บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:25:20 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พคท. กับการก้าวเดินในบริบทใหม่  (อ่าน 26947 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 14 มกราคม 2011, 07:58:43 AM »

พคท. กับการก้าวเดินในบริบทใหม่ 

ภาย หลังจากการยุติบทบาทการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของบรรดาปัญญาชนดอกผลสิบสีตุลา นับแต่ปี 2525 การตัดขาดจากสายจัดตั้งของ พคท. ภายหลังจากการพยายามผลักดันให้มีการเปิดประชุมสมัชชาครั้งที่สี่และภายหลัง การประชุมเสร็จสิ้น  การออกมาสรุปผลจากการประชุมที่ดูขัดสายตาโดยเฉพาะประเด็นปัญหา  "การวิเคราะห์สังคมไทย"  ที่มติของคณะกรรมการพรรคยังคงวิเคราะห์สังคมไทยไม่ต่างจากรูปแบบเดิมในห้วง สมัยยุคสฤษดื์  นั่นคือมองว่า  "สังคมไทยยังคงเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาที่มีปัจจัยทุนนิยมเพิ่ม มากขึ้นและรูปการจิตสำนึกของสังคมยังดำรงรูปแบบศักดินาอยู่"  มติที่ออกมาแบบก้ำกึ่งโดยชนะกันเพียงเสียงเดียวโดยเฉพาะพื้นที่เคลื่อนไหว มวลชนในภาคอีสานส่วนใหญ่มองสังคมไทยว่าเป็น  "ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น"  ทำให้หลังจากนั้นความแตกแยกที่นำไปสู่การล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ใน ไทยก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ผู้นำขบวนการส่วนหนึ่งกลับคืนสู่เมืองอย่างเงียบ ๆ ส่วนหนึ่งถูกจับกุมภายหลังจากพยายามจัดการประชุมพรรคครั้งใหม่ในปี 2530  บางส่วนมอบตัวและหนีไปต่างประเทศ

เกิดอะไรขึ้นในห้วงเวลาระหว่างปี 2525-2540


บาง ส่วนที่ออกมามอบตัวเช่นในพื้นที่ภาคใต้  ฝ่ายนำของพรรคที่กุมสภาพการเงินและได้รับเงินช่วยเหลือจาก กอ.รมน. ได้พยายามกลับมาใช้ชีวิตดำรงชีพในเมืองแต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จและ กลับมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการบริหารเงินทุนของพรรค  และดูเหมือนว่าปัญหานี้ก็มีในพื้นที่อื่น ๆ เช่นกัน  เครดิตความน่าเชื่อถือที่ตกต่ำลงของอดีตสหายที่ส่วนหนึ่งกระทำตัวเป็น  "หัวคะแนนให้พรรคการเมือง"  สิ่งเหล่านี้ทำให้การฟื้นพรรคกลับมาสู่สภาพเดิมแทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะผู้ ปฏิบัติงานและสมาชิกพรรคเดิมอยู่ในสภาพเปลี่ยนสีแปรธาตุและมีความน่าเชื่อ ถือที่ตกต่ำลง  ประกอบกับในห้วงเวลาดังกล่าวความขัดแย้งในขบวนคอมมิวนิสต์สากลกลับดุเดือด รุนแรงกรณีเกิดสงครามสั่งสอนระหว่างจีนและเวียดนาม  กรณีเวียดนามบุกเขมรและก่อตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดเฮง  สัมรินและส่วนหนึ่งดำเนินไปสู่การล่มสลายเช่นกรณีโซเวียตรัสเซียและกลุ่ม ประเทศยุโรปตะวันออก 

การกวาดล้างแก๊งสี่คนในจีนภายหลังการสิ้น ชีวิตของเหมาเจ๋อตงและการกลับขึ้นมาใหม่ของกลุ่มเติ้งเสี่ยวผิงและพลิกฟื้น ประเทศจีนด้วยการปฏิรูปด้วยการเปิดประเทศและพัฒนาเมืองชายฝั่งทะเลประสานไป กับการปฏิรูปภาคเกษตรด้วยการเปลี่ยนจากระบบคอมมูนไปสู่ระบบสัญญาเช่าที่ดิน ระหว่างรัฐกับประชาชน  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การพัฒนาพลังการผลิตของจีนภายหลังจากเกิดสภาพ หยุดชะงักในยุค  "ปฏิวัติวัฒนธรรม"  เกิดการพลิกกลับประเทศจีนกลับดีวันดีคืนและเกิดสภาพที่ชาวจีนโพ้นทะเลส่วน หนึ่งขนเงินกลับบ้านด้วยการกลับไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องในมาตุภูมิดั้งเดิม ของตน

การกลับมาใหม่ของจีนกับการตัดความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยในฐานะพรรคพี่น้องด้วยการเปลี่ยนนโยบายทางสากลเป็นสาเหตุสำคัญ หนึ่งของการล่มสลายของ พคท.  แต่สาเหตุที่สำคัญมากกว่าคือปัญหาเรื่องการนำที่ขาดการดำเนินงานแบบ ประชาธิปไตยรวมศูนย์ที่สมบูรณ์  การนำที่ขาดการกุมสภาพงานรูปธรรมที่เป็นจริงภายในประเทศสะท้อนจากการ วิเคราะห์สภาพสังคมไทยที่ผิดพลาดและขาดการชี้นำงานที่ทันกาลในห้วงเวลาที่มี ปัญญาชนเข้าร่วมการต่อสู้จำนวนมากภายหลังเหตุการณ์ 6  ตุลาคม  2519  ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่ดีและนำไปสู่การเปลี่ยนยุทธศาสตร์สงครามจากการรับ ทางยุทธศาสตร์ไปสู่การยันกันทางยุทธศาสตร์และสุดท้ายคือการรุกทางยุทธศาสตร์ ที่จะเป็นตัวชี้ขาดชัยชนะในสงครามปฏิวัติดังที่เคยเกิดขึ้นในสงครามปฏิวัติ ในประเทศจีน  การจัดการความขัดแย้งในหมู่ผู้ปฏิบัติงานและการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้ที่ล่าช้า  ทำให้การล้อมปราบของฝ่ายรัฐดำเนินไปอย่างรวดเร็วในห้วงปี 2523-2527  นำความสูญเสียมาสู่  "กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย"  ทหารจำนวนมากต้องเสียสละชีวิตในห้วงเวลานี้เพื่อรักษาเขตจรยุทธและที่มั่น เอาไว้

หลังสิ้นสุดยุค  "สงครามเย็น" ภายหลังจากเกิดการล่มสลายในโซเวียตรัสเซีย  โลกส่วนใหญ่แปรเปลี่ยนจากยุค"สงครามปฏิวัติประชาชาติและการต่อสู้ทางชนชั้น"  ไปสู่  "ยุคสันติภาพและการพัฒนา"  นั่นคือจีนเริ่มหันกลับมาใช้วิธีการแบบทุนนิยมในการพัฒนาพลังการผลิตและ เลิกหนุนช่วยทางสากลกับสงครามปลดแอกของพรรคพี่น้อง  พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนผ่านในห้วงสถานการณ์รอยต่อนี้เป็นสิ่งที่ พคท.ต้องมาเผชิญกับความขัดแย้งทางความคิดของผู้ปฏิบัติงานและไม่สามารถก้าว ผ่านไปได้จนสุดท้ายนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของสงครามปฏิวัติอันยาวนานนับแต่เกิด เสียงปืนแตกในวันที่ 7  สิงหาคม  2508  เป็นต้นมา

การล่มสลายของสหภาพ โซเวียตในปี ค.ศ. 1991 กับการเกิดกรณีเทียนอันเหมินในจีนเป็นห้วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน  กระแสปฏิรูปการเมืองในจีนของเหล่าขบวนการนักศึกษาจีนได้เกิดขึ้นอย่างต่อ เนื่องเพราะในหมู่ผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและระบบกลไกรัฐราชการ ในจีนเองก็ประสบกับการคอรัปชั่นและในทางการให้สิทธิเสรีภาพในประเทศสื่อต่าง ๆ ก็ถูกเซ็นเซอร์อย่างต่อเนื่อง  การลงมาเจรจาของนายกรัฐมนตรีหูเยาปังไม่เป็นผลเพราะผู้มีอำนาจเหนือกว่า อย่างเติ้งเสี่ยวผิงกลับตัดสินใจใช้กำลังเข้าล้อมปราบพลังมวลชนที่เขามองว่า จะนำความคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศจีน  เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจเบ็ดเสร็จทางการเมืองในกลุ่มผู้นำระดับ สูงหรือ  "กรมการเมือง" ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ตัดสินใจเรื่องสำคัญอันจะนำไปสู่การล่มสลายของ สังคมนิยมจีนหากกระแสเสรีนิยมจุดติดแต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียเลือดเนื้อของ มวลชนและเกิดความขัดแย้งภายในพรรคโดยภายหลังเหตุการณ์หูเยาปังถูกถอดจาก ตำแหน่งและจ้าวจื่อหยางถูกกักบริเวณจนตาย  เหตุการณ์ทำนองนี้ก็เกิดในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมโดยหลิวเส้าสีถูกจับตัวกัก บริเวณจนตายและภายหลังเติ้งเสี่ยวผิงผู้ที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ฟื้น ฐานะของหลิวเส้าสีขึ้นมาใหม่  การปฏิรูปทางการเมืองในจีนในปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าที่เด่นชัดโดย เฉพาะระบบการเลือกตั้งที่เปิดกว้างแบบประเทศเสรีแต่การลงโทษกรณีทุจริต คอรัปชั่นยังมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่องและมีผู้นำระดับสูงในกลไกอำนาจรัฐ ราชการถูกลงโทษเป็นจำนวนมาก  การมีพรรคคอมมิวนิสต์ผูกขาดอำนาจเพียงพรรคเดียวกลับเป็นจุดแข็งให้การพัฒนา เศรษฐกิจในจีนดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องยาวนานแต่จุดอ่อนคือหากระบบการตรวจ สอบภายในพรรคหรือระบบธรรมาภิบาลหละหลวมไม่แน่ว่าในอนาคต พคจ.จะมีอนาคตเหมือนดังสหภาพโซเวียตหรือไม่

สถานการณ์ในประเทศไทย ความขัดแย้งทางการเมืองดึงไทยกลับไปสู่อำนาจเผด็จการทหารอีกครั้งในปี 2534 แต่ก็ดำรงอยู่ไม่นาน  เพราะได้รับการต่อต้านจากประชาชนที่ก่อกระแสมาจากพลตรีจำลอง  ศรีเมืองและสุดท้ายก็เกิดจลาจลคล้าย ๆ เหตุการณ์ 14  ตุลาคม  2516 อีกครั้ง

พคท. ในห้วงเวลานี้อยู่ในสภาวะแตกสลายไปคนละทิศคนละทาง  การเคลื่อนไหวขับไล่สุจินดายังคงอยู่ในมือของนักเคลื่อนไหวการเมืองอย่างพล ตรีจำลอง  ศรีเมืองและขบวนการนักศึกษาในธรรมศาสตร์และรามคำแหงประสานไปกับพลังชนชั้น กลางที่ไม่พอใจนโยบายของรัฐร่วมผสมโรงจำนวนมาก

ปัญญาชนสิบสี่ตุลาที่ เคยร่วมการต่อสู้ในเขตป่าเขาเมื่อเข้าสู่เมืองก็กระจัดกระจายเข้าไปมีบทบาท ทางสังคมในภาคส่วนต่าง ๆ ที่เด่นชัดคือในส่วนของนักวิชาการ  เอ็นจีโอและนักธุรกิจ  ในภาคการเมืองและภาคราชการก็ไม่สามารถแสดงบทบาทนำที่เด่นชัดและไม่สามารถ สร้างผลสะเทือนให้กับการเมืองในระบบได้มากนัก  การเมืองนอกสภาก็มีเพียงกลุ่ม ครป. ที่ออกมารณรงค์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ภาคแรงงานอย่างส่วนของกรรมกรและชาวนาก็มีกลุ่มสมัชชาคนจนที่ออกมาเรียกร้อง ให้รัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของพวกเขาแต่ดูเหมือนรัฐบาลในยุคชวน  หลีกภัยกลับไม่ให้ความใส่ใจเท่าที่ควร

ปี 2535 เขตการต่อสู้ในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีของ พคท.ยุติลงโดยพื้นฐาน  การลงมาผลักดันการฟื้นพรรคในเมืองดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยมีการเคลื่อน ไหวออกเอกสารภายใน

ปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ในไทยอันเนื่องมาจากการพังทลายของเศรษฐกิจฟองสบู่ที่ สะสมมาตั้งแต่ยุคชาติชาย  ไม่มีแถลงการณ์ใด ๆ ในการแสดงท่าทีต่อวิกฤตครั้งนี้จากพคท.  แต่มีการเคลื่อนไหวในหมู่นักวิชาการในการจัดเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนใน ประเด็นเหล่านี้อย่างคึกคักและเริ่มเห็นการปรากฏตัวของผู้นำ พคท.ในครั้งนี้

ปี 2541  ยกเลิก พรบ.การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์  และมีข่าวสารที่พรรคจะออกมาตั้งพรรคต่อสู้ในเวทีรัฐสภาเกิดขึ้น  โดยมีกลุ่มของสุรชัยเป็นส่วนแรกที่เริ่มจุดกระแส

ปี 2543  การตั้งพรรคไทยรักไทยภายใต้การวางแผนของกลุ่มคนสิบสี่ตุลาที่ทำงานใกล้ชิด ทักษิณและดูเหมือนคนกลุ่มนี้จะเป็นมันสมองของทักษิณในการออกนโยบายต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น  นโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค  พักหนี้เกษตรกร  และดูเหมือนว่ากลุ่มนี้จะมีการประสานกับผู้นำ พคท. ในเชิงบุคคลอย่างลับ ๆ และมีการเคลื่อนไหวต่อสายจัดตั้งของ พคท.ดำเนินการฟื้นพรรคในขอบเขตทั่วประเทศซึ่งเริ่มกระทำอย่างจริงจังในห้วง เวลานี้

ทำไมปัญญาชนจำนวนมากจึงปฏิเสธ พคท.

พอจะจำแนกสาเหตุต่าง ๆ ได้ดังนี้

1.  ความเชื่อและศรัทธาในตัวพรรคและแนวทางการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธที่ใช้ชนบท ล้อมเมืองก่อนการเข้าร่วมการต่อสู้ภายหลังเหตุการณ์ 6  ตุลา  2519  เป็นการรับรู้ในเชิง  "สัมผัสผิวเผิน"  แต่เมื่อลงไปเคลื่อนไหวมวลชนในสถานการณ์จริงพวกเขาพบว่าแนวทางเหล่านี้มี ปัญหาและต้องมีการปรับในเชิงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการต่อสู้  การรับรู้ถูกยกระดับไปสู่  "ขั้นเหตุผลที่เป็นจริง"

2.  หลังจากนั้นการนำเสนอปัญหาภายในต่อจัดตั้งดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง  แต่การดำเนินงานที่ล่าช้าเห็นได้จากการประชุมสมัชชาครั้งที่สี่ที่เกิดขึ้น ในปี 2524  ภายหลังปัญญาชนส่วนใหญ่ออกมาจากป่าจำนวนมากทำให้การแก้ปัญหาไม่ทันกาลและ ถูกซ้ำเติมจากมติต่าง ๆ ที่ออกมาจากที่ประชุมที่ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพที่เด่นชัด  ทำให้ความแตกแยกในองค์กรดำเนินไปอย่างไม่สามารถประนีประนอมกันได้

3.  วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นโดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงในจีนที่เริ่มมีการ เดินแนวทางทุนนิยมและกระแสที่เวียดนามจะบุกไทยทำให้งานในพื้นที่ส่วนของภาค อีสานจะเป็นหน้าด่านแรกที่จะต้องรับศึกโดยตรงเริ่มมีความไม่มั่นใจว่าจะรับ มือได้หรือไม่และ พคท.ปฏิเสธการที่เวียดนามจะลงมาช่วยปลดแอกในภาคอีสานให้  และในหลายพื้นที่ในภาคอีสานเริ่มยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องภาย หลังจากการยุติการออกรายการวิทยุจาก สปท.และการขาดหลังพิงทางชายแดนในฝั่งของลาว,เวียดนามและจีน

4.  ความสุกงอมทางทฤษฎีปฏิวัติของ พคท. ที่สามารถประสานรูปธรรมสังคมไทยให้เข้ากับแนวทางทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนิน  อย่างเป็นรูปธรรมยังมีน้อย  ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการต่อสู้แทบจะลอกมาจาก พคจ. มาแบบทั้งดุ้น  มีเพียงภาคใต้ที่การขยายงานมวลชนจากพื้นราบเข้าสู่เขตป่าเขากระทำอย่างเป็น ระบบ  งานในเมืองไม่สามารถขยายงานแนวร่วมและงานโฆษณาอย่างได้ผลงานกรรมกรภาคเอกชน ยังอ่อนแอ  มีเพียงขบวนการนักศึกษาเท่านั้นที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแต่ยังไม่ สามารถลงไปทำงานประสานกับชนชั้นกลางในเมืองในเรื่องงานเคลื่อนไหวทางการ เมืองในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ  ผิดกับการทำงานปฏวัติในเวียดนามก่อนปลดแอกทั้งประเทศ  "องค์กรสีเหลือง" ที่ประกอบด้วยองค์กรทางศาสนาและองค์กรแนวร่วมต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหวที่คึกคัก 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 14 มกราคม 2011, 09:17:53 AM »

พคท.กับการสะสางปัญหาภายในและการค้นหาต้นตอของปัญหาให้เจอ

รากฐานทางทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนินถูกเขย่าอีกครั้งกับกระบวนทัศน์ใหม่แบบนิเวศวิทยาเชิงลึกที่ให้ความสำคัญในปัจจัยทางนิเวศวิทยาเป็นลำดับแรกเพราะต้นตอการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมและโลกาภิวัตน์คือต้นตอสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อนและการทำลายระบบนิเวศวิทยาของโลกใบนี้

ทฤษฎีลัทธิมาร์กซที่ผ่านทางตัวแทนที่สำคัญของประเทศใหญ่สองประเทศคือสหภาพโซเวียตและจีนภายหลังการปฏิวัติและสร้างประเทศที่ดูจะไม่แตกต่างจากประเทศทุนนิยมเพียงแต่ผู้กุมอำนาจรัฐคือพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น  จีนเองเริ่มตระหนักในปัญหาทางนิเวศวิทยาในช่วงระยะเพี่ยงสี่ห้าปีที่ผ่านมาแต่กระแสหลักยังคงเป็นการเร่งการเติบโตของ GDP และภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนอันเป็นต้นตอสำคัญของภาวะโลกร้อนกำลังเข้าแทนที่สหรัฐอเมริกาที่ยืนในอันดับหนึ่งมาโดยตลอด

พัฒนาการของลัทธิมาร์กซ  ลัทธิเลนิน  ความคิดเหมาเจ๋อตง  คือพัฒนาการของสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ที่ต่างยุคกัน  แต่ภายหลังการปลดปล่อยและเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างชาติการเลือกเส้นทางเดิน  "ทุนนิยมโดยรัฐ"  โดยเน้นการสร้างชาติที่ไม่ต่างจากประเทศทุนนิยมจะต่างกันก็เพียงเป็นการบริหารจัดการทุนโดย "รัฐ"  ที่มีตัวแทนคือพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดในรัฐ  ระยะผ่านนี้จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้หรือไม่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบในอนาคต

ลัทธิมาร์กซภายใต้รากฐานทางทฤษฎีที่ต้องการลดบทบาทของรัฐลงโดยผ่านการนำของพรรคคอมมิวนิสต์ในการจะนำพาสังคมประเทศและสังคมโลกไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ที่มีความเท่าเทียมกันในทุก ๆ ด้านของชีวิตโดยคนแต่ละคนสามารถแสวงหาได้เท่าที่จะต้องการ  ปัญหาคือในช่วงระยะผ่านไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์นั้นประเทศต้นแบบอย่างสหภาพโซเวียตกลับไปไม่ถึงดวงดาว  สำหรับจีนบอกว่าเป็น  "สังคมนิยมขั้นต้น"  เป็น  "สังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะแบบจีน"

  ตัวทฤษฎีของมาร์กซที่ประกอบด้วยสามส่วนคือปรัชญาวัตุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์(การวเคราะห์พัฒนาการของสังคมแต่ละยุคด้วยวิถีการผลิตของคู่ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ทางการผลิต)  เศรษฐศาสตร์การเมือง(จากหนังสือทุนที่วิเคราะห์ระบบทุนนิยมอย่างเป็นระบบ)และสังคมนิยมวิทยาศาสตร์(จากแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ที่กล่าวถึงปัญหาของระบบทุนโดยละเอียดและนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ภายหลังการปลดปล่อย)  ภูมิหลังในยุคของมาร์กซคือยุคเริ่มต้นของทุนนิยมอุตสาหกรรมและโลกในยุคนั้นยังมีความขัดแย้งในเรื่องเขตแดนและปัญหาทางเชื้อชาติและการรวมชาติ  นั่นคือเป็นโลกที่อยู่ในภาวะของสงครามและกำลังจะพัฒนาไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

มาร์กซมีบทเรียนทางตรงในการปฏิวัติสังคมผ่านเหตุการณ์สำคัญคือเหตุการณ์ในประเทศฝรั่งเศสที่สามารถยึดอำนาจรัฐได้ในระยะเวลาสั้น ๆ และสร้างสังคมอุดมคติที่เรียกว่า  "คอมมูนปารีส"  แต่อำนาจรัฐนี้ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นานสุดท้ายก็ถูกฝ่ายกุมอำนาจเดิมยึดคืนกลับไป

พัฒนาการของลัทธิมาร์กซถูกสานต่อโดยเลนินซึ่งมีชีวิตอยู่ในประเทศรัสเซียที่ถือว่าเป็นประเทศทุนนิยมและเป็นประเทศกำลังพัฒนา  ทางการเมืองเป็นช่วงแรกของการเริ่มการก่อร่างของระบบรัฐสภาโดยในยุคนั้นผู้มีสิทธิ์การเลือกตั้งยังไม่ครอบคลุมคนทุกกลุ่มทางสังคม  เลนินมาสนใจศึกษาลัทธิมาร์กซอย่างจริงจังภายหลังจากพี่ชายถูกประหารชีวิตจากระบอบซาร์โดยโดนข้อหาลอบทำร้ายผู้นำ(ขบวนการนารอดนิค)  เลนินในวัยหนุ่มภายหลังการศึกษาลัทธิมาร์กซอย่างจริงจังได้เริ่มเข้าไปทำงานจัดตั้งกลุ่มกรรมกรโดยจัดตั้งกรรมกรในรูปแบบ  "สันนิบาตการปลดปล่อยกรรมกรเซนปีเตอร์สเบิร์ก"(วลาดิมีร์ เลนิน---->  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99  )

จุดเด่นที่สำคัญของทฤษฏีเลนินก็คือการสร้างพรรคปฏิวัติโดยนักปฏิวัติอาชีพที่ผ่านการจัดตั้ง  โดยสมาชิกพรรคต้องมีความพร้อมทางความคิดและเข้าร่วมในกิจกรรมของพรรคและระบบการบริหารจัดการแบบประชาธิปไตยรวมศูนย์ในยุคที่ระบอบซาร์มีการปราบปรามนักปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง  แต่จุดอ่อนสำคัญคือการส่งต่ออำนาจหรือการนำรวมหมู่ที่มีน้อยทำให้ภายหลังการเสียชีวิตของเลนิน พรรคบอลเชวิคจึงถูกผูกขาดอำนาจโดยสตาลินและเกิดความขัดแย้งทางความคิดในพรรคอย่างหนักและงานจัดตั้งที่เกิดขึ้นโดยขยายตัวแบบก้าวกระโดดภายหลังการปลดปล่อยทำให้สมาชิกพรรคที่เข้าพรรคอาจเกิดสภาพฉวยโอกาสและมีความมักใหญ่ใฝ่สูง  และสุดท้ายเมื่อถูกการปิดล้อมจากอเมริกาในยุคสงครามเย็นประกอบกับการทุ่มเทงบประมาณไปกับการทหารมากเกินไป  จนในที่สุดเกิดความแตกแยกทางความคิดอันนำไปสู่การล่มสลายในที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 มกราคม 2011, 09:25:35 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 15 มกราคม 2011, 07:07:31 AM »

พคท.จะก้าวเดินไปไหน ยืนยังยืนไม่ได้เลย ล้มเผละ ๆ ..หลับไปเหอะ  เวนกำ   รูดซิบปาก รูดซิบปาก รูดซิบปาก
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 16 มกราคม 2011, 08:18:26 AM »

(ต่อ)

การก่อตั้งสากลที่สามโดยเลนินเพื่อขยายอิทธิพลของขบวนคอมมิวนิสต์เข้าไปในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกทั้งในส่วนของยุโรป,เอเชียและละตินอเมริกา  ภายหลังชัยชนะของพรรคบอลเชวิครัสเซียเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบสังคมนิยมที่อยู่ภายใต้การผลักดันของสหภาพโซเวียตคือประเทศในยุโรปตะวันออกอันได้แก่เยอรมันตะวันออก,ยูโกสโลวาเกีย,เชคโกสโลวาเกีย,โปแลนด์,โรมาเนีย,แอลบาเนีย,ฮังการี  ในเอเชียเกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศในแถบอินโดจีน  คาบสมุทรเกาหลีโดยเกาหลีแยกประเทศเป็นสองส่วน  การหนุนช่วยการปฏิวัติในจีนด้วยการส่งผู้ชี้นำทางการเมืองเข้าไปและช่วยในด้านการฝึกอบรมด้านระบบความคิดต่าง ๆ
ในอินเดียมีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นและปัจจุบันยังมีอิทธิพลอยู่ในบางรัฐ  ในละตินอเมริกาเกิดการเปลี่ยนแปลงในคิวบาและมีการเคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยอาวุธต่อเนื่องมาในปัจจุบันในหลายประเทศเช่นโบลิเวีย,โคลัมเบีย,ปารากวัย

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจีนด้วยการนำของเหมาเจ๋อตง  ในช่วงต้นของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี ค.ศ. 1921 โดยมีเฉินตุ๊ซิ่วนำการปฏิวัติในช่วงแรก  การเลียนแบบการลุกขึ้นสู้แบบเดียวที่เกิดในรัสเซียกลับพบกับความพ่ายแพ้และตัวผู้นำคือเฉินตุ๊ซิวถูกจับ  กำลังพลถูกล้อมปราบและสูญเสียเป็นจำนวนมาก  เหมาเจ๋อตงได้ทบทวนและพบว่าการลุกขึ้นสู้ในเมืองไม่ใช่ทางออกของการปฏิวัติจีน  แต่เหมาเจ๋อตงกลับมองไปที่ชนบทอันกว้างใหญ่ที่อำนาจรัฐของฝ่ายปกครองยังอ่อนแอและคิดถึงการสร้างฐานที่มั่นในเขตป่าเขาในชนบทซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงเช่นในเขตภูเขาจิงกังซาน   การขยายตัวอย่างรวดเร็วและก่อตั้งกองทัพปลดแอกขึ้นพร้อม ๆ กับขยายเขตการต่อสู้ออกไปในขอบเขตทั่วประเทศ  การประสบชัยชนะในการศึกหลายครั้งทำให้ผู้นำของพรรคในยุคของหลี่ลี่ซานประเมินผิดพลาดได้เตรียมการณ์ในการลุกขึ้นสู้ขั้นแตกหักโดยใช้กำลังพลจำนวนมากรุกเข้าไปในเมืองแต่ผลสุดท้ายก็ประสบความพ่ายแพ้ถูกล้อมปราบและเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก  จนสุดท้ายเมื่อการนำมาอยู่ภายใต้การชี้นำของเหมาเจ๋อตง  เขาได้ตัดสินใจนำไพร่พลเคลื่อนทัพถอยและตั้งหลักใหม่ซึ่งในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนการต่อสู้แบบการรบยืดเยื้อด้วยการเดินทัพทางไกลและใช้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการรบแบบกองโจรด้วยหลักการสั้น ๆ ที่ว่า  "ข้าศึกรุกเราถอย  ข้าศึกพักเรากวน  ข้าศึกเพลียเราตี  ข้าศึกหนีเราไล่" (เอ็งมาข้ามุด  เอ็งหยุดข้าแหย่  เอ็งแพ้ข้าตี  เอ็งหนีข้าตาม)  และขยายอิทธิพลในเขตแดนที่กองทัพแดงเคลื่อนทัพผ่านทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนพลิกฟื้นฐานะทางยุทธศาสตร์การรบได้เหนือกว่าฝ่ายเจียงไคเช็คและประสบชัยชนะในที่สุด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 มกราคม 2011, 08:27:20 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 08:13:19 AM »

ก็ตื่นเต้นนะครับ  ที่เห็นคำว่าบริบทใหม่

แต่ติดตามหลายวันยังอยู่ในบริบทเก่าอยู่   ถ้าลุงดอกดินมีอยู่ในสต็อคอยู่แล้ว  ก็ยิงมารวดเดียวจบเลยครับ  จะได้ข้ามตอนนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว  ไม่เช่นนั้นมิตรรักแฟนเพลงจะพากันง่วงเหงาหาวนอนเพราะการรอคอยไปหมด

อยากติดตามว่า บริบทใหม่ นี่เข้าใจว่าอย่างไร  และจะทำอย่างไร

บางคนบอกว่า เขาตั้งกันแล้ว เขาทำกันแล้ว   ไปติดตามรับฟังดู   ดูเหมือนจะยังคิดเก่า ทำเก่า  ไม่มีบริบทใหม่อยู่เลยนะครับ


คือถ้าไม่มีอะไรใหม่   ส่วนตัวผมเห็นกับบางคนที่บอกว่า  หยุดเวลามันไว้ที่ปี พ.ศ. 2525 เสียเถอะ

ผมกำลังคิดเช่นนั้น   จากการที่ได้ตระเวณไปที่ต่างๆ  ไปเยี่ยมมิตรสหาย   ไปเยี่ยมสถานที่ต่างๆ ในยุคนั้น   การได้ทำอะไรร่วมกับมิตรสหายเก่าๆ บ้าง  แม้จะเป็นแค่งานรำลึก  แต่มันก็ได้จิตใจที่ดีงามและความผูกพันอันแสนงามระหว่างพวกเราไว้

ก็อยากให้มันคงอยู่นานๆ    เพราะเมื่อจะคิดเรื่องใหม่   ดูเหมือนความผูกพันนั้นจะห่างออกไปอีก     จึงคิดว่าจะหยุดเวลาไว้ที่ปี 2525   นี้น่าจะดีที่สุดแล้ว
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 มกราคม 2011, 08:27:16 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 10:39:39 AM »

สนับสนุนลุงดอกดิน  ด้วยการตั้งคำถาม

บริบทใหม่คืออะไร  ฮืม

องค์กรนำของ พคท. ยังล้มๆ ลุกๆ   ตั้งแล้วก็ถูกปฏิเสธ   ออกแถลงการณ์ก็ถูกวิจารณ์ยับ  ไม่ว่าจะพูดไปทางไหน
ทางสากล  ประเทศที่ประกาศตัวเป็นสังคมนิยม  แต่ก็ใช้การตลาดแบบทุนนิยมอย่างเต็มที่    ปรากฏว่าได้ผลดี   เศรษฐกิจขยายตัว   จนกลายเป็นมหาอำนาจมาแข่งรัศมีกับอเมริกาได้   การเติบโตทางเศรษฐกิจ  การสร้างโภคทรัพย์ความสมบูรณ์พูนสุขให้กับประชาชนของตนก็น่ายกย่องชมเชย     แต่ก็เกิดคำถามอีกว่าแนวทางแบบนี้ถูกต้องหรือไม่    
ทางสากล   ปัญหาเรื่องโลกร้อนขยายตัว  จนไม่มีใครไม่ยอมรับอีกแล้ว   พคท.ในบริบทใหม่มีทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร
ในประเทศ   แนวทางของฝ่ายก้าวหน้าในประเทศ   มุ่งไปสู่งานพื้นฐานคือการสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ของชุมชน   การสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนเอง ฯลฯ
เหล่านี้เป็นสถานการณ์ทางสากลและในประเทศ   จึงไม่ทราบว่าที่ว่าบริบทใหม่จะตอบคำถามเหล่านี้หรือไม่   หรือจะเอาแค่ตั้งองค์กรนำแล้วจะให้คนมายอมรับแล้วก็ทำแบบเดิมอีก   แบบนั้นจะนับเป็นบริบทใหม่ได้อย่างไร  ฮืม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 มกราคม 2011, 11:03:08 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 11:06:44 AM »

อ้างถึง
มองเห็นภาพใหญ่ แนวคิดแนวทางก็ถูกต้อง

โดย สันติ ตั้งรพีพากร


    9 มีนาคม 2553 15:07 น.

การสร้างอำนาจประชาชน ให้เป็นอำนาจกำหนดใหม่อันยิ่งใหญ่ จนกระทั่งสามารถต่อสู้เอาชนะอำนาจกลุ่มทุนสามานย์ ซึ่งเป็นอำนาจกำหนดเก่าของการเมืองเก่าได้อย่างเบ็ดเสร็จ คือแนวคิดยุทธศาสตร์ของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย
      
       ในการต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จนี้ ขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กำหนดแนวทางการต่อสู้ ให้ดำเนินการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ใช้ “ความจริง”เป็นอาวุธ โดยพัฒนาเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ที่สำคัญๆ ก็เช่น สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และพรรคการเมืองใหม่
      
       อะไรคือ “ตัวกำหนด” ให้แกนนำพันธมิตรฯ เกิดแนวคิดและใช้แนวทางดังกล่าว?
      
       ในทัศนะของผู้เขียนหลักๆ ก็คือ “การมองเห็นภาพใหญ่”
      
       ถ้าใช้คำพูดของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของพันธมิตรฯ ก็คือ “การมองเห็นป่าทั้งป่า” การมองเห็นภาพใหญ่หรือการมองเห็นป่าทั้งป่า ผู้เขียนขอถือวิสาสะตีความในเชิงทฤษฎีว่า หมายถึงการเข้าถึงกฎเกณฑ์หรือเหตุปัจจัยหลักที่กำหนดควบคุมการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยครั้งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแปรหลักๆ เช่น ลักษณะของยุคสมัยในปัจจุบัน สภาวะเป็นจริงของประเทศไทย สภาพจิตใจหรือความเรียกร้องต้องการของประชาชนชาวไทย
      
       ลักษณะของยุคสมัยในปัจจุบันนี้ ก็คือ “สันติภาพและการพัฒนา” และ “ประชาธิปไตยแบบเอเชีย” (การมีรัฐบาลที่ดี ใช้อำนาจบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม)
      
       อธิบายได้ว่า ณ วันนี้ สังคมโลก หรือรัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ ต่างพยายามเสริมสร้างสันติภาพขึ้นภายในประเทศตน พยายามช่วยกันเสริมสร้างสันติภาพขึ้นภายในภูมิภาคตน และพร้อมให้ความร่วมมือในการสร้างสันติภาพขึ้นในทุกแห่งหนบนผิวโลกดวงนี้
      
       การสร้างสันติภาพหมายถึงอะไร?
      
       คงไม่ได้หมายถึงว่าเป็นความต้องการของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่หมายถึงความต้องการของยุคสมัย ของประชาชนส่วนใหญ่ของโลกที่เชื่อมโยงกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยระบบการ สื่อสารโทรคมนาคมและการคมนาคมขนส่งที่ทันสมัยในยุคโลกาภิวัตน์
      
       ในบริบทแห่งสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้ สำนึกแรกของชาวโลกก็คือ “สันติภาพ” เพื่อให้ตนเองสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเต็มที่ ตามเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยรอบด้าน ซึ่งสัมผัสและรับรู้ได้จากทุกทิศทางตลอดเวลา
      
       ประเทศใดมีสันติภาพมากกว่า ก็จะพัฒนาประเทศได้ดีกว่า ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ยิ่งกว่า นี่คือตรรกะแห่งยุคสมัย
      
       กระนั้นก็ตาม การได้มาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงและผลพวงของการพัฒนาตกถึงมือประชาชนอย่างแท้ จริงนั้น จำเป็นต้องกระทำผ่าน “ตัวแปร” สำคัญยิ่งยวดอย่างหนึ่ง ก็คือ รัฐบาล
      
       รัฐบาลประเทศใด สามารถใช้อำนาจบริหารประเทศได้ดี มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ ก็จะเกิดประสิทธิผลตามไปด้วย นั่นคือ ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง เข้มแข็ง สังคมร่มเย็น ประชาชนอยู่ดีมีสุข
      
       ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปในสภาวะที่สันติภาพกับการพัฒนาเกาะเกี่ยวกัน ไปได้อย่างกลมกลืน ตรงกันข้าม หากรัฐบาลประเทศใด ใช้อำนาจบริหารไปในทางมิชอบ มุ่งฉกฉวยฉ้อฉล เอาประโยชน์เข้าตัวเป็นหลัก ผลคือ ประเทศชาติก็เสื่อม ประชาชนก็ “เซ็ง” เกิดบรรยากาศเดือดเนื้อร้อนใจไปทั่ว เมื่อนั้น “สันติภาพ” ก็จะจางหาย การพัฒนาก็จะเป็นไปอย่างฝืดเฝือ วกวนอยู่ในวงจรเดิมๆ ที่เราเรียกกันว่า “วงจรอุบาทว์”
      
       การขับเคลื่อนของระบบ กลไก และองคาพยพต่างๆ ในสังคม ดำเนินไปอย่างสับสน ยึกยัก ติดขัดไปทั่ว
      
       ด้วยเหตุนี้ ประเทศใดต้องการให้เกิดสันติภาพที่แท้จริงภายในประเทศตน สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรอบด้าน ยังประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ก่อนอื่นใด จะต้องมีรัฐบาลที่ดีบริหารประเทศ
      
       ณ วันนี้ กลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกจำนวนหนึ่ง ได้ก้าวถึงขั้นมีรัฐบาลที่ดีบริหารประเทศแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น ส่งผลให้ประเทศเหล่านี้พัฒนาก้าวหน้าอย่างมั่นคง ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุขมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถมองเห็นช่องทางที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนได้อย่างชัดเจน พอที่จะทำการวางแผนสร้างชีวิตของตนได้อย่างรอบด้าน และมีความเชื่อมั่นถึงความเป็นไปได้จริงเสมอ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
      
       ตรงกันข้าม อีกหลายประเทศ เช่น ไทย พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น ยังไม่มีรัฐบาลที่ดีพอที่จะปรับปรุงระบบการใช้อำนาจของกลไกรัฐให้เกิด ประสิทธิภาพและโปร่งใสได้อย่างแท้จริง นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ยังติดข้องอยู่กับการแสวงประโยชน์ส่วนตน เป็นหลัก ประเทศชาติไม่ได้รับการพัฒนาตามที่ควรจะเป็น ประชาชนขาดความสุขที่ควรจะมี ขาดความมั่นใจต่อชีวิตอนาคตในทันทีที่ผูกโยงชีวิตตนเข้ากับสถานการณ์โดยรวม ภายในประเทศตน ตกอยู่ในสภาพ “อยู่ไปวันๆ ได้ก็ดีถมไป”
      
       สรุปได้ว่า การมองเห็นภาพใหญ่ เข้าถึงลักษณะแห่งยุคสมัย จะทำให้เรามองเห็นปัญหาภายในประเทศของตน เกิดแนวคิดและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอย่างถูกต้อง
      
       พิจารณาในอีกมุมหนึ่ง การมองเห็นภาพใหญ่ จะทำให้เราตระหนักถึง “กรอบกำหนด” ที่จะ “อนุญาต” หรือ “ไม่อนุญาต” ให้เราดำเนินการแก้ไขปัญหา ว่าสามารถทำได้ในระดับไหน ในรูปแบบอะไร
      
       เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่ดี โดยนัยสำคัญก็คือการล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ สามารถกระทำได้ด้วยวิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ต้องใช้รูปแบบการต่อสู้ด้วยสันติวิธีเท่านั้นจึงจะสำเร็จ หากมิใช่ด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจ หรือปฏิวัติโค่นล้ม
      
       การรัฐประหารยึดอำนาจโดยกลุ่มทหารไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะกลุ่มทหารไม่อาจทำหน้าที่เป็นรัฐบาลที่ดีได้ เรื่องนี้ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันแล้ว แม้แต่กลุ่มทหารเอง
      
       แต่ที่สำคัญคือ ในยุคปัจจุบัน อำนาจที่มาจากการรัฐประหาร เป็นอำนาจเผด็จการของคนกลุ่มหนึ่ง ขาดความเป็นประชาธิปไตย จะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ยกเว้นบางประเทศที่ประเทศมหาอำนาจสนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลังการกระทำรัฐ ประหาร ซึ่งปัจจุบันมีน้อยมาก
      
       ส่วนการปฏิวัติโค่นล้ม ไม่ว่าจะด้วยการแอบอ้างใดๆ ก็มีแต่จะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ จะเกิดความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงในหมู่ประชาชนชาวไทย อันยากที่จะเยียวยาได้
      
       แต่ที่หนักไปยิ่งกว่านั้นก็คือ ใน “ยุคสันติภาพและการพัฒนา” นี้ การปฏิวัติโค่นล้มด้วยกำลังอาวุธหรือความรุนแรงใดๆ ง่ายนักที่จะถูกจัดเข้าไปอยู่ในข่ายของความเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับขบวนการปฏิวัติสังคมของประชาชน ในยุค “สงครามและการปฏิวัติ” ที่เป็นไปอย่างกว้างขวางในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
      
       นั่นคือ “บรรยากาศใหญ่” ของสังคมโลกเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเงื่อนไขให้ใครลุกขึ้นมาประกาศตัวเป็นนักปฏิวัติได้ง่ายๆ ถ้าฝืนทำไปก็รังแต่จะแห้งตายเปล่า เพราะไม่มีใครเขาเอาด้วย ทั้งประชาชนในประเทศ (อาจมีข้อยกเว้น เช่น พวกหลงเชื่อ ซึ่งนับวันแต่จะร่อยหรอลง) และรัฐบาลต่างประเทศ (อาจมีข้อยกเว้นเช่นรัฐบาล “กุ๊ย” ของบางประเทศที่ล้าหลังป่าเถื่อน)
      
       ดังนั้น การเลือกแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ด้วยวิถีอารยะ โดยขบวนการการเมืองภาคประชาชนเป็น “เจ้าภาพ” นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นการแก้ปัญหาเรื่อง “ใครนำ” และ “ทำอย่างไร” ได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องอย่างยิ่งกับสภาพเป็นจริงของประเทศไทย สอดคล้องอย่างยิ่งกับลักษณะยุคสมัยของสังคมโลกยุคปัจจุบัน
      
       นี่คือคำอธิบายว่า ทั้งหมดที่ดำเนินมาได้ และกำลังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเมืองเก่าสู่การเมืองใหม่ (อย่างแน่นอน) ก็เพราะพวกเราชาวพันธมิตรฯ ตั้งแต่แกนนำทั้ง 5 ไปจนถึงพวกเราทุกคน สามารถมองเห็นภาพใหญ่ หรือมองเห็นป่าทั้งป่า ใช้สิ่งที่เรารับรู้จากการเข้าถึงแก่นแท้และเหตุปัจจัยของปัญหา ทั้งในระดับชาติและระดับโลก มากำหนดแนวคิดและแนวทางการเคลื่อนไหวต่อสู้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นจนปลาย
      
       การมองเห็นภาพใหญ่ เข้าถึงแก่นแท้ของปัญหา จึงเป็นคุณสมบัติร่วมกันของชาวพันธมิตรฯ เป็นอาวุธทางความคิดที่ทำให้ชาวพันธมิตรฯ “รบชนะในการทำศึกใหญ่ๆ เสมอ”  

อ้างถึง
ทฤษฎีชี้นำ (เจ๋ง

โดย สันติ ตั้งรพีพากร
   

6 มกราคม 2549 14:52 น.

      4. วิวัฒนาการลัทธิมาร์กซ์จีน (ต่อ)

       4.10 การเกิดขึ้นของทฤษฎีชี้นำใหม่ๆหลังยุคเติ้งเสี่ยวผิง


       1) ทฤษฎี “สามตัวแทน”

       ความคิดเหมาเจ๋อตง สะท้อนถึงการ “เข้าถึง”กฎเกณฑ์การปฏิวัติประเทศจีน สามารถชี้นำการแก้ปัญหาการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม จากกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา มาเป็นสังคมนิยมได้ ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิงสะท้อนถึงการ “เข้าถึง” กฏเกณฑ์การพัฒนาสร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน สามารถชี้นำการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดีได้ บนพื้นฐานดังกล่าว พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของคณะผู้นำรุ่นที่สามที่มีเจียงเจ๋อหมินเป็น แกนนำ ก็ได้พัฒนาทฤษฎี “สามตัวแทน”ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการเป็นพรรคบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

       นั่นคือ การจะสามารถดำรงสถานภาพของการเป็นพรรคบริหารประเทศที่ดี สอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของประชาชนชาวจีน สามารถปฏิบัติภารกิจทางประวัติศาสตร์ได้อย่างยาวนาน พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะต้อง 1. เป็นตัวแทนความเรียกร้องต้องการการพัฒนาของพลังการผลิตที่ก้าวหน้า 2. เป็นตัวแทนทิศทางการพัฒนาของวัฒนธรรมที่ก้าวหน้า และ 3. เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

       กล่าวได้ว่า ทฤษฎีสามตัวแทนเป็นการต่อเนื่องของทฤษฎีสร้างพรรคของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวปฏิวัติ และการสร้างสรรค์สังคมนิยม

       ในยุคปฏิวัติ พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของคณะผู้รุ่นที่หนึ่งที่มีเหมาเจ๋อตงเป็นแกน นำ (ค.ศ. 1935-1976)ได้วางรากฐานการสร้างพรรคไว้ว่า ที่สำคัญคือจะต้องสร้างทางความคิด ปลูกฝังแนวคิดทฤษฎีมาร์กซิสม์ ยึดมั่นในจุดยืน ทัศนะ วิธีการมาร์กซิสม์ ตกผลึกเป็นหลักใหญ่สามประการคือ “หาสัจจะจากความเป็นจริง เดินแนวทางมวลชน และเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง” ดำเนินแนวนโยบายแก้ไขปัญหาของประเทศจีนอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง ประสบชัยชนะ สามารถปลดปล่อยประเทศจีนได้ในที่สุด

       ในยุคเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแกนนำ (ค.ศ. 1977-1989) ได้สืบต่อการสร้างพรรคตามหลักใหญ่สามประการ พร้อมกับเชื่อมโยงเข้ากับปัญหาเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในพรรคฯจีน เน้นการ “ปลดปล่อยความคิด” ให้หลุดพ้นจากร่มเงาอิทธิพลของเหมาเจ๋อตงที่ครอบคลุมพรรคฯอย่างแน่นหนาใน ช่วงการเคลื่อนไหวปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม กำหนดเป็นแนวคิดชี้นำวิธีคิดของทั่วทั้งพรรคว่า “ปลดปล่อยความคิด หาสัจจะจากความเป็นจริง” ฟื้นฟูความเข้มแข็งของพรรคฯจีน ดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดกว้าง ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน

       ในยุคเจียงเจ๋อหมินเป็นแกนนำ (ค.ศ.1990-2002) พรรคฯจีนได้ให้ความสำคัญกับการปรับแนวคิดให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในและนอกประเทศ จึงได้เพิ่มคำว่า “ก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา” เข้าไปในหลักการสร้างพรรคทางความคิด เป็น “ปลดปล่อยความคิด หาสัจจะจากความเป็นจริง ก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา” มุ่งสร้างความพร้อมทางวิธีคิดให้แก่พรรคฯจีน ประมวลองค์ความรู้และพัฒนาแนวคิดทฤษฎีใหม่ๆขึ้นมา ชี้นำการกำหนดนโยบาย ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมที่ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงเกิดขึ้นคละเคล้ากันไป
       ความพร้อมทางวิธีคิดและทฤษฎีชี้นำ จะทำให้พรรคฯจีนจับฉวยโอกาสได้ง่าย และหลีกเลี่ยงอันตรายได้ไม่ยาก สามารถนำประชาชนชาวจีนเดินหน้าพัฒนาประเทศให้ทันสมัย สร้างความมั่งคั่งอย่างต่อเนื่องยาวนาน ได้รับการยอมรับมากขึ้นในหมู่ประชาชนจีน ในฐานะพรรคบริหารประเทศที่ดีมีคุณภาพ
       สถานภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็จะมั่นคง ยืนยงตลอดไป

       นักวิชาการทฤษฎีมาร์กซิสม์จีนพูดในทำนองเดียวกันว่า การนำเสนอทฤษฎีสามตัวแทน เป็นผลจากการสรุปประสบการณ์ของพรรคฯจีน นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคฯในปี ค.ศ.1921 เป็นต้นมา รวมเวลา(เมื่อปี ค.ศ.2000 ที่เจียงเจ๋อหมินนำเสนอทฤษฎีสามตัวแทน) 80 ปี เกิดความรับรู้ชัดเจนยิ่งขึ้นใน 1. กฎเกณฑ์พัฒนาการพรรคคอมมิวนิสต์จีน 2. กฎเกณฑ์พัฒนาการระบอบสังคมนิยม และ 3. กฎเกณฑ์พัฒนาการของมวลมนุษยชาติ

       เมื่อมองแบบเชื่อมโยงก็สามารถอธิบายได้ตามหลักลัทธิมาร์กซ์ว่า พลังการผลิตคือตัวขับเคลื่อนเบื้องต้นที่สุดของสังคมมนุษย์ การปฏิวัติสังคมก็เพื่อปลดปล่อยพลังการผลิต และพัฒนาพลังการผลิต การพัฒนาสร้างสรรค์สังคมนิยมจึงเน้นการปฏิรูประบบ กลไก ปลดปล่อยพลังการผลิตและพัฒนาพลังการผลิต ดังนั้น ภารกิจสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงอยู่ที่การดำเนินการปฏิวัติ(ในยุค ปฏิวัติ) และปฏิรูป(ในยุคพัฒนา) ปลดปล่อยและพัฒนาพลังการผลิต ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาในระบอบสังคมนิยม ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาของประชาชาติจีน ในบริบทของกระบวนการพัฒนาของมวลมนุษยชาติ

       การพัฒนาพรรคฯจีน ให้เป็นพรรคบริหารประเทศที่ดี จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการพัฒนาประเทศจีนในระบอบสังคมนิยม และกระบวนการพัฒนาของมวลมนุษยชาติ
       เนื้อหาก็คือปลดปล่อยและพัฒนาพลังการผลิต ซึ่งเมื่อพลังการผลิตพัฒนาก้าวหน้า มีการใช้วิทยาการใหม่ๆมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสามารถสร้างผลิตผลสู่สังคมมากขึ้น สนองตอบความเรียกร้องต้องการของมวลมนุษยชาติได้มากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีดำเนินชีวิต ถักถอเป็นวัฒนธรรมใหม่ สะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึก และค่านิยมใหม่ๆ อย่างไม่ขาดสาย
       การปวารณาตัวเป็น “ตัวแทน”ความเรียกร้องต้องการการพัฒนาของพลังการผลิตที่ก้าวหน้า หมายถึงว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนพร้อมดำเนินการปฏิรูประบบ กลไก ต่างๆที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาขยายตัวของพลังการผลิตใหม่ๆ ที่ก้าวหน้าทรงประสิทธิภาพมากกว่า ที่จะสามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า
       ทั้งนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในฐานะเป็นกองหน้าของชนชั้นกรรมกรและประชาชนจีนทั้งชาติ จึงพร้อมที่จะดำเนินมาตรการทุกอย่างตอบสนองความเรียกร้องต้องการของประชาชน ชาวจีน
       แสดงบทบาทเป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน และพร้อมที่จะผลักดันกระบวนการพัฒนาของวัฒนธรรมใหม่ๆ ซึมซับและเรียนรู้วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของมวลมนุษยชาติ
       การนำเสนอทฤษฎีสามตัวแทนของพรรคฯจีนยุคเจียงเจ๋อหมิน ได้นำไปสู่การรณรงค์ยกระดับคุณภาพของพรรคฯจีนครั้งใหญ่ โดยเน้นไปยังการเสริมสร้างคุณสมบัติที่ก้าวหน้าของพรรคให้โดดเด่น ในทางปฏิบัติก็คือ การทำทุกสิ่งทุกอย่างในฐานะ “สามตัวแทน”
       ทั้งนี้ เพื่อให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นพรรคบริหารประเทศทรงคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของประชาชนชาวจีนรุ่นใหม่ ซึ่งมีความคิดอิสระ แตกต่างไปจากคนรุ่นก่อนๆ
       อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดกว้างของพรรคฯจีน รวมทั้งการนำระบบเศรษฐกิจตลาดประยุกต์เข้าในระบอบสังคมนิยมจีน สังคมจีนเชื่อมเข้ากับสังคมโลก ส่งผลให้คนจีนรุ่นใหม่รับรู้ในเรื่องต่างๆอย่างกว้างขวาง เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ทัศนคติ และค่านิยม ตามอย่างประชาชนในประเทศอื่นๆ จำเป็นที่พรรคฯจีนจะต้องปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับยุคสมัย
       การพัฒนาพรรคฯในสังคมยุคใหม่ด้วยหลัก “สามตัวแทน” จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็น ไม่ทำไม่ได้ เพื่อจะได้ครองใจคนจีน เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนชาวจีนตลอดไป
      
       -----------------------------  

(ต่อ)

ยกเอาบทความข้างบนมาเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าในยุคสันติภาพและพัฒนาเป็นบริบทใหม่ที่พลังฝ่ายที่เคยเป็นฝ่ายปฏิวัติตามแนวลัทธิมาร์กซ-เลนินต้องกลับมาทบทวนกระบวนทัศน์ของตนเองใหม่ทั้งหมด

ในจีนการเสนอ  "ทฤษฎีสามตัวแทน"ขึ้นมาเพื่อเสนอทิศทางและนโยบายในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างภาคเมืองและภาคชนบทและการแตกออกเป็นสองขั้วนั่นคือทำให้เกิดสภาพคนรวยสุดกับคนจนสุดที่ พคจ.พยายามแก้ไขอยู่ซึ่งคงต้องดูกันต่อไป

บริบทใหม่ในสังคมไทยคืออะไรปัญหานี้อาจจะยังไม่เด่นชัดนักเพราะดูเหมือนการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19  กันยายน  2549 ได้ทำให้สั่นคลอนความเชื่อว่าการยอมรับความแตกต่างทางความคิดได้มีขึ้นแล้วในสังคมไทย  แม้ปัจจุบันแนวความคิดฝ่ายซ้ายจะยังคงเป็นเสียงส่วนน้อยในสังคมไทยแต่ต้องยอมรับว่าในระดับโลกการยืนหยัดจุดยืนแบบลัทธิมาร์กซของประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ยังคงท้าทายกับระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์  ประกอบกับการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดอย่างกรณีสามจังหวัดชายแดนใต้อันนำไปสู่สงครามเพื่อแบ่งแยกประเทศก็ยังดำเนินอยู่  รวมทั้งล่าสุดการเคลื่อนไหวของสองสีที่สะท้อนถึงปัญหาทางการเมืองไทยที่ยังเต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่นในลำดับต้น ๆ ของโลก  รวมทั้งการทุจริตการเลือกตั้งในการเมืองทุกระดับที่ยังแก้ไม่ตก  กลับเป็นภาพซ้อนทับที่ยากยิ่งในการหาทางออกใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทย

บริบทใหม่ในความหมายของบทความจึงน่าจะหมายถึงการปรับปรุงกระบวนทัศน์ภายในขบวนการของ พคท. ตั้งแต่ระบบการจัดตั้งที่เข้มงวดแบบประชาธิปไตยรวมศูนย์หรือระบบประชาธิปไตยรวมศูนย์ที่ขาดฐานประชาธิปไตยในการรับฟังเสียงมวลชนนอกพรรคและระดับผู้ปฏิบัติงานชั้นล่างของพรรคอันนำไปสู่การล่มสลายของการต่อสู้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน  การเปิดรับคนเข้าพรรคที่กว้างขึ้น  การปรับปรุงระบบธรรมมาภิบาลภายในพรรคด้วยการร่างธรรมนูญพรรคให้รัดกุมขึ้นโดยเฉพาะการผลัดเปลี่ยนการนำของคณะกรรมการกลางพรรคและการเรียกประชุมสมัชชาพรรคตามระยะเวลาที่กำหนดและต้องดำเนินการจริง ๆ ตามธรรมนูญพรรคไม่ใช่อ้างสถานการณ์เหมือนดังที่ผ่านมาในอดีต  

งานการเมืองที่ต้องเข้าไปมีบทบาทในเวทีรัฐสภาหรือการเมืองท้องถิ่นในฐานะเป็นน้ำดีไล่น้ำเสียหรือหากดูจากเงื่อนไขแล้วดันไม่ขึ้นจะมีการกำหนดเข็มมุ่งงานเคลื่อนไหวการเมืองนอกสภาอย่างไร

ในทางความคิดการปรับปรุงท่วงทำนองการทำงานและการยึดกุมทฤษฏีพื้นฐานต่าง ๆ
ตามแนวลัทธิมาร์กซ-เลนิน  การสังเคราะห์ใหม่ทางทฤษฏีปฏิวัติที่สอดคล้องกับสังคมไทย  การกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการต่อสู้ในสถานการณ์ปัจจุบันในสภาพสังคมไทยที่เปิดรับทุนต่างชาติอย่างเสรีจนนายทุนชาติแทบไม่มีที่ยืน  สังคมไทยในยุคที่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์เข้ามารุกอย่างหนักในประเทศนี้  แต่ประชาชนในประเทศตั้งแต่นายทุนชาติลงมาต่างตกอยู่ในภาวะใกล้ล้มละลาย  นี่คือวิกฤตใหญ่ของประเทศที่ดำรงอยู่  แต่พรรคที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะกำหนดเข็มมุ่งยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการต่อสู้อย่างไรเพื่อสามัคคีคนส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อทำให้พวกเขาเห็นปัญหา  กล้าลุกขึ้นและตื่นขึ้นมาเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง  กับทั้งเป็นตัวผลักดันแก้ปัญหาประเทศอย่างเอาการเอางานไม่ใช่การปล่อยหรือนั่งดูให้เหลือบฝูงต่าง ๆ เข้ามาเขมือบประเทศนี้ฝูงแล้วฝูงเล่าอย่างในปัจจุบัน

ส่วนตัวเห็นว่าการเข้าไปผลักดันในกลุ่มผลประโยชน์ในงานด้านกรรมกร,ชาวนา  กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ  รวมทั้งการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่เช่นปัญหาสิ่งแวดล้อม  เรื่องเพศ  เรื่องสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ทางการเมือง สงครามสื่อและการปฏิรูปสื่อทั้งในระบบสื่อออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์คในปัจจุบันและสื่อแขนงต่าง ๆ คือทางออกในปัจจุบัน  เป็นงานเคลื่อนไหวจัดตั้งที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเพื่อเศรษฐกิจล้วน ๆ แต่ธงคือมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในระดับปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ  พร้อม ๆ ไปกับการสร้างพรรคที่เปิดกว้างไม่ปิดตัวเอง,ปรับปรุงกระบวนทัศน์และท่วงทำนองทั้งระบบวิธีคิดวิธีการทำงานแบบใหม่อย่างต่อเนื่องให้มีความยืดหยุ่นพลิกแพลงไม่แข็งตัวเหมือนที่ผ่าน ๆ มาและมีประชาธิปไตยภายในพรรคที่สมบูรณ์

จะนำเสนอบทสรุปให้ชัดเจนอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 มกราคม 2011, 11:40:27 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 12:16:07 PM »

อ่านของคุณสันติ ตั้งรพีกร ที่คัดมา   หากตัดที่เขียนไปสนับสนุนพันธมิตรในเวลานั้นออกไป   ก็จะได้ว่า "แนวโน้มทางสากลของโลกปัจจุบันคือ สันติ"  

เมื่ออ่านบทที่สอง  เกี่ยวกับจีนที่สรุปว่าบทบาทของพรรคในสมัยปฏิวัตคือการปฏิวัติ   ส่วนในสมัยปฏิรูปคือการพัฒนา    

นี่พอจะถือว่าเป็นบริบทใหม่  ที่พคท.หากจะตั้งขึ้นมาใหม่ก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ตรงกันใช่หรือไม่

ไม่งั้นลุงดอกดินเหนื่อยแน่   เพราะไม่รู้ที่อื่นเขาจะเห็นว่าอย่างนี้กันหรือเปล่า    หรือยังกอดทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้นแน่นแบบปล่อยวางไม่ได้    แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นเพราะไปคัดค้านและสนับสนุนศัตรูคนละตัวแล้วมาตีกันเอง

ได้ยินมาบ้างว่า  ส.นำระดับรองคนหนึ่ง   ต่อว่าต่อขาน อดีต ส.นำระดับอาวุโสคนหนึ่ง   เพราะ ส.อาวุโสระดับนักทฤษฎีเสนอว่ายุคสมัยปัจจุบันได้ผ่านพ้นการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างเอาเป็นเอาตายไปแล้ว   แต่ศตวรรษใหม่คือศตวรรษที่ด้านการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นแนวโน้มใหญ่มากกว่า    แค่นี้ก็มีการต่อว่าต่อขานอย่างหนัก   กลายเป็นว่า ส.อาวุโส เอียงขวา ไปเสียแล้ว  
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 12:19:56 PM »

มีเรื่องหนึ่งได้ยินว่า   หลังจากเกิดวิกฤตในขบวน

ได้มีการประชุมผู้นำนักศึกษาที่เป็นแกนนำในป่าที่ วังตะไคร้ นครนายกใช่หรือไม่

เวลานั้นใครได้ทราบบ้างว่า  เขาพูดคุยกันเรื่องอะไร

มีประเด็นหรือข้อสรุปอย่างไรขึ้นมาบ้าง

เพราะดูเหมือนว่าหลังจากการประชุมใหญ่ครั้งนี้แล้ว   ส่วนใหญ่ก็เลือกคืนเมืองกัน 
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 18:14:26 PM »


ข่าวลับลวงล่อ แจ้งมาว่า

ลุงธง(ไม่ทิ่มดิน)เกือบจะได้เป็นประธาน นปช.ตามที่ป้าธิดาแดงเสนอ แถมตอบรับไปแล้วด้วย  แต่ต่อมามีการพิจารณาใหม่โดยแกนนำเสื้อสีเลือดว่าอาจจะไม่เหมาะนักเพราะลุงแก่แล้ว อีกอย่างนึงพวกที่รักทักษิณสุดลิ่มยังไม่วางใจพวกแดงชนชั้นกำมะหยี่นักเพราะอุดมการณ์ก้าวไกลเกินไป  อีกอย่างลุงแกปีอบปูล่าเฉพาะในหมู่พวกซ้ายเหลาเหย่  ไม่มีใครรู้จัก 

ก็เลยเป็นโชคดีของพรรคปฏิวัติสองขา  ม่ายงั้นกรมการเมืองไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหน  อายจัง

แต่เพื่อไม่ให้ลุงแกเสียกำลังจวย  ก็เลยตกลงว่าจะตั้งพรรคปฏิวัติในสถานการณ์ใหม่ โดยมีประธานพรรคคือลุงธง(ไม่ทิ่มดิน) เลขาธิการพรรคคือ ธิดาแดง ส่วนกรรมการกลางประกอบด้วย โหวงเหวงผู้มาดมั่น ส.ยิ้ม ส.ขาวและ ส.ดาวแดงส่องสว่างเหนือเขาบรรทัดหลายตัวตน ทั้งชายและหญิง ...

ข่าวลับลวงล่อยังแจ้งอีกว่า  การกระทำของพลพรรครักทักษิณกับแนวร่วมดาวแดงจรัสแสงส่องสว่างเหนือนปช.ครั้งนี้ ทำให้กรมการเมืองแห่งพรรคตะวันใหม่ในบริบทเก่าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

หน๋อย เอาพรรคที่รักยิ่งไปฝากไว้กับทักษิณยังไม่พอ  ยังเอาก๊วนเผาบ้านเผาเมืองเป็นแนวร่วมอีก

ทำอย่างนี้เลียนแบบจางกวอเถาเปี๊ยบเลย  พวกฉวยโอกาสเอียงซ้าย ทำลายพรรคชนชั้นกำมะหยี่ให้เสียองคต..โกรธตายเลยเมิง  แลบลิ้น
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 18:23:20 PM »

555555
แหม...ท่านลุงคลัมฯ....โผล่มาเที่ยวนี้....เรียกเสียงหัวเราะจากอิฉันได้ก๊ากกใหญ่เลย....หายปวดหายเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง(ปลูกต้นไม้ทั้งวันอ่ะ-หลังขดหลังแข็งเมื่อยล้าไปทั้งตัวทั้งตน).....

ฟฟฟฟ

ที่ไม่ทิ่มดินเพราะทิ่มไม่ได้แล้ว..มันผุมันเปื่อยแล้วแม่นบ๊อ....
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 21:11:27 PM »

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ต่ออีกนิดตามเสียงเพรียกของป้าเช็งน้ำหมักน้องป้าเช้งน้ำชีวภาพ

" ใครว่าเรื่องนี้ไม่จิงโต้ออกมาได้เลย  ..." ..แหล่งข่าวกล่าวแบบท้าทาย  ยิ้มเท่ห์

เพราะข่าวนี้คอนเควิมแว่วมาจากฟากฟ้าตะนาวศรีแดนดินถิ่นลุงธง(ไม่ทิ่มดิน - แต่ทิ่มลงไปในบ่อน้ำใต้ดินเลยล่ะ)

บังเอิญผู้สื่อข่าวกระหร่างรายงานให้ควังอย่างกระชั้นชิด

"ตอนอยู่ป่าก็เป็นอีแบบนี้  ออกมาแล้วก็ยิ่งแย่ไปกว่าเดิมอีก...นี่ก็เห็นว่าไม่ยอมรับว่าตัวเองลาออกจากโปริบูโร(ทั่ง) หาว่าพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติในกรมการเมืองทึกทักเอาเอง.." อั๊วะไม่เคยบอกว่าลาออก ยังเป็นเลขาธิการหญ่ายอยู่นะ..พวกสูฟังเอาไว้.."

ถ้างั้นก็แสดงว่ากรมการเมืองที่ออกมาแจงแถลงท่าทีก็ทำไปโดยไม่ถูกต้องนะสิ..แบบนี้ถือว่าไม่ใช่ท่าทีของพรรค  .."  เสียงตอบโต้ดังมาจากคอกวัวนครปฐม

สายข่าวแกะรอยตามนกเด้าดินสรุปความว่า

" ไอ้ที่เถียงๆกันอยู่เนี่ยเข้าใจอะไรผิดอ๊ะป่าว ..

เพราะ อันว่าพรรคกระยาจกนั้นก็ตั้งขึ้นโดยมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่ประการใด จึงมีสถานะแบบเดียวกับสำนักบู้ตึ้ง หรือง้อไบ๊  ใครจะออกจะเข้า ใครจะใช้เพลงพลองตีสุนัข หรือใช้วิชาไหมฟ้าก็ย่อมทำได้ทั้งสิ้น ไม่สงวนลิขสิทธิ์มาร์กซ์เลนินแต่ประการใด
ใครจะเลิก ใครจะริ  ก็เป็นเรื่องของใครก็ว่ากันไป ทำได้แบบนอกกฏหมายด้วยกันทั้งนั้น

แล้วทำไมต้องมายื้อแย่งความเป็นพรรคโดยชอบหรือมิชอบด้วยเล่า

ก็ทั้งหมดทั้งปวงต่างนอกภาคบังคับโดยกฎหมายอยู่แล้ว

ดังนั้น นกเด้าดินเลยฟันธงว่า " ใครใคร่ค้า ค้า  ใครใคร่ขึ้นเขียง เชิญขึ้นเขียง .. ใครใคร่ลงโลงก็เชิญลงโลง..อย่าไปทวงถามกันให้เสียการ

ขอให้ทุกคนท่องคาถาวิเศษ

คาถานี้กันได้ทั้งงูเงี้ยวเขี้ยวขอ และพวกเขี้ยวลากดิน

" มุดๆพญาครุฑจะเดิน  มุด ๆ พญาครุฑจะเดิน..ๆ    ..ๆ  

เดินไปท่องคาถานี้ไป รับรองปลอดภัยจากอสรพิษทั้งปวงทั้งภายในและภายนอกพรรค
ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอะไรกันอีกแล้ว เพราะทีเถียงๆกันอยู่น่ะ เฮ็ดอีหยังก็บ่ได้..บ่มีน้ำอิ๊วด้วยกันทั้งนั้นแหละน่า ( ฮ่า ..ฮ่า ..ฮ่า..)
แล้วจะมานั่งโจมตีกันอยู่ทำม๊ายยยย  ไม่เข้าใจ.. ลังเล

แว้บ.....!

ปล.คาถานี้พ่อข้าฯสอนไว้ เวลาเข้าไปที่รกๆ แล้วจะปลอดภัยจากพวกหัวงูทั้งหลาย.. ขยิบตา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 มกราคม 2011, 21:13:42 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 17 มกราคม 2011, 21:51:02 PM »


แต่เพื่อไม่ให้ลุงแกเสียกำลังจวย  ก็เลยตกลงว่าจะตั้งพรรคปฏิวัติในสถานการณ์ใหม่ โดยมีประธานพรรคคือลุงธง(ไม่ทิ่มดิน) เลขาธิการพรรคคือ ธิดาแดง ส่วนกรรมการกลางประกอบด้วย โหวงเหวงผู้มาดมั่น ส.ยิ้ม ส.ขาวและ ส.ดาวแดงส่องสว่างเหนือเขาบรรทัดหลายตัวตน ทั้งชายและหญิง ...
P

เขาบรรทัดมีหลายหลืบนะลุง อย่างน้อยอดีตทหารหญิงที่ไปอยู่เมืองเหนือก็ไม่เล่นด้วย
เหมารวมไปหมด กำลังใจตกหมด  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 08:07:32 AM »

หากเป็นเช่นนั้นจริง  จะกล่าวได้หรือไม่ว่านี่คือบริบทใหม่ของ พคท. บางส่วน
เมื่อเกิดวิกฤตศรัทธาในขบวน   เสนอให้มีการปรับขบวนอย่างไร  กลุ่มนำพรรคก็ไม่ฟัง    แม้จะบอกว่าให้ศึกษาและให้ปรับ   แต่เอาเข้าจริงก็ยืนอยู่กับจุดยืมเดิม   ไม่งั้นลุงธงแกไม่พาคนไปอยู่ป่าพม่าเป็นเวลาเนิ่นนานอย่างนั้นหรอก     จนถึง พ.ศ. นี้แกคงคิดได้ก็อาจบอกกับสหายหลายส่วนว่านี่ลุงพาคนสู้ในเมืองแล้วนี่ไง
เรื่อง พคท.แกอาจไม่หวนกลับคืนมาใช้ก็ได้    เพราะใช้ชื่อ นปช. น่าจะเรียกมวลชนได้มากกว่า

ต้องยอมรับตามการพัฒนาการเหมือนกันว่า    ทางฝ่ายเสื้อแดงเขาก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจ   เนื่องจากมีคนระดับทั้งนักยุทธศาสตร์ยุทธวิธีและนักปฏิบัติรุ่นเก๋าเข้าไปร่วมด้วยอยู่ไม่น้อย   เครือข่ายก็กระจายอยู่ทุกภาค   ยิ่งมีอาวุธวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียวที่คอยเชื่อมแนวคิดกันไว้    ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ   แต่พวกเขาก็ได้มีพัฒนาการที่กลายเป็นขบวนการหนึ่งเรียบร้อยแล้ว    มีทั้งนักคิด นักทฤษฎี  นักโฆษณา นักจัดตั้ง ผู้สนับสนุนทางการเงิน มวลชนผู้สนับสนุนอย่างเอาการเอางาน ศิลปินและกองกำลัง    พวกเขาได้ก้าวข้ามพ้นการบัญชาของทักษิณไปบ้างแล้ว   นั่นคือสามารถกำหนดการเคลื่อนไหวได้เอง    และยังรวมตัวกันแน่น   เพราะยังมีอารมณ์ร่วมกันจากความพ่ายแพ้ที่ผ่านมา    อีกทั้งพวกเขายังค้นพบอาวุธอันหนึ่งนั่นก็คือ  "รวมตัวกันมากๆ เข้าไว้"   เมื่อคนมากอำนาจรัฐก็ไม่กล้าจัดการ  กฎหมายก็ไม่กล้าควบคุม   พวกเขาอาศัยคนจำนวนมากกดดันได้หลายๆ เรื่อง    หากตัดเรื่องทักษิณมวลชนก็มีความเข้าใจและรู้เท่าทันทางการเมืองในระดับที่คาดไม่ถึง ผู้นำบางคนก็มีความก้าวหน้าทางการเมืองมากขึ้นจากการต่อสู้ ดังนั้นจึงคงจะสามารถเคลื่อนไหวและพัฒนาได้ต่อไป    ตราบจนกว่าเมื่อนายเก่าจะใช้งาน  แล้วเรียกมวลชนคืน   เวลานั้นก็คงได้แตกกันอีกรอบ  

ในขณะที่ส่่วนที่เคยอยู่กับสีเหลือง   แม้เวลานี้จะดูมีบทบาทน้อยลง   เพราะส่วนนี้สนับสนุนความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา  นั่นคือการต่อต้านการคอรัปชั่นเชิงนโยบายอย่างมโหฬารจากระบอบทักษิณ    ดังนั้นเมื่อระบอบทักษิณถูกโค่นไปเป็นเวลาหนึ่งแล้ว    ส่วนนี้ก็เห็นว่าน่าจะเพียงพอแล้ว  อีกทั้งเนื้อหาก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับสีเหลืองจริงๆ   จึงเลือกที่จะเคลื่อนไหวและสนับสนุนในบางเรื่องมากกว่า    ทำให้การเคลื่อนไหวของปีกสีเหลืองในปัจจุบันดูอ่อนแรงลงไปมาก    ปัญหาชายแดนที่จุดขึ้นก็มีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่    ผู้นำก็แยกกันเดิน    อีกทั้งปัญหาคอรัปชั่นและการมีบทบาทที่ไม่น่าพึงพอใจนักของกลุ่มการเมืองบางส่วนในรัฐบาลปัจจุบันก็เป็นส่วนที่สีเหลืองก็จำเป็นต้องคัดค้าน     จึงต้องขัดกับบรรดามวลชนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นฐานเสียงของสีฟ้ารัฐบาล     เมื่อจุดร่วมกันต่างกันก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่พลังด้านนี้จะอ่อนแรงลง   รอวันรวมกันใหม่หากมีเหตุ  หรือไม่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการรวมตัวกันอย่างอื่น

พคท.สายที่ไม่ใช่สีแดง  ซึ่งประกาศว่าเป็นผู้บริหารพรรคอยู่ในตอนนี้   ก็ยังออกสตาร์ทไม่ค่อยถูก   แต่ก็มีพลพรรคที่มีใจในระบบการจัดตั้งแบบเดิม   พยายามให้การสนับสนุนและขยายงาน   ซึ่งก็น่าจะทำไปได้บ้างแล้ว   แต่เนื่องจากยังไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ที่สำคัญเลย    การรวมตัวกันจึงน่าจะเป็นการรวมตัวแบบ "ชมรมศิษย์เก่า"  ที่ชอบคุยกันถึงเรื่องน่าประะทับใจในอดีตและฝันถึงเรื่องที่เคยฝันร่วมกันมากกว่า      

พคท.กับการก้าวเดินในบริบทใหม่   ที่ลุงดอกดินตั้งขึ้นมา  คงหมายถึง พคท.ในส่วนหลังนี้    คำว่า "บริบทใหม่"  จึงน่าจะมีความหมายว่า  "ทำอย่างไรไม่ให้เป็นแค่ ชมรมศิษย์เก่า" นั่นเอง  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มกราคม 2011, 08:09:04 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 08:48:19 AM »

บทสรุป

อ้างถึง
(หัวข้อ)ข้อคิดว่าด้วยการปฏิบัติจากวงสนทนาของมิตรสหาย
ทุกวันนี้ในขบวนเรามีแต่ NATO อยากให้มี AFTA
NATO=NO ACTION-TALK ONLY (ไม่ยอมทำ เอาแต่เถียง)
AFTA=ACTION FIRST- TALK AFTER(ขอทำก่อน เถียงตอนหลัง)
จาก-นานา  

ความหมายระหว่างความคิดกับการกระทำหรือการตกผลึกทางความคิดกับการสรุปบทเรียนจากการปฏิบัติ  บทเรียนการต่อสู้ในเชิงปฏิวัติสังคมของเหล่าปัญญาชนที่เข้าร่วมกับ พคท. ในอดีต  หากเปรียบเทียบเป็นแม่นำ้ก็เหมือนกับสายน้ำสองสายที่ไหลมารวมกัน  แนวรบในเขตป่าเขาของทั้งสองสายคือการพยายามในการผนึกกำลังและหลอมรวมเข้าด้วยกัน  แต่ละฝ่ายต่างมีจุดยืนเพื่อชาติด้วยกันทั้งสิ้น  แต่ในฐานะผู้นำและผู้ถูกนำในขบวนการต่อสู้  การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีคืออย่างไร?  ในขณะที่ทางที่จะเดินไปข้างหน้ามีปัญหาก้าวเดินไปไม่ได้ผู้ตามก็สะท้อนปัญหาขึ้นไปแต่ผู้นำบอกว่า  "ยังไปได้ขอให้สหายเพิ่มความพยายามทางอัตวิสัยขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ปฏิวัติอันดียิ่งศัตรูอยู่ในสภาวะที่ใกล้ตาย"

  ผ่านเหตุการณ์ 6  ตุลาคม  2519มาได้สี่ปีภายหลังการเข้าร่วมการต่อสู้ในเขตป่าเขา  เมื่อมีคำสั่ง 66/23 ออกมาก็เป็นตัวเร่งในการคืนเมืองของนักศึกษาเร็วขึ้น  ผู้ตามเริ่มหมดหวังกับการรอคอยการเปลี่ยนแปลงและเริ่มมองไม่เห็นอนาคตของการต่อสู้  เมื่อความแตกแยกมาเยือนในขบวนการที่ได้ชื่อว่า"เป็นกองหน้าของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย"  บทสิ้นสุดของตำนานการปฏิวัติที่ยาวนานก็สิ้นสุดลง

การฟื้นกลับและการเดินต่อภายหลังจากผ่านช่วงเวลานั้นมาอย่างยาวนานเป็นเรื่องไม่ง่ายเพราะสถานการณ์ตัวละครของเรื่องราวต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงใหม่หมด  กระแสการต่อสู้ปฏิวัติแบบเก่าเป็นสิ่งที่หลายคนส่ายหน้า  แต่กระแสของการปฏิรูปยังอยู่ในฐานะนำและชนชั้นนำในสังคมก็เปิดทางให้เพียงแต่ว่ามวลชนส่วนใหญ่จะขานรับและเข้าร่วมหรือไม่เท่านั้นเพราะหากเป็นละครก็ต้องบอกว่า "มันใกล้จะจบแล้ว"  คนดูเริ่มเบื่อการเมืองเก่าที่น้ำเน่าและต้องการ  "การเมืองใหม่"  แต่ยังหาผู้กำกับดี ๆ มานำเสนอไม่เจอ

การปฏิวัติใหญ่จะเกิดขึ้นหากสังคมนั้นเกิดสภาพที่มีวิกฤตการณ์แบบสุด ๆ และคนส่วนใหญ่ดำรงชีพในสังคมนั้นไม่ได้แล้ว  วันเวลานั้นมาถึงหรือยัง?  คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลมและบนท้องฟ้า  แต่มันคือสภาพความเป็นจริงทางสังคมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อเกิดการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาชนสองสี  พวกเราส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่า  "พรรคอยู่ที่ไหน"  มันไม่ใช่การตามหาเพื่อต้องการเข้าร่วมการต่อสู้ดังในอดีตแต่ถามหาบทบาทการนำของพรรคที่พยายามจะฟื้นตัวเองหลังจากที่ล้มเลิกหรืออยู่ในสภาพการกลับมารวมตัวกันใหม่ของบรรดาผู้เฒ่าที่ยังมีอิทธิพลอยู่ในพรรคนับตั้งแต่การประชุมสมัชชาครั้งที่สามและสี่  เพราะบทบาทนำของปัญญาชนสิบสี่ตุลาที่ส่งเสียงดังในพรรคมีน้อยมากคงมีเพียงไม่เกินสองคนที่อยู่ในระดับกรรมการกลางพรรค  และสิ่งที่ทุกคนรอคอยคือ  "บทการวิเคราะห์สังคมไทยแบบใหม่"  จะเกิดขึ้นภายหลังการประชุมสมัชชาสี่ก็ไม่สามารถเป็นจริงได้  แม้จะมีบทต่อท้ายว่า  "มตินี้เป็นเรื่องที่พรรคจะต้องสำรวจค้นคว้าต่อ"

การนำการต่อสู้ที่มีการชี้นำที่ทันกาลและมีประชาธิปไตยภายในพรรคที่สมบูรณ์นั่นคือมีระบบการรับฟังเสียงสะท้อนจากมวลชนที่สามารถทำให้ฝ่ายนำไม่เหินห่างจากมวลชนและสังคมรอบตัว  การชี้นำงานโดยขาดความเข้าใจและรับรู้ถึงสภาพความเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นจริงยิ่งทำให้พรรคห่างเหินจากมวลชนและการกำหนดนโยบาย  เข็มมุ่งต่าง ๆ  ขาดความลึกซึ้งและเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของมวลชน  

ทางเดินข้างหน้าจะเป็นเช่นไร  ผู้กำกับการแสดงที่กลับมาใหม่ในหนังเรื่องเดิมจะกำกับได้ดีกว่าเก่าหรือไม่อีกไม่นานก็คงรู้  แต่กล่าวสำหรับสังคมไทยแล้วภายหลังจากเกิดสงครามสองสีเป็นต้นมาสังคมไทยไม่เหมือนเดิมแน่  ๆ  เพระขณะนี้ไปที่ไหนก็เห็นมวลชนพูดคุยเรื่องบ้านเมืองมากขึ้น  นั่นคือในท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดแต่แฝงไว้ด้วยความตื่นตัวทางการเมืองของมวลชน  ซึ่งนี่จะเป็นละครฉากสุดท้ายของการเมืองเก่าที่มวลชนจะให้บทเรียนกับนักเลือกตั้งหรือไม่คงได้รู้กันในผลการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกสามสี่สมัยข้างหน้า  คอยดูกันต่อไปก็แล้วกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มกราคม 2011, 09:00:15 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1] 2 3 ... 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!