บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:24:57 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระแก้วมรกต..ความงดงามของอารยะธรรม..หลวงพระบาง  (อ่าน 19064 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 05:59:21 AM »





เมื่อหลายพันปีก่อนนั้น..ชนชาวไท (Tai) เผ่าต่าง ๆ เช่น ไทลื๊อ  ไทดำ  ไทแดง  ไทขาว  
ไทใหญ่  ไทน้อย (อิสาน) ภูไท  บางชนเผ่า เรียกตนเองว่า  ลาว (Laos) และยังมีอีกกว่า 20 ชื่อ
มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์คือ Irrigated Rice..มีอักษรไท (Tai)..มีประเพณีสาดน้ำสงกรานต์
และประเพณีลอยกระทง..มาหลายพันปี..ทั้งหมดมีหลักฐาน..ค้นหาได้ในอินเตอร์เน็ต


กลุ่มชนเผ่าไท (Tai)  ชอบอาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำ..ตั้งแต่ตอนใต้..ของแม่น้ำแยงซีเกียงลงมา
มีหลักฐานที่เมืองเซี่ยงไฮ้..และที่บริเวณไกล้เมืองฉางซา..ซึ่งมีหลักฐานว่า..เป็นเมืองหลวง
ในอดีตของชนเผ่าไท (Tai)..มีอยู่ในชุดสารคดี Discovery..ของ..National Geographic


ในช่วงปี  พ.ศ. 1182 หรือพันกว่าปีมาแล้ว..ชนเผ่าไท (Tai) เริ่มอพยพลงมาจาก
ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง..ชนชาวไทใหญ่..อพยพเข้าไปที่รัฐฉาน..อีกกลุ่มอพยพมาอยู่ลุ่มแม่น้ำโขง
ซึ่งก็คือล้านช้าง..และล้านนา..ซึ่งคนละฝั่งแม่น้ำโขง..และนี่ก็คือ..อารยะธรรมหลวงพระบางนั่นเอง


การนับถือศาสนาพุทธมาก่อน..ทำให้ชนชาวไทใหญ่..และชาวล้านช้างล้านนา
รู้จักคุ้นเคย..กับการนับปี..พุทธศักราช..เมื่อเริ่มสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา
จึงเริ่มนับปีศักราชเป็นของตนเอง..ทั้งชาวไทใหญ่..และอาณาจักรหลวงพระบาง


อาณาจักรหลวงพระบาง..จุดกำเหนิดของ..อารยะธรรมที่งดงาม




หลังจากปี พ.ศ. 1200 หรือ จุลศักราชที่ 1 ของอาณาจักรหลวงพระบาง
อารยะธรรมของศาสนาพุทธ..ก็ทำให้อาณาจักรหลวงพระบางเจริญเติบโต..ควบคู่กันไป
การอยู่คนละฝั่งโขง..ของชาวล้านช้าง..ล้านนา..และชาวอิสาน (ลาวลุ่ม..หรือลาวใต้)
ไม่ได้เป็นอุปสรรค..ต่อพัฒนาการทางอารยะธรรม..ที่มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนกันตลอดมา


หลักฐานทางโบราณคดี..ที่บ่งบอกถึง..ความเจริญทางอารยะธรรม
ของชนเผ่าไท (Tai) นั้น..มี่ทั้งทางด้าน..ภาษาไท (Tai) ที่มีหลักฐานว่า
มีพัฒนาการมาหลายพันปี..รวมทั้งประเพณีสาดน้ำสงกรานต์..และลอยกระทง
ก็มีมาหลายพันปี..พร้อม ๆ กับตัวอักษรทิเบต..และประเพณีของชาวทิเบต..ที่คล้ายกัน


และหลักฐานสำคัญ..ที่บ่งบอกถึง..ความเจริญทางอารยะธรรม
ของอาณาจักรหลวงพระบางนั้น..มักจะเป็นพระพุทธรูปโบราณ

และที่เป็นสุดยอด..ของพระพุทธรูปโบราณก็คือ..พระแก้วมรกต


พระแก้วมรกต..ความงดงามของอารยะธรรม..หลวงพระบาง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 พฤศจิกายน 2010, 06:37:12 AM โดย Laos KBS » บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 08:26:56 AM »

แล้ว?
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 08:40:51 AM »

ข้อมูลตรงนี้คงจะคลาดเคลื่อนนะ   ที่ผ่านมาก็มีคำโต้แย้งจนดูเหมือนจะตกไปแล้ว  แต่เห็นเจ้าของกระทู้นำมาแปะไว้  จึงขอให้ศึกษาดูอีกที  โดยเฉพาะท่อนนี้

"เมื่อหลายพันปีก่อนนั้น..ชนชาวไท (Tai) เผ่าต่าง ๆ เช่น ไทลื๊อ  ไทดำ  ไทแดง  ไทขาว 
ไทใหญ่  ไทน้อย (อิสาน) ภูไท  บางชนเผ่า เรียกตนเองว่า  ลาว (Laos) และยังมีอีกกว่า 20 ชื่อ
มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์คือ Irrigated Rice..มีอักษรไท (Tai)..มีประเพณีสาดน้ำสงกรานต์
และประเพณีลอยกระทง..มาหลายพันปี..ทั้งหมดมีหลักฐาน..ค้นหาได้ในอินเตอร์เน็ต

กลุ่มชนเผ่าไท (Tai)  ชอบอาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำ..ตั้งแต่ตอนใต้..ของแม่น้ำแยงซีเกียงลงมา
มีหลักฐานที่เมืองเซี่ยงไฮ้..และที่บริเวณไกล้เมืองฉางซา..ซึ่งมีหลักฐานว่า..เป็นเมืองหลวง
ในอดีตของชนเผ่าไท (Tai)..มีอยู่ในชุดสารคดี Discovery..ของ..National Geographic

ในช่วงปี  พ.ศ. 1200 หรือพันกว่าปีมาแล้ว..ชนเผ่าไท (Tai) เริ่มอพยพลงมาจาก
ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง..ชนชาวไทใหญ่..อพยพเข้าไปที่รัฐฉาน..อีกกลุ่มอพยพมาอยู่ลุ่มแม่น้ำโขง
ซึ่งก็คือล้านช้าง..และล้านนา..ซึ่งคนละฝั่งแม่น้ำโขง..และนี่ก็คือ..อารยะธรรมหลวงพระบางนั่นเอง"

คือนักประวัติศาสตร์เขาลงความเห็นว่าชนชาติไท ไต ลาว นั้นไม่ได้มาจากไหนหรอก  แต่อยู่ที่อุษาคเนย์นี่แหละ   เริ่มต้นคือแถบลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำแดง ลุ่มน้ำโขงช่วงตะเข็บจีนตอนใต้ ลาว ไทย เวียตนามตอนเหนือ  เราอยู่ที่นี่แต่ไหนแต่ไรและสร้างอารยธรรมขึ้นที่นี่

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 08:52:38 AM »

ส่วนเรื่องพระแก้วมรกต  หากจะต่อว่าแล้วอย่างไร  ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าไทยไปตีเวียงจันทน์แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่กรุงเทพจนถึงปัจจุบัน
แล้วอย่างไร....
เรื่องประวัติศาสตร์นี่ถ้าแบ่งตอนก็เป็นช่วงๆ ก็มีหวังได้รบกันตายไม่เลิกสักที
อย่างเจ้าอนุวงศ์ที่คนไทยถือว่าเป็นคนทรยศไม่สำนึกบุญคุณ  นี่เป็นวีรบุรุษของชาวลาวจนถึงปัจจุบัน
ลองคิดดูว่าแล้วทางพม่าเขาจะมองเราอย่างไรกันบ้าง
วีรบุรุษของเราอาจเป็นคนไม่ดีในสายตาอีกชาติหนึ่ง  หรือหากดูหนังเกาหลีเจ้าแคว้นชินลา  เรื่องหนึ่งก็เป็นพระเอก  แต่พออีกเรื่องก็กลายมาเป็นผู้ร้ายเสียแล้ว
หรืออย่างเขมรกับไทย   แม้จารึกที่เขมรจะมีกองทัพสยามกุกที่ถูกเกณฑ์ไปรบหรือเป็นเมืองขึ้นของเขา
แต่สุดท้ายสยามก็ทำลายอาณาจักรนครวัดลงราบคาบ   ตรงนี้ใครเป็นพระใครเป็นผู้ร้าย  ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร
แต่สัมฤทธิ์อันเลื่องชื่อที่สยามขนมา  สุดท้ายก็ถูกพม่าตีเอาไปวางไว้ที่มัณฑะเลย์จนถึงปัจจุบัน
เรื่องประวัติศาสตร์มันยุ่ง   เพราะยุคสมัยมันยาวนานเป็นร้อยๆ ปี ที่มีการกระทบกระทั่งกัน
หรือในเขมร  ก็เป็นสนามรบระหว่างไทยกับเวียตเพื่อแย่งชิงดินแดน  จนมีเรื่องพญาละแวกให้นำมาด่านกันจนถึงทุกวันนี้
ปัญหาเรื่องชายแดนก็อาจต้องมีวิธีคิดใหม่เหมือนกัน  ว่าจะเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างไร   ไม่ให้เสียเปรียบแต่ก็ต้องไม่เอาเปรียบเขา
อย่างในลาวทุกวันนี้  แม้จะพูดภาษาเดียวกันรู้เรื่อง  แต่คนลาวเขาก็ไม่สนิทใจกับคนไทย  เพราะเขารู้สึกในสายเลือดว่าพวกไทยชอบเอาเปรียบและดูถูกเขาเสมอมา   คนลาวกลับมีความรู้สึกที่ดีต่อคนเวียตเสียด้วยซ้ำ
การแก้ปัญหาที่ชายแดนจึงน่าจะใช้การถ้อยทีถ้อยอาศัย  มากกว่าความกระโชกโฮกฮาก  ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่ได้แก้ปัญหา  แต่กลับทำให้ปัญหายุ่งยากซับซ้อนเข้าไปอีก
และยังจะส่งผลสะท้อนกลับมาถึงการเมืองในประเทศ   หากแตกแยกกันอย่างนี้  ก็เตรียมตัวกันได้เลยว่าเลือกตั้งคราวนี้  "เชน คัมแบ็ค เชน" แน่นอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 พฤศจิกายน 2010, 08:54:43 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 09:13:09 AM »

ชนเผ่าไท (Tai) ที่กระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ลุ่มแม่น้ำโขง, และรอยตะเข็บชายแดนของจีนนั้น..ถูกต้องครับ
แต่กลุ่มนี้..เป็นกลุ่มชนเผ่าที่อยู่ดั้งเดิมครับ


การอพยพลงมา..จากตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง
เป็นอีกกลุ่มที่มีวัฒนธรรม..และเป็นชนชั้นปกครองครับ


1. สังเกตุได้จากภาษาดั้งเดิมครับ (Tai Language)
ภาษาไต (Tai Language) ของชาวสิบสองปันนา
ของชาวลาว, ของชาวไทใหญ่..เป็นภาษาดั้งเดิมครับ

ภาษาไทย..ที่เราใช้ในปัจจุบัน..จะกลายเป็นภาษา
ของพวกที่รู้..อักษรไท (Tai) แบบงู ๆ ปลา ๆ ครับ
ถ้าเทียบกับอักษรเดิมแล้ว..จะรู้ว่า..อักษรไทย
เขียนผิด ๆ ถูก ๆ..เหมือนพวกคนไม่รู้หนังสือ


2. สังเกตุจากการนับ..ปีศักราช..ของชาวไทใหญ่
และชาวหลวงพระบางครับ..พวกเขามีปีศักราช..เป็นของตนเอง
ชนชาติที่รู้จักนับ..ปีศักราชเป็นของตนเองได้..ต้องไม่ใช่ธรรมดาครับ
ลองศึกษาประวัติศาสตร์ดูครับว่า..มีกี่ชนชาติในโลกนี้


ต้องลองศึกษา..ประวัติศาสตร์..ของตัวอักษรไท (Tai) ครับ..แล้วจะเข้าใจ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 พฤศจิกายน 2010, 02:07:15 AM โดย Laos KBS » บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 09:24:50 AM »

ยังงงกับข้อมูลอยู่

จะลองกลับไปหาหนังสือที่อาจารย์เจีย เยียน จอง นักวิชาการชาวจีนที่เป็นคนไทย  (ที่คุณสุทธิชัย หยุ่นเพิ่งไปสัมภาษณ์มา) ดูอีกที

เพราะหลายปีมานี้ไม่เห็นมีใครยืนยันข้อมูลข้างต้นเลยนะครับคือไปถึงใต้แม่น้ำแยงซีนั่นออกจะไกลไปหน่อย  เพราะที่ตรงนั้นคือดินแดนเจียงหนานหรือกังหนำศูนย์กลางการเกิดของอารยธรรมจีนและชาวจีนทั้งหมด  แต่หากจะบอกว่าคนเผ่าพันธุ์อื่นๆ ได้รับผลสะเทือนจากชาวฮั่นเพราะเขาเจริญมาก่อนนั้นคงไม่ผิด   เพราะวิธีนับเดือนปีของทางเหนือกับของทางจีนก็คล้ายกันมาก 

เมื่อก่อนเชื่อว่าคนไทมาจากเขาอัลไต  มาสร้างเมืองหลวงที่น่านเจ้า  แต่สุดท้ายก็พิสูจน์ว่าพระเจ้าสีนุโล พีล่อโก๊ะ โก๊ะล่อฝงนั้นเป็นชนชาติไป๋ไม่ใช่ไท   แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าในอาณาจักรน่านเจ้าไม่มีคนไทย-ไต  ซึ่งก็มีอยู่   
คือผมเคยอ่านว่าคนไท-ไต เป็นฝ่ายกระจายขึ้นเหนือไปชิดแม่น้ำโขงทางตอนบน  ซึ่งตรงนั้นเป็นทางแยกของแม่น้ำใหญ่สามสายคือสาละวินมาทางตะวันตกเฉียงใต้  แม่น้ำโขงมาทางใต้และแม่น้ำแยงซีไปทางตะวันออก   แต่แนวนี้ก็อยู่ระหว่างมณฑลยูนนานกับเสฉวน  ที่พอจะกล่าวอ้างได้ว่าอยู่ใต้แม่น้ำแยงซี   แต่ที่ถึงเซี่ยงไฮ้และฉางซานั่นออกจะไกลไปหน่อย  แต่จะลองกลับไปหาอ่านดูอีกทีว่ามีที่ไหนที่เขาเขียนถึงตรงนี้ไว้บ้าง

ขอบคุณครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยน
บันทึกการเข้า
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 09:34:49 AM »

 ฮืม ฮืม ฮืม
อ้างถึง
ชนชาติที่รู้จักนับ..ปีศักราชเป็นของตนเองได้..ต้องไม่ใช่ธรรมดาครับ
ลองศึกษาประวัติศาสตร์ดูครับว่า..มีกี่ชนชาติในโลกนี้

แล้ว?
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 09:48:33 AM »

ไม่ได้ตั้งใจ..ให้เป็นประเด็นครับ

เป็นเพียงบทความเริ่มต้นของ Lao Knowledge Based Systems Project

เป็นโครงการค้นหา, รวบรวมข้มูล, ความรู้รากฐาน
เพื่อการพัฒนาตนเอง..ของชนเผ่าไท (Tai) ครับ

ปัญหาสังคม..ที่วุ่นวายกันอยู่นี้
เพราะเราละทิ้ง..และไม่มีความรู้พื้นฐาน..Knowledge Based Systems
ซึ่งจำเป็นสำหรับ..การดำรงชีวิต..และแก้ปัญหาความยากจนครับ

ปัญหาที่สำคัญอย่างนึงก็คือ..เราไม่กล้าสอน
ประวัติศาสตรที่แท้จริง..ให้ลูกหลานของเราได้รับรู้ครับ


แล้วลูกหลานของเรา..จะมีความรู้สึกภูมิใจ..และรักชาติได้อย่างไร?


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 พฤศจิกายน 2010, 02:07:38 AM โดย Laos KBS » บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 10:18:37 AM »

เรื่องนี้ทำมาสะกิดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่หลงลืมไปไม่น้อยแล้ว
มีเรื่องหนึ่งที่น่าชื่นชมคือเกี่ยวกับกำเนิดของชนชาติลาว  ที่เขาเขียนดูเหมือนจะในทำนองว่าเกิดมาจากน้ำเต้าลูกเดียวกันแล้วแบ่งออกเป็นสามกลุ่มคือ ลาวลุ่ม ลางเทิง แล้วก็ลาวสูง (ถ้าจำผิดขอผู้รู้ได้ช่วยแก้ไขด้วย)
ตรงนี้ผมว่าเป็นความลุ่มลึกของคนเขียนประวัติศาสตร์   ซึ่งน่าค้นคว้าว่าเรื่องนี้เขียนขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่   เพราะจะมองเห็นได้ถึงความพยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติลาว
เพราะเป็นที่ทราบว่าคนลาวจริงๆ คือลาวลุ่ม   ส่วนลาวเทิงหรือขมุนั้นน่าจะเป็นอีกชาติพันธุ์หนึ่ง  ส่วนลาวสูงโดยเฉพาะชนชาติม้งนั้นมีความเป็นมาอีกทางหนึ่ง (ศูนย์กลางของชนชาติม้งอยู่ที่มณฑลกุ้ยโจว แล้วรบกับฮั่นต้องล่าถอยลง อันนี้ไม่ต้องสงสัย)   คือความจริงแล้วคนสามกลุ่มใหญ่ที่ประกอบเป็นชาติลาวนี้เป็นคนละชาติพันธุ์เสียด้วยซ้ำ
แต่คนเขียนประวัติศาสตร์ก็บอกว่า  แม้เราจะต่างกันแต่เราก็เกิดมาจากน้ำเต้าเดียวกัน  ซึ่งก็คือพ่อแม่เดียวกัน
นี่นับเป็นความลุ่มลึกที่น่าชมเชย
เพราะหากขยายแผลของความแตกต่างๆ  ว่าดินแดนนี้เป็นของลาวบริสุทธิ์เท่านั้นมีหวังได้รบกันไม่เลิกแน่
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 14:46:46 PM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มกว้างๆ

ขอแจมด้วยคนหิครับ   ยิ้มเท่ห์

ไม่รู้ผู้เปิดกระทู้ยินดีรึเปล่า   แต่เมื่อเปิดเข้ามาเขียน นั่นย่อมแสดงว่าอาจต้องการการแลกเปลี่ยน   ขยิบตา

มีข้อมูลหลายประการที่นักประวัติศาสตร์ยังตีไม่แตก  แต่ได้สันนิษฐานผสมเดา และบางอย่างก็เคลียร์แล้ว

บางสำนักก็ว่ากันอย่างมีหลักฐานมีทฤษฎีสนับสนุน
 บางสำนักก็เอาแบบไม่ใช้วิธีทางประวัติศาสตร์
บางสำนักก็โน้มเอียงไปตามชนชาติที่ตัวเองสังกัด

นักประวัติศาสตร์สำนักชาตินิยม ก็เขียนกันอีกแบบ  สายเกลียดเจ้าศักดินาก็ว่ากันอีกแบบ

แม้แต่เรื่องคนไท  คนไทย  คนไต  ก็ยังมองกันคนละแบบ

เรื่องภาษาไท ก็เหมือนกัน   เอามาจากใคร หรือคิดขึ้นเอง

อารยธรรมของมนุษย์ เกิดขึ้นทุกหนแห่งในโลก  แต่ใครเกิดก่อนเกิดหลังต้องว่ากันตามหลักฐาน

อย่างในเขตอินโดจีน ปากแม่น้ำดำ ปากแม่น้ำแดง มีอายธรรมดองชอน ต้นตะกูลชาวเวียด  พบกลองมโหรทึก มีรูปกบ รูปนาค..ใช้เรียกฝนให้ตกตามฤดูกาลเพื่อจะได้ทำนา นี่เป็นอารยธรรมเก่าแก่กว่า 2000 ปี

ก่อนหน้านั้นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำ รู้จักเพาะปลูกเช่นพวกบ้านเชียง อายุ 3000 ปีขึ้นไป  พวกนี้ถือผี ผีน้ำ ผีป่า ผีบรรพบุรุษ จนตอนหลังศาสนาใหญ่จากอินเดียแพร่เข้ามา จึงกลายเป็นผีผสมพราหมณ์ ผีผสมพุทธ และกลายพุทธผสมผีแบบทุกวันนี้

บรรพบุรุษของชาวลาวจะมาจากไหน มีการถอดรหัสกันว่าน่าจะมาจากกลุ่มชนพื้นเมืองที่อยู่ในท้องถิ่นฝั่งซ้าย - ขวาแม่น้ำโขง สาละวินและแม่น้ำสาขา  ซึ่งคงมีส่วนหนึ่งที่มาจากจีนตอนใต้และเวียดนามด้วย

แผ่นดินลาวหลวงพระบางปรากฏหลักฐานในพุทธศตวรรษที่ 18 ที่มีการสร้างบ้านแปงเมือง  ใกล้เคียงกับล้านนา  ส่วนที่เก่ากว่านั้นอยู่ราวพุทธศตวรรษ 12 -13 คือยุคทวาราวดี นั่นก็ต่างจากอารยธรรมลาวปัจจุบัน  

สมัยทวาราวดี ปรากฏหลักฐานในเขตอีสาน และเหนือมากมาย เมืองเก่าฟ้าแดดสงยาม เมือศรีเทพ  เมืองหริภุณไชย ล้วนแต่เกิดเก่าแก่กว่าหลวงพระบางมากนัก  หลวงพระบางเกิดในยุคหลังจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่นะครับ ไม่นับที่โฆษณาชวนเชื่อ  

ดินแดนไทยตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีหลักฐานปรากฏในยุคพุทธศตวรรษที่ 12 -13 คือ ยุคทวาราวดี  ก่อนหน้านั้นเชื่อว่าไม่มีคนอาศัยอยู่ เพราะไม่มีหลักฐานว่ามีคนอยู่เนื่องจากดินแดนส่วนใหญ่ยังเป็นปากแม่น้ำและทะเล  ยิ่งบริเวณบางกอกนี่ยิ่งไปใหญ่เลย  ไม่มีสิ่งปลุกสร้างหรือหลักฐานของมนุษย์ใดๆปรากฎหลังศตวรรษที่ 18 ( ช่วงนั้น ชายทะเลยังอยู่ที่อู่ทมอง นครปฐม อยู่เลยครับ )

เมืองอู่ทอง  เมืองคูบัว  เมืองดงละคร  ศรีมหาโพธิ(ปราจีน) เมืองนครปฐม ฯลฯ  ปรากฎในยุคทวาราวดีช่วงกลางๆและปลายๆ คือ พุทธศตวรรษที่ 12 -13  เมืองแถบนี้ก่อนหน้านั้นไม่มี

หลังยุคทวาราวดีก็มียุคขอม  เริ่มจากพุทธศตวรรษที่ 11 ,12 ....เรื่อยมาจน ศตวรรษที่ 17 เจริญอยู่แถบกัมพูชาปัจจุบัน  และต้องมาล่มสลายเมืองพวกเลือดผสมไทย(อโยธยา)ตีนครวัดนครธมแตกในศตวรรษที่18

ภาษาไทยศึกษาให้ดี มีต้นเค้ามาจากภาษามอญ

มอญเจริญมาก่อนแถบหงสาวดี  แต่มาพ่ายต่อชนพม่าที่มาจากอารกัน ยะไข่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแม่น้ำ เอยาวดี(อิระวดี)

ทฤษฎีที่ว่าไทยลงมาจากทางจีนตอนใต้  แล้วร่นลงมา  กับทฤษฎี ไทยมาจากข้างล่าง และทฤษฎีที่ว่า ไทยไม่ได้มาจากไหนมาจากชนเลือดผสม กำลังท้าทายการค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ว่าอันไหนมันใกล้เคียง

ส่วนที่ว่าไทยมาจากเทือกเขาอัลไต  ได้รับการพิสูจน์แล้ว  ว่าเทือกอัลไตคือที่อยู่ของบรรพบุรุษของชาวคาซัก..ซึ่งมีอารยธรรมใกล้เปอร์เซีย อิหร่าน เพราะพบหลักฐานมากกมาย และดีไม่ดีจะเป็นต้นทางของพวกกรีกเอาด้วย  เพราะอเชียกลางตั้งแต่ตุรกีทางตะวันตก จนจรดมองโกเลียทางตะวันออก ชนเผ่าเร่ร่อนพวกนี้ครองอำนาจอยู่บนหลังม้า

ดังนั้น ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงสำหรับชนเผ่าไต  ไทย  ไท  คือนับจากไหน  ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า เราพูดถึงไทยสายไหน..

สายเหนือ  สายกลาง หรือสายใต้  หรือสายไทย-ลาว ไทย-กัมโพช

แต่ถ้าพูดถึงไทยในระยะศตวรรษที่ 18 คือเริ่มเป็นปึกแผ่นหลังขับไล่อิทธิพลขอมและสถาปนาอำนาจใหม่ของชาวเลือดผสมขึ้นมา ก็ต้องว่ากันเฉพาะไทยกรุงศรีอยุธยา  ไทย-สุโขทัยสวรรคโลก  พิษณุโลก กำแพงเพชร  สุพรรณภูมิ(บุรี) และหัวเมืองใหญ่ฝ่ายใต้ คือนครศรีธรรมราช....ส่วนลาวล้านช้าง  ล้านนา  เข้ามาร่วมทีหลัง

ล้านช้าง ล้านนา เป็นประเทศราชในสมัยพุทธศตวรรษที่ 21    ต่อมาก็ถูกว่างเว้นไปในพุทธศตวรรษที่ 23-24 พม่าเอาไปปกครอง จนกลับมาใหม่และรวมเข้ากับราชอาณาจักรไทยสมัยเจ้าดารารัศมี  ส่วนล้านช้าง เขมร หลุดไปสมัยก่อนหน้านั้นแล้วเพราะชาติตะวันตกล่าอาณานิคม

ดังนั้น  เราจะกล้าสอนประวัติศาสตร์ที่แท้จริงที่ไม่มีการบิดเบือน  ก็ต้องรู้ประวัติศาสตร์ให้จริงว่า มันมีแง่มุมประวัติศาสตร์อันไหนที่ยังไม่เคลียร์  ม่ายงั้นก็จะถูกพงศาวดารและประวัติศาสตร์ที่ถูกแต่งแต้มหลอกต้ม แล้วบดบังความจริงไปเสียหมด

อักษรไทยกับอักษรปาลลวะ  อักษรไทยกับอักษรมอญ  ...มาจากตระกูลเดียวกัน มาจากสายล่าง หรือสายบน ก็ต้องดูระยะเวลาให้ชัดเจน

จากหลักฐานที่ใกล้เคียง บอกว่าอักษรไทยมาจากสายล่างคือจากมอญ มากกว่าสายบน  แต่อย่างไรก็ตาม ก็หนีไม่พ้นต้นกำเนิด คือสันสันสกฤต

ภาษาไท  ไต  อาจมีมายาวนาน แต่อักษรไทยนั้นไม่ใช่

แต่สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจก็คือ ขนบประเพณี ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทง  สงกรานต์  ฯ  มีมาจากต้นธารอารยธรรมคือชมพูทวีป  ( อินเดีย) ไม่ใช่เกิดจากชนชาติไทย ไต คิดขึ้น  แต่เรารับเขา รับมาตั้งแต่ความเชื่อใน " แม่คงคา" คือแม่น้ำคงคาในอินเดียโน่น
และ อีกอารยธรรม ที่เก่าแก่และมีมาก่อนคือจีน ฮั่น  มองโกล..ทางเหนือรับมา

อุษาคเนย์ของเรา อยู่กลาง รับอารยธรรมจากอู่อารยธรรมทั้งสองด้าน ซึ่งมีอายุเก่า 4 ถึง 5 พันปี  
ศาสนาพุทธ พราหมณ์ ฮินดู  รวมทั้งศิลปะ วิศวกรรมการสร้างปราสาทจากความเชื่อ ของขอมก็รับมาจากอินเดียมากกว่าทางจีน   จะเห็นได้ว่า พราหมณ์ฮินดูทางของ ทางอินโด..กับพุทธทางมอญ ก็ล้วนมาจากรากเดียวกัน

ดังนั้น  จะหลวงพระบาง  จะล้านช้าง ล้านนา อยุธยา นครวัด นครปฐม  บุโรพุทโธ เวียงกุมกาม ศรีวิชัย  ฯลฯ ล้วนมาจากรากของอินเดียชมพูทวีป มากกว่าทางจีน เว้นแต่ทางตอนเหนือของอินโดจีนที่ใกล้กับจีน รับทางจีนมากกว่า

ลูกหลานเราจะรักชาติไทย ลาว  เขมร..หรือกะเหรี่ยง พม่า มอญ กะฉิ่น ชาน(ฉาน) ฯลฯ เราก็ต้องเข้าใจให้ถูกด้วย  มิฉะนั้น จะถูกนักประวัติศาสตร์สายที่ไม่ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์วิเคราะห์ พาเราเข้ารกเข้าพง  สำคัญผิด คิดว่าไทยมาจากเทือกเขาอัลไต  กว่าจะเลิกเชื่อก็ใช้เวลากว่า 80 ปี

นักประวัติศาสตร์จีนจำนวนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องนี้ก็มีแนวโน้มชักนำให้เชื่อว่าไทยมาจากจีนตอนใต้  ซึ่งจริงเพียงครึ่งเดียวเฉพาะกรณีไทยเหนือ ตามลุ่มน้ำต่างๆเช่น ไทยลื้อ ไทยเขิน ไทนมาว ไทยดำ ไทยแดง ผู้ไท ( ไม่ใช่อย่างที่เรียกกันผิดๆว่าภูไท)  ฯลฯ  แต่จะมาใช้กับไทยภาคกลางลงมา และใช้กับไทยโคราช ไทยนางรอง ไทยเดิ้ง และลาวอีกสาน ไม่ได้ทั้งหมด  เพราะว่าตามจริงแล้ว ชาวไทยมีเลือดผสม  มอญ  ขอม เขมร พื้นเมือง  จีน อินโด มลายู ฯลฯ

ต้องขอโทษที่ต้องเอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยน  เพราะยังมีอะไรที่ติดคอผมอยู่..ขอสำลักหน่อยเหอะ อย่าว่ากัน

และเรื่องนี้คือข้อมูลทางวิชาการ  จึงอยากให้ใช้วิชาการวิเคราะห์ มกกว่าความเชื่อ นะครับ

ปล.พระแก้วมรกต ที่ไทยไปเอามาจากลาวนั้น เดิมอยู่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะไปอยู่ลาวเวียงจันทร์..ก็ผลัดกัน " อัญเชิญ" แปลว่า ( ปล้นก็ได้ ) เพราะก็ " อัญเชิญกันไปกันมาจนไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของกันแน่  แม่แต่พระพุทธสิหิงค์ ก็" อัญเชิญ" มาไว้พิพิทธภัณฑ์ ส่วนพระพุทธชินราชก็เกือบไป จะอัญเชิญมาไว้กรุงเทพ ดีแต่พวกพิษณุโลกไม่ยอม เลยต้องสร้างจำลองไว้ที่วัดเบญจมฯ จนทุกวันนี้   ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 พฤศจิกายน 2010, 15:03:21 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 15:21:53 PM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
.......เอาอีกลุงคลำ..นี่ขนาดยังไม่ลงลึกนะ... ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 15:47:55 PM »

คิดขึ้นมาได้ว่า
เอ แล้ว กระแก้วมรกตนี่ใครเป็นผู้สร้าง  สร้างมาจากไหน เมื่อไหร่
เพราะที่เห็นก็มีที่เชียงใหม่แล้ว  แล้วก็ถูกย้ายไปย้ายมา
ใครเป็นคนสร้างครับ  สกุลช่างไหน  หรือล้านนาแท้ๆ  แต่เอาหยกมาจากไหน
สืบไปสืบมาหวังว่าไม่ใช่ได้มาจากรัฐฉานหรือพม่าโน่นนะครับ   ยิ้มเท่ห์
เดี๋ยวถูกพม่าทวงเอาของคืนอีก
บันทึกการเข้า
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 15:51:52 PM »

อ้างถึง
ภาษาไทยศึกษาให้ดี มีต้นเค้ามาจากภาษามอญ

มอญเจริญมาก่อนแถบหงสาวดี  แต่มาพ่ายต่อชนพม่าที่มาจากอารกัน ยะไข่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแม่น้ำ เอยาวดี(อิระวดี)
555
อิฉันภูมิใจในความเป็นมอญ..(อยู่บ้าง)..วุ้ย..ถึงแม้พ่อบ้านจะค่อนแคะว่า....เป็นพวกสิ้นชาติ..ก็เถอะ....

อ้างถึง
สืบไปสืบมาหวังว่าไม่ใช่ได้มาจากรัฐฉานหรือพม่าโน่นนะครับ   
เดี๋ยวถูกพม่าทวงเอาของคืนอีก


ทวงก็ไม่ให้วุ้ย.....ก็จะขี้โกงอ่ะ....ก็บรรพบุรุษสู้อุตส่าห์เสียเลือดเสียเนื้อไปปล้นเขามาได้อ่ะ.....ไม่งั้นก้ต้องให้พม่าแกะทองที่ชะเวดากองคืนเรามาก่อน.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 พฤศจิกายน 2010, 15:54:09 PM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 16:11:41 PM »

ดีใจ๋หลายคับ..ที่มีคนสนใจ๋..อาระยะทัมหลวงพะบาง

ซนซาดใด๋..เขียนปะวัดสาด..ตั๋วลูกตั๋วหลาน
ซนซาดนั่น..คู่ควร..แก่กานล่มสะหลาย


Remark : ฮักวัดทะนะทัมของพวกเฮา..ใซ้พาสาของพวกเฮา


Lao Knowledge Based Systems Project
http://www.taiknowledgebase.org


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 พฤศจิกายน 2010, 13:47:22 PM โดย Laos KBS » บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2010, 16:59:28 PM »

ถามเองตอบเอง  อันนี้ไปเคาะดูมาได้คำอธิบายที่ค่อนข้างละเอียด

พระสุชาติ วชิรปญฺโญ (นาอุดม) 
Degree :  Master of Arts ( พุทธศาสตรมหาบัณฑิต ( )

๑) ประวัติความเป็นมาของพระแก้วมรกตนั้นตามหลักฐานทางวรรณคดี สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในนครปาฏลีบุตร แต่จากหลักฐานทางโบราณคดี สันนิษฐานว่า สร้าง ในสมัยเชียงแสน (พ.ศ. ๑๖๐๐-๑๘๐๐) พระแก้วมรกตถูกค้นพบครั้งแรกที่วัดพระแก้ว จังหวัด เชียงราย ในปี พ.ศ. ๑๙๗๗-๑๙๗๙ หลังจากนั้นพระแก้วมรกตได้ถูกอัญเชิญไปยังเมืองต่างๆ เช่น ลําปาง (๑๙๗๗-๒๗๑๑) เชียงใหม่ (๒๐๑๑-๒๐๙๖) หลวงพระบาง (๒๐๙๖) เวียงจันทน์ (๒๐๙๖-๒๓๒๒) กรุงธนบุรี (๒๓๒๒-๒๓๒๗) และกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี ๒๓๒๗ ถึง ปัจจุบัน ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม
     พระแก้วมรกตนั้น สร้างขึ้นด้วยหยกเขียว มีสัณฐานสันทัด พระพักตร์อิ่มเอิบต้อง ด้วยลักษณะการสร้างที่งดงาม
     ๒) การสร้างพระพุทธรูปนั้น มีจุดกําเนิดตั้งแต่ยุคคันธาระ (พ.ศ. ๓๗๐) ซึ่งได้รับ อิทธิพลมาจากกรีกโบราณ ต่อมาก็ได้รับความนิยมทั่วอินเดีย โดยในสมัยพุทธกาล มีแนวคิด การสร้างสิ่งที่ระลึกไว้เพื่อระลึกถึงพุทธคุณของพระพุทธเจ้า จึงสร้างพระพุทธรูปแก่นจันทน์ ต่อมาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชมีการสร้างพระพุทธรูปที่ใช้ศิลาเป็นหลัก วัตถุประสงค์ใน การสร้างพระพุทธรูปเพื่อรําลึกถึงพระพุทธเจ้า เพื่อสร้างเป็นพุทธานุสติ ในพุทธคุณ ๓ ประการคือ  พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณและพระมหากรุณาคุณ สําหรับยุคสมัยการสร้าง พระพุทธรูปของพระแก้วมรกตนั้น จากเอกสารทางวรรณคดี กล่าวว่าเป็นยุคสมัยคุปตะ และมี ลักษณะคล้ายสกุลช่างของเชียงแสน
     จากการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปในประเทศไทยนั้นพบว่า มีหลายยุค เช่น ยุคสมัยทวารวดี (พ.ศ. ๑๐๐๐-๑๒๐๐) มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปสมัยคุปตะของอินเดีย ยุคสมัยศรีวิชัย (พ.ศ. ๑๒๐๐-๑๗๐๐) มีลักษณะคล้ายอู่ทองและร่วมสมัยแบบปาละ ยุคสมัย ลพบุรี (พ.ศ.๑๕๐๐-๑๘๐๐) มีลักษณะคล้ายสมัยทวารวดี และมีหลายปาง และยุคสมัยเชียง แสน (พ.ศ. ๑๖๐๐-๒๐๙๑) มีลักษณะคล้ายแบบปาละ
     ลักษณะของพระแก้วมรกตนั้นสันนิษฐานว่า รับคติการสร้างมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล และกลายเป็นศิลปะต้นแบบในการสร้างพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆ พระแก้วมรกตจึงมีลักษณะ ใกล้เคียงยุคสมัยเชียงแสนมากที่สุด ซึ่งก็ตรงกับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสันนิษฐานว่า เป็นฝีมือช่างเชียงแสน ในส่วนศาสตราจารย์ศิลป์  พีระศรี นายช่างผู้เชี่ยวชาญศิลปะซึ่งเป็นชาวอิตาเลียน สรุปความเห็นเกี่ยวกับพุทธลักษณะของพระ แก้วมรกตว่าเป็นฝีมือช่างท้องถิ่นในอาณาจักรล้านนาไทยหรือช่างทางเมืองเหนือของไทย จัดเป็นยุคสมัยเชียงแสนรุ่นหลัง  ไม่ใช้ฝีมือช่างชาวต่างประเทศ

...............................................

สรุปคือพระแก้วมรกตเป็นล้านนาแต๊ๆ  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 พฤศจิกายน 2010, 17:02:10 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!