บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:14:42 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สัพเพเหระ  (อ่าน 49035 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #60 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2008, 23:34:50 PM »

เห็นเรื่องนี้แล้วไม่อาจผ่านเลย

ต่อไปอ่านงานวิจัยแม้แต่จากสหรัฐก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นอย่าไปเชื่อตามทั้งหมด

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000073908
บันทึกการเข้า
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #61 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2008, 04:06:41 AM »

ต่อยอดจากกระทู้คำตอบของอาหมอครับ

นอกจากงานวิจัยของไอ้กันแล้ว แม้แต่งานวิจัยของไทย อาจต้องใช้ความระมัดระวังให้มากๆ ยิ่งๆ กว่าที่เป็น นอกจากเราจะทราบกันดีแล้วว่า บ้านเรา มันมีพวกชอบนั่งเทียนข้อมูล พวกขโมยข้อมูล พวกรับใช้ทุนแล้ว ส่วนมาก มันชอบอ้างอิงงานวิจัยไอ้กันมา เริ่มต้นผิด ปลายมันก็ผิด นิสัยวงวิชาการไทย มันล้างไปไม่หมดง่ายๆ แน่

หลักกาลามสูตร ๑๐ ประการหนึ่งคือ อย่าปลงใจเชื่อตามตำรา แต่ก็นั่นแล ถ้ามนุษย์เราฉลาดเพียงพอที่จะหาความรู้หรือตรวจสอบความรู้เองได้ด้วยปัญญาแท้ๆ พระพุทธองค์จะไม่นำเอากรณีของชาวกาลามมาตรัสเป็นพระสูตรนี้ดอก
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #62 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2008, 07:32:13 AM »

ที่เห็นมากในเมืองไทย (หรือทั่วโลก ? ) พอมีผลงานวิจัยจากนักวิชาการคนหนึ่งได้รับการตีพิมพ์    ก็จะมีคนนำไปขยายความต่อๆ ไป   ถ้าถูกก็ดีไป   ถ้าผิดนี่แย่หน่อยเพราะคนเชื่อไปแล้ว

อย่างเรื่องขวดน้ำพลาสติกนี่แหละ    ครั้งหนึ่งเคยมีผลงานวิจัยของนักวิชาการไทยจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งประกาศออกมาว่าอย่าใช้ซ้ำ   เพราะการใช้ซ้ำจะมีสารบางอย่างออกมาทำให้เป็นผลร้ายต่อร่างกาย   

ลองคิดดูนะครับท่านสมาชิก(ก่อนจะเปิดไปดูคำตอบตอนท้าย)  ว่าตอนนี้ท่านก็ยังเชื่อเช่นนี้อยู่หรือไม่    ที่บ้านท่านยังโยนขวดพลาสติกลงขยะเพียงเมื่อใช้เพียงครั้งเดียวหรือไม่

%%%%%%%%%%%%%%



ผลวิจัยอันใหม่ (ออกมาหลายอาทิตย์แล้ว) ของนักวิชาการไทย (ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์  ไม่ใช่ของนักวิจัยคนแรกที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ น.ศ.ปริญญาโท)  เหมือนกัน     บอกว่าไม่เป็นจริงตามนั้น   ขวดพลาสติกยังสามารถนำมาใช้ได้อีก     แต่ที่การวิจัยครั้งก่อนพบว่ามีสารบางอย่างออกมา   คงจะเพราะมีการปนเปื้อนในระหว่างการทดลอง

สรุปก็คือขวดพลาสติกใส่น้ำยังใช้ต่อไปได้

แต่กระแสสังคมไม่รับเรื่องนี้    ไม่มีการเผยแพร่กระจายข่าวที่ค้านนี้ออกไปอีก

เราๆ ท่านก็ยังคงเชื่อว่าขวดพลาสติกอย่าใช้ซ้ำ

เห็นไหมล่ะครับ  งานวิจัยที่ว่าแน่ๆ   ก็ยังอาจถูก "วิจัยและปฏิเสธซ้ำ"  ไม่งั้นเขาไม่เรียกว่า "วิจัย" หรือการ "ชำแหละแยกแยะ" หรอกนะครับ     งานวิจัยที่ได้รับความเชื่อถือจะต้องผ่านการถูกวิจัยซ้ำ  ถูกตั้งคำถาม  ถูกปฏิเสธ  ผ่านไป 10 ปีจึงจะได้รับการยอมรับให้เป็นเนื้อหาของตำราได้

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติเป็นเช่นนี้   วิทยาศาสตร์สังคมยิ่งมีการเสนอ วิจัย ถูกตั้งคำถาม  ถูกชำแหละ  ได้ข้อสรุป  แล้วมีการตั้งคำถามแล้วชำแหละใหม่  ยิ่งมากกว่างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติหลายเท่านั้น

ดังนั้นจึงไม่ควรกลัวเกรงการชำแหละแยกแยะ    ที่กลัวคือการไม่กล้าคิดออกมาต่างหาก  ยิ้มกว้างๆ   
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #63 เมื่อ: 17 มกราคม 2009, 18:15:08 PM »

เฟิ่งหวงหวั่ง – ตรุษจีน เทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน กำลังจะมาถึงในวันที่ 26 ม.ค.นี้ ชาวจีนส่วนมากจะต้องกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กับครอบครัว และจะยิ่งเป็นเรื่องมงคลยิ่งขึ้น หากสมาชิกคนใดคนหนึ่งในบ้าน พา “ว่าที่สมาชิกใหม่” มาแนะนำตัวกับผู้หลักผู้ใหญ่
       
       แต่หนุ่มสาวบางคน ที่วาสนาไม่เป็นใจ ยังหาคนรู้ใจไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้ “วิธีการบางอย่าง” เพื่อให้ครอบครัวได้อุ่นใจ ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ ชั่วข้ามคืนก็ตาม
       
       ที่หน้าหอพักนักศึกษาชาย ของมหาวิทยาปักกิ่ง จึงมีป้ายข้อความ ติดไว้ ดังนี้
       
                                ต้องการเช่าแฟนหนุ่มกลับบ้านรับปีใหม่
       เนื่องจากแม่สั่งว่า “ถ้าไม่พาแฟนมา ไม่ต้องกลับบ้านฉลองปีใหม่”
       ฉันจึงอยากจะหาเช่าแฟนหนุ่มสักคน ร่วมเดินทางกลับบ้านที่มณฑลอันฮุยในช่วงปีใหม่ โดยต้องมีคุณสมบัติหน้าตาหล่อเหลา หากเรียนเอกภาษาจีนจะพิจารณาเป็นพิเศษ แต่ถ้ามีความจริงใจก็ต่อรองกันได้
       
       ระยะเวลาเช่า : วันส่งท้ายปีเก่า 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม (ไม่ต้องค้างคืน)
       
       ค่าเช่า: ประมาณ 10,000 หยวน (ค่าเดินทาง และค่าอาหารรับผิดชอบเอง)
       
       ถ้าไม่จริงใจ โปรดอย่ารบกวน
       
       โทรศัพท์ติดต่อ : ********548

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005122

บันทึกการเข้า
14
Sr. Member
****
กระทู้: 816


ดูรายละเอียด
« ตอบ #64 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2009, 08:04:41 AM »

ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น  ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ
ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี
ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน "ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า " ศาสตราจารย์ฟันธง
ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ "มันฆ่า" แล้วสารหนูมาจากไหน
ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น  กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ
นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ซึ่งมีพิษ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง
พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลขัดข้อง เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด
เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง เพื่อความไม่ประมาท
บันทึกการเข้า
14
Sr. Member
****
กระทู้: 816


ดูรายละเอียด
« ตอบ #65 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2009, 08:14:19 AM »

ภูมิปัญญา ชาวบ้าน
 
 
การกำจัดแมลงสาบ**
ในบ้านที่มักจะอยู่ตามครัว ตู้ โต๊ะ
หรือตามซอกตามมุมต่างๆ**
* เขาบอกว่าวิธีที่ได้ผลและง่ายแสนง่าย
แต่คนมักไม่ทราบหรือคิดไม่ถึง
นั่นก็คือใช้ " พริกไทยเม็ด " ไปวางตามจุดต่างๆ
ที่แมลงสาบชอบออกมาไต่ยั้วเยี้ย
หรือแอบมากินเศษอาหาร โดยวางไว้ที่ละ 4-5 เม็ดก็พอ แค่นี้
แมลงสาบได้กลิ่นก็ไม่มารบกวนแล้ว เพราะมันไม่ถูกกับกลิ่นพริกไทยเม็ด
ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงให้เสียเงิน หรือเป็นอันตรายต่อคนในบ้าน
พอกลิ่นหมด ก็คอยเปลี่ยนใหม่ ข้อสำคัญ ระวังเด็กเล็กในบ้านอย่าคลานไปกินเข้า
จะร้องไห้จ้าเพราะความเผ็ด

** กำจัดยุงและแมลงตัวเล็กๆ**
ไม่ให้มารบกวนตอนอ่านหนังสือหรือทำงานตอนกลางคืน** * เขาให้ใช้ "
การบูร " มาห่อผ้าขาว หรือไปซื้ออย่างที่เขาห่อสำเร็จมาแล้วก็ได้
จากนั้นนำมาแขวนไว้ใกล้ๆกับหลอดไฟ
หรือโคมไฟ เพื่อความร้อนจากหลอด หรือโคมจะทำให้กลิ่นการบูรค่อยๆ
ระเหิดออกมาอย่างรวยริน ยิ่งกลิ่นออกมามากเท่าใด ยุงและแมลงก็จะบินหนี
เพราะมันไม่ชอบกลิ่นการบูร
แค่นี้ก็ไม่ต้องจุดยากันยุงหรือทายากันยุงให้เหนอะหนะเหนียวตัว

** ขับไล่หนูชุกชุม**
โดยไม่ต้องฆ่าให้บาปกรรม ด้วยการนำ น้ำมันระกำ **10 ** ส่วน*
* * ผสมกับน้ำมันสะระแหน่อีก 90 ส่วนให้เข้ากัน
แล้วเอาไปทาตามทางเดินของหนู หรือที่ๆ
หนูชอบมา มันจะไม่มาอีกเลย เมื่อได้กลิ่นน้ำมันทั้งสองอย่างนี้
แต่ทางที่ดีควรจะเก็บเศษอาหารให้หมด และทำบ้านเรือนให้สะอาด
อย่ารกรุงรังเป็นดีที่สุด

** วิธีต้มไข่ให้ปอกเปลือกง่าย**
การต้มไข่นั้น ดูเป็นเรื่องไม่ยาก
แต่เชื่อไหมว่า หากจะต้มไข่ให้ปอกเปลือกง่ายๆ หลายคนกลับทำไม่ได้
แถมปอกแล้วเนื้อไข่ติดเปลือกทำให้ไม่สวยงามอีก ดังนั้น
วิธีง่ายๆที่จะต้มไข่ให้ปอกเปลือกได้ง่าย
เขามีเทคนิคพิเศษด้วยการ ต้มไข่แบบธรรมดานี่แหละ แต่ให้เอา
" เกลือ " ใส่เข้าไปพอสมควร ให้น้ำที่ต้มมีความเค็มเล็กน้อย
กะว่าไข่สุกดีแล้ว ก็ให้เอาไข่นั้นแช่ในน้ำเย็นธรรมดา
พอไข่ต้มเย็นลงพอควร ก็จับปอกเปลือกได้
จะรู้สึกเลยว่าเปลือกไข่แกะออกง่าย และล่อนดีไม่ติดเหมือนปกติ
ทำให้ปอกไข่ต้มออกมาได้อย่างสวยงาม น่ากิน

** ต้มถั่วดำถั่วแดงให้สุกเร็ว**
การต้มถั่วดูเหมือนจะง่ายคล้ายๆกับต้มไข่ แต่จริงๆแล้ว
ใครที่เคยต้มทั้งถั่วดำ ถั่วแดง
จะรู้ดีว่ากว่าจะต้มสุกได้ต้องใช้เวลานานมาก
จนหลายคนเอือม ไม่คิดอยากกินถั่วอีกเลย หรือไม่ก็ไปซื้อเขาสบายกว่า
บางคนก็ใช้วิธีแช่น้ำคืนหนึ่งก่อนนำมาต้ม
แต่เขาบอกว่าวิธีที่เร็วและสะดวกกว่าคือ
ก่อนนำถั่วไปต้ม ให้เอาไป " คั่ว " ในกะทะให้สุกเสียก่อน
เป็นการทำให้สุกครั้งแรกที่ใช้เวลาไม่นาน จากนั้นจึงเอาหม้อใส่น้ำ
แล้วใส่ถั่วลงไป โดยกะน้ำให้พอดีกับถั่วที่จะต้ม
แล้วตั้งไฟต้ม คราวนี้แหละถั่วที่ต้ม ก็จะสุกเร็วขึ้น
เมื่อถั่วสุกก็ใส่น้ำตาลลงไป
กะให้หวานพอเหมาะหรือตามแต่ชอบ

** วิธีเก็บขนมปังให้นานวันขึ้น**
โดยมิให้เสีย หรือหมดอายุเร็วเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องยาก
ขนมปังที่ซื้อมาแล้ว และเรากินไม่หมดก็ให้ห่อเก็บในพลาสติก
เหมือนเดิมนั่นแหละเพียงแต่ให้เอาผ้าขาวสะอาดๆมาห่อหุ้มเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง
จากนั้นให้ผูกด้วยเชือกหรือใช้ยางรัดให้แน่น
แล้วไปเก็บไว้ในตู้เย็นตามปกติธรรมดา
ไม่ต้องไปเข้าช่องแข็ง
ทำแบบนี้ขนมปังที่ว่าก็จะมีอายุนานขึ้นโดยไม่เสื่อมสภาพ
เมื่อเอาไปย่าง ปิ้ง ทาเนยแยม ก็ยังจะอร่อย
และคงความนุ่มไว้เหมือนเดิม

** วิธีหาเสี้ยน หรือหนามที่ตำ ให้เห็นง่ายๆ**
เมื่อเราถูกเสี้ยนหรือหนามตำไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
บางทีเสี้ยนมีขนาดเล็กและกลมกลืนไปกับสีผิว
ทำให้มองไม่เห็นแต่หากไม่เอาออกก็จะระคายเคือง เจ็บปวดไม่หาย
เขาบอกว่าวิธีการหาง่ายๆ
คือให้ใช้ " ทิงเจอร์ไอโอดีน " แตะบริเวณที่ถูกเสี้ยนหรือหนามตำ
สีของทิงเจอร์ฯ จะทำให้เห็นรอยเสี้ยนที่หักคาอยู่อย่างเด่นชัด
ทำให้เราจัดการเอาออกได้โดยง่าย อีกทั้งทิงเจอร์ฯ
ยังช่วยรักษาแผลสดได้ดีอีกด้วย

* วิธีบำรุงสายตาด้วยสมุนไพรราคาถูก**
นั่นคือ " ผักบุ้ง " ที่เราส่วนใหญ่รู้ๆ กันอยู่แล้วนี่เอง
นอกจากจะกินผักบุ้งเพื่อให้ได้วิตามินเอ
ที่มีมากมายในตัวผักมาบำรุงสายต??แล้ว คนไม่น้อยคงไม่รู้ว่า
เราสามารถเอาผักบุ้งไทยมาล้างให้สะอาด
แล้วปั่นให้ละเอียดจากนั้น
เอาผ้าขาวบางไปต้มฆ่าเชื้อเสียก่อน แล้วผึ่งให้หมาด
นำมาปิดไว้ที่หน้าแล้วให้ผักบุ้งไทยปั่นที่ว่ามาโปะบนผ้าขาวบาง
บริเวณดวงตาทั้งสองข้าง   ปล่อยไว้นานพอควรจนรู้สึกว่า
มีน้ำจากผักซึมเข้ามาที่ดวงตาที่หลับอยู่ ก็เอาออก
แล้วหลับตาล้างเปลือกตาให้สะอาด เขาว่าให้ทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง
จะช่วยสุขภาพของดวงตาให้ดีขึ้น ทำให้สายตาแจ่มใสอยู่เสมอ

** วิธีแก้กลิ่นเต่าแรง**
นอกเหนือไปจาก " สารส้ม "
ที่เขาแนะให้นำมาถูรักแร้ตอนอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แล้ว
ก็ยังมีอีกสูตรในการแก้กลิ่นเต่าแรงคือ
" ใบตำลึง " กับ " ปูนแดง " โดยให้ตำใบตำลึงให้เละที่สุด
แล้วนำมาผสมกับปูนแดงสักก้อนเล็กๆ ผสมให้ทั่วกันดีแล้ว
ก็นำมาทาที่รักแร้เพียงบางๆ แล้วปล่อยให้แห้งไปเอง
ควรทำตอนอาบน้ำก่อนไปทำงานตอนเช้า จะได้ทำงานได้ตลอดวัน
โดยไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ออกมารบกวนใครต่อใคร บางคนอาจคิดว่ายุ่งยาก
ลำบาก หาซื้อพวกโรลออนทาง่ายกว่า แต่แนะไว้เผื่อวิธีอื่นไม่ได้ผล
ก็ลองดูวิธีนี้ดูบ้าง

** ว่ายน้ำแล้ว**
มิให้เกิดเป็นตะคริวขึ้นมา** *ตะคริว หมายถึง
อาการที่กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง ชาไปหมด ความรู้สึกเสียไปถ้าเป็นบนบก ปล่อยให้อยู่นิ่งๆ
ก็จะหายไปเอง แต่ถ้าอยู่ในน้ำหรือกำลังว่ายน้ำอยู่จะอันตรายมาก
เพราะทำให้จมน้ำตายได้
วิธีแก้ไขหรือป้องกันมิให้เกิดเป็นตะคริวขณะว่ายน้ำ หรือเล่นน้ำอยู่นั้น
เขาให้ดื่มน้ำเกลือ เสียก่อนลงไปว่าย เกลือที่ใช้ก็คือ
เกลือแกงในครัวนั่นแหละโดยเอาไปละลายน้ำให้มีรสเค็มพอประมาณ
ดื่มเสียให้เรียบร้อยก่อนลงไปดำผุดดำว่ายในน้ำ ทีนี้รับรองไม่เป็นตะคริวแน่นอน

** เป็นบิด**
และไม่มียาแผนปัจจุบัน
โรคบิดเป็นโรคทางเดินทางอาหาร เวลาถ่ายจะปวดมวนท้องไส้มาก
โรคนี้ส่วนใหญ่ต้องแก้ด้วยยาแผนปัจจุบัน แต่หากไม่มี ก็ให้เอากระชายสัก 5 ราก   เผาไฟบดให้ละเอียดผสมน้ำ
แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ดื่มน้ำนี้สักอึกสองอึก เว้นอีกสักชั่วโมงก็ดื่มอีก ไม่นานก็จะหาย

** ลดอาการไข้ ตัวร้อน**
ตามปกติเราก็กินยาแก้ปวดหัวตัวร้อน อย่างพาราเซตามอล
แต่หากไม่มี แล้วเกิดอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ขึ้นมา
เขาบอกว่าให้ดื่มน้ำมะพร้าวสัก 1 แก้ว แล้วนอนพักผ่อน
อาการไข้ก็จะทุเลาลง แล้วให้ดื่มแทนน้ำไปเรื่อยๆ
ไม่นานอาการที่ว่าก็จะหายเป็นปกติ

** มีแผลในปากที่ทำให้เจ็บแสบ**
น่ารำคาญ เขาบอกวิธีง่ายๆ ที่จะแก้ คือ
ให้กินสับปะรด ยิ่งตรงไหนเป็นแผลให้อมไว้ตรงนั้นนานๆ
ไม่ช้าไม่นานก็จะหายไปเอง
เหมือนหนามหยอกเอาหนามบ่ง ทั้งหมดนี้
เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนจกหนังสือดังกล่าวข้างต้น
ที่เป็นเทคนิคหรือความรู้แบบชาวบ้านๆ
ที่แม้ว่าโลกจะก้าวไปไกลเพียงไร
แต่ใช่ว่าความเจริญเข้าไปถึงหมดทุกแห่ง
ดังนั้นภูมิปัญญาเหล่านี้จึงยังมีประโยชน์และคุณค่าอยู่เสมอ
ซึ่งคนสมัยปัจจุบันก็ยังสามารถทดลองใช้ได้
ข้อสำคัญส่วนใหญ่มีราคาไม่แพงและทำให้พึ่งตนเองได้ด้วย
บันทึกการเข้า
Chontai
Sr. Member
****
กระทู้: 523


ดูรายละเอียด
« ตอบ #66 เมื่อ: 11 สิงหาคม 2009, 22:39:47 PM »

邯郸学步
       
       邯郸 (hán dān) อ่านว่า หานตัน เป็นชื่อสถานที่แห่งหนึ่งในอาณาเขตของรัฐเจ้า สมัยสงครามระหว่างรัฐ(จั้นกั๋ว) ปัจจุบันคือเมืองหานตันในเขตมณฑลเหอเป่ย  
       学 (xué) อ่านว่า เสียว์ แปลว่า เรียน
       步 (bù) อ่านว่า ปู้ แปลว่า เดิน
       
       ย้อนอดีตกลับไปในราว 2000 ปีก่อน เมืองโซ่วหลิงแห่งรัฐเอียน มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง ฐานะมีอันจะกิน รูปร่างหน้าตาก็จัดว่าอยู่ในขั้นใช้ได้ ข้อด้อยเพียงอย่างเดียวคือเป็นผู้ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง มักจะคิดเองเออเองว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าผู้อื่นอยู่ชั้นหนึ่ง เสื้อผ้าอาภรณ์ก็เป็นผู้อื่นที่ดูดีกว่า ข้าวปลาอาหารในจานของผู้อื่นก็ดูน่ากินกว่า บุคลิกจะยืนจะเดินก็ดูเหมือนผู้อื่นจะภูมิฐานผึ่งผายกว่าตัวเองอยู่มาก ดังนั้นเมื่อเขาพบเห็นสิ่งใดที่คิดว่าดูดีกว่า ก็จะตั้งหน้าตั้งตาเลียนแบบสิ่งนั้น โดยเรียนสิ่งใหม่ลืมสิ่งเก่าเสมอๆ ทำให้ถึงแม้ว่าจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ก็เอาดีไม่ได้สักอย่าง เพราะในท้ายที่สุดกลับไม่รู้ว่าสิ่งใดเหมาะสมกับตนเอง
       
       แม้ว่าครอบครัวต่างพากันตักเตือนเขาให้แก้ไขข้อเสียอันนี้ แต่เขากลับคิดว่าคนในครอบครัวจู้จี้จุกจิก นานๆ เข้า แม้แต่การเดินเหินเขายังเริ่มสงสัยว่าทักษะการเดินของตนเองบกพร่อง ยิ่งเดินยิ่งดูขัดตา
       
       วันหนึ่ง ขณะที่เดินอยู่บนถนน เขาบังเอิญพบคนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านไปพลาง พูดคุยกันไปพลาง เขาได้ยินแว่วๆ เพียงว่า “ชาวเมืองหานตันนั้นมีท่าเดินที่สวยงามจริงๆ” ก็ให้เกิดความสนใจยิ่งนัก จึงรีบตามคนกลุ่มนั้นไปเผื่อไต่ถามให้แน่ชัด แต่ไม่ทันได้ไถ่ถาม คนกลุ่มนั้นก็จากไปเสียก่อน
       
       ท่วงท่าการเดินของชาวหานตานนั้นงดงามเช่นไรหรอ? ชายชาวโซ่วหลิงได้แต่ขบคิดไม่เข้าใจ จนกลายเป็นปัญหารบกวนจิตใจเขาอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองหานตันที่ห่างไกล เพียงเพื่อเรียนรู้วิธีการเดินที่ร่ำลือว่าสวยงามนั้น
       
       เมื่อเดินทางถึงเมืองหานตัน ชายชาวโซ่วหลิงรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างช่างดูแปลกใหม่ มองเห็นเด็กน้อยเดินอยู่ เขาก็คิดว่าช่างร่าเริง น่ารักนัก จริงเลียนแบบบ้าง ต่อมาพอเห็นคนชราเดิน ก็คิดว่า ช่างดูเนิบนาบ มั่นคง จึงเปลี่ยนมาเลียนแบบ ครั้นพอมองเห็นสตรีเดินเหิน โยกย้ายส่ายเอวทรงเสน่ห์ ก็รีบทำตาม เช่นนี้จนเวลาผ่านพ้นไปราวครึ่งเดือน ตัวเขานั้นไม่เพียงไม่อาจเลียนแบบท่าเดินที่ดีที่สุดได้ ลำพังการเดินเหินแบบธรรมดาของตนเองก็กลับลืมเลือนทำไม่ได้เสียแล้ว อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็ใช้ไปหมดสิ้น สุดท้ายจึงได้แต่คลานกลับบ้าน ถูกคนที่พบเห็นหัวเราะเยาะเย้ยไปตลอดทาง
       
       การเรียนรู้ข้อดีของผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ที่ปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะของตนเอง มิใช้เอาแต่ดูถูกตนเอง เห็นผู้อื่นดีกว่าอยู่ร่ำไป เช่นเดียวกับสำนวน “หานตันเสียว์ปู้” หรือหัดเดินเลียนแบบชาวหานตัน ซึ่งมักใช้เพื่อเปรียบเทียบว่า การเอาแต่เลียนแบบผู้อื่นโดยที่ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้นั้น ไม่เพียงไม่สามารถนำข้อดีของผู้อื่นมาใช้ หนำซ้ำอาจเป็นการทำลายของตนเองทิ้งไปอีกด้วย
บันทึกการเข้า
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #67 เมื่อ: 12 สิงหาคม 2009, 20:22:43 PM »

ช่วยบอกวิธีไล่มดด้วยครับ

ขอบคุณมากๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #68 เมื่อ: 14 สิงหาคม 2009, 15:36:32 PM »

ช่วยบอกวิธีไล่มดด้วยครับ

ขอบคุณมากๆ ยิ้มกว้างๆ

ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดตามทางมด มดจะหาทางเดินไม่เจอ

- โรยพริกป่น สะระแหน่แห้ง กากกาแฟ ตามบริเวณที่มดเดินหรือบีบมะนาวตามรูเข้าของมด แล้วทิ้งเปลือกมะนาวไว้ตรงนั้น ปลูกสะระแหน่ไว้รอบบ้าน มดจะไม่เข้าใกล้

- ใช้ผงฟูโรยตามทางของมด

- ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำเช็ดตามทางเดินมด แมลงสาบ

- ใช้ข้าวโอ๊ตหรือแป้งข้าวโพดผสมปูนปาสเตอร์ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน เมื่อแมลงสาบกินเข้าไปปูนพลาสเตอร์จะแข็งตัวแมลงสาบจะตาย

- ใช้ผงฟูผสมกับน้ำตาลทรายอย่างละเท่าๆ กัน โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน

- ใช้แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ บอแร๊กซ์ 4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันใช้โรยบริเวณที่แมลงมารบกวน ยุง
บันทึกการเข้า
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #69 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2009, 13:36:10 PM »

 
อินเดียทดลองระเบิดมือจากพริกที่เผ็ดร้อนที่สุดในโลก
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2552 12:59 น.
 
 
       องค์การพัฒนาและวิจัยกลาโหมของอินเดีย (ดีอาร์ดีโอ) เสร็จสิ้นการทดลองระเบิดมือที่ทำขึ้นจากพริกพันธุ์บุตโจโลเกีย (Bhut Jolokia) ซึ่งทำให้เกิดอาการสำลักและน้ำตาไหล ระเบิดชนิดนี้จะสร้างกลุ่มควันที่มีกลิ่นฉุน ทำให้คนที่หลบอยู่ต้องออกมาจากที่ซ่อน
        ดีอาร์ดีโอ ระบุว่า รูปแบบสงครามกำลังเปลี่ยนแปลงไป ความขัดแย้งที่นำไปสู่เหตุรุนแรงในระดับต่ำกลายเป็นเรื่องปกติในแต่ละวัน ในขณะที่ทหารก็กำลังมีปัญหาในการทำให้ผู้ก่อการร้ายออกมาจากที่ซ่อน ดังนั้น ทางการอินเดียจึงต้องหาวิธีที่ไม่เป็นอันตรายเพื่อต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบและควบคุมผู้ประท้วงจากการก่อเหตุจลาจล
        พริกพันธุ์บุตโจโลเกีย ได้รับการบันทึกโดยกินเนสส์ เวิลด์ ออฟ เรคคอร์ด ว่าเป็นพริกที่เผ็ดร้อนที่สุดในโลก โดยมีความเผ็ดร้อนมากกว่าพริกฮาลาเปโนโดยเฉลี่ยถึง 200 เท่า
 
 
 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #70 เมื่อ: 08 กันยายน 2009, 07:48:12 AM »

http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000103330   ตกใจ ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #71 เมื่อ: 08 กันยายน 2009, 07:59:43 AM »

5555



* WomanSittingMujersentada.jpg (19.61 KB, 336x500 - ดู 421 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #72 เมื่อ: 09 กันยายน 2009, 09:09:11 AM »

ไม่มีอะไร

ขอโพสต์เวลา 9.09 วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 เอาฤกษ์เอาชัยกับเขาหน่อย  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #73 เมื่อ: 09 กันยายน 2009, 12:15:09 PM »

เงินแต่ละใบราคาเป็นร้อยล้านดอลล่าร์





* z1.jpg (37.62 KB, 300x143 - ดู 426 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 กันยายน 2009, 12:18:11 PM โดย CM » บันทึกการเข้า
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #74 เมื่อ: 09 กันยายน 2009, 12:16:51 PM »

ขนมถุงราคาถุงละ 60 ล้านดอลล์ขึ้นไป



* z2.jpg (61.45 KB, 512x342 - ดู 368 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 กันยายน 2009, 13:25:53 PM โดย CM » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!