บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:15:12 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สัพเพเหระ  (อ่าน 49037 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2007, 22:56:16 PM »

พรุ่งนี้ต้องดูที่ห้องทำงานสักหน่อยว่า จัดเรียงไว้ถูกต้องหรือเปล่า
มีผู้ใหญ่ให้มาเป็นของขวัญนานแล้ว
ก็ตั้งไว้โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
รู้แต่ว่า เป็นเทพจีน ฮก ลก ซิ่ว
คนทำการค้า ควรจะมีไว้
บันทึกการเข้า
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2007, 23:03:34 PM »

จะตั้งอย่างไร...ป้าไม่รู้..
แต่..เคยเห็น...ที่หิ้งพระของรุ่นพี่คนหนึ่ง
ตั้งรูปปั้น..ประธานเหมา..ไว้ที่เดียวกับบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย
โดยให้เหตุผล...ประธานเหมา..ก็เหมือนเทพของ...ประชาชน ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 10 มีนาคม 2007, 09:01:41 AM »

หน้าแล้งบ้านเราดีอยู่อย่าง   ไม้ผลัดใบ  แข่งกันผลิดอกหลากสีสรรมาแข่งขันประชันกันสะพรั่ง

เจ้าตัวนี้ก็เหมือนกัน  ภายในเวลาไม่กี่วัน  เบียดแซงเจ้าเหลืองอินเดียขึ้นมาอวดโฉมภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์

ดอกตูม



แล้วบาน



บานเต็มที่เช้านี้



ช่อดอกใหญ่เท่าหน้าคน



บันทึกการเข้า
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 10 มีนาคม 2007, 12:33:54 PM »

ดอกโศกพวง..สวยจังเลย....
ใครอยากเห็นต้นเป็นๆในกรุงเทพ....
ไปดูได้ที่...วัดโพธิ์..หลังโบสถ์พระนอน....
     ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: 10 มีนาคม 2007, 18:35:05 PM »

ที่บ้านก็เก็บภาพได้หน้าหนึ่งพอดี..แต่เนื่องจากดูแลไม่เป็น รดน้ำไปถูกดอกเขาบ่อยๆ ตอนนี้เลยโรยไปหมดแล้ว...แต่พวกม่อนไข่ออกพรูเลย---แต่ยังไม่ได้ถ่ายรูป

ตอนนี้ขอเอาโขลงช้างเชือกน้อยๆ มาแบ่งให้ดูไปก่อนละกัน....อ้อ...ดอกโมกก็กำลังสะพรั่งเลยหอมอวลไปหมดตอนไปนั่งอยู่ในดงของเขา.....เฮ้อ...โลกนี้ยังมีอะไรให้ชื่นชมอีกเยอะเหมือนกันนิ....



http://2519me.com/merealities/mehome_Gtrees/mhGtp3/mhgt3fpics/mhgt3f.htm

ชุดนี้ไม่ได้ถ่ายภาพเอง สุทธิดาออร์คิดมาถ่ายเอาไปลงเวบเขา....ก็ตามไปก๊อปมาอีกที
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 10 มีนาคม 2007, 23:42:11 PM »


อโศก ดอกนั้น  ดูไม่ชัดว่าเป็นอโศกสปัน  หรือ อโศกพวง เพราะใกล้เคียงกัน  แต่อโศกพวงจะใบอ่อนไม่ลาย และมีใบไม่มากเท่าอโศกสปัน ซึ่งมีใบกว่า 16 คู่  ดอกอโศกพวกจะใหญ่งาม คล้ายๆสปัน สีออกบานเย็น หรือชมพูสด  ..แต่สวยแน่นอนทั้งสองอย่าง เห็นแล้วน้ำลายหก  ที่ปลูกไว้อีกนานกว่าจะออกดอก...

ส่วนของป้าซอลล์นั้น เป็นช้างพลาย  ช่อไม่ยาว
พวกช้างนี่เวลาออกดอกต้องระวังน้ำมากๆ พลาดไปก็เหี่ยวเร็ว  ครั้นจะไม่รดน้าใบล่างก็เหี่ยว  ตามฟาร์มกล้วยไม้ เขาให้ความชื้นอุณหภูมิพอเหมาะ ดอกไม่โรยเร็ว แถมใบก็ไม่เหลือง   ...แต่ไม่ว่าช่อสั้นหรือยาว เรื่องหอมนี่  ตระกูลช้างหายห่วง หอมนานทุกๆเช้าเลย ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 11 มีนาคม 2007, 08:29:54 AM »

 ยิ้มกว้างๆ

ตอนเอามาปลูกเขาบอกว่าอโศกสปันครับ   
มีอีกต้นหนึ่ง  ผมได้มาตอนงานสมุนไพรที่กรุงเทพ  เขาบอกว่าชื่อต้นเทพธาโร   ปรากฏว่ามันโตเอาโตเอา  ต้นขึ้นตรงแน่ว   ใบแหลม   เอามาทำยาได้   แต่สงสัยว่าพอตอนหลังไปดูต้นเทพธาโร (ดูเหมือนจะเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดตรังด้วย)   ต้นมันหงิกๆ งอๆ ยังไงก็ไม่รู้   เลยไม่รู้ว่าตกลงต้นที่ผมได้มานี่เทพธาโรพันธุ์ไหนกันแน่    แต่ก็ชอบว่ามันขึ้นเร็ว  ต้นตั้งตรง  แถมใบยังไม่ค่อยร่วงให้ต้องคอยมากวาดเก็บ  หากใครมีสวนจะได้เอาไปปลูกแทนต้นสักที่โตช้า    หรือแทนไม้ยูคาที่กลัวทำลายเนื้อดิน

เอาไว้กล้องว่างแล้วจะเอากล้องไปถ่ายมาให้วิสัชชนาหน่อยครับ  ยิ้มกว้างๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 มีนาคม 2007, 08:34:02 AM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 17 มีนาคม 2007, 07:17:42 AM »

ผู้ติดตามระยะนี้ได้พบกับคนจีนหลายคน   มีเรื่องหนึ่งที่ฟังแล้วน่าตกใจ
อาจารย์สอนภาษาจีนวัยสาวอายุเพิ่ง 27-28 มาจากปักกิ่ง   เมื่อสอนหนังสือถึงบทหนึ่งมีคำว่า "ถงจื้อ" อยู่หลายคำ    จึงได้ไต่ถามว่าคำๆ นี้ยังใช้เรียกกันอยู่ในประเทศจีนหรือไม่

"ถงจื้อ"  "ถง" แปลว่า ร่วมกัน เหมือนกัน   "จื้อ" แปลว่า ปณิธาน   รวมแล้วหมายถึงผู้ที่มีปณิธานร่วมกัน  ซึ่งก็คือคำที่แปลมาจาก comrade หรือของเราใช้ว่า "สหาย"

แต่ที่น่าตกใจไม่เพียงแต่ว่าคำๆ นี้ปัจจุบันใช้เฉพาะนักปฏิวัติอาวุโส   ทหารชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น  แต่ได้กลายเป็นศัพท์แสลงสำหรับพวกรักร่วมเพศ    หมายถึงพวกที่มีพฤติกรรมเช่นนี้   

อาจารย์สาวเตือนว่าไปจีนอย่าไปเที่ยวพูดกับใครว่าถงจื้อเป็นอันขาด   เพราะเขาอาจถลึงตามองว่าไปว่าเขา  หรือหากไปพูดถูกคนเขาก็อาจโกรธได้ว่ามารู้เรื่องลึกลับส่วนตัวของเขาได้อย่างไร (เพราะเรื่องนี้ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ปกปิดในจีน)

นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ในท่ามกลางกระแสบริโภคอย่างรุนแรง   คุณธรรมจริยธรรมที่หดหาย  ยังสะท้อนออกมาถึงคำที่มีความหมายลึกซึ้งในอดีตอีกด้วย     

ยังดีที่ในประเทศไทยคำว่า "สหาย"  ยังมีความลึกซึ้ง  กินใจ
บันทึกการเข้า
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 21:15:20 PM »

ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์มั้งครับ
เขาคงรู้แล้วว่ากับอเมริกาแล้วถ้าไม่มีผลประโยชน์ให้แล้ว
ไต้หวันก็เหมือนหมาตัวหนึ่ง
สู้กากี่นั้งกับจีนอาจจะรุ่งกว่าอย่างน้อยก็เป็นพี่น้องกัน

"เป็นหัวหมาก็ยังดีกว่าหางสิงโต"
แต่ตอนนี้จีนแดงที่เมื่อก่อนมีแต่คนดูถูกจนฝรั่งติดป้ายหน้าบ้านว่า "บ้านนี้ห้ามหมากับคนจีนเข้า" ได้กลายเป็น พญามังกรไปแล้ว
ประเทศไหนที่เป็นเกาะแล้วคิดว่ามีประเทศฝรั่งหนุนหลังคิดจะสู้กับจีนแดง ผมว่าอย่าว่าแต่รบด้วยกำลังทหารเลยแค่คนจีนทุกคนบนโลกถ่มน้ำลายใส่คนครั้งประเทศที่เป็นเกาะนั้นก็จมแล้ว  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
ฟ้าจรดทะเล_จริงๆ
Newbie
*
กระทู้: 14



ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 31 มีนาคม 2007, 22:35:13 PM »

ต้นอ้อ ต้นไผ่ ลู่ตามลม  ยังคงอยู่ได้ เพราะสามารถปรับตัวตามสถานะการณ์บางอย่างที่ไม่อาจฝืน ในเวลานั้นๆ

เพราะ...............ความเที่ยงแท้ ที่แน่นอนที่สุด คือ ความไม่เที่ยงแท้

สำคัญแต่ ขอให้ทำในสิ่งที่ไม่ขัดกับมโนธรรม ไม่เอาเปรียบสังคม ไม่ขัดศีลธรรม  ล้วนดีที่สุด
เพราะอุดมการโดยเฉพาะทางการเมือง บางอย่างก็ไม่ใช่ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้  เมื่อปัจจัยและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปเสียแล้ว

 ร้องไห้   ฮืม   ร้องไห้
บันทึกการเข้า

ใจเที่ยงธรรม > มองโลกแง่ดี = คนดีๆมีอีกมาก
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 06 เมษายน 2007, 22:49:09 PM »

"รักพ่อ อย่าทะเลาะกัน"
พระพยอมเทศน์ก่อนทักษิณถูกรัฐประหาร 19 กันยา
พร้อมกับเชิญ "หมัก กินรถดับเพลิง" ไปพูดที่วัดด้วย

มาวันนี้
ก็ต้องเตือนตัวเองอีกครั้ง
"รักพ่อ อย่าทะเลาะกัน"
พระพยอมอย่าทะเลาะกันอีกเลย
ย้ายไปบุรีรัมย์ดีแล้ว!!!!!!!!!!
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #26 เมื่อ: 07 เมษายน 2007, 15:14:28 PM »

เป็นสันดานของคนไทย....แก้ไม่ได้....มันพูดกันอย่างนี้ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีทั้งในอดีตและปัจจุบันไปจนถึงสามล้อรากหญ้ารากเน่า.....ที่สำคัญใอ้ร่นพี่แสนรักของฉัน(จะเป็นรักข้างเดียวก็ช่างหัวมันเถอะ)บางคนมันก็พูดแบบนี้ด้วย เพราะวันนี้ มันไปยืนเรียงเคียงข้างผู้นำประเทศที่แด๊กกกคำใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยตั้งเป็นประเทศมา......(อ้อ..ลืมไปมันก็เป็นผู้นำประเทศกันด้วยนำระดับรองๆๆ กันลงไป....เอวังมนุษย์ยุคนี้จริงๆ)

และคนที่ไปเป็นผู้พิพากษาก็เช่นเดียวกะครู..คือไม่ใช่คนที่สติปัญญาดีที่สุด....ของแต่ละเจเนอเรชั่น....พ่อบ้านฉันว่า ดร.เจิมสักว่าไว้?ฮืม

เพราะเมื่อเราจะซื้อที่ดินเราต้องตรวจสอบกะสำนักงานที่ดิน....พอดี..น้องชายเจอคดีความเรื่องนี้อยู่...ศาลชั้นต้นยกฟ้อง.....ศาลอุทรณ์จำคุก....ตอนนี้รอฎีกา.....

ที่ฉันว่าแปลกก็คือ....มันตัดสินว่า...สมคบกับพวกทำให้ศาลสำคัญผิด(ถ้ากระทั่งศาลยังสำคัญผิดแล้วประชาชนจะเหลืออะไร??)...../กรณีนี้ที่ดินแปลงที่มีปัญหาโอนกรรมสิทธิ์โดยคำสั่งศาล...../อีกประเด็นมันอ้างว่า....ได้ร่วมกันใช้เงิน.....รับเงิน.....ก็สงสัยกันว่าแล้วสำนักงานที่ดินที่มันรับค่าธรรมเนียมค่าภาษีไปด้วยสองสามล้านทำไมมันไม่โดนด้วย นี่ประเด็นหนึ่ง...อีกประเด็นหนึ่ง..เราได้ตรวจสอบกะทางสำนักงานที่ดินว่าเป็นโฉนดที่ถูกต้องโอนได้ซื้อขายได้....แล้วใอ้สำนักงานที่ดินเวรตะไลนี่มันไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยรึ...ถ้าเราได้โฉนดมาเราตรวจสอบกะที่ดิน เจ้าหน้าที่ที่ดินว่าถูกต้องรับโอนและซื้อซื้อขายได้ทั้งสำนักงานที่ดินก็รับทำนิติกรรมให้....ไม่เชื่อองค์กรของรัฐแล้วมันจะให้ไปตรวจสอบที่ไหนกะใคร....ฉันจึงว่า หน่วยงานของรัฐมันจางไลหลายหน่วยงานคือความเสียหายที่มันก่อกะประชาชนมันไม่ต้องรับผิดชอบ....ถ้าประชาชนทำให้รัฐเสียหาย/ประชาชนตัวเล็กๆ นะ ตัวใหญ่ๆก็นั่นไง..ใอ้พวกจางไลมันใส่เกียร์ว่างกัน.....ตอนนี้รอฏีกา....และที่แปลกคือ...ใอ้คนรับเงินจำนวนมากอัยการมันไม่ส่งฟ้องมันบอกฟ้องไม่ทันลอยนวลไปและว่าหมดอายุความ? ทะแม่งๆๆ หลายจุด....น้องชายฉันก็แค่เป็นนายหน้า.....

ฉันจึงว่า.ตำรวจ....อัยการ..ผู้พิพากษาต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทุกสิ้นปีและทุกครั้งที่ตัดสินคดีใหญ่ๆ....และกำหนดโทษให้รุนแรงขึ้น....ถ้ารับสินบนในคดีความหรือร่ำรวยผิดปกติ....

ฤฤฤฤฤฤฤ

ก็กำลังจะเขียนเรื่องนี้...แต่รอให้ถึงศาลฏีกาและคดีเป็นที่ยุติก่อน

http://2519me.com/me/mefiles1/me'spointofview6.htm


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 เมษายน 2007, 08:40:13 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 07 เมษายน 2007, 16:01:08 PM »

การครอบครองปรปักษ์-วัดสวนแก้ว
 
7 เมษายน พ.ศ. 2550 15:30:00
 
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : วันนี้ผมขอเขียนเรื่อง "ครอบครองปรปักษ์” ที่กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชนหน่อยนะครับ เรียกว่าผมไม่อยากตกขบวนน่ะครับ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็คือ การที่วัดสวนแก้วซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินผู้ซึ่งได้ที่ดินผืนดังกล่าวมาโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยจดทะเบียนซื้อขาย ณ สำนักงานที่ดินโดยถูกต้อง ต่อมาเมื่อเจ้าของที่ดินเดิมทราบถึงการครอบครองปรปักษ์ ก็ฟ้องเจ้าของใหม่เพื่อแสดงว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่า และก็ได้มีคำพิพากษาให้เจ้าของเดิมกลับมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามเดิม

วัดสวนแก้วผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ตกที่นั่งลำบากซิครับ เพราะกลายเป็นซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีสิทธิขาย ความจริงปัญหาเหล่านี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และจะเกิดต่อไปในอนาคต ตราบเท่าที่กฎหมายบ้านเรายังอนุญาตให้มีการ "ครอบครองปรปักษ์" ที่ดินกันได้ และปัญหามักจะเกิดแก่ผู้ที่มีที่ดินแต่ไม่เคยไปดูแลหรือทำประโยชน์ในที่ดิน เช่น เศรษฐีที่ดิน หรือผู้รับมรดกที่ดินจากบรรพบุรุษ เป็นต้น

คำว่า “ครอบครองปรปักษ์” เป็นคำที่นักกฎหมายเรียกกันเอง ไม่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มาตรา 1382 ของกฎหมายนี้ บรรยายลักษณะการครอบครองปรปักษ์ไว้ดังนี้ครับ

“มาตรา 1382 บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

จากถ้อยคำในมาตราดังกล่าว ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า การครอบครองปรปักษ์ที่ดินจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ (ก) มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น (ข) โดยความสงบ (ค) โดยเปิดเผย (ง) ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ (จ) ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี บุคคลนั้นก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้

ด้วยเหตุนี้ การครอบครองที่ดินของตนเองหรือที่ตนเองเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย หรือการครอบครองที่ดินที่ไม่มี "เจ้าของ” เช่น ที่ดินสาธารณประโยชน์ หรือที่ดินมือเปล่า หรือการครอบครองที่ดินโดยมีการพิพาทกับเจ้าของที่ดิน หรือครอบครองโดยปกปิด หรือครอบครองแทนผู้อื่น หรือในฐานะผู้เช่า หรือผู้อาศัย หรือในฐานะบริวาร ก็ไม่ถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์นะครับ

เมื่อได้คำสั่งศาลแสดงว่าเป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ผู้ได้กรรมสิทธิ์ก็จะนำคำสั่งศาลไปแสดงที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ในชื่อของตนเอง เพราะโฉนดเดิมก็อยู่กับเจ้าของเดิมน่ะซิครับ สำนักงานที่ดินก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลและตามระเบียบของกรมที่ดินโดยออกโฉนดให้ ซึ่งในการปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้ กรมที่ดินไม่ผิดเลยครับ

ทีนี้หากใครจะซื้อที่ดินแปลงนี้และแสดงความรอบคอบโดยไปตรวจสอบโฉนดที่ดิน ก็จะพบแต่ชื่อเจ้าของใหม่ เมื่อถามเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นโฉนดที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบก็คือ "ใช่” เมื่อถามว่าจะจดทะเบียนซื้อขายได้หรือไม่ คำตอบก็ต้อง "ได้” ซิครับ

ผู้ซื้อเลยหลงเข้าใจไปว่าการซื้อที่ดินแปลงนี้ไม่มีปัญหา ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงที่กรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้ขายอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหลัง ความจริงกรมที่ดินน่าจะประทับไว้หน้าโฉนดเลยว่า "ได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำสั่งศาล" จะได้เป็นการช่วยเตือนผู้ซื้ออีกทางหนึ่ง

หากที่ดินของท่านผู้อ่านผู้โชคร้ายรายใดถูกครอบครองปรปักษ์ อย่าเพิ่งเสียอกเสียใจจนเกินเหตุนะครับ รีบไปยื่นคำฟ้องต่อศาลเพื่อแสดงว่าตนมีสิทธิที่ดีกว่า หากศาลเชื่อ (ดังที่เกิดขึ้นในคดีวัดสวนแก้วนี้) ศาลท่านก็จะกรุณาคืนที่ดินให้ ตามแนวคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้ครับ

“คำพิพากษาฎีกาที่ 1238/2538 จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาทมาก่อนโจทก์รับโอน แต่ก็อยู่ในฐานะผู้อาศัยและได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้อยู่ต่อเท่านั้น แม้ศาลชั้นต้นในคดีอื่นจะได้มีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ แต่คำสั่งศาลก็ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เมื่อโจทก์พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ละทิ้งการครอบครองและมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะยกเลิกโฉนดที่ดินและออกใบแทนโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ 1 ใหม่

แต่โฉนดที่ดินเป็นเพียงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์เท่านั้น การที่เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้ใหม่ก็เป็นไปตามคำสั่งศาล ไม่มีผลกระทบกระเทือนหรือเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

คำพิพากษาฎีกาที่ 3239/2537 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ แม้จะได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ และศาลก็ได้มีคำสั่งตามคำร้องนั้นแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 3 ที่ 4 จะรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่สุจริต จำเลยที่ 3 ที่ 4 ผู้รับโอนก็ไม่มีสิทธิดีไปกว่าจำเลยที่ 2 ผู้โอน

ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ โจทก์ผู้ที่มิได้เป็นคู่ความในคดีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จึงเป็นบุคคลภายนอก มีอำนาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสี่"

ทีนี้วัดสวนแก้วซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจะทำอย่างไรล่ะครับ ความเห็นของผมก็คือ การยื่นอุทธรณ์ก็เป็นทางหนึ่ง ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือ การฟ้องผู้ขายให้คืนเงินค่าที่ดิน ซึ่งก็มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะชนะคดี

ซึ่งทั้งสองทางดีกว่าการ “คว่ำบาตร” หน่วยราชการอย่างแน่นอนครับ

ดำเนิน ทรัพย์ไพศาล
http://www.bangkokbiznews.com/2007/04/07/WW55_5509_news.php?newsid=63168
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #28 เมื่อ: 09 เมษายน 2007, 07:37:35 AM »

ของน้องชายฉันก็มีปัญหาสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีเช่นกัน.....เมื่อเอกชน-ประชาชนเอาฉโนดไปตรวจสอบกับสำนังงานที่ดิน แล้วสำนักงานที่ดินบอกว่าถูกต้อง-และสำนักงานที่ดินยอมรับการจดนิติกรรม.....ทำไมไม่ต้องรับผิดชอบ? เรื่องฉโนดที่ดินถ้าไม่เชื่อสำนักงานที่ดินแล้วจะไปเชื่อหมาที่ไหน?ฮืม

 โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ

"วัดสวนแก้ว" อย่าเพิ่งสิ้นหวัง

โดย พิชัย ขำเพชร อดีต ส.ว.เพชรบุรี



กำลังกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนในสังคมไทยกำลังถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ขณะเดียวกัน ก็เป็นข้อคิดเตือนใจครั้งใหญ่ที่ทำให้ผู้ที่คิดจะซื้อหาทรัพย์สินมาไว้ในครอบครอง โดยเฉพาะที่ดินนั้น พึงใช้ความระมัดระวังมากเป็นอย่างยิ่ง

เพราะการตรวจสอบความถูกต้องของโฉนดที่ดินของผู้เสนอขายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงย้อนหลังลึกลงไปถึงว่า ผู้ขายได้ครอบครองที่ดิน หรือได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าว โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย มีความโปร่งใสตรงไปตรงมาหรือไม่

มีสุภาษิตกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายทรัพย์สินสุภาษิตบอกไว้ว่า "ผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน (ผู้ขาย)" และต้องพึงระวังให้จงดีในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มาไว้ในครอบครอง เพราะขนาดพระชื่อดังของประเทศอย่างพระพยอม หรือพระพิศาลธรรมพาที แห่งวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ยังออกอาการถอดใจ ประกาศจะไม่รับกิจนิมนต์ของส่วนราชการ โดยเฉพาะกรมที่ดินและกระทรวงยุติธรรมอีกแล้ว

เพราะมีสาเหตุมาจากวัดสวนแก้ว "ส่อเค้า" ว่าจะสูญเงินไป 10 ล้านบาท จากการซื้อที่ดิน 1 ไร่เศษ ที่อยู่ด้านหน้าวัดสวนแก้ว เนื่องจากถูกศาลสั่งเพิกถอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวของผู้ขาย

คดีการซื้อที่ดินฉาว ซึ่งเป็นการซื้อขายกันระหว่างนางวันทนา สุขสำเริง กับมูลนิธิวัดสวนแก้ว เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 55 ตร.ว. คิดเป็นเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งต่อมาภายหลัง ผู้จัดการมรดกและทายาทของนางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์ เจ้าของที่ดินตัวจริงได้ยื่นต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ร้องคัดค้านการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินที่นางวันทนา นำมาเสนอขายต่อมูลนิธิวัดสวนแก้ว และล่าสุด เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา โดยที่องค์คณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดนนทบุรี ได้มีคำพิพากษาออกมาว่าการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของนางวันทนา สุขสำเริง ตามคำสั่งของศาลที่มีมาก่อนนั้น เป็นโมฆะ

ท่ามกลางกระแสของยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งที่มีการไหลทะลักของข้อมูลอยู่ตลอดเวลา การวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึงว่า เรื่องนี้ "อาจจะ" มีการฮั้วกันเองของฝ่ายนางวันทนา สุขสำเริง กรรมการบางคนในมูลนิธิวัดสวนแก้ว และทายาทของนางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์ หรือแม้แต่คนใกล้ชิดของนางวันทนา ที่รอบรู้กฎหมายและทำงานอยู่ในกรมที่ดิน?

ไม่เช่นนั้นคงไม่หาทางหนีทีไล่ ช่วยกันเล่นแร่แปรข้อมูล จากการครอบครองที่ดินร่วมกันกับคนอื่นไปเป็นเจ้าของที่ดินด้วยการครอบครองปรปักษ์ ในขณะที่เจ้าของที่ดิน ซึ่งเป็นลูกหลานของนางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์ ก็ไม่ได้ออกมายื่นคัดค้านต่อศาล เมื่อครั้งที่นางวันทนา ได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อครอบครองที่ดินนี้ โดยอ้างเหตุครอบครองปรปักษ์ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาในเรื่องนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2546

พร้อมกันนี้ ข้างฝ่ายสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางใหญ่นั้น คงหนีไม่พ้นถูกตั้งข้อสังเกตกันตรงๆ ว่า กรณีนี้เพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้รอบด้านหรือไม่ เพราะแม้จะมีคำสั่งศาลออกมาให้นางวันทนา สุขสำเริง ได้กรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินก็ตาม แต่เมื่อนางวันทนาจะไปขอจดทะเบียนในที่ดิน กลับไม่ได้นำโฉนดที่ดินตัวจริงไปแสดง พนักงานที่ดินกลับไม่พยามค้นหาโฉนดที่ดินฉบับจริงเพื่อนำมาจดทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งแน่นอนว่าโฉนดตัวจริงน่าจะอยู่ในการครอบครองของทายาทของนางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์

ทำไมพนักงานที่ดินไม่ติดตามหานางทองอยู่ หรือทายาทให้เจอตัว เพื่อขอโฉนดตัวจริงมาจัดการแยกโฉนดที่ดินของวันทนา ออกจากโฉนดที่ดินผืนใหญ่ของนางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์ ไม่ใช่ดำเนินการเพียงอ้างกฎหมายเข้าข้างตัวเอง ด้วยการยกประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ข้อ 8 (4) ในกรณีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามมาตรา 1382 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ว่าหากไม่ได้นำโฉนดที่ดินมา ให้ถือว่าโฉนดที่ดินสูญหาย ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้ใหม่ และดำเนินการจดทะเบียนต่อไปและให้โฉนดที่ดินเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

เพราะถ้าเจอทายาทของเจ้าของที่ดินตัวจริง ก็คงมีการร้องคัดค้านการได้มาซึ่งการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของนางวันทนา เสียตั้งแต่วันนั้นแล้ว

ถ้าในวันนั้น พนักงานที่ดินนนทบุรี ทำงานโดยมองสถานการณ์โดยรอบด้านเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาจากการครอบครองปรปักษ์อย่างถี่ถ้วนแล้ว เหตุการณ์ในวันนี้ที่ในเบื้องต้นต้องบอกว่าวัดสวนแก้วอาจจะต้องสูญเงินฟรีๆ 10 บาท คงไม่เกิดขึ้น

ที่ว่ามานั้นก็เป็นแค่ความรู้สึกที่คนวงนอกมองว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ สำหรับวันนี้ที่ปัญหาจะต้องมีทางออก การมองโลกในแง่ร้ายเกินไปอาจทำให้คิดออกแต่การกล่าวโทษที่ดินจังหวัดที่ทำงานไม่รอบคอบ หากตั้งสติกันใหม่ คิดในมุมกลับบ้าง น่าจะยังมีช่องทางทางกฎหมายที่ทีมทนายความมูลนิธิวัดสวนแก้วยังพอจะหยิบยกขึ้นมาอุทธรณ์เหลืออยู่บ้าง

การต่อสู้ในประเด็นเจตนาบริสุทธิ์ การค้นหาความเชื่อมโยงของตัวละครในการออกโฉนดตลอดจนการซื้อขาย การไม่ร้องคัดค้านการครอบครองปรปักษ์ครั้งแรกของนางวันทนา และสุดท้ายการยื่นฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากนางวันทนา สุขสำเริง เพื่อเรียกเงิน 10 ล้านบาท กลับคืนมา ก็เป็นเรื่องที่ต้องกระทำ

เหมือนเราๆ ท่านๆ ไปซื้อของมาแล้วใช้ไม่ได้ก็ต้องมีสิทธิที่จะเรียกเงินคืน ซื้อที่ดินแล้วไม่ได้ที่ดินมาใช้ประโยชน์ ก็ต้องขอเงินคืน เพราะความเสียหายของพระพยอมและวัดสวนแก้ว หรือใครๆ ก็ตามแต่ที่ต้องมาพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการเยียวยา

เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ตอกย้ำว่า "ความยุติธรรม" ในสังคมไทยยังมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าบางครั้งเป็นความยุติธรรมมักจะเป็นของฝ่ายที่รู้ลึกรู้รอบในข้อกฎหมาย และสามารถ "เข้าถึง" ความยุติธรรมได้มากกว่า!!

หน้า 6<

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 เมษายน 2007, 08:38:50 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #29 เมื่อ: 09 เมษายน 2007, 07:48:22 AM »

กรณีของน้องชายฉัน.....เหมือนว่าเจ้าของที่ดินตัวจริงตายไปนานแล้วแล้วมีคดีความกันระหว่างญาติ..ฯลฯ ตั้งแต่น้องฉันที่เป็นนายหน้าอายุแปดขวบ...ซึ่งเรานายหน้า...รับมาจากนายหน้า...ซื้อกันมาแบบวางเงินกันเป็นทอดๆๆ....และฉโนดเจ้าปัญหาก็ยังเป็นคดีแพ่งกันอยู่ในศาล..ยังไม่รู้ใครจะชนะระหว่างใอ้คนที่น้องชายฉันพาไปซื้อกะไอ้คนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของดั้งเดิมซึ่งเพิ่งโผล่ขึ้นมาหลังจากจ่ายเงินซื้อขายเสร็จ.....ฯลฯ

ๆๆๆๆๆๆ

เกิดคดีความเรื่องนี้ทำให้เห็นเลยว่ากระบวนการยุติธรรมตลอดทั้งขบวนเป็นไง....นับแต่ตำรวจ..มาอัยการ/ทนายรัฐ และทนายความ/ทนายจำเลย...เรือนจำ....และผู้พิพากษา-ศาล.....

แต่เราประชาชนไม่รู้อิโหน่อิเหน่...เป็นเหยื่อ!

เอี้ย-ตะกวดกันจิงๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 เมษายน 2007, 08:41:25 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!