บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:06:43 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 16   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เพชรเอ๋ยเพชรบุรีศรีไทย แผ่นดินแดนไทย............ลุกโค่นป่าไม้แก่งกระจาน  (อ่าน 89433 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 20:37:35 PM »



             นี่ครับป้าผี.......ของจริง.....รู้จริง......เถาวัลย์สารพัดประโยชน์

             แล้วอย่างนี้จะของบจากรํฐฯไปสางเถาวัลย์ให้หมดป่าเพื่ออะไร

             หรือว่ากลัวช้างจะูถูกเถาวัลย์พันแข้งพันขาล้มลุกคลุกคลาน

             มีบทกลอนเล็กๆ นึกขึ้นมาได้ตอนรับทานอาหารเย็นที่ริมน้ำเพชร

             และมิตรสหายสาวเมืองเพชรช่วยต่อใำห้  ฮากันตรึม.....

             แต่ยังไม่จบนะครับ......รบกวนลุงจันทน์ต่อให้หน่อยนะ.....


              "อันเถาวัลย์พันเหี้ยละเหี่ยจิต"        วรรคนี้เป็นของหมื่นศรี  คีรีมาศแต่ง

              "ใครจะคิดว่าเหี้ยจะเลียเถาฯ"         เป็นไงครับฝีปากสาวเมืองเพชร ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



บันทึกการเข้า
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 20:54:44 PM »


                มารู้จักเถาวัลย์ต่อกันดีกว่านะครับ

                
ชิงชัย วิริยะบัญชา & วิโรจน์ รัตนพรเจริญ กลุ่มงานการจัดการและพัฒนาป่าอนุรักษ์ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช
http://www.wildelephantlover.com/attachments/203_%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C.pdf


                   เถาวัลย์…..ประโยชน์ที่ถูกมองข้าม…?


                                                          ชิงชัย วิริยะบัญชา & วิโรจน์ รัตนพรเจริญ
                                                          กลุ่มงานการจัดการและพัฒนาป่าอนุรักษ์ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช


ในยุค Seventy (1970) พวกผมชอบดูหนังเรื่อง “ทาร์ซานเจ้าป่า” ซึ่งเป็นขวัญใจของเด็กๆ ในสมัยนั้นมาก เพราะตัวเอกของเรื่องเก่งมากอาศัยอยู่ในป่าต่อสู้กับสิงโต และจระเข้ โห่ร้องเรียกสัตว์ป่าชนิดต่างๆได้ (แม้ว่าสัตว์ป่าที่ทาร์ซานโห่เรียกมารวมกันเป็นฝูงบางชนิดจะอยู่กันคนละทวีปก็ตาม...) โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพที่พระเอกของเราโหนเถาวัลย์จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งได้อย่างว่องไว ทำเอาพวกผมฝันอยากโหนเถาวัลย์อย่างนั้นบ้าง แต่ความเป็นจริงแล้วเถาวัลย์บ้านเราจะโหนอย่างนั้นไม่ได้ คงได้แค่ปีนป่ายขึ้นลงในแนวดิ่งเท่านั้น...
เถาวัลย์ เป็นพืชประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากไม้ยืนต้น (Tree) ไม้พุ่ม (Shrub) ไม้ล้มลุก (Herb) ไม้ไผ่ (Bamboo) และหมาก (Palm) เป็นต้น เถาวัลย์จัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย (Climber หรือ Vine) ที่มีอยู่หลายพันชนิด และอยู่ในเกือบทุกวงศ์ของพันธุ์ไม้ในเมืองไทย พบขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าธรรมชาติทั้งในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นซึ่งจะพบว่ามีปริมาณเถาวัลย์ในป่าธรรมชาติมากกว่าในป่าชนิดอื่น ๆ เถาวัลย์เป็นไม้เลื้อยที่มีทั้งประเภทอายุยาวนาน มีขนาดใหญ่และมีเนื้อไม้ บางชนิดอายุอาจเป็นร้อยปี เช่น เถาสะบ้า (Entada rheedii Spreng.) และบางชนิดก็เป็นไม้เลื้อยประเภทล้มลุกอายุสั้นเพียง 1-2 ปี ส่วนมากจะมีขนาดเล็ก ในภาคเหนือจะเรียกเถาวัลย์ว่า “เครือ” ส่วนทางภาคใต้จะเรียกว่า “ย่าน” และภาคกลางจะเรียกว่า “เถา” ซึ่งล้วนแต่เป็นไม้เลื้อยที่จำเป็นต้องอาศัยพัน และยึดเกาะกับต้นไม้ยืนต้นอื่นๆ เพื่อรับแสงแดดในการดำรงค์ชีพของมัน


                
 
เราใช้ประโยชน์เถาวัลย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตัวยาสมุนไพรโบราณจำนวนมากก็ใช้เถาวัลย์เป็นส่วนผสม เช่น ถอบแถบเครือ (Connarus semidecandrus Jack) ใช้เป็นยาระบาย ขับพยาธิ ส่วนม้ากระทืบโรง (Ficus pubigera Wall) ใช้บำรุงร่างกาย และกวาวเครือขาว (Butia Superba Roxb.) ที่ปัจจุบันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงโดยทำเป็นครีมเพื่อใช้เสริมทรวดทรง เป็นต้น ก็ล้วนมาจากเถาวัลย์ทั้งสิ้น ยังมีเถาวัลย์จำนวนมากที่รอการพัฒนาเป็นตัวยาที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่นับรวมถึงเถาวัลย์ที่ตกสำรวจอีกจำนวนมากที่รอการจำแนกชนิดพันธุ์และศึกษาถึงประโยชน์ทางยา เถาวัลย์ยังใช้เป็นอาหารของคนได้ เช่น ใบของเถาย่านาง (Tiliacora triandra Diels) เป็นต้น หรือเมื่อเดินทางไกลในป่าก็สามารถใช้น้ำจากต้นเถาวัลย์เพื่อดับความกระหายได้ เนื่องจากมีเถาวัลย์อยู่หลายชนิดที่ให้น้ำ เช่น เถาวัลย์น้ำ เป็นต้น

                        


1
เถาวัลย์ยังใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหัตถกรรมชนิดต่างๆ เป็นการสร้างรายได้กับคนในชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ป่า เช่น การทำเครื่องจักรสานจากย่านลิเภา (Lygodium circinatum (Burm.F.) Sw.) ที่มีราคาแพง หรือกระไดลิง (Bauhinia scandens L.) ที่นิยมนำมาตบแต่งตามบ้านพักรีสอร์ทต่างๆ นอกจากนี้เถาวัลย์หลายชนิดได้ถูกนำมาใช้ตบแต่งสวนเนื่องจากมีดอกสวยและมีกลิ่นหอม เป็นต้น
นอกจากการใช้ประโยชน์จากคนดังกล่าวแล้ว เถาวัลย์ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของป่านั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่ได้ใช้ประโยชน์เถาวัลย์เป็นอย่างมาก จากการศึกษาเรื่องช้างของดร.มัทนา ศรีกระจ่าง เป็นเวลานับสิบๆ ปี พบว่าเถาวัลย์ที่ช้างใช้เป็นอาหารมีอยู่หลายชนิด เช่น หนามหัน (Acacia comosa Gagnep) หนามขี้แรด (A. megaladena Desv.) นมแมวป่า นมวัว นมช้าง เสี้ยวเครือ ส้มป่อย เถาวัลย์เปรียง หมามุ้ย รางแดง คณทา และหนามสี่เหลี่ยม เป็นต้น เถาวัลย์เหล่านี้ มีคุณค่าทางโภชนาทางอาหารค่อนข้างสูง ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และไฟเบอร์ ภาพข่าวที่ผ่านมาที่ว่าช้างติดเถาวัลย์และกีดขวางทางเดินนั้นอาจมีจากสาเหตุอื่นก็ได้ เช่น เข้าไปหาอาหาร หรือหลบภัยเพราะตกใจที่พบคน เป็นต้น โดยดร. มัทนา บอกว่าตั้งแต่ทำงานวิจัยเรื่องช้างมายังไม่เคยเห็นช้างตายคาที่เพราะติดเถาวัลย์เลย… นกเงือก ค่าง และชะนี ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้ประโยชน์ของเถาวัลย์ในการดำรงชีพมากกว่าพวกเรา โดยเฉพาะนกเงือกที่ใช้เถาวัลย์เป็นแหล่งอาหาร โดยอาศัยกินดอกผลของเถาวัลย์ ปกตินกเงือกจะฉลาดพอที่จะทำรังบนต้นไม้ที่มีขนาดสูงใหญ่เพื่อป้องกันภัยอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของมัน รังของนกเงือกจะอยู่ในโพรงไม้โดยไม้จะสร้างเนื้อเยื่อปิดปากรังไว้ และในช่วงที่นกเงือกตัวเมียกำลังจะวางไข่จำเป็นต้องมีอาหารโปรตีนในการเสริมสร้างร่างกาย นกตัวผู้ ก็จะหาอาหารจำพวกจิ้งจก ตุ๊กแก ตะขาบ รวมถึงงูเล็กๆ บางชนิดด้วย ดังนั้นความกังวลว่างูจะเลื้อยไปตามเถาวัลย์แล้วเข้าไปทำอันตรายนกเงือกที่อยู่ในรังนั้นก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นจริงแค่ไหน หรืออาจจะกลายเป็นอาหารเสียเองเนื่องจากนกเงือกตัวผู้มีสัญชาตญาณที่รักครอบครัวมาก


                                  

2
นอกจากนี้สัตว์ป่าชนิดค่างและชะนี ก็ได้อาศัยเถาวัลย์ในป่าเป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และที่หลบภัย (ขอขอบคุณ ดร.จันทร์เพ็ญ วงศ์ศรีเผือก ที่กรุณาให้ข้อมูล) และคุณรองลาภ สุขมาสรวง ให้ข้อคิดเห็นว่า “….พื้นที่ที่เป็นป่ารกชัฎ หนาแน่นไปด้วยเถาวัลย์ สภาพดังกล่าวก็เหมาะกับสัตว์ป่าหลายประเภท ที่พบร่องรอยว่ามีอยู่ชุกชุมในป่าประเภทนี้ ได้แก่ สัตว์จำพวก ชะมด อีเห็น และคิดว่าเราสามารถพบสัตว์ชนิดอื่นๆ อีก เช่น แมวดาว โดยเฉพาะ นกป่าชนิดต่างๆ เนื่องจากความร่ม รกชัฎ จึงเหมาะสมในการสร้างรังวางไข่ของนกชนิดต่างๆ อีกทั้ง เถาวัลย์ หรือ ต้นไม้ ที่มีหนาม เช่น หนามคณฑา ค้างแมว เครือข้าวสาร เล็บเหยี่ยว ก็ให้ผลเป็นอาหารนกและของสัตว์ป่าชนิดอื่น สัตว์ป่าสำคัญอาจใช้พื้นที่รกชัฎนี้เป็นที่หลบซ่อนเมื่อมีภัย ออกลูก เลี้ยงลูกอ่อนได้อย่างปลอดภัย...”
จากที่กล่าวมาแล้วนอกจากสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่ได้ใช้ประโยชน์เถาวัลย์ในการดำรงชีพแล้ว ยังมีพืชบางชนิดได้ใช้เถาวัลย์ในการดำรงชีพด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น กระโถนพระราม (Sapria ram) ซึ่งเป็นกาฝากชนิดหนึ่งที่พบในบริเวณกลุ่มป่าแก่งกระจานบริเวณที่มีเถาวัลย์น้ำขึ้นอยู่ ซึ่งการออกดอกของกระโถนพระรามนี้ต้องมีเหตุผลทางด้านนิเวศวิทยาที่อธิบายได้ แต่ในขณะนี้เรายังไม่ทราบถึงกลไกเหล่านั้นเลย เช่น ดอกของกระโถนพระรามนี้จะมีสัตว์ป่ามากินหรือไม่? หรือมีคุณค่าทางอาหารหรือทางยาอย่างไร?.... จากข้อมูลของสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า “... ในกรณีของประเทศสิงคโปร์ เมื่อเถาวัลย์ชนิดหนึ่งสูญพันธุ์ไปจะทำให้ผีเสื้อพันธุ์พารันติกา แอสพาซีอี ที่ต้องพึ่งพาเถาวัลย์ในการดำรงชีวิตต้องสูญพันธุ์ไปด้วย….” นี้ก็คือเหตุผลหนึ่งที่สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหนึ่งๆ จะต้องมีพัฒนาการและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติในขณะที่ขาดความรู้หรือการควบคุมที่ดีย่อมส่งผลกระทบกับธรรมชาติที่เปราะบางอยู่แล้วให้อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายไปยิ่งกว่าเดิมได้


ในแง่การอนุรักษ์ดินและน้ำ เถาวัลย์มีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้ต้นไม้ชนิดอื่นๆ เช่น ในพื้นที่ที่เป็นโขดหินหรือชะง่อนหน้าผาที่สูงชันที่ไม้ยืนต้นอื่นๆ ไม่สามารถขึ้นได้ เถาวัลย์จะแสดงบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์พื้นที่โดยการเลื้อยพันเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกัน และสานกันเป็นร่างแห เพื่อป้องกันหน้าดินไม่ให้ถูกกัดชะจากน้ำฝนได้โดยง่าย ขณะเดียวกันก็ทิ้งใบเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินรอบๆ ที่มันขึ้นอยู่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่กล้าไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ ที่จะเกิดทดแทนขึ้นในภายหลัง เป็นต้น


เถาวัลย์ประเภทที่มีเนื้อไม้จะมีบทบาทสำคัญต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศที่จะช่วยลดสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันนี้ และอาจจะคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ จากการศึกษาเปรียบเทียบมวลชีวภาพของป่าดิบแล้งที่มีเถาวัลย์ในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ [ที่ทำการเขตฯ (CHD_01), จุดสกัดเล่าวู (CHD_02) และศูนย์วิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว (CHD_03)] พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน [ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี (KKC_01), ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภาชี (KKC_02) และ ที่ กจ 4. บ้านกร่าง อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน (KKC_03)] และพื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว [แปลงที่ 1-3 (PSD_001-003)] โดยทำการวางแปลงตัวอย่างถาวรขนาดแปลง 40X40 ตารางเมตร วัดต้นไม้ทุกต้นรวมถึงเถาวัลย์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 4.5 เซนติเมตร ขึ้นไป ที่ระดับ 1.30 เมตร เหนือพื้นดิน (Diameter at breast height) โดยใช้สมการของ Tsutsumi et.al., 1983 ที่ศึกษาต้นไม้ในป่าดิบแล้งในประเทศไทยในการคำนวณ (ค่ามวลชีวภาพของเถาวัลย์ที่คำนวณได้นี้น่าจะเป็นค่าที่น้อยกว่าความเป็นจริงประมาณ 2-3 เท่าตัว เนื่องจากเถาวัลย์จะมีส่วนของลำต้นที่ยาวมากกว่าของต้นไม้เป็นอันมาก เนื่องจากไม่มีสมการที่ศึกษาเฉพาะเถาวัลย์เพื่อนำมาคำนวณหามวลชีวภาพ จึงใช้สมการดังกล่าวโดยอนุโลมเพื่อใช้ในเชิงเปรียบเทียบต่อไป ) ผลการศึกษาพบว่า


                          

4
344.70.5273.33.4322.212.2168.43.8128.54.2173.89.0165.52.7236.63.5226.44.4100150200250300350400น้ำหนักแห้ง (ตัน/เฮกแตร์)CHD_01CHD_02CHD_03KKC_01KKC_02KKC_03PSD_01PSD_02PSD_03แปลงตัวอย่างมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของต้นไม้และเถาวัลย์ในพื้นที่ป่าดิบแล้งเถาวัลย์ต้นใม้
มวลชีวภาพของเถาวัลย์มีมากที่สุดที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว (CHD_03) โดยมีมวลชีวภาพของเถาวัลย์ 12.2 ตัน/เฮกแตร์ (1 เฮกแตร์ = 6.25 ไร่) รองลงมาคือ บ้านกร่าง (KKC_03) มีจำนวน 9.0 ตัน/เฮกแตร์ ดังแสดงในกราฟ ส่วนเถาวัลย์ที่มีน้อยที่สุดอยู่ที่ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว (CHD_01) เนื่องจากมีการดูแลและตัดสางเถาวัลย์ในสมัยก่อน เป็นที่น่าสังเกตว่ามวลชีวภาพของไม้ยืนต้นในกลุ่มป่าแก่งกระจานจะมีจำนวนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวผ่านการทำไม้มาค่อนข้างหนัก และป่ากำลังฟื้นตัว โดยแฉพาะ KKC_03 มีปริมาณเถาวัลย์ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับไม้ยืนต้นที่เหลืออยู่จึงมีค่าสูงที่สุด (แปลงตัวอย่างที่บ้านกร่างนี้อยู่ใกล้กับสถานีตรวจวัดข้อมูลภูมิอากาศ เป็นแปลงตัวอย่างที่มีจำนวนต้นไม้ที่หนาแน่นมากกว่าในพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน และยังไม่ได้มีการวางแปลงตัวอย่างอื่นเพื่อใช้เปรียบเทียบในบริเวณนี้เลย)
จากปัญหาของปริมาณเถาวัลย์ที่ขึ้นปกคลุมในพื้นที่ป่าแก่งกระจานเป็นจำนวนมาก และเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ และรัดต้นไม้จนตายในที่สุด รวมถึงมีกระแสข่าวออกมาจากสื่อแขนงต่างๆ ในทำนองที่ว่าเถาวัลย์ในป่าแก่งกระจานจะทำให้ “ป่าล่ม” ประมาณ 300,000 ไร่ นับเป็นข่าวที่ฟังดูแล้วค่อนข้างน่ากลัว แต่เมื่อพิจารณาในมิติต่างๆ ให้รอบด้านเพื่อเข้าใจถึงปัญหา ในความเป็นจริงแล้วต้องถามก่อนว่า เถาวัลย์ในพื้นที่ป่าแก่งกระจานมีปัญหาจริงหรือ ? ข้อเท็จจริง พื้นที่ในบริเวณป่าแก่งกระจานเคยได้รับสัมปทานป่าไม้ และมีการตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ออกจากพื้นที่นานกว่า 20 ปีก่อนจะมีการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน การทำไม้


                            



5
ในอดีตจึงเป็นการเปิดช่องว่างขนาดใหทำให้พืชที่มีการแก่งแย่งที่ดีกว่าอย่างเถาวัลย์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งตามเงื่อนไขภายหลังการทำสัมปทานป่าไม้ จะต้องมีการปลูกป่าทดแทนอาจจะเป็นในพื้นที่เดิมหรือนอกพื้นที่สัมปทานก็ได้ (ไม่แน่ใจว่ามีการดำเนินการกิจกรรมนี้ในพื้นที่นี้หรือไม่) ในอดีตที่ผ่านมาการจัดการป่าไม้ของไทยจะมีการ “ตัดไม้บำรุงป่า” ที่ดำเนินการตามปกติในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ โดยทำการตัดต้นไม้ที่ยืนต้นตาย เป็นโรค รวมถึงการตัดสางเถาวัลย์ด้วย เพื่อทำให้หมู่ไม้ในป่ามีคุณภาพและสุขภาพที่ดี เป็นประโยชน์ในการทำไม้ออก ภายหลังการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นพื้นที่อนุรักษ์แตกต่างจากวัตถุประสงค์เดิม โดยมีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาคุ้มครอง โดยห้ามไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ได้มากนัก ดังนั้นกิจกรรม “ตัดไม้บำรุงป่า” ก็ถูกงดไป โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ต้องมีภารกิจหลักในการดูแลรักษาพื้นที่ ป้องกันการบุกรุก การล่าสัตว์ จากชาวบ้านรอบ ๆ อุทยาน รวมถึงบริการด้านการท่องเที่ยวให้แก่ประชาชนทั่วไป จากงบประมาณที่จำกัดและการดูแลพื้นที่อย่างเข้มข้น ทำให้สามารถรักษาพื้นที่ได้อย่างดี โดยดูจากการที่ไม่มีประวัติไฟไหม้ในพื้นที่อย่างรุนแรง หรือสามารถควบคุมชาวบ้านไม่ให้มาเก็บหาของป่าได้อย่างสะดวก เป็นผลให้ประชากรของเถาวัลย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว พัฒนาเป็นระบบนิเวศอีกระบบหนึ่งที่สัตว์ป่าหลายชนิดได้อาศัยประโยชน์ด้วย เมื่อพิจารณาปัญหาเฉพาะในเรื่องเถาวัลย์กับไม้ยืนต้นแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเถาวัลย์มีปัญหากับไม้ยืนต้นแน่นอน เนื่องจากจำนวนของเถาวัลย์มีมากเกินไปและไม่ได้ผ่านการจัดการมาอย่างยาวนาน
แล้วจะดำเนินการอย่างไร ? ไม่ต้องทำอะไร ? หรือตัดออกให้หมดไปเลย ? ข้อเท็จจริง สังคมของหมู่ไม้ชนิดต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา การครอบครองพื้นที่ของพันธุ์ไม้แต่ละชนิด แต่ละประเภทจะมีขึ้นเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ เชื่อมต่อกับการเข้ามาอยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดที่พัฒนาตนเองให้เข้ากับที่อยู่อาศัยและมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกลไกทางระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนและเป็นวัฏจักร ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานในการปรับสภาพของระบบอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตัวอย่างเช่น ไม้เนื้ออ่อนขนาดใหญ่ ต้นซางช้อน (Mangifera cf. cochinchinensis Engl.) จากแปลงตัวอย่างถาวรในพื้นที่ป่าดิบแล้งอุทยานแห่งชาติปางสีดา ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 72 เซนติเมตร ความสูง 29.4 เมตร โค่นล้มลงเนื่องจากถูกลมพายุฝน และเหนี่ยวนำต้นไม้ขนาดเล็กและกลางล้มลงไปด้วยจำนวนหลายต้น ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่า เป็นการเปิดโอกาสให้กล้าไม้ของไม้เคี่ยมคนองซึ่งเป็นไม้เด่นในพื้นที่นี้ได้มีโอกาสเจริญเติบโตขึ้นเป็นไม้ใหญ่ทดแทนในพื้นที่ต่อไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ของระบบนิเวศป่าไม้ดังกล่าวต้องใช้เวลานานโดยที่มนุษย์ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ในกรณีของเถาวัลย์ในพื้นที่ป่าแก่งกระจานเองก็หนีไม่พ้นกฏเกณฑ์ดังกล่าว การปล่อยเถาวัลย์ทิ้งไว้เฉย ๆ โดยไม่มีการดำเนินการใด ๆ เลยก็ใช่ว่าจะมีผลดีต่อระบบนิเวศนี้เสมอไป และมีหลายฝ่ายกังวลว่าเมื่อเกิดสภาวะแห้งแล้งอย่างต่อเนื่องใน


                            

6
อนาคตจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจจะทำให้เกิดไฟป่าชนิดรุนแรงไหม้ทั้งป่าได้ ดังกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นทั้งในสหรัฐ ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ที่เกิดไฟป่าไหม้ยาวนานเป็นเดือนได้ ซึ่งข้อสังเกตนี้พอฟังได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากลักษณะของระบบนิเวศป่าไม้ของบ้านเขาย่อมมีความแตกต่างกับบ้านเรา ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีเพื่อช่วยกันเพิ่มความระมัดระวังและหวงแหนป่าไม้ของเรา แต่ในทางกลับกันถ้ามีการตัดโค่นเถาวัลย์เป็นจำนวนมากๆ ในระยะสั้นๆ และเป็นบริเวณกว้าง ถ้าไม่มีการจัดการกับเศษซากเหล่านั้นที่ดีพอย่อมก่อให้เกิดไฟป่าได้ง่ายกว่าหลายเท่า เนื่องจากมีเศษไม้แห้งเป็นจำนวนมากภายหลังการตัดฟันเถาวัลย์เหล่านั้นออกมา นี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบกับบรรดาสัตว์ป่าหลายชนิดที่อยู่ในบริเวณนั้นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างกระทันหัน ที่จะติดตามมาในภายหลัง ดังนั้นการดำเนินการจัดการกับเถาวัลย์ในพื้นที่ป่าแก่งกระจานอย่างเหมาะสม จึงไม่ใช่ทั้งที่ว่าจะไม่ทำอะไรเลยหรือตัดเถาวัลย์ออกให้หมด
แล้วการจัดการกับเถาวัลย์ในพื้นที่ป่าแก่งกระจานอย่างเหมาะสมทำอย่างไร ? ข้อเท็จจริง การจัดการที่เหมาะสมจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการด้านต่างๆ ของพื้นป่าแก่งกระจาน ประกอบการวางแผนในการจัดการ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะวิจัยผู้ชำนาญการเฉพาะด้านเพื่อทำการศึกษาผลกระทบของการ รุกรานของเถาวัลย์ปกคลุมป่าธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อนำข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มาใช้ในการบริหารจัดการในพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เช่น การจำแนกชนิดพันธุ์ของเถาวัลย์ ผลผลิตปฐมภูมิสุทธิในแปลงตัวอย่างถาวร การเจริญเติบโตของต้นไม้และเถาวัลย์ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในพื้นที่แปลงตัวอย่าง จำนวนและชนิดของแมลง เห็ดรา และสัตว์ป่าในพื้นที่ เป็นต้น เนื่องจากเถาวัลย์มีอยู่หลายชนิดบางชนิดอาจมีจำนวนประชากรมากและมีขนาดเล็กแต่ขึ้นปกคลุมกีดขวางการเจริญเติบโตของต้นไม้ หรือเป็นเถาวัลย์ต่างถิ่นรุกรานก็ควรจะดำเนินการตัดสางเถาวัลย์ออกเพื่อช่วยเหลือต้นไม้บ้าง แต่ต้นไม้บางชนิด เช่น ไม้ตระกูลยางที่มีลำต้นเปลาตรงที่พบเห็นอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าทั่วไปมีความ สามารถลิดกิ่งเองตามธรรมชาติได้ง่ายเพื่อไม่ให้เถาวัลย์ใช้เกาะทำให้เถาวัลย์หลุดลอกออกมาเอง ส่วนเถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่ขึ้นพันรัดแน่นจนต้นไม้ตายไปแล้วก็อาจปล่อยไปตามธรรมชาติไปก่อน เพราะเถาวัลย์นี้จะบังร่มเงาทำให้เถาวัลย์ขนาดเล็กชนิดอื่นขึ้นไม่ได้และเมื่อต้นไม้ที่เกาะล้มลงเถาวัลย์ก็จะตายในที่สุด รวมถึงลำดับก่อนหลังในการตัดสางเถาวัลย์ที่จะต้องใช้ระยะเวลาและขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมไม่กว้างเกินไป เพื่อเปิดโอกาสให้สัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ที่อาศัยในพื้นที่สามารถปรับตัวได้ การดำเนินการตัดสางควรทำจากด้านในป่าออกสู่ชายขอบป่า เนื่องจากการดำเนินการจากชายขอบป่าเข้าไปในพื้นที่อาจเสี่ยงกับไฟไหม้เศษซากของเถาวัลย์ภายหลังการตัดสางเนื่องจากเศษซากยังไม่ย่อยสลาย ทั้งนี้ต้องทำความใจในเบื้องต้นก่อนว่าพื้นที่


                        

7
ที่มีเถาวัลย์ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากไม่ใช่ป่าเสื่อมโทรมเสมอไป เพราะบางพื้นที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของดินอยู่เพียงแต่กล้าไม้บางชนิดขาดปริมาณแสงที่เหมาะสมจึงมีสภาพงันอยู่ภายใต้ร่มเงาของพืชชนิดอื่นๆ ตัวอย่าง เช่น กล้าไม้เคี่ยมคนอง จากแปลงตัวอย่าง ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดา มีพัฒนาการที่ช้ามาก อายุกล้าไม้ 3 ปี จะมีความสูงทั้งหมดเพียง 21 เซนติเมตร หรือการมีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมบริเวณพื้นที่ที่เป็นหินโผล่ หรือชั้นดินตื้น หากตัดถางเถาวัลย์บริเวณนี้ออกแล้วปลูกต้นไม้ทดแทนก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
ในบริเวณที่มีความจำเป็นต้องสางเอาเถาวัลย์ออกในขณะเดียวกันการปลูกฟื้นฟูก็ต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย โดยพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ท่านอาจารย์จำลอง เพ็งคล้าย ได้กรุณาแนะนำว่า ควรปลูกไม้เกด (Manikara hexandra (Roxb.) Dubard) เนื่องจากไม้ชนิดนี้สามารถทนแล้งได้ดีและเหมาะสมกับพื้นที่ จากการสืบค้นจาก Internet พบว่า ไม้เกด เป็นพันธุ์ไม้สกุล (Genus) ละมุด (Manikara) ในวงศ์ (Family) ไม้ขนุนนก (Sapotaceae) เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ลำต้นค่อนข้างเปลาตรง เปลือกแตกเป็นสะเก็ดสีดำ เนื้อไม้สีน้ำตาลแดง เสี้ยนสน แต่เหนียวและแข็งมาก กิ่งมักคดงอเป็นข้อศอก เรือนพุ่มเป็นกลุ่มกลม ไม่ผลัดใบ ผล กลมโตประมาณ 1-1.5 ซม. มีเนื้อเยื่อหุ้ม ใช้รับประทานได้ มีรสหวาน พบขึ้นทั่วไปตามป่าที่มีพื้นเป็นดินทราย และดินปนหิน ไม่ชอบดินเหนียว และต้องการแสงมาก ในประเทศไทยพบมากตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป และมีมากตามเกาะต่างๆ ในอ่าวไทย ชาวประมงนิยมเอาไม้เกดมาทำเรือ โดยใช้เป็นไม้สลักแทนตะปูสำหรับติดกระดานกับโครงของเรือในการแพร่พันธุ์ใช้เมล็ดเพาะ (ที่มา: http://www.junjaowka.com/webboard/showthread.php?p=300056)
การคัดเลือกไม้ยืนต้นท้องถิ่นชนิดอื่น ๆ ที่สามารถใช้ผลเป็นอาหารของสัตว์ป่าได้นั้นจะเป็นการช่วยส่งเสริมการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติโดยสัตว์ป่า ซึ่งจะได้ผลประโยชน์ถึง 2 ต่อ ตามหลักการปลูกป่าแบบ Forest Restoration Unit (FORRU) ซึ่งเป็นแนวความคิดในการพื้นฟูพื้นที่ป่าจากประเทศออสเตรเลีย โดยอาศัยการปลูกต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นอาหารสัตว์ป่า เช่น ใบ ดอก ผล และเมล็ด ที่สัตว์ป่าสามารถใช้เป็นอาหารได้ ไม้ประเภทนี้ควรรีบดำเนินการในระยะต้น ๆ เพื่อแย่งพื้นที่กับเถาวัลย์ในช่วงแรก ส่วนการปลูกต้นไม้ที่เน้นเนื้อไม้นั้นเป็นระดับรองซึ่งก็ยังคงความสำคัญในระบบนิเวศแห่งนี้เช่นกัน เพราะต้นไม้ที่เน้นเนื้อไม้จะมีลักษณะของลำต้นสูงใหญ่ มีทรงพุ่มกว้าง มีระบบรากลึกโดยเฉพาะไม้ตระกูลไม้ยาง ซึ่งลูกไม้จะมีปีกบินไปได้ไกลๆ


                            

8
ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเพียงแค่แนวทางบางส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งก็เป็นแค่ทฤษฎีทั่วๆ ไป และข้อเท็จจริงบางส่วน ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอีกหลายๆ มิติ เพื่อใช้กับพื้นที่จริงในบริเวณนี้ต่อไป ถ้าต้องทำ...และประสบความสำเร็จ (ซึ่งคงไม่ใช่ภายใน 5 ปี 10 ปี ที่จะเห็นผล) ก็สามารถกล่าวได้ว่าเป็น “แก่งกระจานโมเดล” ซงเป็นงานที่ยาก ท้าทาย และมีเดิมพันทางสังคมที่สูงมากด้วย เพราะหลาย ๆ องค์กร กำลังจับตาดูเราอยู่ถ้าเกิดข้อผิดพลาดประการใดขึ้นมา ก็คงโดนตำหนิดังนี้
“แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”
(พระอภัยมณี : ตอนฤาษีสอนสุดสาคร ภายหลังโดนชีเปลือยหลอกผลักตกลงเหว)
ในทางกลับกัน ถ้ามีความร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมสมอง ในการดำเนินงาน โดยไม่มีวาระแอบแฝงอื่นใด ถ้าประสบความสำเร็จ ก็สมกับเพลงที่ว่า
“ป่าไม้มีเราเฝ้าคุ้มแดนดงคงดี ล้วนภูมิในหน้าที่พร้อมพลีชีวีเพราะมีจิตรักไพร”
(บางส่วนจากบทเพลงพยัคฆ์ไพร http://www.youtube.com/watch/?v=NZaEG6ubEs4
http://www.websuntaraporn.com/suntaraporn/lyric/postlyric.asp?GID=2034)
หมายเหตุ บทความนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูล-ข้อเท็จจริงของเถาวัลย์ ผ่านมุมมองของผู้เขียนไม่ใช่นโยบายของหน่วยงาน เนื่องจากผู้เขียนมีความชำนาญเฉพาะเรื่องความเจริญเติบโตและมวลชีวภาพของป่า ข้อมูลส่วนใหญ่จึงได้รับความอนุเคราะห์จากนักวิจัยหลายๆ ท่าน การพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคคลต่างๆ รวมถึงการสืบค้นจาก Internet ภาพประกอบในเอกสารบางส่วนได้ Load มาจาก Internet ผู้เขียนขออนุญาตใช้ภาพมา ณ โอกาส นี้ ส่วนภาพสัตว์ป่าสวยๆ ต้องขอขอบคุณ คุณกิตติพนธ์ บูรณสมภพ ที่ให้ความอนุเคราะห์ ส่วนดีของบทความนี้ขอมอบให้กับผู้ร่วมให้ข้อมูลทุกท่าน ส่วนข้อผิดผลาดประการใดผู้เขียนขอน้อมรับด้วยความขอบคุณยิ่ง


                                
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 ตุลาคม 2010, 22:06:13 PM โดย pukaotong » บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 21:42:28 PM »


ปัญหาเถาวัลย์ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีมากจนทำให้ป่าแห่งนี้เปลี่ยนสภาพไปจริงหรือ  และถ้ามันจะเปลี่ยนไป มนุษย์จะเป็นผู้กำหนดให้มันไม่ต้องเปลี่ยนไปกระนั้นหรือ

เราควบคุมธรรมชาติได้ขนาดนั้นเชียว

น้ำท่วมใหญ่จากปรากฎการณ์ลานิญญ่า ที่อุณหภูมิน้ำในแปซิฟิกลดลง 2 องศา ถามว่า เราจะแก้อะไรได้

เขื่อนที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนที่กั้นเจ้าพระยา ป่าสัก ปิงวัง ยม น่าน แม่กลอง โขง ชี มูน สะพุง  น้าพรม  ฯลฯ ผลเป็นไง
เขื่อนต้องเอาตัวรอดด้วยการปล่อยน้ำเข้าสู่เรือกสวนไร่นา  และบรรดาที่ขวางทางน้ำทั้งหลายก็ต้องมีอันจมบาล

ไหนล่ะเขื่อนป้องกันน้ำท่วมได้  คนที่พูดแบบนี้กรอกหูชาวบ้านหายไปไหนหมด

เพราะในความเป็นจริง การที่เขื่อนกักเก็บน้ำไว้ก็คงเก็บได้เท่าที่จะเอาไปใช้ประโยชน์เฉพาะเรื่องเฉพาะราว   แต่มันไม่ได้ตอบโจทก์ทั้งหมด

ดังนั้น  กรุณาตบปากพวกที่ชอบอ้างว่า น้ำท่วมต้องสร้างแก่งเสือเต้นซักฉาดเถอะ  รำคาญมากเลยกับความคิดแบบนี้

พวกนักจัดรายการวิทยุอย่างคลื่น 92.25 บางคน  มีภูมิความรู้เรื่องแบบนี้น้อยมาก แต่ชวบอวดอุตริว่ารู้  พอน้ำท่วมก็ร้องหาเขื่อนแก่งเสือเต้นทุกที

ปรากฏการณ์ลานิญญ่ารอบนี้เกิดขึ้นหลังจากพ้นเอลนิญโญ่เมื่อปีที่แล้วซึ่งแล้งจัดมาก  การกลับทิศครั้งนี้จะต่อเนื่องไปอีกระยะ  ขอให้เตรียมตัวรับได้ คือความหนาวเย็นและฝนชุกทางภาคใต้

องค์ความรู้เป็นเรื่องสำคัญมาก หากคิดกันง่ายๆว่าเถาวัลย์คือปัญหาที่ต้องสางออกเพื่อให้ไม้อื่นได้โตขึ้น  กระบวนการแทรกแซงธรรมชาติด้วยงบประมาณขนาดใหญ่ ถางป่ากันสนุกมือ ผลที่ตามมาอาจจะไม่ต่างจากที่เห็น

การฆาตกรรมแม่น้ำทุกสายแล้วข่มขืนซ้ำ ด้วยการสร้างเขื่อนซ้อนเขื่อนตามแม่น้ำหลักและแม่น้ำสาขา  นอกจากทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปแล้ว ผลแห่งการกระทำจะต้องย้อนมาสู่มนุษย์เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  " ธรรมชาติโต้กลับ เอาคืน" มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยขี้เหม็นฤาจะต้านทาน   

โปรดรับชะตากรรมที่ตนเองมีส่วนก่อขึ้นกันเหอะ

ถ้าไม่อยากเจ็บตัวไปมากกว่านี้ 

คืนธรรมชาติให้ป่าเขาและสายน้ำไปเหอะ..

คืนเถาวัลย์ให้ป่าไปเหอะ 

ธรรมชาติจะจัดการด้วยตัวเอง  ไม่ต้องให้ใครมาช่วยจัดการ
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 21:57:48 PM »

มีคนส่งมาให้...

ทำไมเรื่องนี้เพิ่งเป็นข่าวขึ้นมา ....ใครเป็นคนให้ข่าวเรื่องนี้เป็นคนแรก เหมือนอยู่ดี ๆ ปัญหาเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมา ...เถาวัลย์มฤตยูเกิดขึ้นมามากมายรวดเร็ว....คลุม ฆ่าต้นไม้ ในบัดดล.........ช้างติดเถาวัลย์เดินไปไม่ได้ อย่างไร ไม่เข้าใจ .....เพราะช้างจะเดินตามด่านประจำของมัน ซึ่งจะเป็นทาง...ยกเว้นเดินออกจากด่านเข้าที่รกเพื่อไปกินอาหาร แล้วจะกลับเข้าเดินตามด่าน ต่อไป แปลว่า เถาวัลย์คลุมด่านหมดเลยหรือ .....เป็นไปไม่ได้
ข่าวนี้เกิดขึ้นมา ต่อด้วยข่าว.....การทำแปลงหญ้าให้ช้าง เอา kui buri model มาครอบพื้นที่ช้างติดเกาะของแก่งกระจานหรือไม่....การสางเถาวัลย์และต้นไม้ออก เพื่อให้กลายเป็นแปลงหญ้า ใช่หรือไม่
1. ช้างเดินตามด่าน ที่แน่นอน เตียนโล่ง ช้างรู้จักจัดการแหล่งที่อยู่อาศัยของมัน มันโค่นต้นไม้ ให้แสงลอดลงมา เพื่อให้ไม้พื้นล่างที่เป็นอาหารเจริญเติบโต
2. นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องช้างป่าไม่เคยเห็นช้างป่าติดเถาวัลย์ มีแต่มันใช้ซุ้มเถาวัลย์เป็นที่หลบภัย / คน
3. ช้างป่าของแก่งกระจานส่วนหนึ่งทางตอนใต้ จำนวน 100 กว่า ตัว และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น ติดเกาะอยู่ในพื้นที่ประมาณ 200 ตารางกิโลเมตร ไม่ติดกับป่าพม่า ขึ้นตอนตอนบนของอุทยานก็ไม่ได้ และป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้งและเบญจพรรณ การเอา kui buri model มาครอบตรงนี้ ไม่น่าจะใช่ เพราะประวัติพื้นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พื้นที่แปลงหญ้าในปัจจุบันของป่ากุยบุรี เคยเป็นพื้นที่บุกรุกปลูกสับปะรด เมื่อมีการคืนพื้นที่ให้ช้าง ขบวนการทดแทนของป่า จะมีสาบเสือผกากรองมาก ซึ่งสัตว์ไม่กิน จึงมีการทำแปลงหญ้า โดยการขุดเอากอสาบเสือ ผกากรอง ออกจึงกลายเป็นแปลงหญ้าขึ้นมา แต่แก่งกระจานเป็นป่าธรรมชาติแล้ว การทำแปลงหญ้าในพื้นที่เล็ก ๆ เป็นการแก้ปัญหาให้ช้างอย่างยั่งยืนหรือ
4. หลายครั้งที่การกระทำของคนที่หวังดีกับช้าง ก็เป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร.......อ.มัทนา 
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 22:18:48 PM »



                                   

             
                     พี่ช้างครับ..........เดินดีๆนะเดี๋ยวโดนเุถาวัลย์พันแข้งขา  เสียชีวิต

                     ยิ่งตัวเล็กๆ อยู่ด้วย..........อิ อิ ฮืม ฮืม
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2010, 22:21:50 PM »

สำหรับป่าแก่งกระจาน

ใครอย่าคิดมาต้ม  เพราะเรารู้จักป่าแก่งกระจานอยู่พอควร
ตั้งแต่ช่วงปี 40 -41 สมัยที่เริ่มบ้ารถโฟร์วิลล์ ป่าแห่งแรกๆที่ไปก็คือป่าแก่งกระจาน  เขาพะเนินทุ่ง

ช่วงนั้น  ไม่มีถนนราดยาง  มีแต่ถนนดินถนนลูกรัง
กว้างเพียงรถวิ่งได้ทางเดียว กำหนดเวลาขึ้นลงไม่ตรงกัน

กว่าจะขับรถขึ้นถึงบ้านกร่าง ก็ต้องใช้เวลาพอควร  ผ่านถนนป่าใส  ไร่เก่า  ผ่านห้วยน้ำห้วยแล้วห้วยเล่า  ต้องลงลุยน้ำ  ผ่านป่าดิบแล้ง ดิบชื้น

ช่วงขึ้นเขาพะเนินทุ่ง จะเป็นป่าดิบเขาหรือดงดิบรกเรื้อ

มีนกมากที่สุดในประเทศไทยให้เราดู  นกเหนือ นกใต้  นกอพยพ มีให้ดูกันชนิดจุใจ

เราเคยเดินข้ามไปตามทางรถเก่าจากห้วยบ้านกร่าง ผ่านป่าที่อ้างว่าเถาวัลย์คลุม  ปรากฏว่านกโพระดกหูเขียว นกพญาปากว้างอกสีเงิน นกขุนแผนท้องสีส้มสีเหลือง  ของดีหายากมากมายอยู่ในป่าใส ป่าเถาวัลย์

ธรรมชาติได้สร้างอาหารให้นกในป่าเถาวัลย์  ส่วนที่ไม่ชอบก็จะไปหากินที่อื่น

เวลาผ่านไปหลายปี กลับไปเที่ยวป่าแก่งกระจานไม่รู้อีกกี่รอบ  แต่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น

ตั้งแต่ขบวนรถยนต์มากันมากมายจนไม่มีที่ปล่อยทุกข์

ถนนทางขึ้นบ้านกร่างขยายออกกว้าง  ปรับปรุงสะพานข้ามน้ำ

  จนกระทั่งเห็นคนตั้งแคมป์ กางเต้นท์เต็มเขาพะเนินทุ่ง ป่าสนั่นไปด้วยเสียงคนพูดคุยทำกิจกรรมขวักไขว่

กิจกรรมของนักท่องเที่ยวในอุทยาน ทำให้สภาพป่าเปลี่ยนแปลงไปมาก  ขยะจำนวนมาก  รอยรถที่ย่ำกันจนผีเสื้อที่เคยมากที่สุดหายไปเกลี้ยง

ค่างแว่นถิ่นใต้ไม่ค่อยเห็นบ่อยเหมือนเมื่อก่อน

ฯลฯ

สุดท้าย  ก็กิจกรรมของมนุษย์นี่แหละทำให้ป่าแก่งกระจานแปรเปลี่ยนไป

เงินค่าขึ้นเขาพะเนินทุ่งนำมาซึ่งรายได้แก่อุทยาน และตามมาด้วยงบประมาณเพิ่ม

ป่าแก่งกระจาน  ป่าต้นน้ำเพชร  ป่าตะวันตกตะนาวศรี  อยู่ภายใต้การจัดการของคนรักษาป่า ก็ไม่รู้ว่าคนรักษาป่าเข้าใจวิญญาณของป่าแก่งกระจานแค่ไหน

แต่เท่าที่ได้ประสพมา มันก็เป็นแบบนี้นี่แหละ..

แล้วนี่จะมาจัดการป่าด้วยโมเดลกุยบุรี  หาหญ้าให้ช้าง..อ้างว่า เพื่อหาอาหารให้สัตว์    

ทั้งๆที่ป่ากุยบุรีหมดไปกลายเป็นไร่สับปะรด ต่อมาช้างมาเอาคืน จึงต้องปลูกหญ้ายกคืนให้ช้าง   แต่ที่นี่มันไม่ใช่


มันเป็นป่าอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ใช่ป่าดิบเพราะเคยทำไม้ใหญ่ออกจนหมด จึงเกิดป่าไส  ป่าเถาวัลย์

น่าจะเอาโมเดล" เขาแผงม้า" มาใช้มากกว่า

คือปล่อยให้ป่าฟื้นสภาพด้วยตัวมันเอง  ผ่านไปสิบกว่าปี  กระทิงฝูงใหญ่ 50 กว่าตัว กลับมาหากินที่เขาแผงม้า   ป่าค่อยๆคืนสภาพ  ไม่มีการปลูกป่า  นอกจากการรักษาป่าไม่ให้ไฟไหม้  ไม่ให้คนเข้ามาบุกรุก  ...

ลองเอาไปใช้ดู  ปล่อยให้มันเป็นไปแบบที่มันเป็น  ป่าใหญ่จะหลับมาเอง
  


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 ตุลาคม 2010, 22:24:02 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2010, 09:59:29 AM »

วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 17:42:26 น.  มติชนออนไลน์


ตั้งนักกีฏวิทยาเคลียร์"เถาวัลย์"ยึดป่า-ต้นไม้ อุทยานแก่งกระจาน เล็งดึงชาวบ้านถางทิ้ง
 
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวเมื่อวันที่ 11 กันยายน ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งทีมวิจัยเพื่อศึกษาหาสาเหตุเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมรกทึบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งทีมวิจัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีนายวัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์ นักกีฎวิทยา กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งทีมวิจัยดังกล่าวประกอบด้วย นักวิชาการ ตัวแทนภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ ในการการศึกษาหาคำตอบอย่างละเอียด เพื่อหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการลงพื้นที่สำรวจ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเปรียบเทียบพื้นที่ป่า 2 แปลง ที่มีเถาวัลย์ปกคลุมและไม่มีเถาวัลย์ โดยจะศึกษาการเจริญเติบโตของต้นไม้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะทราบรายละเอียดในอีก 6 เดือนข้างหน้า

พร้อมกันนี้ในพื้นที่วิกฤติที่มีเถาวัลย์หนาทึบขวางทางเดินสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ประเภทมีเขา เช่น วัวแดง ควายป่าและกวาง จะมีการวางแผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกันระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยาน นักวิชาการและประชาชนในพื้นที่ว่าจะทำการตัดถางเถาวัลย์ เพื่อเบิกทางให้สัตว์ป่าหรือไม่ เนื่องจากอาจมีประชาชนบางกลุ่มเข้าใจผิดคิดว่าจะต้องมีการตัดต้นไม้ร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ตามมา ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกิน 2 - 3 สัปดาห์

อ่านแล้ว..เสียดายข้าวปลาอาหารที่เลี้ยงดูพวกนี้....
ตาเฒ่า ลุงหมื่น คุณทอม คุณนิด ว่าอย่างไร

เงินทองที่ข้าราชการได้กินได้ใช้ก็มาจากหยาดเหงือแรงงานของชาวบ้าน
พวกเล่นเงินทองในตลาด ไม่ใช่แก่นแท้ของการผลิตที่นำไปแลกเม็ดเงิน

บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2010, 10:04:57 AM »

การกำหนดนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเรา
แทบจะไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลการวิจัยโดยเฉพาะการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
ที่ผ่านการอภิปรายในแวดวงวิทยาศาสตร์จนเป็นที่ยอมรับกัน (เช่น ปัญหาเรื่องโลกร้อน)  
หรือแม้กระทั่งจากจารีตประเพณีดั้งเดิมของคนที่อยู่ในพื้นที่(ป่า) เป็นเวลานานหลายชั่วอายุคน

อาจารย์วิรงค์ จันทร

นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่พอมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้อยู่บ้าง
จึงรู้สึกอยากจะแสดงความคิดเห็นเผื่อจะพอมีประโยชน์กับการดูแลผืนป่าที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
รวมทั้งผืนป่าที่อื่นๆ ที่มีโครงการนำร่องในเรื่องการสางเถาวัลย์


การที่ท่านส.ว.สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมดังกล่าวดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นับเป็นคุณสมบัติที่ดีที่นักการเมืองคนอื่นน่าเอาเป็นแบบอย่าง ทว่าการสังเกตดังกล่าวยังเป็นแค่สมมุติฐาน ตราบใดที่เรายังไม่มีข้อมูลที่ได้จากการวิจัยอันปราศจากความลำเอียงเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานดังกล่าว การด่วนสรุปและกำหนดนโยบายเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่งเพราะ ป่าที่สมบูรณ์ (คาดว่าจะเหลือไม่ถึง 5%ของพื้นที่ประเทศ) กลายเป็นทรัพยากรที่หายากและมีค่ามากสำหรับประเทศเราไปแล้ว (รวมทั้งของโลกด้วย) การจะดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องจึงสมควรยิ่งที่ต้องมีความระมัดระวังและรอบคอบ  จากการที่ผมได้ทำหรืออ่านงานวิจัย หรือสมมุติฐานด้านอื่นอันแตกต่างจากแนวคิดของการสางเถาวัลย์  ซึ่งผมคิดว่าควรจะต้องนำมาเล่าเพื่อที่จะให้ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาทบทวนหรือปรับปรุงการออกนโยบายสางเถาวัลย์ดังกล่าว ซึ่งควรที่จะอาศัยข้อมูลที่ได้จากการศึกษาที่เป็นระยะเวลายาวนาน  เพราะการเปลื่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านป่าไม้ใช้เวลาที่นานมาก เราจึงพอที่จะมองเห็นหรืออธิบายอะไรได้บ้าง  การวิจัยแค่หนึ่งหรือสองปีคงให้คำตอบได้ยาก
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2010, 10:09:25 AM »

“สางเถาวัลย์”หรือ “สางป่า”? หยุดไตร่ตรองก่อนเดินหน้าต่อ

“สางเถาวัลย์”หรือ “สางป่า”? หยุดไตร่ตรองก่อนเดินหน้าต่อ

“สางเถาวัลย์”หรือ “สางป่า”? หยุดไตร่ตรองก่อนเดินหน้าต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 ตุลาคม 2010, 10:11:04 AM โดย Guard » บันทึกการเข้า
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2010, 22:24:25 PM »



                       วันนี้ลุงป่องต้นกล้าและป้าแก้วมือโปรแพทย์แผนไทยย่าน อตก.

                       แวะไปเยี่ยมร้านระเบียงริมน้ำเพชร  ได้ทราบข่าวจากป้านิดและ

                       ลุงทอมเจ้าของร้าน   ถึงกับอุทานว่า"เอาอะไรคิด เถาวัลย์มีแต่

                       ประโยชน์ เป็นสารพัดสมุนไพร ช่วยปกคลุมป่าให้ชุ่มชื้น  จะสาง

                       เถาวัลย์ คิดได้อย่างไร  เวรกรรมจริงประเทศไทย"
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2010, 01:58:52 AM »

ค้านรื้อแก่งกระจาน เถาวัลย์-ป่ารักษาดุล นักวิชาการจวกต้นคิด

นักวิชาการป่าไม้และนักอนุรักษ์ค้านกรมอุทยานแห่งชาติฯ ตัดเถาวัลย์ที่ปกคลุมป่าแก่งกระจาน ชี้เป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมอธิบายเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล เกิดขึ้นได้ในพื้นที่ป่าที่เคยทำสัมปทานไม้หรือถูกบุกรุกมาก่อน อีก 10-15 ปีป่าจะสมบูรณ์ เชื่อประโคมข่าวมีวาระซ่อนเร้น

     จากการที่มีไม้เถาวัลย์ขึ้นปกคลุมป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นประเด็นทางด้านระบบนิเวศธรรมชาติที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชน ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีแนวทางจัดการโดยตัดทำลายนั้น

     ล่าสุด รศ.เดชา วิวัฒน์วิทยา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า การขึ้นปกคลุมของเถาวัลย์ไม่ใช่การทำลายธรรมชาติ แต่เป็นกระบวนการหนึ่งของการทดแทนตามธรรมชาติในพื้นที่ป่า เพื่อปรับตัวหรือฟื้นฟูเข้าสู่ภาวะสมดุล หากมีการเข้าไปตัดสางเถาวัลย์ก็จะเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะมีสัตว์ต่างๆ ใช้เป็นแหล่งอาศัยและหากิน กระทบต่อห่วงโซ่อาหารสัตว์ป่า หากต้องการเข้าไปจัดการก็ควรเลือกทำเฉพาะจุดหรือบางพื้นที่เพื่อรักษาต้นไม้ใหญ่ เพราะเถาวัลย์มีประโยชน์ต่อผืนป่า ภายในระยะเวลา 10-15 ปี ธรรมชาติจะค่อยๆ ฟื้นตัวจนกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์

     รศ.เดชากล่าวอีกว่า ปัญหาการบุกรุกของเถาวัลย์มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ถูกบุกรุกหรืออยู่ในช่วงของการเป็นป่าทดแทนที่มีไม้ยืนต้นน้อย ทำให้แสงแดดตกถึงพื้นดินได้มาก แต่ถ้าป่ากลับคืนสู่ความสมบูรณ์แล้วก็จะทำให้เถาวัลย์สืบพันธุ์ได้ยากเนื่องจากขาดแสง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีการนำเสนอข้อมูลเกินความเป็นจริง ในส่วนนักวิชาการป่าไม้หลายคนได้พูดคุยกันต่างเห็นเป็นเรื่องตลกและมั่วมาก เพราะมีปัจจุบันมีเถาวัลย์ปกคลุมทุกป่าทั่วประเทศ แต่ทำไมถึงเลือกประโคมข่าวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คาดว่าจะมีวาระซ่อนเร้นหรือแอบแฝงอะไรอยู่เบื้องหลัง
     นายจำลอง วิลัยเลิศ ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์รักป่าแก่งกระจาน ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพป่าแก่งกระจานในบริเวณที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ พบว่าเกิดภาวะป่าถล่มนั้นเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมด และไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจระบบนิเวศ เนื่องจากพื้นที่ป่าที่มีเถาวัลย์ขึ้นเป็นจำนวนมากและทำให้ต้นไม้โค่นล้ม เป็นกระบวนการธรรมชาติของป่าที่เพิ่งฟื้นตัว ซึ่งมีไม้เบิกนำและถูกเถาวัลย์ปกคลุมให้ความชุ่มชื้นและร่มเงาแก่ผืนป่า เพื่อเปิดโอกาสให้ต้นไม้อีกหลายชนิดเติบโตขึ้นทดแทนจนเข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งเกิดขึ้นเพียงบางพื้นที่ของป่าแก่งกระจาน ไม่ได้กินเนื้อที่ส่วนใหญ่ของป่าแต่อย่างใด

     นายจำลองกล่าวว่า เถาวัลย์ปกคลุมต้นไม้เป็นกระบวนการฟื้นฟูธรรมชาติ เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเคยเป็นป่าสัมปทานไม้ในบริเวณทางฝั่งตะวันออก ซึ่งมีผลกระทบคือเกิดช่องว่างในป่าที่ได้รับแสงแดดมาก ไม้ป่าดงดิบยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ทันที ดังนั้นธรรมชาติจึงสร้างพรรณไม้ที่เรียกว่าไม้เบิกนำ ซึ่งเป็นไม้ที่โตได้เร็ว มีความสูงจำกัดประมาณ 8-15 เมตร และมีความทนทานต่อแสงแดด จนกระทั่งถูกเถาวัลย์เลี้อยพาดพันไม้เบิกนำก่อนจะโค่นล้มลงมา คาดว่าจะกินเนื้อที่ไม่ถึง 10,000 ไร่เท่านั้น แต่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ปั้นตัวเลขว่าเถาวัลย์ปกคลุม 400,000 ไร่ พร้อมกับอนุมัติงบประมาณ 1 ล้านบาทเพื่อหาข้อมูลในระยะเวลา 6 เดือน

     "ไม่สมควรที่มนุษย์จะเข้าไปรบกวนระบบนิเวศธรรมชาติ การไปตัดสางเถาวัลย์ยิ่งเป็นการรุกรานและปิดกั้นกระบวนการทดแทนของธรรมชาติป่าไม้ เพราะเถาวัลย์มีประโยชน์ เป็นที่เก็บความชื้น สังเคราะห์แสงและสร้างออกซิเจนได้ มีการทำหน้าที่แบบเดียวกับพืชสีเขียวทั้งหลาย ป้องกันการชะล้างหน้าดิน ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ของธาตุอาหารที่เหมาะสำหรับไม้รุ่นต่อไป อีกทั้งยังเป็นที่หลบภัยของสัตว์ขนาดเล็กและเป็นอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่หลายชนิด เช่น ช้างและกระทิง ดังนั้น ผมอยากให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ คิดทบทวนให้รอบด้านและไม่อยากให้มีการตัดสางเถาวัลย์" ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์รักป่าแก่งกระจานเผย

     นายจำลองระบุว่า มีข้อมูลหลายประเด็นที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ เสนอคลาดเคลื่อนจากความจริง เช่น บอกว่าสัตว์ป่าหนีหายไป เพราะป่าถล่ม จากการเข้าไปสังเกตป่าแก่งกระจานบริเวณโป่งพรม ไม่ได้เกิดจากการปกคลุมของเถาวัลย์แน่นอน แต่เป็นเพราะสัตว์ป่าเหล่านี้หากินเป็นวงรอบ เมื่อถึงเวลามันจะวนกลับมาที่เดิม การเปิดกิจกรรมท่องเที่ยวเกินศักยภาพที่ธรรมชาติจะรองรับได้ มีเสียงรถยนต์ดังมากขึ้นทำให้สัตว์ป่าหนีอพยพ ส่วนการสร้างฝายกั้นน้ำตอนบนแถวๆ บ้านกร่าง ทำให้ตอนล่างแห้งแล้ง และยังมีข่าวชาวบ้านช่วยกันจับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกำลังขนไม้ออกมา ก็มีผลกระทบต่อสัตว์ป่าเช่นกัน

     "การจัดการป่าไม้ให้ยั่งยืนจะต้องช่วยกันรักษาไม่ให้มีการตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ และต้องจัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้เหมาะสม ทราบว่าเจ้าหน้าที่แก่งกระจานพยายามปรับพื้นที่เถาวัลย์ปกคลุมให้เป็นแปลงหญ้าอาหารช้าง เชื่อว่าหวังผลทางการท่องเที่ยวมากกว่า และขอเตือนว่าจะเป็นการดึงสัตว์ออกจากป่า แล้วถ้าหากดูแลไม่ดีก็จะสูญเสียกลไกธรรมชาติ" นักอนุรักษ์ธรรมชาติป่าแก่งกระจานกล่าว.

ข่าวจากไทยโพล์ต วันที่ 22 ตุลาคม 2553
บันทึกการเข้า
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2010, 09:41:17 AM »



                 ป่าแก่งกระจานจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ในวันที่ ๑ พย.นี้ั

                 นับเป็นโอกาสอันดี  ที่จะได้เข้าไปดูป่าและเถาวัลย์  ว่าเถาวัลย์

                 จะลุกป่าจนล้นทะลักเลื้ือยเข้าไปพันคอคนในเมืองเพชรตามข่าว

                 ที่ นสพ.บางฉบับลงไว้หรือไม่

                 ได้ยินว่ามีหลายกลุ่มจะร่วมกันเดินทางเข้าไปดูให้เห็นจะๆ

                 มีทั้งกลุ่มเครือข่ายศิลปินเพื่อสิ่งแวดล้อม  กรีนพีช
             
                 กลุ่มนักอนุรักษ์ต่างๆหลายกลุ่ม  อยากจะชวน ลุงป้า สมาชิก

                 บ้านตุลาไปร่วมกิจกรรมพิทักษ์ป่าแก่งกระจาน  ค้างสักคืน สองคืน

                 ใกล้ๆแค่เอื้อม เป็นงานสุกดิบก่อนเทศกาลขึ้นภู ท่องไพรไปน่านประจำปี

                 ดีไม๊ครับลุงเอ ป้าบี และลุงป้าทุกท่าน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

                         
                           

             
ลุงหมื่น ภูเขาทอง ลองจัดทริปเที่ยวป่าแก่งกระจานดูสักที ชวนลุงสมยอดนักดูนกไปฟื้นความหลังว่าป้าต้งแต่เมือสิบกว่าปีมาแล้วกับปัจจุบันนี้ต่างกันไหม ชวนลุงเอป้าบีไปพักผ่อนด้วยหลังจากอยู่ป่าสวนยางมานานจนยางพุ่งไปโลละร้อยกว่าบาทแล้ว ชวนลุงกาจไปเก็บภาพงามๆพร้อม MG ไปถ่ายทำสารคดีสั้น "ฤาป่าจะสิ้นจากแผ่นดินไทย" ชวน ฯลฯ หลายๆมิตรสหายไปเที่ยวป่าพฤศจิกานี้ หลังฝนหาย

ออกจากกรุงเทพไปพักเมิองเพขรสักคืน กินข้าวให้อร่อยที่ริมน้ำเพชรเหมิอนเคย คุยกับเจ้าถิ่นฟังข้อมูลป่าแก่งกระจาน รุ่งเช้าต่อเข้าป่าแก่งกระจานแบบเบาๆ ......... ลอง work ดู
บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2010, 18:24:23 PM »

มีใครไปบ้างครับ

ลุงหมื่นออกเสียงหน่อยครับ   ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2010, 19:10:49 PM »

ร๊อกกี้ มะยม ลุงขาว ลุงใหญ่ป้าไหม ลุงสม ป้านู ไดโล เจ้าจ้อย
ลุงเรด น้องเจน ลุงกาจ ป้าดวง น้องไหม
ลุงพิณคนเมืองเพชรว่าไง ลุงเอ็มจีชวนน้องโต ไปทำหนังสารคดีเมืองเพชรกันไหม
ป้าสุขใจ ลุงพริก น้องฝ้ายอยู่ไกลไม่ชวนหรอก ส่งใจคิดถึงไปหาน้องฝ้าย ^^

ลุงทอม ป้านุ้ย ชวนลุงแดงไปพักผ่อนบ้างเดี๋ยวเครียด
ลุงพาสิทชวน น้องพาสิทไปด้วย
ที่เหลือที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ก็เชิญไปด้วยนะ พิมพ์ไม่ไหวแล้วครับ
บันทึกการเข้า
pukaotong
Sr. Member
****
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2010, 21:39:44 PM »



              ลุงบัวตูมครับ  ขอบคุณมากที่ให้ความไว้วางใจ  จัดโปรแกรมไปแก่งกระจาน

                แต่... ผมจะมีความสามรถเท่ามืออาชีพอย่างลุงไม๊เนี่ย.......

                เิอาเป็นว่ายินดีเป็นอย่างยิ่งก็แล้วกันครับ  มีคำถามอยู่หน่อยว่า

                เราจะไปกันเฉพาะลุงๆ ป้าๆ ลูกหลานและมิตรสหายเพื่อนพ้องน้องพี่

                ที่่รู้จักมักคุ้นมาแต่อดีตกาล    หรือว่าจะไปร่วมกับคณะอื่นๆเช่น

                เครือข่ายศิลปินฯ กรีนพีข และกลุ่มอนุรักษ์อื่นๆ

                          ก่อนอื่นอยากขอความเห็นเรื่องที่ว่ามาข้างต้นนี้

                และขอใช้โอกาสนี้เรียนเชิญลุงป้าเพื่อนพ้องน้องพี่ล่องใต้

                ไปเยี่ยมชมเุถาวัลย์และป่าแก่งกระจานอีกทั้งให้กำลังใจ

                มวลมิตรนักอนุรักษ์ป่าแก่งกระจานเมืองเพชรด้วยครับ

                และที่พลาดไม่ได้   อาหารเลิศรส เสพย์บรรยากาศ

                เรือนไม้โบราณริมน้ำเพชร (ของโปรดคุณตุ๊กตาไม้)

                ขอเสียงสนับสนุนด้วยครับ ลุงเอ ป้าบี ลุงครัมซี่ป้านู น้องภู

                ป้าดวงลุงกาจ ป้าไหมลุงใหญ่ ลุงพาสิต ป้าสุขใจลุงพริก

                ลุงบัวตูมป้านุ๊ย ลุงขาวป้าจันทร์ ลุงพิณ ลุงจันทร์  น้องดิน

                น้องเอ็มจี เจ้าร๊อกกี้ มะยม  ป้าผี น้องแป้งพิมพ์ไม่ไหวเหมียนกันครับ

                ขอเสียงด้วยครับ,,,,,,,,,,,,,,,,,
    ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

                ลุงเรด น้องเจนด้วยและหนูอรุุณประภาและ.......มิตรสหายที่เคารพรักทุกท่านครับ

                คุณป้า ส. ขวัญ และป้า ส. เยาว์ด้วยเด้อออออออออออ

                 ทิดธรรมบุญและครอบครัวด้วย

              


                รวมทั้งบุคคลในรูปและที่ำกำลังแอบดูอยู่หน้าเวปด้วยครับเพราะเห็นว่ามีทั้งสมาชิก


                และบุคคลทั่วไปดูกระทู้นี้อยู่เกือบสามสิบคน  อิอิ........................


        
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 ตุลาคม 2010, 22:44:07 PM โดย pukaotong » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 16   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!