บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:07:29 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พคท. กับการก้าวเดินในบริบทใหม่  (อ่าน 26974 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #60 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:48:56 AM »

    

วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๘    
   
..........................
   
   


           จะเห็นได้ว่าในขณะที่โครงสร้างชั้นบนปรับตัวให้สอดคล้องกับรากฐานเศรษฐกิจ นั้นจะมีส่วนที่ไม่สอดคล้องเกิดขึ้นไม่ขาดสายจนกลายเป็นความขัดแย้ง นี่ก็หมายความว่ารากฐานเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นแล้ว โครงสร้างชั้นบนใหม่ใช่ว่าจะปรับตัวให้เข้ากับมันในทันทีทันใด  ความขัดแย้งระหว่างรากฐานเศรษฐกิจกับโครงสร้างชั้นบนจะมีอยู่ 2 ช่วงคือ ช่วงแรกกับช่วงสุดท้ายของแต่ละรูปแบบการผลิต ช่วงแรกเมื่อรากฐานเศรษฐกิจใหม่ก่อตัวขึ้นแล้ว  แต่โครงสร้างชั้นบนเก่าพยายามจะพิทักษ์รักษารากฐานเศรษฐกิจเก่าไว้ จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรากฐานเศรษฐกิจใหม่กับโครงสร้างชั้นบนเก่า  ความขัดแย้งนี้จะถูกแก้ตกไปได้เมื่อโครงสร้างชั้นบนเก่าถูกแทนที่ด้วยโครง สร้างชั้นบนใหม่ เมื่อสองสิ่งนี้สอดคล้องกันแล้ว  พลังการผลิตของสังคมก็จะถูกผลักดันให้พัฒนาก้าวหน้าไป  เมื่อพลังการผลิตพัฒนาไปเรื่อย ๆ แต่โครงสร้างชั้นบนไม่ได้ปรับตัวให้ทันกับการพัฒนาของพลังการผลิต  เกิดบทบาทขัดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต  ก็จะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรากฐานเศรษฐกิจกับโครงสร้างชั้นบนอีกวาระ หนึ่ง เป็นความขัดแย้งช่วงสุดท้ายของรูปแบบการผลิตนั้นๆ  ต่อเมื่อแก้ความขัดแย้งนี้ตกไปแล้ว  รูปแบบการผลิตใหม่จึงเกิดขึ้นได้

          มา ดูกรณีของไทยที่บอกว่ารากฐานทางเศรษฐกิจเป็นทุนนิยมแล้ว  แต่โครงสร้างชั้นบนอันได้แก่การเมืองการปกครอง กฎหมาย ศีลธรรม ปรัชญา  ศิลป ฯ ยังเป็นศักดินาอยู่นั้นก็หมายความว่าโครงสร้างชั้นบนยังไม่สอดรับกับรากฐาน เศรษฐกิจใหม่ที่ก่อตัวขึ้น  ใคร ๆ ก็ทราบดีว่าทุนนิยมของไทยไม่ได้เกิดและพัฒนาไปตามระเบียบปกติของทุนนิยม นักวิชาการจึงขนานนามมันว่า ทุนนิยมพิกลพิการบ้าง ทุนนิยมบริวารบ้าง  ทุนนิยมชายขอบบ้าง ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้นบ้าง  กระทั่งทุนนิยมลูกผสมศักดินา  ก็ดูเท่ดีเหมือนกันนะ  สรุปก็คือไม่ใช่ทุนนิยมที่พัฒนาตามระเบียบปกติของทุนนิยมทั่วไป ไม่ใช่ทุนนิยมเต็มรูปแบบอย่างที่ผู้สังเกตการณ์กล่าวอ้าง

          คราวนี้เรามาดูว่าความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคมไทยสอดคล้องกับการพัฒนาของ พลังการผลิตหรือเปล่า โครงสร้างชั้นบนที่ผุกร่อนได้พยายามพิทักษ์รักษารากฐานเศรษฐกิจเก่าอยู่หรือ ไม่  เหตุใดการพัฒนาทุนนิยมของไทยจึงล้าหลังกว่ามาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่นมาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ทั้งที่มีศักยภาพ มีทรัพยากรณ์ธรรมชาติที่เหนือกว่าประเทศเหล่านั้นมากมาย คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวตามทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์การเมืองคือ ความสัมพันธ์ทางการผลิตไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของพลังการผลิต  เอาเฉพาะปัญหาที่ดิน  เจตนารมณ์ของคณะราษฎร์ที่จะปฏิรูปที่ดินให้ชาวนามีที่ดินทำกินของตัวเองไม่ เคยปรากฏเป็นจริง  ในยุคของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เคยเสนอกฎหมายที่ดิน  กำหนดให้เอกชนถือครองที่ดินคนละไม่เกิน 50 ไร่  แต่ร่างกฎหมายนี้ต้องเป็นหมันไปเมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2490 (อ่านดูในวิทยานิพนธ์ของ ณัฐพล ใจจริง)  จนถึงปัจจุบันปัญหาที่ดินยังคงเป็นปัญหาของเกษตรกร  ตระกูลผู้สูงศักดิ์  คุณหญิงคุณนายที่ถือครองที่ดินคนละนับพันนับหมื่นไร่ บางแห่งปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ไม่ยอมให้ชาวนาเข้าไปเช่าทำกิน  กฎหมายที่ดิน กฎหมายเก็บภาษีมรดกเห็นตะโกนโหวกเหวกเกือบทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่เคยปรากฎเป็นจริง  นั่นมันเพราะอะไร  มีใครคอยขัดขวางอยู่  ตอนนี้เห็นรณรงค์ให้ย้อนกลับไปใช้ควายไถนา  ให้พัฒนาทุนนิยมด้วยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง  ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม  การปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่านับล้าน ๆ ไร่ นั่นคือการสูญเสียทางเศรษฐกิจ  สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เคยมีนโยบายให้เอกชนเช่าที่ราชพัศดุ ซึ่งมีอยู่หลายล้านไร่เพื่อปลูกมันสับปะหลังแปรงเป็นพลังงานทดแทนน้ำมัน  แต่ไม่ปรากฎเป็นจริง  เพราะว่าที่ราชพัศดุส่วนใหญ่จะอยู่ในความดูแลของทหาร  พอเห็นนโยบายนี้ก็พากันออกมาขอใต้โต๊ะ  เอกชนเห็นว่าต้องเสียค่าเก๊าเจี๊ยะมาก  ไม่คุ้มกับการลงทุน  จึงไม่สนใจ ระบบการเมืองซึ่งก็คือโครงสร้างชั้นบนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไม่เอื้อต่อการ พัฒนาทุนนิยมให้เป็นไปตามระเบียบปกติ นักธุรกิจทั้งหลายจึงต้องผ่านช่องทางพิเศษที่ไม่ปกติเข้าสวามิภักดิ์ต่อผู้ มีอำนาจตัวจริง นักวิชาการเรียกกลุ่มทุนเหล่านี้ว่า “กลุ่มทุนสวามิภักดิ์”  กลุ่มทุนเหล่านี้จะได้รับในสิ่งที่กลุ่มทุนอื่นไม่ได้  นี่คือความไม่ปกติของการพัฒนาทุนนิยม ใคร ๆ ก็เห็นกันตำตา  เพราะฉะนั้นจะเอาทุนนิยมของไทยไปเทียบกับทุนนิยมของประเทศอื่น ๆ ไม่ได้ ไทยมีลักษณะพิเศษของไทย  เช่นประชาธิปไตยก็ต้องเป็นแบบไทยไทย  สรุปก็คือความสัมพันธ์ทางการผลิตไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของพลังการผลิต  การพัฒนาทุนนิยมจึงลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่สามารถพัฒนาให้เต็มรูปแบบได้

          รากฐานเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม  เป็นไปไม่ได้ที่โครงสร้างชั้นบนเป็นศักดินานิยม?
ถ้า เราคิดตามกรอบความคิดเดิม ๆ ก็อาจเป็นไปไม่ได้  แต่ถ้าเราคิดนอกกรอบมันก็เป็นไปได้  บางทีคนเรามักจะติดอยู่ในกรอบความคิดเดิม ๆ ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ เช่นกรอบความคิดเดิมที่เคยคิดว่า  เศรษฐกิจวางแผนเป็นเศรษฐกิจสังคมนิยม  เศรษฐกิจตลาดเป็นเศรษฐกิจของทุนนิยม  เพราะติดกรอบความคิดนี้จึงไม่มีใครกล้านำเศรษฐกิจการตลาดเข้ามาในประเทศ สังคมนิยม  ใครขืนทำอย่างนั้นจะถูกวิพากษ์ว่าฟื้นทุนนิยม  แต่เติ้งเสี่ยวผิงกล้าคิดนอกกรอบ  เห็นว่าเศรษฐกิจการตลาดใช่ว่าจะต้องเป็นทุนนิยมเสมอไป  ดังนั้นเติ้งเสี่ยวผิงจึงเปิดกว้างให้เศรษฐกิจการตลาดสามารถพัฒนาในประเทศ สังคมนิยมได้ เช่นเดียวกับที่ประเทศทุนนิยมยังนำเศรษฐกิจวางแผนไปหนุนเสริมเศรษฐกิจการ ตลาด  ทุนนิยมใช้เศรษฐกิจวางแผนไม่ได้ทำให้ทุนนิยมกลายเป็นสังคมนิยม  ในทำนองเดียว  สังคมนิยมใช้เศรษฐกิจการตลาดก็ไม่ได้ทำให้สังคมนิยมกลายเป็นทุนนิยม

          การที่บทประกอบฯ เขียนไว้ว่ารากฐานเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม  แต่โครงสร้างชั้นบนยังเป็นศักดินานิยมนั้น  เป็นการสะท้อนความเป็นจริงทางภววิสัยที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยซึ่งมีลักษณะ พิเศษแตกต่างจากประเทศอื่นๆ  ไม่สามารถหาประเทศใดมาเทียบเคียงได้  หลายสิ่งหลายอย่างมันไม่ได้พัฒนาไปตามกรอบคิดที่เราเคยคิด  ดังนั้นเราจำเป็นต้องคิดนอกกรอบ  จึงจะสามารถสะท้อนสิ่งที่ดำรงอยู่ทางภววิสัยตามความเป็นจริงได้

          ขอจบตอนที่ 1 ไว้เพียงเท่านี้
 

          ตอนที่ 2 ของผู้สังเกตการณ์ เป็นการวิจารณ์เอกสารของโฆษกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีความคิดไปในแนวเดียวกันกับผู้สังเกตการณ์อยู่แล้ว  ดังนั้นข้อเขียนของผู้สังเกตการณ์จึงไปในแนวสนับสนุน จะมีตำหนิติติงอยู่บ้างก็ในทำนองผู้ใหญ่สอนเด็ก  ไม่เจ็บไม่คัน  นอกจากนั้นก็เป็นการสอนทฤษฎี  ผู้เขียนอ่านแล้วมีความรู้สึกว่ากำลังเข้าโรงเรียนลัทธิมาร์กซ ฟังอาจารย์บรรยายอยู่ ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยเข้าสถาบันลัทธิมาร์กซ  คราวนี้ถือว่าได้เข้ากับเขาเสียที  สำหรับตอนที่ 2 จึงไม่มีอะไรจะอภิปราย  ถึงแม้จะมีความเห็นมากมายต่อเอกสารของโฆษกพรรค  แต่ตอนนี้ผู้เขียนกำลังอภิปรายกับผู้สังเกตการณ์อยู่ จะไม่ฉีกประเด็นออกไปเป็นอย่างอื่น จึงขอข้ามไปตอนที่ 3 เสียเลย

          ตอนที่ 3 ในข้อเขียนของผู้สังเกตการณ์เป็นการวิพากษ์เอกสาร “สรุปบทเรียนฯ” เอกสารชิ้นนี้เข้าใจว่าเป็นการนำเสนอของคน ๆ หนึ่ง เป็นความเห็นส่วนตัวขั้นต้นที่ยังไม่ได้ผ่านการศึกษา อภิปราย แก้ไขเพิ่มเติมจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยังไม่ใช่เอกสารภายในที่เป็นทางการ จึงยังไม่ได้เผยแพร่เป็นการภายในอย่างกว้างขวาง  เมื่อเป็นความเห็นส่วนตัวขั้นต้นของคนๆ เดียวย่อมต้องมีจุดอ่อนข้อบกพร่องอยู่มากมายอย่างยากจะหลีกเลี่ยง และเมื่อมันหลุดออกไปตกอยู่ในมือของผู้สังเกตการณ์ จึงได้ทำการวิพากษ์เอกสารชิ้นนี้  ผู้เขียนก็จะมาขอดูว่าเอกสารชิ้นนี้มีข้อบกพร่องผิดพลาดตรงไหน  คำวิพากษ์ของผู้สังเกตการณ์ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงหรือไม่อย่างไร
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:55:08 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #61 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 10:50:01 AM »

   

วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๙
   
   ..........................
   
   


          ประเด็น ที่ 1 การที่กรรมการการเมืองและกรรมการบริหารกลางไปยอมรับเงื่อนไข 17 สัตตะถึง 7 คน ผู้สังเกตการณ์วิพากษ์บทสรุปด้วยข้อความต่อไปนี้

          “รวมความแล้วผู้เขียนสรุปฯ ต้องการเน้นว่า ในระยะ10 ปีแรกนี้ การที่กรรมการ 7 คนในคณะกรรมการการเมืองและคณะบริหารกลางๆที่ถูกทางการจับกุมไป “ยอมรับเงื่อนไข 17 สัตตะ” นั้นเป็นความผิดมหันต์และเป็นต้นเหตุที่ก่อเกิดความขัดแย้งขั้นแตกหักกันใน กลุ่มผู้นำพคท.ผู้อ่านทั่วไปเช่นผู้สังเกตการณ์ต้องการคำชี้แจงประการแรกคือ ถ้ากระนั้น “เงื่อนไข 17 สัตตะ” คืออะไร?  1. เป็นการขายเพื่อน เช่นบอกชื่อและที่อยู่ของคนในพรรคพคท.ให้พนักงานสอบสวนได้รับทราบซึ่งเป็น อันตรายแก่ผู้ถูกขาย  2. ขายพรรค โดยนำความลับของพรรคไปบอกพนักงานสวบสวน จนทำให้พรรคถูกทำลาย  3. ขายประชาชน คือมีพฤติการณ์ยืนอยู่บนจุดยืนของฝ่ายที่เป็นปรปักษ์กับประชาชน รับใช้ฝ่ายปรปักษ์ของประชาชน หลอกลวงประชาชน ให้หลงทิศผิดทาง จนประสบความเสียหายใหญ่หลวง  4. ละทิ้งอุดมคติไม่คิดอุทิศตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่ดีกว่าอีกต่อไป กระทั่งทรยศต่ออุดมคติ ประณามลัทธิคอมมิวนิสต์ กระทั่งอยู่กับฝ่ายปรปักษ์กระทำการทรยศต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ ถ้าหากเมื่อมีการรับเงื่อนไข 17 สัตตะแล้ว ต่อเนื่องด้วยพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างพร้อมกันตามที่กล่าว มาข้างต้น ก็ต้องถือว่าผู้ประพฤติมีความผิด ส่วนจะผิดมากหรือผิดน้อยแล้วแต่กรณี แต่ทั้งนี้ต้องผ่านองค์กรที่ผู้รับ 17สัตตะนั้นๆ สังกัด ทำการพิจารณาตัดสินร่วมกัน ไม่ใช่ว่าผู้หนึ่งผู้ใดไปกาหน้าเขาว่าเป็นอย่างนั้นก็ต้องเป็นอย่างนั้น ยิ่งไปอ้างว่าเป็น “ข้อเคลือบแคลงสงสัยในหมู่สหายและมวลชน” ก็เลยตั้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นการจงใจถูกจับเพื่อหาทางลงใช่หรือไม่” นั้น ผู้อ่านทั้งหลายก็ย่อมจะตั้งข้อกังขาได้ว่า ผู้เขียนสรุปฯ ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหามากน้อยเพียงไร? แม้แต่ข้อความที่อ้างว่า “มวลสมาชิกจำนวนหนึ่งก็ไม่ยอมรับสหายในองค์การนำที่ไปรับ 17 สัตตะ” ก็ย่อมหมายความว่ามวลสมาชิกอีกจำนวนหนึ่งยอมรับผู้ที่ถูกกล่าวหาเหมือนกัน กระทั่งส่วนไหนจะมากกว่ากันก็ไม่มีผู้ใดจะให้คำตอบได้ และคำกล่าวหาในทำนองนี้ จะมีน้ำหนักสักแค่ไหน ที่ผู้มีใจเป็นธรรมจะยอมรับฟังได้ล่ะ ยิ่งวรรคสุดท้ายของข้อสรุประยะ10 ปีแรกหลังสมัชชา 4 ที่ว่า “พรรคต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำ…ไม่มีผลงานอะไร สิ่งที่มีมาก่อนหน้านี้ก็ไม่เหลือด้วย” แบบลอยๆ หรือไม่บอกว่ามีใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อสภาวการณ์ที่ว่านี้ ในเมื่อกรรมการ 7 คนรับ 17 สัตตะในปี 2530-2531 การโยนความผิดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วง 2530-2535 ให้แก่ 7 คนนี้ ถ้ากระนั้นผลเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วง 2525-2530 ล่ะใครบ้างที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แม้แต่ในช่วง 2530-2535 คณะกรรมการบริหารกลางก็ไม่ใช่มีแค่จำนวน 7 คนนี้ แล้วกรรมการที่เหลืออีก 20 คนไปทำอะไร ณ ที่แห่งใด แล้วท่านเหล่านั้น (ยกเว้นคนที่ตายไปแล้ว) รวมทั้งผู้เขียนบทสรุปด้วยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยกระนั้นหรือ ท่านผู้เขียนสรุปฯ จึงไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว วิธีการเช่นนี้ยุติธรรมแล้วหรือ? ยิ่งมาสังเกตเห็นว่าผู้เขียนสรุปฯ ใช้คำขนานนามผู้รับ 17 สัตตะทั้ง 7 คนว่า “สหาย” ถึง 3 แห่งบนหน้ากระดาษแค่ 2 หน้า ย่อมแสดงว่าโดยจิตใต้สำนึก ตัวท่านเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทั้ง 7 คนนั้น ยังมิได้กระทำผิด ประการหนึ่งประการใดใน 4 ประการที่ผู้สังเกตการณ์ตั้งเป็นข้อกังขาให้พิจารณาทบทวนอีกสักครั้งหนึ่ง ว่า ข้อกล่าวหาอันฉกาจฉกรรจ์นั้นถูกต้องหรือเปล่า ยิ่งกว่านั้นคือ ผู้ที่รู้จักกับ คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายก็เห็นกันตำตาว่า พวกเขามีการไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ่อยครั้งนับแต่ปี 2531-2550 ไม่มีวี่แววส่อให้เห็นว่าพวกเขาแตกเป็น 2 ฝ่ายโดยสิ้นเชิงแล้ว จนกระทั่งได้เกิดขบวนการเสื้อแดงปะทะกับขบวนการเสื้อเหลืองนั่นแหละจึงมี อะไรแปลกๆ เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างลุงๆ ทั้งหลายให้เป็นที่กังวลและห่วงใยของผู้พบเห็นที่ยังฝักใฝ่และศรัทธาต่อพคท. ก็เลยยิ่งเพิ่มข้อกังขาต่อบทสรุปบทเรียนนี้ว่ามีความยุติธรรมแค่ไหนเพียงไร”

          มาดูเอกสาร “บทสรุปฯ” ว่าเขาเขียนไว้อย่างไร“การรับเงื่อนไข 17 สัตตะของสหายในระดับนำสูงสุดจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม  แต่ก็นำมาซึ่งผลเสียหายต่อพรรคอย่างหนักคือ
          1.ได้ซ้ำเติมวิกฤตศรัทธาที่มีอยู่แล้วให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น  มวลสมาชิกพรรคและมวลชนอดสงสัยไม่ได้ว่า  เหตุใดสหายนำอาวุโสที่ต่อสู้มาชั่วชีวิตกลับไปยอมค้อมหัวให้กับศัตรู  แล้วที่เคยอบรมบ่มสอนให้ยืนหยัด  ไม่ก้มหัวยอมจำนน  เบื้องหน้าศัตรูต้ององอาจผึ่งผาย  ยอมหักไม่ยอมงอ  แต่พอเจอกับตัวเอง  ทำไม่ถึงทำอย่างที่พูดไม่ได้
          2. เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยในหมู่สหายและมวลชนว่า  แท้จริงแล้วการที่สหายในองค์การนำถูกจับจำนวนมาก  (ชุดปี พ.ศ. 2527 ปี พ.ศ. 2530  และสหายนำภาคกลางอีก 2 คนที่ออกจากป่าไปเยี่ยมญาติจนถูกรวบตัวทางภาคใต้ แล้วชวลิตเดินทางไปพบในระหว่างนั้น)  เป็นการจงใจให้ถูกจับเพื่อหาทางลงใช่หรือไม่
          3. เกิดความแตกแยกในองค์การนำสูงสุดภายหลังจากนั้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างกรรมการการเมืองที่ยอมรับ 17 สัตตะกับกรรมการการเมืองที่ไม่ยอมรับ 17 สัตตะอย่างหนักถึงขั้นไม่ยอมทำงานร่วมกัน รวมทั้งสหายในระดับนำอีกส่วนหนึ่งและมวลสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งก็ไม่ยอมรับ สหายในองค์การนำที่ไปรับ 17 สัตตะด้วยเช่นกัน”

          จะเห็นได้ว่าผู้เขียนบทสรุปเพียงแค่สะท้อนความจริงออกมาให้เห็นเท่านั้นว่า ผลของการรับเงื่อนไข 17 สัตตะของสหายนำระดับสูงนำมาซึ่งผลเสียอะไร ซึ่งเป็นความจริงที่ดำรงอยู่  ไม่ได้บอกว่าสหายระดับนำสูงสุดที่ไปรับ 17 สัตตะ ขายเพื่อน ขายพรรค ขายประชาชน ขายอุดมการณ์ ผู้สังเกตการณ์พูดเองเออเองทั้งนั้น  ขอให้เรามาดูความรู้สึกของสหายชั้นล่างต่อการรับเงื่อนไข 17 สัตตะของสหายนำระดับสูงว่าเขารู้สึกอย่างไร

          ขอยกมาทั้งบทโดยไม่มีการตัดต่อเพิ่มเติมดังนี้
   
     (ต่อ ๑๐)    
          

 
     

วิจารณ์ “ข้อสังเกตของผู้สังเกตุการณ์...๑๐

   
   ..........................
   
   


ศรัทธา และ ความเชื่อมั่น
โดย   ชั้นล่าง 11  ตุลาคม  2553

          การสร้างองค์กรฯให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง  สิ่งสำคัญ คือ ทำให้สมาชิกในองค์กรนั้นมี ศรัทธา และ ความเชื่อมั่น อันเป็นแรงยึดเหนี่ยวทางจิตใจ  ที่หล่อหลอมกายใจ  ให้มุมานะ บากบั่น  เอาชนะความยากลำบาก อุปสรรคทั้งปวง  ไปบรรลุสู่เป้าหมาย
          ศรัทธา และ ความเชื่อมั่น  เป็นผลของความเป็นเอกภาพกัน  ระหว่าง ความรับรู้ต่อเป้าหมาย และอุดมการณ์   ที่ต้องสอดคล้องกันกับ การปฏิบัติอย่างเสียสละ และ อุทิศตนเอง ของบุคคลที่อยู่ในฐานะนำ  ย้อนเวลากลับไปพิจารณากันสักนิดว่า  ความเป็นเอกภาพดังกล่าวนั้นเป็นเช่นไร
          เมื่อ 30 ปีก่อน กระแสการมอบตัว  ยอมจำนน ทั้งลับ และ เปิดเผย  โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงานระดับสูง  เป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นสะเทือนความรู้สึก และ ความคาดหวัง อย่างรุนแรง   ผลที่เกิดอันดับแรก  คือความงุนงง สงสัย สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก  ทุกคำถามเหมือนกัน  คือ  “ทำไม  เป็นไปได้อย่างไร  จะเอาอย่างไรกันต่อ”   เมื่อหาคำตอบเหล่านี้ไม่ได้  สิ่งที่ตามมา  คือ เกิดบรรยากาศที่หดหู่  ผิดหวัง  ท้อแท้ สิ้นหวัง
          นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ ศรัทธา และ ความเชื่อมั่น  อันมาจากความไม่เป็นเอกภาพสอดคล้องกันระหว่าง  คำเรียกร้องเพื่ออุดมการณ์  กับ  การปฏิบัติตนที่ไม่เป็นแบบอย่างของผู้ปฏิบัติงานระดับสูง  เป็นสิ่ง  “พูด กับ ทำ” กลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน
          เมื่อเป็นชั้นล่างที่ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น  มาตรฐานของ “พูด กับ ทำ” น้อยหน่อยได้    แต่เมื่อเป็นผู้นำที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงาน  รวมทั้งชีวิตคนอื่น  มาตรฐานของ “พูด กับ ทำ” ก็ต้องมากขึ้นเป็นธรรมดา    ฉะนั้นไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด  ผู้นำไม่มีสิทธิ์ที่จะลดหย่อนมาตรฐานนี้ลงแม้แต่น้อย
          เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้เล่า   ทบทวนสักนิด รื้อฟื้นความจำสักหน่อย “.....ลูกไทยห้าวหาญ  สู้เผด็จการทารุณมิเคยไหวหวั่น  เผด็จการประหารชีวัน  ศรัทธายังมั่นเสมอจนสิ้นใจ....”  เนื้อเพลง วีรชนปฏิวัติ  ท่อนนี้ คือคำเรียกร้องแรกที่พวกเราชั้นล่างซึมซับไว้ในสำนึกของตนเอง    ถัดมาเป็นการศึกษาการเมืองภายในหน่วย  ที่สำคัญ  คือโรงเรียนการเมืองการทหารของทุกเขตงาน  แต่ทั้งหมด  ยังเป็นเพียงจินตภาพที่ไม่มีรูปธรรมอันใดมารองรับ  ตราบจนกระทั่งไปทำงานจริง  ได้เห็นการอุทิศตน  เพื่อประโยชน์ส่วนรวม  กระทั่งยอมสละชีวิตเลือดเนื้อของหลายต่อหลายคน  “คุณเป็นผู้สอนให้เราให้เป็นเช่นนี้เอง  และพวกเราชั้นล่างทั้งหลาย  ก็ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานนี้แล้ว  ด้วยเลือดเนื้อ และ ชีวิตของพวกเราเอง”
          ฉะนั้น  จะด้วยเหตุผล ความจำเป็น อันใดก็ตามของการมอบตัว  ยอมจำนน  ในทุกลักษณะ  ล้วนไม่อาจนำมาหักล้าง  หรือ ลดหย่อน  มาตรฐานการเสียสละ  การยืนหยัดมั่นคง นี้ได้   จะปล่อยให้มีสองมาตรฐาน หรือ ข้อยกเว้น เกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้ไม่ได้    จะยอมให้ความสนิทสนม คุ้นเคย เคารพนับถือกันในทางส่วนตัว  มาบดบังการจำแนกแยกแยะถูกผิดในเรื่องนี้ไม่ได้    “พวกเราชั้นล่าง ไม่รู้จะตอบคำถามกับบรรดาผู้ที่เสียสละในอดีตไปแล้วเช่นใด  ว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ได้รับการยกเว้น ลดหย่อน เช่นนี้บ้าง  มันไม่ยุติธรรมกับพวกเขาเลย”  ชีวิตที่สูญสิ้นไป  ไม่อาจเรียกคืนได้ฉันใด  ศรัทธา และ ความเชื่อมั่น ที่สูญสลายไปจากการมอบตัว ยอมจำนนของผู้นำ  ก็ไม่อาจฟื้นคืนมาได้  เพียงแค่การยอมรับผิด และวิจารณ์ตนเอง  พวกเราชั้นล่างก็ขอรับผิดชอบชีวิต และหน้าที่การงานด้วยตนเองจะดีกว่า
          ภายใต้สังคมไทย  ที่ให้ความเคารพ และ ให้เกียรติ ต่อผู้หลักผู้ใหญ่  รวมทั้งหลักประเมินคุณค่าโดยไม่ตัดตอนประวัติศาสตร์แบบ 70 ต่อ 30 ที่พวกคุณเคยสอนให้ใช้เป็นหลักประเมินคุณค่าเหตุการณ์ และ บุคคลสำคัญในอดีต อย่างเป็นวิทยาศาสตร์   แต่ก็คงมาตรฐานความถูกต้อง ตรงไปตรงมา  แบบสังคมตะวันตก  พวกเราชั้นล่างจึงขอเสนอดังนี้
          1.   หยุดนาฬิกาประวัติศาสตร์ไว้ที่ปี พ.ศ. 2525  การประเมินคุณค่าจะได้ไม่ตัดทอนคุณงามความดีในอดีต.
          2.   ต่อบุคคล หรือ เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น  ยังคงสภาพการประเมินไว้เช่นเดิม  ด้วยเหตุที่พวกเราไม่ต้องการเข้าไปก้าวก่ายเรื่องในอดีต ที่ ไม่ได้รับรู้ทางตรง
          3.   ยุติความพยายามที่จะชี้นำ เรียกร้อง หรือ รับตำแหน่งหน้าที่ใดๆ  วางมือจากทุกสิ่งในการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน  เพื่อมิให้ข้อขัดแย้ง บาดหมาง อันเกิดจากการมอบตัว ยอมจำนน  ลุกลามไปมากกว่านี้  จนเกิดความเสียหายต่อเกียรติภูมิที่สั่งสมไว้ในอดีต  ในสายตาของชนรุ่นหลัง
          4.   หากท่านใดที่ไฟยังไม่มอด  ก็ขอให้เป็นเพียงผู้เล่าขานประวัติศาสตร์ของประชาชนให้กับชนรุ่นหลัง ก็พอแล้ว
          ขอได้โปรดพิจารณาข้อเสนอ  หรือ  อาจกล่าวได้ว่า  เป็นข้อเรียกร้องของมวลชนชั้นล่างก็ได้  อย่างจริงจัง  หากรับกันได้  คุณงามความดีในอดีตทั้งปวงก็ยังคงอยู่ในใจเราต่อไป   ไม่ต้องห่วงถึงภารกิจที่ค้างคาอยู่  เราต้องเชื่อมั่นมวลชนมิใช่หรือ  กรุณาอย่าใช้ฐานะทางจัดตั้งเดิม หรือ อ้างประชาธิปไตยรวมศูนย์  มาเที่ยวเรียกร้อง ชี้ไม้ ชี้มือ  กันอีก   “พวกเราชั้นล่างทั้งหลาย  ขอเป็นผู้เลือก และ ตัดสินในอนาคตของพวกเราเองเถิด”

          นั่นคือข้อเขียนของสหายชั้นล่างคนหนึ่ง  เป็นความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ และข้อเขียนนี้น่าจะเป็นตัวแทนความรู้สึกของสหายชั้นล่างอีกหลาย ๆ คน ศรัทธาและความเชื่อมั่นที่ขาดหายไปของสหายชั้นล่างและมวลชนเป็นความจริงที่ ดำรงอยู่  ผู้เขียนบทสรูปฯ เพียงแต่นำความจริงนี้มาสะท้อนและชี้ให้เห็นว่า  นี่คือปัญหาความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการนำที่องค์การนำจะต้องรีบเร่งแก้ไข เพื่อเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นของมวลชนกลับคืนมา  แต่องค์การนำชุดที่ 4 ก็ไม่ได้ตระหนักถึงความหนักหน่วงของปัญหานี้แต่อย่างไร เรื่องมันผ่านไปแล้ว  แค่สรุปไว้เป็นบทเรียน เชื่อว่าผู้เขียนบทสรุปฯ คงไม่มีเจตนาทิ่มแทงคนที่เคยเคารพนับถือให้เจ็บช้ำน้ำใจ  คงเจ็บปวดไม่แพ้ใครในยามที่จำเป็นต้องกล่าวพาดพิงถึงปัญหาเหล่านี้

          ประเด็นที่ 2 ไม่ประชุมคณะกรรมการบริหารกลางเป็นเวลายาวนาน

          “แต่แล้วเพราะเหตุไรจึงเป็นเช่นนี้ล่ะ? คำตอบของผู้เขียนสรุปฯคือ “ในช่วงเวลานี้…องค์การนำชุดนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีบทบาทอะไรต่อการชี้นำงาน เลย เพราะว่าไม่มีการประชุมอย่างเป็นทางการของคณะบริหารกลางชุดนี้ แม้ในสถานการณ์ที่เปิดกว้างในช่วงเวลาที่บรรยากาศอำนวย” น่าเสียดายไหมล่ะ! แล้วเรื่องนี้ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบ? ผู้เขียนสรุปฯ เฉลยว่า  ประการแรก “เกิดการแตกแยกในองค์การนำชุดนี้” เพราะกรรมการที่ไปรับ 17 สัตตะกับกรรมการคนอื่นๆ “มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน” ประโยคสุดท้ายนี้ดูเหมือนจะสื่อความหมายผิดไป น่าจะว่า “ฝ่ายหลังมีความหวาดระแวงต่อฝ่ายแรก”  ประการที่2 ผู้เขียนสรุปฯ กล่าวโทษ “กรรมการการเมืองที่ถูกจับแล้วไปรับ 17 สัตตะ” ว่า “มีบทบาทสำคัญในการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารกลาง แต่ไม่กระตือรือร้นที่จะเรียกประชุม” ประเด็นนี้คงต้องขอตำหนิผู้เขียนสรุปฯ สักนิดคือ ท่านขี้ลืมไปหน่อย ถึงกับจำไม่ได้ว่า เลขาธิการพคท.ที่เป็น “หัวหน้า” คณะกรรมการการเมืองพคท.ต่างหากที่มีทั้งสิทธิและหน้าที่ในการเรียกประชุมคณะ กรรมการบริหารกลางโดยตรง ยิ่งถ้าเกิดกรณี “กรรมการการเมือง” ส่วนหนึ่ง “ไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง” เพราะไปกลัวว่า “ถ้ามีการประชุม ย่อมต้องมีคนหยิบยกเรื่องรับ 17 สัตตะมาถกกัน” จริงอย่างที่ผู้เขียนสรุปฯ เดาใจเขา เลขาธิการก็ยิ่งต้องใช้สิทธิและทำหน้าที่เรียกประชุมคณะกรรมการการบริหาร กลาง ให้กรรมการคณะนี้รับทราบข้อกล่าวหา และรับฟังคำแก้ข้อหาของฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ค่อยพิจารณาว่าควรจะตัดสินว่าอย่างไร ถ้าเห็นว่ามีความผิดจริง ที่ประชุมก็ต้องให้ลงโทษตามสถานจะหนักหรือจะเบา ถ้าหากที่ประชุมเห็นว่าไม่มีความผิด ก็ต้องประกาศให้ทั่วทั้งพรรครับทราบด้วย ตามระเบียบและประเพณีที่พคท.กำหนดและถือเป็นหลักปฏิบัติมาตลอด ในเมื่อเลขาธิการพคท.ละเว้นการนี้ ก็ต้องถือว่าไม่ปฏิบัติตามหน้าที่อันพึงมี ความผิดของเลขาธิการพคท.อันสืบเนื่องมาจากบทสรุปฯ ของผู้เขียนกระทงนี้หนักหนาพอดู คิดว่าคงมิใช้ท่านจงใจกระทำไป หากเป็นเพราะความพลั้งเผลอจะมากกว่า”
         
         ดูเหมือนว่าผู้สังเกตการณ์จะเน้นเป็นพิเศษที่ตัวเลขาธิการพรรค เกี่ยวกับการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารกลางว่าผู้เขียนบทสรุปคงขี้ลืมจำ ไม่ได้ว่าหัวหน้าคณะกรรมการการเมืองคือตัวเลขาธิการใหญ่ต่างหากที่ต้องรับ ผิดชอบ ความผิดของเลขาธิการ พคท.อันสืบเนื่องมาจากบทสรุปฯ ของผู้เขียนกระทงนี้หนักหนาพอดู  คิดว่าคงมิใช่ท่านจงใจกระทำไป  หากเป็นเพราะความพลั้งเผลอจะมากกว่า  ที่จริงแล้วผู้เขียนบทสรุปเขาพูดถึงองค์การนำทั้งชุด คณะกรรมการเมืองย่อมมีตัวเลขาธิการใหญ่รวมอยู่ด้วย จะยกเว้นได้อย่างไร ดังนั้น เมื่อท่านเลขาธิการใหญ่เห็นว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่สมกับที่สมัชชา 4 มอบหมายให้  จึงประกาศยุบตัวเองแสดงความรับผิดชอบ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการประชุมสมัชชาหรือผู้แทนพรรคเพื่อกำเนิดองค์การนำชุด ใหม่ตามระเบียบการพรรคต่อไป
 
          ปัญหาที่ดำรงอยู่ในองค์การนำมีความตื้นลึกหนาบางอย่างไร เราซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่นอกองค์การนำยากที่จะหยั่งรู้ได้  พูดไปก็เท่านั้น  แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่า  องค์การนำชุดหนึ่งไม่ควรอยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง 30 ปี การที่ท่านเลขาธิการใหญ่ ธง แจ่มศรี ประกาศยุบตัวเองเพื่อแสดงความรับผิดชอบนั้น  ผู้เขียนเห็นว่าถูกต้องแล้ว เป็นความกล้าหาญของท่าน ส่วนบทสรุปที่เขียนออกมาจะถือว่าเป็นการวิจารณ์ตนเองก็ไม่ผิด เพราะไม่ว่าบุคคลหรือองค์กร การกล้าวิจารณ์ตนเองต่อสาธารณะนั้นไม่เสียหาย ไม่ใช่สิ่งที่น่าละอาย การไม่กล้าวิจารณ์ตนเองต่อที่สาธารณะต่างหากจึงเป็นสิ่งที่น่าละอาย

          ในข้อเขียนตอนที่ 3 ของผู้สังเกตการณ์  ผู้เขียนจะขอพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาการนำใน พคท. เท่านั้น ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับแนวคิด จุดยืนและทัศนะทางการเมือง ผู้เขียนจะไม่ขอพูดถึงประเด็นเหล่านั้น เพราะได้พูดมามากแล้วในตอนต้น ๆ ในข้อเขียนของผู้สังเกตการณ์พยายามจะยัดเยียดให้ผู้เขียนบทสรุปฯ เป็นพวกนิยมทักษิณ ผู้เขียนจะไม่แก้ต่างให้ผู้เขียนบทสรุปฯ ไหน ๆ ก็แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายแล้ว ใครจะหนุนใครก็ว่ากันไปตามถนัด ถ้าจะสวมหมวกกันไปมาไม่มีวันจบสิ้น ปล่อยให้ประวัติศาสตร์เป็นผู้ตัดสินดีกว่า
   
   ....................................................จบ........................... 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #62 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2011, 11:01:09 AM »

ความเห็นของผู้สังเกตการณ์ต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ตอนที่ 1 (นับแต่สงครามประชาชนที่กองทัพปลดแอกประชาชนไทย   

http://www.fo3p.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1167&Itemid=100 

..............................................

ความเห็นของผู้สังเกตการณ์ต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ตอนที่ 2 

http://www.fo3p.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1168&Itemid=100 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!