บ้านตุลาไทย
18 ธันวาคม 2017, 08:11:30 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 16   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เพชรเอ๋ยเพชรบุรีศรีไทย แผ่นดินแดนไทย............ลุกโค่นป่าไม้แก่งกระจาน  (อ่าน 91092 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 22 กันยายน 2009, 21:27:22 PM »

                                    


                                                   แก่งกระจาน   เพชรบุรี


                 หลายคนคงเคยได้ยินและรู้จัก  "แก่งกระจาน เพชรบุรี" แม้กระทั่งเคยไปเยีี่่ยมเยียนมาแล้ว  และก็คงบอกได้

เป็นเสีียงเดียวกันว่า ป่าแก่งกระจานนั้นสมบุรณ์แค่ไหน  บนเนื้อที่ ๑.๒ ล้านไร่  (หนึ่งล้านสองแสนไร่) ที่อุดมด้วยพันธุ์ไม้มีค่า

หลากหลาย  พืชสนุนไพรมากมาย สัตว์ป่านานาชนิีด  รวมทั้งความหลายหลายทางชีวภาพ  นับเป็นป่าสมบูรณ์ที่หลงเหลืออยู่

เพียงไม่กี่ผืนในประเทศไทย และที่สำคัญยังเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเพชรฯ สมควรที่เราต้องช่วยกันปกป้องรักษาไว้ให้ลูกหลานต่อใน

อนาคต  หากแต่แว่วเสียงกระซิบมาตามใยแก้วไร้สาย  และโชยกลิ่นตุๆ  มาแต่เพชรบุรีว่า  บังเกิดอภิมหาโครงการ  ที่ทำให้

ประชาชนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะพี่น้องชาวเพชรบุรีต้องเจ็บปวดหัวใจเหมือนโดยไฟสุม  

                 โครงการแรก  ใช้ชื่อสวยหรูว่า  "โครงการปลูกป่าพระราชดำริ"   โดยใช้งบประมาณในโครงการดังกล่าว

ปัญหาอยู่ที่ว่า  แทนที่จะไปหาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหรือพื้นที่ที่ไม่มีต้น   กลับตัดไม้ใหญ่เพื่อปลูกไม้เล็กในพื้นที่อุททยานแห่งชาติ

 เพื่อลดภาวะโลกร้อน  และอีกเหตุผลหนึ่งที่อ้างคือ ไม้ในอุทยานฯที่ตัดเป็นไม้กถิน (ไม้เอเลี่ยน)ไม่มีประโยชน์ ทำลายต้นไม้อื่นๆ

ไม่ให้เจริญเติบโต  จึงรีบเร่งตัดไปแล้วประมาณ สองพันกว่าไร่  และเพื่อให้บรรลุโครงการยังต้องตัดอีก หกพันไร่

จึงจะบรรลุ    มีคำถามมากมายเช่น  ไม้ที่ตัดได้ไปอยู่ที่ไหน?  จำนวนเท่าไร?  ใครทราบวานตอบที................


                โครงการถัดมา  เทห์มาก " โครงการสางเถาวัลย์"  คือตัดเถาวัลย์ออกโดยอ้างว่าเถาวัลย์ทำให้ต้นไม้ในอุทยานฯ

ไม่โต  โดยตัดจากข้างนอกเพื่้อช่วยชีวิตไม้ข้างใน  แหล่งเถาวัลย์ดังกล่าวล้วนเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะ

เป็นที่วางไข่ของผีเสื่อสารพัดชนิด  และหลังจากสางเถาวัลย์ออกแล้วก็จะจัดการ  เผาป่า เพื่อให้ต้นหญ้าระบัดใบ

เป็นอาหารของสัตว์เช่น เก้ง กวาง จะได้มากินและคนจะได้มาดูสัตว์ สร้างรายได้อีก  และยังอ้างว่าป่าต้องจัดการโดยคน

ระบบนิเวศน์ไม่อาจจัดการตัวเองได้  (เอาอะไรคิด)  ถ้าสางเถาวัลย์ออกหมด  ลองคิดดูเล่นๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แีีรกเลยก็คงจะเป็นปัญหากับลิง  ว่าจะขึ้นต้นไม้ได้หรือไม่เพราะไม่มีเถาวัลย์ให้โหน    รถบรรทุกก็คงเข้าไปขนไม้ได้สะดวงขึ้น

และถ้าเผาป่าเพื่อปลูกทุ่งหญ้าอีก นก และสัตว์นานาชนิดที่อาศัยอยู่ทั้งตามต้นไม้และในดินคงต้องตายหมด  จะเกิดอะไรกับ

ระบบนิเวศน์  หากต้องการทำให้ป่าแก่งกระจานเป็นที่ส่องสัตว์หรือทำเพื่อการค้าก็ขอแนะนำให้ไปใช้บริการที่เขาใหญ่คงจะสอด

คล้องกว่ากาที่จะต้องมาทำลายป่าเพิ่มอีกผืนทีเพชรบุรี   งานนี้ได้ยินมาว่าเป็นโครงการร่วมระหว่างหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ

เพชรบุรี และ สว.คนสวยแห่งเพชรบุรีเช่นกัน   ป้าสุ.....ม....คนดังเมืองเพชรชี้แจงเหตุผลด่วนครับ ฮืม ฮืม ฮืม


                            


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤศจิกายน 2010, 22:10:17 PM โดย pukaotong » บันทึกการเข้า
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2010, 13:50:25 PM »

เมื่อคืนนั่งร่วมทานอาหารเย็นกับมิตรสหายหลายท่านที่ริมน้ำเพชรบุรี อาหารพี้นบ้านรสอร่อย ขนมจีนแกงไก่ใส่มะเขือ หอยดองแซบรส ทอดมันเมืองเพชร ปลาดุกฟู และอีกหลายๆอย่าง ทานกันจนต้องขยายตะขอกางเกง เพือนบางคนที่งดข้าวเย็นก็ตักข้าวเติมสามครั้งยอมละกฎตัวเองที่ถือไว้เพราะเป็นเบาหวาน พลางคำรามว่าครั้งเดียวคงไม่เป็นไรหรอก ที่เคยกินเจก็เห็นนั่งแทะหัวปลาดุก(เจ)เฉยอยู่ เอร็จอร่อยมาก จนคิดว่าน่าจะมานั่งกินกันอย่างนี้สักเดือนละครั้งสองครั้ง

บ้านที่นั่งกินข้าวอายุกว่า 120 ปี เป็นบ้านไม้ริมน้ำเพขร เจ้าบ้านปรับปรุงให้เป็นเกสเฮ้าส์เล็กๆ ได้บรรยากาศดั้งเดิมสุดๆ  มีเสียงเพลงแว่วๆแผ่วมาในน้ำเสียงดั้งเดิมของโจอัน เบซ - บ๊อบ ไดแลน -เฃอร์เบท -ฯลฯ โต๊ะถัดไปเป็นฝรั่งหนุ่มสาวชาวตะวันตก 2-3 คู่  นั่งเอ็นจอยบทเพลงและบรรยากาศ ..

ระหว่างนั่งคุยมีเรื่องป่าแก่งกระจานผ่านเข้ามามีเนื้อหา ดังที่ กวีหมื่น ภูเขาทองเกริ่นนำไว้เมื่อปีที่แล้วดังข้างบนนี้แหละครับ

เชิญทุกท่านนำเอาความทรงจำเมื่อคืนนี้มาเล่าต่อเติมกันทั้งภาพและเสียง ก่อนที่จะลืมเลือนไปจากอายุขัยและอัลไซเมอร์ ...และที่สำคัญป่าแก่งกระจานกำลังจะหมดไป และน้ำกำลังท่วมประเทศไทย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 ตุลาคม 2010, 13:55:28 PM โดย บัวตูม » บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2010, 14:23:32 PM »



ขอบคุณคุณทอม(เสื้อเขียว) และคุณนิดสาวเสื้อลาย
เจ้าบ้านไม้โบราณริมน้ำเพชร สะพานหัวช้าง
กับอาหารค่ำที่สุดยอดในบรรยายกาศแห่งความหลัง
เก่าทั้งบ้านและคนในฉาก............



เพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ ดีใจที่ได้รู้จัก
ในบ้านเก่าๆอายุร้อยกว่าปี เดิมเคยเป็นโรงแรมแห่งแรกของเมืองเพชร

คุณทอมและคุณนิดสองสามีภรรยานักสู้ เจ้าของที่นี่ ทำเป็นเป็นเกรสเฮ้าส์
และสองท่านนี้ยังเป็นนักสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งแหล่งฝอกอากาศแหล่งมหึมาอีกแห่งหนึ่งของโลก
พวกเราของคาราวะ...
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2010, 15:52:40 PM »

ชั้นบนของบ้านถูกจัดให้เป็นห้องโถงรวม พอเหมาะสำหรับผู้คิดการไกลสักหนึ่งโหล
พวกเราจึงพากันมายึดที่นี่ เพื่อก่อการใหญ่สำหรับเช้า(สายฯฯฯ)นี้ หลังจากได้หลับนอนที่นี่ ...
บ้านไม้โบราณที่หลายฯคนอยากไปสัมผัสสักครั้ง
ถเาหากว่าโชคดีท่านอาจได้พักเช่นพวกเรา 4 ใน 11 ห้อง ของบ้านที่มีปูมหลังอันยาวนาน
ตั้งแต่ครั้งสงครามโลก



แล้วการก่อตัวของผู้ก่อการก็ได้เริ่มขึ้นที่นี่อีกครั้งหนึ่ง
๑๗ ตุลา ๒๕๕๓
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2010, 18:19:38 PM »

เสียงลมหายใจเหมือนว่าจะส่งแรงไปยังเตาแบบพับเก็บได้ของลุงเรดซัน
เจ้าแห่งวงการคั่วกาแฟในสไตล์ที่ไม่ซ้ำกับใคร อาร์ตแห่งสีสรรบนถ้วยดินเผาก็ว่าได้

คุณเอก ผู้เด่นดังจากกิจการร้านขนมปังอันลือชื่อ เอาผ้าขาวม้าพับรอบตัว
ทำให้ผมระลึกถึงความหนาวเหน็บบนขุนเขาใหญ่น้อยที่เคยอยู่กิน
ขอบคุณร็อคกี้ที่บันทึกภาพแห่งความทรงจำเหล่านี้



พักหนึ่งเมื่อความร้อนถึงจุดน้ำในกาเริ่มส่งไอพวยพุงขึ้น
นี่คืนจุดเริ่มในการก่อการชงกาแฟ...และความทรงจำก็ผุดขึ้นถ่ายทอดสู่กันฟัง
พร้อมกับขนมแบบไทยๆของเมืองเพชร ที่น้อง....ที่มากับคุณเอก
ตื่นขึ้นแต่เช้าไปหาซื้อจากตลาดอีกฝากฝั่งหนึ่ง ด้วยความขอบคุณ



จิบกาแฟลุงเรด พร้อมกับดู DVD ที่ลุง MG เขียนมาฝากจากห้องต้ดต่อของช่องทีวีไทย

ระหว่างที่กำลังดูอยู่ มีเสียงท่านหนึ่ง ดังชัดเจน ฝ่าแนวภวังค์แห่งความหลัง......
เสียงของคุณนิดเจ้าสำนักที่นี่นั่นเองจ้า

นี่คือเรื่องราวของป่าแก่งกระจาน......ที่เกิดมา......
และกำลังจะเกิดทำความหายนะกับป่าใหญ่ผืนนี้..
จากข้อมูลที่ไม่เป็นจริงของนักวิชาการบางคน....
และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน
มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม...
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2010, 18:23:48 PM »

ป่าแก่งกระจานเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เป็นป่าสัมปทานจริงๆ ตามที่ข่าวเขาลง

มีการทำไม้ออกบริเวณทางฝั่งตะวันออก เป็นการทำไม้แบบเลือกตัดไม้ใหญ่บางต้นออก  มีการเว้นแม่ไม้ไว้ตามหลักวิชาการ วิธีนี้เรียกว่า selection cutting ผลกระทบที่เกิดก็คือบางบริเวณจะเกิดเป็นช่องว่างในป่า หรือ gap ในบริเวณช่องว่างเหล่านี้จะได้รับแสงแดดมาก พรรณไม้ป่าดงดิบที่จะทดแทนกลับมาจะไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ทันที

ดังนั้น ธรรมชาติจึงสร้างพรรณไม้กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าไม้เบิกนำ หรือ pioneer species ซึ้งเป็นไม้ที่โตได้เร็วและมีความทนทานต่อแสงแดด ที่พบในแก่งกระจาน เช่น ปอหู (Hibicus macrophyllus) กระทุ่มบก (Anthocephalus chinensis) ขี้เหล็กเลือด (Senna timoriensis)  เสลาขาว (Lagerstroemia tomemtosa)   เป็นต้น  พรรณไม้ยืนต้นเหล่านี้จะเข้ายึดครองพื้นที่ได้ก่อน แต่ขนาดความสูงของไม้เหล่านี้จะจำกัดที่ประมาณ 8 – 15 เมตร

จากนั้นจะเป็นกระบวนการที่เถาวัลย์ซึ่งมีอยู่เดิมตามธรรมชาติ เช่น เสี้ยวเครือ รางแดง กระไดลิง เป็นต้น ขึ้นพาดพันไม้เบิกนำเหล่านี้ การที่เถาวัลย์ปกคลุม จะเกิดกระบวนการเรียกความชุ่มชื้นให้กับดินในบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะรากเถาวัลย์เอง และการปกคลุมทำให้เกิดร่มเงา

หากเมล็ดไม้ในป่าดงดิบตกเข้ามาก็จะสามารถงอกเป็นไม้ขนาดเล็กๆ ขึ้นมาได้ ในส่วนของเถาวัลย์ที่คลุมไม้เบิกนำอยู่ข้างบน เมื่อถึงเวลาที่ไม้เบิกนำตายลงเถาวัลย์เหล่านี้ก็จะถล่มลงมาพร้อมๆ กัน เปิดโอกาสให้ไม้ที่เป็นขั้นตอนสุดท้าย (climax) ขึ้นมาทดแทนได้

การสางเถาวัลย์ เป็นการหยุดกระบวนการทดแทนของธรรมชาติ ทำให้ไม่มีโอกาสที่ป่าจะถึง climax ของมันได้

ประโยชน์ของเถาวัลย์
เป็นที่เก็บความชื้น
มันสังเคราะห์แสงได้ สร้างออกซิเจนได้ มีการทำหน้าที่แบบเดียวกับพืชสีเขียวทั้งหลาย
ปกคลุมการชะล้างหน้าดินก่อให้เกิดความสมบูรณ์ของธาตุอาหารที่เหมาะสำหรับไม้รุ่นต่อไป
เป็นที่หลบภัยของสัตว์ขนาดเล็ก
เป็นอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่หลายชนิด รวมทั้งช้างป่า และกระทิง

ข้อมูลจากเครือข่ายพิทักษ์รักป่าแก่งกระจาน
บันทึกการเข้า
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2010, 22:45:13 PM »


                                       



                                 



                                  เงื้อมชะโงกโกรกหินชะง่อนผา
                             น้ำตกซ่าสาดกระเซ็นลงเป็นสาย
                             ไหลลัดเลาะลดหลั่นเป็นชั้นชาย
                             รุกข์เรียงรายบุปผานานาพรรณ


                                                           มีเกาะแก่งแอ่งวุ้งเป็นคุ้งคด
                                                           ทั้งบงกชมาลีหลากสีสัน
                                                           ดูดาษดาหญ้าแซมขึ้นแกมกัน
                                                           พวกเถาวัลย์พันวนปะปนไป


                             น้ำใสเย็นเห็นปลาอยู่คลาคล่ำ
                             บ้างผุดดำแหวกว่ายอยู่ไหวไหว
                             ดักแมลงแมงมุมซุ่มชักใย
                             ผึ้งบินไขว่เชยเกสรเที่ยวว่อนเวียน


                                                           พวกเพลี้ยหนอนชอนไชกินใบไม้
                                                           บางใบลายเรียบร้อยเป็นรอยเขียน
                                                           เพสลาดขาดวิ่นมันกินเกรียน
                                                           ชีวิตเวียนเปลี่ยนปลงเป็นวงจร


                            น้ำพึ่งป่า ป่าพึงต้องพึ่งน้ำ
                            ดินน้ำฉ่ำปลาผักจักสลอน
                            ถ้าขาดป่าน้ำหายตายแน่นอน
                            บทเรียนสอนเห็นมาราคาแพง


                                                          น้ำที่ไหลไฟฟ้าจัดหาง่าย
                                                          กั้นเป็นฝายเปิดปิดผลิตแสง
                                                          สายน้ำสวยช่วยเราให้เบาแรง
                                                          ในหล้าแหล่งไม่สูญเกื้อกูลกัน
 


                                                              ขโมยมาจาก ... วลีงาม .... เรือนบุหลัน แห่ง ลานเทวา .....

                                                              งดงามเห็นภาพเลยครับ
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 19 ตุลาคม 2010, 17:17:06 PM »

น้ำท่วม"โคราช"และจังหวัดรอบเขาใหญ่ การพัฒนา "เขาใหญ่" ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่รุกราน "ระบบนิเวศน์"  
หากอ้างฝนตกเกินเหตุ ก็ "ระบบนิเวศน์"โลกพังด้วยน้ำมือมนุษย์  
"ธรรมชาติ"เรียกคืนย่อมเป็น"ธรรม์"ของ"ธรรมชาติ"  

อย่างไรก็ตามขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภับพิบัติ "น้ำท่วม" ทุกคน ขอให้กำลังใจครับ....

บทกวีต่อไปนี้คงไม่งดงามเท่าที่ลุงหมื่น....คัดมา....
ช่วยพิจารณาหน่อยนะครับ....
 
ธรรมชาติมีธรรม์

ธรรมชาติผุดผาดสะอาดนัก
ธรรมด้วยรักสรรพสิ่งสู้สร้างสรรค์
ธรรมเกื้อหนุนนำคุณอยู่อย่างสามัญ
ธรรมสอนธรรม์(ทัณฑ์)มนุษย์สร้างเพื่อตนเอง
  ธรรมชาติมีสมดุลปรับแปรเปลี่ยน
   ธรรม์(ทัณฑ์)หมุนเวียนวัฏจักรค้านคนเก่ง
   “ธรรมชาติ”มี”ธรรม”ให้ครื้นเครง
   แต่”คน”เร่ง”กิเลส”ตนจนเกินงาม
คนคิดสร้างสรรพสิ่งบำเรอเสมอ
ล้วนปรนเปรอ...หลงละเมอ...ทุกข์ซ้ำสาม
คนเพียงหวังสร้างชื่อก้องเรืองนาม
ทั้งเขตคามต้องมลายช่างหัวมัน
   หายนะวิบัติภัยที่แลเห็น
   พยานเป็นความจริงใช่ไหมนั่น!
   พินาศทั่ว...ดั่งอาเพศ...แจ้งแจ้งกัน
   “ธรรมชาติ”ลง”ทัณฑ์”คนเบียดเบียน!!
ป่าทั้งป่ามีไว้เพื่อสร้างป่า
ห่วงอาหาร...โซ่ชีวิต...”ธรรมชาติ”เขียน
คนนั้นคิดจิตมั่นหากน้อมเรียน
สิ่งที่เพียรเรียนรู้คุณอนันต์
   เถาลายไทยโยงใยใจชีวิต
   ผลผลิตแห่งสังคมงดงามนั่น
   เถาที่เกื้อชีวิตมานานวัน
   ใครจะถูกเถาวัลย์....พันชีวิต!!
                                    จำแนก  แมกไม้งาม
                                  19  ตุลาคม  2553

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 ตุลาคม 2010, 19:54:07 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 19 ตุลาคม 2010, 19:12:07 PM »

วิมานสวรรค์ชั้นไร เพชรบุรีให้ เราไว้ในอุรา...

เมืองเพชรบุรี ความหลังฝังใจ บ้านเกิดของพ่อบังเกิดเกล้าเราเอง

ในวัยเด็กตั้งแต่ชั้นประถม ทุกปิดเทอมจะต้องไปอยู่เพชรบุรี หัวหิน ปราณฯ  บ้านลุงป้าและอาๆทั้งหลาย ครั้งละเป็นเดือนครึ่งเดือน

สมัยที่แก่งกระจานยังไม่สร้าง แม่น้ำเพชรฯที่ท่าคอย อำเภอท่ายาง ใสเหมือนกระจก  ใสจนมองเห็นหินกลมใต้พื้นน้ำวางเรียงสลับกับกรวดทราย  ชาวเพชรฯจะเรียกว่า"น้ำท่า"  เล่นได้ ดื่มกินได้ไม่ตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อยว่าจะมีสิ่งสกปรกแปลกปลอม  

ยามเช้า เด็กเลี้ยงวัวจะต้อนวัวออกไปเลี้ยงที่ทุ่งนา  ทุกบ้านจะมีวัว บางบ้านก็ตัวสองตัว บางบ้านก็เป็นฝูง แต่ทุกบ้านจะมอบหมายให้เด็กเลี้ยงวัวต้อนไปเลี้ยงที่กลางทุ่งห่างจากหมู่บ้าน 2 -3 กิโลเมตร

การได้ไปเลี้ยงวัวกับเด็กเลี้ยงวัวเป็นเรื่องที่ผจญภัยวัยเด็กที่สนุกสุดยอดอย่างบอกไม่ถูก  
ถึงขนาดยอมแลกกับการโดนลุงหวดด้วยไม้เรียวตอนกลับถึงบ้านตอนค่ำมืด

วัวแต่ละบ้านจะเดินออกจากคอกไปรวมกันเป็นสาย ตามทางวัวผสมทางคนในหมู่บ้าน ทางเหล่านั้นลัดเลาะไปตามบ้านต่างๆ ตามทางมีรั้วไม้ไผ่ขัดเป็นกำแพงยาวลัดเลาะไป  ฝุ่นคลุ้งตลบอบอวลทั่วหมู่บ้านเมื่อวัวฝูงแล้วฝูงเล่าเดินผ่าน  ที่นี่มีแต่วัว ไม่มีควาย

หลังจากต้อนวัวออกไปกลางทุ่งแล้ว  ชีวิตเด็กๆอย่างเราก็เป็นอิสระ  จะไปช้อนปลากัดที่บึงกระจับ หรือจะแอบไป"ทอย"มะมวงแก้ว อกร่อง (ชาวเพชรฯเรียกอกพร่อง) หรือมะม่วงแก้วรุมรัง ลูกใหญ่เท่ามะขวิด ก็ไม่มีใครว่า  ใครฝีมือทอยดีจะทอยตัดขั้วมะม่วง ร่วงลงพื้น   สำหรับเด็กเลี้ยงวัวอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้คือไม่รวกไว้หวดวัว กับหนังสะติ๊กไว้ยิงนกตามทาง

ในปีที่แก่งกระจานยังไม่มีเขื่อน  ชีวิตชาวท่าคอยยังน่าพิศมัย ทุกคนใช้น้ำท่ามาอุปโภคบริโภค  การรุน" รถรุน"บรรทุกปี๊บน้ำ มีผ้าขาวบางคอยปิดไว้กันน้ำกระฉอก เป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องทำเป็นกิจวัตร  แน่นอน สำหรับเด็กๆ การได้นั่งในคอกรถรุนไปเล่นน้ำท่าร่วมกันเป็นสิ่งที่น่ารื่นรมย์หาใดเปรียบมิได้

เมื่อไปถึงน้ำท่าในยามเย็น  เด็กเลี้ยงวัวต้อนวัวมาลงน้ำ ช่วงนี้พวกเด็กใจกล้าจะถือโอกาสกระโดดขึ้นหลังวัวให้วัววิ่งลงท่า  เด็กๆพากันกระโดดลงจากหลังวัวพุ่งลงน้ำเป็นที่สนุกสนาน   วัวทั้งฝูงลงดื่มน้ำท่าร่วมกับคนจนอิ่มแปล้  ก่อนที่จะแยกย้ายเข้าบ้านใครบ้านมัน คอกใครคอกมัน เป็นไปโดยอัตโนมัติตามความเคยชินของวัว โดยไม่ต้องมีคนต้อน

ชีวิตของแม่น้ำเพชรฯที่เคยใสสะอาดราวกับกระจก  ค่อยๆเปลี่ยนสภาพไปทีละน้อยๆละน้อยเมื่อมีเขื่อนแก่งกระจาน

ครั้งแรกที่จำได้ คือในปลายฤดูฝนปีหนึ่ง เขื่อนแก่งกระจานปล่อยน้ำออกมามากเพราะฝนตกเหนือเขื่อนมากเหลือเกิน   แน่นอน  น้ำที่เคยใสสะอาดเห็นท้องแม่น้ำ กลับเปลี่ยนเป็นสีแดง  น้ำใหญ่จนขอนไม้ที่เคยดำลอดอยู่เป็นประจำถูกพัดพาไป พร้อมกับตะกอนดินเข้ามาแทนที่หินและกรวดทราย  แม่น้ำเพชรฯเปลี่ยนสีไปแล้วเป็นสีแดงขุ่น ไม่มีใครเรียกสิ่งที่สูญไปคืนมาได้    

เรื่องราวผ่านไปจนกระทั่ง วันที่ออกจากป่าไปบวชพระที่วัดท่าคอย  น้ำท่าที่เราเคยเห็น กลับกลายเป็นแม่น้ำสกปรกสายหนึ่งที่ไม่มีเสน่ห์ให้เห็นอีกต่อไป

กลายเป็นความทรงจำอันเจ็บปวดของเราจนทุกวันนี้

..............



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 ตุลาคม 2010, 19:17:26 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แทน
Jr. Member
**
กระทู้: 166


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 20 ตุลาคม 2010, 09:30:34 AM »

ข้อมูลสนับสนุนทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี

''รัชกาลที่ 5 ยังโปรดเสวยน้ำที่แม่น้ำเพชรบุรีอีกด้วยโดยเฉพาะน้ำตรงท่าน้ำวัดท่าไชยศิริ ดังความว่า “ด้วยมีตราพระคชสีห์ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมออกไปแต่ก่อน ให้ข้าพเจ้าแต่งกรมการกำกับกันคุมไพร่ไปตักน้ำหน้าวัดถ้าไช (วัดท่าไชยศิริ) ส่งเข้ามาเป็นน้ำส่ง (สรง) น้ำเสวยเดือนละสองครั้ง ๆ ละยี่สิบตุ่มเสมอจงทุกเดือนนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้แต่งตั้งให้ขุนลครประการคุมไพร่ไปตักน้ำหน้าวัดถ้าไชยี่สิบตุ่ม ได้เอาผ้าขาวหุ้มปากตุ่มประทับตรารูปกระต่ายประจำครั่ง มอบให้ขุนลครประการคุมมาส่งด้วยแล้ว” ใบบอกฉบับนี้ พ.ศ. 2420 โดยพระยาสุรินทรฤาไชย เรื่องน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีนี้นอกจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรดฯ เสวยแล้วยังใช้เป็นน้ำสำหรับเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่สมัยโบราณมา ซึ่งมีแม่น้ำสำคัญ 5 สาย คือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำเพชรบุรี ดังสารตราถึงพระ-ยาเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ. 2394 ความว่า ทางกรุงเทพฯ จะตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการนี้ต้องการน้ำสำหรับเข้าพระราชพิธีดังกล่าว จึงให้หลวงยกกระบัตรเมืองเพชรบุรี หลวงเทพเสนีถือสารตรามายังพระยาเพชรบุรี ให้แต่งตั้งกรมการไปตักน้ำที่หน้าเมืองเพชรบุรี แล้วเอาใบบอกปิดปากหม้อ เอาผ้าขาวหุ้มปากหม้อผูกปิดตราประจำครั่ง แล้วมอบให้หลวงยกกระบัตร หลวงเทพเสนีคมเข้าไปส่งยังกรุงเทพมหานครให้ทันกำหนดการพระราชพิธีดังกล่าว''
บันทึกการเข้า
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2010, 21:58:09 PM »




สวัสดีครับมวลมิตรสหาย       วันนี้ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจเรื่องเกี่ยวกับเถาวัลย์  จากสาวนักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม

                                 และพิทักษ์ป่าแก่งกระจานตลอดจนแม่น้ำเพชร

                                 (ข้อมูลที่เกี่ยวกับเถาวัลย์เบื้องต้น ค่อยนำมาให้ลองอ่านในโอกาสต่อไปนะครับ)



                           



ข้อมูลจากเครือข่ายพิทักษ์รักป่าแก่งกระจาน
ฉบับที่ 2/2553


ก่อนที่เราจะลงมือแก้ปัญหาอะไร เราแน่ใจหรือยังว่ามันคือปัญหา
หากมันคือปัญหา การแก้ปัญหาที่ผิดจุด จะกลับกลายเป็นปัญหายุ่งเหยิง เช่นเดียวกับการแก้ปมเชือก
เปรียบได้กับเราพบเชือกม้วนหนึ่ง แล้วไปตีความว่าเชือกเส้นนี้กำลังพันกัน เพราะจินตนาการที่คาดหวังคือเชือกควรจะยืดเป็นเส้นตรง จึง เข้าไปพยายามดึงเชือกให้ยืดออก สุดท้ายยิ่งแก้ก็ยิ่งเป็นปม ..ท่านเคยดึงเชือกที่ม้วนไว้อย่างดีแล้วเกิดเป็นปมยุ่งเหยิงหรือไม่..

การปรากฏของเถาวัลย์ที่แก่งกระจาน..ลองหยุดคิดสักนิดก่อนจะตีข่าว ว่ามันเกิดจากอะไร..แล้วมาจัดการให้ถูกวิธี
เพราะการแก้ปัญหาที่ผิดวิธีคือการสร้างปัญหาลูกโซ่..

..ปัจจุบันคือการปรากฏของเถาวัลย์ (บางบริเวณที่เกิด ไม่ได้เยอะอย่างที่เป็นข่าว)
สาเหตุที่เกิด เพราะธรรมชาติกำลังเสียสมดุล..เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น
   1. สัตว์ป่าหายไปจากพื้นที่..เนื่องจากการรบกวนของมนุษย์ (ท่องเที่ยว ล่าสัตว์ ตัดไม้)
   2. ปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย ทั้ง แสง อุณหภูมิ..

ลองมามองแง่ดีบ้าง (มองแต่แง่ดีเถิด)
1. น้ำท่วมเพชรบุรี..แต่ไม่ท่วมที่แก่งกระจานและบริเวณต้นน้ำเพชรบุรี ไม่คิดบ้างหรือว่าธรรมชาติสร้างเถาวัลย์มาช่วยปกป้องและชะลอการไหลของน้ำและรากอันมากมายของมันช่วยดูดซับน้ำลงดิน เหมือนธรรมชาติจะรู้ว่าฝนจะตกหนัก จึงสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา..
2. อากาศร้อน อุณหภูมิสูงขึ้น หากไม่มีเถาวัลย์มาช่วยปกคลุมดิน ความแห้งแล้งจะมากกว่าปกติ

นี่คือข้อดีที่เกิดปรากฏการณ์นี้


                         

ส่วนข้อเสียนั้น หากคิดดีๆ แล้วแทบจะไม่ใช่ข้อเสีย อย่างที่หนังสือพิมพ์บางฉบับหลับหูหลับตาเขียนเชียร์ให้มีการตัดเถาวัลย์..บางอย่างมันโง่เง่าปิดหูปิดตาชาวบ้าน..หาว่าช้างป่าทำร้ายชาวบ้านเพราะเครียดเรื่องเถาวัลย์ปิดทาง..จระเข้จะสูญพันธุ์เพราะผลกระทบจากเถาวัลย์ ...เป็นเรื่องงี่เง่าบิดเบือนทั้งเพ..ไม่คิดบ้างหรือว่ามันเป็นอาเพศจากคนบางคนที่เป็นใหญ่อยู่ในนั้น..ไม่เคยมียุคไหนที่ช้างป่าโดนฆ่าตายและโดนทำร้ายเหมือนช่วง 2 ปีมานี้ ช้างมันก็อาฆาตแค้นเป็นไม่เกี่ยวกับเถาวัลย์..จระเข้ที่ต้นแม่น้ำเพชรบุรีวางไข่ทุกปี วันดีคืนดีก็เอาฝรั่งมาดูแล้วขนเอาไข่กลับไปฟักที่ห้องน้ำบ้านพัก..กะจะดัง..พอไม่ฟักก็บอกว่าเป็นไข่ที่ไม่ได้รับการผสม..ข่าวว่าทำมา 2 ปีแล้ว...รู้ว่าไม่ได้รับการผสมแล้วเอามาฟักทำไม..แม่จระเข้มันเครียดที่ไข่โดนรังควานมันก็ไม่อยากอยู่หรอก
 ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหากจะไปดูเถาวัลย์แก่งกระจาน ถ้าไม่อยากโง่ก็ให้ไปกันเอง อย่าให้ทางเจ้าหน้าที่แก่งกระจานพาไป..เพราะเขาจัดพื้นที่ไว้ให้ท่านดูแล้ว คัดเอาแต่ที่เจ๋งๆ แล้วบอกท่านว่าเป็นแบบนี้ 3 แสนไร่...ท่านก็จะเป็นตาบอดคลำช้าง...
ฝากถึงชาวบ้านผู้เสียภาษีทั้งหลายขอให้รู้เถิดว่า..เงินของท่านกำลังจะถูกโกงครั้งใหญ่อีกครั้งด้วยกระบวนการนี้ ป่านนี้เขาเคาะเครื่องคิดเลขกันเรียบร้อยแล้วว่า ค่าดูแลนักข่าว(บางฉบับ) ผู้บริหาร เจ้านาย นักการเมือง จะได้กันเท่าไร  และตัวเองจะได้อีกเท่าไร..อนาถหนอราชการไทย
ขอวิงวอนนักข่าว นักวิชาการ ..ขอให้ช่วยพยุงรักษาสังคมไทยให้อยู่รอด..ช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้ราชการใสสะอาดเพื่อในหลวงของเรา อย่าสนับสนุนคนชั่วเพียงเพราะเห็นว่าเป็นพรรคพวกหรือเกรงกลัวต่ออิทธิพลของนักการเมือง..หรือพุทธทำนายเรื่องคนชั่วจะได้รับการยอมรับ คนดีจะถูกขับออกจากสังคม เป็นจริงแล้ว..


                           
บันทึกการเข้า
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2010, 22:15:59 PM »



                 ป่าแก่งกระจานจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ในวันที่ ๑ พย.นี้ั

                 นับเป็นโอกาสอันดี  ที่จะได้เข้าไปดูป่าและเถาวัลย์  ว่าเถาวัลย์

                 จะลุกป่าจนล้นทะลักเลื้ือยเข้าไปพันคอคนในเมืองเพชรตามข่าว

                 ที่ นสพ.บางฉบับลงไว้หรือไม่

                 ได้ยินว่ามีหลายกลุ่มจะร่วมกันเดินทางเข้าไปดูให้เห็นจะๆ

                 มีทั้งกลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อสิ่งแวดล้อม  กรีนพีช
             
                 กลุ่มนักอนุรักษ์ต่างๆหลายกลุ่ม  อยากจะชวน ลุงป้า สมาชิก

                 บ้านตุลาไปร่วมกิจกรรมพิทักษ์ป่าแก่งกระจาน  ค้างสักคืน สองคืน

                 ใกล้ๆแค่เอื้อม เป็นงานสุกดิบก่อนเทศกาลขึ้นภู ท่องไพรไปน่านประจำปี

                 ดีไม๊ครับลุงเอ ป้าบี และลุงป้าทุกท่าน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

                         
                           

             
บันทึกการเข้า
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2010, 23:52:55 PM »


เรามารู้จักเถาวัลย์กันหน่อยดีไม๊ครับ

                         


เถาวัลย์ (1)

 
•   สภาประชาชน
1 ตุลาคม 2553 - 00:00


 สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
     สภาประชาชนกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อบรรดาท่านสมาชิกอาวุโสทั้งหลายต่างก็ออกมาใช้เวทีแห่งนี้แสดงความคิดเห็น ซึ่งก็มีทั้งเรื่องที่เห็นเหมือนกันและเห็นต่างกัน
     ตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้มีเพื่อนสมาชิกกระซิบประธานท้วมว่า บรรยากาศในสภาประชาชนเหมือนนั่งซดน้ำขิงร้อนๆ ขณะที่สายฝนโปรยปรายอยู่นอกสภา
     โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับภาษาไทย และการประพันธ์ที่เหมือนยาขมสำหรับเด็กทุกวันนี้ แต่กลับเป็นอาหารอันโอชะของผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายทศวรรษ บางท่านก็เกือบจะครบหนึ่งศตวรรษในอีกไม่กี่ปี




     วันนี้สมาชิก "พยอม แก้วกำเนิด" ยกมือขออภิปรายเรื่องเถาวัลย์ ที่ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยทำลายระบบนิเวศในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี           
เรียน ท่านประธานที่เคารพ
     ดิฉันอ่านเอ็กซ์-ไซท์ ไทยโพสต์ ฉบับที่ 5066 วันที่ 15-16 กันยายน 2553 เรื่องเถาวัลย์ทำลายนิเวศอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่เปิดเผยโดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานฯ แห่งนั้นแล้ว บอกตรงๆ ว่าทุเรศมากค่ะ
     ไม่รู้ไปเก็บข้อมูลจากที่ไหนมาบอกว่า ขณะนี้มีนักวิชาการ นักอนุรักษ์ และผู้เกี่ยวข้องหันมาสนใจปัญหาเถาวัลย์ภายในอุทยาน ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
     ทั้งนี้ ทางอุทยานได้นำเถาวัลย์ 8 ชนิด ประกอบด้วย หนามหัน หนามคนทา ฟักข้าว แก้วมือไว เถาวัลย์น้ำ สะแกวัลย์ กระไดลิงและเล็บเหยี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเถาวัลย์ชนิดมีหนามแหลมคม อีกทั้งบางชนิดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 7-8 เซนติเมตร มาวางไว้เป็นตัวอย่างในที่ทำการอุทยาน เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงปัญหาที่เถาวัลย์เหล่านี้ส่งผลต่อสัตว์และพืชอื่นๆ ทั้งทำให้ไม้ใหญ่ยืนต้นตาย เป็นกับดักธรรมชาติที่เป็นภัยต่อสัตว์หลายชนิด
     แล้วนายคนนี้ก็อ้างลูกคู่คือตู่ป่าไม้ คู่แข่งของตู่เสื้อแดงหรือเปล่าดิฉันไม่ทราบ ตู่ป่าไม้คือนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงไปดู แล้วสั่งการให้สำนักวิจัยฯ ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาข้อมูลให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
     แล้วก็อ้างอีกว่ายูเนสโกก็สนใจ ก็ไปปดเขานี่ว่าสัตว์ป่าโดนหนามเล็บเหยี่ยวเกี่ยวสีข้างสัตว์จึงย้ายถิ่น ไม่บอกความจริงว่าคนป่าไม้ของเรายิ่งนับวันก็ยิ่งด้อยคุณภาพลงทุกวัน ถ้าพนักงานของกรมป่าไม้และกรมอุทยานดีจริง ป่าไม้เมืองไทยจะไม่วอดวายลงอย่างในทุกวันนี้เลย มาหลับหูหลับตาพูดเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้เถาวัลย์ อย่างนี้ใช้ไม่ได้เลยนะคะ

                               


     เป็นข้าราชการกรมอุทยานฯ แต่ไม่เห็นคุณค่าของเถาวัลย์ น่าจะต้องลาออกไปไถนาดีกว่านะคะ เพราะความจริงแท้แน่นอนที่สุด เถาวัลย์คือพืชที่อนุรักษ์และคุ้มครองต้นไม้ใหญ่ทั้งปวง
     เช่น ช่วยยึดเหนี่ยวโยงใยให้ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ได้เมื่อป่าต้องลมพายุรุนแรง หรือช่วยดึงช่วยฉุดเพื่อยืดอายุต้นไม้ใกล้ฝั่งให้ยืดอายุได้นานออกไป ป้องกันสัตว์ป่าที่มีเขี้ยว เช่น หมูป่า ไม่ให้เข้าไปขุดคุ้ยดินหาอาหารตามโคนต้น ช่วยคุ้มครองไม้ชั้นล่างให้รอดพ้นจากการโดนต้นไม้ใหญ่ล้มทับ
     และเถาวัลย์ก็ยังเป็นที่สะสมน้ำเก็บไว้ในลำต้น เป็นแหล่งน้ำให้คนมีน้ำดื่ม แต่ยังมีลูกน้องเก่าของทักษิณ บูรพาอาคเนย์ เปิดปากว่าพื้นที่ป่าดังว่าเป็นป่าสัมปทานรุ่นที่ 2 เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้เถาวัลย์อีกว่า เถาวัลย์ไปแย่งน้ำแย่งอากาศ แล้วยังเป็นส่วนสำคัญทำให้แมลงเข้าไปกัดกิน จนต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตาย
     มันเป็นแมลงอะไร สปีชีส์ไหน ยีนัสไหน แฟมิลี่ไหนกันนะ ที่ไปรุมทึ้งรุมกินจนไม้ใหญ่ยืนต้นตาย ที่ดิฉันเคยเห็นต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตาย ส่วนใหญ่เป็นคนเถื่อนๆ ด้วยกันทั้งนั้น ที่ไปกานเปลือกไม้ออกจนรอบต้น เพื่อให้ยืนต้นตายแล้วก็พับท่อนซุงใส่กระเป๋าสตางค์แบ่งกับคนในโรงเลื่อย ไม่มีใครเคยเห็นอย่างที่ดิฉันเห็นบ้างเลยหรือคะ ทั้งในแก่งแห่งนี้และอีกหลายๆ แก่ง
     ชาติที่กิจการป่าไม้เขาเจริญรุ่งเรือง เขาจะอนุรักษ์เถาวัลย์กันอย่างดีที่สุดเลยนะคะ เพราะชาติศิวิไลซ์หลากนั้นเขาเห็นคุณค่า และคุณประโยชน์ของเถาวัลย์ตามที่ดิฉันได้กล่าวมาแล้ว
     ป่าสงวนที่รัฐฟลอริด้าเขาก็อนุรักษ์เถาวัลย์ไว้ จนป่าชั้นล่างพันพัวนัวเนียไปด้วยเถาวัลย์หรือ LIANAS หรืออย่างที่ SEQUOIA National Park U.S.A. ที่อุทยานนั้นก็รวบรวมพันธุ์เถาวัลย์จากเอเชียไว้มากมาย
     อ้อ..แล้วที่พวกท่านบอกว่า ไม้เบิกนำ ในป่ารุ่นที่ 2 ดิฉันต้องเสียเวลาเปิดศัพท์คำว่า "ไม้เบิกนำ" ในพจนานุกรมศัพท์ป่าไม้ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อยู่นานกว่าชั่วโมง หาไม่พบศัพท์คำนี้นะคะ พจนานุกรมศัพท์ป่าไม้ที่ดิฉันมีอยู่ เป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2527 ค่ะ
               .......................
     วันเดียวไม่จบครับ พรุ่งนี้เชิญคุณพยอมขึ้นมาอภิปรายต่อ


                       





เถาวัลย์ (2)
•   สภาประชาชน
2 ตุลาคม 2553 - 00:00


 สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
     เมื่อวานสมาชิก "พยอม แก้วกำเนิด" อภิปรายเรื่องเถาวัลย์ยังไม่จบ วันนี้เชิญขึ้นมาว่าต่อ
ท่านประธานท้วมที่เคารพ
     ขออนุญาตย้อนไปที่ย่อหน้าแรกของดิฉันนะคะ คือชื่อของเถาวัลย์ทั้ง 8 ชนิด ที่ทางอุทยานเอ่ยถึงนั้น ชาวบ้านคงไม่มีใครรู้จักมากนัก แม้ดิฉันเองก็ครุ่นคิดและขุดตำรา หาเรื่องเถาวัลย์หรือ LIANAS ซึ่งน่าจะต้องบอกชื่อวิทยาศาสตร์ไว้ด้วย เพื่อคอเดียวกันจะได้ล่วงรู้ด้วย ดิฉันจึงขอบอกให้เอง ดังนี้นะคะ
     หนามหัน คือ Caesalpinia godefroyana Kuntze
     หนามคนทา คือ Capparis cantoniensis Lour
     ฟักข้าว คือ Momordica cochinchinensis Spreng
     แก้วมือไว คือ Pterolobium integrum Craib อีกต้นคือ Pterolobium macropterum Kurz
     เถาวัลย์น้ำ คือ Ventilago denticulata Willd ต้นนี้เรียกว่า เถาวัลย์จาน, เถามวกเหล็ก ก็มี
     สะแกวัลย์ คือ Combretum punetatum Blume
     กระไดลิง คือ Bauhinia scandens L.
     เล็บเหยี่ยว คือ Ziziphus oenoplia L. อีกต้นคือ Dissochaetr affinis Korth


                         


     ดิฉันจึงตรวจสอบแล้วไล่เรียงชื่อวิทยาศาสตร์มาให้พิจารณาดูได้แค่นี้นะคะ ซึ่งบางต้นก็มีชื่อวิทยาศาสตร์ถึง 2 ชื่อ ก็แปลว่าเป็นต้นไม้ 2 ต้น ความผันแปรไม่แน่นอนนี้ ก็ต้องสอบถามเอาความจากนายตู่ป่าไม้ดูเองก็แล้วกันนะคะท่านประธาน
     ตามแบบสากลแล้วชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชและสัตว์ เขาจะมี 2 คำ หรือ 2 วรรค คำหน้าหรือวรรคหน้าคือชื่อสกุล หรือ Genus (พหูพจน์ว่า Genera) ของพืช คำหลังหรือวรรคหลังเป็นชื่อของพันธุ์พืช หรือ Species ของพืช 2 คำ หรือ 2 วรรคนี้เป็นอักษรตัวเอนนะคะ
     ส่วนคำสุดท้ายหรือคำที่ 3 เป็นอักษรตัวตรง คือรหัสนามย่อของนักพฤกษศาสตร์ ของผู้ที่ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ไว้ให้พืชต้นนั้นเรียกกันว่า ชื่อผู้ตั้งหรือรหัสนามของผู้ตั้ง คือ Author name ค่ะ
     ระบบนี้เป็นระเบียบของสากลทั่วไปในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ใช้ระบบสากลนี้มาตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2493 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 และแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมต่อกันมา จนถึงพจนานุกรมเล่มเท่าหีบ พ.ศ. 2542 ที่เราใช้กันอยู่ในขณะนี้
     เถาวัลย์หรือ LIANAS ชนิดมีหนาม ในป่าบ้านเราก็ยังมีอีกเยอะนะคะ และเถาวัลย์ชนิดไม่มีหนามก็มีในป่าเมืองไทยมากมาย เช่น เถาวัลย์เปรียง คือ Deris scandens Benth, เถาวัลย์ปูน คือ Cissus rependa Vahl, เถาวัลย์เหล็ก คือ Ventilago deticulata Willd, เถาวัลย์ด้วน มี 2 ต้น คือ Sarcostemma brunonianum Wight
     และอีกต้นคือ Sarcostemmaacidum J. Voigt, เถาวัลย์เขียวดง ก็มี 2 ต้น คือ Erythrorchis ochobiensis Garay และ Galeoia altissima Blume
     เถาวัลย์แต่ละชนิด ส่วนมากหรือส่วนใหญ่อยู่ต่างวงศ์ (Family) ห่างไกลกันมาก เช่น เถาวัลย์บางต้นก็อยู่วงศ์กล้วยไม้ บางต้นก็อยู่วงศ์ถั่ว บางต้นก็อยู่วงศ์พริกไทย และ ฯลฯ


                 
     เรื่องของเถาวัลย์จึงมิใช่เรื่องที่นักวิชาเกินบางคนจะมาเมาธ์ยกเมฆมั่วกันแบบลุยถั่ว ลุยถั่วนั้นแค่คันอย่างเดียวนะคะท่านประธานท้วม แต่นักวิชาเกินพวกเกิดทีหลัง เรียนก็ทีหลังหลายสิบปีทำอวดสู่รู้ดีเกินพิกัด อาจโดนวงห่วงของเถาวัลย์มัดคอตนเอง ถึงแก่มรณังพังง่ายๆ
     ที่ไม่น่าอโหสิให้ก็เรื่อง พูดเอาความดีเข้าตัว เอาความชั่วให้เถาวัลย์ ทั้งๆ ที่แก่งกระจานนั้นเกิดก่อนนักวิชาเกินพวกเดินเต๊ะจุ๊ยหลายร้อยหลายพันปี แบบว่าพวกเต่าเมื่อวันซืน ทำอวดศักดามายืนพ่นบ่นพูดใส่ร้ายป้ายสีให้เถาวัลย์
     ได้ไปอาศัยกินเงินเดือนซึ่งเป็นภาษีของราษฎรไทย อยู่สุขอยู่สบายในแก่งกระจาน แต่แล้วยังคิดไม่ซื่อแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ว่าจะใช้มือจากองค์กรต่างประเทศเพื่อให้เข้าไปจัดการกับเถาวัลย์ในอุทยานแก่งกระจาน เพื่อพรรคพวกและผู้คนในครอบครัว เช่น ญาติโกโหติกาได้เข้ามาเก็บของป่าอันอุดมได้ โดยไร้เสี้ยนหนามจากเถาวัลย์ชนิดที่มีหนาม
     คงลืมนึกไปว่าพรรคพวกของตัวเอง และตนเองนั้นแลคือเสี้ยนหนามของอุทยานแห่งนี้ เชื่อดิฉันเถอะนะคะคุณตู่ ณ ป่าไม้ ช่วยบอกลูกน้องโปรดเปลี่ยนอาชีพ ออกไปจากบ้านพักในแก่งกระจาน แล้วกลับไปไถนาที่บ้านเดิมของตัวเองจะดีกว่ามาออกทำยึกยักหากินไม่ซื่อในแก่งแห่งนี้
     ถ้ายังอยากอยู่อยากใหญ่ในอุทยานแก่งกระจาน ต้องตั้งสติแสวงหาปัญญาใหม่ ชักชวนลูกน้องและผู้คนในละแวกนั้นช่วยกันอนุรักษ์เถาวัลย์ อย่าทำลายเถาวัลย์ในเขตอุทยานเป็นอันขาด!
บันทึกการเข้า
pasit
Sr. Member
****
กระทู้: 555


“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 10:52:27 AM »

เรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน

ผมเป็นน้องใหม่และสมาชิกใหม่ของสภาแห่งนี้  ขออนุญาตยกมือคัดค้านการตัดเถาวัลย์ในป่าแก่งกระจานอีกคนหนึ่ง และไม่เห็นด้วยที่ไปโทษเถาวัลย์พี่น้องผมว่าเป็นต้นเหตุในเรื่องราวอีกนานัปประการ   ผมไม่รู้เหมือนกันว่าพวกคนนั้นใช้มันสมองซีกไหนคิด  ที่บ้านผมขนาดมันไม่มีเถาวัลย์ผมยังหาเถาวัลย์มาปลูกจนห้อยแทบจะเต็มบ้าน  ไม่เชื่อลองมาดูก็ได้  บทเรียนตอนอยู่ป่าก็ได้เถาวัลย์ที่แหละช่วยชีวิตหลายครั้ง .....มาใหม่ขออภิปรายเท่านี้ก๋อนครับ   

ปล....หลายคนที่อยู่ในรูปผมรู้จักน่ะ ไปได้ไง  โลกกลมจริงๆ  โดยเฉพาะเจ้าของบ้าน  ผมว่าผมรู้จักน่ะ
บันทึกการเข้า
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 13:18:25 PM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
หนามหัน....ราก-บำรุงโลหิต แก้ไข้ แก้ไข้ทับฤดู แก้ริดสีดวง
             เปลือกต้น-ต้มน้ำดื่มรักษาอีสุกอีใส

หนามคนทา....ราก-เป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด...เข้าตำรับเบญจโลกวิเชียร...เป็นยาดีที่ป้าผีมีติดบ้านตลอดๆ

ฟักข้าว......เยื่อหุ้มเมล็ด(สุก) มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่ามะเขือเทศ 70 เท่า เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
              เสริมสุขภาพต่อมลูกหมาก

แก้วมือไว.....ยอดอ่อน-ใบ...เป็นอาหารของสัตว์ป่า

เถาวัลย์น้ำ...ใช้ประทังชีวิตในป่ายามขาดน้ำได้

สะแกวัลย์....ไม้ประดับดอกสวย...คล้ายเถาเครือออน

กระไดลิง....น้ำเลี้ยงจากเถา-จิบบรรเทาอาการไอ(อินโดนีเซีย)
              เปลือก-เหนียวใช้แทนเชือกได้
              เถา-แก้พิษทั้งปวง แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ แก้พิษฝี

เล็บเหยี่ยว....ผล-กินได้
               ราก-เปลือกต้น-ขับปัสสาวะ ขับฤดูขาว แก้เบาหวาน แก้มดลูกพิการ

.....ทุกต้นล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น.....
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 16   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!