บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2017, 10:43:00 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กรณีทับหลังปราสาทศีขรภูมิ....อธิบดีกรมศิลปากร ต้องพิจารณาตนเองด่วน...!  (อ่าน 9614 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 17 กันยายน 2006, 05:12:23 AM »

ที่ปราสาทตาพรหม..Angkor      ..นักอนุรักษ์ ไม่กล้าตัดตนไม้ต้นนี้


กรณีทับหลังปราสาทศีขรภูมิ....อธิบดีกรมศิลปากร  ต้องพิจารณาตนเองด่วน...!


.............................................................................................................................................
(จะทะยอยนำบทความสนับสนุนการพาดหัวข่าวข้างบน...จนกว่าอธิบดีจะพิจารณาตนเอง)


(1)

ความสำคัญของปราสาทศีขรภูมิ

คนรักษ์ปราสาท..เขียน  เมื่อ: ตุลาคม 29, 2004, 08:19:22 am  

--------------------------------------------------------------------------------

ถึงแม้ปราสาทศีขรภูมิจะไม่ใหญ่อลังการ
 แต่ความสมบูรณ์และความสวยงามยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ตราบเท่าวันนี้


หากถามคนสูงอายุในศีขรภูมิ เราจะทราบว่า ย้อนหลังไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว ก่อนที่กรมศิลปากรจะมากั้นรั้ว ทำตัวเป็นเจ้าของ งานฉลองปราสาทศีขรภูมินั้นยิ่งใหญ่กว่างานช้างสุรินทร์มากมายนัก จัดกัน ๗ วัน ๗ คืน ประเภทที่ว่าสามล้อทั้งหลายในเมืองสุรินทร์ต้องมาปักหลักอยู่ที่ศีขรภูมิกันเลยในช่วงนั้น

ไม่เพียงแต่งานเฉลิมที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น พิธีการที่สืบเนื่องกับพระพุทธศาสนาก็ต้องมาจัดกันที่ปราสาทศีขรภูมิ ผมยังโชคดีที่มีโอกาสได้เห็นการเฉลิมฉลองในช่วงปลายๆ บ้าง

เมื่อกรมศิลปากรมากั้นรั้วเป็นเจ้าของ ในแง่ดีคือรักษาความปลอดภัยไม่ให้โบราณวัตถุถูกลักลอบออกไปมากกว่านี้ แต่อีกในแง่หนึ่งคือ ก็เอาจิตวิญญาณของคนศีขรภูมิที่เป็นชุมชนดั้งเดิมและผูกพันกับปราสาทมาช้านานไปด้วย

ไม่เพียงแต่กระชากจิตวิญญาณของคนศีขรภูมิไปจากปราสาทเท่านั้น ยังทำลายต้นโพธิ์อายุกว่า ๓๐๐ ปีที่อยู่ด้านหน้าไปด้วย

คุณปราโมทย์  ทัศนาสุวรรณ ได้เขียนไว้ในหนังสือ Hotel & Culture ปี ๒๕๓๕ ว่า

"ต้นโพธิ์อายุเป็นร้อยปีต้องตายเพราะถูกฆ่า ฆ่าโดยฝีมือของกรมศิลปากร เสียใจที่ต้องเขียนอย่างนี้ เพราะผมต้องโทษกรมศิลป์ คนของกรมศิลป์มีหน้าที่ดูแลการบูรณะปราสาท ปล่อยให้คนทำอย่างนี้ได้อย่างไร

เจ็บลึกๆ อยู่ในใจจริงๆ ที่ได้เห็นต้นไม้ถูกฆ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นต้นโพธิ์ ต้นไม้สำคัญของพุทธศาสนา จะมีใครมีหัวใจคิดอย่างผมบ้างไหมหนอ"

ท่านเขียนไว้และตั้งคำถามทิ้งท้าย อย่างน้อยผมก็อีกคนหนึ่งครับที่เจ็บลึกๆ อยู่ในใจ และไม่เพียงแต่ฆ่าต้นไม้เท่านั้น ยังเอาของสำคัญของปราสาทศีขรภูมิไปครอบครอง


โคนต้นโพธิ์ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ต้นนี้  เป็นที่บรรเลงเพลงพื้นบ้านให้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพและคณะ
ได้ทรงชม เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2472  ต่อมา ก็ได้เข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 7 ที่เมืองบางกอก เพื่อบรรเลงเพลงพื้นบ้าน
ให้พระองค์ท่านทรงสดับพร้อมข้ารับใช้   หลังจากนั้นนักดนตรีคณะนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีรัชชูปการ ปีละ 4 บาท
นับเป็นเกียรติภูมิของชาวเมืองปราสาทหินโบราณแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง...คนในกรมศิลปากร..ต้องอ่านเรื่องนี้ทุกคน.


หากจะอ้างว่าถ้านำทับหลังกลับคืนมาแล้ว อาจจะมีการลักขโมยหรือทำให้เสียหายต่อทับหลังได้ เพราะกำลังเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ ดูจะมีน้ำหนักน้อยเกินไป

อย่างไรก็ดีต้องขอบคุณพี่โอภาส  เทียมสุข เจ้าหน้าที่ที่ดูแลและจำหน่ายตั๋ว ได้นำเบี้ยของต้นโพธิ์ที่อยู่บริเวณนั้นมาปลูกเสริม ต้นที่เห็นอยู่นั้นก็มีอายุเกือบ ๑๐ ปีแล้ว

ผมถึงได้เขียนแผนภูมิให้ดูว่า ก่อนจะนำทับหลังมานั้น กรมศิลป์และหน่วยงานท้องถิ่นต้องปรึกษาหารือกันก่อนว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร

ที่สำคัญคือคนศีขรภูมิเองก็ต้องแสดงให้เห็นด้วยว่าเราต้องการจริงๆ และพร้อมที่จะช่วยกันดูแลเป็นหูเป็นตาให้กับกรมศิลปากร ถ้าไม่พร้อม ก็เห็นสมควรเก็บไว้ที่เดิมก่อน

ผมเห็นใจเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานหนัก ทั้งดูแลทำความสะอาด ตัดหญ้าให้เรียบร้อย และต้องมาจำหน่ายตั๋วอีกต่างหาก

นี่เองที่คนในท้องถิ่นจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันดูและ ไม่ผลักภาระให้กรมศิลป์แต่เพียงฝ่ายเดียว

ผมก็ต้องขอชมเจ้าหน้าที่ที่ดูแลปราสาทศีขรภูมิเป็นอย่างดี จนได้รับการชมเชยว่าเป็นโบราณสถานที่มีทัศนียภาพภายในสวยงามสะอาดตา และเป็นแบบอย่างของโบราณสถานอื่นๆ อีก

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๖ กล่าวไว้ว่า
"บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ"

นี่เอง ที่ชุมชนและกรมศิลปากรต้องหันมาร่วมกันเพื่อบูรณะปราสาทศีขรภูมิ และนำทับหลังกลับมาคืนโดยเร็วที่สุด ข้อที่ว่าอาจจะมีการลักขโมยอีกนั้น เดี๋ยวนี้ มีรั้วรอบขอบชิด และนำหนักของทับหลังก็ใช่ว่าจะยกกันง่ายๆ

ที่หายไปในครั้งนั้น เพราะสามารถนำรถเข้ามาจอดเทียบและยกใส่รถไปเลย

วันนั้น คนศีขรภูมิมีความพร้อมในระดับหนึ่งที่จะช่วยดูแลรักษาปราสาทศีขรภูมิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การเรียกร้องของเราก็ทำภายใต้กรอบของกฎหมาย

คงจะเป็นเรื่องน่ายินดี หากเราได้เห็นทับหลังที่เหลืออยู่นำมาประดิษฐาน ณ ที่เดิม และจะได้เห็นความยิ่งใหญ่และความสามารถของบรรพชนในอดีต

หรือว่ากรมศิลปากร ไม่อยากเห็นเช่นนั้น จะให้ทับหลังที่คนศีขรภูมิภูมิใจ เป็นเพียง
แท่งหินสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ในอาคาร ให้คนไปชม โดยปราศจากสุนทรียภาพในการชม กระนั้นหรือ

ขอยืมบทเพลงของวงคาราบาวมากระตุ้นเตือนสักท่อนนะครับ

"แท่งเหลี่ยมทับหลัง คือความหวังของคนศีขรภูมิ
ไปอยู่กรมศิลปากร..........

เอ้า...เฮ...ตี..กลอง..ๆๆๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 กันยายน 2006, 06:22:35 AM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 กันยายน 2006, 05:20:20 AM »

(2)

......................................................

ขอบคุณ มิสเตอร์ แวนส์ เรย์ ซิลเดรส

นักศึกษาปริญญาเอกที่ศึกษาศิลปะตะวันออกสมัยโบราณ

แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนลส สหรัฐอเมริกา พ.ศ.2514

ได้เดินทางมาสำรวจศาสนสถาน
ของเขมรโบราณในประเทศไทยและกัมพูชาหลายแห่ง
เพื่อทำวิทยานิพนธ์ 

เมื่อเขาได้มาเห็นปราสาทหินบ้านพลวง  อ.ปราสาท  จ.สุรินทร์

ก็บังเกิดความสนใจอย่างใหญ่หลวงที่จะบูรณะขึ้นมาใหม่


มิสเตอร์ซิลเดรส  จึงได้เดินทางไปขอทุนจากมูลนิธิวิจัยโซเดย์ แห่งสหรัฐอเมริกา

มาเป็นงบประมาณในการบูรณะปราสาทบ้านพลวงเป็นเงิน 6 แสนบาท(พ.ศ.2514)

แล้วทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากร
ทำการบูรณะจนแล้วเสร็จสมบูรณ์

ให้อนุชนรุ่นหลัง ได้เห็นเช่นปัจจุบัน...

นี่คือการสั่งสอนวิธีการทำงานให้คนในกรม ศิลปากร...
โดยนักท่องเที่ยวที่รักปราสาท.....ด้วยกระบองหินที่นายทวารบาลถือเป็นประจำ

คัดจากนิตยสาร TV  Parade        พิมพ์ที่นคร  Los Angeles  สหรัฐอเมริกา
ปีที่  22  ฉบับที่  1143          ประจำวันศุกร์ที่ 28  กรกฎาคม  พ.ศ .2543





ปราสาทบ้านพลวงนี้ ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านบ้านพลวง ( ตำบลกังแอน )
ตัวปราสาทตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยม
แต่เดิมชำรุดทรุดโทรมไปตามอายุกาล
แต่ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในระหว่างปี พ.ศ2515-2516

กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ.2514 มีนักศึกษาปริญญาเอก
แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ชื่อ มร. แวนส์ เรย์ ซิลเดรส
ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับศิลปะตะวันออกสมัยโบราณ
ได้เดินทางมาสำรวจศาสนสถานของขอม
ในประเทศไทยและเขมร หลายแห่ง
เพื่อทำวิทยานิพนธ์

เมื่อเขาได้มาเห็นปราสาทหินบ้านพลวง
ก็บังเกิดความสนใจอย่างใหญ่หลวง
ที่จะบูรณะปราสาทหินแห่งนี้ขึ้นมาใหม่

มิสเตอร์ซิลเดรส  จึงได้เดินทางไปขอทุน
จากมูลนิธิวิจัยโซเดย์ แห่งสหรัฐอเมริกา
มาเป็นงบประมาณในการบูรณะ 
ในวงเงินงบประมาณ 6 แสนบาท

แล้วทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากร
ทำการบูรณะจนแล้วเสร็จสมบูรณ์
ให้อนุชนรุ่นหลัง ได้เห็นเช่นปัจจุบัน

ปราสาทบ้านพลวง  แม้จะเป็นปราสาทหินขนาดเล็ก
แต่ก็มีความงดงามเป็นยิ่งนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ภาพสลักบนแผ่นหินหน้าบันและทับหลังของปราสาท

ที่หน้าบันสลักเป็นภาพพระกฤษณะยืนอยู่บนเกียรติมุข
มือซ้ายเท้าสะเอว  มือขวาแบกเขาวรรธนะ
ภาพประกอบสลักเป็นรูปนาคราช 5 เศียร ข้างละ 1 ตัว

ส่วนทับหลังปราสาทนั้น
สลักเป็นภาพเทวดาทรงช้าง
ยืนอยู่เหนือเกียรติมุข
ริมขอบด้านบน  สลักเป็นรูปโยคี
นั่งเรียงกันจำนวน 6 องค์
อยู่บนทับหลังปราสาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 กันยายน 2006, 06:00:57 AM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 17 กันยายน 2006, 05:41:49 AM »

 คัดจากวารสารจอมสุรินทร์  ปีที่ 3  ฉบับที่ 15   (ธันวา 46 -มกรา 47)




บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 กันยายน 2006, 05:18:05 AM »


คณะผู้ตามเสด็จ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ 

28 มกราคม พ.ศ.2472  ณ เมืองปราสาทหินโบราณ ศีขรภูมิ.



จากซ้ายไปขวา..

๑. พระยาเพชรดา(สะอาด ณ ป้อมเพชร)สมุหเทศาภิบาล มณฑลนครราชสีมา
 ๒. นายบุญ โชติจิตต์ 
๓. นายกรูเต  ช่างถ่ายรูป 
๔. พระยาอนุศาสตร์จิตรกร (จันทร จิตรกร) 
๕. พระยาพจนปรีชา(ม.ร.ว.สำเริง อิศรศักดิ์) 
๖. ขุนเทพบรรณาทร  ๗. หม่อมเจ้าพัฒนายุ ดิศกุล  ๘. สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ 
๙. หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล 
๑๐. พระยาประเสริฐศุภกิจ(เพิ่ม ไกรฤกษ์) 
๑๑. หม่อมเจ้าพิไลเลขา ดิศกุล
 ๑๒. หม่อมเจ้าธัญญลักษณ์ สุขสวัสดิ์ 
๑๓. เจ้าพระยามหิธร(ลออ  ไกรฤกษ์)


ลูกเสือสำรองสำริด    รับเสด็จกรมพระยาดำรงฯ   
 
  “สัมฤทธิ์ สหุนาฬุ”



ข้าพระพุทธเจ้า ชื่อ
 ลูกเสือสำรอง  สำริด  สหุนาฬุ   พระพุทธเจ้าข้า..


ฉันเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดบ้านระแงง ในปี พ.ศ.๒๔๗๑
 เทอมแรกได้สัก ๑ เดือน  ก็ถูกไล่ไปอยู่ชั้น ป.๑ ก.   
พอปี พ.ศ.๒๔๗๒  ได้ขึ้น ป.๒  ก็ได้เป็นลูกเสือ
 ฝึกหัดเข้าแถว  ฝึกหัดแบกไม้พลอง  เพื่อจะไปตั้งแถวรับเสด็จ
ฝึกกันทุกวันตอนเย็นๆ  นับเป็นเดือนๆ
 จนรู้ระเบียบแถวคล่อง  ทำได้เป็นระเบียบพอใช้
เพื่อไปตั้งแถวรับเสด็จ ที่สถานีรถไฟบ้านระแงง
โดยจะมีเสด็จ  เสด็จฯมาดูปราสาทบ้านปราสาท

เสด็จ องค์ไหน   ฉันไม่เข้าใจ
 เข้าใจแต่ว่า “เสด็จ” เท่านั้น  (คือกรมพระยาดำรงราชานุภาพ)
ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
 เสด็จกำลังศึกษาโบราณคดีทั่วราชอาณาจักร

ฉันไม่ประสีประสาอะไร
 ครูเขาให้ท่องจำคำกราบทูล(พูดกับเสด็จ) เวลาทรงถามว่า
“ข้าพระพุทธเจ้า ชื่อ ลูกเสือสำรอง  สำริด  สหุนาฬุ   พระพุทธเจ้าข้า..”
ท่องจนจำได้คล่อง  แล้วให้ท่องอีกคำหนึ่งว่า..
“เกล้ากระผมชื่อลูกเสือสำรอง สำริด สหุนาฬุ  ขอรับกระผม”  จนจำได้คล่อง
  แนะนำว่า ถ้าเสด็จถาม ให้ตอบว่า  “ข้าพระพุทธเจ้า..ฯลฯ...”
ถ้าเจ้านายข้าราชการถาม ให้ตอบว่า  “...เกล้ากระผม...ฯลฯ...ขอรับกระผม..”
แต่เราเองไม่เคยรู้เลยว่า คนไหนคือเสด็จ คนไหนไม่ใช่เสด็จ

ครั้นถึงวันรับเสด็จจริงๆ
 พวกเราก็ไปรวมกันที่โรงเรียนวัดบ้านระแงง
 เข้าแถวรวมกันแบ่งเป็นหมวดหมู่  มีครูผู้ชายแต่งตัวลูกเสือเรียบร้อย
 สวมรองเท้าถุงเท้าด้วย โก้ๆดี  เป็นผู้บังคับหมู่ๆละ  ๘ คน
 นอกนั้นเป็นพวกลูกเสือจากโรงเรียนต่างๆหลายโรงมารวมกัน
 ทั้งหมดก็ราวๆสัก ๓๐-๓๕ คนนี้แหละ
  มีลูกชาวบ้านตาดำๆกันหลายคน 
มีพวกลูกจีนหน้าตาขาวๆก็หลายคนนับสิบ  รวมทั้งลูกเจ้านายข้าราชการด้วย 

สมัยนั้นเป็นสมัยราชาธิปไตย  พระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือกฎหมาย
 ข้าราชการมีอำนาจมาก เป็นพวกเจ้านาย 
พวกชาวบ้านจึงกลัวกันหนักหนา

เรานั้นลูกชาวบ้านตัวเล็กกว่าเพื่อน 
มีพวกที่เล็กที่สุดเท่าๆกันกับเราอยู่สัก ๓ คน ๔ คนเท่านั้น
นอกนั้นเป็นรุ่นใหญ่ๆแก่กว่าเราคนละ ๒ ปี ๓ ปีทั้งนั้น 
 พวกลูกเจ้านาย พวกลูกเจ๊กลูกจีน เขาแต่งลูกเสือกันเรียบร้อยดี
 เสื้อ  กางเกง  หมวก  ผ้าพันคอ  เขาพอเหมาะกับตัว จึงดูเรียบร้อย
ส่วนฉันนั้น กางเกงดำขาสั้น
 ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย  นุ่งแล้วพอดูได้
 ส่วนเสื้อสีกากีเหลืองๆสมัยนั้นเขาใช้แขนยาว
 ตัวมันใหญ่หลวม  แขนมันยาวกว่าตัว
 เวลาสวมจึงต้องร่นแขนเข้า ยัดตัวเข้าในกางเกง
 ผูกผ้าพันคอ  หมวกก็หลวมขนาดโตกว่าหัว

 เมื่อแต่งแล้ว จึงดูน่าขบขัน
 คล้ายๆตัวจำอวด  ตัวตลก น่าทุเรศ รุ่มร่าม
 แต่คนทั่วไปเห็นขำดี  ลูกเสือตัวน้อยๆกว่าเพื่อนๆ
 จึงดูแล้วน่าเอ็นดู หลายคนชอบ

บังเอิญ พวกเจ้านายที่ตามเสด็จ
มากับรถไฟจำนวนมากนั้น  ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร..
เจ้านายคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่งบางๆไม่อ้วน  ผอมๆสูงมากๆ
 นุ่งผ้าม่วง สวมถุงเท้าสีขาว 
ใส่เสื้อนอกคอปิดกระดุมทอง ๗ เม็ด  ไม่สวมหมวก 
ลงจากรถไฟ  ขณะลูกเสือยืนวันทยาวุธอยู่ ต่างยืนตรง
 แตรเดี่ยวเป่าเพลงมหาฤกษ์มหาชัย
 ใครๆลงจากรถไฟกัน มากหน้าหลายตา 
ทั้งตู้หน้า  ตู้กลาง  ตู้หลัง   
ไม่รู้คนไหนเป็นเสด็จ  คนไหนไม่ใช่เสด็จ
แม้ว่าครูเคยเอารูปถ่ายให้ดูแล้วก็ตาม
 แต่รูปถ่ายกับตัวคนนั้น แต่งตัวไม่เหมือนกกัน

คนที่ลงมา ไม่มีใครติดเหรียญตราที่หน้าอกอย่างในรูปเลย 
ใส่แต่เสื้อนอกและมีฝรั่งมาด้วยหลายคน
ฉันมัวแต่ตะลึงดูฝรั่ง 
ไม่รู้ว่าใครเป็นเสด็จ
 เห็นคนๆหนึ่งผิวค่อนข้างคล้ำ
ใส่กางเกงรัสเซียขาพอง ใส่รองเท้าท็อปบูท
 สวมเสื้อนอกคอแบะสีกากีหนาๆเหมือนสักหลาด สวมหมวกด้วย
  ริมฝีปากมีหนวดไม่หนานัก 
รูปร่างปานกลางไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ไม่อ้วน
 ลงเดินไปที่รถยนต์หล้งสถานีรถไฟ
 เห็นนายอำเภอ นายตำรวจ วิ่งตามกันขวักไขว่
  เห็นฝรั่งเดินขนาบข้าง 
ฉันเองไม่รู้จักว่า
ใครเป็นเสด็จกันแน่  สับสนไปหมด

คนผอมสูงนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อนอก
วัยราว ๔๕ – ๕๐ ปี  ไม่สวมหมวก
 สวมถุงเท้าขาว รองเท้าดำ งามสง่า 
ตรงมาหาฉันที่เป็นลูกเสือน้อย
 เอามือจับอกเสื้อฉัน  เขย่าๆ 
ฉันตกใจแทบสิ้นสติ ตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกนก

ท่านว่า  ชื่ออะไร  อยู่โรงเรียนไหน 
ด้วยสำเนียงทุ้มๆแผ่วๆ   
ฉันตัวสั่น อ้อมๆแอ้มๆ 
ไม่รู้พูดอย่างไร   ไม่รู้ท่านเสด็จหรือเปล่า
  ไอ้ที่ครูบอกให้ท่องไว้ ลืมหมด
  ตอบไม่ถูก  ทั้งประหม่า  ทั้งกลัว 
พูดไทยไม่ค่อยเป็น  ไม่ค่อยชัดด้วย  เคยพูดแต่เขมร
ฉันจึงหลุดปากอ้อมๆแอ้มๆไปว่า
 “ข้าพระพุทธเจ้า ชื่อ ลูกเสือสำรอง  สำริด  สหุนาฬุ   ครับกระผม”
คำต้นๆนั้น อยู่ในลำคอ สั่นงกๆด้วย.
 ที่ดังหลุดออกมาก็ตรงคำว่า  “สำรองสำริด” เท่านั้น
และตอนท้าย “ครับกระผม” เท่านั้น
 นอกนั้นฟังไม่ได้ศัพท์

.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 กันยายน 2006, 16:04:22 PM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 29 กันยายน 2006, 15:57:13 PM »


......................................................
 ฉันคนเดียวแท้ๆ ในอำเภอศีขรภูมินี้ ..
 ที่เจ้าคุณเทศาฯ พูดด้วย และไต่ถาม..
.........................................................



ท่านเจ้านายฟังไม่ชัด 
จึงก้มหูลงต่ำเสมอปากฉัน   มือก็จับอกเสื้อเขย่า   
 ฉันแทบหัวใจหยุดเต้น
ท่านย้ำว่า    ชื่ออะไรน่ะ..?
ฉันย้ำว่า..ลูกเสือสำรอง..สำริด
นอกนั้น ท่านฟังไม่ได้ความ 
ท่านรู้ความ...จึงปล่อยมือ
แล้วเดินตามขบวนเจ้านาย ตามเสด็จไป..

ฉันฟังครูบอกแถว... ซ้ายหัน หน้าเดิน...เพื่อแปรขบวนเดินแถวตามเสด็จ
ไม่ได้ยิน..หูอื้อไปหมด..ก้าวเท้าไม่ออก แทบล้มทั้งยืน  ตกใจกลัวมาก
เพราะ คนทั้งฝูง ไม่พูดไม่ถาม  ดันเจาะจงมาถามฉันคนเดียว
ฉันนี้ ช่างมีบาปมีกรรมกว่าใครๆ (ฉันคิด)
โดยไม่นึกว่า ตัวเองนั้นเป็นลูกเสือเล็กๆ ที่แต่งตัวรุ่มร่ามที่สุด
น่าขบขันที่สุด  และน่าเอ็นดูด้วย
แต่ฉันก็สนองเจตนาดีของเจ้านายนั้นไม่ได้
เพราะฉันไม่สันทัดภาษาไทย

ฉันมารู้ภายหลังว่า ท่านที่ลงจากรถ
มาจับอกเสื้อฉัน และถามฉัน  พูดกับฉันนั้น
ไม่ใช้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ
ท่านผู้นั้นคือ เจ้าคุณเทศาฯ พระยาเพชรดา
สมุหเทศาภิบาลนครราชสีมา

อะโห..!    ฉันคนเดียวแท้ๆ ในอำเภอศีขรภูมินี้
ที่เจ้าคุณเทศาพูดด้วย และไต่ถาม
 (อะไรจะปานนั้น)



การเสด็จมาปราสาทศีขรภูมิ ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพคราวนั้น
ทำให้ราชสำนักของพระเจ้ากรุงสยาม
รู้จัก   กันตรืม  ของชาวสุรินทร์
ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเพราะทางอำเภอศีขรภูมิ
จัดให้มีดนตรีพื้นเมืองประโคมต้อนรับเสด็จ
อยู่ที่มุมหนึ่งของปะรำพิธีต้อนรับเสด็จหน้าปราสาท
เรียกว่า..”ประโคมเพลงเจะกันตรึม”
ซึ่งประกอบด้วย
โทน  2  ใบ
ซออู้  1  คัน
ปี่ อ้อ  1  เลา
คนเป่าใบไม้(สดๆ)  1 คน
คนขับลำนำ   1  คน
เป็นผู้ชายผู้มีอายุล้วนๆ


ผู้เล่นประโคมเจะกันตรึม ในครั้งนั้นมี
1 นายยูง
2 นายคิด
3 นายเจ็บ
4 นายเกียง
และอีก 2-3 คน จำไม่ได้

ที่เป็นสิ่งประหลาดที่สมเด็จฯไม่เคยพบเห็นมาก่อนนั้น  คือ
“การเป่าใบไม้” ที่ปลิดจากต้นมาเป่าเป็นเพลง
มีทำนองเป็นเพลงเข้ากับจังหวะดนตรี
และโอดครวญตามทำนองขานขับลำนำ
ได้อย่างเหมาะเจาะและไพเราะโหยหวน
ทรงสนพระทัยมาก
ทรงให้...เป่าเดี่ยวเพลง...
 ให้สดับเป็นที่น่าอัศจรรย์

สมเด็จฯจึงตรัสให้พระยาสุริยราชวราภัย
ข้าหลวงประจำจังหวัดสุรินทร์
จัดส่งคณะเจะกันตรึม
ของชาวศีขรภูมิ ลงไปกรุงเทพ
เพื่อแสดงต่อหน้าพระที่นั่ง
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
และพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารฝ่ายหน้าฝ่ายใน
ได้ทัศนากันเป็นที่สบพระราชหฤทัย
ทรงชมเชยในลีลา   “เขมรเป่าใบไม้”



โปรดเกล้าให้..”ยกส่วย”.. แก่บุคคลทั้ง ๕-๖ คน
ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียเงินรัชชูปการปีละ ๔ บาท
เหมือนชายฉกรรจ์ทั่วราชอาณาจักร
ซึ่งสมัยนั้น ทุกคนต้องเสียรัชชูปการ..”เสียส่วย”
คนละ ๔ บาทต่อปี ตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี จนถึงอายุ ๖๐ ปี ทุกคน

นับว่าชาวศีขรภูมิ ได้รับเกียรติจากพระมหากรุณาธิคุณ
ในหลวงมรงยกส่วยให้แก่คณะเจะกันตรึม
เป็นกรณีพิเศษตลอดชีพ
เป็นเกียรติแก่ชาวศีขรภูมิอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“กันตรึม”  เริ่มมีชื่อโดดเด่นตั้งแต่ครั้งกระนั้นเป็นต้นมา(พ.ศ.๒๔๗๒)
ครั้งนั้นหลวงจรุงจิตรประชา(แดง เศรษฐทัต) เป็นนายอำเภอ
นายรอด ตรีเวสน์รัตน์  เป็นปลัดขวา
นายทองพูน สุนทรารักษ์  เป็นปลัดซ้าย
นายบัวสอน สลับแสง  เป็นกรรมการอำเภอ
สิบตำรวจเอกหมื่นเสาะแสวงพาล  เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจภูธร(ตั้งอยู่ที่บ้านอนันต์)

-------------------------------------------------------------------------
ที่มา..จากหนังสือรวมผลงานชุดที่ ๒ สายเลือด-สายสกุล และอัตชีวประวัติ
ของกวีชนบท ปราชญ์ชาวบ้าน คนดีศีขรภูมิ  อาจารสัมฤทธิ์  สหุนาฬุ
รวบรวมโดย ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สหุนาฬุ  พ.ศ 2545  หน้า  129-131.
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2006, 20:30:04 PM »


 
 ไม่สมควรให้นั่งเก้าอี้ เพราะอธิบดีไม่รู้ที่ต่ำที่สูง...?.

โปรดคลิก...

http://www.sikhoraphum.net/prasat/index.php?board=1;action=display;threadid=267;start=0
 
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2006, 14:33:25 PM »


http://www.thaioctober.com/images/bty_s.jpg

บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน 2009, 16:04:14 PM »

บัวยอดปรางค์....ทรงตุ่มน้ำ ...ของปราสาทศีขรภูมิ....  ควรตั้งอยู่  ณ.. ที่ใด..?





28 มกราคม 2472 มร.กรูเต ช่างภาพชาวฝรั่งเศส ถ่ายไว้.เมื่อครั้ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เสด็จปราสาทศีขรภูมิ  บัวยอดปรางค์ทรงตุ่มน้ำยังอยู่ในที่ที่อันควรอยู่คือบนฐานปราสาท




เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓  เนื่องในสัปดาห์สากลแห่งการเขียนจดหมาย ได้มีการออกแสตมป์
ชุดปราสาทโบราณ มีใครเก็บสะสมแสตมป์ชุดนี้ไว้บ้าง..?  ซึ่งประกอบด้วย

๑.ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ราคา ๗๕ สตางค์
๒.ปราสาทปรางกู่ จังหวัดชัยภูมิ ราคา ๒ บาท
๓.ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ราคา ๒.๗๕ บาท
๔.ปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ราคา ๕ บาท(ในแสตมป์เขียนศรีขรภูมิ)
    เห็นภาพบัวยอดปรางค์ทรงตุ่มน้ำ อยู่ในที่ที่อันควรอยู่ คือบนฐานปราสาท

 
ทั้ง ๒ ภาพข้างบนนั้นเห็น บัวยอดปรางค์ทรงตุ่มน้ำ อยู่ในที่อันควรอยู่และเหมาะสม
ดูแล้ว ศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพศรัทธา มากกว่าการ เป็นเพียงงานศิลปะอย่างเดียว ดัง ๒ ภาพล่าง



------------------------------------------------------------------

ลองอ่านคำอธิบายของกรมศิลปากรประกอบรูป ๒ รูปข้างล่างดู
ซึ่งเป็นภาพหลังการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์แล้ว เมื่อปี 2533


ส่วนชิ้นส่วนโบราณสถานอื่นๆของปราสาทศีขรภูมิ เช่น กลีบขนุน บัวยอดปรางค์
ซึ่งไม่สามารถนำกลับขึ้นไปติดตั้งได้ จึงต้องนำมาจัดวางไว้ในที่เหมาะสมเป็นระเบียบเรียบร้อย



สำนักงานศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา ได้จัดทำแผนก่อสร้างแท่นฐานวางโบราณวัตถุดังกล่าว
 และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม ขณะนี้รูปแบบรายการได้รับอนุมัติแล้ว
แต่ยังขาดงบประมาณในการดำเนินการ และในปีงบประมาณ ๒๕๔๘ จะนำเสนอจังหวัดสุรินทร์
 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณแบบจังหวัดบูรณาการอีกทางหนึ่ง.

 ******************************************

บัวยอดปรางค์....ทรงตุ่มน้ำ ...ของปราสาทศีขรภูมิ....
ไม่ควรตั้งอยู่  ใต้ต้นไม้.?  เช่น 2  ภาพข้างล่าง...



ซึ่งขณะนี้ กรมศิลปากร ใช้อำนาจตามกฎหมายบูรณะภูมิทัศน์
รอบองค์ปราสาทตามความเห็นของอธิบดีเพียงอย่างเดียว
คือตั้งไว้ที่ใต้ต้นไม้ดังเดิม..
ไม่ยอมเคลื่อนไปตั้งไว้ที่ฐานปราสาท..

โดยไม่ยอม..พิจารณาความเห็นของชุมชนเลย..

ไม่เคยพิจารณาถึงจิตวิญญาณของผู้สร้างปราสาทเลยว่า..
ปราสาทศีขรภูมิ เป็น Temple  คือ ศาสนสถาน
ไม่ใช้งานศิลปะธรรมดาอย่างที่กรมศิลปากรเข้าใจ..

ทุกๆปีจะมีประเพณีการแซนโดนตา(เซ่นไหว้บูชา)
หรือหลายครอบครัว จะไปเซ่นไหว้แก้บน...

แม้กรมศิลปากรจะไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้
แต่ก็ไม่ควรลบหลู่..

และก็ยังดื้อดึง
ที่จะเก็บทับหลังที่หายไป
ไว้โชว์ในห้องสี่เหลี่ยม..
ว่าเป็นงานศิลปะเท่านั้น..

ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรเคารพบูชา..
....โอม...เพี้ยง.....



บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!