เหตุใดพ่อค้าแมู่้ค้าตลาดคลองเตยจึงต้องต่อสู้อย่างยาวนาน

(1/2) > >>

ยอนละไม:
1.สัญญาเช่าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย กับบริษัทลีเกิ้ลฯ  ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย   
   
      1.1 ข้อเท็จจริง

   1.1.1 ภายหลังสัญญาเช่าระหว่างการท่าเรือฯ กับ 3 บริษัท ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551 การท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยนางสุนิดา  สกุลรัตนะ ผู้อำนวยการการท่าเรือฯขณะนั้น ได้ออกประกาศลงวันที่ 1 กรกฏาคม 2551  เปิดประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณตลาดคลองเตย กำหนดขาย
เอกสารการประมูลวันที่ 14 กรกฏาคม 2551 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2551 กำหนดยื่นซองประมูลในวันที่ 17 กันยายน 2551 ตามประกาศดังกล่าวได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 บริเวณคือ บริเวณที่ 1 เนื้อที่ 8.49 ไร่  และบริเวณที่ 2 เนื้อที่ 14.32 ไร่  รวมเป็นเนื้อที่ 22 ไร่ 32 ตารางวา  ซึ่งได้รวมอาคารพาณิชย์ที่อยู่รอบๆตลาด
คลองเตยด้วย

โดยเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถเลือกประมูลพื้นที่บริเวณที่ 1 หรือบริเวณที่ 2 ได้แยกจากกันหรือรวมกันก็ได้  ได้มีการตรวจสอบโครงการในเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ตลาดคลองเตยบริเวณที่ 1 และ 2 รวมเนื้อที่ 22 ไร่ 32 ตารางวา  ราคาประเมินที่ดิน ทรัพย์สินเดิม และเงินลงทุนของเอกชนเมื่อรวมกันจะมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ซึ่งหากการท่าเรือฯ จะดำเนินการเปิดประมูลต่อไป  จะต้องขัดกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 แน่นอน  เนื่องจากไม่มีการนำโครงการเข้าขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน 

ดังนั้นทั้ง 3 บริษัท จึงไม่ได้ซื้อเอกสารการประมูลดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเห็นว่าการท่าเรือฯ ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจากการตรวจสอบสรุปราคาประเมินทุนทรัพย์ในภาพรวมของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ปรากฏว่าที่ดินในเขตคลองเตย  ที่ติดถนนพระราม 4 มีราคาอยู่ระหว่าง 170,000 - 220,000 บาท/ตารางวา  ซึ่งย่อมหมายความว่า หากนำที่ดินที่การท่าเรือฯ นำออกมาประมูลในครั้งแรก 22  ไร่  32  ตารางวา  นำมาคำนวณในราคาประเมินต่ำสุด  จะทำให้ที่ดินมีมูลค่าถึง 1,499 ล้านบาท  (และหากนำที่ดินที่การท่าเรือฯ นำออกมาประมูลในครั้งที่ 2 เนื่อที่ 10.18 ไร่ นำมาคำนวณในราคาประเมินต่ำสุด ที่ดินจะมีมูลค่า 681 ล้านบาท)

   2.2 พื้นที่บริเวณตลาดคลองเตยมีการอยู่ร่วมกัน และประกอบอาชีพเป็นชุมชนหนึ่ง  ซึ่งการประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณตลาดคลองเตยของการท่าเรือฯ ครั้งนี้ มีผลกระทบกับผู้ค้าประมาณ 3,000 ราย ยังไม่รวมผู้คนในครอบครัวอีกรายละ 4-5 คน รวมแล้วกระทบกับคน 10,000 หมื่นกว่าคนรวมทั้งผู้อยู่อาศัยในอาคารพานิชณ์ บางคนหาเช้ากินค่ำ   

แต่ปรากฏว่าการท่าเรือฯ ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ให้ผู้ค้าได้รับทราบถึงโครงการแต่อย่างใด  ทั้งๆที่มาตรา 57,67  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง  ก่อนดำเนินการโครงการที่มีผลกระทบหรือส่วนได้เสียของประชาชน  ประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 ก็ได้กำหนดให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย  แต่ปรากฏว่าการท่าเรือฯ ไม่ได้จัดทำรับฟังความคิดเห็นแต่อย่างใด

   นอกจากไม่ได้จัดจัดทำรับฟังความคิดเห็นแล้ว  การท่าเรือฯ กลับใช้อำนาจตามอำเภอใจในการประมูลโครงการโดยยึดผลตอบแทนสูงสุดที่เอกชนจะให้แก่การท่าเรือฯ เป็นที่ตั้ง  ซึ่งการท่าเรือฯ ลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้วที่ดินตลาดคลองเตยมิได้เป็นสมบัติส่วนตน  แต่เป็นสมบัติของชาติของประชาชนทุกคน   การท่าเรือฯ ไม่สมควรยกที่ดินให้เอกชนรายใดรายหนึ่งเข้ามาแสวงประโยชน์อยู่บนความเดือดร้อนของผู้ค้าที่ทุกข์ยาก  ผู้ค้าทุกรายยินดีที่จะยอมเสียค่าเช่าให้กับการท่าเรือฯ โดยตรง

   2.3 เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2551 ก่อนถึงวันยื่นซองประมูล ผู้ค้าในตลาดคลองเตย  ได้มีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้การท่าเรือฯ ยกเลิกการประมูล เพราะเห็นว่าโครงการมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้มีการดำเนินการตามกฎหมายร่วมทุน ประกอบกับมีพฤติการณ์แนวโน้มที่จะมีการฮั้วกันเกิดขึ้น  ทำให้ต่อมาการท่าเรือฯ ได้มีประกาศลงวันที่ 7 สิงหาคม 2551   ยกเลิกการประมูลพัฒนาพื้นที่ตลาดคลองเตย  เนื้อที่ 22 ไร่ 32 ตารางวา   แต่ในวันเดียวกัน การท่าเรือฯ กลับมีการออกประกาศลงวันที่ 7 สิงหาคม 2551   เปิดประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่ตลาดคลองเตยขึ้นใหม่โดยลดพื้นที่ลงมา  จากเดิมเนื้อที่ 22 ไร่ 32 ตารางวา  เหลือเพียงเนื้อที่ประมาณ 10.18 ไร่  กำหนดยื่นซองประมูลในวันที่ 30 กันยายน 2551

   2.4 ตามประกาศการท่าเรือฯ ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2551   เปิดประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่ตลาดคลองเตย  ซึ่งในข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวระบุคุณสมบัติของผู้ประมูลไว้เพียง 1) เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย     2) มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 10 ล้านบาท  3) ไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน และ 4) ต้องเป็นผู้ที่ซื้อเอกสารประมูล โดยมีบริษัทซื้อเอกสารและยื่นเอกสารประมูลรวม  6 บริษัท  ได้แก่ 1. บริษัท เอ็ม เอ็ม พี โค้ทติ้ง จำกัด  2. บริษัท โซพลัส จำกัด  3. บริษัท มหาโชคชัย จำกัด 4. บริษัท อี เอ็ม บิสซิเนส จำกัด 5. บริษัท  ลีเกิ้ล  โปรเฟสชั่นแนล  จำกัด และ 6. บริษัท แอ็กโกรคอมเมอร์ส จำกัด

ก่อนที่จะถึงกำหนดยื่นซองประมูลในวันที่ 30 กันยายน 2551 ทางกลุ่มผู้ค้าได้มีหนังสือถึงคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบการท่าเรือฯ ว่า  มีความโปร่งใสในการประมูลหรือไม่  ซึ่งต่อมาประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม ได้มีหนังสือลงวันที่ 16 กันยายน 2551 ถึงการท่าเรือฯ ให้ชะลอการประมูลโครงการดังกล่าวออกไปก่อน 60 วัน 

แต่ปรากฏว่าการท่าเรือฯ ไม่ยินยอม  กลับเร่งรัดเดินหน้าประมูลต่อไป  โดยนายพิเชฐ  มั่นคง ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่าเรือฯ สายบริหารธุรกิจ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2551 กล่าวยืนยันว่า ได้ดำเนินการโปร่งใส  ไม่เข้าข่ายต้องดำเนินการตามกฎหมายร่วมทุน  เนื่องจากการท่าเรือฯ ได้ประเมินราคาที่ดินแล้วมีมูลค่าเพียง 610 ล้านบาท และเงินลงทุนเอกชนในการปรับปรุงตลาดอีกประมาณ 100 ล้านบาท รวมเป็นเงินเพียงแค่ 700 ล้านบาท ทำให้โครงการนี้มีมูลค่าโครงการไม่ถึง 1,000 ล้านบาท

ยอนละไม:
           ภายหลังจาก  6  บริษัท  ได้แก่ 1. บริษัท เอ็ม เอ็ม พี โค้ทติ้ง จำกัด  2. บริษัท โซพลัส จำกัด  3. บริษัท มหาโชคชัย จำกัด 4. บริษัท อี เอ็ม บิสซิเนส จำกัด5. บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล   จำกัด   และ 6. บริษัท แอ็กโกรคอมเมอร์ส จำกัด ได้ยื่นซองประมูลเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551  ปรากฏว่าการท่าเรือฯ ให้บริษัทเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ทางด้านเทคนิค คือ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  และบริษัท แอ็กโกรคอมเมอร์ส จำกัด

    ส่วนอีก 4 บริษัทที่เหลือที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก ซึ่งหนึ่งในบริษัทนั้น คือบริษัท มหาโชคชัย จำกัด ซึ่งบริษัท มหาโชคชัย จำกัด
นี้เอง ที่จะมีบทบาทเป็นตัวแทนให้บริษัท ลีเกิ้ลฯ ในการดำเนินการภายหน้าต่อไป 

   ในชั้นการเสนอด้านราคา ปรากฏว่า บริษัท ลีเกิ้ลฯ เสนอค่าตอบแทนรวมให้แก่การท่าเรือฯ สูงกว่าบริษัท แอ็กโกรคอมเมอร์ส จำกัด   ดังนั้น นายพิเชฐ  มั่นคง  ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่าเรือฯ สายบริหารธุรกิจ ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาผลการประมูล จึงได้ออกประกาศการท่าเรือฯ ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2551 ตัดสินให้บริษัท ลีเกิ้ลฯ เป็นผู้ชนะการประมูล 

ซึ่งในการประกาศฯนั้นการท่าเรือฯก็ไม่มีการชี้แจงผลของคะแนนของบริษัทต่างๆที่เข้ายื่นซองประมูลว่าได้เสนอแผนการพัฒนาพื้นที่
ตลาดคลองเตยว่าบริษัทฯใดได้รับคะแนนเท่าไหร่ ทั้งยังไม่มีการแจ้งว่าการให้คะแนนนั้นมีการให้คะแนนกันอย่างไร และผ่านการพิจารณาของการท่าเรือได้อย่างไร

        ต่อมาการท่าเรือฯ ยังได้รีบรวบรัดลงนามในสัญญากับบริษัท ลีเกิ้ลฯ ตามสัญญาเลขที่ ต.001/2551  ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2551  ทั้งๆที่ข้อกล่าวหาว่าการท่าเรือฯ มีความพยายามที่จะเลี่ยงกฎหมายร่วมทุน  ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้ค้าได้มีการร้องเรียน
ไปยังหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง รวมทั้งรัฐสภาโดยคณะกรรมการคมนาคมได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการท่าเรือฯให้ชะลอโครงการประมูล
ดังกล่าวไว้ก่อน  เพราะว่าโครงการดังกล่าวมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก  แต่การท่าเรือก็ไม่ได้ปฏิบัติ 

       ภายหลังจากบริษัท ลีเกิ้ลฯ ได้ลงนามในสัญญากับการท่าเรือฯ ในวันที่  29 ตุลาคม 2551 แล้ว ปรากฏว่าในวันเดียวกัน บริษัท ลีเกิ้ลฯ กลับมอบอำนาจให้นายสมควร  สิทธิโชค (เบื้องหลังเป็นมาเฟียตลาดคลองเตย-คนสนิทเสธฯไอซ์) กรรมการบริษัท มหาโชคชัย จำกัด(1 ใน 6 บริษัทที่ยื่นประมูลโครงการต่อการท่าเรือฯ เป็นผู้มีอำนาจบริหารตลาดคลองเตยทั้งหมด เป็นระยะเวลา 30 วัน และนายสมควรสิทธิโชค  ทำป้ายปิดประกาศทั่วตลาดท่าเรือคลองเตย ว่าตนเองเป็นประธานบริษัทลีเกิ้ลฯ

   ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาระหว่างการท่าเรือฯ    กับบริษัท ลีเกิ้ลฯ ไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 บริษัท ลีเกิ้ลฯ ได้พยายามเข้าไปในตลาดที่ประมูลได้ คือบริเวณตลาด 1, 2, 3 และ 4 ( ตลาดลานพื้นคอนกรีต) โดยนำเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ
ในเครื่องแบบเข้าไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ค้าในตลาดโดยใช้กำลังบังคับขู่เข็ญให้ผู้ค้าขายไปทำสัญญากับบริษัทลีเกิ้ลฯ ปรากฏตามภาพ
ข่าวของสื่อมวลชนฯ

       นับตั้งแต่บริษัท ลีเกิ้ลฯ ประมูลตลาดได้ การท่าเรือฯ ไม่ได้ลงมาชี้แจงให้ผู้ค้าได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ว่า สาระสำคัญของสัญญาเป็นอย่างไร  ขอบเขตสัญญาของบริษัท ลีเกิ้ลฯมีเพียงใด จะมีผลกระทบกับผู้ค้าส่วนใดหรือไม่อย่างไร แต่สิ่งเดียวที่การท่าเรือฯ กล่าวถึง คือระบุแต่เพียงสั้นๆ ว่าการท่าเรือฯ ดำเนินการด้วยความโปร่งใส
        
                                           
     ต่่อมาการท่าเรือแห่งประเทศไทยกลับยกพื้นที่ดินบริเวณโดยรอบทั้งชุมชนและตลาดคลองเตยทั้งหมดให้บริษัทลีเกิ้ลฯเข้าไปดูแลจัดการ
จราจรโดยไม่ได้เรียกเก็บค่าเช่าแต่อย่างใด แต่บริษัทลีเกิ้ลฯกลับนำพื้นที่ดินบริเวณดังกล่าวไปหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ  เช่นขีดเส้นบน
ถนนเพื่อจัดการให้แผงค้าลงไปขายแล้วเก็บเงิน,เรียกเก็บเงินค่าจอดรถทุกชนิด  รวมทั้งการท่าเรือฯยังนำที่ดินบริเวณติดกับตลาด
ให้บริษัทลีเกิ้ลฯเช่าทำที่จอดรถเพิ่มเติม โดยไม่ได้รวมเข้ากับสัญญาเช่าเดิมที่ได้ทำไว้กับการท่าเรือฯ เพราะกลัวว่ามูลค่าที่ดินท
ี่ให้เช่าจะเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

    ทั้งภายหลังจากบริษัท ลีเกิ้ลฯ ประมูลตลาดได้ จากภาพข่าวปรากฏว่า มีความรุนแรงในการใช้กำลังกับผู้ค้าอย่างต่อเนื่อง แม้นว่าบริษัทฯจะปฏิเสธว่าไม่ได้เกิดจากการกระทำของตนเองก็ตาม ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่รับรู้กันทั่วไป   

ยอนละไม:
ในระหว่างการชุมนุมของผู้ค้ามีเหตุการณ์รุนแรงต่อผู้ค้า รวม 11 ครั้ง  ดังนี้

   ครั้งที่ 1  เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2551  เวลาประมาณ  01.50 น. มีผู้ใช้ระเบิดไม่ทราบชนิดขว้างใส่ผู้ชุมนุม  ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 15  คน  มีอาการสาหัส 2 คน

   ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551  เวลาประมาณ  19.00 น. มีผู้ใช้ระเบิดปิงปองขว้างใส่ผู้ชุมนุม  ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2  คน 

   ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2551  เวลาประมาณ  20.15 น. มีผู้ใช้ระเบิดไม่ทราบชนิดขว้างใส่ผู้ชุมนุม  ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย

   ครั้งที่ 4  เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551  เวลาประมาณ  19.10 น. มีผู้ใช้ระเบิดชนิด M26 ขว้างใส่ผู้ชุมนุม  ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 14  คน  มีอาการสาหัส 3 คน

   ครั้งที่ 5  เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2551  เวลาประมาณ  20.30 น. มีผู้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ค้า  ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1  คน

   ครั้งที่ 6  เมื่อวันที่ 10  ธันวาคม 2551 เวลาประมาณ 18.00 น. มีการนำชายฉกรรจ์ จำนวนกว่า 200 คน มีอาวุธปืนจำนวนหลายกระบอก และผู้ใช้อาวุธปืนและระเบิดขว้างใส่ผู้ชุมนุม  ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ  2 คน สาหัส  1 คน

   ครั้งที่ 7 มีการโยนระเบิดประทัดยักใส่ผู้ชุมนุมฯสารวัตรสืบสวนฯพันตำรวจตรีสมเกียรติ ภาชนะกาญจน์  สถานีตำรวจนครบาลท่าเรือมาดูที่เกิดเหตุในอาการเมาสุราฯแล้วเดินเข้ามาที่ชุมนุมใช้มือดีดบุรี่ใส่ผู้ชุมนุมทั้งยังเดินปรี่เข้ามาในที่ชุมนุมทั้ง
ยังท้าท้ายผู้ชุมนุมและยังเดินหยิบอาวุธปืนแล้วเดินเข้ามาทำท่าจะยิงผู้ชุมนุมฯ ดังปรากฏตามภาพซีดีที่ส่งมาด้วย

   ครั้งที่ 8  เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์  2552   เวลาประมาณ 14  นาฬิกาเศษ มีชายฉกรรจ์จำนวนกว่า 100 คน ซึ่งมาจากบริษัท
ลีเกิ้ลฯได้มารื้อป้อมซึ่งใช้เป็นที่ทำการตำรวจชุมชนตลาดท่าเรือคลองเตยบริเวณลานจอดรถยนต์ และกลุ่มชายดังกล่าวได้มีการกระทำี่ที่
มิบังควรโดยหนึ่งในชายฉกรรจ์ได้ใช้เท้าถีบไปที่พระบรมชายาลักษณ์ขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและองค์สมเด็จพระราชินีนาถจนแตกล่วง
ลงมาที่พื้นถนน มีชายฉกรรจ์อีก 1 หนึ่งคนของบริษัทฯได้ใช้กล่องถ่ายรูปถ่ายภาพการกระทำของพวกตนเองไว้ 

         เมื่อภาพถ่ายล่วงลงสู่พื้นถนนชายฉกรรจ์ดังกล่าวได้โดดลงมาแล้วใช้เท้ากระทืบลงไปบนพระบรมชายาลักษณ์ขององค์สมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวและองค์สมเด็จพระราชินีนาถต่อหน้าพ่อค้าและประชาชนคนไทยและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ  ซึ่งเจ้าหน้าที
่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือกลับนิ่งเฉยยืนดูการกระทำดังกล่าวไม่ดำเนินการจับกุมผู้ที่ดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่อย่างใด  แม่ค้าฝ่า
ดงเท้าของกลุ่มชายฉกรรจ์เข้าไปหยิบพระบรมชายาลักษณ์มากอดไว้ที่อกแล้วร้องไห้พวกชายฉกรรจ์ดังกล่าวยังใช้กำลังทำร้ายร่างกาย แม่ค้าอีก

        ซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ ซึ่งมองดูเหตุการณ์และไม่มีการช่วยเหลือ
แต่อย่างใดหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวผู้ค้าและประชาชนชาวคลองเตยได้เดินทางไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนคร
บาลท่าเรือ แต่ทางสถานีตำรวจนครบาลบอกว่าไม่รับแจ้งความ   

   ครั้งที่ 9   เมื่อวันที่ 18  มีนาคม  2552  เวลา ประมาณ 18.00 น.หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทลีเกิ้ลฯ ได้ใช้อาวุธปืนจ่อยิงพ่อค้าเสียชีวิต  2  คน และพนักงานของบริษัทลีเกิ้ลฯได้ใช้อาวุธปืนแอบยิงทางด้านหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 191 ซึ่งอยู่นอกเครื่องแบบในขณะที่กำลังเดินเข้ามาในตลาดเพื่อเข้ามาหาแฟนซึ่งเป็นแม่ค้าอยู่ในตลาดได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ท่านนั้นไม่ได้พกอาวุธปืนมาด้วย

   ครั้งที่ 10   เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552   เวลาประมาณ  19.00 น. กลุ่มชายฉกรรจ์และหญิงของบริษัทลีเกิ้ลฯได้เข้ามารุ่มทำร้ายผู้หญิงที่มารับจ้างเข็นของบาดเจ็บ 5 คน โดยถูกเครื่องช๊อตไฟฟ้าช๊อตที่บริเวณท้องน้อย 2  คน ถูกรุมตี  3  คน

   ครั้งที่ 11   เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2552  เวลาประมาณ  19.00  น.  กลุ่มชายฉกรรจ์และหญิงของบริษัทลีเกิ้ลฯจำนวนหลาย
ร้อยคนได้เข้ามารุมทำร้ายแม่ค้าบาดเจ็บ 3 คน และใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มพ่อค้าและแม่ค้ารวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก  บชน.5  เป็นเวลา
นานกว่า 5 นาที  โดยไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมายและเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร้องบอกให้พ่อค้าและแม่ค้า
หลบทันจึงไม่มีพ่อค้า,แม่ค้า  บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ยอนละไม:
          ความไม่ชอบมาพากลของโครงการประมูลตลาดท่าเรือคลองเตย ที่มีลักษณะของการเร่งรัด  รวบรัดขั้นตอนต่างๆให้รวดเร็วขึ้น  และหลีกเลี่ยงกฎหมาย  โดยมีข้อสังเกตได้จากในการเปิดประมูลครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ต่อมาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน
ได้ประท้วงคัดค้านโครงการประมูดังกล่าว  ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทำให้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551 การท่าเรือฯได้ประกาศยกเลิกการประมูลดังกล่าว

         แต่ในวันเดียวกันการท่าเรือฯก็ได้เปิดประมูลโครงการใหม่โดยลดขนาดพื้นที่ลงและแยกพื้นที่เป็นสองส่วนโดยไม่รวมพื้นที่ถนนที่ใช้
้โดยรอบตลาด (แต่ในภายหลังการท่าเรือฯก็ใช้วิธีส่งมอบพื้นที่ถนนโดยรอบตลาดให้กับ บริษัท ลีเกิ้ลฯ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประมูลได้) 

        ซึ่งเมื่อรวมพื้นที่ทั้งหมดแล้วโครงการนี้ก็จะมีมูลค่าเกินกว่าหนึ่งพันล้านบาท   ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงกฎหมายร่วมทุน
ระหว่างรัฐกับเอกชนและไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายโดยครบถ้วน  และเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2551 ก็รีบประกาศว่าบริษัท ลีเกิ้ลฯ จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล 

        ต่อมาในวันที่ 29  ตุลาคม 2551 ก็เร่งรีบทำสัญญาเช่ากับบริษัท ลีเกิ้ลฯ จำกัด ทันทีทั้งๆที่คณะกรรมาธิการคมนาคมสภาผู้แทน
ราษฎรก็ได้มีหนังสือแจ้งให้การท่าเรือฯชะลอโครงการดังกล่าวไว้แล้ว  เพื่อแก้ปัญหาที่มีผลสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก
     
       เหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตลาดคลองเตยฯหลังจากที่บริษัทลีเกิ้ลฯ ได้เข้ามาในตลาดคลองเตยหลายครั้งหลายหน เป็นเหตุให้ผู้ค้าประชาชนเสียชีวิตถึง 2 คน บาดเจ็บกว่า 100 คนแล้ว ซึ่งตามสัญญาเช่าระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าและบริษัทลีเกิ้ลฯผู้เช่า ข้อ 12.1.2  การท่าเรือแห่งประเทศไทยหรือรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจสามารถที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าฯได้ทันทีโดยการท่าเรือฯไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใดๆแก่บริษัทลีเกิ้ลฯทั้งสิ้น         
 
      เพื่อที่จะสร้างบรรทัดฐานของกฎหมายและการดำเนินการต่างๆของรัฐและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ  จึงขอให้ท่านดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุด  นับตั้งแต่วันที่กลุ่มพ่อค้าและแม่ค้า ผู้อยู่อาศัยในอาคารพานิชณ์ ได้ร่วมกันชุมนุมมาตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันได้เคยยื่นหนังสือต่อหน่วยงาน
ราชการ, ทำเนียบรัฐบาล,รัฐสภา,พรรคประชาธิปัติ,รองฯนายกรัฐมนตรีท่านสุเทพ เทือกสุบบรรณ,ท่านนายกรัฐมนตรีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  และอีกหลายแห่งหลายหน่วยงาน รวมทั้งนำผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไปร่วมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เคยได้รับความ
เหลี่ยวแลจากรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด

   ดังนั้นทางกลุ่มผู้ค้าตลาดคลองเตยรวมทั้งผู้อยู่อาศัยในอาคารพานิชณ์ จึงขอเรียกร้องว่าจะให้มีคนตายและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีกสักกี่คน รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจะต้องกับมาดูแลและเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ตลาดคลองเตยให้กับมาเป็นเช่นเดิม โดยยกเลิกสัญญาฯ
ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับบริษัทลีเกิ้ลฯ ตามสัญญาฯข้อที่ 12.1.2  เมื่อยกเลิกสัญญาฯแล้วจะจัดให้ทุกตลาดรวมตัวกันเป็น
สหกรณ์ฯในแต่ละตลาดก็ย่อมทำได้

        หรือจะให้การท่าเรือฯทำสัญญาเช่ากับผู้ค้าโดยตรงก็ย่อมทำได้เช่นกันเพื่อป้องกันกลุ่มนายทุนที่จะเข้ามาหาประโยชน์ในพื้นที่ แล้วให้พื้นที่ตลาดคลองเตยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียงต่อไป

   หากทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องผู้ชุมนุมภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ยื่นหนังสือนี้  กลุ่มผู้ชุมนุมฯมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฯด้วยการปิดถนนพระราม 4  จนกว่ารัฐบาลจะได้ทำตามข้อเรียกร้องต่อไปไม่มีกำหนด
         
                        ขอแสดงความนับถือ
            
            กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเป็นผู้ค้าและผู้อยู่อาศัยในตลาดท่าเรือคลองเตย

ยอนละไม:
         
          คราวหน้าจะนำข้อมูลลึก ๆ มาเสนอผ่านการวิเคราะห์ เพราะผมเองมีความรู้สึกว่า การต่อสู้ของพ่อค้าแม่ค้าในครั้งนี้เป็นศึกใหญ่ที่พวกเขายากจะเอาชนะได้

         เพราะผลประโยชน์ที่รออยู่ บรรดาคนที่ทอดเงาทะมึนอยู่เบื้องหลังไม่ได้ต้องการแค่เข้ามาทำตลาดที่มีกำไรไม่กี่สิบล้านต่อปี ....

         แต่โครงการฯนี้เกี่ยวข้องกับถนนรัชดา - พระราม 3 ทั้งเส้น รวมทั้งทางด่วนผ่าเมืองที่ดูเหมือนจะเงียบ ๆ กันไป

         และทำไมสุดารัตน์กับ ศิธา ทิวารี และลูกสมุนในคลองเตยจึงเงียบผิดปกติ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยทอดทิ้งคะแนนในตลาดคลองเตย ??

        ทำไมและทำไม ??? .......

        เพราะสรรพสิ่งย่ิอมมีที่มาและที่ไป ..................... ครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป