บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:07:47 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สัมผัสที่ 6..ความแตกต่างระหว่าง..วิทยาศาสตร์ (IQ)..กับศาสนา (EQ)  (อ่าน 3981 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Laos KBS
Newbie
*
กระทู้: 20


Sabaidee Luang Prabang


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2010, 18:21:05 PM »







ในทางการแพทย์..ประสาทสัมผัสของมนุษย์..มีเพียง 5 อย่างเท่านั้น
คือ ตา..หู..จมูก..ลิ้น..กาย (ผิวหนัง)..ตามระบบของเส้นประสาท


แต่ในทางพุทธศาสนานั้น..ประสาทสัมผัสมี 6 อย่าง (อยาตนะ 6)
คือเพิ่มประสาทสัมผัสทางใจ..ซึ่งไม่มีในระบบเส้นประสาทของร่างกาย

ความแตกต่างนี้..ทำให้ระบบการศึกษา..ในทางวิทยาศาสตร์
เน้นการพัฒนา..ความฉลาดของสมองมนุษย์..เฉพาะด้าน IQ เท่านั้น


ซึ่งต่างกับทางพุทธศาสนา..ที่ให้ความสำคัญกับ..ความฉลาดด้าน EQ
หรือความสามารถในการควบคุมอารมณ์..ซึ่งต้องใช้ประสาทสัมผัสทางใจ

ความสามารถในการควบคุมอารมณ์..ก็คือ..ความสามารถในการควบคุมตนเอง





ความฉลาดทางด้าน IQ และ EQ ปัญหาของระบบการศึกษา

ในทางพุทธศาสนานั้น..ไม่ได้ให้ความสนใจ..ความฉลาดหรือโง่..IQ ต่ำหรือสูง
แต่จะเน้นที่ความพากเพียร..ความพยายาม..ความมุ่งมั่นตั้งใจ
ศาสนาพุทธ..ให้ความสำคัญกับ..ความเพียร..และมัชฌิมาปฏิปทา..เท่านั้น


แม้ว่า..ในระบบการศึกษา..จะมีการเรียนด้านศิลปศาสตร์..และปรัชญาก็ตาม
ก็ไม่ได้ทำให้..มีความสามรถในการควบคุมอารมณ์ (EQ)..ควบคุมตนเองได้ดีพอ
เพราะว่ายังไม่ใช่..พื้นฐานของพัฒนา..การควบคุมอารมณ์ (EQ)..อย่างแท้จริง

การที่ระบบการศึกษา..ให้ความสำคัญกับวิทยาสาตร์..หรือ IQ เพียงด้านเดียวนั้น
มีผลทำให้..ความสามารถในการควบคุมอารมณ์  (EQ)..ของคนตกต่ำลง
ไม่ต่างอะไรกับ..รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์สูง..แต่ระบบการควบคุมของรถต่ำ
ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุ..ให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย..เพราะรถที่แล่นเร็ว..ก็จะควบคุมได้ยาก


การที่ความรู้..ในทางวิทยาศาสตร์..มีการพัฒนาอย่ารวดเร็ว..ในหลายสิบปีมานี้
ทำให้เกิดความไม่สมดุลย์..ระหว่างการพัฒนา IQ และ EQ..ในระบบการศึกษา
โดยที่เราอาจลืมไปว่า..การศึกษานั้นคือ..การพัฒนาคนดี..ให้กับสังคม


ความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ)..คือพื้นฐานของการเป็นคนดี




สัมผัสที่ 6 พื้นฐานของ..ความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ)

สัมผัสด้วยหัวใจ..หรือสัมผัสที่ 6 ของมนุษย์นั้น..อาจเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ
แต่ในทางพุทธศาสนา..เกิดขึ้นได้กับคนที่มีจิตใจสะอาด..จิตมีความละเอียด
หรือคนที่รักษาศีล 5..จนมีความสมบูรณ์ของศีล..ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี

การรวบรวมประสาทสัมผัส (Concentrated on Sense)..หรือการฝึกสมาธิ (Meditation)
ก็คือ..การฝึกประสาทสัมผัสที่ 6..หรือที่เราเรียกว่า..การสัมผัสด้วยหัวใจ..แต่ในทางพุทธศาสนา
คนที่ทำการฝึกสมาธิ..ต้องรักษาศีล 5..ให้มีความมั่นคง..ให้มีความสมบูรณ์ของศีล


การพัฒนา..การควบคุมอารมณ์ (EQ)..ในระบบการศึกษานั้น..อาจดูเป็นเรื่องยุ่งยาก
แต่ถ้าเราเข้าใจ..พื้นฐานของศีล 5 แลัว..อาจไม่ได้มีความลำบาก..อย่างที่คิด

พื้นฐานของศีล 5..เกิดจากการเห็นคุณ..เห็นโทษของสรรพสิ่ง
เมื่อสามารถมองเห็นคุณ..และโทษ..ได้พร้อมกัน..จะเกิดความละอายต่อบาป
ความละอายต่อบาป..จะก่อให้เกิดศีล..ซึ่งนั่นคือที่มา..ของศีลในจิตใจคน


การใช้ตารางข้อดี..ข้อเสีย..ในการฝึกเด็ก..ให้เกิดการคิด..เกิดการพิจารณา
ฝึกเด็กให้มีความสามารถ..มองเห็นคุณ..และโทษ..ได้พร้อม ๆ กัน..ซึ่งนั่นคือ..พื้นฐานของศีล
พื้นฐานของการ..สัมผัสด้วยหัวใจ..ของความสามารถในการควบคุมอารมณ์ (EQ)..นั่นเอง


การเห็นคุณ..เห็นโทษได้พร้อมกัน..พื้นฐานของการควบคุมอารมณ์ (EQ)


Remark : บทความนี้แปลมาจาก..ต้นฉบับภาษาลาว (Lao Language)

บันทึกการเข้า

ฮักวัดทะนะทัมเฮา ใซ้พาสาของเฮา
Tai
Newbie
*
กระทู้: 62


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2010, 22:16:20 PM »

ศาสนาพุทธ  พุทธปรัชญา

สำหรับคนที่ศรัทธา มีความเชื่อมาก โอวาทปาติโมกข์
หนึ่ง ทำความดี
สอง ละเว้นความชั่ว
สาม ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ไม่ยึดติดทั้งดีและชั่ว

ทำความดีละเว้นความชั่ว พื้นฐานคือศีลห้า  จากนั้นนำไปสู่เรื่องควรปฏิบัติอื่นๆ เช่น  เมตตา กรุณา มุทิตา  อุเบกขา

สำหรับคนที่ชอบคิดวิเคราะห์
ใช้อริยสัจจสี่

ทุกข์   หมายถึง หัวข้อหรือประเด็นปัญหาที่ประสบอยู่ ที่ต้องการแก้ไข
สมุทัย  เหตุแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหานั้นๆ
นิโรธ หนทางดับทุกข์ ในที่สุดคือดับที่เหตุ
มรรค  วิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์  (มรรคมีกี่องค์ก็ได้ ตามหัวข้อทุกข์ที่ตั้งไว้  ในส่วนมรรคที่มีองค์แปด เป็นวิธีปฏิบัติที่ต้องการดับทุกข์ใหญ่เกิด แก่ เจ็บ ตาย  ขณะเดียวกันก๊มีรายละเอียดปลีกย่อย  และรวบมรรคแปดเป็น กลุ่มศีล กลุ่มสมาธิ และกลุ่มปัญญา)


คนที่ชอบค้นคว้า ขบคิดรายละเอียด มีหลักแห่ง ปฏิจจสมุปบาท  และอิทัปปัจจยตา  หลักการที่สัมพันธ์กันจากเหตุไปหาผล มีผลต้องมีเหตุปัจจัย ให้วิเคราะห์ต่อเนื่องกันไป สร้างความเข้าใจถึงเหตุของปัญหาทุกระดับ


วิธีการพื้นฐานในการศึกษา ใช้สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ตา หู  จมูก ลิ้น กาย  ใจ อายตนะทั้งหกในการรับรู้  และจับอารมณ์ความรู้สึก (หากมุ่งนิพพาน ก็พยายามดูแลติดตามอารมณ์ความรู้สึก เพื่อไม่แพ้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ที่เน้นที่จิตใจของตนเอง หากมุ่งแก้ปัญหาทางโลกก็เป็นการสร้างพื้นทาง ถากทางจากรับรู้ระดับอารมณ์ความรู้สึกไปสู่เหตุผล หมุนวนสูงขึ้นๆ)

พลังที่ช่วยให้ก้าวหน้ารวดเร็วในการรับรู้ คืออินทรีย์ห้า

คู่แรกคือ สมดุลแห่งศรัทธาและปัญญา  ต้องมีศรัทธาแก่กล้า โดยมีปัญญาช่วยในการดำเนินการให้ตลอดรอดฝั่ง โน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้
คู่สอง  สมดุลแห่งความเพียรพยายามขยัน คือ วิริยะ  กับความจดจ่อทำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างต่อเนื่อง สมาธิ  ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป
เส้นลากเชื่อมโยงทั้งสองคู่ ตัดเป็นกากะบาท โดยมีหมุดยึดตรงกลาง "สติ"  ตื่นรู้ อยู่เสมอว่า ทำอะไร เพื่ออะไร

คำสอนของศาสนาพุทธนั้น ทำให้ตื่นรู้  มีหลักคิดให้รู้ตื่นมากมาย   แต่แก่นปรัชญาพุทธ  การศึกษาพุทธศาสนาที่เน้นความคิด หลักธรรมในการเข้าใจปัญหาต่างๆ และหนทางแก้ไขนั้น  ไม่สอดคล้องกับการปกครองของผู้มีอำนาจ ตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน

อดีตพุทธผสมกับพราหมณ์ และไสยศาสตร์(ขั้นต่ำ ที่ไม่ได้อธิบายเรื่องการรวมพลังจิต)  เพื่อให้ยอมจำนนกับความแตกต่างระหว่างผู้คน ชุมชน
ต่อมาเป็น การเน้นพุทธประวัติ เรียนในระบบโรงเรียนกี่ปีก็พุทธประวัติ ไม่ได้ฝึกให้ใช้คำสอนในแต่ละโอกาสสำคัญมาวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ  เช่น แรกเริ่มตรัสรู้ หลักอริยสัจจสี่ โอวาทปาติโมกข์  เป็นต้น  จนเบื่อไปเลยเมื่อพูดถึงพุทธ

ระยะใกล้เป็นพุทธพาณิชย์  เป็นเทวามาร์เก็ตติ้ง  เป็นทำบุญซื้อทางด่วนไปสวรรค์

รวมทั้งแยกพุทธออกจากประชาชนด้วยการเน้นเฉพาะ พุทธหนทางสู่นิพพาน  แต่การใช้หลักพุทธศาสนา แบบโลกุตรธรรม แก้ปัญหาพื้นฐาน แก้เรื่องปัจจัยสี่ แก้วิธีการบริหารจัดการคน บริหารจัดการธุรกิจ และบริหารจัดการบ้านเมือง อะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งนำมาใช้ได้ดีมากอย่างยิ่ง ไม่ได้รับการส่งเสริม (เพราะเดี๋ยวประชาชนและคนหมู่มากฉลาด ทำให้ปกครองยาก)

ปัญญาชน (มีจริงหรือ?) ระดับปริญญาตรี โท เอก เสียเงินศึกษา การวิเคราะห์แบบตะวันตกมากมาย อาทิ  SWOT ที่ชอบเอ่ยถึงกัน  จนถึงการวิเคราะห์เจเนอเรช่ัน X Y Z และอาจต้องเริ่มใหม่เป็น เจเนอเรชั่น A เพราะ Z เป็นอักษรตัวสุดท้ายแล้ว  การเรียนจิตวิทยาของฟอยซ์  ฯลฯ  หลักการเรื่องราวนี้มีในพุทธศาสนา 84,000 พระธรรมขันธ์

หัวใจนักปราชญ์  สุ จิ ปุ ลิ
หัวใจเศรษฐี  และอะไรต่อมิอะไรมีให้นำมาใช้มากมาย  บทสวดในงานศพ มีคำแปลให้อ่านแล้ว  หากมีการขยายความและเพิ่มตัวอย่าง ใช้เป็นคุณประโยชน์ได้

แต่การส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น  คงใกล้เวลาเข้ามาแล้ว  

พุทธที่เกิดขึ้นมาเพื่อประชาชน (ดูเรื่องยุคสมัยพุทธ พราหมณ์)  เกิดขึ้นแก้ปัญหาชนชั้น และอืนๆ พุทธถึงจังหวะเวลาเป็นของประชาชนไทย  และชาวพุทธทั่วโลก


หนึ่ง ฝรั่งตะวันตก ศึกษาและเผยแพร่มาก  สร้างกระแส เห่อได้ดี

สอง ลาว (ที่พี่ไทยเราส่วนหนึ่งชอบคิดว่า เขาด้อยกว่า)  เปิดกว้างในการใช้พุทธปรัชญา และคงลักษณะดีเด่นของพระสงฆ์ไว้เหนียวแน่น

ทำให้ ไทยเรา ตื่นตัว ตื่นรู้ในเรื่องนี้

(ยังมีเรื่องของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำโขง กับอารยธรรมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสาละวิน อิรวดี  กับอารยธรรมอินโดจีน)

ที่เขียนมาก็ เป็นอิฐอีกก้อนที่หวังหล่อหยกครับ
เท่านี้ก่อน




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พฤศจิกายน 2010, 22:20:46 PM โดย Tai » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!