บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:07:56 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พรรคมวลชน แบบไหนแบบไหน ที่เราต้องการ !!  (อ่าน 51099 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #90 เมื่อ: 22 ธันวาคม 2009, 09:00:56 AM »

ชูธงการเมืองใหม่ ทุกฝ่ายมาร่วมทำ
 
โดย สันติ ตั้งรพีพากร
 

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000152958

"""""""""""""""""""""""""""""""""""

ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)
 
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000152952  

..............................................

อ้างถึง
ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีว่าด้วยการสร้างพรรคของพวกเรา จึงควรจะต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความเป็นไปได้สูงสุดเท่าที่จะสำแดงออกมาได้อย่างมีพลวัตของพฤติกรรม และปฏิบัติการของพวกเราชาวพันธมิตรฯ กล่าวโดยนัยนี้ ความสามารถในเชิงปฏิบัติการทางการเมืองของพรรค กับ ความสามารถในการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในองค์กรของพรรค และ ความสามารถในการที่จะวิวัฒน์ตนเองอย่างไม่หยุดยั้งของพรรค   3 ความสามารถนี้ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พรรคการเมืองใหม่ของพวกเราประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้ได้
 


ความคิดเห็นเพิ่มเติม

ธงการเมืองใหม่ได้ถูกชูขึ้นและการทำให้มันปรากฏเป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรมก็คือหัวหอกของขบวนการคือ  "พรรคการเมืองใหม่"  องค์กรจัดตั้งทางการเมืองที่เชื่อมประสานกับองค์กรพันธมิตรที่ผ่านการต่อสู้หล่อหลอมของมวลชน 193 วัน  
เป็นส่วนที่จะผลักดันและตรวจสอบให้พรรคการเมืองนี้เดินไปตามอุดมการณ์ที่มุ่งหวัง  การออกจากวังวนการเมืองเก่าคือโจทย์ที่ท้าทาย  และแน่นอนความแตกต่างจากพรรคการเมืองแบบเก่าทั่วไปคือการปฎิบัติงานของสมาชิกและผู้ปฎิบัติงานของพรรคอย่างมีจิตสำนึก  มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงและเข้าใจลักษณะเฉพาะของสังคมไทยอย่างดี  รู้ทิศทางระยะใกล้ที่จะก้าวข้ามการเมืองเก่าด้วยโครงการรูปธรรมที่ประกอบด้วยการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ  การเมืองและโครงสร้างเชิงลึกด้านจิตสำนึกที่เสียสละ  ระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนในสังคมไทยที่ถูกกดทับจากกลุ่มทุนใหญ่ในสังคมไทย  ร่วมกันก้าวเดินไปข้างหน้า


    รูปธรรมที่ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็วไวคือจัดตั้งกลุ่มมวลชนสนับสนุนพรรคในกิจกรรมของพรรคในทุกด้าน  ทั้งงานเคลื่อนไหวมวลชนในพื้นที่  งานแนวร่วม  งานเศรษฐกิจที่สามารถมาหนุนช่วยให้พรรคเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงโดยสนันสนุนให้มวลชนที่นำโดยผู้ปฎิบัติงานของพรรคจัดตั้งองค์กรทางเศรษฐกิจในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาโดยเร็ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 ธันวาคม 2009, 06:48:27 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #91 เมื่อ: 23 ธันวาคม 2009, 23:27:32 PM »

อ้างถึง
37. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย    22 ธันวาคม 2552 14:15 น.


พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก การที่พวกเราจะสร้างพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ของพวกเราให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้นั้น พวกเราจะต้องประสบความสำเร็จในการสร้าง วัฒนธรรมใหม่ ขึ้นมาภายในพรรคของพวกเรา และขบวนการของพวกเราให้ได้เสียก่อน เพราะวัฒนธรรมที่มีองค์ประกอบมาจากปรัชญาความเชื่อ และค่านิยม คือ สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในการสนับสนุนให้คนของพรรคเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าใน ทิศทางเดียวกัน และดึงให้คนของพรรคเราในทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียว กัน
      
       วัฒนธรรมใหม่ของพรรคเรา ที่พวกเราจะร่วมกันสร้างขึ้นมานั้น เป็น ระบบชุดแห่งการเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารองค์กรชุดหนึ่ง ที่คณะผู้นำของพรรคเราจะต้องประดิษฐ์ ค้นพบ หรือพัฒนาขึ้นมาจากการต่อสู้ที่เป็นจริงทางการเมืองของพรรคเรา เพื่อ ทำให้องค์กรเข้มแข็งยิ่งขึ้น จนได้รับการยอมรับภายในองค์กร และสามารถถ่ายทอดส่งต่อไปให้สมาชิกใหม่ๆ ขององค์กรที่เข้ามาทีหลังได้รับรู้ว่า นี่คือ วิธีที่ถูกต้องแล้วสำหรับการรับรู้ คิด และรู้สึกกับปัญหาการจัดการต่างๆ ในองค์กร
      
       สำหรับองค์กรที่รวมตัวกันด้วยอุดมการณ์ และมีเป้าหมายทางการเมืองที่สูงส่งอย่างพรรคของพวกเรานั้น หลักการบริหารองค์กรแบบ “ประชาธิปไตยที่มีวินัยและความรับผิดชอบ” ถือว่าเป็นหลักการที่สำคัญที่สุด และจะต้องเป็นหลักการที่เป็น หัวใจของวัฒนธรรมใหม่ของพรรคเรา ทั้งนี้ก็เพราะว่า องค์กร ใดก็ตาม ที่สมาชิกผู้เป็นองค์ประกอบหลักขององค์กรนั้น ไม่สามารถทุ่มเทพลังทั้งปวงเพื่อปกป้องเสรีภาพ มโนธรรม และความเป็นธรรมภายในองค์กรได้ องค์กรนั้นก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง.....

อ่านต่อที่ลิ้งค์นี้----->

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156608    

ความเห็นเพิ่มเติม

ประชาธิปไตยที่มีวินัยและความรับผิดชอบหมายถึงการแบ่งงานกันทำตามหน้าที่และมีวินัยเป็นจุดร่วมกันที่ทำให้สมาชิกและผู้ปฏิบัติงานรู้ด้วยสำนึกเองว่าการจะทำอะไรก็ตามต้องระลึกเสมอว่าเราคือตัวแทนของพรรคที่มวลชนสามารถสัมผัสได้โดยตรง  ความศรัทธาอย่างเป็นรูปธรรมที่มวลชนมีต่อพรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็คือจริยวัตรหรือวัตรปฏิบัติอันดีงามของสมาชิกและผู้ปฏิบีติงานของพรรคนั่นเอง

วัฒนธรรมแบบการเมืองใหม่คืออะไร  มันน่าจะหมายถึงการทำงานการเมืองอย่างมีจิตสำนึกเสียสละ  มีวิธีคิดวิธีการทำงานที่ชาญฉลาดเข้าสู่สาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ของงานได้อย่างรวดเร็ว  เชื่อมประสานระหว่างผลประโยชน์เฉพาะหน้าของมวลชนเข้ากับปัญหาของประเทศชาติได้อย่างกลมกลืนทำให้มวลชนเข้าใจและเห็นถึงพลังของตนเอง  ลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ใกล้ตัวของเขาด้วยตัวเขาเอง  เมื่อพลังของมวลชนมีความตื่นตัวทางการเมืองเข้าใจถึงปัญหาใกล้ตัวที่เขาประสบล้วนมีต้นตอมาจากปัญหาของประเทศนี้ที่ทุกผู้คนต่างประสบอยู่เนื่องเพราะโครงสร้างทางอำนาจที่ไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวเขาเองด้วยสำนึกของเขาเองไม่ใช่เพียงการร้องขอต่อผู้มีอำนาจอีกต่อไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 ธันวาคม 2009, 09:57:48 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #92 เมื่อ: 15 มกราคม 2010, 00:48:00 AM »

ยุทธศาสตร์ใหญ่ สร้างคน
 
โดย สันติ ตั้งรพีพากร 12 มกราคม 2553 11:08 น.

 
 
 
การเมืองใหม่จะต้องเข้าแทนที่การเมืองเก่า คือกฎเกฑ์พัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทย ที่จะต้องเป็นไป เพื่อนำไปสู่พัฒนาการทางด้านอื่นๆ ของประเทศไทย ตามความเรียกร้องต้องการของประชาชนไทย ในยุคสมัยที่คนทั้งโลกได้ตื่นตัวขึ้นมาทวงสิทธิ์ของความเป็น “คน” ยิ่งกว่ายุคใดๆ
      
       มองในมุมกว้าง ก็จะพบว่า การเมืองใหม่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงแนวโน้มใหญ่ของโลกเลยทีเดียว ประเทศต่างๆ “จำเป็น” ต้องเร่งปรับตัวเอง เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่กำลังขับเคลื่อนตัวเองไปด้วยพลังแห่งความรู้และวิทยาการสมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจาก “เก่า” สู่ “ใหม่” จึงมีขึ้นในประเทศต่างๆ ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เช่น การเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้นำในสหรัฐอเมริกาจากกลุ่มคนผิวขาวมาเป็นกลุ่มคนผิวสี การขยายตัวของสหภาพยุโรป การปฏิรูปทางการเมืองของประเทศจีน การพลิกขั้วของรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นต้น
      
       โดยนัยนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจาก “เก่า” สู่ “ใหม่” จึงเป็น “ปรากฏการณ์ทั่วไป” ที่สะท้อนกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมโลกโดยรวม ซึ่งเป็นอีกขั้นหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิวัติตนเองอย่างรอบด้านของมวลมนุษยชาติ เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากกรอบจำกัดของธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยทุกอย่างจะเริ่มต้นจาก “ตนเอง” ด้วยสำนึกที่จะพัฒนาตนเอง ยกระดับตนเอง กระทั่งมีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองสูงสุด
      
       ในบริบทดังกล่าว การเมืองใหม่ของประเทศไทย จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองใหม่โลก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของโลก
      
       กระนั้น “การเมืองใหม่” ในแต่ละประเทศมีจุดเริ่มต้น ระดับขั้นตอน เนื้อหาสาระและลักษณะรูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่ละประเทศจะต้องออกแบบการเมืองใหม่ที่เหมาะสมกับตัวเอง สามารถจัดวางตำแหน่งการเมืองใหม่ของตนเองได้ตามเหตุปัจจัยเอื้อ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จสูงสุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ หนีไม่พ้นต้องชี้ขาดกันที่ “ปัญญาตื่นรู้” ของ “คน” ที่มีต่อสภาพเป็นจริงของตนและของโลกโดยรวม ในยุคสังคมสารสนเทศที่ “ความรู้” เป็นใหญ่
      
       สำหรับประเทศไทย การเมืองใหม่ปรากฏออกมาในรูปของการต่อสู้ระหว่างอำนาจการเมืองเก่าที่ใช้เงินเป็นอาวุธกับอำนาจการเมืองใหม่ที่ใช้ปัญญาเป็นอาวุธ กลุ่มการเมืองเก่าใช้เงินบวกความรู้บันดาล สร้างฐานอำนาจทางการเมือง ส่วนกลุ่มการเมืองใหม่ใช้ปัญญาบวกความรู้บันดาล สร้างฐานอำนาจทางการเมือง
      
       “ปัญญา” หมายถึงการเข้าถึงความเป็นจริง กระจ่างแจ้งในสัจธรรม “เห็น” ถึงกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมไทยและสังคมโลก สะท้อนถึงความมี “สัมมาทิฐิ” ของอำนาจการเมืองใหม่ ตรงกันข้าม กลุ่มอำนาจการเมืองเก่าใช้เงินเป็นตัวตั้ง มองไม่เห็นความจริง ไม่ยอมรับความจริง หมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องผลประโยชน์เฉพาะตน สะท้อนถึง “มิจฉาทิฐิ” ที่ฝังรากอยู่ในกลุ่มการเมืองเก่า
      
       การต่อสู้จึงดำเนินไปในรูปแบบที่อำนาจการเมืองเก่าโดยกลุ่มทุนนิยมสามานย์พยายามระดมกำลังรักษาฐานอำนาจทุกวิถีทาง ขณะที่อำนาจการเมืองใหม่โดยขบวนการการเมืองภาคประชาชนเดินหน้าจุดเทียนปัญญา ขยายเครือข่าย ยกระดับการจัดตั้ง สร้างสมอำนาจขึ้นในหมู่มวลมหาชนอย่างไม่หยุดยั้ง นำเสนอทางออกของประเทศไทย ระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จัดทัพมวลมหาชนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเผด็จศึกขั้นสุดท้าย
      
       รูปแบบการต่อสู้เช่นนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดการพลิกเปลี่ยนของดุลอำนาจระหว่างอำนาจการเมืองเก่ากับอำนาจการเมืองใหม่ อำนาจการเมืองเก่าตกเป็นรองและอำนาจการเมืองใหม่กลายเป็นหลัก การเมืองใหม่ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนจึงจะประกาศชัยชนะได้
      
       ลักษณะและรูปแบบของการต่อสู้ทางการเมืองเช่นนี้ กำหนดให้พันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่ซึ่งเป็นแกนนำและกองหน้าของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ “สร้างคน” เป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ เพราะถึงที่สุดแล้ว ผลแพ้-ชนะในทุกเวที ทั้งในและนอกรัฐสภา จะตัดสินกันที่ “คน” ทั้งที่เป็น “คน” ในระดับแกนนำ “คน” ในระดับผู้ปฏิบัติงาน และ “คน” ในระดับมวลมหาชน
      
       อธิบายในบริบทของชาวพันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่ (ตามความเข้าใจในระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) “คน” ในที่นี้ หมายถึง “คนการเมืองใหม่” ที่มีจิตใจ “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ” และมีคุณสมบัติ “ทำงานเป็น” รวมถึงเป็น “ผู้ปฏิบัติที่ตื่นรู้” สามารถพัฒนายกระดับจิตใจและคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ของตนเองอยู่เสมอในท่ามกลางการเคลื่อนไหว ปฏิบัติภาระหน้าที่ต่างๆ ด้วยหลักยึด 4 ประการ ได้แก่ จุดเทียนปัญญา เอาธรรมนำหน้า สัมมาทิฐิ และเดินทางสายกลาง ฯลฯ ซึ่งคุณสมบัติของความเป็น “คนการเมืองใหม่” เหล่านี้ จะไม่จำกัดอยู่แค่นี้ แต่จะพัฒนาเพิ่มพูนความสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปตามการพัฒนาเติบใหญ่ของขบวนการการเมืองใหม่
      
       สองแนวทางสร้างคน
      
       การสร้างคนมีสองทาง ทางหนึ่ง สร้างคนในท่ามกลางการเคลื่อนไหวต่อสู้ ปฏิบัติภารกิจด้วยจิตใจแน่วแน่ จัดอยู่ในส่วนของการสร้างคนด้วยตนเอง ซึ่งก็คือการสร้างตนเอง พัฒนา ยกระดับตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นไปเองในตัวอยู่แล้ว ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจใฝ่ดีและก้าวหน้าอยู่เป็นทุนเดิม จะทำได้ดีกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า สามารถแบกรับภารกิจสำคัญๆ ได้มากกว่า
      
       อีกทางหนึ่งคือ สร้างคนด้วยการศึกษา อบรม สัมมนา ร่วมกันกับคนอื่น โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ จัดทำระบบและหลักสูตรการศึกษาฯ ดำเนินการให้กระบวนการศึกษาฯ บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จัดอยู่ในส่วนของการสร้างคนด้วยระบบการจัดตั้ง แม้จะให้ผลทางด้านคุณภาพไม่เท่ากับการพัฒนาตนเอง แต่จะให้ผลอย่างสำคัญทางด้านปริมาณ เมื่อผู้ปฏิบัติงานจำนวนมากผ่านกระบวนการอบรมบ่มเพาะ สามารถปรับปรุงตนเอง เสริมสร้างความเป็น “คนการเมืองใหม่” ได้เป็นขั้นๆ จะทำให้ขบวนการการเมืองใหม่เติบโตเข้มแข็งทางด้านคุณภาพในทุกระดับชั้น มีผลโดยตรงต่อการทำงานในหมู่มวลมหาชนทุกระดับชั้น เพราะถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่พวกเขาจะต้องทำให้ได้ก็คือการสร้าง “มวลมหาชนการเมืองใหม่” ขึ้นมา สนับสนุนและเข้าร่วมขบวนการสร้างการเมืองใหม่ตามวิถีทางที่เปิดให้อย่างเต็มที่ เพื่อนำไปสู่การพลิกเปลี่ยนทางการเมือง จากการเมืองเก่าเป็นการเมืองใหม่ในที่สุด
      
      คนการเมืองใหม่มีอยู่ 3 ระดับ คือระดับแกนนำ ระดับผู้ปฏิบัติงาน และระดับมวลชน คนการเมืองใหม่ทั้งสามระดับนี้ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน มีบทบาทสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน เสริมส่งซึ่งกันและกัน ผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
      
       คนการเมืองใหม่ในระดับแกนนำมีความตื่นตัวสูง สายตากว้างไกล รับผิดชอบมาก โดยทั่วไปจะพัฒนายกระดับตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ สามารถกำหนดทิศทาง แนวนโยบายการต่อสู้ได้อย่างถูกต้องในทุกขั้นตอน ขณะที่คนการเมืองใหม่ในระดับผู้ปฏิบัติงาน จะต้องสนใจพัฒนายกระดับตนเองควบคู่ไปกับการเข้ารับการอบรมตามโครงการอบรม (ปัจจุบันก็คือตามโครงการอบรมของสถาบันการเมืองใหม่ พรรคการเมืองใหม่) ส่วนมวลชนการเมืองใหม่ จะต้องอาศัยการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน ไปจุดเทียนปัญญา เคลื่อนไหวทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสม ดึงดูดมวลชนเข้าสู่ขบวนการการเมืองใหม่อย่างไม่ขาดสาย

 
 
 
 
 
 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 มกราคม 2010, 09:05:29 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #93 เมื่อ: 16 มกราคม 2010, 14:34:12 PM »

อ้างถึง
    พรรคการเมืองใหม่ เริ่มเนื้อหอม ได้บริษัท สุปรีโฮลดิ้ง จำกัด บริจาคให้ 2 แสนบาท โดยบริษัท สุปรีโฮลดิ้ง เป็นของนายปิติพงษ์-น.ส.จรุณีย์ เตียสุวรรณ์ บุตรชายและบุตรสาวของนายปรีดา-นางสุนันทา เตียสุวรรณ์ นั่นเอง
    นอกจากนี้ยังมี บริษัท ดี.พี. ปาล์มออยส์ จำกัด ประกอบธุรกิจ สกัดน้ำมันปาล์มดิบ บริจาค 5 แสนบาท ทำให้มียอดบริจาคเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 860,260 บาท รวม 11 เดือนเป็นจำนวน 1,614,574 บาท

ที่มา  : ประชาชาติธุรกิจ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1263540983&grpid=00&catid=no

 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #94 เมื่อ: 16 มกราคม 2010, 14:47:57 PM »

มองเชิงยุทธศาสตร์ของการสร้างการเมืองใหม่  จุดเน้นหนักหรือการวางจุดหนักที่สำคัญน่าจะรวมถึงสิ่งต่อไปนี้

1. ยุทธศาสตร์การสร้างคนการเมืองใหม่ทั้งในระดับแกนนำ,ผู้ปฏิบัติงาน,มวลชนสนับสนุนและหนุนช่วย

2.  ยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการเมืองต่อการเมืองเก่าจัดตั้งสภาพลเมืองทุกจังหวัดตรวจสอบการเลือกตั้ง

3.  ยุทธศาสตร์การสร้างองค์ความรู้เชิงลึกผ่านเวทีสภากาแฟและการสร้างสื่อหลากหลายรูปแบบเพื่อสื่อสารภายในองค์กร

4.  ยุทธศาสตร์งานเศรษฐกิจเพื่อการเมืองใหม่เพื่อระดมทุนในการรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

5.  ยุทธศาสตร์งานกิจกรรมในพื้นที่เป้าหมาย
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #95 เมื่อ: 31 มกราคม 2010, 08:21:01 AM »


4.  ยุทธศาสตร์งานเศรษฐกิจเพื่อการเมืองใหม่เพื่อระดมทุนในการรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  


ในทิศทางระยะสั้นน่าจะหมายถึงการขยายการรับสมาชิกพรรคอย่างต่อเนื่อง

ในทิศทางระยะกลางคือการเดินสายเพื่อเสนอนโยบายรูปธรรมต่อมวลชนที่เป็นแนวร่วมและระดมทุนการสร้างพรรคอย่างเป็นรูปธรรม

ในทิศทางระยะยาวคือการสร้างเศรษฐกิจใหม่คู่ขนานไปกับเศรษฐกิจเก่า  

เช่นสร้างฐานเศรษฐกิจการเงินผ่านสหกรณ์การเงินในรูปเครดิตยูเนี่ยนหรือธนาคารหมู่บ้านที่มีอยู่มากในจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือจากบทเรียนที่อาจารย์ณรงค์  เพ็ชรประเสริฐกำลังดำเนินการอยู่

เช่นสร้างฐานคิดหรือองค์ความรู้เศรษฐกิจสีเขียวผ่านงานวิจัยพัฒนาที่มีอยู่มากในสถาบันการศึกษา  อย่าปล่อยให้งานวิจัยอยู่บนหิ้งแต่ต้องคิดว่าจะพัฒนาทางการตลาดในเชิงพาณิชย์อย่างไร?  รวมทั้งพลังงานสะอาดในรูปแบบต่าง ๆ ยานยนต์หรือเครื่องจักรกลการเกษตรต่าง ๆ ที่ใช้ในการขนส่งและการเกษตรและอุสาหกรรมอาหารในครัวเรือน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 กุมภาพันธ์ 2010, 10:36:05 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #96 เมื่อ: 02 กุมภาพันธ์ 2010, 07:31:38 AM »

ลิ้งค์จากผู้จัดการ  "42. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย"  คลิก ---->

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000011234   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #97 เมื่อ: 03 กุมภาพันธ์ 2010, 09:05:08 AM »

43. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย    2 กุมภาพันธ์ 2553 15:08 น.


พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก เมื่อพรรคของพวกเราได้รับความไว้วางใจจากมวลมหาประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศแล้ว พรรคของเราจะต้องใช้ ภูมิปัญญาแบบบูรณาการ เข้ามาชี้นำ การปฏิรูปเชิงบูรณาการ กับประเทศนี้อย่างจริงจัง
      
       เนื่องเพราะในพรมแดนแห่งองค์ความรู้ของมนุษยชาติขณะนี้ ถือว่า โมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการ (integral development model) นี้ เป็นโมเดลการพัฒนาคน และพัฒนาสังคมอย่างครอบคลุมรอบด้านที่สุด และมีประสิทธิผลที่สุดเท่าที่องค์ความรู้ของมนุษยชาติจะค้นพบได้ในขั้นตอน ปัจจุบัน เพราะโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการนี้ พิจารณาการพัฒนาคนและสังคมถึง 4 มิติควบคู่กันไป โดยให้ความสำคัญกับแต่ละมิติอย่างเท่าเทียมกัน คือ
      
       (1) มิติปัจเจก-ด้านใน หรือ มิติแห่งเจตนารมณ์
      
       (2) มิติรวมหมู่-ด้านใน หรือ มิติแห่งวัฒนธรรม
      
       (3) มิติปัจเจก-ด้านนอก หรือ มิติแห่งพฤติกรรม
      
       (4) มิติรวมหมู่-ด้านนอก หรือ มิติแห่งระบบสังคม หรือสถาบัน
      
       เนื่องจากโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการให้ความสำคัญแก่มิติทั้ง 4 มิติดังข้างต้น โมเดลนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งสั้นๆ ว่า โมเดลจตุรภาค ดังนั้นพรรคของพวกเราจะต้องใช้ โมเดลจตุรภาคหรือโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการนี้มาเป็น ฐานคิด ในการนำเสนอ วิชัน หรือ วิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ (integral vision) ในการชี้นำการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ และในการออกนโยบายปฏิรูปเชิงบูรณการต่างๆ
      
       ข้อดีของโมเดลจตุรภาคนี้มีมากมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโมเดลนี้มันสามารถช่วยให้เหล่าปัญญาชนจากสำนักคิดต่างๆ “ตาสว่าง” และกระจ่างแจ้งในความจริง และในทางทฤษฎีหลายๆ เรื่องเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น
      
      (1) การคาดการณ์อนาคตเกี่ยวกับ เมกะเทรนด์ หรือ ทิศทางหลักๆ ที่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะเคลื่อนตัวไป ไม่ว่าจะเป็น วิชันแบบคลื่นลูกที่สาม ที่มองว่าสังคมมีพัฒนาการจากสังคมเกษตรกรรม (คลื่นลูกที่หนึ่ง) ไปสู่สังคมอุตสาหกรรม (คลื่นลูกที่สอง) และไปสู่สังคมข่าวสาร (สังคมความรู้ที่เป็นคลื่นลูกที่สาม) หรือ วิชันแบบนักมานุษยวิทยา ที่มองพัฒนาการของสังคมจาก พัฒนาการของโลกทัศน์ โดยพัฒนาจากโลกทัศน์แบบมายาคติ (magic) ไปสู่โลกทัศน์แบบปรัมปราคติ (myth) ไปสู่โลกทัศน์แบบเหตุผลนิยม (rational) ไปสู่โลกทัศน์แบบพหุนิยม และไปสู่โลกทัศน์แบบบูรณานิยม (integral) นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น คือมีส่วนจริงแบบเฉพาะส่วน แต่ยังไม่ใช่ความจริงแบบองค์รวม เพราะวิชันแบบคลื่นลูกที่สามดังข้างต้น เป็นการมองพัฒนาการของสังคมจากมิติรวมหมู่-ด้านนอก (มิติแห่งระบบสังคม) เท่านั้น
      
       ส่วนวิชันแบบนักมานุษยวิทยาดังข้างต้น ก็เป็นการมองพัฒนาการของสังคมจากมิติรวมหมู่-ด้านในเท่านั้น กล่าวคือ ถ้ามองจากมุมมองดังกล่าว จะรู้สึกว่ามันเป็นความจริงอย่างยิ่ง แต่แท้ที่จริงแล้ว มันยังเป็นความจริงเฉพาะด้านเท่านั้น
      
       (2) ทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของลัทธิมาร์กซ์ ที่เชื่อว่าฐานเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดโครงสร้างส่วนบน หรืออุดมการณ์ จิตสำนึกก็เป็นความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น คือมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชี้นำโดยทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ์ที่ไม่สมบูรณ์เช่น นี้ จึงมักล้มเหลวเสมอ

      
       (3) การที่ จิตของปัจเจก จะพัฒนาไปอย่างสมดุล และสมบูรณ์นั้น ปัจเจกจะฝึกแค่ การเจริญสมาธิภาวนา (มิติปัจเจก-ด้านใน) อย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องคำนึงถึง การพัฒนาโลกทัศน์ (มิติรวมหมู่ด้านใน) คำนึงถึง การรับใช้เพื่อนมนุษย์ โดยการเข้าไปช่วยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบ-สถาบันให้ดีขึ้น (มิติรวมหมู่-ด้านนอก) รวมทั้งคำนึงถึงการปรับปรุง พฤติกรรมในการดำเนินชีวิต (มิติปัจเจก-ด้านนอก) ของตนเองให้ดีขึ้นสูงส่งยิ่งขึ้น ประเสริฐยิ่งขึ้นควบคู่กันไปด้วย
      
       (4) การดำเนินนโยบายปฏิรูปเชิงบูรณาการของพรรคเรานั้น สามารถช่วยยกระดับจิตของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยผ่านการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่มุ่งพัฒนาปรับปรุงระบบต่างๆ ในสังคมให้ทันสมัยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยผ่านการดำเนินนโยบายที่มุ่งส่งเสริมวัฒนธรรมของชุมชน โดยผ่านการรณรงค์ให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน
      
       และโดยผ่านการส่งเสริมการปฏิวัติการเรียนรู้ของผู้คน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการผลักดันจากมิติต่างๆ ทั้ง 4 มิตินั่นเอง อันจะมีผลให้ คนเราสามารถพัฒนาจิตไปถึงระดับเฉลี่ยของจิตของชนชั้นกลางไทยที่ได้ไปถึงแล้วโดยง่าย โดยที่ประชาชนในระดับรากหญ้าเหล่านั้น ยังไม่จำเป็นต้อง ฝึกจิต โดยตรงแต่อย่างใดเลย เพราะ ระดับจิตเฉลี่ยของชนชั้นกลาง คือระดับจิตสำนึกที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยทำงานได้ผล เป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ประชาชนระดับรากหญ้าจะเริ่ม “รู้ทัน” นักการเมือง และไม่ตกเป็นเครื่องมือของพวกนักการเมืองอีกต่อไป
      
       (5) แต่ถ้าหากปัจเจกผู้ใดต้องการที่จะยกระดับ หรือพัฒนาจิตของตนให้รุดหน้าสูงกว่า ระดับเฉลี่ยของจิตสำนึกของสังคม โดยทั่วไป (จิตสำนึกที่เป็น โลกทัศน์แบบเหตุผลนิยม อันเป็นระดับจิตเฉลี่ยของชนชั้นกลางไทย) คนผู้นั้นก็ต้องเริ่มฝึกฝนจิต เจริญสมาธิภาวนา รวมทั้งเจริญสติ เจริญวิปัสสนาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยจะต้อง ฝึกจิตแบบบูรณาการ อย่างคำนึงถึงมิติทั้ง 4 แห่งการพัฒนาอย่างมีสมดุลด้วย
      
       (6) นั่นคือ โมเดลจตุรภาคหรือโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการของพรรคเรา ได้นำเสนอว่า การพัฒนาอย่างบูรณาการที่แท้จริง และอย่างยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ทั้ง 4 มิติหรือ 4 ด้าน ได้รับการพัฒนาอย่างมีสมดุลควบคู่กันไปอย่างพร้อมเพรียงกันเท่านั้น (tetra-evolve) นโยบายใดก็ตาม ที่เน้นการพัฒนาแค่ด้านใดด้านหนึ่ง หรือมิติใดมิติหนึ่งแต่เพียงด้านเดียว มิติเดียวย่อมนำไปสู่การเกิดความขัดแย้งที่ไม่สมดุลที่อาจนำไปสู่วิกฤตได้ เสมอ
      
       (7) อย่างเช่นในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนมีความโน้มเอียงที่จะให้ความสำคัญกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เชิงประจักษ์นิยมจนเกินพอดี ทั้งๆ ที่ความจริงเชิงประจักษ์นิยม เป็นแค่ความจริงของมิติปัจเจก-ด้านนอก และมิติรวมหมู่-ด้านนอกของจักรวาลเท่านั้น ยังไม่ใช่ความจริงของจักรวาลทั้งหมด ขณะเดียวกัน ก็ยังมีความจริงเชิงสังคมศาสตร์ เชิงมานุษยวิทยาซึ่งเป็นความจริงของมิติรวมหมู่-ด้านใน และความจริงทางจิต หรือธรรมะอันเป็นความจริงของมิติปัจเจก-ด้านในอีกด้วย นี่ก็แสดงให้เห็นว่า หลักการทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแบบประจักษ์นิยม อย่างดีที่สุดก็บอกความจริงได้แค่ครึ่งเดียวของความจริงของจักรวาลเท่านั้น จึงยังไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ชี้ขาดได้ทุกเรื่องเสมอไป เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกัน
      
       8 .  อวิชชาของคนสมัยนี้ที่ทั้งมีความรู้ ทั้งเก่ง และฉลาด จึงอยู่ที่ การ หลงไปติดกับดักทางความคิดที่เชื่อว่า วิทยาศาสตร์คือความจริงอย่างเดียวเท่านั้น อวิชชาที่หลงผิดเช่นนี้ ทำให้เกิดปัญหาที่ไปลดทอนคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ในมิติด้านอื่นๆ หรือละเลยไม่เห็นความสำคัญ หรือไม่เห็นความหมายในเรื่องของจิตใจ คุณธรรม จิตวิญญาณ วัฒนธรรม จนทำให้เกิดความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงปะทะปะทุออกมาอย่างรวดเร็ว และรุนแรงไปทั่วโลก ดังที่เห็นๆ กันอยู่ในปัจจุบัน
      
      (9) นโยบายการพัฒนาเชิงบูรณาการ ของพรรคเราเมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ จึงต้องมี วิชันของสังคมความรู้ เพื่อที่จะสถาปนาสังคมความรู้ หรือสังคมแห่งปัญญาที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้น และหยั่งรากลึกในประเทศนี้ให้จงได้ โดยที่นโยบายเหล่านี้ต้องมุ่งไปที่ “การปฏิวัติการเรียนรู้” (learning revolution) ให้เกิดขึ้นในระดับปัจเจกเสียก่อน เพื่อก่อให้เกิดการยกระดับจิตสำนึก (transformation of consciousness) ขึ้นในปัจเจกบุคคลผู้นั้นอันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเชิงลึก (deep structure) ที่มั่นคง ถาวร และยั่งยืน
      
       ด้วยเหตุนี้ นโยบายการพัฒนาเชิงบูรณาการ ต่างๆ ของพวกเรา เมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน นโยบายสาธารณสุข นโยบายการศึกษา นโยบายวัฒนธรรม นโยบายเทคโนโลยี ฯลฯ จึงต้องมุ่งไปในทิศทางและวิชันเดียวกัน คือมุ่งไปที่การสถาปนาสังคมแห่งความรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ของปัจเจก ซึ่งย่อมส่งผลไปสู่การยกระดับจิตสำนึกทั้งของปัจเจก และของรวมหมู่ในที่สุด ถ้าหากเข้ากระทำอย่างบูรณาการ ด้วยนโยบายและปฏิบัติการต่างๆ ในทุกมิติของกาย ใจ และจิตวิญญาณ รวมทั้งในทุกปริมณฑลของภาคสังคม ภาควัฒนธรรม ภาคธรรมชาติ และภาคตัวตน (self)
      
       (10) ด้วยเหตุนี้ แนว ทางทางการเมืองเชิงบูรณาการของพรรคเรา จึงเป็นแนวทางที่กำหนดออกมาจากความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องระดับจิต และประเภทต่างๆ ของโลกทัศน์ของผู้คนอย่างลึกซึ้ง ว่า ทำไมผู้คนจึงคิดต่างกัน และขัดแย้งกัน แล้วจะสามารถเยียวยาความแตกแยกนี้ได้อย่างไร ด้วยวิธีการอะไร
      
       กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การที่พรรคของเราจะประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ และชี้นำประชาชนทั้งประเทศอย่างมีประสิทธิผลได้ ผู้คนในพรรคของพวกเราจะต้องมีความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมี โครงสร้างวิวัฒนาการทางจิต เป็น โครงสร้างเชิงลึก ที่เป็นศักยภาพแฝงอยู่ในตัวทุกคน โดยที่มนุษย์ทุกคนจะมีพัฒนาการผ่านระดับขั้นตอนของจิตไต่ขึ้นไปเป็นขั้นๆ ไปราวกับการขึ้นบันไดไปตามโครงสร้างวิวัฒนาการของจิตนี้เสมอ โดยไม่มีข้อยกเว้น
      
       (11) ความแตกต่างที่บังเกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาของปัจเจกคือ ความแตกต่างในระดับความเร็ว ในการผ่านพ้นแต่ละขั้นตอนของโครงสร้างของจิตที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน กับ ความแตกต่างในระดับความสูง (หรือความลึกซึ้งลึกล้ำ) ของจิต ที่แต่ละคนสามารถได้ขึ้นไปได้ในชีวิตนี้ไม่เท่ากันเท่านั้น
      
       จะเห็นได้ว่า การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของภูมิปัญญาแบบบูรณาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คือ การ ใช้โครงสร้างเชิงลึกอย่างโครงสร้างแห่งจิตสำนึกของมนุษย์ (the basic structure of consciousness) มาเป็นแกนหลักของโมเดลการพัฒนาคน และพัฒนาสังคมอย่างบูรณาการ โดยสามารถเชื่อมโยงกับการอธิบายวิวัฒนาการของจักรวาลหลากมิติได้อย่างกลม กลืน นั่นเอง (ยังมีต่อ)
      
      
                                www.suvinai-dragon.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 กุมภาพันธ์ 2010, 09:17:31 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #98 เมื่อ: 11 กุมภาพันธ์ 2010, 08:01:28 AM »

3 สร้าง

โดย สันติ ตั้งรพีพากร    9 กุมภาพันธ์ 2553 14:01 น.


ที่ผ่านมา ในสารบบความคิดทฤษฎีการเมืองใหม่ที่ผู้เขียนนำเสนอ มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเลข 3 อยู่สองเรื่องคือ ทฤษฎี “ธูป 3 ดอก” และทฤษฎี “3 ดาบกายสิทธิ์” สำหรับใช้เป็นอาวุธทางความคิด ต่อสู้เอาชนะรัฐบาลนอมินีในระบอบทักษิณ และสำหรับต่อสู้เอาชนะอำนาจการเมืองเก่าต่อไป จนกระทั่งได้รับชัยชนะในบั้นปลาย ประชาชนชาวไทยสามารถร่วมกันสร้างการเมืองใหม่สำเร็จได้ในที่สุด
      
       นับเป็นอาวุธทางความคิดชิ้นแรกๆ ใน “คลัง” อาวุธทางความคิดของขบวนการการเมืองภาคประชาชนที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ในการเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมือง เพื่อล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่
      
       มาบัดนี้ การขับเคลื่อนทางการเมืองของขบวนการการเมืองภาคประชาชนฯ ได้พัฒนามาถึงขั้นก่อตั้งพรรคการเมือง ดำเนินงานการเมืองในระบบรัฐสภาเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จำเป็นที่จะต้องทำการ “นวัตกรรม” ความคิดทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาประกบ ให้ชาวพันธมิตรฯ และสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ใช้เป็นอาวุธต่อสู้เอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ทั้งที่มาจากภายนอกและภายใน
      
       มองในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์การเมืองในยุครัฐบาลนอมินีในระบอบทักษิณที่พันธมิตรฯ นำการต่อสู้อย่างยืดเยื้อ “193 วัน” ได้สิ้นสุดลงแล้ว การเมืองประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ มีคณะรัฐบาลชุดใหม่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ใช้อำนาจบริหารประเทศ แต่ก็ยังสลัดไม่หลุดจากกรอบกำหนดของอำนาจการเมืองเก่า การใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลเพื่อแสวงประโยชน์เฉพาะตนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด อยู่เช่นเคย ขณะที่กลุ่มอำนาจในระบอบทักษิณทั้งในและนอกรัฐสภาก็เดินเกมป่วนประเทศ ขัดขวางการทำงานของรัฐบาล และหาทางฟื้นอำนาจกลุ่มทุนสามานย์ในระบอบทักษิณอีกครั้ง สถานการณ์โดยรวมจึงแตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก การนำเสนอความคิดทฤษฎีใหม่ๆ ที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ทำไม่ได้
      
       อีกด้านหนึ่ง ในส่วนของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรฯ ซึ่งได้ก้าวมาถึงขั้นก่อตั้งพรรคการเมืองเต็มรูป ปัญหาภายในของขบวนการฯ ที่ทับถมคั่งค้างกันมาตั้งแต่เริ่มแรก และยังไม่มีการแก้ไขให้ตกไป กลายเป็นปัญหาเรื้อรังหมักหมม ได้ถึงจุดระเบิด จำเป็นต้องพัฒนาแนวคิดและวิธีการจัดการใหม่ๆ ให้เหมาะสม สามารถปรับขบวนแถวให้เข้าที่เข้าทาง สำหรับการขับเคลื่อนการต่อสู้ให้ดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ไม่ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน
      
       พิจารณาตามหลัก “เหตุปัจจัย” บนพื้นฐานที่ว่า พวกเราชาวพันธมิตรฯ และสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ยึดมั่นในความเป็นจริง โดย “ทุกอย่างเริ่มจากความเป็นจริง เคารพความเป็นจริง” ก็พบว่า การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ดังกล่าว ได้กระตุ้นให้กระบวนการทางความคิดทฤษฎีของผู้เขียนและผู้ปฏิบัติงานของ พันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่ต้อง “ทำงาน” อย่างหนัก โดยจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเหตุปัจจัยและตัวแปรใหม่ๆ อย่างรอบด้าน จนกระทั่งเห็น “ภาพรวม” อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมทั้งเข้าถึง “แก่นแท้” ของปัญหา ซึ่งก่อนจะถึงจุดนั้น จำเป็นต้องผ่านกระบวนการประมวลผลหรือ “กลั่นกรอง” ทางความคิดอย่างต่อเนื่องจน “ได้ที่” แล้วจึงจะเกิดเป็น “จินตภาพ”ใหม่ ทางด้านแนวคิดทฤษฎี สามารถนำเสนอทางออกได้อย่างถูกต้อง นำไปปฏิบัติให้สัมฤทธิผลได้จริง
      
       ทฤษฎี “3 สร้าง” จึงถูกนำเสนอออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ และเพื่อขับเคลื่อนขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง บนเส้นทางการต่อสู้ล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่
      
       สรุปคือ ทฤษฎี “3 สร้าง” ก็คือผลพวงของการ “ทำงาน” ของกระบวนการทางความคิดทฤษฎีของผู้เขียน ที่ตั้งอยู่บนฐานของสถานการณ์ที่เป็นจริงทั้งในและนอกขบวนการการเมืองภาค ประชาชน ทั้งในหมู่ชาวพันธมิตรฯ และทั้งในพรรคการเมืองใหม่
      
       อีกทั้งเป็นทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนฐานการเคลื่อนไหวปฏิบัติของชาวพันธมิตรฯ และชาวพรรคการเมืองใหม่ที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมอยู่ด้วย
      
       จากนี้จึงอธิบายได้ว่า ทฤษฎี “3 สร้าง” ก็เช่นเดียวกับทฤษฎี “ธูป 3 ดอก” และทฤษฎี “3 ดาบกายสิทธิ์” มันเป็นสิ่งที่อุบัติขึ้นบนพื้นฐานของการเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองของมวล มหาชนชาวไทย ที่มุ่งล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่
      
       ยิ่งกว่านั้น ทั้งสามทฤษฎีนี้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน โดยทฤษฎีธูป 3 ดอกนำเสนอแนวทางสร้างการเมืองใหม่ด้วยการ 1. ประชาชนเป็นเจ้าภาพ 2. สร้างอำนาจประชาชน ซึ่งเป็นอำนาจกำหนดใหม่ และ3. ต่อสู้เอาชนะอำนาจกลุ่มทุน ซึ่งเป็นอำนาจกำหนดเก่า แล้วสถาปนาอำนาจกำหนดใหม่ขึ้นแทนที่อำนาจกำหนดเก่า
      
       ทฤษฎี “3 ดาบกายสิทธิ์” นำเสนอทางออกให้แก่ขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรฯ ในบริบทที่ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงของประเทศไทยว่า ในการขับเคี่ยวกับอำนาจกำหนดเก่าในระบอบทักษิณ เราจำเป็นจะต้องผนึกกำลังกับสถาบันอำนาจที่เป็น “เสาหลัก” การดำรงอยู่ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่สำคัญที่สุดก็คือสถาบันทหารและสถาบันตุลาการ โดยมุ่งให้สองสถาบันนี้แสดงบทบาทของตนอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม หลุดพ้นจากอิทธิพลครอบงำของกลุ่มทุนสามานย์ในระบอบทักษิณ สามารถทำงานประสานกับ “อำนาจประชาชน” ได้เป็นอย่างดี
      
       ในที่สุด เมื่อ “3 ดาบกายสิทธิ์” หรือสามองค์อำนาจนี้ทำงานประสานกัน โดยอำนาจประชาชนแสดงบทบาทเป็นอำนาจกำหนด ก็ได้เกิดเป็นอานุภาพยิ่งใหญ่ สามารถกำราบกลุ่มอำนาจในระบอบทักษิณ (ทั้งที่เป็นรัฐบาลนอมินีและพรรคการเมืองโกงการเลือกตั้ง) ลงไปได้ จนกระทั่งนำไปสู่การล่มสลายครั้งใหญ่ของอำนาจการเมืองในระบอบทักษิณเมื่อวัน ที่ 2 ธันวาคม 2551
      
       โดย นัยนี้ ทฤษฎี “3 สร้าง” จึงจัดอยู่ในบริบทของการสร้างอำนาจประชาชนที่เป็น “เจ้าภาพ” สร้างการเมืองใหม่ นับเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของการสร้างอำนาจประชาชน ซึ่งเป็นแก่นแกนของทฤษฎี “ธูป 3 ดอก” และทฤษฎี “3 ดาบกายสิทธิ์”
      
       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาขยายตัวของอำนาจประชาชน ในฐานะ “อำนาจกำหนด” ของสามองค์อำนาจในทฤษฎี “3 ดาบกายสิทธิ์” จะมีผลใหญ่หลวงยิ่งในการทำศึกขั้นเด็ดขาดกับอำนาจกำหนดเก่า ทั้งที่เป็นกลุ่มทุนสามานย์ในระบอบทักษิณ และกลุ่มอำนาจ “ขั้วใหม่” ที่เป็นกลุ่มฉวยโอกาส ฉีกตัวเองออกจากเครือข่ายระบอบทักษิณ
      
       ทั้งนี้ เพราะลักษณะการต่อสู้เพื่อล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ ที่ประชาชนเป็นเจ้าภาพเป็นการ “เปลี่ยนแปลง” ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่การปฏิวัติล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การ “กำหนด” ให้สถาบันหลักในระบอบการปกครองที่เป็นอยู่แสดงบทบาทในทางที่ถูกต้อง ชอบธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นไปได้ ขณะที่ถ้าเป็นการปฏิวัติล้มล้าง ก็จะต้องทำลายสถาบันหลักของระบอบนี้ลงไปให้ได้
      
       ทฤษฎี “3 สร้าง” ประกอบด้วย 1. สร้างทฤษฎี 2. สร้างพรรค 3. สร้างคน
      
       สร้างทฤษฎี ซึ่งก็คือทฤษฎีการเมืองใหม่ เพื่อให้ขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมี ความเป็นเอกภาพทางความคิด บนพื้นฐานของปัญญารู้แจ้ง
      
       สร้างพรรค ซึ่งก็คือพรรคการเมืองใหม่ เพื่อให้ขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมี เครื่องมือที่ทรงอานุภาพ เข้มแข็งเกรียงไกร เป็นที่ไว้วางใจได้ของมวลมหาชน
      
       สร้างคน ซึ่งก็คือคนการเมืองใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพโดยรวมของชาวพันธมิตรฯ และมวลสมาชิกพรรคการเมืองใหม่
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 กุมภาพันธ์ 2010, 08:09:44 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #99 เมื่อ: 11 กุมภาพันธ์ 2010, 08:05:27 AM »

44. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)

ดร.สุวินัย  ภรณวลัย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    9 กุมภาพันธ์ 2553 14:12 น.


พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก การมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่อง ระดับโครงสร้างวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ จะต้องเป็นเสาหลักทางทฤษฎีอีกเสาหนึ่งของ โมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการ ของพรรคเรา โดยที่คำอธิบายของภูมิปัญญาบูรณาการเกี่ยวกับ ระดับโครงสร้างวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นผลพวงของการค้นคว้าอย่างกว้างขวางและยาวนานของนักจิตวิทยาสำนักต่างๆ เป็นจำนวนมากที่ถูกนำมาสังเคราะห์จนกลายเป็น 10 ขั้นตอนแห่งระดับวิวัฒนาการของจิต โดยที่โมเดลของจิตวิทยาเชิงบูรณาการแบบนี้ จะไม่เพียงแค่ศึกษาพัฒนาการเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายเท่านั้น
      
       หากยังศึกษาครอบคลุมพัฒนาการเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจน บรรลุธรรมด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า โมเดลการพัฒนาคนและพัฒนาสังคมแบบบูรณาการนี้ ที่อิงอยู่กับระดับโครงสร้างวิวัฒนาการของจิตมนุษย์ และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับการอธิบายวิวัฒนาการของจักรวาลหลากมิติได้ อย่างกลมกลืน เป็น โมเดล การพัฒนาที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่องค์ความรู้ของมนุษยชาติเคยมีเลยทีเดียว พรรคของเราจะต้องนำเอาโมเดลนี้มาประยุกต์ใช้ในการชี้นำ และการบริหารประเทศ จึงจะสามารถบรรลุอุดมการณ์อันสูงส่งของพวกเราได้
      
       10 ขั้นตอนแห่งระดับวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนบรรลุธรรม ตามโมเดลของจิตวิทยาเชิงบูรณาการ มีดังต่อไปนี้ อนึ่ง การอธิบาย 10 ขั้นตอนแห่งระดับวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ จะอธิบายจากขั้นตอนที่พัฒนาน้อยที่สุดไปจนถึงขั้นตอนที่พัฒนาสูงสุด โดยมี ตัวตน (self) หรือ ตัวรู้ เป็นผู้นำทางในการพัฒนาทางจิตไปตามลำดับ
      
       ขั้นที่ 1 sensoriphysical หรือ sensorimotor
      
       เป็นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสในระดับกายภาพ อันเป็นระดับจิตของทารกแรกเกิด ที่เอาจิตของตัวเองรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกวัตถุภายนอก เพราะตัวทารกเองยังไม่สามารถจำแนก “ภายนอก” กับ “ภายใน” ได้ สำหรับทารกแล้ว ร่างกายทั้งหมดของทารกก็คือปาก และ “โลก” ของทารกก็คือ อาหารเท่านั้น
      
       ขั้นที่ 2 phantasmic-emotional
      
       เป็นระดับจิตที่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ ความรู้สึกหรือแรงผลักดันทางฮอร์โมนโดยยังไม่สามารถคำนึงถึงเหตุผล หลักศีลธรรม จิตระดับนี้เริ่มเข้าใจจินตภาพ (image) ได้บ้างแล้ว เป็นจิตในระดับทารกหลังคลอดได้ 15-24 เดือน
      
       ขั้นที่ 3 rep-mind หรือ magic
      
       เป็นขั้นตอนที่ใจ (mind) เริ่มปรากฏออกมาเป็นรูปร่างแล้ว เป็นระดับจิตที่เริ่มสามารถคิดในเชิงสัญลักษณ์อย่างง่ายๆ ได้ เริ่มมีตัวตนในเชิงมโนทัศน์ (concept) สามารถนิยามตัวเองอย่างง่ายๆ ได้ เป็นระดับจิตของเด็กอายุตั้งแต่ 2-4 ขวบ (สามารถคิดในเชิงสัญลักษณ์ได้) ไปจนถึง 7 ขวบ (สามารถคิดในเชิงมโนทัศน์ได้) แต่จิตใจระดับนี้ยังเป็นจิตที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (egocentrism) และหลงตัวเอง (narcissism) อยู่ คือคิดว่าโลกจะเป็นดังใจนึกของตัวเองทุกประการอยู่ จึงยังเป็นจิตในระดับ มายาคติ (magic) ที่คิดและมองโลกแบบการ์ตูนอยู่
      
       ขั้นที่ 4 rule-role mind หรือ conop หรือ mythic
      
       เป็นจิตระดับกลางๆ ที่มีความเชื่อเรื่องอำนาจวิเศษ (magical power) ได้ย้ายจากตัวเองแบบเด็กๆ ในขั้นตอนก่อนไปสู่ความเชื่อเรื่องอำนาจวิเศษของเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่นอกตน จึงเรียกจิตในระดับนี้ว่า ปรัมปราคติ (mythic) ในอีกด้านหนึ่ง จิตในระดับนี้เป็นจิตที่เริ่มเข้าใจแล้วว่า ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างตามความอยาก ความปรารถนา และแรงผลักดันภายในของตัวเอง แต่คนเราจะต้องปฏิบัติตามกฎและหน้าที่ หากต้องการจะอยู่ในสังคมอย่างราบรื่น จิตระดับนี้โดยปกติจะเริ่มเกิดในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 7 ขวบขึ้นไป
      
       สำหรับประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศกำลังพัฒนาที่คนส่วนใหญ่จบการศึกษาแต่ระดับชั้นประถม ระดับจิตของพวกเขาจะหยุดอยู่แค่ระดับนี้เท่านั้น ยกเว้นเสียแต่ว่า พวกเขาจะดิ้นรนไขว่คว้าหา ความรู้ ใส่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถยกระดับตัวเอง มีพัฒนาการทางจิตต่อไปได้
      
       ขั้นที่ 5 formal-reflexive หรือ formop หรือ rational
      
       เป็นจิตที่พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง โดยผ่านระบบการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาไปจนถึงระดับปริญญาตรีที่เป็น กระบวนการฝึกจิตให้เริ่มคิดเป็น เริ่มรู้จักใช้เหตุผลเป็นในการวิเคราะห์ จนสามารถมีวิจารณญาณเป็นของตัวเองได้ กระทั่งเกิดเป็น โลกทัศน์เชิงวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อว่าหากมีความปรารถนาในสิ่งใด ก็จงไปบรรลุสิ่งนั้นด้วย หลักฐาน เหตุผล ข้อมูล และความเข้าใจ มิใช่ด้วยการอ้อนวอนร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยที่ยังคงงอมืองอเท้าอยู่ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จิตในระดับนี้จะถูกอบรมบ่มเพาะด้วยระบบการศึกษาและสังคมให้บังเกิดขึ้นกับ เยาวชนในช่วงอายุ 10-15 ปี แต่สำหรับในประเทศไทย เนื่องจากระบบการศึกษาที่ด้อยประสิทธิภาพ และสภาพสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ จึงต้องใช้เวลานานกว่าโลกตะวันตกในการพัฒนาจิตระดับนี้ให้แก่เยาวชนไทย สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่ทำงานใน ภาคสมัยใหม่ หรือชนชั้นกลาง ไม่ว่าภาคราชการหรือภาคเอกชน จะสามารถพัฒนาระดับจิตของพวกเขาได้แค่ระดับนี้เป็นส่วนใหญ่เท่านั้น
      
       หากปัจเจกชนผู้ใดต้องการจะยกระดับจิตของตนให้สูงขึ้นไปกว่านี้ คนผู้นั้นจะต้องเป็นผู้รักการอ่านหนังสือที่หลากหลาย รักการคิดอย่างรอบด้าน และลึกซึ้งจนเป็นปัญญาชนผู้มีระบบการคิดที่ลุ่มลึกซับซ้อนจึงจะเป็นไปได้ จิตในระดับนี้จึงยังเป็น จิตของโลกทัศน์แบบทันสมัยนิยม (modernism) เท่านั้น
      
       ขั้นที่ 6 vision-logic
      
       เป็นจิตที่สามารถคิดอย่างเห็นภาพรวมทั้งหมดได้ (totality) เป็นจิตที่สามารถเห็น เอกภาพท่ามกลางความแตกต่างและความหลากหลาย เป็นจิตที่แลเห็นความหลากหลายของมุมมอง และสามารถเข้าใจมุมมองต่างๆ ที่แตกต่างกันได้อย่างไม่บิดเบือน และเคารพอย่างจริงใจในความต่างเหล่านั้น เป็นจิตที่สามารถใช้ตรรกะขั้นสูง อย่างวิภาษวิธี (dialectic) และอย่างไม่เป็นเส้นตรง (nonlinear) ได้อย่างเชี่ยวชาญจึงสามารถคิดอย่างเป็นระบบและอย่างมีพลวัต (dynamic) ได้ จึงเป็นจิตที่สามารถสังเคราะห์และบูรณาการ “ความจริงที่แยกส่วน” ให้ประสานกันได้อย่างสมดุล เป็นจิตของ โลกทัศน์แบบพหุนิยม (plulaism) หรือ โลกทัศน์แบบหลังทันสมัยนิยม (postmodernism) และ โลกทัศน์แบบบูรณานิยม (integralism)
      
       จิตระดับนี้จึงเป็นระดับจิตของปัญญาชน และนักคิดชั้นนำหรือชั้นแนวหน้าของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนสูงสุดของการพัฒนาจิตในระดับโลกียะแล้ว
      
     จะเห็นได้ว่า 10 ขั้นตอนแห่งระดับวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ตั้งแต่ขั้นที่ 1 จนถึงขั้นที่ 6 ดังข้างต้นนี้ มีประโยชน์มากในการช่วยให้พรรคของพวกเรา มีความเข้าใจพัฒนาการทางจิตของผู้คนในประเทศนี้ที่พรรคของพวกเราอาสาเข้ามา เป็น “ผู้นำยุคใหม่” ให้ว่า ผู้คนเหล่านี้ที่ยังเป็นปุถุชนตั้งแต่เกิดจนตาย พวกเขาจะต้องผ่านขั้นตอนการพัฒนาทางจิตอย่างเป็นลำดับอย่างไรบ้าง พรรคของพวกเราจะได้ชี้นำและผลักดัน นโยบายปฏิรูปเชิงบูรณาการ ออกมาได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องเหมาะสมกับพัฒนาการทางจิตของผู้คนเหล่านี้
      
       เพราะการมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับ โครงสร้างวิวัฒนาการของจิตมนุษย์ ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพรรคของพวกเราในการวาง แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการ ให้สอดคล้องกับการยกระดับจิตสำนึกของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งยังสามารถนำเสนอ วิชัน หรือ วิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ (integral vision) ได้ว่าจะนำพาผู้คนและบ้านเมืองนี้พัฒนาไปข้างหน้าในทิศทางใดและได้อย่างไร

      
       แต่ถ้าหากปัจเจกผู้ใดอยากมีความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกว่า คนเราจะบรรลุธรรมได้อย่างไร เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ ผู้นั้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นที่ 7 ถึงขั้นที่ 10 แห่งระดับวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ ดังต่อไปนี้...
      
       ...กว่าที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งจะมีพัฒนาการทางจิตมาจนถึงขั้นที่ 6 หรือ vision-logic ซึ่งเป็นระดับจิตของปัญญาชนได้ ก็คงผ่านโลกมาไม่น้อย อีกทั้งคงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต รวมทั้งใช้ชีวิตทางโลกอย่างจัดเจนมาแล้ว จนกระทั่งสามารถมองทะลุเห็นซึ้งถึงความเป็นอนิจจังของชีวิตได้
      
       การเริ่มอ่านหนังสือธรรมะ หรือหนังสือเชิงปรัชญา เชิงจิตวิญญาณเป็นจำนวนมากเพื่อดับกระหาย จึงมักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก สำหรับคนในระดับจิตขั้นที่ 6 นี้ทำให้ช่วยพอกพูนสติปัญญาในทางธรรมให้แก่คนผู้นั้น จนสามารถพัฒนาจิตของเขาเป็น higher vision-logic หรือจิตที่พัฒนาจนติดเพดานบนของขั้น vision-logic หรือระดับจิตขั้นที่ 6 ได้ แต่แม้กระนั้นก็ตาม คนผู้นั้นก็จะรู้สึก “ยังไม่เพียงพอ” อยู่ดี
      
       เพราะลำพังแค่อ่านหนังสือธรรมะ หนังสือเชิงปรัชญา เชิงศาสนา และเชิงจิตวิญญาณอย่างเดียว ต่อให้คนผู้นั้นตะลุยอ่านนับร้อยนับพันเล่มก็ไม่อาจดับความกระหายทางจิตใจ หรือความโหยหาทางจิตวิญญาณของคนผู้นั้นได้หรอก อุปมาดังคนที่กำลังหิวโซ แลเห็นภาพเขียนรูปอาหารอันโอชะตั้งอยู่เบื้องหน้า ย่อมไม่อาจดับความหิว เพราะแค่แลดูภาพวาดได้ฉันใด ลำพังแค่การอ่านหนังสือโดยไม่มีการภาวนา โดยไม่มีการปฏิบัติธรรม เพื่อมี ประสบการณ์โดยตรง ใน “สิ่งนั้น” ที่หนังสือธรรมะได้แค่พรรณนา ย่อมไม่อาจทำให้จิตของผู้นั้นยกระดับเกินกว่าขั้นที่ 6 หรือ vision-logic ได้
      
       ครั้นเมื่อผู้นั้นได้เริ่มภาวนา ได้เริ่มปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ไม่ว่าคนผู้นั้นจะปฏิบัติในแนวทางคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพุทธเถรวาท หรือในแนวทางมหามุทราของพุทธทิเบต หรือในแนวเซนของพุทธมหายาน หรือในแนวโยคะสูตรของฮินดู หรือในแนวเซียนของเต๋า หรือในแนวซูฟีของอิสลาม หรือในแนวภาวนาเชิงรหัสนัยของคริสต์ หรือแม้แต่ในแนวนิวเอจของตะวันตกก็ตาม สิ่งที่ภูมิปัญญาบูรณาการโดยเฉพาะ จิตวิทยาเชิงบูรณาการได้ค้นพบเชิงโครงสร้างก็คือ พัฒนาการของจิตหลังจากที่ผู้นั้นได้เริ่มเจริญภาวนาปฏิบัติธรรมอย่างต่อ เนื่องจริงจัง มันก็ยังเป็น ขั้นตอน (stage model) อยู่ดี (ยังมีต่อ)
      
                                 www.suvinai-dragon.com  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 กุมภาพันธ์ 2010, 08:11:57 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #100 เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2010, 07:59:30 AM »

45. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)

โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย    16 กุมภาพันธ์ 2553 13:17 น.




     วิวัฒนาการของจิตมี 10 ขั้นตอนที่ผ่านมา เราได้กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับพัฒนาการทางจิตจากขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 6 อันเป็น จิตแบบโลกียะ สิ่งที่ภูมิปัญญาบูรณาการ โดยเฉพาะ จิตวิทยาเชิงบูรณาการ (integral phychology)ได้ค้นพบก็คือ พัฒนาการของจิต หลังจากที่คนผู้นั้นได้เริ่มภาวนา ได้เริ่มปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องจริงจัง มันก็ยังเป็น ขั้นตอน (stage model) อยู่ดี ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 4 ขั้นตอนของ การพัฒนาเชิงข้ามพ้นตัวตน (stages of transpersonal development) ซึ่งได้แก่
       
       ขั้นที่ 7 psychic ขั้นที่ 8 subtle ขั้นที่ 9 causal และ ขั้นที่ 10 nondual ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย ในที่นี้ เราจะยังไม่ขอลงลึกในรายละเอียดของขั้นที่ 7-10 ซึ่งเป็นระดับจิตของ จิตแบบโลกุตตระ
       
       แต่คนที่ศึกษาศาสนาพุทธมาบ้างน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากเกี่ยวกับเรื่อง นี้ เพราะทางพุทธก็มีการแบ่ง ขั้นตอนของการเป็นอริยบุคคลออกเป็น 4 ขั้นตอนเช่นกัน คือ โสดาบัน สกาทาคามี อนาคามี และอรหันต์ เพียงแต่จิตวิทยาเชิงบูรณาการจะใช้คำเรียกกลางๆ ที่ประยุกต์ใช้อธิบายได้กับทุกๆ แนวทางของการฝึกฝนทางจิตวิญญาณเป็นสำคัญเท่านั้น
       
       ระดับจิตตั้งแต่ขั้นที่ 7 ขึ้นไปนี้ เป็นขอบเขตของ อภิจิต (the superconscious) ที่ข้ามพ้นตัวกู-ของกูไปแล้ว โดยมันดำรงอยู่ในเชิงโครงสร้างของจิตในตัวคนเราทุกคน ในฐานะที่เป็น ศักยภาพ (potential) ของจิตที่สามารถพัฒนาจนเป็นจิตที่อริยะ จิตที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือจิตที่เหนือโลกได้ ถ้าฝึกฝนจิตอย่างจริงจังด้วยการเจริญสติภาวนา และการเจริญสมาธิภาวนาดุจการฝึกฝนศิลปะทั่วไป
       
       สำหรับ ปุถุชนทั่วๆ ไป จะสามารถพัฒนาจิตจากขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 6 ได้ โดยผ่านการเลี้ยงดูอบรมของครอบครัว การเล่าเรียนจากสถาบันการศึกษา การทำงานในสถานที่ทำงาน และจากการอ่านหนังสือ ส่วนขั้นที่ 7-10 นี้มันเป็นแค่ศักยภาพของปุถุชนเท่านั้น แต่สามารถทำให้ปรากฏเป็นจริงออกมา หรือทำให้มันเผยตัวพัฒนาออกมาได้ด้วย การปฏิบัติธรรม (spiritual practices) อย่างจริงจัง และต่อเนื่องมายาวนาน ส่วนการจะฝึกฝนจิตหรือปฏิบัติธรรมในแนวทางใดนั้น ภูมิปัญญาบูรณาการบอกว่า มันเป็นแค่ความต่างของ โครงสร้างเชิงผิว (surface structure) ซึ่งถูกกำหนดโดยบริบททางวัฒนธรรมเท่านั้น
       
       แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ คนผู้นั้นจะต้องมีความตระหนักรู้ที่แจ่มชัดให้ได้ว่า แนวทางที่ตัวเองเลือกฝึกฝนจิต หรือเลือกเจริญภาวนา เลือกปฏิบัติธรรมนั้น มันจะนำพาตัวเองไต่ระดับของโครงสร้างเชิงลึก (deep structure ที่เป็น basic defining pattern) ซึ่งได้แก่ psychic, subtle, causal และ nondual ไปได้ไกลที่สุดแค่ไหนต่างหาก
       
       ยกตัวอย่างเช่น การฝึกฝนบางแนวทางจิตอาจพัฒนาไปได้ไกลสุดแค่ psychic เช่น แนวทางแบบ shaman (หมอผี) บางแนวทางจิตอาจพัฒนาไปได้ไกลสุดแค่ subtle เช่น แนวทางแบบสร้างนิมิต หรือแนวทางที่บูชาเทพเจ้าอย่างเป็นบุคลาธิษฐานเหล่านี้ เป็นต้น
       
       เหมือนอย่างที่คนเราพอเกิดมา และเจริญเติบโตพอจะพูดได้ และคิดเชิงนามธรรมได้ คนเราก็ต้องผ่านการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอนจากจินตภาพ (images) ไปสู่สัญลักษณ์ (symbols) และไปสู่มโนทัศน์ (concepts) อันเป็นโครงสร้างเชิงลึกของภาษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ไม่อาจพัฒนาย้อนศร จากมโนทัศน์ไปสู่สัญลักษณ์ ไปสู่จินตภาพได้ โดยที่ เนื้อหา ของจินตภาพ สัญลักษณ์ และมโนทัศน์ อันเป็นโครงสร้างเชิงผิวของภาษา ย่อมสามารถแตกต่างกันได้อย่างหลากหลาย แต่ที่ไม่มีวันเปลี่ยนคือ ทิศทางของการพัฒนาในเชิงโครงสร้างเชิงลึกนี้
       
       ฉันใดก็ฉันนั้น วิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ ในทางโครงสร้างแห่งจิต ไม่ว่ามนุษย์คนนั้นจะเป็นคนชาติใด ผิวสีอะไร เพศอะไร มีวรรณะอะไร มีอุดมการณ์ความเชื่อเช่นใดก็ตาม ต่างก็ล้วนแล้วแต่ต้องพัฒนาไปตามทิศทางของโครงสร้างเชิงลึกของจิต ทั้ง 10 ขั้นตอน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น โดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะความแตกต่างภายนอกที่แลเห็นนั้น เป็นเพียงความแตกต่างของเนื้อหาอันเป็นโครงสร้างเชิงผิวที่ถูกกำหนดด้วย ปัจจัยต่างๆ เท่านั้น แต่ไม่อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกนี้ไปได้
       
       เป็นที่น่าสังเกตว่า การพัฒนาของจิตในระดับโลกียะอย่างขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 6 ก็ดี หรือการพัฒนาของจิตในระดับโลกุตตระอย่างขั้นที่ 7 ถึงขั้นที่ 10 ก็ดี ล้วนดำเนินไปตามหลักวิวัฒนาการของสรรพสิ่งทั้งสิ้น กล่าวคือ ระดับจิตที่ผุดขึ้นมาใหม่ (new emergence) จะมี “ความลึก” ยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยจะ “ก้าวข้ามแต่หลอมรวม” ระดับจิตขั้นก่อนๆ เสมอ
       
       ระดับจิตที่ผุดขึ้นมาใหม่ หรือเผยตัวออกมาใหม่นี้ จะทำให้คนผู้นั้น แม้จะมีร่างกายร่างเดิม แต่สภาวะจิตของผู้นั้นจะไม่เหมือนเดิม ในความหมายที่ว่า คนผู้นั้นจะนิยามตัวตนของตนเองใหม่ ในทิศทางที่สูงส่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม (higher sense of self) สายตาที่คนผู้นั้นมองโลก มองสังคม มองผู้อื่น มองธรรมชาติ มองจักรวาล ก็จะเปลี่ยนไป แม้แต่แรงจูงใจ แรงผลักดันในชีวิตของผู้นั้นก็จะเปลี่ยนไป สิ่งที่ผู้นั้นให้ความใส่ใจในการเรียนรู้ก็จะเปลี่ยนไป จุดยืนเชิงจริยธรรมของผู้นั้นก็จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่สูงส่งยิ่งขึ้นตาม ขั้นตอนของโครงสร้างเชิงลึกแห่งพัฒนาการของจิต
       
       พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก พวก เราและพรรคของเราจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างเชิงลึกแห่งพัฒนาการ ของจิต ดังข้างต้นให้จงดี ถ้าหากพวกเราต้องการประสบความสำเร็จที่ยั่งยืนในการบรรลุอุดมการณ์อันสูงส่ง ของพวกเรา เพราะโมเดลการพัฒนาที่มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง ที่พรรคของเราจะนำไปใช้ในการชี้นำ และบริหารประเทศ จะต้องเป็น โมเดล การพัฒนาแบบบูรณาการที่มีพื้นฐานอยู่ที่การพัฒนาไปตามขั้นตอนของโครงสร้าง เชิงลึกของจิตมนุษย์ ทั้งในแง่ปัจเจก และในแง่รวมหมู่นี้เท่านั้น!!
       
       เท่าที่ผ่านมา แนวทางการพัฒนาทั้งหลายล้วนแล้วแต่ประสบความล้มเหลวทั้งสิ้น สาเหตุหนึ่งนอกจากไม่รู้จริง จึงมุ่งพัฒนาแบบ “ตาบอดคลำช้าง” แล้ว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ มุ่งพัฒนาเชิงปริมาณเท่านั้น หรือมุ่งเปลี่ยนแปลงแค่โครงสร้างเชิงผิวเป็นหลักเท่านั้น โดยขาดความเข้าใจหรือไม่ได้ตระหนัก หรือไม่รู้วิธีการใน การพัฒนาเชิงคุณภาพแบบบูรณาการที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกเป็นสำคัญนั่นเอง
       
       หากโครงสร้างเชิงวิวัฒนาการของจิตทั้ง 10 ขั้นนี้ เปรียบเหมือน บันไดตัวตน (self) หรือตัวรู้ของจิตก็คือ ผู้ปีนบันได โดยที่ ทิวทัศน์ (view) ที่เห็นจากแต่ละขั้นบันได ก็คือ โลกทัศน์ (และชีวทัศน์) ของตัวตนนั้น โดยที่ในแต่ละขั้นบันได ตัวตน ผู้ปีนบันไดจะเห็นทิวทัศน์แตกต่างกันไป หรือมองโลกต่างกันไปตามขั้นตอนวิวัฒนาการของจิต ซึ่งปัจเจกแต่ละคนที่มีระดับพัฒนาการของจิตไม่เท่ากัน จึงทำให้มีโลกทัศน์ไม่เหมือนกันตามไปด้วย
       
       พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก ปัญหาความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เกิดขึ้นทั่วทุกสังคมจนแทบเป็นกลียุค อย่างเช่นยุคปัจจุบันนี้ หากสาวต้นตอไปจนถึงสาเหตุลึกๆ แล้วจะพบว่า ล้วนเกิดขึ้นเพราะ ผู้คน มีความเห็น ความเชื่อ อุดมการณ์ และโลกทัศน์หรือเรียกรวมๆ ก็คือ ทิวทัศน์ (view) ที่แตกต่างกันนั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะผู้คนหรือ ตัวตน ผู้ปีนบันไดมีระดับวิวัฒนาการของจิต หรือขั้นบันไดที่แตกต่างกัน
       
       ขณะ ที่สังคมโลกโดยรวมก็เพิ่งมีวิวัฒนาการมาถึงขั้น higher vision-logic หรือขั้นบนสุดของระดับจิตขั้นที่ 6 หรือขั้นของ “สังคมความรู้” เมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมๆ กับการปฏิวัติอินเทอร์เน็ต เท่านั้น แม้แต่องค์ความรู้ล่าสุดของมนุษยชาติอย่างภูมิปัญญาบูรณาการ (integral wisdom) ก็เพิ่งเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างในช่วง 10 กว่าปีมานี้ในโลกวิชาการตะวันตกเท่านั้นเอง แต่ก็ได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงแก่วงการผู้สนใจเรื่องการพัฒนาอย่าง บูรณาการในแง่ที่ว่า มันสามารถบ่งชี้ชัดในระดับ “ฟันธง” ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมหึมาว่า สังคมมนุษย์โดยรวมจะพัฒนาไปในทิศทางใด โดยใช้โครงสร้างเชิงลึกอย่างโครงสร้างเชิงวิวัฒนาการของจิต เป็นตัวบ่งบอกในการคาดการณ์อนาคต
       
       ด้วยเหตุนี้ พรรค ของเราจึงต้องใช้โมเดลการพัฒนาเชิงบูรณาการนี้มาเป็นฐานคิด หรือเป็นแม่บทของวิธีคิดที่สามารถใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบแนวทางต่างๆ ในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองที่ถูกนำเสนอโดยกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคมนี้ได้อย่างปราศจากอคติ หรือฉันทาคติ ซึ่งในขณะนี้ ทอดตาไปทั่วแผ่นดินนี้ เราก็ยังไม่เห็นว่าจะมีฐานคิดไหนหรือแม่บทแห่งวิธีคิดไหนที่ทรงพลัง รอบด้านครอบคลุมและบูรณาการมากเท่ากับ โมเดลบูรณาการ (integral model) นี้
       
       โมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการนี้ ยืนยันว่า วิวัฒนาการของจิตมนุษย์ทุกคน จะต้องพัฒนาผ่านทีละขั้น จากขั้นต่ำไปสู่ขั้นสูงเสมออย่างไม่สามารถกระโดดข้ามขั้นไปได้ ไม่ว่าจะอยู่ในเงื่อนไขทางสังคมใดๆ ก็ตาม
       
       กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ต่อให้เป็นสังคมพระศรีอาริย์ มนุษย์ในสังคมเชิงอุดมคติแห่งอนาคตกาลนี้ ก็ต้องผ่านขั้นตอนวิวัฒนาการทางจิตตามโมเดลข้างต้นเสมอ เพียงแต่น่าจะผ่านขั้นตอนต่างๆ ได้เร็วกว่าในสังคมปัจจุบันเท่านั้น และผู้คนในสังคมพระศรีอาริย์นี้ ส่วนใหญ่น่าจะมีพัฒนาการทางจิตสูงกว่าระดับที่ 7 หรือขั้นที่ 7 ขึ้นไปอย่างไม่ต้องใช้ความเพียรพยายามในการฝึกฝนทางจิตมากเท่าผู้คนในสังคม ปัจจุบัน เพราะเงื่อนไขทางสังคม สถาบัน ระบอบเศรษฐกิจ-การเมือง องค์ความรู้ และบริบททางวัฒนธรรมต่างๆ เหล่านี้ มันจะเอื้ออำนวยให้ผู้คนในสังคมพระศรีอาริย์มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ โครงสร้างเชิงวิวัฒนาการทางจิตของผู้คน มันเผยตัวออกมาได้เร็ว และไปได้ไกลกว่าสมัยปัจจุบันนั่นเอง
       
       เพราะฉะนั้น เราย่อมคาดการณ์ได้อย่างมั่นใจ และเชื่อมั่นว่า สังคมในอุดมคติของมนุษยชาตินั้น รอพวกเราอยู่ข้างหน้าอย่างไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว ถ้าพิจารณาจากทิศทางการคลี่คลายของโครงสร้างเชิงลึกอย่างโครงสร้างเชิง วิวัฒนาการของจิตนี้ เพียงแต่มันคงยังไม่ใช่ในชั่วชีวิตของพวกเรา หรือของลูกหลานของพวกเราเท่านั้น แต่มันต้องคลี่คลายและวิวัฒนาการไปในทิศทางนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะประสบกับอุปสรรคความยากลำบากมากมายแค่ไหนก็ตาม โดยที่ การสร้าง “การเมืองใหม่” คือ ก้าวแรกๆ ของพวกเราที่มุ่งไปสู่สังคมในอุดมคตินี้เท่านั้น (ยังมีต่อ)
       
                                www.suvinai-dragon.com   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #101 เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2010, 08:02:51 AM »

สร้างทฤษฎี


โดย สันติ ตั้งรพีพากร
   16 กุมภาพันธ์ 2553 15:06 น.


หลากแง่หลายมุมเกี่ยวกับทฤษฎี
       
       ทฤษฎีมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       
       การประกาศ “จุดเทียนปัญญา” ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ในยุคสมัยปัจจุบัน ในสภาวะเป็นจริงของประเทศไทยวันนี้ การต่อสู้ด้วยปัญญาของมวลมหาชนเท่านั้น จึงจะนำไปสู่ชัยชนะได้ในที่สุด
       
       ทฤษฎีการเมืองใหม่ก็คือปัญญาที่เป็นระบบ สะท้อนการเข้าถึงความจริงในระดับแก่นแท้ที่มีความเป็นสัจธรรมของการเมือง ประเทศไทย โดยขบวนการการเมืองภาคประชาชน ผู้แสดงบทบาทเป็น “เจ้าภาพ” ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้

       
       ทฤษฎีนี้จะทำหน้าที่ยึดโยงแนวคิด ทัศนะ และจุดยืนของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรฯ ไว้บนฐานร่วมเดียวกัน ขับเคลื่อนไปบนเส้นทางเดียวกันตั้งแต่ต้นจนปลาย
       
       จนถึงวันนี้ พอจะอธิบายได้ว่า ทฤษฎี การเมืองใหม่ เป็นปรัชญาการเมืองของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ที่เริ่มจากความเป็นจริงแห่งยุคสมัย ยึดมั่นในความเป็นจริงของประเทศไทย และถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
       
       ทฤษฎีที่ถูกต้อง จะแสดงออกถึงอานุภาพยิ่งใหญ่เสมอ มีสถานภาพเป็น “อาวุธทางปัญญา” ของมวลมหาชนได้จริง สามารถพิสูจน์ตนเองในท่ามกลางการปฏิบัติที่เป็นจริงได้เสมอ
       
       ผู้นำเสนอทฤษฎี มิใช่ผู้สร้างทฤษฎีโดยตรง แต่เป็นผู้ประมวลปรากฏการณ์ต่างๆ อันเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการต่อสู้โค่นล้มระบอบทักษิณ ล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ จากนั้นใช้ทักษะและความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งความเป็น “นักคิด” เฉพาะตน ทำการศึกษา กลั่นกรองหา “ความจริง” ในระดับที่ลึกซึ้งลงไป พบเห็น “ปมเงื่อน” หรือตัวกำหนดหลักที่แสดงบทบาทครอบงำ ชักนำตัวกำหนดอื่นๆ ให้ดำเนินไปบนเส้นทางของตนเอง ในที่สุดก็จะเกิด “จินตภาพ” ในระดับเหตุผลที่เป็นนามธรรม สะท้อนแก่นแท้ที่มีลักษณะกฎเกณฑ์กำหนดความเป็นไปของการเมืองในประเทศไทยได้ อย่างถูกต้อง ชัดเจน สามารถอธิบายซ้ำได้ทุกแง่ทุกมุม “โดยที่ยังไม่เคยมีใครอธิบายมาก่อน”
       
       โดยนัยดังกล่าว ผู้เขียนหาใช่ผู้สร้างทฤษฎีไม่ แต่เป็นเพียงผู้นำเสนอทฤษฎี ทำหน้าที่ของผู้ที่สนใจใฝ่รู้ใน “ความจริง” เท่านั้นเอง
       
       ผู้ สร้างทฤษฎีตัวจริง คือ “ผู้สร้างปรากฏการณ์” ในปัจจุบันก็คือ ขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไล่เรียงไปตั้งแต่ 5 แกนนำ จนถึงมวลชนชาวพันธมิตรฯ ทุกผู้ทุกนาม
       
       บางแง่บางมุมเกี่ยวกับทฤษฎีการเมืองใหม่
       
       ปัจจุบันทฤษฎีการเมืองใหม่ ในส่วนที่ผู้เขียนนำเสนอหลักๆ ก็เช่น ทฤษฎีธูป 3 ดอก และทฤษฎี 3 ดาบกายสิทธิ์ เป็นต้น
       
       ทฤษฎีธูป 3 ดอก นำเสนอหลักคิดสำคัญ 3 ประการคือ 1. ประชาชนเป็นเจ้าภาพ (ในการสร้างการเมืองใหม่) 2. (ด้วยการ) สร้างอำนาจประชาชน 3. (เพื่อ) ต่อสู้เอาชนะอำนาจกลุ่มทุนสามานย์(การเมืองเก่า) สถาปนาอำนาจประชาชนแทนที่อำนาจกลุ่มทุนสามานย์
       
       เมื่อแกนนำพันธมิตรฯ ใช้หลักคิดทั้งสามนี้ประสานเข้ากับการเคลื่อนไหวต่อสู้ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในหมู่มวลชน จนกระทั่งสามารถโค่นล้มอำนาจการปกครองในระบอบทักษิณเป็นเบื้องต้น อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุทธการ “ล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่” ที่มวลมหาชนชาวไทยเป็น “เจ้าภาพ”อย่างแท้จริง ตั้งแต่ต้นจนจบ
       
       กระนั้น ลำพังทฤษฎีธูป 3 ดอก ยังไม่พอ ยังจำเป็นต้องสร้างทฤษฎี “3 ดาบกายสิทธิ์” ขึ้นมาเสริม เพราะในระหว่างการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ประชาชนแสดงตนเป็นเจ้าภาพอย่างแท้จริง สามารถสร้างอำนาจกำหนดอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้สำเร็จแล้วนั้น ลำพังอำนาจของประชาชนโดดๆ ยังไม่พอที่จะโค่นอำนาจปกครอง (รัฐบาลหุ่นเชิดสมัยนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี) ของกลุ่มทุนสามานย์ เนื่องจากดุลอำนาจที่เป็นอยู่ยังไม่อาจนำไปสู่การพลิกกระดาน จำเป็นจะต้องอาศัย “อำนาจในระบบ” ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ใช้อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์นั้นไปในทางที่เสริมอำนาจประชาชน จนกระทั่งอำนาจประชาชนอยู่ในฐานะ “เหนือกว่า”อำนาจปกครองของรัฐบาลหุ่นเชิดในระบอบทักษิณ(อย่างสัมพัทธ์หรือ ชั่วคราว) เช่น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคพลังประชาชน รัฐบาลหุ่นเชิดสมชายก็ล่มสลาย อำนาจปกครองในระบอบทักษิณก็พังครืน สถานการณ์การเมืองประเทศไทยพลิกผันครั้งใหญ่ กลุ่มการเมืองในระบอบทักษิณตกเป็นฝ่ายค้านในรัฐสภา หมดความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ กลุ่มทุนสามานย์ในระบอบทักษิณตกเป็นรองในทันที
       
       อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของศาล และอำนาจอิทธิพลของฝ่ายทหาร ที่ร่วมกันกระทำต่อรัฐบาลหุ่นเชิดสมชาย วงศ์สวัสดิ์ในปลายปี 2551 ก็ด้วยการ “กำหนด” ของอำนาจประชาชน อันเกิดจากการเคลื่อนไหวต่อสู้ครั้งใหญ่แบบ “ม้วนเดียวจบ” ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยกขบวนรุกทะลวง “หัวใจ” ระบบอำนาจบริหารประเทศ ซึ่งก็คือสนามบินหลักทั้งสองแห่งของประเทศไทย (ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) ยัง ผลให้การแสดงบทบาทของศาลและกองทัพเป็นไปในทิศทางที่ภาคประชาชนต้องการ เกิดอานุภาพจากการ “หลอมรวมกัน”ของอำนาจสามฝ่ายอย่างเฉียบพลัน กลายเป็นอำนาจทำลายล้างกลุ่มอำนาจในระบอบทักษิณในบัดดล
       
       ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมองเห็นสถานภาพที่เป็นจริงของอำนาจ “ดาบกายสิทธิ์” ทั้ง 3 นี้ให้ชัดเจน ว่าอำนาจประชาชนเป็นอำนาจกำหนดที่มีความยั่งยืนในตัว แสดงบทบาทเป็น “ผู้กำหนด” หรือ “ผู้กำกับ” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยความร่วมมือจากอำนาจในระบบที่เป็น “อำนาจหลัก” ในสังคมไทยสองฝ่าย คืออำนาจศาล และอำนาจกองทัพ ขณะที่อำนาจศาลและอำนาจกองทัพ แม้จะทรงไว้ซึ่งความเป็นสถาบันอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ แต่เมื่อแสดงบทบาทร่วมกับอำนาจประชาชนในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็จะอยู่ในฐานะ “อำนาจเสริมชั่วครั้งชั่วคราว”
       
       ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎี “3 ดาบกายสิทธิ์” จึงนำมาใช้ได้ในคราวจำเป็น ขณะที่ทฤษฎี “ธูป 3 ดอก” จะต้องนำมาใช้ประสานกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการการเมืองภาค ประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตลอดเวลา
       
       โดยสารบบแล้ว ทฤษฎี “ธูป 3 ดอก” เป็นทฤษฎีตั้งต้น ส่วนทฤษฎี “3 ดาบกายสิทธิ์” เป็นทฤษฎีต่อเนื่อง ทั้งสองทฤษฎีประกอบกันเข้าเป็น “ระบบทฤษฎี” ที่ขบวนการการเมืองภาคประชาชนจะนำไปใช้เป็นอาวุธ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต แน่นอนที่สุด ณ วันนี้ ลำพังเพียงทฤษฎีทั้งสองนี้ ยังไม่พอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทยได้อย่างรอบด้าน เบ็ดเสร็จ จำเป็นต้องสร้างทฤษฎีใหม่ๆ เสริมเพิ่มขึ้นอีก อุปมาต้นไม้ที่ยังอ่อนเยาว์ จะต้องเจริญเติบโต แตกกิ่งก้านสาขาจนได้ที่แล้วจึงจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ออกดอกออกผล
       
       พิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ต้องมีอะไรต้องสงสัยหรือ “คาใจ” ต่อไปอีกแล้ว ว่า “ต้นไม้ใหญ่” แห่งขบวนการการเมืองภาคประชาชนจะต้องปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน ในสองมิติคือ มิติกายภาพ ขบวนการการเมืองภาคประชาชนที่ประกอบไปได้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นแกนนำ รวมถึงกลุ่ม องค์กร สหภาพแรงงาน ฯลฯ ตลอดจนพรรคการเมืองใหม่ และกลุ่มพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ยึดมั่นในแนวทางการเมืองใหม่ในทางใดทางหนึ่ง จะยิ่งพัฒนาเติบใหญ่
       
       ในอีกมิติหนึ่ง คือ มิติทางปรัชญาและความคิดทฤษฎี จะปรากฏเป็นระบบปรัชญาและความคิดทฤษฎีที่สมบูรณ์รอบด้าน เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน พร้อมสำหรับการนำไปใช้ชี้นำการเคลื่อนไหวปฏิบัติต่อสู้ในทุกรูปแบบและทุก สถานการณ์ กลายเป็นอาวุธทางปัญญาอันทรงอานุภาพยิ่งใหญ่ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน
       
       ความเติบใหญ่ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรฯ และความสมบูรณ์ของระบบความคิดทฤษฎี จะพัฒนาควบคู่กันไป อิงอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นที่มาของกันและกัน ทั้งสองด้านของเหรียญนี้จะส่งเสริม ผลักใส เชื่อมโยง เกาะเกี่ยวซึ่งกันและกัน แปรเปลี่ยนไปเป็นซึ่งกันและกันอย่างไม่หยุดยั้ง ขบวนการฯ ยิ่งเติบใหญ่ ระบบความคิดทฤษฎียิ่งสมบูรณ์
       
       ฉัน ใดฉันนั้น ระบบความคิดทฤษฎียิ่งสมบูรณ์รอบด้าน ขบวนการฯ ก็ยิ่งพัฒนาเข้มแข็ง เติบใหญ่ มี “เครื่องมือ” ที่ใช้ได้ใช้ดี เช่น “พรรคการเมืองใหม่” ที่เรากำลังช่วยกันสร้าง 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #102 เมื่อ: 10 มีนาคม 2010, 09:00:48 AM »

48. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย
   9 มีนาคม 2553 15:37 น.

พี่น้องทั้งหลาย เมื่อพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ของพวกเราได้เข้ามาบริหารประเทศ พวกเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน การที่พี่น้องทั้งหลายให้ความไว้วางใจ ให้ความศรัทธาเลือกพรรคของพวกเราให้เข้ารัฐสภาได้เป็นจำนวนมากเท่าใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า พี่น้องทั้งหลายได้ตัดสินใจแล้วที่จะทิ้ง “อดีต” ที่เป็นการเมืองเก่า การเมืองสามานย์ และการเมืองโสมม โดยหันกลับมาเลือก “อนาคต” ที่เป็นการเมืองใหม่ การเมืองก้าวหน้า และการเมืองชั้นสูงอย่างเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นแทน
      
       “การเมืองใหม่” ที่เป็นก้าวแรกแห่งการเปลี่ยนแปลงเมื่อพรรคของพวกเราได้เข้ามาบริหารประเทศ คือ การเมืองที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ของภาคประชาชนเข้ากับการทำงานของรัฐบาลอย่างแนบแน่น อย่างแท้จริง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน วันแรกแห่งการทำงานของพรรคเราในการเข้ามาบริหารประเทศ จะต้องเป็นวันแรกแห่งการเปิดฉาก การปฏิรูปจริยธรรมทางการเมือง ของนักการเมืองไทยครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อทำให้ตึกไทยคู่ฟ้าและรัฐสภาเป็นของคนไทยทั้งประเทศอย่างแท้จริงเสียที
      
      เมื่อพรรคของพวกเราเปลี่ยนแปลงวงการเมืองไทยด้วย “การเมืองใหม่” ได้ พวกเราก็ย่อมสามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมของประเทศได้ กลุ่มปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูชุมชนให้เข้มแข็ง การปฏิรูปการศึกษา และการกอบกู้พลังทางศีลธรรมกลับคืนมา สิ่งเหล่านี้เมื่อพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ของพวกเราได้เข้ามาบริหารประเทศ พวกเราจะเร่งรีบแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ไปพร้อมๆ กันอย่างเป็นองค์รวม และอย่างบูรณาการ โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในระยะสั้น และความยั่งยืนในระยะยาวควบคู่กันไปด้วย
      
      เมื่อพรรคของพวกเราได้เข้ามาบริหารประเทศ พรรคของพวกเราย่อมตระหนักดีว่า การปลดแอกทางความคิด และการปลูกฝังสร้างองค์ความรู้ สร้างทัศนคติ ค่านิยมแห่งความดี ความจริง ความงามอย่างบูรณาการให้แก่ผู้คนในสังคม เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบ้านเมืองนี้ที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต และตกอยู่ในความเสี่ยงของความล่มสลายทางสถาบัน และจริยธรรม อันที่จริงแล้ว มันควรเป็นภาระหน้าที่ร่วมกันของคนไทยทุกคน ในการกอบกู้และสร้างชาติของเราขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ พรรคของพวกเราขออาสาเป็นผู้นำชักชวนในการกอบกู้ และสร้างชาติครั้งใหม่นี้เอง
      
      เพื่อการนี้ เมื่อพรรคของพวกเราได้เข้ามาบริหารประเทศ พรรคของพวกเราจะให้ความสำคัญเป็นอย่างแรก ในการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ-สังคม-ธรรมชาติ และวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียมกัน โดยจะไม่เน้นที่ด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา โดยการสร้างสมดุลเหล่านี้จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของทุนความรู้ ทุนปัญญา ทุนสังคม ทุนวัฒนธรรม ทุนธรรมชาติ และทุนของความหลากหลาย เพราะทุนเหล่านี้ เป็นทุนที่สุดของ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (creative economy) อันเป็นภาคเศรษฐกิจที่พรรคของพวกเราให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจาก เศรษฐกิจพอเพียง และ เศรษฐกิจธรรมชาติ หรือ เศรษฐกิจเขียว อันเป็นเนื้อหาของ ความมั่งคั่งปฏิวัติ (revolutionary wealth) ที่แท้จริง และยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 นี้
      
       จุดยืนของพรรคเรานั้นชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า พรรคของพวกเรามิได้ปฏิเสธทุนนิยม แต่พรรคของพวกเรา เมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศจะมุ่ง สร้างทุนนิยมเพื่อสังคม เป็นสำคัญ มิใช่ทุนนิยมสามานย์ ซึ่งเป็นทุนนิยมเพื่อนักการเมืองหรือทุนนิยมเพื่ออำมาตย์เหมือนอย่างในอดีต พรรคของพวกเราจึงสนับสนุน นโยบายสวัสดิการก้าวหน้า ซึ่งต่างไปจาก นโยบายประชานิยม ที่ผ่านมา เพราะพรรคของพวกเรามองเห็นว่า นโยบายประชานิยมเช่นนี้ เป็นแค่กลวิธีในการผูกจิตใจของคนชนบท หรือคนระดับรากหญ้าให้ขึ้นต่อ ระบบอุปถัมภ์เชิงนโยบาย ของพวกนักการเมืองเก่าเท่านั้น มิหนำซ้ำยังเป็นการผลักดันให้ชาวบ้านเข้าสู่วงจรทุนนิยมที่เต็มไปด้วยความ เสี่ยง และความซับซ้อน ทำให้ประชาชนยึดติดกับอำนาจบริโภคนิยมจนโงหัวไม่ขึ้น อันเป็นที่มาของปัญหาสังคมต่างๆ นานา
      
      นโยบายสวัสดิการก้าวหน้าที่ถูกต้องของพรรคเรานั้น จะมุ่งไปที่การยกระดับความรู้ของประชาชน จนสามารถคิดเป็นหรือจนสามารถคิดแบบทบทวนตัวเองให้เข้าใจข้อจำกัดของตนเอง และของสังคมได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน รวมทั้งสามารถค้นพบศักยภาพภายในที่แฝงเร้นอยู่ในตัวของแต่ละคนได้
      
       พรรคของพวกเรามีความมุ่งมั่นที่จะสถาปนา “วัฒนธรรมใหม่” ซึ่งพัฒนามาจาก วัฒนธรรมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เป็น วัฒนธรรมแห่งภราดรภาพ และ วัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิผลมาก พรรคของพวกเรามุ่งมั่นที่จะส่งเสริม “วัฒนธรรมใหม่” นี้ให้กว้างขวางออกไปในทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร และทุกชุมชนต่างๆ โดยผนวก พลังแห่งวัฒนธรรมใหม่ หรือ พลังของวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และ พลังของวัฒนธรรมแห่งภราดรภาพ นี้เข้ากับ พลังของวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง อันเป็น “วิถี” ของชาวตะวันตกที่น่าภาคภูมิใจมาตั้งแต่โบราณกาล
      
      จะเห็นได้ว่า พรรคของพวกเราเมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ จะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับ พลังของวัฒนธรรม เพราะนี่คือพลังที่ทรงฤทธิ์ และทรงพลานุภาพมากที่สุดพลังหนึ่ง ที่จะทำให้พวกเราสามารถบรรลุเป้าหมายด้วยแผนงาน และแผนปฏิบัติการที่พวกเรามีความเชื่อมั่น และจะปฏิบัติตามอย่างจริงจังอย่างมุ่งมั่นถึงที่สุด โดย “วัฒนธรรมใหม่” นี้ พรรคของพวกเราจะสถาปนา สายธารคุณภาพแห่งเลิศมนุษย์ ขึ้นมาในประเทศนี้ เพื่อดึงดูดบุคคลที่มีคุณธรรม มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ มีความเสียสละทั่วทั้งแผ่นดินเข้ามาร่วมงานกับพรรคของพวกเราในการร่วมกัน ทุ่มเทสร้างชาติใหม่ของพวกเราขึ้นมาอีกครั้งให้จงได้
      
       แกนกลางแห่ง วิถีพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ของพวกเราคือ การพัฒนาศักยภาพของผู้คนทั้งหลายในแผ่นดินนี้ ให้กลายเป็น เลิศมนุษย์ ผู้สามารถ ผู้ทุ่มเท ผู้มีคุณธรรม ผู้ยินดีเรียนรู้ และยินดีในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องไปตลอดชั่วชีวิต นี่คือ คำมั่นสัญญาแห่งพรรคการเมืองใหม่ ของพวกเรา เมื่อพรรคของพวกเราได้เข้ามาบริหารประเทศ พวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ กระบวนการพัฒนาเลิศมนุษย์ นี้ให้สามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ ทุกภาคส่วน และทุกมิติให้จงได้
      
       อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 20 เคยให้นิยามของคำว่า วิกลจริต เอาไว้ว่า คือ การทำในแบบเดิมๆ แต่หวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปจากเดิม พรรคของพวกเราเห็นด้วยกับนิยามนี้ของไอน์สไตน์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อใช้นิยามนี้ไปมอง “การเมืองไทยที่ผ่านมา” ก็จะแลเห็นถึง ความวิกลจริตของการเมืองไทยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเมืองเก่า ได้เป็นอย่างดีว่า
      
       พวกนักการเมืองเก่าเหล่านั้นล้วนเล่นการเมืองในแบบเดิมๆ แต่กลับพูดจาโกหกพกลม หลอกลวงชาวบ้าน ต้มตุ๋นผู้คนทั้งประเทศอย่างไม่ละอายใจว่า พวกเขาสามารถให้ความหวังใหม่แก่ประชาชนได้ พวกเราจะไม่ยอมรับ ความวิกลจริตของการเมืองสามานย์แบบนี้อีกต่อไปแล้ว
      
       มันเป็นความจริงอันน่าเศร้าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ ที่ประเทศของเราขาดผู้นำของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ราวกับ เป็นการปฏิบัติธรรมของผู้ประพฤติธรรม แต่บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศของเรา จะมีผู้นำประเทศที่มาจากพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ของพวกเรา ซึ่งใช้ “ธรรมนำหน้า” ด้วยจิตสำนึกอันยิ่งใหญ่ที่ตระหนักรู้ว่า ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้นำประเทศคือ การคุ้มครองประเทศให้ปลอดภัย มั่นคงในทุกด้านๆ และนำความอยู่ดีมีสุข มีความหวังในชีวิตกลับคืนให้แก่ผู้คนในประเทศนี้
      
      เพื่อการนี้ พรรคของพวกเรามีนโยบายที่จะทำให้ชนชั้นกลางไทยเข้มแข็ง และกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ การทำให้ชนชั้นกลางไทยเข้มแข็งขึ้น และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็นการช่วยคนไทยทั้งประเทศที่พรรคของพวกเราเห็นว่า เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นการทำให้ผู้คนทั้งธุรกิจต่างๆ และครอบครัวส่วนใหญ่มีความมั่นคงมากขึ้น
      
       นี่ก็เป็น อีกหนึ่งคำมั่นสัญญาของพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ของพวกเรา ที่จะช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อน ส่งเสริมสนับสนุนชนชั้นกลางให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ช่วยให้ความฝันต่างๆ ของคนไทยกลายเป็นความจริงขึ้นมา โดยที่พรรคของพวกเราจะร่วมกับพ่อแม่พี่น้องทั้งแผ่นดิน แบ่งปันทั้งความสุขและความทุกข์ร่วมกันในการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง
      
       เมื่อพรรคของพวกเราได้เข้ามาบริหารประเทศ พรรคของพวกเราย่อมมีแผนงานที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงานเพิ่มค่าจ้าง เพิ่มรายได้ และเพิ่มศักยภาพในการทำงานของผู้คน เหตุที่พรรคของพวกเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากเช่นนี้ ก็เพราะว่า พรรคของพวกเราเป็นพรรคที่ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง มีวิสัยทัศน์ เสียสละ กล้าหาญ และทำงานเป็น อันเป็นจุดแข็งของพรรคเรานั่นเอง
      
       จุดแข็งเหล่านี้ของพรรคเรา ย่อมทำให้พรรคของพวกเราสามารถใช้งบประมาณแผ่นดินได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดในอดีตสามารถทำได้ เพราะ พรรคการเมืองในอดีตเหล่านั้น ล้วนติดอยู่ในกับดักทางความคิดของตนเองที่ถูกครอบงำ โดยความวิกลจริตของการเมืองไทยที่ผ่านมา ทั้งอย่างเต็มใจและไม่เต็มใจ จึงกลายเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศนี้ มากกว่าที่จะเป็นพลังผลักดันความเจริญรุ่งเรืองสถาพรของบ้านเมืองนี้
   
       พี่น้องทั้งหลาย การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของพรรคเราเพียงลำพัง ถ้าพี่น้องไม่กระโดดเข้ามาช่วย และร่วมมือกับพรรคของพวกเราคนละไม้คนละมือ จะทำให้พวกเราล้มเหลวได้ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โอกาสแห่งประวัติศาสตร์ ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง

      
       พี่น้องทั้งหลาย จงเชื่อมั่นร่วมกับพวกเราเถิดว่า ความคิดนั้นมีพลัง ศรัทธานั้นทรงพลังยิ่ง จินตนาการรวมหมู่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้ ต่อให้พี่น้องทั้งหลายอยู่กันคนละภาค คนละวัย คนละสถานะทางสังคม คนละศาสนา คนละความเชื่อ คนละความคิด แต่ พวกเราทั้งหมด ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับโครงสร้างเชิงลึก มิหนำซ้ำพวกเราทั้งหมดยังรักประเทศนี้เหมือนกันอีกด้วย
      
       ถึงเวลาแล้วที่คนรักประเทศนี้ทั้งหลาย จะต้องมาร่วมมือร่วมใจกัน โดยร่วมมือกับพรรคของพวกเราเปลี่ยนแปลงประเทศนี้อย่างแท้จริงให้จงได้
      
       พวกเราย่อมทำได้อย่างแน่นอน!!
      
                                www.suvinai-dragon.com  
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #103 เมื่อ: 10 มีนาคม 2010, 09:07:23 AM »

สร้างพรรคฯ

โดย สันติ ตั้งรพีพากร
   23 กุมภาพันธ์ 2553 15:09 น.


พรรคฯ เป็นส่วนหนึ่งของ “องคาพยพ”
       
       ในทฤษฎี “3 สร้าง” การสร้างทฤษฎีหรือระบบปัญญาที่มีความเป็น “ปัญญาแกน” ของพันธมิตรฯ ถือเป็นงาน “นำ” จะต้องนำเสนอออกมาก่อนเสมอ เพื่อนำไปสู่ความเป็นเอกภาพทางความคิด และเอกภาพทางการปฏิบัติในทุกขั้นตอน ส่วนการสร้างพรรคฯ ถือเป็นงาน “หลัก” ที่เป็นรูปธรรม จักต้องทำให้สำเร็จ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนทางการเมืองของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนเกิดผลจริงในทุกๆ ด้าน
       
       ทั้งนี้ การขับเคลื่อนที่เป็นจริงของ “พรรคฯ” จักต้องดำเนินไปตามแนวคิดทฤษฎีที่กำหนด “นำ” เพื่อประกันให้พรรคฯ ดำเนินกิจกรรมไปอย่างถูกทิศถูกทาง บรรลุเป้าหมายทางการเมืองโดยรวมของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรฯ ในทุกขั้นตอน
       
       มองในระดับองค์รวม “พรรคฯ” ซึ่งปัจจุบันก็คือ พรรคการเมืองใหม่ มีสถานภาพเช่นเดียวกับสถานีโทรทัศน์และสื่อในเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ คือเป็น “เครื่องมือ” ทางยุทธศาสตร์ของพันธมิตรฯ ในการขับเคลื่อนทางการเมืองของขบวนการการเมืองภาคประชาชน เพื่อล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ให้สำเร็จ เพื่อนำประเทศไทยก้าวพ้นไปจากวงจรเดิมๆ ที่ฉุดรั้งรัดรึงมิให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าตามที่ควรจะเป็น แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่สภาวะใหม่ที่ประชาชนชาวไทยแสดงบทบาทเป็นผู้กำหนดชะตา กรรมของตัวเอง และของประเทศชาติโดยรวมอย่างแท้จริง
       
     “พรรคฯ” จึงเป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพอันทรงพลวัตยิ่งของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำ โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชาวพันธมิตรฯ และสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ทุกคนต้องช่วยกันสร้าง เช่นเดียวกันกับที่ได้สร้างสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีมิให้ “จอดำ” จนสำเร็จมาแล้ว
       
       มองด้วยสายตาประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของพรรคฯ สะท้อนถึงกฎเกณฑ์พัฒนาการเติบใหญ่ของขบวนการการเมืองภาคประชาชน ที่ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย ซึ่งก็คือ “ตามความจำต้องเป็นไป” ของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทย ที่จะต้องก้าวจากการเมืองเก่าสู่การเมืองใหม่ โดยชาวพันธมิตรฯ ในฐานะ “ผู้ปฏิบัติที่ตื่นรู้” ต่างตระหนักถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องสร้าง “เครื่องมือ” ต่างๆ ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ขึ้นมาทำหน้าที่แปรเปลี่ยน “ความจำเป็นต้องเป็นไป” ทางประวัติศาสตร์ ให้ปรากฏเป็นจริงที่เป็นรูปธรรมให้ได้
       
       การสร้าง “เครื่องมือ” ใหม่ๆ ในตัวเองจึงเป็นเนื้อหาสาระสำคัญยิ่งของกระบวนการพัฒนาเติบใหญ่ของขบวนการ การเมืองภาคประชาชน ให้สามารถขับเคลื่อนประสานกัน กระทั่งหลอมรวมกันเข้าในรูปของ “อำนาจกำหนดใหม่” ซึ่งก็คืออำนาจประชาชน ดำเนินการต่อสู้เอาชนะอำนาจกำหนดเก่าของกลุ่มทุนสามานย์ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
       
       โดยนัยดังกล่าว การปรากฏขึ้นขององค์กรหรือเครื่องมือต่างๆ จึงเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปัจจุบันเรามีเอเอสทีวี และพรรคการเมืองใหม่ ในอนาคต ก็อาจมีองค์กรหรือเครื่องมืออื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก
       
       ขอให้เข้าใจตรงกันว่า การสร้างการเมืองใหม่ (ในทางปฏิบัติก็คือการสร้าง “อำนาจกำหนดใหม่”) เป็นสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ แต่ยังไม่ถึงจุดพลิกผัน อำนาจกำหนดใหม่ยังไม่ได้เอาชนะอำนาจกำหนดเก่าแบบเบ็ดเสร็จ เราจำเป็นจะต้องทำสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นขึ้นมาอีกมาก ซึ่งรวมๆ ก็คือการ สร้างทฤษฎี สร้างพรรคฯ (เครื่องมือทางยุทธศาสตร์/องค์ประกอบขององคาพยพ) และสร้างคน
       
       การสร้างพรรคการเมืองใหม่ มีเอกลักษณ์ของตนดังนี้
       
       1. สร้างพรรคฯทางจิตสำนึก
       
       กล่าวได้ว่า พรรคการเมืองใหม่ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย
       
       พรรคฯ นี้เกิดขึ้นบนฐานของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยที่ชูธง “จุดเทียนปัญญา เอาธรรมนำหน้า” โดยมติของที่ประชุมใหญ่ “สภาพันธมิตรฯ” และฉันทานุมัติจากการชุมนุมใหญ่ของมวลมหาชนชาวพันธมิตรฯ มีความเป็นพรรคการเมืองของมวลมหาชนชาวไทยอย่างสมบูรณ์
       
       การ ทำให้ทั่วทั้งพรรคฯ เกิดปัญญาตื่นรู้ “รู้รอบ รู้จริง รู้ทัน” เกิดอุดมการณ์สูงส่ง พร้อมที่จะทุ่มเทและเสียสละ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่สภาวะใหม่ที่ดีกว่า จึงเป็นภารกิจพื้นฐานของการสร้างพรรคฯ
       
       ในห้วงการต่อสู้ 193 วัน การชุมนุมใหญ่ของชาวพันธมิตรฯ ได้กลายเป็น “มหาวิทยาลัยราชดำเนิน” ประสิทธิประสาทความรู้เรื่องการบ้านการเมือง และเรื่องราวต่างๆ ของชีวิตที่มีความเป็น “ธรรมะ” ในตัวอย่างมากมาย โดยวิทยากรจากหลากสายหลายสำนัก รวมทั้งจากประสบการณ์ตรงที่ตนได้รับและต้องเผชิญ เช่น อารมณ์ร่วมกันของผู้รักชาติรักสถาบัน ความถนอมรักและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ความเสียสละ กล้าหาญ ของ “การ์ด” และอาสาสมัคร ความไม่หวั่นกลัวต่อภัยคุกคามทั้งที่มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และภัยมืดที่มุ่งหมายทำลายถึงชีวิต รวมทั้งมีสำนึกและระเบียบวินัยสูงส่ง ยึดมั่นในแนวทางสันติอหิงสา แม้ถูกกระหน่ำทำร้ายด้วยอาวุธ ก็อดทนอดกลั้น ไม่ใช่ความรุนแรงตอบโต้ ยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ถอย ไม่หนี ไม่เลิก ประสบชัยชนะและสั่งสมชัยชนะตั้งแต่ต้นจนปลาย
       
       ด้วยสำนึกรู้และจิตใจอันเด็ดเดี่ยวร่วมกันของชาวพันธมิตรฯ ด้วยแรงสนับสนุนจากทั่วทิศของมวลมหาชนผู้มีจิตใจเป็นธรรม ด้วยวิสัยทัศน์และอุดมการณ์อันสูงส่งของแกนนำ ได้ผูกพันกันเข้าเป็นโครงข่ายทางจิตใจอันเหนียวแน่น เป็นแก่นแกนของขบวนการการเมืองภาคประชาชนอันแข็งแกร่ง สามารถขับเคลื่อนกระบวนการทำงานของเครื่องมือและกลไกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ในความรับผิดชอบของบุคลากรทุกระดับ ให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องแบบมาราธอนถึง 193 วันเต็ม จนกระทั่งประสบชัยชนะ
       
       การสร้างพรรคการเมืองใหม่ ก่อนอื่นใดจึงต้องสร้าง “จิตสำนึกชาวพันธมิตรฯ” ขึ้นมาให้ได้ โดยรวมๆ ก็ว่า “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ ทำงานเป็น” ให้สมาชิกและผู้ปฏิบัติงานของพรรคยึดถือปฏิบัติ
       
       2. สร้างพรรคฯทางปัญญา
       
       หลักๆ ก็คือ การ “จุดเทียนปัญญา” เปิดหูเปิดตาสมาชิกและผู้ปฏิบัติงานของพรรค ให้มีหูตาสว่าง มองเห็นความเป็นไปของสังคมไทยและสังคมโลกโดยรวม สามารถเข้าถึงความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ปรากฏการณ์ รู้แจ้งเห็นจริง มีสติรู้ทัน เห็นตามจริง ตัดสินใจทำไปตามที่เห็นจริงได้ในทุกขั้นตอน
       
       ปัญญาที่สั่งสมจากการปฏิบัติก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นทฤษฎี เกิดการยกระดับทางความคิดไปทั่วทั้งพรรคฯ
       
       3. สร้างพรรคฯ ทางจัดตั้ง
       
       หลักๆ คือ ขยายเครือข่าย องค์กรจัดตั้งของพรรค เปิดรับสมาชิกใหม่ๆ จัดการศึกษาอบรมและพัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานและแกนนำในระดับต่างๆ ดำเนินระบบประชาธิปไตยมวลมหาชนภายในพรรค เคารพในศักดิ์ศรีและสิทธิของกันและกัน ถือเอาผลประโยชน์ของพรรคและของมวลสมาชิกพรรคเป็นที่ตั้ง
       
       4. สร้างพรรคฯ ทางการเมือง
       
       หลักๆ คือ ดำเนินการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ตามสภาวะเป็นจริง ประกาศจุดยืนและแนวทางนโยบายในด้านต่างๆ อย่างชัดเจน ให้สาธารณชนมองเห็น เข้าใจ สนับสนุนและเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พรรคการเมืองใหม่เป็นความหวังและที่พึ่งของประชาชนชาวไทยได้อย่างแท้ จริง 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #104 เมื่อ: 10 มีนาคม 2010, 09:12:34 AM »

สร้างคน

โดย สันติ ตั้งรพีพากร
   2 มีนาคม 2553 13:28 น.

ในทฤษฎี “ 3 สร้าง” การสร้างคน มีความสำคัญสูงสุด
      
       “ทฤษฎี” ที่เราสร้าง ก็เพื่อให้คนนำไปใช้เป็นอาวุธทางปัญญา สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างถูกต้องสอดคล้องกับสภาพเป็นจริง ไม่หลงทิศผิดทาง
      
       ถ้าไม่มีคน ทฤษฎีก็กลายเป็นสิ่งเลื่อนลอย ไร้คุณค่า
      
       การสร้าง “พรรคฯ” หรือองค์กรอื่นๆ เช่น สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี เอเอสทีวีชอป สถาบันการเมืองใหม่ (หน่วยงานหนึ่งที่สังกัดอยู่กับคณะกรรมการเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตยภาย ในพรรคฯ ของพรรคการเมืองใหม่) ฯลฯ ที่ประกอบกันเข้าเป็น “องคาพยพ” ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เพื่อให้คนแสดงบทบาท ขับเคลื่อนกระบวนการการล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ได้อย่างเป็นจริง
      
       ถ้าไม่มีคน พรรคฯ หรือองคาพยพของขบวนการฯ ก็จะหยุดนิ่ง เป็นอัมพาต
      
       คนที่การเมืองใหม่ต้องการ
      
       โดยนัยข้างต้น การสร้างคนจึงต้องดำเนินไปอย่างสอดประสานกันกับการสร้างทฤษฎีและการสร้าง พรรคฯ นั่นคือสามารถสร้างคนที่สามารถนำทฤษฎีไปใช้ชี้นำการเคลื่อนไหวและการปฏิบัติ ภาระหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง สามารถนำไปสู่ความเป็นเอกภาพทางความคิดและการปฏิบัติไปทั่วทั้งพรรคฯ ทั้งขบวนการฯ
      
       นั่นคือ สร้างคนให้มี ความคิดอุดมการณ์ มี จิตใจ “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ” และ “คิดเป็น ทำงานเป็น”
      
       “ความคิด อุดมการณ์” คือฐานร่วมทางความคิดของคนการเมืองใหม่ มีจุดหมายปลายทางร่วมกันที่ชัดเจน ปัจจุบันก็คือการ “ล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่”
      
       การศึกษาทำความเข้าใจในทฤษฎีที่นำเสนอโดยแกนนำหรือนักทฤษฎีของพรรคฯ และขบวนการฯ อย่างเป็นระบบ ประสานไปกับการสรุปบทเรียนการทำงาน และการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เป็นจริง จะช่วยให้กระบวนการปลูกฝังทางความคิด อุดมการณ์ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล จากนี้ “คน” ของขบวนการการเมืองใหม่ ก็จะกลายเป็นคนที่มีความคิด อุดมการณ์ ยืนหยัดมั่นคง พร้อมที่จะอุทิศตัวมากยิ่งขึ้นในการปฏิบัติภารกิจทางประวัติศาสตร์
      
       “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ” คือจิตใจร่วมกันของคนการเมืองใหม่ ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการปลูกฝังความคิดอุดมการณ์
      
       การต่อสู้ 193 วัน ได้หล่อหลอมจิตใจเช่นนี้ขึ้นในหมู่ชาวพันธมิตรฯ นับเป็นกระบวนการเกิดขึ้นของจิตใจเช่นนี้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการเกิดขึ้นโดยการกำหนดของสถานการณ์เป็นจริง แต่ภายหลังจากนั้น เมื่อชาวพันธมิตรฯ แยกย้ายกันกลับไป จิตใจเช่นนี้ก็ค่อยๆ จางหายไป ตามสถานการณ์ที่ผ่านเลยไป
      
     การฟื้นฟูจิตใจเช่นนี้ ด้วยการศึกษาอบรมทางด้านความคิดทฤษฎี จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในกรณีของพรรคฯ การเมืองใหม่ สามารถกระทำได้ด้วยการฟื้นฟูเครือข่ายความสัมพันธ์ของชาวพันธมิตรฯ (โดยคณะทำงาน “พันธมิตรฯ สัมพันธ์” สังกัดคณะกรรมการเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรคฯ ของพรรคการเมืองใหม่) เปิดเวทีให้แกนนำที่มีอยู่โดยธรรมชาติในหมู่ชาวพันธมิตรฯ ทั้งในและต่างประเทศ ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมสำคัญยิ่งประการหนึ่งก็คือการจัดส่งแกนนำหรือผู้ปฏิบัติงานของ กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านั้น เข้ารับการอบรม ทั้งที่โรงเรียนผู้นำของ พลตรีจำลอง ศรีเมือง หรือสถาบันการเมืองใหม่ของพรรคการเมืองใหม่
      
      ในการอบรม ฝ่ายจัดอบรม ได้แก่คณะทำงานของโรงเรียนผู้นำฯ และสถาบันการเมืองใหม่ จะต้องจัดทำหลักสูตรจำเพาะขึ้นมาหนึ่งชุด มุ่งปลูกฝังความคิดอุดมการณ์ “ล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่” และฟื้นฟูจิตใจ “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ” ให้ได้ภายในระยะการอบรม 1-2 ครั้ง ความคิด อุดมการณ์อันสูงส่ง และจิตใจที่ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ จะกลายเป็นฐานอันแข็งแกร่ง รองรับการทำงานของคนการเมืองใหม่ในทุกระดับความรับผิดชอบ ให้สามารถดำเนินไปได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน ทั้งสามารถยืนหยัดต่อสู้ในท่ามกลางวิกฤต ยืนหยัดแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่ประเดประดังเข้าหาในทุกจังหวะก้าวของการทำงาน ค่อยๆ พัฒนาบุคลิกภาพของความเป็นคนการเมืองใหม่คุณภาพดี ทั้ง “เหนียว” และ “แน่น” ไม่คดไม่งอ ไม่ฝ่อ ไม่ฝืด นานๆ เข้าก็จะกลายเป็นหลักเป็นแกนของพรรคฯ หรือขบวนการฯ ที่ชาวพรรคฯ และชาวพันธมิตรฯ ไว้ใจได้อย่างแท้จริง
      
       “คิดเป็น ทำงานเป็น” ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวของผู้ทำงานที่ “เหนียว” และ “แน่น” ไม่คดไม่งอ ไม่ฝ่อไม่ฝืด
      
       อีกนัยหนึ่ง เป็นคุณสมบัติจำเพาะของชาวพรรคฯ หรือชาวพันธมิตรฯ ที่มีความคิดอุดมการณ์สูงส่ง มีจิตใจซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ เป็นพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว
      
       คนเช่นนี้ หากแม้นมิได้เข้ารับการอบรมใดๆ เพียงแต่เป็นผู้ที่โถมตัวเข้าสู่กระบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการการ เมืองภาคประชาชน อุทิศตัวให้แก่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการสร้างการเมืองใหม่ รู้จักใช้ความคิด รู้จักสรุปบทเรียน รู้จักเรียนรู้จากการปฏิบัติ ตลอดจนรู้จักที่จะสนใจไขว่คว้าศึกษาหาความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองอย่างไม่ หยุดหย่อน ฯลฯ เขาหรือเธอเหล่านั้นก็จะพัฒนาตนเองไปสู่สภาวะของการเป็นผู้ “คิดเป็น ทำงานเป็น” ได้โดยปริยาย
      
     นัย สำคัญของการ “คิดเป็น ทำงานเป็น” ก็คือ ความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองในทางความคิด สามารถตัดสินใจทำในสิ่งต่างๆ ได้เองเสมอ โดยไม่ยึดติดตำราหรือพึ่งพาการตัดสินใจของบุคคลอื่น แต่รู้จักยกระดับความคิด ปรับแนวคิดและแนวทางการปฏิบัติของตนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสภาวการณ์ ต่างๆ อยู่เสมอ
      
       ในทางปรัชญา ผู้ “คิดเป็น ทำงานเป็น” จะคิดและปฏิบัติตนอยู่ในท่ามกลางการเข้าถึง “สัจธรรม” ที่ดำรงอยู่ และ “ความเป็นจริง” ที่กำลังดำเนินไป ไม่ติดอยู่กับปรากฏการณ์ผิวเผิน หรือเหตุการณ์รูปธรรมหนึ่งใดโดยเฉพาะ จึงสามารถมองทะลุผ่านเข้าไปถึงแก่นแท้หรือเหตุปัจจัยที่เป็น “ปัจจัยกำหนด” ที่แท้จริงของปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์รูปธรรมเสมอ

      
       ดังที่ชาวพันธมิตรฯ เข้าถึง “สัจธรรม” ที่ว่า “การเมืองใหม่ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง” และสามารถเข้าถึง “ความจริง” ว่า การจะล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ขึ้นมาได้ มีอยู่ทางเดียวคือสร้างอำนาจประชาชนซึ่งเป็น “อำนาจกำหนดใหม่” ขึ้นมา ต่อสู้เอาชนะอำนาจกลุ่มทุนสามานย์ที่เป็น “อำนาจกำหนดเก่า” ลงไปให้ได้
      
       ผู้ “คิดเป็น ทำงานเป็น” มักจะอาศัยการ “เข้าถึง” สัจธรรม และการ “รู้ทัน” ความเป็นจริง มากำหนดแนวคิด แนวทาง กระบวนการ และขั้นตอนในการทำงานของตนเองอย่างสอดคล้องกับสภาพเป็นจริงตั้งแต่ต้นจนปลาย
      
       วิธีการเข้าถึงสัจธรรม และรู้ทันความเป็นจริง
      
       ชาวพรรคฯ และชาวพันธมิตรฯ ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนให้ถึงระดับ “คิดเป็น ทำงานเป็น” ก่อนอื่นใด จะต้องปฏิบัติตนตาม “หลักยึด 4ประการ” (1.จุดเทียนปัญญา เปิดหูเปิดตาเสมอ 2. เอาธรรมนำหน้า คิดและทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมเสมอ 3. สัมมาทิฐิ เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริงเสมอ และ 4. เดินทางสายกลาง ทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เห็นจริงเสมอ) อย่างเคร่งครัด
      
       สิ่งที่จะเป็นผลตามมาคือ
      
       1. สามารถมองเห็น “ภาพใหญ่” หรือ “ภาพรวม” เสมอ การเห็นภาพใหญ่หรือภาพรวม จะทำให้สามารถรู้ได้ว่า “เงื่อนไขกำหนด” ทางภววิสัยหรือสภาพเป็นจริงโดยรวม “อนุญาต” ให้เราสามารถกระทำการได้ในระดับไหน ในรูปใด จะช่วยให้เรากำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ และตัดสินใจได้ถูกต้องในทุกขั้นตอนของการทำงาน ป้องกันความผิดพลาดใหญ่ๆ ได้ทุกครั้งไป
      
       2. สามารถพัฒนาวิธีการทำงานได้อย่างสอดคล้องกับ “ปัญหาปมเงื่อน” หรือความขัดแย้งหลักของสิ่งเสมอ เช่น การต่อสู้ด้วยสันติวิธี ด้วยการสร้างอำนาจประชาชน ต่อสู้เอาชนะอำนาจกลุ่มทุนสามานย์ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากการเมืองเก่าเป็นการเมืองใหม่ใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความสอดคล้องกับสภาพเป็นจริงของประเทศไทยในบริบทของยุคสมัยสังคมโลก สามารถแก้ไขปัญหา “ปมเงื่อน” หรือความขัดแย้งหลักในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง  
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!