บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2017, 10:27:33 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรียนปรัชญาชีวิตจากนิทาน  (อ่าน 4048 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2010, 07:54:52 AM »

ในสมัยเด็ก ๆ ถ้าเคยฟังรายการวิทยุตอนเช้าจะมีรายการเล่านิทานตอนเช้าและยังจำเพลงนี้ได้....

หนู ๆ เล็กเด็กทั้งหลาย
อย่านอนตืนสายเป็นเด็กเกียจคร้าน
ตื่นเช้าจะได้เบิกบาน
สดชื่นสำราญสมองแจ่มใส
อาบน้ำล้างหน้าสีฟัน
รีบเร่งเร็วพลัน
แต่งตัวทันใด
รับประทานอาหารเร็วไว
เสร็จแล้วจะได้รีบไปโรงเรียน

แหมยังจำได้ถึงแม้จะผ่านไปหลายสิบปี

วันนี้จะมีนิทานเก็บมาจากแหล่งต่าง ๆ มาเล่าให้ฟัง
พร้อมถอดเกล็ดเป็นเชิงปรัชญาชีวิตแนบท้าย
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2010, 08:16:16 AM »

อ้างถึง
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000135649  

เจี้ยนรู่เจียจิ้ง : ยิ่งเข้าไปยิ่งดีเลิศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
   29 กันยายน 2553 07:41 น.
        
      

《渐入佳境》
      
         
       渐(jiàn) อ่านว่า เจี้ยน แปลว่า ค่อยๆ
       入(rù) อ่านว่า รู่ แปลว่า เข้าไป
       佳(jiā) อ่านว่า เจีย แปลว่า ดีเลิศ
       境(jìng) อ่านว่า จิ้ง แปลว่า สถานที่

หนึ่งในภาพวาดอันโด่งดังของกู้ ข่ายจือ
       “กู้ ข่ายจือ” เป็นนามของศิลปินผู้โด่งดังในสมัยราชวงศ์ตงจิ้น(จื้นตะวันออก) เขาไม่เพียงมีความสามารถด้านจิตรกรรมเท่านั้น แต่ยังสามารถประพันธ์บทกวี โคลงกลอน และเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันจีนได้อย่างวิจิตรงดงาม
      
       เมื่อครั้งที่กู้ ข่ายจือ ยังหนุ่ม ได้เคยสมัครเป็นทหารของซือหม่าหวนเวิน หลายปีนั้น กู้ ข่ายจือ ติดตามหวนเวินไปรบทัพจับศึกตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทำให้ทั้งสองมีความผูกพันกันอย่างแนบแน่น
      
       ครั้งหนึ่ง กู้ ข่ายจือ ติดตามหวนเวินไปยังพื้นที่เจียงหลิงเพื่อตรวจสอบกองทัพ เมื่อล่วงเข้าวันที่สองที่อยู่เจียงหลิง มีขุนนางประจำเมืองเจียงหลิงผู้หนึ่งมาคารวะหวนเวิน ทั้งยังมอบของกำนัลซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเมืองนี้ให้กับหวนเวิน นั่นคืออ้อย หวนเวินยินดียิ่ง กล่าวว่า "อ้อยในท้องที่นี้มีชื่อเสียงมาก ทุกท่านลองชิมดู"
      
       เมื่อผู้ติดตามทั้งหลายได้ยิน ก็หยิบอ้อยขึ้นมารับประทานกันพลางกล่าวชื่นชมว่า "ไม่แปลกใจที่มีชื่อเสียง เพราะอ้อยนี้ช่างหวานจับใจจริงๆ"
      
       ในตอนนั้น มีเพียง กู้ ข่ายจือ ผู้เดียวที่ยังคงดื่มด่ำกับการชมทิวทัศน์นอกหน้าต่าง จนเพลิดเพลินเคลิบเคลิ้ม ไม่สนใจชิมอ้อย หวนเวินจึงได้เลือกอ้อยต้นหนึ่งยื่นให้เขาลิ้มลอง กู้ ข่ายจือ ไม่ทันมอง กลับส่งด้านปลายอ้อยเข้าปากเคี้ยวกัดคำหนึ่ง แทนที่จะเป็นด้านโคนที่หวานกว่า
      
       หวนเวินเห็นดังนั้น จึงกลั้นยิ้มพลางเอ่ยถามว่า "อร่อยหรือไม่?"
      
       ผู้คนรอบข้างต่างก็พากันหัวเราะพลางเอ่ยถามว่า "อ้อยที่พวกเรารับประทานช่างหวานล้ำนัก ไม่ทราบอ้อยที่ท่านกู้ รับประทานหวานหรือไม่?"
      
       ตอนนี้กู้ ข่ายจือจึงค่อยรู้สึกตัว มองอ้อยที่อยู่ในมือ จึงได้ทราบว่าเหตุใดคนรอบข้างจึงพากันหัวเราะเยาะเขา จากนั้นจึงกล่าวแก้หน้าว่า "พวกท่านหัวเราะอันใด เป็นพวกท่านที่ไม่รู้จักวิธีการรับประทานอ้อยที่ถูกต้อง แม้กระทั่งการรับประทานอ้อยก็ต้องพิถีพิถัน"
      
       เมื่อคนอื่นๆ เห็นว่ากู้ ข่ายจือกล่าวด้วยความขึงขัง จึงเอ่ยถามพลางหัวเราะพลางว่า "รับประทานอ้อย ยังมีลวดลายอันใด ท่านลองพูดว่าดูว่าเหตุใดจึงกัดกินปลายอ้อยแทนที่จะเป็นโคนอ้อย?"
      
       ยามนั้น กู้ข่ายจือ จึงกล่าวตอบว่า "หาก ตอนเริ่มต้น พวกท่านเลือกกัดด้านที่หวานที่สุดไปแล้ว ยิ่งกัดไปก็ยิ่งหวานน้อยลงๆ จนไร้รสชาติ ส่วนข้าเริ่มต้นกัดจากส่วนปลายที่ไม่หวาน เมื่อยิ่งกัดกินไปเรื่อยๆ ย่อมพบความหวานมากขึ้นๆ วิธีการเช่นนี้เรียกว่า "ยิ่งเข้าไปยิ่งดีเลิศ"
      
       ปัจจุบัน สำนวน "เจี้ยนรู่เจียจิ้ง" หรือ "ยิ่งเข้าไปยิ่งดีเลิศ" มักใช้เปรียบเทียบถึงสถานการณ์ที่ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ หรือเปรียบเทียบถึงความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่นานไป ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ  

เปรียบเหมือนดั่งการเมืองที่เป็นนวนิยายหลายตอนจบ  การเมืองเรื่องอำนาจจากสมบูรณาญาสิทธิราชสู่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันกษตริย์เป็นประมุขโดยมีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากฉบับแรกจนมาถึงปัจจุบันที่มีพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่เพิ่มมากขึ้นและในส่วนของภาคประชาชนก็มีอำนาจทางการเมืองที่มากขึ้นและในส่วนนี้จะทำอย่างไรให้มันเป็นรูปธรรมและเป็นอำนาจที่แท้จริงเช่นการเสนอร่างกฏหมายโดยภาคประชาชนแต่ต้องไปตกม้าตายและถูกแช่แข็งโดยนักการเมืองอยู่เป็นประจำ  และนี่คือเหตุผลว่าเศรษฐกิจของเราจึงไปไม่ถึงไหน  เพราะประชาธิปไตยที่แท้จรงทั้งทางด้านการเมือง  สังคมเศรษฐกิจยังไม่เกิดขึ้นจริง  กรรมกรยังถูกกดค่าแรงอยู่เหมือนเดิม  เป็นระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดหากชนชั้ยผู้ใช้แรงงานมีความเป็นเอกภาพมากกว่านี้ปัญหาของพวกท่านก็คงไม่ถูกแช่แข็งจากนักการเมืองและกลุ่มทุนในแผ่นดินนี้  ยังไม่รวมถึงภาคเกษตรที่ทำอย่างไรก็ยังขาดทุนจากราคาขายพืชผลที่วิ่งไม่ทันราคาปุ๋ยเคมีที่วิ่งขึ้นทุกวัน  ถึงเวลาที่ชาวนาจะสังเคราะห์ปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นองค์รวมและส่งเสียงร้องของลำดับของปัญหาต่าง ๆ ก่อนหลังถึงภาครัฐอย่างเร่งด่วน  ทั้งในเรื่องราคาพืชผลที่ต้องมีระบบประกันราคาที่น่าเชื่อถือ  ราคาปุ๋ยที่สมเหตุสมผล  ระบบชลประทานที่เป็นโครงตาข่ายเข้าสู่พื้นที่ไร่นาโดยเฉพาะในภาคอีสานเพื่อให้การทำนาปรังครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคอีสาน  และสุดท้ายคือการรวมตัวกันเองของชาวนาในรูปสหกรณ์การเกษตรที่ช่วยเหลือกันอย่างแท้จริงในเรื่องแรงงานและองค์ความรู้ทางการเกษตรด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตจากการจ้างแรงงานในการปักดำและเก็บเกี่ยว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤศจิกายน 2010, 23:50:29 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!