บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:23:40 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สัพเพเหระ  (อ่าน 49022 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 08 กันยายน 2006, 08:32:02 AM »

แป๊ะตังปึง

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่มักมีคนถือมาถามอยู่เสมอว่าชื่อไทยคืออะไร   ใช้รักษาอะไรได้บ้าง  และใช้อย่างไร

เรื่องของเรื่องคือมันปลูกแพร่พันธุ์ง่าย  แค่นำกิ่งมาปักชำก็เป็นอันขึ้นงอกงาม   จึงแนะนำและหามาฝากกันได้ง่าย   แต่ปัญหาคือสรรพคุณและการใช้   เพราะเท่าที่ฟังมาส่วนใหญ่นำไปต้มกินบ้างก็ว่ารักษาปวดเมื่อยได้ชงัด   บ้างก็ว่ารักษามะเร็งได้ไปโน่น

ผมเปิดพจนานุกรมสมุนไพรของ ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม  ผ่านๆ  ไปเจอว่า พืชที่มีชื่อว่า จักรนารายณ์คือ แป๊ะตังปึง  แต่วิธีใช้กลับแนะนำเพียงการใช้ภายนอก  โดยนำใบสดมาพอประมาณ  ตำให้แหลกผสมกับสุราขาวใช้สำลีชุบให้เปียกนำไปปิดตรงที่ปวดบวม หรืออักเสบ  เช่นคออักเสบกลืนอะไรไม่ได้   แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย  เวลาพอกจะรู้สึกเย็นสบาย   พอกประมาณวันละ 2-3 ครั้ง

ไม่ทราบสมาชิกท่านใดมีข้อมูลเกี่ยวกับพืชต้นนี้บ้างครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 กันยายน 2006, 19:49:56 PM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
arunprapa_w
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 10 กันยายน 2006, 08:08:02 AM »


ต้องชงและดื่มใต้แสงจันทร์ด้วย จึงจะเกิดผลทางใจ  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 กันยายน 2006, 10:34:34 AM »

แบบนี้กวีผู้ชอบดื่มสุราใต้เงาจันทร์มีทางออกแล้ว  (เพราะหมอห้ามดื่มอีกต่อไป)

จิบชาใต้เงาจันทร์

นึกถึงวันคืนเมื่อติดค้างอยู่ที่แนวหลัง   คืนวันศุกร์หรือเสาร์เราจะมาล้อมวงกันรอบๆ หม้อชา   อดีตครูใหญ่โรงเรียนอนุชนจะเป็นโต้โผชงชาของแต้จิ๋ว   จึงได้สัมผัสกับรสชาอันละเมียดละไมเป็นครั้งแรก   เพราะแต่ก่อนหน้าก็ขยำๆ ลงแก้ว เทน้ำร้อนแล้วซดเฮือกๆ     ไม่รู้ว่ามันอร่อยอย่างไรได้แต่กลิ่นและรสชาเท่านั้น

ครใหญ่เป็นคนแรกที่แนะนำให้เรารู้จักจอกชาเล็กๆ  ที่น้ำแรกจะรินออกมาเพื่ออุ่นแก้วก่อน  แก้วนี้ต้องเททิ้งไปไม่ดื่ม   จากนั้นจึงจะเริ่มรินแก้วที่สองเริ่มสัมผัสถึงรสชาติอันอ่อนละมุนของชา   ก่อนที่จะเข้มข้นในแก้วที่สาม   แล้วอ่อนลงในแก้วที่สี่และที่ห้าตามลำดับ  ก่อนจะเททิ้งไป   แล้วเริ่มชงชาในกาใหม่

แต่แค่นี้ก็ไม่เพียงพอสำหรับการคุยรอบกาน้ำชา   อามั่นโฆษกสปท.ผู้ล่วงลับไปแล้ว  จะเป็นโต้โผทำสุกี้เนื้อให้กินกัน   สมัยนั้นหาเนื้อได้ไม่ยาก   เพราะตลาดสดคุนหมิงมีชนชาติหุยที่นับถืออิสลามอยู่มาก    พวกเนื้อปิ้งเนื้อย่างจึงหาไม่ยาก  ความอร่อยจึงอยู่ที่น้ำหลังๆ  เพราะมันเข้มข้นด้วยรสชาติเหลือเกิน

เป็นค่ำคืนที่ผ่านมาในท่ามกลางการรอคอยอันสับสนว่าจะคิดและทำอะไรกันต่อไป
ประกอบกับเพลง "ทะเลชีวิต" เช้านี้ก็เข้าท่าเหมือนกันนะ

รอไปรอมาคำชี้แนะสุดท้ายจะมาถึงว่าเขาเลิกกันแล้ว  ให้หาทางกลับบ้านกันเถิด   วงชาก็เลยเลิกราไปแต่นั้น

มาพลิกดูปฏิทินงานผาจิ 9 ธันวาคม  ตรงกับวันแรม 4 ค่ำ เดือน 1 ปีจอ  ยังพอให้เห็นพระจันทน์อยู่นะท่าน
มาจิบชาให้เงาจันทร์ ใต้ร่มไผ่คงได้บรรยากาศ
หากเอาแต่ร่ำสุราให้เงาจันทน์สุดท้ายจะไม่ได้สัมผัสกับแสงอันอ่อนละมุนของดวงจันทน์  เพราะอาจเมามายไปเสียก่อน
พระจันทร์เหนือผาจิ ผาช้างในความประทับใจ
ตรั้งหนึ่งในคืนวันลอยกระทงเป็นพระจันทร์ที่สุกใสและดวงใหญ่เสียจริงๆ
จนคิดขึ้นมาว่านานมาแล้วที่ไม่ได้เห็นพระจันทร์ที่สกาวสุกใส  ดวงใหญ่เช่นนี้
นานมาแล้ว  นานมาแล้ว
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 11 กันยายน 2006, 22:02:37 PM »

วันนี้นั่งดูข่าวแม่บ้านใจเด็ดควงปืนเด็ดชีพโจรปล้นบ้านไป 2 ศพ

อาม่าเล่าให้ฟังว่า   เมื่อก่อนกึ่งพุทธกาลราวๆ 1 ปี หรือปี 2499  อาม่าที่เพิ่งมาจากเมืองจีนได้ติดตามอากงไปตั้งรกรากอยู่ที่บุรีรัมย์   เพราะมีญาติไปทำโรงงานน้ำตาลที่นั่น  จึงขอให้อากงไปช่วยทำบัญชี
วันหนึ่งอากงต้องไปประชุมที่อำเภอ  อาม่าอยู่กับอาเหล่าม่าและพี่สาวคนหนึ่งที่เพิ่งเกิดได้ไม่ถึงขวบ  ก่อนไปอากงเอาปืนกระบอกหนึ่งออกมาสอนว่าเอาไว้ป้องกันตัว   หากมีโจรมาให้ง้างนกปืนแบบนี้แล้วลั่นไก
ปรากฏว่าคืนนั้นโจรเข้าปล้นบ้านจริงๆ   อาม่าบอกว่าไม่ใช่ขโมย  เพราะขโมยจะแอบมาเงียบๆ  ไม่ให้เจ้าของบ้านรู้   แต่โจรตะโกนเข้ามาให้เจ้าของบ้านรู้ตัว  "นี่คือการปล้น"  หรือ "ไอ้เสือเอาวา"  ทำนองนั้น

"แล้วอาม่าทำยังไง"  จ้าวตัวเล็กตั้งคำถาม  เพราะตื่นเต้นข่าวแม่ลูกอ่อนดวลปืนกับคนร้ายอยู่ไม่หาย

"ตอนนั้นอาม่ากำลังให้นมป้าอยู่"  อาม่าตอบ   อาเหล่าม่าก็คลานเข้ามาบอกว่าจะทำยังไงดี 
อาม่าบอกว่าก็ทำใจดีสู้เสือ   ระหว่างที่ให้นมลูกอยู่   ก็เอาปากกระบอกปืนแหย่ไปตรงฝาบ้านที่มีรู   แล้วลั่นไกออกไปนัดหนึ่ง   โจรก็ตกใจไม่คิดว่าเจ้าของบ้านจะมีอาวุธ   จึงยิงสกัดสะเปะสะปะมาโดนหลังคาบ้านบ้าง   อาม่าจึงกดไปรวดเดียวหมดแม็ก

จ้าวตัวเล็กก็ปรบมือลั่นว่าอาม่าเก่งจริงๆ  อาม่ายิงได้อย่างไร
อาม่าบอกว่า  ก็ปากกระบอกปืนมันสอดอยู่กับรูข้างฝา  มันก็เลยไม่สะบัด   โจรถูกปืนของแท้ยิงเอาเป็นชุด  ก็วิ่งหนีป่าราบ

เวลานั้นบุรีรัมย์ยังเป็นไร่เป็นป่าอยู่มาก   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางดึกก็ไม่มีชาวบ้านมาช่วย   จวบจนเช้าชาวบ้านจึงแห่กันมาถามข่าวคราว   อาม่าเลยคุยไปว่า "หัดยิงมาตั้งแต่เมืองจีนแล้ว"    เหมือนกับแม่ลูกอ่อนใจเด็ดที่บอกว่าหัดยิงกับสวนยางเป็นประจำเลย

ต่อมาไม่นานจึงรู้ว่าโจรที่เข้ามาปล้นก็คือลูกชายเกกมะเหรกเกเรของบ้านใกล้เคียงนั่นเอง   เวลานั้นแถวนั้นเป็นชุมโจร หรือมีโจรกันมาก   ส่วนใหญ่เป็นโจรปล้นควายไปขายเขมร   สุดท้ายอากงก็เลยต้องผูกเสี่ยวกับลุงคนหนึ่งในหมู่บ้าน  โดยยกป้าให้เป็นลูกบุญธรรมในนาม    ว่ากันว่าความจริงลุงคนนั้นก็คุมสายเอาควายไปขายเขมรรายใหญ่อยู่เหมือนกัน     

จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าระรานเข้ามาอีก 
นี่ก็เป็นเรื่องเล่าที่เมืองบุรีรัมย์ก่อนกึ่งพุทธกาลนะท่านทวารบาล  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 25 กันยายน 2006, 19:54:45 PM »

เพื่อสมาชิกรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ว่า   ยิ่งเรามีอายุมากขึ้นยิ่งฝันมากขึ้น
ฝันเป็นเรื่องเป็นราว  ตั้งแต่วิ่งหนีผีแบบแม่นาคไปจนไล่จับอีที
เมื่อก่อนฝันแล้วก็ลืม   เพียงแต่ตื่นมาแล้วรู้สึกเหนื่อยกับการไล่จับความฝัน
แต่ตอนนี้ตื่นแล้วก็ยังจำความฝันที่ผ่านมาได้
จนแทบอย่างเปลี่ยนอาชีพ  เอาพล็อตที่ได้จากความฝันมาสร้างนวนิยาย
ความฝันบางเรื่อง  พอจะเป็นมหากาพย์สู้กับเรื่อง ลอร์ดออฟเดอะริงได้เลยทีเดียว
บันทึกการเข้า
พิณไร้สาย
Full Member
***
กระทู้: 304



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 25 กันยายน 2006, 23:39:44 PM »

เพื่อสมาชิกรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ว่า   ยิ่งเรามีอายุมากขึ้นยิ่งฝันมากขึ้น
ฝันเป็นเรื่องเป็นราว  ตั้งแต่วิ่งหนีผีแบบแม่นาคไปจนไล่จับอีที

เอ....อย่างไรไม่รู้ซีครับ ผมไม่ยักกะฝันเลย  ยิงฟันยิ้ม ยิ้มเท่ห์ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

Tai
Newbie
*
กระทู้: 62


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 26 กันยายน 2006, 10:08:58 AM »

ขออนุญาตคุณ saenchai ครับ

เพื่อนสมาชิกรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ว่า   ยิ่งเรามีอายุมากขึ้นยิ่งฝันมากขึ้น
ฝันเป็นเรื่องเป็นราว  ตั้งแต่วิ่งหนีผีแบบแม่นาคไปจนไล่จับอีที
เมื่อก่อนฝันแล้วก็ลืม   เพียงแต่ตื่นมาแล้วรู้สึกเหนื่อยกับการไล่จับความฝัน
แต่ตอนนี้ตื่นแล้วก็ยังจำความฝันที่ผ่านมาได้
จนแทบอย่างเปลี่ยนอาชีพ  เอาพล็อตที่ได้จากความฝันมาสร้างนวนิยาย
ความฝันบางเรื่อง  พอจะเป็นมหากาพย์สู้กับเรื่อง ลอร์ดออฟเดอะริงได้เลยทีเดียว



ผมแก้ฝันให้ได้ดังนี้

ก่อนอื่นทำความเข้าใจเรื่องฝันก่อน
                      เหตุที่ทำให้ฝันมี  4 ประการ
                     1.เทวดามาดลใจให้ทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า  ตรงนี้ต้องบอกสีสันได้ว่า มีสีอะไรในฝันบ้าง “เทพนิมิตร” เวลาก็ต้องประมาณตีสี่ นะครับ 
                     2.ฝันเพราะใจพะวักพะวงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หลับแล้วก็ฝัน   “จิตนิวรณ์” เรื่องงานเรื่องบ้านเมือง
                     3.เกิดจากอำนาจกุศลหรืออกุศลทำให้สามารถทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า  บุญบารมีหรือกรรมสะกิดเตือน “บุญกรรมครั้งก่อน”   คนทำบุญบำเพ็ญตะบะ บารมี  ระดับหนึ่งจะฝันเพราะบุญ  ส่วนคนบาปทำกรรมมาก ๆ ก็ฝันเพราะบาปนะ
                     4.ฝันเพราะกายใจไม่ปกติ ส่วนใหญ่จะฝันไม่ดี ทำให้กังวลใจต่าง ๆ  แบบวิตกจริตนะ  “นอนวิตกกังวล” กินมากแล้วฝันจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย  กายไม่ปกติ

                      ฝันที่แม่น ต้องบอกสีเสื้อผ้า  สีสิ่งของ ยานพาหนะ และอื่น ๆ ที่เห็นในฝัน  ต้องเห็นนะครับ ไม่ใช่รู้ว่าเป็นสีอะไร  เวลา ตีสี่

คำคล้องจองกันคือ "เทพนิมิตร  จิตนิวรณ์  บุญกรรมปางก่อน  นอนวิตกกังวล"

                     แก้ฝันเรื่องเกี่ยวกับผี เห็นผี วิ่งหนีผี  ถูกผีหลอน

                     สิทธิการิยะ ทำนายว่า       จะหมดเคราะห์และมีโชคลาภทางการเสี่ยง
                     เลขประจำความฝัน คือ   66   69   606   669
                     ไขความนัย หรือระหัสลับเลข 6 และเลข 9
                     เลขศาสตร์ถือว่าเป็นเลขเดียวกัน พวกเดียวกัน ตีหลังกากลับหลังกันได้ 
                     ส่วนเลขศูนย์  นั่นหมายถึงศูนย์อำนาจ   หมายถึงวัฎสงสารครับ ลองเขียนเลข "ศูนย์" ดู จะรู้สึกถึงสูญญตาได้

                     สงสัยว่า
                     ทำไม คุณSaenchai    ฝันแม่นจริง ๆ  (ฮา!,ก็ได้)


   
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2006, 10:06:23 AM »

แม่น้ำเหลืองในจีนเปลี่ยนเป็นสีแดงและส่งกลิ่นแรง

ปักกิ่ง 23 ตค. -  สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า  พื้นที่ตลอดระยะทาง 1 กิโลเมตรของแม่น้ำเหลืองในเมืองหลันโจว มณฑลกันซู่ของจีน เปลี่ยนเป็นสีแดงและส่งกลิ่นรุนแรง จากการที่มีท่อน้ำทิ้งระบายของเสียลงสู่แม่น้ำ

เจ้าหน้าที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจพิสูจน์ว่าน้ำเสียในแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษหรือไม่ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้แม่น้ำเหลืองเป็นแหล่งน้ำดื่มของประชาชนหลายล้านคนในจีน ผลสำรวจพบว่าประชาชนนับร้อยล้านคนในจีนยังขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด.- สำนักข่าวไทย


แม่น้ำเหลืองเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับสองของประเทศจีน   มีชื่อจีนว่า หวงเหอ (หวงคือเหลือง  เหอคือแม่น้ำ  แต่เรามักได้ยินตามความเคยชินเดิมว่าแม่น้ำ "ฮวงโห")   มีกำเนิดมาจากมณฑลชิงไห่ทางตะวันตกทอดยาวไปลงทะเลทางตะวันตก   มีความยาวทั้งสิ้น 5464 กม.    หากมองจากแผนที่เขาว่าจะเห็นเส้นทางเดินเหมือนมังกรยักษ์กำลังโลดแล่นอยู่บนแผ่นดินตอนเหนือ

ที่แม่น้ำสายนี้มีสีเหลืองนั้น  ความจริงบริเวณต้นน้ำน้ำยังใส  แต่ที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองก็เมื่อน้ำไหลมาถึงบริเวณตอนกลางๆ    ที่นั่นเป็นที่ราบสูงที่มีดินสีเหลือง   ทุกปีดินสีเหลืองเหล่านี้จะถูกกัดเซาะบวกกับน้ำฝนที่ชะล้างพาดินเหลืองสู่แม่น้ำเป็นปริมาณมากทุกปี     น้ำจึงกลายเป็นสีเหลือง   

แม่น้ำเหลืองเป็นแม่น้ำสายหนึ่งที่มีปริมาณของดินทราบมากที่สุดในโลก   โดยเฉลี่ย 1 ลูกบาศก์เมตรจะมีดินทรายอยู่ถึง 37 กิโลกรัม    ในอดีตจึงมีคำพูดว่า "น้ำหนึ่งขัน  ทรายครึ่งหนึ่ง"   

ดินทรายที่ถูกชะล้างมานี้เมื่อถึงบริเวณตอนปลายก็จะตกตะกอนสะสมกัน    มีดินที่ตกตะกอนนอนก้นอยู่ใต้แม่น้ำถึง 400 ล้านตัน   และมีที่สะสมริมฝั่งกลายเป็นที่งอกแต่ก็เป็นส่วนที่เรียกว่า "ดินบนน้ำ"    และนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ในอดีตมีภัยพิบัติเกิดขึ้นจากน้ำหลากซัดเอาแผ่นดินที่อยู่ตามริมฝั่งให้พังทลายไปกับสายน้ำอยู่เสมอ   จนแม่น้ำเหลืองได้สมญานามว่า "แม่น้ำวิปโยค"   รวมแล้วเท่าที่มีบันทึกจากปี คศ. 1949  ลงมา 2000 ปี  มีเหตุวิปโยคเกิดขึ้นกว่า 1500  ครั้ง   หรือเฉลี่ยปีละ 3 ครั้ง   

แต่หลังจากปี 1949 เป็นต้นมารัฐบาลจีนก็ได้พยยามแก้ไขปรับปรุง  จนลดภัยพิบัติลงไปได้มาก

แต่ในศตวรรษนี้เมื่อจีนกำลังก้าวรุดหน้าในทุกด้าน   ภัยพิบัติใหม่ก็กำลังตั้งเค้า  เมื่อ "แม่น้ำเหลืองกลายเป็นสีแดง"
บันทึกการเข้า
i_Tim
Newbie
*
กระทู้: 30


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2006, 20:12:14 PM »

             
           มีคนรักษาด้วยวิธีฝังเข็มโดยไม่เรียกค่าใช้จ่าย
           ต้องการขอข้อมูล  ติดต่อที่หมอแสนชัย ได้หรือไม่ ร้องไห้


                                                      ........... หมอส่งจุน
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2006, 20:27:22 PM »

ยังไม่ค่อยเข้าใจคำถามครับ   หมายความว่ามีคนที่ทำฝังเข็มได้  แต่อยากปฏิบัติรักษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายอย่างนั้นใช่หรือเปล่าครับ

การฝังเข็มหากทำในหมู่คนรู้จัก   ในญาติพี่น้อง (ที่ทำแล้วไม่มีปัญหาว่าไปฟ้องเรา)  ที่ผ่านๆ มาก็มีคนทำเช่นนี้ไม่น้อยเหมือนกัน    แม้แต่ของผมหากเป็นมิตรสหายที่เคยเรียนและทำฝังเข็มมาแต่ในป่า   หากมีคนละแวกใกล้เคียงเป็นอัมพฤกต์อัมพาตก็แนะนำจุดฝังเข็ม  ไปให้ทำกันเองเหมือนกัน

แต่หากจะออกมาเปิดร้าน  เป็นสำนักทำให้คนทั่วไปตรงนี้คงไม่ได้ครับ

เพราะกฏหมายการประกอบโรคศิลปะออกจะเข้มงวดมาก   ยิ่งเรื่องการฝังเข็ม  แพทย์แผนปัจจุบันได้นำไปกำหนดว่าเป็นการนำวัตถุสอดใส่เข้าไปในร่างกาย    ซึ่งจะกระทำไม่ได้หากไม่ใช่แพทย์  แม้จะอ้างว่าทำไปโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย   เหมือนกับเรื่องผ่าตัดจู่ๆ เราจะไปผ่าให้ญาติของเราโดยอ้างว่าเราไม่เก็บค่าใช้จ่าย  เช่นนี้ไม่ได้ 

อย่างที่น่านที่เพิ่งเปิดโอกาสให้กับหมอในป่าให้เป็น อสม.หมู่บ้านที่ทำฝังเข็มได้  (ไม่ได้อนุญาตเป็นทางการเพราะทำไม่ได้  แต่ในทางพฤตินัยยอมให้ทำในหมู่บ้านได้)   อันนี้ขอบเขตก็จำกัดวงเฉพาะจังหวัดๆ ไป    แต่หากจังหวัดไหนเจ้าหน้าสาธารณสุขจังหวัดไม่ยอม   ก็ทำไม่ได้

สำหรับปัจจุบัน  การทำฝังเข็มมีแนวโน้มใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง  ไม่ใช้เข็มซ้ำ  จึงเป็นเรื่องหนักอกมาก   เพราะอย่างการอบรมที่น่านที่ผ่านมา  ทุกหมู่บ้านได้รับแจกเข็มคนละชุดสองชุด   แต่ปัญหาคือหากต้องใช้แล้วทิ้งหรือต้องใช้หนึ่งชุดกับคนไข้หนึ่งคน   ก็ไม่มีทางจะรับมือแล้ว  สำนักงานสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลก็สนับสนุนเข็มให้ไม่ได้  เพราะติดข้อกฏหมายข้างต้น    ดังนั้นหมอเหล่านี้ต้องหาเข็มกันเองหรือต้องอาศัยมิตรสหายช่วย

อนาคตของหมอบ้านเหล่านี้จะต้องทำอย่างไร ?  ไม่ก็ต้องตั้งกองทุนขอรับบริจาคซื้อเข็มส่งไปให้  เรื่องนี้ก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พฤศจิกายน 2006, 21:13:50 PM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 02 พฤศจิกายน 2006, 10:56:55 AM »

เพิ่งกลับออกมาจากป่า ไปพักผ่อนมา สามสี่วัน
มาเห็นคุณแสนไชยถาม
สถานที่อบรมที่ไหนค่ะ
น่าสนใจเหมือนกันค่ะ
ขอดูเวลาส่วนตัวก่อนค่ะ
บันทึกการเข้า
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2006, 09:48:21 AM »

“โต” สรัล นุ่มอุรา : ชีวิตบนเส้นทางออทิสติก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 พฤศจิกายน 2549 07:48 น.

ครั้งแรกที่พบกับ “โต” เราสนทนากันด้วยถ้อยคำสั้นๆในหัวข้อที่สนใจร่วมกันคือ “เปาปุ้นจิ้น” ครั้งนั้นจับได้ถึงท่าทีที่แปลกๆของโต และรู้สึกทึ่งที่เขาจำชื่อทุกตอนในละครได้ ที่มากกว่านั้นคือ เขาจำรายละเอียดของเรื่องราวได้ละเอียดยิบ แถมยังเล่าให้ฟังได้อีกด้วย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเปาปุ้นจิ้นเท่านั้น ยังมีละครหลายเรื่องที่อวสานไปนานแล้ว แต่โตก็จำได้ และจำได้อย่างละเอียดมากด้วย ต่อมาจึงได้ทราบว่าท่าทีแปลกๆของโตที่ไม่เหมือนคนธรรมดาเป็นเพราะโตเป็น “ออทิสติก”

ที่ทำให้ประหลาดใจอีกครั้ง คือ ปัจจุบันโตทำงานแล้ว ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ด้วยวุฒิปริญญาตรี จาก ม.ราชภัฏสวนดุสิต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกบรรณารักษ์ นั่นหมายความว่า เขาดูแลตัวเองได้ ซึ่งต่างจากออทิสติกทั่วไป ดังนั้น กว่าจะมาเป็นโตอย่างทุกวันนี้ ต้องมีอะไรที่มากกว่าการศึกษาแน่นอน
       
       การพูดคุยกับโตไม่ใช่เรื่องง่าย ดูเหมือนว่าโตจะไม่ถนัดในการพูดเรื่องราวของตัวเอง เขาถนัดในการตั้งคำถาม และเกือบทุกคำถามเป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึง เช่น ทำไมจรวดถึงทำลายรถถังได้ ทำไมพี่ต้องแบ่งขนมให้ผม ผมไม่ได้ขอสักหน่อย เป็นต้น แต่เมื่อเราตอบว่าเป็นความมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ ตั้งแต่นั้นมา โตก็จะเอาขนมของเขามาแบ่งให้ทุกวันที่เจอหน้ากัน
       
       “ชื่อสรัล นุ่มอุรา อายุ 26 ปี แล้วครับ เกิดวันที่ 30 มิถุนายน 2523”โตเริ่มต้นตอบคำถามแล้วเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างช้าๆ ว่า มีน้องชาย 1 คน เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนพญาไท และชั้นมัธยมที่โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ ก่อนจะมาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และจบเอกบรรณารักษ์ ภายใน 4 ปี ซึ่งทราบทีหลังว่า ถ้าไม่ติดตรงที่มีวิชาหนึ่งไม่เปิดในเทอมนั้น โตจะเรียนจบใน 3 ปีครึ่ง และบอกว่าตอนไปเรียนก็ไปเอง ไม่หลง จำได้ เรียนสนุก มีเพื่อนหลายคน
       
       “พอจบแล้วก็ไปทำงานที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ตั้งแต่ ตุลาคม 46 ถึง กรกฎาคม 48 พอหมดสัญญาจ้างผมก็ไปทำงานที่กระทรวงแรงงาน ตั้งแต่ สิงหาคม 48 ถึง กันยายน 49 ก็หมดสัญญาจ้างอีก ผมก็เข้ามาทำงานที่นี่ต่อครับ เพิ่งมาเริ่มงาน งานก็เหมือนๆกัน ทำเอกสาร ถ่ายเอกสาร แยกเอกสาร บรรจุซอง ที่ศรีธัญญาได้ยืม-คืนหนังสือด้วย ผมค้นข้อมูลในเน็ตได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครให้ทำ”เมื่อถามว่าแล้วทำงานที่นี่ดีไหม โตก็ตอบว่า “ดีครับ”
       
       สุดท้ายจึงถามโตว่า รู้ไหมว่าโตแตกต่างจากคนอื่น โตเงียบไปนิดก่อนตอบว่า “ก็รู้สึกว่าแตกต่าง แต่ก็ไม่มีอะไร” แล้วโตก็ถามกลับว่า ทำไมคนไปงานศพต้องแต่งชุดดำและทำไมเขาต้องร้องไห้กันด้วย ทำไมงานศพต้องมีข้าวต้มให้กิน นั่นเป็นบทสนทนาเพียงสั้นๆ แต่ก็ทำให้เรารู้จักโตมากขึ้น
       
       อย่างไรก็ตาม กว่าจะเป็น “โต” อย่างที่เห็นกันนั้น เบื้องหลังของโตมีพ่อ แม่ และครอบครัวอยู่เสมอ
       
       สุภณัฐ นุ่มอุรา อายุ 61 ปี คุณพ่อของโต พนักงานธนาคารที่เพิ่งจะเกษียณมาไม่นาน บอกเล่าว่า ภูมิใจกับลูกชายคนนี้มาก จากคนที่ไม่มีใครคิดว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ได้ แต่โตก็ทำจนได้
       
       “ครั้งหนึ่งผมเคยอายที่มีลูกเป็นออทิสติก อายที่ลูกไม่เหมือนคนอื่น แต่ตอนนี้บอกตามตรงว่า ไม่มีความรู้สึกนี้อีกต่อไป มีแต่ความคิดว่าจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ในสังคมโดยช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด ให้สังคมทั่วไปยอมรับและเข้าใจเขาให้มากที่สุด จนโตก้าวมาถึงตรงจุดนี้ได้ ผมภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้มาก”สุภณัฐ เปิดใจและ เล่าว่า เริ่มแรกเมื่อทราบว่าลูกเป็นออทิสติก ก็มีความสงสัยเป็นกำลังว่า ออทิสติกคืออะไร
       
       “ความดีความชอบนั้นต้องยกให้ภรรยาผม เธอเป็นแม่ที่ดีของลูกคนหนึ่ง ซึ่งบางครั้งจะเต้นจนเราเหนื่อยและตามไม่ทัน แต่เพราะความเป็นแม่ของลูก เธอจะดิ้นรนและหาวิธีการต่างๆนำมาเล่าให้ฟัง และกระตุ้นให้ผมให้ความร่วมมือและช่วยเหลือลูก ซึ่งมีผลให้ผมต้องสะอึกและคิดหนักว่า ผมจะทำอะไรได้บ้าง สิ่งสำคัญของการเลี้ยงลูกออทิสติก คือ ฐานความเชื่อ และพื้นฐานความคิดของพ่อและแม่ ลองคิดดูว่าแม้เป็นเด็กปกติในการสั่งสอนอบรมเขาก็ยังเป็นเรื่องที่ยุ่งยากระดับหนึ่ง แต่กับเด็กออทิสติก ถ้าท่านเป็นพ่อ เป็นแม่ ท่านต้องเข้าใจและศึกษาเขาหนักกว่าปกติ ต้องมีการทุ่มเทเป็นกรณีพิเศษ”

สุภณัฐ บอกว่าในการเลี้ยงลูก เขาพยายามฝึกให้โตได้ทำเหมือนที่คนทั่วไปเขาทำกัน
       
       “ผมฝึกโตทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาบน้ำจนถึงไปซื้อของ คิดเลข การอ่านหนังสือในใจ ใช้คอมพิวเตอร์ จนถึง การควบคุมอารมณ์ การรู้จักอ่อนโยนกับผู้อื่น เจอพระควรทำอย่างไร ฝึกแม้แต่การรับโทรศัพท์ แรกๆ โตไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ เราก็สอนให้เขารับโทรศัพท์ สอนให้ถามว่าจะพูดสายกับใครครับ ซึ่งพอเขาพูดแบบนี้เขาก็วางหูไปเลย เรื่องก็เลยยุ่ง เราก็ต้องอดทน ทำทีละขั้นตอน ใจเย็นๆ ทำซ้ำๆ จนเขาเข้าใจ นี่คือหัวใจสำคัญในการฝึกลูก แต่ใช่ว่าผมจะใจเย็นตลอด ความอดทนหมดไปหลายครั้งเหมือนกัน แต่เขาคือลูก และผมทำกับเขาด้วยความรัก”
       
       เมื่อตอนที่โตเรียนหนังสือ สุภณัฐก็สอนลูกให้ช่วยเหลือตัวเอง ขึ้นรถประจำทางไปเรียนได้ เป็นที่รู้กันว่า สำหรับเด็กออทิสติกจะออกนอกเส้นทางไม่ได้ ถ้าไม่ไปตามเส้นทางเดิมจะมีปัญหามาก ซึ่งแรกๆกลายเป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้ผู้เป็นพ่อกับแม่พอสมควร แต่ก็ต้องอดทน
       
       “ก็ไม่มีปัญหาเขาทำได้ เรียนเสร็จก็กลับบ้าน ตรงเวลา โชคดีที่โตเป็นคนตรง ตรงมาก เขาไม่เคยเถลไถลไปไหน มีออทิสติกบางคนเป็นนะ เพราะเขาเพลินไปเลย”
       
       ...รับรู้กันทั่วไปว่า เด็กออทิสติกจะมีสมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก้าวร้าว และไม่สนใจคนอื่น สุภณัฐแก้พฤติกรรมเหล่านี้ด้วยการฝึก “ผมฝึกให้โตมีสมาธิไม่ใช่ด้วยการนั่งสมาธิ แต่ให้เขามีใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำ ผมให้โตนับเลขในใจ ทั้งเริ่มต้น ถอยหลัง เพื่อให้เขาอยู่นิ่ง ซึ่งก็ได้ผล เขาไม่ก้าวร้าวและรุนแรงมากนัก อยู่นิ่งได้ ที่ผมภูมิใจตัวเขามากนั้น ตอนนี้ก่อนโตจะไปไหนเขาจะถามพ่อกับแม่ว่าจะเอาอะไรหรือเปล่า ตอนกลับก็มีของมาฝากพ่อกับแม่ แล้วก็ใส่ใจเราด้วยว่าจะกินหรือยัง แค่นี้เราก็ชื่นใจแล้ว ลูกชายคนเล็กของผม เป็นคนปกติยังไม่ค่อยทำแบบนี้เลย”
       
       ถามถึงชีวิตการทำงานของโต คนเป็นพ่อบอกว่า ตอนที่ให้โตเรียนก็ไม่คิดว่าเขาจะมาได้ถึงขั้นนี้
       
       “ก่อนหน้านี้โตไม่ค่อยมีความสุขในการทำงาน ผมเดาว่าเพราะคนรอบข้างไม่เข้าใจ แต่พอมาทำที่ สปสช. ดูเขามีความสุข เพราะคนเข้าใจสิ่งที่เขาเป็น ถามเขาว่าเป็นยังไง เขาก็บอกว่าดี เพราะโตเขาไม่ค่อยพูดเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองอยู่แล้ว แต่คนเป็นพ่อ เห็นสีหน้า แววตาเขา ผมก็รู้ว่าเขามีความสุข อยากให้ สปสช.เปิดโอกาสให้เขาทำงานต่อไป เงินเดือนที่โตได้รับส่วนหนึ่งผมจัดสรรให้เขาใช้ในชีวิตประจำวัน และอีกส่วนเก็บไว้ให้เขา”
       
       เมื่อถามถึงความหวังของหัวอกคนเป็นพ่อ สุภณัฐบอกว่า ไม่หวังอะไรแล้ว “ตอนนี้โตกำลังไล่ตามชีวิตเขาอยู่ เขาไล่เกือบทันแล้ว เกือบเหมือนคนทั่วไปแล้ว โตเขามาไกลแล้ว เขาช่วยเหลือตัวเองได้ มีงานทำเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่ เขามีน้องชายที่จะอยู่กับเขา แต่ไม่ต้องดูแลเขาหรอก เพราะผมสอนให้เขาดูแลตัวเองได้แล้ว”
       
       อรจิตต์ บำรุงสกุลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคี สปสช. เปิดเผยว่า การรับโตเข้ามาทำงานที่ สปสช. เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการงานฟื้นฟูคนพิการ ซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน และเครือข่ายคนพิการ เป้าหมายเพื่อให้คนพิการใช้ศักยภาพในตัวเขาดูแลช่วยเหลือตัวเองได้ และตามกฎหมายแรงงานทุกๆพนักงาน 100 คน ต้องมีคนพิการมาทำงานด้วย 1 คน
       
       “สำหรับโต เราได้รับการแนะนำจากมูลนิธิออทิสติกว่า โตมีศักยภาพทำงานในองค์กรได้ ตอนที่เราสัมภาษณ์โต พูดคุยกับพ่อแม่เขา ก็เห็นว่าน่าจะทำงานได้ จึงลองให้มาทำงานที่นี่ดู ตอนนี้โตมาทำงานที่นี้ได้เดือนกว่า ซึ่งถือว่าทำงานได้ดี เป็นคนที่เอาใจใส่การงาน มีน้ำใจ เสนอตัวเองช่วยงาน สุภาพ เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ ไม่เป็นภาระและไม่เป็นปัญหา ส่วนหนึ่งที่เราได้กลับมาคือ เจ้าหน้าที่ของ สปสช.ได้เรียนรู้ในการมีเพื่อนร่วมงานที่ครั้งหนึ่งเขาคือคนด้อยโอกาสแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มีความเอื้ออาทรระหว่างกัน ไม่รังเกียจกัน”
       
       อรจิตต์บอกว่า สิ่งที่หวังมากกว่านั้น คือ อยากให้โตเป็นตัวอย่างของคนด้อยโอกาสที่อยู่ในสังคมได้ ทำงานได้ “เราอยากให้สังคมได้เห็นตรงนี้ เห็นว่าทำได้ กลายเป็นเรื่องที่แต่ละองค์กรเห็นความสำคัญที่จะมีคนพิการ คนด้อยโอกาสมาร่วมงานด้วย ที่สำคัญคือ ต้องสร้างจิตสำนึกให้สังคมตระหนักว่า เขามาทำงาน เป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่มีความแตกต่าง เขาก็อยู่ในฐานะของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมเหมือนเรา”
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2007, 08:02:27 AM »

หากกล่าวถึงชื่อของ นพ.ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง  ในแวดวงฝ่ายก้าวหน้าคงไม่ค่อยมีใครรู้จัก   ยกเว้นผู้ที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์ทางเลือกโดยเฉพาะการแพทย์แผนจีน

กล่าวได้ว่าผู้ที่บุกเบิกและต่อสู้จนการแพทย์ทางเลือกสาขาหนึ่งคือการแพทย์แผนจีนได้รับการรับรองให้ถูกต้องตามกฏหมายและกำลังจะกลายเป็นการแพทย์อีกหนึ่งสาขาในประเทศไทยในไม่ช้าก็คือ นพ.ชวลิต

นพ.ชวลิตเป็นจบแพทย์และทำงานในภาคอีสานมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา   หลังจากนักศึกษาเข้าป่าเป็นจำนวนมาก   นพ.ชวลิตยังทำงานอยู่ในชนบทของภาคอีสาน

ผู้บาดเจ็บและเจ็บไข้ได้ป่วยจากเขตป่าเขาหลายคนถูกส่งเข้ารพ.ที่หมอชวลิตดูแลอยู่    การช่วยเหลือดูแลที่แม้จะอยู่หลังฉากมาตลอด   ก็ยังทำให้คุณหมอต้องถูกสอบสวนและติดตามจากฝ่ายทางการ

ในแง่นี้คุณหมอเป็นอีกผู้หนึ่งที่เอาชีวิตเอาอนาคตการทำงานของตนหนุนช่วยภาระกิจของฝ่ายประชาชน

เมื่อได้เข้ามาทำงานกระทรวง  คุณหมอก็เป็นผู้บุกเบิกให้เกิดการยอมรับในศาสตร์ทางเลือกอื่นๆ ที่มิใช่แพทย์ศาสตร์สาขาหลักเท่านั้น    เรื่องนี้ผู้ที่อยู่ในวงการย่อมรู้ว่าเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเพียงไรในการต้องต่อสู้ทางความคิดกับคุณหมอๆ ทั้งหลายผู้ที่ยึดถือศาสตร์หลักเป็นสรณะ   และแทบจะไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้กับศาสตร์ทางเลือกอื่นๆ

การต่อสู้ของคุณหมอไม่เพียงแต่ได้มาจากจิตใจอันดีงาม  หากแต่ได้มาจากประสบการณ์จริงของชีวิต 

ด้วยคุณหมอต้องประสบกับทั้งอุบัติเหตุที่ร้ายแรง  โรคหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาตไปครึ่งซึก  ทั้งต้องเจ็บป่วยกับการเป็นโรคมะเร็ง   จนหมอทั้งหลายในเมืองไทยบอกว่าหมดหนทาง   

คุณหมอตัดสินใจไปที่เมืองจีนด้วยความเชื่อมั่นว่าที่นั่นจะมีหนทางในการรักษาได้   และแล้วคุณหมอก็กลับมาและสามารถทำงานในกระทรวงติดต่อมาได้เป็นเวลาเกือบ 20 ปี   จนตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการสถาบันแพทย์ไทยจีนของกระทรวง  และได้ตำแหน่งเทียบเท่าระดับกรม

ตลอดเวลาของชีวิตที่เหลือคุณหมอได้ต่อสู้เพื่อให้ศาสตร์แพทย์แผนจีนได้รับการยอมรับ   จนเมื่อปี พ.ศ. 2544  กระทรวงก็ได้ยอมให้มีผู้ประกอบโรคศิลปะด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนเป็นครั้งแรก   และเริ่มมีการเรียนการสอนแพทย์จีนในมหาวิทยาลัยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

ชีวิตของคุณหมอชวลิตจึงเป็นชีวิตเพื่อการต่อสู้  ทั้งการต่อสู้เพื่อผู้อื่นและการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บของตนเอง

เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้ผู้อื่นได้เห็นว่าเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่นั้น   จะอยู่อย่างมีคุณค่าอย่างไร    จะมอบสิ่งใดให้เป็นมรดกกับสังคม  หรือผู้อื่นได้กล่าวขานถึงในยามที่เราจากไป

ขอระลึกถึงคุณความดีและจิตใจของคุณหมอชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง  ผู้บุกเบิกการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย    คนดีอีกคนหนึ่งที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยโรคหัวใจกำเริบขณะประชุมที่กระทรวงเมื่อเช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์  2550   และจากไปในบ่ายวันนั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 กุมภาพันธ์ 2007, 08:35:24 AM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2007, 08:19:56 AM »

ขอแสดงความเสียใจกับ ครอบครัว สันติกิจรุ่งเรือง
และแพทย์ทางเลือก ที่สูญเสียบุคคลที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงไป
ขอร่วมไว้อาลัยแด่คุณหมอ ของประชาชน ค่ะ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2007, 21:56:54 PM »

ใกล้ตรุษจีนแล้วเอาเรื่องจีนๆ มาเล่าสลับฉากก็แล้วกัน

ตอนนี้หลายๆ บ้านมักมีตุ๊กตารูปเทพยดาจีน 3 องค์ ตั้งไว้   วิธีการตั้งมีดังนี้ครับ
จำตัวหัวโหนกๆ  ไม่ใส่หมวกนั่นก่อน  ให้ตั้งอยู่ทางซ้าย (หรือขวามือของเรา) องค์นี้เป็นดาวอายุยืน   หน้าผากจะโหนกนูน  มีหนวดเคราสีขาวถือไม้เท้าและลูกท้อ  หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส   เทพองค์นี้คือ "ซิ่ว"  แปลว่าอายุยืน

ส่วนองค์กลางกับองค์ซ้ายชอบปนกันเพราะหน้าตาคล้ายๆ กันอยู่  ให้สังเกตที่คทา   คทานี้เรียก "หรู-อี้" แปลว่า "คิดสิ่งใดก็สมความปรารถนา"   เทพยดาองค์นี้เรียกว่าเทียนกวนเป็นเทพแห่งวาสนา   ให้ตั้งตรงกลาง  องค์นี้คือ "ฮก" แปลว่า "มีวาสนา"

ทีนี้ก็เหลือองค์เดียวให้ตั้งทางขวา (หรือซ้ายมือของเรา)    องค์นี้เป็นเทพแห่งบรรดาศักดิ์   จึงแต่งกายแบบคหบดี  ศีรษะสวมหมวกดอกโบตั๋น  เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยและมีเกียรติ  องค์นี้คือ "ลก"

ก็เป็นอันว่าตั้งถูกต้องไม่สลับซ้ายขวาแล้วนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 กุมภาพันธ์ 2007, 23:04:03 PM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!