บ้านตุลาไทย
19 ตุลาคม 2017, 23:29:14 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2016, 03:07:06 AM 
เริ่มโดย atm - กระทู้ล่าสุด โดย admin
 ตกใจ ตกใจ ตกใจ

 2 
 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2016, 15:38:27 PM 
เริ่มโดย atm - กระทู้ล่าสุด โดย admin
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

 3 
 เมื่อ: 17 มกราคม 2016, 20:59:08 PM 
เริ่มโดย atm - กระทู้ล่าสุด โดย atm
สวัสดีครับสหาย
หายไปนานมาก555555

 4 
 เมื่อ: 12 มกราคม 2016, 07:59:40 AM 
เริ่มโดย แสนไชย - กระทู้ล่าสุด โดย แสนไชย
หันมามองภาคเกษตรกรรมก็ตกอยู่ภายใต้ภาวะการผลิตล้นเกินเช่นกัน ตอนนี้ดูเหมือนเกษตรกรทั่วโลกจะเก่งขึ้นทั้งนั้น สามารถปลูกได้ผลผลิตมากกว่าเดิมโดยอาศัยการชลประทาน และเสริมเทคโนโลยีบ้าง ปัญหาที่คาดกันว่าโลกจะขาดแคลนอาหารนั้น ตอนนี้เรียกได้ว่าตกไปโดยสิ้นเชิง (และเป็นคำตอบว่าทำไม่จึงไม่ต้องการ GMO ในตอนนี้)

แต่ภายใต้สถานการณ์การผลิตไม่ว่าอุตสาหกรรม เทคโนโลยีและการเกษตรที่ดูย่ำแย่อยู่นี้ ก็ยังมีตัวช่วยที่ทำให้สถานการณ์ไม่รุนแรงลงไปก็คือ "น้ำมัน"

ที่ผ่านมาน้ำมันออกจะเป็นตัวที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นผู้ร้ายตัวสำคัญในการทำให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้คงไม่มีใครเชื่อว่าราคาน้ำมันจะลดลงไปเรื่อยๆ แบบนี้ การที่ราคาน้ำมันลดลงมามาก จึงช่วยผ่อนเบาต้นทุนทางเศรษฐกิจไปได้มาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีต้นทุนจากค่าน้ำมันสูงก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ (ไม่เชื่อก็ถามเจ๊เกียวดูได้)

ส่วนเรื่องสงครามนั้นผมรู้สึกเฉยๆ เพราะหลายทศวรรษมานี้โลกเราก็ตกอยู่ในภาวะสงครามที่นั่นที่นี่ตลอดมา จนไม่ค่อยจะรู้สึกว่าจะมีผลอะไรมาก และสงครามโลกก็คงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะทุกประเทศย่อมรู้ถือผลกระทบอันร้ายแรงที่จะตามมา (ยกเว้นกลุ่มไอซิส)

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าคิดคือเวลานี้เงินทองในโลกไม่ได้หายาก หรือกล่าวได้ว่าเงินทองมีล้นเกินเสียด้วยซ้ำไป ไม่ก็ลองดูเราๆ ท่านๆ นี่แหละครับ ผมว่ามีเงินในประเป๋าเหลืออยู่ไม่น้อย ไม่งั้นไม่ได้เห็นร้านอาหารญี่ปุ่นราคาแพงๆ คนนั่งกินกันเต็ม จนต้องเข้าคิวกันทุกวันเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดแบบนี้ สมัยก่อนใครจะเชื่อว่าเราจะเข้าไปกินไอสครีมถ้วยละร้อยสองร้อยกันได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเงินมันล้นจนต้องกระตุ้นให้ออกมาช็อปกันกระจายอย่างที่เห็นเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาเช่นกัน
เมื่อสินค้าก็ล้น เทคโนโลยีก็ล้น เงินก็ล้น มันก็วิกฤตสิครับ เพราะเงินไม่รู้จะไปเอาไปทำอะไร ฝากแบงค์ดอกก็ถูกแสนถูก จะไปเล่นหุ้น หุ้นก็มืดมน ราคาทำท่าจะดิ่งลงทุกวัน ไม่ก็เสียมากกว่าได้ จะไปซื้อทอง ทองก็ร่วงมานานแล้ว จะไปซื้อที่ดิน ราคาก็ขึ้นจนแพงลิบจับต้องไม่ได้ จะไปลงทุนทำการผลิตอะไรก็มองไม่ออกว่าควรลงทุนทำอะไร ผลิตออกมาแล้วจะขายได้หรือไม่ ไปปลูกยางก็โดนน็อคกลับมาพร้อมกับชาวสวนยาง ปลูกข้าวก็ไปแย่งพี่น้องเกษตรกรเขาอีก

จึงเป็นอีกหนึ่งวิกฤตที่เงินล้นเกินไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จนน่ากลัวว่าธนบัตรที่มีอยู่อาจกลายเป็นแบงค์กงเต๊กในไม่ช้า

เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความมืดมนในเบื้องหน้า ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางใดก็ตีบตันไปหมด จึงเสนอปัญหาใหม่นั่นคืออาจมีความต้องการใน "การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรอบใหม่" ซึ่งจะต้องไม่ใช่อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแบบเดิมต่อไปอีก

การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรอบนี้น่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังต่างๆ จากธรรมชาติและสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นเครือข่ายต่อจากนั้น ไม่เช่นนั้นโลกจะไม่สามารถหลุดจากความซึมเซาทางด้านเศรษฐกิจนี้ไปได้อย่างแน่นอน


 5 
 เมื่อ: 12 มกราคม 2016, 07:56:42 AM 
เริ่มโดย แสนไชย - กระทู้ล่าสุด โดย แสนไชย
สมัยก่อนเรามักศึกษาเรื่องวิกฤตทางเศรษฐกิจของโลกที่ว่ามักจะเกิดเป็นรอบๆ ทุกๆ 10-12 ปี เหตุเพราะเมื่อมีการผลิตล้นเกินแล้วก็จะต้องเกิดวิกฤตที่ของขายไม่ได้เสียรอบหนึ่งว่างั้นเถอะ ซึ่งจะทำให้วิสาหกิจโดยเฉพาะที่เกียวเนื่องกับการผลิตต่างพากันล้มละลายกันไปเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือหากรอดพ้นมาได้ก็เป็นผู้ชนะในสงครามเศรษฐกิจแต่ละรอบ กลายเป็นมหาเศรษฐีแล้วก็ลงทุนผลิตกันใหม่ สร้างโภคทรัพย์กันใหม่ ร่ำรวยกันใหม่ แล้วก็ล้มละลายกันใหม่เมื่อรอบวิกฤตมาถึง

แต่หลังปี 2519-20 โลกก็หาได้เผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจขนานใหญ่อย่างที่เป็นมาไม่ คำอธิบายเวลานั้นก็คือโลกมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาหรือผ่อนเบาปัญหาด้วยวิถีทางต่างๆ จึงทำให้วิกฤตที่เกิดขึ้นถูกจำกัดวงไม่ก่อให้วิกฤตอย่างทั่วด้านตามมา

วิกฤตในปีหลังๆ อย่างวิกฤตต้มยำกุ้งที่นำโดยไทยแลนด์ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เป็นวิกฤตที่นำมาด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้วตามมาด้วยวิกฤตทางการเงิน แต่ 1-2 ทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจทางด้านไอทีเฟื่องฟูมาก จึงนำโลกเข้าสู่ธุรกิจในปัจจัยห้าที่จำเป็นสำหรับมนุษย์คือสินค้าไอทีทั้งหลาย อีกทั้งเศรษฐกิจของจีนก็เข้าสู่ยุคเฟื่องฟูที่สุด จึงดูเหมือนเป็นหัวรถจักรที่ถึงเศรษฐกิจโลกให้เหมือนกับอยู่ในยุคขาขึ้นตลอดเวลา ทั้งที่เศรษฐกิจในยุโรปและอเมริกา รวมทั้งวิกฤตหนี้สินของกรีซก็เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจโลกเอาไว้บ้าง

แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ปี 2559-60 นี้ มีสัญญาณที่ไม่ดีเอามากๆ ประการแรกคือสินค้าไอทีท่วมท้นตลาด ไม่ว่าใครก็รู้จักผลิตมาขาย อย่างที่เห็นตอนนี้แม้แต่มือถือจากฟิลิปปินส์ก็เข้ามาทำตลาดด้วย การผลิตที่ล้นเกินเช่นนี้เป็นเครื่องบ่งบอกล่วงหน้าว่าไม่ใครก็ใครจะต้องมีการล้มละลายในไม่ช้า อีกทั้งนวัตกรรมทางไอทีใหม่ๆ ก็คงไม่สามารถทำตลาดได้มากเท่ากับที่ผ่านมาอีกแล้ว

ประการที่สอง เศรษฐกิจจีนก็ถึงช่วงขาลงแล้ว จากนี้ไปคงไม่ได้เห็นตัวเลขดัชนีที่เป็นเลขสองหลักอีกต่อไป กระทั่งประมาณการว่าอาจอยู่แค่ที่ 6% กว่าๆ เท่านั้น ทั้งนี้เพราะทีผ่านมาจีนทุ่มเทให้กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากเกินไป จนมีคำพูดที่ได้ยินกันทั่วไปในจีนว่า "ไม่รู้จะสร้างอะไรแล้ว เพราะที่ควรสร้างก็สร้างกันไปหมดแล้ว" และที่สำคัญคือพวกอสังหาริมทรัพย์ที่มักเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตทางการเงินก็ตกอยู่ในภาวะล้นเกิน จนขายไม่ออกก็เป็นระเบิดเวลาลูกสำคัญที่รออยู่แล้ว อีกทั้งเรื่องแรงงานของจีนที่มีราคาถูกเวลานี้ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว จีนอาจเข้าไปมีอนาคตแบบไต้หวันที่เคยเป็นสี่เสือเศรษฐกิจของเอเชียมาก่อน ทั้งที่มีความสามารถในการการผลิตเทคโนโลยีไอทีต่างๆ มีเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ก้าวหน้า แต่เศรษฐกิจก็ยังซึมเซาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

รวมความแล้วคือโลกกำลังขาดหัวรถจักรที่จะฉุดดึงเศรษฐกิจทั้งหมดให้ก้าวรุดหน้าไป จากนี้ไปประเทศต่างๆ ก็มีแต่ประคองตัวเองให้พออยู่ได้หรือพอรอดตัวเท่านั้น

 6 
 เมื่อ: 12 ธันวาคม 2015, 21:05:10 PM 
เริ่มโดย แสนไชย - กระทู้ล่าสุด โดย แสนไชย
เอเจนซี/ MGR online - ตลอดสัปดาห์นี้ กรุงปักกิ่งเมืองหลวงของประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ต้องเผชิญมลพิษทางอากาศเข้าขั้นวิกฤตถึงขั้นมีกลิ่นเหม็นคลุ้งคล้ายถ่านหินกำลังไหม้ตลอดเวลา รัฐบาลตัดสินใจประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงสุด สีแดง ปิดเมืองปักกิ่งบางส่วน ห้ามไม่ให้รถส่วนตัวราว 2.2 ล้านคัน (ครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด 4.4 ล้านคัน) แล่นบนท้องถนน โรงเรียนในบางเขตถูกปิด ห้ามเขตก่อสร้างทำงาน กำชับประชาชนสวมหน้ากากกันมลพิษฯ
       
       สื่อต่างประเทศรายงาน (9 ธ.ค.) อ้างแถลงการณ์ของรัฐบาลท้องถิ่น ระบุว่าการประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดนี้ เพื่อปกป้องประชาชนในเมืองปักกิ่งราว 21 ล้านคน จากผลกระทบร้ายแรงทางสุขภาพ
       
       รัฐบาลฯ ยังกำหนดข้อจำกัดการใช้รถยนต์ในกรุงปักกิ่ง จำกัดพาหนะขนาดใหญ่หลายประเภท อาทิ ยานพาหนะก่อสร้าง และจำกัดป้ายทะเบียนรถยนต์ทั่วไปที่จะวิ่งสัญจรได้ในแต่ละวัน ตลอดจนปิดโรงเรียน รวมถึงปรับสภาพการทำงานของพนักงานลูกจ้างกิจการต่างๆ เพื่อจะระงับกิจกรรมกลางแจ้งฯ
       
       ในขณะที่จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งผู้แทนในการเจรจากำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เกือบ 200 ประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการพูดถึงอย่างมากว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพมลพิษรุนแรงในเมืองใหญ่ๆ ของจีนหลายแห่งขณะนี้ ยิ่งเป็นรูปธรรมชัดเจนที่ทำให้ตระหนักถึงปัญหาการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ถ่านหิน หลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
       
       ข้อมูลของสำนักงานพลังงานแห่งชาติจีน ระบุว่า ถ่านหินเป็นปัจจัยสำคัญของคาร์บอนฯ ในสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้น โดยเป็นเชื้อเพิลงฟอสซิลที่ใช้กันทั่วไป และราว 2 ใน 3 ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในจีนนั้น ก็ล้วนมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน
       
       เมื่อไม่นานมานี้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า จีนบริโภคถ่านหินสูงกว่าที่นักวิจัยฯ เคยเชื่อราวร้อยละ 17 และถ่านหินก็จะยังคงเป็นแหล่งพลังงานต่อไป แม้ล่าสุด จะมีการประกาศในเดือนนี้ว่า รัฐบาลจีนวางแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่าครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2020
       
       ข้อมูลอีไอเอ ระบุว่า การเผาไหม้พลังงานถ่านหินมีอัตราคงที่ไม่ลดลง จีนจะยังคงใช้พลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิลและมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับผลกระทบมลพิษคาร์บอนฯ ที่เพิ่มขึ้นจากอินเดีย ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้งานถ่านหินมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานไฟฟ้าในประเทศ
       
       นอกจากนั้น การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ในจีน ก็เป็นปัจจัยมลพิษในเมืองต่างๆ เช่นกัน
       
       ค่าดัชนีล่าสุดของคุณภาพอากาศในกรุงปักกิ่ง ซึ่งตรวจวัดโดยสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงปักกิ่งนั้น วัดได้ที่ระดับ 346 หน่วยไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งตามมาตรฐานค่าฯ ดังกล่าวนี้ หากเกินกว่าระดับ 100 หน่วยฯ ก็ถือว่าไม่ปลอดภัยกับกลุ่มอ่อนไหวต่อมลพิษ อาทิ เด็กเล็ก คนชรา และผู้มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ฯลฯ ส่วนระดับที่เกิน 150 หน่วย คือระดับที่ "ไม่ดีต่อสุขภาพ" หากเกิน 200 หน่วย ระบุว่า "เลวร้ายต่อสุขภาพ" สุดท้ายหากเกิน 300 หน่วยฯ จัดว่า "เป็นพิษขั้นรุนแรง" โดยค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก WHO นั้นได้จำกัดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
       
       ภัยต่อสุขภาพของมลพิษในหมอกควันนั้น เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือที่มีหน่วยเป็น พีเอ็ม (Particle Matter หรือ PM) ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาดคือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กว่า 10 ไมครอน (PM10) และฝุ่นละอองทีมีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) อันเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก สามารถผ่านเข้าไปได้ลึกถึงระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากขนจมูกไม่สามารถที่จะกรองป้องกัน นอกจากนั้นยังสามารถผ่านเข้าไปในกระแสเลือด จึงมีอันตรายมากกว่าฝุ่นละอองขนาดใหญ่ โดยมีหลักฐานแน่ชัดว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทั้งในเมืองของประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศที่พัฒนาแล้ว
       
       ผลกระทบของหมอกควันกับสุขภาพประชาชนนั้น มีตั้งแต่ โรคหัวใจ โรคปอด และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในผู้ป่วยโรคหัวใจ กับผู้สูงอายุ ขณะที่คนทั่วไปก็มีความเสี่ยงร้ายแรงกับระบบทางเดินหายใจ
       
       หน่วยงาน AirNow.gov ในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว มลพิษอากาศที่ร้ายแรงสุดในสหรัฐฯ นั้นเคยเกิดที่เมืองพอร์โทล่า มลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ก็ยังอยู่ที่ระดับ 146 หน่วยฯ ต่ำกว่าครึ่งที่เป็นอยู่ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งประชาชนต้องทนอยู่กับหมอกพิษนี้นานปี โดยในช่วงที่จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ฤดูร้อน 2008 รัฐบาลท้องถิ่นเอง ก็เคยออกมาตรการ ลดการปล่อยก๊าซในช่วงดังกล่าวฯ อันเคยหนักขนาดที่ว่า นักกีฬาโอลิมปิกจากหลายประเทศขอให้โค้ชปรับรูปแบบการฝึกซ้อม ให้เหมือนอยู่ในสภาพที่ต้องวิ่งตามหลังท่อไอเสียรถโดยสาร เพื่อเตรียมรับมือกับมลพิษในเมืองเจ้าภาพฯ
       
       การศึกษาฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ชี้ให้เห็นว่าทารกที่เกิดในช่วงปีค.ศ. 2008 ซึ่งมีการควบคุมสภาพอากาศดีขึ้นนั้น มีน้ำหนักแรกเกิดโดยเฉลี่ยมากกว่าเด็กทารกที่เกิดก่อนหรือหลังจากปีนั้น จึงเชื่อว่าการเพิ่ม/ลดของมลพิษมีผลต่อสุขภาพของแม่และเด็กในครรภ์
       
       งานวิจัยฯ อีกชิ้นในปีค.ศ. 2013 ยังคาดการณ์ว่า มลพิษอากาศเป็นเหตุให้ประชาชนจีนราว 1.2 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
       
       ในทางกลับกัน มลพิษในเมืองกลับเป็นโอกาสแห่งความรุ่งเรืองของธุรกิจการผลิตหน้ากากอนามัย อาทิ บริษัท 3M ซึ่งผลิตหน้ากากฯ จำหน่ายติดอันดับขายดีมากที่สุด เนื่องจากประชาชนต่างต้องซื้อหามาป้องกันฯ เอาตัวรอดจากมลพิษอากาศที่ยังแก้ไขไม่ได้ มิหนำซ้ำ ล่าสุดยังหนักเข้าระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับร้ายแรงที่สุด และเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลประกาศเตือนในระดับนี้ หลังเริ่มกำหนดระบบเตือนภัยสีแดงเมื่อปี ค.ศ. 2013
       
       ประชาชนหลายคนเมื่ออยู่ในสภาพนี้ ก็ได้แต่กล่าวว่า "นี่คงเป็นสภาพชีวิตใหม่ของชาวเมืองปักกิ่ง พวกเราต้องการความก้าวหน้า พัฒนาเศรษฐกิจ และนี่คือราคาที่เราต้องจ่าย"

      (จาก MGR online 12 ธ.ค.2558)

 7 
 เมื่อ: 10 ธันวาคม 2015, 15:31:03 PM 
เริ่มโดย แสนไชย - กระทู้ล่าสุด โดย แสนไชย
เห็นพี่หงาพูดถึงว่าถ้านายผีมีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็จะมีอายุ 98 ปี
ทำให้คิดถึงผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงแต่อย่างใด
หากแต่ที่ผ่านมาอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งขององค์กร

เรื่องเงินเรื่องทองไม่ว่าองค์กรใดมักมีปัญหาเสมอ
ยิ่งในองค์กรปิดถ้าไม่ได้ผู้ที่ไว้ใจได้ในระดับสูงสุดแล้วก็จะเป็นปัญหามาก
แต่ผู้รับผิดชอบการคลังขององค์กรจัดตั้งผู้หนึงสามารถดูแลเรื่องนี้ได้อย่างไม่มีด่างพร้อยในประวัติของท่าน
เวลานี้ท่านมีอายุล่วงเลยเข้าปีที่ 98 แล้ว  ซึ่งน่าจะอาวุโสมากที่สุดในบรรดาสหายรับผิดชอบที่ยังมีชีวิตอยู่
เมื่อร่างกายเข้าสู่วัยชราก็มีโรคมากร้ำกรายเป็นธรรมดา
ทุกวันนี้คนที่คอยดูแลอยู่ก็มีเพียงลูกสาวที่สุขภาพไม่ได้ปกติเหมือนคนธรรมดา  แต่ก็ปฏิบัติหน้าที่ของลูกที่พึงมีต่อพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี
เมื่อได้ยินเรื่องราวก็ต้องขอคารวะต่อผู้อาวุโส  และครอบครัวที่สละทุกอย่างเพื่อการปฏิวัติอย่างแท้จริง  

 8 
 เมื่อ: 09 ธันวาคม 2015, 21:43:37 PM 
เริ่มโดย แสนไชย - กระทู้ล่าสุด โดย แสนไชย
ตลิ่งของสองข้างทางน้ำของ แม้แต่ยืนมองดูยังคอตั้งบ่า
เขาหาบน้ำตามขั้นบันไดมา แต่ตีนท่าลื่นลู่ดั่งถูเทียน
เหงื่อที่กายไหลโลมลงโทรมล่าง แต่ละย่างตีนยันสั่นถึงเศียร
อันความทุกข์มากมายหลายเล่มเกวียน ก็วนเวียนอยู่กับของสองฝั่งเอย.

บทกวีเบื้องต้นนี้เป็นของนายผี หรือ อัศนี พลจันทร์ ผมได้รับเป็นลายมือเขียนบนกระดาษแผ่นเล็กๆ หลังจากที่ออกมาจากเขตป่าแห่งการปฏิวัติไม่นาน อ่านดูเพียงรอบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นของจริง คำจริง ความรู้สึกจริงของบุคคลที่ใช้นามปากกาว่านายผี แม้จะเพียงสั้นๆ แต่ก็ได้ใจความครอบคลุม ได้ภาพ ได้อารมณ์สะเทือนใจอย่างที่ใครบางคนเรียกว่าอำนาจของบทกวี มีไม่มากนักที่จะได้พบได้เห็นคนที่เขียนอะไรได้ขนาดนี้

นายผี หรือสหายไฟ ของเราเป็นผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ในป่า ผมมีโอกาสได้พบเจอท่านเป็นครั้งแรกก็ที่เขตพักฟื้น หรือจะเรียกให้ถูกก็คือค่ายพักพิงพรรคไทยในประเทศลาวตอนเหนือ ในแขวงหลวงน้ำทา แน่นอนว่าความสูงจากเส้นศูนย์สูตรก็คงจะอยู่ในระดับเดียวกับจังหวัดเชียงราย หรืออำเภอเชียงของของเรา หรืออาจจะต่ำกว่านั้นไม่มากก็น้อย เพราะเท่าที่ทราบเองว่าเราอยู่ไม่ไกลจากชายแดนจีนไม่มากนัก เวลาไปตัดไม้ไผ่มาทำบ้านก็ไปตัดใกล้ๆ ชายแดนจีนเพียง 30 กิโลเมตร เราอยู่ที่นั่นเพื่อก่อตั้งหน่วยศิลปินของกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย ใกล้ๆ กับหน่วยเราเป็นหน่วยเกี่ยวกับทฤษฎีการปฏิวัติ จึงมีโอกาสได้พบกับท่านผู้เฒ่า กล่าวไปแล้วผมมีความรู้สึกมากกว่าความตื่นเต้นดีใจ เพราะนายผีนั้นเป็นตำนานในใจของนักคิดนักเขียนอย่างพวกเราอยู่แล้ว ผมถือว่าผมโชคดีก็แล้วกัน และหลังจากได้พบเจอฟังปาฐกถาสั้นๆ ในห้องประชุมเล็กๆ ของเราชาวศิลป์ก็ไม่ทำให้เกิดความผิดหวังตั้งใจ พูดง่ายๆ ฟังง่ายๆ เหมือนได้ดื่มน้ำยามหิวกระหายนั้นแล ถ้าจำไม่ผิดอายุอานามของท่านตอนนั้นน่าจะอยู่ระหว่าง 64-65 ปี เพราะหลังจากนั้น 1 ปี ท่านก็ได้เขียนกลอนชิ้นนี้มาให้ผม พลางบอกทีเล่นทีจริงว่าให้ทำเป็นทำนอง (เพลง) ให้หน่อย

อายุ 65 ไม่มีอาการ์ให้สะพาย มีแลก็แต่คาร์ไบน์ ถึงปืนไม่ร้ายแต่ว่าใจยังจำ จับปืนขี้เมี่ยง มองเมียงมือคลำ เลื่อนลูกขึ้นลำ ปังคะมำลงมา นัดหนึ่ง คนหนึ่ง นิ้งตึงอกแตก เลือดทะลักชักแหลก แลกกับเลือด 6 ตุล...คม...คม

และยังมีต่ออีกท่อนหนึ่ง ชิ้นนี้นายผีใช้นามปากกา “กินนร เพลินไพร” ซึ่งผมก็ไม่อาจกล้าถามว่าด้วยเหตุผลใด แต่ละครั้งที่ได้รับข้อความหรือบทกวี ส่วนมากก็จะเป็นลายมือของ “ป้าลม” ภรรยาคู่ชีวิตของท่านที่อยู่ด้วยกันตลอด ป้าลมก็ชอบเขียนหนังสือ บทกวีก็เช่นกัน แต่ป้าไม่ชอบตั้งชื่อตัวเองก็เลยให้ผมตั้งชื่อหรือนามปากกาให้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง จึงตั้งนามปากกาของป้าที่ผมคิดอยู่นานสองนานนั้นคือ “ฟองจันทร์ ทะเลหญ้า”

ผมได้รับหมายสั้นๆ หรือที่เราเรียกว่าจดหมายน้อยจากป้าลมอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะส่งบทเพลงบทกวีมาให้ได้ชื่นชม อยู่ในเขตป่าเขาเราก็สื่อสารกันได้โดยวิธีนี้ ลูกหลานที่อยู่ในยุคไอทีอย่างปัจจุบันคงยากที่จะเข้าใจ ในป่าเขานั้นเราไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้กองไฟกับตะเกียง การมีกระดาษปากกาแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นบุคคลที่ค่อนข้างพิเศษแล้ว สิ่งจำเป็นที่มากกว่าจึงเป็นเรื่องหาอยู่หากิน จึงต้องมีมีด มีเกลือ มีไฟแช็กติดตัวตลอดเวลา นี่ไม่ได้นับรวมปืนกับลูกปืนและระเบิดมือที่ทุกคนต้องพกอยู่แล้ว ผมจึงจำได้แต่ลายมือป้าลม แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าได้เห็นต้นฉบับจากลายมือของนายผีอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้จำลายมือของท่านไว้แต่ประการใด

นายผี หรือ อัศนี พลจันทร์ บางท่านก็เขียนไม่มีไม้การันต์ ว่า พลจันทร ซึ่งผมไม่อยากจะติดใจอะไรตรงนี้ เป็นเด็กชายที่เกิดในปี 2461 ที่บ้านท่าเสา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี ในตระกูลชั้นสูงระดับพระยา นามสกุลเกี่ยวโยงใหญ่ๆ น่าจะเป็น พลกุล และวงศาโรจน์ จึงมีลูกหลานวงศาโรจน์หลายคนตามเข้าป่าเมื่อ 6 ตุลาคม ทำให้เกิดการค้นพบเพลง “คิดถึงบ้าน” หรือ “เดือนเพ็ญ” ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นเพลงที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก ไม่ได้มีโอกาสเผยแพร่เหมือนเพลงปฏิวัติอื่นๆ ที่ฮึกห้าวเหิมหาญชูธงแดงของพรรค ว่าไปแล้วเพลงเพลงนี้น่าจะเป็นเพลงสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวของท่านมากกว่าความอยากจะเผยแพร่ใดๆ ผมถือเป็นเพลงครูเพลงต้นแบบ ยังได้นำมาร้องเปิดวงอยู่บ่อยๆ อยู่จนกระทั่งบัดนี้ และไม่ประหลาดหรือแปลกใจอะไรเลยที่ลูกหลานทุกวันนี้ก็ชอบที่จะร้องตามได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ และต่อไปนี้ก็คือต้นฉบับที่ผมคิดว่าใกล้เคียงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวรรคตอนถ้อยคำหรือระหว่างท่อนสัมผัส ซึ่งลูกหลานทั้งหลายก็ยังชอบที่จะร้องแบบผิดท่อนอย่างที่ศิลปินดังพาพวกเขาร้อง

เดือนเพ็ญ แสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นยิ่งหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา
กองไฟสุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอ๋ยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า
โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว ให้พี่น้องเฮานอนหลับอุ่นสบาย
เรไรร้องฟังดังว่า เสียงเจ้าที่เฝ้าคอยหา ลมช่วยพัดมากระซิบข้างกาย
ข้ายังคอยอยู่ไม่หน่าย ไม่เลือนเคลื่อนคลาย คิดถึงมิวายที่เราจากมา
ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้ นำรักจากห้วงดวงใจของข้านี้ไปบอกเขานำนา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากลา จะไปซบหน้าในอกแม่เอย.

อย่างไรก็ตาม เพลงนี้ก็ได้รับเสียงขานรับและปรบมืออย่างกึกก้องในเวลาอันเหมาะสม ในเวลาต่อมาการเชื่อมโยงระหว่างยุคต่อยุค นายผีได้สร้างสะพานโยงใยความรู้สึกอันประณีตสวยงามไว้อย่างมั่นคงและแข็งแรง เกินที่ใครจะคาด หรือแม้กระทั่งตัวท่านเอง เรามิอาจค้นคว้าเบื้องหน้าเบื้องหลังใดๆ ได้เลย ในระหว่างบรรทัดต่อบรรทัด วรรคต่อวรรค ว่าบทเพลงบทนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในระหว่างเวลานั้น

“นายผี” หรืออัศนี พลจันทร์ หรือพลจันทร หรืออินทรายุทธ กินนร เพลินไพร สหายไฟ ไม่ฟ้าฯ ไม่เพียงแต่บทเพลงที่เรารู้จัก ยังมีบทกวีและเรื่องสั้นอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในผลงานทั้งหมดของเขา เพียงแต่เราอยากจะเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าเท่านั้น ความลับบางซีกบางประการในโลกวรรณกรรมก็จะเปิดออก เราอาจจะคิดและคาดไม่ถึงว่า ยังจะมีชายไทยผู้เก่งกล้าอย่างนี้อีกหรือในแวดวงนักคิดนักเขียนของเมืองไทย โดยเฉพาะหลังจากการสุดสิ้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นต้นมา

ออกจากการปฏิวัติไทยเขตสุดท้ายที่จังหวัดน่าน พิกัดน้ำรีน้ำช้าง ภูพยัคฆ์ ทางพรรคลาวคุมตัวไปส่งเวียดนาม โดยกระแสการปฏิวัติสากลที่แตกต่างแนวทาง จบชีวิตที่เวียดนามทางตอนเหนือด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ในปี 2530 ด้วยวัย 69 ปี

ปี 2540 รับกระดูกที่ขุดมาจากหลุมฝังศพที่เวียดนาม ใส่กระเป๋าหนังสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ส่งมอบผ่านนักปฏิวัติพรรคลาว เรื่องทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของรัฐต่อรัฐ แต่เป็นเรื่องของพรรคต่อพรรค ต่อครอบครัวญาติมิตร เป็นเรื่องเชื่อมโยงด้านมนุษยธรรม คุณธรรมการปฏิวัติ โดยผ่านเชื่อมที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีนักคิดนักเขียนรุ่นใหม่และนักเพลงเพื่อชีวิตเป็นผู้รับมอบกระดูก

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ นายผี อัศนี พลจันทร์ ของลูกหลานว่านเครือก็จะมีอายุ 98 ปี การปฏิวัติไทยจบแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็จบแล้ว ตำนานการต่อสู้ของพวกหมวกเขียว ดาวแดงก็จบแล้ว เหลือแต่การระลึกถึงและความทรงจำ แต่สรรพสิ่งดูเหมือนจะยังไม่แน่นอน เพราะบางคนบางกลุ่มบางพวกยังฝังจิตฝังใจว่าพวกเขากำลังทำการปฏิวัติอยู่ และดูเหมือนว่าเรื่องนี้อาจจะยังไม่มีวันจบด้วยซ้ำไป.

หมายเหตุ:ชื่อบทความเดิม "นายผี อัศนี พลจันทร์"เขียนโดย "สุรชัย จันทิมาธร" คอลัมน์ "อรุณวันใหม่"ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 9 ธันวาคม 2558

 9 
 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2015, 18:14:10 PM 
เริ่มโดย แสนไชย - กระทู้ล่าสุด โดย แสนไชย
"พรรค" ในวันนี้คงไม่ได้หมายถึงพรรคที่เป็นองค์กรจัดตั้งในสมัยก่อนอีก
หากแต่พรรคในวันนี้ควรหมายถึงองค์กรแห่งความสามัคคีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนในสังคมที่จะนำพาคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อๆ ไปให้ก้าวไปรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลกในอนาคตอันใกล้และไกลให้ได้เป็นอย่างดี
ความจริงแล้วโจทย์และคำตอบก็ไม่ได้มีมากอะไร
เรื่องจะพัฒนาแบบทุนนิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตาและพาเราถูลู่ถูกังไปกับโลกทุนนิยมนั้น สำหรับเราแล้วคงไม่มีใครเห็นด้วยอย่างแน่นอน
แต่จะเป็นแบบสังคมนิยมล้าหลังก็คงไม่มีใครเอาด้วยเช่นกัน
เรื่องการพัฒนาก็คงไม่มีใครขัด เพียงแต่จะต้องไม่เบียดบังผู้คนและธรรมชาติ จนทำให้เกิดปัญหาอย่างที่ผู้นำทั่วโลกกำลังประชุมเรื่องโลกร้อนกันอยู่ในขณะนี้
แต่จะหันไปเอาแต่กสิกรรม โลกธรรมชาติอย่างเดียว ก็คงไม่เพียงพอ
สรุปแล้วคือ ควรเอาข้อดีของทุนนิยมกับสังคมนิยมมาประสานกัน
ควรประสานกันระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์
ก็มีแค่นี้ ดูไม่น่ายาก
แต่ที่ยากคือมักจะยืนกระต่ายขาเดียวกัน คือถ้าฉันจะเอาอย่างนี้ ฉันก็ว่าอย่างนี้ดีแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างอื่นล้วนแต่ไม่ดี ไม่ถูก (สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรกัน ได้แต่เอาขาขัดกันไปมา)
แต่ที่ว่ายากก็คือสิ่งที่ควรจะทำหากใฝ่ฝันถึงพรรคในวันที่ 1 ธันวา
สมัยก่อนที่ยากกว่านี้ ก็ยังสู้อย่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไหนยากก็ไปที่นั้นมาแล้ว

เพลงนี้ดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกข้างต้น - ดาวแดงแผ้วทางสร้างอุดมการณ์

https://www.youtube.com/watch?v=2TflV7hj5vA

 10 
 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2015, 18:13:03 PM 
เริ่มโดย แสนไชย - กระทู้ล่าสุด โดย แสนไชย
1 ธันวา 2558
ได้ทบทวนฟังเพลงยุค 1 ธันวามากมายหลายเพลง เห็นได้ว่าแต่ละเพลงได้แต่งมาขึ้นตามปณิธานแห่งยุคสมัยนั้น แต่สิ่งที่ไม่เคยล้าสมัยไปเลยก็คือนัยยะแห่ง "ความสามัคคีกลมเกลียวและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"
..................................................
ไปปักกิ่งครั้งนี้ได้พบกับนักเรียนไทยที่เพิ่งจบจาก ม.ปักกิ่งมาหมาดๆ ที่มาทำหน้าที่ต้อนรับ น่าแปลกใจที่พวกเขาสนใจเรื่อง นศ.สมัยเข้าป่า ยิ่งรู้ว่าคณะที่ไปหลายคนเป็นนักกิจกรรมสมัยนั้น เขาก็จะอาศัยเวลากลางคืนมาขอให้เล่าว่าเรื่องราวในสมัยนั้นเป็นอย่างไร และคิดอย่างไรกับสังคมนิยมของจีนในสมัยนั้นกับในสมัยปัจจุบัน ทำให้รู้สึกได้ว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยดังกล่าวน่าจะยังมีท่านที่มีประวัติร่วมกันอยู่
.................................................
กลับมาได้มีโอกาสสนทนากับเด็กรุ่นลูกหลาน วัยต่ำกว่า 35 ปีมาลงมา รู้สึกได้ว่าพวกเขาก็อยากเชื่อในการนำทางความคิดของคนรุ่นก่อน แต่ความคิดที่เป็นกระแสนำของสังคมในปัจจุบันนั้นมีความหลากหลายมากเหลือเกินจนกระทั่งแตกต่างกันเป็นคนละด้าน เท่านั้นยังไม่พอยังมีการเคลื่อนไหวทางสังคมที่นำผู้คนไปละทิศ จึงทำให้ไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกว่าคนรุ่นพ่อแม่หรือรุ่นแก่ๆ ที่มักทำตัวเป็นผู้นำของสังคมไม่ได้เสนออะไรที่ตอบโจทย์ให้กับคนรุ่นของพวกเขา หากแต่คิดตอบโจทย์เฉพาะเรื่องที่คนรุ่นนั้นสนใจเท่านั้น โดยเป็นแต่โจทย์เดิมๆ นั่นคือ จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่แค่ไหน พวกเขาเห็นว่าโจทย์แบบนี้ก็รู้ๆ อยู่แล้วว่าจะต้องตอบว่าอย่างไร ไม่เห็นต้องเถียงกันเป็นวรรคเป็นเวรอะไรเลย
สิ่งที่พวกเขาต้องการเห็นคือการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ(หรือของพวกเขา) ในอีก 10-20-30 ปีข้างหน้านี้จะเป็นอย่างไร จะมีการเตรียมตัวหรือเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไรบ้าง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือจะประสานร่วมมือกันอย่างไร
.................................................
พวกเขาอยากเห็นสิ่งเหล่านี้.......นั่นคือการตอบโจทย์สำหรับชีวิตของผู้คนในยุคของเขา (ซึ่งก็คือรุ่นลูกหลานของเรา) และการที่จะตอบโจทย์นี้ได้พวกเขาก็ต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ใช่ทำให้พวกเขาเองก็แปลกแยกแตกต่างจนรวมตัวกันไม่ติดเหมือนกัน (แล้วก็กลับไปโทษว่าเด็กทุกวันนี้ไม่สนใจการเมืองกันอีก)

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!