บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:07:41 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พรรคมวลชน แบบไหนแบบไหน ที่เราต้องการ !!  (อ่าน 51098 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 26 ธันวาคม 2008, 14:37:26 PM »

คิดถึงป้า sugar ป้า sugar ก็มา
มาได้จังหวะพอดี กำลังคิดอยู่ครับว่า
เรื่องเกี่ยวกับพรรค ต้องป้า sugar เพราะท่านเป็นผู้หนึ่งที่ชูแนวทางการต่อสู้ทางการเมือง
โดยผ่านการต่อสู้ในแบบ ด้วยกลไกพรรคการเมือง

บางที การสรุปบทเรียนในอดีตอย่างรอบด้าน ลงลึก ละเอียด และยอมเจ็บตัว เจ็บใจ ที่ยอมรับความผิดพลาด พ่ายแพ้
หรืออื่นใดในอดีต ก็จะเป็นต้นพันธุ์กล้าให้เกิดการเดินงานการเมืองที่ดียิ่งๆ ขึ้น
ให้เกิดต่อไปในอนาคตได้นะครับ
เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่า
สังคมไทย ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย
พูดอะไรถึงการสรุปบทเรียน
ต่อให้มี ก็มักเลือกสรุปแต่สิ่งที่ดีเข้าตัว เอาผิดพลาดให้คนอื่น
ปัญหามันเลยเกิดในมุมที่ว่า เนื้อหาและรายละเอียดไม่ชัดเจนเพียงพอ
คนรุ่นต่อไปก็เลยต้องมาผิดพลาดซ้ำๆ กันไม่รู้จบ
ผลเสียอาจมากกว่ายุคก่อนๆ ด้วยซ้ำ เพราะดันไปรับเอาวิธีคิดด้านเดียวมา
คนรุ่นใหม่หลายคนก็อยากเดินหน้าเต็มที
ติดที่การสรุปบทเรียนยังไม่เป็นรูปธรรม
บางทีเราอาจต้องมาทำการบ้านจุดนี้ให้เต็มที่ก่อนก็ได้กระมังครับ
ไม่งั้นเราก้าวไปต่อลำบาก ยิ่งเราสรุปบทเรียนไม่รอบด้านพอ
ยิ่งก้าวไปได้ไม่ดี
หรือดี แต่ดันทิ้งบาดแผลเอาไว้ ก็ไม่ไหว

รอการสรุปบทเรียนพรรคการเมือง การเคลื่อนไหวทางการเมือง และงานมวลชน จากลุงดอกดินสยามต่อครับ
ขอบพระคุณครับท่าน
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 26 ธันวาคม 2008, 21:32:03 PM »

 จุมพิต
อิ่มใจจัง...มีคนคิดถึง....เคยแต่คอยถึงเค้า....อ้อ...ความรุสึกเป็นจะอี้เองเวลารุว่าถูกคิดถึง....ขอบคุณค่ะที่คิดถึงกัน....หวัดดีปีใหม่อีกครั้งท่านหลานไวท์ฯ

พูดถึงเรื่องสรุปบทเรียนทางการเมือง....นั่นสิ.....ถ้าดูบันทึกและเรื่องเล่าในเขตงานต่างๆของเขตป่าเขาที่รวบรวมไว้ใน เวบไซท์ 2519me คิดว่ายังขาดจิ๊กซอว์อีกสองสามชิ้น..ก็อาจจะถอดบทเรียนทั้งด้านตรงและด้านกลับออกมาได้ และอาจจะได้ข้อสรุปต่อเนื่องด้วยว่าทำไมพวกพลพรรคคอมฯทั้งรุ่นเก่ารุ่นแก่รุ่นกลางรุ่นละอ่อนซีกหนึ่ง(น่าจะกว่าครึ่ง)....จึงผลักดันประเทศนี้ไปตกหล่มโลกาภิวัฒน์สามานย์จนทั้งแผ่นดินทั้งประเทศแทบปางตาย.......

เพราะจริงๆคิดว่า....ถ้าลำพังทักชั่ว...มันก็คงได้แค่ปานๆๆ บักเหนาะบักเหลิม.....คงไม่มีความคิดถึงขี้นจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการเมืองการปกครองไทยอะไรร๊อก....ใช่มะ...

เพราะจากงานเขียนที่บันทึกที่บอกเล่า....มันมองเห็นความไม่แข็งไม่ตกผลึกทางความคิดการเมืองของประชาชาติไทย..มันเหมือนกะทุกซีกฝ่ายของทุกประชาชาติในประเทศมันไม่มีความคิดอะไรที่เป็น "ของตนเอง" ได้แต่ไปหยิบเอากากๆซากๆเดนของชาติอื่นมา..ฯลฯ ท่าจะเปรียบประชาชาติไทยเหมือนไม้..ก็ยังเป็นเพียงไม้เลื้อย...ไม่ใช่ไม้ยืนต้นที่ยืนจะยืนเป็นหลัก...ฯลฯใกล้ทางไหนก็เอียงไปทางนั้น.....

เท่าที่ดูตอนนี้ถ้ามีพรรคการเมืองที่ต่อยอดจึ้นมาจากการเมืองภาคพลเมือง.....และเกิดเติบใหญ่ขึ้นมาเพราะมีมวลมหาประชาชนพันธมิตรเป็นฐาน.....ประเทศนี้คงได้เห็น..การเมืองแบบสองพรรคใหญ่จริงๆจังเสียที

โดยที่พรรคที่จะเกิดใหม่...น่าจะเป็นคล้ายๆ ฝ่ายเดโมแครตของไอ้กัน

ส่วนไอ้อย่างพรรคปิศาจซาตานที่เป็นอยู่นี้มันก็ะาตุเดียวกันก็ถืบๆยันๆทุบๆถองๆ...ให้มันไปรวมเป็นพวกเดียวกัน..พวกลิพับลิกั้น....
ฮืม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 ธันวาคม 2008, 21:41:37 PM โดย sugar » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 27 ธันวาคม 2008, 08:44:31 AM »

สรุปบทเรียนการสร้างพรรคการเมืองแบบมวลชนในอดีตให้ตกผลึกก่อน(ต่อ)

ภายหลังจากเกิดวิกฤติศรัทธาขึ้นในขบวนการการต่อสู้ในสายจัดตั้งของ พคท. การออกจากป่าของขบวนการนักศึกษาที่เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธภายหลังเหตุการณ์หกตุลา  แต่ละคนที่ออกมาหลังจากเข้าเรียนต่อจบแล้วกระแสของการเข้าสู่ขบวนการเอ็นจีโอดูเป็นกระแสหลักแต่ก็ยังไม่สามารถพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจได้มากนักยังคงพึ่งทุนจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่  แต่งานของเอ็นจีโอสายที่ลงไปทำงานเกี่ยวกับเกษตรทางเลือกและสายงานพัฒนาในอีสานก็ได้สร้างผลสะเทือนในวิถีทางผลิตการเกษตรปลอดสารพิษและงานหัตกรรมที่ใช้สีธรรมชาติจนเป็นที่มาของงานโอท็อปที่มีการผลิตอย่างมากมายในภาคอีสาน  ขณะเดียวกันปัญญาชนส่วนหนึ่งได้พยายามก่อตั้งพรรคการเมืองของตนเองแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จจนสุดท้ายต้องเข้าไปอยู่ในพรรคต่าง ๆ เช่นประชาธิปัตย์  งานเคลื่อนไหวนอกสภาในรูป  "การเมืองภาคประชาชน"  ที่มีองค์กรหลักคือ  "ครป."  ยังไม่สามารถขยายตัวและมีฐานมวลชนที่กว้างขวางได้นับแต่การเกิดขึ้นตั้งแต่การรณรงค์เรื่องประชาธิปไตยเต็มใบในราวปี 2523 งานเคลื่อนไหวนอกสภาโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเป็นห้วงเวลาสั้น ๆ เช่นการประท้วง รสช. จนนำมาสู่เหตุการณ์  "พฤษภาทมิฬ" 

หลังจากนั้นมีการจัดตั้ง  "สมัชชาคนจน" ที่ต่อสู้ในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในเชิงโครงสร้างของคนจนในชนบทและในเมือง  มีการจัดตั้ง  "กลุ่มเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน"ที่แตกตัวออกไปสองถึงสามกลุ่มจนสุดท้ายมีการจัดตั้ง  "กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร" ที่มีแนวคิดแก้ปัญหาเกษตรกรแบบครบวงจรแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรโดยรวมได้อย่างจริงจังและยังเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือ  ปัญหาการรวมตัวที่ไม่มีเอกภาพและกระจัดกระจายแยกไปตามภาคต่าง ๆ ทำให้ปัญหาของเกษตรกรยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจากภาครัฐ

การเมืองภาคประชาชนที่เกิดการเคลื่อนไหวให้ประกาศใช้  "รัฐธรรมนูญปี 2540" เป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันครั้งใหญ่ของภาคประชาชนอีกครั้ง  แต่จุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็งแต่ก็กลับเป็นจุดอ่อนให้ทักษิณนำไปบิดเบือนนำไปสู่การผูกขาดทางการเมืองด้วยการควบรวมพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กจนนำไปสู่กระแสการโค่นล้มทักษิณในที่สุด  และนี่คงเป็นอีกครั้งที่การเติบโตของพรรคการเมืองภาคประชาชนยังไม่มีความคืบหน้าเพราะปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่หนักหน่วงรุนแรงของนายทุนใหญ่แบบทักษิณที่ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าจนพรรคอย่างประชาธิปัตย์อาจจะต้องเป็นฝ่ายค้านตลอดกาลถ้าไม่ได้พันธมิตรฯเข้ามาเคลื่อนไหวต่อสู้ในครั้งนี้

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรอาจหมายถึง "พรรคมวลชน"ในความหมายที่แท้จริงเพราะมวลชนที่เข้าร่วมมีจุดที่ร่วมกันมากและมีการเกาะเกี่ยวรวมตัว  มีการบริจาคเงินและปัจจัยต่าง ๆ ในการต่อสู้  นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของ  "การเมืองภาคประชาชน"ที่มีทั้งมวลชน,กระบอกเสียงเอเอสทีวี,สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ,การสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ จากมวลชนอย่างต่อเนื่อง  ยังขาดก็แต่  "พรรคการเมือง" ที่เข้าไปต่อสู้ในอุดมการณ์ของตนในเวทีรัฐสภาเท่านั้น
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
จอยุพอ
Sr. Member
****
กระทู้: 577


หนักแน่นดั่งแผ่นผา...ยืนหยัด ทรนง....ผามงกั๊วะ...


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2008, 02:07:13 AM »


--

พรรคการเมือง...แบบไหน ? ที่เราต้องการ...?

 ยิ้มเท่ห์ สวัสดีเพื่อนมิตร...

ติดตามการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของเพื่อนมิตรในกระทู้นี้มาช้านาน...ถึงเวลาต้องร่วมคิดอ่านกนับ้างแล้วกระมัง?

ประการแรก...ชื่อกระทู้ ดูจะไม่สอดค้ลองกับเนื้อหา และเปล้าหมายในการศึกษาในประเด็น ว่าด้วยพรรค(?)....
ลุงดอกดินฯ ระบุใว้ เป็นกรอบนิยามว่าพรรค .."มวลชน" แบบไหน?มี่เราต้องการ..ดูเหมือนว่าบีบเนื้อหาในห้เฉพาะ..พรรคมวลชน...เท่านั้นที่เราต้องการ ฮืม...ใช่หรือไม ?

ผมเลยขยายบริบทของกระทู้นี้ให้กว้างขึ้นอีกว่า...พรรคการเมืองแบบไหน  ?  ที่เราต้องการ...

ประการที่สอง เท่าที่ติดตามในกรทู้ มีความเห็นของเพื่อนมิตร กล่าวถึงพรรคการเมืองที่หวัง...ปนๆกันอยู่ระหว่าง พรรคนำ...พรรคมวลชนและพรรคที่จะต่อสู้ใ นระบบรัฐสภา....

ขยายความว่า...พรรคนำ ก็คือพรรคการเมืองที่เป็นการจัดตั้งของแก่นแกนการต่อสู้ของวภาคประชาชน ทำหน้าที่เปรียบดังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พ.ค.ท.)มีลักษณะจัดตั้งครบถ้วน มีลักษณะปฏิวัติ......สุดๆ ซึ่งควรจะเก็บรับบทเรียนทั้งด้านรุ่งโรจน์และโรยราของ พคท.มาศึกษาอย่างใจเป็นธรรม....

พรรคมวลชน...ในความหมายของผมน่าจะหมายความได้ถึงพรรคการเมืองหรือขบวนการการเมืองที่ทำการขับเคลื่อนทางการเมือง ทางสังคม ทำงานการเมืองภาคประชาชน ทั้งในรูปแบบพรรคการเมือง และนอกรูปแบบพรรคการเมือง...(เช่น ขบวนการสมัชชาคนจน , ขบวนการธงเขียว ปี ๔๐ "กลุ่มการะเกด"  ขบวนประชาธิปไตยยาตรา ,และ พันธมิตรฯ ก็น่าจะใช่.....) คือ มีเป้าหมายทางการเมือง เน้นกร ะบวนการมีส่วนร่วม มีการจัดโครงสร้าง มีผู้นำบุคลากร และสมาชิก....มีอุมดการณ์ทางเมือง   เป็นต้น.....

พรรคแนวทางรัฐสภา.คือพรรคที่มุ่งหวังให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เพื่อเข้าสู่การบริหารและจัดการโดยแนวทางรัฐสภาฯ  ...

ในความเห็นของผม....พรรคทั้งสามแบบนี้มีความจำเป็นต่อการต่อสู้ของประชาชน....แต่ในเงื่อนไขที่ต่างกัน ในสถานการณ์ที่ต่างกัน...

ที่ผ่านมา พรรคแบบที่ ๑  เรา เคยมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ซึ่งตอนนี้ยังคงสภาพอยู่หรือไม่..อย่างไร ให้ไปถามลุงธง ป้าผึ้งลุงชิต...ฯลฯ เอาเอง....

พรรคแบบที่ ๒  ก็คือขบวนการการเมืองภาคประชาชน/ภาคประชาสังคม ที่ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน ตรวจสอบอำนาจรัฐ ... ก็คือ  กลุ่ม  องค์กร  เครื อข่าย  สถาบัน ฯลฯ มากมายดังที่ยกตัวอย่างข้างต้น.... และ ที่เป็นพรรคการเมือง  อาทิ สองพรรคหลัง ๑๔ ตุลา  ปี ๑๖ .....คือพรรคสังคมยนิยมแห่งประเทศไทย(พอ.สมคิด ศรีสังคม หน.พรรค) และพรรคแนวร่วมสังคมนิยมแห่งประเทศไทย(ลุงแคล้ว/ทองปักษ์)...ยุคหลังมา เช่น พรรคพลังธรรม(ยุคแรก)ของ พล.ต.จำลอง....พรรคเครือข่ายหนี้สินเกษตรกร(ประเดิม) เป็นต้น....พรรคเครือข่ายแนวร่วมประชาชนหรือพรรคเลี้ยวซ้าย(อ.ใจ).....และพรรคเล็กอีกลหายพรรคที่ตั้งขึ้นโดยเครือข่ายสหายจากภาคใต้และอีสาน(จำชื่อพรรคไม่ได้..ขอโทษที)

พรรคแนวที่ ๓ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้ทางรัฐสภาและมีจุดยืน แนวทางการเมือง และอุลดมการณ์ยืนอยู่ในแนวทางภาคประชาชนเช่นกัน เช่น พรรคพลังใหม่(นพ.กระแส)  พรรคปฏิวัติ/พรรคก้าวหน้า(อุทัย)

ทังสามแนว มีความต่างกัน คือความเข้มทางการนเมืองต่างกัน ลึกซึ้งและลึกลับในทางการจัดตั้งที่ต่างกัน และแนวทางการทำงานทางการเมืองที่ต่างกัน...เช่น แนวที่ ๑ เพื่อยึดอำนาจรัฐ ต่อสู้ด้วยอาวุธจึงเป็นแนวทางหลัก....แนวที่ ๒ เน้นเป้าหมายขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน สู้ทั้งนอกสภาและในสภา(ถ้ามีเงื่อนไข )  เน้นการจัดตั้งมวลชน.....ส่วนแนวที่ ๓ เน้นการต่อสู้ทางการเมืองในแนวทางรัฐสภา โดยการเลือกตั้ง....

อย่างที่เรียนใว้ข้างต้นว่า....ในทัศนะของผม...พรรคการเมืองแบบไหน ที่เราต้องการ ? ผมตอบว่า ทั้ง ๓ แบบ ๓ แนว....

เพียงแต่ในความเห็นตอนแรกนี้ พยายามจำแนกรายละเอียดของพรรค ๓ แบบให้ชัดแจ้งยิ่งขึ้น
(ต่อตอนถัดไป)

....................................
บันทึกการเข้า

ส.นิรนาม
http://comradenoname.blogspot.com
สนามรบใหม่ในไซเบอร์เสปซ...เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และหนทางการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า... ผู้คนในยุคใหม่ภายใต้จิตวิญญาณดวงเก่า
..."สหาย" นิรนามมากมายจะกรีฑาทัพ....
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2008, 04:50:05 AM »

555,,,ขอหัวร่อแต่เช้ามืดหน่อย......ไม่เห็นจะเห็นต่างจากที่อิฉันนำเสนอไว้เลย..ท่านจอยุ(บยังไม่)พอ(ต้องลด นน. ลงหน่อยนะ...เป็นห่วงอ่ะ...ฮิฮิ....ระยะทางอีกยาวไกลกว่าจะไปถึงธงที่ปักไว้....ว่ามะ).....

เท่าที่อ่าน....ความเห็นท่านจอฯ....ไม่รุเข้าใจถูกหรือผิด....ที่ว่าต้องการทั้งสามประเภท....นั่นน่ะ...แยกกันหรือว่ารวมกัน.....แต่อิฉันอยากได้พรรคที่บูรณาการทั้งสามประเภทมาอยู่ในพรรคเดียวกัน...ก็ในความหมายว่า....ต่อยอดคุณสมบัติด้านดี(ด้านชั่วเหยียบไว้)ของทุกพรรคของทุกซีกฝ่ายบรรดาที่ประเทศนี้เคยมี.หรือกระทั่งบรรดาที่โลกนี้เคยมี........


ทำนองเดียวกะที่อิฉันต้องการ บุตลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก....ที่ มีคุณสมบัติของนักการศึกษาบวกนักการศึกษาพิเศษบวกนักจิตวิทยาคลีนิค/นักพฤติกรรมศาสตร์บวกนักกิจกรรมบำบัดบวก.......นั่นหมายถึงว่า..ต้องรังสรรค์องค์ความรู้ขึ้นมาตระกร้าหนึ่งที่เป็นสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง...แล้วเอามาประมวลเป็นหลักสูตรบ่มเพาะคนขึ้นมา....โดยเมื่อผ่านหลักสูตรนี้ก็คนที่ถูกอบรมบ่มเพาะตามหลักสูตรนี้ก็จะเป็นบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก.....โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องหอบหิ้วลูกไปคลีนิคบำบัดที่ไหน...ทั้งหมดบูรณาการอยู่ในปริมณฑลของการศึกษา....แต่ผู้คนมันไม่เข้าใจอย่างนี้แม้แต่ไอ้บักผู้นำประเทศทั้งหลายแหล่ที่มันเองก็มีลูกหลานเป็นออฯ........เช่น ในเบื้องต้นให้นักกิจกรรมบำบัดมาทำงานในสภถานศึกษา(ไม่ใช่ในสถานพยาบาล)..เพื่อจะให้เอาความรู้ของทั้งสองวิชาชีพ/วิชาชีพครูกะวิชาชีพนักบำบัด.....มาหลอมรวมกันเป็นองค์ความรู้ใหม่สำหรับกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน.....แต่ม้านนน..มัน..ก็ดันไปเปิดคลีนิคกิจกรรมบำบัดในสถานศึกษาเสียนี่ ฯลฯ

พูดให้เป็นรูปธรรมก็คือ...อยากได้พรรคการเมืองที่.....มีคนทำงานความคิดการเมืองที่เป็นขี้ข้าประชาชน.....เป็นตัวเชื่อมระหว่างการบริหารประเทศกับความต้องการจำเป็นด้านต่างๆของประชาชน......ไม่ต้องมานำ....หรือไม่ก็ผลัดกันนำ...เพราะทางความคิด....มันไม่แน่ว่า...ไอ้พวกสมาชิกพรรคการเมืองมันจะ...นำได้เสมอไป.....ที่เห็นๆ อยู่นี่ก็..ดันนำไปเข้ารกเข้าพงเสียนี่.....ว่ามะ.....เอาเป็นว่า.......พรรคการเมืองที่เป็นตัวประมวลความต้องการจำเป็นของประชากรกลุ่มต่างๆ แล้วเข้าไปจัดสรรทรัพยากร......ออกมาให้เป็นธรรมและสอคคล้องกับความต้องการจำเป็นด้านต่างๆของประชากรทุกกลุ่ม...นี่พูดเฉพาะทางด้านกายภาพ....ความจำเป็นทางกายภาพ......ก่อน
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2008, 08:48:34 AM »

สวัสดีเพื่อนมิตรที่ติดตามกระทู้นี้

เหมือนโยนหินถามทางเหมือนกันครับกับการก่อตัวเป็นรูปแบบพรรคการเมือง  เพราะถ้ารีบร้อนตั้งขึ้นมาก็จะเป็นเหมือนอดีตที่จะอยู่ไม่นานและก็ต้องล้มไปเพราะไปเน้นที่การเลือกตั้งมากเกินไป  พรรคการเมืองที่ต้องการเป็นพรรคที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์  นั่นคือมีรากฐานอุดมการณ์ของพรรคที่เด่นชัด  มีการเคลื่อนไหวให้การศึกษาทางความคิดการเมืองต่อสมาชิกอย่างต่อเนื่อง  มีนโยบายทางการเมืองที่สอดคล้องกับปัญหาของประเทศและเป็นรูปธรรมที่เด่นชัด

ความแตกต่างระหว่าง  พรรคนำ  พรรคมวลชน  พรรคที่เน้นการต่อสู้ในสภา  อาจไม่แตกต่างหากทำภาระหน้าที่สามด้านได้อย่างสมบูรณ์นั่นคือ

ในทางความคิดมีการโฆษณาให้การศึกษาทางความคิดการเมืองทั้งในรูปแบบลงไปคุยตัวต่อตัวและในด้านกว้างคือการจัดเวทีเสวนา  โรงเรียนการเมือง  วารสารหรือเวบไซด์ของพรรคเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง  โดยเนื้อหาหลักคือการเผยแพร่อุดมการณ์ความคิดการเมือง  ทำความเข้าใจสภาพปัญหาของสังคมไทย  การวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง

ในทางการเมืองมีการประสานกับภาคส่วนต่าง ๆในสังคมต่อสู้ให้ได้มาซึ่งแนวคิดอุดมการณ์ของพรรค  เปิดแนวรบการต่อสู้ทางการเมืองทั้งการเมืองนอกสภาและในสภาประสานกันโดยมีทิศทางการต่อสู้ที่เด่นชัดในแต่ละห้วงเวลา(กำหนดแผนงานเป็นรายปีและในระยะกลางสามปี)  บทบาทของ สส.ที่จะเข้าไปในสภาจะต้องผ่านการอบรมบ่มเพาะจากพรรคและมีจุดยืนการต่อสู้ที่ยืนข้างประชาชนที่ชัดเจน  มีวินัยและเข้าใจหลักการประชาธิปไตยไม่ฝืนมติพรรค

ในทางการจัดตั้งมีการขยายงานจัดตั้งสมาชิกอย่างต่อเนื่องโดยเน้นการมีส่วนร่วมกับพรรคให้มากที่สุดเช่นเก็บค่าสมาชิกรายปี  เข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญคือเข้าใจในอุดมการณ์ความคิดของพรรคภายหลังผ่านการฝึกอบรมเสวนาแล้ว  และการขยายงานของพรรคในด้านต่าง ๆ ให้ประเมินความพร้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป  เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ  จัดวางโครงสร้างการบริหารงานของพรรคอย่างสอดคล้องความเป็นจริงและการทำหน้าที่ของแกนนำของพรรคทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป็นการเดินงานแบบสามขาที่ต้องก้าวไปพร้อม ๆ กันและประเมินตัวเองอย่างต่อเนื่องถึงบทบาทการทำงานและทิศทางการทำงานที่กำหนดออกมาว่าสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่?
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
จอยุพอ
Sr. Member
****
กระทู้: 577


หนักแน่นดั่งแผ่นผา...ยืนหยัด ทรนง....ผามงกั๊วะ...


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2008, 17:51:01 PM »

 ยิ้มเท่ห์ สวัสดีเพื่อนมิตร...

ขอร่วมคิดต่อนะคร๊าบบบ...พรรคการเมืองแบบไหน ? ที่เราต้องการ......

ผมจำแนกลักษณพรรคว่า ในความเห็นของผมที่มีโอกาสทำงานการเมืองทั้งที่เกี่ยวข้องกับพรรคนำ พรรคมวลชน และโดยเฉพาะพรรคที่ต่อสู้ในสนามรัฐสภา....

ทำให้ผมจำแนกลักษณะพรรคจากลักษณะการปฏิบัติจริงของพรรคการเมืองต่างๆ ในเงื่อนการทำงานการเมืองที่ต่างกัน บริบทการต่อสู้ก็ต่างกัน บทบาท ภาระหน้าที่ก็ต่างกัน มีเพียงเป้าหมายและอดมการณ์ทางการเมืองเท่านั้นที่อาจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน..โดยมีจุดร่วมเดียวกัน คือลักษณะปแระชาชาติ ประชาธิปไตย และประชาชน....

ความต่างเช่นนี้ เช่นพรรคนำ เป็นธงหลักของการต่อสู้ทั้งขบวน บยนพื้นฐานอุดมการณ์เดียวกัน มีบทบาทสำคัญคือการศึกษาเข้าใจสภาพพื้นฐานสังคมไทย วิเคราะห์แยกแยะ(ถ้าเป็นพรรคนำยุคนี้อาจต้องมีเครื่องมือใหม่ๆ ในการวิเคราะห์ตนเอง เช่น SWOT  Analysis ....) กำหนดแนวทางการเมือง ขยายการจัดตั้ง ทำงานความคิด กำหนดทิศ ชี้ทาง....ประมาณนั้น....

ส่วนพรรคมวลชนทั้งที่เป็นขบวนการทางสังคม (ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วน่าจะมีแก่นแกนทางการเมืองหรือจิตวิญญาณเป็นลักษณะพรรคการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ)มีพื้นฐานทางการเมืองในทิศทางเดียวกัน แต่มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมือง หรือ การเมืองภาคประชาชน ร่วมต่อสู้ในขบวนการต่อสู้ของประชาชนในประเด็นต่างๆ (เช่น ดิน น้ำ ป่า...กรณี คจก.ที่อีสาน ....กรณีสมัชชาคนจน...) โดยเดินแนวทางมวลชนอย่างเต็มรูปแบบ....นี่น่าจะเป็นพรรคมวลชนในมิติที่ลุงดอกดินฯและความเห็นของเพื่อนส่วนใหญ่ถวิลหา ??

ส่วนพรรคแนวทางที่สาม เป็นพรรคการเมือง ที่มีพื้นฐานแนวคิดในทิศทางเดียวกัน และเป็นพรรคที่มีปฏิบัติการจริงและหวังผลได้ในการเลือกตั้ง และการต่อสู้ในสมรภูมิสภาผู้แทน....ซึ่งต้องมีทักษะ ประสยการณ์ และจริตของคนทำงานที่สอดคล้องกับลักษณะพรรคและลักษณะงาน....

ในความเห็นของผม(ความเห็นล้วนๆ ไม่มีทฤษฏีอะไรมารองรับ) ผมยังเห็นว่า เรา คงความสำคัญ จำเป็น และเรียกร้องต้องการพรรคการเมืองทั้ง ๓ ลัหกษณะ และทั้งสามแนวทางนั้นต้องทำงานขับเคลื่อนทางการเมืองสอดประสานกัน เชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ...และก็มีความเห็น(ล้วนๆ)อีกเช่นกันว่า พรรคทั้งสามลักษณะ มีความร่วมกดันที่เนื้อหาทางการเมือง เป้าหมายทางการเมืองเกียวกัน....แต่ก็มีความต่างในลักษณะของพรรค บทบาท หน้าที่ การดำเนินกลยุทธ์ทางการเมืองที่ต่างกัน....และที่สำคัญ...แทนกันไม่ได้.....ใช้แทนกันไม่ได้....

ถ้าฝืนใช้พรรคนำ ไปทำงานมวลชน ก็จะทำได้ไม่ดี บทบาทการนำ การศึกษาทฤษฏีมาประยุกต์กับสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทยเพื่อชี้นำขบวนการต่อสู้ทางการเมืองของภาคประชาชนก็จะอ่อนด้อยไป...งานมวลชนที่ทำก็ไม่น่าจะได้ดี....

ฝืนใช้พรรคนำหรือพรรคมวลชน ไปทำการเลือกตั้ง ดูเหมือนจะได้ดี...แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาอาจสำเร็จในช่วงสั้นๆ แต่ไม่สามารถดำรงชัยชนะอยู่อย่างยั่งยืน(เช่นพลังธรรม) ซึ่งอาจมีเหตุปัจจัยหลายอย่างก็ตาม...

เพียงเป็นความเห็นล้วนๆ จากประสบการณ์ที่มีโอกาสทำงานในทั้งสามสมรภูมิในช่วงที่ผ่านมา จึงอยากแลกเปลี่ยนตามสมควรครับผม...

ปล.ของคุณป้า sugar ที่ทักเรื่องสุขภาพ...ปีใหม่นี้ว่าจ ะใช้เหตุผลกับตัวเองมากขึ้นสักหน่อย...ขอบคุณครับที่แนะนำ..

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ธันวาคม 2008, 17:55:01 PM โดย จอยุพอ » บันทึกการเข้า

ส.นิรนาม
http://comradenoname.blogspot.com
สนามรบใหม่ในไซเบอร์เสปซ...เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และหนทางการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า... ผู้คนในยุคใหม่ภายใต้จิตวิญญาณดวงเก่า
..."สหาย" นิรนามมากมายจะกรีฑาทัพ....
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 03 มกราคม 2009, 16:19:49 PM »

ลิ้งรายการสภาท่าพระอาทิตย์  "เครื่องข่ายพันธมิตรชี้ควรมีพรรคการเมืองหรือไม่?"  คลิก--->

http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1025&mmsID=1025/1025-1802.wma++&program_ID=21679
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 มกราคม 2009, 17:05:52 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 05 มกราคม 2009, 18:02:52 PM »


พรรคประชาชาติไทย

มีนายอธิวัฒน์ บุญชาติ   เบอร์ ๒  เขตุ ๒ บุรีรัมย์

 เป็นหัวหน้าพรรค

คือพรรคมวลชนที่เราต้องการ
บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 10 มกราคม 2009, 01:38:38 AM »

ว่างเว้นกับการตามกระทู้นี้ไปหลายวัน  แต่ยังคงมีประเด็นที่น่าสนใจที่ควรค้นคว้าและสรุปบทเรียนอย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ หัวข้อที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้โดยจะลองเสนอในหัวข้อที่สองต่อไป....

2.  รากฐานปรัชญาความคิดและอุดมการณ์,สังคมใหม่ที่มุ่งหวัง,เศรษฐศาสตร์ใหม่ของพรรคที่จะจัดตั้งคืออะไร

ถ้ามองในเชิงเปรียบเทียบกับอุดมการณ์สังคมนิยมในยุคก่อน  แนวคิดใหม่ในปัจจุบันคือการต่อยอดมาจากอุดมการณ์สังคมนิยมในอดีตที่อาจจะต้องช่วยกันสรุปเพื่อรวบยอดความคิดอุดมการณ์ต่าง ๆ ออกมา  เช่น

จากปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธีที่วิเคราะห์การพัฒนาของสรรพสิ่งอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ไปสู่การมองปัญหาอย่างเป็นองค์รวมในเชิงระบบและให้ความสำคัญของผลกระทบในเชิงนิเวศสังคมมากขึ้น  ให้ความสำคัญแก่ธรรมชาติมากขึ้น  เปลี่ยนแนวคิดจากการเอาชนะธรรมชาติมาสู่การอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืนและยั่งยืนเพื่อรักษาระบบนิเวศให้อยู่กับโลกใบนี้ต่อไป

จากการสร้างสังคมใหม่ให้เป็นสังคมนิยมแบบก้าวกระโดดด้วยการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ใช้ความรุนแรงไปสู่การสร้างสังคมใหม่ที่ให้ความสำคัญในปัจจัยเรื่องระบบนิเวศสังคมมากขึ้นและยังคงผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยมอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเชิงสันติวีธีที่ยืดหยุ่นพลิกแพลงตามสถานการณ์

จากเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ให้ความสำคัญของการลดช่องว่างทางชนชั้นให้ความสำคัญกับชนชั้นผู้ใช้แรงงานไปสู่เศรษฐศาสตร์ใหม่ที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน  สร้างสังคมสวัสดิการด้วยพลังของชุมชนเอง  สร้างรัฐสวัสดิการต่าง ๆ อย่างมีจังหวะก้าวและคำนึงถึงความเป็นจริงในสภาพสังคมทุนนิยมด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทย  ให้ความสำคัญกับเศรษฐศาสตร์สีเขียวที่เน้นพลังงานสะอาดและสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมแต่สามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 15 มกราคม 2009, 22:03:35 PM »

จากผู้จัดการรายวัน

โต้กับศิษย์เก่าจปร.....การเมืองใหม่ (ต่อ)

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ
   15 มกราคม 2552 16:30 น.


ท่านผู้อ่านที่เคารพ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้จัดการตัดข้อความในบทความผม ซึ่งเป็นการผิดสัญญา แต่ผมก็ไม่ประท้วง เพราะถือว่า ผมเป็นคนผิดที่ส่งต้นฉบับช้า และต้นฉบับก็ยาวกว่าที่ผมตั้งใจ ประกอบกับเนื้อที่ในหนังสือไม่พอ
       
       ผมพยายามมองในแง่บวกว่าชีวิตเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ บางทีนักวิทยาศาสตร์ทดลองจะให้ได้เรื่องหนึ่ง กลับไปค้นพบอีกเรื่องหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยไม่ได้ตั้งใจก็มี
       
       บังเอิญข้อความที่ขาดไปนั้น เป็นข้อความสำคัญเรื่องอำนาจเงินกับการเมืองไทย เป็นการโยนลูกไปหาจดหมายของท่านนายพลโทฤกดิ์ดี ซึ่งมองเห็นปรากฎการณ์ใหม่ในการบริจาคเงินด้วยอุดมการณ์และความบริสุทธิ์ใจ ของหมู่เหล่าพันธมิตรฯ
       
       ผมคิดว่าคงไม่เป็นเรื่องซ้ำซากที่ผมจะนำข้อความนั้นมาเสนอ ดังนี้ครับ
       
       “ผมเองเห็นต่อไปว่า พรรคที่หัวหน้าตั้งนั้นไม่มีวันยั่งยืน ใครมีข้อมูลว่าผมพูดผิดกระโดดออกมาเดิมพันได้ล้านบาทเอาขี้หมากองเดียว เพราะฉะนั้น ทุกพรรคที่หัวหน้าตั้งหรือตั้งเพื่อหัวหน้าหรือตั้งเอาไว้ขายหัว จะต้องล่มสลายหมดตามวาสนาชะตากรรมของหัวหน้า แปลว่าในขณะที่พรรคยังอยู่ก็จะต้องรับใช้ประโยชน์ของหัวหน้าและพวกพ้อง กับต้องจะต้องรีบกอบโกยเพราะเป็นสมบัติผลัดกันชม ไม่รู้จะไปวันไปพรุ่ง เรื่องนโยบายหรือโครงการหรูๆ ล้วนแต่ตอแหลเป็นเครื่องมือหากินทั้งนั้น
       
       ลักษณะอันเป็นชั่วคราวของพรรคการเมืองนี้จึงเป็นเหมือนตราบาปหรือคำ สาปทำให้เมืองไทยพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ได้ ขาดเสถียรภาพและไร้ความเชื่อถือ
       
       ผมกำลังจะบอกต่อไปว่า เรื่องทั้งหมดนี้มิได้แปลว่านักการเมืองไทยเลวไปหมดทั้งชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างหรือระบบ มิใช่เรื่องของบุคคล ระบบที่ออกแบบไว้เลวหรือวิวัฒนาการขึ้นมาเลว ถึงคนจะประเสริฐอย่างไร ก็เปลี่ยนหรือเอาชนะระบบไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ความซื่อสัตย์ของหัวหน้ารัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ เปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน และนายชวน หลีกภัย ไม่สามารถป้องกันการคอร์รัปชันของนักการเมืองและข้าราชการได้ ทิ้งปัญหาให้ตกทอดต่อมา นับวันคอร์รัปชันคดโกงก็ยิ่งใหญ่โตขึ้นเพราะไม่ได้แก้ที่ระบบหลงงมงายว่า ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก หรือคนดีเสียอย่าง ระบบจะเป็นยังไงก็ช่างมัน
       
       ระบบบังคับสังกัดพรรคและการบังคับจดทะเบียนพรรคแบบบริษัทรับเหมาก่อ สร้างนี้เป็นมรดกของอเมริกันกับเผด็จการ ตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา เพราะกลัวคอมมิวนิสต์และทนความยุ่งของผู้แทนไม่ไหว จึงต้องการจับ ส.ส.ขังไว้ในคอกเสียให้หมดเพื่อความมั่นคงและเสถียรภาพ แต่ผลที่ได้รับกลับตรงกันข้าม
       
       เชื่อใครไม่เชื่อ เชื่ออเมริกัน ทหาร (เผด็จการ) และนักวิชาการ
       
       ก่อนที่ผมจะเขียนบทความนี้ มีการพูดถึงการเมืองใหม่และพรรคการเมืองใหม่พอสมควร ผมเองก็พูดใน ASTV เมื่อวันที่ 3 มกราคม นี้ว่าพรรคการเมืองจริงๆ เป็นสิ่งจำเป็นซึ่งก็จะต้องเป็นพรรคใหม่จึงจะได้การเมืองใหม่ไม่งั้นไม่มี ทาง เพราะขณะนี้ของเก่ามีอยู่เพียงครึ่งพรรคคือ ประชาธิปัตย์ จะออกหัวหรือออกก้อยก็ยังไม่รู้
       
      อาจารย์ลักษณา ตเวทิกุล เลี้ยงปีใหม่บรรดาหัวกะทิของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายร้อยคน มีผู้แข็งขันในขบวนการอมตะ 193 วันหลายท่านปรารภถึงความจำเป็นที่พันธมิตรฯ จะต้องตั้งพรรคการเมือง ผมได้ยินว่าพลตรีจำลองขึ้นเวทีไปเบรกอย่างแรง บอกว่าถ้าไม่มีเงินไม่มีทาง ดูแต่พลังธรรมเป็นตัวอย่าง ท่านทำแทบตาย....ผลที่สุดก็ได้ระบอบทักษิณมา ถ้าไม่มีพลังธรรมคงเป็นไปไม่ได้ที่ทักษิณจะเรียนลัดขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
       
       วันนี้ผมได้รับหนังสือเล่มหนึ่ง ผู้เขียนเป็นรุ่นน้องและเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งของมหาดไทย อดีตเป็นอธิบดีกรมการปกครอง และรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยของรัฐบาลทักษิณ แต่ไม่ยอมลงให้ทักษิณ จึงอยู่ไม่ได้ ถูกเขี่ยจนลาออกมาเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาราชของนายเสนาะ เทียนทอง ก็เจอการเมืองเก่าอีก ผลที่สุดต้องออกมาตั้งพรรคประชามติ แต่ก็พับฐานไม่ได้ที่นั่งเลย สาเหตุใหญ่ผมว่ามิใช่เพราะไม่มีเงินอย่างเดียว ผมว่าที่สำคัญเพราะสังคมไทยยังล้าหลัง ไม่สามารถคิดหรือเคลื่อนไหวร่วมกับพรรคประชามติได้
       
       ในการตั้งพรรคใหม่ ผมบอกแล้วว่าพรรคหัวหน้าตั้งไม่ยั่งยืน ไม่เชื่อลองให้สนธิ ลิ้มทองกุลหรือแกนนำทั้ง 5 ของพันธมิตรฯ ลองตั้งดู แต่ที่สำคัญ ร้อยทั้งร้อยจะต้องถามว่าจะเอาเงินหรือเจ้ามือมาจากที่ไหน มีแน่หรือ 1 พันล้านบาท จะเอาหัวหน้าและผู้สมัครดังๆ มาจากที่ไหน
       
       ผมว่าถ้าคิดได้แค่นั้น ก็เลิกคิดเสียดีกว่า

       
       ผมยังไม่มีเวลาอ่านหนังสือเล่มที่กล่าว ซึ่งมีชื่อว่า อำนาจเงิน+อำนาจรัฐ โดย ประมวล รุจนเสรี ผู้เขียน “พระราชอำนาจ”
       
       แต่ผมได้อ่านข้อความในปกหลังแล้วว่า
       
       “ผู้เขียนเข้าเล่นการเมืองอย่างจริงจัง จริงใจ ในปี 2543 ตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้ ได้เรียนรู้และเห็นอย่างชัดเจนถึง การใช้เงินในอำนาจรัฐเข้าสู่อำนาจรัฐ ของนักธุรกิจการเมืองบางกลุ่มทำให้เกิดความวิบัติแก่บ้านเมืองและเสียหายแก่ ชาติ และประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ในการเลือกตั้งปี 2550 ก็เกิดซ้ำรอยเดิมขึ้นอีก ประชาชนคนไทยจะทำอย่างไรกับปัญหานี้ หรือจะปล่อยไปตามอำนาจเงิน?"
       
       ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมขอให้ท่านอ่านดีๆ และนำข้อความหลังปกนี้ไปประกบกับจดหมายท่อนล่างของพลโทฤกดิ์ดีในฉบับที่แล้ว แล้วลองคิดดีๆ หรือโพสต์ยาวๆ มาหาผมได้ไหม
       
       ขออย่างเดียวอย่าเอาเรื่องบุคคลนะครับ ต่อไปนี้ขอให้เราพูดถึงเรื่องโครงสร้างและระบบกันมากหน่อย
       
       แต่ระบบนั้นคนเป็นผู้สร้างไม่ใช่หรือ คำตอบก็คือ ทั้งใช่ และไม่ใช่
       
       เราจะต้องใช้คนสักเท่าไหร่ คนแบบไหน และจะต้องใช้เวลาเท่าใด จะต้องแก้กฎหมายก่อนหรือไม่ ฯลฯ เราจึงจะได้การเมืองใหม่ ระบบใหม่
       
       ผมขอเชิญท่านผู้อ่าน พลโทฤกดิ์ดีและประมวล รุจนเสรี มาช่วยกันตอบด้วย

       เรื่องแค่นี้ไม่เกินหัวสมองและหัวใจของคนไทยหรอก เชื่อเถอะ!

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ท่านจำลองสรุปบทเรียนผิดแล้ว  เพราะท่านไปนำนายทุนใหญ่มาเข้าพรรคต่างหาก  คิดเรียนลัดทางการเมือง  ทำไมไม่สร้างพรรคจากฐานการเมืองที่เป็นจริงและยืนหยัดในธรรมและอุดมการณ์ทางการเมืองให้มากพอเล่า

ถ้าคิดกันได้แค่นี้ก็เป็นพลังนอกสภาต่อไปเถอะ

เลิกคิดสร้างปราสาททรายจากฐานเล็ก ๆ ได้แล้ว
เพราะต้องสู้นอกสภาเพื่อกดดันให้การเมืองเก่าเปลี่ยนให้ได้
หรือรอชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ให้พวกนักเลือกตั้งกระเลกะลาดพวกนี้ชูคอปกครองพวกเราต่อไป
แค่เรื่อง สส.ไม่ต้องสังกัดพรรคเนี่ยไปคุยกับนักวิชาการที่ร่างรัฐธรรมนูญมาไม่รู้จะเข้าใจถึงรากฐานปรัชญาและพัฒนาการทางการเมืองประชาธิปไตยที่ที่ไหน ๆ ในโลกเขาก็เดินแบบนี้  ไม่ใช่แบบไทยที่ชอบก้าวกระโดดและชอบเรียนลัด  มันถึงไม่พ้นวงจรอุบาทว์เสียทีไงเล่า

และคนเดินดิน อย่างเรา ๆ ก็กลับไปทำมาหากินอยู่อย่างชนชั้นกลางที่ไม่มีหลักประกันต่อไป

ใช่ไหม  เอาอย่างนั้นใช่ไหม?
       
       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 มกราคม 2009, 22:17:49 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 16 มกราคม 2009, 19:18:36 PM »

ทำไมประเทศนี้จึงไม่มีความกล้าหาญที่จะตั้งพรรคการเมืองจากภาคพลเมือง.......แต่ยอมประท้วงปางตายหรือตายกันได้.....แล้วก็มีแต่ตะกวดแลสัตว์นารกฝูงเดิมๆ.....เข้าไปรุมทึ้งประเทศครือเก่า.....

MMMM
เป็นงงวุ้ย....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 มกราคม 2009, 19:20:47 PM โดย sugar » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 20 มกราคม 2009, 07:24:06 AM »

“สมเกียรติ” ชี้บันได 5 ขั้นการเมืองภาค ปชช. - ดันตั้ง “พรรคการเมือง” รองรับ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    19 มกราคม 2552 16:08 น.

      
ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- “สมเกียรติ” ชี้บันได 5 ขั้นการเมืองภาคประชาชน “ยกระดับความคิด-ตั้งพรรค-สร้างหน่วยเศรษฐกิจ-กำหนดวาระแห่งชาติ-เคลื่อนไหว ใหญ่พลังมวลชนตามวาระแห่งชาติ” ย้ำหมดยุค “เตะหมูเข้าปากหมา” พอกันทีกับการเมืองเก่า ถึงเวลา ปชช.หันหน้ามุ่งสู่การเมืองใหม่ ด้าน “ไชยวัฒน์” ระบุพรรคการเมืองภาค ปชช.เกิด 5 ปี ไทยเป็นผู้นำเอเชีย หากไม่ผุดอีก 10 ปีล้าหลังตามก้น “ฟิลิปปินส์”แน่ เผยศูนย์การเรียน ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โคราชและบุรีรัมย์ ตั้ง “ชมรมการเมืองภาคพลเมือง” ทุกอำเภอ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดเสวนา “การเมืองภาคประชาชน” ของ คณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขายุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ศูนย์การเรียนพิมาย ชุมพวง ประทาย ห้วยแถลง จักราช โคกสวาย อ.เมือง จ.นครราชสีมา และอ.นางรอง หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ และเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พิมาย ชุมพวง จ.นครราชสีมา เมื่อวานนี้ (18 ม.ค.) ที่หอประชุมวิทยาลัยการอาชีพพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เต็มไปด้วยความคึกคัก มีผู้นำชุมนุม ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักศึกษา พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไป ในอ.พิมาย และอำเภอใกล้เคียง ในจ.นครราชสีมา รวมทั้ง จ.บุรีรัมย์ ตื่นตัวเข้าร่วมการเสวนาจำนวนหลายร้อยคน
       
       โดยมีวิทยากรสำคัญขึ้นเวทีเสวนา ประกอบด้วย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 1, นายไชยวัฒน์ สินสุวงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศ ไทย, นายพิเชฐ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา-อดีต ส.ว.นครราชสีมา และ ผศ.ดร.สามารถ จับโจร นักวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นต้น
       
       นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวว่า การเมืองภาคประชาชน คือการเมืองที่ประชาชนเป็นตัวแทนของตัวเอง ไม่มอบความเป็นตัวแทนให้กับใคร ประชาชนต้องปกป้องสิทธิ -ใช้สิทธิของตัวเองอย่างเต็มที่และร่วมสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม พร้อมทั้งร่วมกันตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันโกงชาติกิน เมือง ซึ่งการเมืองภาคประชาชน เป็นการเมืองที่ต่อกรและต่อสู้กับนักเลือกตั้งที่มาจากการซื้อเสียง แล้วมาซื้อ ส.ส. และซื้อพรรคการเมือง เพื่อเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์กลับคืนให้ตัวเองและพวกพ้อง โดยจะสังเกตได้ว่า นักการเมืองหลายคนที่เข้ามาเป็น ส.ส.ได้ไม่กี่ปีก็ร่ำรวยมีเงินทองมหาศาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากการโกงชาติกินเมือง รวมถึงการขายชาติ
       
       จากการศึกษาค้นคว้า การเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่า 50 ปี ก่อน จากนักคิดนักหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าในขณะนี้ คือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ โดยใช้คำว่า “การเมืองประชาชน” ที่ผลักดันแนวคิดนี้ต่อสู้กับการเมืองนักเลือกตั้ง จากนั้นการเมืองภาคประชาชนได้สถาปนาตัวเองขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน และโค่นล้มรัฐบาลทรราชมาแล้ว 3 ครั้ง คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ถือเป็นการสถาปนาการเมืองภาคประชาชนขึ้นและโค่นล้มนักการเมืองเป็นครั้งแรก, ครั้งที่ 2 คือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมในครั้งนั้น เช่น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เป็นต้น
       
       ส่วนการเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้นครั้งที่ 3 คือ ปรากฏการณ์ ของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ในปี 2549-2551 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวพลังประชาชนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เพื่อโค่นล้ม ทรราชระบอบทักษิณ และนอมินี คือรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเข้ามาบริหารอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกไปเพราะการก่อตัวที่เข้มแข็งของ พันธมิตรฯ
       
       “การต่อสู้ของภาคประชาชนทั้ง 3 ครั้ง เป็นบทเรียนสำคัญในอดีตที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำมาใช้เป็นกลยุทธ์ต่อสู้ทุกวิถีทาง และล่าสุดกำลังเริ่มต้นการจัดตั้งคารวานพันธมิตรฯให้ เกิดขึ้นในทุกจังหวัด รวมทั้งการจัดคอนเสิร์ตการเมืองภาคประชาชนขึ้นตามหัวเมืองหลักที่พันธมิตรฯ มีความเข้มแข็ง ซึ่งครั้งแรกจัดไปแล้วที่ จ.ชลบุรี ได้รับการตอบรับจากประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จากนั้นจะจัดขึ้นทั่วทุกภาค โดยครั้งที่ 4 จะจัดคอนเสิร์ตการเมืองครั้งใหญ่ที่ จ.นครราชสีมา 7 มี.ค.นี้ เพื่อให้ประชาชนในทุกอำเภอได้ตื่นตัวสนใจสถานการณ์บ้านเมืองและร่วมกันสร้าง การเมืองใหม่” นายสมเกียรติ กล่าว
       
       นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ทัศนะของ 5 แกนนำพันธมิตรฯ ในการพัฒนาการเมืองภาคประชาชนแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้น ประกอบด้วย

         ขั้นที่ 1 การยกระดับความคิดของประชาชน โดยเฉพาะการเปิดโลกข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเท่าเทียมกัน ทั้งในรูปของสื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียว ASTV, เว็บไซต์ วิทยุชุมชนและการจัดคอนเสิร์ตการเมือง รวมถึงพัฒนาจิตสำนึกของประชาชนกับการต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียง
       
       ขั้นที่ 2 การจัดตั้งองค์กรมารองรับผลพวงแห่งการต่อสู้ของประชาชน หรือ ตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชน ขึ้นมา เพื่อให้มีนักการเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้น มีเครือข่ายและองค์กรที่เข้มแข็งกระจายอยู่ทั่วประเทศในทุกระดับ ซึ่งจะทำให้การต่อสู้ของภาคประชาชนไม่ใช่การ “เตะหมูเข้าปากหมา” ให้กลุ่มนักการเมืองมากอบโกยผลประโยชน์และกลับไปสู่วงวนของการเมืองเก่าที่ ไม่ใช่การเมืองใหม่อีกแล้ว ซึ่งการเมืองใหม่ ก็คือ การยกระดับการเมืองภาคประชาชนให้เป็นใหญ่ ไม่มีการโกงกิน มุ่งผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก และสร้างความเป็นธรรมในสังคม
       
       ขั้นที่ 3 สนับสนุนให้มีหน่วยเศรษฐกิจการเมืองภาคประชาชน เพื่อเป็นฐานหลักให้กับการเมืองภาคประชาชน โดยการเป็นรวมกลุ่มหน่วยเศรษฐกิจต่างๆ ให้เกิด ขึ้น เช่น กลุ่มร้านค้าและธุรกิจจำหน่ายข้าวสาร, สถานีบริการน้ำมัน, ร้านอาหาร และร้านขายผัก ผลไม้เป็นต้น ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุน เกื้อหนุนและส่งเสริมกิจการซึ่งกันและกันในเครือข่ายของภาคประชาชนให้เข้ม แข็งยืนหยัดต่อไปได้
       
       ขั้นที่ 4 กำหนดเรื่องต่างๆ เป็นวาระแห่งชาติ เช่น การรณรงค์ต่อต้านซื้อสิทธิขายเสียง ,ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน, ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์, เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

       และ ขั้นที่ 5 การเคลื่อนไหวตามวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ของพลังมวลชนตามวาระแห่งชาติ

       
       “ดังนั้น มาถึงวันนี้ประชาชนตั้งพูดว่าพอกันทีกับนักการเมืองสารเลว แล้วหันหน้ามาร่วมกันมุ่งเดินไปสู่การเมืองใหม่ เพื่อให้การเมืองภาคประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้แล้ว เมื่อถึงวันนี้ตนก็จะไม่ขอเป็นส.ส.อีก แต่จะมาเป็นนักการเมืองภาคประชาชน เพราะเป็น ส.ส.ไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนได้ แม้แต่เข้าสภาฯ ก็ยังถูกถีบ” นายสมเกียรติ กล่าว
       
       ด้าน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กล่าวว่า การเมืองภาคประชาชนในปัจจุบันมีความเข้มแข้ง และตื่นตัวมากขึ้น จะเห็นได้จากการตื่นตัวของประชาชนพันธมิตรฯ รหรือกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง เพียงแต่เสื้อแดงยังเป็นการตื่นตัวแบบหลงเชื่อ ซึ่งการเมืองภาคประชาชนที่แท้จริงต้องไม่อยู่ภายใต้การหลงเชื่อ แต่ต้องจัดตั้งองค์กรให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และรวมตัวกันเป็นเครือข่ายอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนทั้งในระดับชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัดและระดับชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดขึ้นของ พรรคการเมืองภาคประชาชน
       
       “หากพรรคการเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงเชื่อว่าภายใน 5 ปี ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้นำของเอเชีย แต่หากเกิดขึ้นไม่ได้ อีก 10 ปี ข้างหน้าไทยจะเป็นประเทศล้าหลังกว่าประเทศฟิลิปปินส์อย่างแน่นอน” นายไชยวัฒน์ กล่าว
       
       ขณะที่ ผศ.ดร.สามารถ จับโจร นักวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า การเมืองภาคประชาชน คือ ประชาชนเข้าไปจัดการนักการเมืองที่โกงกิน และต้องเป็นการเมืองที่หวังสร้างผลประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีความเข้มแข็ง และเป็นรูปร่าง โดยเฉพาะการรวมตัวกันของเครือข่าย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มแข็งของภาคประชาชนได้อย่าง ชัดเจน
       
       ส่วน ผศ.ยงยศ เล็กกลาง ผู้อำนวยการโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต กล่าวว่า ในวันนี้ นักศึกษา สาขา ยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ศูนย์การเรียนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำชุมชน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ่อค้านักธุรกิจ และประชาชนใน อ.พิมาย ชุมพวง ห้วยแถลง จักราช อ.เมืองนครราชสีมา (2 ศูนย์) จ.นครราชสีมา อ.หนองกี่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ รวม 8 ศูนย์ ได้จัดตั้ง “ชมรมการเมืองภาคพลเมือง” ของแต่ละศูนย์แต่ละลำเภอ ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรเครือข่ายขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มกราคม 2009, 08:33:42 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 20 มกราคม 2009, 07:30:08 AM »

ลิ้งค์จากรายการสภาท่าพระอาทิตย์ช่วงครึ่งหลังเกี่ยวกับกระแสการตั้งพรรคการเมือง คลิก -->

http://www.managerradio.com/Radio/DetailRadio.asp?program_no=1025&mmsID=1025%2F1025-1828.wma&program_id=21870 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 20 มกราคม 2009, 10:45:40 AM »

อือ....ค่อยเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หน่อย....
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!