บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:31:56 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวชาวอโศก  (อ่าน 18180 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2009, 21:30:31 PM »

ยกมือไหว้วันทา สวัสดีงามๆ รอบวงขอรับ
ไม่ได้มาเสียนาน ขออภัยอย่างสูง พอมาอ่านย้อนหลังเลยได้พบว่า "โอหนอ เราล้าหลังทางข้อมูลไปมาก"
เพราะขาดการติดต่อกับแหล่งความรู้ชั้นดีในบ้านนี้นั่นเอง

เห็นกระทู้ช่วงหลัง พูดถึงชุมชนชาวอโศก ผมเลยมาขอแจมด้วยครับ
ก่อนอื่นต้องขอบคุณ "ผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่ง" ด้วย ที่เมตตากระผมเสมอมา ส่งข่าวให้ผมทราบหลายๆ เรื่อง
ขอบพระคุณท่านจริงๆ ครับ ไม่เช่นนั้น ผมคงล้าหลังไปอีกยาวนานหลายกัปป์หลายกัลป์

ชุมชนชาวอโศก อาจเป็นชุมชนแปลกใหม่ในสายตาใครหลายๆ คน เพราะเขาทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ
แต่เขาก็ทำ ไม่แคร์สายตาใคร ทว่าเขาไม่ได้ทำให้สังคมเดือดร้อน อาจมีบ้าง สำหรับคนที่ไม่ชอบวิถีทางของเขา
รังเกียจวิถีทางของเขา รังเกียจพุทธศาสนา รังเกียจการเสียสละ หรือรังเกียจที่เขามีแนวทางต่างไปจากสภาพจารีตนิยมของสังคมไทย
บางคนก็ไม่เข้าใจเขา ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา พอๆ กับที่สังคมไทยไม่เคยเข้าใจ "ฝ่ายซ้าย ทหารป่า" อย่างจริงๆ เสียที

ชุมชนอโศก ไม่ได้เป็นชุมชนใหม่ หากแต่มีการก่อร่างสร้างตัว ดำเนินกิจกรรมมาเป็นเวลากว่่า ๓๐ ปีแล้ว การปฏิบัติธรรม การเผยแพร่แนวคิดคำสอน
อ้างอิงมาจากพระไตรปิฎกดั้งเดิม สังเกตได้จาก  แนวปฏิบัติของนักบวช ซึ่งชุมชนเขาเรียกว่า "สมณะ" ล้วนดำเนินตาม จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ยึดถือตามพระวินัย ๒๒๗ ข้อ
(เราเข้าใจกันว่า นี่คือศีล แต่ไม่ใช่ครับ ศีลจริงๆ ของพระมีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ดูเพิ่มเติมใน เกวัฏฏสูตร ครับ) ที่เราเห็นการฉันมื้อเดียวของสมณะ การไม่รับเงินรับทอง นั้น
เป็นเพียงแนวปฏิบัติบางส่วน ลึกๆ มีขั้นตอน มีอะไรอีกมาก มีคนทำวิทยานิพนธ์ไว้เพียบ ลองอ่านดูครับ หอสมุด มช. ก็มี

สำหรับแนวปฏิบัติของฆราวาส มีเกณฑ์ขั้นต่ำคือ ถือศีล ๕ ละอบายมุข ๖ กินมังสวิรัติ
ระดับความเข้มข้นของพฤติกรรม จะเข้มข้นไปมาก หากว่าคนนั้นๆ อาศัยในชุมชน และในเขตวัดเลย
เขาเรียกสมาชิกชุมชนธรรมดา ที่กินมังฯ ถือศีล ๕ ละอบายมุข ๖ ที่อยู่อาศัย ทำงานในชุมชน มีพื้นที่อาศัยของตนเอง ว่า "ชาวชุมชน"
และสำหรับสมาชิกที่อาศัยในพื้นที่ส่วนรวม ไม่มีที่ดิน บ้าน เป็นของส่วนตัว เช่น เขตพุทธสถาน สังฆสถาน หรือหน่วยงานอื่นๆ สังกัดชาวอโศก
เขาเรียกกันว่า "คนวัด" ครับ

คนวัด มีหลายระดับ มีตั้งแต่ระดับศีล ๕ ทำงานในชุมชน ก็มี ส่วนสมาชิกที่ลงลึกถึงขั้น ถือศีล ๘ กินมื้อเดียว ก็มี มีไม่น้อยทีเดียว
ไล่ไปจนถึงขั้น สมาชิกที่เตรียมเป็นนักบวช ก็ไล่ไปตั้งแต่ระดับ "ปะ" (ย่อมาจาก ปฏิบัติ) "นาค (ชาย) กรัก (หญิง)" "สามเณร" (ชายที่เตรียมบวชเป็น สมณะ) "สิกขมาตุ" (หญิงที่เป็นนักบวช ถือเป็นระดับสูงสุดของฝ่ายสตรี) และสูงสุดคือ "สมณะ"

ชาวอโศก ที่ไม่ได้อยู่ในชุมชน อาจจะอยู่บ้าน ทำงานข้างนอก แต่ยังยอมรับ หรือปฏิบัติตามแนวทางอันดี เราก็เรียกว่า "ญาติธรรม" ซึ่งที่จริงคำนี้ ใช้เรียกกันทั่วไปสำหรับคนที่ทั้งเป็นชาวอโศกและคนที่สนใจเข้ามาปฏิบัติตามแนวทางอย่างชาวอโศก สำหรับคนในเอง เรียกคนกลุ่มนี้ ที่ยังไปมาหาสู่กันเสมอๆ หากแต่ไม่ได้พักค้างอาศัยในชุมชนว่า "คนข้างวัด"

ชาวอโศก มีกิจกรรมหลายอย่าง ตั้งแต่การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อบริโภคเอง เหลือจึงจ่ายแจก หรือขายราคาต่ำ เขาทำได้ เพราะคนทำงานไม่มีเงินเดือนตอบแทนใดๆ แต่อยู่รอดได้ ด้วยการ "สาธารณโภคี" กิน ใช้ กองรวมกันที่ส่วนกลาง พื้นที่การเกษตร มีอยู่ทุกๆ พุทธสถาน ทุกๆ ชุมชน มากน้อยต่างกัน ท่านใดสนใจสามารถไปเยี่ยมชมได้ที่ "ราชธานีอโศก" จังหวัดอุบลราชธานี, "ปฐมอโศก " จังหวัดนครปฐม, "ศาลีอโศก" จังหวัดศรีสะเกษ เพราะเป็นชุมชนใหญ่ สำหรับเชียงใหม่ก็มีครับ ที่พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง ทว่าอาจเข้าถึงยาก ไม่เหมาะแก่การพักค้าง เพราะชื้นแฉะ เชื้อโรค แมลงร้าย สัตว์มีพิษเยอะครับ แนะนำให้ไปเยี่ยมชมได้ที่ บ้านพืชผัก หรือที่เรียกกันในหมู่ชาวอโศกว่า บ้านเห็ด ครับ ที่อำเภอแม่แตง ให้เข้าทางถนนที่ตัดแยกจากถนนใหญ่ ไปทาง อำเภอปาย นับจากทางแยกมาประมาณ ๖ กิโลเมตร ครับ หรือง่ายที่สุด ไปที่ ชมรมมังสวิรัติ จังหวัดเชียงใหม่ ข้างๆ ปั๊มบางจาก ถนนมหิดล เส้นที่จะไปเซ็นทรัลแอร์พอร์ต นั่นล่ะครับ

นอกจากการเกษตรแล้ว ยังมีกิจกรรมการผลิตอื่นๆ เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแชมพู สบู่จากสมุนไพร การทำยาสมุนไพร (ศูนย์การผลิตใหญ่ที่ ชุมชนปฐมอโศก)
ยังมีกิจกรรมการอบรมให้ความรู้อื่นๆ เช่น ความรู้เรื่องแพทย์ทางเลือก ความรู้เรื่องการทำเกษตรธรรมชาติ การทำปุ๋ยชีวภาพ ให้แก่ชุมชนอีกด้วยครับ
กิจกรรมสื่อ มีสื่อโทรทัศน์ที่เรารู้จักกันดี คือ   FMTV ทีวีเพื่อมนุษยชาติ สื่อวิทยุก็มีรายการเพื่อนช่วยเพื่อน
กิจกรรมการพาณิชย์ ก็มีการค้าขายสินค้าของเขาดังที่กล่าวมา และมีการขายอาหารมังสวิรัติ ซึ่งเมื่อก่อนเริ่มต้นที่จตุจักร ตอนนี้ขยายไปมากแล้ว เป็น ชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย มี ๓ สาขาใหญ่ คือ ที่หน้าสันติอโศก ถนนนวมินทร์  ที่เชียงใหม่ ถนนมหิดล และอีกที่ผมจำไม่ได้ ขออภัยครับ

กิจกรรมการศึกษา เขาก็มีครับ แต่ไม่ได้เปิดตัว เขาจัดให้กับเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานญาติธรรม มีการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวง จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน ประเภทการศึกษาสงเคราะห์ ไม่เก็บค่าเล่าเรียนหรือค่าธรรมเนียมใดๆ เด็กๆ เรียนฟรี มีชุด มีอุปกรณ์ ให้พร้อม เป็นโรงเรียนประจำ คือ กินนอนในวัดเลย ทุกพุทธสถานจะมีหมด เรียกว่า "โรงเรียนสัมมาสิกขา"
ครู ไม่มีเงินเดือน ครูมาจากทั้งคนวัดเอง และมาจากคนข้างวัด เขาเรียกครูว่า "คุรุ" หมายถึง ผู้มีความหนักแน่นทางธรรม คุรุ จะยึดถือเอาระดับธรรมะเป็นสำคัญ มาก่อนความเก่ง เขามีปรัชญาว่า "ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา" อธิบายได้ดังนี้ คือ

ศีลเด่น คือ นักเรียนที่จบออกไป จะต้องมีคุณธรรมเข้มแข็งพอที่จะอยู่กับโลกียะได้ โดยไม่ถูกกลืนกิน ไม่ไปติดอบายมุข ไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน ไม่ไปแก่งแย่งเขา 
เป็นงาน คือ นักเรียนที่ออกไป สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนได้ โดยมีความสามารถพื้นฐานติดตัว หลักๆ คือ ทำการเกษตร ทำอาหาร ค้าขาย ได้ โดยมีหลักคุณธรรมตามแบบอย่างของเขา คือ ไม่เอากำไรมาก ไม่เอาของเป็นพิษให้เขา ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน สุภาพอ่อนน้อม นักเรียนสัมมาสิกขา จะถูกฝึกให้ปลูกผัก ปลูกข้าวเอง ทำอาหารกันเอง ดูแลกันเองในเบื้องต้นได้
ชาญวิชา คือ มีความรู้ความเข้าใจในโลก เข้าใจในวิชาการที่สำคัญของการศึกษา หลายๆ คนได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยก็ไม่น้อย

การศึกษาของชาวอโศก ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

สำหรับวิถีชีวิต หลักๆ ก็ตื่นเช้า ประมาณตีสี่ ฟังเทศน์ฟังธรรม ฝึกนั่งเจโตสมถะ (นั่งสมาธิที่เราเข้าใจกันนี่ล่ะครับ) ทำงานตามหน้าที่ กินข้าวเช้า เก้าโมง เสร็จก็ฟังเทศน์ หรือ ทำงานต่อ ถึงเย็น คนกินสองมื้อ กินประมาณ ห้าโมงเย็น พอตกเย็น สักหกโมงเย็น ทุ่มหนึ่ง ก็พบปะกัน พูดคุย เล่าสู่กันฟังถึงปัญหาที่พบในแต่ละวัน เน้นปัญหาทางจิตใจมากที่สุด เรื่องงานเป็นรอง สมณะจะคอยดูแลสอบถาม เน้นการแก้ไขปมปัญหาในใจ ความไม่สบายใจ ความคับข้องใจ เป็นสำคัญ พร้อมให้ธรรมะด้วย เพื่อเป้าหมาย "ลดกิเลส" หรือ ลดความเห็นแก่ตัวลงนั่นเอง แต่ยังขยันเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม ผลงานที่ได้ เข้าส่วนกลาง สะพัดสู่สังคมในที่สุด

นี่คือสาเหตุว่า ทำไม ชาวอโศกจึงมีข้าวมีนำกินตลอดการชุมนุมสองครั้ง ทั้งในปี ๒๕๔๙ ๓๓ วัน ๓๓ คืน และการต่อสู้ในปี ๒๕๕๑ ทั้งหมด ๑๙๓ วัน นั่นเอง เพราะเขาผลิตเองได้ บวกรวมกับความช่วยเหลือจากภายนอก จากทุกสารทิศ เมื่อรับมามาก แต่ตนเองกินน้อย หรือกินเท่าเดิม ส่วนเหลือย่อมกระจายออกไปได้

สรุปหลักสำคัญของชาวอโศก คือ

การอยู่ร่วมกันด้วยคุณธรรม ที่เรียกว่า "ศีล" นั่นเอง ซึ่งการอยู่ร่วมกันของเขา ที่จริงยากมาก เพราะไม่มีกฎบังคับ ไม่มีหลักการอะไรมากมาย คนอยู่ จึงต้องพัฒนาจิตใจ คุณธรรมของตนเอง หากไม่ชัดเจนในตนเองว่า มาอยู่เพื่ออะไร ก็จะอยู่ได้ยาก ทุกข์ อึดอัด เป้าหมายหลักของเขา ไม่ได้มาอยู่เพื่อความอยู่รอดของปากท้อง หากแต่มาอยู่เพื่อ "ความสุขใจ" สุขใจที่ได้อยู่ในสังคมคนไม่เอาเปรียบกัน ไม่เบียดเบียนทำร้ายกัน และได้พัฒนาลดกิเลส ลดความเห็นแก่ตัวของตนลงไปเรื่อยๆ

การพึ่งพากันได้อย่างพี่น้อง คือ กินอยู่ใช้สอยร่วมกัน เหมือนๆ กัน หากแต่กระทำด้วยสำนึกว่า "นี่คือสิ่งที่ดี" เขาไม่ได้สนใจความเท่าเทียมเหมือนกันหมดเป็นสำคัญ หากแต่สนใจว่า ตนเองจะกินน้อย ใช้น้อย พอเพียงแก่ความจำเป็น ได้มากเท่าไร จะทำงานให้ส่วนรวม ได้เพียงใด สวัสดิการส่วนกลาง มาจากน้ำพักน้ำแรงของทุกคน คนที่เอาเปรียบ สุดท้ายจะอยู่ไม่ได้เอง เพราะมีความละอาย ใครไม่ละอาย เขาก็ไม่ว่า เพราะถือว่า "วิบากกรรมใคร วิบากกรรมมัน"

การเสียสละ คือ การเสียสละแรงกาย แรงใจ และเวลา ให้กับส่วนรวม มากน้อยไม่ว่า ไม่มีกะเกณฑ์ เสียสละไม่ใช่ให้แก่ส่วนรวมกองกลางเท่านั้น หากแต่ไปถึงในระดับชุมชนรอบข้าง สังคม ประเทศชาติ ตามกำลังที่ตนมี มีน้อยช่วยน้อย มีมากช่วยมาก เขาถือว่า หากสามารถตัดใจสละของที่ตนเองชอบออกไปได้มากเท่าไร ยิ่งเก่งทางธรรมมากเท่านั้น แต่ไม่ได้บังคับให่ทุกคนทำ ใครอยากทำก็ทำ

ความจริงแล้ว ชาวอโศก จึงไม่ได้มีแค่คนแต่งม่อฮ่อม ตัดผมสั้น แต่มีตั้งแต่ชุดทหาร ตำรวจ แพทย์ พยาบาล ครู นักวิชาการ กรรมกร เกษตรกร ลูกจ้าง คนค้าขายเล็กๆ น้อยๆ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ นิสิตนักศึกษา (แต่อาจมีจำนวนน้อยมากๆ) คนขับสิบล้อก็มี แม้แต่พระภิกษุสังกัดมหาเถรสมาคมก็มี ชาวต่างชาติก็ไม่น้อย โดยเฉพาะชาวตะวันตก

ชนชั้นก็มีตั้งแต่ศักดินาเก่า ข้าราชการ นายทุน พนักงานออฟฟิศ คนหาเช้ากินค่ำ ซ้ายเก่าก็มีครับ สายลับกลับใจที่ทางการที่ส่งมาบ่อนทำลายก็มี ศิลปินผมยาว อาร์ตติสท์ ก็มี แม่บ้าน ผู้เฒ่าคนชราก็ไม่น้อย บางท่าน อายุเกือบ ๘๕ ปี แล้ว แข็งแรงกว่าผมอีก

สรุปคือ อดีตเป็นอย่างไร ไม่่ว่ากัน ปัจจุบันสำคัญกว่า หากยอมรับแนวทางปฏิบัตินี้ ก็หลอมเป็นเนื้อเดียวกัน อยู่ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ซีกโลกไหน
คนใดที่วาง "ของเก่า" ของตนไม่ลง ยังยึดติดว่า ข้าคือข้าราชการ ข้าคือคนรวย คนเก่งผู้ยิ่งใหญ่มาก่อน ชาวอโศกถือว่า คนกลุ่มนี้ "ขาดทุน" คือ ขาดทุนทางจิตวิญญาณ ครับ

ความจริงที่ผมพบคือ คนใส่ม่อฮ่อมหลายคน เคยเป็นนักธุรกิจร่ำรวยมากๆ มาก่อน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็มี วันนี้เขาไม่มีอะไรติดตัว ยกให้เขา บริจาคหมด มาใส่ม่อฮ่อม ทำงานในวัด ดูแลเด็กๆ ปลูกผัก ปลูกข้าว ล้างส้วม ลดอัตตาไปมาก จนไม่น่าเชื่อว่า นี่หรือ คือ คนรวย คนใหญ่คนโตเก่า
เขาตอบผมด้วยความชัดเจนว่า เขากลัวและละอายสิ่งที่เขาทำมาในอดีต เขาทำอะไรสมควรหรือ? ถึงเอากำไรมากมายเพียงนั้น เขารู้สึกผิดที่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ มันเป็นความซ้อนที่เข้าใจยาก เพราะคนทั่วไปเข้าใจว่า ค้าขายก็ต้องมีกำไร ยิ่งมีเชิงเอากำไรมากๆ รีดแรงงานมากๆ ยิ่งเก่ง ยิ่งดี ไม่ผิด เพราะปลาใหญ่กินปลาเล็ก เมื่อไม่รู้สึกผิด ก็เอาเปรียบกันได้สะดวกมือ สังคม โลกจึงร้อน วุ่นวาย ทุกข์ทน

ชาวอโศกไม่ปฏิเสธกำไร แต่ก็ไม่ยอมรับแนวคิดทุนนิยมเสรีสุดขั้ว เขามีทฤษฎีการค้าบุญนิยม ๔ ระดับ คือ
๑. เอากำไรน้อยกว่าท้องตลาด คือ เอากำไรน้อยๆ พอให้เลี้ยงกิจการอยู่ได้ ให้มีเงินหมุนทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง
๒. ค้าเท่าทุน ไม่มีกำไรแฝงเลย
๓. ค้าต่ำกว่าทุน หรือ ขายขาดทุน อันนี้ไปดูได้ครับที่ "งานปีใหม่อาริยะ" ที่บ้านราช ราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี จัดขึ้นทุกปี วันสิ้นปีถึงวันปีใหม่ ครับ
๔. แจกฟรี อันนี้มีบ่อยๆ เช่น วันที่ ๕ ธันวา วันครบรอบต่างๆ ของเขา แจกอาหารเพียบ หรือบางที มีคนมาทำบุญ เหมาอาหารแจกก็มี หรือหนังสือ หลายๆ เล่มก็แจกฟรี เช่น หนังสือดอกบัวน้อย สารอโศก ดอกหญ้า ซึ่งเป็นหนังสือราย ๒ ถึง ๔ เดือน แค่ไปสมัครสมาชิก ก็ได้รับแจกแล้วครับ แต่ต้องมีการเขียนบอกเล่าความคืบหน้าของธรรมะ หรือความคืบหน้าของการปฏิบัติตนส่วนตัวส่งไปให้เขาอ่านนะครับ ไม่เช่นนั้นเขาจะงดส่ง ในนั้นมีใบเช็คศีลประจำวันด้วย ลองทำกันดู สนุกดีครับ

การค้า ๔ ระดับ ไม่ได้บังคับให้ทำบ่อยๆ หรือไม่ได้บังคับว่าต้องทำทุกคน หากว่า ใครทำได้ขั้นสูงเท่าไร เขาถือว่า เยี่ยม เพราะลดความเห็นแก่ตัวลงได้

ปัจัยสำคัญที่ชาวอโศก นับ "ศีล" เป็นพื้นฐานปฏิบัติ เนื่องมาจาก ศีล จะช่วยจำกัดพฤติกรรม กิน อยู่ ใช้สอย ให้อยู่ในกรอบ ถ้าอยากให้ตนเองมีศีลสูงขึ้น อยากทำดียิ่งๆ ขึ้น อยากเสียสละมากๆ ก็ต้องเริ่มที่ตนเอง คือ กินน้อย ใช้น้อย ตามความจำเป็นจริงๆ ลำดับขั้นการลด มีคร่าวๆ ดังนี้

๑) ลดอบายมุข สิ่งเสพติด การละเล่น การพนัน การเที่ยวกลางคืน ความฟุ่มเฟือยต่างๆ เท่านี้ก็เซฟเงินในกระเป่าได้เยอะแล้วครับ
๒) ลดการบริโภค จากการกินเนื้อสัตว์ ค่อยๆ ลดมาเป็นมังสวิรัติ เคยกินข้าวนอกบ้าน ก็มาทำอาหารกินเอง เคยกินจุบจิบ ก็มากินเป็นมื้อเป็นคราว ประหยัดได้อีกโข
๓) ลดการถือครองสมบัติ จากเดิมถือครองของมาก ของไม่จำเป็นก็เยอะ ค่าดูแลรักษาก็หนัก ก็ค่อยๆ ลด บริจาคบ้าง ขายบ้าง ตัดใจให้เขาไปบ้าง รถคันโต ก็ลดมาเหลือพอใช้คันน้อยๆ หรือมีรถหลายคัน ก็เหลือพอใช้คันสองคัน หรือถ้าลดหมดยิ่งถือว่าเยี่ยม เพราะทำยากมากๆ การที่จะให้ของรักเรานี่
๔) หากพัฒนาถึงขั้นจะเอาจริงในการปฏิบัติธรรม ก็ละบ้านช่องเรือนชาน มาอยู่ในชุมชน กิน ใช้ ทำงาน ร่วมกันกับทุกคน แม้ไม่มีของส่วนตัวไว้เสพ แต่ก็รับรองได้ว่าไม่อดตาย ไม่ป่วยตาย

สำหรับที่ป้า ตาสว่าง (เปลี่ยนชื่อไปเยอะจนผมจำไม่ได้ว่ามีชื่ออะไรบ้าง ตั้งแต่ยุคชื่อ ตะกวดรีเทิร์น) ถามมาว่า เขามองอย่างไรกับผู้ป่วยพิเศษ​(กลุ่มออทิสติก แอลดี สมาธิสั้น) ก็บอกไม่ได้หมดครับว่าเขาคิดอะไรอย่างไร แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ปฏิเสธคนเหล่านี้ เพราะหลายๆ คน เด็กก็มี เป็นกลุ่มพิเศษก็มีครับ แต่การดูแล ขึ้นกับสภาพความจริง คือ เขาไม่ใช่กลุ่มชุมชนมีเงินมีทอง ทำนอง ทำไปกินไป มาตรฐานการดูแลจึงไม่เท่าตะวันตก แต่ก็รับรองได้ว่า การดูแล ไม่มีบกพร่องเรื่องการกิน อยู่ นอน ผู้ใหญ่หลายคนพร้อมดูแลครับ ผมเจอเด็กๆ ที่มาจากครอบครัวมีปัญหาไม่น้อย ที่อยู่ในชุมชน ก็ได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น มีผู้ใหญ่ดูแล ไม่อาจเรียกได้ว่า เขาเข้าใจกลุ่มคนพิเศษอย่างถ่องแท้ แต่เขา ให้โอกาส มีเมตตา อดทน พยายามอบรมให้เป็นคนดีแต่อาจไม่หรู เท่านั้นเองครับ ไม่รู้ตอบตรงคำถามหรือเปล่า

ชาวอโศก น่าจะเป็นตัวอย่างเล็กๆ ชุมชนน้อยๆ ทางเลือกหนึ่งสำหรับกลียุคนี้ก็ได้ครับ ท่ามกลางความเดือดร้อน ความเอารัดเอาเปรียบ การแก่งแย่ง เข่นฆ่าล้างผลาญ ยุคแห่งความไม่ไว้ใจกัน น่าสนใจศึกษาจริงๆ เพราะหลักการเขาคือ "พาทำ" หมายถึง การทำมากกว่าการพูดและการคิด การพูดคุยเรื่องหลักการกับเขา นับว่าหนักหนาลำบากทีเดียวครับ แต่ถ้าเอาผลงาน เอาผลปฏิบัติมาคุยกัน พอคุยรู้เรื่องครับ ไม่ใช่เขาไม่ยอมรับ แต่เพราะเขาจินตนาการไม่ออก เว้นแต่ทางนั้นจะทำให้เขาจินตนาการได้ว่า มันจะลดกิเลสอย่างไร อันนี้พอไหวครับ

ทั้งหมดทั้งปวงนั้น อยู่ที่เงื่อนไขเดียวครับว่า เราจะศึกษาเขาในฐานะอะไร ศึกษาเพราะอยากรู้ว่าเขามีอะไร เขาเป็นอย่างไร หรือศึกษาเขา โดยมีกรอบอยู่ในหัวเรา เอากรอบเราไปตัดสินเขา ซึ่งความจริง จะมีกรอบหรือไม่ ไม่สำคัญ สำคัญว่า เราได้ประโยชน์แท้ๆ ดีๆ สร้างสรร มากน้อยเพียงใดจากการศึกษาและตัดสินเขาต่างหาก
นั่นก็เป็นอีกปัญหาที่เหมือนกันระหว่างชาวอโศกกับฝ่ายซ้าย ที่สังคมไทยไม่เคยเข้าใจฝ่ายซ้ายเลย เพราะสังคมเราตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว จากกรอบที่เขามี นั่นเอง
ความจริงอีกประการคือ ชาวอโศก เปิดตัวน้อยมากกับสังคมภายนอก เราจึงรู้จักเขาไม่มาก เพราะเขาถือว่า เขายังไม่แข็งแรงพอ คุณธรรมไม่แข็งพอ ยังต้องฝึกกันอีกมาก กำลังการผลิตเลี้ยงตนเองก็ยังไม่เสถียร นี่คือคำตอบที่ผมได้มาทุกครั้งที่ถามครับ

พิมพ์เยอะไปแล้ว คงทำให้รกน่าดู ขออภัยอย่างสูงจริงๆ ครับ ลบได้นะครับหากเห็นว่าไม่เหมาะสม
ขอบพระคุณสำหรับโอกาสครับ
อาจจะหายไปอีกนาน แล้วจะมาใหม่ครับ
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 12 สิงหาคม 2009, 22:48:10 PM »

ก่อนอื่นเลย กระผมต้องขออนุญาตบอกเล่าก่อนว่า ที่ต้องตั้งกระทู้ขึ้นใหม่ มิใช่เพราะผมเชียร์ชาวอโศกสุดลิ่มทิ่มประตู แต่เพราะเห็นว่า มีผู้ใหญ่ใจดีหลายท่านในบ้านนี้ โดยเฉพาะคุณลุงบันทม ที่ให้เกียรติกระผมอย่างสูงมากๆๆๆ ได้มีความสนใจแนวทาง สนใจศึกษาเกี่ยวกับชาวอโศก และให้โอกาสผมได้บอกเล่าเรื่องราวเท่าที่ผมเห็น เพื่อเล่าสู่กันฟัง
และผมเองก็เห็นว่า การเมืองไทย ควรเปลี่ยนโฉมใหม่ได้แล้ว มาเป็นทั้ง

-การเมืองใหม่
-เศรษฐกิจใหม่
-สังคมใหม่

แนวทางที่นำความ "ใหม่" เหล่านั้นมาสู่ชนชาวเรา ผู้ใฝ่หาความเป็นธรรม ความถูกต้อง และความดีงามมาชั่วชีวิตนั้น มีหลายแนวทาง สุดแท้แต่จะหยิบยกเอามุมใดมาปฏิบัติกัน

แนวทางของชาวอโศก เป็นแนวทางหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึงกันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ในฐานะแนวทางเลือกอีกทาง เพื่อลดปัญหาให้กับปัจเจกและชุมชนสังคมรอบข้าง และเป็นแนวทางที่ถูกกล่าวขวัญถึงในฐานะของแนวทางแบบ "พุทธ" อีกทางหนึ่งที่แตกต่างไปจากพุทธแบบจารีตนิยมที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งแน่นอน มีทั้งทัศนคติทั้งบวกและลบ (โดยมากจะลบ) ต่อแนวทางและชุมชนชาวอโศก ทว่า ชุมชนชาวอโศกก็ได้ยินหยัดพิสูจน์ตนเองมาตลอดกว่า 30 ปี ตามแนวทางที่เขาเชื่อมั่นว่า "เป็นทางรอดแห่งกลียุค" ดังที่เราทราบกัน

กระผม ไม่สนใจเสียงทางลบ หรือทางบวกเหล่านั้น และไม่สนใจแก้ข่าวให้ชุมชนชาวอโศก รวมถึงไม่เข้าข้างใคร ผมเพียงแต่ปรารถนานำสิ่งที่เห็นว่าน่าจะ "ดี" มาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น สิ่งที่จะนำเสนอต่อไป คือสิ่งที่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ได้ยินได้ฟัง รับรู้มา หรือสัมผัสได้ มิใช่นำข้อมูลจากใครมาสร้างภาพให้ อุปมาดั่ง ความพยายามในการอธิบาย "รสหวาน" ของน้ำตาล แก่ผู้ที่ไม่รู้จักน้ำตาล ผู้รู้จักรูปร่างแต่ไม่เคยลิ้มรสน้ำตาลมาก่อน นั่นแล ซึ่งแน่นอน หลายคนก็เข้าใจ และพยายามหาทางลิ้มรสมัน แต่หลายคน นอกจากจะไม่พยายามศึกษาลิ้มรสมันแล้ว ยังมัวแต่นั่งเดารสชาติน้ำตาล ตามตรรกะ ตามกรอบของตน และก็สรุปเอาเองว่า น้ำตาล มีรสเค็มดั่งเกลือบ้าง เพราะสีขาวและเป็นเกล็ดผงเหมือนเกลือ มีกลิ่นฉุนและรสขมบ้าง เพราะสีขาวและคล้ายการบูร หรือรสชาติจืดบ้าง เพราะสีขาวเป็นผงเหมือนแป้ง หรือกระทั่งมีรสปะแล่มๆ เหมือนโมโนโซเดียม กลูตาเมต (C5H8NNaO4) แต่ก็ไม่สน และไม่พยายามที่จะไปลองลิ้มรสน้ำตาลมันดูบ้าง ซ้ำยังเผยแพร่แนวคิดที่ไม่รอบด้านนี้ออกไป พาเอาคนเข้าใจผิดกันใหญ่ คนที่จะได้ลิ้มรสน้ำตาล เพื่อให้เขารอดตายนั้น เลยพลอยไม่ได้โอกาส ซึ่งหากน้ำตาลที่เขามาลิ้มลอง มันไม่ช่วยอะไรเขาได้ ค่อยถ่มทิ้งไปยังไม่สาย ดีกว่าไม่ได้ลองเลย กระนั้นแล

เรื่องราว ข้อมูล แนวความคิดของชุมชนชาวอโศกนั้น ที่จริงมีหลายมุมมอง หลายมิติ กระผมคนเดียวไม่อาจบอกเล่าได้หมด เพราะผมไม่รู้จักพวกเขาทุกด้าน หรือหากจะบอกว่า ผมไม่รู้จักพวกเขาอย่างแท้จริงเลย ก็อาจกล่าวเช่นนั้นได้ครับ พวกเขาเหมือนหนังสือเล่มหนามากๆๆ ที่มีหลายตอน หลายภาค ผมเพียงแค่อ่านไปช่วงต้นๆ ของเล่มแรกเท่านั้นครับ หากจะมีคุณลุงคุณป้า หรือขาจร มาช่วยเสริมแต่งให้เนื้อหาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็จะเป็นกุศลแก่ท่านยิ่ง และเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติอย่างสูงครับ หรือหาก "ของจริง" จะมาเล่าสู่กันฟังเอง ก็จะขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงเลย

ขอขอบพระคุณคุณลุง บันทม คุณลุง Red Sun คุณลุง atm และที่ขาดไม่ได้คือ คุณลุง vc 2002 ที่ทำให้กระผมมีโอกาสได้เจออะไรดีๆ และมีโอกาสมาเขียนกระทู้นี้ขอรับ

เชิญชม แลกเปลี่ยน เพิ่มเติมเสริมแต่ง ตามอัธยาศัย ได้ ณ บัดนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 สิงหาคม 2009, 22:50:44 PM โดย ด.ช. Viscount » บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 12 สิงหาคม 2009, 23:15:11 PM »

ชุมชนชาวอโศก มีหลายชุมชนกระจายทั่วประเทศ แต่ชุมชนหลักๆ จะอยู่ใกล้เขตพุทธสถาน หรือ สังฆสถาน

ชาวอโศกถือว่า พุทธสถาน มีความสำคัญมาก เพราะเป็นพื้นที่ที่รวมเอาทั้ง บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) เข้าไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วนตามวิถีชีวิตมนุษย์ดั้งเดิมของไทย

โดยเฉพาะ "วัด" สำหรับชาวอโศก มีความสำคัญมาก ในฐานะศูนย์รวมความศรัทธา และศูนย์กลางการปฏิบัติธรรม เพราะแนวคิดหลักของเขาในการรวมตัวเป็นชุมชน ก็คือ ทำการปฏิบัติธรรมเป็นหลัก ในขณะที่สามารถเลี้ยงตนเอง มีชีวิตอยู่รอดได้ เพื่อพิสูจน์ว่า แนวทางพุทธศาสนา สามารถใช้ได้จริง พาพ้นทุกข์ได้จริง โดยไม่ต้องแยก "ศาสนา" กับ "ชีวิต" ออกจากกัน

ในที่นี้ กระผมขออนุญาตนำเสนอที่ตั้งหลักๆ ของชาวอโศก นั่นคือ ที่ตั้งของพุทธสถานและสังฆสถานท หลักๆ ๘ แห่ง ดังนี้ คือ

๑. พุทธสถานสันติอโศก
ตั้งอยู่ที่ ๖๕/๑ ซ.เทียมพร ถ.นวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐

๒. พุทธสถานปฐมอโศก
ตั้งอยู่ที่ ๖๖/๑ หมู่ ๕ ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม ๗๓๐๐๐

๓. พุทธสถานศีรษะอโศก
ตั้งอยู่ที่ ๒๘๗ หมู่ ๑๕ ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ๓๓๑๑๐

๔. พุทธสถานศาลีอโศก
ตั้งอยู่ที่ ๑๑๖ หมู่ ๓ ต.โคกเดื่อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ๖๐๒๒๐

๕. พุทธสถานสีมาอโศก
ตั้งอยู่ที่ ๙๔ หมู่ ๕ บ้านหนองแหน ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ๓๐๐๐๐

๖. พุทธสถานราชธานีอโศก
ตั้งอยู่ที่ หมู่ ๑๐ ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ๓๔๑๙๐

๗. พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ
ตั้งอยู่ที่ ๓๑/๑ หมู่ ๕ บ้านแม่เลา ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๕๐

๘. สังฆสถานทักษิณอโศก
ตั้งอยู่ที่ ๔๑ หมู่ ๓ ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง ๙๒๐๐๐

๙. สังฆสถานหินผาฟ้าน้ำ
ตั้งอยู่ที่ ๒๖๖ หมู่ ๑ ซอยสุขาภิบาล ๕ ต.หนองไผ่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๕๐


แต่ละพุทธสถาน จะมีชุมชน และมีโรงเรียนสัมมาสิกขา (ยกเว้นสังฆสถานทักษิณอโศก ที่ไม่มีโรงเรียนสัมมาสิกขาชัดเจนเท่าที่อื่น) ท่านผู้สนใจ สามารถเดินทางไปดูงานด้วยตนเองได้

โอกาสต่อไป จะว่ากันถึง เรื่องราวบางแง่มุมเท่าที่ผมจะเล่าได้ (เพราะมีความรู้เท่านั้นจริงๆ ครับ ไม่ได้ปิดลับ หรือปิดบังอะไร) ของชาวอโศกครับ

เชิญเพิ่มเติม วิจารณ์ แลกเปลี่ยนตามสบายครับ
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 14 สิงหาคม 2009, 20:11:39 PM »

ที่เป็นจุดเล็กๆที่ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ถ้าจำไม่ผิด ที่คลองสิบห้า(ไม่แน่ใจ)

อีกแห่งที่จันทบุรี มีคนบริจาคที่ 72 ไร่ ให้แก่พ่อท่าน ในโอกาสครบรอบอายุ 72 ของพ่อท่าน

อีกไม่นานคงได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ที่คลองสิบห้าเปิดตัวมานานแล้ว

เท่าที่ฟังดู มีอีกหลายแห่ง ที่ได้รวมตัวกันแล้ว แต่ยังไม่เปิดตัว พอดีผมจำไม่ได้ครับ.


มีข่าวจะเข้ามารายงานครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 สิงหาคม 2009, 20:13:59 PM โดย atm » บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 15 สิงหาคม 2009, 00:31:11 AM »

 วันก่อนไปซื้อปุ๋ยหมักขวัญดิน มาจากปฐมอโศก

เอาไปใช้หว่านลงในแปลงมะนาว  

สีดำสนิทยังกะหมากหอมเยาวราช  แต่กลิ่นนี่สิ ตุ่ยๆอบอวลพิลึก  กลิ่นมันผิดหลักปุ๋ยหมักชั้นดี

หว่านเสร็จหมาข้างบ้านมาแย่งกินปุ๋ยโคนมะนาวอีกต่างหาก


รู้สึกจะไม่ต้องตามตำราเท่าใดนัก

แต่ที่แน่ๆก็คือจุลินทรีย์กำจัดหนอนชอนใบ หนอนกินใบ พอเอาได้  แต่ผมผสมไวต์ออย ( ปิโตรเลียมออย)ไปด้วยทุกครั้ง บวกกับน้ำยาจับใบและปุ๋ยปลาทำเอง    .  .ปรากฏว่า ใบมะนาวใหญ่เท่าใบมะม่วง  ใบมะม่วงใหญ่เท่าใบจำปี...

เลยสรุปไม่ได้ว่า อะไรปราบหนอน อะไรที่เร่งโต

ยังไงก็ตามได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า การใช้จุลินทรีย์ น้ำหมัก ปุ๋ยหมัก ฯลฯ ไม่ครบตามที่พืชต้องการ  เพราะพืชยังต้องการปุ๋ย N P K และธาตุอาหารรองอื่นๆ  

ดังนั้น  การใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพก็เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี และสารพิษจากยาฆ่าแมลง  เป็นสำคัญ  และต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้ดินคืนสภาพความอุดม  

ดังนั้น การผสมผสานจึงดีที่สุด  ที่เหลือต้องอดทนและใช้เวลา  จึงต้องทดลองกันต่อไป
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
ลุง-พริก
Jr. Member
**
กระทู้: 118


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 15 สิงหาคม 2009, 09:36:28 AM »

อ่านเรื่องชาวอโศกของ น้อง ด.ช. VC แล้ว  น่าสนใจมากครับ  จะคอยติดตามตอนต่อไป  คงต้องหาแล้วไปสัมผัสด้วยตัวเองบ้าง
บันทึกการเข้า
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 15 สิงหาคม 2009, 13:01:23 PM »

เรื่องราวชาวอโศกสามารถอ่าน/ฟังต่อได้ที่ www.asoke.info
น่าสนใจมากทีเดียวครับ ตอนหลังผมไปฟังอยู่บ่อย ได้ความรู้ ความหมาย และจุดมุ่งหมายแห่งชีวิตเพิ่มขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม ชุมชนชาวอโศกเองก็เริ่มก่อตั้งรวมกลุ่มกันมาประมาณ 30-40 ปี โดยท่านสมณะโพธิรักษ์ ค้นหาแก่นแท้ของคำสอนพุทธศาสนาแล้วนำมาปฎิบัติก่อให้เกิดชุมชนที่ปฎิบัติและดำเนินวิถีชิวิตตามคำสอนของศาสดา

ท่านสมณะเองยังคงมาตอบคำถามทาง FMTV ที่  www.asoke.info เข้าไปที่ > วิทยุและการถ่ายทอดสด ที่
http://www.asoke.info/fmtv_wmv.html
อันเป็นการปรับความคิดชี้แนะและปรับกระบวนคิดให้สอดคล้องกับคำสอนของพุทธรรม อันจะนำไปสู่วิถีการปฎิบัติที่ชัดเจนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อ "สาธารณะโภคี" ท่านทำเป็นประจำทุกวัน ทำทุกวันจริงๆจนกระทั่งปัจจุบันวันละประมาณ 2 ชม.ทุกเช้า ซึ่งเป็นการปรับปรุงปรับแนวคิด ร่วมกันคิด หาแนวปฎิบัติร่วมกัน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมตลอดเวลา

ลองเข้าไปฟังดูทุกเช้า จะพบมิติใหม่ๆในชีวิต

หากท่านเคยฟังเพลงของ ดิอิมพอสสิเบิ้ล "ชื่นรัก" และฯลฯ อีกหลายเพลงในสมัยที่อิมฯกำลังโด่งดัง ได้รับรางวัลชนะเลิศ นั่นเป็นผลงานที่ท่านโพธิรักษ์แต่งขึ้นมาในสมัยก่อนโน้น

FMTV เป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์จากขยะที่ไม่ใช้ รับบริจาคขยะจากทุกบ้านที่ไม่ใช้นำมาคัดแยกแล้วนำรายได้มาสนับสนุนการส่งกระจายเสียง ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมและ internet รับฟังได้ทั่วโลก

ทุกวันอาทิตย์ตั้งใจไว้ว่า จะไปที่สันติอโศกแถวสุขาภิบาล 1 หรือนวมินทร์ 44 (หากจำไม่ผิด) ตรงข้ามหมู่บ้านโอฬาร กินข้าวที่ชมรมมังสวิรัติ อาหารถูกมาก 20 บาท อิ่มแปร้เลย เอาของเหลือใช้ไปบริจาคที่สุดซอย สถาบันขยะวิทยา แล้วเลยเดินเข้าไปในสันติอโศก เป็นเหมือนหน้าผาใหญ่ มีน้ำตกไหลมาจากยอดผา ฟองน้ำกระเซ็นเย็นสบาย มีโขดหินนั่งเล่นทั่วไป มีกุฎิสมณะอยู่เป็นหลังๆเล็กๆเปิดโล่ง 3 ด้าน สามารถนั่งคุยแลกเปลี่ยนกับสมณะได้ทุกรูปทุกเรื่อง คุยอย่างธรรมดาๆสบายๆ ไม่มีการชี้ชวนให้บริจาค

ชมรมมังสวิรัติเปิดขายอาหารทุกวันเว้นวันจันทร์ตั้งแต่เช้าถึงบ่าย 2 โมง

ด้านหน้าเป็นร้านค้า "พลังบุญ" ขายของอุปโภคบริโภคไร้สารราคาถูก

หากไม่รู้จะไปไหน ลองไปดูอย่างน้อยได้อาหารดี ไร้สารพิษต่อชีวิต อาทิตย์ละครั้ง ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 สิงหาคม 2009, 19:50:01 PM โดย บัวตูม » บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2009, 16:27:49 PM »

กลับมาอีกครั้งครับ ขออภัยที่หายไปจากหน้าจอนานนมกว่า สามเดือน
มาบัดนี้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไม่ให้เสียสายตา กระผม ขออนุญาตทักทายลุงป้านักสู้ทุกท่าน
ละขอเริ่มเข้าสู่เนื้อหาของชาวอโศก ต่อครับ

ดังที่กล่าวแล้วว่า กลุ่มชาวอโศก เป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ เมื่อเทียบกับประชากรของประเทศ หากแต่เป็นกลุ่มที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และศาสนา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นทางศาสนาและเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันนี้ เสียงกล่าวขวัญทางลบต่อบทบาททางศาสนาของกลุ่มชาวอโศก ก็ยังคง "ลบ" ดังเดิม อันเนื่องมาจากความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนตรงกันของผู้นั้น นั่นคือ ความรู้ความเข้าใจในพระไตรปิฎก ฝ่ายหนึ่ง เข้าใจว่า ชาวอโศกเป็นพวกทำลายพุทธศาสนา เนื่องจากมีวัตรปฏิบัติที่ผิดแปลกไปจากกระแสหลัก อีกทั้งมีหลักคำสอนในหมู่กลุ่มกันเองที่แตกต่างไปจากคำสอนของกระแสหลัก ส่วนชาวอโศก มองว่า การปฏิบัติของศาสนิกชนในกระแสหลักทั่วไป ถูกเจือปนด้วยความคิดความเชื่อของ "ผี" "ไสยศาสตร์" "พราหมณ์" และความคิดอื่นๆ อีกมาก ทำให้การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยย่อหย่อน ถึงขั้นหดหายลงไป พวกเขาจึงมาฟื้นฟูพุทธศาสนาขึ้นให้กลับมามีคุณภาพดังเช่นที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

อุดมการณ์เรื่องการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้เป็นไปตามแบบดั้งเดิมเช่นพุทธกาล เป็นอุดมการณ์หลักของพวกเขามาจนถึงปัจจุบัน สะท้อนออกมาในเรื่องของ ความเคร่งครัดในการปฏิบัติตนเองตามกรอบของศีล ไล่ระดับไปตั้งแต่ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และ พระวินัย ๒๒๗ ข้อ รวมถึง จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑ หากแต่สังคมไทย "ไม่สนใจ" ทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ผิดทางของพระภิกษุจำนวนไม่น้อยในสังคมไทย เช่น เล่นของ ทำไสยศาสตร์ ค้าขาย ไปจนถึงการตกร่วงขาดจากความเป็นภิกษุ (ปาราชิก)

ในส่วนของวัตรปฏิบัติของสมณะ งานวิจัยของ "ตะวัน เกียรติบุญญาฤทธิ์" ระบุชัดเจนว่า พระชาวอโศก หรือ สมณะชาวอโศก ปฏิบัติตามกรอบศีลและพระวินัย ที่บัญญัติไว้ในพระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิม อย่างเคร่งครัด

ความขัดแย้งทางความคิดทางศาสนา ระหว่างชาวอโศก กับ พุทธศาสนิกชนกระแสหลัก จึงเป็นเรื่องของความแตกต่างในรูปของ "จารีตนิยม" กับ "เนื้อหา" เพราะทุกสังคม ล้วนมีความพยายามนำเอาความเชื่อเดิมของตนไปครอบศาสนา ซึ่งเป็นของที่เข้ามาทีหลัง คำสอนใดที่ขัดกับหลักปฏิบัติของสังคม ย่อมถูกตัดไปเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ความคลี่คลายเรื่องความขัดแย้งทางความคิดเริ่มดีขึ้น มีพระภิกษุ พุทธศาสนิกชน ชาวต่างชาติ ศาสนิกชนในศาสนาอื่นๆ รวมถึงพุทธศาสนิกชนนิกายอื่นๆ เริ่มเข้ามาคบค้าสมาคมกับชาวอโศกมากขึ้น แต่การคบค้าสมาคมยังเป็นไปในทิศทางที่จำกัด คือ เป็นการเชื่อมร้อยระหว่างกัน ภายใต้หลักคิดทางเศรษฐกิจ วิถีชุมชน เป็นสำคัญ กลุ่มที่เชื่อมร้อยด้วยวิถีทางศาสนา ยังคงจำกัดในหมู่นักบวชเท่านั้น

ด้วยการยืนหยัดยืนยันมากว่า ๓๐ ปี ของชาวอโศก จึงเกิดกิจกรรมมากมายที่เชื่อมร้อยกับโลก โดยเฉพาะกิจกรรมด้าน "การสื่อสาร" ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ชาวอโศกเป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ

หากแต่เนื้อแท้ของการยอมรับ ไม่ได้มาจากการสื่อสารเป็นสำคัญ หากแต่อยู่ที่ "กิจกรรมภายใน" ที่เป็นแก่นเป็นแกน ให้ผู้คนที่ผ่านไปมาได้เห็นเป็นรูปธรรมนั่นเอง

ที่มาที่ไปของชาวอโศก หากท่านใดสนใจ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากวิทยานิพนธ์หลายเรื่อง สามารถสืบค้นได้จากหอสมุดตามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ได้ครับ



กลับมาถึงปัจจุบันกันครับ

ชาวอโศก เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การเข้าร่วมทางการเมืองของ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงการเข้าร่วมทางการเมืองระดับชาติ ในนามของพรรคพลังธรรม ตลอดจนการเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง คราว พฤษภา 35 จนปัจจุบัน การเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งปี 2548 และปี 2551

อย่างไรก็ดี ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า การเข้าร่วมทางการเมือง ในครั้งพลตรีจำลอง ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ และพรรคพลังธรรมนั้น ชาวอโศกเข้าร่วมใน "ทางอ้อม" ไม่ได้เปิดเผยแสดงตัวชัดเจน ยังคงให้ผู้มีใจสมัครที่จะทำงานทางการเมือง เดินทางไปร่วมกิจกรรมกันเอาเองตามความรู้ความสมารถ

แต่ การเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง ครั้ง พฤษภา 35 และ คราว ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เป็นการเข้าร่วมแบบ "ทางตรง" คือ ชาวอโศก มีใจตรงกัน เปิดเผยขบวนการ โดยเฉพาะการเข้าร่วมคราวพันธมิตรฯ นั้น เดินทางไปร่วมแบบทุ่มชีวิตใจกันทีเดียว
หากแต่แนวทางพวกเขา ไม่เป็นไปในทางทำร้ายทำลายกัน การเข้าร่วมจึงไปในรูปแบบของ "กองเสบียง" และ "กลุ่มคนยึดพื้นที่" หนุนเสริมกำลังพี่น้องประชาชนส่วนอื่นที่มาร่วมชุมนุมด้วย

การเผยแพร่ความคิดของชาวอโศก ใช้ทุกช่องทาง ตั้งแต่การปฏิบัติให้ดู การพูดคุย การเทศนา สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หากแต่ด้วยความเข้าใจผิดของผู้คนจำนวนมาก ทำให้ยอดการเผยแพร่ทางความคิดไม่โด่งดังเช่นบางสำนัก ที่ถึงขั้นมีสาขาไปต่างประเทศกันแล้ว

กระนั้นก็ตาม ชาวอโศกส่วนมากก็ยังไม่ยี่หระกับสภาพดังกล่าว เนื่องจากปรัชญาหลักของชาวอโศก เน้น "แก่น" ไม่เน้น "กว้าง" หากท่านใดมีโอกาสสัมผัสสัมพันธ์กับชาวอโศกอย่างจริงจังแล้ว จะพบว่า พวกเขาเน้น "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณ" คือ ขอคนจริงเพียง ๑ คนก็ดีเยี่ยมแล้ว ดีกว่ามีคนผ่านมา ๑๐๐ คน

ซึ่งอุดมคติเรื่อง "คุณภาพ" สำคัญกว่า "ปริมาณ" ก็เป็นที่ต้องการของทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทุกกลุ่มคน ทุกขบวนการ หากแต่การกระทำจริงนั้น กระทำได้ยาก เนื่องจากหลักปฏิบัติที่เป็นแก่นแกน จับต้องได้ ให้ผลได้จริง สร้างความศรัทธา และสามารถถ่ายทอดบอกเล่าได้อย่างมีระบบ นั้น หลายกลุ่ม หลายองค์กร หลายหน่วยงาน หลายสถาบัน ไม่อาจหาหลักยึดในด้านคำสอนได้

จะมีก็คือ กลุ่มพี่น้องทหารป่า ที่ยังสามารถสืบทอดอุดมการณ์เพื่อประชาชน เพื่อสังคม ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่มเล็กๆ ย่อยๆ ที่คำนึงถึงประชาชน ส่วนรวม และชาติ ที่ไม่ปรากฏนามอีกมาก

แต่กลุ่มอื่น หามีไม่ เนื่องจากหลายกลุ่ม หลายองค์กร มุ่งเน้นการกอบโกยกำไร ผลประโยชน์เข้าตนเองและพวกพ้อง แน่นอนว่าย่อมถึงการล่มสลาย ไม่มีทางที่จะเผยแพร่สิ่งดีๆ ในองค์กรตัวเองออกมาได้ เพราะคนในก็อยากออก คนนอกก็ไม่อยากเข้า

หากแต่กลุ่มใด ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อ ดูแลพี่น้องประชาชน สมาชิกในกลุ่ม มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการเสียสละ ลดละความต้องการส่วนเกิน มุ่งเน้นการสละเพื่อส่วนรวม กลุ่มนั้นแลจึงจะอยู่รอดและได้สมาชิกใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา

การล่าบริวาร การล่าสมาชิก ขยายแต่พวกพ้อง หรือกระทั่งการล่าลาภ ล่าเงิน ล่าโภคทรัพย์ ชื่อเสียง กอบโกยกำไร จึงเป็นสิ่งที่สวนทางกับกลุ่มหรือองค์กรที่ได้ชื่อว่า "เพื่อสังคม" หรือ "เพื่อมวลมนุษยชาติ"

กลุ่มหรือองค์กรใด ที่กำลังเดินตามแนวทางดังกล่าว ทบทวนแนวทางเสียเถิด

อนึ่ง การล่าบริวาร ล่าประโยชน์เข้าตน ต่างกับ การเผยแพร่อุดมการณ์หรือความคิด เพราะการเผยแพร่ความคิดที่แท้นั้น คือ การนำเอาความคิดหรืออุดมการณ์อันดีไปให้หมู่ชน เขาจะรับหรือไม่ เพียงใด เราไม่อาจคาดหวังได้ แต่ การล่าบริวาร การล่าประโยชน์เข้ากลุ่มนั้น มีการคาดคิด หรือกระทั่งคำนวณมาแล้วว่า จะได้ประโยชน์หรือสมาชิกมาเป็นจำนวนเท่าไร มีความคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงและเวลา หรือไม่ มันต่างกันที่ว่า ความคิดเรื่องการไซด์โค้งเข้าตัว นั่นเอง

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง โดยเฉพาะในทางการเมือง การล่าสมาชิกมากๆ จำเป็นต่อการทำงานทางการเมือง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนั้น ในทางการเมือง วัตถุประสงค์ จึงควรเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อประชาชน เสียสละเพื่อส่วนรวม อีกทั้งวิธีการ ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ให้เป็นไปในทิศทางที่หลอกลวง ตลบตะแลง ปิดบังซ่อนเร้น ทำร้ายทำลายกัน

เพราะสังคมปัจจุบัน มนุษย์ล้วนเห็น "เป้าหมาย" เป็นสำคัญ ไม่สนใจใน "วิธีการ"
ประเทศเราจึงมี โสเภณีในเครื่องแบบนักเรียน ไซด์ไลน์นักศึกษา คนค้ายาเสพติด คนเล่นการพนันเพราะหวังรวยทางลัด คนบูชาของประหลาดเพื่อหวังลาภง่ายๆ พระเครื่องประเภทรวยง่าย ไม่ต้องทำงาน จึงมีกลาดเกลือนในสังคมนั่นแล

ขอจบกระทู้แรกก่อนนะครับ ไม่ทราบว่ามีประโยชน์เพียงใด
ผมจะลงเนื้อหาเรื่องการศึกษาของพวกเขาในกระทู้ต่อไปนะครับ
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2009, 17:19:26 PM »

กระทู้นี้ ผมจะขอเล่าถึงการจัดการศึกษาของชาวอโศกนะครับ เพื่อใหคุณลุงบันทม ได้มีโอกาสอ่าน


การจัดการศึกษาของชาวอโศก


ดังที่เล่าไว้ในกระทู้ต้นๆ แล้วครับว่า ชาวอโศก มีปรัชญาการศึกษาว่า
- ศีลเด่น
- เป็นงาน
- ชาญวิชา

หรือพูดง่ายๆ คือ "เป็นคนดี ทำงานได้ ใฝ่ศึกษา"

การศึกษาของชาวอโศก ในรูปแบบที่เป็นทางการจริงๆ เป็นการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา ในชื่อของ "โรงเรียนสัมมาสิกขา" มีสาขาทุกพุทธสถาน ดังที่เล่าไว้แล้วครับ

การเรียนการสอนของโรงเรียนสัมมาสิกขา ไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ ผมจะเล่าเป็นกระบวนการ ดังนี้



นักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา ของโรงเรียนสัมมาสิกขานี้ ต้องได้รับความยินยอมเห็นชอบในหลายๆ ประการ คือ

 -ผู้ปกครองนักเรียน เห็นดี เห็นชอบ และพร้อมยอมรับแนวทางของโรงเรียน
- ตัวนักเรียนเอง ยินดีที่จะเข้าร่วมในระบบของโรงเรียน
- ข้อนี้สำคัญ คือ มีผู้รับรองเห็นชอบนำพามาเข้าชุมชน

ข้อสุดท้ายนั้นสำคัญทีเดียวครับ เพราะชาวอโศก ไม่ได้ประกาศ ไม่ได้เปิดตัวการเรียนการสอนให้กระจายกว้างขวางทั่วไป เนื่องมาจากความต้องการในการสร้าง"พุทธบุตร" นั่นคือ บุคลากรสำคัญที่เป็นหลักในการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่โลก เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ จนสามารถแนะนำอบรมให้ผู้อื่นปฏิบัติตามได้ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ต้องการคุณลักษณะแบบ คุณภาพนำปริมาณ

การคัดกรองนักเรียน เริ่มต้น จะต้องพามาคบคุ้น ทำความรู้จัก เข้าค่ายเพื่อฝึกปฏิบัติตนตามแนวทางของชาวอโศก คือ ตื่นตีสี่ ออกกำลังกาย กินอาหารสองมื้อ ฝึกเดินเท้าเปล่า หัดทำงานและช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน รวมทั้งฝึกขัดเกลาตนเองตามหลักศีล ๕

การขัดเกลาตนเองตามหลักศีล ๕ ว่ากันแบบละเอียดยิบเลย มีใบเช็คศีล ใบเช็คการกินจุบจิบ ใบเช็คการตื่นนอน ใบเช็คการทำกิจกรรม ใบเช็คเรื่องสัมมาคารวะ เป็นการประเมินตนเองแบบรายวัน และนักเรียนทุกคนต้องส่งบันทึกประจำวัน ที่เขียนเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักพุทธศาสนา ความคิด ความคับข้องใจ ประสบการณ์ที่พบเจอ ให้แก่สมณะ

ทรัพย์สินจำเป็นของนักเรียน ประกอบด้วย
- ชุดนักเรียน 3 ชุด
- เครื่องเขียน สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ
- สบู่ ผงซักฟอก ยาสระผม

ทางโรงเรียนจัดเตรียมให้ทุกประการ ไม่มีการเก็บเงินแม้แต่สลึงเดียว
และไม่มีค่าธรรมเนียมการศึกษาใดๆ อีกด้วย!!!!

เรียกได้ว่า เข้าเรียนที่โรงเรียนสัมมาสิกขา ฟรีหมด ไม่อดตาย มีที่นอน มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ ป่วยมารักษา

ทรัพย์สินต้องห้ามของนักเรียน ประกอบด้วย
- เงิน ทอง ของมีค่า
- โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสารต่างๆ
- ยาเสพติดทุกชนิด
- อาวุธทุกชนิด
- เครื่องประดับทุกชนิด

ห้ามนักเรียนถือครองเด็ดขาด ใครพกมา ทางโรงเรียนจะเก็บไว้ให้ จนปิดเทอม จะคืนให้กับผู้ปกครองที่มารับตัวกลับ

โรงเรียนสัมมาสิกขา เป็นโรงเรียนประจำ กิน นอน เรียน ทำงาน ในนั้นเสร็จสรรพ

นักเรียนส่วนมาก เป็นลูกหลานญาติธรรมและชาวชุมชน ส่วนหนึ่งมาจากการบอกต่อๆ กัน เพราะเด็กๆ เหล่านี้ มีความคุ้นเคยในวิถีปฏิบัติของชาวอโศกอยู่แล้ว การฝึกฝนตนเองขณะศึกษา จึงกระทำได้ง่ายกว่า

วิถีปฏิบัติของนักเรียน ไม่ต่างกับผู้ใหญ่ ตื่นนอนพอๆ กัน กินพอๆ กัน ทำงาน ฝึกปฏิบัติงาน เหมือนกัน แต่มีโอกาสในการเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการนั่นเอง

วุฒิการศึกษาที่จบออกมา ได้รับวุฒิ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ดังเช่นโรงเรียนทั่วไปทุกประการ
สามารถนำไปสมัครงาน สมัครเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ได้

นักเรียนทุกคน จะได้ฝึกฝนการช่วยเหลือตนเอง ตั้งแต่การซักผ้าเอง เตรียมอาหาร ทำครัว ปลูกผัก ปลูกข้าว ดำนา ไปจนถึงการฝึกหัดด้านช่างฝีมือ เช่น ช่างเชื่อม ช่างก่อสร้าง ช่างเหล็ก ช่างไม้ ตามความถนัดของตน

ประกันได้แน่นอนว่า นักเรียนที่ผ่านการศึกษาของโรงเรียนสัมมาสิกขา ไม่งอมืองอเท้าอดตาย!!!!

การใช้ชีวิตนั้น นักเรียนชาย - หญิง เรียนรวมกัน แต่แยกนอน และระวังความสัมพันธ์กันมาก เพราะชาวอโศกถือสาเรื่องนี้มาก เนื่องมาจากฐานคิดที่ว่า "ชีวิตคู่เป็นทุกข์" อีกทั้งความจริงประการหนึ่งว่า ด้วยวัย วุฒิภาวะ และความสามารถของเด็กวัยนี้ หากจับคู่ ชิงสุกก่อนห่าม ดังที่นักเรียนข้างนอกที่รักสนุกกันทั้งหลายเป็นกันนั้น ย่อมประกันได้ว่า อนาคตของนักเรียนที่รักสนุก ไม่จบลงสวยงามดังนิยายน้ำเน่าประโลมโลกแน่นอน!!!!!!!


นักเรียนทุกคน จะมี "พ่อไก่ / แม่ไก่" ดูแลหมด ในด้านความเป็นอยู่
พ่อไก่/แม่ไก่ เป็นบุคคลที่ทางชุมชน สมณะ และคุรุ ให้ความเห็นชอบแล้วว่า มีการประพฤติปฏิบัติที่ดี เชื่อถือได้ และเป็นตัวอย่างที่ดี จึงสมควรมาเป็นพ่อไก่/แม่ไก่ ดูแลนักเรียน ที่ไกลหูไกลตาพ่อแม่



ในด้านการทำงาน ชาวอโศกมีกิจกรรมมากมาย แต่กิจกรรมหลักๆ ที่นักเรียนมีส่วนร่วมในการฝึกปฏิบัติเรียนรู้คือ
- ฐานงานกสิกรรม
- ฐานงานการค้า
- ฐานงานการช่าง
- ฐานงานครัว

แต่ละฐานงาน ก็จะมี พ่อไก่/แม่ไก่ ประจำฐานงานอีก ซึ่งพ่อไก่/แม่ไก่ จะเป็นผู้ที่สมณะและฝ่ายการศึกษา ให้ความเห็นชอบยอมรับแล้วว่า เหมาะสมที่จะอบรม ดูแล ฝึกฝน การทำงานและการปฏิบัติตนตามหลักพุทธศาสนา ให้กับนักเรียนได้



ในด้านการเรียนการสอน ชาวอโศกมีครูผู้สอน ที่เรียกตามศัพท์ของตนเองว่า "คุรุ" หมายถึง ผู้มีความหนักแน่น ซึ่งครอบคลุมถึงความหนักแน่นทางศีลธรรม มีความหนักแน่นทางจริยธรรม มีความหนักแน่นทางความรู้ มีความหนักแน่นทางวุฒิภาวะ และเป็นแบบอย่างทางหลักปฏิบัติตามอย่างพุทธศาสนาได้

คุรุ มาจากชาวอโศกเป็นส่วนมาก โดยมากจะเป็นชาวชุมชน หรือ "คนวัด" และส่วนหนึ่งมาจากญาติธรรม หรือ "คนข้างวัด"
คุรุทุกคน ไม่มี "เงินเดือน" หรือ "รายได้ตอบแทนอื่นใด" ทั้งสิ้น มาด้วยจิตอาสา มาด้วยใจ มาด้วยการเสียสละ ล้วนๆ


นักเรียนและคุรุ สวมเครื่องแบบเหมือนกัน คือ ใส่ชุดม่อฮ่อม กินอยู่เหมือนกัน ทำงานไม่ต่างกัน ต้องมีการวัดศีล เช็คศีล พบปะสมณะเหมือนกัน

การศึกษา จะมีสมณะฝ่ายดูแลการศึกษา คอยให้คำปรึกษา แก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ และดูแลให้เป็นไปตามกรอบของพุทธศาสนา
การดำเนินการทุกอย่าง ฆราวาสจะดูแลและปฏิบัติทั้งหมด ปัญหาเชิงเทคนิค ฆราวาสจะจัดการเอง

การจัดการงานต่างๆ ในชุมชน จะเป็นไปภายใต้ความเห็นชอบของที่ประชุม ยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับส่วนร่วมมากเท่าไร ยิ่งต้องเคร่งครัดในการผ่านมติจากที่ประชุมเท่านั้น ฐานงานแต่ละฐาน กระทั่งงานการศึกษา จะมีการประชุมทุกสัปดาห์ หรือบ่อยกว่าถ้าจำเป็น ภายใต้หลัก "อปริหานิยธรรม ๗"



วิชาความรู้ต่างๆ ของนักเรียน เรียนภายใต้มาตรฐานและตัวชี้วัดของกระทรวงศึกษาธิการ หากแต่กระบวนการเรียนการสอน จะมีการผสมผสานบูรณาการลงไปในชีวิตและการทำงานตลอดเวลา เป็นการย้ำองค์ความรู้ที่นักเรียนเรียนมาให้แน่นยิ่งขึ้น


อย่างไรก็ดี เนื่องจากการศึกษาที่กระทำด้วยตนเอง บริหารจัดการเอง สไตล์ชาวอโศก ย่อมไม่มีความราบรื่นแน่นอน ความคาดหวังทุกประการ ไม่อาจถูกตอบสนองได้หมด หลายๆ ประการยังคงเป็นการปฏิบัติแบบ "ลูกทุ่ง"
หากแต่ชาวอโศก ยังคงตั้งมั่นที่จะยืนหยัดยืนยันในหลัก "ศีลเด่น" เป็นสำคัญ นี่เองคือกุญแจสำคัญที่หลอมรวมนักเรียน คุรุ ชาวชุมชน และสมณะ ให้เป็นเนื้อเดียวกันได้


คราวหน้า ผมจะมากล่าวถึง การเรียนการสอนของโรงเรียนสัมมาสิกขา ในเชียงใหม่ รวมถึงอาจจะกล่าวถึงการเชื่อมต่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ให้ได้ฟังกันครับ

ขอบพระคุณสำหรับพื้นที่ดีๆ เช่นนี้ครับ สวัสดีครับ
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2009, 22:00:30 PM »

ขอบคุณครับ

จะรอครับ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2009, 02:52:20 AM »

ขอบพระคุณครับลุง atm
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับความสนใจ แลสำหรับกำลังใจครับ

ขอบพระคุณครับลุงคลัมฯ ที่นำเรื่องราวปัญหาสินค้ามาเล่าสู่กันฟัง
จะได้ช่วยกันสะท้อนปัญหาไปสู่ผู้ผลิต หรือก็คือ ชาวอโศก เพื่อการแก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้นครับ

ขอบพระคุณครับลุง-พริก ที่ให้กำลังใจผม และติดตามอ่านงานเสมอมา

ขอบพระคุณครับลุง บัวตูม ที่ให้กำลังใจผม และช่วยเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลอีกทางครับ


กลับมาสู่เนื้อหากันต่อนะครับ
-------------------------------

ก็ได้ทราบกันไปแล้วนะครับ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาวอโศกอย่างคร่าวๆ
ซึ่งก่อนที่ผมจะเล่าถึงการจัดการศึกษาในเชียงใหม่ ผมขออนุญาตเล่าถึงบรรยากาศทั่วไปของการเรียนการสอน
ใน "โรงเรียนสัมมาสิกขา" ให้ได้รับทราบกันนะครับ จินตนาการตามไปด้วยยิ่งดีครับ

นักเรียนสัมมาสิกขา เริ่มนับตั้งแต่ชั้น ม. 1 - ม. 6
การศึกษาแบ่งเป็นสองส่วนคือ ม.ต้น กับ ม.ปลาย
วัฒนธรรมการดูแล เหมือนโรงเรียนประจำทั่วไปครับ คือ มีระบบ รุ่นพี่ ดูแลรุ่นน้อง
หากแต่โรงเรียนสัมมาสิกขา เข้มข้นกว่าที่ว่า มีทั้งคุรุ พ่อไก่/แม่ไก่ ชาวชุมชน และสมณะ คอยดูแลและจับตาพฤติกรรมทุกฝีก้าว
เพราะชุมชนมันไม่กว้างมากครับ สังคมแคบ ใครก็รู้จักกัน ดังนั้น คนทำผิด ย่อมไม่มีทางปิดมิด
แต่เขาไม่ได้เข้มประเภท จับผิดทุกช็อต หากแต่ จะคอยติงเตือนพฤติกรรม
และจะคอยสอบถามความเป็นอยู่ระหว่างกันตลอด เด็กๆ สามารถเข้าพบผู้ใหญ่เมื่อไรก็ได้ หากเวลาลงตัว
เพื่อเล่าปัญหา ไขข้อข้องใจ
คำพูดคำจา ไม่มีคำหยาบครับ เพราะคำหยาบ ถือว่าผิดศีลข้อ ๔
และไม่ตีเด็กง่ายๆ ถ้าไม่ผิดจริง
ทำผิดทั่วไป ก็ติงเตือน ตักเตือน การอบรมนักเรียน ใช้เวลามากนะครับ เมื่อเทียบอัตราส่วนแบบชั่วโมงต่อวันต่อสัปดาห์
ประมาณกันว่า การทำงาน การอบรมกันนั้น มากกว่าเวลาที่เรียนในชั้นเรียนเสียอีก


มุมหนึ่ง นักเรียนที่ใช้ชีวิตแบบนี้ อึดอัดแน่นอนครับ เพราะไม่ได้ทำอะไรส่วนตัว
หากแต่เขาไม่ได้เบียดบังเวลาส่วนตัวนักเรียน แต่ด้วยกลไก เปิดช่องให้นักเรียนมีเวลาส่วนตัวในการทำกิจกรรม
ที่เป็นประโยชน์เท่านั้น เวลาว่างประเภท ฟังเพลง เล่นเกม มั่วสุม ไม่มีในนักเรียนสัมมาสิกขาครับ
เพราะด้วยภาระหน้าที่ ก็กินเวลาเขาเกือบหมดแล้ว ว่างก็ต้องเขียนบันทึก ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ซักผ้า
ทว่า จะมีนักเรียนที่นอกลู่นอกทาง ใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ มันก็มีครับ แต่ไม่มาก
และส่วนมากก็ไม่ก่อปัญหา เพราะผู้ใหญ่พยายามให้ช่องนักเรียนในการเล่นกีฬาบ้าง เท่าที่เวลาจะอำนวยให้

สิ่งเชื่อมร้อยสำคัญระหว่างนักเรียนกับผู้ใหญ่ คือ สมณะ ครับ เพราะสมณะ เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับศรัทธาสูงมาก
เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย เป็นแบบอย่างที่ดีในการฝึกฝนลดละขัดเกลากิเลส
และเป็นแบบอย่างที่ของการสวนกระแส คือ "มาจน"

ปัญหาความคับข้องใจ ที่ฆราวาส ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เราๆ ท่านๆ มักคิดกัน คือ อยากได้นั่น อยากได้นี่
ได้นั่นไม่สมใจ ได้นี่ไม่ถูกใจ สรุปคือ ปัญหาเรื่องความอยากได้ทางวัตถุ โดยเฉพาะวัตถุส่วนเกิน นั้น
สมณะท่านมีคำตอบครับ คือ ท่านสามารถดำรงชีวิตได้เพียงบิณฑบาต และการฉันมื้อเดียว
ถือครองเพียงอัฐบริขาร เงินไม่มี ทรัพย์สินใดๆ ไม่มี
เพราะก่อนบวช ต้องเซ็นชื่อสละให้ผู้อื่นหมด จะมีอำนาจทางนิติกรรมใดๆ ไม่ได้
แม้แต่ภรรยาต้องหย่าขาด คอมพิวเตอร์สักตัวก็ห้ามถือครอง
การใช้สอยทุกอย่าง ส่วนกลางจัดให้ครับ โยมถวายอะไรมา ถ้าไม่ผิดพระธรรมวินัย
สมณะท่านจะสละเข้าส่วนกลาง ให้หมู่สงฆ์ร่วมกันพิจารณาดูแลความเหมาะสมในการใช้
หากเป็นทรัพย์สินของมีค่า เงินทอง สมณะไม่ยุ่งเลย ฆราวาสจัดการอย่างเดียว

ทีนี้ ใครจะเรียกร้องอยากได้วัตถุล่ะครับ ในเมื่อสมณะจนสุดๆ ขนาดนี้


กลับมาถึงระบบนักเรียนครับ

การเรียนการสอนของนักเรียน เน้นการลงมือปฏิบัติงานตามฐานงานต่างๆ เป็นส่วนมาก เพื่อฝึกทักษะชีวิต
จากนั้น จึงมีการเรียนการสอนแบบชั้นเรียน เพื่อเสริมความรู้ทางวิชาการ ตามมาตรฐานของกระทรวงศึกษาฯ
ทุกเช้า ก่อนกินข้าวมื้อเช้า ทุกเย็น หลังกินข้าวมื้อเย็น มีการอบรมธรรมะ ให้นักเรียนรู้จักศีล รู้จักความดี
รู้จักอะไรผิดอะไรถูก และรู้จักการปฏิบัติตนตามแนวทางอันดีอันควร

เครื่องมือสำคัญที่ทำให้นักเรียนสามารถทนทานการทำงานหนัก ทนทานการต่อสู้กับกิเลส ทนทานการฝึกขัดเกลานิสัยและจิตใจ
คือ ตัวอย่างจากผู้ใหญ่ ครับ ทั้งจากสมณะและคุรุ เพราะก่อนที่จะไปสอนคนอื่น คุรุต้องปฏิบัติตนตามมาตรฐานศีลก่อน
บางท่านไปไกลถึงขั้นศีล ๘ กินมื้อเดียวได้ อีกทั้งความใกล้ชิด ใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดของสมณะ คุรุ และนักเรียน ทำให้เกิดการขัดเกลาทางสังคม (socialization) แบบอย่างดีๆ เนื้อหาดีๆ ย่อมเกิดผู้ปฏิบัติตามที่ดีได้ครับ

แบบอย่างการปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ชาวอโศกให้ความสำคัญมาก ภายใต้ฐานคิดว่า "ร้อยรู้ มิสู้หนึ่งทำ" และ "การกระทำ ดังกว่าคำพูด" สิ่งนี้ล่ะครับ คือกลไกสร้างสังคมของพวกเขา
หาใช่เพียงความศรัทธาต่อศาสนาอย่างเดียว หาใช่ความศรัทธาต่อนักบวชอย่างเดียว หาใช่เพียงความยึดมั่นในอุดมการณ์และอุดมคติอย่างเดียว หากแต่ต้องมการสังเคราะห์เอาความศรัทธาในศาสนา ในผู้นำ ในนักบวช และในหมู่กลุ่ม ลงมาเป็นการปฏิบัติที่เข้มข้นจริงจังเท่านั้น จึงจะเกิดการเคลื่อนตัวของสังคมไปสู่ทิศทางที่ดี

เพราะพระพุทธองค์เห็นว่า "มิตรดี สิ่งแวดล้อมดี คือทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์" ครับ
สิ่งแวดล้อมดี ทำให้คนดี
และคนดี รวมตัวสร้างสิ่งแวดล้อมดี จึงเกิดคนดีรุ่นต่อไปได้ครับ


นักเรียน กับผู้ใหญ่ จะมีการกินอาหารเหมือนกัน คือ กินได้ไม่เกิน 2 มื้อครับ คือ มื้อเช้า ตอน 9.30 น. และ มื้อเย็น 17.00 น.
ธรรมเนียมชาวอโศกสำคัญอีกประการ คือ การพิจารณาอาหารก่อนรับประทาน นักเรียนเองก็ปฏิบัติด้วย
การพิจารณาอาหารนั้น ปกติจะเป็นวัตรปฏิบัติของภิกษุในพุทธศาสนา ซึ่งสมณะชาวอโศกก็ปฏิบัติเช่นกัน
ด้วยการพิจารณาทั้งภาษาบาลีและคำแปลภาษาไทย แต่ไม่ใส่ทำนองใดๆ เป็นการสวดที่เหมือนการพูดทั่วไป
สำหรับฆราวาสและนักเรียน ก่อนรับประทานอาหาร จะมีการพิจารณาอาหารเช่นกัน แต่จะพิจารณาเป็นคำกลอน ดังนี้ครับ

"กินข้าวเคี้ยวทุกคำ              เราจดจำกินเพื่อชาติ
  อย่ากินอย่างเป็นทาส         เหงื่อทุกหยาดของชาวนา
  จงกินเพื่อเป็นไท               กินด้วยใจที่รู้ค่า
  บรรพบุรุษสร้างสืบมา         ร่วมรักษาคุณความดี
  ขยันงานการสร้างสรรค์      มีสัมพันธ์ฉันน้องพี่
  สมัครสมานสามัคคี            อุทิศพลีเพื่อชาติไทย

  ขอขอบพระคุณชาวนา ที่ปลูกข้าวให้พวกเรารับประทาน
  และขอขอบพระคุณ พ่อครัวแม่ครัว ที่ทำอาหารให้พวกเรารับประทานในมื้อนี้"
  (+ โศลกธรรมประจำปี ที่สมณะโพธิรักษ์ จะแต่งไว้ให้ชาวอโศกทุกปีในงานมหาปวารณา) + ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา


เพื่อให้ได้บรรยากาศ ขอให้ท่านผู้อ่านที่รักลองไปร่วมรับประทานอาหารกับชาวอโศกสักมื้อสองมื้อ ครั้งสองครั้ง จะซับซาบบรรยากาศได้ดีครับ การรับประทานอาหารทีได้บรรยากาศเช่นนี้ จะเกิดขึ้นในยามที่ชาวอโศกรวมตัวกันฟังเทศน์ฟังธรรม
สำหรับชาวกรุงเทพฯ แนะนำให้ไปที่พุทธสถานสันติอโศก ทุกวันอาทิตย์ ก่อนเวลา 9.00 น. จะได้ร่วมฟังเทศน์จากสมณะ และร่วมรับประทานอาหารไปทีเดียวกัน ได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกัน เรียกว่าคุ้มค่าครับ


สำหรับนักเรียนและชาวอโศก จะมีภาชนะรับประทานอาหารประจำตัวทุกคน ซึ่งมีประโยชน์ในแง่ของความประหยัดในด้านการจัดหาภาชนะอาหาร ซึ่งหากเตรียมไว้ให้ทุกคน ชุมชนย่อมสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดซื้อจัดหามาประจำไว้ แต่หากให้ทุกคนรับผิดชอบจัดหาภาชนะมาเอง ชุมชนจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก และอีกประการสำคัญคือ ช่วยลดปัญหาเรื่องการระบาดของโรคติดต่อ เพราะแต่ละคนรับผิดชอบภาชนะของตน จึงต้องล้างให้สะอาด ตัดวงจรระบาดไปได้มากกว่าการใช้ภาชนะร่วมกัน
และอีกประการคือ ช่วยเสริมสร้างการเจริญสติของแต่ละคน ในการรักษาภาชนะส่วนตัวให้สะอาดและใช้งานได้อยู่เสมอ


การล้างภาชนะ จะล้างภาชนะด้วยตนเอง ต่างคนต่างล้าง ในที่ที่จัดไว้ให้ โดยมีการล้างเป้นขั้นตอนทั้งหมด 5 ขั้นตอน คือ
1. กวาดเช็ดเศษอาหารและคราบอาหารในภาชนะ
2. ล้างน้ำยา
3. ล้างน้ำสะอาดครั้งที่ 1
4. ล้างน้ำสะอาดครั้งที่ 2
5. ล้างน้ำสะอาดครั้งที่ 3

ที่ที่จัดไว้นี้ จะจัดกาละมังใส่น้ำไว้ 4 ใบ ใบแรกใส่น้ำและฟองน้ำ สำหรับเช็ดกวาดเศษอาหารในภาชนะลงถังขยะก่อน
ใบที่สองใส่น้ำยา สำหรับล้างภาชนะ
ใบที่สาม สี่ และห้า ใส่น้ำสะอาด สำหรับล้างให้สะอาด

ด้วยขั้นตอนทั้งหมดนี้ ทำให้ภาชนะสะอาดมากกว่าการล้างไม่กี่ครั้ง
และด้วยการล้างแบบนี้ ทำให้ทุ่นแรงและเวลาในการล้างภาชนะได้มาก เพราะทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการล้างทำความสะอาดภาชนะทุกชิ้น หลายๆ ครั้งจะมีคนช่วยล้างภาชนะของเราเอง รวมถึงภาชนะอาหารใหญ่ๆ
การล้างภาชนะ เป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญเช่นกัน เรียกว่าทุกขั้นตอนในการใช้ชีวิตเลย
เพราะถือว่า การล้างภาชนะเป็นการล้างใจประเภทหนึ่ง ให้มีใจเสียสละ ร่วมกันรับผิดชอบภาชนะที่แม้จะไม่ใช่ของเรา
แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา เพราะเป็นภาชนะที่ใส่อาหารส่วนกลางมาให้เราตักรับประทานกัน

ชาวอโศก รับประทานอาหารมังสวิรัติบริสุทธิ์ ไม่รับประทานไข่

แนวปฏิบัติทั้งหมดนั้น ถูกถ่ายทอดลงสู่นักเรียนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง มีการวัดผลการปฏิบัติในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ทีเดียว

สำหรับบางท่านที่ไม่มีภาชนะของตน ก็สามารถใช้ภาชนะส่วนกลางได้ แต่ส่วนมากทุกคนจะเตรียมมาเอง

แต่ นักเรียนทุกคนต้องมีภาชนะและเครื่องนอนประจำตัว

ทั้งหมดนั้น เป็นการฝึกความรับผิดชอบ ฝึกการเจริญสติ ฝึกเรื่องจิตสาธารณะ ฝึกเรื่องการพึ่งตนเอง
ซึ่งแตกต่างกับโรงเรียนประจำอื่นๆ หลายประการ ที่มีการดูแลจากส่วนกลางอย่างสูง มีการจัดบริการต่างๆ ให้นักเรียน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การฝึกนักเรียนตามแนวทางดังกล่าวดำเนินไปได้ คือ กระบวนการพัฒนาบุคลากรนั่นเอง เริ่มตั้งแต่การคัดนักเรียนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ไม่เหยาะแหยะ ไม่ติดอบายมุข มีจิตใจพร้อมรับการเรียนการสอนแบบพิเศษนี้ เพราะมันสวนกระแสมาก
นักเรียนที่จะทนทานการฝึกแบบนี้ได้ ต้องมีจิตใจเข้มแข็งพอ ต้องต่อสู้กับความไม่เข้าใจของโลกรอบข้างอีกมาก
อย่างน้อยก็เรื่องของการแต่งกายที่ไม่เหมือนใคร
รวมถึงกระบวนการการเรียนการสอน ที่ผู้ใหญ่ใช้การสอนแบบ "พาทำ" คือ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แบบไม่หวังผล ปฏิบัติจริงจังในชีวิตกันเลย และมีการอบรมด้วยวาจา ด้วยความตั้งใจ จากสมณะและผู้ใหญ่ทั้งหลาย

ทุกอย่างดำเนินไปได้ ล้วนมีหลักยึดจากพุทธศาสนานั่นเองครับ

การปฏิบัติธรรมของพวกเขา ไม่ใช่การพาไปเดินจงกรม นั่งสมาธิหลับตาเป็นหลัก
หากแต่การปฏิบัติธรรมของเขา คือ การนำหลักธรรมต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องศีล มาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ทุกขณะจิต
เป็นการยืนยันประการหนึ่งว่า ศาสนา จะมีฤทธิ์มีแรงต่อสังคมจริง ต้องนำมาปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องในชีวิต
การท่องบ่นคาถา การสอบไล่เอาใบรับรอง การนั่งถกแต่ตรรกะ หรือกระทั่งการปฏิบัติที่ตัดตอนไม่ครบถ้วน
ไม่ทำตามลำดับ ต้น กลาง ปลาย ย่อมไม่อาจทำให้ศาสนาเกิดผลมีพลังได้จริงต่อตนเองและสังคม

ขณะนี้ก็ดึกแล้ว กะว่าจะเล่าต่อให้ละเอียด คงต้องขอยกยอดไปวันหลังนะครับ
ราตรีสวัสดิ์ขอรับ
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2009, 08:56:24 AM »

ขอขอบคุณ viscount มากที่นำเอาระบบการศึกษา "สัมมาสิกขา"ของชาวอโศกมาเล่าสู่กัน ทำให้เรื่องราวชาวชุมชนอโศกไม่เป็นที่ลึกลับ คาดเดากันเอาเอง และได้รับข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องชัดเจน

สัมมาสิกขาเป็นที่น่าสนใจในปัจจุบันนี้ เพราะการศึกษาโดยทั่วไปที่รัฐและเอกชนจัดนั้น มุ่งเน้นไปที่การแข่งขันกันทุกอย่าง จนเกิดระบบการเรียนพิเศษและติวนอกเวลาขึ้นมากมาย เด็กๆและพ่อแม่ค่อนประเทศต่างเชื่อว่าหากการติวจะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการติวมากกว่าการเรียนที่โรงเรียน ที่สำคัญคือขาดเการอบรมบ่มเพาะเรี่องคุณธรรม ศีลธรรม ขาดการฝึกฝนให้รู้จักความรับผิดชอบต่อตัวเองและส่วนรวม

ผมเองอาจนำเอาผู้ปกครองจากหมู่บ้านบางแห่งบนภูเขาสูงในเชียงใหม่ไปพบคุณ viscount และจะไปเยี่ยมชมระบบการศึกษาษาสัมมาอโศกในเชียงใหม่ เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาให้ลูกหลานในหมู่บ้านของเขา

ในวันอาทิตย์โดยส่วนมากผมจะไปรับประทานอาหารมังสวิรัติที่สันติอโศก ซอยนวมินทร์ 44 (สุขาภิบาล 1) นำเอาหนังสือ กรดาษ เครื่องใช้สำนักงานที่ไม่ใช้แล้วไปบริจาคให้สถาบันขยะวิทยาสุดซอยนวมินทร์ 44 ซึงจะได้นำไปรีไซเคิลกลับมาเป็น FMTV ทีวีเพื่อมนุษยชาติ รับชมได้จากอินเตอร์เนต www.asoke.info และจานดาวเทียม เห็นว่าปัจจุบันกำลังจะออกอากาศเป็นฟรีทีวีด้วย เป็นโทรทัศน์ที่มีประโยชน์ ลองตามชมดูสิครับ

ผมว่าในวันอาทิตย์ใครว่างๆในกทม.ก็ลองไปชิมอาหารมังสวิรัติสักอาทิตยละครั้ง อย่าเกินบ่าย 2 โมง (หยุดวันจันทร์)แล้วนั่งสนทนากันถึงเรื่องราวต่างๆหลากหลายได้นะครับ อาหารดีต่อชีวีให้ยืนยาว พบปะมิตรสหายได้ที่สันติอโศก

ทีนี้มาคอยฟังต่อว่าคุณ viscount จะเล่าต่อเรื่องสัมมาสิกขาจะเป็นประการใดครับ ..
บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน 2009, 19:59:49 PM »

ขอแทรกนิดเดียว

เรื่องกินใข่นั้น  สำหรับคนที่ยังไม่พร้อม ระยะแรกยังอนุโลมให้ทานได้


ปีนี้มีเด็กสอบติดนิเทศจุฬาด้วย ยิ้มกว้างๆ


ตามอ่านอยู่ครับ
บันทึกการเข้า
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2009, 01:10:54 AM »

ขอบคุณครับลุง atm ที่ช่วยอัพเดตข้อมูลให้ และช่วยเสริมจุดสำคัญให้ทราบกันครับ มีอะไรก็มาอัพเดตต่อนะครับ เพราะหลายอย่างผมก็ไม่ทราบจริงๆ

ขอบพระคุณครับลุงบัวตูม ที่กรุณาให้โอกาสผมเสมอมา ผมจะดำเนินหน้าที่ต่อไปครับ

*******************

ฤกษ์งามยามดี ก็มาคุยกันต่อครับ

ก่อนที่ผมจะกล่าวถึงการเรียนการสอนของโรงเรียนสัมมาสิกขาที่เชียงใหม่ ขออนุญาตแจ้งข่าวก่อนครับ

สำหรับลุงๆ ป้าๆ และผู้สนใจท่านใด ที่อยู่ใกล้จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงวันสิ้นปี-วันปีใหม่ อย่าลืมแวะไปที่ ชุมชนราชธานีอโศก ตั้งอยู่ที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี นะครับ ทุกปีใหม่ ชาวอโศกจะมีงาน "ตลาดอาริยะ" ขายของราคา "ขาดทุน" เช่น ต้นทุนมา 100 บาท ขายกัน 20 บาท อาหารราคา 1 บาท น้ำ 1 บาท คึกคักทุกปีครับ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ปีนี้ก็จะมีอีกครับ

คนค้าขาย ก็ญาติธรรมและผู้สนใจนั่นแหละครับ ชาวอโศกจะเลือกเอาเฉพาะคนที่เข้าใจจริงๆ พร้อมมาขาดทุนเงิน แต่ได้กำไรอาริยะ มาร่วมขายของในงาน ไปช่วยซื้อ ช่วยอุดหนุนกันได้ครับ

นี่ล่ะครับ คือ 1 ในงาน "พาณิชย์บุญนิยม" คือ การยอมค้าขาดทุน แต่กำไรจิตวิญญาณ เพราะได้เสียสละผลประโยชน์ออกไป

*******************

มาต่อกันครับ

โรงเรียนสัมมาสิกขา ในเชียงใหม่ มีชื่อเรียกว่า "โรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ" ชื่อ ภูผาฟ้าน้ำ มาจากชื่อของพุทธสถาน ที่ตั้งของโรงเรียน อยู่ที่ทางแยกไป อ.ปาย แยกจากถนนเชียงใหม่- ฝาง ขับรถจาก อ.เมือง ตรงไป ผ่าน อ.แม่ริม เข้าเขต อ.แม่แตง พอขับไปถึงทางแยกไปปาย สังเกตง่ายๆ ก่อนถึงทางแยก จะเจอ "วัดหนองโค้ง" และขับไปอีก จะเจอร้านค้ามะพร้าว ของฝากริมถนนสี่ห้าร้าน ทางฝั่งตรงข้ามจะมีปั๊มบางจาก นั่นล่ะครับให้ชะลอรถ แล้วขับชิดซ้ายไป เจอทางแยก เลี้ยวซ้ายเลย ขับไปอีก 6 กิโลเมตร จะเจอร้านค้าริมถนน ปลูกสร้างด้วยไม้ ขายปุ๋ย ขายสินค้าทั่วไป นั่นล่ะครับ คือ ที่ตั้งของโรงเรียน

ทางโรงเรียน ยังไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีอาคารเรียน การบริหารจัดการ ยังถือเป็น "น้องใหม่" อยู่มาก เพราะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน นักเรียนรวมกันประมาณไม่เกิน 40 คน ทุกชั้น

กิจกรรมการเรียนการสอน คล้ายคลึงกับโรงเรียนสัมมาสิกขาแห่งอื่น หากแต่อาจมีที่เข้มกว่าคือ การฝึกวินัย ครับ เป็นการรวมเอาวินัยแบบทหาร ผสมกับการเสริมคุณธรรมแบบพุทธ คือ กำหนดหลักปฏิบัติ ความเป็นระเบียบ แบบทหารเลย ติ่นเป็นเวลา กินเป็นเวลา นั่งกิน เข้าแถว ต้องสะอาด มีระเบียบ นอนเป็นเวลาด้วย นกหวีดเป่าแล้ว ต้องนอน

และผสมผสานการให้หลักธรรม จากคุรุและสมณะ ทุกวันๆ คำพูดคำจากับนักเรียน จะใช้มธุรสวาจา คุรุสุภาพอ่อนน้อม แต่จริงจัง เป็นการฝึกให้นักเรียนมีวินัย ผสมผสานกับมีน้ำใจ มีคุณธรรม

ในด้านการทำงาน ยังคงเข้าฐานงานตามปกติครับ แต่เนืองจากที่ตั้งของโรงเรียน ห่างไกลจาก ชมรมมังสวิรัติฯ สาขาเชียงใหม่ อยู่ไม่น้อย เพราะชมรมมังสวิรัติฯ เชียงใหม่ ตั้งอยู่บนถนนมหิดล ข้างปั๊มบางจาก เส้นทางไปสนามบินเชียงใหม่ หากมุ่งหน้ามาจากในเขตคูเมือง แต่โรงเรียน ตั้งอยู่ที่ อ.แม่แตง ห่างกันกว่า 30 กิโลเมตร การเข้าฐานงานร้านค้า จึงไม่สะดวก ดังนั้น นักเรียนส่วนใหญ่จะเข้าฐานงานเกษตร

ทางโรงเรียนมีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ของตนเอง ปลูกผักเอง กินกันเอง หมักปุ๋ยเอง กินส่วนหนึ่ง ส่งให้ร้านค้าส่วนหนึ่ง แจกส่วนหนึ่ง เหลือจึงขาย แต่ส่วนมากไม่ค่อยได้ขายครับ แบ่งๆ กันไปตามชุมชนต่างๆ

ชุมชนชาวอโศกในเชียงใหม่ แปลกกว่าที่อื่น เพราะที่อื่น จะเป็นชุมชนแบบรวมศูนย์ หากแต่ที่นี่ เป็นชุมชนแบบกระจาย เพราะแต่ละพื้นที่ที่ชาวอโศกไปตั้งกลุ่ม ล้วนมาจากการ "รับบริจาค" ทั้งสิ้น ที่ดินก็มาคนละทีสองที ที่ตั้งจึงตั้งห่างกันเช่นนี้แล

เชียงใหม่ มีพื้นที่ชาวอโศกทั้งหมด 5 ที่ คือ
1. ชมรมมังสวิรัติฯ เชียงใหม่ อยู่ใน อ.เมือง
2. ลานนาอโศก อยู่ที่ อ.สันทราย
3. ชุมชนสวนพืชผัก อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียน อยู่ ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง
4. ชุมชนสวนชายดอย ตั้งใกล้ๆ กับโรงเรียน ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตร
5. ชุมชนและพุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ ตั้งอยู่ใจกลางดอย ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง

แต่ละที่ล้วนห่างกัน เดินทางหากันค่อนข้างยาก กิจกรรมจึงแตกต่างจากที่อื่น

ไม่ต้องกลัวว่าเสื้อแดงจะรู้ความลับ เพราะเขาไปบุกเผากระท่อมในชุมชน เอาป้ายไปตีศีรษะชาวชุมชน ในพืน้ที่พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ ที่อยู่บนดอย มาเรียบร้อยแล้ว และคดีก็เงียบไปตามกาลเวลา เพราะที่เชียงใหม่ มันถิ่นใคร

ใครบางคน จึงกล่าวว่า "ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป คนมีเงิน ทำอะไรก็ถูกเสมอ คนจน หายใจยังผิดกฎหมายเลย"

ซึ่งชาวอโศก ไม่ยี่หระกับสิ่งเหล่านี้ เพระเขามารวมตัวเพื่อ "ปฏิบัติธรรม" ไม่ได้รวมตัวเพื่อสร้างชุมชนประเภทรัฐซ้อนรัฐ ไม่ได้รวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิ ไม่ได้รวมตัวต่อสู้อะไร ใครจะร้าย ก็ร้ายไป สัจจะจะตอบคำถามเอง

นี่คือวิธีคิดของเขาครับ


กลับมาถึงการเรียนการสอนของเขากันครับ

นักเรียน จะมีการ "เช็คศีล" เสมอ โดยการแจกใบประเมินให้นักเรียนเช็คพฤติกรรมตนเองทุกวัน ส่งสมณะด้วย นี่คือคะแนนส่วนใหญ่ของนักเรียน ดังนั้น ใครที่มีการเช็คศีลแล้ว คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ แม้ต่อให้สอบวิชาการได้เต็มทุกวิชา ก็ไม่มีสิทธิผ่าน

การเช็คศีลของนักเรียน ไม่ต้องกลัวครับว่าจะโมเม เพราะนักเรียนอยู่แบบปฐมภูมิ ทุกคนพบหน้า รู้เห็นการกระทำ ดังนั้น ต่อให้ make ผลการเช็คศีล ก็ถูกจับได้อยู่ดี
ที่สำคัญคือ สมณะและผู้ใหญ่ จะพร่ำสอนให้ซื่อสัตย์กับตนเอง คนที่ซื่อสัตย์กับตนเองแม้ผลการเช็คศีลจะน้อย ผลการเรียนจะต่ำ ก็ยังได้รับการยกย่อง มากกว่าคนที่มุ่งเอาคะแนน มุ่งทำภาพให้ตนเองดี มุ่งแข่งขัน

และการเรียนของนักเรียนที่นี่ เนื่องจากมีคนน้อย จึงใช้ระบบ "กระบวนการกลุ่ม" รุ่นพี่ดูแลน้อง เด็กๆ ดูแลกันเองในฐานงานด้วย ประเมินกันเอง ผู้ใหญ่ประเมินนักเรียน นักเรียนประเมินผู้ใหญ่ สมณะคอยดูแล ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างลูกหลาน ครอบครัว และฉันมิตร

แม้ว่านักเรียน จะอยู่ห่างไกลความเจริญ ห่างไกลข่าวสารดังที่เขารับๆ กันตามสื่อตามอินเตอร์เน็ต แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะที่ชุมชนก็ให้ใช้เน็ตได้ แต่ควบคุมประเภทการใช้ เพื่อให้เกิดสาระสูงสุด

คุรุที่สอน มาจากคนกันเองครับ มีทั้งคุรุประจำชุมชน และคุรุอาสา ซึ่งมาจากญาติธรรม การคัดคุรุ เป็นสิ่งที่ชาวอโศกเคร่งครัดมาก เพราะคุรุคือแบบแผนการคิดและการปฏิบัติของนักเรียน โดยเฉพาะแบบแผนเรื่องศีลธรรมจริยธรรม ผู้ที่จะอาสามาสอน จะเข้าใจหลักการของชาวอโศกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการปฏิบัติที่เป็นจริง พิสูจน์ได้ด้วยการคบคุ้นรู้จักกับชุมชน หากมาเดี่ยวๆ ต้องมีการดูความคิดความประพฤติก่อน จนแน่ใจแล้วจึงจะให้โอกาสเข้ามา

นักเรียนเอง ก็ไม่ต่างกันครับ การจะเข้าเรียนได้ ต้องผ่านการเข้าค่ายอบรมก่อน ต้องสืบสามราวเรื่องไปถึงครอบครัวผู้ปกครอง ต้องมีคนแนะนำรับรอง เพื่อให้แน่ใจว่า นักเรียนพร้อมจะมาฝึกฝนตนเองร่วมกับชุมชนด้วย การเอานักเรียนมาดัดนิสัย ไม่ใช่หนทางหลักในการจัดการศึกษา แต่กระนั้นก็ตาม นักเรียนหลายคนที่ผู้ปกครองหวังจะพามาดัดนิสัย แล้วปรากฏว่านักเรียนเข้าไปเรียนในระบบแล้วด้วย ก็มีผลตอบรับที่น่าพอใจยิ่ง คือ เปลี่ยนพฤติกรรมตนเองไปแทบสิ้นเชิง จากเกเร ติดเกมส์ มาเป็นขยันทำงาน สุภาพ อ่อนน้อม ไม่กินเนื้อสัตว์

การเรียนการสอน ใช้หลักสูตรตามเกณฑ์ที่กระทรวงฯ กำหนด มีการประเมินจากหน่วยงานราชการตลอด จึงรับรองได้ว่า ไม่ใช่ "โรงเรียนเถื่อน"


โรงเรียนสัมมาสิกขาทุกแห่ง รับนักเรียนตั้งแต่ ม. 1 เป็นต้นไป เรียนไปจนถึง ม.6 ไม่มีรับกลางคัน เข้ามาต้องมาเรียน ม. 1 ขึ้นไป เพื่อให้เป็นการฝึกฝนตนเองอย่างเข้มข้น ส่วนจะมีการเลื่อนชั้นตามระดับที่ควรเป็นหรือไม่ อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ "คุยกันได้" หากนักเรียนประพฤติตนดี มีศีลธรรม ขยันขันแข็ง



อย่างไรก็ดี การอยู่รอดของนักเรียนในโรงเรียนนั้น ไม่ง่ายครับ เพราะนอกจากจะทำงานด้วย ฝึกปฏิบัติตนตามหลักพุทธศาสนาด้วย เรียนหนังสื่อด้วยอยู่แบบประจำด้วยแล้ว ยังต้องระวังสำรวมพฤติกรรมตนเองตลอด ตั้งแต่การตื่นนอน ต้องตื่นเป็นเวลา ตั้งแต่ 04.00 น. กินข้าวเป็นเวลา ทำงาน เรียน เข้านอน กำหนดตารางชีวิตแทบจะเต็มเอี้ยด

คนภายนอกจึงมองว่า เอาเด็กมาทรมาน ทำให้นักเรียนเครียด แต่นี่ล่ะ คือการฝึกฝนตนเอง ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ลำบากน้อยไปกว่ากัน อาจลำบากกว่าด้วยครับ เพราะต้องเป็นเสาหลักทุกเรื่อง

ความเป็นจริงเอง นักเรียนที่เข้ามาเรียนตั้งแต่ ม. ต้น จะรอดไปถึง ม.ปลาย ก็ยากครับ ยกตัวอย่างคือ เข้ามา ม.1 10 กว่าคน เหลือจากจบ ม.3 ขึ้นต่อ ม.4 ก็อยู่ไม่ถึงครึ่ง เนื่องจากบางที ผู้ปกครองมีความจำเป็น อยากให้นักเรียนไปเรียนต่อในสายอาชีพก็มี ผู้ปกครองย้ายถิ่นฐาน ก็มี นักเรียนมีความประพฤติต่ำกว่าเกณฑ์ ก็มี

เรื่องการผิดศีล ฆ่าสัตว์ กินเนื้อสัตว์ในชุมชน
เรื่องการผิดศีล ขโมยของ
เรื่องการผิดศีล เรื่องชู้สาว
เรื่องการผิดศีล ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ โกหกเรื่องร้ายแรง
เรื่องการผิดศีล ดื่มสุรา สูบบุหรี่

ถือเป็นโทษหนักทีเดียว ผู้ที่ถูกจับได้ จะถูกตัดคะแนนอย่างมาก แต่ยังไม่ไล่ออก อาจมีการส่งกลับบ้านไปทำโครงการ "ลูกกตัญญู" คือ ให้ไปช่วยงานพ่อแม่ กราบพ่อแม่ก่อนนอน ทำตัวดีๆ ไม่ให้พ่อแม่หนักใจ เพื่อเป็นการฝึกฝนตนเอง

ในรายที่หนักหนาสาหัสจริงๆ จึงค่อย "เชิญ" ออกจากชุมชน

ดังนั้น แม้นักเรียนจะ "เรียนฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม กินฟรี นอนฟรี" แต่ก็ "เข้ายาก อยู่ยาก จบยาก"

การเรียนการสอน เรียนทั้งในตำราด้วย และคุรุจะพยายามนำความรู้ไปบูรณาการกับฐานงานและชีวิตด้วย
เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการเรียน และให้ความรู้เกิดประโยชน์สูงสุดจริงๆ

การเรียนเพื่อให้นักเรียนทำโจทย์มากๆ กวดวิชา ติวเข้ม จำเนื้อหามากๆ ตีโจทย์แตก เพื่อเก็งข้อสอบ เอาคะแนน ไม่ใช่วิธีการของโรงเรียน ยิ่งถ้าเรียนแบบแข่งขัน ยิ่งไม่ใช่เลย

นักเรียนที่นี่ แม้อาจเรียนไม่เก่ง แต่ไม่อดตาย ทำงานเป็น ขยัน อดทน ประหยัด เป็นคนดีของสังคม ที่อาจเป็นผู้นำได้ด้วย

การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสัมมาสิกขาทีนี่ ยึดหลักพุทธเตมๆ โดยเฉพาะหลักธรรมที่ว่า

"มิตรดีสหายดี สิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์"

การจะให้นักเรียนเป็นคนดี ต้องให้เขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมดี มีคนดีอยู่รอบกาย คนดีๆ ทำดีเป็นตัวอย่างเลย ทำกันในชีวิตประจำวันเลย เมื่อมีคนพาทำ นักเรียนจะเดินตามเอง พร้อมกับมีการอบรมให้ข้อมูลต่อเนื่อง พูดจา กินอยู่ร่วมกันเท่าเทียมกัน นักเรียนใส่เสื้ออย่างไร คุรุใส่เสื้ออย่างนั้น

ลำพังการอบรมเป็นครั้งคราว ลำพังการพาทำอย่างเดียว หรือลำพังการให้คะแนนเป็นตัวจูงใจ ไม่เพียงพอ และไม่สำเร็จแน่นอนครับ

นี่คือคำตอบว่า ทำไมโครงการอบรมมีทั่วประเทศ จัดมาก็หลายสิบปี แต่ทำไมผลสัมฤทธิ์ไม่ค่อยมี
ก็เพราะขาดแบบอย่าง ขาดสังคมดี ขาดแก่นสารในชีวิต และขาดคนสนใจที่จะนำไปปฏิบัติในชีวิตนั่นเองครับ

การจัดการศึกษาของเขา อาจนับได้ว่า "ยังไม่ประสบความสำเร็จ" เพราะเพิ่งมีนักเรียนจบไป 2 รุ่น ยังไม่เห็นผล แต่ก็น่าติดตามอย่ายิ่งครับ

ลุงบัวตูม จะพาผู้ปกครองที่เป็นพี่น้องชาวไทยบนพื้นที่สูง มาเยี่ยมชมสักครา ก็มิเห็นจะไม่ได้ครับ

แต่ก่อนเยี่ยมชม ก็อยากให้ทราบข้อมูลกันก่อนครับ จะได้ทดลองฝึกปฏิบัติ ทดลองจัดการเรียนการสอนกันก่อน
เผื่อจะมีข้อแนะนำกันครับ เพราะความจริงแล้ว พวกเขาก็ต้องการการแลกเปลี่ยนข้อมูลเหมือนกัน จะได้ช่วยกันพัฒนาเยาวชนของชาติกันต่อไป


การนำหลักธรรมพุทธศาสนา มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ไม่มีการตัดออกแม้แต่ข้อเดียวครับ ตัดนิดเดียว ลดหย่อนนิดเดียว ย่อมหมายถึง "ความล้มเหลว" ครับ

เพราะเมื่อยอมให้กิเลสหนึ่งเชียะ วันหน้าก็อาจยอมให้อีก 1 หุน อาจจะยอมให้อีก 1 ลี้ในอนาคต และสุดท้ายก็จะพ่ายแพ้ เป็นทาสโลกียะ เป็นทาสอบายมุข และถูกสังคมอันเน่าเฟะกลืนกิน


ที่คุณลุง atm เล่าว่า ปีนี้มีนักเรียนชาวอโศก สอบติดจุฬาฯด้วยนั้น เป็นความจริงครับ  และมีนักเรียนอีกคน สอบติดแพทย์พระมงกุฎด้วย นักเรียนอีกส่วน ไปเรียนที่ ม.อุบลฯ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง

บางคนก็เรียน ม.เปิด เรียนไปด้วย ช่วยงานชุมชนไปด้วย ก็มีครับ

สรุปคือ นักเรียน ไม่ถูกสอนให้ล้าหลัง ประเภทปลูกกระต๊อบมุงจาก พาไปเก็บผักเก็บฟืนประทังชีวิต แต่จะถูกสอนให้รู้จักโลก รู้ทั้งข้อดีและข้อร้ายของโลก ให้เลือกใช้ข้อดี และเลือกทิ้งข้อร้าย

งานยาก หนัก เหนื่อย แต่ต้องทำ
เพื่อมวลมนุษยชาติ จำนวนน้อยๆ นั่นเองครับ
จาก 1 เป็น 10 ได้ สักวัน
10 ก็เป็น แสน ได้ สักโอกาส แน่แท้ครับ

ขอบพระคุณครับสำหรับวันนี้ ราตรีสวัสดิ์ดื้อๆ แบบนี้ล่ะครับ ง่วงแล้ว
จุดใดขาดตกบกพร่องไป อย่าลืมติติงผมนะครับ
เสริมได้ก็เสริมเลยครับ
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
ยอนละไม
Full Member
***
กระทู้: 388


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 19 ธันวาคม 2009, 16:29:05 PM »

      ติดตามราวและความเคลื่อนไหวของ "สันติอโศก" อย่างไม่้รู้เบื่อ(จริง ๆ ครับ)

      หนึ่งในความรู้สึกแบบนั้นมาจากบรรดาผู้ทรงศีลห่มจีวรสีกะ มองเห็นแปลกตา แต่ว่ามีศีลที่บริสุทธิ์กว่า บรรดา "ขุนนางพระ" ที่
เกลื่อนรกประเทศ

      ผมตั้งใจไว้ว่า สักวันหนึ่งจะพาครอบครัวเข้าไปกล่อมเกลาจิตใจให้ใสสะอาด ไปฝึกตัวเองและลูก ๆ ให้รู้จักการพึ่งพาตนเอง และรู้จักการช่วยเหลือสังคม และ ฯลฯ

      ว่าแต่ว่า Viscount หรือ ลุง ๆ ป้า ๆ ท่านอื่นที่มีประสบการณ์จะมีอะไรแนะนำบ้างไหมครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!