บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:07:01 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พคท. กับการก้าวเดินในบริบทใหม่  (อ่าน 26972 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 09:10:28 AM »

หาผู้กำกับดีๆ ไม่ได้

ที่ไม่ได้ก็เพราะไม่รู้จะรวมตัวกันไปเพื่ออะไร

เอาแบบเก่าคนก็ส่ายหน้า   เอาแบบใหม่ก็มีทั้งสาย นปช.แดงทั้งแผ่นดิน   สายขวดเก่าก็ทำท่าจะเป็นเหล้าเก่าที่จืดชืด   

คือทำกับเถียง หรือเถียงก่อนทำ  คงแยกไม่ได้   ก็ต้องทำไปเถียงไปอย่างนี้นี่แหละ   

ใครจะเลือกอย่างไหนก็ได้ตามถนัด   

แต่เถียงแล้วไม่ทำ  ยังไม่เกิดผลเสียอะไรมาก

ที่กลัวคือ ทำ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร  สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันหรือไม่   อันนี้สิน่ากลัว

หรือจะว่าไม่มีน้ำยาอะไรหรอก    ทำไปก็แค่นั้น   ถ้าไม่สามารถคิดสิ่งใหม่ได้   อย่างเก่งก็ได้แค่คนเก่าๆ จนำวนหนึ่งมานั่งคุยเรื่องความใฝ่ฝันอันแสนงามในอดีตและอนาคต   ไปคุยที่นั่นที่นี่ทีก็คิดว่าได้ฟื้นงานจัดตั้งหรือตั้งหน่วยแล้ว   ถ้าจะเอากันแค่นี้  ชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนที่ไหนเขาก็ทำกันอยู่   ไม่เห็นจะยากอะไรเลย 

บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 09:44:23 AM »

อ้างถึง
ดังแก้วบาง เขาทุบทิ้งแตก
ใจฉันแหลก เพราะน้ำมือเธอ
ปวดช้ำคร่ำครวญ พร่ำเพ้อ
เคยไหมเธอ จะเหลือบเหลียวมา
คำทุกคำล้วน ซ้ำหยามเหยียด
คำรังเกียจนั้นเหลือระอา
เทอดทูนเธอดั่งเจ้าชีวา
ไยถึงฆ่าฉันลง

คงเป็นสุขอุรา ที่สมดังใจ
ลวงคนให้คลั่งไคล้
เหมือนนกเพลินกรง
เธอช่างฆาตกรรม ได้แสนบรรจง
เกินดวงจิตพะวง ไหวทัน
ดั่งเหมือนถูกทับไว้ใต้โลก
น้ำตาตกทุกค่ำคืนวัน
สุดโทษใครให้คนขบขัน
ใจฉันมันง่ายเอง

คงเป็นสุขอุรา ที่สมดังใจ
ลวงคนให้คลั่งไคล้
เหมือนนกเพลินกรง
เธอช่างฆาตกรรม ได้แสนบรรจง
เกินดวงจิตพะวง ไหวทัน
ดั่งเหมือนถูกทับไว้ใต้โลก
น้ำตาตกทุกค่ำคืนวัน
สุดโทษใครให้คนขบขัน
ใจฉันมันง่ายเอง  


ช่วงที่ป่าแตกใหม่ ๆ เพลงนี้ฮิตมากและเพื่อนที่เข้าไปก็ชอบเพลงนี้มาก

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้คงต้องดำเนินต่อไปพร้อม ๆ ไปกับการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างบ้านเมืองให้ดีขึ้น  ใครจะปฏิรูป  ใครจะปฏิวัติก็แล้วแต่ถนัด  แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ให้กับสังคมนี้หรือไม่และเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าหรือไม่เท่านั้น

ชุดความคิดหรือกระบวนทัศน์ใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยจะเป็นแม่้เหล็กให้สายน้ำแต่ละสายไหลมารวมกันได้เองตามธรรมชาติ  ในปัจจุบันพรรคที่เป็นกองหน้าในอดีตจะสามารถแสดงบทบาทการเป็นกองหน้าได้หรือไม่ในทางเป็นจริงก็คงต้องดูการแสดงในฉากต่อไปครับ  แต่ในยุคสังคมความรู้ที่มีเวทีสื่อออนไลน์ที่มีเวทีหรือฟอรั่มได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันมันก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้การตกผลึกทางความคิดเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นหรือเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นจริงในปัจจุบันซึ่งนักเคลื่อนไหวทางสังคมจะต้องสรุปบทเรียนรูปธรรมให้เป็นนามธรรมและย่อยให้เป็นชุดความคิดใหม่ให้ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มกราคม 2011, 09:59:18 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 10:07:28 AM »

http://202.142.212.243/index.php?file=webboard&obj=forum.view(cat_id=open,id=209)  



"ธีรยุทธ-ส.ศิวรักษ์" วิพากษ์"สังคมความรู้" อะไรชักใยอยู่เบื้องหลัง?
 

 "ธีรยุทธ บุญมี" ย้อนยุคสมัยสังคมความรู้ จากอดีตสู่ปัจจุบัน จากคนบางกลุ่มสู่คนส่วนใหญ่ แต่เหตุไฉนยังมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อะไรชักใยอยู่เบื้องหลังความรู้ "ปัญญาเหตุผล" หรือ "ระบบตลาด" ขณะที่ "ส.ศิวรักษ์" สอนความรู้ผู้บริหารต้องไม่มีอคติ 4 และต้องมีปัญจธรรม 3 ประการ...

หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน  2547 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ มีการประชุมวิชาการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.) ครั้งที่ 2 โดยมีนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "สังคมประชาธิปไตยกับการใช้ความรู้" และนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนชื่อดัง กล่าวในหัวข้อ "ตกผลึกความคิด : ตัวแปรในช่วงเปลี่ยนจากสังคมความเห็นผ่านความรู้สู่ปัญญา"

O "ธีรยุทธ บุญมี"

การเปลี่ยนแปลงโลกจากยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม มาเป็นโลกยุคดิจิตอล ที่มีการกำหนดตัวเลข 2 หลัก คือ 0 กับ 1 เพื่อเป็นตัวแทนของทุกสรรพสิ่ง เป็นเทคโนโลยีที่น่ากลัวเพราะสามารถทำให้เกิดโลกเสมือนจริงได้ อำนาจของเทคโนโลยีทำให้ทุกสิ่งถูกแทนค่าด้วยตัวเลข 0 กับ 1 เหมือนกันไปหมด ทำให้การจัดระเบียบคุณค่าของสิ่งต่างๆ ลดน้อยถอยลง เหลือเพียงมีกับไม่มี เป็นผู้เชี่ยวชาญกับไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดีกับไม่ดี ทำให้คุณค่าอีกมากที่มีอยู่ในสิ่งต่างๆ ถูกละเลยไป

ในยุคโพสต์ โมเดิร์น นักคิด นักปรัชญาด้านมนุษย์ศาสตร์ บอกว่า การพัฒนาของมนุษย์มาจากการพัฒนาด้านภาษาที่เป็นความสามารถพิเศษที่มนุษย์มีมากกว่าสัตว์อื่นๆ โดยมองว่าการที่มนุษย์จะทำอะไร เกิดจากความคิดของมนุษย์เองมากกว่าปัจจัยจากภายนอก ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ภาษา ข้อมูลข่าวสารมากกว่าปัจจัยภายนอก เมื่อบวกกับการพัฒนาทางเทคโนโลยียิ่งทำให้คนสนใจความรู้ และการสื่อสารมากขึ้นกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่เปลี่ยนจากสังคมแห่งการทำมาหากิน มาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และข้อมูลข่าวสาร

การพัฒนาที่ผ่านมาขาดมิติทางสังคมและจิตวิญญาณ เพราะเราเน้นด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจมากเกินไป ทั้งนี้เมื่อมาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เราก็ต้องระมัดระวังการใช้ข้อมูลข่าวสารว่าทำให้ลดทอนสภาพจิตใจ จิตวิญญาณ วัฒนธรรมไปหรือไม่ การทำให้สรรพสิ่งถูกแทนค่าด้วยเลข 0 กับ 1 จะทำให้มิติอื่นๆ ถูกลดทอนไป กลายเป็นเพียงสินค้าที่ตัดทิ้งความสำคัญของมิติอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ของคนในสังคม ครอบครัว เพื่อนหรือไม่

ยุคสมัยของความรู้แบ่งออกเป็น 6 ยุค คือ ยุคแรกการค้นพบอักษร เมื่อ 4,500 ปีก่อนคริสตกาล คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในความรู้ คือผู้ควบคุมตัวอักษร ส่วนใหญ่จะเป็นพระ นักบวช หรือเจ้านายชั้นสูง ยุคที่ 2 เป็นยุคที่ค้นพบการพิมพ์ เมื่อราว 1,400 ปี ก่อนคริสตกาล เมื่อมีการพิมพ์ความรู้จะถูกกระจายออกไปสู่ชนชั้นสูง และชนชั้นกลางมากขึ้น ต่อมาเป็นยุคสื่อสารมวลชน เมื่อกลางยุค 1980 ที่ประชาชนทั่วไปเริ่มมีหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ เพื่อสื่อที่แพร่กระจายไปถึงประชาชนมากขึ้น และเป็นสังคมแห่งประชาธิปไตยของความรู้ และนำไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย

ยุคต่อมาคือยุคสื่อสันทนาการ เกิดปรากฏการณ์ที่ความรู้ลงไปสู่ประชาชนมากขึ้น โดยความรู้ที่ลงไปไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความบันเทิงด้วย และมาสู่ยุคปัจจุบันที่ในบ้านนั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์สื่อสาร ทำให้เกิดมนุษย์แบบแปลกๆ คือมนุษย์ที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น แต่เป็นคนที่อยู่กับตัวเอง อยู่กับการสื่อสาร แต่กลับเชื่อมโยงไปสู่คนทั่วโลก นักวิชาการจากทั่วโลกกำลังศึกษาว่าจะเรียกมนุษย์แบบนี้ว่าอะไร และมุนษย์เหล่านี้เป็นอย่างไร

การปฏิวัติความรู้ครั้งแรกเกิดจากการเอาความรู้เรื่องช่างมาประสานกับความรู้เชิงเทคนิค โดยคนที่ได้ประโยชน์คือนายทุน และเมื่อมีการปฏิวัติความรู้ในครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการนำการจัดการมาใช้ประสานกับความรู้ ซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์คือกรรมกร ส่วนการปฏิวัติความรู้ในครั้งที่ 3 คือการประยุกต์ใช้ความรู้กับความรู้ ทำให้เกิดการจัดการความรู้ขึ้นมา ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับคนทั้งหมดเพราะความรู้จะหลุดออกจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษ อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ในยุคอุตสาหกรรมและผูกขาดอยู่ในกลุ่มของตนเอง แต่เมื่อมีการนำความรู้มาจัดการองค์ความรู้ทุกคนจะได้ประโยชน์ และนักวิชาการต่อไปจะเป็นเพียง Operator คอยสับสวิตช์ความรู้ให้กับนักศึกษาเท่านั้น

สำหรับการปฏิวัติแบบนี้ผมขอเรียกว่าเป็นการปฏิวัติแบบถดถอย เราพบว่าในศตวรรษที่ 21 ทั่วโลกมีการปฏิวัติแบบถดถอยออกจากที่เดิม เช่น ศิลปะ ในช่วงยุคโมเดิร์น ศิลปินได้ระบุไว้ว่าจะไม่เป็นสื่อ หรือตัวแทนของความงาม ความจริง ตามที่ศิลปะยุคก่อนเคยเป็นมา คือศิลปะประกาศถดถอยตัวเองจากความเป็นจริง วัฒนธรรมก็ถดถอยออกจากการเป็นของดี ของชั้นสูง มาเป็นไลฟ์สไตล์ของคนทั่วไป ในด้านสังคม จากเดิมที่ถูกกำหนดความเป็นไปด้วยคนชั้นสูง (Elite) เป็นสังคมที่ถูกกำหนดด้วยคนทั่วไป

การถดถอยทางเศรษฐกิจทำให้มูลค่าของสิ่งต่างๆ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยองค์ประกอบจากภายในของสิ่งต่างๆ เช่น วัตถุดิบ ค่าเครื่องจักร ค่าเช่า ดอกเบี้ย จากเดิมที่ราคาสินค้ากำหนดด้วยราคาวัตถุดิบบวกกำไร มาเป็นมูลค่าของสิ่งต่างๆ ถูกกำหนดโดยตลาด เป็นผู้ตัดสินให้เกิดมูลค่า ซึ่งมูลค่าเพิ่มเกิดจากการออกแบบ เทคโนโลยี การสร้างแบรนด์

อย่างไรก็ตามสังคมแห่งการเรียนรู้ ข้อมูลข่าวสาร มีข้อเสียคือ การผูกติดอยู่กับอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่และระบบตลาดค่อนข้างมาก ดังนั้นการเป็นความรู้เพื่ออะไร เพื่อใคร จึงถูกมองน้อยลงไป เพราะตลาดจะเป็นผู้กำหนดทุกสิ่ง นั่นก็คือความรู้ได้ถดถอยออกมาจากความเป็นจริง ผู้เชี่ยวชาญถูกทำให้กลายเป็นเหมือนสินค้าที่หมุนเวียนโดยเสรี และถูกกำหนดโดยตลาด


ความรู้ในยุคสุดท้ายมีข้อดีคือ กระจายออกไปสู่มนุษย์มากขึ้น เป็นประชาธิปไตยของความรู้ และนำมาสู่ประชาธิปไตยของชาวบ้านที่ความรู้เข้าถึงได้ง่าย เราสามารถเข้าถึงหรือหยิบฉวยมาใช้ได้ง่าย คนมีโอกาสเอาความรู้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างประโยชน์ให้กับตนเองมากขึ้น และมีโอกาสสร้างสรรค์มากขึ้น การมีส่วนร่วมของคนจะละลายความต่างของสังคมออกไป มีการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน ปราชญ์ชาวบ้านมาใช้มากขึ้น เพราะความรู้ได้ละลายเส้นแบ่งเดิมออกไปและเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม และทำให้เกิดสังคมประชาธิปไตยมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา แต่ต้องระวังไม่ให้เกิดความเอียงของความรู้

ส่วนข้อเสียคือ มันทำให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความรู้ หรือ "ปัญญาเหตุผล" ซึ่งหากมีอยู่จริง ทำไมมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สงครามอิรัก หรือแม้แต่ความรุนแรงที่ภาคใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า "ปัญญาเหตุผล" เดิมใช้ได้หรือไม่ การเอาผลที่จะเกิดขึ้นมาเป็นหลักในการแก้ไขปัญหา หรือการไปถึงเป้าหมายโดยไม่ได้คิดถึงวิธีการนั้นจึงมีปัญหาตามมามากมาย เราจึงต้องมีโครงสร้าง มีเนื้อในของความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก อย่าเอาเป้าหมายมาเป็นหลัก

การเติบโตของความรู้ผ่านมาจากยุคโบราณที่ความรู้อยู่กับพระ หรือชนชั้นผู้นำ มาสู่ยุคอุตสาหกรรมที่เชื่อว่าความรู้ต้องผ่านการค้นคว้า ศึกษาทดลอง โดยเป็นการเติบโตแบบค่อยๆ เพิ่มพูนมาตลอด เพิ่งมีองค์ความรู้เข้ามาลบล้างความเชื่อเดิมเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีนักคิดชื่อ "โทมัส คูนห์" เป็นหลัก ต่อมาก็เป็น "จอร์จ โซรอส" ที่เชื่อว่าความรู้ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน การเติบโตของความรู้ไม่ได้เกิดจากการพอกพูนของความรู้ แต่เกิดจากการวิพากษ์ วิจารณ์ และล้มล้างความเชื่อเดิม

การเติบโตของศาสตร์ คือการเติบโตจากแม่บทความคิดเดิม แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งจะเกิดการก้าวกระโดดทางความคิด เพราะฉะนั้นการเข้าใจถึงแม่บท (Paradigm) จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังความรู้ และควรจะเดินต่อไปหรือไม่



O "สุลักษณ์ ศิวรักษ์"

เพิ่งกลับมาจากสหรัฐ และเห็นว่าขณะนี้ประชาชนสหรัฐเริ่มเห็นถึงความเลวร้ายของผู้นำเข้าแล้ว และพยายามภาวนาเพื่อให้ผู้นำมีคุณธรรมมากขึ้น เพราะประธานาธิบดีสหรัฐถือว่าเป็นตัวเลวร้ายที่สุดในโลก ทั้งการบุกทำสงครามอิรัก การหากินด้วยการค้าอาวุธ การที่มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งได้ประโยชน์จากการทำสงคราม แต่ที่น่าแปลกใจคือ นายจอร์จ บุช กลับมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นเพราะมีการมอมเมาประชาชนให้เชื่อในตนเอง และเชื่อว่าผู้นำของไทยจะใช้วิธีนี้เช่นกัน เพื่อให้ได้กลับมาบริหารประเทศใหม่อีกครั้งในสมัยหน้า

ขณะนี้ปัจจัยทางคุณธรรมของผู้นำไทยอ่อนแอ ทำให้ขาดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อแล้ว อย่างไรก็ตามก็พร้อมที่จะให้โอกาสในการบริหารงาน หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความจริงใจในการบริหารงาน แทนที่จะมัวพูดโกหก ผ่านสถานีวิทยุทุกวันเสาร์ หากจะพูดก็น่าจะชวนผมไปวิวาทะด้วย หรืออาจจะเชิญ อาจารย์ประเวศ(วะสี) อาจารย์ธีรยุทธ(บุญมี) ไปร่วมทำรายการด้วยก็ได้

หากรัฐบาลยังไม่เปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศจากความเห็นไปสู่ความรู้นั้น ประชาชนคงต้องจุดเทียนเพื่อให้รัฐบาลตื่นขึ้นมาบริหารแนวใหม่ โดยให้ ศ.น.พ.ประเวศ วะสี เป็นผู้จุดก่อน เนื่องจากเป็นผู้โอบอุ้มอสรพิษเข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีนิ่มนวลกว่านี้ ไม่เช่นนั้นจะไล่ออกจากการบริหารประเทศด้วยสันติวิธี ซึ่งหากไล่ด้วยสันติวิธีไม่ได้ผล ก็จะทำต่อไปด้วยความเข้มแข็ง

เพื่อให้สังคมเป็นสังคมแห่งความรู้ นอกจากการไม่มีอคติ 4 คือ ฉันทาคติ โทสคติ โลภคติ และโมหคติแล้ว ผู้บริหารประเทศจะต้องมีปัญจธรรม 3 ประการ คือ ละตัณหา ความทะยานอยาก เช่น การอยากรวยไม่รู้จบ เอาบ้านเมืองมาใช้เพื่อสนองความอยากรวยของตนเอง ละมานะความถือว่าตนเองเป็นคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุด ต้องฟังคนอื่นๆ และละทิฐิ ความเห็นผิด ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความสว่างไม่ได้ และหากเราเห็นใครถูก ไม่มีปัญจธรรม ครอบงำก็ให้สงสาร อย่าไปเกลียดเขา ให้รักเขาเหมือนรักหมาที่บ้าน
มติชน วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9743

"ธีรยุทธ-ส.ศิวรักษ์" วิพากษ์"สังคมความรู้" อะไรชักใยอยู่เบื้องหลัง?
 

  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 มกราคม 2011, 08:33:58 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 10:11:27 AM »

ผมคิดว่าโดยจิตวิญญาณของพวกเราไม่ค่อยมีใครอยู่เฉยหรอก   อย่างไรก็ต้องเข้าร่วมหรือมีส่วนในการเคลื่อนไหวทางสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่แล้ว

ดังนั้นจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับที่ว่า เวลามีการแลกเปลี่ยนกันทางความคิดทฤษฎีทีไร   ต้องมีคนเข้ามาบอกว่า   "อย่าเถียงกัน  ไปปฏิบัติกันดีกว่า  ให้การปฏิบัติเป็นตัวตัดสิน"

ก็เมื่อมีช่องทางให้แลกเปลี่ยนแบบสมัยใหม่แล้ว   ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ให้เต็มที่   เพราะรูปแบบนี้ไม่ต้องขี่รถตระเวณไปเปิดหน่วยศึกษาให้เสียเวลากัน   ใครว่างก็เปิดเข้ามาอ่าน เข้ามาคุย  

นี่เป็นการยกระดับความเข้าใจหรือการสรุปประสบการณ์จากการปฏิบัติไปอีกระดับหนึ่ง

แลกเปลี่ยนแล้วเข้าใจร่วมกันได้หรือไม่   ยังไม่ใช่สิ่งสำคัญ   สำคัญอยู่ที่ว่าได้มีการแลกเปลี่ยนหรือได้มีการอ่านสิ่งที่คนอื่นเขียนมาหรือไม่   แค่นี้ก็ถือว่าบรรลุแล้ว

เพราะการปรากฏของข้อความที่นี่ก็เท่ากับได้เผยแพร่สิ่งที่กำลังมีคนคิดและทำไปในวงกว้าง   ไม่ใชjพอเห็นแย้งกันก็รีบบอกว่า "อย่าเถียงกัน"  มาทำให้การแลกเปลี่ยนต้องยุติไปเสีย

เพราะอย่างที่บอกไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกัน   แค่คนที่ไม่เห็นด้วยหรือมีแง่มุมอื่นที่ต่างไป   เขียนออกมา   ก็เท่ากับว่าเขาได้อ่านที่เราเขียนไป    แค่นี้ก็นับว่าการเปิดหัวข้อประสบความสำเร็จแล้ว  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มกราคม 2011, 17:55:37 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 10:23:16 AM »

http://www.dragon-press.com/content-แบบอย่างของวิญญูชนคนโบราณ1522548-4-5620-83326-1.html 

แบบอย่างของวิญญูชนคนโบราณ

ดร.สุวินัย  ภรณวลัย



"ถ้าหัวใจของมนุษย์ไม่สื่อสารกัน สรรพสิ่งย่อมไม่สมานฉันท์"(วาทะของคนโบราณ)


ปัญหาความเสื่อมทรามตกต่ำทางศีลธรรม และจิตใจของผู้คนในสังคมไทยทุกวันนี้ที่นับวันยิ่งรุนแรงยิ่งขึ้นทุกทีนั้น ด้านหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เพราะ "ผู้คน" "ผู้ใหญ่" และ "ผู้นำ" ในปัจจุบันไม่อาจเป็น แบบอย่างได้ นั่นเอง คนในสังคมโดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาวจึงเติบโตขึ้นอย่างสับสน อย่างขาดบรรทัดฐานทางคุณค่าคุณธรรมบางอย่างในการเรียนรู้ ในการเข้าใจชีวิตซึ่งสำคัญมากเหลือเกิน


เอาง่ายๆ อย่างแค่คำถามเบื้องต้นที่ว่า อะไรคือการศึกษา การเรียนรู้ ทำไมเราต้องไปโรงเรียน ต้องเรียนวิชาต่างๆ มากมาย และทำไมต้องสอบแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็เป็นคำถามที่ครู นักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนนับล้านคนในประเทศนี้ต้องเคยตั้งคำถามหรือเคยตอบกับตัวเองกันมาบ้างแล้ว แต่แน่ใจหรือว่า คำตอบที่พวกเขาตอบกับตัวเองหรือฟังจากปากของคนอื่นนั้น ถูกต้อง สมบูรณ์เพียงพอแล้ว แน่ใจแล้วหรือว่าคนเราจำเป็นต้องเรียนหนังสือเพื่อให้สอบได้ มีงานทำ จะได้แต่งงานมีครอบครัวที่มั่นคงเท่านั้น


ผู้เขียนเห็นว่า สังคมเราควรมองการศึกษา การเรียนรู้ด้วยแง่มุมที่เชื่อมโยงกับชีวิตทั้งหมดอย่างเป็นองค์รวม และบูรณาการ แล้วจะเห็นได้เองว่า การงาน อาชีพ รายได้ การมีครอบครัว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตที่การศึกษาช่วยให้ได้มาเท่านั้น แต่ ตัวชีวิตเองเป็นอะไรที่มากกว่านั้น และมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งการศึกษา การเรียนรู้อย่างบูรณาการจะสามารถช่วยให้เราเข้าใจชีวิตในขอบเขตที่กว้างไกลกว่าเดิมได้


เพื่อการนี้ การศึกษาเรียนรู้ แบบอย่างแห่งภาวะผู้นำของวิญญูชนคนโบราณ นั้นทรงคุณค่าเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่หาแบบอย่างที่ดีได้ยากเย็นเหลือเกินนี้


วิญญูชนคนโบราณ นั้นเชื่อมั่นว่า ในโลกนี้ชีวิตนี้ไม่มีสิ่งใดสูงค่ากว่าการรู้แจ้งในธรรม และ ไม่มีสิ่งใดงดงามกว่าคุณธรรม ในอดีตกาลคนธรรมดาที่ยากไร้แต่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ยามตายไปยังได้รับการยกย่องสรรเสริญตลอดมาด้วยคุณธรรมของเขา ขณะที่ผู้มีอำนาจจำนวนไม่น้อยถึงตายไปแล้วก็ยังถูกสาปแช่งตลอดมา เพราะปราศจากคุณธรรม เพราะฉะนั้น วิญญูชนคนโบราณจึงทุกข์ร้อนเมื่อพร่องคุณธรรม แต่มิเคยทุกข์ร้อนเมื่อปราศจากอำนาจ และยศศักดิ์


เหตุที่ วิญญูชนคนโบราณ สามารถธำรงสภาวะจิตเช่นนี้ได้ก็เพราะ พวกเขาใฝ่รู้ในการศึกษาบ่มเพาะคุณธรรมโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความกลัว พวกเขาจึงมีปัญญาความสามารถที่จะคิดด้วยความรู้สึกอิสระปราศจากความกลัวใดๆ ทำให้ พวกเขาสามารถเข้าถึงความเรียบง่าย ความเต็มอิ่ม ความล้ำลึก และความน่ารักของชีวิตได้ง่ายกว่าคนสมัยนี้ พวกเขารู้ดีและมองทะลุซึ้งถึงความจริงที่ว่า ความทะเยอทะยานในการแสวงหาอำนาจให้แก่ตนเองอย่างไม่รู้จักพอของผู้มีอำนาจ คือต้นตอที่สร้างความเขลา ความสับสนขึ้นในสังคมนี้ เพราะมันทำให้ผู้คนต่างกลายเป็นศัตรูคู่แข่งของกันและกัน และทำให้ต่างฝ่ายต่างก็ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดสะดวกสบายของตนเป็นสำคัญ สังคมจึงต้องแตกแยกด้วยความเชื่อที่ขัดแย้งกัน มีการแบ่งเขาแบ่งเรา อย่างโง่เขลา อย่างต่ำช้า และอย่างโหดร้าย


นี่คือ โลกที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายที่เป็น "ผู้ชนะ" สอนให้พวกเราต้องทนอยู่กับมัน และหวังให้ผู้คนส่วนใหญ่คล้อยตามอย่างว่าง่าย


วิญญูชนคนโบราณซึ่งเป็นผู้ใฝ่ศึกษา ใฝ่เรียนรู้ที่แท้จริงด้วยจิตใจที่เป็นอิสรเสรี ย่อมกระตุ้นเตือนผู้คนให้มีสติให้ได้คิดว่า คนเราควรมีชีวิตอยู่อย่างมีปัญญา และเข้าใจโลกอย่างถึงแก่นแท้ของสัจธรรมโดยไม่คล้อยตามมัน อย่างกล้าปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ (สังคมเก่า) และกล้าปฏิเสธความทะเยอทะยาน ความโลภอันเป็นรากฐานของสังคมสมัยนี้ โดยมีชีวิตอยู่เพื่อทำให้สิ่งที่ตัวเองรัก และรักในสิ่งที่ตัวเองทำด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมดของตัวเองเท่านั้น


สำหรับ วิญญูชนคนโบราณ แล้ว ไม่ว่าจะเรียนศาสตร์หรือศิลปะแขนงใดก็ตาม พวกเขาจะตระหนักอยู่เสมอว่า การเรียนรู้ศาสตร์และศิลปะใดๆ ของพวกเขานั้น ไม่อาจสำเร็จได้ในหนึ่งวัน เมื่อกลางวันไม่เพียงพอ พวกเขาจะพากเพียรต่อในตอนกลางคืน พวกเขาจะมานะพยายามด้วยความบากบั่นหมั่นสั่งสมวิชาความรู้ในศาสตร์และศิลปะแขนงต่างๆ ด้วยใจรัก จนเวลาผ่านพ้นจากเดือนเป็นปี ทำให้ การเรียนรู้ และ การเติบโตทางจิต ของเขาพัฒนาเคียงคู่กันไปอย่างเป็นธรรมชาติ


กระบวนการเรียนรู้ของวิญญูชนคนโบราณนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างสัตย์ซื่อ และอ่อนน้อมถ่อมตน ปราศจากความทะเยอทะยาน เพราะพวกเขาถือว่า การเรียนรู้โดยตัวมันเองนั้น เป็นมรรคอันสูงส่งอยู่ในตัวอยู่แล้ว พวกเขาเรียนรู้สรรพวิชาเพื่อเข้าถึงความรู้แจ้งที่สมบูรณ์ เพราะพวกเขาเคยประจักษ์จากแบบอย่างที่มีอยู่จริงของ "ครู" ของพวกเขามาบ้างแล้วว่า เมื่อเข้าถึงความรู้แจ้งแล้ว กาย จิต วิญญาณของคนผู้นั้นจะกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ลมหายใจของผู้นั้นจะแผ่วเบาเสมอ สีหน้าของผู้นั้นจะแจ่มใส เปี่ยมด้วยความมีสง่าราศี เต็มไปด้วยพลังชีวิต กายของผู้นั้นจะตั้งมั่น แข็งแกร่ง มีความคิดที่มั่นคง กระจ่างแจ้ง สะท้อนให้เห็นถึงดวงจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใสตามธรรมชาติ


วิญญูชนคนโบราณนั้น สั่งสอนกันต่อมาเป็นทอดๆ ว่า "ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยได้ แต่ไม่อาจปฏิบัติได้นั้น ไม่กล่าวเสียเลยจะดีกว่า" แนวทางที่ระมัดระวังและอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนี้จึงมักถูกมองข้ามไปโดยคนส่วนใหญ่สมัยนี้ที่ถูกครอบงำโดยลัทธิการตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ในเชิงพาณิชย์ วิถีแห่งการเรียนรู้แบบวิญญูชนคนโบราณจึงมีการเผยแพร่อยู่ในวงจำกัด


มรรคาของคนทั่วไป กับ มรรคาของวิญญูชนคนโบราณ นั้นแตกต่างกัน มรรคาของคนทั่วไป นั้น คล้ายแม่น้ำลำคลอง เทือกเขา ลำธาร หุบเขาแมกไม้ที่ แต่ละสิ่งหล่อเลี้ยงเฉพาะตนเองเท่านั้น หาได้รู้จักสิ่งภายนอกซึ่งสมบูรณ์อยู่ในทุกสรรพสิ่งไม่ ขณะที่ มรรคาของวิญญูชนคนโบราณ นั้น ดุจแผ่นฟ้าและพสุธาที่ หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง และไม่มีสิ่งใดที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนโดย "อภิมรรค" นี้ แต่จะว่าไปแล้ว มรรคาทั้งสองนี้ก็หาได้แปลกแยกเป็นเอกเทศกันโดยสิ้นเชิงก็หาไม่ มันต่างกันเพราะความลึกซึ้งหรือความตื้นเขินแห่งการตระหนักรู้ และต่างกันที่ ระดับจิต ที่ต่ำสูงกว่ากันเท่านั้น แต่ทั้งหมดล้วนกำลังวิวัฒนาการอยู่ในกระแสธารใหญ่แห่งชีวิตของ จักรวาฬ (Kosmos)


ยามใดที่วิญญูชนคนโบราณดู ความเป็นไปของบ้านเมือง พวกเขาจะดูว่า ขณะนี้ในบ้านเมืองมีสัญญาณแห่งความอัปมงคล 5 ประการ เกิดขึ้นหรือไม่ สัญญาณแห่งความอัปมงคลที่ว่านั้น ได้แก่

(1) ทำร้ายผู้อื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ ถือว่าเป็น อัปมงคลต่อร่างกาย

(2) ไม่ดูแลผู้อาวุโสผู้ชรา แต่เอาใจเด็กเยาวชนมากไปจนเคยตัวเสียนิสัย ถือว่าเป็น อัปมงคลต่อครอบครัว

(3) ผู้มีอำนาจหลีกห่างนักปราชญ์ ช่วงใช้แต่คนถ่อย ถือว่าเป็น อัปมงคลต่อชาติบ้านเมือง

(4) ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ส่วนผู้เยาว์ก็ไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ถือว่าเป็น อัปมงคลต่อวัฒนธรรมประเพณี

(5) ปัญญาชนนักปราชญ์แฝงตัวเร้นกาย ขณะที่คนโฉดเขลากุมอำนาจบริหารบ้านเมือง ถือว่าเป็น อัปมงคลต่อฟ้าดิน


การขจัดความเป็นอัปมงคลต่างๆ เหล่านี้ กับการกอบกู้แบบอย่างของวิญญูชนคนโบราณในทุกมิติของปัจเจก ครอบครัว วัฒนธรรม และประเทศชาติ จึงเป็นเรื่องเดียวกัน และควรจะเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับสังคมนี้เสียด้วยหากต้องการพัฒนาสังคมนี้ไปสู่ สังคมความรู้ และ สังคมแห่งการเรียนรู้ ที่แท้จริง

 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 10:31:22 AM »

http://www.dragon-press.com/content-การบูรณาการสังคมคนสูงวัยกับสังคมความรู้2222548-4-5620-83327-1.html 

การบูรณาการ "สังคมคนสูงวัย" กับสังคมความรู้

ดร.สุวินัย  ภรณวลัย



"...นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากกว่าประชากรเด็ก"(นิตยสารนิวสวีก)


วิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศนี้อย่างรอบด้าน เพื่อมุ่งไปสู่ สังคมความรู้ ในอีกสิบปีหรือยี่สิบปีข้างหน้านี้จะไม่สมบูรณ์เลย หากพวกเรามิได้ตระหนักเสียแต่ตอนนี้ว่า ขณะนี้เมืองไทยของเรากำลังเดินหน้าไปสู่สังคมที่มีคนสูงวัยมากขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สังคมความรู้ ที่เมืองไทยกำลังวิวัฒนาการไปสู่นั้น มันจะปรากฏขึ้นเคียงคู่กับ การกลายเป็นสังคมคนสูงวัย ของประเทศนี้


แม้ว่าอีก 5 ปีหลังจากนี้ สัดส่วนของประชากรวัยทำงาน (อายุ 23-45 ปี) จะยังเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่หลังจากนั้นเป็นต้นไป สัดส่วนนี้จะค่อยๆ เริ่มลดลง ซึ่งหมายความว่า ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ สังคมคนสูงวัย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นที่คาดกันว่า ในปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 12 ล้านคน ขณะที่เด็กเกิดใหม่กลับลดลง โดยที่ในปี พ.ศ. 2558 คาดกันว่า ประชากรในวัยเด็กอายุระหว่าง 0-14 ปีจะลดลงจากร้อยละ 40 เหลือเพียงร้อยละ 20.2 เท่านั้น


ปัจจุบันนี้ คนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น หญิงไทยมีอายุเฉลี่ย 74.9 ปี ชายไทยมีอายุเฉลี่ย 69.9 ปี ซึ่งหมายความว่า อายุคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 70-75 ปี หลังจากเกษียณอายุ 60 ปีแล้ว ก็ยังต้องมีชีวิตยืนยาวอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อย 10-15 ปีก่อนจะตายไป


ปัญหาคนสูงวัย ที่เป็น เรื่องเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง ที่เรื้อรังมานานแล้ว สำหรับประเทศนี้ คือการที่ ในปัจจุบันยังมีคนไทยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือ 32.8 ล้านคน ที่ยังไม่มีหลักประกันเรื่องรายได้ หากคนเหล่านี้เข้าสู่วัยชราภาพในอีกสิบปีหรือยี่สิบปีข้างหน้า มิได้หมายความว่า คนเหล่านี้ต้องรอวันตายอย่างไร้อนาคตดอกหรือ?


หลักประกันสังคมสำหรับคนไทยที่สูงวัยวันนี้มีแค่ 3 ระบบเท่านั้น และครอบคลุมจำนวนประชากรแค่ 9.2 ล้านคนเท่านั้น คือระบบการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพสำหรับคนสูงวัยที่ยากจน ซึ่งช่วยได้แค่ 4 แสนคน ระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการจำนวน 1.8 ล้านคน และระบบประกันสังคมจำนวน 7 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2545)


ปัญหาเร่งด่วนสำหรับคนไทยวันนี้ ที่ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมคนสูงวัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ก็คือ เราจำเป็นต้อง "ส่งเสริมการออม" เพื่อเป็นหลักประกันและการใช้จ่ายในอนาคตและในยามแก่ตัว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดแต่กลับถูกละเลยที่สุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่สนับสนุนให้ประชาชนใช้เงินอนาคตเพื่อตอบสนองความอยากบริโภคในปัจจุบัน โดยผลัดการใช้หนี้ไปสู่อนาคต


การกลายเป็นคนสูงวัยของผู้คนจำนวนมากๆ ย่อมมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการบริโภคโดยรวมของประเทศอย่างแน่นอน เพราะคนที่อยู่ในช่วงการบริโภคส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน ส่วนคนสูงวัยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยบริโภคมาก เนื่องจากมีปัจจัยสี่ครบอยู่แล้วจึงไม่ค่อยใช้จ่าย หรือหากเป็นคนสูงวัยที่ยากไร้ก็ไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว ดังนั้น การกลายเป็นสังคมคนสูงวัยของสังคมไทยในอนาคตอันใกล้นี้ จึงย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน


ปัญหาคนสูงวัยยังสามารถจำแนกได้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ระหว่าง กลุ่มคนสูงวัยที่ยากจนและโดดเดี่ยว ซึ่งจะมีจำนวนเป็นสิบล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กับ กลุ่มคนสูงวัยที่มีการศึกษาและมีเงิน ซึ่งก็จะมีจำนวนหลายล้านคนเช่นกัน


สำหรับกลุ่มคนสูงวัยที่ยากจนและโดดเดี่ยว คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องพึ่งระบบสวัสดิการสังคมของรัฐเป็นหลัก และถ้าเป็นไปได้ก็คงต้องพึ่งพาระบบเครือญาติและชุมชนที่ยังมีความเข้มแข็งอยู่มาคอยเกื้อกูลดูแลแทนรัฐ การที่จะคาดหวังต่อกลุ่มคนสูงวัยกลุ่มนี้ให้มีคุณูปการต่อการสร้างสรรค์ "สังคมความรู้" และ "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก" คงเป็นไปได้ยาก


ซึ่งตรงกันข้ามกับ กลุ่มคนสูงวัยที่มีการศึกษา และมีเงิน ผู้เขียนมีความเห็นว่า คนกลุ่มนี้ (อย่างเช่น กลุ่มคนรุ่น 14 ตุลาฯ ในอีกสิบปีหรือยี่สิบปีข้างหน้า) สามารถมีคุณูปการอย่างสูงต่อการพัฒนาสังคมความรู้ขึ้นมาในประเทศนี้ โดยผ่านการยกระดับจิตหรือการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเชิงลึกของพวกเขา เพราะคนกลุ่มนี้มีศักยภาพมากกว่ากลุ่มอื่นทั้งหมด ในสังคมนี้ที่จะยกระดับจิตสำนึกของตนไปสู่ จิตสำนึกเชิงบูรณาการ (integral awareness) ซึ่งเป็นระดับจิตที่สำคัญในการชี้นำและผลักดันการปฏิรูปเชิงบูรณาการในประเทศนี้


กลุ่มคนสูงวัยที่มีการศึกษาและมีเงินกลุ่มใหญ่หลายล้านคนนี้จะกลายเป็น พลังหลักในการขับเคลื่อนสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ อย่างที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะพวกเขาจะกลายเป็น คนสูงวัยที่ไม่ยอมแก่ พวกเขายังไม่ยอมเฉื่อยชาที่ใช้ชีวิตแบบซังกะตายอยู่ไปวันๆ เพื่อรอวันตายเหมือน คนแก่ในอดีต พวกเขา แค่สูงวัยขึ้นแต่ยังไม่คิดว่าตัวเองแก่เฒ่าจนใช้การไม่ได้ พวกเขาตระหนักดีในตนเองว่า พวกตนมีประสบการณ์ในชีวิตมากมาย การศึกษาก็สูง มีปัญญาในการใช้ชีวิต มีเงินมาก และมีเวลามากด้วย พวกเขาเหล่านี้จะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่สำคัญของนักการตลาด เพื่อการบริโภคสินค้าและบริการอย่างไม่ต้องสงสัย แต่จะมี ผู้สูงวัยที่มีปัญหาและมีเงินจำนวนไม่น้อย ที่จะไม่ตกหลุมพรางแห่งกับดักของพวกนักการตลาดเจ้าเล่ห์เหล่านี้


พวกเขาเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่มักเริ่มค้นพบตัวเองตั้งแต่วัยกลางคน แต่ด้วยภาระหน้าที่ทางการงานในตอนนั้น ทำให้ยังไม่มีเวลาพอที่จะทำในสิ่งที่หัวใจของตนเองเรียกร้องปรารถนาได้ แต่ มันจะไม่ใช่เช่นนั้นอีกต่อไป เพราะ พวกเขาจะหันมาประเมินสิ่งที่พวกเขาต้องการจากชีวิตที่ยังเหลืออีกหลายปีใหม่ เพราะพวกเขาตระหนักได้ดีแล้วว่า การมีอายุยืนขึ้นหมายความว่ามีเวลามากขึ้น ทำให้พวกเขาคิดถึงสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำจริงๆ กับช่วงเวลาที่เหลืออยู่มากขึ้น


คนสูงวัยบางคนอาจกลับเข้าไปเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยใหม่ บางคนอาจเรียนศิลปะ บางคนอาจเรียนดนตรี บางคนอาจเรียนภาษาต่างประเทศ บางคนอาจเรียนหมากล้อม บางคนอาจฝึกมวยจีน-ชี่กง-โยคะ บางคนอาจเขียนหนังสือ แปลวรรณกรรม บางคนอาจฝึกสมาธิ บางคนอาจบวช บางคนอาจทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือบางคนอาจทำหลายๆ อย่างข้างต้นพร้อมๆ กัน โดยสิ่งที่พวกเขาจะเรียนรู้ในช่วงสูงวัยนี้ มักเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เรียนรู้มาก่อนในช่วงที่ยังหมกมุ่นกับการทำมาหากิน หรืออาจเคยสนใจแต่ไม่มีเวลาฝึกฝนเต็มที่ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้แบบสหวิทยาการ ของกลุ่มคนสูงวัยกลุ่มนี้มันจะไปส่งเสริมความเป็น "พหุปัญญา" ของพวกเขา ซึ่ง ภูมิปัญญาบูรณาการ มองว่า มันเอื้ออำนวยให้เกิดการวิวัฒนาการทางจิต หรือการยกระดับทางจิตของกลุ่มคนสูงวัยกลุ่มนี้ให้ไปสู่ระดับจิตแบบพหุนิยม หรือสูงกว่านั้นได้อย่างไม่ลำบากนัก


จึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า สังคมนี้จะมีกลุ่มคนสูงวัยที่มี ระดับจิตขั้นสูง ในระดับ พหุนิยม มากที่สุดเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ซึ่งย่อมส่งผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ในทุกมิติอย่างแน่นอน


ปัจจุบันนี้ เราสามารถเห็นแนวโน้มของ "ว่าที่ คนสูงวัยในอีกสิบปีหรือยี่สิบปีข้างหน้านี้ ที่เป็น "คนดัง" ของประเทศนี้หลายคนที่เริ่มขยายพรมแดนแห่งการเรียนรู้ของตนในทิศทางที่เป็น "พหุปัญญา" มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น


คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ CEO แห่งเซเว่น-อีเลฟเว่น นักบริหารมืออาชีพระดับต้นๆ ของประเทศนี้ ปัจจุบันนอกจาก หมากล้อม ที่เขาหลงใหลเป็นชีวิตจิตใจแล้ว เขายังเริ่มเรียนชี่กงและมวยไท้เก๊กอีกด้วย


ยุค ศรีอารยะ หรือ ดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ แห่งวิถีทรรศน์ นักวิชาการอิสระชื่อดังก็เริ่มหันมาฝึกฝนชี่กงและสมาธิด้วยตนเอง และเขียนหนังสือในแนวนี้ออกมา นอกเหนือไปจากงานเขียนหนักๆ อย่างเรื่อง ระบบโลก และโลกาภิวัตน์ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี "ขาประจำ" ชื่อดัง ซึ่งนอกจากจะวิจารณ์การเมืองอย่างแหลมคมแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่า เขาชอบเขียนภาพสีน้ำในยามว่าง เป็นต้น


พื้นฐานของ สังคมความรู้ นั้น มาจาก พหุปัญญา ในขณะที่ระบบการศึกษาในปัจจุบันของเรา ยังให้ พหุปัญญา (ปัญญาทางกาย, ปัญญาทางดนตรี, ปัญญาทางศิลปะ, ปัญญาทางภาษา, ปัญญาทางตรรกะ, ปัญญาทางมนุษยสัมพันธ์, ปัญญาในการทบทวนตัวเอง และปัญญาในการปรองดองกับธรรมชาติ) แก่ลูกหลานเราได้ไม่ครบถ้วนเช่นนี้ บางทีพหุปัญญาอาจจะเกิดขึ้น และงอกงามขึ้นในสังคมนี้ได้ โดยผ่านบทบาทของกลุ่มผู้สูงวัยกลุ่มนี้ก็เป็นได้ในการเผยแพร่องค์ความรู้เชิง "พหุปัญญา"
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 10:53:36 AM »

http://www.oknation.net/blog/rinyabhatr/2009/06/22/entry-1 

บทที่ 1 สังคมสารสนเทศสู่สังคมความรู้ (พัฒนาการสังคม 5 ยุค)

Posted by TheGiver , ผู้อ่าน : 921
, 19:04:39 น.   


บทนี้อาจารย์ต้องการให้เรามองเห็นภาพเคลื่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้าง ตั้งแต่สังคมเกษตรกรรมจนถึงสังคมแห่งอนาคตคือ สังคมทุนทางปัญญา ว่ามันมีพัฒนาการมาอย่างไร เรากำลังอยู่ตรงไหน และเรากำลังจะเคลื่อนไปตรงไหน และเรายังต้องทราบอีกว่า ยุคเศรษฐกิจในปัจจุบันและในอนาคตมีลักษณะอย่างไร

นี่เป็นสิ่งที่เพื่อนๆต้องจับจุดให้ได้หลังจากที่อ่านบทนี้จบ


โดยหลักการที่อาจารย์นำมาใช้ทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ




แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดย Alvin Toffler ในหนังสือ คลื่นลูกที่ 3


แนวคิดเรื่องการจัดการนวัตกรรมจนถึงการจัดการทุนทางปัญญา



บีมจะทำการเชื่อมโยงความรู้ในบทเรียนให้เพื่อนๆเห็นภาพและเข้าใจบทเรียนมากขึ้นนะ โดยข้อมูลบางอย่างก็นำมาจากเว็บไซท์อื่นๆมาเพิ่มเติม โดยในบล็อกนี้จะพูดถึงแนวคิดในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโลกจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเน้นไปที่ปัจจัยสำคัญที่เป็นฐานในการผลิตของยุคต่างๆ และการเชื่อมโยงด้านองค์ความรู้ของแต่ละยุคจนถึงปัจจุบัน



Alvin Toffler มีแนวคิดว่า โลกกำลังสิ้นสุดยุคอุตสาหกรรมและเข้าสู่สังคมข้อมูลข่าวสารและสังคมแห่งความรู้ โดยได้ลำดับพัฒนาการสังคมมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น ซึ่งแต่ละขั้นก็จะมีเหตุปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สืบเนื่องมาจากยุคเดิม เหมือนกับวัฎวักรการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เขาจึงได้ใช้คำว่า "คลื่น" เพราะมันหมายถึง ความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่และมันจะจางหายไปโดยมีระลอกใหม่เกิดมาแทนที่

คลื่นลูกที่ 1 เกษตรกรรม มีลักษณะคือ จากมนุษย์เร่ร่อน ก็เริ่มลงหลักปักฐาน "สร้างสมความรู้ด้านการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์" เพื่อยังชีพ มีที่ดินเป็น "ฐานการผลิต" ผลิตตามความจำเป็นของชุมชน (เอาไว้ใช้เอง) จึงทำให้เศรษฐกิจมีลักษณะกระจาย ทำของใครของมัน มื่อเวลาผ่านไป การลงหลักปักฐานนี้ทำให้คนสามารถผลิตของยังชีพตอบสนองความต้องการของตนได้มากกว่าแต่ก่อนตอนร่อนเร่ ทำให้มีเวลาเอาไปพัฒนาวัฒนธรรมและมีเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้มากขึ้น จึงเกิดเป็นอารยธรรมใหญ่ๆ ขึ้น เช่น ในอินเดีย จีน โรมัน และยุโรป แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในด้านการผลิตประดิษฐกรรมที่มีความซับซ้อนและยังขาดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์


คลื่นลูกที่ 2 อุตสาหกรรม เกิดจากจุดเริ่มต้นที่ว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1760 โดยมีการนำเอาเครื่องจักรไอน้ำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักรทอผ้าและใช้ถ่านหินเป็นพลังงานทางการผลิต การที่ประเทศอังกฤษประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่อังกฤษอย่างมหาศาล (ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pcgamezip&month=07-2008&date=14&group=8&gblog=6)




หลังจากนั้น ก็ได้มีการนำเครื่องจักรมาใช้ในการผลิตอย่างกว้างขวาง ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออกมากขึ้น ลัทธิจักรวรรดินิยมได้แพร่หลายเพราะประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องการวัตถุดิบและตลาดรองรับสินค้า เพื่อให้อุตสาหกรรมภายในประเทศตัวเองขยายตัว แรงงานจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยไปเป็นกรรมกรเพิ่มมากขึ้น เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากขึ้น องค์ความรู้ใหม่ๆได้เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การจัดจำหน่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การค้า การขนส่ง และยังมีองค์ความรู้ในด้านสังคมศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย เช่น รัฐศาสตร์ พาณิชย์ศาสตร์ รวมไปถึงการพัฒนาแนวคิดของระบบทุนนิยมและสังคมนิยมที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอีกด้วย




คลื่นลูกที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อมีการประดิษฐ์คิดค้นคอมพิวเตอร์ขึ้นได้ โดยเครื่องแรกจะมีขนาดใหญ่เท่ากับห้องหนึ่งห้อง ใช้หลอดสุญญากาศ ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิวาเนีย (เอกสารคู่มือการเรียนรู้ครั้งที่ 2 Computer Systems ของ อ.ชุณหพงษ์ หน้า 2)
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทำให้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาขึ้นมากและรวดเร็ว ประกอบกับความพยายามในการทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันเพื่อการสื่อสารกัน กลายเป็นระบบเครือข่าย (network system) ทำให้ในยุคนี้เป็นยุคที่การผลิตและการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ มีความรวดเร็วมาก และเชื่อมต่อถึงกันได้ทั่วโลก


เทคโนโลยีการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ตหรือโทรคมนาคมทำให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลต่างๆกันบนระบบเครือข่าย ซึ่งนับวันเทคโนโลยีเหล่านี้ ราคาถูกลงเรื่อยๆ ทำให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้น เกิดการหลั่งไหล เปลี่ยนผ่านข้อมูลอยู่เกือบตลอดเวลา




ดังนั้น องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์องค์ความรู้ในแขนงอื่นๆ และองค์ความรู้ที่สะสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากยุคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ได้อย่างกว้างขวาง บริษัทเล็กๆที่เงินทุนไม่มาก แต่ถ้าได้ครอบครองเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ สารสนเทศและการสื่อสารที่มีคุณภาพแล้ว ก็สามารถเอาชนะบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ไม่ยาก




แนวโน้มของอาชีพก็เปลี่ยนไป จากการผลิตที่ต้องอาศัยแรงงานเป็นหลักในยุคอุตสาหกรรม และอำนาจเป็นของนายทุน มาเป็น knowledge worker และผู้ทำอาชีพด้านบริการ นั่นคือ คนที่ตลาดแรงงานต้องการในสมัยนี้ จะเป็นคนที่มีความรู้ สามารถทำงานกับข้อมูลข่าวสารได้ดี ใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการทำงานของตนเองได้ ซึ่งเป็นงานที่ใช้สมองมากขึ้น ใช้แรงน้อยลง ตามกฎ 80/20 และปัจจุบันนี้จะเห็นว่า นายทุนไม่ใช่ผู้กุมอำนาจคนเดียวในระบบเศรษฐกิจอีกต่อไป knowledge worker เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจต่างๆขององค์กรได้มากขึ้น ทำให้การทำงานเป็นแบบกระจายอำนาจมากขึ้น และเน้นการร่วมมือกันมากกว่าการสั่งการจากด้านบนเพียงอย่างเดียว




คลื่นลูกที่ 4 ยุคนวัตกรรม ภายใต้ระบบทุนนิยมและระบบการค้าเสรี ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างสูง และความรู้ที่จะนำมาใช้ในการทำงานและการพัฒนาธุรกิจมีอยู่ทั่วไป ซึ่งผู้ที่รู้จักใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เดิมจะสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆได้ และทำให้เกิดการปกป้องนวัตกรรมของตนเองโดยการจดสิทธิบัตรหรือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ เพื่อให้นวัตกรรมที่ตนคิดค้นขึ้นมานั้นได้รับการคุ้มครอง และสินค้าหรือบริการที่จะอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาน ต้องลอกเลียนแบบได้ยาก




คลื่นลูกที่ 5 ยุคทรัพย์สินทางปัญญา ในยุคนี้ซึ่งต่อเนื่องมาจากยุคที่ 4 จะเป็นยุคที่การพัฒนาจะวัดจาก "ปริมาณทรัพย์สินทางปัญญา" และนอกจากนี้จะต้องมีการสนับสนุนการทำงานของ knowledge worker เพื่อให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรมนุษย์แต่ละคน รวมไปถึงต้องมีความพยายามในการจัดการให้องค์ความรู้ที่จำเป็นอยู่กับองค์กรให้ได้

มีการจัดระเบียบความรู้ (ทุนทางปัญญา) ต้องมีสมรรถภาพในการจัดเก็บ รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดหมวดหมู่และค้นคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อการใช้งาน

สร้างองค์กรและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้

เตรียมปัจจัยให้เอื้อต่อการเรียนรู้

เน้นความรู้เกี่ยวกับ ทุนลูกค้า ทุนมนุษย์ และทุนโครงสร้าง เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับพนักงาน รวมไปถึงความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการพัฒนาสินค้าและบริการ

ดังนั้น ในยุคนี้ จึงมีคนกล่าวไว้ว่า "Information & Knowledge is Power" ซึ่งใครจะมีความสามารถและความได้เปรียบมากกว่ากัน จะต้องตัดสินว่า ใครมีความสามารถในการจัดการกับความรู้และข้อมูลข่าวสาร และนำมาใช้ประโยชน์เพื่อตอบโจทย์ของชีวิตและองค์กรได้มากกว่ากัน


ระบบสารสนเทศกำลังกลายเป็นหัวใจของระบบการผลิต การแลกเปลี่ยน การบริโภค และการบริหารองค์กร


สุดท้ายของบทความนี้ บีมจะสรุปเกี่ยวกับพัฒนาการสังคม 5 ยุคสั้นๆดังนี้

คลื่นลูกที่ 1 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และสะสมองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม

คลื่นลูกที่ 2 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและเครื่องยนต์กลไล และสะสมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การค้าขาย สังคมศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ การทหาร

คลื่นลูกที่ 3 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูลและการสื่อสาร และมีการสะสมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และระบบเครือข่าย

คลื่นลูกที่ 4 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากการสังเคราะห์ความรู้เดิมให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ หรือเรียกว่า "นวัตกรรม" เป็นยุคที่ใช้ประโยชน์จากความรู้เดิมนำมาทำสิ่งใหม่ที่มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการมากขึ้น

คลื่นลูกที่ 5 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกิดขึ้นมาจากการจดทะเบียนปกป้องนวัตกรรมต่างๆที่ได้จากยุคที่ 4 ซึ่งในยุคนี้ ใครมีทรัพย์สินทางปัญญามากกว่ากัน และสามารถจัดระบบและนำมาใช้ประโยชน์ ใช้แก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจหรือปัญหาต่างๆได้มากกว่า ก็ย่อมจะมีการพัฒนามากกว่า


ดังนั้น นับแต่นี้เป็นต้นไป สารสนเทศและความรู้ จะกลายเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญที่สุด
 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 11:22:16 AM »



คลื่นลูกที่สาม (The Third Wave)
posted on 13 Feb 2007 11:13 by shuriken  in Article วิสัยทัศน์ประเทศไทย \"The Future of Thailand หรืออนาคตประเทศไทย\" ของบริษัท สื่อดี จำกัด โดยนายอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์
เจ้าของผลงานเขียน เช่น คลื่นลูกที่สาม(The Third Wave) อำนาจใหม่(Power Shift) และเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า Globalization ได้บรรยายสดผ่านดาวเทียมให้ชม


อนึ่ง การสัมมนาดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน จากเดิมที่เชิญนายปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ \"กูรู\" ด้านการบริหารจัดการ มาเป็นผู้บรรยาย แต่นายดรักเกอร์เกิดล้มป่วยกะทันหัน



หัวข้อที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อธุรกิจ วิถีชีวิต และสังคมของเรา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสร้างความซับซ้อนสับสน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยแท้ นับตั้งแต่เริ่มมีการปฏิวัติเทคโนโลยีข้อมูลและสารสนเทศ ซึ่งผมเรียกว่าเป็นคลื่นลูกที่ 3 นั้น จะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก แม้จะเริ่มต้นเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมาแล้ว แต่ผลกระทบยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่เราควรตระหนักก็คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นและรูปแบบก็มีพลวัต มันมิใช่ภาพในแนวราบที่จะพยากรณ์อนาคตได้ง่ายๆ อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความผกผันอยู่ตลอดเวลา นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมเราจึงต้องเตรียมรับมือกับมันอย่างท้าทาย

การพัฒนาด้านเทคโนโลยีทำให้หลายประเทศเกิดจลาจล ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา โรคติดต่อ สิ่งสำคัญที่เราต้องยอมรับคือ การกระจายตัวของเทคโนโลยีไปในประเทศโลกที่สามและเอเชีย เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา ไม่ว่าในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ไทย และมาเลเซีย ควรเตรียมตัวรับมือ แต่ก็พบว่าองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นยังไม่ทันการพัฒนาของเทคโนโลยี จนถึงปัจจุบันการศึกษาก็ยังเป็นธุรกิจที่ต้องปรับตัวมากจากการพัฒนาของเทคโนโลยี

ในด้านธุรกิจ เทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบการผลิตใหม่ ทำให้รูปแบบวิถีชีวิตของคนในสังคมสับสนยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น ผู้บริหารองค์กรต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน ต้องสร้าง \"เครือข่าย\" เพื่อช่วยให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างคล่องตัว และตัดสินใจได้รวดเร็วเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

Resyncronization อาจเป็นเรื่องยากต่อการทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดการผสมระหว่างหน่วยงานเล็กๆ แต่ละหน่วย ผสานตลาดเล็กๆ แต่ละตลาดเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การผสานความร่วมมือดังกล่าว ยังคงเป็นรูปแบบที่ต้องศึกษากันต่อไป

รูปแบบการผลิตในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเป็นคลื่นลูกที่ 2 นั้น ก่อให้เกิดการพลิกกลับของกระบวนการผลิตที่เรียกว่า Massification หรือการผลิตสินค้าจำนวนมาก เพื่อประหยัดต้นทุน แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมาเป็น Demassification หรือการผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เช่น การผลิตรถยนต์ฟอร์ดในยุคก่อน ถือเป็นระบบ Mass ที่ผลิตรถสีเดียวแบบเดียวจำนวนมากๆ แต่ปัจจุบันความต้องการหลากหลายขึ้น Demass ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ทำให้เกิดรถในแบบและสีสันต่างๆ ตอบสนองตลาดที่แยกย่อยเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย

ในอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชน อเมริกายุคเก่ามีสถานีโทรทัศน์ให้เลือกชมเพียง 3 สถานีใหญ่ แต่ปัจจุบันมีกว่า 100 ช่อง เพื่อเป็นทางเลือกมากขึ้น ธุรกิจอื่นๆ ก็ต้องหันมาทำความเข้าใจวิธีการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตลาดเฉพาะกลุ่มเล็ก ซึ่งหากธุรกิจสามารถครองตลาดกลุ่มเล็กๆ ได้หลายกลุ่ม ก็เท่ากับได้ครองตลาดเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ในสังคมอเมริกัน เราพอมองเห็นผลกระทบที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนจากยุคคลื่นลูกที่ 1 สังคมส่วนใหญ่เป็นสังคมชนบท ครอบครัวใหญ่ อาศัยรวมกัน เพื่อช่วยกันทำการเกษตร เมื่อมาสู่คลื่นลูกที่ 2 ระบบอุตสาหกรรมทำให้ขนาดครอบครัวเล็กลง แต่ละคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ การแข่งขันทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หน่วยย่อยทางธุรกิจหรือสังคมก็จะมีบทบาทชัดเจนมากขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับการแบ่งงานกันทำในหน่วยงานของภาครัฐ กระทรวง ทบวง กรม ที่ต่างมีหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง แต่โยงใยกันเป็นเครือข่าย การปรับโครงสร้างธุรกิจในอนาคต ก็จะออกมาในรูปของเครือข่าย(network) มากขึ้นเช่นกัน

การมองภาพความเปลี่ยนแปลง อย่าไปมองที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องดูภาพรวมทั้งการเงิน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม อาจรวมถึงศาสตร์และวิถีชีวิตด้วย เพราะการตัดสินใจของผู้บริหารต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน เพราะทุกอย่างเชื่อมต่อกันหมด ประเทศหนึ่งเกิดโรคติดต่อร้ายแรง ประเทศใกล้เคียงก็พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย

แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นรวดเร็ว และการปรับตัวก็ต้องเร็วตาม แต่ก็ต้องปรับอย่างมีกลยุทธ์ ต้องรู้ว่าปรับเปลี่ยนเพื่อใคร เป้าหมายใด เหมือนการขึ้นเครื่องบินที่คุณต้องรู้จักเลือกสายการบิน และรู้ที่หมายที่จะไป

เทคโนโลยีนั้นพัฒนาไปบนฐานความรู้เป็นสำคัญ ประเทศไทยเองก็ต้องตอบรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเท่าทันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝน เรียนรู้ เพราะมิฉะนั้นก็จะไม่สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

ในภูมิภาคเอเชียมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน บางครั้งอาจเกิดการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรม เช่น คริสต์กับอิสลาม แต่ในความหมายของผม มิได้ชี้ไปที่ศาสนา หากแต่เป็นรูปแบบวิถีชีวิตมากกว่า การปะทะกันเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน

สำหรับประเทศไทยกล่าวได้ว่า เป็นประเทศที่ผสมผสานระหว่างคลื่นลูกที่ 1 คลื่นลูกที่ 2 และคลื่นลูกที่ 3 ไปพร้อมๆ กัน เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ยังทำการเกษตร มีสภาพชีวิตเป็นครอบครัวใหญ่ รายได้ไม่มาก และทำงานตามฤดูกาล ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาด้วยเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ การผลิตรถยนต์ และอื่นๆ ส่วนการพัฒนาซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ก็มีการศึกษาในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน

ประเทศในโลกตะวันตกแตกต่างจากโลกตะวันออก เพราะมีช่องว่างทางด้านเทคโนโลยี แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คลื่นลูกที่ 3 กำลังเกี่ยวข้องกับเราทุกคน

มีคนโต้แย้งว่า ความคิดใหม่และเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้ช่วยขจัดปัญหาความยากจน ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เทคโนโลยีอาจไม่ได้ช่วยให้คนจนเข้าถึงได้ เพราะเหมาะกับคนบางกลุ่ม แต่ก็เป็นเครื่องมือช่วยคลี่คลายปัญหาความยากจนได้ เช่น การนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในการพัฒนาเกษตรกรรมในโลกตะวันตก ก็สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นเกษตรอุตสาหกรรม สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น เกิดจากแปรรูปสินค้าเกษตร มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต สุดท้ายก็ส่งผลให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัญหาความยากจนก็บรรเทาลง แม้ว่าจะไม่หมดไปก็ตาม

คุณจะพบว่าปัจจุบันคอมพิวเตอร์ชิปผลิตออกมาจำนวนหลายแสนล้านชิ้นทุกวันบนโลก และเพิ่มมากขึ้น เร็วขึ้นทุกปี จากชิปธรรมดา พัฒนามาเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ก้าวมาอีกขั้นเป็นดิจิตอล ใช้งานง่ายด้วยสวิตช์ปุ่มเปิดปิด ในประเทศไทย การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีประมาณ 4.8 ล้านคน อาจไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร แต่ถือเป็นอัตราสูงเมื่อเทียบกับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประเทศเพื่อนบ้าน และไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญคือ คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตไม่มีทางหายไป นับวันแต่จะเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการวิวัฒนาการที่ยิ่งใหญ่

ในคืนที่ยานอวกาศร่อนลงเหนือดาวอังคาร มันทำให้เรารู้สึกได้ว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุดนิ่ง และทำให้เราค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค วัคซีนตัวใหม่ เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี เครื่องมือแพทย์ที่มีขนาดเล็กลงเพื่อสามารถช่วยชีวิตมนุษย์และรักษาโรคบางอย่างที่เดิมไม่สามารถรักษาได้

แล้วเราก็จะพบว่า Demassification ก็ไม่ได้หายไปไหน เรายังคงพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องที่ละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น

นี่คือจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเรา เราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกระดับชั้น แต่ผลของมันต่างหากที่เข้าถึงคนทุกระดับชั้นได้ ตัวอย่าง ในช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า เครื่องจักรไอน้ำไม่สามารถเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจได้ และถัดมาไม่นานมีการพยากรณ์ว่าจะเกิดการขาดแคลนอาหารในอินเดีย เพราะไม่สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ แต่ความจริงอินเดียสามารถผลิตผลผลิตได้มากถึง 3 เท่าจากเดิม จนส่งออกได้ นี่คือผลจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้

ในขณะนี้ไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนที่ผสมผสานของคลื่นทั้ง 3 ลูก และกำลังรอเวลาเข้าสู่คลื่นลูกที่สามอย่างเต็มตัว ประเทศโลกที่สามเตรียมจะเข้าสู่คลื่นลูกที่สามประมาณปี 2030-2050 ไทยยังพึ่งพาจีนในบางส่วน แต่ในอีก 40 ปีข้างหน้าไทยอาจเปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าสู่รูปแบบของคลื่นลูกที่สาม

อินเดียคล้ายคลึงกับไทย เพราะมีการพัฒนาที่ผสมผสานกันของคลื่นทั้ง 3 ลูก โดยเฉพาะการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์ที่มีมากจนส่งออกได้ เพราะต่างประเทศเข้ามาลงทุนและถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้อินเดียกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจ อีกทั้งอินเดียก็มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งสามารถพัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วย

แม้แต่จีนเองก็มีท่าทีสนใจต่ออุตสาหกรรมในคลื่นลูกที่สามมากพอสมควร หนังสือที่ผมเขียนหลายเล่มขายดีในจีน แม้แต่ เติ้ง เสี่ยว ผิง ก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม จีนกำลังมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมากขึ้น จีนถือเป็นตลาดใหญ่ เมื่อเทียบกับไทยแล้วอาจพัฒนาได้ช้ากว่า ไทยจึงได้เปรียบในเรื่องขนาดตลาด และการพัฒนาความรู้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี และน่าจะถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเข้าไปเป็นผู้ผลิตเพื่อป้อนตลาดจีนด้วย

ในภาคเกษตรกรรมเองก็แบ่งออกเป็นคลื่นลูกที่หนึ่งและสองเช่นเดียวกัน และสามารถพัฒนาต่อยอดออกไปเป็นเกษตรกรรมในคลื่นลูกที่สาม ซึ่งน่าจะเป็นอนาคตสำหรับประเทศไทย โดยยังต้องศึกษาต่อไปว่าจะพัฒนาออกมาเป็นรูปแบบใด เช่น แม้แต่เทคโนโลยีดาวเทียมก็สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร โดยใช้บอกพิกัดลักษณะทางภูมิศาสตร์ และช่วยพัฒนาระบบการเกษตรยุคใหม่ที่ได้ผล

ประเทศไทยจึงมีโอกาสเป็นผู้นำในการพัฒนาการเกษตรเข้าสู่คลื่นลูกที่สาม เพราะในเอเชียยังไม่มีประเทศใดที่เน้นและให้ความสำคัญในเรื่องนี้เหมือนไทย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนอุตสาหกรรมการเกษตรจากคลื่นลูกที่หนึ่ง มาเป็นลูกที่สอง และคลื่นลูกที่สาม แม้จะมีปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาชะงักงัน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ แต่เปลี่ยนแปลงก็ยังดำเนินต่อไป คนรุ่นใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมและอนาคตสังคมเศรษฐกิจในคลื่นลูกที่สามต่อไป

เราต้องเตรียมตัวรับความท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนาและเติบโตของเทคโนโลยี สิ่งที่เราต้องเผชิญ มิใช่เพียงโฟกัสอยู่ที่เพียงธุรกิจของเรา แต่หมายรวมถึงการติดต่อสัมพันธ์กับองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งรัฐบาล องค์กรธุรกิจ และสถาบันการศึกษา กำลังเผชิญกับความท้าทาย และเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วอย่างรวดเร็วในยุคของการพัฒนาคลื่นลูกที่สาม
 

 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 11:41:59 AM »

สังคมที่จมอยู่กับความจนและความเขลา อย่าไปเพรียกหาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

(1/1)
ลิขิตมึนพิษ "คลื่นลูกที่สาม"


รายงาน

10 ปีที่แล้ว ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เสนอทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตย เป็นทฤษฎีที่เสนอว่า คนชนบทเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คนเมืองเป็นคนโค่นล้มนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน  ราชบัณฑิตอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ สำนักท่าพระจันทร์ นำเสนอทฤษฎีคลื่นลูกที่สามในการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจ

ดร.ลิขิตอ้างถึงหนังสือคลื่นลูกที่สาม (The Third Wave) ของอัลวิน ทอฟเลอร์ ที่นำเสนอคลื่น 3 ลูกแห่งการพัฒนา จากคลื่นลูกที่ 1 คือ สังคมการเกษตร มาสู่คลื่นลูกที่ 2 คือ สังคมอุตสาหกรรม และคลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร

นักทฤษฎีเชื่อว่าทุกวันนี้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ผสมผสานระหว่างคลื่นลูกที่ 1 คลื่นลูกที่ 2 และคลื่นลูกที่ 3 ไปพร้อมๆ กัน เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ยังทำการเกษตร มีสภาพชีวิตเป็นครอบครัวใหญ่ รายได้ไม่มาก และทำงานตามฤดูกาล ในขณะเดียวกันไทยก็มีอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาด้วยเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ การผลิตรถยนต์

หลายคนบอกว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนที่ผสมผสานของคลื่นทั้ง 3 ลูก และกำลังรอเวลาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 อย่างเต็มตัว ประเทศโลกที่ 3 เตรียมจะเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 ประมาณปี 2030-2050 ไทยยังพึ่งพาจีนในบางส่วน แต่ในอีก 40 ปีข้างหน้าไทยอาจเปลี่ยนแปลงตัวเองเข้าสู่รูปแบบของคลื่นลูกที่ 3

ดร.ลิขิตกล่าวว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยในยุคที่ผู้มีอำนาจอยู่ในคลื่นลูกที่ 3 แต่คนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 80 อยู่ในคลื่นลูกที่ 1 ทำให้วัฒนธรรมการเมืองไทยแตกต่างจากประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ  

"คุณลองนึกภาพดูเราอยู่ในคลื่นลูกไหนกันแน่ ตัวอย่างในงานศพ สวดกัน 3 วัน 7 วัน เสียเวลาไปเท่าไร ในต่างจังหวัดงานศพเป็นที่ตั้งวงกินเหล้า เล่นไพ่กันจนสว่างคาตา พิธีกรรมบางอย่างที่อยู่ในสังคมเกษตรควรเปลี่ยนไปได้แล้ว งานศพสวดวันเดียวจบจะช่วยเงินทำบุญหรือวางดอกไม้จันทน์แล้วก็จบกัน แต่เอาเข้าจริงพิธีกรรมไม่ใช่แค่งานศพ ยังมีงานแต่งงาน งานบวช วุ่นไปกับพิธีกรรมจนคนไทยแทบไม่มีเวลาจะสร้างสรรค์อะไรได้เลย"

อีกภาพหนึ่ง คนไทยไปต่างประเทศกินอาหารฝรั่งก็ไม่เป็น เรียกเสิร์ฟแต่อาหารไทยกับอาหารจีน พูดภาษาต่างประเทศก็ไม่ได้ ได้แต่หัวเราะแหะๆ ไปต่างประเทศก็ไปกินไปเที่ยวไปใช้เงิน ไม่ได้ความรู้ ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง นี่คือทัวร์ต่างประเทศแบบคนไทย

ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่อยู่ในคลื่นลูกที่ 1 หรือสังคมเกษตรกรรมนั่นเอง ขณะที่สังคมการเมืองไทยอยู่ในคลื่นลูกที่ 2 กับคลื่นลูกที่ 3 ถึงเวลาเลือกตั้งผู้นำแห่งคลื่นลูกที่ 3 ก็จูงใจคนในสังคมคลื่นลูกที่ 1 ด้วยแรงจูงใจไม่ต้องสูงมากนัก

"คุณลองคิดดูคนส่วนใหญ่ได้เงินเดือน เดือนละ 4,000-5,000 คน คนมาแจกเงิน 500 บาท 800 บาท ให้ช่วยกากบาทเลือกตั้ง ก็เอาแล้ว นี่คือสังคมไทย สังคมที่ไม่มีศักดิ์ศรี คนส่วนใหญ่ในภาคเกษตรเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร"

ศ.ดร.ลิขิตตอกย้ำว่า ในสังคมที่จมอยู่กับความจนและความเขลา อย่าไปเพรียกหาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แล้วที่สุดผู้มีอำนาจในคลื่นลูกที่ 3 ก็ได้ไปทั้งหมด ทั้งอำนาจและกลไกของรัฐ ตราบใดที่ยังแก้ปัญหาความจนและความเขลาไม่ได้ ผู้มีอำนาจในคลื่นลูกที่ 3 ก็ครอบงำคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในคลื่นโลกที่ 1 ไปอีกนานเท่านาน


นอกจากนี้ นักการเมืองไทยก็ไม่มี political sense ไม่มี public mood มีแต่ Business sense ทำให้ต่างชาติเข้ามายึดครองธุรกิจ 10 ประเภท อันประกอบด้วย 1.สื่อสารโทรคมนาคม 2.ระบบลอจิสติก 3.สถาบันการเงิน 4.พลังงาน 5.ขายปลีก 6.ขายส่ง 7.โรงพยาบาล 8.โรงเรียนนานาชาติ 9.มหาวิทยาลัยเอกชน และ 10.สินค้าแบรนด์เนม

ขณะที่เยาวชนยุคใหม่ก็หลงใหลอยู่ในวัตถุนิยม บริโภคนิยม และเงินตรานิยม



หน้า 39

http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?s_tag=02pol02070849&day=2006/08/07

ข้อมูลทางสังคม ปัญหาพื้นฐาน ที่มีผลโดยตรงต่อพัฒนาทางการเมืองไทยไม่เคยเปลี่ยน
  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 มกราคม 2011, 08:18:40 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 18 มกราคม 2011, 14:24:17 PM »

ในเมื่อแก้ไปพร้อมๆกันไม่ได้....
แก้จนไม่ได้เพราะโง่-เขลา, แก้เขลาไม่ได้เพราะโง่-จนเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร?ฮืม?
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 19 มกราคม 2011, 07:44:19 AM »

อ้างถึง
คณะกรรมการบริหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
1 มกราคม 2554


http://www.socialthai.net/newyear.html


http://www.democracymove.net/source_files/judge_tcpdocument.html  

พิจารณา สาระสำคัญ ในสาส์นปีใหม่ ๒๕๕๔

ของ คณะกรรมการบริหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


โดย  ธงไท  เทอดอุดม                                                                                                 สำนักคิดอิสระไท
     

ในวาระปีใหม่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นโอกาสอันดี ที่พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศนี้จะได้สื่อสารสาระสำคัญกับสมาชิกพรรค ผู้ปฏิบัติงาน และมวลชนของตน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และพื้นที่ทางความคิดการเมืองในขบวนที่ตนเองมีบทบาทสำคัญในการชี้ทิศ นำทาง มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งจะมีผลสัมพันธ์กับขบวนการต่อสู้ของภาคประชาชนโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง

            ดังนั้น ในสถานะของสำนักคิดอิสระไท ที่ตั้งใจอย่างมุ่งมั่นในอันที่จะเป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ ปัญหาของประเทศชาติ และประชาชน ค้นคว้าทางทฤษฏี และสร้างเงื่อนไขให้ผู้ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งปวงสามารถเข้าใจ อ้างอิง และใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  ทั้งยังปวารณาตัวเองในการติดตาม เฝ้าระวัง ขบวนการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ให้แง่คิด มุมมอง เชิงสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างต่อเติม พร้อมทั้งติติง วิพากษ์ วิจารณ์ ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างจริงใจ เพื่อประโยชน์แก่ชนทั้งผอง จึงต้องทำการ พิจารณาค้นหาสาระสำคัญของเอกสารทางการของ พคท.ต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ภาพรวมของเอกสารทางการของพรรคปฏิวัติ กับราคา “๔ ไม่ “

            ในช่วงระยะต่อปีของทุกปี เป็นช่วงระยะที่สื่อสารมวลชนที่เสนอข่าวสารเรื่องบ้านเมืองเกือบทุกสำนักจะใช้เป็นโอกาสในการนำเสนอสรุปข่าว สรุปสถานการณ์เด่นในรอบปีที่ผ่านมา ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กีฬา บันเทิง ฯลฯ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ส่วนสำนักข่าวใดที่มีคุณภาพสักหน่อย ก็อาจมีบทวิเคราะห์ ที่มา เหตุปัจจัย ความสัมพันธ์ในแง่มุมต่างๆ รวมทั้งอาจคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

            ถามว่าภาพรวมของสาส์นปีใหม่ ๒๕๕๔ ของ พคท. มีส่วนที่ต่างจากสรุปข่าวสำคัญในรอบปีของสื่อมวลชนดังกล่าวนั้น หรือไม่ ? และมีสาระสำคัญแตกต่างกันอย่างไร ? นอกจากการกล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาในเชิงปรากฏการณ์เป็นส่วนใหญ่ ขาดความลึกซึ้ง แหลมคมในเชิงการวิเคราะห์เจาะลึก เพื่อเชื่อมโยงเหตุปัจจัยต่างๆที่เป็นมูลฐานของปรากฏการณ์นั้นๆ อันเป็นการใช้เหตุการณ์บ้านเมือง หรือ สถานการณ์ทางการเมืองมาให้การศึกษา ยกระดับความคิดการเมืองของผู้ปฏิบัติงาน และมวลชนของตน

            เอกสารร่ายยาวจากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง แบบรายงานไปเรื่อยๆ ไม่ได้แสดงข้อมูลอันใดที่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ มิได้วิเคราะห์เจาะลึก และให้ภาพที่ชัดถึงแก่นแกนทางความคิดที่ชี้นำการเคลื่อนไหวนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า มีอดีตกรรมการกลางของ พคท.เองอย่างน้อย ๒ คน มีบทบาทสำคัญในการชี้นำทางความคิดขบวนการเสื้อแดง โดย คนหนึ่งมีสถานะเป็นถึง อดีตเลขาธิการพรรค ส่วนอีกคนหนึ่งแท้มีสถานะในระดับแค่อดีตกรรมการกลาง(สำรอง) ของ พคท. แต่สถานะในปัจจุบันก็เป็นถึงเบอร์หนึ่งของ นปช.ซึ่งเป็นกำลังหลักของคนเสื้อแดง

            เอกสาร ของพรรคชิ้นนี้มิได้ชี้ให้เห็นองค์ประกอบของคนหลายส่วนที่รวมกันอยู่ภายใต้เสื้อแดงเหล่านั้น ทั้งยังมิได้ใช้ความเป็นตัวตน เป็นอัตลักษณ์ ที่เป็นตัวแทนของพรรคปฏิวัติในแนวทางตามอุดมการณ์ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ชี้ให้ชัดว่าในแนวทางการเมืองของผู้ที่กล่าวอ้างว่าตนเป็นนักปฏิวัติมาร์กซิสต์ทั้งหลายทั้งปวงในขบวนการของคนเสื้อแดงนั้นทีกี่กลุ่ม กี่กอ และแต่ละกลุ่มมีแนวคิดทิศทางการต่อสู้แตกต่างกันอย่างไร ? เช่น กลุ่มลุงธง-ธิดา  กลุ่มแดงสยาม  กลุ่มอาจารย์ใจ  กลุ่ม ๒๔ มิถุนา  กลุ่ม นปช. USA.  กลุ่มคนรักวันอาทิตย์  กลุ่มลัทธิประชาธิปไตย สำนักฟ้าเดียวกัน/ประชาไท  ฯลฯ  เอกสารมิได้แสดงความรู้ในประเด็นที่สื่อมวลชนทั่วไปไม่รู้ เช่นความรู้ในการจำแนกแนวคิดของกลุ่มฝ่ายซ้ายดังกล่าวข้างต้น ความเป็นพรรคปฏิวัติลัทธิมาร์กซ์ตัวแม่ ของ พคท. จึงดูไม่มีราคาใดๆเลย ที่ปล่อยเฉยในการแนะนำลูกหลาน ที่แตกแขนง แตกกิ่ง แตกกอ ออกไปจากพรรคแม่

            เช่นเดียวกันกับการรายงานเรื่องน้ำท่วมแบบสารคดีข่าวทั่วไปก็ดี  หรือการรายงานข่าวเศรษฐกิจก็เหมือนเหมือนไปลอกข่าวเพื่อน หรือ ตัดแปะ มาจากสรุปข่าวของสื่อมวลชนสำนักใดอย่างแน่นอน  พรรคปฏิวัติที่เคยถูกคาดหวังว่าจะมีภูมิรู้ปัญญามี ที่จะให้ข้อสังเกตุเรื่องการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วขอระบบเศรษฐกิจไทย GDP. โต ๗.๘ % เพราะอะไร ? เก่ง หรือ เฮง ? ส่งออกเพิ่มถึง ๒๘ % ทั้งที่อัตราการเพิ่มของหลายประเทศนั้นกลับติดลบ และใช่การมุ่งทิศไปลงทุนและทำการค้าในประเทศจีน แบบมีที่มาที่ไป(ซึ่ง พคท.ก็น่าจะมองออก?)จนได้รับอานิสงค์ความใหญ่และร้อนแรงของจีน ฉุดระบบเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยานตามไปด้วย เช่นนี้นั้น น่าจะมีความหมายหรือให้คุณค่า หรือ ราคาของเอกสารทางการของ พคท.ชิ้นนี้ได้ แต่กลับไม่ นั่นก็คือข้อวิจารณ์ว่า “ไม่” แรก คือ  “ ไม่ลึก”

            ส่วน “ไม่” ที่สอง คือ ความคิดเห็นโดยรวมในการวิพากษ์ วิจารณ์ กลไกอำนาจรัฐในหลายส่วนหลายตอนที่อธิบายความเกี่ยวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เกี่ยวกับงานการปฏิรูป  เกี่ยวกับการบริหารราชการที่เต็มไปด้วยการทุจริต คอรัปชั่น เป็นการวิพากษ์ วิจารณ์ที่ไม่ได้แสดงเหตุผลข้อมูลที่แตกต่างไปจากบทวิจารณ์ของคอลัมนิสต์ในสื่อสารมวลชนทั่วไป ในเทศกาลช่วงรอยต่อปีเลย นั่นคือ “ไม่โดดเด่น”

            ในการชี้ประเด็นปัญหาที่สังคมไทยต้องเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ สาส์นปีใหม่ ของ พคท. ชี้ให้เห็นร่องรอยของทุนต่างชาติที่แฝงมาในแกนหลักของผู้ถือหุ้นธนาคารใประเทศไทย แต่ไม่สามารถมองประเด็นนี้เชื่อมโยงกับโลกาภิวัฒน์ที่มีอิทธิพลเหนือรัฐ และไม่สามารถมองอย่างทะลุทะลวงไปถึงบทบาทหรือสถานภาพของไทยในโลกยุคใหม่ ที่แกนการพัฒนาที่สร้างสั่งสมความอุดมไปด้วยโภคทรัพย์แห่งทุนนิยมในประเทศโลกตะวันตกมาหลายร้อยปี ได้ถูกตุ้มถ่วงสามประเทศที่มีทรัพยากร และองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งใหม่ให้กับชาติ คือประชากร นั่นคือ  บราซิล อินเดีย และจีน ที่จะพลิกโฉมหน้าโลกใหม่ในระยะห้าสิบปีข้างหน้า จีน จะเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในโลก นอกจากนี้เอกสารปีใหม่ของพรรคที่เคยได้รับการยอมรับว่ามีความคิดที่ก้าวหน้าที่สุดในสังคมไทย ก็ยังไม่อาจให้ภาพสำคัญของความเป็นรัฐ-ชาติแบบเดิมที่เส้นแบ่งพรมแดนแบบเดิมจะพร่าเลือน เพราะมีการย้ายถิ่นฐาน การอพยพ หลบหนีเข้าแดน ทั่วทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมที่พัฒนาถึงขีดขั้นสูงสุดนำรัฐ-ชาติ แบบเดิมไหลไปกองรวมกัน เป็นกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป (EU) หรือในอีกไม่กี่ปีนี้ไทยก็จะเป็นส่วนหนึ่งจองประชาคมอาเซียน ดังนั้น แนวโน้มของรัฐ-ชาติ และความเป็นกลุ่มประชาคมของโลกยุคโลกาภิวัฒน์จะสร้างทิศทางให้มีการแข่งขันกันสร้างอัตลักษณ์เป็นสำคัญ เหล่านี้เป็นการมองทิศทางของประเทศอย่างแหลมคม

            ยิ่งมิต้องตัดใจกล่าวถึง การชี้ประเด็นปัญหาของประเทศ ที่คำตอบของ พคท.คือ ปัญหาที่ดินทำกิน การทุจริต คอรัปชั่น ค่าแรง หรือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งสังคมใหญ่ได้ดูดซับ และตอบรับประเด็นปัญหาพื้นๆเหล่านี้เสียสิ้นแล้ว และเป็นการมองเห็นประเด็นปัญหา “ชั้นเดียว” อยู่ในระดับหรือระนาบการมองประเด็นปัญหาที่ไม่ต่างจากพรรคการเมืองของนักเลือกตั้งทั้งหลาย เช่น ปชป. ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา หรือ เพื่อไทยก็ตามที  การที่จะมีมุมมองประเด็นปัญหาที่แตกต่างนั้น ต้องมองหลายชั้น หลายมิติ เช่น ปัญหาของชาวนาไทย ทำไมถึงเห็นแค่ปัญหาขาดที่ดินทำกิน ซึ่งมีผลกับชาวนากลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากคิดและต่อข้อมูลหลายชั้น อาจทราบว่าในส่วนใหญ่นั้นที่ดินทำกินยังดำรงกรรมสิทธิ์อยู่กับเจ้าของ แต่เจ้าของที่เป็นชาวนาเฒ่าที่เฝ้าที่นาอยู่ในชนบทแค่สองตายาย ส่วนลูกหญิงชาย ถ้าไม่มาเรียนในเมืองหรือกรุงเทพฯ ก็มาขายแรงงาน ทำงานโรงงาน หรือ เป็นลูกจ้าง พนักงานในองค์กรของรัฐ ตลอดจนบริษัท ห้าง ร้าน กิจการต่างๆ ไม่มีคนรุ่นใหม่อยากทำนา ! จึงเกิดปัญหาในทางการผลิต ผู้เฒ่าต้องจ้างคนทำนาให้ ซึ่งเมื่อสิบปีก่อนมักนิยมจ้างแค่เกี่ยวข้าวเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ มีคนมารับเหมาทำนาให้ผู้เฒ่า ตั้งแต่ต้นจนจบ ตีราคาว่าเหมากันเป็นไร่ๆไป  ปัญหาคือ กลไกและกระบวนการผลิตในภาคเกษตรกรรมมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว หากการจ้างเหมานั้นต้องจ่ายต้นทุนการผลิตสูง แต่กลไกราคาผลผลิตไม่สามารถกำหนดได้ เพราะ FTA ค้ำอยู่ กลุ่มทุนผุกขาดการเกษตรค้ำอยู่  กลุ่มนักเลือกตั้งที่คุมกลไกรัฐก็ค้ำอยู่ กลไกตลาด กลไกราคาจึงบิดเบือนจากความเป็นจริง ผู้เฒ่าจ้างเขาทำนานั้น ทำเท่าไหร่ก็มีแต่เจ๊งเท่านั้นครับ

            ประเด็นที่ยกมาเปรียบเทียบในเรื่องปัญหาชาวนา เราจะมองเห็นและนำเสนอแต่ปัญหาที่ดินทำกิน เหมือนเช่นเดียวกับสมัยประธานเหมาฯ เริ่มชี้นำการปฎิวัติในจีนเมื่อ ๖๐ ปีก่อน หรือ จะ มองเป็นประเด็นปัญหาที่แหกคัมภีร์และความเคยชินเดิมๆ ที่คุ้นเคยกับการชูคำขวัญประเภท ที่นาต้องเป็นของผู้ถือคันไถ...ดังว่านั้น เราก็มิอาจมองเห็นประเด็นปัญหาชาวนา ที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง เป็นปัญหาที่มีผลกระทบในเชิงระบบ ซึ่งหมายถึงกระทบทั้งระบบผลิต พฤติกรรม กลไกการผลิต การตลาด รวมไปถึงโครงสร้างประชากรของประเทศนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ถามว่า ชาวนาที่กล่าวกันว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ที่มีประชากรรวม ๖๐ กว่าล้านคนนั้น มีชาวนาที่เป็นชาวนาจริงๆ ที่ทำการผลิตจริง เหลืออยู่กี่ล้านคนครับ คนที่ปลูกข้าวในชนบทส่วนใหญ่นั้นล้วนเป็นผู้รับจ้าง หรือ ผู้ประกอบกิจการรับจ้างทำนาทั้งนั้นละครับ การชี้ประเด็นปัญหาชาวนาในปีใหม่ของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเร็วและแรงมากเช่นนี้นั้น หาก พคท.ยังจี้ชี้ที่ประเด็นเดิมๆ นั้น...

แม้ไม่ผิด แต่ก็ “ไม่แหลมคม” นั่นเอง

กล่าวโดยรวม เอกสารชิ้นนี้ ได้พยามเรียบเรียง ลำดับสถานการณ์ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงสถานการณ์ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องผ่านสถานการณ์ที่เข้มข้น รุนแรง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และคน จากขบวนการปฏิวัติเดิม เข้าไปมีบทบาทหลักแทบจะกล่าวได้ว่าในทุกขบวนฯ ทว่า เอกสารทางการของ พคท.ที่ระบุผู้รับสาร ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในการขับเคลื่อนสังคม นั้น พคท.ระบุถึง เพื่อนมิตร นักต่อสู้ และนักการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า (ขอโทษครับ เป็นศัพท์แสงใหม่ที่ผมอ่านแล้วยังไม่เข้าใจครับว่าหมายถึงกลุ่มใด ?จริงๆ / ธงไทฯ) นั้น  นับว่าสาระสำคัญที่แสดงผ่านเอกสารชิ้นนี้ยัง “ไม่โดนใจ”

กล่าวโดยสรุป คือ ๔ ไม่ คือ ไม่ลึก  ไม่โดดเด่น  ไม่แหลมคม  และ ไม่โดนใจ

 

ประการที่สอง สิ่งที่ต้องการเห็น

การนำข้อมูล สถานการณ์มาเป็นแกนหลักในเอกสารการเมืองอย่างเป็นทางการของพรรคปฏิวัตินั้น สามารถทำได้ หากมีความมุ่งหวังที่จะยกระดับ ให้การศึกษาทางการเมืองแก่ผู้ปฏิบัติงานหรือมวลชนก็ตาม เพียงแต่

๑) ข้อมูลต้องถูกต้อง แม่นยำ

๒) การวิเคราะห์สถานการณ์นั้น ต้องมีความเหมะสมสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

ทั้งนี้ หากพิจารณาในแง่ที่ว่า เป็นสารจากพรรคการเมืองลัทธิมาร์กซ์-เลนิน มีข้อเสนอในเชิงหลักการ ดังนี้

๑. ต่อประเด็นหรือสถานการณ์ที่เป็นจริงนั้น ต้องสะท้อนมุมมองผ่านแว่นลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ว่าจะมองเห็นเป็นเช่นไร ? ซึ่งควรต้องมีการแตกต่างจากกรอบคิด วิธีคิด มุมมอง โดยทั่วไป

๒.ต่อประเด็นปัญหา ที่เป็นแก่นแกนหลักของสถานการณ์นั้นๆ ล้วนคือ ปัญหาของประเทศชาติ หรือปัญหาของสังคมทั้งนั้น และ ย่อมหมายถึง คือ “โจทย์” ในทางการเมือง การบริหารบ้านเมืองด้วยเช่นกัน หาก พคท.เสนอตัวที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ และพร้อมจะบริหารประเทศ พคท.ต้องพร้อมที่จะมีองค์ความรู้ ภูมิปัญญา หลักคิดของตน ถอดสมการ แก้ปม “โจทย์” ของประเทศเหล่านั้นให้ได้ เพราะเท่ากับเป็นการวัดระดับภูมิปัญญา เป็นประเมินคุณค่าของ พคท. ต่อมวลชนและผู้ปฏิบัติงานที่ปฏิวัติ และต่อสังคมไทย อย่างเป็นรูปธรรม หากตอบโจทย์เหล่านั้นไม่ได้ ก็ไม่อาจสร้างความมั่นใจแก่ผู้คนในสังคมไทยโดยรวมได้

๓.ในกรณีที่สถานการณ์นั้นเป็นความขัดแย้ง ที่ปรากฏชัดถึงคู่ความขัดแย้ง และเป็นเรื่องผิด-ถูก  ดี-เลว นั้น การนำเสนอผ่านเอกสารนี้ จึงต้องสะท้อนทัศนะ  จุดยืน  ท่าที ของพรรคต่อกรณีนั้นๆ ด้วย อย่างชัดแจ้ง ตรงไปตรงมา มิใช่คลุมเครือ อ้อมๆ แอ้มๆ

ประการสุดท้าย ความเห็นต่อข้อเรียกร้อง

            แม้ตอนช่วงสุดท้ายของเอกสารนี้ จะมีข้อความในลักษณะข้อเรียกร้อง ว่า “ เรียกร้องให้สหายเข้าร่วม และ นำพา ขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน...”  โปรดขีดเส้นใต้คำว่า “นำพา” ?

            หากจะพิจารณาทั้งในเชิงหลักการ ที่ถือว่าพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นพรรคที่ยึดถือหลักการลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดประธานเหมา ฯ กล่าวสำหรับในบริบทที่เห็นร่วมกันว่าเป็น การต่อสู้ทางชนชั้น พรรคคอมมิวนิสต์ก็ถือว่า เป็นตัวแทนกองหน้าของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งก็หมายถึงเป็นผู้นำพาการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ

            แต่หากจะพิจารณาการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในบริบทใหม่ ที่กว้างไกลออกไป เกินกว่าบริบทของการต่อสู้ทางชนชั้น พรหมแดนใหม่อาจขยายล้นไปยังขอบเขตของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่การต่อสู้ในเชิงวาทกรรม หรือ อัตลักษณ์ มีความหมายสำคัญยิ่ง เมื่อเส้นแบ่งพรมแดนรัฐ-ชาติแบบเดิมๆ หรือแม้ขีดขั้นการแบ่งชนชั้นจากการถือครองปัจจัยการผลิตและการจัดความสัมพันธ์ทางการผลิตเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการพัฒนาจนเกิดเป็นนวัตกรรมความสัมพันธ์ทางสังคมแบบใหม่ เช่น การค้นพบทางวิทยาการ เทคโนโลยี ใหม่ๆ เช่น การเกิดขึ้นของโลกและสังคมเสมือนจริงในโลก IT. การค้นพบทางชีวภาพ การสร้างดอลลี่หรือชีวิตใหม่ได้จากวิทยาศาสตร์ล้วนๆ  การพัฒนาด้านอวกาศ และเทคโนโลยี หุ่นยนต์แอนดรอยด์ แม้การค้นคว้าเรื่องการค้นพบจักรวาลใหม่ๆ  เป็นต้น

            เรื่องเหล่านี้มิใช่สิ่งฟุ้งซ่าน หรือเพ้อฝันอีกต่อไป และล้วนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมรูปแบบใหม่ทั้งสิ้น การยึดมั่นเพียงหลักการทางชนชั้นเพียงประการเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะ “นำพา” ขบวนการต่อสู้ในยุคใหม่ที่มีความสลับซับซ้อนยิ่ง


            นี่เป็นเพียงข้อสังเกตุ เพื่อพิจารณา ศึกษา ค้นคว้า ต่อไป.  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 มกราคม 2011, 09:58:16 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 19 มกราคม 2011, 08:12:01 AM »

บทความของลุงดอกดินที่ยกมาค่อนข้างยาว   ผมพยายามอาจตามและขอเน้นข้อความที่ตนเองเห็นว่าสำคัญดังนี้
เรื่องแบบอย่างของวิญญูชนคนโบราณนั้น   ก็ดีที่ตั้งหัวข้อว่า "แบบอย่าง"   เพราะเรื่องวิถีแห่งการคิดและการปฏิบัตินั้นคงห้ามกันไม่ได้   ต้องยอมรับว่ามันพัฒนาไปตามสังคมกำหนดไม่ได้จริงๆ   อย่างเราสมัยเด็กๆ เราก็บ่นพ่อแม่ของเรา   พ่อแม่ก็บ่นเรื่องของเรา  แต่พอมายุคนี้เราก็เริ่มบ่นเรื่องของลูก   ลูกก็เริ่มบ่นเรื่องของเรา   เหมือนกับนักโอชินตอนเป็นโอชินเด็ก โอชินสาว โอชินวัยกลางคน ยังดูน่ารัก  น่าสงสาร  แต่พอเป็นโอชินแก่ที่ฐานะเริ่มมั่นคง  ก็กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์เอาแต่ใจของตัวเอง   เอาแต่พูดเรื่องในอดีตของตนยกมาเป็นตัวอย่างของลูกๆ   ทำให้ต้องขัดใจกับลูกแท้ๆ ของตัวเองอยู่เสมอ    เรื่องนี้นับเป็นเรื่องจริงในชีวิตประจำวัน
เรื่อง วิถีชีวิตแบบสามัญชนคนโบราณนั้น   พี่ยอดแห่งน้ำเงาเป็นผู้นำทั้งความคิดและวิถีปฏิบัติในด้านนี้   แต่ความเป็นจริงก็คือธรรมชาติก็ยังโหดร้ายและเราควบคุมไม่ได้    เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อนมีเรื่องของ "ต้นข้าว" ที่สุวิชานนท์เขียนลงในเนชั่นสุดสัปดาห์  ให้สะท้อนใจทั้งเรื่องของหนูต้นข้าว   และต้นข้าวในนาไร่จริงๆ ที่กำลังถูกกองทัพหนูผีกัดกินทำให้ผลผลิตปีนี้คงจะเสียหายไม่น้อย   
แต่สำหรับบทความที่คัดมาเรื่องต่อไปนี้น่าสนใจ


การบูรณาการ "สังคมคนสูงวัย" กับสังคมความรู้

ดร.สุวินัย  ภรณวลัย

แม้ว่าอีก 5 ปีหลังจากนี้ สัดส่วนของประชากรวัยทำงาน (อายุ 23-45 ปี) จะยังเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่หลังจากนั้นเป็นต้นไป สัดส่วนนี้จะค่อยๆ เริ่มลดลง ซึ่งหมายความว่า ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ สังคมคนสูงวัย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นที่คาดกันว่า ในปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 12 ล้านคน ขณะที่เด็กเกิดใหม่กลับลดลง โดยที่ในปี พ.ศ. 2558 คาดกันว่า ประชากรในวัยเด็กอายุระหว่าง 0-14 ปีจะลดลงจากร้อยละ 40 เหลือเพียงร้อยละ 20.2 เท่านั้น

ปัจจุบันนี้ คนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น หญิงไทยมีอายุเฉลี่ย 74.9 ปี ชายไทยมีอายุเฉลี่ย 69.9 ปี ซึ่งหมายความว่า อายุคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 70-75 ปี หลังจากเกษียณอายุ 60 ปีแล้ว ก็ยังต้องมีชีวิตยืนยาวอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อย 10-15 ปีก่อนจะตายไป

ปัญหาคนสูงวัย ที่เป็น เรื่องเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง ที่เรื้อรังมานานแล้ว สำหรับประเทศนี้ คือการที่ ในปัจจุบันยังมีคนไทยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือ 32.8 ล้านคน ที่ยังไม่มีหลักประกันเรื่องรายได้ หากคนเหล่านี้เข้าสู่วัยชราภาพในอีกสิบปีหรือยี่สิบปีข้างหน้า มิได้หมายความว่า คนเหล่านี้ต้องรอวันตายอย่างไร้อนาคตดอกหรือ?

หลักประกันสังคมสำหรับคนไทยที่สูงวัยวันนี้มีแค่ 3 ระบบเท่านั้น และครอบคลุมจำนวนประชากรแค่ 9.2 ล้านคนเท่านั้น คือระบบการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพสำหรับคนสูงวัยที่ยากจน ซึ่งช่วยได้แค่ 4 แสนคน ระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการจำนวน 1.8 ล้านคน และระบบประกันสังคมจำนวน 7 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2545)

ปัญหาเร่งด่วนสำหรับคนไทยวันนี้ ที่ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมคนสูงวัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ก็คือ เราจำเป็นต้อง "ส่งเสริมการออม" เพื่อเป็นหลักประกันและการใช้จ่ายในอนาคตและในยามแก่ตัว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดแต่กลับถูกละเลยที่สุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่สนับสนุนให้ประชาชนใช้เงินอนาคตเพื่อตอบสนองความอยากบริโภคในปัจจุบัน โดยผลักการใช้หนี้ไปสู่อนาคต

การกลายเป็นคนสูงวัยของผู้คนจำนวนมากๆ ย่อมมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการบริโภคโดยรวมของประเทศอย่างแน่นอน เพราะคนที่อยู่ในช่วงการบริโภคส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน ส่วนคนสูงวัยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยบริโภคมาก เนื่องจากมีปัจจัยสี่ครบอยู่แล้วจึงไม่ค่อยใช้จ่าย หรือหากเป็นคนสูงวัยที่ยากไร้ก็ไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว ดังนั้น การกลายเป็นสังคมคนสูงวัยของสังคมไทยในอนาคตอันใกล้นี้ จึงย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน

ปัญหาคนสูงวัยยังสามารถจำแนกได้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ระหว่าง กลุ่มคนสูงวัยที่ยากจนและโดดเดี่ยว ซึ่งจะมีจำนวนเป็นสิบล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กับ กลุ่มคนสูงวัยที่มีการศึกษาและมีเงิน ซึ่งก็จะมีจำนวนหลายล้านคนเช่นกัน

สำหรับกลุ่มคนสูงวัยที่ยากจนและโดดเดี่ยว คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องพึ่งระบบสวัสดิการสังคมของรัฐเป็นหลัก และถ้าเป็นไปได้ก็คงต้องพึ่งพาระบบเครือญาติและชุมชนที่ยังมีความเข้มแข็งอยู่มาคอยเกื้อกูลดูแลแทนรัฐ การที่จะคาดหวังต่อกลุ่มคนสูงวัยกลุ่มนี้ให้มีคุณูปการต่อการสร้างสรรค์ "สังคมความรู้" และ "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก" คงเป็นไปได้ยาก

ซึ่งตรงกันข้ามกับ กลุ่มคนสูงวัยที่มีการศึกษา และมีเงิน ผู้เขียนมีความเห็นว่า คนกลุ่มนี้ (อย่างเช่น กลุ่มคนรุ่น 14 ตุลาฯ ในอีกสิบปีหรือยี่สิบปีข้างหน้า) สามารถมีคุณูปการอย่างสูงต่อการพัฒนาสังคมความรู้ขึ้นมาในประเทศนี้ โดยผ่านการยกระดับจิตหรือการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเชิงลึกของพวกเขา เพราะคนกลุ่มนี้มีศักยภาพมากกว่ากลุ่มอื่นทั้งหมด ในสังคมนี้ที่จะยกระดับจิตสำนึกของตนไปสู่ จิตสำนึกเชิงบูรณาการ (integral awareness) ซึ่งเป็นระดับจิตที่สำคัญในการชี้นำและผลักดันการปฏิรูปเชิงบูรณาการในประเทศนี้

กลุ่มคนสูงวัยที่มีการศึกษาและมีเงินกลุ่มใหญ่หลายล้านคนนี้จะกลายเป็น พลังหลักในการขับเคลื่อนสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ อย่างที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะพวกเขาจะกลายเป็น คนสูงวัยที่ไม่ยอมแก่ พวกเขายังไม่ยอมเฉื่อยชาที่ใช้ชีวิตแบบซังกะตายอยู่ไปวันๆ เพื่อรอวันตายเหมือน คนแก่ในอดีต พวกเขา แค่สูงวัยขึ้นแต่ยังไม่คิดว่าตัวเองแก่เฒ่าจนใช้การไม่ได้ พวกเขาตระหนักดีในตนเองว่า พวกตนมีประสบการณ์ในชีวิตมากมาย การศึกษาก็สูง มีปัญญาในการใช้ชีวิต มีเงินมาก และมีเวลามากด้วย พวกเขาเหล่านี้จะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่สำคัญของนักการตลาด เพื่อการบริโภคสินค้าและบริการอย่างไม่ต้องสงสัย แต่จะมี ผู้สูงวัยที่มีปัญหาและมีเงินจำนวนไม่น้อย ที่จะไม่ตกหลุมพรางแห่งกับดักของพวกนักการตลาดเจ้าเล่ห์เหล่านี้

พวกเขาเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่มักเริ่มค้นพบตัวเองตั้งแต่วัยกลางคน แต่ด้วยภาระหน้าที่ทางการงานในตอนนั้น ทำให้ยังไม่มีเวลาพอที่จะทำในสิ่งที่หัวใจของตนเองเรียกร้องปรารถนาได้ แต่ มันจะไม่ใช่เช่นนั้นอีกต่อไป เพราะ พวกเขาจะหันมาประเมินสิ่งที่พวกเขาต้องการจากชีวิตที่ยังเหลืออีกหลายปีใหม่ เพราะพวกเขาตระหนักได้ดีแล้วว่า การมีอายุยืนขึ้นหมายความว่ามีเวลามากขึ้น ทำให้พวกเขาคิดถึงสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำจริงๆ กับช่วงเวลาที่เหลืออยู่มากขึ้น

 

บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 19 มกราคม 2011, 08:20:38 AM »

การติด"ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แบบคลาสซิคเดิมๆ และทรรศนะการต่อสู้ทางชนชั้นยุคโบราณ "  คืออุปสรรคใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่ไม่ว่ายุคเก่าหรือยุคใหม่ ก็ไม่อาจก้าวพ้นหัวแม่เท้าตัวเองได้

ส่วนที่คิดเอาเองว่าจะเป็น"ธงนำ"แห่งการเปลี่ยนแปลง นั้น เป็นเรื่อง " อวดอุตริมนุสธรรม อ้างตนเองเป็นสัพพัญูญูรู้ทุกเรื่อง  ทั้งๆที่องค์ความรู้ที่มีอยู่เป็นลัทธิคัมภีร์อภิปรัชญา ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ดำรงอยู่ และเข้ากับเกือกไม่ได้

ที่สำคัญ  ไม่เคยมีการ " สำรวจค้นคว้า(ด้วยสายตาที่ไม่ติดกรอบทรรศนะชนชั้น) ..หาข้อเท็จจริง หาข้อมูล ..สรุปบทเรียน..หาและสรุปความจัดเจน  ก่อนที่จะเสนอออกเป็นแนวทาง นโยบาย เข็มมุ่งออกสู่การปฏิบัติ...

พรรคฯจะประสบปัญหาห่างเหินจากสภาพความเป็นจริง   ผิวเผิน  ตื้นเขิน  ติดกรอบ ปิดตัว และโดดเดี่ยว...


และพรรคฯ  ยังไม่เคยยอมรับการวิจารณ์อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน  และยังถือตนเป็นสัจจธรรม..

หน๋อย จะชี้นำสังคม  ..เอาแค่รับรู้ความเป็นจริงของสังคมและโลกให้ใกล้เคียง ก็ยังดูว่าห่างไกล  ไหนเลยจะมาแบกธงถือนำมวลชนในโลกกว้างได้

พรรคคอมมูนิสต์ไทย ติดอยู่กับอดีต และวีรกรรมเดิมๆ  ติดกับมายาคติและมรณาคติ  ประกอบภารกิจเดินสวนสนามรำลึกตามสถูปอยู่แค่นั้น  แล้ว ...จะเอาอะไรมาเสนอทางออกให้สังคมที่ซับซ้อนในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร

วิเคราะห์สถานการณ์ได้เท่าคอลัมนิสต์ตามหนังสือพิมพ์  หาอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์เหมือนพิธีกรรายการอ่านข่าวยามเช้า  จะเสนอตัวมานำความคิดของสังคมได้อย่างไร  

แก้ทรรศนะ  วิธีคิด ท่วงทำนอง ยังไม่ได้  ก็อย่ารื้อฟื้นขึ้นมาเลย  นำใครไม่ได้หรอกจ้า  ขอบอก

...........เอากับพอน่วมๆแค่นี้ก่อน...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 มกราคม 2011, 08:24:08 AM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 19 มกราคม 2011, 08:40:08 AM »

พูดถึงปี 2563 ก็ไม่นานจากนี้  อีก 10 ปีแค่นั้น  เผลอหน่อยเดียวก็เข้าสู่เวลานั้นแล้ว    คนในวัยนี้ก็คือพวกเรานั่นแหละที่จะพาเหรดเข้าสู่วัยนี้กันเป็นแถวๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทความพูดถึง "การออม"  นี่นับว่าสำคัญ  ที่ผ่านมาไม่มีพรรคการเมืองไหนเห็นความสำคัญเรื่องนี้  และกระตุ้นให้เกิดการออมเลย  
บางส่วนเวลาเสนอก็ผลักภาระง่ายๆ ไปให้รัฐคิดระบบรัฐสวัสดิการขึ้นมาให้อย่างง่ายๆ  โดยตัวเองไม่ออกแรงอะไรเลย  
เรื่องนี้ต้องฝึกนิสัยการออมกันด้วย    บางคนก็บ่นว่าไม่มีจะกินอยู่แล้ว  จะเอาที่ไหนไปออม    นอกจากคนจำนวนหนึ่งที่ออมไม่ไหวจริงๆ ที่เราไม่ควรยกเอามาเป็นตัวอย่างเพื่อไม่ให้มีการคิดเรื่องนี้ต่อแล้ว    ความเป็นจริงก็คือคนส่วนใหญ่ที่สุดสามารถออมได้   จะมากหรือน้อยเท่านั้น   แต่ต้องฝึกให้เป็นนิสัย
พูดเรื่องนี้เพราะแม้แต่ในหมู่เพื่อนนักเรียนเก่าของผม   ก็มีหลายคนที่เวลาทำธุรกิจฟู่ฟ่าก็ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย   แต่พอเกิดเหตุทางสุขภาพเช่นหลอดเลือดสมองแตก   ตัวเองเป็นอัมพฤกต์ทำมาหากินไม่ได้   แถมเมียก็ยังทิ้งอีก  แล้วยังมีลูกอีก 2-3 คนที่ต้องเลี้ยงดู    ญาติก็รับไปเลี้ยงไปดูแลอย่างแกนๆ   สุดท้ายพอตายจากไป   ก็เสียงบ่นจากเพื่อนอีกบางคนว่าทำไมพวกเราจึงไม่ช่วยพวกเขาให้ดี   ทำไมจึงปล่อยให้เพื่อนทุกข์ยากอย่างนี้    กลายเป็นเรื่องสุดฮอตในเว็บบอร์ดชมรมศิษย์เก่า   ที่พอรุ่นอื่นๆ เข้ามาดูก็คงคิดว่าทำไมพวกรุ่นนี้มันถึงเห่ยอย่างนี้    บางคนก็เสนอตัวเข้ามาทำกองทุนนั่นนี่แบบเบลมรุ่นที่สังกัดอยู่ด้วยซ้ำ  
ในหมู่ของชมรมศิษย์เก่าของผมเวลานี้จึงเห็นความสำคัญของการออมมากขึ้น   ได้มีการออกบทความเสนอแนะวิธีการโดยที่ไม่ต้องไปหวังพึ่งรัฐว่าจะมาจัดการให้แต่เพียงอย่างเดียว   ซึ่งสอดคล้องกับบทความข้างต้น  ซึ่งเราเรียกว่า การเตรียมตัวเข้าสู่วัย ส.ว. (สูงวัย)
บทความข้างต้นยังได้พูดถึงการทำลายนิสัยการออม   จากระบอบทักษิณที่มักมีนโยบายนำเงินในอนาคตมาใช้   ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ   และการเสนอเช่นนี้ก็ไม่ใช่เสนอตามอารมณ์ที่ไม่ชอบระบอบทักษิณ   แต่มีข้อมูลและความเป็นจริงรองรับ  
นี่จึงกล่าวได้ว่า  เป็นสภาพสังคมแบบใหม่  วิสัยทัศน์แบบใหม่ที่ต้องสอดคล้องและนำผู้คนในสังคมให้ก้าวตามไปให้ได้    หากทำได้  ไม่ต้องพูดถึงสังคมนิยมในความหมายแบบเดิมๆ หรอก   ทำได้แค่นี้ก็เป็นบุญแก่ประเทศไทยแล้ว
บันทึกการเข้า
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 19 มกราคม 2011, 09:25:35 AM »

ว่าจะไปดูเขาเอาเทคนิคแบบฟอร์ไทม์มาใช้กะออทิสติกกลุ่มอาการหนักระดับศักยภาพต่ำ.....ซะหน่อยอดแวะเข้ามาดูกระทู้นี้มะได้...หนึ่งก็เอาใจช่วยลุงดอกฯ อีกหนึ่งก็อยากฟังลุงคลัมฯ อีกหนึ่งก็อยาดูลุงแสนฯ คิด.....

เอฮ้ก็เลยต้องขอแจมจํ๊กกะหน่อยเพราะมะคืนหลังจากคุยกะพี่สาวแสนรักหมั่กๆเสมอมาและจะรักหมั่กๆตลอดไป...ก็ให้เศร้าหนักหนากะชะตาชีวิตของตัวเอง ลูกหลานและประเทศชาติ ที่แน่ๆ เศร้าเรื่องตัวเองอ่ะแหละ ที่ไม่รุชะตากรรมตอนแก่กว่านี้หมั่กๆ....เหมือนกะพวกเขากะลังนั่งเทศให้เหล่าทรชนฟัง-คือมันยิ่งกว่าเป่าปี่ให้ควายควังเสียอีก.....เพราะดูๆ จะไปสู่สื่อเลวที่มีอยู่มากมายได้ไง....หันไปดูช่องอื่นบักอะไรก็กะลลังสัมภาษณ์คนที่ค้าขายชายแดนว่า..พวกเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเจ็ดคนไทยที่ถูกฮุนซวยสมคบคิดกะคนชั่วในไทยลักพาตัวไปทำไม่ถูกฯลฯ

กอร์ปดูหนังชีวิตเศร้าเข้าไปเรื่องคู่หญิงชายที่รักกันหมั่กๆ แล้วจับมือกันนอนตายอย่างสงบและสวยงามบนเตียงในบ้านพักคนชรา...ทำเอาอิฉันน้ำตาเป็นเผาเต่าอยู่บนตั่งหน้าทีวีนั่นแหละ.....พร้อมกับหมดอะไรตายอยากผล็อยหลับไปกะฝันมากมายจับต้นชนปลายมะถูก

ฟฟฟฟ
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าอิฉันไม่พอใจกะแนวคิดโลกไร้พรมแดน ว่ามันไร้พรมแดนเพื่อไผกันแน่....ฯลฯ เห็นหน้าไอ้พวกนักวิชาการที่เที่ยวเร่ขายลัทธิโลกไร้พรมแดนแล้วก็อยากตืบๆๆๆๆ หน้ามัน กับอีกพวกพวกดูถูกดูเบาชาตินิยม/ฯลฯ เพราะฟังเพลงต้นตระกูลไทยแล้วมันสะท้อนใจ....สินทรัพย์มีเกลื่อนกร่นบรรพชนให้ไว้.....แล้วยิ่งโกธราที่เห็นนักการเมืองนักธุรกิจและพลเมืองเลวสมคบกันจะยกดินแดนอุดมพลังงานในอ่าวไทยให้ไอ้ฮุนซวย.....ที่โกระามหั่กๆก็คือน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน เพราะจีนดันเสือกตื่นขึ้นมาเขมือบพลังงานจนจะหมดโลก-น่าจะปล่อยให้หลับอยู่อย่างนั้นน่ะดีแล้วดีกะแประเทศเล็กประเทศน้อยในโลก

แล้วก็ยังเป็นงงๆ กะการวิเคราะห์ว่า แต่ละฝ่ายที่เคลื่อนไหวมีผลประโยชน์แฝงเร้น ไม่ว่าจะเป็นสนธิหรือใคร....นึกถึงหน้าอาจารย์ปานเทพ/เทพมนตรี และนักวิชากการแก่ๆ ที่ออกมาพูดฝ่ายพันธมิตรก็สงสาร....

ตรงคำว่าพลเมืองเลวนี่ ก็นึกถึงท่านพุทธธาตุ ที่พูดไว้ว่า ประชาธิปไตยต้องผลประโยชน์ประชาชนเป็นใหญ่ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป้นใหญ่ประชาชนบ้าบอก็ฉิบหายหมดสิ....ยังกะเห็นล่วงหน้า....แล้วไงต่อ...ณ นาทีนี้...ยังงงอยู่....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 มกราคม 2011, 09:31:32 AM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
หน้า: 1 [2] 3 4 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!