บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:14:58 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ของดีเมื่อตะวา  (อ่าน 7976 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2011, 15:22:14 PM »

ผมได้รับหนังสือเล่มหนึ่งจากมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองซึ่งทำงานด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมของเมือง   และได้ผลิตหนังสือหลายเล่มที่เป็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านชาวเมือง   โดยเฉพาะย่านตลาดวโรรสหรือกาดหลวงซึ่งเป็นชุมชนใหญ่

ทางมูลนิธิได้ทำหนังสือชื่อ "เรื่องเล่าจาวกาด"  ออกติดต่อกันมาถึงเล่มที่ 7 แล้ว 

ส่วนเล่มที่ 4 ที่เพิ่งได้รับ  ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและยินดี   เพราะเป็นเล่มที่ได้เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านชาวกาดในสมัยนั้น   ที่อยู่ผสมปนเปกัน  ทั้งคนเมือง จีน แขก พม่า  แต่ก็อยู่อย่างเกื้อกูลผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี  สะท้อนออกมาจากข้อเขียนต่างๆ ของชาวกาด  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกผสมจีนกับคนท้องถิ่น    ทำให้ได้ความรู้หลายประการแม้กระทั่งผมที่เป็นคนในวงการปัจจุบัน   อ่านแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาและได้ความรู้จากประสบการณ์จริงของผู้คนมากมาย

จึงอยากนำมาแบ่งปันบางตอนให้ได้สัมผัสกันบ้าง

ส่วนใครที่อยากอ่านทั้งเล่ม  คงต้องติดต่อมาเพราะจะไปถามที่มูลนิธิให้ว่ายังมีเหลือหรือไม่
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2011, 15:31:06 PM »

เรื่องของยา ผะหญาบะเก่า    โดย อ.พิมพ์ใจ อาชาวัชรุตน์

ตอน การดูแลแม่มาน  (ผู้หญิงท้อง)

สังคมชาวกาดรุ่นก่อนไฟไหม้เมื่อ 50-60 ปีก่อน เป็นสังคมที่ฉันคิดว่าเป็นสังคมในอุดมคติ   แต่ละครอบครัวมีความสุขตามอัตภาพ   อยู่กันแบบพอเพียงสามารถพึ่งพาตนเองได้  มีความสัมพันธ์ที่ดีมากระหว่างเพื่อนบ้านและพร้อมจะช่วยเหลือเจือจานกันคราวจำเป็น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย    ในเวลานั้นการไปโรงพยาบาลถือเป็นเรื่องใหญ่  คลินิกหมอก็แทบจะไม่มี   ชาวกาดซึ่งเป็นสังคมคนเมืองเชื้อสายจีนและอินเดียจึงอาศัยยาพื้นบ้านตามภูมิปัญญาดั้งเดิมเพื่อป้องกันและรักษาโรคต่างๆ ตลอดจนการสร้างสุขภาพ    ยังจำได้ว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงที่กาดหลวง(ตลาดวโรรส)กำลังพัฒนา มีการก่อสร้างมากทั้งในตลาดและบริเวณรอบๆ   ทำให้เด็กๆ ชาวกาดมักประสบอุบัติเหตุซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ ตะปูตำเท้า หกล้มมีแผลเป็นหนองพุพอง  (รู้สึกว่าในสมัยนั้นเป็นฝีกันมากกว่าสมัยนี้)

การป้องการรักษาสุขภาพของครอบครัวเราเท่าที่จำได้ก็นับตั้งแต่การคลอดลุกเมื่อเริ่มท้อง   แม่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อบำรุงเด็กให้แข็งแรง    เมื่อท้องได้ 7 เดือนแม่จะรับประทานยา “จับซาไท้เป้า”  จากร้านยาจีนเพื่อให้เด็กตัวลีบแข็งแรงทำให้คลอดง่าย    สำหรับน้ำมะพร้าวหญิงที่ไม่ครรภ์จะไม่ดื่มในขณะที่ท้องอ่อน  แต่จะดื่มตั้งแต่ท้องเจ็ดเดือนขึ้ไป   นัยว่าล้างไขมันที่ตัวเด็ก   เมื่อแม่คลอดเสร็จก็จะห้ามดื่มน้ำมะพร้าว   ผู้ใหญ่บอกว่าจะเย็นเกินไป   หลังจากคลอดแล้วจะต้องมีการทำให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงหลังคลอดเพื่อช่วยให้มดลูกของแม่เข้าอู่เร็วขึ้น    ในระหว่างพักฟื้นหลังคลอดเป็นเวลา 1 เดือนเรียกว่าอยู่เดือน   แม่ลูกอ่อนจะคาด “ชุด” แท่งที่มีลักษณะคล้ายยากันยุง  แต่อ้วนกว่าขนาดเท่านิ้วมือใช้จุดในกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า   อาจจะวางบนผ้ายาวๆ หลายๆ กล่อง   ยาวขนาดท้องแล้วม้วนผ้ากันความร้อนคาดเอว  จะเดินไปไหนมไหนก็ได้   ดีกว่ากระเป๋าน้ำร้อนในปัจจุบัน    นอกจากนี้ก่อน “ออกเดือน” (สิ้นสุดการอยู่เดือน) 3 วัน หญิงหลังคลอดจากนั่งบนลังไม้หรือม้านั่งที่เจาะรูตรงกลางแล้วนำไปวางคร่อมบนเตาอั้งโล่ที่มีถ่านแดงซึ่งถูกควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกินไป   แล้วโรยสมุนไพรประกอบด้วย ปูเลยแห้ง(ไพล) ผิวมะกรูดและการบูรลงบนถ่านจะเกิดควันขึ้นมา  ช่วยรักษาแผลหลังคลอด   และหญิงหลังคลอดทุกคนจะมีการระวังรักษาตัวอย่างเข้มงวด   ไม่ให้ร่างกายกระทบลมและความเย็น   หญิงที่อยู่เดือนจึงต้องในเสื้อแขนยาว   โพกผมไว้ (ไม่สระผมตลอดระยะเวลา 1 เดือน)  ใส่ถุงเท้าแม้ในฤดูร้อน   ห้ามเปิดพัดลม (สมัยนั้นยังไม่มีแอร์)   ในช่วงนี้แม่ที่เพิ่งคลอดลูกจะได้รับการบำรุงอย่างดีด้วยน้ำสกัดจากไก่    โดยการนำไก่ 1 ตัวไปต้มกับสมุนไพรจีนเคี่ยวให้เหลือเพียงถ้วยเดียว    อาหารที่แม่หลังคลอดกินเป็นประจำเพื่อให้น้ำนมเลี้ยงลูกมาก   สมัยนั้นลูกทุกคนกินนมแม่   ไม่ใช่นมโคเช่นในระยะหลัง
นอกจากนี้อาหารที่เพิ่มนมแม่อีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้มจืดใบกุยช่ายกับหมูสับ

สำหรับหละอ่อนที่เกิดใหม่จะถ่าย "ขึ้เตา" แม่จึงใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาผสมกับน้ำ 1 ถ้วยชาเล็ก (คงจะหวานเกินไปสำหรับทารก) แล้วหยอดใส่ปากลูกน้อยทีละหยด   ช่วยให้การถ่าย "ขี้เตา" คล่องขึ้น  เป็นการล้างของเสียออกจากร่างกายเด็ก

ลืมบอกไปว่า  ก่อนคลอดระหว่างท้อง  แม่บอกว่าไปขอ "ดอกโบสถ" ที่วัดมาแช่น้ำอาบเพื่อให้คลอดง่าย (ดอกโบสถคือดอกไม้ในสวยดอกหรือกรวยดอกไม้  ที่พระนำเข้าไปทำพิธีในอุโบสถวันพระ)   ต่อมาเมื่อลูกสาวออกเรือนไป  เมื่อตั้งท้องแม่ก็จะให้ไปดอกใบโบสถที่วัดมาอาบด้วยจะได้คลอดง่าย

เด็กเล็กมักป่วยเป็นไข้ตัวร้อน   บางคนมีอาการชักร่วมด้วย   คนที่มีอาการชักก็จะเป็นบ่อยๆ  ยังจำได้ว่ามีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งชักบ่อยมาก   แต่ละครั้งป้า (แม่ของน้อง) จะตกใจมาก รีบมาเคาะประตูเรียกแม่ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเวลากลางคืน    แม่ก็จะตกใจแล้วรีบเดินแกมวิ่งไปขอรากเปราะ(ว่านเปราะ) จากบ้านเหล่าอี้ลุ้ย ถนนช้างม่อย  ซึ่งสะสมพันธุ์ไม้ต่างๆ มากมาย   รากเปราะจะถูกนำมาตำผสมกับหอมแดงแล้วนำไปโปะหัวเด็กที่ชัด
บันทึกการเข้า
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2011, 01:55:51 AM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
....มาเล่าต่อไวๆจ้าาาาาลุงหมอแสน..... ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2011, 08:52:56 AM »

ที่อยากเล่าเรื่องนี้เพราะสามารถสะท้อนอะไรๆ ใด้ดี

อย่างที่ว่าเวลานี้มีชุดความคิดหลายอย่างที่ตั้งมั่นถือมั่นว่าต่างฝ่ายต่างถูก   ซึ่งแต่ละข้างก็ล้วนแต่นักคิดระดับใหญ่ๆ หรือระดับนำของประเทศทั้งนั้น    จนผู้ติดตามก็บอกว่าสับสน

ความจริงสับสนก็เพราะเราไม่รู้สึกนำสิ่งต่างๆ มาประกอบส่วนเข้าด้วยกันให้ผสมผสานกันได้อย่างดีต่างหาก

ชีวิตชาวกาดในปี 2490-2510  เป็นปีที่มีความน่ารักหรือที่ผู้เขียนบอกว่าเหมือนกับในสังคมอุดมคติ  นั่นคือผู้คนต่างอยู่ร่วมกันถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ลองคิดดูว่าในตลาดที่มีทั้งคนเมือง  คนจีน แขก  แล้วยังมีพวกเชื้อสายพม่า ไทยใหญ่ ต่องสู้ (กลุ่มหลังนี้กลายเป็นไทยเมืองหมดแล้ว)  คนเหล่านี้มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม การใช้ชีวิตและภาษาอย่างไร    ซึ่งจากพื้นเพของแต่ละส่วนก็ย่อมทำให้วิถีชีวิตและความคิดมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน

แต่เรื่องเล่าของชาวกาดทำให้เห็นได้ว่าพวกเขาผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน   ซึ่งแสดงออกมาจากการความช่วยเหลือกันในการดูแลรักษาตนทางสุขภาพ   มีทั้งยาเมือง ยาแขก ยาพม่า ยาจีน หรือบางทียาจีนก็ถูกเรียกชื่อเป็นยาเมืองไปเสีย    ซึ่งยังตกทอดมาถึงสมัยนี้โดยยาสมุนไพรตำรับจีนจากทางผมผู้เขียนก็ได้กรุณาตั้งชื่อให้ใหม่ว่า  "ยาใจ๋ดี"     ทำให้เกิดความคิดว่าเราน่าจะได้สืบทอดการผสมผสานกันอย่างดีนี้ต่อไป   

ก็ลองติดตามไปเรื่อยๆ นะครับ  แต่คงได้แค่คัดส่วนที่สำคัญมา  เพราะผู้เขียนก็ไม่ใช่คนเดียวแต่มีหลายคนในกาดที่ช่วยกันเขียน

อ้อ แล้วเขาก็ไม่ปฏิเสธการรักษาแผนปัจจุบันนะครับ   เพราะในเรื่องเล่าก็มีการกล่าวถึงโรงหมอหลายๆ แห่งที่มีหมอที่ได้รับความนับถืออยู่ในสมัยนั้นหลายท่าน

อีกทั้งยังพูดถึงศัพท์คำว่า "โรงพยาบาล"   ทำไมจึงไม่เรียกว่า "โรงหมอ" หรือ "โรงนายแพทย์" ผมก็เพิ่งได้แง่คิดมาเหมือนกัน

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2011, 16:52:36 PM »

เมื่อเด็กโตขึ้นทุกคนจะมีอาการ “ออกแดง” (ออกหัด)   อาการไข้สูง อาการปวดตัวและมีผื่นขึ้นตามตัว   ผู้ใหญ่จะส่งเสริมให้ออกหัดมากๆ  เพื่อขับพิษออก   ด้วยการให้เด็กดื่มยาที่ได้จากการฝนยาซึ่งประกอบด้วยตัวยาที่เป็นไม้ (พืช) หลายชนิด  คะเนว่า....ถึง 20 ชนิด    ส่วนผสมของยาเช่น จันทน์ขาว จันทน์แดง เปลือกหอยแครง ฯลฯ จะถูกรวมกันเก็บไว้ในถุงผ้า
เมื่อเด็ก “ออกแดง” ผู้ใหญ่จะไปยืมถุงยาจากบ้านที่มี   เท่าที่จำได้คือ บ้านยายแมว(ร้านโตวินิจ) อยู่ตรงข้ามร้านเตียจี้เซ้ง(ร้านแม่หนิ้ง) ปัจจุบันคือร้านเชียงใหม่ใจดี   เวลาใช้ ผู้ใหญ่ฝนตัวยาแต่ละชนิดกับหินฝนยาที่มีลักษณะกลม  บริเวณรอบๆ มีร่องรองรับน้ำให้น้ำยาไหลลงมา   การฝนยาแต่ละชนิดใช้น้ำต้มสุกแล้วผสมให้เด็กดื่มจนหาย
ยังจำได้ว่าการรักษาฝีที่มีหนองต้องใช้เมล็ดต้อยติ่ง   แช่น้ำสะอาดพอแฉะๆ แล้วใช้ฟอกฝี  จะทำให้หนองถูกดูดออกมาอยู่ที่ส่วนที่ใช้พอก     เมื่อตะปูตำ ยาที่ดูดหนองได้ชะงัดคือเห็ดหอม(จากเมืองจีน)   นำมาแช่ในฉี่ของผู้ชายเท่านั้น    โดยไม่ต้องฉีดยากันบาดทะยัก     ส่วนการดูหนองจาก “ผ้ำ”  ก็หาของใช้ที่มีอยู่ในครัวในการรักษา   “ผ้ำ” (ฝีมะตอย) เกิดจากการที่นิ้วมือถูกหนามหรือของแหลมเล็กตำแล้วเกิดอักเสบข้างใน   เกิดในลักษณะแผลปิด  ซึ่งถ้าเป็นแผลแล้วจะมีอาการนิ้วบวมแดงและปวดมากจนบางคนนอนร้องไห้    หมอปัจจุบันจะกลัว “ผ้ำ” มาก เพราะเป็นแผลปิด   เชื้อบาดทะยักจะเจริญได้ดีในช่วงที่ไม่มีอากาศ   หมอจึงต้องผ่าเอาเชื้อหนองออก    แต่ในสมัยนั้นยาที่ชาวกาดใช้คือ มะเขือแจ้ (มะเขื่อขื่น) ตัดก้านคว้านเมล็ดออกเอาไว้ทำที่ครอบ   โดยใส่กะปิในผลมะเขือที่คว้านเมล็ดออกแล้วนำไปเผาไฟ(เข้าใจว่าฆ่าเชื้อโรค) พอทิ้งไว้ให้อุ่นก็นำไปสวมไว้ที่ปลายนิ้วซึ่งกำลังบวม(เพราะมีหนองอยู่ข้างใน)    เพื่อดูดหนองออกจากนิ้ว   เปลี่ยนมะเขอทุกวันจนนิ้วที่บวมหายบวม   หากวิเคราะห์ดูน่าจะเป็นเพราะในกะปิน่าจะมีอาหารที่ล่อให้หนองซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ออกมา  จึงทำให้หายอักเสบได้   ในช่วยที่เป็นแผลห้ามถูกน้ำเพื่อไม่ให้อักเสบมากขึ้น
หากเป็นแผลสดเลือดไหลจะไปขอผงสีน้ำตาลแดงที่บ้านป้าสมพร(ร้านซัวเปงฮวด) มาโรยบนแผลทำให้เลือดหยุดไหลชะงัดนัก (ไม่ทราบว่าทำไม)   แต่ที่ได้ผลดีคือใช้ว่านหางจระเข้(ว่านไฟไหม้) หักเอาส่วนที่เป็นวุ้นทาแผล
ฉันมีความรู้สึกว่าเด็กๆ สมัยนั้นซนมากกว่าเด็กสมัยนี้  คงเป็นเพราะว่าเล่นกันแบบธรรมชาติ  ไม่ได้นั่งจับเจ่าเล่นเกมส์หรือนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์  จึงทำให้ตกจากที่สูง หกล้มและหัวแตกบ่อย   เพื่อป้องกัน “ช้ำใน” เมื่อเด็กตกจากที่สูงหรือร่างกายถูกกระทบกระเทือนมาก   ผู้ใหญ่จึงให้เด็กรับประทานอาหารดีหมีซึ่งมีลักษณะเป็นของแห้งสีดำคล้ายก้อนเลือดแห้งอยู่ในถุงน้ำดีซึ่งมีขนาดประมาณ 2-3 นิ้ว   ดีหมีเป็นของหายากไม่มีทุกบ้าน   จึงต้องขอจากเพื่อนบ้านที่มี   บางครั้งดึกดื่นเที่ยงคืนเพื่อนบ้านจะมาเรียกให้เปิดประตูขอดีหมีที่บ้านเรา (...ได้บุญเยอะ)  เวลาใช้จะใช้ทีละเท่าเม็ดถั่วเหลือง  เนื่องจากมีรสขมมากจึงต้องเอาไปซ่อนไว้ในกล้วยสุกให้เด็กกลืนเพื่อรับประทานง่าย   ส่วนผู้ใหญ่ใช้ละลายในเหล้าขาว 1 ช้อนโต๊ะ
เมื่อเด็กมีอาการร้อนในผู้ใหญจะต้มถั่วเขียวใส่น้ำอ้อยเป็นขนมให้รับประทาน   การจะต้มให้ถั่วเปื่อยเร็วใช้วิธีใส่ช้อนกระเบื้องลงไป (ไม่ทราบว่าเพราะอะไร)

หน้าหนาวในช่วยเปลี่ยนฤดูกาลจากปลายฝนถึงต้นหนาว   เพื่อเตรียมให้ร่างกายปรับตัวได้ดี   ผู้ใหญ่จะชง “หลักอิ๊กสิ่ว” ให้กิน    พอถึงในฤดูหนาวผู้ใหญ่จะตุ๋นโสมให้ลุกหลานเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น   น้ำโสมตุ๋นใสๆ คงจะเป็นยาบำรุงที่แรง   จึงห้ามคนที่มีร่างกายอ่อนแอ เช่นคนเป็นหวัดดื่ม

(หมายเหตุ-แสนไชย  ยา “หลักอิ๊กสิ่ว”  มีชื่อภาษาจีนกลางว่า “ลิ่วอีส่าน” หรือผงที่ทำจากยาสองชนิดในอัตราส่วนหก(หลัก) ต่อ หนึ่ง (อิ๊ก)  ยาทั้งสองได้แก่ผงแร่ยิปซั่มกับชะเอม      ในคนร่างกายอ่อนแอหรือคนเป็นหวัด  ยังไม่ได้ดื่มโสมเพราะเป็นการบำรุงร่างกาย   เวลาที่เป็นหวัดต้องการ “ขับพิษ”  ให้ออกไปก่อน   แต่หากไปทำการบำรุงจะทำให้พิษไม่เพียงแต่ไม่ถูกขับออก  แต่พิษภัยนั้นจะถูกกักไว้ในร่างกายทำให้อาการกำเริบหนักได้)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2011, 18:25:30 PM »

ในสมัยก่อนมักพบว่าเด็กๆ เป็นลมพิษกันบ่อย   ผู้ใหญ่จะบอกว่า “กินผิด” คือรับประทานของแสลงเข้าไป  วิธีแก้คือรับประทาน “ยาแก้กินผิด”  ทำจากสมุนไพรมีรสเผ็ดหรือใช้เหล้าขาวผสมน้ำอาบ  อีกวิธีหนึ่งคือขยี้ใบพลูทางบริเวณที่คัน

หากมีใครในครอบครัวท้องเสียก็จะใช้ใบฝรั่งขี้นกต้มดื่มแทนน้ำและเพิ่มพลังโดยการรับประทานมันเทศ (สมัยก่อนเป็นพันธุ์ที่เนื้อในหัวมีสีส้มสวย) ต้มน้ำตาลใส่ขิง รับประทานขณะร้อน
สมัยนั้นพบว่าโรคปากนกกระจอกเกิดขึ้นกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่บ่อย   ในสมัยนี้บอกว่าขาดวิตามินบี 2   วิธีแก้จะใช้ข้าวนึ่ง(ข้าวเหนียว) ร้อนๆ กดลงตรงบริเวณที่มีอาการ     ถ้าตาเป็นต่อน(กุ้งยิง)  หรือเมื่อเริ่มเป็น (ยังไม่มีหนอง) ใช้ข้าวสุกห่อผ้าขาวสะอาดประคบขณะอุ่นพอทนได้  ฝีกุ้งยิงจะยุบไป   หรือบางคนใช้ข้าวเปลือก 1 เมล็ด จิ้มตรงฝีกุ้งยิงแล้วพูดเป็นภาษาจีนว่า “แห่ๆ หมักจำเกา เหลาะแจ้” (แปลว่า ตากุ้งยิงให้ตกลงไปบ่อน้ำ)   แล้วทิ้งเมล็ดข้าวเปลือกลงในน้ำบ่อ (บ่อน้ำใช้) ทำซ้ำราว 3 ครั้งก็จะหาย

เป็นเรื่องปกติของผู้หญิงวัยทอง  ระยะใกล้หมดประจำเดือนระดับของฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนจึงทำให้เกิดอาการหงุดหงิด   บางคนเป็นมากถึงขั้นทำให้ครอบครัวอยู่ไม่เป็นสุข   อาปาจึงให้แม่ป้องกันโดยต้มยาจากหมอแมะ(ซินแซฉ่งตี่) ดื่มเดือนละ 1 ห่อ   ส่วนคนรุ่นปัจจุบันบางคนใช้ “ยาใจ๋ดี” จากร้านยาจีนมังคละโอสถ   เรื่องวัยทองนี้เกิดกับผู้ชายด้วย  แต่ผู้ชายมักละเลยไม่ค่อยให้ความสนใจ  (หมายเหตุ-แสนไชย  เรื่องนี้ใช่เลย  ส่วนใหญ่ผู้ชายที่มีอารมณ์หงุดหงิดจะถูกกลบเกลื่อนไปในเรื่องของภาระหน้าที่การงาน     บางทีมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากแต่คนอื่นก็ยอมๆ ให้เพราะคนในวัยนี้ส่วนใหญ่อยู่ระดับบริหารระดับสูงกันแล้ว   แต่จะมาหาหมอก็ต่อเมื่อเกิดอารมณ์อีกด้านนั่นคือเฉื่อยชา เซื่องซึมหมดอาลัยตายอยาก)

นอกจากเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว  สมุนไพรยังมีบทบาทในเรื่องสระผมซึ่งถือเป็นมหกรรมในบ้าน (ของอาม้า-ยายหม่อม) เนื่องจากผู้หญิงสมัยก่อนนิยมไว้ผมยาวแล้วเกล้ามวย  ดังนั้นการสระผมจึงเป็นเรื่องใหญ่   มีการเตรียมน้ำยาสระผม (ซึ่งต้องอาศัยบริวารเตรียมให้)   เริ่มจากการตำ “แต่จี้โคว”  ฝรั่งเรียกว่า tea-seed cake (วัสดุนี้มีลักษณะเป็นแผ่นแข็งคล้ายดินแห้งที่มาจากเมืองจีน  ทำจากกากชาที่หีบของน้ำมันออกแล้ว)  นำ “แต่จี้โคว” ที่ตำแล้วมาผสมกับน้ำร้อน  กรองน้ำเก็บไว้ 1 กะละมัง   ขั้นตอนต่อมานำเส้นใย “ป๋อมื่น” (ซื้อจากชาวบ้านเอามาขายในตลาด  ปัจจุบันไม่มีแล้ว)  แช่น้ำแล้วนำมาขยี้   เก็บน้ำ “ป๋อมื่น” ไปผสมกับน้ำ “ใบหมี่”  (ขายในตลาดพร้อม “ป๋อมื่น”  ซึ่งได้จากต้มใบหมี่แล้วขยี้เอาแต่น้ำ   แล้วขยำกับลูกมะกรูดเผาไฟนำไปกรอง   การสระผมเริ่มจากสระสิ่งสกปรกด้วยน้ำ “แต่จี้โคว” ก่อน    ล้างน้ำออกแล้วสระด้วยน้ำ “ป๋อมื่น”  จากส่วนผสมที่ 2    ล้างน้ำให้สะอาดแล้วตามตามด้วยส่วนผสมที่ 3 เพื่อให้ผมหอมทนนาน (เพราะนานๆ สระที)  ส่วนผสมเริ่มจากนำใบเกี๋ยงพาหอมสดๆ และดอกกระดังงาแกใส่กะละมัง  ชงด้วยน้ำร้อนใช้ผ้าขาวกรอง  เอาน้ำมาล้างผมเป็นน้ำสุดท้าย  จะทำให้ผมลื่นเป็นเงางาม  โดยไม่ต้องพี่สารเคมีเลย

ตั้งแต่เกิดจนแก่  ชาวกาดของเราดำเนินชีวิตโดยพึ่งพา “ภูมิปัญญา” จากอากง อาม้า พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย  โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ต้องพึ่งพายาฝรั่งเช่นในปัจจุบัน   

................................

ขอขอบคุณ อ.พิมพ์ใจ ผู้บันทึกให้เราได้ทราบเรื่องราวการดูแลตัวเองทางด้านสุขภาพในสมัยนั้น    นอกจากความทรงจำของ อ.ในวัยเด็กแล้ว  ยังได้มาจากการสัมภาษณ์แม่พยงค์ อาภาวัชรุตม์  ซึ่งขณะให้สัมภาษณ์ในปี พ.ศ. 2550 มีอายุ 88 ปี ปัจจุบันคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยวัย 91 ปี 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2011, 18:44:47 PM »

ข้อเขียนของอีกท่านหนึ่งได้แก่ อ.วรวิมล ชัยรัต ซึ่งเป็นหญิงแกร่งแห่งบ้านวัดเกตุ

ขอแนะนำบางตอนดังนี้

ยาบ้านเฮานั้นมีนักหลาย ได้จากพืช สัตว์และแร่ธาตุ เรียกว่ายาสมุนไพร  

อย่างคนเจ็บแอว(เจ็บเอว) เพราะเกี่ยวกับโรคไต  ให้หมั่นเอามือทั้งสองไปนวดสะเอวตรงไตข้างหลัง   เป็นการฟื้นฟูไตจะได้แข็งแรง  และท่านยังให้เอาบำแกว (ไตหมู) มาต้มกินแก้โรคไตแหมโตย

แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจก็มียาจีนเอาใส่ในหัวใจหมู  มาต้มกินแต่น้ำ   ส่วนเนื้อของหัวใจให้คนอื่นเอาไปกินจิ้มกับน้ำจิ้ม  ลำไปเลย  แต่ขอซุบซาบ(กระซิบ) ว่าที่ลำนั้น  ลำกับน้ำจิ้ม   แต่ของที่ต้มเข้ายาแล้ว  บางทีมันเหยือง(พะอืดพะอม) น่ะ  แล้วจะว่าบ่บอก

ถ้าใครอ่อนเปลี้ยเพลียแรง   ท่านให้กินลำไยแห้งบำรุงกำลังและเม็ดในลำไยยังใช้เข้ายาไตได้อีกด้วย    ในหน้าลำไยแกะเปลือกออกแต่คงเอาเม็ดในไว้   ต้มโดยไม่ใส่น้ำตาล ตักกินได้ทั้งน้ำและนื้อ   มองดูคล้ายๆ ตามังกร   หากมีมากทิ้งไว้ให้เย็น   ตักใส่ถุงพลาสติก  ใบเล็กขนาดพอกินได้ในครั้งเดียว    แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งปิดให้สนิทกันกลิ่นตู้เย็นเข้า  ใส่ช่องแช่น้ำแข็งในตู้เย็น  ทยอยกินเรื่อยๆ  เป็นยาบำรุงไต บำรุงกำลังดีนัก

(หมายเหตุ-แสนไชย   ปัจจุบันยาที่เข้าลำไยที่ใช้ในการบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง  ทำให้นอนหลับสบายยังใช้ได้ผลดี   โดยเฉพาะคนสูงอายุที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง  ใจสั่น นอนไม่หลับ  หรือแม้แต่ในคนที่ป่วยเป็นมะเร็งระหว่างให้เคมีบำบัดหากมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง  ใจสั่น  ก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน)

ละอ่อนหน้อยทั้งหลายเวลาวิ่งเล่น   พลั้งพลาดหัวแตกหัวโนขึ้นมาก็ได้ดินสีฟอง(ดินสอพอง) ผสมน้ำมะนาวทาพอกไว้   ไม่นานก็ยุบหายไป   บางทีก็ได้นวดปู่คาด  ทาแก้ฟกช้ำดำเขียว  เป็นตุ่มเป็นหนอง  แก้สิวฝ้า สารพัดใช้ทาได้หมด

แต่ถ้าตากจากที่สูง  กลัวว่าจะช้ำใน  ใช้เยี่ยวละอ่อนหน้อยกินแก้ได้   หายเป็นคนมาจนทุกวันนี้ก็มีหลายคน  

.............................................

ก็เอาพอหอมปากหอมคอนะครับ  จะได้มีเวลาแนะนำข้อเขียนของท่านอื่นๆ อีก

และอาจได้เรื่องราวของหมอยาไตสิบสองปันนามาเล่าสู่กันฟัง   จะเดินทางไปศึกษากับหมอที่นั่นสักระยะ   เพราะที่นั่นพื้นฐานความรู้ใกล้เคียงกับยาเมือง  แต่มีนักวิชาการชาวจีนมาช่วยทำให้เป็นระบบขึ้น

คนที่ทำหน้าที่ประสานงานให้ที่ชายแดนโทรศัพท์มาบอกว่า  พวกยาสมุนไพรนี่ลาวเขาเรียกว่า "ยาคนเมือง"  ไปบอกว่ายาสมุนไพรเขาบ่ฮู้เรื่อง   เออ ทำมาตั้งนานก็เพิ่งรู้เหมือนกัน  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2011, 22:12:34 PM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
....ได้ความรู้ดีค่ะลุงหมอ...ชอบบบบ.... ยิ้มกว้างๆ
....เวลาป้าผีไปเชียงใหม่ จะไปหาซื้อยาสมุนไพรที่ร้าน...หว่อง แฮ่ม ฝ่อ...อยู่แถวกาดหลวง ลุงหมอต้องรู้จักแน่ๆ
...มีสมุนไพรเมืองที่ใช้ใน...ตำรับยาล้านนา....มากมายหลายชนิดที่ไม่รู้จัก......
.....ยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า....น่าจะเป็นร้านที่อยู่ใน...ของดีเมื่อตะวา....ได้ไหมเพราะร้านเก่ามากแล้ว.... ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2011, 08:20:51 AM »

ร้านหว่องเอ็มฝ่อ ยังอยู่ที่เดิมครับ  แต่เข้าถึงยากหน่อย  เพราะตลาดแออัดมาก

ตอนนี้มีอีกร้านหนึ่งอยู่ในโรงหนังศรีนครพิงค์เก่า  ชื่อร้านลานนาสมุนไพร  เป็นแหล่งรวมยาทั้งไทยและจีน   ส่วนร้านยาแขกก็ยังอยู่ที่เดิมข้างๆ ร้านยาจีนจิบอังตึ๊ง

ส่วนหนังสือไปพบ อ.ดวงจันทร์มาแล้ว  ตอนนี้ได้บ้านเก่ากลางเมืองเป็นสำนักงานของสถาบันพัฒนาเมือง  ทำบ้านดินเสร็จแล้วด้วย

หนังสือยังมีครับ  สั่งมาที่ผมผมจะไปเอามาให้   เพราะสำนักงานอาจารย์ย้ายมาข้างๆ ผมแล้ว  ราคาเล่มละ 150 บาท ค่าส่งฟรี

ถ้าท่านใดต้องการมีจดหมายน้อยมาได้ครับ   ผมจะทิ้งให้น้อง"แสนไชย" อีกคนจัดการ   เพราะ ผมที่เป็น "แสนไชย" หมอยา จะไปสิบสองปันนาสักพักครับ  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2011, 20:47:39 PM »

ติดตามอ่านอยู่ค่ะ มีหลายอย่างที่เคยเห็นตอนเด็ก ๆเหมือนกัน
อยากได้หนังสือสัก 2 เล่มค่ะ
เพื่อให้คนรุ่นหลัง ๆได้อ่านบ้าง
จะโอนเงินอย่างไรดีค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ไปสิบสองปันนาแล้ว ช่วยเสาะหาความรู้มาเผื่อคนแนวหลังบ้างนะค่ะ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2011, 10:07:25 AM »

รักษาการแทน

ฟังของดีเมื่อตะวา

(ขอขอบคุณผู้หามาให้ฟังและอ่าน)

http://www.oknation.net/blog/numthong729/2011/02/18/entry-1

ต้นตระกูลผม แต่ปางบรรพ์
หลังย่ำสายัณห์ ดวงตะวันเลี่ยงหลบ
จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน
จำเป็นต้องใช้ จุดไต้จุดคบ

ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี
ขืนจุดไต้ซี ถ้ามีใครมาพบ
อาจต้องอายขายหน้าอักโข
เขาต้องพากันโห่ ว่าผมโง่บัดซบ

ยุคนี้มันต้องทันสมัย
เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ
ทั้งวิทยุ และกระบอกไฟฉาย
คุณภาพมากมาย สะดวกสบายแทนคบ

ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง
เขากลับรับรองว่า ต้องแพ้ตรากบ
เหตุ และผลเขาน่าฟังครับ
ขอท่านจงสดับเถอะท่านที่เคารพ

(เสียงพูด... .
คือเขาบอกว่า ถ่านไฟฉายตรากบ ไม่ใช่ของนอกที่ส่งมาขยอกเงินไทย และก็ไม่ใช่ของทำภายในที่โกยกำไรส่งออกนอก แต่ถ่านไฟฉายตรากบ ทำในเมืองไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเมืองไทย ทำให้ดุลการค้าของไทยดีขึ้น… .ดังนั้น นอกจากผมจะชอบกินกบ ชอบเพลงพม่าแทงกบ และชอบเล่นไพ่กบแล้ว ผมยังชอบถ่านไฟฉายตรากบอีกด้วย โอ๊บๆ ...)
 

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!