บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:07:50 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 3 [4] 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พคท. กับการก้าวเดินในบริบทใหม่  (อ่าน 26976 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #45 เมื่อ: 22 มกราคม 2011, 11:49:07 AM »



เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง..
ข้าพเจ้าเป็นคนไข้ของหมอพจน์มาตั้งแต่นานนม  ตอนนั้นเป็นรองช้ำที่ฝ่าเท้า  ไปหาหมอพจน์ฝังเข็ม ฉีดบี 1 เข้าฝ่าเท้าเจ็บจนน้ำตาเล็ด แถมให้ดูดขวดเป็นรอยวงๆเหมือนหมางับ..ทำแค่ครั้งเดียว  หายจนปัจจุบัน

ตอนหลังทั้งตระกูลไปหาหมอพจน์ที่สุพรรณฯ แถมพ่วงด้วยเพื่อนๆของพี่ๆน้องๆขยายวงออกไปมากมาย

ที่สำคัญคือครั้งหนึ่ง มารดาข้าพเจ้าเองข้อเข่าอักเสบหลังจากกลับจากตระเวณเที่ยวปักษ์ใต้  ได้ยินดังนั้นก็บอกให้พี่สาวไปเจอกันกลางทางพาแม่ไปหาหมอพจน์ทันที ปรากฏว่าน้าที่มาด้วยจะไม่ยอม จนเราต้องเสียงแข็งให้พาแม่มาเดี๋ยวนี้ ! ไม่ต้องฟังใคร

ครูคนหนึ่งเป็นเพื่อนพี่สาวอาสาขับรถให้ พากันมา ชนิดที่เดินไม่ได้ต้องอุ้มกันเข้าห้องน้ำระหว่างทาง 

พอไปถึงร้านหมอที่สุพรรณฯต้องจ้างให้คนถีบสามล้อแบกแม่ขึ้นไปรักษาชั้นบน

ปรากฏว่า หมอพจน์ดูดน้ำไขข้อเข่าที่อักเสบออกจนหมด และฉีด บี 1  ฝังเข็มให้  ฯ  ..หลังเสร็จการรักษา 2 ชั่วโมง  แม่ผมเดินลงมาจากชั้นสองของร้านหมอเอง  เล่นเอาครูที่ขับรถไปด้วนตลึงตาค้าง....อะไรกัน  ขามาเดินไม่ได้ยังต้องอุ้มกัน  พอรักษาเสร็จ เดินลงมาเองเลย..นี่หมอเทวดาชัดๆ (ว่าไปโน่น ) ยิ้มกว้างๆ

นี่แหละหมอพจน์.. 

ที่สำคัญที่สุด หมอพจน์ใช้หัวใจและจิตอาสารักษาทุกคน  ไม่ว่ามิตรสหายหรือไม่ก็ไม่เกี่ยงทั้งสิ้น 

ได้วิสาสะกับหมอหลายครั้งเวลาไปรักษา  หมอเคยเล่าว่า เหตุที่หมอสนใจเรื่อง"เข่า"เป็นพิเศษเมื่อครั้งที่ไปเรียนอยู่แนวหลังก็เพราะมีเรื่องเจ็บปวดประทับอยู่ในความทรงจำ

วันที่หมอศึกษาอยู่นั้น  พอดีพี่ชายของหมอกำลังจะเดินเมล์มาพบ.  หมอพจน์รอด้วยความดีใจ ..แต่แล้ว ปรากฏว่าข่าวล่วงหน้าก็มาถึง  พี่ชายถูกทุ่นตัดขา  ขาขาด  เสียชีวิตระหว่างทาง..
หมอแกร้องไห้เสียใจมาก  พอได้ไปศึกษาเรื่องทุ่นตัดขา  แกเลยตั้งปวาราณาไว้ในใจว่า จะขอช่วยชีวิตมิตรสหาย ม่ให้ต้องเสียสละเพราะทุ่นตัดขาอีก...และก็ทำได้สำเร็จเช่นนั้นจริงๆ  ใครก็ตามที่ถูกทุ่นตัดขามาถึงมือ  ไม่เคยต้องเสียชีวิต  มีอยู่เพียงรายเดียวที่เสีย ช่วยไม่ได้ เพราะมาไกลมากจนช่วยไม่ได้..นี่คือวีรกรรมของหมอ..ที่น่ายกย่อง


หมอพจน์ไม่ได้สนใจเรื่องเมคมันนี่  ค่ารักษาพอเหมาะ  ใครไม่มีเงินก็ยังรักษาให้ฟรีเสียด้วยซ้ำ..นี่แหละ หมอ  ที่ควรยกย่อง  วีรชนตัวเป็นๆ

จิตใจหมอนอแมน เบทูน  ..ผมจึงขอโหวตให้สหายเขตสามจังหวัด หรือองค์กรจิตสาธารณะที่ไหนก็ได้  ช่วยมอบรางวัลเพื่อตอบแทนความเสียสละอันดีงามของหมอพจน์ด้วยอีก 1 คน

คนดีๆแบบนี้ เราจะลืมได้อย่างไร.. ยิ้มกว้างๆ
ครับ........ ขยิบตา ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #46 เมื่อ: 22 มกราคม 2011, 18:45:28 PM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
....มายกมือสนับสนุนด้วยคน...
....ได้มีโอกาสรู้จัก...หมอพจน์...ในการประชุมสมัยที่ยังสามัคคีทุกหมู่เหล่ากันอยู่...เจอกันหลายครั้ง
ได้ประทับใจกับท่วงทำนองทั้งหมดที่ทุกคนได้กล่าวถึง...สมควรชื่นชมและบอกต่อความดีของท่านให้แพร่ออกไป
....คนดีของแผ่นดิน....หมอพจน์....
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #47 เมื่อ: 23 มกราคม 2011, 11:56:33 AM »

เรื่องของหมอพจน์คงจะได้จัดไปเป็นหัวข้อหนึ่งโดยเฉพาะต่อไป

วันนี้เห็นข่าวนี้ก็เป็นข้อคิดที่น่าสนใจเหมือนกัน

สหรัฐฯ ชื่นชมเนปาลควบคุมกลุ่มลัทธิเหมา ชี้เป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพ
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2554 11:14 น.
 
       นายฟิลิป โครว์สลีย์ โฆษกต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในทวิตเตอร์ยกย่องเนปาลที่ประสบความสำเร็จโอนอำนาจสั่งการกลุ่มติดอาวุธลัทธิเหมาให้อยู่ในความดูแลของคณะกรรมาธิการพิเศษ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญต่อกระบวนการสร้างสันติภาพเนปาล เสียงชื่นชมของสหรัฐฯ มีขึ้นหลังกลุ่มลัทธิเหมายอมโอนอำนาจสั่งการสมาชิกกลุ่มติดอาวุธราว 19,000 คน ที่กระจายอยู่ในค่ายทหารทั่วประเทศ หลังสิ้นสุดสงครามเมื่อปี 2549 ให้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างพรรคการเมือง
        ด้านนักวิเคราะห์ มองว่า การที่รัฐบาลและกลุ่มลัทธิเหมาต่างมีกองทัพของตนเอง นับเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในเนปาล ซึ่งอยู่ในสภาพสุญญากาศการเมืองมาแล้วร่วม 7 เดือน และแม้ตามข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามกลางเมืองได้เสนอทางออก โดยให้อดีตกลุ่มนักรบเข้าร่วมในกองกำลังความมั่นคงของรัฐ แต่กระบวนการดังกล่าวก็ดำเนินไปอย่างล้าช้า เนื่องจากการต่อต้านจากทั้งฝ่ายกองทัพและการเมือง

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #48 เมื่อ: 24 มกราคม 2011, 08:40:29 AM »

เรื่องของพรรคเนปาลนี่น่าสนใจตรงจุดที่ว่า

1. ตอนที่สากลเกิดวิกฤตศรัทธา  ทำไมพรรคนี้จึงไม่เกิดวิกฤตศรัทธาไปด้วย   ทำไมเขาจึงขยายตัวต่อไปได้
2. เมื่อกองกำลังอาวุธขยายตัว   ในตัวโครงสร้างชั้นบนของเนปาลก็เกิดการยุบตัว   จะยึดกรุงกัฐมัณฑุได้อยู่แล้ว   แต่จู่ๆ  ผู้นำก็ประกาศสงบศึกเข้าร่วมกับรัฐบาล   ตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้ง  ตอนนั้นโดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการใช้กำลังที่จะทำให้เกิดการสูญเสียที่มากมาย
3. ในการเข้าร่วมรัฐบาลก็ความขัดแย้งมากมาย   ฝ่ายรัฐเก่าก็ขัดขวางเต็มที่   แต่มาถึงเวลานี้กลับสามารถบรรลุการรวมกองกำลังกัน    ในแง่นี้สำหรับบางคนก็จะถือว่าเป็นการสลายกองกำลังของตัว  เท่ากับเอาคอไปขึ้นเขียงรอให้เขาสับเมื่อไรก็ได้    แต่ทำไมเขาจึงตัดสินใจแบบนี้

พคท. ในบริบทใหม่  น่าจะส่งคนไปพบและขอศึกษาบทเรียนและประสบการณ์จาก ส.ประจันตรา (ไม่รู้ว่าออกชื่อถูกหรือเปล่า) แห่งเนปาลแล้วมาถ่ายทอดให้กันฟังดูบ้างนะ  เจ๋ง
บันทึกการเข้า
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #49 เมื่อ: 24 มกราคม 2011, 12:16:24 PM »

เห็นด้วยกะลุงแสนฯ อย่างยิ่ง.....
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #50 เมื่อ: 24 มกราคม 2011, 12:20:35 PM »

ทั้งอารมณ์ความรุสึกเหตุผล.....มันอารมณ์เดียวและแนวคิดวิธีการคิดเดียวกับพวกเรา เมื่อปี ๒๕๑๘-๒๕๒๕ เลยล่ะเหมือนก๊อปกันมาเลย...

ไอ้พวกนักวิชาการซ้ายๆ และไอ้พวกพี่ใหญ่เราที่ผันตัวไปเป็นลิ่วล้อทุนนายหน้า-มันทำงานการเมือง-งานความคิดได้ผลจริงๆ
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #51 เมื่อ: 26 มกราคม 2011, 14:58:43 PM »

อ่านเรื่องนี้ประเทืองปัญญากว่า  โดยเฉพาะสำหรับบริบทใหม่ของ พคท.

จาก สุธน หิญ ยินดีให้เผยแพร่ต่อได้ด้วยความขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/utopiathai/2011/01/26/entry-1

ความอยุติธรรมขั้นฐานรากที่กว้างใหญ่ของสังคมคือการปล่อยให้เจ้าของที่ดินได้ประโยชน์ไปจากการที่ที่ดินมีค่าเช่า/ราคาสูงขึ้น
ทั้งๆ ที่ความเป็นเจ้าของที่ดินไม่มีส่วนทำให้ที่ดินมีค่าเช่า/ราคาขึ้นมา และไม่มีส่วนร่วมในการผลิตเหมือนผู้ทำงานและผู้ลงทุน
แต่กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกลับให้อำนาจที่จะเรียกเอาส่วนแบ่งจากการผลิต

ที่ดินนั้นเจ้าของที่ดินไม่ใช่ผู้สร้าง และมีค่าเช่า/ราคาขึ้นมาเพราะการกระทำของประชาชนส่วนรวม
เช่น การมีประชากรเพิ่มทำให้ต้องขยายที่ทำกินออกจากชายขอบ (ขอบริมแห่งการผลิต – margin of production) อันเดิม
ไปยังชายขอบอันใหม่ซึ่งให้ผลผลิตต่ำลงกว่าที่ดินชายขอบเดิม (นั่นคือให้ค่าแรงต่ำลง) ที่ดินเดิมๆ ก็มีค่าเช่า/ราคาขึ้นมา
หรือที่ดินในย่านที่มีผู้คนหนาแน่น น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีท่อระบายน้ำ การสื่อสาร การขนส่งรวดเร็วทันใจ
ค่าเช่า/ราคาที่ดินบริเวณนี้ก็ขึ้นสูง นี่ก็เพราะกิจกรรมของส่วนรวม รวมทั้งภาษีต่างๆ ที่พวกเขาเสีย

ที่ดินผิดกับทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เกิดด้วยการลงแรงลงทุน เช่น สินค้า
ซึ่งเมื่อแพงขึ้นเพราะมีผู้ต้องการเพิ่ม ก็จะมีผู้ผลิตเพิ่มทำให้ราคากลับสู่ดุล
แต่ตำบลที่หรือทรัพยากรธรรมชาติผลิตเพิ่มไม่ได้ เมื่อความต้องการเพิ่ม ราคาจึงเพิ่ม

และถ้าเราต้องการผลิตทรัพย์สินชิ้นหนึ่ง เราก็จำเป็นต้องมีที่ดิน
ที่ดินเป็นแหล่งกำเนิดของทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ถ้ามีการกักตุนสินค้า แม้จะเป็นจำนวนมาก ผู้อื่นสามารถผลิตเพิ่ม
แต่ถ้ากักตุนทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งที่มาของทรัพย์สิน – และที่ดิน สถานที่ซึ่งใช้ทำงาน
จะเป็นการกีดกันผู้อื่นมิให้ทำงานผลิต

เฮนรี จอร์จได้อธิบายถึงความอยุติธรรมนี้ ซึ่งได้ส่งผลเสียประการหนึ่งที่ร้ายแรงใหญ่หลวงยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือการเก็งกำไรสะสมเก็บกักที่ดิน
ทำให้มีที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์หรือทำประโยชน์ไม่เต็มที่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองและนอกเมือง และค่าเช่า/ราคาที่ดินยิ่งมีราคาสูง
เป็นการเบียดคนจนออกไปจากโอกาสที่จะเป็นเจ้าของที่ดิน ต้องเช่าที่ดินคนอื่นเป็นที่พักอาศัยและที่ทำกินโดยเสียค่าเช่าแพง
ซ้ำยังต้องเสียภาษีทางอ้อมเมื่อซื้อของกินของใช้และสินค้าทุนสำหรับทำงานหาเลี้ยงชีวิต

การเก็งกำไรสะสมเก็บกักที่ดินยังมีผลถ่วงการผลิตอย่างมากด้วย (ทำให้แรงงานและทุนหางานทำได้ยากขึ้น และว่างงานกันไป ค่าแรงต่ำลง คนจนยิ่งช่วยเหลือตนเองได้น้อยลงไปอีก กลายเป็นเหยื่อแก่นายทุนเงินกู้และนายทุนผู้จ้างอีกต่อหนึ่งโดยง่ายดาย)
และยังทำให้ต้องสิ้นเปลืองภาษีเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขยายออกไปนอกเมืองเพื่อบริการผู้คนที่สู้ราคาที่ดินในเมืองไม่ไหวต้องออกไปหาที่พักอาศัยห่างเมือง

เฮนรี จอร์จจึงเสนอให้ยกเลิกภาษีทั้งหลายที่เก็บจากการทำงานผลิตและซื้อขายแลกเปลี่ยน (ซึ่งทำให้รายได้สุทธิต่ำแต่ของแพง เป็นตัวถ่วงการผลิตที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง)
และให้หันไปเก็บภาษีที่ดินแทนโดยถือเสมือนว่าเจ้าของที่ดินเป็นผู้เช่าที่ดินจากรัฐ
(ผมเห็นว่าควรให้เวลานานหน่อย ค่อยๆ ขึ้นภาษีที่ดินโดยใช้เวลาสัก 30 ปีภาษีที่ดินจึงเท่าหรือใกล้เคียงกับค่าเช่าที่ควรเป็น เพื่อมิให้เจ้าของที่ดินเดือดร้อนเกินไป แต่ถ้าเจ้าของที่ดินยังจะขอค่าชดเชยอีก ก็ต้องคิดว่าคนที่ยากจนเพราะความอยุติธรรมขั้นฐานรากนี้ตั้งแต่ต้นสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นลูกหลานเหลนในปัจจุบันควรได้รับชดใช้ด้วยหรือเปล่า)

เท่าที่ผมอธิบายมานี้นับว่าเป็นอย่างสั้นมากทีเดียว ซึ่งฝรั่งที่เขาพยายามอธิบายสั้นๆ มาก่อนก็ไม่ได้ผลมาแล้ว แม้แต่เฮนรี จอร์จเอง มาได้รับความสนใจกลายเป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์ที่ขายดีที่สุดในขณะนั้นก็เมื่อขยายความออกจากเดิมที่ยาวเพียง 48 หน้าชื่อ Our Land and Land Policy มาเป็น Progress and Poverty มีความยาวเกือบ 600 หน้าใน ค.ศ.1879 ซึ่งเป็น “การสอบสวนภาวะตกต่ำทางอุตสาหกรรมและการที่ความขาดแคลนเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของเศรษฐทรัพย์” และวิธีแก้ไข มีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย และผมก็แปลเป็นภาษาไทยด้วย ชื่อ ความก้าวหน้ากับความยากจน รวมทั้งเขียนเองอีกเล่มหนึ่งสั้นหน่อย 140 หน้า ชื่อ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม – เศรษฐศาสตร์ที่ลงถึงราก ดูได้ที่ http://utopiathai.webs.com ทั้งสองเล่มครับ.
--------------

การยกย่องเฮนรี จอร์จและหนังสือ Progress and Poverty
ซุนยัตเซ็น - ข้าพเจ้าตั้งใจจะอุทิศอนาคตของข้าพเจ้าให้แก่การส่งเสริมสวัสดิการของประชาชนจีนในฐานะประชาชนชาติหนึ่ง คำสอนของเฮนรี จอร์จ จะเป็นมูลฐานแห่งโครงการปฏิรูปของเรา . . . . [ภาษีที่ดิน] ในฐานะวิธีเดียวสำหรับให้รายได้แก่รัฐบาล เป็นภาษีที่ยุติธรรมอย่างยิ่ง มีเหตุผล และ กระจายตัวอย่างชอบธรรม และเราจะก่อตั้งระบบใหม่ของเราด้วยภาษีนี้

Leo Tolstoy - แผนการที่ยุติธรรมที่สุดและปฏิบัติได้ดีที่สุดในความเห็นของข้าพเจ้าคือแผนของเฮนรี จอร์จที่เรียกกันว่าระบบภาษีเดี่ยว …
ความอยุติธรรมของการยึดเอาที่ดินเป็นทรัพย์สินส่วนตัวเป็นที่รับรู้กันมานานแล้วในหมู่นักคิด แต่เพิ่งมาเห็นชัดว่าจะยกเลิกความอยุติธรรมนี้ได้โดยวิธีใดก็ต่อเมื่อมีคำสอนของเฮนรี จอร์จแล้ว ประชาชนมิได้โต้แย้งคำสอนของจอร์จ เพียงแต่เขาไม่รู้จักคำสอนนี้เท่านั้น ผู้ที่คุ้นเคยกับคำสอนนี้แล้วย่อมจะได้แต่เห็นดีด้วย

Winston Churchill - การผูกขาดที่ดินมิใช่การผูกขาดเพียงชนิดเดียว แต่ก็เป็นการผูกขาดที่ใหญ่หลวงที่สุด - เป็นการผูกขาดตลอดกาล และเป็นต้นกำเนิดของการผูกขาดอื่นๆ ทุกรูปแบบ . . . . ข้าพเจ้าหมายถึงกระบวนการมากกว่าตัวเจ้าของที่ดินแต่ละคน ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะทำให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังชนชั้นหนึ่งชั้นใดขึ้น ข้าพเจ้ามิได้คิดว่าผู้ที่หาเงินจากส่วนเพิ่มจากที่ดินอันมิใช่เกิดจากการลงทุนลงแรงนั้นเลวกว่าบุคคลอื่นที่หากำไรเท่าที่อาจจะหาได้ในโลกที่มีความลำบากนี้โดยไม่เป็นการผิดกฎหมายและเป็นไปตามที่ปฏิบัติกันทั่วไป ที่ข้าพเจ้าโจมตีนั้นไม่ใช่บุคคล แต่เป็นระบบ ไม่ใช่บุคคลเลว แต่เป็นกฎหมายต่างหากที่เลว ที่ควรจะถูกติเตียนนั้นไม่ใช่บุคคลผู้กระทำการอันกฎหมายได้อนุญาตไว้และผู้อื่นก็กระทำกัน แต่ควรจะเป็นรัฐที่ถูกตำหนิหากไม่หาทางปฏิรูปกฎหมายและแก้ไขการปฏิบัติ เราไม่ต้องการจะลงโทษเจ้าของที่ดิน แต่เราต้องการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

Theodore Roosevelt - ภาระภาษีนั้นควรจะเปลี่ยนไปให้น้ำหนักแก่มูลค่าที่สูงขึ้นโดยมิได้ลงทุนลงแรงของที่ดินเองมากกว่าที่จะเป็นสิ่งปรับปรุง

Woodrow Wilson - ทั้งหมดที่ประเทศต้องการคือความคิดที่ใหม่และจริงใจ ซึ่งประกาศออกมาอย่างมีเหตุผลสอดคล้องกัน แจ่มชัด และห้าวหาญ โดยผู้ที่เชื่อมั่นในพื้นฐานของตน พลังของบุคคลเช่นเฮนรี จอร์จ ดูจะมีความหมายเช่นนั้น

Franklin D. Roosevelt - เฮนรี จอร์จเป็นนักคิดผู้ยิ่งใหญ่แท้จริงท่านหนึ่งที่ประเทศเราผลิตขึ้นมา . . . ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้งานเขียนของท่านเป็นที่รู้จักกันดีขึ้นและเข้าใจกันแจ่มแจ้งขึ้น

Dwight D. Eisenhower - ออกเสียงให้แก่ เฮนรี จอร์จ เพื่อให้เข้าสู่ Hall of Fame ใน ค.ศ. 1950

ห้องสมุดทำเนียบขาว - เลือกหนังสือ Progress and Poverty ของจอร์จไว้ในการรวบรวมหนังสืออเมริกันที่ดีเด่นใน ค.ศ.1963.
บันทึกการเข้า
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #52 เมื่อ: 26 มกราคม 2011, 19:38:51 PM »

วันนี้ได้มีโอกาสเข้าไปดูบอร์ดเวบไฟลามทุ่งหมาหลงไปเรื่อยเปื่อย.....เจอทัศนะว่า....จีรนันท์-กะน้าหงาขึ้นเวทีพันธมิตร-เป็นผู้รับใช้ศักดินา...กู๋จะบ้าตาย......

ฟฟฟฟ
อ่านตรงที่ลุงแสนฯ ยกมา....ว่าใครหว่า...พูดว่า เขาวิพากษ์ระบบไม่ใช่ตัวบุคคลจึงชอบมาก......จึงคิดทวนย้อนว่าที่พวกฝ่ายซ้ายๆสอนฝังชิปกันให้เกลียนสากกินาเป็นรายตัว.....มันถูกไหม?
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #53 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 09:05:56 AM »


   วิจารณ์ "ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์" (๑ - ๕)  


http://www.fo3p.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1202&Itemid=1  

''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''

วิจารณ์ "ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์" (๖-๑๐)  

http://www.fo3p.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1203&Itemid=1  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 09:23:33 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #54 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:17:35 AM »

เหมือนอย่างที่ "ผู้สังเกตุการณ์" ทำ? ทำไมเอาไปโพสต์ที่บ้านดวงจันทร์?

อ้างถึง
ในกรณีของไทย ผู้สังเกตการณ์ท่านบอกว่า “แม้แต่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใครๆก็รู้ว่าระบอบราชาธิปไตยหรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นได้หมดยุคและอันตรธานจากสังคมไทยไปแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475”  ผู้สังเกตการณ์ท่านน่าจะคิดสักนิดว่าเราไม่ใช่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา  แต่เราเป็นนักปฏิวัติ  นักปฏิวัติจะคิดตื้นเหมือนเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาได้อย่างไร การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนไทยได้รับชัยชนะในปี พ.ศ.2475 จริง แต่หลังจากนั้นละ ฝ่ายปฏิวัติสามารถรักษาดอกผลไว้ได้หรือไม่  ระบอบเก่าที่ถูกโค่นล่มได้คืนชีพภายใต้เสื้อคลุมตัวใหม่หรือเปล่า เป็นสิ่งที่นักปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมจะต้องศึกษาค้นคว้า หาคำตอบให้ได้ ทุนนิยมยังสามารถคืนชีพในประเทศสังคมนิยมที่เข้มแข็งเกรียงไกรอย่างสหภาพโซเวียตได้ แล้วศักดินานิยมจะคืนชีพในประเทศทุนนิยมที่กระจอกงอกง่อยอย่างประเทศไทยเราไม่ได้หรือ

เออ....แล้วตอนนี้ทุนนิยมก็กะลังคืนชีพในประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีประชากรมากที่สุดในโลกด้วยวุ้ย.....แล้วไง? ต้อง "ใครขึ้นมาก็โกง" "โกงมะเป็นไรแบ่งกรูด้วย" .....ต้อง "เป็นลิ่วล้อทุนก้าวหน้า ดีกว่าขี้ข้าศักดินาลบ้าหลัง"......ฮืม?

สรุปก็คือ สากดินายังเป็นศรัตรูหมายเลข ๑ ส่วนทุนขายชาติชั่วช้าสามานย์เป็นแนวร่วม.....ไปลงนรกเลยปะ...ไอ้พวกทิดสะดีปะติวัติจางไล.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:25:22 AM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #55 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:37:49 AM »

ยาวมาก ๆ มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ
บทสรุปสุดท้ายที่อ้างว่าประวัติศาสตร์จะตัดสินมันก็ง่ายเกินไป

ทุนทุกฝ่ายถ้าไม่ทำเพื่อบ้านเมืองมันต้องถูกประชาชนโค่นล้ม
เราไม่เอียงข้างใครแต่เราเอียงข้างความถูกต้อง
และการจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงหากผู้ตามยังมีน้อยและผู้นำยังไม่รู้จะนำไปในทิศทางใด
ก็ต้องหยุดรอและทบทวนความพร้อมก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป

บทสังเคราะห์ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการต่อสู้ในบริบทใหม่ยังอยู่ในครรภ์รอการทำคลอดจากเหล่ามิตรสหายนักสู้ในเวทีจริงอยู่ในขณะนี้
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #56 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:42:26 AM »

    


วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์”
   
     
ผู้เขียน นิรนาม  16 ก.พ. 2554

   
     



          อ่านข้อเขียนของผู้สังเกตการณ์ความยาวเกือบร้อยหน้ากระดาษจบลง  พลันนึกถึงบรรดาบันฑิตสมัยโบราณของจีนที่เขาเรียกกันว่า “ซูไตจื่อ” ฮืม?? แปลเป็นไทยว่า “หนอนหนังสือ” แปลไม่ตรงกับตัวหนังสือเท่าไร แต่สื่อความหมายได้ครบถ้วนสมบูรณ์ คือหมายถึงปัญญาชนที่จมอยู่กับกองตำรา เหินห่างจากโลกของความเป็นจริง ในข้อเขียนเกือบร้อยหน้ากระดาษของผู้สังเกตการณ์ เต็มไปด้วยตำรับตำราที่ใช้อ้างอิง เล่มไหน จากสำนักพิมพ์อะไร หน้าที่เท่าไร อ้างคำพูดของมาร์กซ เองเกลศ์ ที่พูดไว้ที่นั่นที่นี่ เมื่อไร ในวาระอะไร ได้คำพูดนั้นจากตำราเล่มไหน หน้าที่เท่าไร เยอะแยะไปหมด  แต่ไม่พูดความจริงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันของไทย  ถึงพูดก็เป็นการเล่าเหตุการณ์ผ่าน ๆ ว่ามีเรื่องนั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่เท่าไร เดือนอะไร ปีไหน เช่นเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, พฤษภา 35,  เหตุการณ์เมื่อ 10 เมษา 19 พฤษภา 53  คือเล่าไปตามสิ่งที่ตาเห็นซึ่งเขาเรียกว่าปรากฏการณ์  แต่ไม่วิเคราะห์เจาะลึกลงไปให้เห็นกลเกมอันแยบคายแถมสกปรกโสมมทีผู้มีอำนาจ แท้จริงซึ่งแฝงตัวอยู่ในเงามืดงัดออกมาใช้เพื่อทำให้เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น บานปลาย และจบลงในสภาพที่ตนเองได้ประโยชน์โภชผลทุกครั้งไป เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผล มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร นี่ต่างหากที่เป็นธาตุแท้ของปัญหาที่เราจะต้องขุดคุ้ยออกมาตีแผ่ให้ผู้คนใน สังคมได้รับรู้  ต้องไปขุดคุ้ยจากของจริง ไม่ใช่จากกองหนังสืออย่างที่ผู้สังเกตการณ์ท่านกำลังทำอยู่ บางแห่งผู้สังเกตการณ์ถึงกับไปงัดเอาพจนานุกรมมาเปิดหาคำอธิบาย เช่นคำว่า “บงการ” แปลว่าอะไร พยายามหาตำรามาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมประเทศไทย ว่าสามารถเทียบเคียงกับประเทศใดในโลกได้บ้าง แต่เชื่อเถอะ  ต่อให้พลิกตำราเป็นร้อยเล่มเกวียนก็ไม่มีวันได้พบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ปัจจุบันของไทย เพราะว่ายังไม่มีใครเขียนออกมาเป็นตำรา คงต้องรออีก 20 ปี หรือ 100 ปีข้างหน้า ลูกหลานของเราถึงจะอุทานออกมาดังๆ ว่า “อ๋อ ลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่แท้เป็นอย่างนี้ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนจริง ๆ ด้วย  นายกรัฐมนตรีกระเด็นตกจากเก้าอี้ด้วยสาเหตุทำกับข้าวโชว์ทางทีวี ไม่ได้กระเด็นตกลงมาเอง แต่มีคนต้องการให้ตก  งัดตำรากฎหมายเล่มไหนๆ ยังเอาผิดไม่ได้  สุดท้ายไปได้ตัวช่วยจากพจนานุกรม  กลายเป็นเรื่องตลก โจ๊กระดับอินเตอร์” เรื่องแปลกประหลาดชนิดมีเพียงหนึ่งเดียวในโลกซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยยังมี อีกเยอะ เช่นคนกลุ่มหนึ่งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินนานาชาติ ทำรัฐเสียหายนับแสนล้าน  ไม่ต้องติดคุก เดินลอยนวลมาสองปีกว่าแล้ว  แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งแค่ยึดถนนชุมนุม ทำให้รถติด  รัฐใช้กระสุนจริงขับไล่ ทำให้มีคนตายนับร้อย   แกนนำผู้ชุมนุมเข้ามอบตัวไม่รอให้ใครมาจับยังต้องติดคุก  แถมไม่ให้ประกันตัวด้วย  ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้ก่อการร้าย บอกว่าทำรัฐสูญเสียทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้าน  สิ่งเหล่านี้จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์  ให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้ศึกษาและตำหนิติเตียนว่า บรรพบุรุษของตนทำไมถึงได้ทำเรื่องน่าอัปยศอดสูเหล่านี้ทิ้งไว้ให้ลูกหลานขาย ขี้หน้า

          ที่น่าแปลกใจก็คือ  ผู้สังเกตการณ์ที่จมอยู่ในกองทฤษฎีได้พูดถึงความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เหมือนกัน คือพูดถึงการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่สะพานผ่านฟ้าและแยกราชประสงค์ ว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง ทำรัฐเสียหายนับหมื่นล้าน  สมควรได้รับคำประณาม  แต่ละเว้นไม่ยอมพูดถึงความจริงที่กลุ่มพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินนานาชาติ  ทำรัฐเสียหายนับแสนล้าน  เมื่อไม่พูดถึงก็เลยไม่ทราบว่าสมควรประณามหรือสมควรสรรเสริญ  พวก นปช. เป็นพวกอนาธิปไตย  แล้วพันธมิตรละ เป็นอนาธิปไตยด้วยหรือเปล่า ทำไมไม่พูดถึงละ  เมื่อพูดถึงการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรโดยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 บอกว่ามีคนตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมากทั้งที่มีเพียง 2 ศพ  แต่การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่สะพานผ่านฟ้าและแยกราชประสงค์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศอฉ. ใช้กระสุนจริงขับไล่ฝูงชนขอพื้นที่คืนที่สะพานผ่านฟ้าในวันที่ 10 เมษายน 2553 และกระชับพื้นที่ สลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ทั้งสองครั้งทำให้มีคนตายรวมกัน 91 ศพ บาดเจ็บอีกหลายพัน หายสาบสูญอีกไม่รู้เท่าไร กลับไม่พูดถึงสักแอะ  หรือเห็นว่าคนเหล่านี้เป็นฝูงชนเถื่อนที่ถ่อยปัญญา ไร้สกุลรุนชาติ เป็นพวกอนาธิปไตย  สมควรที่รัฐจะต้องเข้าไปจัดระเบียบ ลองอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วพิจารณาดู

          “เมื่อทักษิณ ชินวัตร หมดอำนาจทางการเมือง  ก็ยังถูกอายัดทรัพย์  แล้วก็ถูกยึดทรัพย์อีกด้วย  จึงได้ใช้ทุกวิถีทางปลุกปั่นให้ประชาชนที่เป็น “รากหญ้า”ที่เคยสนับสนุนตัวเขา โดยใช้นโยบายประชานิยม นั้นให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อให้เขาจะได้กลับเข้ามาครองอำนาจ กินบ้านกินเมืองกันใหม่ ภายใต้คำขวัญ “ต่อต้านการรัฐประหาร” กอบกู้ “ระบอบประชาธิปไตย” ทั้งๆที่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์  ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549  อยู่ในตำแหน่งแค่  1 ปี  เมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ผ่านรัฐสภา  ก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลสมัคร  สุนทรเวชและรัฐบาลสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ที่ขึ้นครองอำนาจตามลำดับ ล้วนเป็นนอมีนี ของทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน  อีกส่วนหนึ่ง ในนามของขบวนการ “เสื้อเหลือง” เมื่อรัฐบาลนอมีนีของทักษิณ ชินวัตร ทั้งสองสมัย ต่างก็ได้ใช้วิธีการรุนแรงปราบปรามขบวนการต่อต้านระบอบทักษิณ จนประชาชนผู้ไร้ความผิดต้องบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก พอรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตกกระป๋อง ทักษิณ ชินวัตร ก็ปลุกปั่นให้มวลชน “รากหญ้า” ที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยที่ “สมบูรณ์” และการอยู่ดีกินดีด้วยสันติวิธี ไปบังคับรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ลาออกแล้วเลือกตั้งใหม่ ทั้งๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ก็เข้ามาบริหารบ้านเมืองโดยระบอบการเลือกตั้งเช่นเดียวกับ รัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายก่อนหน้านั้น เมื่อนานวันเข้าก็ยังไม่บรรลุผลก็หันไปใช้ความรุนแรง เข้ายึดย่านธุรกิจสำคัญกลางกรุง ก่อบังเกอร์ เอาชุดเสื้อดำเข้าแทรก ปะทะกับทหารตำรวจผู้มีหน้าที่รักษาความสงบ กระทั่งปะทะกับชาวบ้านชุมชนใกล้เคียง ที่ออกมาป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง สุดท้ายเมื่อถึงคราวจะปราชัย พวกหัวโจกถึงกับยุยงเสี้ยมสอนให้มวลชนผู้ติดตามที่เจ็บปวดเพราะประสบความ พ่ายแพ้ให้ก่อการจลาจลไปปล้นสะดมและวางเพลิงเผาผลาญห้างร้านและบ้านเรือนชาว บ้านอย่างน่าเศร้า”

          ไม่น่าเชื่อว่าผู้อาวุโสภายในพรรคกลับมีใจเอนเอียงถึงเพียงนี้ เลือกพูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง เหมือนนายอภิสิทธิ์ ตอนเป็นฝ่ายค้าน ลุกขึ้นมาสอนรัฐบาลในสภาว่า  ไม่ว่าจะหนึ่งคน หรือแสนคน คนที่เป็นรัฐบาลก็ต้องรับฟัง  ไม่ต้องรอให้กฎหมายมาจัดการ เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่าสปิริตของนักการเมือง  แต่พอตัวเองมาเป็นรัฐบาล มีคนออกมาขับไล่เป็นล้าน กลับดื้อด้านทนอยู่ไม่ยอมออก เป็นคนปลิ้นปล้อนตลบตะแลงต่างกับนักการเมืองที่ตนเองเคยด่าตรงไหน คนอย่างนี้นะหรือที่ผู้สังเกตการณ์บอกว่าเป็นคนดี ทำไมทัศนะในการมองคนถึงได้ตรงกันข้ามกับคนรากหญ้าทางภาคอีสานกับภาคเหนือ ชนิดขาวกับดำ เพียงแค่เกลียดชังทักษิณก็เลยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม แล้วอย่างนั้นใช่ไหม ใคร ๆ ก็ทราบว่ารัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชนเป็นเสียงส่วนใหญ่เข้าบริหารประเทศ ผู้สังเกตการณ์บอกว่าไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนหนึ่ง จึงถูกขบวนการเสื้อเหลืองขับไล่ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้บริหารประเทศเลย โดยเฉพาะรัฐบาลสมชายยังไม่ทันได้แถลงนโยบายด้วยซ้ำไป ถูกขบวนการเสื้อเหลืองกดดันขับไล่จนต้องปีนกำแพงรั้วรัฐสภาหนีหัวซุกหัวซุน ผู้สังเกตการณ์บอกว่าเสื้อเหลืองทำถูกเพราะสองรัฐบาลไม่เป็นที่ยอมรับของมวล ชนส่วนหนึ่ง ถูกขับไล่ก็สมควรแล้ว รัฐบาลไม่ควรจะไปสลายการชุมนุมจนทำให้ประชาชนที่ไร้ความผิดบาดเจ็บล้มตาย เป็นจำนวนมาก แต่พอพูดถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง อาจเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป ก็บอกว่ารัฐบาลมาโดยถูกต้อง  ประชาชนที่ไม่ยอมรับไม่ควรออกมากดดัน รัฐต้องเข้าไปรักษาความสงบ เมื่อมีคนตายถึง 91 ศพ บาดเจ็บและสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก กลับไม่พูดถึงเลย  เหลือเชื่อจริงๆ พูดเอาแต่ได้ จำได้ว่าในสมัยที่ผู้เขียนทำงานเพาะเป้าสร้างแกน  เป้าที่เราหมายตาไว้ว่าจะบ่มเพาะเป็นแกนนั้น คุณสมบัติขั้นต้นต้องเป็นคนที่มีจิตใจรักความเป็นธรรม  ผู้สังเกตการณ์เป็นชาวพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นผู้อาวุโสภายในพรรค เหตุไฉนจิตใจรักความเป็นธรรมอันเป็นคุณสมบัติขั้นต้นกลับไม่มีเอาเสียเลย  คงพอสรุปได้แล้วว่า ผู้สังเกตการณ์ยืนบนจุดยืนใด ใช้ทรรศนะอะไรไปมองปัญหาและพิจารณาปัญหา

          มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งภายหลังได้อ่านข้อเขียนของผู้สังเกตการณ์จบลงแล้วได้มา พบผู้เขียน บอกว่าไม่ต้องไปเขียนโต้ตอบอะไร เปลืองน้ำหมึกเปล่าๆ ตอนนี้คนไทยตาสว่างกันหมดแล้ว คนขี่มอเตอร์รับจ้าง คนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ขาย หาบเร่แผงลอย ตาสีตาสาตามท้องไร่ท้องนารวมถึงคนไทยในต่างแดนต่างก็มองเห็นทะลุปรุโปร่ง ว่า  ใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ปล่อยให้ผู้สังเกตการณ์ท่านไปงมหาเอาเองเถอะ ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งพูดแรงกว่านี้ บอกว่าปล่อยให้ท่านจมตายในกองทฤษฎีเถอะ ไม่ต้องไปสนใจ ผู้เขียนเองทีแรกก็คิดจะยึดหลัก “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำรึงทอง” เหมือนกัน แต่มาคิดอีกที ยังมีสหายอยู่จำนวนหนึ่ง น่าจะตาสว่างกันได้แล้ว ถ้าข้อเขียนของผู้เขียนมีส่วนทำให้พวกเขาตาสว่างขึ้นมาอีกหน่อย มันก็เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ จึงตัดสินใจเขียน  และเมื่อเขียนแล้วก็คงต้องกระทบวิญญาณกันบ้าง  เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริง ๆ  ฉะนั้น หากมีอะไรเกินเลยไป  ก็ต้องขออภัยด้วย

          สังคมทั้งสังคมแตกแยกเป็นสองฝักสองฝ่าย  ภายใน พคท. ก็แตกออกเป็นสองฝักสองฝ่าย ยังความเจ็บปวดรวดร้าวแก่สหายที่มีความปรารถนาดีภายในพรรค อยากให้ทุกฝ่ายสามัคคีปรองดอง นั่นเป็นความปรารถนา เป็นเจตจำนง  แต่เจตจำนงทางอัตวิสัยของมนุษย์เรามักเดินสวนทางกับความเป็นจริงเสมอ  เช่นมนุษย์เราต้องการสันติภาพ  ไม่ต้องการสงคราม  แต่สงครามก็เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยหมดไปจากโลกนี้ เพราะฉะนั้นเจตจำนงส่วนเจตจำนง  ความเป็นจริงก็ส่วนความเป็นจริง สุดวิสัยทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้    ในเมื่อภายใน พคท. และทั้งสังคมแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย   ผู้สังเกตการณ์ไม่ได้วางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายให้สมกับ สังเกตการณ์อยู่ข้างเวที หากแต่ได้เลือกข้างแล้วอย่างชัดเจน  เป็นปากเสียงให้กับฝ่ายหนึ่ง วิพากษ์อีกฝ่ายหนึ่ง  กระโดดขึ้นเวทีเป็นผู้ชกเสียเอง ผู้สังเกตการณ์เป็นผู้อาวุโสภายในพรรค  ได้ชื่อว่าเป็นนักทฤษฎีของพรรค เมื่อผู้อาวุโสเลือกที่จะยืนอยู่กับฝ่ายหนึ่งวิพากษ์อีกฝ่ายหนึ่ง  เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนแม้จะรู้ตัวดีว่าเป็นรองในด้านเชิงมวยอยู่หลายขุม  ก็จะขอขึ้นเวทีปะหมัดสู้ตายให้สมศักดิ์ศรี
   
      (ต่อ 2)    
          

 
     

วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๒
   
   ..........................
   
   

          ข้อเขียนของผู้สังเกตการณ์แบ่งออกเป็น 3 ตอน 3 ยก ผู้เขียนก็จะขอสู้ทุกยก ไม่ยอมแพ้กลางคันให้เสียศักดิ์ศรี

          ก่อนขึ้นเวทีขอประกาศไว้ตรงนี้เสียเลยว่า

          1. ในเมื่อสังคมปัจจุบันแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายโดยใช้สีเป็นสัญลักษณ์  ผู้เขียนขอประกาศจุดยืนว่าจะยืนเคียงข้างฝั่งสีแดง  เพราะว่าฝั่งสีแดงส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าหรือมวลชนพื้นฐาน ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งมีสังกัด มีเจ้านาย ทำเพื่อเจ้านาย แต่ส่วนใหญ่ได้ก้าวพ้นจุดนั้นมาแล้ว  และวันนี้พวกเขากำลังถูกอำนาจรัฐข่มเหงรังแก  ไม่ได้รับความเป็นธรรม  ถูกกระทำย่ำยีจนบอบช้ำทั้งกายและใจ  แถมถูกพวกเดียวกันแต่ไปเลือกใส่เสื้อสีเหลืองประณามว่าเป็นพวกเผาบ้านเผา เมือง ก็ยิ่งชอกช้ำระกำใจ อัดอั้นตันอุรายิ่งนัก  ผู้เขียนจึงขอยืนเคียงข้างพวกเขา  ให้กำลังใจพวกเขายืนหยัดต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ความเป็นธรรม ความเสมอภาคเท่าเทียม ชิงอำนาจอธิปไตยของตนเองที่ถูกโจรปล้นไปกลับคืนมาให้ได้ ประกาศจุดยืนชัดเจนอย่างนี้ ใครจะบอกว่าผู้เขียนเป็นลูกน้องทักษิณก็เชิญตามอัธยาศัย  บางคนอาจถามว่า  ทำไมต้องไปเข้ากับสีใดสีหนึ่ง  ยืนอยู่ตรงกลางไม่เอาทั้งสองสีไม่ได้หรือ   ขอตอบว่า ไม่ได้  จะไม่ขอทำตัวเป็นอีแอบเหมือนใครบางคน ปากบอกไม่เอาทั้งสองสี  แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่พูดที่ทำล้วนแล้วแต่รับใช้สีที่ตัวเองเลือกไว้แล้วอย่างชัดเจน

          2. ผู้เขียนไม่ใช่ผู้อาวุโสภายในพรรค  เปรียบกับผู้สังเกตการณ์ในด้านวัยวุฒิ มีช่วงห่างอยู่ระหว่างคราวพ่อคราวลูก  ผู้เขียนเป็นคนรุ่นหลัง  สถาบันลัทธิมาร์กซ์ไม่เคยผ่าน  มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เข้า  ไม่มีตำแหน่งใหญ่โตภายในพรรค สิ่งที่จะพูดจึงไม่ใช่ในฐานะนักทฤษฎี  และก็ไม่ใช่ในฐานะนักวิชาการ  แต่พูดความเป็นจริงในฐานะสมาชิกพรรคธรรมดาคนหนึ่งที่เคยรับรู้และติดตามสิ่ง ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมการเมืองของไทยมาโดยตลอด

          3. โดยปกติ  ผู้เขียนเป็นคนมีสัมมาคารวะ ไม่ก้าวร้าว จะให้ความเคารพนับถือผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะต่อผู้อาวุโสภายในพรรค จะให้ความเคารพยกย่องเห็นว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้เสียสละ ทุ่มเทกายใจต่อสู้เพื่อภารกิจที่เป็นธรรมมาชั่วชีวิต   อารมณ์ความรู้สึกที่เคารพรักต่อท่านผู้อาวุโสเหล่านั้นจนถึงวันนี้ก็ไม่เคย เปลี่ยนแปลง  จะน้อมรับคำสอนสั่งและคำวิจารณ์ด้วยน้ำใสใจจริงถ้าคำสอนสั่งและคำวิจารณ์ นั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริง  แต่ถ้าคำสอนสั่งและคำวิจารณ์นั้น เอนเอียงไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็จะขอท้วงติงอย่างไม่เกรงอกเกรงใจเช่นเดียวกัน

          ในข้อเขียนเกือบร้อยหน้ากระดาษของผู้สังเกตการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน  ส่วนที่ 1 กล่าวถึงกระบวนการก่อเกิด พัฒนา เข้มแข็งเติบใหญ่ และสุดท้ายเกิดความเพลี่ยงพร้ำเสียหายเพราะสะดุดขาตัวเองของ พคท. โดยประสานกับการเล่าสถานการณ์ในแต่ละช่วง แนวทางนโยบาย ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของ พคท. ในแต่ละสถานการณ์ ได้ประเมินผลงานและข้อบกพร่องอย่างภววิสัย ยืนยันว่าสมาชิก พคท. ทุกคนล้วนเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นที่เคารพนับถือ เลื่อมใสศรัทธาในหมู่มวลชน  ในส่วนที่ 1 นี้ผู้เขียนเห็นด้วยทุกประการ  เพราะมันคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้  ถึงแม้ว่าในส่วนที่เกี่ยวกับสถานการณ์ มีบางแห่งจะต้องนำมาอภิปรายถกเถียงกัน เช่นกรณี 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้น  จะขอยกไปอภิปรายในตอนต่อไป

          เนื้อหาส่วนที่ 2 ของตอนที่ 1 เป็นบทวิพากษ์เอกสารถ้อยแถลงของ ธงแจ่มศรี อดีตเลขาธิการใหญ่ พคท.และเอกสารบทประกอบศึกษาฯ โดยพยามเน้นเรื่องศัพท์ เรื่องจินตภาพ เรื่องตรรก อันนั้นหมดสมัยแล้ว  อันนี้ยังมีอยู่ ผู้เขียนจะไม่ขออภิปรายถกเถียงเรื่องทฤษฎี  เพราะว่าผู้เขียนถึงแม้ว่าไม่เคยผ่านสถาบันลัทธิมาร์กซ  แต่ก็พอจะรู้ว่าทฤษฎีต้องประสานกับความเป็นจริง  ประสานกับสภาพรูปธรรม ประสานกับการปฏิบัติปฏิวัติของแต่ละประเทศ ผู้สังเกตการณ์วิจารณ์สหายนำภายในพรรคที่เคยไปศึกษาที่สถาบันลัทธิมาร์กซ 3 ปีบ้าง 5 ปีบ้างว่า คณาจารย์ของสถาบันเฝ้าเตือนสติว่า บทเรียนที่ไปศึกษานั้นเป็นของต่างประเทศ  อย่านำเอาไปใช้ทั้งดุ้น แต่สหายนำที่ไปศึกษามักจะเน้นแต่ส่วนที่เหมือนมากกว่าเน้นในส่วนที่ต่างกัน จะโดยจิตสำนึกหรือจิตใต้สำนึกก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า  ผู้สังเกตการณ์ในเวลานี้ก็ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ไม่พยายามทำความเข้าใจลักษณะพิเศษของสังคมไทยซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกเสมอ เหมือนหรือหาประเทศใดในโลกมาเทียบเคียงได้ แต่กลับพยายามวนเวียนหาศัพท์หาตัวหนังสือมาอธิบายตีความสิ่งที่ปรากฏใน เอกสาร เช่น

          “ในประเด็นเดียวกันพอพลิกอ่านหน้า 2 ของเอกสารประกอบฯ ก็พบว่า ผู้เขียนเอกสารชิ้นนี้ได้เผยจุดอ่อนออกมาอย่างโจ๋งครึ่ม โดยโมเมเอาว่า “สังคมไทยขณะนี้ปกครองโดยราชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ใหม่)” โมเมว่าสถาบัน “ศักดินา” นี้ “รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า.........อยู่เหนือรัฐ” กลุ่มทุนกลุ่มนี้ก็เลย “พัฒนาตนเองเป็น ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ” ผู้เขียนเอกสารประกอบฯเอง “ถอยหลังเข้าคลอง”  ถึงขนาดนี้ น่าเศร้า!”

          จริง ๆ แล้วเท่าที่อ่านดูในเอกสารประกอบเห็นยกข้อมูล ตัวอย่างรูปธรรมมากมายมาชี้ให้เห็นว่า  กลุ่มทุนศักดินามีอิทธิพลอย่างหนาแน่นทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองจนอยู่ใน ฐานะครอบงำ ไม่ได้ปัญญาอ่อนถึงขนาดไปหยิบเอาคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ “อยู่เหนือรัฐ” มายัดใส่อย่ามั่วซั่ว หากแต่มีข้อมูลหลักฐานอันหนักแน่นมากมายเพื่อยืนยันการดำรงอยู่อย่างมีตัวตน ของมัน ผู้สังเกตการณ์พยายามจะไปค้นหามันจากตัวหนังสือ  จึงไม่มีวันพบเห็นตัวตนของมัน  เพราะว่าตัวตนของมันไม่ได้ดำรงอยู่ในตัวหนังสือ  หากแต่ดำรงอยู่ในโลกของความเป็นจริง อีกอย่าง ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ามีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่บัญญัติไว้ว่า พระมหากษัตริย์ดำรงสถานะ “อยู่เหนือรัฐ” เท่าที่ทราบมีแต่บัญญัติว่า “อยู่เหนือการเมือง” คือไม่เล่นการเมือง ไม่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากกว่า ผู้สังเกตการณ์ช่วยระบุหน่อยได้ไหมว่า คำว่า  “อยู่เหนือรัฐ”  บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับไหน ผู้เขียนไม่อยากเสียเวลาไปค้นหา เพราะไม่เคยเห็นคุณค่าของมันอยู่แล้ว มันเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึกที่ผู้มีอำนาจตัวจริงในบ้านเมืองจะฉีกมันทิ้ง เมื่อไรก็ได้

          คราวนี้มาดูว่าสิ่งที่อยู่เหนือรัฐ เช่นอิทธิพลเหนือรัฐ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ อำนาจนอกระบบ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ มือที่มองไม่เห็น ทั้งหมดนี้หมายถึงพลังอำนาจที่คร่อมอยู่เหนือรัฐนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ทุกคนคงจำได้ว่าในสมัยรัฐบาลสมัคร ถูกม็อบเสื้อเหลืองกดดันจนทำงานไม่ได้ สมัครสั่งให้ พล.ต.อ. โกวิท หัวหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น จัดการเรื่องม็อบ โกวิทไม่กล้าแตะต้อง บอกว่าเป็นม็อบมีเส้น คำว่า “เส้น” หมายถึงอะไร คงไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหาคำอธิบายตีความ ชาวบ้านร้านตลาดต่างก็รู้ดีว่าหมายถึงคนที่มีอิทธิพล มีอำนาจบารมี มีเพาเวอร์สามารถให้คุณให้โทษที่คนอื่นต้องเกรงอกเกรงใจ เส้นนั้นมีเส้นใหญ่เส้นเล็ก จะอาศัยเส้นใหญ่หรือเส้นเล็กขึ้นอยู่กับเรื่องที่เราจะขอพึ่งเส้นนั้นสำคัญ แค่ไหน ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญมากก็ต้องเส้นใหญ่หน่อย ถ้าแค่ฝากเด็กเข้าโรงเรียนก็ไม่ต้องใหญ่นักก็ได้ คราวนี้มาดูว่าเส้นที่โกวิทพูดถึงนั้นใหญ่ขนาดไหน ความจริงเส้นของรัฐบาลจัดว่าใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว แต่ยังมีเส้นที่ใหญ่กว่ารัฐบาลอีก ก็ต้องหมายความว่ามันอยู่เหนือรัฐบาล อยู่เหนืออำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นตัวตนที่อยู่เหนืออำนาจรัฐนั้นมีอยู่จริง ไม่ใช่องค์สมมุติแน่นอน แถมมีพลังอำนาจมหาศาลด้วย มีอานุภาพสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจรัฐโดยผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น กองทัพ  ศาล ตุลาการ องค์กรอิสระ มวลชนในจัดตั้ง ม็อบข้างถนนเป็นต้น
   
     (ต่อ 3)    
          

 
     

 
          

 
     
  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:44:35 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #57 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:43:35 AM »

    

วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๓
   
   ..........................
   
   

          ขอสรุปประเด็นที่ผู้สังเกตการณ์มีความเห็นโต้แย้งต่อเอกสารถ้อยแถลงและเอกสารประกอบฯ จากนั้นค่อยอภิปรายทีละประเด็นดังนี้

          1.ในทางเศรษฐกิจ  รูปแบบขูดรีดแบบศักดินาไม่ดำรงอยู่แล้ว  สถาบันศักดินาไม่ได้รวยล้นฟ้าอย่างที่เข้าใจ  ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่กฎหมายกำหนดไม่มีอำนาจอยู่เหนือรัฐแต่อย่างใด
         2.การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนได้สำเร็จลุล่วงแล้ว    ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2475  ศักดินาไม่ได้คืนชีพ  พูดแดกดันผู้เขียนเอกสารประกอบฯว่า “สิ่งที่กบฏบวรเดชทำไม่สำเร็จ แต่มาสำเร็จด้วยปลายปากกาของผู้เขียนเอกสารประกอบฯ”
          3. รากฐานเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม โครงสร้างชั้นบนก็ต้องเป็นทุนนิยมด้วย เป็นไปไม่ได้ที่การเมืองการปกครองเป็นศักดินานิยม

          1. รูปแบบขูดรีดแบบศักดินาไม่ดำรงอยู่แล้ว  ใช่ รูปแบบขูดรีดแบบศักดินาตามตำราที่เราเคยศึกษามา คือค่าเช่า ดอกเบี้ยอันเป็นรูปแบบการขุดรีดหลักของระบอบศักดินาไม่ดำรงอยู่แล้วจริง หรือดำรงอยู่บ้างก็ไม่ใช่รูปแบบหลัก  แต่วิธีการล้วงเงินจากกระเป๋าชาวบ้านมาใส่กระเป๋าตัวเองตั้งแต่นักธุรกิจ ใหญ่ไปจนถึงชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้นโดยที่ผู้ถูกล้วงยังรู้สึกว่าเป็นบุญคุณ ท่วมหัวที่บรรดาเทพบุตรเทพธิดาน้อยใหญ่ทำกันอยู่ในทุกวันนี้และหนักข้อขึ้น ทุกวัน จะเรียกว่ารูปแบบขูดรีดอะไรดี  ผู้สังเกตการณ์เป็นผู้สันทัดในการบัญญัติศัพท์ เช่นคำว่าปฏิวัติใช้อยู่ดี ๆ ก็มาเปลี่ยนเป็นอภิวัติ  วัตถุนิยมเปลี่ยนเป็นสสารนิยม เรื่องนั้นเราไม่ว่ากัน ท่านจะเปลี่ยนแปลงศัพท์ที่เคยใช้หรือบัญญัติขึ้นใหม่ก็เป็นสิทธิของท่านที่ กระทำได้ แค่ขอให้ท่านช่วยบัญญัติศัพท์สำหรับการขูดรีดรูปแบบนี้ว่ารูปแบบขูดรีดอะไร ดี หรือท่านผู้สังเกตการณ์จะบอกว่ามันไม่ใช่การขูดรีด  เพราะว่าชาวบ้านเขาสมัครใจให้เองเพื่อให้นำไปใช้ในทางสาธารณกุศล  จำได้ว่าในอดีตเจ้าศักดินาธิเบต  เวลาทำพิธีกรรมทางศาสนา  จะเอาลูกสาวชาวบ้านไปบูชายัน  บ้านที่ถูกพรากลูกสาวไปยังรู้สึกซาบซึ้งว่าลูกสาวมีบุญวาสนาได้ไปรับใช้พระ พุทธองค์หรือนางฟ้านางสวรรค์  วิธีการมอมเมาทางวัฒนธรรมหรือรูปการจิตสำนึกชนิดนี้ กล่าวสำหรับชาวพรรคคอมมิวนิสต์แล้วยินดีให้มันดำรงอยู่หรือควรจะคัดค้านเปิด โปง วิธีการล้วงเงินจากกระเป๋าชาวบ้านยังมีอีกสารพัดวิธี เช่นเอาเงินภาษีของประชาชนในรูปของงบประมาณแผ่นดินไปทำโครงการส่วนตัวสารพัด โครงการ ผู้สังเกตการณ์อาจโต้ว่าพูดลอยๆ ไม่เห็นมีเอกสารอ้างอิง ที่จริงเอกสารข้อมูลมีอยู่เยอะ ในเอกสารประกอบฯ ก็มียกมาให้เห็น คงไม่ต้องเอามาพูดซ้ำในที่นี้อีก บางอย่างมันเผยแพร่ไม่ได้เพราะมีอะไรค้ำคออยู่  เอาเป็นว่าชาวบ้านเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เหตุไฉนผู้สังเกตการณ์จึงมองไม่เห็น การล้วงเงินจากกระเป๋าชาวบ้านด้วยสารพัดวิธีทำให้กระเป๋าของตัวเองตุงขึ้น ๆ จนสถาบันจัดอันดับเศรษฐีของโลกคือ ฟอร์บ จัดให้สำนักนี้เป็นสำนักที่รวยที่สุดในโลกในบรรดาสำนักทั้งหลาย คือมีสินทรัพย์รวม 1.19 ล้านล้านบาท เป็นรองก็แต่เจ้าของซอร์ฟแวร์ในอเมริกันเท่านั้น  ถ้าจะเทียบความร่ำรวยกับทักษิณ ทักษิณก็แค่ขี้เล็บ  ถามว่าเงินมากมายมหาศาลเหล่านั้นมาจากไหนถ้าไม่ใช่มาจากกระเป๋าชาวบ้าน คงไม่ใช่หล่นลงมาจากฟากฟ้า การล้วงเงินจากกระเป๋าชาวบ้านมาใส่กระเป๋าตัวเองโดยที่เจ้าของเงินอาจเต็มใจ หรือไม่เต็มใจก็ได้นั้นเขาเรียกว่า “ขูดรีด” ใช่ไหม การขูดรีดตามตำราแต่ละสังคมก็มีรูปแบบของตัวเอง เช่นทุนนิยมขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน ศักดินาขูดรีดค่าเช่าดอกเบี้ย ในเมื่อระบอบศักดินาตามตำราไม่ดำรงอยู่แล้ว รูปแบบขูดรีดแบบศักดินาก็ต้องไม่ดำรงอยู่แล้วด้วย  แต่การล้วงเงินจากกระเป๋าชาวบ้านด้วยสารพัดวิธียังมีให้เห็นอยู่โทนโท่ เราจะเรียกวิธีการขูดรีดแบบนี้ว่าอะไรดี  ไปพลิกดูตำราเล่มไหน ๆ ก็ไม่เจอรูปแบบขูดรีดชนิดนี้  จะเรียกว่ารูปแบบอะไรดี “แบบศักดินาซ่อนรูป” ได้หรือไม่ ไม่แน่ใจ  จึงต้องขอให้ท่านช่วยบัญญัติศัพท์ให้หน่อย
  
          2. การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนได้สำเร็จลุล่วงแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2475     ผู้สังเกตการณ์เห็นว่า  การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนได้สำเร็จลุล่วงแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475

       “เป็น ที่ทราบกันทั่วไปว่าประเทศไทยได้เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น ระบอบพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจผ่านรัฐบาล ศาลยุติธรรมและ รัฐสภา ซึ่งเป็นผลของการ “อภิวัฒน์” ของคณะราษฎร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ระบอบหลังที่ว่านี้ เป็นระบอบการปกครองที่ใช้กันในประเทศทุนนิยม เช่นอังกฤษ เนเธอร์แลนด์  เบลเยี่ยม เดนมาร์ค นอร์เวย์ และสวีเดนในทุกวันนี้ และทุกวันนี้ระบอบการปกครองในประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในระบอบนี้ เป็นที่เห็นตำตาของประชาราษฎรไทยทุกคน ยิ่งไปอ้างว่า ระบอบการเมืองไทย “ถอยหลังเข้าคลอง” หลังวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516  ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเข้าใจยาก เพราะว่าผลพวงที่นักศึกษาและประชาชนนับแสนๆแลกมาด้วยเลือดนั้น คือ การอวสานของรัฐบาลเผด็จการทหาร   ที่สืบๆ ต่อกันมานานถึง  16 ปี  เป็นที่สรรเสริญแซ่ซ้องของคนไทยที่นิยมระบอบประชาธิปไตยทุกคน และแล้วรัฐบาลที่เข้าบริหาราชการชุดต่อจากนั้น จึงเป็นรัฐบาลพลเรือนของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์  ไม่ใช่ภาพหลอนดังที่ผู้เขียนเอกสารประกอบฯฉายให้เราดู”

         “แม้แต่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย ใครๆก็รู้ว่า ระบอบราชาธิปไตยหรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ได้หมดยุคและอันตรธานจากสังคมไทยไปแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475  ที่ผู้เขียนเอกสารประกอบฯเติมคำว่า “ใหม่” ต่อท้าย ก็ต้องหมายถึงระบอบที่กล่าวนี้ “คืนชีพ”มาใหม่ เป็นอันว่าสิ่งที่กบฏบวรเดช 11 ตุลาคม พ.ศ.2476 ทำไม่สำเร็จ แต่มาสำเร็จด้วยปลายปากกาของผู้เขียนเอกสารประกอบฯ แค่เขียนเองไม่กี่บรรทัด ตลกสิ้นดี?  แต่ที่น่าขบขันยิ่งกว่านี้ก็คือ ในหน้า 1. ของเอกสารประกอบฯ ที่ไประบุว่า “สังคมไทยเป็นทุนนิยมแล้ว ทางเศรษฐกิจ แต่ภาคการเมือง....ยังไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย ก็เหลวไหลเต็มที่อยู่แล้ว  ในหน้า 2. “ทุนผูกขาด กับ “ศักดินาเหนือรัฐ” มาต่อท้ายคำศัพท์คำเดียวกันเลย  แค่นี้ยังไม่พอ ยังอธิบายแถมท้ายอีกว่า  เป็น  “เช่นนี้”   “ในทุกด้านทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม และรูปการจิตสำนึก” ก็เลยยิ่งสับสนปนเปเฉไฉไปกันใหญ่ เมื่ออ่านต่อไปอีกจึงพบว่า ผู้เขียนเอกสารประกอบฯ ตั้งองค์สมมติตัวนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้เป็นคู่ปรปักษ์ของ“กลุ่มทุนผูกขาดทักษิณ”   ที่มีแนวคิด “ทุนนิยมเสรีใหม่” (?) จากนี้ก็ให้ข้อสรุปเลยว่า “ลักษณะสังคมไทย เป็นสังคมทุนนิยม ที่มีทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐครอบงำอยู่” “ขั้นตอนการปฏิวัติ” ก็เลยต้องเป็น “การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน” ที่มีกลุ่มทุนผูกขาดศักดินา ที่มีอำนาจเหนือรัฐเป็นเป้าหมายการปฏิวัติ ส่วน “กลุ่มทุนผูกขาดทักษิณ” นั้น “ยังเป็นตัวรอง” มิหนำซ้ำยัง “ถูกกดขี่รีดไถ” เสียด้วย น่าสงสารเสียนี่กระไร”?

          การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนในประเทศไทยได้สำเร็จลุล่วงแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา จริงหรือ? การปฏิวัติ “ซินไฮ่” ที่นำโดย ดร.ซุนยัดเซ็นของจีนในปี ค.ศ.1911 ได้โค่นล้มระบอบกษัตริย์สถาปนาระบอบสาธารณรัฐ มีพรรคการเมืองชนชั้นนายทุนที่เข้มแข็งอย่างพรรคก๊กมิ่นตั๋งบริหารประเทศโดย ตลอด ประธานเหมายังบอกว่า การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนยังไม่สำเร็จลุล่วง  ภาระหน้าที่ทางประวิติศาสตร์นี้จึงตกอยู่บนบ่าของชนชั้นกรรมาชีพจีน ทำการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนต่อไปให้สำเร็จลุล่วง  แต่เนื่องจากการปฏิวัตินี้นำโดยชนชั้นกรรมาชีพ จึงเรียกว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ซึ่งแตกต่างจากการปฏิวัติ ประชาธิปไตยแบบเก่า แต่ยังคงอยู่ในบริบทการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน เพียงแต่ว่าจุดหมายปลายทางของการปฏิวัตินี้มิใช่เพื่อสถาปนารัฐทุนนิยม แต่สถาปนารัฐสังคมนิยม มาดูประเทศไทย การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนได้รับชัยชนะในปี พ.ศ. 2475 จริง แต่หลังจากนั้นมีการต่อสู้ระหว่างการรักษาระบอบใหม่กับการฟื้นระบอบเก่าอยู่ ตลอดเวลา กบฏบวรเดชในปี พ.ศ. 2476 แม้จะถูกปราบลง แต่ความพยายามฟื้นอำนาจของระบอบเก่าไม่เคยหยุดนิ่ง มีการทำรัฐประหารของกลุ่มขุนศึกนิยมกษัตริย์ตลอดเวลา โดยเฉพาะการรัฐประหารของจอมเผด็จการสฤษดิ์ภายใต้การหนุนหลังของจักรวรรดิ นิยมอเมริกาในปี พ.ศ.2500 ทำให้สถาบันกษัตริย์กลับมามีบทบาทเหนือการเมืองไทยภายใต้การอุ้มชูของ จักรวรรดินิยมอเมริกา
   
     (ต่อ 4)    
          

 
     

วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๔
   
   ..........................
   
   

          “ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐที่ก่อตัวขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐได้เข้ามามีบทบาทแทรกแซงการเมืองไทยในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบุลสงครามด้วยการให้ความสนับสนุนกลุ่มการเมืองทั้งตำรวจและกลุ่มทหาร มีผลทำให้การเมืองไทยในช่วงเวลาดังกล่าวมีเสถียรภาพและสามารถดำเนินนโยบาย ตามที่สหรัฐต้องการได้  ต่อมาสหรัฐให้การสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ให้กลับมามีความสำคัญทางการเมืองใน ขณะที่รัฐบาลเริ่มถอยห่างออกจากนโยบายของสหรัฐท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง รัฐบาลกับสถาบันกษัตริย์ กลุ่มรอยัลลิสต์ และกลุ่มทหารในช่วงปลายรัฐบาลนั้น  ส่งผลให้สหรัฐตัดสินใจให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองใหม่ คือสถาบันกษัตริย์กับกลุ่มทหารให้ขึ้นมีอำนาจแทนเพื่อให้การเมืองไทยมี เสถียรภาพและดำเนินนโยบายตามที่สหรัฐต้องการต่อไป  ดังนั้น  บทบาทของสหรัฐที่มีต่อการเมืองไทยในช่วงเวลานั้น  จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่ทำให้กลุ่มการเมืองใดได้รับชัยชนะทางการเมือง  ทั้งนี้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองใหม่ของสหรัฐนี้นำไปสู่การปกครองแบบเผด็จ การทหารและทำให้ไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกของสหรัฐที่แนบแน่น ขึ้นในเวลาต่อมา”

          นี่คือบทคัดย่อไทยในวิทยานิพนธ์ ความยาว 12 บท 268 หน้า ของ อาจารย์ณัฐพล ใจจริง นักวิชาการสายประวัติศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผู้สังเกตการณ์เป็นนักปฏิวัติ พูดถึงการปฏิวัติประหนึ่งว่าพอชนะแล้วก็ชนะเลย  สามารถหนุนหมอนสูง ๆ นอนหลับให้สบายแล้ว  ไม่ต้องผ่านกระบวนการต่อสู้ชิงชัยระหว่างฝ่ายปฏิวัติกับฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ ไม่ต้องดูว่าในที่สุดแล้วฝ่ายปฏิวัติสามารถรักษาดอกผลของการปฏิวัตินั้นเอา ไว้ได้หรือไม่   การปฏิวัติที่ไหนในโลกจะง่ายดายปานนั้น  นักลัทธิมาร์กซทุกคนต่างก็ทราบดีว่าการรักษาดอกผลของการปฏิวัตินั้น บางครั้งยังยากยิ่งกว่าการทำการปฏิวัติเสียอีก  ในประวัติศาสตร์มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ถมไป  เช่นการลุกสู้ของชาวนาในประวัติศาสตร์ของจีน  บ่อยครั้งที่ชนะแล้ว ยึดอำนาจรัฐได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ปราชัย  การลุกขึ้นสู้ของชาวกรุงปารีสในปี ค.ศ.1871 ก็เช่นเดียวกัน  ฝ่ายประชาชนชนะแล้ว สามารถตั้งรัฐบาลรักษาการณ์ ชื่อ “คอมมูนปารีส” เป็นองค์กรปกครองของประชาชน  แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถรักษาดอกผลแห่งชัยชนะนั้นไว้ได้  ไม่ต้องดูอื่นดูไกล การต่อสู้ของขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษาประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการจนสามารถได้รับชัยชนะในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516  แต่สุดท้ายก็ถูกปีศาจที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดทำลายดอกผลนั้นจนหมดสิ้นในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

         การปฏิวัติไม่ว่าที่ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศรัสเซีย ประเทศจีน หรือประเทศไหน ๆ ในโลก หลังการปฏิวัติได้รับชัยชนะแล้ว ยังต้องผ่านกระบวนการต่อสู้ช่วงชิงระหว่างฝ่าย “ปฏิวัติ” (??) กับฝ่าย “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ”ฮืม??ระหว่าง การ “ฟื้นอำนาจ”ฮืม?เพื่อกลับคืนสู่ระบอบเก่า กับการ “ต้านการฟื้นอำนาจ”ฮืม??เพื่อรักษาระบอบใหม่อย่างดุเดือดแหลมคมตลอดเวลา  การต่อสู้นี้จะผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ  วกกลับไปกลับมาเป็นเวลายาวนาน กว่าระบอบใหม่จะถูกสถาปนาอย่างมั่นคงก็ต้องกินเวลาอันยาวนานนับศตวรรษ หรือแม้กระทั่งระบอบใหม่สถาปนาขึ้นแล้ว  ผ่านการเสริมสร้างความมั่นคงและพัฒนาเป็นเวลาอันยาวนานแล้ว ระบอบเก่าก็ยังสามารถฟื้นคืนชีพได้อีก เช่นกรณีของรัสเซีย เป็นต้น

          การปฏิวัติของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส เป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน เป้าหมายคือโค่นล้มระบอบศักดินานิยม สถาปนาระบอบทุนนิยม ใช้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแทนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ของอังกฤษภายหลังการปฏิวัติได้รับชัยชนะ ยังต้องผ่านกระบวนการต่อสู้ระหว่างการฟื้นอำนาจกับการต่อต้านการฟื้นอำนาจ เป็นเวลายาวนาน  สุดท้ายจึงได้สถาปนาระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ “ฮืม?”โดยมีรูปแบบของรัฐเป็นราชอาณาจักร“??”ซึ่งหลาย ๆ ประเทศกำลังใช้อยู่ คืออังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ เนเทอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และอีกหลาย ๆ ประเทศรวมทั้งไทยเราด้วยอย่างที่ท่านผู้สังเกตการณ์ได้กล่าวถึง ระบอบนี้โดยเจตนารมณ์ของผู้ทำการปฏิวัติคือลิดรอนหรือจำกัดอำนาจของสถาบัน กษัตริย์ ให้สถาบันกษัตริย์เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ ไม่มีอำนาจใดๆ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ฝ่ายประชาธิปไตยกำหนด ประเทศต่าง ๆ ในโลกที่ใช้ระบอบนี้ล้วนเป็นไปตามเจตนารมณ์นี้ทั้งสิ้น สำหรับประเทศไทยที่ใช้ระบอบนี้ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์นี้เหมือนที่ประเทศอื่น เขาเป็นหรือเปล่า ต้องดูที่ข้อเท็จจริง  ไม่ใช่ดูที่ตัวบทกฎหมาย ส่วนประเทศฝรั่งเศสนั้น ภายหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนได้รับชัยชนะในปี ค.ศ. 1789 ผ่านการต่อสู้อย่างเลี้ยวลดคดเคี้ยวเป็นเวลายาวนาน ระบอบประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดี  “??” เป็นประมุขจึงได้สถาปนาขึ้นอย่างมั่นคง หมายความว่าสถาบันกษัตริย์ถูกทำให้สูญพันธุ์ไปเลย โดยมีรูปแบบของรัฐเป็นสาธารณรัฐ “ฮืม” ซึ่งประเทศทุนนิยมส่วนใหญ่ในโลกปัจจุบันกำลังใช้อยู่ ส่วนการปฏิวัติของประเทศรัสเซียและจีนจัดอยู่ในขอบข่ายการปฏิวัติสังคมนิยม ของชนชั้นกรรมาชีพ  เป้าหมายคือโค่นล้มระบอบทุนนิยม สถาปนาระบอบสังคมนิยม  ของรัสเซียได้รับชัยชนะในปี ค.ศ.1917 ที่เรียกกันว่า “การปฏิวัติเดือนสิบ” โดยเลนิน  ภายหลังโค่นล้มระบอบเก่าแล้วก็ได้สถาปนา “อำนาจรัฐโซเวียต”  รวมรัฐต่าง ๆ ที่อยู่รอบ  ๆ เข้าเป็นสหภาพ เรียกว่า “สหภาพโซเวียต”  แต่สุดท้าย “สหภาพโซเวียต” ก็ถึงคราวล่มสลายในปี ค.ศ. 1991 ผ่านมาแล้ว 70 ปี  ทุนนิยมในรัสเซียยังสามารถ “ฟื้นอำนาจ” ได้  ส่วนประเทศจีน เป็นการปฏิวัติที่มีเป้าหมายเพื่อสถาปนาระบอบสังคมนิยมในประเทศเมืองขึ้น กึ่งเมืองขึ้น โดยแบ่งการปฏิวัติเป็น 2 ขั้นตอน คือการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ เมื่อสำเร็จแล้วจึงผ่านไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมเมื่อเงื่อนไขพร้อมแล้ว ภายหลังการปฏิวัติได้รับชัยชนะในปี ค.ศ. 1949 ผ่านการต่อสู้อันเลี้ยวลดคดเคี้ยวเป็นเวลายาวนาน ในการบริหารจัดการเพื่อก้าวไปสู่สังคมนิยมนั้น มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว มีทั้งก้าวหน้าและถอยหลัง  ลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเวลา  เพราะว่าสังคมนิยมแท้จริงแล้วมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร  ยังไม่เคยมีใครเห็นตัวจริง  แค่เห็นเป็นตัวหนังสือเท่านั้น  จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าการปฏิวัติสังคมนิยมของจีนได้สำเร็จ ลุล่วงแล้ว  กรณีเทียนอานเหมิน  ถ้าผู้นำของจีนจัดการไม่ถูกต้อง ป่านนี้ทุนนิยมฟื้นอำนาจในจีนเหมือนที่ฟื้นในรัสเซียไปเรียบร้อยแล้ว
        
          ในกรณีของไทย ผู้สังเกตการณ์ท่านบอกว่า “แม้แต่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใครๆก็รู้ ว่าระบอบราชาธิปไตยหรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นได้หมดยุคและอันตรธาน จากสังคมไทยไปแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475”  ผู้สังเกตการณ์ท่านน่าจะคิดสักนิดว่าเราไม่ใช่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา  แต่เราเป็นนักปฏิวัติ  นักปฏิวัติจะคิดตื้นเหมือนเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาได้อย่างไร การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนไทยได้รับชัยชนะในปี พ.ศ.2475 จริง แต่หลังจากนั้นละ ฝ่ายปฏิวัติสามารถรักษาดอกผลไว้ได้หรือไม่  ระบอบเก่าที่ถูกโค่นล่มได้คืนชีพภายใต้เสื้อคลุมตัวใหม่หรือเปล่า เป็นสิ่งที่นักปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมจะต้องศึกษาค้นคว้า หาคำตอบให้ได้ ทุนนิยมยังสามารถคืนชีพในประเทศสังคมนิยมที่เข้มแข็งเกรียงไกรอย่างสหภาพ โซเวียตได้ แล้วศักดินานิยมจะคืนชีพในประเทศทุนนิยมที่กระจอกงอกง่อยอย่างประเทศไทยเรา ไม่ได้หรือ
   
     (ต่อ 5)    
          

 
     

วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๕    
     
..........................

   
             เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2553 อันเป็นวันรัฐธรรมนูญ มีการจัดเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในหัวข้อ สถาบันกษัตริย์ – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย  มีผู้เข้าร่วมเสวนาเป็นนักวิชาการสายประวัติศาสตร์ เช่น อาจารย์ ณัฐพล ใจจริง อาจารย์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ อาจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัฐ ซึ่งเป็นนักวิชาการสายนิติศาสตร์  มีคลิปคำเสวนาอยู่หลายคลิปถ้าท่านผู้สังเกตการณ์สนใจจะส่งไปให้  ในวงเสวนาบรรดาอาจารย์ที่ถูกเอ่ยนามมาทั้งหลายต่างมีความเห็นไปในแนวเดียว กันว่า สถาบันกษัตริย์ไทยมีบทบาทสูงยิ่งต่อการเมืองการปกครอง  มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตลอดช่วงจากปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอาจารย์ณัฐพลได้เล่านิทานอุปมาอุปมัยเรื่อง แจ๊ค กับ ยักษ์  โดยพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2475 ถึงปี พ.ศ. 2490 ช่วงเวลา  15  ปีนี้แจ๊คสามารถจับยักษ์ใส่กล่อง  โดยเฉพาะ 3 ปีแรกคือปี พ.ศ.2475 ถึงปี พ.ศ. 2478 แจ๊คหรือฝ่ายประชาธิปไตย ได้ชัยชนะเหนือฝ่ายศักดินา ความพยายามฟื้นอำนาจระบอบเก่าของกบฎบวรเดชในปี พ.ศ.2476 ได้ถูกฝ่ายประชาธิปไตยปราบปรามลงอย่างราบคาบ หลังจากนั้นก็มีการต่อสู้ช่วงชิงระหว่างฝ่ายปฏิวัติกับฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ ในเวทีการเมืองตลอดเวลา  จนถึงปี พ.ศ.2490 เกิดการรัฐประหารโดยกลุ่มขุนศึก  ผลของการรัฐประหารครั้งนี้ ฝ่ายศักดินาได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาจำนวนหนึ่ง เช่นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ถูกคณะราษฎร์ยึดเป็นของรัฐ ได้ถูกส่งคืนไปอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของสถาบัน ยักษ์ออกจากกล่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ส่วนแจ๊คนั้นถูกถีบเข้าไปอยู่ในกล่องแทนในปี พ.ศ.2500 โดยการรัฐประหารของจอมพลสฤษด์ ธนะรัชต์ จอมเผด็จการที่มีชื่อเหม็นโฉ่ ในที่เสวนาทั้งอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ต่างมีความเห็นไปในแนวเดียวกันโดยสรุปว่าสถานบันกษัตริย์ไทยมีบทบาทสูงยิ่ง ในการเมืองการปกครองของไทย มีผู้เข้าฟังการเสวนาถามว่าแล้วเมื่อไรแจ๊คถึงจะได้ออกจากกล่อง อาจารย์สุธาชัยบอกว่ายักษ์แก่แล้ว อีกไม่นานก็ตาย  แต่ไม่ได้ตอบคำถามว่าเมื่อไร มันเป็นคำถามที่ตอบยาก ยักษ์แก่ตายแล้วยังมียักษ์ตัวอื่นและบรรดาบริวารยักษ์ทั้งหลายก็จะต้อง พยายามรักษาสมบัติที่ยักษ์แย่งไปจากแจ๊ค แจ๊คจะออกจากกล่างได้เมื่อไรขึ้นอยู่กับตัวแจ๊คเอง จะงอมืองอเท้ารอให้ใครมาเปิดไม่ได้ เพราะไม่มีพระเจ้าผู้โปรดสัตว์องค์ใดจะช่วยแจ๊กเปิดกล่องได้  แจ๊คต้องช่วยตัวเอง  ต้องรวมพลังให้ได้มากมายมหาศาลที่สุด แล้วออกแรงพร้อม ๆ กันกระแทกกล่องจนแตก เมื่อนั้นแหละจึงจะออกจากล่องมาได้ ส่วนอาจารย์สมศักดิ์ได้กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ว่ามีความไวทางการเมืองมาก  สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพื่อให้ตนเองดำรงสถานะอยู่เหนืออย่าง ยั่งยืน เช่นกรณีของ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 แต่มาถึงวันนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่า สถาบันจะดำรงสถานะนี้ไปได้อีกนานสักเท่าไร เพราะว่าสิ่งที่โหมโฆษณาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สร้างภาพให้กลายเป็นเทวดา สุดท้ายกลับจะมีผลในทางตรงกันข้าม ตัวตนที่แท้จริงกำลังจะถูกเผยให้เห็นอย่างล่อนจ้อน
  
          เป็นอันว่า จากปี พ.ศ.2475 ถึงปี พ.ศ. 2490 การต่อสู้ชิงชัยระหว่างระบอบใหม่กับระบอบเก่า ระหว่างคณะราษฎร์ที่ยึดอำนาจกับสถาบันกษิตริย์ที่พยายามจะช่วงชิงอำนาจคืน ฝ่ายแรกได้ชัยชนะเหนือฝ่ายหลัง  แจ๊คสามารถจับยักษ์ใส่กล่องได้ แต่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490  คณะรัฐประหารได้ปล่อยยักษ์ออกจากกล่อง  ฝ่ายหลังได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาบางส่วน เช่นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  ผู้สังเกตการณ์พยายามยกตัวบทกฎหมายมาอธิบายว่า การจัดการต่อทรัพย์ส่วนนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด  แต่ว่ากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการต่อทรัพย์สินส่วนนี้เขียนไว้อย่างไรไม่ สำคัญ  สำคัญอยู่ที่ว่าทรัพย์สินส่วนนี้เป็นของใคร เป็นของราชสำนักหรือเป็นของรัฐต่างหาก  ในเมื่ออำนาจในการจัดการต่อทรัพย์ส่วนนี้ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศรัย  นั่นก็หมายความว่าเป็นของราชสำนักไม่ใช่ของรัฐแน่นอน
  
          คราวนี้ขอให้เรามาดูข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ที่คณะราษฎร์ทำการปฏิวัติประสบผลสำเร็จมาถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ.2554 ว่าคณะราษฎร์สามารถรักษาดอกผลของการปฏิวัติไว้ได้หรือไม่อย่างไร  ใน 15 ปีแรกนับจากปี พ.ศ.2475 ถึงปี พ.ศ.2490 คณะราษฎร์ยังสามารถรักษาสิ่งที่ได้มา คือแจ๊คสามารถบังคับให้ยักษ์อยู่ในกล่องตามที่อาจารย์ณัฐพล ใจจริงเล่านิทานอุปมาอุปมัยมาเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะนี้  ปี พ.ศ.2490 คณะรัฐประหารปล่อยยักษ์ออกจากกล่อง หลังออกจากกล่องแล้วได้ทำอะไรบ้าง  ในวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ณัฐพล ใจจริง ได้ทำการศึกษาวิจัยสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ 2490-2500 มีเอกสารทางประวัติศาสตร์มากมายเป็นหลักฐานอ้างอิง และสรุปออกมาเป็นบทคัดย่อ (ย้อนกลับไปอ่านที่หน้า 11) สรุปก็คือ สถาบันกษัตริย์ กลุ่มรอยัลลิสต์ และกลุ่มทหารมีอำนาจเหนือการเมืองไทย ปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารภายใต้การอุปถัมภ์ค้ำชูของจักรวรรดินิยมอเมริกา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกของจักรวรรดินิยมอเมริกาอย่างแนบแน่นใน เวลาต่อมา กลุ่มการเมืองใหม่คือขุนศึกกับศักดินาที่หนุนหลังโดยอเมริกาได้สมคบกัน ดำเนินนโยบายตามก้นอเมริกา แอนตี้คอมมิวนิสต์ ซึ่งอาจารย์ณัฐพลเขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ด้วยคำที่สุภาพว่า “ดำเนินนโยบายตามที่สหรัฐต้องการ” พวกเขามีผลประโยชน์ต่างตอบแทน จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ปฏิบัติต่างจากจอมพลป.พิบูลสงคราม ที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าเช่นจะออกกฎหมายที่ดิน ให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินได้คนละไม่เกิน 50 ไร่ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์มูลฐานของพวกเจ้าที่ดินศักดินา ยกเลิกขนบธรรมเนียมประเพณีที่ล้าหลังต่าง  ๆ รวมทั้งระบบหมอบคลาน ที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เปลี่ยนคำนามหน้าในการเรียกขาน รณรงค์ให้เลิกนุ่งโจงกะเบนเปลี่ยนมาแต่งกายตามแบบสากลแทน ผลการเป็นปฏิปักษ์กับศักดินาคือ บั้นปลายชีวิตของจอมพลป.ไม่มีแผ่นดินกลบหน้าในประเทศไทยต้องไปตายต่างแดน เหมือน ท่านปรีดี พนมยงค์ หัวแถวคณะราษฎร์ที่บังอาจมายึดอำนาจจากสถาบันกษัตริย์ ส่วนจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ปฏิบัติตรงกันข้ามกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม เขาสรรเสริญเยินยอศักดินา ส่งคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ฝ่ายศักดินาได้สูญเสียไป  ฟื้นขนบธรรมเนียมประเพณีศักดินารวมทั้งระบบหมอบคลานที่ถูกยกเลิกไปเพื่อแลก กับการสนับสนุนที่ฝ่ายศักดินามีให้กับตน ผลก็คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ได้รับการยกย่องเชิดชู เมื่อตายแล้วยังได้รับพระราชทานโกศกุดั่นทองเป็นการตอบแทนทั้ง ๆ ที่สฤษดิ์โกงบ้านกินเมือง เผด็จการสุดขั้ว ใช้ชีวิตเหลวแหลกเสื่อมโทรมเอาลูกสาวชาวบ้านมาเป็นเมียนับโหลๆไม่เว้นลูกเขา เมียใคร ระบอบเผด็จการขุนศึกศักดินาอยู่ในอำนาจยาวนานถึง 16 ปี จากปี พ.ศ.2500 ถึงปี พ.ศ.2516 เกิดขบวนการนักเรียน นิสิตนักศึกษาประชาชน เริ่มจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ บวกกับปลายยุคของรัฐบาล ถนอม-ประภาส-ณรงค์ เกิดขัดแย้งกับฝ่ายศักดินาโดยณรงค์เคยพูดว่าจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของไทย สุดท้ายถนอม -ประภาสจึงกระเด็นออกไปจากประเทศไทย  ชัยชนะของขบวนการประชาธิปไตยในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มีปัจจัยความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นปกครองด้วยกันเองรวมอยู่ด้วย ไม่ใช่เป็นชัยชนะของประชาชนล้วนๆ หากแต่มีกลเกมอันแยบคายทีทำให้เหตุการณ์นั้นบานปลายและจบลงที่ผู้มีอำนาจตัว จริงได้ประโยชน์โภชผลสูงสุด ไม่ใช่อย่างที่ผู้สังเกตการณ์เขียนไว้ในข้อเขียนดังนี้  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:53:24 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #58 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:46:04 AM »

อ้างถึง
การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนยังไม่สำเร็จลุล่วง ราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยังไม่หมดยุคหรืออันตรธานไปจากสังคมไทย สิ่งที่อยู่เหนือรัฐ ไม่ว่าจะใช้คำอะไรมาสื่อความหมาย เช่น อิทธิพลเหนือรัฐ อำนาจเหนือรัฐ อำนาจนอกระบบ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ มือที่มองไม่เห็น มีอยู่จริง การฟื้นชีพของระบอบเก่าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่อิงนิยาย ไม่ใช่เกิดจากปลายปากกาของผู้เขียนบทประกอบฯ หรือเป็นภาพหลอนที่ผู้เขียนบทประกอบฯฉายให้เห็นดังที่ผู้สังเกตการณ์เหนบแนม หากแต่เป็นสิ่งดำรงอยู่ทางภววิสัย เพียงแต่ว่ามันแฝงตัวอยู่ในเงามืด พรางตัวด้วยเสื้อคลุมประชาธิปไตย เห็นตัวได้ยากถ้าไม่สังเกตให้ดี ๆ แต่ถ้าเรามองผ่านแว่นสายตาของชนชั้นไพร่ ก็จะมองเห็นตัวตนของมันทันที ไม่ทราบว่าผู้สังเกตการณ์ใช้แว่นสายตาของชนชั้นอะไรไปมอง  จึงมองไม่เห็นตัวตน  กลับพยายามจะแก้ต่างให้มันว่า มันเป็นเพียงสิ่งสมมุติที่ไม่มีตัวตน ไม่ได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  ไม่ได้รีดนาทาเน้นทางเศรษฐกิจ ไม่ได้รวยล้นฟ้าอย่างที่เข้าใจ ไม่ได้มอมเมาทางวัฒนธรรม ไม่ได้สร้างภาพให้ผู้คนหลงเชื่องมงาย คำแก้ต่างเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในระหว่างบรรทัดของข้อเขียน  ไม่เชื่อก็ลองไปหาอ่านดู

คิดว่าตายแล้วเกิดใหม่อีกสิบชาติ(ถ้าได้เกิดนะ) พวกนี้ก็คงแผ่นเสียตกร่องอยู่ได้ดังนี้ ดังนั้นภาระกิจทางประวัติศาตร์ของนักปฏิวัติและนักลัทธิมาร์กสามานย์จึงคือ ช่วยนายทุนเป็นแนวร่วมกะทุนสามานย์ทุกชาติๆ ทุกชาติไป.....อนาถใจจริงๆ.....
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #59 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:47:16 AM »

     


วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๖
   

   ..........................
   
   


          “ผลพวงที่นักศึกษาและประชาชนนับแสน ๆ แลกมาด้วยเลือดนั้นคือการอวสานของรัฐบาลเผด็จการทหารที่สืบๆต่อกันมานานถึง 16 ปีเป็นที่สรรเสริญแซ่ซ้องของคนไทยที่นิยมระบอบประชาธิปไตยทุกคน  และแล้วรัฐบาลที่เข้าบริหารราชการชุดต่อจากนั้นจึงเป็นรัฐบาลพลเรือนของ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ไม่ใช่ภาพหลอนดังที่ผู้เขียนบทประกอบฯฉายให้ดู”

         รัฐบาลเผด็จการทหารอาวสานไปแล้ว   แต่รัฐบาลเผด็จการพลเรือนกลับมาใหม่ หลังเหตุการณ์นองเลือดในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 คือรัฐบาลหอย ธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ดอกหรือ จะบอกว่าเป็นภาพหลอนได้อย่างไร ผู้สังเกตการณ์ใช้วิธีตัดตอนประวัติศาสตร์พูดแต่เพียงว่าระบอบเผด็จการได้ อวสานแล้วตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2516 เหมือนที่พูดว่าระบอบราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้หมดยุค และอันตรธานจากสังคมไทยไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ท่าทีศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยวิธีตัดมันออกเป็นท่อน ๆ แล้วพิจารณาอย่างโดด ๆ ไม่เชื่อมโยงแต่ละท่อนว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไรนั้น เป็นท่าทีศึกษาประวัติศาสตร์ของนักลัทธิมาร์กซอย่างนั้นหรือ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ก็คือประชาธิปไตยที่ผู้สังเกตการณ์ บอกว่าประชาชนนับแสน ๆ แลกมาด้วยเลือดนั้นเบ่งบานอยู่ได้แค่ 3 ปี ก็ต้องจบลงด้วยเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 ซึ่งผู้สังเกตการณ์ได้นำเอาเหตุการณ์ตอนนี้ไปหมกไว้ในอีกที่หนึ่งโดยไม่นำมา ประติดประต่อกับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เพราะว่ามันจะขัดกับคำพูดที่บอกว่าระบอบเผด็จการทหารได้ถึงกาลอวสานแล้วตัง แต่ปี พ.ศ.2516  ข้อความที่หมกไว้แห่งอื่นมีดังนี้

          “แต่ทว่ากลุ่มทหารเผด็จการได้กลับมาก่อกรณี 6 ตุลาคม 2519  เข่นฆ่านักศึกษาและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเหมือนผักปลาอีกวาระหนึ่ง  ในค่ำคืนเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ก็ได้ทำการรัฐประหารอีกครั้ง  ตั้งรัฐบาลใหม่ที่ปกครองบ้านเมืองแบบเผด็จการต่อไป  นักศึกษาปัญญาชน กรรมกรและนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจึงตัดสินใจเข้าป่าร่วมในขบวนการต่อสู้ ด้วยอาวุธกับ พคท.ถึง 3.000 คน”

          เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 19 ไม่ได้เรียบง่ายแค่ว่ากลุ่มทหารเผด็จการย้อนกลับมาก่อให้เกิดขึ้นเท่านั้น  หากแต่มีกลเกม มีการวางแผน มีการปลุกระดม มีการลอบสังหารผู้นำการเคลื่อนไหวทั้งชาวนา กรรมกร นักศึกษา นักการเมือง ก่อภัยขาวสยดสยองตลอดช่วงเวลา 3 ปีที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน แล้วกลุ่มทหารเผด็จการที่ผู้สังเกตการณ์กล่าวถึงนั้นมันเป็นใคร นายถนอมที่บวชเป็นเณรเข้ามาหรือว่าพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ที่เป็นนายทหารเรือ คงไม่ใช่ละมั้ง แล้วมันเป็นใคร ไหนบอกว่าเผด็จการทหารอวสานแล้วตั้งแต่ปี 2516 ทำไมยังมาโผล่ในปี 2519 อีกเล่า ผู้สังเกตการณ์ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่า พวกลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล ที่ก่อเหตุการณ์นองเลือด สังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองหลวงนั้นเป็นใคร เป็นมวลชนในจัดตั้งของใคร ไม่ใช่ของรัฐบาลเสนีย์ ปราโมช แน่ ถ้าไม่ใช่ ก็หมายความว่ามีกลุ่มอำนาจหรือกลุ่มอิทธิพลบงการอยู่เหนือรัฐบาลจริง
  
          รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรเป็นรัฐบาลพลเรือนที่เผด็จการขวาจัดสุดขั้ว ซึ่งอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐบอกว่าเทียบกับรัฐบาลสฤษดิ์ซึ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการเหมือนกัน  ใครเผด็จการกว่าใครยังยากจะชี้ชัด  ผลของการดำเนินนโยบายขวาจัดสุดขั้ว ทำให้นักศึกษา ปัญญาชนที่รักชาติรักประชาธิปไตยหนีภัยคุกคามเข้าป่าไปร่วมต่อสู้อยู่กับ พคท.เป็นจำนวนมาก นโยบายผลักมันสมองของชาติให้ไปอยู่กับศัตรูของตัวเองเท่ากับเป็นการยกก้อน หินขึ้นทุ่มตีนตัวเอง  มันจึงต้องปรับตัวเหมือนที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลบอกว่า  ยอมรับว่าพวกเขามีความไวทางการเมืองมาก สามารถปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ เพื่อรักษาฐานะการปกครองของตัวเอง ดังนั้นนโยบายคืนสู่เหย้า  นโยบาย 66/2523 จึงได้ถูกงัดออกมาใช้  ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ตอนนี้ก็คือ รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรอยู่ได้ไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เปิดให้มีการเลือกตั้งโดยพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก หัวหน้าพรรคกลับไม่มีใครกล้าเป็นนายก ต้องไปเชิญคนนอกที่มีบารมีมาเป็นนายกแทน ผู้มีบารมีคนนั้นก็คือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ขณะนั้นยังเป็น ผบ.ทบ.ปัจจุบันเป็นประธานองคมนตรี เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ถึง 2 สมัยคือ 8 ปีเต็ม ๆ นับจากปี พ.ศ. 2523 ถึงปี พ.ศ.2531 ในระหว่างนั้นถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้ง 2 ครา คือ การรัฐประหาร 4 เมษา ปี พ.ศ.2524 กับการรัฐประหาร 9 กันยา ปี พ.ศ.2528 แต่ล้มเหลวทั้ง 2 ครั้ง เพราะทหารที่ออกมาทำรัฐประหารไม่ดูตาม้าตาเรือ ดันไปรัฐประหารรัฐบาลที่ผู้มีอำนาจตัวจริงหนุนหลังอยู่ จึงต้องแพ้อย่างหมดรูปถูกจับติดคุกติดตารางเป็นแถว บ้างก็หนีเตลิดเปิดเปิง  ไม่เหมือนการรัฐประหารที่กระทำต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน รัฐประหารทีไรสำเร็จทุกที อำนาจแท้จริงอยู่ที่ใคร คำตอบมันชัดอยู่แล้ว ต่อจากรัฐบาลเปรมก็เป็นรัฐบาล พลตรี ชาติชาย ชุนหวัน ที่มาจากการเลือกตั้ง เปรมอยู่ในอำนาจ 8 ปีคงเบื่อแล้วหรือไม่ก็หน้าบาง ทนถูกด่าไม่ไหว เมื่อ ชาติชาย ไปเชิญมาเป็นนายกจึงไม่ขอรับ
  
          รัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุนหวัน ที่มีทีมกุนซือเป็นคนหนุ่ม มีวิสัยทรรศน์ทันสถานการณ์โลก เน้นพัฒนาทางเศรษฐกิจมากกว่าพัฒนากองทัพ  แปรสนามรบเป็นสนามการค้า  ทำให้กองทัพไม่พอใจจึงนำไปสู่การรัฐประหารของคณะ รสช. ด้วยข้ออ้างแบบเดิม ๆ คือนักการเมืองโกงกิน ทหารจึงต้องออกมาทำตามคำเรียกร้องของประชาชน รัฐประหารเสร็จแล้วก็จะสืบทอดอำนาจให้บุคคลในคณะรัฐประหารคือ พลเอก สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเองทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สุดท้ายจึงนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ.2535 ทหารที่ติดอาวุธสงครามสาดกระสุนใส่ประชาชนที่ชุมนุมอยู่บนท้องถนนอย่างไม่ ยั้ง เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 จบลงที่ผู้มีอำนาจตัวจริงปรากฏตัวออกมาในฐานะของ “ตาอยู่” จัดการแบ่งปลา  ได้ปลาท่อนใหญ่ไปกินสบายใจเฉิบ

          เหตุการณ์นองเลือดที่เขาเรียกกันว่า “พฤษภาทมิฬ” ทำให้ทหารกลายเป็นจำเลยของสังคม จำต้องกลับเข้ากรมกองไม่กล้าออกมายุ่งเกี่ยวการเมืองอีก รัฐบาลที่ต่อจากปี พ.ศ. 2535 ส่วนใหญ่จึงเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน คือ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์โดย นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของพรรคชาติไทย โดย นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี  รัฐบาลของพรรคความหวังใหม่โดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมตรีและรัฐบาลของพรรคไทยรักไทย โดย พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรัฐบาลสุดท้ายผ่านการเลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ. 2540 ที่เขาเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน รัฐบาลชุดนี้เข้มแข็งเกินกว่าที่ผู้มีอำนาจตัวจริงจะควบคุมได้ “รัฐประหาร” อันเป็นวงจรอุบาทว์ที่ผู้คนในสังคมต่างก็คิดว่า น่าจะหมดไปจากสังคมไทยแล้ว  กลับมาเกิดใหม่ในปี พ.ศ. 2549  คือการรัฐประหารของคณะ คมช. ในวันที่ 19 กันยายน นำไปสู่สถานการณ์ทางการเมืองอันยุ่งเหยิงอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้
  
          จากที่ผู้เขียนฉายภาพให้ดูตั้งแต่ต้น ผู้สังเกตการณ์ท่านคงเห็นแล้วว่าตลอดช่วงประวัติศาสตร์เกือบ 80 ปีนับจากปี พ.ศ.2475 ถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ.2554  มีรัฐประหารเกือบ 20 ครั้ง ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองถึง 18 ฉบับ มีรัฐบาล 20 กว่าชุด นายกรัฐมนตรี 20 กว่าคน ขอถามท่านผู้สังเกตการณ์หน่อยว่า มีรัฐบาลชุดไหน นายกรัฐมนตรีคนใดที่ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร์บ้าง  แล้วอย่างนี้จะพูดได้อย่างไรว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนได้ สำเร็จลุล่วงแล้ว ราชาธิปไตยหรือสมบูรณายาสิทธิราชได้หมดยุค และอันตรธานจากสังคมไทยไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475  ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว โดยยกเอากรณีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลืองกับกลุ่มเสื้อแดงมาเป็นหลักฐานยืน ยันว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว ไม่อย่างนั้นจะชุมนุมยืดเยื้ออยู่ได้อย่างไร  แต่จุดจบของ 2 ม็อบนี้เป็นอย่างไรกลับหลีกเลี่ยงไม่ยอมพูดถึง
   
     (ต่อ ๗)    
          



     

วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๗

   
   ..........................
   
   


          ประชาธิปไตย (??) ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมก็รู้ว่ามาจาก  ประชา + อธิปไตย คืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ส่วนคำว่าราชาธิปไตย (??)  มาจากคำว่า ราชา + อธิปไตย คืออำนาจอธิปไตยเป็นขององค์ราชา  คราวนี้เรามาดูข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของไทยตลอดช่วงเวลาเกือบ 80 ปีว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจริงหรือเปล่า หรือว่ามันเป็นแค่ตัวหนังสือหรู ๆ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น รัฐธรรมนูญก็ต้องถูกฉีกโดยพลการไม่ได้   จะแก้ไขเพิ่มเติมได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามบทบัญญัตที่ระบุในรัฐธรรมนูญเท่า นั้น แต่นี่รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งแล้วเขียนใหม่เป็นว่าเล่น มันจึงต้องมีถึง 18 ฉบับ  แล้วคนที่ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นใคร คงไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาแน่นอน เพราะประชาชนคนธรรมดาแค่ฉีกบัตรเลือกตั้งยังผิดกฏหมาย ถูกจับเอาไปเสียค่าปรับ เผลอ ๆ อาจติดคุกหัวโต ถ้าบอกว่าคนฉีกรัฐธรรมนูญเป็นทหาร ก็ต้องถามต่อไปว่าแล้วทหารละเป็นคนของใคร ท่านผู้สังเกตการณ์ถ้าได้ฟังคนที่พูดเรื่องม้ากับจ๊อกกี้ก็จะทราบดีว่าทหาร เป็นของใคร จากหลักเหตุผลนี้อนุมานไปเรื่อย ๆ ก็สามารถวินิจฉัยและได้ข้อสรุปว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยหรือราชาธิปไตย ถ้าจะให้ตอบก็ต้องตอบว่า รูปแบบเป็นประชาธิปไตย แต่ เนื้อหาเป็นราชาธิปไตย  ปรากฎการณ์ที่ตาเรามองเห็นคือประชาธิปไตย  แต่ธาตุแท้ที่หลบอยู่ข้างในเป็นราชาธิปไตย  ทางทฤษฎีเป็นประชาธิปไตย  แต่ทางปฏิบัติเป็นราชาธิปไตย  ทางนิตินัยเป็นประชาธิปไตย ทางพฤตินัยเป็นราชาธิปไตย ผู้สังเกตุการณ์ท่านเป็นนักทฤษฎีลัทธิมาร์กซย่อมต้องเก่งเรื่องปรัชญาลัทธิ มาร์กซ แต่เหตุไฉนจึงไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา  ปรากฏการณ์กับธาตุแท้  ทฤษฎีกับการปฏิบัติ  นิตินัยกับพฤตินัย จินตภาพที่อยู่คู่กันทั้งสองนี้  เวลาเราพิจารณาปัญหาต้องพิจารณาไปพร้อมกันแล้วจึงวินิจฉัยหาข้อสรุปที่ตรง กับความเป็นจริง แต่ผู้สังการณ์กลับเน้นแต่สิ่งแรก มองไม่เห็นสิ่งหลัง  คำตอบที่ได้มาจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง

          ลองยกตัวอย่างมาให้เห็นบางตัวอย่าง  เช่นรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า  รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดใครจะล้มล้างไม่ได้  ใครล้มล้างมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่ทหารสามารถฉีกรัฐธรรมนูญได้โดยไม่มีความผิด แสดงว่ามันอยู่เหนือรัฐธรรมนูญหรืออยู่นอกรัฐธรรมนูญ  จะเห็นได้ว่าทางทฤษฎีมันอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  แต่ทางปฏิบัติมันอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ  อีกตัวอย่างหนึ่งคือ รูปแบบการปกครองในระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เขาแบ่งอำนาจออกเป็น 3 ส่วน คือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อำนาจทั้ง 3 นี้มีความสำคัญและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกัน ไม่ก้าวก่ายกัน ทฤษฎีเขาเขียนไว้อย่างนั้น  เหมือนที่นายอุกฤษ มงคลนาวิน นักกฎหมายมือหนึ่งของประเทศไทยเคยกล่าวถึงอำนาจทั้ง 3 ว่าเหมือนถนนที่เขาแบ่งเลนเอาไว้ชัดเจน เลนใครเลนมัน รถที่วิ่งบนถนน ไม่ใช่วิ่งกันขวักไขว่ข้ามเลนกันไปมา เดี๋ยวก็มีหวังชนกันวินาศสันตโล ทางทฤษฎีมันต้องเป็นอย่างนั้น และทั่วโลกที่เขาใช้ระบอบนี้เขาก็ปฏิบัติตามทฤษฎีนี้ทั้งสิ้น ยกเว้นประเทศไทยที่ไม่เหมือนใคร เช่นเวลานี้ ศาล ตุลาการซึ่งไม่ได้ยึดโยงอยู่กับประชาชน หากแต่เกิดจากการแต่งตั้งของคนคนเดียว สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรี ผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหารที่มาจากกากรเลือกตั้งของประชาชนออกจากตำแหน่งด้วย สาเหตุเพียงแค่ทำกับข้าวโชว์ทางทีวี  สามารถยุบพรรคการเมืองอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตย สามารถแช่แข็งนักการเมืองที่ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งขณะนี้ถูกแช่แข็งไปแล้วหลายร้อยคน นั่นแสดงว่า ศาล ตุลาการซึ่งเป็นอำนาจ 1 ใน 3 อำนาจ ในทางเป็นจริงได้คร่อมอยู่เหนือศีรษะของอีก 2 อำนาจ  ไม่ได้ปฏิบัติตามทฤษฎีที่เขาเขียนเอาไว้ การเมืองมันถึงได้ยุ่งเหยิงอย่างที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ไงละ ผู้สังเกตการณ์ไม่นำพาต่อข้อเท็จริงเหล่านี้  กลับพยายามจะเปิดตำรา  แล้วเขียนบรรยายทุกอย่างไปตามตำรา  แล้วอย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่า “หนอนหนังสือ” จะให้เรียกว่าอะไร

          เรื่องพิลึกกึกกือที่ไม่เป็นไปตามทฤษฎีหรือไม่มีในตำราวิชาการเมืองเล่มไหน ไม่ว่าของสำนักทุนนิยมหรือสำนักสังคมนิยมซึ่งผู้สังเกตการณ์มองไม่เห็น หรือเห็นแต่แกล้งทำมองไม่เห็นยังมีอีกเยอะ แค่ยกมาพอหอมปากหอมคอเพื่อชี้ให้เห็นว่า  การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนยังไม่สำเร็จลุล่วง ราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยังไม่หมดยุคหรืออันตรธานไปจากสังคมไทย สิ่งที่อยู่เหนือรัฐ ไม่ว่าจะใช้คำอะไรมาสื่อความหมาย เช่น อิทธิพลเหนือรัฐ อำนาจเหนือรัฐ อำนาจนอกระบบ อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ มือที่มองไม่เห็น มีอยู่จริง การฟื้นชีพของระบอบเก่าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่อิงนิยาย ไม่ใช่เกิดจากปลายปากกาของผู้เขียนบทประกอบฯ หรือเป็นภาพหลอนที่ผู้เขียนบทประกอบฯฉายให้เห็นดังที่ผู้สังเกตการณ์เหนบแนม หากแต่เป็นสิ่งดำรงอยู่ทางภววิสัย เพียงแต่ว่ามันแฝงตัวอยู่ในเงามืด พรางตัวด้วยเสื้อคลุมประชาธิปไตย เห็นตัวได้ยากถ้าไม่สังเกตให้ดี ๆ แต่ถ้าเรามองผ่านแว่นสายตาของชนชั้นไพร่ ก็จะมองเห็นตัวตนของมันทันที ไม่ทราบว่าผู้สังเกตการณ์ใช้แว่นสายตาของชนชั้นอะไรไปมอง  จึงมองไม่เห็นตัวตน  กลับพยายามจะแก้ต่างให้มันว่า มันเป็นเพียงสิ่งสมมุติที่ไม่มีตัวตน ไม่ได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  ไม่ได้รีดนาทาเน้นทางเศรษฐกิจ ไม่ได้รวยล้นฟ้าอย่างที่เข้าใจ ไม่ได้มอมเมาทางวัฒนธรรม ไม่ได้สร้างภาพให้ผู้คนหลงเชื่องมงาย คำแก้ต่างเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในระหว่างบรรทัดของข้อเขียน  ไม่เชื่อก็ลองไปหาอ่านดู

          3. รากฐานเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม  โครงสร้างชั้นบนก็ต้องเป็นทุนนิยมด้วย  เป็นไปไม่ได้ที่การเมืองการปกครองยังเป็นศักดินานิยม

          “เป็นที่ทราบกันแล้วว่า โครงสร้างสังคมหนึ่งๆ ประกอบด้วยมิติสองมิติ ได้แก่ รากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน  รากฐานทางเศรษฐกิจ  คือ มวลรวมของความสัมพันธ์ในการผลิต  ที่สอดรับกับพลังการผลิต ในขั้นตอนที่พัฒนาการที่แน่นอนขั้นตอนหนึ่ง ส่วนโครงสร้างชั้นบน นั้น  ได้แก่ ระบบความนึกคิดของสังคม และ ระบอบการเมือง ระบอบกฎหมาย ที่สอดรับกับระบบความนึกคิดของสังคม ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานทางเศรษฐกิจดังกล่าว เป็นอันว่า  รากฐานเศรษฐกิจกำหนดโครงสร้างชั้นบน ส่วนโครงสร้างชั้นบนนั้น สะท้อนภาพของรากฐานเศรษฐกิจ เมื่อใดรากฐานเศรษฐกิจสังคมพัฒนาและผันแปรไป  โครงสร้างชั้นบนก็จะผันแปรตามไปด้วย จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ขณะเดียวกัน โครงสร้างชั้นบนก็จะมีบทบาทกลับต่อรากฐานเศรษฐกิจ ในการที่จะขับเคลื่อนหรือขัดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต บทบาทที่ว่านี้ กระทั่งอาจเป็นบทบาทสำคัญที่มีลักษณะชี้ขาดในภาวะบางภาวะด้วยซ้ำไป เป็นอันว่า โครงสร้างชั้นบนจักต้องเหมาะสมกับสภาวการณ์ของการพัฒนาของรากฐานเศรษฐกิจ”

          ข้อความทีปรากฏในข้อเขียนของผู้สังเกตการณ์ ในทางทฤษฎี ผู้เขียนแม้จะงูๆปลา ๆ แต่ก็พอจะรู้ว่าถูกต้อง  เพียงแต่ว่าผู้สังเกตการณ์คงคิดว่า ในเมื่อรากฐานเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดโครงสร้างชั้นบน เมื่อรากฐานเศรษฐกิจเป็นทุนนิยมแล้ว โครงสร้างชั้นบนก็ต้องเป็นทุนนิยมด้วย โดยลืมนึกถึงบทบาทย้อนกลับของโครงสร้างชั้นบนซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดที่แตกต่างกัน  คือบทบาทผลักดัน กับบทบาทขัดขวาง ถ้าหากว่ารากฐานเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นปุ๊บก็จะเกิดโครงสร้างชั้นบนที่สอดรับ กับมันปั๊บ ถ้าอย่างนั้นโครงสร้างชั้นบนก็ต้องมีเพียงบทบาทเดียวคือสอดคล้องกันตลอดเวลา ไม่เกิดบทบาทขัดขวาง มาดูบทบาทของโครงสร้างชั้นบนที่มีต่อรากฐานเศรษฐกิจซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดที่แตกต่างกัน  นั่นก็คือโครงสร้างชั้นบนที่ก้าวหน้าจะสอดคล้องกับพลังการผลิตที่ก้าวหน้า  จะเกิดและสร้างขึ้นตามความเรียกร้องต้องการในการพัฒนารากฐานเศรษฐกิจ  มันจะเกิดบทบาทต่อการก่อรูปและสร้างความมั่นคงให้แก่รากฐานของตัวเอง  กลายเป็นพลังก้าวหน้าที่ผลักดันการพัฒนาของพลังการผลิต  โครงสร้างชั้นบนเก่าจะพิทักษ์รักษารากฐานเศรษฐกิจเก่า  เกิดบทบาทขัดขวางการเกิดและการพัฒนาของรากฐานเศรษฐกิจใหม่  กลายเป็นพลังปฏิกิริยาที่ขัดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต  ระหว่างรากฐานเศรษฐกิจกับโครงสร้างชั้นบนจะเกิดบทบาทต่อกันและขัดแย้งซึ่ง กันและกัน  ในขณะที่โครงสร้างชั้นบนปรับตัวให้เข้ากับรากฐานเศรษฐกิจนั้น  จะมีส่วนที่ไม่สอดคล้องเกิดขึ้นไม่ขาดสายจนกลายเป็นความขัดแย้ง  เมื่อความสัมพันธ์ทางการผลิตไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของพลังการผลิต โครงสร้างชั้นบนที่ผุกร่อนพยายามพิทักษ์รักษารากฐานเศรษฐกิจเก่า  ก็จะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับความเรียกร้องต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงราก ฐานเศรษฐกิจในขั้นมูลฐาน  มีแต่โค่นล้มทำลายโครงสร้างชั้นบนอันผุกร่อนนี้ลงไป  จึงจะแก้ความขัดแย้งนี้ให้ตกไปได้
   

   
          

 
     

บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 2 3 [4] 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!