บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:07:26 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 6 7 [8]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พรรคมวลชน แบบไหนแบบไหน ที่เราต้องการ !!  (อ่าน 51097 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #105 เมื่อ: 22 มีนาคม 2010, 08:00:30 AM »

จากลิ้งค์นี้http://socialitywisdom.blogspot.com/2008/12/blog-post_27.html  

บท ความที่ ๔๓๑.อุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตยของท่านปรีดี พนมยงค์


อุดมการณ์ สังคมนิยมประชาธิปไตยของท่านปรีดี พนมยงค์


อุดมการณ์ สังคมนิยมประชาธิปไตยของ นายปรีดี พนมยงค์ ประกอบด้วยหลักการ ๓ ประการ คือ ปรัชญาสสารธรรมทางสังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์สังคม สหกรณ์สังคมนิยม และ ประชาธิปไตยสมบูรณ์

นายปรีดี เป็นผู้ที่ยึดมั่นในปรัชญาสสารธรรมทางสังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์สังคม ซึ่งมีทัศนะว่า สภาวะทางสังคมเกิดขึ้นและมีการเคลื่อนไหวตามกฎธรรมชาติของมวลราษฎร ในข้อเขียนชื่อ “อนาคตของประเทศไทยควรดำเนินไปในรูปใด” (พ.ศ.๒๕๑๖) นายปรีดียืนยันว่า “ระบบเพื่อประโยชน์ของชนจำนวนน้อยจะคงอยู่ชั่วกัลปาวสานไม่ได้ คือ อนาคตจะต้องเป็นของราษฎรซึ่งเป็นพลเมืองส่วนข้างมาก” ได้แก่ “ผู้ไร้สมบัติ ชาวนายากจน ผู้มีทุนน้อย รวมทั้งนายทุนที่รักชาติ ซึ่งมิได้คิดเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนของวรรณะพวกตัวเป็นที่ตั้ง แล้วก็ต้องการระบบสังคมใหม่ที่จะช่วยความเป็นอยู่ของพลเมืองส่วนข้างมากให้ ดีขึ้น คือ มีระบบการเมืองที่สอดคล้อง สมานกับพลังการผลิตทางเศรษฐกิจของสังคม เพื่อให้การเบียดเบียนหมดไปหรือน้อยลงไปมากที่สุดเท่าที่จะมากได้”

ใน ด้านการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจนั้น นายปรีดีเห็นว่า ควรจัดให้มีสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบการเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิก แนวความคิดดังกล่าวนี้ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมอยู่ในหมวดที่ ๘ แห่งร่างเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติที่นายปรีดีได้เป็นผู้จัดทำขึ้น แต่เกิดอุปสรรคขัดขวางจึงไม่ได้นำมาใช้ แต่ออกมาเป็น พ.ร.บ.สหกรณ์

ใน ด้านประชาธิปไตยสมบูรณ์นั้น นายปรีดีมีความเชื่อมั่นอยู่ว่า “สังคมจะดำรงอยู่ได้ก็โดยมวลราษฎร ดังนั้นระบบของสังคมที่ทำให้มวลราษฎรมีพลังผลักดันให้สังคมก้าวหน้าก็คือ ระบบประชาธิปไตย” นายปรีดีให้อรรถกถาธิบายด้วยว่า “รูปของสังคมใดๆ นั้นย่อมประกอบด้วย ระบบเศรษฐกิจการเมือง ทัศนะสังคม ดังนั้นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงต้องประกอบด้วย ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยทางการเมือง ทัศนะสังคมที่เป็นประชาธิปไตยซึ่งเป็นหลักนำทางจิตใจ” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ เป็นตัวอย่างอันดีถึงความเพียรพยายามของนายปรีดี ในการสถาปนาระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ขึ้นในสังคมไทย เพราะมีบทบัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกพฤตสภา เป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างสมบูรณ์ ดังปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๓ ๑๔ และ ๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

สรุป แล้ว สังคมไทยในอุดมทัศนะของนายปรีดี เป็นสังคมประชาธิปไตยสมบูรณ์ กล่าวคือ เป็นสังคมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของเขาด้วยตัวของเขาเอง มีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง โดยการจัดให้มีสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สุข แก่มวลสมาชิก มีเทศบาลที่ได้รับเลือกจากราษฎรในท้องถิ่นเพื่อปกครองตนเอง สังคมเช่นนี้ย่อมเป็นสังคมที่ทุกคนมีงานทำ ปราศจากความอดอยาก มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเป็นสังคมที่บุคคลสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์  

ลิ้งค์เพิ่มเติม  

http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/09/blog-post_4341.html  


http://socialitywisdom.blogspot.com/2007/10/blog-post_8476.html  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 มีนาคม 2010, 08:02:33 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #106 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 08:06:13 AM »

อ้างถึง
สร้างพรรคแม่เหล็ก (1)

โดย สันติ ตั้งรพีพากร
   19 ตุลาคม 2553 14:49 น.
พรรคการเมืองใหม่ถือกำเนิดมาได้ราว 1 ปีครึ่ง (นับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2552) มีลักษณะของความเป็นพรรคมวลมหาชนสมบูรณ์แบบ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพรรคการเมืองอื่นๆของประเทศไทย
      
       ในทางกฎหมาย พรรคการเมืองใหม่ก็เช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นๆ มีความเป็นพรรคการเมืองครบถ้วนตามกฎกติกาที่ระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ในการขับเคลื่อนจริงๆ พรรคการเมืองใหม่ไม่อาจดำเนินกิจกรรมของตนได้อย่างราบรื่น ด้วยสาเหตุสำคัญสองประการคือ
      
       ประการแรก พรรคการเมืองใหม่ไม่มีแหล่งเงินทุนสนับ สนุนโดยตรง ได้แต่อาศัยเงินบำรุงค่าสมาชิกพรรคและเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาเป็นสำคัญ เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นไปอย่างฝืดเคือง แตกต่างอย่างยิ่งจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่มีกลุ่มทุนหนุนหลัง หรือกระทั่งมี “เจ้าของ” ที่เป็นนายทุนใหญ่ใช้อำนาจบริหารจัดการในรูปของการบริหารธุรกิจ มีเงินเดือนจ่ายให้นักการเมืองในสังกัด และงบประมาณสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองสร้างฐานเสียงในหมู่มวลชน ซึ่งเป็นไปอย่างคึกคัก สะดวกราบรื่น พร้อมเสมอที่จะจับคู่กับพรรคการเมืองกลุ่มทุนอื่นๆ จัดตั้งรัฐบาล ใช้อำนาจบริหารประเทศ ดังที่คนไทยได้ประสบพบมาโดยตลอดห้วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
      
       ประการที่สอง พรรคการเมืองใหม่ยังอ่อนอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการ อันสืบเนื่องความไม่เข้าใจในลักษณะของความเป็นพรรคมวลมหาชน และบทบาทที่แท้จริงของพรรคการเมืองใหม่ ที่จะต้องพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งเติบใหญ่เป็น “เครื่องมือทรงพลานุภาพยิ่ง” ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน
      
       ตั้งแต่เริ่มแรก การวางตัว (โพซิชันนิ่ง) ว่าเป็นพรรคการเมืองสมบูรณ์แบบตามตัวบทกฎหมาย ทำให้พรรคการเมืองใหม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไปในทางเดียวกันกับพรรคการ เมืองกลุ่มทุนทั่วไป เช่น เน้นความเป็นพรรคการเมืองระดับชาติ มีหัวหน้าพรรคที่เป็นบุคคลยอดนิยม มีที่ทำการพรรคที่ใหญ่โต มีโครงสร้างพรรคที่สลับซับซ้อน เป็นต้น
      
       ในทางการเมืองก็มุ่งโจมตีรัฐบาลและกลุ่มการเมืองคู่อริ นำเสนอตนเองสู่สาธารณชนในฐานะคู่แข่งทางการเมืองของพรรคการเมืองกลุ่มทุน เมื่อมีการเลือกตั้ง เช่น การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) และสมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) ก็ไม่รีรอที่จะลงสู่สนามเลือกตั้ง โดยพยายามนำเสนอตัวเองว่าเป็น “ทางเลือกใหม่” ของวงการเมืองไทย
      
       ด้วยความไม่เข้าใจตัวเองเช่นนี้ ทำให้พรรคการเมืองใหม่ต้องประสบมรสุมระลอกแล้วระลอกเล่า จนกระทั่งนำไปสู่การแตกปริภายใน ถึงกับมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค
      
       โดยภาพรวมแล้ว แกนนำพรรคชุดใหม่ได้หันมาให้ความสนใจในเรื่องการสร้างพรรคมากกว่าการลงแข่ง ขันเลือกตั้ง ถึงกับมีมติไม่ส่งตัวแทนลงแข่งขันการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งๆ ที่สาขาพรรคจังหวัดสุราษฎร์ธานีแสดงความพร้อมอย่างยิ่งที่จะส่งตัวแทนพรรค การเมืองใหม่ลงสนาม โดยไม่หวาดหวั่นต่ออำนาจบารมีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์
      
       วิธีการตัดสินใจในห้องประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคครั้งนี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานพรรคการเมืองใหม่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีรู้สึกกังขาและ สับสนในกระบวนการใช้อำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นอย่างยิ่ง
      
       พอจะสรุปเป็นเบื้องต้นได้ว่า พรรคการเมืองใหม่เริ่มต้นได้ไม่ดีนัก ส่งผลไปในทางลบหลายด้านด้วยกัน ทำให้สาธารณชนเกิดความไม่มั่นใจ หรือกระทั่งคลางแคลงใจว่า การเมืองใหม่จะมีได้จริงหรือ ในเมื่อพรรคการเมืองใหม่ที่เป็น “ผลิตผล” โดยตรงของขบวนการการเมืองภาคประชาชน นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พอเริ่มต้นก็สะดุดกับปัญหามากมาย ที่ล้วนแต่มีเหตุจากภายในทั้งสิ้น
      
       หากไม่มีกระบวนการ “กอบกู้” อย่างมีพลัง พรรคการเมืองใหม่คงต้องกระเสือกกระสนอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะอย่าว่าแต่ “แรงดึงดูด” บุคคลจากภายนอกเข้าเป็นสมาชิกพรรคเลย แม้กระทั่ง “พลังควบแน่น” ภายในพรรคที่ยังพอจะมีอยู่ ก็อาจจะเสื่อมสลายไป

สร้างพรรคแม่เหล็ก (2)

โดย สันติ ตั้งรพีพากร
   20 ตุลาคม 2553 15:13 น.

การกอบกู้พรรคการเมืองใหม่ สามารถดำเนินไปในสองมิติ คือมิติแห่งการรวบรวมบุคลากรที่ยังยืนหยัดปฏิบัติภารกิจของพรรค เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน และมิติของการกระชับความเข้าใจร่วมกันในเรื่องสำคัญๆ เช่น จุดยืน ทัศนะ วิธีการ ให้เกิดความเป็นเอกภาพทางด้านความคิดและการปฏิบัติต่อไป
      
       มิติแรก เป็นส่วนของกายภาพ เป็นเรื่องของปริมาณ มิติที่สอง เป็นส่วนของชีวิตจิตใจ ความคิดความเข้าใจ และสติปัญญา ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะต้องดำรงอยู่และดำเนินการควบคู่กันไป
      
       ในเรื่องของกายภาพ ปัจจุบัน พรรคการเมืองใหม่ยังมี “กองทัพ” ผู้ปฏิบัติงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่ทำงานอย่างแข็งขันและเอาจริงเอา จังอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งจากการจัดอบรมผู้ปฏิบัติงานส่วนภูมิภาคเมื่อต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่าพวกเขายังคงยืนหยัดปฏิบัติภารกิจของตนเองเหมือนดังที่เคยเป็นมา และเมื่อสามารถทำความเข้าใจในสถานภาพและแก่นแท้ของพรรคการเมืองใหม่ว่าเป็น พรรคการเมืองมวลมหาชน ที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ตามความเรียกร้องต้องการของสถานการณ์ที่เป็นจริงของประเทศไทยในห้วงของการ เปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมือง จากการเมืองเก่าสู่การเมืองใหม่ เพื่อนำประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว พวกเขาก็มองเห็นทิศทางการทำงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
      
       ในทัศนะของผู้เขียน การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ เพื่อแสดงบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศไทย สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง สอดคล้องกับลักษณะแห่งยุคสมัยเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่มีเหตุผลอันใด หรือข้อสงสัยอันใดว่า พรรคการเมืองใหม่จะดำรงอยู่ไม่ได้ และหากชาวพรรคการเมืองใหม่สามารถจัดการปัญหาภายในของตนได้ดีแล้ว ก็ย่อมเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใหม่จะพัฒนาเติบใหญ่เป็น “พรรคแม่เหล็ก” ที่มวลมหาชนชาวไทยยึดมั่นได้จริงๆ
      
       ซึ่งโดยลักษณะหรือแก่นแท้เช่นนี้เอง ที่จะทำให้พรรคการเมืองใหม่เป็นมากยิ่งกว่า “พรรคทางเลือก” ของการเมืองในระบบรัฐสภา
      
       ณ วันนี้ ชาวพรรคการเมืองใหม่สามารถประกาศจุดยืนของตนเองได้อย่างชัดเจนแล้วว่า เราจะสร้างพรรคการเมืองใหม่ให้เป็นพรรคมวลมหาชน ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง
      
       โดยเนื้อแท้แล้ว พรรคนี้จึงมิใช่พรรคทางเลือกในระหว่างพรรคการเมืองในระบบรัฐสภาแบบเก่า หากแต่เป็นพรรคที่จะต้องมีเพื่อปฏิบัติภารกิจสนองตอบความเรียกร้องต้องการ ของประชาชนชาวไทยโดยรวมเท่านั้น
      
       ด้วยเหตุนี้เอง ชาวพรรคการเมืองใหม่ทุกคนจึงต้องแสดงออกถึงความเป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้ จริงของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น ผู้ปฏิบัติงานของพรรคซึ่งเป็น “แกนกลาง” ขับเคลื่อนพรรคทั่วทั้งประเทศ จะต้อง “ลงสู่” มวลมหาชน อยู่ในท่ามกลางมวลมหาชน ร่วมรับรู้ในปัญหาชีวิตของมวลมหาชน ร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของมวลมหาชน จากนี้จึงจะสามารถประมวลความเรียกร้องต้องการของมวลมหาชนได้อย่างรอบด้าน ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบทรงคุณค่ายิ่งสำหรับคณะกรรมการบริหารพรรค ในการกำหนดแนวนโยบายที่ถูกต้อง สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของมวลมหาชนอย่างแท้จริง
      
       ด้วยกระบวนการขับเคลื่อนของ “กองทัพ” ผู้ปฏิบัติงานเช่นนี้ จะช่วยให้การทำงานของคณะกรรมการบริหารพรรคหลุดพ้นจากวงจร “ตัดสินใจในห้องประชุม” ลงจากหอคอยงาช้างได้สำเร็จ
      
       เราต้องยืนยันชัดเจนว่า พรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากพรรคการเมืองกลุ่มทุนไม่สามารถใช้อำนาจบริหารประเทศให้เป็นไปตาม ความเรียกร้องต้องการของมวลมหาชน แต่การอุบัติขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ ก็ดำเนินไปในเงื่อนไขจำเพาะ นั่นคือก่อกำเนิดขึ้นบนฐานของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีสถานภาพเป็น “เครื่องมือ” หนึ่งของขบวนการการเมืองภาคประชาชน จะต้องแสดงบทบาทเป็นส่วนเสริมที่ทรงพลวัตของขบวนการการเมืองภาคประชาชน
      
       ข้อเรียกร้องสำคัญยิ่งประการหนึ่งที่ชาวพรรคการเมืองใหม่จะต้องทำให้ ได้คือ เรื่องจิตอาสา ทุกคนจะต้องทุ่มเททำงานเพื่อสร้างเสริมพลังทางการเมืองของขบวนการการเมือง ภาคประชาชน ต้อง “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ” และ “ทำงานเป็น”
      
       ยิ่งอยู่สูง ก็ยิ่งต้องเสียสละ คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ทุกคน จะต้องหลุดพ้นจากความมีตัวตนในทันทีที่ก้าวเข้าไปรับตำแหน่ง
      
       พวกเขามีหน้าที่หลักคือ คิดและทำทุกอย่างให้คณะผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานได้ดีที่สุด สะดวกที่สุด เกิดผลดีต่อมวลมหาชนมากที่สุด  

ความเห็น

สำคัญที่สุดของงานพรรคการเมืองคืองานจัดตั้งสมาชิกเข้ามาในพรรคและสร้างความมั่นคงให้พรรคด้วยการให้การศึกษาทางการเมืองและมีงานกิจกรรมและงานเคลื่อนไหวลงสู่มวลชนในชุมชนทั้งในเมืองและชนบทต้องเกาะติดมวลชนและชุมชน  งานเลือกตั้งคือผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากทำงานมวลชนในพื้นที่ได้ผล

ปัญหาคือตอนนี้พรรคการเมืองใหม่ตกผลึกทางความคิดเกี่ยวกับภาพรวมประเทศไทยและวางทิศทางการทำงานอย่างมีจังหวะก้าวหรือไม่  การบริหารจัดการเกี่ยวกับงานจัดตั้ง  งานการเมืองและงานความคิดการศึกษาต้องทำควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง  อย่าไปสนใจว่าไม่มีเงินที่สำคัญคือคนที่จะเข้ามาร่วมมากกว่า  เมื่อดึงคนเข้าพรรคแล้วต้องมีกิจกรรมให้การศึกษาและทดสอบด้วยการลงไปทำงานมวลชนในพื้นที่ตามแผนงานของพรรคที่วางไว้  งานมวลชนทีี่สำคัญคือการลงไปพูดคุยแลกเปลี่ยนและกุมสภาพชีวิตความเป็นอยู่มวลชนในพื้นที่และสร้างงานเศรษฐกิจชุมชนขึ้นมาตามสภาพงานในพื้นที่ซึ่งงานในเมืองและในชนบทย่อมมีงานรูปธรรมที่แตกต่างกัน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #107 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2010, 07:52:11 AM »

อ้างถึง
สร้างพรรคแม่เหล็ก (3)

โดย สันติ ตั้งรพีพากร    26 ตุลาคม 2553 15:17 น.

       คำประกาศแห่งยุคสมัย
       คำประกาศแห่งแผ่นดิน
       ฟ้าดินเป็นพยาน

       
       1. พรรคการเมืองใหม่เป็นพรรคมวลมหาชน
       
       พรรคนี้ถือกำเนิดบนฐานการเคลื่อนไหวของขบวนการการเมืองภาคประชาชน นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เกิดขึ้นตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ตามความเรียกร้องต้องการของสถานการณ์ที่เป็นจริงของประเทศไทยในห้วงของการ เปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมือง จากการเมืองเก่าสู่การเมืองใหม่ เพื่อนำประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่
       
       การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ เพื่อแสดงบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศไทย สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง (ต้องการให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ ประชาชนชาวไทยหลุดพ้นจากความทุกข์ระทม อันเนื่องจากการเมืองน้ำเน่าเป็นเหตุ) สอดคล้องกับลักษณะแห่งยุคสมัยเป็นอย่างยิ่ง (ยุคสมัยที่ประชาชนคือผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ)
       
       2. ชาวพรรคการเมืองใหม่ มีธาตุแท้แห่งความเป็นผู้ที่ “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ” และ “ทำงานเป็น”
       
       ชาวพรรคการเมืองใหม่ สืบทอดจิตใจอันสูงส่งของชาวพันธมิตรฯ และคุณสมบัติอันล้ำเลิศของชาวพันธมิตรฯ เดินหน้าสร้างพรรคการเมืองใหม่ให้เป็นพรรคการเมืองชั้นนำของประเทศไทย ที่จะนำหน้าพรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งทางด้าน “ธรรม” “ความคิดทฤษฎี” “การจัดตั้งและบริหารจัดการ”
       
       เราจะเอาธรรมนำหน้า ใช้ทฤษฎีชี้นำ จัดตั้งและบริหารจัดการให้ดีเยี่ยมในทุกๆด้าน ด้วยบุคลิกที่ “ใส-ซื่อ-จริงจัง-จัดจ้าน-ชัดเจน”
       
       3. พรรคการเมืองใหม่จะก้าวไปสู่ความเป็นพรรคแม่เหล็ก ดึงดูดพลังแห่งความดีของทุกๆฝ่ายมาเข้าร่วม พัฒนาขึ้นเป็นแก่นแกนของอำนาจกำหนดใหม่ (อำนาจประชาชน) ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแบบใหม่ที่ใสสะอาด คู่ขนานไปกับการขับเคลื่อนของขบวนการการเมืองภาคประชาชนที่นำโดยพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันต่อสู้เอาชนะอำนาจการเมืองเก่าที่ฉ้อฉล เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทั้งหลายทั้งปวง
       
       เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สำเร็จ!
       
       สร้างชีวิตใหม่ให้ลูกหลานไทยได้สำเร็จ!
       
       คำประกาศข้างต้น ผู้เขียนได้ทำขึ้นตามคำขอของ “คุณแหลม” เพื่อใช้ในการนำเสนอภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองใหม่บนเวทีงาน “ดินเนอร์ทอล์ก” เพื่อระดมทุนเข้าพรรคการเมืองใหม่ ในวันที่ 31 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งนับเป็นการสรุปรวบยอดในระดับจินตภาพครั้งใหญ่ ที่ผู้เขียนมีต่อพรรคการเมืองใหม่ ในเรื่องสำคัญๆ เช่น “แก่นแท้” “ที่มา” และ “อนาคต” ของพรรคการเมืองใหม่
       
       “แก่นแท้” หรือธาตุแท้ของพรรคการเมืองใหม่ ก็คือความเป็นพรรคมวลมหาชน มิใช่พรรคของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด หรือของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ฐานอันแข็งแกร่งของพรรคการเมืองใหม่คือมวลมหาชนทั่วทั้งประเทศ การสร้างพรรคการเมืองใหม่ให้แข็งแกร่งจึงอยู่ที่การสร้างฐานมวลชนอันกว้าง ใหญ่ไพศาล
       
       “แก่นแท้” หรือคุณสมบัติของชาวพรรคการเมืองใหม่ สืบสายพันธุกรรม หรือ “ดีเอ็นเอ” มาจากชาวพันธมิตรฯ โดยตรง คือ “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ ทำงานเป็น” และปัจจุบันได้เริ่มพัฒนาต่อยอดขึ้นมาในมาด(บุคลิก)ของความเป็นคนทำงานที่ “ใส-ซื่อ-จริงจัง-จัดจ้าน-ชัดเจน”

...........................

สร้างพรรคแม่เหล็ก (4)

โดย สันติ ตั้งรพีพากร    27 ตุลาคม 2553 15:49 น.


การสร้างพรรคการเมืองใหม่ให้เป็นพรรคยิ่งใหญ่ มีแรงดึงดูดพลังด้านดีของสังคมไทย อุปมาเหมือนการแปลงเหล็กธรรมดาๆ ให้กลายเป็นแม่เหล็ก ด้วยการใช้ไฟฟ้าเหนี่ยวนำ
       
       ชาวพรรคการเมืองใหม่ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่วันก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ ด้วยฉันทานุมัติของมวลชนชาวพันธมิตรฯ นับหมื่นคนที่สนามกีฬากลาง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต (25 พฤษภาคม2552 หรือ 25-5-52 ) พวกเราล้วนแต่คาดหวังว่า พรรคการเมืองใหม่จะกลายเป็นพรรคการเมืองหลักพรรคหนึ่งบนเวทีการเมืองประเทศ ไทยในทันที
       
       ใช่แล้ว ในความหมายทางประวัติศาสตร์ พรรคการเมืองใหม่มีความยิ่งใหญ่ในตัวเองทันทีที่ประกาศก่อตั้งขึ้นโดยมติของ มวลมหาชนชาวพันธมิตรฯ แต่หากวัดกันที่ศักยภาพเป็นจริงที่แสดงออกมาโดยเปรียบเทียบกับพรรคการเมือง ที่ยืนจังก้าท้าทายอยู่บนเวทีแล้ว เราก็พบว่า พรรคการเมืองใหม่ของเรายังใหม่ในแทบทุกด้าน อุปมาเหมือนเด็กแรกเกิด แม้จะมีเค้าของความเป็นผู้ยิ่งใหญ่มาเกิด แต่เมื่อยังไม่เจริญวัย จึงทำได้เพียงแค่คลานต้วมเตี้ยม จะลุกขึ้นวิ่งแข่งกับคนอื่นเขาในทันทีได้อย่างไร
       
       กว่าจะ “ค้นพบ” ว่าตัวเองยังคงเป็นเพียงเด็กทารก ก็ต้องผ่านการสรุปบทเรียนจากประสบการณ์จริงหลายครั้งหลายหน ทั้งจากการจัดการปัญหาภายในของพรรค และการลงสู่เวทีสู้การเลือกตั้งแบบ “ชิมลาง” ซึ่งสำหรับผู้เขียนแล้ว เห็นว่า ประสบการณ์ต่างๆ ของพรรคการเมืองใหม่ ได้ช่วยให้ชาวพรรคการเมืองใหม่เรียนรู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของตนอย่างชัดเจน สามารถมอง “เห็น” ตัวเองตามสภาพเป็นจริงได้อย่างจะแจ้งที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้มองเห็นวิถีทางที่จะแก้ไขปรับปรุงตัวเอง เช่นที่ผู้เขียนได้นำเสนอต่อที่ประชุมการอบรมผู้ปฏิบัติงานพรรคจากทั่วทุก ภูมิภาคเมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า จะต้องทำให้พรรคเรากลายสภาพจากเหล็กธรรมดาๆ เป็น “แม่เหล็ก” ด้วยการปรับโมเลกุลภายในให้เรียงตัวเป็นระเบียบ
       
       พูดตามภาษาการเมืองก็คือ การสร้างความเป็นเอกภาพขึ้นในหมู่ชาวพรรคการเมืองใหม่ ทั้งทางด้านความคิดและการกระทำ
       
       ทำไมต้องทำเช่นนี้?
       
       ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็ว่า เพราะชาวพรรคการเมืองใหม่ยังไม่มีความเป็นเอกภาพทางด้านความคิดและการกระทำ แม้กระทั่งการตีความ “การเมืองใหม่” ก็ว่ากันไปต่างๆนานา อธิบายกันไปคนละทิศละทาง ซึ่งเมื่อไปปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนแล้ว จึงไม่มีภาพลักษณ์ของความเป็นอะไรที่ “ใหม่” จริงๆ ไม่สามารถทำให้ชาวบ้านเห็นความแตกต่างของพรรคการเมืองใหม่กับพรรคการเมือง อื่นๆได้ในภาพรวม
       
       หากเหตุการณ์ยังคงดำเนินไปในทำนองนี้ ในที่สุดพรรคการเมืองใหม่ก็จะถูกกลืน กลายสภาพเป็นพรรคการเมืองแบบเก่าไปโดยปริยาย ขณะที่พรรคการเมืองเก่าบางพรรคได้เริ่มปรับภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นพรรคการ เมืองแบบใหม่อยู่อย่างเร่งรีบ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ได้ชูความเป็นนักการเมืองแบบใหม่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหนือกว่านักการเมืองอื่นๆ เพื่ออธิบายว่า พรรคประชาธิปัตย์กำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นพรรคการเมืองแบบใหม่
       
       แต่ผู้เขียนไม่เชื่อว่า ข้อสังเกตข้างต้นนี้จะเป็นจริง เนื่องเพราะ “ธาตุแท้” ของความเป็นพรรคมวลมหาชนของพรรคการเมืองใหม่ ที่ชาวพรรคฯ จะไม่ยอมให้พรรคตนตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ตรงกันข้าม พวกเขาจะหาทางช่วยกันกอบกู้ ขับเคลื่อนพรรคการเมืองใหม่ให้ก้าวไปในทิศทางที่ประวัติศาสตร์กำหนดให้ ตามความเรียกร้องต้องการของมวลมหาชนชาวไทย
       
       ตามแนวคิดของผู้เขียน การกอบกู้จะสำเร็จได้ด้วยการสร้างพรรคการเมืองใหม่ให้เป็นพรรคแม่เหล็ก ด้วยการสร้างความเป็นเอกภาพทางความคิดและการปฏิบัติ 5 ประการ ดังนี้
       
       1. สำนึก-ยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องเสียสละ
       
       2. ท่าที-เคารพคนทำงาน
       
       3. จุดยืน-ชัดเจน
       
       4. ทัศนะ-ถูกต้อง
       
       5. วิธีการ-แก้ปัญหาหลักได้สำเร็จเสมอ
       
       ทั้ง 5 ประการนี้ มีสถานภาพดุจไฟฟ้าเหนี่ยวนำ ที่จะทำให้โมเลกุลของเนื้อเหล็กในพรรคการเมืองใหม่ เรียงตัวกันใหม่ได้อย่างเป็นระเบียบ

................................

สร้างพรรคแม่เหล็ก (5)

โดย สันติ ตั้งรพีพากร    2 พฤศจิกายน 2553 15:19 น.


แนวทางการสร้างพรรคการเมืองใหม่ มีอยู่สองมิติด้วยกัน คือมิติของพรรคและมิติของสมาชิกพรรค
       
       มิติของพรรค ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของการสร้างพรรคในระดับองค์รวมหรือมหภาค ก็คือการสร้างพรรคให้เป็นพรรคที่มีความก้าวหน้ากว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีอยู่ในระบบการเมืองปัจจุบัน ทั้งทางด้านธรรม ทางด้านความคิดทฤษฎี และทางด้านการจัดตั้ง-บริหารจัดการ อันเป็นการสร้างพรรคการเมืองใหม่ให้เป็น “พรรค 3 นำ”
       
       มิติของสมาชิกพรรค ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของการสร้างพรรคในระดับจุลภาค ลงลึกถึงสมาชิกพรรคเป็นรายตัวเลยทีเดียว (อีกนัยหนึ่งก็คือระดับเซลล์) ก็คือการสร้างบุคลากรของพรรคให้เพียบพร้อมรอบด้านในความเป็นคนการเมืองใหม่ ที่มีคุณภาพ ทั้งทางด้านสำนึก ท่าที จุดยืน ทัศนะ และวิธีการ อันจะนำไปสู่การจัดระเบียบภายในองค์กรพรรคการเมืองใหม่ ให้เป็นดุจการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบของเนื้อเหล็กที่เป็นแม่เหล็ก และพรรคการเมืองใหม่สามารถกลายเป็น “พรรคแม่เหล็ก” ได้ในที่สุด
       
       ด้วยเหตุนี้ ชาวพรรคการเมืองใหม่ทุกคน มีภารกิจร่วมกันตรงที่ต้องช่วยกันสร้างพรรคให้เป็นพรรค 3 นำ ควบคู่ไปกับการปรับ “สำนึก-ท่าที-จุดยืน-ทัศนะ-วิธีการ” ของตนเองอยู่ตลอดเวลา ในท่ามกลางการปฏิบัติภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
       
       เกี่ยวกับการปรับ “สำนึก-ท่าที-จุดยืน-ทัศนะ-วิธีการ” ขออธิบายขยายความเป็นข้อๆ ดังนี้
       
       1. สำนึก-ยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องเสียสละ
       
       สำนึกคืออะไร?
       
       ก็คือสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วในส่วนลึกของหัวใจ โดยไม่ต้องมีการอธิบายเพิ่มเติม เช่น สำนึกถึงพระคุณบิดามารดา สำนึกในเรื่องบาปบุญคุณโทษ สำนึกในหน้าที่ หรือสำนึกในความเป็นคนไทยความเป็นมนุษย์ และอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนจะต้องกระทำ โดยปราศจากเงื่อนไขหรือข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น
       
       ทำไมจะต้องมีสำนึก “ยิ่งอยู่สูง ก็ยิ่งต้องเสียสละ” ?
       
       สำนึกนี้ จัดอยู่ในกรอบของระบบคุณค่าของพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นพรรคมวลมหาชน เป็นสิ่งที่ชาวพรรคการเมืองใหม่ทุกคนจะต้องสร้างขึ้นมาในจิตใจของตนเอง ให้กลายเป็นสำนึกพื้นฐาน คอยทำหน้าที่กำกับการกระทำของตนในทุกขณะของการปฏิบัติภารกิจ เพื่อให้สามารถสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
       
       ใครก็ตามที่ทำได้เช่นนี้ ก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นชาวพรรคฯ ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสูงๆ ในพรรค ตั้งแต่ระดับกรรมการบริหารพรรคขึ้นไป
       
       สำนึกนี้ต่อยอดมาจากหลักยึด “เสียสละ” ในหลักยึดพื้นฐานของชาวพันธมิตรฯ และสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ที่ว่า จะต้อง “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ ทำงานเป็น” ซึ่งสะท้อนถึง “แก่นแท้” หรือคุณสมบัติร่วมกันของนักต่อสู้ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ที่จะต้องมีจิตอาสา จิตสาธารณะเป็นเบื้องต้น ถือเอาผลประโยชน์ของส่วนรวม ของประชาชน ของประเทศชาติ รวมไปถึงของมวลมนุษยชาติเป็นที่ตั้งเสมอ สามารถจัดการความสัมพันธ์หรือความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผล ประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างถูกต้องเสมอ
       
       นั่นคือ ทำให้ส่วนรวมได้ประโยชน์อย่างยิ่งยวด ขณะที่ตนเองก็ไม่เสียประโยชน์ในส่วนที่จำเป็นต้องมี เช่น การประกอบอาชีพ เพื่อให้ตนเองและครอบครัวอยู่ได้ เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจของพรรคให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเสมอ
       
       เรื่องนี้มิใช่เรื่อง “วิน-วิน” เกม แต่เป็นเรื่องของความ “พอดี” สะท้อนถึงวิธีการจัดการปัญหาที่ใช้สติปัญญาเป็นตัวนำ มองเห็นภาพใหญ่ และจุดที่ตั้งของตนเองในภาพใหญ่ มีลักษณะของการเดินทางสายกลาง โดยทุกอย่างเริ่มจากความเป็นจริง
       
       ด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถป้องกันตนเอง มิให้หลุดเข้าไปอยู่ในวังวนของการกระทำที่สับสน สุดเหวี่ยง และสุดขั้วได้เป็นอย่างดี
       
       โดยภาพรวม สมาชิกพรรคและผู้ปฏิบัติงานทุกคน จะต้องมีสำนึกนี้ มิเช่นนั้นก็จะไม่อาจปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง หรือปฏิบัติภารกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร

........................

สร้างพรรคแม่เหล็ก (6)

โดย สันติ ตั้งรพีพากร    3 พฤศจิกายน 2553 16:09 น.


โดยเฉพาะเจาะจง ก็คือมุ่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งในระดับสูงของพรรคการเมืองใหม่ มีสำนึกนี้กันอย่างจริงจัง อย่างไม่มีข้อแม้หรือข้อยกเว้นใดๆ
       
       ในทุกอิริยาบถของคนเหล่านี้ จะต้องสะท้อนให้เห็นถึงความสำนึกนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยถือเอา “ผลงาน” หรือ “ผลแห่งการปฏิบัติ” เป็นตัววัด ทั้งนี้ จะต้องปฏิเสธพฤติกรรมที่แสดงออกถึง “สำนึกเทียม” ทุกรูปแบบ เช่น การแสดงออกถึงสำนึกนี้อย่างฉาบฉวย ทั้งด้วยวาจาหรือ “แอ็กชัน” เท่ๆ ในบางโอกาส ซึ่งเป็นการสืบต่อพฤติกรรมของนักการเมืองเก่าในระบบการเมืองน้ำเน่า ที่ชอบสร้างภาพ มากกว่าการกระทำการในสิ่งที่มีสาระและแก่นสารจริงๆ
       
       สำหรับผู้ที่ขาดสำนึกนี้ จะต้องสำรวจตัวเองว่า สมควรที่จะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปหรือไม่ เพราะเมื่อคุณไม่มีสำนึก “ยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องเสียสละ” แล้วคุณจะเชื่อมั่นในการกระทำของตนเองได้อย่างไรว่า จะไม่คิดและทำแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนตน เช่น แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ชอบเสนอหน้ามากกว่าสร้างผลงาน ปัดแข้งปัดขาเพื่อนร่วมงาน เดินเกมการเมืองภายในพรรค สร้างมุ้งเล็กในมุ้งใหญ่ ฯลฯ หรือกระทั่งละทิ้งงาน ไม่เอาการเอางาน ไม่รับผิดชอบต่องาน ไร้ซึ่งผลงานใดๆ ทั้งสิ้น
       
       หากมีปรากฏการณ์เลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในพรรคการเมือง ใหม่ ก็รังแต่จะสร้างความเสียหายให้แก่พรรคและสมาชิกพรรคทั่วประเทศ สร้างความเสียหายแก่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จากการเมืองเก่าสู่การเมืองใหม่ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ทำการแก้ไขในทันที ในที่สุดแล้ว สิ่งเลวร้ายดังกล่าวก็จะกลายสภาพเป็น “เนื้อร้าย” บ่อนเซาะทำลายชีวิตและคุณค่าของความเป็นการเมืองใหม่ ทั้งในพรรคการเมืองใหม่และในขบวนการการเมืองภาคประชาชน
       
       ในทางประวัติศาสตร์ สำนึก “ยิ่งอยู่สูง ยิ่งเสียสละ” นี้ มีความหมายอย่างยิ่งยวดต่อพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นพรรคมวลมหาชน ในการที่จะสร้างพรรคให้เป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะก้าวหน้ายิ่งกว่าประเทศ ในยุคใดๆ
       
       ในอดีต พรรคการเมืองที่แสดงตนว่าเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ทั้งที่เป็นพรรคมาร์กซิสม์ (เช่น พรรคคอมมิวนิสต์ในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียต) และไม่ใช่พรรคมาร์กซิสม์ (เช่น พรรคสังคมประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก) มีจุดบกพร่อมสำคัญที่สุดตรงที่ขาดสำนึก “ยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องเสียสละ” ผู้นำระดับสูงของพรรคการเมืองเหล่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียต ต่างพากันหลงระเริงอยู่ในอำนาจวาสนา ห่างเหินจากมวลมหาชน แทนที่จะยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องเสียสละ กลับกลายเป็นยิ่งอยู่สูง ยิ่งมีอภิสิทธิ์
       
       ในที่สุด พรรคการเมืองเหล่านั้นก็ต้องสูญเสียอำนาจบริหารประเทศไปถ้วนหน้า (อาจมีสาเหตุสำคัญอื่นๆ ประกอบด้วย แต่การขาดสำนึกนี้ก็คือเหตุปัจจัยเบื้องต้น ที่มีลักษณะชี้ขาด ในการนำไปสู่การล่มสลายของพวกเขา)
       
       ปัจจุบัน พรรคการเมืองที่แสดงตนว่าเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ทั้งที่เป็นพรรคมาร์กซิสม์ (เช่น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน เวียดนาม ลาว คิวบา และเกาหลีเหนือ) หรือไม่ใช่พรรคมาร์กซิสม์ (เช่น พรรคสังคมประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกเดิมๆ และกลุ่มประเทศที่แตกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต) ต่างได้สรุปบทเรียนตรงกันถึงจุดอ่อนของพวกเขาที่ขาดความเสียสละ เหินห่างมวลชน ในที่สุดมวลชนก็หันหลังให้พวกเขา ทิ้งพวกเขาไปโดยไม่แยเสแต่ประการใด โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และพรรคมาร์กซิสม์ในประเทศอื่นๆ ต่างพากันออกมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของปรากฏการณ์อันเลวร้ายนี้ในแทบ ทุกด้าน ทั้งทางด้านกฎระเบียบ วินัย ภายในพรรค และกฎหมายเอาผิด (หากปรากฏออกเป็นการทุจริตต่อหน้าที่) ตลอดจนการจัดอบรมทางด้านคุณธรรมให้แก่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ
       
       ทว่า ด้วยข้อจำกัดทางโครงสร้างอำนาจภายในพรรคและของรัฐ ที่ทุกพรรคเป็นผู้ผูกขาดการใช้อำนาจบริหารประเทศแต่เพียงผู้เดียว การแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่จึงวนเวียนอยู่แต่ในกรอบของการจัดการภายใน แม้ว่าผู้นำพรรคหรือหัวหน้ารัฐบาล จะพยายามแสดงความจริงใจ ในการเปิดช่องให้สาธารณชนหรือสื่อของรัฐมีส่วนร่วมเพียงใด ก็ไม่สามารถพลิกฐานอำนาจที่เบื้องบนกำหนดเบื้องล่าง หรือที่เราเรียกกันว่า เป็น “ประชาธิปไตยแนวดิ่ง” ได้แม้แต่น้อย
       
       ด้วยเหตุนี้ ปัญหา “ยิ่งอยู่สูง ยิ่งมีอภิสิทธิ์” ของพวกเขา จึงไม่มีทางหมดสิ้นไป
       
       พรรคการเมืองใหม่ ได้สรุปบทเรียนของขบวนการการเมืองภาคประชาชน และบทเรียนของพรรคการเมืองของประชาชนทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างรอบด้าน เห็นว่า ระบบประชาธิปไตยมวลมหาชน ที่มวลมหาชนเบื้องล่างเป็นผู้มีอำนาจกำหนดการใช้อำนาจของผู้ทำหน้าที่อยู่ เบื้องบน (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ว่าด้วย “ประชาธิปไตยกงล้อ” ในหนังสือ “ทฤษฎีการเมืองใหม่”) คือทางออกของปัญหาเรื้อรังนี้
       
       ด้วยเหตุนี้ การสร้างสำนึก “ยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องเสียสละ” จึงเป็นภารกิจทางการเมืองอันยิ่งใหญ่ของชาวพรรคการเมืองใหม่ทุกคน โดยเฉพาะคือผู้ที่อยู่สูงๆ

..................................

สร้างพรรคแม่เหล็ก (7)

โดย สันติ ตั้งรพีพากร    9 พฤศจิกายน 2553 16:11 น.


2. ท่าที-เคารพคนทำงาน
       
       การสร้างการเมืองใหม่ โดยขบวนการการเมืองภาคประชาชนเป็นเจ้าภาพ ที่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำ และพรรคการเมืองใหม่เป็นเครื่องมือทรงอานุภาพยิ่งนั้น จะต้องอาศัยความทุ่มเทเสียสละของมวลมหาชนเรือนแสนเรือนล้าน เข้าร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ขบวนการประชาภิวัฒน์ จนกระทั่งสามารถชักนำให้กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ และกองทัพภิวัฒน์ แสดง บทบาท หักโค่นอำนาจการเมืองเก่า สถาปนาอำนาจการเมืองใหม่ได้สำเร็จเป็นขั้นๆ (โปรดอ่านบท “สามดาบกายสิทธิ์ เผด็จศึกระบอบทักษิณ” ในหนังสือ “ทฤษฎีการเมืองใหม่” ประกอบ)
       
       ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนของขบวนการประชาภิวัฒน์ จำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานของผู้ปฏิบัติงานที่เอาการเอางาน มีความ “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ ทำงานเป็น” จำนวนหนึ่งเป็นหลักแกน
       
       การเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างยืดเยื้อยาวนานถึง 193 วันในปี 2551 จนกระทั่งสามารถโค่นล้มรัฐบาลหุ่นเชิดในระบอบทักษิณได้สำเร็จ เป็นข้อพิสูจน์ถึงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของ “สามดาบกายสิทธิ์” ขณะเดียวกันก็ได้ยืนยันในความสำคัญอย่างยิ่งยวดของแกนนำและผู้ปฏิบัติงานที่ ยืนหยัดปฏิบัติภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความยาก ลำบากใดๆ ทั้งสิ้น
       
       ซึ่งหมายถึงว่า ถึงที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนของขบวนการประชาภิวัฒน์ ที่จะนำไปสู่การแสดงอานุภาพของสามดาบกายสิทธิ์ โค่นล้มอำนาจการเมืองเก่า และสร้างอำนาจการเมืองใหม่ได้สำเร็จลุล่วงด้วยดีนั้น จะขาดเสียซึ่งแกนนำและบุคลากรหรือผู้ปฏิบัติงานที่เอาการเอางาน มีความ “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ ทำงานเป็น” ไม่ได้โดยเด็ดขาด
       
       โดยนัยดังกล่าว แกนนำและผู้ปฏิบัติงานหรือบุคลากรที่รับผิดชอบการงานในด้านต่างๆ ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ในกลุ่มพันธมิตรฯ และในพรรคการเมืองใหม่ จึงเป็นทรัพยากรทรงคุณค่ายิ่ง ที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันทะนุถนอม และส่งเสริมให้พวกเขาสามารถทำงานได้สำเร็จลุล่วงด้วยดีในทุกๆ ด้าน
       
       บนฐานความเข้าใจที่อิงอยู่กับการเคลื่อนไหวปฏิบัติที่เป็นจริงของเรา เอง จากบทสรุปของเราเอง ที่ยืนยันว่าถูกต้องที่สุดแล้วนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้ชาวพรรคการเมืองใหม่ทุกระดับ แสดงท่าที “เคารพคนทำงาน”
       
       ให้ท่าที “เคารพคนทำงาน” เป็นท่าทีพื้นฐานของชาวพรรคการเมืองใหม่ทุกคน เพื่อเปิดโอกาสให้คนทำงาน สามารถทำงานได้ดีที่สุด สร้างผลงานได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นหลักประกันสูงสุดให้แก่ภารกิจการสร้างพรรคการเมืองใหม่ ให้เป็นพรรคแม่เหล็ก และก้าวไปสู่ความเป็นพลังแก่นแกนของขบวนการประชาภิวัฒน์ ที่สามารถชักนำอำนาจหลักในสังคมไทย ร่วมดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย สร้างชีวิตใหม่ให้แก่ปวงชนชาวไทย
       
       “คนทำงาน” ที่ว่านี้ ครอบคลุมตั้งแต่หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ตลอดจน กรรมการบริหารพรรคและเจ้าหน้าที่พรรคที่รับผิดชอบในด้านต่างๆ ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานพรรคทุกระดับที่ปฏิบัติภารกิจอยู่อย่างขะมักเขม้น ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค
       
       ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่า ชาวพรรคการเมืองใหม่จะไม่มีท่าที “เคารพ” ต่อเพื่อนสมาชิกพรรคทั่วไป ตลอดจนชาวพันธมิตรฯ หรือมวลชนทั่วไป เหตุที่ผู้เขียนเน้นเป็นพิเศษที่จะต้องให้ความเคารพต่อคนทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ “ทำงานเป็น” ก็เพื่อแก้ปัญหาที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นปัญหาปมเงื่อน ขัดขวางการพัฒนาเติบใหญ่ของพรรคการเมืองใหม่โดยตรง
       
       ด้วยในระยะหนึ่งปีครึ่งของชีวิตพรรคการเมืองใหม่ ปรากฏการณ์ที่เริ่มเห็นเด่นชัดก็คือ การถือเอาตัวบุคคลเป็นตัวตั้ง และการถือเอาตำแหน่งหน้าที่เป็นศูนย์กลาง หากมิใช่การถือเอางานเป็นตัวตั้ง มิใช่การถือเอาคนทำงานหรือคณะทำงานเป็นศูนย์กลาง ผลคือ ทำให้การใช้อำนาจของเบื้องบน เช่น มติของคณะกรรมการบริหารพรรค ในหลายๆ เรื่องเป็นไปอย่างไม่สอดคล้องกับสภาพเป็นจริง (ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวพาดพิงไว้ในบทก่อนๆ) ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานอย่างรุนแรง และเป็นเหตุของความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นอีกจำนวนมากที่เกิดขึ้นในระหว่างการ ทำงานรูปธรรมในแต่ละวัน
       
       หากการใช้อำนาจของเบื้องบนยังดำเนินไปในลักษณะดังกล่าว ก็จะสวนทางกับหลักการประชาธิปไตยมวลมหาชน (อำนาจจากเบื้องล่างกำหนดการใช้อำนาจของเบื้องบน) ซึ่งเป็นหัวใจของการเมืองใหม่โดยตรง
       
       การกำหนดท่าที “เคารพคนทำงาน” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในช่วงต้นของการ “ออกแบบ” สร้างพรรคการเมืองใหม่ 

ความเห็น

ยังไม่เห็นมติทางการเกี่ยวกับนโยบายเฉพาะหน้าในแต่ละปี  ทิศทางการทำงานในแต่ละปีของฝ่ายนำในพรรค  จึงทำให้พรรคการเมืองใหม่ยังไม่มีแผนงานรูปธรรมที่ชัดเจน

เช่น  มติเกี่ยวกับการส่งคนลงเลือกตั้ง  มีหลักเกณฑ์อย่างไร  ทั้งการประเมินความพร้อมในเชิงพื้นที่  คุณสมบัติของผู้สมัคร

เช่นแผนงานรูปธรรมในงานจัดตั้งคนเข้าพรรค  แผนการระดมทุน  แผนงานฝึกอบรมสมาชิก  แผนงานมวลชนในพื้นที่  แผนงานรูปธรรมในการก่อรูปเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบสหกรณ์นำร่องในบางพื้นที่

การนำรวมหมู่ทั้งในส่วนกลาง  ภูมิภาค  และท้องถิ่น  ต้องทำให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันเพื่อตรวจสอบได้

สายการบังคับบัญชาต้องสั้นและมีเพียงสองถึงสามชั้นเพื่อการกุมสภาพงานได้อย่างถูกต้อง  กล่าวคือมีฝ่ายนำ  ผู้ปฏิบัติงานระดับกลางที่แปรนโยบายเป็นงานรูปธรรม  ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างที่ลงไปทำงานกับมวลชนในพื้นที่โดยตรง  และต้องมีการตรวจสอบความคืบหน้าของงานเป็นรายไตรมาส
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #108 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2010, 17:18:23 PM »

พรรคการเมืองและตัวแบบพรรคการเมืองไทย

http://www.onopen.com/2006/01/1105   


"""""""""""""""""""""""""""""




พัฒนาการพรรคการเมืองไทย : จากอดีตสู่ปัจจุบัน

บาว นาคร*

 
พรรค การเมืองไทยเริ่มก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2489 เพราะมีบทบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในร่างกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา การศึกษาอบรม การชุมชนสาธารณะ การตั้งคณะพรรคการเมือง การอาชีพ ทั้งนี้ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย” จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ทำให้เกิดพรรคการเมืองในช่วงปี 2489-2494 จำนวนถึง 10 พรรคการเมือง เช่น พรรคสหชีพ โดยมีนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค พรรคแนวรัฐธรรมนูญ โดยมีพลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค

ถึงแม้ว่าพรรคการเมืองไทยจะเริ่มถือกำเนิดตาม กฎหมายเมื่อปี พ.ศ. 2489 แต่ตามความเป็นจริงแล้วพรรคการเมืองไทยได้มีประวัติศาสตร์แห่งการกำเนิดที่ มีเกียรติสูงส่งยิ่ง เพราะจุดเริ่มต้นของการกำเนิดมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ในช่วงปี พ.ศ. 2453-2468 ทรงวางแผนที่จะให้พสกนิกรของพระองค์คุ้นเคยกับรูปแบบและมีความเข้าใจกับการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งพระองค์ทรงมีพระราโชบายว่าสักวันหนึ่งประเทศไทย จะต้องมีการสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐ ธรรมนูญ(Constitutional monarchy) ตามแบบอย่างของประเทศสหราชอาณาจักรที่พระองค์ทรงศึกษามาเป็นเวลานานถึง 9 ปี พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะให้สร้างเมืองจำลอง “ดุสิตธานี” ขึ้นในเขตพระราชวังดุสิตอันเป็นเมืองสมมติในการเรียนรู้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยและทรงจัดตั้งระบบสองพรรค  (two-party system) ขึ้นมามีพรรคแพรแถบสีน้ำเงิน(โดยมีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระนามแฝงว่า “ท่านราม ณ กรุงเทพ” เป็นหัวหน้าพรรค) และพรรคแพรแถบสีแดง (โดยมีพลเอกพระยารามราฆพ เป็นหัวหน้าพรรค) เพื่อฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับขุนนางและข้าราชการชั้นสูงซึ่งเป็นผู้ดำรง ตำแหน่งบริหารราชการแผ่นดินและเป็นผู้ที่มีหัวคิดแบบอนุรักษ์ซึ่งไม่ยอมรับ การเปลี่ยนแปลงจากภายนอก นอกจากนี้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คนสามัญระดับปัญญาชนบางส่วนเข้าร่วมในกิจกรรมพรรคการเมืองด้วย เพราะในระยะเวลานั้นคนไทยยังไม่เข้าใจประชาธิปไตยมากนัก

รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2489 ถึงแม้จะการรับรองสิทธิของประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมือง แต่ว่าในสมัยนั้นก็ไม่ได้มีการตรากฎหมายพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติพรรคการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก คือพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 และมีการตราพระราชบัญญัติพรรคการเมืองขึ้นอีกได้แก่ พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2511 พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2517 พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2524 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550

ปัจจุบัน มีพรรคการเมืองในประเทศไทยทั้งหมด 64 พรรคที่จดทะเบียนและยังมีสถานะเป็นพรรคการเมืองอยู่ นอกเหนือจากนั้นเป็นพรรคที่ยกเลิกการดำเนินงาน หรือยุบเพื่อรวมกับพรรคอื่น หรือถูกสั่งให้ยุบโดยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ (ข้อมูล ณ วันที่  1 ธันวาคม พ.ศ. 2550)

บริบททางการเมืองของไทยจึงเกี่ยวข้องกับพรรคการ เมืองและระบบพรรคการเมือง(party system) ของไทยอย่างแยกไม่ออก และสอดคล้องกับทฤษฎีประชาธิปไตยที่มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางใน สังคมตะวันตก และหลายส่วนของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ การที่พรรคการเมืองไทยมีความอ่อนแอและไม่สามารถสร้างแรงผลักดันการเปลี่ยน แปลงไปสู่วิถีทางประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนหนึ่งก็คือ ปัญหาของพรรคการเมืองไทยเองโดยตรง นอกจากนั้นยังมีปัญหาสำคัญอื่นๆ เช่น ปัญหาทางด้านความเป็นตัวแทน ผู้ดำรงตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้ง ปัญหาการเลือกตั้ง การทุจริตในการเลือกตั้ง ระบบอุปถัมภ์ซึ่งฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ปัญหาการเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารต่างทางการเมืองและสิทธิความเป็นพลเมือง ของประชาชน การรวมกลุ่มทางการเมือง เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนไม่มี ความเข้มแข็งพอ

ดังนั้น เมื่อมองถึงพัฒนาการทางการเมืองไทยในรูปแบบสถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง พรรคการเมืองไทยนั้นจากอดีตจนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นไปตามกรอบแนวคิด ประชาธิปไตยหรือสถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เช่น พรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นมาตามสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดวิกฤติการณ์ทางการ เมืองในอดีต และเกิดจากตัวบุคคลหรือผู้นำพรรคการเมืองเป็นนายทุนใหญ่ เป็นผู้มีบารมีทางการเมือง

การเดินทางมาของระบอบประชาธิปไตยและพรรค การเมืองไทยในช่วงระยะเวลากว่า 70 ปี นั้นจนถึงเหตุการณ์ยุบพรรคการเมืองในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 และการยุบพรรคการเมืองในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 นั้น เป็นปัจจัยสำคัญในการยืนยันพัฒนาการการเมืองการปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตย ผ่านระบบตัวแทน หรือพรรคการเมืองได้เป็นอย่างดีซึ่งสาเหตุหลักมาจากการทุจริตในการเลือกตั้ง โดยการซื้อเสียงและการทุจริตผ่านทางช่องทางต่างๆเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใน การเข้ามาเป็นนักการเมือง

ดังนั้นการทำหน้าที่ของพรรคการเมืองไทยใน ฐานะที่เป็นองค์กรสถาบันทางการเมืองซึ่งมีภาระความรับผิดชอบต่อสาธารณชนใน การบริหารประเทศ ส่วนภาคประชาชนต้องมีเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมืองไปสู่การเมืองภาค พลเมือง และจนถึงการส่งเสริม กระตุ้นและพัฒนาจริยธรรมทางการเมืองของระบบการเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยแบบ ตัวแทนให้พัฒนาไปสู่การเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยทางตรง โดยภาคพลเมืองให้ได้ในที่สุด

 

เอกสารอ้างอิง

ปรีชา หงษไกรเลิศ.”พรรคการเมืองไทย” ใน นรนิติ เศรษฐบุตร.บรรณาธิการ. การเมืองการ

            ปกครองไทยในรอบ 60 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระ

เจ้าอยู่หัว.นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า,2549.


http://www.thaihealth.or.th/node/6823
สืบค้นวันที่  28  มีนาคม  2553 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #109 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2010, 22:35:38 PM »

http://project.cru.in.th/pdf/less3/GEN1043_3.pdf 

พรรคการเมือง

การเมืองการปกครองและกฎหมายไทย


4.1 ความหมาย คือ คณะบุคคลที่รวมกันเป็นองค์การตามแนวความคิดเห็นหรือหลักการบางอย่าง
ที่เห็นพ้องต้องกัน เพื่อกำหนดประเด็นปัญหาและคัดเลือกบุคคลเข้ารับสมัครรับเลือกตั้งโดยมีจุดมุ่งหมายที่
จะเข้าไปควบคุมดำเนินงานและวางนโยบายของรัฐบาล(สุพจน์ บุญวิเศษ,2549)

พรรคการเมือง (Political Party) ถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในระบบการเมือง
เพราะพรรคการเมืองเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยบุคคลจำนวนมากที่มีภารกิจที่จะไปสู่จุดมุ่งหมาย
เดียวกัน พรรคการเมืองจึงเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล โดยถือว่าเป็นแบบแผน
ใหม่และเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะชักนำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง หน้าที่ในการสร้าง
ความเชื่อมโยงของพรรคการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งยังคงมีตัวแปรอื่น
ๆ อีกเป็นอันมาก แต่สิ่งที่พรรคการเมืองซึ่งแสวงหาอำนาจทางการเมืองจะต้องกระทำก็คือ การก่อให้เกิด
ค ว า ม เ ป็ น ร ะ เ บี ย บ เ รี ย บ ร้ อ ย ขึ้ น ม า

พรรคการเมืองต้องพยายามขยายผลประโยชน์ที่พรรคเป็นตัวแทนอยู่ให้กว้างขวางออกไปและ
ทำให้ผลประโยชน์เหล่านี้กลมกลืนกัน
พรรคการเมืองทำให้รัฐบาลและประชาชนมีความเชื่อมโยงกัน พรรคการเมืองจะเป็นผู้ให้
การศึกษา คำแนะนำ และกระตุ้นผู้ออกเสียงเลือกตั้ง จะทำการติดต่อกับผู้ไม่สู้สนใจการเมืองอย่างสม่ำเสมอ
ชี้นำบุคคลเหล่านี้ให้มีความตระหนักและยอมรับนโยบายต่าง ๆ โดยผ่านทางสื่อมวลชนและองค์กรพรรคใน
ท้องถิ่นจะทำการปลุกระดมพลเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลาของการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ
เพื่อให้พรรคได้รับคะแนนเสียงมากขึ้น

4.2 องค์ประกอบของพรรคการเมือง พรรคการเมืองเป็นองค์การทางการเมืองที่มีการจัดรูปแบบ
และการจัดรูปแบบนี้เป็นเครื่องมือที่แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองมีความเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ซึ่ง
ส่วนประกอบของพรรคการเมืองประกอบด้วย
4.2.1 การจัดองค์การของพรรค การรวมตัวของพรรคเป็นไปด้วยความสมัครใจ มีลักษณะเป็น
องค์การอย่างหนึ่ง มีสำนักงานเป็นศูนย์กลางการติดต่อและประสานงาน มีระเบียบและข้อบังคับในการ
ดำเนินกิจการของพรรค มีการแบ่งงานเป็นสาขาต่างๆและกำหนดการบังคับบัญชาเป็นสาย ตั้งแต่ส่วนกลาง
ไปยังส่วนท้องถิ่น เช่น หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค โฆษกพรรค เป็นต้น
4.2.2 มีอุดมการณ์ พรรคการเมืองต้องมีหลักการทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่เห็น
พ้องต้องกันเป็นแกนกลางยึดเหนี่ยวสมาชิกในพรรค โดยอุดมการณ์นี้จะต้องเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
ความแตกต่างของอุดมการณ์จะเป็นลักษณะเฉพาะของพรรคการเมืองแต่ละพรรค
4.2.3 นโยบายของพรรค พรรคการเมืองต้องมีการศึกษาสภาวะของประเทศ เสนอวิธีแก้ปัญหา
ที่เกิดขึ้น โดยพรรคจะรวบรวมเป็นโครงการหรือนโยบายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เสนอให้ประชาชน
พิจารณาในฐานะเป็นนโยบายพรรค

การเมืองการปกครองและกฎหมายไทย
4.2.4 ระบบการเงินของพรรค เป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารพรรค กระบวนการได้มาซึ่งเงิน
สนับสนุนทั้งจากภายนอก จากการอุดหนุนจากสมาชิกหรือการหารายได้จากทางอื่นของพรรคนั้น ต้อง
เป็นไปอย่างเปิดเผย
4.2.5 จุดประสงค์หลักในการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคการเมืองทุกพรรคย่อมมีจุดมุ่งหมายสูงสุด
ที่จะได้รับเสียงสนับสนุนมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล การเป็นรัฐบาลจึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของพรรคการเมือง
เพราะรัฐบาลจะมีอำนาจในการบริหารประเทศตามนโยบายและแนวทางอุดมการณ์ของพรรคให้เป็น
ผลสำเร็จ


4.3 หน้าที่ของพรรคการเมือง โดยทั่วไปพรรคการเมืองมีหน้าที่ที่สำคัญดังนี้

4.3.1 ให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน เมื่อใช้ประชาชนได้มองเห็นความสำคัญของ
ตนเองในฐานะเป็นเจ้าของประเทศและเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีส่วนร่วมในทางการเมือง
4.3.2 สรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการเป็นผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย
4.3.3 ประสานประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพล และกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ
4.3.4 การระดมสรรพกำลังทางการเมือง พรรคการเมืองจะทำหน้าที่เป็นศูนย์พลังทางการเมือง
เพราะเป็นที่รวมของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ และประชาชนที่มีความคิดสร้างสรรค์ทางด้านการเมือง
เศรษฐกิจและสังคมในแนวทางกว้าง ๆ ที่คล้ายคลึงกันเพื่อหาโอกาสเป็นรัฐบาล
4.3.5 หน้าที่ในฐานะเป็นฝ่ายค้าน ในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับ
เลือกตั้งน้อย และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านฝ่ายค้านนั้นถือว่าสำคัญในระบอบ
ประชาธิปไตย


4.4 ระบบพรรคการเมือง แบ่งเป็น 3 ระบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

4.4.1 ระบบพรรคเดี่ยว (One Party System) หมายถึง พรรคการเมืองที่มีอำนาจอย่างแท้จริง
พรรคเดียวภายในประเทศ หรือเป็นพรรคที่ผูกขาดในทางการเมืองแต่เพียงพรรคเดียว อาจแบ่งได้ดังนี้

(1) มีพรรคการเมืองพรรคเดียวในรัฐ และรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ห้ามมิให้มีพรรคอื่น
(2) มีพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว และได้รับความนิยมจาก
ประชาชนมาโดยตลอดโดยอาจมีพรรคการเมืองอื่นอยู่บ้างแต่ไม่มีความเข้มแข็งทางการเมืองและไม่มีบทบาทมากนัก

4.4.2 ระบบสองพรรค (Two Party System) หมายถึง การที่ประเทศหรือรัฐมีพรรคการเมือง
ใหญ่ ๆ เพียงสองพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลโดยเสียงของประชาชนในการเลือกตั้ง จะทำให้มีการผลัดกันเป็น
รัฐบาลแล้วแต่ว่าพรรคใดจะได้คะแนนเสียงมากกว่า ระบบสองพรรคมีลักษณะดังนี้
(1) จะเกิดในประเทศที่มีเสรีภาพในทางการเมือง
(2) ประชาชนสามารถที่จะทำงานร่วมกัน มีระเบียบวินัยพอที่จะทำความตกลง
ประนีประนอมในสิ่งที่แตกต่างกันเล็กน้อย หลายประการให้มารวมกันได้
(3) ทำให้เกิดทางเลือกที่แน่ชัด
(4) ทำให้ประชาชนรู้ว่าพรรคใดเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินนโยบายในการปกครอง
ประเทศในขณะ ใดขณะหนึ่ง
(5) มติมหาชนสามารถแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพคือประชาชนสามารถแสดงความ
คิดเห็นด้วยเสียงข้างมากได้อย่างแท้จริง

4.4.3 ระบบหลายพรรค (Multi Party System) ระบบหลายพรรคนี้อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศซึ่ง
ประชาชนมีเสรีภาพมากหรือกับประเทศที่ประชาชนไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องพรรคการเมือง ไม่มีพรรค
ใดมีเสียงข้างมากในสภาอย่างแท้จริงซึ่งจะเป็นผลเสียต่อประเทศดังนี้
(1) ไม่มีพรรคใดที่จะเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากในประเทศ
(2) ไม่อาจที่จะเอาอะไรมาเป็นหลักเกณฑ์ในการวางนโยบาย
(3) ผู้วางนโยบายก็ประกอบด้วยบุคคลหลายกลุ่ม จึงทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ
(4) รัฐบาลจะต้องเสียเวลาไปกับการประนีประนอมระหว่างกลุ่มจนไม่สามารถที่จะวาง
นโยบาย และปฏิบัติตามนโยบายได้อย่างเต็มที่
(5) รัฐบาลไม่มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีโอกาสสลายตัวได้ง่ายในเมื่อเกิดขัดแย้งภายใน
อย่างรุนแรง

4.5 ลักษณะสำคัญของพรรคการเมืองไทย

4.5.1 ระบบ การที่ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงจำนวนมากหรืออย่างเพียงพอส่งผลให้จะต้อง
อาศัยจำนวนเสียงของพรรคการเมืองขนาดเล็กและกลางทั้งหลาย เพื่อฟอร์มทีมขึ้นเป็นรัฐบาลลักษณะ
ดัง ก ล่า ว นำ ม า สู่ก า ร ต่อ ร อ ง ตำ แ ห น่ง รัฐ ม น ต รีข อ ง พ ร ร ค ก า ร เ มือ ง ข น า ด เ ล็ก ต่า ง ๆ
สิ่งที่ตามมาคือการเมืองไทยจึงสนใจแต่ผลประโยชน์ที่ตนเองหรือพวกพ้องที่จะได้รับเพียงเท่านั้น
โดยเฉพาะในทางการเมืองพรรคการเมืองขนาดเล็กดังกล่าวอาจย้ายข้างไปสู่ฝ่ายค้านหรือการไม่ลงมติ
ไว้วางใจรัฐบาล ส่งผลให้ขาดเสถียรภาพในการทำงาน เพราะจะต้องเกิดการเลือกตั้งบ่อยครั้ง
4.5.2 โครงสร้าง พรรคการเมืองไทยขาดโครงสร้างหรือฐานรองรับจากประชาชน โดยส่วน
ใหญ่โครงสร้างจะอยู่ที่ตัวเมืองหลวงเป็นสำคัญ แต่ที่อยู่ในเขตชนบทหรือภูมิภาคมีน้อยมาก ดังนั้นอาจกล่าว
ว่าขาดการสนับสนุนจากประชาชนในเขตพื้นที่ต่าง ๆ อย่างแท้จริง
4.5.3 อุดมการณ์ พรรคการเมืองในประเทศไทยเป็นพรรคการเมืองที่ขาดอุดมการณ์ทาง
การเมืองเป็นหลัก แต่จะเกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิกเพื่อทำการเลือกตั้งเป็นสำคัญ
4.5.4 จำนวน พรรคการเมืองในประเทศไทยมีจำนวนมาก อาจมีได้ถึง 30 – 50 พรรคในการ
เลือกตั้งครั้งหนึ่ง ๆ โดยมีสาเหตุมาจากคนไทยขาดการประนีประนอม และมักยึดถือความขัดแย้งในเรื่อ
นโยบายเป็นเรื่องส่วนตัวและมีลักษณะของอำนาจนิยม 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #110 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2010, 22:39:04 PM »

กลุ่มผลประโยชน์

5.1 ความหมาย การรวมตัวกันของผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากในสังคมปัจจุบันมีความ
ซับซ้อนหลากหลายมากกว่าสังคมดั้งเดิมมาก เกิดอาชีพหลายอาชีพ เกิดตำแหน่ง หน้าที่ ความรับผิดชอบ  บทบาท สถานภาพที่แตกต่างกัน คนที่มีความหลากหลายในสังคมเหล่านี้จึงเข้ามารวมตัวกัน โดยอาจจะรวมตัวกันเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพการงาน เพื่อรักษาและเสาะหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมืองก็ได้ การรวมตัวกันของผู้ที่เห็นผลประโยชน์ร่วมกันนี้ เป็นที่มาของการเกิดกลุ่มทางสังคม
นอกจากนี้ David B. Truman ได้กล่าวว่า กลุ่มผลประโยชน์มีลักษณะแตกต่างไปจากกลุ่มโดยทั่วไป
ตรงที่การเข้ารวมกันของสมาชิกภายในกลุ่มไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เป็นจุดหมายหรือผลประโยชน์ของกลุ่มเท่านั้น แต่ต้องมีทัศนคติร่วมกันด้วย ประกอบด้วย

5.1.1 ต้องมีทัศนคติร่วมกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน จากการประนีประนอมต่อรองภายใต้กติกาที่
ยอมรับของกลุ่ม
5.1.2 ต้องมีการจัดตั้งองค์การอย่างถาวร เช่น มีกรรมการบริหาร ระเบียบ กฎเกณฑ์ในการ
คัดเลือกผู้นำ สมาชิก เป็นต้น
5.1.3 ต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม
5.1.4 ต้องมีกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ดร. สุขุม นวลสกุล ได้ให้ความหมายว่า คือ กลุ่มบุคคลที่รวมกันเพราะมีอาชีพ หรือ
จุดประสงค์อย่างเดียวกัน และต้องการที่จะให้นโยบายของรัฐสนองความต้องการของกลุ่มคน การรวมกัน
ของกลุ่มผลประโยชน์คล้ายคลึงกับการรวมกันเป็นพรรคการเมือง แต่แตกต่างกันที่พรรคการเมืองต้องการ
เป็นรัฐบาล เพื่อกำหนดนโยบายเอง ส่วนกลุ่มผลประโยชน์ไม่ต้องการเป็นรัฐบาล แต่ต้องการให้รัฐบาลมี
นโยบายสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่ม

โดยสรุปแล้วกลุ่มผลประโยชน์ คือ กลุ่มบุคคลที่มีความสนใจหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน มี
ปฏิสัมพันธ์กันโดยความสมัครใจ และพยายามกระทำการเพื่อให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจทางการเมือง กระทำ
หรือไม่กระทำการอันใด ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของกลุ่มตน แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธที่จะรับผิดชอบโดยตรงที่จะปกครองประเทศ


5.2 บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางการเมืองการปกครองมีลักษณะดังนี้
5.2.1 ทำให้นโยบายของชาติเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์
และการประนีประนอมของกลุ่มผลประโยชน์ระหว่างกัน เพื่อให้นโยบายของรัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการ
เจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ ในการสื่อสารกับสมาชิกในกลุ่มทำให้ชาติได้ผลประโยชน์ใหม่ซึ่ง
เป็นของทุกคนร่วมกัน

5.2.2 กลุ่มผลประโยชน์พยายามมีอิทธิพลในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สมาชิกสภา
รัฐบาล และฝ่ายตุลาการโดยผ่านการเลือกตั้งและผ่านพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลในสภา
5.2.3 พยายามเข้าถึงองค์กรที่กำหนดนโยบายของชาติ โดยใช้โอกาสที่รัฐบาลอาจจะเอื้อให้ใน
ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และสร้างอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐ เช่น การยื่นข้อเรียกร้อง การชุมนุม
ประท้วง เป็นต้น เพราะการกำหนดนโยบายของรัฐในระบอบประชาธิปไตย จะต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์
ของประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นกลุ่มผลประโยชน์จึงมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐมากกว่าปัจเจก
บุคคล
5.2.4 ติดตามและประเมินผลงานบทบาทของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการจำกัดอำนาจ
รัฐบาล และให้รัฐบาลสนับสนุนวัตถุประสงค์ของกลุ่ม
5.2.5 สร้างอิทธิพลต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติให้ดำเนินตามกฎหมาย ไปในทิศทางตามที่กลุ่ม
ของตนต้องการ ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อให้ออกกฎหมายหรือระงับกฎหมายก็ได้ วิธีสร้างอิทธิพลต่อสมาชิก
รัฐสภาที่นิยมคือการ Lobby

5.3 ประเภทของกลุ่มผลประโยชน์


5.3.1 แบ่งตามลักษณะของกลุ่ม
(1) กลุ่มทางการเมือง ได้แก่ สมาคมทางการเมือง, ชมรมทางการเมือง
(2) กลุ่มทางเศรษฐกิจ ได้แก่ สหกรณ์, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, บริษัท, สมาพันธ์หรือสมาคม
สหภาพแรงงาน เป็นต้น
(3) กลุ่มทางสังคม ได้แก่ มูลนิธิ องค์การทางศาสนา สมาคมหรือสโมสร เป็นต้น
5.3.2 แบ่งตามการรองรับของกฎหมาย
(1) กลุ่มที่เป็นทางการ ได้แก่ การที่มีกฎหมายรัฐรับรองฐานะของกลุ่ม เช่น สหกรณ์ บริษัท
สมาคม หรือสโมสร
(2) กลุ่มที่ไม่เป็นทางการ ได้แก่ กลุ่มที่รวมตัวกันขึ้นโดยไม่มีกฎหมายของรัฐยอมรับรอง
ฐานะของกลุ่ม เช่น การรวมตัวกันของบุคคลทั่วไป การพักผ่อนหย่อนใจ


นอกจากนี้ Almond and Powell แบ่งประเภทกลุ่มผลประโยชน์ออกเป็น 4 ประเภท คือ

(1) กลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นสถาบัน เช่น บริษัท กลุ่มธุรกิจ กองทัพ ข้าราชการ
(2) กลุ่มผลประโยชน์ที่มีการจัดตั้ง เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมพ่อค้า หอการค้า
(3) กลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่มีการจัดตั้ง ไม่มีการรวมตัวกันในรูปแบบเป็นทางการ เช่น กลุ่ม
ชนชั้น กลุ่มเครือญาติ
(4) กลุ่มผลประโยชน์ที่ไร้บรรทัดฐาน รวมตัวกันเมื่อเกิดวิกฤติร้ายแรง เช่น กลุ่ม
ผู้ก่อความไม่สงบ กลุ่มผู้ประท้วงเป็นต้น

5.4 ลักษณะกลุ่มประโยชน์ในประเทศไทย โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปแบบของกลุ่ม สมาคม โดยไม่ยุ่ง
เกี่ยวหรือแสดงบทบาททางการเมือง เนื่องจากสาเหตุทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม
ที่ไม่ส่งเสริมให้คนไทยรวมกลุ่มกัน ประกอบกับมีกฎหมายมักจะมีข้อห้ามในการรวมกลุ่ม สมาคม ที่มี
กิจกรรมเกี่ยวข้องกับทางการเมือง จึงทำให้กลุ่มผลประโยชน์ไม่มีการพัฒนาไปสู่สถาบันที่เข้มแข็ง

ลักษณะสำคัญของกลุ่มผลประโยชน์ของไทย คือ

(1) ยกย่องผู้มีอำนาจบารมี ผู้มีชื่อเสียงเข้ามาเป็นผู้นำกลุ่ม อันมาจากระบบอุปถัมภ์ใน
สังคมไทย
(2) ขาดเอกภาพ เนื่องจากความขัดแย้งภายในกลุ่ม ทำให้กลุ่มไม่มีศักยภาพเพียงพอในการ
แสดงอิทธิพลของกลุ่ม
(3) อำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจหรือการกำหนดนโยบายอยู่ที่ผู้มีอำนาจเพียงกลุ่มเดียว
โดยสรุปแล้ว กลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทยนั้น สมาชิกส่วนใหญ่ไม่มีบทบาทแต่อย่าง
ใด ดังนั้นกลุ่มผลประโยชน์จึงเป็นของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน กลุ่มผลประโยชน์ของไทยมักจะเป็นกลุ่มที่ถูก
จัดตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มคนเล็กๆ และแสวงหาสมาชิกเพื่อรองรับความชอบธรรม ให้ดูเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มี
สมาชิกมาก ทั้งที่ความจริงแล้วสมาชิกไม่มีความเข้าใจหรือสำนึกในความเป็นกลุ่มแต่อย่างใดและสมาชิกไม่มีบทบาท รวมทั้งผลประโยชน์ที่แท้จริงของกลุ่มนั้นเป็นเพียงผลประโยชน์ของสมาชิกระดับผู้นำเพียงไม่กี่คน
ดังนั้นกลุ่มผลประโยชน์ของไทยจึงยังไม่มีความเป็นสถาบันที่เข้มแข็งเพียงพอ  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 พฤศจิกายน 2010, 22:44:31 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #111 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2010, 23:21:10 PM »

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย บนเส้นทางสายปฏิวัติ

บนเส้นทางอันยาวนานของประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีหลายต่อหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์หักเหออกจากเส้นทางตามระบอบประชาธิปไตย มีการใช้กำลังทางทหารยึดอำนาจทางการเมืองโดยการปฏิวัติ รัฐประหาร และปฏิรูปหลายต่อหลายครั้ง บ้างสำเร็จ บ้างล้มเหลว แต่ก็สร้างผลสะเทือนต่อโฉมหน้าการเมืองไทยมิใช่น้อย

"ผู้จัดการปริทรรศน์" จะพาไปย้อนรอยเส้นทางการปฏิวัติในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย ก่อนมาถึงฉากสุดท้ายของการโค่นล้ม "ระบอบทักษิณ"

ย้อนรอย 'ทหาร' ผู้ก่อการ

'กบฏ ปฏิวัติ รัฐประหาร' โดยสาระสำคัญแล้ว การทำรัฐประหาร คือการใช้กำลังอำนาจเข้าเปลี่ยนแปลงอำนาจของรัฐ โดยมากมักจะเปลี่ยนแปลงเฉพาะเพียงรัฐบาล แต่หากรัฐบาลใหม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองโดยสิ้นเชิงถือเป็นการ 'ปฏิวัติ' และหากการยึดอำนาจครั้งนั้นสำเร็จ จะเรียกว่า 'รัฐประหาร' แต่หากไม่สำเร็จ จะเรียกว่า 'กบฏ'

เมื่อสืบย้อนไปยังหน้าประวัติศาสตร์เก่าๆ ของการเมืองไทย จะพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายในลักษณะการปฏิวัติรัฐประหารมาตั้งแต่ก่อนสมัยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียอีก

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130 ในปี พ.ศ.2454 สมัยรัชกาลที่ 6 เสวยราชย์ได้เป็นปีที่ 2 มีคณะนายทหารที่เรียกว่า ‘คณะ 130’ (ตรงกับรัตนโกสินทร์ศก 130) ร่วมกันคิดการอันเป็นภัยต่อราชวงศ์ โดยซ่องสุมและคบคิดกันที่บริเวณย่านแพร่งสรรพศาสตร์ ซึ่งต่อมานายทหารกลุ่มนี้ก็ถูกจับกุมได้เสียก่อนลงมือกระทำการ คณะ 130 ถูกพิพากษาโทษลดหลั่นกันไป แต่ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษทั้งหมด

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎรที่ทำการปฏิวัติการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตยได้เพียงปีเดียว ปีต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2476 คณะราษฎรที่นำโดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย นับเป็นการกระทำรัฐประหารครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยการเปลี่ยนรัฐบาลและยึดอำนาจภายในกลุ่มคณะราษฎรด้วยกันเอง

ในเดือนตุลาคม 2476 กองทัพจากหัวเมืองนำโดยพลเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชกฤดากร ในนามของ "คณะกู้บ้านเมือง" ยกทัพลงมาประชิดพระนคร และเข้ายึดสนามบินดอนเมือง เพื่อกดดันรัฐบาลของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาที่มีแนวโน้มจะเป็นเผด็จการทหาร และถวายพระราชอำนาจคืนแก่พระมหากษัตริย์ เพื่อให้ทรงพระราชทานการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงให้แก่ทวยราษฎร์ ทว่าทางฝ่ายรัฐบาลไม่ยินยอม มีการปะทะกันหลายแห่ง การนำทัพของพระองค์เจ้าบวรเดชเข้ามาล้มล้างรัฐบาล โดยเคลื่อนทัพมาจากนครราชสีมา สู้รบกันที่ทุ่งบางเขนจนถูกฝ่ายรัฐบาลปราบปรามได้เด็ดขาด ได้กลายเป็นการกบฏ จนภายหลังเป็นที่รู้จักกันในนาม "กบฏบวรเดช"

"กบฏนายสิบ" เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2478 ทหารชั้นประทวนในกองพันต่างๆ ซึ่งมีสิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันก่อการเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยจะสังหารนายทหารในกองทัพบก และจับพระยาพหลพลพยุหเสนาฯ และหลวงพิบูลสงครามไว้เป็นประกัน รัฐบาลสามารถจับกุมผู้คิดก่อการเอาไว้ได้ หัวหน้าฝ่ายกบฏถูกประหารชีวิต โดยการตัดสินของศาลพิเศษในระยะต่อมา

กบฏที่โด่งดังที่สุดอีกครั้งหนึ่งคือ "กบฏพระยาทรงสุรเดช" เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2482 ผู้ที่คิดล้มล้างรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้กลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม ซึ่งหากทำสำเร็จจะนับเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ของการเมืองไทย นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการ และได้ให้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร

ต่อมาคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมี พลโทผิน ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าสำคัญ ได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาล ซึ่งมีพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ แล้วมอบให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลต่อไป ขณะเดียวกัน ได้แต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย การยึดอำนาจครั้งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490

ในปีถัดมา นับเป็นปีที่การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยที่สุด เริ่มตั้งแต่ต้นปีได้มี กบฏแบ่งแยกดินแดน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2491 จะมีการจับกุมส.ส.ของภาคอีสานหลายคน เช่น นายทิม ภูมิพัฒน์, นายถวิล อุดล, นายเตียง ศิริขันธ์, นายฟอง สิทธิธรรม โดยกล่าวหาว่าร่วมกันดำเนินการฝึกอาวุธ เพื่อแบ่งแยกดินแดนภาคอีสานออกจากประเทศไทย แต่รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการจับกุมได้ เนื่องจากสมาชิกผู้แทนราษฎรมีเอกสิทธิทางการเมือง

เพียงหนึ่งเดือนเศษหลังจากนั้น คือวันที่ 6 เมษายน 2491 คณะนายทหารซึ่งทำรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 ได้บังคับให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วมอบให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้าดำรงตำแหน่งต่อไป และนำมาสู่ "กบฏเสนาธิการ" 1 ตุลาคม 2491 ซึ่งพลตรีสมบูรณ์ ศรานุชิต และพลตรีเนตร เขมะโยธิน เป็นหัวหน้าคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง วางแผนที่จะเข้ายึดอำนาจการปกครอง และปรับปรุงกองทัพจากความเสื่อมโทรม และได้ให้ทหารเข้าเล่นการเมืองต่อไป แต่รัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ทราบแผนการ และจับกุมผู้คิดกบฏได้สำเร็จ

26 มิถุนายน 2492 นายปรีดี พนมยงค์ กับคณะนายทหารเรือ และพลเรือนกลุ่มหนึ่ง ได้นำกำลังเข้ายึดพระบรมมหาราชวัง และตั้งเป็นกองบัญชาการ ประกาศถอดถอน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหารผู้ใหญ่หลายนาย พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการปราบปราม มีการสู้รบกันในพระนครอย่างรุนแรง รัฐบาลสามารถปราบฝ่ายก่อการกบฏได้สำเร็จ นายปรีดี พนมยงค์ ต้องหลบหนีออกนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง ความพยายามยึดอำนาจครั้งนั้นถูกเรียกว่า "กบฏวังหลวง"

29 มิถุนายน 2494 เกิดกบฏแมนฮัตตัน นาวาตรีมนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือรบหลวงสุโขทัยใช้ปืนจี้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปกักขังไว้ในเรือรบศรีอยุธยา นาวาเอกอานน บุญฑริกธาดา หัวหน้าผู้ก่อการได้สั่งให้หน่วยทหารเรือมุ่งเข้าสู่พระนครเพื่อยึดอำนาจ และประกาศตั้งพระยาสารสาสน์ประพันธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดการสู้รบกันระหว่างทหารเรือ กับทหารอากาศ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สามารถหลบหนีออกมาได้ และฝ่ายรัฐบาลได้ปรามปรามฝ่ายกบฏจนเป็นผลสำเร็จ และในวันที่ 29 พฤศจิกายนของปีเดียวกัน จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจตนเอง เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้

ในยุคที่โลกตกอยู่ในภาวะสงครามเย็น และประเทศไทยเป็นยุคของอัศวินตำรวจ รัฐบาลที่ได้อำนาจมาจากการกระทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 นับเป็นรัฐบาลทหารที่ประกาศเดินหน้าดำเนินโยบายทำสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่ ด้วยการรื้อฟื้นกฎหมายคอมมิวนิสต์ 2495 และกวาดจับผู้มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลครั้งใหญ่ที่รู้จักกันในนาม "กบฏสันติภาพ" ในปี พ.ศ.2497

16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะนายทหารนำกำลังเข้ายึดอำนาจของรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากเกิดการเลือกตั้งสกปรก และรัฐบาลได้รับการคัดค้านจากประชาชนอย่างหนัก จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ต้องหลบหนีออกไปนอกประเทศ

"กงล้อประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้หมุนกลับหลังไปอีกแล้ว" แคล้ว นรปติ ผู้อาวุโสทางการเมือง ได้กล่าวถึงสภาพการณ์ภายหลังการปฏิวัติเงียบของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 เมื่อคณะปฏิวัติได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมือง และให้สภาผู้แทน และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง

17 พฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำการรัฐประหารตัวเอง ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขึ้นทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ และให้ร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เดือนตุลา

การปฏิวัติโดยประชาชน 14 ตุลาคม 2516 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษา และประชาชนกลุ่มหนึ่งได้แผ่ขยายกลายเป็นพลังประชาชนจำนวนมาก จนเกิดการปะทะสู้รบกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เป็นผลให้จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ

ทว่าดอกไม้ประชาธิปไตยที่กำลังเบ่งบานก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ และคณะนายทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ ปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจากเกิดการจลาจล และรัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยทันที คณะปฏิวัติได้ประกาศให้มีการปฏิวัติการปกครอง และมอบให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาพลเรือเอกสงัดก็ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2520

กบฏ 26 มีนาคม 2520 พลเอกฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้นำกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ ฝ่ายทหารของรัฐบาลพลเรือน ภายใต้การนำของ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ได้ปราบปรามฝ่ายกบฏเป็นผลสำเร็จ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิตตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520

กบฏยังเติร์ก 1 เมษายน 2524 พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา ด้วยความสนับสนุนของคณะนายทหารหนุ่มโดยการนำของพันเอกมนูญ รูปขจร และพันเอกประจักษ์ สว่างจิตร ได้พยายามใช้กำลังทหารในบังคับบัญชาเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศ ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดความแตกแยกในกองทัพบก แต่การปฏิวัติล้มเหลว ฝ่ายกบฏยอมจำนนและถูกควบคุมตัว พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา สามารถหลบหนีออกไปนอกประเทศได้ ต่อมารัฐบาลได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการกบฏในครั้งนี้

รัฐประหารชั่วโมงเดียวของ รสช.

การรัฐประหารที่อยู่ในความทรงจำอันแจ่มชัดของคนไทยที่สุด เห็นจะเป็นการรัฐประหารของคณะรสช. หรือคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ภายใต้การนำของพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เพราะผลพวงที่ติดตามมาจากการรัฐประหารครานั้นได้กลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ทางการเมืองไทยโดยไม่มีใครคาดคิด

ภายหลังจากที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศจะนำ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบกและรองนายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่ง นับเป็นการจุดกระแสความไม่พอใจต่อทั้งกลุ่มนายทหารและนักการเมืองหลายฝ่าย

โดยกำหนดการเข้าเฝ้าคือเวลา 13.00 น. ของวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 แต่ในคืนวันที่ 22 ก.พ. เวลาประมาณเที่ยงคืน ได้มีรายงานจากวิทยุข่ายสามยอดของกองปราบปรามรายงานว่า ‘ป.1’ อันหมายถึง พล.ต.ต.เสรี เตมียเวส ผู้บังคับการกองปราบได้เดินทางถึงหน่วยคอมมานโด ที่ซอยโชคชัย ลาดพร้าว และสั่งให้กองปราบเตรียมพร้อม เพราะมีข่าวว่าอาจมีการปฏิวัติเกิดขึ้น ทว่าภายหลังได้มีการแจ้งยกเลิกการเตรียมดังกล่าว เพราะตรวจสอบไม่พบความเคลื่อนไหวของหน่วยกำลังใดในคืนนั้น

และยังมีรายงานด้วยว่าในคืนดังกล่าวพล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ได้ไปรับประทานอาหารค่ำที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ห้องใกล้เคียงกับที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และนายทหารระดับสูงจำนวนหนึ่ง ไปรับประทานอยู่ด้วยเช่นกัน โดยภายหลัง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่า ใช้เวลาตัดสินใจเพียงแค่ชั่วโมงเดียว!

จากบทความ 1 ปี รสช. โดยวุฒิชาติ ชุ่มสนิท หรือบินหลา สันกาลาคีรี อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายงานว่า เดิมทีทหารเตรียมการจะจับตัว พล.อ.ชาติชาย และพล.อ.อาทิตย์ ที่สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) ในเวลา 19.30 น. ภายหลังจากการเข้าเฝ้า พร้อมกับการเคลื่อนกำลังทหารเข้ายึดจุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯ แต่แผนกลับเปลี่ยนแปลงในเช้าวันนั้น

นายทหารที่ร่วมปฏิบัติการอันเป็นแผนที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปตลอดกาล ในเวลา 11 นาฬิกาของเช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 นั้น ส่วนใหญ่เป็นทหารอากาศ เมื่อ พล.อ.ชาติชาย และพล.อ.อาทิตย์ เดินทางถึงห้องรับรองพร้อมหน่วยรักษาความปลอดภัยประมาณ 20 นาย ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินซี 130 ที่จอดพร้อมอยู่แล้ว ทั้งสองได้ถูกแยกไปนั่งบริเวณที่นั่งวีไอพี ส่วนหน่วย รปภ.ถูกแยกไปอยู่ตอนท้ายเครื่อง

ทันทีที่เครื่องบินซี 130 เคลื่อนตัว ทหารสองนายในชุดซาฟารีสีน้ำตาลก็กระชากปืนพกจากเอว ควบคุม รปภ.ทั้ง 20 คนเอาไว้ เครื่องบินลดความเร็วลง พล.อ.ชาติชายถูกควบคุมตัว การปฏิบัติการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การปฏิวัติสำเร็จแล้ว !

จากนั้น ทหารบกจำนวน 2 กองทัพได้เคลื่อนออกประจำจุดต่างๆ ที่กำหนดไว้ พล.อ.เกษตร โรจนนิล ออกจากกองทัพอากาศ สมทบกับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร พล.ร.อ.ประพัฒน์ กฤษณจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกแถลงการณ์กับประชาชน โดยให้เหตุผลในการยึดอำนาจครั้งนั้นว่า เนื่องจากพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงของคณะผู้บริหารประเทศ ที่แสวงหาผลประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง อีกทั้งข้าราชการการเมืองบางคนยังได้ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำผู้ซื่อสัตย์สุจริต ผู้ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง ประการต่อมาคือรัฐบาลกระทำตัวเป็นเผด็จการรัฐสภา ทำลายสถาบันทางทหาร ซึ่งนับเป็นสถาบันข้าราชการประจำเพียงสถาบันเดียวที่ไม่ยอมตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง และประการสุดท้ายที่ค่อนข้างจะเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงนั้น คือ การบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ !

เหตุดังกล่าวเนื่องมาจาก เมื่อปี 2525 พล.ต.มนูญ รูปขจร และพรรคพวก ได้บังอาจคบคิดวางแผนทำลายล้างราชวงศ์จักรีเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปสู่รูปแบบที่ตนเองและคณะได้กำหนดไว้ แต่ไม่สำเร็จและถูกจับกุมในที่สุด แต่กลับได้รับการช่วยเหลือจากผู้มีอิทธิพลทางการเมืองให้ได้รับการประกันตัวจนสามารถก่อความไม่สงบได้อีกถึง 3 ครั้ง ครั้งที่นับเป็นการกบฏคือ กบฏทหารนอกราชการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2528

ซึ่งภายหลังจากการออกแถลงการณ์ดังกล่าว รสช. ก็เดินหน้ายึดทรัพย์นักการเมือง ทว่ารัฐบาลที่มีอายุเพียง 1 ปีของ รสช. ก็ต้องประสบกับอุปสรรคในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้มีการให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหารับใช้การสืบทอดอำนาจของรัฐบาล รสช. อันนำมาสู่การชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองที่กลายเป็นชนวนเหตุของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในเวลาต่อมา

การปฏิวัติครั้งสุดท้าย?

กลับมาสู่การปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นสดร้อนๆ บรรยากาศแห่งความอึมครึมเกิดขึ้นตลอดทั้งวันอังคารที่ 19 กันยายน และนับเป็นการปฏิวัติที่แปลกที่สุดในโลกเมื่อประชาชนพากันโทรศัพท์แจ้งข่าวกันตลอดทั้งวันว่า ทหารจะปฏิวัติ แต่สถานการณ์ก็ยังสับสนว่า ฝ่ายไหนจะเป็นผู้กระทำ จนกระทั่งเวลา 22.15 น. กลายเป็นฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. ประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐประหารตัวเอง มีคำสั่งปลด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกออกจากตำแหน่ง พร้อมกับมีคำสั่งให้มารายงานตัวต่อ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการนายกรัฐมนตรี โดยได้แต่งตั้ง พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้รับผิดชอบในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เวลา 22.30 น. ทหารจำนวนหนึ่งได้บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วยรถถังประมาณ 10 คัน และรถฮัมวี่ 6 คัน กระจายกำลังเข้าควบคุมตามจุดต่างๆและให้ตำรวจสันติบาลและสื่อมวลชนออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยทหารทั้งหมดมีสัญญลักษณ์ปลอกแขนสีเหลือง

จนกระทั่งเวลา 23.00 น.คณะนายทหารภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ ผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้พล.ต.ประพาส ศกุนตนาถ ออกมาอ่านคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฉบับที่ 1 ว่า ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครไว้ได้หมดแล้ว และไม่ได้มีการขัดขวางจากฝ่ายทหารที่สนับสนุนพ.ต.อ.ทักษิณจึงขอประชาชนให้ความร่วมมือ และนับเป็นประกาศคณะปฏิวัติที่สุภาพที่สุดด้วย เมื่อมีท้ายแถลงการณ์ด้วยว่า "ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วย"

จากนั้นคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ได้ประกาศกฎอัยการศึกและยกเลิกคำสั่งประกาศภาวะฉุกเฉินของ พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ทั้งนี้มีรายงานว่า หลังจากที่ประชาชนทราบเหตุการณ์ว่า ทหารได้ทำรัฐประหารซ้อนยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณเรียบร้อยแล้ว ประชาชนจำนวนมากได้ออกจากบ้านมาแสดงความยินดี เช่นเดียวกับประชาชนที่ใช้รถสัญจรผ่านไปมาตามเส้นทางที่มีรถถังตั้งอยู่ได้ลงจากรถมาโบกมือ ไชโยโห่ร้องให้กับทหาร พร้อมทั้งขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้นจะนิยมการถ่ายรูปคู่กับทหารเป็นอย่างมาก ส่วนสถานการณ์ใกล้กับบ้านจันทร์ส่องหล้าของพ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงนั้น ทั้งบริเวณปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 และ 71 และรวมไปทั้งซอยจรัสลาภ ถนนสิรินธร มีทหารจาก ร.1 พัน 1 รอ.ประมาณ 30 นาย สวมชุดพรางอาวุธครบมือ พร้อมรถยีเอ็มซีจอดอยู่ ได้ตั้งจุดตรวจโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมตรวจด้วยอีกซอยละ 2 นาย พร้อมกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปด้านใน

จากนั้นคณะปฏิรูปฯได้ออกมาแถลงการณ์ออกมาเป็นระยะๆ ถึงความจำเป็นในการเข้ายึดอำนาจเนื่องจากรัฐบาลทักษิณได้สร้างความแตกแยกขึ้นในบ้านเมือง มีการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากนั้นคณะปฏิรูปฯได้ประกาศจะให้มีการปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมเรียกร้องให้นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ซึ่งเป็นพลังบริสุทธิ์ ร่วมเสนอแนวทางการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมายังสำนักงานเลขานุการ

โอ้ละหนอการเมืองแบบไทย
ต้องรอให้คนรุ่นใหม่มาแทนรุ่นเก่าทั้งหมดก่อนถึงพัฒนาได้(ต้องรอคนรุ่นเก่าตายไปก่อนถึงแก้ปํญหาได้)  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 พฤศจิกายน 2010, 23:23:46 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #112 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2010, 23:39:08 PM »

พัฒนาการมีส่วนร่วมในทางการเมืองกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและพหุการเมือง : การเมืองภาคประชาชน

วัชรา ไชยสาร*


ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ได้ให้คำนิยามของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) ที่ได้รับการยอมรับและนำไปอ้างอิงกันอย่างกว้างขวางว่า “การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” (government of the people, by the people, and for the people)1*1

ความหมายของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว อำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน โดยประชาชนทำหน้าที่ปกครองตนเองโดยตรง (Direct Democracy) นั้น เป็นอุดมคติ เพราะในทางปฏิบัตินั้นไม่สามารถกระทำได้ จึงเกิดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน (Indirect Democracy or Representative government) โดยประชาชนเลือกผู้แทนขึ้นทำหน้าที่แทนตน แล้วผู้แทนเหล่านั้นมีหน้าที่ร่วมกันกำหนดทั้งผู้ปกครอง (รัฐบาล) นโยบาย และวิธีการปฏิบัติตามนโยบาย  ซึ่งเป็นหลักการและกระบวนการทางการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยตามคำนิยามของอับราฮัม ลินคอล์น

การที่ประชาชนทำหน้าที่ปกครองด้วยตนเองโดยตรง หรือการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่แทนตนนั้น เป็นกลไกที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้กระบวนการทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทุกกระบวนการ ทุกระดับ และทุกมิติ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ประชาชนต้องมีคุณสมบัติที่เอื้อหรือสนับสนุนต่อหลักการประชาธิปไตย เช่น มีความสนใจ กระตือรือร้นที่จะเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมือง หรือติดตาม ควบคุม และตรวจสอบการทำงานของรัฐอย่างจริงจัง เป็นต้น หรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ประชาชนต้องมีวัฒนธรรมทางการเมืองตามทัศนะที่ว่า “กิจกรรมทางการเมืองการปกครองเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องเอาใจใส่รับผิดชอบจะหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธให้พ้นความรับผิดชอบของตนหาได้ไม่”  หรือ “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน”2

การมีส่วนร่วมในทางการเมือง (Political Participation) จึงเป็นหัวใจของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยแบบตะวันตก แต่มิได้หมายความว่า ประชาชนทั้งหมดจะต้องประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมในทางการเมือง เพราะยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่พอใจเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองมากกว่าจะเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยตรง และในบางประเทศหรือบางสถานการณ์นั้น หากเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากเกินไป ก็อาจจะไม่เกิดผลดีได้ เนื่องจากในบริบทของการมีส่วนร่วมในทางการเมืองนั้น ประชาชนจะมีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมือง ทั้งรูปแบบหรือวิธีการ และขอบเขต กลุ่ม หรือจำนวนของประชาชนผู้มีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองได้ดีมากน้อยเพียงใดนั้น ยังขึ้นอยู่กับระดับของพัฒนาการทางการเมือง ความตื่นตัวในทางการเมือง และวุฒิภาวะทางการเมืองหรือภูมิปัญญาทางการเมืองของรัฐนั้น ๆ เป็นสำคัญด้วย

การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน จึงมิใช่มีเพียงการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนหรือการมีส่วนร่วมในทางการเมืองรูปแบบอื่นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น และประชาชนผู้มีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองก็มิได้จำกัดว่าต้องเป็นชายหรือหญิง หรือต้องอายุ 20 ปีบริบูรณ์ หรือต้องไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ หรือต้องสำเร็จการศึกษาระดับใดระดับหนึ่งเท่านั้น

ในกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น วิกฤตการณ์เรียกร้องสิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสังคมการเมืองของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย เช่น การเรียกร้องของขุนนางอังกฤษที่จะมีมหากฎบัตร หรือแมคนาคาร์ต้า (Magma Carta) เพื่อขยายสิทธิมีส่วนร่วมในทางการเมืองของคนอังกฤษ การเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาจีนที่จตุจักรเทียนอันเหมย เมื่อปีพุทธศักราช 2527 การเปลี่ยนแปลงการปกครองไทยเพื่อให้ปวงชนไทยได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย เมื่อปีพุทธศักราช 2475 หรือการปฏิรูปการเมืองไทยเมื่อปีพุทธศักราช 2544 โดยมีการเพิ่มรูปแบบ วิธีการ และขยายขอบเขต กลุ่ม หรือจำนวนของประชาชนผู้มีสิทธิมีส่วนร่วมในทางการเมือง เป็นวัตถุประสงค์ที่สำคัญวัตถุประสงค์หนึ่ง

การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมือง เป็นพัฒนาการมีส่วนร่วมในทางการเมืองไทยแบบพหุนิยม (Pluralism) หรือเป็นแนวความคิดที่เคารพความแตกต่าง (Difference) และความหลากหลาย (Diversity) ในมิติต่าง ๆ ของผู้คนในสังคม ตั้งแต่การเมือง ชีวิตทางสังคม และวัฒนธรรม (ธีรยุทธ บุญมี, 2543) อันเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการผลักดันหรือการพัฒนาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก่อให้ชุมชนเข้มแข็ง หรือที่เรียกว่า “ประชาสังคม” ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอแนวความคิดเรื่องพหุนิยมกันมาตั้งแต่ยุคแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 แต่ช่วงนั้นอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้เลือนหายไป โดยมีแนวความคิดเกี่ยวกับสังคมนิยมมาแทนที่

จนกระทั้งทศวรรษที่ผ่านมา (นับจากเหตุการณ์พฤษภา 2535) เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิรูปการเมืองไทย ประชาชน นักการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรเอกชน และสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ให้ความสำคัญกับ “การมีส่วนร่วมในทางการเมือง” (Political Participation) มากเป็นพิเศษ จนดูเหมือนว่าจะเป็นคำที่มีความหมายยิ่งใหญ่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นับตั้งแต่กรอบเบื้องต้นของร่างรัฐธรรมนูญ เจตจำนงของสภาร่างรัฐธรรมนูญ สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญจึงล้วนแต่มีผลให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองทุกระดับในกระบวนทางการเมืองมากยิ่งขึ้น และยังได้ขยายการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐาน (Basic Rights or Fundamental Rights) สิทธิในการแสดงความคิดเห็น โดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เป็นต้น และสิทธิของพลเมือง (Citizen’s Rights) เช่น สิทธิออกเสียงเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้ง เสรีภาพในการรวมกันเป็นพรรคการเมือง เป็นต้น เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน

ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้น นับเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของการปฏิรูปการเมือง มีผลให้ประชาชนมีช่องทางเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมืองในทุกมิติแห่งกระบวนการทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งในแนวราบ (รูปแบบหรือวิธีการ) และแนวตั้ง (ขอบเขตหรือจำนวนของประชาชนผู้มีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมือง) โดยบัญญัติไว้ชัดเจนในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 76 ดังนี้

 “มาตรา 76 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ”

นอกจากนั้น บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกหลายมาตราก็ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมเด่นชัดอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในรัฐธรรมนูญทั้ง 15 ฉบับที่ประเทศไทยเคยใช้มา สิทธิมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงได้เปิดกว้างขึ้นทั้งด้านรูปแบบ หรือวิธีการของการส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน และขอบเขต กลุ่ม หรือจำนวนของประชาชนผู้มีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมือง ก่อให้เกิด “ระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” (Participatory Democracy) และสร้าง “ระบบพหุการเมือง” (Plural Politics) ที่นำไปสู่ “การเมืองภาคประชาชน”

ประชาชนจะได้ใช้สิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญฯ กำหนดไว้หรือไม่ นั้น ยังไม่อาจสรุปได้ เพราะในกระบวนการทางการเมืองมีปัจจัยอื่นอีกมากที่เป็นตัวแปร ทำให้เกิดกระบวนการและพฤติกรรมเบี่ยงเบน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่ได้ใช้สิทธิมีส่วนร่วมในทางการเมืองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ ก็ได้ นอกจากนั้น การนำแนวความคิดของประเทศตะวันตกมาใช้ ในกระแสของวัฒนธรรมทางการเมืองไทยและวุฒิภาวะทางการเมืองไทยแบบดั้งเดิมนั้น จะเกิดผลต่อการปฏิรูปการเมืองไทยอย่างไร เป็นประเด็นที่ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนจึงต้องผลักดันให้ประชาชนได้ใช้สิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) และพหุสังคม (ประชาสังคม)  - พหุการเมือง (Plural Society – Plural Politics) ให้เป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดความสมดุลทางการเมืองต่อไป

 นิยามของคำว่า “การมีส่วนร่วมในทางการเมือง” หมายถึง การที่ประชาชนเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐ หรือผู้นำรัฐบาล รวมทั้งกดดันให้รัฐบาลกระทำตามความประสงค์ของตนหรือกลุ่มของตน และโดยที่การมีส่วนร่วมในทางการเมืองเป็นเครื่องชี้วัดพัฒนาการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ การมีส่วนร่วมในทางการเมืองก็ควรที่จะเป็นการมีส่วนร่วมในทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ประเทศที่พัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ในระดับที่ดีแล้ว ก็มักจะกำหนดให้ประชาชนในทุกระดับมีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองตามกฎหมายที่มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในทุกมิติของกระบวนการทางการเมือง

 ทั้งนี้ “การมีส่วนร่วมในทางการเมือง” จึงต้องเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อมีอิทธิพลในการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นสำคัญ และการกระทำใดไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อมีอิทธิพลในการตัดสินใจเลือกนโยบายของรัฐบาล หรือเลือกบุคคลสำคัญที่สามารถกำหนดนโยบายของรัฐบาลได้ ก็ไม่ถือเป็นการมีส่วนร่วมในทางการเมือง




 
 
  
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #113 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2010, 23:41:02 PM »

แนวความคิด (CONCEPT) ของการมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ดังนี้

 1. การมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) โดยประชาชนของรัฐทั้งหมดจะร่วมประชุมพิจารณาเรื่องต่าง ๆ หรือทำหน้าที่เป็นสภาเอง ตามทฤษฎีอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งรุสโซ (Rousseau) เป็นหนึ่งในผู้นำคนสำคัญในการเผยแพร่ความคิดนี้ โดยมีหลักการว่า ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์ในสังคม กล่าวคือ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการบัญญัติกฎหมาย  อันเป็นการเจตจำนงร่วมกัน ซึ่งเคยใช้ในบางแคว้นในสวิตเซอร์แลนด์ แต่เมื่อจำนวนประชาชนมากขึ้น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) จึงเป็นเรื่องที่ยากแก่ที่จะให้ประชาชนทุกคนใช้อำนาจอธิปไตยด้วยตนเอง3

2.  การมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนหรือประชาธิปไตยโดยอ้อม (Representative Democracy or Indirect Democracy) ตามทฤษฎีอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ ประชาชนจะเลือกผู้แทนทำหน้าที่แทนตนในสภา โดยที่ประชาชนยังพอจะมีช่องทางในการควบคุมการเมืองการปกครองได้บ้าง ขอบเขตของการมีตัวแทนของปวงชนนั้นต้องเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วไป ประชาชนทั่วไปต้องมีสิทธิที่จะมีตัวแทน สิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะไม่เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมีเงื่อนไขกีดกันประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และสิทธิพื้นฐาน (Basic Rights or Fundamental Rights) ของประชาชนต้องได้รับการรับรอง เช่น สิทธิในการพูด การเขียน การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การนับถือศาสนา และสิทธิที่เท่าเทียมกันในศาล เป็นต้น

 3. การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบกึ่งโดยตรง (Semi - direct Democracy) เป็นการนำการมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงมาผสมผสานกับการมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน4  ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

 4. การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) หรือที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองในระดับต่าง ๆ มากขึ้น โดยให้ประชาชนมีอำนาจในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งให้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนตนด้วย มิใช่เพียงมีอำนาจเพียงเป็นที่มาแห่งอำนาจปกครองหรือมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเท่านั้นซึ่งลักษณะหรือรูปแบบของการมีส่วนร่วมในทางการเมืองนั้น อาจจะเป็นรูปแบบของการมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง อาทิเช่น การออกเสียงประชามติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง เป็นต้น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจึงน่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างการมีส่วนร่วมในทางการเมืองแบบตัวแทนหรือประชาธิปไตยโดยอ้อมที่ประชาชนมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอย่างเดียว กับการมีส่วนร่วมในทางการเมืองตัวแทนซึ่งประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมือง ในรูปแบบของประชาธิปไตยโดยตรงควบคู่กันไปด้วย5

 5. การมีส่วนร่วมในทางการเมืองแบบพหุการเมือง (Plural Politics) เป็นการยอมรับหลักการการมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยการมีส่วนร่วมในทางการเมืองแบบผู้แทน เช่น การเลือกตั้ง เป็นต้น เพื่อให้ได้ผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตน และการมีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยตรง เช่น การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การออกเสียงประชามติ เป็นต้น ยังยอมรับการมีส่วนร่วมในทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้มีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองเท่าเทียมกัน และปฏิเสธการผูกขาดอำนาจทางการเมืองให้เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การมีส่วนร่วมในทางการเมืองแบบพหุการเมืองจึงต้องยอมรับภาวะความเป็นพหุสังคม (Plural Society) อันเป็นการเคารพความแตกต่าง (Difference) และความหลากหลาย (Diversity)  และระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

 ดังนั้น การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนจึงสามารถกระทำได้หลายรูปแบบหรือวิธีการ และขอบเขต กลุ่ม หรือจำนวนและกลุ่มของประชาชนผู้มีสิทธิเข้ามีส่วนร่วม จำกัดน้อยลงทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองกว้างขึ้น แม้ว่าในอดีตนั้น การตัดสินใจทางการเมืองและกิจกรรมทางการเมืองเป็นของกลุ่ม “ผู้นำ” ในสังคมเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น และปัจจุบันยังไม่สามารถปฏิบัติตามแนวความคิดที่กล่าวมาแล้วนั้นได้เลยทีเดียว แต่การยึดถือและเรียกร้องให้ปฏิบัติตามแนวความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตย ประชาชนก็จะได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น

 เมื่อใดประชาชนหรือกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ เรียกร้องที่จะเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการการตัดสินใจ การเลือก นโยบาย หรือปฏิบัติตามนโยบายเพิ่มมากขึ้น และในขณะเดียวกันรัฐและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในทางการเมืองได้พัฒนาอยู่ในระดับหนึ่ง ก็จะเพิ่มรูปแบบหรือวิธีการและขยายขอบเขต หรือจำนวนและกลุ่มของประชาชนที่มีส่วนร่วมในทางการเมือง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กล่าวคือ การเรียกร้องทางการเมือง โดยพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ผู้แทนในรัฐสภา และประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดความหลากหลายในทางการเมือง เกิดการต่อรองทางการเมืองระหว่างผู้นำด้วยกันเอง และระหว่างผู้นำกับกลุ่มผู้เรียกร้อง เป็นการผลักดันและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาสมรรถนะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ให้สัมพันธ์กับความต้องการของสังคมโดยร่วม

 การขยายรูปแบบหรือวิธีการและขอบเขต หรือจำนวนและกลุ่มของประชาชนผู้มีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่เป็นความประสงค์ของรัฐ (ฝ่ายปกครอง) และที่เป็นการเรียกร้องของประชาชนและกลุ่มพลังมวลชนต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งอาจเกิดจากการเร้าระดมทางสังคม (Social Mobilization) หรือเกิดจากระบวนการที่ความผูกพันทางจิตวิทยา เศรษฐกิจ และสังคม แบบเก่าผุกร่อนหรือล่มสลายไป และประชาชนก็พร้อมที่จะรับการขัดเกลาทางสังคมและพฤติกรรมรูปแบบใหม่ทั้งหลาย ตามทรรศนะของ ดอยซ์ (Deutach)6  จะทำให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ค่านิยมและความคาดหวัง จากวิถีชีวิตแบบเก่า ๆ เป็นวิถีชีวิตที่ทันสมัย ประชาชนอ่านออกเขียนได้มากขึ้น มีการศึกษาดีขึ้น มีการสื่อสารและคมนาคมกว้างขวางและก้าวไกลยิ่งขึ้น การเข้าถึงข่าวสารต่าง ๆ ของมวลชนมีมากขึ้น อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม7

 แต่อย่างไรก็ตาม หากการเร้าระดมทางสังคมกับการพัฒนาทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิมีส่วนร่วมในทางการเมืองไม่มีความสมดุลหรือไม่สอดคล้องกัน ก็จะก่อให้ปัญหาต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตยในประเทศที่กำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยด้วย  ที่มักจะเกิดความสับสนทางการเมืองอันเนื่องจากการขยายรูปแบบหรือวิธีการและขอบเขต หรือจำนวนและกลุ่มของประชาชนผู้มีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน ถ้าไม่มีสถาบันทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพเข้ามาแก้ไขปัญหา ก็มักจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองได้ง่าย ๆ หรือประชาชนอาจจะเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมือง ตามที่การขยายรูปแบบหรือวิธีการและขอบเขต หรือจำนวนและกลุ่มของประชาชนผู้มีสิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองนั้น ๆ น้อยเกินความคาดหมาย หรืออาจจะก่อให้เกิดผลในเชิงลบต่อการพัฒนาทางเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้มากกว่าผลในเชิงบวกที่ได้จากการมีส่วนร่วมของประชาชน 

 การมีส่วนร่วมในทางการเมืองจึงเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนกับรัฐ (ผู้ปกครอง) ได้มีโอกาสสื่อสารและประสานอรรถประโยชน์ร่วมกัน การดำเนินนโยบายการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของรัฐจะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนมากขึ้น อันเป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

 การมีส่วนร่วมในทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งนี้ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองตามบัญญัติแห่งรัฐธรรนูญ เริ่มตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกผู้เข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติและบริหารราชการแผ่นดินโดยการเลือกตั้ง การสร้างกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดยการขัดตั้งองค์กรอิสระให้มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ และการสร้างกลไกมาตรการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน

 นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญใหม่ยังได้กำหนดหลักการที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนมีไว้ในหมวดที่ 3 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา การมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการออกเสียงลงคะแนน และการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมืองโดยตรงหรือการตรวจสอบการเมือง ในที่นี้จะนำเสนอสิทธิมีส่วนร่วมในทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้ขยายฐานและรูปแบบการมีส่วนร่วมในทางการเมืองซึ่งมีแต่เดิม หรือเป็นสิทธิการมีส่วนร่วมในทางการเมืองที่เพิ่งบัญญัติขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นครั้งแรก อาทิเช่น สิทธิรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์  สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สิทธิออกเสียงประชามติ และสิทธิถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง เป็นต้น

พัฒนาการมีส่วนร่วมในทางการเมืองแบบพหุการเมือง : การเมืองภาคประชาชน

 การปฏิรูปการเมืองและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้เกิดประชาชนมีความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในทางการเมือง ประชาชนจำนวนมากเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองอย่างหลากหลาย ทั้งในรูปแบบของการมีส่วนร่วมในทางการเมืองและกลุ่มคนผู้มีส่วนร่วมในทางการเมือง นำไปสู่การมีส่วนร่วมในทางการเมือง “แบบพหุการเมือง (Plural Politics)” และเกิดภาวะ “พหุสังคม (Plural Society)” และพัฒนาไปถึงการเป็น “ประชาสังคม” และ “การเมืองภาคประชาชน” ซึ่งประชาชนหรือกลุ่มผลประโยชน์แต่ละกลุ่มต่างก็จะใช้สิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือมากกว่ารูปแบบหนึ่ง และใช้สิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองในระดับใดระดับหนึ่ง หรือใช้สิทธิส่วนร่วมในทางการเมืองในหลาย ๆ ระดับ

 ตัวอย่างเช่น กรณีประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ใช้สิทธิมีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยการร้องเรียนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและการโอนหุ้นของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย เนื่องจากเห็นว่า พ.ต.ท. ทักษิณฯ กระทำผิดรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2541 และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด อีกทั้งยังได้ใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบเรียกร้องให้ ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญรีบดำเนินการโดยด่วน แต่ในขณะเดียวกันอาจมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ชุมนุมโดยสงบเพื่อขอให้ ปปช. ให้ความเป็นธรรมแก่ พ.ต.ท. ทักษิณฯ เนื่องจากช่วงเวลาที่ ปปช. จะสรุปผลการวินิจฉัยของ ปปช. นั้น เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เป็นต้น

 กรณีที่ประชาชนได้ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย จำนวน 50,000 ชื่อ เช่น ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ….  และร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรแห่งชาติ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร และกลุ่มองค์กรเอกชน

 การมีส่วนร่วมในทางการเมืองดังกล่าวนั้น อาจมีพื้นฐานของผลประโยชน์ขัดกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยจะเห็นได้จากกรณีที่ประชาชนจากหลายเขตเลือกตั้งชุมนุมประท้วงและมีการใช้กำลังเข้าทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เนื่องจากเห็นด้วยว่า มีการนับคะแนนไม่เป็นธรรม ถึงขนาดมีการเคลื่อนไหวมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อมากดดันให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพื่อมาสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่ง หากมองในมุมหนึ่ง ที่เห็นว่า เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากการที่ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยการตรวจสอบการเลือกตั้งแล้ว ก็น่าจะเป็นอีกมิติหนึ่งของการพัฒนาการมีส่วนร่วมในทางการเมืองไทย หรือหากจะมองอีกมุมหนึ่ง ก็จะเห็นว่า เป็นการมีส่วนร่วมในทางการเมืองที่น่าจะมีผลประโยชน์อื่น ทำให้การใช้สิทธิส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง  และมีการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น

 ดังนั้น นักการเมืองบางคนจึงได้นำจุดอ่อนของการเมืองภาคประชาชนมาใช้เพื่อบิดเบือนและทำลายการเมืองภาคประชาชน โดยการพยายามทำให้การเมืองภาคประชาชนโดยรวมอ่อนแอลง ดังจะเห็นได้จากการที่นักการเมืองบางคนให้ความเห็นว่า การมีส่วนร่วมในทางการเมือง “แบบพหุการเมือง (Plural Politics)” และเกิดภาวะ “พหุสังคม (Plural Society)” อาจก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย อันจะนำไปสู่ “สภาวะแห่งสังคมไร้ระเบียบ” และก่อให้เกิดผลที่ไม่พึงปรารถนา เช่น การชุมนุมประท้วงของกลุ่มสมัชชาคนจน การชุมนุมของกลุ่มลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัว เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากบรรดานักการเมืองในระบบการเลือกตั้งที่เกรงว่า จะต้องสูญเสียอำนาจส่วนหนึ่งให้แก่การเมืองภาคประชาชน ดังปรากฏในหลาย ๆ เหตุการณ์ที่การเมืองภาคประชาชนถูกบิดเบือนและทำลายล้างโดยฝ่ายการปกครอง

 แต่อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมในทางการเมืองมีผลต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการมีส่วนร่วมในทางการเมืองแบบพหุการเมืองจะทำให้ประชาชนแต่ละกลุ่มได้มีส่วนร่วมในทางการเมือง โดยมีการยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายของแต่ละกลุ่ม ทำให้ภาวะดุลยภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อันจะก่อให้เกิดสังคมบูรณาการไปสู่การเป็น“ประชาสังคม” เป็นการพัฒนาไปสู่ความเป็น “ชุมชนเข้มแข็ง” และปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนในการผลักดันให้พัฒนาไปสู่ “ภาวะการเมืองภาคประชาชน” หรือ “การเมืองของพลเมือง” และเป็นการพัฒนาการเมืองแบบยั่งยืนที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างแท้จริง เป็นไปตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ว่า “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน”

 ทั้งนี้ ปัจจัยที่เอื้อต่อพัฒนาการมีส่วนร่วมในทางการเมืองแบบพหุการเมือง เช่น การศึกษาของประชาชน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน การศึกษาวิเคราะห์ปัญหา การเชื่อมโยงและประสานประโยชน์ร่วมกันระหว่างการเมืองภาคประชาชนด้วยกันเอง เป็นต้น เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดพัฒนาการเมืองแบบพหุการเมืองที่เข้มแข็งโดยจะเอื้อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบใหม่ของกลุ่มต่าง ๆ อย่างหลากหลาย และก่อให้เกิดประเด็นทางการเมืองใหม่ ๆ ที่ขยับยกระดับเป็นประเด็นสาธารณะ เกิดการตรวจสอบกระบวนการทางการเมืองทั้งระบบ อันจะส่งผลการระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศและประชาชนส่วนรวม
 


--------------------------------------------------------------------------------

*1  สำนักประสานงานการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
1 ประหยัด หงษ์ทองคำ. การพัฒนาทางการเมืองโดยกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด พาพาส, ม.ป.ป., หน้า 13.
2 เรื่องเดิม, หน้า 7.
3 ส. ศิวรักษ์. นักปรัชญาการเมืองฝรั่ง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เคล็ดไทย, 2519. หน้า 166.
4 ศึกษาเพิ่มเติมในไพโรจน์ ชัยนาม. สถาบันการเมืองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ ภาค 2 ระบบการเมืองที่สำคัญ. กรุงเทพฯ : สารศึกษาการพิมพ์, 2524.
5 ศึกษาเพิ่มเติมในปริญญา เทวานฤมิตรกุล. การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับความเป็นประชาธิปไตยทางตรง. วารสารกฎหมายปกครอง (สิงหาคม 2541) : 57 – 81.
6 Karl W. Deutsch. “Social Mobilization and Political Development.” American Political Science Review. 55 (Sept. 1961), pp. 493 – 507.
7 Samuel P. Huntington Political Order in Changine Societies. ฉบับแปล วิสุทธิ โพธิแท่น ความวุ่นวายกับการพัฒนาการเมือง. กรุงเทพฯ - สมาคม รัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - 2525 หน้า
 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #114 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2010, 00:00:07 AM »

ว่าด้วย Think-Tank (ตอนที่ 1)   

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=243:-think-tank--1&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

ตอนต่อเนื่อง--->

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=242:-think-tank--2&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=241:-think-tank--3&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=239:-think-tank--4&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=238:-think-tank-5&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=236:-think-tank-6&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=235:-think-tank-7&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=234:-think-tank-8&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=233:-think-tank-9&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 

http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=232:-think-tank-&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 6 7 [8]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!