฉบับนี้ดังนั้น เพื่อปรับปรุงแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีการดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปีให้สามารถตอบโจทย์ และดูแลจุดอ่อนของประเทศไทยได้

กลุ่มฯมีข้อเสนอนะให้รัฐบาล ควรมีเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจน เพื่อปรับแผนไทยเข้มแข้งให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ถูกต้อง การวางแผนควรมองกลยุทธ์ และมีกลุ่มของโครงการ และนโยบายที่จะประสานสอดคล้องกันเพื่อสร้างพลังทางเศรษฐกิจได้ และในการปฎิบัติงาน ควรที่จะคิดกลไกในการขับเคลื่อน ติดตาม ตรวจสอบการใช้เงิน และการดำเนินโครงการ อย่าคิดแล้วก็ปล่อยให้ทำกันไปตามยถากรรม ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์


....................................

 'พรายพล' หวั่นรัฐฯไร้ความสามารถหาเงินใช้หนี้ไทยเข้มแข็ง 


ระบุไทยเข้มแข็งได้แค่พยุงเศรษฐกิจ 2-3 ปีข้างหน้า แต่กระตุกรายได้รัฐ-ลงทุนภาคเอกชนไม่ขึ้น ส่งผลรัฐบาลไม่สามารถใช้หนี้ที่กู้มาจำนวนมหาศาลได้

วันนี้ (7 ก.ย.) นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการดำเนินการภายใต้แผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็งว่า หากรัฐบาลสามารถทุ่มเม็ดเงินลงไปทั้งหมด 1.43 ล้านล้านบาทภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจริง ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงแค่ไหน ภายใต้แนวทางที่กำลังทำอยู่ และขณะนี้เพิ่งกดปุ่มมาลอตแรก 2 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป แต่ทางทฤษฎี การใส่เงินลงไป 1.43 ล้านล้านบาท เฉลี่ย 3 ปีเท่ากับขาดดุลปีละ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งจะเป็นวงเงินนอกงบประมาณที่จะมาช่วยให้การลงทุนแทนรัฐที่มีงบประมาณ ลงทุนจำกัดมาก ซึ่งถ้าลงได้จริงก็จะพยุงเศรษฐกิจไปได้ในช่วง 2-3 ข้างหน้า

“แต่ปัญหาคือ แรงพยุงที่เกิดขึ้นไม่เพียงพอ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวพียงพอที่จะเกิดรายได้ด้วยการเพิ่ม ผลผลิต และความสามารถในการแข่งขัน เพื่อที่รับจะได้ภาษีคืนมาเพียงพอต่อการชำระหนี้ที่กู้ไว้ และเมื่อใช้หนี้ไม่ได้ ในช่วงต่อไปก็จะเกิดปัญหา โดยตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้คือ ภายใน 2-3 ปีนี้ หนี้สาธารณะของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% กว่าๆ และจะค่อยๆ ลดลงตามการใช้หนี้ ซึ่งระดับที่เศรษฐกิจไทยจะต้องขยายตัวเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อการ ใช้หนี้ คือ การขยายตัวอย่างยั่งยืนอย่างน้อยปีละ 5% ซึ่งแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งอย่างเดียวคงทำไม่ได้ คงต้องขึ้นกับภาคเอกชนที่จะกลับไปลงทุน และเศรษฐกิจโลกที่จะดีขึ้นด้วย แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้หนี้คงยากลำบาก” คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท. กล่าว

นายพรายพล กล่าวต่อว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งยังมีโอกาสที่จะแก้ไขปรับปรุงได้ โดยรัฐบาลต้องมองถึงการวางฐากฐาน มองการวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางเศรษฐกิจ และการศึกษา ที่จะรองรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน ที่จะสร้างรายได้กลับมาใช้หนี้ของประเทศ ช่นในส่วนของการพัฒนาระบบการขนส่ง ในแผนไทยเข้มแข็งในขณะนี้ถามว่า ส่วนใดได้งบมากที่สุด คือ การซ่อมถนน ขณะที่การสร้างระบบรางได้น้อยมาก และการขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นทางที่ประหยัดมากที่ควรใช้ในระบบโลจิสติกส์ของประเทศไม่มีเลย อย่างนี้ไม่ได้รองรับการลงทุนใหม่ที่เหมาะสม หรือการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งทุกคนยอมรับว่าจำเป็น แต่ในข้อเท็จจริงอนุมัติไป 4 สาย จะสร้างพร้อมกันได้จริงอย่างไร ที่จะทำให้รถไม่ติดในกรุงเทพฯจนทำงานทำการไม่ได้ การลงเงินจึงควรมองในภาพความจริงว่าอะไรทำได้ก่อนได้หลัง อะไรมีความสำคัญมากหรือน้อยด้วย




หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 กันยายน 2009, 07:28:39 AM
ลิ้งค์จากไทยรัฐ--->"นายกฯมอบนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร"

http://www.thairath.co.th/content/eco/31506


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 09 กันยายน 2009, 09:00:58 AM
(http://www.thannews.th.com/images/2459/images/T0124592.jpg)

ลิ้งค์จากฐานเศรษฐกิจ  "กดปุ่มไทยเข้มแข็งขับเคลื่อนศก."

 http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0124592&issue=2459  (http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0124592&issue=2459)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 11 กันยายน 2009, 07:28:08 AM
ลิ้งค์จากกรุงเทพธุรกิจ  "เศรษฐกิจสร้างสรรค์…แล้วไงต่อ"


http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7379&user=drnakamon

..................................

"Creative Economy สร้างสรรค์หรือทำลาย?"


http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7377&user=kiatanan


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 กันยายน 2009, 13:51:03 PM
พาณิชย์หยั่งเสียงผู้ประกอบการออกกม.ค้าปลีกโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
 

 พาณิชย์ เปิด 8 เวทีระดมความคิดเห็นผู้ประกอบการ หยั่งเสียงออกพ.ร.บ.ค้าปลีก หวังลดแรงต้านจากทุกฝ่าย

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนา “พ.ร.บ.ค้าปลีก กติกาอยู่ร่วมกันในยุคทุนไร้พรมแดน” ว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์เคยร่างพ.ร.บ.ค้าปลีก ค้าส่งมาแล้ว แต่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นในการจัดทำกฎหมายครั้งใหม่นี้ กระทรวงจึงต้องการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการค้าปลีก ค้าส่ง ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เพื่อนำมาปรับปรุงกฎหมายให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และร้านโชห่วยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

โดยมีแผนงานที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างน้อย 8 ครั้งทั่วประเทศ เพื่อระดมความคิดเห็นทั้งหมดมาสรุปภาพรวมอีกครั้ง ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของการระดมความคิดเห็น

อย่างไรก็ตาม นางพรทิวา กล่าวว่า ยังไม่สามารถสามารถตอบได้ชัดเจนว่าประเทศไทยควรจะมีกฎหมายดังกล่าว บังคับใช้หรือไม่ จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งมีความสำคัญต่อประเทศ โดยปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาด 1.4 ล้านล้านบาท  คิดเป็น 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่กว่า 6 ล้านคน เป็นแหล่งระบายสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ก่อให้เกิดการผลิต การกระจายรายได้ และเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำหน่ายให้แก่ประชาชน จึงต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอย่างเป็นธรรม


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 กันยายน 2009, 13:55:17 PM
คลังคาดพรบ.การออมแห่งชาติใช้ทันปีหน้าโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 คลังคาดกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติจะบังคับใช้ปีหน้า เตรียมรองรับคนที่ไม่มีระบบประกัน รวมถึงแรงงานนอกระบบ หวังลดภาระรัฐใน30ปีข้างหน้า

คาดว่าหลังจากนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กลับจากต่างประเทศ จะนำร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ เสนอคณะรัฐมนตรีประมาณสิ้นเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะเสนอสภาผู้แทนราษฎร และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า"นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในการสัมมนา"ร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ"

สศค.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเวทีต่าง ๆ มาแล้ว 2 ครั้ง และจะมีการจัดสัมมนาอีก 2-3 ครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น

การตั้งสำนักงานกองทุนการออมแห่งชาติเหมือนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บริหารกองทุน คาดว่าจะเปิดรับสมัครประชาชนที่มีอาชีพอิสระ และไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนที่รัฐบาลช่วยเหลือ เช่น กองทุน กบข. กองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอาชีพเกษตรกรรม พ่อค้า-แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย อาชีพอิสระทั่วไป เป็นแรงงานนอกระบบภายในกลางปี 2553 และหากไม่ดำเนินการเรื่องดังกล่าว อีก 20-30 ปีข้างหน้ากลุ่มดังกล่าวจะเป็นภาระต่อสังคมเมื่อเข้าสู่วัยชรา เพราะรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ที่มีอยู่ 24-25 ล้านคน

คาดว่าหากประชาชนกลุ่มดังกล่าวเป็นสมาชิก 100% จะใช้งบประมาณของรัฐบาลสมทบเข้ากองทุนประมาณ 22,000 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นจะเริ่มลดลง เพราะจะมีผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ออกจากกองทุน

สำหรับการตั้งกองทุนดังกล่าวจะทำให้มีเงินกองทุนที่สมทบจากรัฐบาลและประชาชนประมาณ 50,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทนทั้งในตลาดหุ้น ฝากเงิน หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยจะค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำไม่ให้ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี จากค่าเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ส่วนสมาชิกจ่ายเงินเข้ากองทุนขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท และจ่ายสมทบเพิ่มตามความสมัครใจได้อีกเดือนละ 100-1,000 บาท ขณะที่การสมทบของรัฐบาลกำหนดว่า ผู้ออมที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี มักจะไม่จ่ายสมทบ

แต่เมื่ออายุ 20-30 ปี รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 50 บาทต่อเดือน อายุ 30-50 ปี จ่ายสมทบ 80 บาทต่อเดือน อายุ 50-60 ปี จ่ายสมทบเดือนละ 100 บาท โดยอัตราสมทบจะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจด้วย และเมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปี จะมีสิทธิได้รับบำนาญจากเงินสะสมตลอดอายุไขและคืนเงินให้ผู้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ ส่วนกรณีทุพพลภาพก่อนอายุ 60 ปี ไม่สามารถหารายได้จ่ายเงินเข้ากองทุน มีสิทธิขอรับบำเหน็จไม่เกินเงินสะสมและเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลจะสมทบต่อเนื่องจากอายุครบ 60 ปี



หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 18 กันยายน 2009, 14:22:29 PM
คลังตั้งกองทุนชราภาพ อุ้มแรงงานนอกระบบโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



 คลังเตรียมตั้งกองทุนการออมชราภาพ อุ้มแรงงานนอกระบบที่มีกว่า 24 ล้านคน คาดชงเข้าครม.ในเดือนก.ย.นี้ เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. ปี"53

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุน โดยได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการตั้งกองทุนการออมชราภาพ (กอช.) จากเดิมเคยใช้ชื่อกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีอาชีพอิสระและไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนอื่น ๆ ที่รัฐบาลอุดหนุนเงินอยู่แล้ว เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกบข. ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของกองทุน  เช่น พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง

นายกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มอาชีพอิสระ ที่อยู่นอกระบบมีอยู่ประมาณ 24 ล้านคน ซึ่งการตั้งกองทุนดังกล่าวเพื่อให้คนเหล่านี้มีรายได้ในการยังชีพเมื่อชราภาพเหมือนกับผู้ที่อยู่ในระบบ ให้ทุกกลุ่มได้มีสวัสดิการดูแลอย่างทั่วถึง คาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ในเดือนกันยายนนี้ จากนั้นเมื่อผ่านขั้นตอนทางกฎหมายจากรัฐสภาแล้วจะให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 และเนื่องจากกองทุนดังกล่าวมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาตลาดทุน รัฐบาลจึงได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาตลาดทุนด้วย เพราะจะเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญเข้าไปลงทุนตราสารทางการเงิน

นายสมชัย สัจจพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า กองทุนดังกล่าวให้ผู้มีอาชีพอิสระสมัครเป็นกองทุนโดยสมัครใจ เมื่อชราแล้วจะได้มีเงินสำหรับการใช้จ่ายเพิ่มเติมจากเบี้ยยังชีพที่รัฐบาลจ่ายให้ 500 บาทต่อเดือน เช่น หากประชาชนเป็นสมาชิกอายุ 20-30 ปี เมื่อส่งเงินสะสมเข้ากองทุน 100 บาท รัฐบาลจะสมทบให้ 50 บาท สมาชิกอายุ 31-50 ปี ส่งเงินสะสมกองทุน 100 บาท รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 80 บาท สมาชิกอายุ 51-60 ปี ส่งเงินสะสมเข้ากองทุน 100 บาท รัฐบาลสมทบให้ 100 บาท

ทั้งนี้ หากรายใดต้องการส่งเงินเข้ากองทุนมากกว่าที่กำหนดไว้ก็ได้ เช่น อาชีพมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ซึ่งจากการสอบถาม หลายคนสามารถส่งเงินสะสมเข้ากองทุนได้ถึง 800 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม เงินสะสมที่เพิ่มขึ้นรัฐบาลจะไม่สมทบเพิ่มให้ แต่จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มจากการที่กองทุนนำเงินออกไปลงทุนผ่านการลงทุนด้านต่าง ๆ เหมือนกับกองทุน กบข. กองทุนประกันสังคม โดยประกันผลตอบแทนจะไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ของค่าเฉลี่ย 5 ธนาคารขนาดใหญ่  คาดว่าจะมีผู้สนใจเป็นสมาชิกกองทุนจำนวนมาก เพราะคนเหล่านี้ไม่มีสวัสดิการลักษณะนี้ สำหรับเงิน กองทุนเริ่มต้น คาดว่าจะมีประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลต้องใช้เงินสมทบกองทุนประมาณ  20,000 ล้านบาทต่อปี

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ขาดส่งเงินกองทุนจะมีแนวทางในการคำนวณตามเงินที่ส่งสมทบหรืออาจให้ส่งตามรายได้ที่เข้ามา เช่น ส่งเงินทุก 3 เดือนหรือผ่อนส่งเป็นรายปี  ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

......................................

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

 http://www.bangkokbiznews.com/home/details/politics/opinion/sisaw/20090722/61954/กองทุนการออมชราภาพ-(1).html  (http://www.bangkokbiznews.com/home/details/politics/opinion/sisaw/20090722/61954/กองทุนการออมชราภาพ-(1).html)

 http://www.bangkokbiznews.com/home/details/politics/opinion/sisaw/20090723/62362/กองทุนการออมเพื่อชราภาพ-(2).html  (http://www.bangkokbiznews.com/home/details/politics/opinion/sisaw/20090723/62362/กองทุนการออมเพื่อชราภาพ-(2).html)

 http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/ekceo/20090901/73418/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.html  (http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/ekceo/20090901/73418/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E.html)




หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 20 กันยายน 2009, 16:55:33 PM
ลิ้งค์จากกรุงเทพธุรกิจ

"อัมพวา.. โมเดลสร้างสรรค์ เศรษฐกิจชุมชนโดย : สุกัญญา ศุภกิจอำนวย"


   http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/bizweek/20090916/77269/อัมพวา..-โมเดลสร้างสรรค์-เศรษฐกิจชุมชน.html  (http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/bizweek/20090916/77269/อัมพวา..-โมเดลสร้างสรรค์-เศรษฐกิจชุมชน.html)


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 26 กันยายน 2009, 07:43:27 AM
จากไทยรัฐ

 ทีดีอาร์ไอฟันธง หมดหวัง ไทยเข้มแข็ง


ประธาน ทีอีอาร์ไอ เผยผลสำรวจของมูลนิธิเอเชีย 1,500 ตัวอย่างเมื่อ 13 มิ.ย.-5 ก.ค. 2552 คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความหวังเรื่องทิศทางประเทศ มีแค่ 1 ใน 3 ที่เชื่อว่าไทยกำลังไปถูกทิศทาง

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง "ปฏิรูปสังคมไทยให้เข้มแข็งได้อย่างไร" โดยนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผลสำรวจของมูลนิธิเอเชีย 1,500 ตัวอย่างเมื่อ 13 มิ.ย.-5 ก.ค. 2552 คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความหวังเรื่องทิศทางประเทศ มีแค่ 1 ใน 3 ที่เชื่อว่าไทยกำลังไปถูกทิศทาง โดยเหตุผลหลัก 41% มองว่าเศรษฐกิจแย่ ขาดการพัฒนาความยากจนและตกงาน และเหตุผลรอง 11% คือความขัดแย้งทางการเมือง แต่ข่าวดีที่สุดคือคนไทย 95% เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นการปกครองรูปแบบที่ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน มีข้อสังเกตว่าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งหรือเอสพี 2 มีเม็ดเงินลงทุนน้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก เพราะได้ลดการลงทุนในงบประมาณปี 53 ลงไปแล้วหันมาใช้งบไทยเข้มแข็งแทน ขณะที่งบจำนวนมากไม่ได้ใช้เพื่อการลงทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและด้านท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ทั้งการลงทุนโครงการชลประทานจำนวนมากไม่คุ้มค่าต้นทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลไม่มีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุน จึงเกรงว่าจะขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อนแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา ทั้งงบประมาณปี 53 มีโครงการเบี้ยหัวแตก 2,224 โครงการ เพราะแรงกดดันทางการเมืองทำให้การลงทุนของรัฐไม่สามารถเป็นเครื่องชี้นำและกระตุ้นการลงทุนของเอกชน ทั้งหมดนี้ จึงเห็นได้ว่า  รัฐบาลไม่มีวัตถุประสงค์จะให้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย  จึงน่าเป็นห่วงการใช้เงินภายใต้  พ.ร.บ.กู้เงิน  400,000  ล้านบาทอย่างมาก  และขอให้รัฐบาลกลับไปดูว่าการลงทุนในโครงการใดคุ้มหรือไม่คุ้มค่า ถ้าหากไม่คุ้มก็อย่าไปทำ

"การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยมีความจำเป็นต้องปรับสมดุลของระบบเศรษฐกิจไทยด้วยการลดการพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มรายได้ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้ และต้องมีการจัดทำนโยบายสวัสดิการพื้นฐานใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม" ประธาน ทีดีอาร์ไอ กล่าว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 30 กันยายน 2009, 08:18:39 AM
อ้างถึง
25. พันธมิตรฯ รำลึกพงหนามของประชาธิปไตยไทยกับความจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)
 
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย  29 กันยายน 2552 14:33 น.
 
 
 
นับตั้งแต่ย่างเข้าสู่ทศวรรษที่ 1990 (พ.ศ. 2533) เป็นต้นมา ผลกระทบของ โลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ “ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์” มิใช่เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ในระดับโลกที่มีการขับเคลื่อนเข้าหากันของผู้คนจากนานาประเทศอย่างปราศจากพรมแดน โดยผ่านการปฏิวัติทางเทคโนโลยีการสื่อสารเท่านั้น
      
       แต่ในความเป็นจริงแล้ว พัฒนาการล่าสุดของ ระบบทุนนิยมโลก คือ พลังขับเคลื่อนที่ใหญ่โตและทรงพลังที่สุด ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์นี้ โลกาภิวัตน์ จึงมิได้เกี่ยวข้องเฉพาะการเคลื่อนย้ายทุน เทคโนโลยี แรงงาน และข่าวสารเท่านั้น แต่ยังกินความไปถึงการขยายอิทธิพลของสถาบันข้ามชาติที่คอยบงการ และกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของตลาดเสรี สถาบันเหล่านี้แม้จะเริ่มต้นจากการเป็นองค์กรร่วมมือระหว่างประเทศ แต่นับวันก็ยิ่งมีอำนาจเป็นอิสระโดยสัมพันธ์จากการควบคุมของรัฐบาลต่างๆ สถาบันข้ามชาติเหล่านี้ได้แก่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) องค์การการค้าโลก (WTO) เป็นต้น
      
       อุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์คือ ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งสามารถสรุปออกมาเป็น นโยบายเศรษฐกิจที่พึงปรารถนาสำหรับสถาบันข้ามชาติ โดยเฉพาะซึ่งเรียกกันว่า ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) และมีใจความสำคัญอยู่ที่
      
       (1) การเรียกร้องให้รัฐ เปิดเสรีทางการเงิน
      
       (2) การเรียกร้องให้รัฐดำเนินนโยบาย แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ให้กิจการของรัฐกลับสู่ความเป็นเจ้าของโดยเอกชน
      
       (3) การเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ยกเลิกข้อกีดกันทุกชนิดที่ขวางทางบริษัทต่างชาติ และต้องส่งเสริมให้มีฐานะเท่าเทียมกันทุกประการกับบริษัทท้องถิ่นภายในชาตินั้นๆ
      
       (4) การเรียกร้องให้รัฐปฏิรูปการเก็บภาษี โดยสร้างแรงจูงใจในการผลิตภาคเอกชนมากกว่าจะปฏิรูปภาษีเพื่อกระจายรายได้ที่เป็นธรรม
      
       จะเห็นได้ว่า แก่นหลักทางความคิดของ ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ คือ การไม่เชื่อในการกำกับดูแลเศรษฐกิจโดยรัฐ และเห็นว่าพรมแดนของประเทศคืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการค้า และการลงทุนที่ควรขจัดออกไป ด้วยเหตุนี้ กระบวนการโลกาภิวัตน์ จึงมิใช่สิ่งใดอื่นนอกไปจากกระบวนการเคลื่อนย้ายอำนาจในการควบคุมกำกับสังคม จากรัฐไปสู่กลไกตลาดเสรีซึ่งบรรษัทข้ามชาติมีบทบาทในฐานะที่เป็น “ทุนหลัก” (dominant capital) นั่นเอง
      
       เมื่อเป็นเช่นนี้ ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์จึงแยกไม่ออกจากการถูกลดทอนบทบาทรัฐชาติของทุกประเทศ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเมือง และฐานะทางสังคม-เศรษฐกิจของประชาชนในแต่ละประเทศด้วย
      
       กล่าวสำหรับประเทศไทยในทศวรรษที่ 1990 (พ.ศ. 2533) กระบวนการเปิดเสรีทางการเงินของทุนนิยมโลกโดยผ่านโลกาภิวัตน์ทางการเงิน เมื่อถูกผนวกเข้าเชื่อมร้อยกับ โครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสามานย์ ของประเทศไทย จึงก่อให้เกิด มายาภาพทางเศรษฐกิจ ที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจฟองสบู่” อีกด้วย
      
       * * *

 
 
  


IMFและWTO  บรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย นายทุนนายหน้า,เทคโนแครต,ข้าราชการกังฉินผู้รับใช้ VS พลังรักชาติรักประชาธิปไตยและแนวร่วมที่หลากหลายชนชั้น???

แต่ดูเหมือนจะทานกระแสของทุนต่างชาติไม่ไหวเพราะขาดพลังในการรวมตัวและความสามัคคี
และกำลังทำให้หมดพลังด้วยกระแสกีฬาสี  ซึ่งภาคประชาชนจะต้องเร่งทบทวนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอย่างเร่งด่วน


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 21 ตุลาคม 2009, 22:32:42 PM
 วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11547 มติชนรายวัน


การจัดการทรัพยากรสาธารณะ

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย นวลน้อย ตรีรัตน์




คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2552 ได้ประกาศผลให้ เอลินอร์ ออสตรอม และโอลิเวอร์ วิลเลียมสัน เป็นผู้ชนะรางวัลในปีนี้ โดย ออสตรอม เป็นสตรีคนแรกที่ชนะรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ โดยผลงานสำคัญของออสตรอม คือการนำเสนอแนวทางในการจัดการทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งมีการใช้ร่วมกัน (common-pool resources : CPRs)

ทรัพยากรสาธารณะ หรือที่เรียกกันว่า สาธารณสมบัติ อาจจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ป่า น้ำ ทรัพยากรในป่า ทรัพยากรสัตว์น้ำทั้งหลาย หรือเขื่อนชลประทาน เป็นต้น

ลักษณะของสาธารณสมบัติเหล่านี้ยังรวมถึงสาธารณสมบัติร่วมกันของชาวโลก เช่นกรณีการยิงดาวเทียม ใครยิงก่อนยึดพื้นที่ไป ซึ่งทำให้ประเทศที่ยากจนและไม่มีเทคโนโลยีเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ และหมดโอกาสที่จะใช้เองในอนาคต

ปัญหาของทรัพยากรสาธารณะในประเทศก็คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะใช้ แต่ไม่มีใครแต่เพียงผู้เดียวเป็นเจ้าของ เพราะคนที่เป็นเจ้าของคือสาธารณชน ถือเป็นทรัพย์สินร่วมกันของทุกคน แต่การใช้ทรัพยากรของแต่ละคนจะกระทบความสามารถในการใช้ของคนอื่นๆ

ปัญหาที่ตามมาก็คือ การเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็วของทรัพยากรดังกล่าว เพราะเกิดสภาพการเร่งรีบหรือกอบโกยในการใช้ทรัพยากร เพราะต่างตระหนักว่าถ้าตนไม่รีบใช้ คนอื่นก็จะใช้ และตนก็จะได้ใช้น้อยลงหรือทรัพยากรนั้นหมดไป

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ปริมาณและคุณภาพของทรัพยากรสาธารณะลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นมีการตัดป่าไม้ ทำลายป่าอย่างรวดเร็ว หรือการจับปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ จนกระทั่งไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ทัน ปริมาณของป่าและสัตว์น้ำจึงลดลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาความยากลำบากในการจัดการทรัพยากรที่เป็นสาธารณสมบัติเหล่านี้ ถูกเรียกขานว่าเป็น โศกนาฏกรรมของสาธารณะสมบัติ (tragedy of the commons) ปัญหานี้ยังนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรของคนกลุ่มต่างๆ โดยฝ่ายชาวบ้านซึ่งไม่มีเงินทุนมักจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ กลุ่มทุนที่มีทั้งอำนาจและความมั่งคั่ง สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพื่อกอบโกยทรัพยากรเหล่านี้ไปเป็นประโยชน์และสร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง

ทรัพยากรสาธารณะจึงถูกแย่งยื้อเอาไปใช้ประโยชน์โดยคนกลุ่มน้อยที่มั่งคั่ง ปล่อยคนส่วนใหญ่ของประเทศให้จมปลักอยู่กับความยากจน และหมดโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะเพื่อการยังชีพ

ปัญหาเหล่านี้แต่เดิมนักเศรษฐศาสตร์ได้เสนอแนวทางออกอยู่ 2 แนวทางคือ

หนึ่ง รัฐซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนต้องทำหน้าที่ในการกำกับดูแล เพื่อให้สาธารณสมบัติเหล่านี้ สามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

คำถามที่ผ่านมาก็คือ รัฐสามารถเข้ามาดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือ ในประเทศไทยตัวอย่างก็ชัดเจนอยู่แล้ว ปริมาณป่า และปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำที่ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ก็เพราะต้นทุนในการควบคุม ดูแล และจัดการนั้นสูงมาก รัฐจึงเป็นกลไกการกำกับดูแลที่อ่อนแอ กลไกการกำกับดูแลที่ไม่พอเพียงเหล่านี้ ยังมีปัญหาแทรกซ้อนด้วย การแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่จะนำทรัพยากรเหล่านี้ไปสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง โดยการร่วมมือกับกลุ่มทุนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

สำหรับแนวทางที่สอง นักเศรษฐศาสตร์เสนอว่า เมื่อปัญหาหลักของการเสื่อมลงอย่างรวดเร็วของทรัพยากรสาธารณะก็คือ การขาดความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน จึงขาดคนที่มีจิตสำนึกในการที่จะดูแล และทำให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน จึงควรสร้างระบบความเป็นเจ้าของขึ้นมา คือการให้กรรมสิทธิ์กับเอกชนรายใดรายหนึ่งในการครอบครอง และดูแลการใช้ประโยชน์

ข้อเสนอนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นเจ้าของที่เป็นลักษณะปัจเจก กล่าวคือให้เอกชนเข้ามาเป็นเจ้าของ ซึ่งก็ยากที่จะจัดการกับปัญหาเรื่องสาธารณสมบัติได้ เพราะลักษณะของสาธารณสมบัติก็คือ มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนเป็นจำนวนมาก

การที่จะจัดสรรให้ใครเป็นผู้มีสิทธิ จึงไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะดำเนินการกันได้อย่างง่ายๆ

ออสตรอม ได้นำเสนอในแนวทางที่สามก็คือ การทำให้เกิดกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ของคนที่ใช้ประโยชน์ และมีการดูแลรักษาร่วมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากร

ตัวอย่างที่อาจจะเห็นได้ชัดเจนในประเทศไทยก็คือ กรณีการผลักดันในเรื่องป่าชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแล และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า หรือกรณีการรวมตัวกันของเครือข่ายประมงพื้นบ้านที่พยายามเข้าไปดูแลพื้นที่ประมงชายฝั่ง ไม่ให้กลุ่มทุนเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาจับสัตว์น้ำแบบชนิดที่ไม่เหลือให้เกิดการเพาะพันธุ์ต่อไป

หรือในปัจจุบันที่มีความพยายามจะผลักดันให้เกิดโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถมีที่ดินทำกินทางด้านเกษตรกรรม และสามารถรักษาและพัฒนาคุณภาพของที่ดินตลอดจนปัจจัยอื่นๆ เช่นน้ำ เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปได้

ออสตรอมชี้ว่า การทำให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เป็นการสร้างสถาบันรูปแบบหนึ่ง ที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการรักษาและใช้ประโยชน์จากสาธารณสมบัติ โดยการสร้างสถาบันที่ประสบความสำเร็จในการดูแลทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้ มีเงื่อนไขทั้งที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของสาธารณสมบัติแต่ละประเภทแล้ว ยังมีเงื่อนไขที่ร่วมกันในการจัดการให้ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย

1.ลักษณะของกลุ่ม หรือการรวมกลุ่มต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน

2.กติกาหรือกฎเกณฑ์ที่จะใช้ในการควบคุมหรือกำกับการใช้ทรัพยากรสาธารณะ จะต้องสอดคล้องกับความต้องการ วัฒนธรรม และเงื่อนไขในชุมชนท้องถิ่น

3.การมีส่วนร่วมของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดกฎ กติกาดังกล่าว

4.สิทธิของชุมชนในการเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา จะต้องได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

5.มีระบบการกำกับดูแลพฤติกรรมของสมาชิกในชุมชน โดยสมาชิกในชุมชน

6.มีระบบการลงโทษหรือจัดการในชุมชนที่ชัดเจน เมื่อมีการทำผิดจากกติกาที่กำหนด เช่น sanction

7.สมาชิกในชุมชน มีกลไกในการแก้ไขความขัดแย้งที่มีต้นทุนต่ำ

8.สำหรับทรัพยากรสาธารณะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ จะต้องมีเครือข่ายในแต่ละระดับชั้นที่จะดำเนินการหรือสร้างกลไกในการจัดหา กำกับดูแล บังคับ และการแก้ไขความขัดแย้ง ในภาพรวมทั้งหมดได้

แม้ว่างานของ ออสตรอมจะได้นำเสนอไว้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วก็ตาม วันนี้การตัดสินของคณะกรรมการรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ทำให้เห็นชัดเจนถึงการยอมรับในคุณค่า และแนวคิดที่ออกนอกกรอบจากเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม ซึ่งเป็นหนทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรสาธารณะ

สำหรับประเทศไทย มีข้อสรุปจากงานวิจัยหลายชิ้น ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะเป็นสาเหตุหนึ่งของความยากจน

การแก้ไขปัญหาความยากจน จึงต้องแก้ที่ฐานทรัพยากรก่อนอื่นใด

การเคลื่อนไหวของชาวบ้านเพื่อให้เกิดการยอมรับในสิทธิชุมชน สิทธิในการจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้ทรัพยากรเหล่านั้นสามารถดำรงอยู่ไปชั่วลูกหลาน เพื่อให้เกิดการมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรี

มิใช่ต้องคอยให้รัฐบาลเอาเงินไปแจก

ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คิดกันเฉพาะในกลุ่มชาวบ้านเท่านั้น

แต่เป็นเรื่องที่ยอมรับกันในระดับโลกแล้ว

เมื่อไรที่รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจะหันมายอมรับกันบ้าง
 
 
 


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 22 ตุลาคม 2009, 07:10:13 AM
อ้างถึง
ออสตรอม ได้นำเสนอในแนวทางที่สามก็คือ การทำให้เกิดกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ของคนที่ใช้ประโยชน์ และมีการดูแลรักษาร่วมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากร

ตัวอย่างที่อาจจะเห็นได้ชัดเจนในประเทศไทยก็คือ กรณีการผลักดันในเรื่องป่าชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแล และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า หรือกรณีการรวมตัวกันของเครือข่ายประมงพื้นบ้านที่พยายามเข้าไปดูแลพื้นที่ประมงชายฝั่ง ไม่ให้กลุ่มทุนเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาจับสัตว์น้ำแบบชนิดที่ไม่เหลือให้เกิดการเพาะพันธุ์ต่อไป

หรือในปัจจุบันที่มีความพยายามจะผลักดันให้เกิดโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถมีที่ดินทำกินทางด้านเกษตรกรรม และสามารถรักษาและพัฒนาคุณภาพของที่ดินตลอดจนปัจจัยอื่นๆ เช่นน้ำ เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปได้

ออสตรอมชี้ว่า การทำให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เป็นการสร้างสถาบันรูปแบบหนึ่ง ที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการรักษาและใช้ประโยชน์จากสาธารณสมบัติ โดยการสร้างสถาบันที่ประสบความสำเร็จในการดูแลทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้ มีเงื่อนไขทั้งที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของสาธารณสมบัติแต่ละประเภทแล้ว ยังมีเงื่อนไขที่ร่วมกันในการจัดการให้ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย

1.ลักษณะของกลุ่ม หรือการรวมกลุ่มต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน

2.กติกาหรือกฎเกณฑ์ที่จะใช้ในการควบคุมหรือกำกับการใช้ทรัพยากรสาธารณะ จะต้องสอดคล้องกับความต้องการ วัฒนธรรม และเงื่อนไขในชุมชนท้องถิ่น

3.การมีส่วนร่วมของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดกฎ กติกาดังกล่าว

4.สิทธิของชุมชนในการเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา จะต้องได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

5.มีระบบการกำกับดูแลพฤติกรรมของสมาชิกในชุมชน โดยสมาชิกในชุมชน

6.มีระบบการลงโทษหรือจัดการในชุมชนที่ชัดเจน เมื่อมีการทำผิดจากกติกาที่กำหนด เช่น sanction

7.สมาชิกในชุมชน มีกลไกในการแก้ไขความขัดแย้งที่มีต้นทุนต่ำ

8.สำหรับทรัพยากรสาธารณะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ จะต้องมีเครือข่ายในแต่ละระดับชั้นที่จะดำเนินการหรือสร้างกลไกในการจัดหา กำกับดูแล บังคับ และการแก้ไขความขัดแย้ง ในภาพรวมทั้งหมดได้



นี่คือหน่ออ่อนของระบบสวัสดิการในชุมชน  ที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
ควบคู่ไปกับประชาธิปไตยชุมชน  ประชาธิปไตยทางตรง  หน่ออ่อนของการเมืองใหม่  ที่ทำได้เลยสำหรับชุมชนที่เข้มแข็งแล้ว


หัวข้อ: Re: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ดอกดินสยาม ที่ 23 ตุลาคม 2009, 07:26:44 AM
 วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11549 มติชนรายวัน


"เอลินอร์ ออสทรอม นักรัฐศาสตร์หญิงผู้คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์"

โดย เกษียร เตชะพีระ




ศาสตราจารย์เอลินอร์ ออสทรอม แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา

 
จู่ๆ ต้นสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ได้อี-เมลจากครูพักลักจำทางเศรษฐศาสตร์ของผม (ผู้มักยั่วให้ผมเถียงด้วย ซึ่งผมในฐานะนักรัฐศาสตร์ก็พยายามสนองพระเดชพระคุณสุดสติปัญญาความสามารถ เพราะแม้เถียงไม่ค่อยชนะ แต่ทะเลาะกับท่านแล้วฉลาดขึ้น และรู้สึกเป็นมิตรกันมากขึ้นทั้งที่เห็นต่างกัน) เพื่อแจ้งข่าวด่วนว่า : -

"รางวัลโนเบล สำหรับนักรัฐศาสตร์ (ไอ้หยา!)...

"อ.เกษียรที่รัก

"ดูเหมือนรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้จะมอบให้กับสมาชิกสาขาวิชาชีพรัฐศาสตร์ตัวจริงเสียงจริงผู้มีบัตรประจำตัวยืนยันความเป็นสมาชิก-ในฐานที่เธอเป็นอดีตประธานสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกันนั่นเทียว ลางทีท้ายที่สุดแล้วสาขาวิชาชีพเศรษฐศาสตร์ของผมจะไม่ได้เป็นโรคออทิซึมถึงขนาดนั้นละมัง (autism เป็น อาการพัฒนาไม่ปกติทางจิตทำให้วิปริตผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่มักคำนวณเลขเก่งอย่างน่ามหัศจรรย์ เหมือนบทที่ดัสติน ฮอฟแมน เล่นในหนังเรื่อง Rain Man ปี ค.ศ.1988-ผู้เขียน)

"ขอพูดจริงจังขึ้นอีกหน่อยว่าผมเองก็คงนึกไปไม่ถึงหรอกว่าเอลินอร์ ออสทรอม จะได้รางวัลนี้ แต่พอประกาศผลออกมาแล้ว มันก็ดูเข้าทีเสียนี่กระไร งานของเธอช่วยเปิดหูเปิดตาผม มันทั้งเคร่งครัด (ลักษณะอันถูกใจนักเศรษฐศาสตร์) และเป็นเชิงประจักษ์ (ลักษณะอันถูกใจผมเอง)..."

ก็น่าฮือฮาจริงอย่างที่ครูว่าแหละครับ เพราะเอลินอร์ ออสทรอม ไม่เพียงแต่เป็นนักรัฐศาสตร์ที่ข้ามฟากมาคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น (แบ่งครึ่งรางวัลกับนักเศรษฐศาสตร์แท้ๆ อีกคนชื่อโอลิเวอร์ อี. วิลเลียมสัน)

แต่เธอยังเป็นผู้หญิง (ยังไม่เคยมีเพศแม่/เมียได้รางวัลโนเบลสาขานี้มาก่อน)

และเชี่ยวชาญการศึกษาวิเคราะห์เรื่องเศรษฐาภิบาล (economic governance) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสมบัติส่วนรวม (the commons) อีกต่างหาก-อันเป็นเรื่องที่อยู่นอกกระแสหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์แบบทุน-นิยมตลาดเสรี (อนึ่ง นักวิชาการไทยผู้เชี่ยวชาญและสนใจศึกษาเรื่องทำนองเดียวกันนี้ได้แก่ศาสตราจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น)

พูดไปก็ไลฟ์บอย สู้ให้อาจารย์ออสทรอมพูดถึงงานของแกเองดีกว่าครับ ในบทสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับอดัม สมิธ (ชื่อพ้องโดยบังเอิญกับปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมคลาสสิคชาวอังกฤษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18) หัวหน้าบรรณาธิการเว็บไซต์ทางการของมูลนิธิโนเบลทันทีที่เธอทราบผลรางวัลเมื่อ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา :-

ออสทรอม : ฮัลโหล

สมิธ : อ้อ อรุณสวัสดิ์ครับ ขอพูดกับคุณเอลินอร์ ออสทรอม ได้ไหมครับ?

ออสทรอม : ได้เลยค่ะ

สมิธ : ฮัลโหล ผมชื่ออดัม สมิธ ครับ ผมโทร.มาจากเว็บไซต์ทางการของมูลนิธิโนเบลในสตอกโฮล์ม

ออสทรอม : ค่ะ อดัม สมิธ แหมชื่อชอบกลอะไรอย่างนี้! ขอโทษด้วยค่ะ คุณคงถูกล้อบ่อยอยู่ซีนะคะ

สมิธ : แม่นแล้วครับและผมคิดว่าบางทีคนได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆ ก็มักจะคิดว่าผมเป็นพวกโทร.มาหลอกเล่นเวลาผมติดต่อมาแบบนี้ คือเรามีธรรมเนียมที่จะบันทึกคำสัมภาษณ์สั้นๆ ทางโทรศัพท์กับผู้ได้รางวัลโนเบลรายใหม่ไว้บนเว็บไซต์มูลนิธิโนเบลของเราน่ะครับ คงไม่ว่าอะไรนะครับที่จะคุยกัน สักสองสามนาที?

ออสทรอม : ยินดีค่ะ

สมิธ : ขอบคุณมากจริงๆ ครับ แน่นอน ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับที่ได้รางวัล

ออสทรอม : ค่ะ เป็นเกียรติที่เหลือเชื่อจริงๆ

สมิธ : อย่างที่เขาเพิ่งแถลงข่าวกันไปนะครับว่าคุณเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลนี้ในประวัติ 40 ปีของรางวัลเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแห่งชาติสวีเดน (ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นรางวัลโนเบลสาขาที่ 6 ในชั้นหลังเมื่อปี ค.ศ.1968 นี้เอง-ผู้เขียน) นั่นทำให้คุณรู้สึกได้รับเกียรติยิ่งขึ้นไหมครับ?

ออสทรอม : ใช่ค่ะ ในฐานะคนที่เคยผ่านยุคที่พอดิฉันคิดจะเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาก็ถูกปรามใหญ่ว่าอย่าเลย เพราะดิฉันไม่มีวันจะได้ทำอย่างอื่นนอกจากสอนหนังสือในวิทยาลัยเล็กๆ ประจำเมืองแค่นั้น...(หัวเราะ) ก็นับว่าชีวิตเปลี่ยนไปมากทีเดียว!

สมิธ : คุณคิดว่าอัตราส่วนทางเพศของผู้ได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์มันเป็นตัวแทนสะท้อนภาพอัตราส่วนทางเพศของคนที่กำลังทำงานในสาขาวิชานี้หรือเปล่าครับ, รึว่าเอาเข้าจริงมันเปลี่ยนไปแล้ว?

ออสทรอม : มันเปลี่ยนไปช้าๆ ค่ะ ดิฉันเคยไปร่วมประชุมเศรษฐศาสตร์หลายครั้งโดยที่ดิฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในห้องประชุม แต่นั่นกำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ นะคะ และดิฉันคิดว่าตอนนี้ก็เป็นที่ยอมรับนับถือมากขึ้นว่าผู้หญิงสามารถอุทิศคุณูปการสำคัญให้สาขาวิชานี้ได้ และดิฉันหวังว่าการแสดงความตระหนักเรื่องดังกล่าวผ่านการให้รางวัลครั้งนี้จะช่วยให้ความเปลี่ยนแปลงคลี่คลายขยายตัวต่อไป

สมิธ : ครับ ผมคิดว่ามันส่งสัญญาณที่แรงมากเลยทีเดียว ทีนี้เท่าที่ผมทราบคุณศึกษาเรื่องการจัดการทรัพย์สินสาธารณะ (common property) ผ่านการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกัน (common ownership) โดยเปรียบเทียบมันกับผลของ...

ออสทรอม : ใช่ค่ะ นั่นเป็นหนึ่งในเรื่องต่างๆ ที่ดิฉันศึกษา

สมิธ : จะพูดได้ไหมครับว่ากล่าวโดยกว้างๆ แล้วคุณพบว่ากรรมสิทธิ์ร่วมอาจมีประสิทธิผลมากกว่าที่คนเขาคิดกัน?

ออสทรอม : ถูกต้องค่ะ! มันไม่ใช่ยาสารพัดนึกหรอกนะคะ แต่ก็มีประสิทธิผลกว่าที่เราเข้าใจกันทั่วไปมาก

สมิธ : แล้วพอจะยกตัวอย่างสักกรณีที่เป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ?

ออสทรอม : งั้นดิฉันขอยกตัวอย่างชาวประมงกุ้งทะเลใหญ่ในมลรัฐเมนก็แล้วกัน สมัยคริสต์ทศวรรษที่ 1920 พวกเขาแทบจะทำลายการประมงกุ้งทะเลใหญ่พังไปเลยทีเดียว แล้วพวกเขาก็มาจับกลุ่มกันใหม่และขบคิดอย่างหนักว่าจะทำยังไงดี ใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง พวกเขาก็ค่อยๆ พัฒนากฎเกณฑ์แนวทางที่ชาญฉลาดยิ่งชุดหนึ่งในการติดตามตรวจตราการจับกุ้งทะเลใหญ่ขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้การประมงกุ้งทะเลใหญ่ในมลรัฐเมนประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งหนึ่งในโลก ตอนนี้ภัยคุกคามใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คืออุตสาหกรรมประมงรอบบริเวณนั้นพากันจับปลามากมายเกินขนาดเสียจนกระทั่งกุ้งทะเลเลยกลายเป็นตัวอย่างสุดขั้วของ... ถ้ามีโรคหรืออะไรบางอย่างเกิดขึ้น เช่นแมลงที่นำเชื้อโรคมาแพร่ กุ้งทะเลพวกนี้ก็จะล่อแหลมต่อภยันตรายมาก แต่ชาวประมงกลุ่มนี้ก็นับว่ามีประสิทธิภาพเหลือเชื่อในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ยังมีกลุ่มขนาดกลางและเล็กอื่นๆ อีกมากที่เข้าแบกรับภาระรับผิดชอบในการจัดตั้งการอภิบาลทรัพยากรไว้ เราได้ศึกษาระบบชลประทานหลายร้อยแห่งในเนปาล และปรากฏว่าระบบชลประทานที่ชาวนาจัดการกันเองมีประสิทธิผลกว่าระบบชลประทานวิลิศมาหราที่สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย, ธนาคารโลก, หรือองค์การยูเสด ฯลฯ เสียอีกในเชิงของการจัดส่งน้ำไปให้ถึงปลายท่อ, ผลิตภาพที่สูงกว่า, ต้นทุนต่ำกว่า เป็นต้น ดังนั้นที่เราพบก็คือกลุ่มท้องถิ่นจำนวนมากมีประสิทธิผลสูง แต่มันไม่จริงครอบจักรวาลนะคะ ดังนั้นมาถึงตอนนี้เราจะทำไร้เดียงสาแล้วคิดง่ายๆ ว่า "เอาล่ะ งั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของประชาชนก็แล้วกัน พวกเขาจะจัดตั้งกันเองอยู่ตลอดไปนั่นแหละ" ไม่ได้, มีภาวการณ์หลายแบบทีเดียวที่ยับยั้งผู้คนไม่ให้จัดตั้งกันเองขึ้นมา

สมิธ : ใช่ครับ

ออสทรอม : และดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจทั้งสภาพเงื่อนไขที่พวกเขาสามารถจัดตั้งกันเองได้ รวมไปถึงสภาพเงื่อนไขที่พวกเขายินดีจะจัดตั้งกันขึ้นด้วย

สมิธ : ผมว่าจะถามคุณอยู่ทีเดียวล่ะครับว่า งานวิจัยของคุณช่วยให้ความกระจ่างเรื่องสภาพเงื่อนไขที่นำไปสู่การจัดตั้งกันเองที่ดีด้วยไหม, มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่ต้องดำรงอยู่ด้วยหรือเปล่าเพื่อที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เช่น ผู้เข้าร่วมต้องมีเวลามากพอที่จะมาช่วยกันคิดอ่านจนทะลุปรุโปร่งว่าชุดระเบียบข้อบังคับของพวกเขาควรจะออกมาอย่างไร?

ออสทรอม : ใช่ค่ะ ดิฉันมีบทความลงพิมพ์ในนิตยสาร Science เดือนกรกฎาคมศกนี้ ที่แจกแจงกรอบการวินิจฉัยกว้างๆ และระบุตัวแปรจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการจัดตั้งกันเองขึ้นมา (ดู Elinor Ostrom, "A General Framework for Analyzing Sustainability of Social-Ecological Systems", Science, 325 : 5939 (24 July 2009), 419-422)

สมิธ : แต่ถึงอย่างนั้นคุณจะพูดอย่างกว้างๆ ไหมครับว่า เราควรจะใช้และไว้วางใจการจัดตั้งกันเองมากกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้? ว่าสังคมควรมุ่งไปสู่การพยายามติดตั้งโครงสร้างของการจัดตั้งกันเองขึ้นมา?

ออสทรอม : ค่ะ แต่ต้องไม่เป็นสูตรสำเร็จนะคะ อย่างตอนนี้นี่มีความพยายามเยอะแยะมากมายที่จะกระจายอำนาจและพวกเขาก็สร้างสูตรสำเร็จตายตัวขึ้นมาแล้วประทานกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ประชาชนจากเบื้องบนพลางบอกว่า "เอ้าเอาไป มันเป็นของพวกเอ็งแล้วตอนนี้" แบบนั้นมันก็ไม่ค่อยได้เรื่องเหมือนกัน

สมิธ : มันก็เป็นเรื่องประณีตแนบเนียนมากอีกตามเคยซีนะครับ...

ออสทรอม : นี่มันก็...ใช่ค่ะ และคุณต้องคิดถึงความหลากหลายของมันด้วย ถ้าคุณดูชนบท ลองคิดถึงความหลากหลายที่นั่นในเชิงนิเวศวิทยาสิคะ คราวนี้ถ้าคนเราคิดจะจัดการความหลากหลายทางนิเวศวิทยาละก็ ไม่มีกฎเกณฑ์ชุดใดชุดเดียวจะใช้ได้ทั้งในเขตกึ่งแห้งแล้งเทียบกับเขตร้อนชื้นหรอกค่ะ มันต้องใช้กฎเกณฑ์ ต่างกัน

สมิธ : จริงทีเดียวครับ อีกอย่างที่คุณทำก็คือดำเนินการทดลองในห้องทดลอง...

ออสทรอม : อ๋อ, ใช่ค่ะ!

สมิธ : ซึ่งผมเชื่อว่ามันแสดงให้เห็นว่าผู้คนดูจะยินดีบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงร่วมกันมามากกว่าที่เคยคาดคิดกันเอาไว้อีกนั่นแหละ

ออสทรอม : ใช่ค่ะ การทดลองของเราแสดงผลที่ว่านั้น แต่เรายังแสดงให้เห็นด้วยว่าการติดต่อสื่อสารแบบซึ่งหน้าหรือกระทั่งด้วยตัวเขียนมีบทบาทสำคัญมาก เดิมทีที่คาดกันไว้ก็คือจะไม่มีใครติดตามตรวจตราตัวเองเลย เพราะมันเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคมระดับที่สองถ้าว่ากันตามทฤษฎีเกม แต่ที่เราค้นพบคือคนเรายอมที่จะติดตามตรวจตราตัวเองอยู่ ทว่ามันก็อาจ...คนเราอาจไต่ระดับลุกลามกลายเป็นเรื่อง "ฉันจะลงโทษเธอ, เธอไปลงโทษเขาต่อ, ว่ากันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ" แล้วมันก็จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ แต่ถ้ามีการติดต่อสื่อสารเข้ามา มีข้อตกลงกันว่าอะไรจะเป็น...เราจะทำอะไรกัน โดยนิยามคำว่า "เรา" ให้รัดกุมชัดเจนแล้ว คนเราก็จะสามารถทำตามกฎ, ร่วมไม้ร่วมมือกัน และในบางครั้งบางคราวก็ลง โทษกันและกันเพื่อช่วยให้กิจกรรมนั้นดำเนินต่อไปได้

สมิธ : คุณเอ่ยถึงทฤษฎีเกม เอาเข้าจริงที่เราเห็นอยู่นี่มันใช่เป็นการขยายทฤษฎีเกมออกไปมากน้อยแค่ไหนครับ