บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:11:05 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Fund Raising for Prasat Boran Foundation  (อ่าน 11638 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 09 กันยายน 2009, 15:59:11 PM »

  




๕ ผู้นำ แห่งพนมดองแหรก   ประกาศสร้าง"อโรคยศาลาปราสาท"  ณ พนมสวาย  เมืองช้างบุญ สุรินทร์







๑. ดร.สุพจน์  ประเสริฐศรี            sprasertsri@gmail.com     แสนพล ดอท คอม

๒. ดร.เชิญ  สามารถ                  086 7255512                 มูลนิธิ รศ.ดร.เชิญ สามารถ    
 
๓. ดร.สรเชษฐ์ วรคามวิชัย           sorajet@gmail.com          ศูนย์ศิลปะหัตถกรรมอีสานใต้

๔. ปแฎงมหาบุญเรือง คัชมาย์       bkajmary@yahoo.com      ศูนย์ แขมรฺ ศึกษา มรภ.สุรินทร์

๕. นายบำรุง จรัณยานนท์            cbamrung@gmail.com      มูลนิธิช้างบุญ




คลิกชมภาพและเรื่องราวที่...

http://www.thaioctober.com/forum/index.php?topic=1293





ขอบคุณคุณวรนัยแห่งเนชั่นบล็อก...

http://www.oknation.net/blog/voranai/2009/08/20/entry-1


--------------------------------------------------------------------------------
: Re:เพชร ที่รอการประกอบ หัวแหวน = ปราสาทศีขรภูมิ..!
: นายทวารบาล October 31, 2005, 01:54:22 AM
--------------------------------------------------------------------------------



Fund Raising for Prasat Boran Foundation

โครงการระดมทุนเพื่อจัดตั้งมูลนิธิปราสาทโบราณ         


 ด้วยปราสาทโบราณที่มีอยู่ในประเทศ กัมพูชา-ไทย-ลาว-เวียดนาม
ที่สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.๑,๑๐๐-๑,๗๐๐ ประมาณ  ๒,๐๐๐ องค์ นั้น
ยังไม่ได้รับการบูรณะองค์ปราสาท  จากประเทศดังกล่าวเท่าที่ควร
 และวัฒนธรรมชุมชนเมืองปราสาทโบราณ ก็กำลังถูกวัฒนธรรมอื่น
กลืนกิน จนเอกลักษณ์ของตนเอง มัวหมองและอาจจะเสื่อมสลายไป
ในที่สุด  ซึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่จะสายเกินแก้
ในปีพุทธศักราช ๒,๕๕๒  ได้มีกลุ่มชาติพันธุ์แขมรฺ และผู้สนใจคณะหนึ่ง
ประสบการณ์ระดับโลก-ระดับภูมิถาคเอเชีย-ระดับภูมิภาคอินโดจีน
รวมตัวกันทำโครงการระดมทุนเพื่อจัดตั้งมูลนิธิปราสาทโบราณขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์คือ

๑.สร้างอโรคยศาลาปราสาท  ขึ้น ใหม่อย่างนัอย ๑ องค์  ในบริเวณ
จังหวัดบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ  ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์แขมรฺ   ที่เป็น
ลูกหลานผู้สร้างปราสาทโบราณ จำนวน ประมาณ 3 ล้านคน ให้ได้
รักษาโรคภัยไข้เจ็บตามภูมิปัญญาของ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
ที่ทรงห่วงใยความทุกข์ยากทั้งกายและใจ ของอาณาประชาราษฎร์จาก
การเจ็บป่วย ด้วยโรคร้าย ให้ผ่อนคลายออกไปจากจิตใจและร่างกาย

๒.บูรณะ “อโรคยศาลาปราสาท- Hospital” และฟื้นฟูป่าสมุนไพร
รักษาโรครอบๆองค์ปราสาทเดิมประมาณ  ๓๓  องค์ ให้เป็นศูนย์กลาง
ของสรรพวิชารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก เช่น
การนวด-ประคบ-อบ ส่วนต่างๆของร่างกาย ฯลฯ   การใช้สมุนไพรใน
การรักษาโรคทุกชนิด  เป็นต้น

๓.ฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนรอบ องค์ปราสาททั้งที่เป็น  Temple เช่น
Prasat  Sikhoraphum-Phum Pon-Angkor Wat   etc.
ให้กลับมามีชีวิตชีวาดั่งสมัยแรกสร้าง  สมกับเป็นที่สักการบูชาของ
ผู้แสวงบุญให้คงสืบทอดแก่ชนรุ่นต่อๆไป อย่างต่อเนื่อง

๔..ฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนรอบ องค์ปราสาทที่เป็น Hotel  เช่น
ปราสาทตาเมื๊อน “บายเกรียม” ฯลฯ  ให้เป็นที่พักของนักแสวงบุญ
ณ เมืองปราสาทโบราณนั้นๆ  ให้สมกับเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ
ผู้สร้างปราสาทตลอดไป


คณะกรรมการชุดก่อตั้ง
๑.   Mr.Bamrung Charanyananda- Chairman
๒.   Dr. Ith Kim Phan     -  Angkor Wat
๓.   Dr.Supote Prasertsri – Unesco (retired)
๔.   Mr.Saravuth Um - Co-ordinator
๕.   Mr.Boonruang Kajmary – Intepretor
๖.   Mr.Thomas Than Kong –Inteprator
๗.   Dr.Sorajet  Vorakamvichai-Buriram
๘.   Mr.Noun Sok Phal  - Phnom Penh
๙.   Mr.Sakda  Chua Indhra  - Surin PRD


  ......................UPDATE      20-02-2010……..


ที่มาของงบประมาณ

จองก้อนหินที่จะตัดมาทำปราสาท

 ราคาเฉลี่ย  ก้อนละ  ๑,๐๐๐ บาท

คณะกรรมการจะสลักชื่อผู้จอง

ไว้ที่ก้อนหินแต่ละก้อน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 มีนาคม 2010, 14:50:34 PM โดย นายทวารบาล » บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 10 กันยายน 2009, 14:40:07 PM »








เสนอสร้างปราสาทหิน

 
เรียน  

 ปรารภเหตุ

 ท้าพิศูจน์   “สร้างปราสาทหินใหญ่กว่าปราสาทเขาพระวิหาร”



  

ตลอดระยะเวลา  2-3 ปี  ที่ผ่านมา   ปัญหาเรื่องชายแดน  ไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะ เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร  สร้างความบาดหมางใจ  ระหว่างบ้านพี่เมืองน้องพี่น้องไทย-กัมพูชา  ที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาตลอด  กระทั่ง  ยกกำลังทหาร จะทำสงครามกัน ด้วยเหตุเพียง “การแย่งก้อนหินอันเป็นสมบัติภายนอกกันเท่านั้น”    สร้างความเดือดร้อนให้แก่  พี่น้องชายแดน  ทั้งสองฟากฝั่ง อยู่ไม่เป็นสุข ทั้งนี้  เรื่องทั้งหมด  ไม่ได้เกิดจาก  ผู้ที่อาศัยอยู่ชายแดน  แต่เป็นเรื่องของการเมือง “ที่พยายามสร้างกระแสให้ขัดแย้ง เพื่อหวังผลประโยชน์  หรือคะแนนเสียงให้แก่ตนและหรือพวกพ้องของตนเท่านั้น”

            เรื่องเขาพระวิหาร  โดยสัจธรรมแล้ว     เขาพระวิหาร  บรรพบุรุษของกัมพูชา  สร้างมา 3-4  ร้อยปี  ก่อนที่จะมีประเทศไทย  หรือ  ก่อนที่ไทยเราได้ก่อตัวตั้งเป็นอาณาจักรสยามขึ้น

             ความจริงคือความจริง    นักประวัติศาสตร์ นักการเมืองของเรา   แม้นักโบราณคดีบางท่าน   ก็ปฏิเสธความจริง  แม้แต่คำว่า  “เขมร”    ผู้ที่รักชาติ   ไม่อยากเรียกว่า  เขมร   หลบไปเรียกว่า     ขอม  เช่นศิลปะขอม    ปราสาทขอม    ทำไมไม่เรียกว่า  ศิลปเขมร หรือปราสาทเขมร    นักประวัติศาสตร์กลัวเสียเกียรติ์ที่ต้องรู้ต้องเรียน  ศิลปวัฒนธรรมเขมรหรือ ทำให้ยุ่งยาก  ทำให้เข้าใจผิด   บางทีก็ว่า  เขมรไม่ใช่ขอม    ขอมไม่มีแล้ว    เป็นต้น      ทำไมเราไม่พูดความจริง      เรื่องเขาพระวิหารก็เช่นกัน   ที่ศาลโลกตัดสินแล้วว่าเป็นของเขมรนั้น  อย่าได้ไปโทษ  หม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมทย์  ที่ไปว่าอรรถคดีแพ้เลย  ท่านได้ทำดีที่สุดแล้ว    ก็มันเป็นของเขาจริง ๆ   เขาก็หวงแหน เขาก็รักของเขาเหมือนกับเรา  ที่กล่าวเช่นนั้นมิได้หมายความว่า   ข้าพเจ้า  ไม่รักชาติ  ข้าพเจ้าเป็นคนไทย   รักชาติรักแผ่นดินไทยเช่นเดียวกับท่านทุก ๆคน  แต่รักทั้งชาติรักทั้ง  ความยุติธรรม  อะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความยุติธรรม   ข้าพเจ้าไม่ได้เข้าข้างเขมร   แต่ข้าพเจ้าต้องการเข้าข้างฝ่ายยุติธรรม  คือฝ่ายธรรมะ     เพราะเมืองไทย  คนไทย  เป็นหนึ่งประเทศที่เจริญแล้ว    เป็นเมืองพุทธที่รู้ผิดรู้ถูกอยู่แล้ว

 ….ช่วยกันคิดครับ    หากเรารุกรานเขา  ผลเสียที่ได้อาจมากกว่า การได้ซึ่งทรัพย์สินภายนอกที่เป็นเพียงวัตถุเสียอีก  แล้วทรัพย์สินภายนอกนั้นมีค่ามากกว่า ความรักสมัครสมาน กลมเกลียวดั่งพี่น้องกันอีกหรือ ?

  ...... ทำไมเราไม่คิดมาสร้างเองบ้างได้ไหมครับ....    ข้าพเจ้าเชื่อว่า  คนไทยทำได้   เราจะสร้างปราสาทหินให้ยิ่งกว่า  ปราสาทเขาพระวิหารก็ได้   หากว่าเราจะทำจริง ๆ

.......เราทำได้   ถ้ามีเงิน  50 ล้านบาท  จะสร้างปราสาทหินเท่ากับปราสาทตาเมือนตูจ  อำเภอพนมดงรัก  จังหวัดสุรินทร์

......  ถ้ามีเงิน   100  ล้านบาท  จะสร้างปราสาทหิน  เท่ากับ  ปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนตูจและ  อัคคิศาลารวมกัน  หรือไม่น้อยกว่าปราสาทสด็กก็กธม    อำเภอโคกสูง  จังหวัดสระแก้ว

......  ถ้ามีเงิน   300-  ล้านบาท  จะสร้างปราสาทใหญ่กว่า  ปราสาทเขาพระวิหารก็ได้  

เพื่อฝากไว้ในแผ่นดินไทย  เพื่อสนองแผ่นดินเกิดของเรา

ช่วยคิด...ทำไมชาวอียิปต์จึงสร้างปีรมิต ใหญ่โตมโหฬารได้ ?​ทำไมชาวจีนจึงสร้างกำแพง อันยาวเหยียดถึง 8800 กิโลเมตรได้ ?​​     และทำไมเขมรจึงสร้างเขาพระวิหาร  และปราสาทหินอื่น ๆ อีกมากมายได้ ?​​

แล้วเราคนไทย  ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายเคยคิดบ้างไหมที่จะทำ จะสร้างปราสาทหินเองบ้า    เชิญครับมาช่วยกัน “สร้างปราสาทหินเพื่อฝังฝากเป็นมรดกโลก”

.. และเพื่อ  ให้โลกรู้ว่า  “ คนไทยสร้างปราสาทหินได้”  ให้ลือลั่นไปทั่วโลก

  

-  ขอท้าพิศูจน์ครับ   เราทำได้   คนไทยทำได้เพื่อกิตติยศ  เพื่อศักดิ์ศรีของประเทศไทย  และคนไทยทั้งชาติ.

เพราะ……ถ้าไม่คิดจะทำอะไร ?​​​    ก็ย่อมไม่ได้อะไร ?

  

  

อาจารย์บุญเรือง  คัชมาย์

(ผู้ชำนาญการเขมร)

081-377-8663

bkajmary@yahoo.com

www// pateng.info

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กุมภาพันธ์ 2010, 19:39:18 PM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 กันยายน 2009, 18:59:01 PM »

ไม่ทราบว่า......

อาจารย์บุญเรือง  คัชมาย์

(ผู้ชำนาญการเขมร)

081-377-8663 ..... ศึกษาประวัติศาสตร์จากหลักฐานเอกสารของของไผ...เขมร...พม่า..อังกิด ฝารั่งเสด..หรือไปขุดคุ้ยด้วยตัวเอง?ฮืมฮืม??

ฤฤฤฤ
ชำการเขมรมาจากสำนักไหน?.....อย่างนี้ต้องคืนพระแก้วมรกตให้ลาวไหม......พม่าต้องลอกทองจากชะเวดากองมาคืนไทยไหม.....

ถึงได้บอกว่า เดรัจฉานวิชาเกินยุคนี้มันเยอะเจงๆ.....เอาอาจารย์นายนี้ไปออกรายสู้กะคณะของวีระ สมความคิดเลยปะ....
และหม่อมหลวงอะไรที่เขาตามเรื่องนี้อยู่อ่ะ....

ฟฟฟ
และเขาไม่ได้มองแค่ตัวประสาท ไม่รุว่าขายชาติขายแผ่นดินรึโง่กว่าฮุนซวย(เขมรใหม่เชื้อสายเวียด)....มันมองถึงทรัพยากร..โน่น...ในอ่าวไทย....


บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 10 กันยายน 2009, 21:23:37 PM »

ม.ล.วรรณวิภา" แฉ!รบ. อ้าง"วิเฮีย-วิหาร" แท้จริงหมกเม็ด เสียพื้นที่ 4.6 ตร.กม.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2552 03:43 น.
"ม.ล.วรรณวิภา" ระบุ "กษิต" เปลี่ยนไป บอกไทยไม่เสียดินแดน ไฉนโยงการเรียกชื่อ"วิเฮีย-วิหาร" ไปเอี่ยวพื้นที่ระหว่างภูมะเขือกับช่องตาเฒ่า ขนาด 4.6 ตร.กม. ย้ำ รบ.อย่าหลอก ปชช. การถอนทหาร เท่ากับเปิดทางเขมรนำ"เขาวิหาร" จดทะเบียนฯ ด้าน"ประกาสิทธิ์" จวกรมว.ต่างประเทศ อย่าตีหน้าซื่อหัดยอมรับความจริง พิสูจน์แล้วไม่พิทักษ์ปกป้องแผ่นดินจริง ขณะที่ "เทพมนตรี" เผยแถลงการร่วม "นพเหล่" ทำไทยผูกมัดตามมติ 32 ชี้ทางออกไทยต้องยื้อเวลากรอบเจรจา-ข้อตกลงผ่านสภา



คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ "คนในข่าว"

รายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2552 โดยมีนายเติมศักดิ์ จารุปราณ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ม.ล.วรรณวิภา จรูญโรจน์ ผู้เชียวชาญจากนักวิจัยสถาบันไทยคดีศึกษา และ นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล ผู้ช่วยนักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา พร้อมด้วยนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ มาร่วมพูดคุยถึงท่าทีของรัฐบาลและ รมว.ต่างประเทศ กรณีเขาวิหาร

ม.ล.วรรณวิภา กล่าวว่า นายกษิต ภิรมณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเคยคัดคานแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา อย่างสุดตัว แต่พอเป็น รมว.ต่างประเทศ กลับไม่คัดค้านแถลงการณ์นี้ มิหนำซ้ำมาออกรายการคนในข่าว เมื่อวันอังคาร ที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า พวกรักชาติบางคนและสื่อ ประโคมข่าว ไทยเสียดินแดนไปแล้ว แล้วนายกษิต ออกมายืนยันว่า ไทยยังไม่เสียดินแดน มีประเด็นที่น่าจับตามองจากการให้สัมภาษณ์ ที่ว่า “ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางบก ติดอยู่ที่ชื่อเขาพระวิหารที่ยังตกลงกันไม่ได้” ซึ่งกัมพูชาจะให้ใช้คำว่า “พระวิเฮีย” แต่ไทยอยากให้ใช้คำว่า “พระวิหาร” มีนัยยะสำคัญแอบแฝง คือ ข้อตกลงใช้ชื่อเรียกที่ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกัน ต่อมามีการประนีประนอม ตกลงให้เรียกพื้นที่ตรงนี้ ว่า พื้นที่ระหว่างภูมะเขือ กับช่องตาเฒ่า ตรงนี้เป็นการหมกเม็ด เพราะพื้นที่ระหว่างภูมะเขือกับ ช่องตาเฒ่า ขนาด 4.6 ตร.กิโลเมตร เป็นหัวใจสำคัญที่กัมพูชาต้องการอยากได้เป็นพื้นที่กันชน เพราะหากไม่มีพื้นที่ดังกล่าว กัมพูชา จะไม่สามารถไปขอจดทะเบียนเขาวิหารได้

“พ.ศ. 2546 มีมติครม. ให้ไทย-กัมพูชาร่วมกันพัฒนาพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2548-2549 กัมพูชาพยายามขึ้นทะเบียนเขาวิหารเป็นมรดกโลก และขอจดทะเบียนแต่เพียงผู้เดียว กระนั้นรัฐบาลไทยนอกจากจะนิ่งเฉยแล้วกลับมีทีท่าสนับสนุน จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2552 ก็ยังพยายามพัฒนาพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตรตรงนี้ร่วมกัน ด้วยเหตุนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ จึงไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลยุค สมชาย วงสวัสดิ์” ม.ล.วรรณวิภา กล่าว

ม.ล.วรรณวิภา กล่าวถึงสาเหตุที่ไม่ไว้วางใน ก.ต่างประเทศ เพราะพยายามยึดเอาข้อมูลของนักวิชาการที่ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศเป็นข้อมูลหลัก โดยไม่ศึกษาข้อมูล และฟังข้อท้วงติงคนอื่นๆเลย แล้วมายืนยันว่า 1.เขาวิหารเสียให้กัมพูชาไปแล้ว 2.พื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร เป็นพื้นที่ทับซ้อน อย่างนี้เป็นการทำลายประเทศอย่างยิ่ง อีกอย่างหลังการทำประชาพิจารระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2552 ต่อมา ก.ต่างประเทศ ขอเลื่อนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนออกไปก่อน ทั้งๆที่การทำประชาพิจารความคิดเห็นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นหากทำงานโปร่งใสจริง ทำไมถึงปล่อยให้มีการเลื่อนแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน

“การปฏิบัติของ ก.ต่างประเทศ ที่ยกพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร ให้กัมพูชา และถอนกำลังทหารออกจากเขาวิหาร จะทำให้พื้นที่ดูสงบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอยู่ในข้อตกที่จะให้กัมพูชาไปขอจดทะเบียนเขาวิหารเป็นมรดกโลกได้ ดังนั้นหากในเดือน ต.ค. 2552 สภาเอาร่างข้องตกลงนี้เข้าสู่ที่ประชุม ทุกอย่างจะจบเสมือนไทยยินยอมโดยปริยาย แล้วในกุมภาพันธ์ ปีหน้า ยูเนสโก ก็จะจดทะเบียนปราสาทเขาวิหารให้กัมพูชาได้อย่างสมบูรณ์” ม.ล.วรรณวิภา กล่าว

ม.ล.วรรณวิภา กล่าวว่าอยากเรียกร้องให้ 1.ไทยควรยุติการพัฒนาพื้นที่ 4.6 ต.ร.กิโลเมตร ไม่เข้าไปร่วมกับกัมพูชา 2.บนพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร โดยเฉพาะที่วัด ทหารต้องอยู่ในพื้นที่ และไม่ยินยอมให้ใครใช้พื้นที่ถนนที่กัมพูชาสร้างล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย 3.ให้รัฐบาล และนายกษิต กลับใจ เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรี ว่า ยังพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่ และ 4.อยากให้ ส.ส. และ ส.ว. รู้เท่าทันเรื่องนี้

“คณะผู้ติดตามกรณีปราสาทเขาวิหารพร้อมด้วยคณะอนุกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ ร่วมกันจัดเสวนา เรื่อง “แผ่นดินเขาวิหาร 4.6 ตร.กิโลเมตร บทพิสูจน์ศักดิ์ศรีและอธิปไตยของไทย” ในวันที่ 25 สิงหาคม ที่รัฐสภา ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.” มล.วรรณวิภา กล่าว

นายประกาสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาของประชาชน ที่บอกว่า ก.ต่างประเทศไม่พิทักษ์ปกป้องแผนดินไทย 4.6 ตร.กิโลเมตรบริเวณเขาวิหาร ไม่ใช่การกล่าวหาเลื่อนลอย เพราะเขาได้พิสูจน์แล้ว ด้วยเหตุผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2551 รัฐบาล นายสมชาย เลือกที่จะใช้ข้อมูลของนักวิชาการที่ไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เอานักวิชาการ อ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ และ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ออกมาให้ข้อต่อประชาชน แต่เป็นข้อมูลที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน

ยกตัวอย่างให้เห็น รศ.ดร.สุรชาติ พูดในหลายเวทีอยู่บ่อยๆ ว่า การที่ศาลโลกพิพากษาให้เขาวิหารเป็นของกัมพูชา ไม่ใช่แค่เฉพาะตัวเขาวิหาร แต่รวมถึงพื้นที่โดยรอบด้วย แท้ที่จริงมติครม. ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่มีการกั้นรั้วลวดหนาม แล้วระบุว่า เป็นการทำเขตบริเวณเขาวิหาร ต่อมาไม่รู้ว่าเกิดการเข้าใจผิดหรือจงใจ ทำให้เส้นดังกล่าวกลายเป็นเขตแดน แล้ว ก.ต่างประเทศ ก็ใช้ข้อมูลที่ผิดนั้นมาตลอด นอกจากนี้ยังไม่เคยพูดถึงการขึ้นทะเบียนเขาวิหาร ว่า ในการขึ้นทะเบียนครั้งแรกของกัมพูชา บอกว่าไม่รุกล้ำเข้าไทย ตามที่ครม. สมัยจอมพลสฤษดิ์ กำหนด แต่ไม่พูดถึงโซนที่ 3 ซึ่งระบุในแถลงการณ์ร่วม ที่จะต้องอยู่ในแผนการบริหารของกัมพูชา ซึ่งบริเวณนั้นรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ไทยแล้ว

นายประกาสิทธิ์ กล่าวถึง อ.อัครพงษ์ ที่อ้างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชการที่ 5 ทรงลงพระนามสัตยาบัน มีผลทำให้เขาวิหาร ตกเป็นของกัมพูชา เป็นหารให้ร้ายพระองค์ท่าน เพราะที่จริงแล้วสนธิสัญญานั้น ผู้ที่ลงนามคือ สมเด็จกรมพระยากรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ซึ่งเทียบในสมัยนี้ก็คือตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ นอกจากนั้นยังบอกว่าแผนที่ ANEXONE รัชการที่ 5 ยอมรับไปแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริง แผนที่ฉบับดังกล่าวยังไม่เกิดเลย เพราะแผนที่นี้เพิ่งจะพิมพ์ขึ้นเมื่อปี 1908

นายเทพมนตรี กล่าวเสริม ว่า อ.อัครพงษ์ เคยพูดในรายการผ่านช่องเนชั่น ว่า รัชการที่ 5 ทรงรับรู้แผน ANEXONE ซึ่งที่จริง รัชการที่ 5 ไม่ได้รู้เรื่องแผนที่นี้ เพราะแผนที่ดังกล่าว ถูกส่งมาในสมัยรัชการที่ 6

“การให้ข้อมูลของ ก.ต่างประเทศ ยังมีลักษณะเหมือนเดิม คือ ให้ข้อมูลที่ผิด สับสน ตอนนี้ประชาชนกำลังถูกหล่อหลอมโดยข้อมูลที่ผิด ให้เข้าใจในทางที่ผิด เพื่อให้เกิดความชอบธรรม ที่จะไปยกพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตร ให้กัมพูชา” นายประกาสิทธิ์ กล่าว

นายประกาสิทธิ์ กล่าวว่า การเจรจาเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ต้องใช้แผนที่สองฉบับประกอบกัน คือ ตั้งแต่ชายทะเล จ.ตราด จนถึงช่องสะงำ จ. ศรีษะเกษ ต้องใช้สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 แต่ช่วง ช่องสะงำจนถึงช่องบก จ.อุบลราชธานี ตรงนี้ต้องใช้ สนธิสัญญา ค.ศ.1904 อย่างไรก็ตามการกำหนดเขตแดนนี้มันมีปัญหาอยู่ตรงที่ ก.ต่างประเทศ ดันไปเอาแผนที่ อื่นที่ไม่ใช่ สนธิสัญญา ค.ศ.1907 และสนธิสัญญา ค.ศ.1904 เข้ามาร่วมด้วย

“ประชาชนต้องเปิดใจยอมรับข้อมูล ที่เครือขายต่างๆ ลุกขึ้นโต้แย้งรัฐบาล โดยให้ดูว่าการโต้แย้งนั้นนำไปสู่ผลประโยชน์ของชาติหรือไม่ หรือจะให้คิดว่าเราเสียดินแดนไปแล้ว ส่วนกรณีที่ ก.ต่างประเทศ บอกว่ายุคนี้ไม่สามารถที่จะใช้กำลังทหารไปสู้รบเพื่อรักษาดินแดน ตรงนี้เป็นการปัดความรับผิดชอบ ยอมจำนน ไม่สามารถที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ” นายประกาสิทธิ์ กล่าว

นายเทพมนตรี กล่าวว่า สำนักราชเลขา สงสัยการกระทำกระทรวงการต่างประเทศ มาตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2551 ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการประชุมเรื่องมรดกโลก แต่เอกสารที่ส่งถึงสำนักราชเลขา ในข้อ 6.3 บอกว่า ไทย-กัมพูชา จะร่วมจัดทำแผนบริหารพื้นที่โดยรอบเขาวิหารทั้งหมด โดยต้องเสนอต่อ ศูนย์มรดกโลกในวันที่ 1 ก.พ. 2553 ตรงนี้แสดงว่า ก.ต่างประเทศ รู้แต่แรกแล้วว่า กัมพูชาต้องได้จดจดทะเบียนเขาวิหารเป็นมรดกโลก ดังนั้นการกระทำของไทยเหมือนการเอาพื้นที่ 4.6 ตร.กิโลเมตรไปประเคนให้เขาถึงที่ อย่างไรก็ตามการกระทำในครั้งนั้นของ นายนพดล ปัมทะ สมัยเป็น รมว.ต่างประเทศ นายกษิต เองยังบอกว่า เอกสารนั้นไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ท่านมาเป็นรมว.ต่างประเทศ แล้วก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

“การที่นายนพดล เซ็นแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2551 แม้ศาลรัฐธรรมนูญไทยจะพิจารณาตัดสินให้แถลงการณ์ร่วมนี้ใช้ไม่ได้ แต่รัฐบาลยังมีท่าทียอมรับ ในข้อตกลงนั้นอยู่” นายเทพมนตรี กล่าว

นายเทพมนตรี กล่าวถึงหนังสือของนายพพดล “ผมไม่ได้ขายชาติ” มีข้อผิดสังเกตุ คือ เรื่องเขตแดนที่ไปเชื่อข้าราชกระทรวงการต่างประเทศที่เข้าใจผิดมาตลอด โดยที่แรกตนเชื่อว่านายนพดลคงเข้าใจผิดโดยบริสุทธิ์ใจ แต่พอมาดูหนังสือของเขา เขาดูก่อนการปักปันต้องบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนร่วม ทำให้ตนเข้าใจไปได้ว่า นายนพดลไปตกลงกับ ซก อาน ที่ปารีส ตั้งแต่ 22 พ.ค.2551 ก่อนที่จะมีแถลงการณ์ร่วมวันที่ 18 มิ.ย. 2551

อย่างไรก็ตามแถลงการณ์ร่วมที่ นายนพดล เซ็น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยไม่ให้มีผลบังคับ ตอนนี้แถลงการณ์ดังกล่าวถูกเปลี่ยนมาเป็นมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 เพื่อบังคับให้ประเทศภาคีปฏิบัติตาม ซึ่งเราก็อยู่ในประเทศภาคีด้วย ดังนั้นแม้เราจะยกเลิกแถลงการณ์ก็ไม่มีผลแล้ว

นายเทพมนตรี กล่าวว่า มติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 33 ทำให้ไทยต้องผูกพันที่จะต้องส่งแถลงการณ์ข้อตกลงกรณีเขาวิหาร อย่างไรก็ตามเรายังทัน ที่จะระงับไม่ให้ กัมพูชา ได้จดทะเบียนเขาวิหารเป็นมรดกโลก หากไทยยื้อเวลากรอบเจรจา หรือข้อตกลงที่จะผ่านสภา พอถึง 1 ก.พ. 53 เขมรยังไม่ได้ข้อยุติจากไทย เงื่อนไขการขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะทำไม่ได้เพราะยังเป็นมรดกโลกอันตราย ดังนั้นไทยต้องไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่เขาวิหาร

บันทึกการเข้า
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 18 กันยายน 2009, 13:31:48 PM »

Summary of the two-lintel case..?

(Narayana suppressing Cochasingha and Narayana suppressing Cochasarn and Cochasingha. Cochasarn = a big elephant, Cochasingha = a mythical animal of a lion body and an elephant’s trunk)

1 Why request them?

1.1 To revive and preserve folk art, tradition and culture,
1.2 To promote the Sikhoraphum ruin up to the same level as of Pimai’s, Pnomrung’s and Phravihear’s.


2 How different is the Sikhoraphum ruin from all the rest in Surin?

2.1 It is at the center of the community and the communication is very convenient,
2.2 It is of quincunx arrangement which is sightly from all directions,
2.3 It is the only one that bears a couple of Upsra and Tvarlbal at both sides of the main stupa’s entrance,
2.4 The central stupa’s lintel is the most complete, delicate and nicest one in Thailand. The Siva (ten arms) is lively and animatedly dancing at its center. And as for the instrumental band dedicating rhythm to him, it is composed of the most miraculously powerful principal Hindu Gods which is extraordinary and presumably the only one piece in the ancient Khmer kingdom. It signifies auspiciously joyful happiness.
2.5 The requested two Narayana lintels are also whole and delicate except for weathering. They signify conquering strong enemies or challenging obstacles, which also is an auspice for victory.
2.6 The group of components under the shade of the tree in front of the ruin complex is the largest in number and some are of such importance that, you may say, they are the most important symbol of the ruin. There are tree water jar-like sculptures within the group, which signify the vast irrigation complex system of Ankor Wat, the essence of one of the seven wonders of the world, that brought about tremendous wealth to the ancient Khmer kingdom for a very long period. Its detail is very interesting.


3 How, after bringing them back, do you preserve and protect them?

3.1 The community, by the Love Prasat Sikhoraphum Association (LPSA), takes on, as the owner, the tasks of preservation, administration and management with full co-operation from concerning units as follows.
3.1.1 Art’s Department personnel for preserving and maintaining of the ruin proper and its parts,
3.1.2 The Rajpat Institute and other universities for new knowledge and research,
3.1.3 The municipality, Surin Local Administration Organization, many units both inside and outside the country, donation from various sources, and service income for finance, and
3.1.4 Municipality and Police Headquarter for peace and security.
3.2 For security proper we use 3-layer measure as follows.
3.2.1 A nice, durable and strong exhibiting pavilion that can be easily opened and securely closed,
3.2.2 A red signature box system using police and LPSA personnel including the Art Department’s as usual,
3.2.3 A close circuit TV sentinel system with its monitors at the Police Headquarter that is only 700 meters away from the pavilion area.


4 Pondering points and judgement.

4.1 The Art department and the community are equally concerned with the security.
4.2 The difference is that the former wants to keep them securely closed in the museum while the latter wants to use them and, at the same time, keep unrelenting watchful eyes on them,
4.3 The second difference is that in the museum they are valued only as a source of knowledge while in the community they are meaningful for art, culture, the innermost soul and everyday lives of the Surin people too –on the condition that they are original,
4.4 The Art Department holds that they are safer in their hands while its counterpart holds the contrary way because they use better security measure under more scrutinizing eyes at the same time, and
4.5 It is good when strict lawful observation and judgement is used to prevent wrong doings but it is considerable for law makers and the government who has issued a policy to promote cultural tourism policy when it goes such far that it prevent right and constructive doings and obstruct progress of the country.

Love Prasat Sikhoraphum Association
http://www.sikhoraphum.net
March 29th, 2005.






...








Prasat Sikhoraphum , a Diamond in the Mud..!

The Sikhoraphum ruin is small in size and situated in the center of a large village in the East part of Sikhoraphum municipality. Of which the present-day people do not very much realize its importance and merit, except for the elders who have been being related spiritually to it. Tourists usually came to take a look and then went away without any much comment. It’s status is very low comparing to the great ruins in the three nearby provinces, namely the Pimai in Korat, Pnomrung in Buriram and Phravihear in Sisaket. I, thus, want to invite you, at leisure time, to visit it again with more interest, you will see that, although small in size, it is densely packed with 5 prominent features as follows.

1) It is a set of five stupas arranged in the way that four of them are at each corner of a raised rectangular base and the remaining one at the cross point of the diagonal lines. In the artistic view this arrangement is both prominent and beautiful from whatever direction.

2) Not any other stupa there is in Thailand that bears two couples of beautiful Apsras and smart Tvarlbarls (door guards) standing at both sides of the main stupa’s entrance, signifying both welcome and protection. Apsras are human while Tvarlbarls are spirits by their bugging eyes, which ordinarily are inhuman.

3) Not any other lintel there is in Thailand, again, such delicate, nice and whole.

4) As for many components under the shade of the front left tree, they are of the highest symbolic meaning and importance. The three water jar-like sculptures that has dropped down from the stupa’ tops decades ago, symbolize the highly succeeded engineering of water supply system of Ankor Wat which had brought about tremendous wealth to the ancient Khmer Empire for a very long period. Besides, when the two Vishnu lintels are brought back and situated here, the whole ruin will be invested with many times more completeness and meaning above the imagination of our new generations as follows.

5) The bas-relieve of the main stupa’s lintel bears Hindu Gods. At its center, the ten-arm Shiva is lively and joyfully dancing to the rhythm played by a couple of Gods at both sides of him. Namely, Parvati – Shiva’s wife who is a great benevolent Goddess, Brhama – the creator, Vishnu – the destroyer and, at the end of his left hand side, Ganesha who combines extreme intelligence and resourcefulness with great physical strength, a fusion of important forces of life. This lintel was and still is the only one, in all ancient Khmer Empire, that bears four great Hindu God-musicians dedicating an instrumental performance for the dancing Shiva. And it is no ordinary at all that all players in a musical band has such enormous powers and mystique. The other events depicted in little forms just below the upper border are also in the great poetical Ramayana, which is very interesting. All of these depictions symbolize happiness and joy, which is an auspice. As for the requested two lintels, one depicts Vishnu suppressing a big elephant and another one he do a mythical animal with a lion body and an elephant trunks and another big elephant. He is dancing concurrently all the while. These symbolize conquering strong enemies and daunting obstacles with ease, which is another auspice in maintaing life. They are spiritually meaningful to us especially when we are going to carry on some difficult things or feel lonely or humiliated. They give us courage, comfort and friendliness especially when we pay homage to them with firm belief. Sometimes we feel very confident as if there really is a mystical power of our forefathers at our back waiting to help us when we are in need.

It is gratifying that the municipality and the Surin Local Administration Organization are very interested in it (the whole ruin) and have a definite purpose to support and promote its importance. As a high historical, spiritual and tourist-spot of Surin, it can and will be the most prominent one in all thirty something ruins of this province, at least at the same level as the ones in the above three nearby provinces.

A highly valued jewel is not necessarily big, is it?
After a considerate look and absorption of its beauty, meaning and mystique into our heart and soul, we will “feel” that it ought not to be a diamond in the mud any longer. Besides, when it is adequately improved and promoted, we will “clearly see” with our own eyes that, on the contrary, it is a diamond in Surin setting.

Love Prasat Sikhoraphum Associat ion.
http://www.sikhoraphum.net
March 23, 2005.

มิตรสหายที่ทำมาหากินกับภาษาอังกฤษ  โปรดช่วย  Rewrite  ให้แน..
จะเอาไปทำใบปลิวแจกต่างชาติ ให้ช่วยเรียกร้องทับหลังกลับที่เดิม..



*****************************




เรียน  คุณป้าตาหวาน


โทร.คุยที่  0813778663  เพื่อให้  แปฎงมหาบุญเรือง  เปลี่ยนความติด   เร็วววววว




อธิบดีกรมศิลปากร  ตอบ จดหมาย...
ถึง ฐิติญาโณภิกขุ- -ไม่มีอะไรใหม่..!

..ที่ประชุมเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า...

...ให้นำทับหลังปราสาทศีขรภูมิ จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ก่อน..

เพื่อศึกษาว่าทับหลังทั้ง ๒ ชิ้น เคยติดตั้งอยู่ที่ปราสาทองค์ใด...

คำตอบนี้ โกหก 1 ส่วน  พูดจริง 2 ส่วน..

เพราะข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548  ถึงอธิบดีนั้นมีว่า..

-ให้นำทับหลัง ปราสาทศีขรภูมิที่อยู่ที่พิมาย  ๑ องค์
-ให้นำทับหลังที่เมืองสุรินทร์ ๑ องค์

=รวม  ๒  องค์=

.กลับคืนศีขรภูมิ..

ไม่ได้เรียกร้องทับหลัง 2 องค์
ที่อยู่ที่เมืองสุรินทร์  
..กลับคืนศีขรภูมิ...

******************************

สรุปชัดๆคือ..

1) ทับหลังมี 5 องค์ เมื่อแรกสร้างปราสาท
    (ตามจำนวนปรางค์ 5 องค์)

2) วันส่งหนังสือเรียกร้อง
      มีทับหลังอยู่ที่ปรางค์องค์กลาง 1 องค์
      หายไป 4 องค์
     และปรางค์ทั้ง 5 มีเค้าพอบูรณะได้

3) ทับหลังที่หายไป  4 องค์
    ติดตามพบแล้ว 3 องค์ คือ
     - อยู่ที่พิมาย 1 องค์
     - อีก 2 องค์ อยู่ที่เมืองสุรินทร์(ห่างจากศีขรภูมิ 40 กม.)

4) ข้อเรียกร้องคือ
    - เอา 1 องค์ที่พิมาย
    - และ 1 องค์ที่เมืองสุรินทร์  
      รวมเป็น 2 องค์ กลับคืนศีขรภูมิ

มิได้เรียกร้องเอาจากเมืองสุรินทร์ทั้ง 2 องค์ กลับคืน

วันนี้ ที่ปราสาทศีขรภูมิ(ไซ้ท์งาน)
ก็ยังเหมือนเดิม ดังข้อ 2)
ซึ่งเป็นบรรยากาศ ในช่วง 30 ปีมานี้ คือ


     มีทับหลังอยู่ที่ปรางค์องค์กลาง 1 องค์
           หายไป 4 องค์
           และปรางค์ทั้ง 5 มีเค้าพอบูรณะได้


.....คนอายุ 30 ปีขึ้นไปเขามีความรู้สึกว่า...  
.....ญาติผู้ใหญ่ที่เห็นหน้ากันทุกวันได้หายไป  30 ปีแล้ว...
แต่เมื่อติดตามหาจนพบแล้ว  กลับไปขังไว้ที่ห้องสี่เหลี่ยม..

...ไกลเกินที่จะมีแรงตามไปไต่ถามทุกข์สุขได้..




--------------------------------------------------------------------------------
: Re:เพชร ที่รอการประกอบ หัวแหวน = ปราสาทศีขรภูมิ..!
: นายทวารบาล November 03, 2005, 09:39:01 AM
--------------------------------------------------------------------------------

(จดหมายจากอธิบดีกรมศิลปากร  นมัสการ ฐิติญาโณภิกขุ)

ที่ วธ. ๐๔๐๓/๔๓๐๒
กรมศิลปากร
ถนนหน้าพระลาน   กรุงเทพฯ  ๑๐๒๐๐
๒๗  ตุลาคม  ๒๕๔๗

เรื่อง          ชาวศีขรภูมิขอทับหลังปราสาทศีขรภูมิ กลับคืน
นมัสการ   ฐิติญาโณ ภิกขุ
อ้างถึง      ลิขิตวัดโยธาประสิทธิ์  ที่พิเศษ/๒๕๔๘  ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๘
สิ่งที่ส่งมาด้วย   บันทึกการประชุมพิจารณานำทับหลังปราสาทศีขรภูมิ กลับที่เดิม
                         วันพฤหัสบดีที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๘
 
                          ตามลิขิตที่อ้างถึง ท่านแจ้งว่า  ชาวศีขรภูมิและคณะชมรมคนรักปราสาทศีขรภูมิ  ขอให้กรมศิลปากรนำทับหลังปราสาทศีขรภูมิ กลับที่เดิม  เพื่อผลหลายอย่าง เกี่ยวกับการศึกษาประวัติศาสตร์  เพื่อให้ประชาชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว  และทำความเจริญสู่เมืองศีขรภูมิ  ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
                           กรมศิลปากรขอนมัสการว่า  ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ  ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องประชุมพิจารณา  การขอนำทับหลังปราสาทศีขรภูมิ กลับคืนที่เดิม  เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๘  เวลา ๑๔.๐๐ น.  ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร  ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่า

   ให้นำทับหลังปราสาทศีขรภูมิ   จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่สุรินทร์ก่อน
เพื่อศึกษาว่า ทับหลังทั้ง ๒ ชิ้น  เคยติดตั้งอยู่ที่ปราสาทองค์ใด  รายละเอียดตามที่ส่งมาด้วย.

                               จึง นมัสการมา เพื่อโปรดทราบ
                                                                                 ขอนมัสการด้วยความเคารพ
                                                                                        (ลงลายมือชื่อ)
                                                                                      นายสด  แดงเอียด
                                                                                   รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทน
                                                                                       อธิบดีกรมศิลปากร

สำนักโบราณคดี
โทรศัพท์   ๐๒ ๒๘๒๔๘๐๑
โทรสาร     ๐๒ ๒๘๒๔๘๔๖

..............................................................................................

(หน้า  3  ของบันทึกการประชุม  6 ตุลาคม 2548  ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร)

จึงขอแจ้งที่ประชุมเพื่อโปรดพิจารณา
ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้.

๑.  ให้นำทับหลังปราสาทศีขรภูมิ จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ก่อน  
       เพื่อศึกษาว่าทับหลังทั้ง ๒ ชิ้น
       เคยติดตั้งอยู่ที่ปราสาทองค์ใด

๒.  มอบสำนักโบราณคดี  จัดทำโครงการอนุรักษ์ใบเสมาหิน ทับหลัง
        กลีบขนุน และ ประเภทหิน อื่นๆ ทั่วประเทศที่อยู่ในขั้นวิกฤติ

๓.   มอบสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ตรวจสอบการอนุญาตโบราณวัตถุ
        ให้ไปจัดตั้งแสดงสถานที่อื่นและเกิดการสูญหาย

๔.   มอบนางจิราภรณ์ อรัณยะนาค  ศึกษาและจัดทำเอกสารทางวิชาการ การอนุรักษ์โบราณวัตถุประเภทหิน

                                 มติที่ประชุม    เห็นชอบทั้ง ๔ ข้อ.


ระเบียบวาระที่ ๓     เรื่องอื่นๆ
                               ไม่มี.
ปิดประชุมเวลา         ๑๕.๔๕  น.

                       นายวิทยา กวางทอง  (หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไปสำนักโบราณคดี)   ผู้จดบันทึกการประชุม.
                        นายเขมชาติ  เทพชัย  (ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี)   ผู้ตรวจบันทึกการประชุม.

..............................................................................................

(http://sikhoraphum.net/prasat/attachments/thitiyano4.jpg)

ข้อเรียกร้องคือ

    - เอา 1 องค์ที่พิมาย
    - และ 1 องค์ที่เมืองสุรินทร์  
      รวมเป็น 2 องค์ กลับคืนศีขรภูมิ

มิได้เรียกร้องเอาจากเมืองสุรินทร์ทั้ง 2 องค์ กลับคืน

ขอให้ท่านอธิบดีกลับไปอ่าน
จดหมายถึงท่าน  เลขที่ สร.52805/692
ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547
(ฝาก สว.ปริญญา กรวยทอง มายื่นให้)
จากนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลระแงง อ.ศีขรภูมิ
...จะลอกมาให้อ่านในตอนที่สำคัญด้งนี้..

ให้นำทับหลังปราสาทศีขรภูมิ
    -  ที่เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
     - และจังหวัดสุรินทร์
          รวม 2 ชิ้น

กลับคืนมาประดิษฐาน ณ สถานที่เดิม
     คือที่ฐานปราสาทศีขรภูมิ

ข้อสังเกตที่เขียนไว้ข้างต้น ว่า..
เป็นการมั่วนิ่ม..พูดโกหก 1 ส่วน  พูดจริง 2 ส่วน..
....ขอยืนยันตามที่เขียนไว้ข้างต้นอีกครั้งหนึ่ง...
..เพราะไม่พูดถึงทับหลังที่ยังอยู่ที่พิมายและ
ไม่นำเรื่องทับหลังที่ยังอยู่ที่พิมายเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเลย...
       (ขณะที่เคาะคีย์บอร์ดนี้ก็ยังมีทับหลังปราสาทศีขรภูมิ
       อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย..ขอยืนยัน)
(http://sikhoraphum.net/prasat/attachments/L-request01.jpg)

...ส่วนเรื่องอื่นที่เขียนในจดหมายตอบทั้ง 2 ฉบับนั้น...
...จะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้หรือไม่..นั้น

..มิตรรักแฟนเว็ปก็โปรดพิจารณาเอาเองก็แล้วกัน..

ว่าเป็นการเล่นคำหรือทำให้ผู้ไม่รู้ข้อเท็จจริง..เข้าใจผิดคิดว่า

 ผู้ที่เซ็นชื่อเรียกร้องประมาณ 2,000 คนเศษ..สับสนหรือไม่..?  


--------------------------------------------------------------------------------
: Re:เพชร ที่รอการประกอบ หัวแหวน = ปราสาทศีขรภูมิ..!
: bauhinia November 03, 2005, 11:01:43 AM
--------------------------------------------------------------------------------

มารายงานความคืบหน้าสั้นๆ ชั้นหนึ่งก่อนว่า

1. วันนี้ไม่ได้พบอธิบดีกรมศิลปากรตามที่เคยบอกนายทวารบาลไว้ เพราะอธิบดีติดราชการด่วน นัดหมายใหม่เป็นสัปดาห์หน้า โดยเจ้าหน้าที่จากทางกรมศิลปากรจะแจ้งให้ทราบว่าเป็นวันใด

2. มีโอกาสได้คุยสั้นๆ กับคุณบวรเวท รุ่งรุจี ผู้อำนวยการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ที่ออกตัวว่า "ทราบเรื่องบ้าง แต่ไม่ละเอียด ผู้ที่ตอบคำถามต่างๆ ได้แน่นอนคืออธิบดีกรมศิลปากร"

เรื่องราวที่ได้มาจึงใกล้เคียงข้อความในจดหมายฉบับข้างบน แต่ไม่สามารถนำเป็นข้ออ้างอิงหรือยืนยันได้ เพราะคุณบวรเวทไม่ใช่ผู้รับผิดชอบ และออกตัวแล้วว่า ผู้ที่ตอบคำถามได้แน่นอนคืออธิบดีกรมศิลปากร

คุณบวรเวทบอกว่า

2.1 เท่าที่เขาทราบ ทับหลังที่พิมายก็กำลังจะเอาไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ด้วย  แต่ตอนนี้ยังดำเนินการไม่เรียบร้อย เพราะสถานที่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ยังไม่เรียบร้อย

2.2 โดยหลักการ ทับหลังที่พิสูจน์ทราบชัดว่ามาจากที่ใด ก็ควรอยู่ที่นั้น และเขาคิดว่า ทับหลังทั้งสามองค์ควรเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ก่อน จนกว่าจะมีการพิสูจน์ยืนยันอีกครั้งให้ชัดเจนว่ามาจากที่ใด

ถ้าแน่นอนว่ามาจากศีขรภูมิจริง สมควรนำกลับไปติดตั้งที่เดิม หรือสามารถติดตั้งได้ที่เดิมจริง ไม่มีข้อบิดเบือนทางประวัติศาสตร์จริง ก็ต้องพิจารณาร่วมกันทั้งจากฝ่ายชุมชนและกรมศิลปากรถึง ระบบ วิธีการ และมาตรการต่างๆ ในการดูแลรักษาของชุมชนที่จะไม่ทำให้ทับหลังเสียหายหรือสูญหาย

เขาเห็นว่าจำเป็นต้องจัดการให้เรียบร้อยรัดกุมทุกด้านก่อนจะย้าย เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดต่อทับหลัง

2.3 เขายังเป็นกังวลเรื่องระบบ และมาตรการในการดูแลทับหลังของชุมชน เพราะเคยมีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ มีการขุดพบเทวรูป 4 องค์ มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท แต่เมื่อกรมศิลปากรเห็นด้วยที่จะให้ชุมชนดูแลเอง ปรากฎว่าเพียง 2 เดือนเท่านั้น เทวรูปดังกล่าวก็หายไป จนบัดนี้ยังติดตามไม่ได้

(เฉพาะข้อ 3 นี่ ฟังแล้วอย่าเพิ่งหงุดหงิดนะคะ เขาคิดอย่างนั้นด้วยเงื่อนไขสภาพแวดล้อมการทำงานและประสบการณ์ของเขา)

ก็เป็นรายงานเกี่ยวกับทับหลังปราสาทศีขรภูมิในสถานการณ์ล่าสุดนะคะ

3. หวัดไม่มีนกพาไข้ไปแล้ว แต่ยังไม่พาไอไปเลย  กินน้ำอุ่น อมยาอมมะแว้ง กินชาฟ้าทะลายโจร กินมะนาวก็ยังไม่หายค่ะ สงสัยเป็นเพราะนอนน้อย ดังนั้นวันนี้ขอลาไปนอนก่อนนะคะ

แล้วจะกลับมารายงานใหม่ เมื่อมีโอกาสได้พบอธิบดีกรมศิลปากร

สวัสดีค่ะ ยิ้มกว้างๆ _/\_

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 มีนาคม 2010, 14:54:47 PM โดย นายทวารบาล » บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2009, 16:33:09 PM »

มิสเตอร์ แวนส์ เรย์ ซิลเดรส

นักศึกษาปริญญาเอกที่ศึกษาศิลปะตะวันออกสมัยโบราณ

แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนลส สหรัฐอเมริกา พ.ศ.2514


ได้เดินทางมาสำรวจศาสนสถาน
ของเขมรโบราณในประเทศไทยและกัมพูชาหลายแห่ง
เพื่อทำวิทยานิพนธ์  

เมื่อเขาได้มาเห็นปราสาทหินบ้านพลวง  อ.ปราสาท  จ.สุรินทร์

ก็บังเกิดความสนใจอย่างใหญ่หลวงที่จะบูรณะขึ้นมาใหม่


มิสเตอร์ซิลเดรส  จึงได้เดินทางไปขอทุนจากมูลนิธิวิจัยโซเดย์ แห่งสหรัฐอเมริกา

มาเป็นงบประมาณในการบูรณะปราสาทบ้านพลวงเป็นเงิน 6 แสนบาท(พ.ศ.2514)

แล้วทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากร
ทำการบูรณะจนแล้วเสร็จสมบูรณ์

ให้อนุชนรุ่นหลัง ได้เห็นเช่นปัจจุบัน...



นี่คือการสั่งสอนวิธีการทำงานให้คนในกรม ศิลปากร...
โดยนักท่องเที่ยวที่รักปราสาท.....
ด้วยกระบองหินที่นายทวารบาลถือเป็นประจำ


คัดจากนิตยสาร TV  Parade        พิมพ์ที่นคร  Los Angeles  สหรัฐอเมริกา
ปีที่  22  ฉบับที่  1143          ประจำวันศุกร์ที่ 28  กรกฎาคม  พ.ศ .2543
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กุมภาพันธ์ 2010, 18:04:22 PM โดย นายทวารบาล » บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 22 กุมภาพันธ์ 2010, 09:47:58 AM »

 

Fund Raising for Prasat Boran Foundation

โครงการระดมทุนเพื่อจัดตั้งมูลนิธิปราสาทโบราณ        


 ด้วยปราสาทโบราณที่มีอยู่ในประเทศ กัมพูชา-ไทย-ลาว-เวียดนาม
ที่สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.๑,๑๐๐-๑,๗๐๐ ประมาณ  ๒,๐๐๐ องค์ นั้น
ยังไม่ได้รับการบูรณะองค์ปราสาท  จากประเทศดังกล่าวเท่าที่ควร
 และวัฒนธรรมชุมชนเมืองปราสาทโบราณ ก็กำลังถูกวัฒนธรรมอื่น
กลืนกิน จนเอกลักษณ์ของตนเอง มัวหมองและอาจจะเสื่อมสลายไป
ในที่สุด  ซึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่จะสายเกินแก้
ในปีพุทธศักราช ๒,๕๕๒  ได้มีกลุ่มชาติพันธุ์แขมรฺ และผู้สนใจคณะหนึ่ง
ประสบการณ์ระดับโลก-ระดับภูมิถาคเอเชีย-ระดับภูมิภาคอินโดจีน
รวมตัวกันทำโครงการระดมทุนเพื่อจัดตั้งมูลนิธิปราสาทโบราณขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์คือ

๑.สร้างอโรคยศาลาปราสาท  ขึ้น ใหม่อย่างนัอย ๑ องค์  ในบริเวณ
จังหวัดบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ  ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์แขมรฺ   ที่เป็น
ลูกหลานผู้สร้างปราสาทโบราณ จำนวน ประมาณ 3 ล้านคน ให้ได้
รักษาโรคภัยไข้เจ็บตามภูมิปัญญาของ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
ที่ทรงห่วงใยความทุกข์ยากทั้งกายและใจ ของอาณาประชาราษฎร์จาก
การเจ็บป่วย ด้วยโรคร้าย ให้ผ่อนคลายออกไปจากจิตใจและร่างกาย

๒.บูรณะ “อโรคยศาลาปราสาท- Hospital” และฟื้นฟูป่าสมุนไพร
รักษาโรครอบๆองค์ปราสาทเดิมประมาณ  ๓๓  องค์ ให้เป็นศูนย์กลาง
ของสรรพวิชารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก เช่น
การนวด-ประคบ-อบ ส่วนต่างๆของร่างกาย ฯลฯ   การใช้สมุนไพรใน
การรักษาโรคทุกชนิด  เป็นต้น

๓.ฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนรอบ องค์ปราสาททั้งที่เป็น  Temple เช่น
Prasat  Sikhoraphum-Phum Pon-Angkor Wat   etc.
ให้กลับมามีชีวิตชีวาดั่งสมัยแรกสร้าง  สมกับเป็นที่สักการบูชาของ
ผู้แสวงบุญให้คงสืบทอดแก่ชนรุ่นต่อๆไป อย่างต่อเนื่อง

๔..ฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนรอบ องค์ปราสาทที่เป็น Hotel  เช่น
ปราสาทตาเมื๊อน “บายเกรียม” ฯลฯ  ให้เป็นที่พักของนักแสวงบุญ
ณ เมืองปราสาทโบราณนั้นๆ  ให้สมกับเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ
ผู้สร้างปราสาทตลอดไป


คณะกรรมการชุดก่อตั้ง
๑.   Mr.Bamrung Charanyananda- Chairman
๒.   Dr. Ith Kim Phan     -  Angkor Wat
๓.   Dr.Supote Prasertsri – Unesco (retired)
๔.   Mr.Saravuth Um - Co-ordinator
๕.   Mr.Boonruang Kajmary – Intepretor
๖.   Mr.Thomas Than Kong –Inteprator
๗.   Dr.Sorajet  Vorakamvichai-Buriram
๘.   Mr.Noun Sok Phal  - Phnom Penh
๙.   Mr.Sakda  Chua Indhra  - Surin PRD


  ......................UPDATE      20-02-2010……..


ที่มาของงบประมาณ

จองก้อนหินที่จะตัดมาทำปราสาท

 ราคาเฉลี่ย  ก้อนละ  ๑,๐๐๐ บาท

คณะกรรมการจะสลักชื่อผู้จอง

ไว้ที่ก้อนหินแต่ละก้อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 กุมภาพันธ์ 2010, 10:03:17 AM โดย นายทวารบาล » บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2010, 18:02:11 PM »

ถ่ายเมื่อ พ.ศ.2508 โล้กตาปิ่น ทีปคุโณผู้นำทางจิตวิญญาณ กับพระเณรวัดปราสาท



และอีกมุมหนึ่งของปราสาท






อ โ ร ค ยา   ป ร ม ล า ภ า   ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ

นำเรื่องของปราสาทหินที่เป็น อโรคยศาลา  มาเป็นข้อมูลเพิ่มเติม  

อโรคยศาลา


หลักฐานเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วยการดูแลรักษาในสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘
ณ ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จรด อีสานใต้ มีหลักฐานที่พอแสดงให้เห็นว่า
อย่างน้อยสมัยนั้นมีการจัดตั้งสถานที่ดูแลผู้ป่วย มีการทำงานแบ่งหน้าที่กันชัดเจนแล้วเช่น
มีผู้ทำหน้าที่หมอ พยาบาล เภสัช มีการสังคมสงเคราะห์จัดโดยกษัตริย์ หมอที่ดูแลแม้มิได้บอกว่ามาจากไหน
ก็คงพอจะสรุปได้ว่าคงเป็นหมอพื้นบ้านในพื้นที่นั่นเอง
เพราะหากเป็นหมอจากอินเดียอย่างที่ผู้คนมักสรุปเอาว่าการแพทย์แผนไทย ลอกจากอินเดียแล้ว
การตั้งโรงพยาบาลถึง ๑๐๒ แห่ง แต่ละแห่งมีเจ้าหน้าที่ถึง ๙๘ คน
คงมีประวัติการยกทัพหมออินเดียหมอจีนมาเมืองไทยแล้ว
คงมีการเขียนประวัติหรือตำนานอย่างที่พระนางจามเทวีได้พาหมอยา ๕๐๐ คน ไปหริภุญไชยเป็นแน่
กษัตริย์กัมพูชาคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ได้สร้าง อโรคยศาลาหลายหลัง
บ้างก็ว่าศาลามีไฟ ที่พักริมทาง ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน
ความสำคัญของอโรคยศาลที่จะกล่าวถึงนี้ มิใช่ว่าอยู่ที่ใครสร้าง
หากแต่อยู่ที่ผู้คนร่วมพันคนทำงานที่อโรคยศาล คือชาวสยามที่มีความรู้ทางการแพทย์ ที่เกิดจากคนในพื้นที่
แสดงถึงคนไทยมีการเรียนรู้ในการดูแลสุขภาพของตนมาถึงขั้นรวมตัวทำงานคล้ายโรงพยาบาลมาแล้ว
พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๖๑) มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรกัมพูชา
นอกจากจะเป็นผู้สร้างเมืองพระนครและปราสาท อันยิ่งใหญ่ และสร้างโบราณสถานอื่นๆ อีกมากมาย
รวมทั้งสร้างศาลาพักร้อนเป็นระยะๆรายทางไม่น้อยกว่า 121 หลังแล้ว
ยังได้สร้างสิ่งที่ในจารึกเรียกว่า "อโรคยศาล" จำนวน ๑๐๒ แห่ง กระจายอยู่ในราชอาณาจักรอีกด้วย

อโรคยศาลค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีจำนวน ๒๒ แห่ง คือ

๑.ปรางค์กู่ บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง จังหวัดชัยภูมิ
๒.ปรางค์กู่ บ้านหนองแผก ตำบลบ้านเต่า อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ
๓.ปราสาทสระกำแพงน้อย วัดบ้านทับกลาง ตำบลขะยูง อำเภออุทมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
๔.ปราสาทบ้านสมอ ตำบลบ้านสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
๕.ปราสาทบ้านปราสาท ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
๖.ปราสาทจอมพระ ตำบลจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์
๗.ปราสาทช่างปี่ บ้านช้างปี่ ตำบลช่างปี่ อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
๘.ปราสาทตาเมือนโต๊จ ตำบลบักได อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
๙.ธาตุสมเด็จนางพญา ตำบลหนองโสน อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี
๑๐.กู่ฤๅษี ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
๑๑.กู่ฤๅษี บ้านกู่ฤๅษี ตำบลทองหลางอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์
๑๒.ปราสาทบ้านโคกงิ้ว ตำบลปะคำกิ่งอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
๑๓.ปราสาทหนองกู่ บ้านหนองกู่ ตำบลมะอึก อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด
๑๔.กู่โนนระฆัง ตำบลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
๑๕.กุฏิ ฤๅษี ตำบลประตูชัย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
๑๖.ปราสาทนางรำ ตำบลนางรำ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
๑๗.ปรางค์ครบุรี บ้านครบุรี ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา
๑๘.เมืองเก่า บ้านเมืองเก่า ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
๑๙.ปรางค์บ้านปรางค์ ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแกลง จังหวัดนครราชสีมา
๒๐.ปรางค์วัดกู่แก้ว จังหวัดขอนแก่น
๒๑.ปรางค์กู่บ้านเขวา ตำบลเขวา อำเภอเมืองฯ จังหวัดมหาสารคาม
๒๒.กู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กุมภาพันธ์ 2010, 18:46:00 PM โดย นายทวารบาล » บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2010, 18:42:13 PM »



เสาค้ำยันเพื่อรองรับทับหลังองค์ที่เห็นในภาพ
เป็นเสาที่ยังไม่ผุพังตามที่อธิบดีอ้าง
ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 2508

สามารถยืนยันว่าทับหลังองค์ในภาพนี้
ควรจะอยู่ที่ปรางค์องค์ที่ยังมียอดสมบูรณ์ดัง 2 ภาพข้างล่าง.



ภาพล่างเขมรป่าดง เฝ้ารับเสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ปราสาทศีขรภูมิ พ.ศ.2472  โปรดสังเกตที่ด้านซ้ายมือของภาพ จะเห็นทับหลังวางอยู่ที่เสากรอบประตู.  น่าจะหล่นลงมาจากปรางค์องค์นี้(องค์ตะวันตกเฉียงเหนือ)
บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 03 มีนาคม 2010, 14:52:33 PM »

Summary of the two-lintel case..?

(Narayana suppressing Cochasingha and Narayana suppressing Cochasarn and Cochasingha. Cochasarn = a big elephant, Cochasingha = a mythical animal of a lion body and an elephant’s trunk)

1 Why request them?

1.1 To revive and preserve folk art, tradition and culture,
1.2 To promote the Sikhoraphum ruin up to the same level as of Pimai’s, Pnomrung’s and Phravihear’s.


2 How different is the Sikhoraphum ruin from all the rest in Surin?

2.1 It is at the center of the community and the communication is very convenient,
2.2 It is of quincunx arrangement which is sightly from all directions,
2.3 It is the only one that bears a couple of Upsra and Tvarlbal at both sides of the main stupa’s entrance,
2.4 The central stupa’s lintel is the most complete, delicate and nicest one in Thailand. The Siva (ten arms) is lively and animatedly dancing at its center. And as for the instrumental band dedicating rhythm to him, it is composed of the most miraculously powerful principal Hindu Gods which is extraordinary and presumably the only one piece in the ancient Khmer kingdom. It signifies auspiciously joyful happiness.
2.5 The requested two Narayana lintels are also whole and delicate except for weathering. They signify conquering strong enemies or challenging obstacles, which also is an auspice for victory.
2.6 The group of components under the shade of the tree in front of the ruin complex is the largest in number and some are of such importance that, you may say, they are the most important symbol of the ruin. There are tree water jar-like sculptures within the group, which signify the vast irrigation complex system of Ankor Wat, the essence of one of the seven wonders of the world, that brought about tremendous wealth to the ancient Khmer kingdom for a very long period. Its detail is very interesting.


3 How, after bringing them back, do you preserve and protect them?

3.1 The community, by the Love Prasat Sikhoraphum Association (LPSA), takes on, as the owner, the tasks of preservation, administration and management with full co-operation from concerning units as follows.
3.1.1 Art’s Department personnel for preserving and maintaining of the ruin proper and its parts,
3.1.2 The Rajpat Institute and other universities for new knowledge and research,
3.1.3 The municipality, Surin Local Administration Organization, many units both inside and outside the country, donation from various sources, and service income for finance, and
3.1.4 Municipality and Police Headquarter for peace and security.
3.2 For security proper we use 3-layer measure as follows.
3.2.1 A nice, durable and strong exhibiting pavilion that can be easily opened and securely closed,
3.2.2 A red signature box system using police and LPSA personnel including the Art Department’s as usual,
3.2.3 A close circuit TV sentinel system with its monitors at the Police Headquarter that is only 700 meters away from the pavilion area.


4 Pondering points and judgement.

4.1 The Art department and the community are equally concerned with the security.
4.2 The difference is that the former wants to keep them securely closed in the museum while the latter wants to use them and, at the same time, keep unrelenting watchful eyes on them,
4.3 The second difference is that in the museum they are valued only as a source of knowledge while in the community they are meaningful for art, culture, the innermost soul and everyday lives of the Surin people too –on the condition that they are original,
4.4 The Art Department holds that they are safer in their hands while its counterpart holds the contrary way because they use better security measure under more scrutinizing eyes at the same time, and
4.5 It is good when strict lawful observation and judgement is used to prevent wrong doings but it is considerable for law makers and the government who has issued a policy to promote cultural tourism policy when it goes such far that it prevent right and constructive doings and obstruct progress of the country.

Love Prasat Sikhoraphum Association
http://www.sikhoraphum.net
March 29th, 2005.






...








Prasat Sikhoraphum , a Diamond in the Mud..!

The Sikhoraphum ruin is small in size and situated in the center of a large village in the East part of Sikhoraphum municipality. Of which the present-day people do not very much realize its importance and merit, except for the elders who have been being related spiritually to it. Tourists usually came to take a look and then went away without any much comment. It’s status is very low comparing to the great ruins in the three nearby provinces, namely the Pimai in Korat, Pnomrung in Buriram and Phravihear in Sisaket. I, thus, want to invite you, at leisure time, to visit it again with more interest, you will see that, although small in size, it is densely packed with 5 prominent features as follows.

1) It is a set of five stupas arranged in the way that four of them are at each corner of a raised rectangular base and the remaining one at the cross point of the diagonal lines. In the artistic view this arrangement is both prominent and beautiful from whatever direction.

2) Not any other stupa there is in Thailand that bears two couples of beautiful Apsras and smart Tvarlbarls (door guards) standing at both sides of the main stupa’s entrance, signifying both welcome and protection. Apsras are human while Tvarlbarls are spirits by their bugging eyes, which ordinarily are inhuman.

3) Not any other lintel there is in Thailand, again, such delicate, nice and whole.

4) As for many components under the shade of the front left tree, they are of the highest symbolic meaning and importance. The three water jar-like sculptures that has dropped down from the stupa’ tops decades ago, symbolize the highly succeeded engineering of water supply system of Ankor Wat which had brought about tremendous wealth to the ancient Khmer Empire for a very long period. Besides, when the two Vishnu lintels are brought back and situated here, the whole ruin will be invested with many times more completeness and meaning above the imagination of our new generations as follows.

5) The bas-relieve of the main stupa’s lintel bears Hindu Gods. At its center, the ten-arm Shiva is lively and joyfully dancing to the rhythm played by a couple of Gods at both sides of him. Namely, Parvati – Shiva’s wife who is a great benevolent Goddess, Brhama – the creator, Vishnu – the destroyer and, at the end of his left hand side, Ganesha who combines extreme intelligence and resourcefulness with great physical strength, a fusion of important forces of life. This lintel was and still is the only one, in all ancient Khmer Empire, that bears four great Hindu God-musicians dedicating an instrumental performance for the dancing Shiva. And it is no ordinary at all that all players in a musical band has such enormous powers and mystique. The other events depicted in little forms just below the upper border are also in the great poetical Ramayana, which is very interesting. All of these depictions symbolize happiness and joy, which is an auspice. As for the requested two lintels, one depicts Vishnu suppressing a big elephant and another one he do a mythical animal with a lion body and an elephant trunks and another big elephant. He is dancing concurrently all the while. These symbolize conquering strong enemies and daunting obstacles with ease, which is another auspice in maintaing life. They are spiritually meaningful to us especially when we are going to carry on some difficult things or feel lonely or humiliated. They give us courage, comfort and friendliness especially when we pay homage to them with firm belief. Sometimes we feel very confident as if there really is a mystical power of our forefathers at our back waiting to help us when we are in need.

It is gratifying that the municipality and the Surin Local Administration Organization are very interested in it (the whole ruin) and have a definite purpose to support and promote its importance. As a high historical, spiritual and tourist-spot of Surin, it can and will be the most prominent one in all thirty something ruins of this province, at least at the same level as the ones in the above three nearby provinces.

A highly valued jewel is not necessarily big, is it?
After a considerate look and absorption of its beauty, meaning and mystique into our heart and soul, we will “feel” that it ought not to be a diamond in the mud any longer. Besides, when it is adequately improved and promoted, we will “clearly see” with our own eyes that, on the contrary, it is a diamond in Surin setting.

Love Prasat Sikhoraphum Associat ion.
http://www.sikhoraphum.net
March 23, 2005.

มิตรสหายที่ทำมาหากินกับภาษาอังกฤษ  โปรดช่วย  Rewrite  ให้แน..
จะเอาไปทำใบปลิวแจกต่างชาติ ให้ช่วยเรียกร้องทับหลังกลับที่เดิม..

บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 20 มีนาคม 2010, 06:10:06 AM »

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 20 มีนาคม 2010, 19:49:31 PM »

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2552

บันทึก...เส้นทางสายมิตรภาพไทย-กัมพูชา (๑)

Posted by ในนามสุรินทร์สโมสร , ผู้อ่าน : 464 , 11:33:40 น.   
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม
 

ใครบางคน...มีคำถามกับฉันว่า ฉันร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้เพื่ออะไร
ฉันตอบ ใครคนนั้นว่า...แล้ว ฉันจะนิ่งเฉยอยู่เพื่ออะไร...หากการเดินทางในครั้งนี
เป็นการรดน้ำพรวนดินต้นไม้ที่แห้งเฉาให้งอกเงยขึ้นมาได้บ้าง...     
ต้นไม้ที่แห้งเฉาตลอดแนวเส้นสายชายขอบพรมแดน ต้องการความรัก ใส่ใจ และจริงใจจากทุกคน
ครั้งนี้คงเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ช่วยกันหยิบเสียม จอบ อันเล็กๆ ในบ้านเท่าที่มี
ช่วยกันพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ โดยทั้งหมดทั้งมวล หากต้นไม้เหล่านี้กลับฟื้นมีชีวิตชีวานั่นหมายถึง
ชีวิตอันร่มเย็นของลูกหลานในวันข้างหน้า

บันทึกการเดินทางของฉัน กับการเดินทางไปเยือน ราชาณาจักรกัมพูชา ในฐานะทูตวัฒธรรมภาคพื้นบ้าน
ระหว่างจังหวัดอีสานตอนล่าง กับคณะศิลปินพื้นบ้านกัมพูชา..
.เรื่องราวในมิติของชาวบ้านในความรู้สึกชาวบ้านอย่างฉัน งดงามและยิ่งใหญ่ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ
 เพราะหลายสิ่งที่พี่น้องสองฝั่งฟ้าพนมดองแร็กแสดงออกแก่กันและกัน
 ฉันเชื่อว่านั่นคือการแสดงออกจากหัวใจของผู้คน ปราศจากอำนาจ ปราศจากการครอบงำ ปราศจากอคติ
แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกนึกคิดที่เป็นพื้นฐานอยู่ในหัวใจ...การโหยหามิตรภาพ การโหยหาความรักและเข้าใจ
 



โปรดคลิกอ่านรายละเอียดที่...

http://www.oknation.net/blog/surin-samosorn/2009/03/31/entry-1
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 20 มีนาคม 2010, 19:56:33 PM »

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2552

บันทึก...เส้นทางสายมิตรภาพไทย-กัมพูชา (๒) เช้าวันใหม่ในพนมเปญ

Posted by ในนามสุรินทร์สโมสร , ผู้อ่าน : 451 , 16:35:28 น.   
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม


     เช้าวันใหม่ (๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒) หลายคนในคณะหลับยาวด้วยความล้า....กริ๊งๆๆๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นข้างๆ หู เสียงใครบางคน...
     "อาจารย์ตื่นได้แล้วครับ..ผมจะพาไปตลาด"  มองดูนาฬิกา 6.02 น. ร่างกายดูเหมือนจะไม่อยากออกจากที่นอน แต่มาต่างบ้านต่างเมืองทั้งที...จะมาถึงเมืองเขาได้ก็ต้องเห็นตลาดสดยามเช้านี่แหละ...(อันนี้เป็นกฎเกณฑ์สำหรับการเดินทางของตัวฉันเอง)
     ฉันล้างหน้าเสร็จ หยิบกระเป๋ากล้องสะพายบ่า ลงมาที่ล็อบบี้ของโรงแรมใจกลางกรุงพนมเปญ อย่างรวดเร็ว....นฤทธิ์ หนุ่มวัยยี่สิบปีต้นๆ ชาวกัมพูชา ยิ้มแฉ่งรออยู่...เสียงเฮ ! ของน้องๆ นักเรียน และอาจารย์ผู้ควบคุมวง ต้อนรับฉันเพราะฉันสายที่สุดในคณะที่จะไปชมเมืองช่วงเช้า...รถสกายแล็ป พาเราพุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง (เวลาเลี้ยวถ้าเกาะไม่ดีอาจกลิ้งบนถนนได้)

    ตลาด หรือ กซาร ในสำเนียงของคนพนมเปญ เต็มไปด้วยผู้คนหนาแน่นมากๆๆ พวกเราจำเป็นต้องตัดรายการเดินตลาดออกไป เนื่องจากน้องๆ นักเรียนหลายคน "นฤทธิ์" เกรงจะพลัดหลง และความปลอดภัยในทรัพย์สินเวลาเดินตลาด...รถสกายแลป นำพวกเราไปยังหน้าพระราชวัง ชมอาคารบ้านเรือน แม่น้ำจตุรมุข...ที่ประทับใจฉันอีกแห่งหนึ่งก็คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พนมเปญ  ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราวของความเจริญรุ่งเรืองในอดีต แต่นั่นก็ไม่เท่ากับการจัดสถานที่ ที่ให้คนได้รู้สึกร่วมและใกล้ชิดกับวัตถุ บางโซนสามารถถ่ายภาพได้ ทับหลัง เทวรูป จะจริงหรือปลอมไม่สำคัญ แต่การจัดตกแต่งทำให้วัตถุเหล่านั้นดูมีคุณค่า...(อดคิดเปรียบเทียบกับทับหลังอันทรงคุณค่า ที่ถูกเก็บไว้ที่พิมายไม่ได้) 
       10 โมงเช้า ฉันต้องแยกกลับไปเตรียมงานก่อน "นฤทธิ์" เรียกรถรับจ้างมา 1 คัน ต่อรองราคา 1 เหรียญ รถพาฉันเข้าตรอก ซอก ซอย จนฉันหลงทิศ แต่ก็ได้เห็นอะไรหลายอย่าง ย่านที่น่าสนใจคือ หลังมหาวิทยาลัยวิจิตรศิลป์ (แปลคร่าวๆ) มีร้านรวงของนักเรียน นักศึกษา และพ่อค้าแกะสลักงานฝีมือ เทวรูป พระพุทธรูป นางอัปสร และแผ่นหิน จำหน่ายยาวเหยียด นั่งรถมอร์เตอไซด์ผ่านเพลิดเพลินตาดีเหมือนกัน...

      เที่ยงวัน...สัมภาระชุดการแสดง ถูกยกขึ้นรถเพื่อไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เพราะค่ำคืนนี้ เป็น "ราตรีวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา" งานหลักของเราคือค่ำวันนี้ การมาครั้งนี้ของพวกเรา คงจะเกิดขึ้นไม่ได้หากทางคณะผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ กับวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมชาวบ้าน
     บ่ายวันนี้ ก่อนอื่นใด พิธีไหว้ครูกันตรึม ไหว้ครูเจรียง ได้ทำขึ้นเล็กๆ หลังจากเสร็จพิธีแล้ว คณะนักแสดงทุกๆ ชีวิต ขึ้นซ้อมบนเวทีด้วยความตั้งใจ ทุกคนตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด


   

17.00 น. ณ ลานกลางแจ้งสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ชีวิตชีวาได้ถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง เมื่อ เสียงกลองกันตรึมโบราณบรรเลงขึ้น "คุณสุธี" และ "นฤทธิ์" เจ้าหน้าที่สถานทูตไทย ชาวกัมพูชา กล่าวเบาๆ ให้พวกเราฟังว่า "นี่เป็นชีวิตชีวาของสถานทูตจริงๆ ครับ"
     เมื่อเสียงเพลงบรรเลงขึ้น จิตวิญญาณการแสดงก็บังเกิด น้องๆ นักเรียนในชุดกันสวยงาม เริ่มร่ายรำด้วยท่วงท่าอันอ่อนช้อย สีสันเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดค้นกันขึ้น นอกเหนือการแสดงจริงบนเวที ทำให้แขกผู้มาร่วม "ราตรีวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา" ชื่นชมเป็นอย่างมาก...
     การบรรเลงเพลงกันตรึมโบราณผ่านไปราว 1 ชั่วโมง ระหว่างที่รอเพื่อเข้าสู่พิธีการนั้น คณะอาจารย์จากกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีของกัมพูชา เข้ามาทักทายพ่อครูกันตรึม...สักพักอาจารย์ท่านบรรเลงเพลงด้วยซอกันตรึมอันวิจิตร "ลุงดัด สังข์ขาว" บรรเลงปีอ้อ ล้อไล่เพลง มือกรอง ฉิ่ง ฉาบ ซออื่นๆ ร่วมด้วย การต่อเพลง บอกเพลง เป็นการสื่อสารและสอนกันและกันโดยไม่ต้องใช้คำพูด...ฉันเสียดายที่ฟังและพูดเขมรแทบไม่ได้เลย ต้องรอให้พี่ๆ แปลให้ฟัง
     "อ.สันธนะ  ประสงค์สุข" เล่าให้ฉันฟังว่า อาจารย์จากกัมพูชาเขาได้ฟังเพลงกันตรึมโบราณที่บรรเลงเมื่อเย็น เขาดีใจมาก เพราะบางเพลงนั้นเคยมีในกัมพูชา เขารู้ว่ามีเพลงนี้ แต่เนื้อเพลงและจังหวะบางตอนได้ขาดหายไป เขาเลยคาราวะครูเพลงอาวุโส ต่อเพลง...เลยเป็นการกระชับความสัมพันธ์แบบชาวบ้านจริงๆ อย่างที่เห็น


     เข้าสู่พิธีการ  ท่าน อุปทูตไทย ฯพณฯ ชโลทร เผ่าวิบูรณ์ และ ฯพณฯ อุ๊ก ซุเจี๊ยด ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ กัมพูชา ได้กล่าวคล้ายกันว่า การเข้าร่วมแสดงของคณะศิลปินพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ กับศิลปินจากกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ได้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อยู่ใกล้ชิดกัน ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกันอย่างมาก ที่สำคัญคือจังหวัดสุรินทร์และอีสานใต้โดยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ชายแดนติดต่อกับประเทศกัมพูชา ประชาชนส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับกัมพูชามาอย่างช้านานแล้ว

     การแสดงชุดแรกเริ่มต้นขึ้นด้วยระบำนกยูง จังหวะมีกลิ่นอายของดนตรีชวา สนุกสนาน ท่วงท่าหยอกล้อ เล่น ระบำสวยงามมาก ตามด้วยชุดการแสดง และการขับร้องเพลงที่ไพเราะของทางกัมพูชา
    "สวยงามมากๆ  ดีมากๆ ที่ได้มาครั้งนี้" อ.เลิศชาย สุขประเสริฐ  ผอ.โรงเรียนสุรวิทยาคาร กล่าวหลังจากยืนชมประชิดเวที
     เสียงปันซแร ดังมาจากระยะไกล คณะนักแสดงจากไทย เรือมตร๊ษ เข้ามาภายในงาน "เรือมตรษ" เป็นการร่ายรำในช่วงก่อนสงกรานตร์  ซึ่งการเรือมตรษ นี้ ทางกัมพูชามีเช่นเดียวกันกับบ้านเรา การแสดงบนเวที สร้างความประทับใจและตระการตาแก่ผู้พบเห็น
    ใครคนหนึ่งที่ได้รับเชิญมางานนี้ กล่าวเบาๆ กับฉันว่า "พี่บอกตรงๆ นะ พี่ยังไม่เคยรู้เลยว่าประเทศไทยเรามีการแสดงแบบนี้ด้วย...ขอบคุณมากๆ"
    พิธีการเสร็จสิ้นลง ผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งทางไทยและกัมพูชา รวมทั้งสื่อสารมวลชนของกัมพูชา ได้ออกมาพูดคุย ขอบคุณ กับคณะศิลปินทั้งสองประเทศ
    (สำหรับนักแสดงบ้านเราแล้วครูเพลงทุกๆ ท่าน ปลื้มๆๆๆๆ เนื่องจากน้อยครั้งนักที่จะได้รับเกียรติจากผู้หลักผู้ใหญ่ ของบ้านเมือง ด้วยความเต็มใจขนาดนี้)
    สิ้นสุดพิธีการ แต่สำหรับคณะศิลปินพื้นบ้านยังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อที่สนามหญ้า...และเราต้องกล่าวอำลากันและกัน ด้วยหวังว่า สักวันคงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง...22.30 น.
 


คลิกอ่านรายละเอียดที่..

http://www.oknation.net/blog/surin-samosorn/2009/04/04/entry-1
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 20 มีนาคม 2010, 19:59:55 PM »

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2552
บันทึก...เส้นทางสายมิตรภาพไทย-กัมพูชา (3)
Posted by ในนามสุรินทร์สโมสร , ผู้อ่าน : 397 , 14:00:19 น.  



การเล่าเรื่องไว้เพียงครึ่งๆ แล้วก็ห่างหายไปจากหน้าบล็อกยาวนาน
ทำให้ฉันออกจะหงุดหงิดกับตัวเองที่ขาดความรับผิดชอบต่อเรื่องราวที่เขียน...
แต่เอาเป็นว่าอย่างไรวันนี้ก็ขอไถ่โทษด้วยการเล่าเรื่องที่พบเจอต่อให้ฟัง      
 การแสดงวันที่สอง ใจกลางกรุงพนมเปญ (Mondial Center)
ในภาคบ่ายคณะเตรียมการเดินทางไปดูเวทีกลางแจ้ง แดดร้อนแสนร้อน...
ทางกระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานแสดงสินค้าไทยที่ศูนย์แสดงสินค้าเดียวกันนี้ และวันนี้ทา....  



Permalink : http://www.oknation.net/blog/surin-samosorn/2009/06/27/entry-1
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มีนาคม 2010, 20:06:23 PM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!