บ้านตุลาไทย
19 ธันวาคม 2014, 04:36:40 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จะก้าวพ้นวงจรอุบาทชาติชั่วของการเมืองไทย-คนชั่วคนโกงต้องไม่ถูกปล่อยให้ลอยนวล  (อ่าน 5940 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2009, 15:26:30 PM »

เป็นที่ประจักษ์ว่าประเทศไทยนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ ๒๔๗๕ ก็ตกอยู่ในวงจรอุบาทชาติชั่วของการเมืองการคอรัปชั่น.....

และมาอุบาทชาติชั่วได้สุดๆ ก็ยุคนี้...ยุคเมื่อสิ้นสุดสงครามประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่ง..มีพลพรรคคอมมิวนิสต์กว่าครึ่งออกมาจากป่า.....และเข้าไปมีบทบาททางการเมือง...เข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจกินตำแหน่งถึงเสนาบ่ดี.....โดยหลอมรวมกับกับทุนายหน้าขายชาติ.....การโกงการคอรัปเป็นไปอย่างกว้างขวางนับแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับประเทศและระดับภูมิภาค....(เช่น..ชั่วฮุนซวยร่วมกับชั่วทักฟักไทยแม้ว....โกงประชาชนเขมร-โดยเอาเกาะโกงมาให้บักทักเช่าในระยะเวลาเก้าสิบเก้าปี.เท่ากะที่อังกิดเช่าเกาะจากจีนในยุคล่าอณานิคม)ฯลฯ

ดังนั้นข้าพเจ้าขอเปิดกระทู้นี้เพื่อตามติด...คนชั่วชาติหรือคนที่กระทำชั่วต่อชาติบ้านเมืองแล้วได้รับการลงโทษลงวทัณฑ์ตามกบิลเมือง

และขอฟันธงว่า......ประเทศนี้จะมีการปกครองอย่างโปร่งใสอย่างวัฒนาถาวรได้.....ก็ต่อเมื่อเอาคนชั่วที่โกงชาติบ้านเมืองระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี....ข้าราชการภพนักงานรัฐวิสาหกิจบุคลากรองค์กรอิสระต่างๆท ตัวบิ๊ก...เข้าตะแลงแกงหรือเข้าสู่กระบวนการลงโทษลงทัณฑ์ได้เท่านั้น!

บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2009, 15:29:24 PM »

“ศุภรัตน์” ชะตาขาด! อ.ก.พ.มีมติไล่ออกพ้นปลัดคลัง
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤษภาคม 2552 12:22 น.
 
 
ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล 

 
 
 
  ที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนมีมติ ให้ไล่ออกปลัดกระทรวงการคลัง ตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงกรณีแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากร เตรียมเสนอที่ประชุม ครม.ภายใน 15 วัน
       
       วันนี้ (18 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ว่าได้มีมติให้ไล่ นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันความผิดของนายศุภรัตน์ ว่ามีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง จากการแต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากรทั้ง 4 คน
       
       ทั้งนี้ เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายใน 15 วัน และได้แต่งตั้งนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ให้รักษาการปลัดกระทรวงการคลังไปก่อน
       
       อย่างไรก็ตาม นายศุภรัตน์สามารถยื่นเรื่องขอให้มีการลดโทษจากไล่ออก เป็นให้ออก และขอรับเงินบำนาญต่อไปได้
       
       โดยก่อนหน้านี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งการให้ อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาลงโทษนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กรณีความผิดวินัยร้ายแรงเกี่ยวกับการตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากร 4 คน ในช่วงปี 2549 โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวมีขั้นตอนดำเนินการทั้งพิจารณาปลดออก ให้ออก ไล่ออก

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2009, 15:32:40 PM โดย sugar » บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2009, 07:01:50 AM »

 ยิงฟันยิ้ม
กระทู้นี้จะเป็นกระทู้หนุนช่วยงานของท่านวีระ สมความคิด.....ในโลกไซด์เบอร์.....ไม่ให้กระแสต้านคอรัปชั่นตก.....วลีที่ว่า....."ใครขึ้นมาก็โกง(ลิ่วล้อทักชั่ว)VSโกงก็คุกสิวะ(สาวกเสื้อเหลือง)"

ไปเจอใครที่โกงแล้วถูกลงทัณฑ์ก็เอามาแปะๆๆช่วยกันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์กันไว้เด้อ.....พี่น้อง!!!
บันทึกการเข้า
vc2002
Sr. Member
****
กระทู้: 975


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2009, 15:16:08 PM »

เห็นด้วยอย่างแรงงงงงงง
 ยิงฟันยิ้ม
                           ใครขึ้นมาก็โกงทั้งนั้น
                               เออ
                      โกงก็คุกซิเพื่อน คุกๆๆนะเพื่อน

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2009, 06:44:38 AM »

ตามนั้น!

บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2009, 06:47:16 AM »

เพราะจะ.... จะก้าวพ้นวงจรอุบาทชาติชั่วของการเมืองไทย-คนชั่วคนโกง...พวกหุบสมบัติชาติสมบัติสาธารณะไปเป็นของเอกชน..ของปัจเจกชน....ต้องไม่รอดคุก..ยิ่งระดับเป็นผู้นำประเทศ..งต้องให้โทษประหารเท่านั้น!

ชูธงโมเดลเกาหลีใต้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2009, 06:48:08 AM »

เกาหลีใต้.....ไปไม่ถึงโมเดล....ประทเศของฮูโกซาเวส...เอาแค่เกาหลีใต้..ก็ยังดีฟะ....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 กรกฎาคม 2009, 06:49:51 AM โดย Bright eyes » บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2009, 10:40:43 AM »

จงร่วมกัน “ถวายฎีกา” อันถูกต้องครบถ้วน เพื่อรักษาความยุติธรรม
 
โดย ไทยทน  3 กรกฎาคม 2552 17:31 น.
 
 
 
การที่กลุ่มบุคคลหนึ่ง อ้างว่าเป็นแกนนำคนเสื้อแดง ประสงค์จะรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้ประสงค์จะถวายฎีกา จะมีประโยชน์อันใด หากไม่ขอพระราชทานอภัยให้ครบถ้วน มิเช่นนั้น ผู้ลงนามก็อาจร่วมลงนามโดยความไม่รู้ และหากได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ก็อาจจะไม่ครบทุกคดีความ
       
        ในจดหมายที่เสนอฎีกา จึงพึงอยู่บนความจริง และความครบถ้วนถูกต้อง เพื่อแสดงความเข้าใจของผู้ลงนามจริงๆ โดยน่าจะเพิ่มสาระว่า
       
        ข้าพระพุทธเจ้า เห็นว่า ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในกรณีดังต่อไปนี้ สมควรได้รับการพระราชทานอภัยโทษ
       
        เมื่อเป็นนายกฯ เพียง 4 เดือน แก้ไขสัญญาสัมปทาน เพื่อลดส่วนแบ่งรายได้ภาครัฐสำหรับมือถือระบบพรีเพด จากร้อยละ 25-30 เป็นร้อยละ 20 และต่อมาให้แก้เงื่อนไขให้มีการเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม แต่ผลักภาระให้ ทศท.รับทั้งหมด มีการเอื้อประโยชน์บีโอไอดาวเทียม ทั้งๆ ที่เป็นการซื้อของจากต่างประเทศ ให้บริการในต่างประเทศ บังคับหน่วยงานไทยให้กลับมาเป็นลูกค้า และบริการพม่า โดยให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกฯ ออกเงินให้ แต่แล้วก็จ่ายตรงเข้ากระเป๋ากิจการของตน
       
        รัฐธรรมนูญห้ามถือครองหุ้นเกิน 5% โดยเฉพาะกฎหมาย ป.ป.ช. ห้ามถือหุ้นกิจการสัมปทานผู้ขาด เพื่อป้องกันการปกปิดความร่ำรวยผิดปกติ และการใช้อำนาจกำหนดนโยบายเอื้อประโยชน์กิจการของตน ก็โอนหุ้นไปให้ลูก คนใกล้ชิด และกองทุนแอมเพิลริช วินมาร์ค ฯลฯ แต่ได้ใช้อำนาจกดดันหน่วยงานรัฐ ไม่ให้หาข้อมูล และความจริง ทั้ง ดีเอสไอ ปปง. กลต. สำนักงานอัยการฯ เพื่อปกปิดความผิดมาอย่างต่อเนื่อง
       
        โอนหุ้นให้ลูกวันที่ 1 กันยายน 2543 เพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่ง แต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เพียง 1 วันก่อนหน้านั้น กลับต้องให้ลูกทำหนังสือตั๋วสัญญาใช้เงิน 4.5 พันล้านบาทให้แม่ไว้ เพื่อเป็นช่องทางคืนประโยชน์ทั้งหมด คือปันผลกลับมาให้แม่ และเงินที่ได้ค่าขายส่วนหนึ่ง ส่งผ่านประไหมสุหรีไปซื้อสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกและชาวไทยว่าท่านเป็นเจ้าของตัวจริง
       
        อ้างว่าวินมาร์คเป็นนักลงทุนต่างประเทศ ซื้อหุ้น 5-6 บริษัทของตนและภรรยาไป 1.5 พันล้านบาท อ้างว่าจะรอเข้าตลาดฯ แต่ทุกบริษัทซื้อที่ราคาพาร์หมดเลย มีบริษัทเดียวที่เข้าตลาดได้ คือ SC ก็ขายไป 3 สัปดาห์ก่อนเข้าตลาด และกองทุนที่ซื้อไป ก็โอนต่อใน 3 สัปดาห์ ให้อีก 2 กองทุนเพื่อเปิดเผย (อย่างปกปิด) กับนักลงทุน โดยทั้ง 3 กองทุนมาเลเซีย มีที่อยู่เดียวกันหมดเลย ซึ่งวินมาร์ค มีเลขที่บัญชี 121751 ที่ ธ. ยูบีเอส ถือหุ้นซึ่งมีสัมปทานรัฐอยู่ด้วย โดยมีท่านเป็นเจ้าของแท้จริง
       
        ละเลยหลักการปกครองในหลักการประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรจะซักฟอก จะตั้งกระทู้ถาม ก็ยุบสภาฯ ทิ้งเสีย ไม่ให้ระบบรัฐสภาทำงานได้ และยังปลอมพรรคการเมืองเพื่อสร้างภาพการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย
       
        ไม่เคารพศาล เมื่อศาลสั่งเรียกอ่านผลพิพากษาก็หนีศาล เมื่อถูกพิพากษาให้มีโทษจำคุก ก็หนีคุก
       
        คดีเดินหน้าไป แทนที่จะมาต่อสู้คดีด้วยหลักฐาน และความจริง กลับนำม็อบมาชุมนุม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเสื้อแดงหลงเชื่อโดยกล่าวว่า “วันใดเสียงปืนแตก ก็จะกลับมานำประชาชนด้วยตนเอง” จนกลุ่มคนที่ได้รับการยุยงได้บุกทำลายการประชุมผู้นำอาเซียนนานาชาติจนต้องเลื่อนไป มีการทำร้ายคนไทยกันเองจนเสียชีวิต 2 ศพที่นางเลิ้ง มีการเผารถเมล์สร้างภาพบ้านเมืองวอดวาย การขู่ระเบิดรถแก๊ส ฯลฯ แต่ก่อนเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวก็บินหนีไปต่างประเทศทั้งหมด ปล่อยให้คนเสื้อแดงเผชิญการจลาจลด้วยจนเอง และมอบหมายให้ลูกน้องคอยตามหา “ศพคนเสื้อแดง” เพื่อเคลื่อนไหวต่อ แม้จะไม่มีคนตายจริง
       
        บอกกับชาวโลกว่า เมืองไทยไม่มีความยุติธรรมพอเพียง แต่ไม่ชี้แจงหลักฐานโต้แย้งกรณีภรรยาซื้อที่ดินของภาครัฐซึ่งตนมีอำนาจสูงสุดได้ หรือกรณีภรรยาโอนหุ้นจากคนใช้ให้พี่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อเลี่ยงภาษีได้
       
        อ้างว่าเป็นวีรบุรุษกู้ชาติ เพราะคืนเงินไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด ทั้งๆ ที่เป็นเงินที่รัฐบาลก่อนหน้า (ปชป.) ได้สะสมไว้ หลังจากตอนเข้ามานั้น เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิเหลือเพียง 7 พันล้านเหรียญ จากปกติที่เคยมีประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่ LOI ฉบับที่ 1 ลงนามวันที่ 14 สิงหาคม และท่านเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯ เองในวันที่ 15 สิงหาคม วันถัดมา และคนแรกที่ส่งมาร่วมรัฐบาลช่วงเข้าสู่วิกฤตคือ นายทนง พิทยะ อดีตผู้ดูแลการเงินลูกน้องของตัว เข้ามาดูแลช่วงลอยตัวค่าเงินบาทตั้งแต่ 21 มิถุนายน 2540 ก่อนประกาศลอยตัวค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
       
        ตามที่นายเสนาะ เทียนทอง อดีตเลขาธิการพรรค ทรท. ยุคแรก กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ช่วงต้นปี 2549 ว่า “เพราะรวยจากโกงชาติ กล้าทำแม้เผาบ้านเผาเมืองเพื่อเอาประกัน มีการไตร่ตรองและวางแผนไว้ก่อนทุกขั้นทุกตอน ...วันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กับประธานรัฐสภาที่เพิ่งหมดวาระไปหาหัวหน้าจิ๋ว คุยกุ๊กกิ๊กอะไรตนไม่รู้ แล้วในที่สุดให้ นายทนง พิทยะ มาเป็น รมว.คลัง เข้ามาไม่กี่วันก็ลอยตัวค่าเงินบาท จาก 26 บาท ขึ้นเป็น 50 บาท พี่น้องคนไทยเจ๊งเป็นเอ็นพีแอลทั้งประเทศ พอเสร็จภารกิจก็ลาออกเลย มาจัดตั้งรัฐบาลใหม่” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทุบทำลายค่าเงินบาทจนมีเงินซ่อนในกองทุนต่างประเทศมากมาย แต่ชาติล่มจม คนไทยต้องล้มละลายมากมาย
       
        ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ความผิดมากมาย ซ้ำซากเหล่านี้ ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย จึงทูลเกล้าถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
       
        แต่ทั้งนี้ก็สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย
       
        แล้วก็จะได้ผู้ร่วมถวายฎีกาที่ตั้งใจขอพระราชทานอภัยให้ครบถ้วนต่อความผิดอย่างแท้จริง

 
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2009, 10:46:26 AM »

ยังขาดเรื่องขายแผ่นดินให้สมเด็จอุนซวย..เผด็จการคอมฯขายชาติของประเทศเขมรจอมลอบกัดไทยไปอีกเรื่อง....
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2009, 11:26:33 AM »

“มาร์ค” แย้มไต๋รู้ตัวบงการยิง “สนธิ” ลั่น!ใหญ่คับฟ้าก็หนีไม่พ้นกม. 
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กรกฎาคม 2552 11:11 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

 
 
 
  “อภิสิทธิ์” มั่นใจฝีมือ “ธานี” สางคดียิง “สนธิ” ทันก่อนเกษียณ ย้ำ ต้องรัดกุมเกรงคนร้ายไหวตัวจับกุมได้ยาก แย้มไต๋รู้ตัวคนบงการแล้ว แต่ยังเปิดเผยต่อสาธารณชนไม่ได้ เพราะต้องรอพยานหลักฐาน ลั่น!ไม่มีมวยล้มยิ่งใหญ่แค่ไหนก็หนีไม่พ้นกฏหมาย
       
       วันนี้(19 ก.ค.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายอภิสิทธิ์ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์ เรื่องโครงการไทยเข้มแข็งซึ่งจะถือเป็นการลงทุนยกเครื่องครั้งใหญ่ในประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมครม.ได้อนุมัติวงเงินเพิ่มในการออกพันธบัตรตามโครงการไทยเข้มแข็ง รวมทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท จากเดินที่ตั้งวงเงินไว้เพียง 5 หมื่นล้านบาท แต่ได้ความสนใจเกินคาด จึงต้องเพิ่มวงจรรองรับความต้องการ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอต่ออายุ 5 มาตรการเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งจะสิ้นสุดลงภายในสิ้นเดือนนี้ คือการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม มาตรการใช้น้ำ-ไฟฟรีรวมทั้งรถเมล์และรถไฟชั้นประหยัดฟรี
       
       นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ว่า กระทรวงสาธารณสุขและสสส.ได้จัดประชุมเพื่อตกผลึกทางความคิดเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรค พร้อมกันนี้ได้จัดทำคู่มือเพื่อแจกจ่ายให้ความรู้แก่ประชาชน ยอมรับโรคนี้ได้ระบาดไปแล้วทั่วโลก 130 ประเทศ ซึ่งกลายเป็นโรคประจำท้องถิ่นไปแล้ว ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกได้หยุดรายงานสถิติผู้ติดเชื้อ ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีปรับลดโดยขอให้มีการรายงานประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อไม่ให้มีการตื่นตระหนกกันจนเกินไป ยืนยันว่าโรคไข้หวัดใหญ่นี้ยังไม่มีภูมิกัน ใครก็มีสิทธิได้รับเชื้อเข้าไป แต่เบื้องต้นสามารถดูแลได้ด้วยตัวเองโดยต้องไม่ทำตัวให้ตัวเองเป็นผู้แพร่เชื้อ แต่หากยังมีไข้สูงในวันที่ 2 ให้รีบไปพบแพทย์ และได้ขอร้องไปยังโรงเรียนและสถานประกอบการ ให้มีกระบวนการคัดกรอง หากพบนักเรียนหรือพนักงานมีอาการป่วยเป็นหวัด ขอให้หยุดงานโดยสถานประกอบการต้องไม่ไปตัดสิทธิ์เรื่องค้าจ้าง
       
       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เชื้อนี้จะอยู่กับประเทศเราไปอีกอย่างน้อย 1 ปี จึงขอความร่วมมือให้ดูแลตัวเองในเบื้องต้นก็คือล้างมือบ่อยๆจากการไปสัมผัสอุปกรณ์สาธารณะต่างๆและขอให้หน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปในสถานี่เสี่ยง เช่นโรงพยาบาลหรือสถานีขนส่งที่แออัด
       
       ในช่วงทีสองได้มิพิธีกรรับเชิญร่วมสัมภาษณ์เรียลลิตี้ ระหว่างการเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินไปยังสถานีบางซื่อ เพื่อตรวจดูแผนผังเกี่ยวกับการดำเนินงาน โดยจะนำเงินในโครงการไทยเข้มแข็งมาเดินหน้าขยายระบบขนส่งทั้งลอยฟ้าและใต้ดินซึ่งคาดว่าภายใน ปี 54 จะเริ่มเปิดใช้ในส่วนต่อขยายได้บางส่วนทั้งสายสีแดงและม่วงเพิ่มเติม
       
       นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ไม่รู้สึกหนักใจเพราะไว้วางใจฝีมือพล.ต.อ.ธานี สมูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ มาตั้งแต่แรกโดยพล.ต.อ.ธานีได้มีการรายงานความคืบหน้าโดยตลอด และให้คำยืนยันว่าหากพบปัญหาหรือการสืบสวนสอบสวนสะดุดขอให้บอกมา ซึ่งคนที่ทำผิดไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ต้องรับผลกรรม เพราะเมืองไทยมีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้กฏหมายมานานแล้ว
       
       นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า มีการายงานเรื่องหนอนบ่อนใส้ พล.ต.อ.ธานียังยืนยันว่าสามารถทำงานต่อไปได้ แต่ต้องรัดกุมกว่านี้ เพราะคนร้ายไหวตัวจึงทำให้การจับกุมค่อนข้างลำบาก ส่วนการเชื่อมโยงพอจะทราบแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลังแต่จะเปิดเผยต่อสาธารณชนไม่เหมาะสมเพราะกลายเป็นเครื่องชี้นำ และต้องรอพยานหลักฐาน แต่เชื่อว่าคดีนี้ไม่เป็นมวยล้มอย่างแน่นอน เพราะหลักการทำคดีของพล.ต.อ.ธานีไม่เป็นลักษณะเหวี่งแห หมายจับไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียว และมั่นใจว่าพยานหลักฐานก่อนออกหมายจับและจะดิ้นไม่หลุดในชั้นอัยการและศาล

 
 
 
 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2009, 09:39:36 AM »

แฉคำสั่งย้าย “พ.ต.อ.” มัด “พัชรวาท” ไส้ศึกขวางคดี “สนธิ”!
 
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 19 กรกฎาคม 2552 19:41 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.6 บก.รน.

 
 
 
  แฉ “พัชรวาท” จุ้นจัด ทำคดีล่าทีมสังหาร “สนธิ” สะดุด สั่งย้าย พ.ต.อ.ที่เชี่ยวชาญการแกะรอยจากโทรศัพท์ กลับต้นสังกัด ทั้งที่การแกะรอยใกล้จะบรรลุผล จนสุดท้าย นายกรัฐมนตรี ต้องลงไปสั่งการให้ ผบ.ตร.เรียกตัว พ.ต.อ.กลับเข้าไปช่วยงาน “ธานี” อีกครั้ง
       
       วันนี้ (19 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุถึงกรณีที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ย้ายเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนคลี่คลายคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับยังต้นสังกัด โดยระบุว่า มีนายตำรวจซึ่งถูกยืมตัวมา และถูกส่งกลับไป ทีนี้เมื่อมีความต้องการให้อยู่ตรงนี้ต่อ ก็ดึงมา และได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.พัชรวาท แล้ว แต่พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า นายตำรวจผู้นี้มีภารกิจอยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่ตนได้บอกไปว่า ตรงนี้น่าจะต้องมาทำต่อ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าว ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งทางพล.ต.อ.พัชรวาท ก็ได้มีการสั่งการให้นายตำรวจคนดังกล่าว กลับเข้าร่วมงานกับชุดคลี่คลายคดีของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.อีกครั้งหนึ่งแล้ว
       
       มีรายงานว่า นายตำรวจคนดังกล่าว ที่ถูก พล.ต.อ.พัชรวาท เรียกกลับต้นสังกัด ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีนายสนธิ คือ พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.6 รน.สุราษฎร์ธานี ซึ่งถูก พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ยืมตัวมาช่วยในการคลี่คลายคดี เนื่องจาก พ.ต.อ.วิวัฒน์ มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการแกะรอยโทรศัพท์ที่จะเชื่อมโยงไปสู่การจ้างวาน และการวางแผนของทีมลอบสังหาร ทำให้คดีก้าวหน้าไปได้มาก
       
       รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า แม้ พ.ต.อ.วิวัฒน์ จะถูกสั่งการจาก พล.ต.อ.พัชรวาท ให้หยุดทำหน้าที่ในชุดคลี่คลายคดี แต่ พ.ต.อ.วิวัตน์ ก็ไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ออกคำสั่ง ทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่พอใจ จึงมีคำสั่งอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้มีคำสั่งส่งตัว พ.ต.อ.วิวัฒน์ คืนสังกัดเดิมที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อต้องการให้พ้นจากทีมคลี่คลายคดี แต่ต่อมาเมื่อ นายอภิสิทธิ์ ทราบเรื่อง ได้สั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท เรียกตัว พ.ต.อ.วิวัฒน์ กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในชุดคลี่คลายคดีทันที จนกระทั่งเมื่อกลางดึกวันที่ 16 ก.ค.พ.ต.อ.วิวัฒน์ ได้รับแจ้งจากหน้าห้องของ พล.ต.อ.พัชรวาท ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในชุดคลี่คลายคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 
aaaa
พัดชะระวาด...ออกไปๆๆๆๆๆๆ...ให้ออกจากราชการไว้ก่อน!
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2009, 13:31:19 PM »

ศาลตัดสินประหารชีวิตเสธ.น็อตกับพวก สังหารโหด2นายตำรวจ ขณะบุกจับกุมค้ายาเสพติด

ศาลอาญาพิพากษาลงโทษประหารชีวิต เสธ.น็อบกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่า 2 นายตำรวจ ขณะเข้าปฏิบัติการจับกุมการค้ายาเสพติด พร้อมให้ชดใช้เงินแก่ภรรยาผู้ตาย 3,620,000 บาท

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 กรกฎาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญารัชดาภิเษก ศาลพิพากษาประหารชีวิต พ.ต.ชานนท์ ชิณวงศ์  อายุ 44 ปี หรือ เสธ.น็อต อดีตนายทหารประจำ บก.สส. (สน.3 จชต.ยะลา) และนายวิฑูร นิยกิจ อายุ 45 ปี จำเลยที่ 1 และ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่า พยายามฆ่า และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฎิบัติหน้าที่ ส่วนนายสุขุม หรือเบียร์ เจือแจ่มจันทร์ อายุ 32 ปี จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ลงโทษจำคุกในความผิดฐานมีอาวุธปืน อาวุธสงคราม และเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพา เป็นเวลา 10 ปี 


คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 สรุปว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. และ 11 ม.ม. ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ และยิง ด.ต.มาโนช ศรีละคร กับ ส.ต.ท.ไสว อาจหนองหว้า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 จนถึงแก่ความตาย ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปจับกุมจำเลยทั้งสามภายในห้องเลขที่ 305 เดอะ ลิฟวิ่งรูม อพาร์ตเมนต์ เลขที่ 5073/8 แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บและเสพยาเสพติด และจำเลยยังได้ยิงต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของ ร.ต.ท.สาริษฐ์ อักษร รอง สว.กก.สส.บก.น.1 จน ร.ต.ท.สาริษฐ์ ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย


ศาลพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานมีปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ โจทก์มี ร.ต.ท.สาริษฐ์ เบิกความยืนยันว่า ขณะเข้าจับกุมเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ เมื่อจับกุมได้ค้นตัวพบอาวุธปืน 2 กระบอก ขนาด 11 ม.ม. และ 9 ม.ม. นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของภรรยาจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนเกิดเหตุ เดินทางมาพร้อมกับ จำเลยที่ 1 ที่อพาร์ตเมนต์ดังกล่าว และไปร่วมรับประทานอาหารในห้องพักซึ่งมีจำเลยที่ 2 และ 3 นั่งรออยู่ ที่จำเลยที่ 2 และ 3 ปฏิเสธว่าไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 นั้น ขัดแย้งกับพยานโจทก์ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 - 3 อยู่ร่วมกันภายในห้องพัก เชื่อว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง


มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานและต่อสู้ขัดขวางการจับกุมหรือไม่ โจทก์มี ร.ต.ท.สาริษฐ์ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ที่ร่วมจับกุมเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ขณะจับกุม จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ขณะเกิดเหตุได้ยิงเสียงปืนดังขึ้นนอกห้อง จึงเปิดประตูออกมาดูนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยของคนทั่วไป ที่ได้สินเสียงปืนแล้ววิ่งออกไปดูซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ พยานหลักฐานโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนีจากที่เกิดเหตุไปถูกจับกุมที่บริเวณลานจอดรถ  แต่ผลการตรวจไม่พบคราบเขม่าดินและไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ขณะยิง จึงยกประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 ขณะที่จำเลยที่ 3 แม้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยที่ 3 ยิงปืนต่อสู้ แต่พบคราบเขม่าดินปืนจำนวนมากที่มือของจำเลยที่ 3 เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่า พยายามฆ่า และต่อสู้ขัดขวางเกี่ยวข้องตามฟ้อง


พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐาน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนในครอบครอง จำคุกคนละ 4 ปี ความผิดฐานมีอาวุธสงครามในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 4 ปี ฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 และ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานและต่อสู้ขัดขวางการจับกุม ลงโทษฐานฆ่าเจ้าพนักงาน อันเป็นบทหนักสุดลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 ตลอดชีวิต และให้ลงโทษประหารชีวิตอันเป็นบทหนักสุดไว้สถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษเป็นเวลา 10 ปี และให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีหมายเลขดำที่ อย.2154/2550 กับให้จำเลยที่ 1 และ 3 ร่วมกันชดใช้เงินให้แก่ นางสุดใจ อาจหนองหว้า มารดา ส.ต.ท.ไสว จำนวน 1,180,000 บาท และนางลัดดา ศรีละคร ภรรยาของ ด.ต.มาโนช จำนวน 2,440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี


บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2009, 13:34:05 PM »

ซ้ายป่าแตกทรพีแผ่นดิน....

ฟฟฟฟฟฟ

วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 12:03:14 น.  มติชนออนไลน์


"ทักษิณ"บิ๊กเซอร์ไพรส์ฉลอง60ปี วัดกึ๋น"มาร์ค"มีปัญญาแค่ไหน แจก6พันทุน-จัดติวเตอร์พิเศษทางทีวี

"ทักษิณ"โทรจากดูไบถึงคนใกล้ชิด ย้ำแซยิด26ก.ค. มี"บิ๊กเซอร์ไพรส์"ฉลอง60ปีทั่วปท.ร่วมกับคนเสื้อแดง แจกทุนศึกษาเยาวชน 6,000 ทุน เตรียมติวเตอร์ชั่วโมงละหมื่นกวดวิชานักเรียนทางสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชลแนล โวเป็นการวัดกึ๋น"มาร์ค"มีปัญญาแค่ไหน ตามท้นหรือไม่

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  โทรศัพท์จากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พูดคุยกับบุคคลใกล้ชิด ถึงการเตรียมฉลองงานวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ว่า การจัดงานวันเกิดปีนี้ เตรียมที่จะมี "บิ๊กเซอร์ไพรส์" คนไทยทั้งประเทศ ด้วยการร่วมกิจกรรมกับประชาชนคนเสื้อแดงที่พร้อมใจกันจัดงานวันเกิดให้ในวันดังกล่าวตามจุดที่สำคัญๆในจังหวัดใหญ่หลายจังหวัด โดยได้ติดต่อนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ที่ให้ความเคารพนับถือ จำนวน 9 รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์และนั่งสมาธิร่วมกันเพื่อให้จิตใจผุดผ่องกับชีวิตใน อนาคต ทั้งนี้จะไม่ขอเปิดเผยรูปแบบวิธีในการที่จะมาร่วมกิจกรรมกับประชาชนคนเสื้อแดง  


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า การฉลองวันเกิดของตน ถือว่า เป็นการทดสอบเชาวน์ปัญญาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีว่า จะคิดตามทันตนหรือไม่ว่า ตนจะทำอะไรในวันดังกล่าว นอกจากนี้ในวันเกิดปีนี้ได้เตรียมจัดทำโครงการต่างๆเพื่อตอบแทนสังคมโดย รวม โดยเฉพาะเรื่องการให้การศึกษากับเยาวชน  จะมีการแจกทุนการศึกษาจำนวนกว่า 6,000 ทุนกับเยาวชน และบุคคลทั่วไปที่เขียนเรียงความเรื่อง"ประเทศไทยที่ฉันอยากเห็น" ส่งเข้ามายัง มูลนิธีไทยคม  


อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ช่วงระยะเวลาเวลา 3 เดือนข้างหน้า จะทำโครงการ "โลกเชื่อมไทย" เตรียมจ้างติวเตอร์ที่มีความสามารถในการกวดวิชาให้มาสอนพิเศษผ่าน ทางสถานีโทรทัศน์ พีเพิลแชลแนล หรือ ดีเสเตชั่นเดิม โดยจะจ่ายค่าจ้างให้ติวเตอร์ ชั่วโมงละ 10,000 บาท  สมาชิกของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวจะได้รับการชมการถ่ายทอดการเรียนการสอน ฟรี เพื่อเป็นแนวทางในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย รวมถึงการเสริมหลักสูตรต่างๆที่กำลังศึกษาในชั้นเรียนปัจจุบัน นอกจากจะจ้างติวเตอร์จากต่างประเทศมาสอนองค์ความรู้ที่มีการเรียนการสอนในต่างประเทศมาสอนให้คนไทยฟรี จุดประสงค์เพื่อให้เยาวชนไทย ได้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล  หวังว่ารัฐบาลคงจะไม่บล็อกสัญญาณเพราะถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนคน ไทยอย่างแท้จริง  


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า  วันนี้ได้เรียบเรียงและเขียนบรรยายความในใจถึงมรสุมชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงบทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับตนเอง และสิ่งที่กำลังตัดสินใจที่จะทำในอนาคตอันใกล้นี้ รวมถึงอนาคตทางการเมือง พร้อมจะเผยแพร่ให้ประชาชนคนไทยได้รับทราบในเวลาอันใกล้นี้


 ฟฟฟฟ


 
 ความคิดเห็นที่ 5  แจ้งลบ 
 
     สถานีการศึกษาทางโทรทัศน์ไทยเขามีมานานแล้ว เขามีการเรียนการสอนด้วยไม่ใช้แค่ติว อย่าคิดว่าเรื่องที่เอาติวเตอร์มาออกทีวีเป็นเรื่องใหม่ ใครคนอื่นตามไม่ทัน
หากตั้งใจเพื่อสังคมจริง ไม่ต้องออกอากาศทางดีเสตชั่น ออกอากาศทางช่อง 3 หรือช่อง 7 เลยครับ คนจะได้ดูทั้งประเทศ จะหลอกคนทั้งที ก็เอาให้แนบเนียนหน่อยครับ 
 
คุณ : mintdec65 Post : 291 ครั้ง
 วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552  12:44:36 น.  117.121.208.XXX 



 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 กรกฎาคม 2009, 13:45:22 PM โดย Bright eyes » บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2009, 21:59:22 PM »

“ผมไว้ใจคุณได้หรือเปล่า?” จากวันที่ “สนธิ” ถูกยิงและถามตำรวจคนนั้น!
 
โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์  21 กรกฎาคม 2552 17:50 น.
 
 
       ภาพวันที่ 17 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นวันแรกของการที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เลือดจากศีรษะด้านขวาอาบใบหน้าและลำตัว เป็นภาพที่หลายคนแทบไม่เชื่อตาตัวเองว่าจะเกิดขึ้นได้ การรอดชีวิตได้จากห่ากระสุนนับร้อยนัดเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ แต่การที่ต้องผ่าตัดกะโหลกเพื่อเอาเศษกระสุนออกจากศีรษะทำให้ประเด็นการสร้างกระแสข่าวว่าจัดฉากหรือแค่สั่งสอนต้องเป็นอันหมดสิ้นไป และกลายเป็นการรุมสังหารหมู่อย่างไม่ต้องสงสัย

 
 
 
 
       ภาพชุดนายสนธิถูกยิงและถูกส่งตัวไปรักษาตัวเบื้องต้นที่ ร.พ.วชิรพยาบาล เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552
       
       โดยสัญชาตญาณของนายสนธิ ซึ่งเป็นคนที่ทำงานสื่อมวลชนมาเกือบทั้งชีวิต ได้บอกคนที่สนิทและใกล้ชิดในขณะที่เลือดอาบโดยทันทีในวันนั้นได้ว่าใครทำ และผู้ที่ถูกเอ่ยชื่อในวันนั้นก็เป็น “บิ๊กสีเขียว” คนหนึ่งที่ยังคงมีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน
       
       ทันทีที่ได้ส่งตัวนายสนธิพร้อมกับไปที่ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ก็ปรากฏว่า พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ได้มาพบกับนายสนธิในโรงพยาบาลและกล่าวว่า “ผม พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัยให้แล้วครับ”
       
       นายสนธิได้ถามกลับไปยัง พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ตามสัญชาตญาณอีกครั้งหนึ่งว่า “ผมไว้ใจคุณได้หรือเปล่าเนี่ย?”
       
       บัดนี้เวลาผ่านไป 3 เดือนเศษนับจากวันลอบสังหาร การสันนิษฐานและการตั้งคำถามโดยสัญชาตญาณของนายสนธิที่พูดถึง “บิ๊กสีเขียว” คนนั้น และการไม่ไว้วางใจตำรวจในวินาทีนั้น กำลังได้รับการยืนยันในวันนี้ว่าแผนการลอบสังหารเป็นฝีมือของ “ทหาร” และ “ตำรวจ” เพียงไม่กี่คนที่กำลังจะทำให้ชื่อเสียงของสถาบันตำรวจและสถาบันกองทัพเสียหายอย่างย่อยยับ
       
       คนที่ทำเช่นนี้ได้ต้องมีอิทธิพลและเครือข่ายทั้งตำรวจและทหารอย่างกว้างขวาง จึงสามารถทำภารกิจอัปยศ 3 ประการได้
       
       ประการแรก มีอำนาจและอิทธิพลถึงขั้นสั่งใช้กำลังที่ร่วมมือกันระหว่างทหารและตำรวจ ซึ่งรวมถึงการตัดกล้องวงจรปิดล่วงหน้าในบริเวณที่เกิดเหตุ การใช้อาวุธสงคราม และใช้กระสุนที่มาจาก “กองทัพบก”
       
       ประการที่สอง ใช้อาวุธสงครามทั้งปืนกลและระเบิดใจกลางพระนครรุมยิงถล่มเพื่อสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงการประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีทหารเฝ้าตามจุดต่างๆ บริเวณจุดเกิดเหตุ และจุดที่รถปฏิบัติการลอบสังหาร แต่ก็ปล่อยให้หลบหนีไปได้
       
       ประการที่สาม มีอิทธิพลสามารถแทรกแซง ข่มขู่ คุกคาม ชุดพนักงานสืบสวนคลี่คลายคดีลอบสังหารนายสนธิได้ จนถึงขั้นทำให้คดีเดินหน้าไปอย่างยากลำบากและมีอุปสรรคมาก เต็มไปด้วยไส้ศึกและหนอนบ่อนไส้ แม้ว่าจะมีตำรวจระดับ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้กำกับดูแลคดีนี้แล้วก็ตาม
       
       ภารกิจอัปยศ 3 ประการข้างต้น ไม่มีทางที่จะหลงเชื่อได้ว่าเป็นฝีมือเพียงแค่นายทหารยศพันเอกคนหนึ่ง นอกเสียจากว่าจะมีใบสั่งจาก “ผู้ที่มีอำนาจ” ในปัจจุบันเท่านั้น
       
       จากที่ปรากฏเป็นข่าวว่า พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ เป็นตำรวจที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่สามารถช่วยคดีลอบสังหารนายสนธิ ต้องถูกโยกย้ายให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีตามเดิม ก่อนที่จะต้องส่งกลับมาร่วมชุดคลี่คลายคดีลอบสังหารอีกครั้งจากนโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีส่วนทำให้มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 2 รายในเวลาต่อมา
       
       และนั่นอาจเป็นที่มาของข่าวหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่โยงใยเครือข่ายขบวนการลอบสังหารสั่งฆ่านายสนธิ ก็คือข้อมูล “การใช้โทรศัพท์มือถือ” !
       
       ข่าวชิ้นนั้นได้รายงานว่า พ.อ.(ส.) ใช้ให้ ส.ต.อ.วรวุฒิ มุ่งสันติ สังกัด บช.ปส.ช่วยราชการดีเอสไอ (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) เป็นคนไปซื้อโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง เพื่อนำมาใช้ในงานนี้ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายของทีมสังหาร ซึ่งตำรวจสอบสวนพบว่า เบอร์โทร.หลักที่มีการโทร.เข้า-โทร.ออกกับทีมฆ่า ล้วนมาจากเบอร์ของ พ.อ.(ส) ทั้งสิ้น
       
       ภายหลังจากการลอบสังหารนายสนธิล้มเหลว พ.อ.(ส) ได้โทรศัพท์รายงานผลต่อ “บิ๊กสีเขียว” ผู้มีอำนาจระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้ จากนั้นได้โทร.ติดต่อนายตำรวจระดับสูง พ.ต.อ.(ท)ซึ่งเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นที่ 21 ด้วยกัน และมีความสัมพันธ์อันดีกับน้องสาวคนหนึ่งของผู้นำกลุ่มอำนาจเก่า รวมทั้งโทร.ทางไกลไปดูไบ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแหล่งกบดานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำนวนหลายครั้ง
       
       หากข่าวที่ปรากฏและข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความจริง ก็ต้องถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีการติดต่อทั้ง “บิ๊กสีเขียวผู้มีอำนาจระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้” แล้วยังมีการติดต่อ “กลุ่มอำนาจเก่า” ด้วย จึงทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า ผู้มีอำนาจใหม่ในปัจจุบันกำลังจับมือกับอำนาจเก่าได้หรือไม่ อย่างไร!?
       
       ในข้อเท็จจริง นักการเมืองและข้าราชการก็มีโอกาสที่จะรู้จักกันได้แม้ว่าจะอยู่การเมืองคนละขั้ว “ถ้าไม่นำเรื่องคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุลมาเกี่ยวข้องแล้ว” ก็จะเห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ประเภทนี้อยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น
       
       นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เคยมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงขนาดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยถึงขั้นไปเยี่ยมถึงบ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันความสัมพันธ์กันอย่างไรไม่ใครทราบได้
       
       พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งต้องดูแลหลายคดีซึ่งรวมถึงคดีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ เอสซีแอสเสท ก็มีกระแสข่าวถึงความ ใกล้ชิดสนิทสนมแนบแน่นกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งแม้ว่า พ.ต.อ.ทวี จะกลับเข้ามาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในสมัยพรรคพลังประชาชนและทำให้คดีเอสซีแอสเสทต้องเงียบหายไป แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว พ.ต.อ.ทวี ก็ยังสามารถรักษาเก้าอี้ตัวเดิมได้อย่างเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง
       
       พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จนปรากฏเป็นข่าวการร่วมกิจกรรมและการเจรจาพูดคุยกันหลายหน
       
       นายธีระศักดิ์ สุวรรณยศ นักการเงินและนักธุรกิจ มือทำงานของนายสุเทพ เทือกสุบรรณตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยเป็นทั้งบอร์ดการบินไทย บอร์ดองค์การโทรศัพท์ ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ก็มีกระแสข่าวเช่นเดียวกันว่า มีความใกล้ชิดสนิทแนบแน่นกับนางเยาวเรศ ชินวัตร
       
       ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าสายสัมพันธ์ในตัวละครบางส่วนของรัฐบาลชุดเก่าและรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีความใกล้ชิดกันจนแยกไม่ออก จนกลายเป็นเรื่องที่นักการเมืองชอบพูดกันเสมอว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”!? หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “ผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร”!?
       
       วันนี้ จึงเกิดคำถามกับประชาชนว่า หากสมมติว่านายสนธิ ลิ้มทองกุลถูกลอบสังหารสำเร็จจริงๆ ตามแผนที่วางเอาไว้แล้ว กลุ่มอำนาจใหม่และอำนาจเก่าที่วางแผนลอบสังหารครั้งนี้มีความฝัน หรือฝันหวานว่าจะเกิดอะไรขึ้น!?
       
       คนเหล่านี้น่าที่จะอยากเห็นการกำจัดคนรู้เท่าทันอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล และน่าจะอยากให้ ASTV จอดับ เพื่อให้การตรวจสอบของภาคประชาชนอ่อนแอลง และเมื่อมีประชาชนไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรฯ หรือเป็นพันธมิตรฯ ปลอมออกมาชุมนุมหลังการลอบสังหารนายสนธิ ก็อาจจะมีมือที่สามสร้างสถานการณ์จลาจลทำให้เกิดการวุ่นวาย และอ้างเหตุนำไปสู่การรัฐประหารในที่สุด
       
       ถ้าสมมติว่ามีการรัฐประหารจากเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ก็จะถือโอกาสกำจัดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกไป หลังจากเพิ่งจับกุมแกนนำคนเสื้อแดงได้ในเวลานั้น และคิดฝันว่าจะสามารถเข้าสู่อำนาจรัฐใหม่โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น
       
       หรือเรียกให้เข้าใจให้ง่ายก็คือแผน “จับกุมแดงและกำจัดเหลือง”!
       
       เช่นเดียวกันกับแผนตากสิน 2 ก่อนหน้านี้ ที่มีข่าวว่าผู้ที่ปล่อยออกมาก็เป็นฝ่ายทหารบางคนที่ต้องการสร้างสถานการณ์ตามแผนนั้น แล้วโยนความผิดให้กับคนเสื้อแดงให้กลายเป็นเหยื่อ เพื่อนำไปสู่การรัฐประหารในท้ายที่สุด
       
       ถ้าหากสมมติว่ามีการรัฐประหารสำเร็จ อย่าว่าแต่แรงจูงใจที่จะทำให้คดีตำรวจฆ่าประชาชนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 หรือคดีการลอบสังหารนายสนธิที่จะเงียบหายไปอันเป็นประโยชน์ต่อ “อำนาจใหม่” เท่านั้น แม้แต่คดีของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ก็อาจจะมีโอกาสได้รับประโยชน์ทั้งในเรื่องอิสรภาพจากคดีความที่คั่งค้าง ทรัพย์สินที่ถูกอายัด รวมถึงการเจรจากับประเทศกัมพูชาในเรื่องปราสาทพระวิหารและผลประโยชน์ทางพลังงานในอ่าวไทย ซึ่งเกิดขึ้นได้หากมีการเจรจาตกลงผลประโยชน์กันได้สำเร็จระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มอำนาจใหม่
       
       ฉากหน้าดูเหมือนมีประโยชน์ที่ร่วมกันได้ทั้งกลุ่มอำนาจใหม่ และกลุ่มอำนาจเก่า ส่วนจะวางแผนเพื่อเจรจาตกลงกันจริงๆ ใครจะหักหลังใคร หรือใครหลอกใช้ใครเป็นเรื่องอนาคตที่ไม่สามารถที่จะพิสูจน์กันได้ในวันนี้!
       
       เพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่ เราจึงได้กลิ่นอายของความผิดปกติในการลอบสังหารนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง และการทำลายการประชุมอาเซียน พร้อมๆ กับกระแสข่าวลือแพร่สะพัดว่ามีความพยายามที่จะรัฐประหาร แต่ไม่สำเร็จจึงเกิดการกลับลำในช่วง “สงกรานต์ดับแดง” ที่ผ่านมา แล้วจึงตามมาด้วยการวางแผนยิงถล่มเพื่อสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในระหว่างการประกาศพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อหวังที่จะรัฐประหารให้ได้อีกครั้ง
       
       แต่พระสยามเทวาธิราชมีจริง การลอบสังหารนายสนธิไม่สำเร็จ และการรัฐประหารก็ไม่เกิด คดีตำรวจฆ่าประชาชน 7 ตุลาคม 2551 ยังคงเดินหน้าต่อไป และคดีการลอบสังหารก็กลายเป็นปมร้อนขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งคดีที่กำลังไล่ล่า “กลุ่มอำนาจใหม่” หนักมากขึ้นหลายเท่าทวีคูณ
       
       แรงต้านจาก “กลุ่มอำนาจใหม่” ยังปรากฏให้เห็นอยู่ ทั้งการออกหมายเรียกผู้ที่มีศักยภาพทั้งหมดที่มีโอกาสจะขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ในอนาคตด้วยข้อหาการก่อการร้าย ตามมาด้วยความพยายามฉุดรั้งคดีตำรวจฆ่าประชาชนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในทุกรูปแบบ ทั้งการเอื้อประโยชน์ให้กับลูกหลานคน ป.ป.ช. การคุกคามคณะกรรมการ ป.ป.ช. และการเจรจานอกรอบในหลายระดับ รวมถึงการขัดขวางทุกรูปแบบในการสอบสวนและจับกุมผู้ต้องหาในคดีลอบสังหารนายสนธิ
       
       ซึ่งวันนี้ แรงต้านจาก “กลุ่มอำนาจใหม่” กำลังจะอ่อนแรงลงด้วยการตรวจสอบอย่างเข้มแข็งจากสื่อมวลชนและการยืนหยัดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
       
       แต่ทว่า ยิ่งความเสี่ยงภัย “ในระบบ” ต่อกลุ่มอำนาจใหม่ใกล้ตัวขึ้นเท่าใด อันตรายต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล “นอกระบบ” ย่อมเสี่ยงมากขึ้นท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลและประชาชนเฝ้าระวังและไม่ประมาท “ขบวนการล้มกระดาน” ก็จะไม่สามารถที่จะทำสำเร็จได้
       
       สำคัญที่สุดคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ไม่ควรจะปล่อยให้กลุ่มอันธพาลที่เป็นอันตรายต่อชีวิตความปลอดภัยของประชาชน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติให้มีอำนาจอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป
       
       เราไว้ใจนายกรัฐมนตรีคนนี้ได้หรือเปล่า พิสูจน์ได้ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะใช้ความกล้าหาญในการขจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดินให้ออกไปโดยเร็วได้หรือไม่เท่านั้น!
 ความคิดเห็นที่ 5 +46       
 
 เหตุการณ์ที่คลี่คลายได้ส่วนหนึ่งในขณะนี้ คงต้องให้เครดิตกับท่านนายกฯ ด้วยนะครับ และถ้าเราไม่อาจไว้วางใจท่านได้ละก็......บ้านนี้เมืองนี้คงอยู่ไม่ได้ละครับ
อดทน 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 29 +24       
 
 นายกฯยังจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะถามไปทำไมว่าเราไว้ใจนายกฯคนนี้ได้หรือเปล่า นายกฯมีแต่ตำแหน่ง ทหารตำรวจเป็นคนกำอำนาจไว้ ถ้าวันใดเปลี่ยนนายกฯวันนั้นคนไทยก็จะลำบากอีก เพราะคงจะมาจากกลุ่มอำนาจเก่าอีกนั่นแหละ ฉะนั้นเราควรสนับสนุนนายกฯคนนี้ดีกว่ามิใช่หรือ
คนไกล 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 20 +15       
 
 นังเจ๊แว่นมันก็มั่วไม่เลิกเอามาแล้วหลายคนในพรรค ตั้งแต่หัวหน้าพรรคถึงลูกพรรค เช่น ไอ้พระเอกหน้าขาวผู้สมัครผู้ว่าฯตกรอบ ไอ้ขี้อมฮอลล์ และยังมาเอากับไอ้บิ๊กหัวเถิก โอ้มั่วสำส่อนซะไม่มี ผัวเจ๊แว่นไม่แคร์เพราะนังเจ๊แว่นมันปั๊มเงินโกงชาติสมัยที่มันเป็นรัฐมนตรีบิ๊กๆในหลายกระทรวงให้ใช้ ผัวมันก็เอากับอดีตนางสาวไทยติสต์แตกรวมถึงดาราสาวๆอีกหลายคน ไอ้พวกมักมากในกามกามาสุมิจฉา ขอให้พวกมันไปลงนรกเร็วๆ แผ่นดินจะได้สูงขึ้น
นังแว่นกากี 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 19 +14       
 
 ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ ผมมีลางสังหรณ์ประกอบกับสถานการณ์ที่ปัจจุบันกำลังเขม็งเกลียว จิตใจที่สมรู้ร่วมคิดพร้อมที่จะทรยศต่อชาติ ราชบัลลังก์และประชาชน อีกทั้งผลประโยชน์ทั้งอำนาจและเม็ดเงินที่จะเข้าสู่กระเป๋า เงิน 76,000 ล้านบาท มันเป็นเป้าล่อทำให้คนหลายคนหลายกลุ่มหลายพวกต่างน้ำลายย้อยหยดติ๋งๆ จึงน่าจะเกิดการรัฐประหารไม่เกินเดือนกันยายนนี้ แต่จะเป็นการรัฐประหารเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของเงินด้วย ดังนั้นน่าที่จะทำเพื่อแฝงเร้นเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกด้วยเช่นกัน แต่ส่วนตัวผมมั่นใจว่า ทหารที่ประพฤติ-ปฏิบัติชอบและเทิดทูน จงรักภักดีต่อประเทศและราชวงศ์จักรี มีจำนวนมากพร้อมทั้งมวลมหาประชาชนจะต้องออกมาปกป้องคุ้มครองพระองค์ท่านทุกพระองค์ และพร้อมจะต่อต้านทุกรูปแบบหากใครบังอาจออกมากระทำการฯคงจะต้องรับผลกรรม"เป็นกบฏทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักรไทย"สมใจนึกเป็นแน่แท้ ประชาชนไม่ได้โง่หรอกนะจะบอกให้ ผู้มีอำนาจทั้งหลาย
คนคันมือ 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 14 +13       
 
 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ใกล้ชิดสนิทสนมแนบแน่นกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ......
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีลูก มีผัวแล้วไม่ใช่เหรอ .....กาเมสุมิฉา.....
ลิ้นจี่ 
 
 
 
   
   
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 56 +1       
 
 กิ๊กของไอ้ตระกูลเอี้ยและลิ่วล้อเท่าทีรู้และยังมีที่ไม่เปิดเผยอีกมาก

น.ช.ทักษิณ-นังแว่น ลิเดีย ใหม่ หมวดเจี๊ยบ ทิวไผ่ฯลฯ
พจมาร-ยี้ ดร.หนุ่มหลานเขยอดีตนายก ฯลฯ
เยาวเรศ-อดีผัวเก่าวงศ์นภาจันทร์ นายทหารหญ่าย นักการเงินเอ็มดีแบงก์มุสลิมฯลฯ
เยาวลักษณ์-ผัวปัจจุบัน แอนด์กิ๊ก( พตอ.ท)ฯลฯ
เจ๊แว่น-ผัวปัจจุบัน กิ๊กพระเอก กิ๊กนักร้อง กิ๊กนายพลเถิก ฯ
ตระกูลดอกสุวรรณ 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 55 +3       
 
 ท่านนายกค่ะ กรุณาแยกมิตร-ศัตรูให้ออก อ่านคนให้ขาด เมื่อแยกได้แล้ว โปรดระลึกไว้ว่า คำแนะนำ คำชมของคนเลวก็คีอทางหายนะ เสี่อมเสีย แต่คำติ ตักเตือนจากเพื่อนผู้รักชาติยิ่งชีพอย่างพันธมิตรนั้น เปื่ยมไปด้วยพลังบริสุทธิ์ แต่แหลมคมอย่างยิ่ง คนฉลาดลึกล้ำอย่างท่านคงวิเคราะห์ได้ อย่าลืมว่า นายกนั้นใครๆก็มีโอกาสเป็นได้ แต่มหาบุรุษนั้นน้อยคนนักจะมีบารมืเพียงพอจนได้เป็น ท่านโชคดีเพียงใดที่มีโอกาสปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์
แจจุง 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 54       
 
 อยากรัฐประหารมากนักหรือ ลองดู แล้วจะรู้ว่า นรกมันมีจริง
abc 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 53       
 
 นายก ก็มีทั้งหนอน ทั้งหอก รอบด้านเหมือนกัน มีทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวต่อไปได้อย่างถูกต้อง คือ นายกต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง มันอาจจะไม่ถูกใจบางคน แต่เกิดมาเป็นนายกแล้วต้องทำได้ ต้องรักษาความดี และ คนดีไว้ เนื้อร้ายต้องตัดทิ้ง
RINLADA 
 
 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2009, 21:09:04 PM »

พัชรวาท,สุเทพ และอภิสิทธิ์
 
โดย คำนูณ สิทธิสมาน 25 กรกฎาคม 2552 12:45 น.
 
 
 
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 ผมได้ยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีผ่านประธานวุฒิสภา โดยขอให้เป็นกระทู้ด่วน น่าเสียดายที่ท่านประธานวุฒิสภาวินิจฉัยว่าไม่ด่วน จึงบรรจุเข้าคิวรอในฐานะกระทู้ธรรมดา เวลาล่วงเลยจนปิดสมัยประชุมสามัญไปแล้วก็ยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ
       
        เนื้อหาของเรื่องนี้ยังไม่จบ และจบยาก ทำให้ยังคง “ทันสมัย” อย่างยิ่ง
       
       เพราะปลายสัปดาห์ก่อนนักข่าวก็นำเรื่องนี้ขึ้นมาถามนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ทราบ เพราะนักข่าวเขาใช้คำพูดว่า “เรื่องงบประชาสัมพันธ์ 18 ล้าน...” ถ้าอ่านข่าวละเอียดคงพอจำได้นะครับ
       
       โดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะตอบว่า เรื่องนี้ได้ถามไปยังรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ 2 ครั้งแล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบ
       
       ผมจึงขอนำสารัตถะสำคัญของกระทู้ค้างสภาดังกล่าวมาเสนอ ณ ที่นี้ เพื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจเรื่องราว
       
        ...........
       
        ข้าพเจ้าขอตั้งกระทู้ถามด่วน ถามนายกรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
       
        ตามที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 305/2551 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลชุดปัจจุบันขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในรับบาลชุดก่อน ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 325/2551 ให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กลับไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยเหตุผลว่า การปฏิบัติภารกิจที่สำนักนายกรัฐมนตรีของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณซึ่งมีเวลาเพียง 10 วันทำการนั้น เสร็จสิ้นแล้ว
       
        จากการตรวจสอบเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ตามที่มีผู้ร้องเรียนมา พบว่า อาจจะเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของนายกรัฐมนตรี และผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง
       
       เนื่องจากตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า...
       
       การที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นความต้องการที่จะให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงตามที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวสกล่าวหาว่าได้ทำผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2538, ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องหลักเกณฑ์การซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์, พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157 ประกอบด้วยมาตรา 83, 84, 86, 90 และ 91 ซึ่งจะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) และ 86 แต่นายชวรัตน์ ชาญวีรกุลกลับใช้ตำแหน่งหน้าที่ในรับบาลชุดก่อนมีคำสั่งให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณกลับไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนกระการใดถึงกับต้องลงนามในคำสั่งดังกล่าวในวันหยุดราชการ
       
       กับทั้งในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณก็ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการสั่งการให้ใช้กำลังตำรวจเข้าสลายการชุมนุมประชาชนที่บริเวณหน้ารัฐสภาและลานพระบรมรูปทรงม้าตลอดวันที่ 7 ตุลาคม 2551 อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แถลงผลการสอบสวนออกมาแล้วเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551 ว่าพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณเป็นหนึ่งในบรรดาข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองที่ต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยได้ส่งเรื่องต่อไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
       
       คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้พิจารณาและมีมติให้มีหนังสือขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว ตามหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการฯ ที่ สง (กมธ 2) 0010/414 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 บัดนี้เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบแต่ประการใด
       
       ข้าพเจ้าจึงขอเรียนถามว่า...
       
       1. กระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และพวก ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง อยู่ในขั้นตอนใด ผลเป็นอย่างไร และมีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบในกรณีนี้หรือไม่
       
       2. ระหว่างที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีรวมระยะเวลา 10 วันทำการนั้น สำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมายภารกิจใด และได้ปฏิบัติภารกิจนั้นเสร็จสิ้นเป็นประโยชน์ต่อทางราชการหรือไม่ อย่างไร
       
       3. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 325/2551 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2551 เป็นไปโดยชอบด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และหลักธรรมาภิบาล หรือไม่ เพียงใด
       
       ขอให้ตอบในที่ประชุมวุฒิสภา
       
       ...........
       
       โอกาสที่จะได้ถามนายรัฐมนตรีกลางที่ประชุมวุฒิสภาอย่างที่ประสงค์ยังมองไม่เห็น เพราะกว่าจะเปิดสมัยประชุมก็วันที่ 3 สิงหาคม 2552 และมีกระทู้ค้างพิจารณาจำนวนมาก
       
       ขอถามผ่านคอลัมน์นี้อีกทางหนึ่งก็แล้วกัน
       
       อย่างน้อยท่านนายกฯก็จะได้เข้าใจความหนักหนาสาหัสของเรื่องนี้ในการสนทนากับรองนายกฯคู่บุญคู่กรรม
       
       เป็นที่เข้าใจได้ครับว่าเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2551 ขณะที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกุลเซ็นคำสั่งส่งตัวพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณคืนกลับสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.น่ะ ท่านนายกฯอภิสิทธิ์จำเป็นต้องทำเป็นมองไม่เห็น และไม่เห็นเป็นปัญหาต้องไต่ถามความถูกต้อง เพราะอะไร
       
       แต่นายกฯอภิสิทธิ์จะทำเป็นมองไม่เห็นตลอดไปไม่ได้
       
       และจะรอคำตอบจากรองนายกฯสุเทพอีกต่อไปเป็นครั้งที่ 3 ที่ 4 ที่... ไม่ได้
       
       นายกอภิสิทธิ์จะต้องตัดสินใจด้วยตัวของท่านเอง บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อทุกฝ่าย
       
       รวมทั้งผลดีต่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณเองที่จะได้มีโอกาสพิสูจน์ตนเองผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวน
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!