บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:08:06 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระแก้วมรกต..ความงดงามของอารยะธรรม..หลวงพระบาง  (อ่าน 19088 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 07:05:21 AM »

ที่ผมสนใจประการหนึ่งคือ คนไท-ไต-ลาว ที่ถือเป็นชาติพันธุ์เดียวกันนี่  ทำไมคนลาวถึงเรียกชื่อตัวเองให้ขาดความเกี่ยวเนื่องกับไท-ไต ไปไกล   เพราะถ้าเป็นคนชาติพันธุ์เดียวกันก็น่าจะมีคำเรียกขานที่ใกล้ๆ กันหน่อย

อีกอย่างหลายคนก็บอกว่าไม่เกี่ยวกัน   แต่หากมาคิดถึงคำว่า ละว้า ลัวะ ว้า นี่ก็ยังนับว่าใกล้เคียงกัน   แล้วก็ยังไปพ้องกับคำว่าลาวอีก (แต่นักวิชาการเขาก็ยังว่าไม่เกี่ยวกัน)

สมัยก่อนไทยเหนือเขาไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับกรุงเทพ   การติดต่อที่สำคัญก็มีสองเมืองคือทางตะวันออกผ่านน่านไปหลวงพระบาง  ดังนั้นจึงมียุคที่พระเจ้าไชยเชษฐาที่ปกครองทั้งสองอาณาจักร 

พอยุคหลังๆ เขาก็ไม่มาผ่านบางกอกกันหรอก   แต่จะเดินผ่านแม่สะเรียงไประแหง (ตาก แต่น่าจะเป็นแม่สอดมากกว่า) แล้วไปออกทะเลที่มะละแหม่ง   ที่เป็นมาของตำนานเรื่องมะเมียะนั่นแหละ

ดังนั้นหัวเมืองทางเหนือเขาจึงใกล้ชิดกัน  เวลาถูกเรียกว่าลาวก็ลาวเหมือนกัน 

ที่มาถูกกลืนไปและขึ้นกับบางกอกโดยดุษฎีก็ยุคสาวเครือฟ้านี่แหละ

(ป.ล. นี่คุยเรื่องประวัติศาสตร์  ไม่ควรตีความเป็นเรื่องการเมืองในปัจจุบัน)
บันทึกการเข้า
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 08:08:32 AM »

ดีใจครับ..ที่ลุงแสนไชย..มีความกรุณา..ให้ความสนใจต่อบทความของผม

ผมศึกษา..พิจารณาจากข้อมูลแล้ว..อาจเป็นไปได้ว่า

ชนเผ่าลาว..อยู่มาดั้งเดิมที่หลวงพระบาง..ก่อนปี พ.ศ. 1200 ครับ
ชนเผ่าไท (Tai) ที่มีวัฒนธรรม..ประเพณี..มีตัวอักษรไท (Tai)
อพยพลงมาจากทางเหนือ..ในปี  พ.ศ. 1200 ครับ
การอยู่ร่วมกัน..จึงเกิดคำเรียกขานว่า..เป็นชาวลาวครับ

เพราะดูข้อมูลประวัติศาสตร์..คำเรียกขาน..ชาวอิสาน
ก็มีทั้ง..ลาวลุ่ม..และไทน้อย (ซึ่งคู่กับ..ไทใหญ่) ครับ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 พฤศจิกายน 2010, 02:06:30 AM โดย Laos KBS » บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 08:09:08 AM »

แล้วว ยิงฟันยิ้ม?

อ้างถึง
ซนซาดใด๋..เขียนปะวัดสาดตั๋วลูกตั๋วหลาน
ซนซาดนั่น..คู่ควร..แฮ่งกานล่มสะหลาย

ลองไล่มาซิ....มีกี่ชนชาติที่ไม่ตั๋ว(ฮา)
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 08:37:58 AM »

ผมเคยมีส่วนร่วมาในการเปิดหน้าใหม่ของเมืองสองเมืองคือเชียงรุ่งกับเชียงทอง (หลวงพระบาง)
ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปกว่า 15 ปีแล้ว 
น้องที่ยังเคลื่อนไหวอยู่แถวนั้นเพิ่งมาให้ข้อมูลเมื่อวันก่อนว่า  ที่เชียงรุ่งเมืองขยายใหญ่รวดเร็วมาก  ภายใน 4-5 ปี คงจะโตเท่าเมืองเชียงใหม่  แต่เต็มไปด้วยคนจีน
บ่อนคาสิโนที่อยู่ตรงข้ามเชียงแสน  ก็มีคนจีนมาปักหลักที่นั่นนับพันนับหมื่นคน  คงไม่ใช่มาเพื่อเล่นคาสิโนอย่างเดียว   แต่การเที่ยวผู้หญิงและหาช่องทางหลบหนีเปลี่ยนเป็นคนไทยก็เป็นหัวข้อสำคัญ

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศแล้วมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เชียงทองมากกว่า
สังเกตจากสายการบินที่บินตรงจากเชียงใหม่ถึงหลวงพระบางมีบินทุกวัน  ในขณะที่สายการบินที่บินไปเชียงรุ่งเลิกบินไปนานแล้ว
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้   ก็เพราะเชียงทองมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่า
เสน่ห์นี้มาจากอะไร  ก็มาจากความดั้งเดิมที่ปรุงแต่งน้อยของหลวงพระบางนั่นเอง
แม้แต่คนไทย ชาวเชียงใหม่แท้ๆ ก็ยังชอบหลวงพระบาง   เพราะมันทำให้นึกถึงเมืองเชียงใหม่ที่สงบ สวยงามดั่งวันคืนที่ผ่านมา

ในขณะที่เชียงรุ่งถูกปรุงแต่งจนหมดสิ้นความงาม
วัดถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยแรงทุน  กลายเป็นวัดไทย  หาเอกลักษณ์ของสิบสองปันนาได้ยากเต็มทน
แถมยังชอบเอาสาวเชียงรุ่งมานุ่งเสื้อสั้นๆ  เปิดให้เห็นสะดือ   (ลองดูงานเปิดเอเชี่ยนเกมส์  รับรองว่ามีระบำเปิดสะดือของสิบสองปันนาอีก)
รวมทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวของชนกลุ่มน้อย  ที่จับเอาแค่เรื่องพิธีแต่งงาน  มาจัดให้นักท่องเที่ยว แล้วชวนดื่มเหล้า  แบบนี้เห็นแล้วมันทุเรศกำลังสองกำลังสามเลยทีเดียว
จึงทำให้หลายปีมานี้ผมแทบจะไม่กลับไปเหยียบเมืองเชียงรุ่งและสิบสองปันนาอีกเลย
บันทึกการเข้า
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 08:51:47 AM »

ผมขอตอบลุงแสยไชย..จากใจจริงของผมอย่างนี้ครับ

ผมมองไปที่อนาคตแล้วว่า..อารยะธรรมของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา (ประเทศไทย)
น่าจะถึงจุดเสื่อม..ที่ไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้แล้ว


ความคิดของผม..มองย้อนกลับไปที่..อารยะธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำโขง
ซึ่งก็คือ..อารยะธรรมหลวงพระบาง..น่าจะกลายเป็นศูนย์กลาง
ของชนเผ่าไท (Tai)..และลาว..ในอนาคต

นี่เป็นเหตุผลหลัก..ที่ผมตั้งใจฟื้นฟู..แนวความคิดเรื่อง..อารยะธรรมหลวงพระบางครับ
และนั่นเป็นที่มาของ..Lao Knowledge Based Systems Project..ครับ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 พฤศจิกายน 2010, 02:06:06 AM โดย Laos KBS » บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 09:13:00 AM »

หลวงพระบาง เป็นเมืองหนึ่งที่พวกเราเคยพูดกันว่าเป็นเมืองที่เวลาหยุดนิ่ง
แม้เวลานี้อาจวิ่งเร็วขึ้นบ้าง  แต่ก็ยังช้ากว่าที่อื่นมาก  ยิ่งเมื่อเทียบกับเมืองที่เพิ่งเปิดพร้อมๆ กันอย่างเชียงรุ่ง หรือทางตะวันออกคือเวียตนาม(ที่เปิดจนกู่ไม่กลับแล้วในขณะนี้)
ผมก็เห็นด้วยว่าเมืองที่ดูเหมือนล้าหลังที่สุด  เคลื่อนตัวช้าที่สุด  อาจเป็นเมืองที่รับมือกับมหันตภัยของโลกจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เรียกว่าภาวะโลกร้อนได้ดีที่สุด
ไม่ต้องอื่นไกล  น้ำท่วมใหญ่ที่อีสานของเราในครั้งนี้   ทำไมประเทศลาวน้ำถึงไม่ท่วม  หรือความจริงคือน้ำมากหรือน้ำท่วมเหมือนกันแต่ของเขาไม่มีบ้านจัดสรรมาขวางทางน้ำ   น้ำจึงไหลผ่านไปได้อย่างรวดเร็วไม่เกิดการท่วมขังให้เสียหาย  หรือไม่เขาก็มีป่าไม้พอที่จะซับน้ำ(แม้ใครจะกระแนะกระแหนว่าทางเหนือโค่นป่าไปปลูกยางพาราแล้วก็มาก)   
ดังนั้นแม้น้ำจะท่วมวันสองวัน  ไฟฟ้าถูกตัด  มือถือคู่สายหนาแน่นไปหมดจนโทรไม่ได้  เขาก็ไม่เดือดร้อน  เหมือนกับคนในเมืองไทย 

อีกเมืองที่ผมคิดก็คือเมืองพม่านี่แหละ
ประเทศพม่าเห็นอย่างนี้อย่างนี้   คือประชาธิปไตยก็ติดดิน  สิทธิมนุษยชนก็ย่ำแย่
แต่ในไม่ดีก็มีดี   หลายสิ่งก็ทำให้เวลาในบ้านเขาหยุดนิ่ง
หยุดนิ่งจนอาจเป็นอีกแห่งหนึ่งที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของวิกฤตโลกต่างๆ ได้ดี


บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 09:24:38 AM »


 ผมก็เห็นความตั้งใจอันแสนดีของผู้เปิดกระทู้นะครับ  

แต่ก็ยังอยากจะบอกว่า ข้อมูลบางอย่างทางประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ต้อง  " ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ "  และเครื่องมือ  หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปค้นคว้า

ข้อมูลจากการเขียนขึ้นบางประการ เป็นข้อมูลที่ปราศจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ หรือหากมี  ก็ต้องแสดงหลักฐานเพื่อให้เกิดการยอมรับ  หรือการโต้แย้ง

อย่างประเด็นที่ว่า อารยะธรรมหลวงพระบาง กำเนิดตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 นั้น อาจคลาดเคลื่อน

และคำว่า " อารยธรรม "  ตามความหมายที่แท้จริง  กับความหมายตามความรู้สึกอาจแตกต่าง

ถ้าจะสร้าง  ฟื้นฟูขนบธรรมเนียม..ฯลฯ ก็เป็นอีกเรื่อง

แต่ถ้าจะสร้างองค์ความรู้ที่แท้จริง  ก็ต้องเปิดกว้าง ศึกษา เรียนรู้ รับฟังข้อแย้ง โดยมีข้อมูลข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์รองรับ
มิฉะนั้นแล้ว  จะทำให้หลงทิศผิดทาง

ซึ่งในทางวิชาการ และผู้รักในวิชาการ คงจะต้องหยิบยกหลักฐานขึ้นบอกกล่าว ถกเกียง กระทั่งโต้แย้ง แน่นอน ส่วนจะยอมรับหรือไม่ อย่างไร  สุดแต่จะพิจารณา

บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 09:55:10 AM »

นำป่าซางมาให้ได้รำลึกถึงความหลังเก่าๆ

เพราะดูเหมือนลมหนาวจะชักนำให้คนขึ้นเหนือ

น่าเสียดายที่ป่าซางกลายเป็นเมืองที่ตกสำรวจไปแล้ว

http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2010/11/04/entry-1
บันทึกการเข้า
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 10:31:37 AM »

ความจริงแล้ว..บทความเรื่องอารยะธรรม (ตั้งใจเขียนแบบนี้)
เป็นบทเกริ่นนำ..หรือแนะนำโครงการเท่านั้นครับ

เรื่องจริงๆ..ของ Lao Knowledge Based Systems Project..คือ

1. Human Development
ซึ่งผมจะเขียนเป็นภาษาลาวครับ..กำลังหัดพิมพ์ดีด..ภาษาลาวอยู่
เป็นความรู้ของการพัฒนาคน..พัฒนาศักยภาพของมนุษย์..ที่เป็นความรู้ระดับราฐานครับ

2. ความรู้รากฐาน..เกี่ยวกับปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต
ตั้งแต่มีอะไรบ้าง..การผลิต..การแปรรูป..และเทคโนโลยี่ที่จำเป็น

3. ความรู้เรื่อง..สังคม..เศรษฐกิจ..การเมือง..ที่เป็นระดับรากฐานนะครับ

4. รวมทั้งหมดแล้ว..จะได้ความสัมพันธ์ที่เป็น..Knowledge Based Systems..ครับ

ทั้งหมด..อาจเขียนเป็นภาษาลาวเท่านั้น..และคงไม่ได้ลงที่เวบนี้
ที่เขียนเป็นภาษาไทย..คงอาจเฉพาะเรื่องเกริ่นนำเท่านั้นครับ



Lao Knowledge Based Systems Project
http://www.taiknowledgebase.org


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 พฤศจิกายน 2010, 02:05:18 AM โดย Laos KBS » บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 13:46:27 PM »

คนข้างๆ ผมเคยแปลประวัติศาสตร์ชาติลาวจากฉบับภาษาลาวไว้  หรือเป็นเรื่องเกี่ยวชนชาติต่างๆ ในลาวผมไม่แน่ใจ

แต่เนื่องจากภายหลังได้หันเหไปสนใจด้านอื่น   ต้นฉบับจึงค้างไว้ไม่ได้ปรับปรุงอะไร

วันก่อนตอนจัดบ้านได้ยินเสียงอุทานว่าหาเจอแล้ว  จะลองไปถามดูอีกทีว่าเจอจริงหรือเปล่า

ถ้ายังมีอยู่จะดูว่าพอส่งไปให้อ่านได้  ก็จะส่งให้

ไม่เป็นไรครับการศึกษา  ก็ต้องเริ่มต้นจากถูกบ้างผิดบ้าง  ได้รับคำโต้แย้งก็เอาไปเปรียบเทียบเพื่อแก้ไขความเข้าใจ   ถ้าไม่ถูกก็ชี้แจงกลับมา

แบบนี้การศึกษาก็ก้าวหน้าไปได้   ไม่ต้องกลัวผิดครับ   แลกเปลี่ยนมาเรื่อยๆ  คนติติงก็อาจแรงไปบ้าง  แต่อยู่นานๆ ไปก็ชิน   ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 16:18:10 PM »

ข่าวนี้มาพอดีกับการอภิปรายหัวข้อนี้

ASTVผู้จัดการออนไลน์-- ทางการลาวได้กำหนดวันที่ 8 พ.ย.2553 เป็นวันทำพิธีเบิกพระเนตร พระบรมราชานุสาวรีพระเจ้าอะนุวง และ พิธีประดิษฐานถูกกำหนดขึ้นใหญ่โตก่อนหน้านั้น 1 วัน มีผู้นำระดับสูงเข้าร่วมขบวนแห่งกับชาวเมืองหลวง
      
       จากนั้นเป็นต้นไป พระมหากษัตริย์ของชาวลาวจะทรงประดิษฐานอย่างเป็นนิรันดร ณ ริมฝั่งขวาแม่น้ำโขง ทรงประทับยืนหันพระพักตร์ข้ามไปยังฝั่งไทย ที่ตั้งของ "ราชอาณาจักรสยาม" ที่พระองค์ทรงต่อสู้ให้พ้นจากการเป็นประเทศราช เมื่อเกือบ 200 ปีก่อน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ
      
       การหล่อและจัดทำพระบรมราชนุสาวรีพระเจ้าอะนุ ดำเนินมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่หลายเดือนก่อน เพื่อให้ทันเปิดร่วมการเฉลิมฉลอง 450 ปีการก่อตั้งนครเวียงจันทน์ ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนนี้
      
       ตามรายงานของสื่อทางการลาวขบวนแห่พระบรมราชานุสาวรีจะเริ่มจากวัดสีสะเกด วัดเก่าแก่ที่พระเจ้าอะนุวง ทรงให้ฟื้นฟูบูรณะขึ้นมาใหม่ และกลายเป็นวัดในใจกลางความสัมพันธ์ไทย-ลาวสมัยราชอาณาจักรมาตลอด
      
       กระทรวงวัฒนธรรมและแถลงข่าวจัดการแถลงเกี่ยวกับงานพิธีนี้ในสัปดาห์ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขบวนแห่จะเริ่มเวลาประมาณ 15 นาฬิกา และไปถึงบังบริเวณสวนสาธารณะเจ้าอะนุ เวลา 17 น. ที่นั่น อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ริมถนนเจ้าอะนุ ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมล้านช้าง โรงแรมเก่าแก่คู่เมืองหลวงของลาว
      
       พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว และประธานประเทศ จะทำพิธีลั่นฆ้องชัย 9 ครั้ง มีการจุดพลุ ก่อนที่มหาชนจะร่วมกันร้องเพลงสะดุพระเจ้าอะนุ หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ-สังคมกล่าว
      
       ขบวนแห่จะนำหน้าด้วยขบวนของคณะกรรมการระดับชาติ 50 คน ตามด้วยขบวนพระสงฆ์ 120 รูป ขบวนเจ้าหน้าที่ชาย-หญิงอีก 100 คน จากนั้นเป็นขบวนศิลปะ ซึ่งประกอบด้วยขบวนฟ้อนนางแก้ว ขบวนรำแข่งเรือ ขบวนรำปีใหม่ และขบวนเซิ้งบั้งไฟ รวมทั้งหมด 1,050 คน
      
       ค่ำวันเดียวกันจะมีพิธีอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีขึ้นประดิษฐานบนแท่นสูง ตั้งตระหง่านกลางสวนสาธารณะใหญ่ โดยหันพระพักตร์ลงใต้สู่แม่น้ำโขง ในคืนวันเดียวกันจะมีการจัดแสดงมหรสพ และการละเล่นต่างๆ ตลอดทั้งคืนเพื่อฉลองสมโภช สื่อของทางการกล่าว
      
       ทางการได้กำหนดเอาเช้าวันที่ 8 พ.ย. ทำพิธีเบิกพระเนตรพระบรมราชานุสาวรีพระเจ้าอนุวง งานนี้จะมีการจัดทำบุญจำนวน 63 กอง เพื่อรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของชนชาติลาว

ดูภาพและเรื่องเพิ่มเติมได้ที่
      
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000155825
บันทึกการเข้า
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 19:46:12 PM »

ขอบคุณครับ..เรื่องหนังสือ..ไว้เมื่อไหร่ผมพร้อมแล้ว..จะติดต่อมาครับ

เพราะตอนนี้..ผมกำลังติดต่อ NGOs..ที่ประเทศลาวอยู่ครับ
ตั้งใจ..จะไปพัฒนาชนบท..ที่ประเทศลาว..เพราะเป็นดินแดนบรรพบุรุษของผม

ผมมีโครงการหลายอย่าง..ที่อยากจะทำ..เพื่อพัฒนาประเทศลาว
ผมมีประสบการณ์หลายอย่าง..ที่สามารถใช้ในประเทศลาวได้

รวมทั้งการทำเวบไซด์..ฐานความรู้ที่จำเป็น..ที่เป็นภาษาลาวด้วยครับ
ตั้งใจจะไปใช้ชีวิต..ในประเทศลาวตลอดไปเลย




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 พฤศจิกายน 2010, 19:48:03 PM โดย Laos KBS » บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2010, 23:40:32 PM »


พระแก้วมรกต  สร้างขึ้นในยุคประมาณ พุทธศตวรรษที่ 19 - 20  ในยุคเดียวกัยศิลปเชียงแสน ( ดูจากพุทธศิลป์ )  

และมิได้เป็นมรกตตามที่เรียกกัน  แต่ทำจากหยกเขียวใส...

เคยระหกระเหินไปมาหลายเมืองในเขตดินแดนล้านนา  ล้านช้าง  ก่อนจะถูกทหารพระเจ้าตากสิน แห่งกรุงธนบุรี อัญเชิญ ( ปล้น)มาไว้ที่วัดโพธาราม ( วัดพระเชตุพนฯ )  ก่อนที่จะจะย้ายมาอยู่วัดพระแก้ว หลังจากสร้างวัดพระแก้วเสร็จ

ส่วนตำนานที่เขียนกันชนิดเว่อ  สร้างเป็นพันๆปีนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีหลักฐานรองรับ

เพราะการสร้างรูปพระพุทธรูปตามแบบกรีก เพิ่งจะเผยแพร่เข้ามาทางอินเดียประมาณ พ.ศ. 500 ก่อนหน้านั้น สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ยังสร้างแต่เสา  ไม่มีการสร้างรูปเคารพ

อันนี้ชัวร์...

บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2010, 00:15:58 AM »


ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ การเรียกคนไทย-ลาว ในอดีตนั้น  ตั้งแต่โบราณมา ราชสำนักอยุธยาเรียกคนล้านนา ล้านช้าง ว่าเป็นลาวเหมือนกัน

ลาวเฉียง  คือล้านนา   ลาวกาว คือ อีสาน


สมัย ร. 5  ตอนแบ่งเป็นมณฑลแล้ว  เรียกหัวเมืองเหนือมณฑลพายัพว่าลาวเฉียง

ส่วนลาวกาวทางอีสาน ยังแบ่งออกเป็นลาวพวน ( เชียงขวาง หนองคาย สกลนคร ) และลาวโส้ง ( คือชาวผู้ไทที่อยู่ในหัวพันทั้งห้าทั้งหกและสิบสองจุไท ) ลาวโส้ง หรือผู้ไท ( ไม่ใช่ภูไท  ที่เรียกกันว่าภูไทนั้น เป็นการใช้คำผิด กลายเป็นเป็นชาวไทยบนภูไปเสียฉิบและมาเขียนกันทีหลัง)


ราชสำนักอยุธยาและกรุงเทพในอดีต เรียกคนไทย-ลาว  ว่าเป็นลาว  แต่คนกลุ่มนั้นกลับเรียกตัวเองว่าเป็นไทย เป็นไทยยูน ไตมาว ไตลื้อ ผู้ไท 

แต่ลาวที่ภูมิใจในความเป็นลาวและเรียกตัวเองว่าเป็นลาว  คือ ลาวล้านช้าง (หลวงพระบาง เวียงจันทร์ จำปาสัก ) แต่ปรากฎว่าลาวล้านช้างเองกลับไม่ยอมรับผู้ไทว่าเป็นคนลาว แต่เรียกว่า ชาวผู้ไท

ส่วนชนเผ่าไท - ไต ทางเหนือ เช่นไทยลุ่มน้ำเขิน  คือไทยเขิน ( เชียงตุง )  ไตมาวแห่งลุ่มน้ำมาว  เรียกตัวเองว่าไต ไม่เรียกลาว

ถ้าถือหลักง่ายๆอย่างที่ชอบพูดเล่นกัน ภาษาชาวบ้านทางอีสาน ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันระหว่างกลุ่มที่พูดไทย กับที่พูดภาษาลาว เช่น แถบอ.นางรอง บุรีรัมย์ แถบโคราช เพชรบูรณ์อ.วิเชียรบุรี หนองไผ่ หรือชัยภูมิ อ.จตุรัส บ้านเขว้า บ้านค่าย พวกนี้พูดไทยแบบโคราช และมักจะแบ่งเรียกกันตามหลักที่ว่า ไทยกินข้าวจ้าว  ลาวกินข้าวเหนียว  แต่เดี๋ยวนี้ข้อแบ่งเช่นนี้หมดไปแล้ว

บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2010, 07:55:24 AM »

เจ้าของกระทู้คงไปแล้ว   แต่ก็ยังขอต่ออีกหน่อย

การที่เราภูมิใจในเอกลักษณ์ของเผ่าพงศ์ของตน  และต้องการเก็บรักษาหรือเผยแพร่อารยธรรมของตนไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าอาย  แต่เป็นสิ่งที่ควรภาคภูมิใจ
ผมเห็นคนไทยและชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อย  มีที่พักแห่งที่สองอยู่ในหลวงพระบาง  ชีวิตที่เวลานี้จะถูกเร่งขึ้นบ้างจากการท่องเที่ยว  แต่ด้วยการที่เป็นประเทศปิด ประชากรน้อย ภูมิประเทศเป็นป่าเขาและคนไม่ฟุ้งเฟ้อมากนัก
ลาว จึงรอดพ้นจากการเป็นเหยื่ออันโอชะของประเทศต่างๆ ที่ต้องการขยายตลาดการค้า   และเหลือเป็นช่องว่างให้ "ความด้อยพัฒนา" ได้ดำรงอยู่ได้บ้าง 
แต่ในความด้อยพัฒนานั้นก็คือ  อากาศอันบริสุทธิ์  ป่าไม้สีเขียว  ผู้คนที่น่ารัก ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ

สิ่งที่น่าคิดอีกประการหนึ่งก็คือ  ลาวเป็นประเทศที่ผสมผสานสิ่งต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม
เวลานี้ต้องยอมรับนะครับว่าผู้ที่ปกครองประเทศลาวคือพรรคประชาชนปฏิวัติลาว   คำว่าพรรคและกองทัพยังได้ยินอยู่เสมอในทีวีลาว
แต่ลาวก็ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้อย่างหนาแน่น   ความเลื่อมใสในศาสนาก็หาได้ถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิงจากการสัมมนาที่เมืองเวียงไซแต่อย่างใดไม่   ตรงข้ามสิ่งเหล่านี้กลับหนาแน่น
ลาวพยายามคงความสามัคคีในหมู่ 3 ชนชาติหลัก  แม้เราจะได้ยินเรื่องชนชาติม้งอพยพหนีมาแถวๆ สามจังหวัดแล้วถูกส่งกลับอยู่บ้าง

ในความช้าของประเทศนั้นกลับทำให้หลายสิ่งหลายอย่างได้มีเวลาในการผสมผสานกลมกลืนกัน 
หลายคนบอกว่าไปเหยียบดินลาว  ยังได้กลิ่นอายของสังคมนิยมแท้ๆ ผสานกับวิถีดั้งเดิมของธรรมชาติ  ยิ่งกว่าจีน  และยิ่งกว่าเวียตนามที่แทบจะกลิ่นอายของสังคมนิยมไม่เจอเลยในเวลานี้

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!