บ้านตุลาไทย
19 พฤศจิกายน 2017, 02:18:32 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พฤติกรรมเด็กวัย 3-6 ขวบ..ติดแม่  (อ่าน 4835 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Sabaidee Luang Prabang
Newbie
*
กระทู้: 35



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 21 เมษายน 2010, 05:50:38 AM »





พฤติกรรมเด็กวัย 3-6 ขวบ..ติดแม่

เมื่อลูกเจริญเติบโต ช่วยตนเองได้มากขึ้น มีทักษะในการเล่นได้เพิ่มขึ้น
สนใจเพื่อนวัยเดียวกัน เด็กจะก้าวห่างแม่ได้เพิ่มขึ้น หลายครั้งที่เด็กเล่นสนุกจนลืมตัว
ลืมแม่ไปเลย ต้องคอยเบรกเวลาเล่นให้เด็กเสียด้วยซ้ำ



สาเหตุที่เด็กวัยอนุบาลหันกลับมาติดแม่ใหม่

1. มีเรื่องที่ทำให้วิตกกังวล กลัวว่าแม่จะไม่รัก เช่น ภาระการมีน้องใหม่ การไปโรงเรียน เป็นต้น

2. เป็นพฤติกรรมถดถอย ตามหลังการไม่สบาย นั้นเป็นเพราะท่าทีของแม่เปลี่ยนไปจากเดิม
เอาใจใส่เพิ่มขึ้นทำสิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น จนเด็กติดใจ และเริ่มเรียกร้องจากแม่เพิ่มขึ้น

3. พ่อแม่ใช้วิธีการเลี้ยงดูแบบเด็กเล็ก ไม่เปลี่ยนแปลงเทคนิค ทำให้เด็กยึดกับการบริการของพ่อแม่

4. ช่วยตัวเองได้น้อย เนื่องจากขาดการฝึกฝน

5. ขาดทักษะในการเล่น และการแก้ปัญหาเฉพาะทำให้ไม่มั่นใจที่จะเล่นกับผู้อื่น
ต้องเรียกร้องจะเล่นกับแม่หรือพี่เลี้ยงเท่านั้น เพราะรู้ว่าจะได้ดั่งใจ



วิธีการแก้ไข

1. เพิ่มความมั่นใจของเด็กต่อแม่ คุณแม่ที่เล่น พูดคุย แสดงความรัก
และให้เวลาที่เหมาะสมกับลูกสม่ำเสมอ สุดท้ายลูกก็จะมีความไว้วางใจ และเกิดเป็นความมั่นใจต่อแม่
แต่เมื่อเหตุการณ์ใดที่ทำให้เด็กเกิดความหวั่นไหว ไม่มั่นใจต่อแม่ ก็มิได้หมายความว่าจะไม่มั่นใจตลอดไป

ถ้าคุณกลับตัวได้ทัน วางตัวให้สม่ำเสมอ คาดเดาได้ในการเล่น พูดคุย และแสดงออกถึงความรัก
สุดท้ายเด็กก็จะกลับมาไว้ใจคุณอีกครั้ง โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่อาจทำให้เด็กตกใจ เช่นเสียงดัง
คนแปลกหน้ามาใกล้ ๆ ก็ขอให้คุณไปอยู่เคียงข้างกับลูกทุกครั้งที่เขาต้องการทันที

2. หยุดการตามใจหรือให้บริการแก่เด็กที่มากเกินความจำเป็น เพื่อเพิ่มวุฒิภาวะทางอารมณ์
เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ ที่พ่อแม่จะเนรมิตทุกสิ่งที่เด็กต้องการให้ได้ทันใจเด็ก แต่ในทางตรงข้าม
พ่อแม่จำเป็นต้องฝึกให้เด็กเรียนรู้จักการคอย เรียนรู้จักความผิดหวัง เรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง
และแก้ปัญหาได้ในกรณีที่เหตุการณ์มิได้เป็นไปตามที่ตัวเด็กต้องการ

3. แสดงออกถึงความรักที่คุณมีต่อลูกตรง ๆ เช่น กอด จูบบ่อย ๆ บอกเขาตรง ๆ ว่า
เขาทำแบบนี้น่ารักมาก คุณชอบ การแสดงความรักเป็นสิ่งที่คนไทยมีปัญหา
เพราะส่วนใหญ่ไม่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ต้องเอาไปรวมกับการฝึกเด็ก เช่น

ต้องกินข้าวเยอะ ๆ นะแล้วแม่จะรัก หรือหลายคนแสดงความรักผ่านการทำอะไรให้เด็ก
คอยเตรียมอาหาร จัดเสื้อผ้า จัดข้าวของ ช่วยแต่งตัว ฯลฯ โดยถือว่ายิ่งถ้าทำให้เยอะก็เท่ากับรักเยอะ
ซึ่งในความเป็นจริง การแสดงความรักต่อลุกผ่านการทำอะไรให้ลูกนั้น

สุดท้ายจะทำให้ลูกติดกับการบริการของแม่ และรักสบายเกินกว่าที่จะทำเอง
หลายบ้านที่เห็นว่าเด็กโตแล้วน่าจะทำเองได้ แต่เด็กก็ติดกับการให้บริการจากแม่จนเคยชิน
แม่จะบ่นก็บ่นไป แต่สุดท้ายแม่ก็ทำให้ทุกครั้ง บาคนแสดงความรัก

ความห่วงใยต่อลูกโดยการสั่งสอน คอยบอก คอยสั่ง คอยตอติง
เพราะอยากให้ลุกทำให้ได้ดี ๆ บ่นมาก ๆ ลูกเลยสับสน ไม่แน่ใจว่านี่แม่รักฉันหรือเปล่า

4. ฝึกให้ลูกเล่นได้หลากหลายอย่าง จากการเล่นที่ง่าย ๆ ไปสู่การเล่นที่ซับซ้อน
ยุ่งยากฝึกให้อยู่ในกติกา ฝึกให้ยอมรับชัยชนะและความพ่ายแพ้ ให้รู้จักยอมคนอื่น บ้าง
และรู้จักเรียกร้องสิทธิของตัวเองในการเล่น คุณภาพในการเล่นของเด็กจะส่งผลทำให้เด็กมั่นใจในตนเอง

ก้าวจากโลกของตัวเองไปเล่นกับเด็กอื่น สนุกสนานจนลืมตัวเอง ลืมแม่
ลืมแสดงพฤติกรรมแบบเด็ก ๆ ไปเลย นั่นเป็นเพราะว่าการเล่นสนุกกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน
เป็นเหตุการณ์ที่สนุกสนานกว่าการเล่นกับผู้ใหญ่มากมายนัก

พ่อแม่ที่ไม่ชอบเล่นกับลูก หรือปรนเปรอให้ลูกเล่นของเล่นที่โรงเรียนไม่มีให้เล่น เช่น
คอมพิวเตอร์ เกมกล่องชนิดต่าง ๆ ที่ราคาแพง ๆ แถมชอบเสริมให้ลูกว่า
ถ้าลูกเล่นพ่อแม่จะคอยยอมแพ้ให้ลูกได้ชัยชนะเสมอ ๆ

เด็กก็จะถูกฝึกออกมาให้อยู่ในโลกของความเป็นจริงไม่ได้ คิดแต่เพียงว่าของฉันต้องชนะ
ของฉันต้องได้ สุดท้ายก็เข้ากับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนได้ยาก จะคุยเรื่องคอมพิวเตอร์
หรือเกมกล่อง เพื่อนก็ไม่เข้าใจ

5. ฝึกการปรับตัวให้เข้ากับคน และเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
หลายบ้านที่พยายามทำสภาพแวดล้อมของเด็กให้คงที่ เช่นของเล่น เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้
ตารางเวลาที่เด็กจะทำสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งเทคนิคที่พ่อแม่เลี้ยงลูก

ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงก็คือทุกสิ่งรอบตัวล้วน แต่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เพียงแต่พ่อแม่เท่านั้นที่ดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายก็เท่ากับฝึกให้ลูก
ไม่ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัว แถมอาจจะเสริมลูกโดยไม่รู้ตัว ให้ไม่ต้องปรับตัวต่อสถานการณ์

ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้จะไปเที่ยวต่างจังหวัดก็ต้องขนหมอน ผ่าห่ม ของเล่นไปครบชุด
ทั้งหมดก็เพื่อกันไม่ให้เด็กร้องไห้เท่านั้น แต่ลืมคิดไปว่าการเปลี่ยนที่จะทำให้ลูกมีโอกาส
ฝึกหัดนอนกับหมอนเนื้อนุ่มที่แปลกไปจกเก่า มีโอกาสเล่นในสิ่งใหม่ ๆ
ได้พบกับคนที่ไม่เคยได้พบ เป็นต้น

6. ฝึกให้ช่วยตัวเองให้มากที่สุดในทุกรูปแบบ นอกจากวันนี้ควรช่วยตัวเองแล้ว
ยังต้องให้โอกาสเด็กเลียนแบบในการช่วยทำงานส่วนรวม อาศัยที่เด็กวัย 3 – 5 ปี
เป็นวัยที่ชอบเลียนแบบผู้ใหญ่มากที่สุด เมื่อเห็นแม่กวาดบ้าน ลูกก็อยากกวาดด้วย

ขอเพียงให้แม่หาไม้กวาดเล็ก ๆ ที่เหมาะกับคนตัวเล็ก ๆ อย่างหนูก็พอ
เห็นพ่อแม่เด็กผักก็อยากเด็ดด้วย เห็นแม่ถูบ้านก็อยากถูด้วย เป็นต้น
จากการที่เด็กได้ลงมือทำอะไรด้วยตนเอง โดยอาศัยการฝึกสอนจากแม่

นอกจากจะทำให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทำงานประสานกันดีขึ้นแล้ว
ยังเสริมให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเองก็ทำเหมือนแม่ได้ แถมยังต้องคิดแก้ไข
ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นติดกระดุม เขย่ง แล้วต้องทำอย่างไร

7. ให้เวลาในการฝึกฝน อย่างน้อย 3 – 6 เดือน ถ้าไม่ดีขึ้นกรุณาปรึกษากุมารแพทย์



บทความวิชาการ..โดย พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์

ข้อมูลจาก..มูลนิธิเด็ก..Foundation For Children



บันทึกการเข้า

Child Research & Development Project
Tai Knowledge Base Foundation
http://www.taiknowledgebase.org
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!