บ้านตุลาไทย
19 พฤศจิกายน 2017, 02:21:12 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พฤติกรรมเด็กวัย 3-6 ขวบ..อุ้ยอ้าย ไม่คล่องตัว  (อ่าน 3543 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Sabaidee Luang Prabang
Newbie
*
กระทู้: 35



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 21 เมษายน 2010, 05:45:23 AM »





พฤติกรรมเด็กวัย 3-6 ขวบ..อุ้ยอ้าย ไม่คล่องตัว

เด็กตัวอ้วน ขาว จ้ำม่ำ ใครเห็นใครก็ทัก ชื่นชม อยากเข้าไปขออุ้ม
พ่อแม่หลายคู่ที่วาดความฝันอยากให้ลูกอ้วน สมบูรณ์ โดยไม่รู้ว่าโรคอ้วนในเด็กถือเป็นโรค
และเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ แต่ถ้าเด็กอ้วนไปแล้ว จะส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายมากมายหลายระบบ

ความที่ตัวใหญ่ จะทำให้การขยับตัว เคลื่อนไหว คืบ คลาน ยืน เดิน วิ่ง ทำได้ไม่คล่องแคล่ว
แถมเด็กกลุ่มนี้จะไม่ชอบออกแรง เนื่องจากเด็กอ้วนมักจะขี้ร้อน เหนื่อยง่าย หงุดหงิด รักสบาย

ส่วนใหญ่ก็จะเลือกที่จะนั่งดูทีวีในห้องติดแอร์ มากกว่าออกไปวิ่งเล่น นาน ๆ
เข้าทักษะในการออกกำลังกาย ทักษะการใช้มือก็จะทำได้ต่ำกว่าเด็กอื่น



ผลกระทบของเด็กอ้วน

1. สภาพร่างกาย : มีปริมาณเซลล์ไขมันสูง โอกาสที่จะอ้วนต่อไป
ถึงวัยผู้ใหญ่ได้หนึ่งในสาม พบโรคข้อ โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจได้สูงกว่าปกติ

2. การเคลื่อนไหว : งุ่มง่าม ชักช้า ไม่คล่องตัว สุดท้ายเด็กมักจะหลีกเลี่ยง
การออกกำลังกาย หรือการเล่นหลาย ๆ อย่า เช่น ปิงปอง แบดบินตัน เทนนิส
บาสเก็ตบอล ฟุตบอล ฯลฯ เด็กที่ไม่ชอบ ทำให้ขาดทักษะการกีฬา

3. การเข้าสังคม : เป็นที่ถูกล้อเลียน เพื่อนส่วนใหญ่ไม่ชอบเล่นด้วย
เพราะนอกจากเล่นไม่เก่งแล้ว ยังอุ้ยอ้าย ทำอะไรชักช้า มองตัวเองไม่ดี

4. ทำงานเสร็จช้า : เนื่องจากเคลื่อนไหวมือได้ไม่เร็วนัก



วิธีการฝึกเด็ก

1. ฝึกหัดการกินอาหารที่เหมาะสม ทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นที่ทราบดีว่า
การกินอาหารที่คุณภาพสูง เช่นไม่มันสูง โปรตีนสูง แคลอรี่สูงนั้น มิใช่ว่าจะดี
สัดส่วนของธาตุอาหารต้องพอเหมาะ การเลือกซื้อนมตามโฆษณาว่ายี่ห้อนี้มีโปรตีนสูง
ยี่ห้อนี้มีสารหรือธาตุหรือวิตามินสูง ก็มิใช่ว่าจะดีตามที่โฆษณาเช่นกัน

นมที่ได้มาตรฐานผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอาหารและยา (อย.)
จะบรรจุในกระป๋องเพื่อจัดจำหน่าย จะมีคุณสมบัติพอที่ใช้เลี้ยงทารก
ในกรณีที่ไม่สามารถกินนมแม่ได้

เมื่อฝึกให้ลูกกินนมได้ ก็ต้องฝึกให้เด็กกินอาหารเป็นเวลา และกินในปริมาณที่เหมาะสม
โดยหยุดยั้งการกินที่เกินความต้องการให้แก่เด็ก และเมื่อถึงวัย 1 ปี ซึ่งควรลดการให้อาหาร นม
และกินข้าวเป็นอาหารหลัก และต้องเปลี่ยนลักษณะของอาหารให้เหมาะสม
กับสภาพร่างกายที่เติบโตขึ้น

ข้าวและกับข้าว ซึ่งประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ไขมัน ในสัดส่วนที่เหมาะสม
จะส่งผลทำให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานได้ดี แต่ถ้าเน้นแต่อาหารโปรตีนสูง ๆ ไขมันสูง ๆ กินผักน้อย ๆ
สุดท้ายนอกจากเด็กจะได้รับแคลอรี่ที่มากเกินความต้องการแล้ว ยังไปเพิ่มกาทำงานของอวัยวะภายใน
เพื่อขับสารที่มีมากเกินไปอีกด้วย

พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกอ้วน โดยส่งเสริมให้ลูกกินข้าวขาหมูทุกวัน
แล้วลูกก็อ้วนสมใจอายุเพียง 10 ขวบ ซึ่งน้ำหนักปกติควรจะเป็น 28 – 30 กิโลกรัม
เด็กคนนี้น้ำหนักปาไป 58 กิโลกรัม คือมากว่า 2 เท่าของน้ำหนักปกติด้วยซ้ำ

2. ฝึกให้รักการออกกำลัง ช่วงวัย 1 – 5 ปี จะเป็นช่วงที่เด็กเคลื่อนไหวได้เต็มที่
การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะในการอยู่กางสนาม เช่น ทุกคนในบ้านจะมาสนุกสนานเล่นกีฬา
หรือวิ่งเล่น วิ่งไล่จับแมลงปอ เตะบอล ฯลฯ ทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ สุดท้ายเด็กก็เคยชินกับการออกกำลังกาย

วัยนี้เป็นวัยเลียนแบบโดยเฉพาะเลียนแบบพ่อแม่ นอกจากพ่อแม่ไม่ชอบออกมากลาสนาม
ไม่ชอบออกกำลังกายแล้ว พี่เลี้ยงเองก็ขี้เกียจวิ่งเล่นกับเด็ก ปล่อยให้เด็กวิ่งอยู่คนเดียวไม่นานก็เบื่อ
สบายตัว สบายใจดี แถมด้วยอาหาร เครื่องดื่มขบเคี้ยว มีพร้อมหน้าทีวี
ถ้าเลี้ยงปรนเปรอแบบนี้ รับรองว่าเด็กย่อมไม่ชอบออกกำลังกายแน่นอน



ในกรณีที่เด็กก็ว่ายน้ำ วิ่งเล่น ถีบจักรยาน แต่อ้วนเอาอ้วนเอา อย่างนี้แสดงว่า
พลังงานที่ได้จากการกินเกินพอ ถึงแม้ว่าจะออกแรงใช้พลังงานแล้ว ก็ยังมีพลังงานเหลือ
เก็บสำรองเป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกาย



วิธีการแก้ไข

การแก้ไขย่อมยากกว่าการป้องกันมิให้เกิดปัญหาต่อไป คำพูดนี้ใคร ๆ ก็รู้ดี
แต่พ่อแม่ของเด็กอ้วนทุกรายมักจะลืมเลือน หรือไม่พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งนี้มากนัก
หลักการรักษาอาการอ้วนในเด็กวัยก่อนอนุบาล จะยึดหลักการดังต่อไปนี้


1. ไม่มีความจำเป็นต้องลดน้ำหนัก แต่จะต้องควบคุมอาหารมิให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นต่อไป
อาหารที่ไม่ควรกิน และไม่มีความจำเป็นต้องให้ต่อไปก็คือ น้ำอัดลม ขนมระหว่างมื้อ

ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำใจให้นักแน่นเข้าไว้ เด็กจะเรียกร้อง อ้อนวอน คร่ำครวญ ร้องไห้
ดิ้น อาละวาด ทุกรูปแบบ เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ดีที่สุดคืออย่าซื้อหามาเก็บไว้ในตู้เย็น
หรือตั้งล่อให้เด็กเห็น แต่ห้ามกิน ค่อย ๆ ลดปริมาณของอาหารลง

พร้อมทั้งต้องลดพลังงานแคลอรี่ในอาหารที่กิน ลดปริมาณนมให้เหลือเพียงแค่ 1 ขวดต่อวัน
โดยใช้นมที่พร่องมันเนยก็ได้

โปรดจำไว้ว่าพ่อแม่มีอิทธิพลต่อการควบคุมอาหารของเด็กเป็นอย่างมาก
ถ้าคุณใจอ่อนปล่อยให้เด็กกินอาหารได้ตามสบาย นาน ๆ ก็เตือนให้เด็กกินน้อย ๆ หน่อย
เดี๋ยวจะอ้วนมากกว่านี้ก็ไม่มีทางที่เด็กจะทำได้ เนื่องจากเด็กไม่เข้าใจ
และไม่รู้ถึงอันตรายในผลระยะยาว เด็กเรียนรู้ถึงความอร่อยในการกินอาหารตรงหน้าเท่านั้น

2. เพิ่มการออกแรงในทุกรูปแบบ เพื่อใช้พลังงานในส่วนที่เกินให้มากที่สุด
อย่าเอาอย่านักติกอล์ฟบ้านเรา ที่ดูเหมือนออกกำลังหนัก ตีกอล์ฟตั้งแต่เช้ามือยันบ่าย
แต่แวะกินอาหารทุกซุ้ม ยิ่งตีก็ยิ่งตัวกลม เติบโตไปทุกส่วน

3. ช่วงเข้าวันรุ่น ซึ่งจะเป็นช่วงที่เด็กจะเพิ่มความสูงได้ 10 – 15 เซนติเมตร
ถ้าจังหวะนี้เด็กยั้งตัวเองในเรื่องอาหาร ขณะเดียวกันก็ออกกังกาย จะพบว่า
เด็กที่อ้วนตอนเด็ก 30 % จะมีรูปร่างที่เพรียวขึ้นอย่างน่าแปลกใจ

4. ให้กำลังใจและความเข้มแข็งแก่เด็กเป็นระยะ อย่ารังเกียจความอ้วนของเด็ก
หรือคอยค่อนแคะ ดุว่า เพราะสุดท้ายเด็กเองต้องใช้ความตั้งใจจริง ร่วมกับจิตใจที่เข้มแข็ง
ควบคุมความอยากของตัวเอง ใช้ความฉลาดเลือกอาหารที่เหมาะสม เพื่อคงรูปร่างให้พอดี



บทความวิชาการ..โดย พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์

ข้อมูลจาก..มูลนิธิเด็ก..Foundation For Children



บันทึกการเข้า

Child Research & Development Project
Tai Knowledge Base Foundation
http://www.taiknowledgebase.org
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!