บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:06:08 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตะกายสวรรค์ "เมานาเกีย"  (อ่าน 28676 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2011, 14:03:31 PM »





ศูนย์ดาราศาสตร์แห่งนี้ได้รับการปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้ตั้งอยู่ท่ามกลางมวลแมกไม้พื้นเมืองหลากหลายพันธุ์ นับตั้งแต่บรรพชนโปลีนิเชี่ยนได้นำเอาพืชผักรุ่นแรกติดตัวข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพาะปลูกยังชีพเมื่อครั้งอดีต จนถึงพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เติบใหญ่ขึ้นมาอีกในภายหลัง

เจ้าหน้าที่ได้จัดให้สวนพฤกษชาติแห่งนี้เป็นสถานที่ศึกษาพันธุ์ไม้แห่งหมู่เกาะฮาวาย ให้แก่นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนถึงนักท่องเที่ยวที่สนใจใฝ่รู้ได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2011, 16:38:36 PM »





เมื่อย่างเข้าไปภายในอาคารจะพบกับฝ่ายบริการและประชาสัมพันธ์ที่รอให้ข้อมูลแก่ผู้มาเยือน รวมถึงร้านจำหน่ายของที่ระลึกตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม สินค้าที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวพันกับวิทยาการด้านดาราศาสตร์ ทั้งดินสอ ปากกา ตำรับตำรา เสื้อผ้านานาชนิด

ศูนย์ดาราศาสตร์แห่งนี้คิดอัตราค่าธรรมเนียมเข้าชมแยกประเภทหลายรายการตามแต่กิจกรรมที่จัดให้มีในช่วงนั้น แต่อัตราสูงสุดผู้ใหญ่ไม่เกิน 17.50 เหรียญสหรัฐ ส่วนค่าธรรมเนียมสำหรับเด็กและพลเมืองชาวเกาะฮาวายลดลงตามส่วน โดยกำหนดเปิดบริการระหว่างวันอังคาร – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้าถึงบ่าย 4 โมงเย็น ปิดทำการวันจันทร์และวันหยุดที่สำคัญ

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2011, 16:42:02 PM »





ส่วนฝั่งตรงกันข้ามจะมีภัตตาคารร้านอาหารพอให้ผู้มาเยือนได้ประทังหิว สามารถมองเห็นอยู่ส่วนสุดท้ายของภาพ อีกทั้งในระหว่างช่องทางเดินที่เห็นนี้ทางฝั่งซ้ายจะมีห้องเรียนและห้องประชุมสัมมนา เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนามที่ศูนย์ดาราศาสตร์แห่งนี้จัดต่อเนื่องตลอดทั้งปี

การก่อสร้างศูนย์นวัตกรรมทางด้านดาราศาสตร์แห่งฮาวาย ได้ระดมความคิดจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษาและผู้นำชุมชน เพื่อให้ศูนย์แห่งนี้สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งบรรลุผลในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางด้านดาราศาสตร์ตามเป้าหมายหลักที่ได้วางไว้

ดังนั้น จึงปรากฏผลว่า นอกเหนือจากรูปแบบของอาคารอันเป็นสถาปัตยกรรมทางวัตถุที่ออกแบบอย่างมีนัยยะสำคัญดังที่กล่าวมา ในส่วนของการนำเสนอกิจกรรมภายในอาคาร ยังสอดแทรก “รากเหง้า” เรื่องราวชีวิตของบรรพชนชาวเกาะฮาวายและสามารถนำเสนอควบคู่ไปกับวิทยาการสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2011, 16:43:30 PM »





บรรพบุรุษของชาวเกาะฮาวายเป็นชาวโปลินีเชียน (Polynesians) ที่อาศัยอยู่ตามเกาะแก่งใหญ่น้อยในมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ไพศาล ส่วนชาวเกาะที่พอใจหาอยู่หากินตามถิ่นเดิมก็ก่อร่างสร้างชุมชนอยู่ถิ่นนั้น ต่อเมื่อการขยายตัวของประชากรสูงขึ้นตามลำดับ ถิ่นหากินดั้งเดิมเริ่มอัตคัดขัดสน ในจำนวนชาวเกาะเหล่านี้ ย่อมมีคนที่เฉลียวฉลาด กล้าหาญและเปี่ยมด้วยภาวะผู้นำ เดินทางออกสำรวจแหล่งทำมาหากินถิ่นใหม่กว้างไกลออกไปเรื่อย

ในขณะที่ผู้คนในยุคนั้นยังมีความเชื่อว่าโลกแบน ผืนน้ำที่พวกเขาอาศัยอยู่มีขอบโลกอยู่ใกล้ชิดติดกับขอบฟ้า วันดีคืนดีแล่นเรือไม่ระวังอาจพลัดหลุดออกไปนอกโลกได้ อีกทั้งยังมีเหล่าเทพและอสูรสมุทรคอยทำร้ายชีวิตของผู้คนตามเส้นทางอันลี้ลับยากแก่การสำรวจ แต่ภัยภยันตรายเหล่านี้มิอาจต้านทานความอยากรู้อยากเห็นและการดิ้นรนแสวงหาความอยู่รอดของบรรพชนโปลินีเชียนที่เปี่ยมล้นด้วยปณิธานอันมุ่งมั่นเหล่านี้ได้ พวกเขาใช้ “เรือแคนู” (Canoe) ที่ทำจากไม้และเส้นใยถักทอเป็นผ้าใบเรือ รวมทั้งเชือกที่ใช้ยึดโยงส่วนประกอบของเรือเข้าด้วยกัน และนี่คือ “ยานสำรวจ” อันล้ำสมัยในท่ามกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้างของบรรพชนชาวโปลินีเชียน อันนำไปสู่การค้นพบแผ่นดินใหม่ถิ่นอาศัยของชาวเกาะฮาวายในปัจจุบัน


บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2011, 16:47:51 PM »





ในห้องจัดนิทรรศการแสดงรากเหง้าของเหล่าชาวฮาวาย ได้เสนอข้อมูลทั้งจากแผ่นป้าย จอภาพเคลื่อนไหว โปรแกรมที่จัดรวบรวมไว้ในคอมพิวเตอร์ ตลอดไปจนถึงหุ่นจำลองและของจริง แสดงข้อมูลให้เห็นว่าบรรพชนชาวโปลินีเชียนได้รอนแรมข้ามแผ่นฟ้ามหาสมุทรไปยังจุดหมายทางทะเลอันไกลโพ้น โดยมิได้มีเครื่องไม้เครื่องมือตามแบบอย่างวิทยาการสมัยใหม่แต่ประการใด

พวกเขาใช้ประสาทสัมผัสและการสังเกตจากธรรมชาติรอบกายทั้งจากกระแสคลื่นลม ฝูงนกปลา ตลอดไปจนถึงเดือนดาราบนฟากฟ้าเป็นเครื่องนำทาง อันเป็นเครื่องชี้ว่าวิทยาการทางด้านดาราศาสตร์ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับบรรพชนของเราและถูกนำมาใช้ประโยชน์หลายร้อยหลายพันปีแล้ว การเรียนรู้เรื่องราวของจักรวาลอันลี้ลับในทุกวันนี้ล้วนแต่เป็นการต่อเติมเสริมยอดความรู้ที่เหล่าบรรพชนได้สะสมไว้ทั้งสิ้น

บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2011, 11:05:15 AM »

สนุกมากๆ ป้าฯเล่า "เมานาเกีย"
คนอ่าน อ่านแล้วเหมือนได้ไปตะกายสวรรค์ด้วยเลย

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2011, 10:40:01 AM »


ขอบคุณค่ะ

ชื่นใจมากที่สนใจติดตามอ่าน มีคำแนะนำหรือความเห็นเพิ่มเติมอย่างไร กรุณาเขียนเข้ามาติชมได้นะคะ  ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2011, 10:50:12 AM »




ในช่วงปลายเดือน “เมษาฮาวาย” ที่ผู้เขียนไปเยือนเกาะใหญ่นั้น ตรงกับเทศกาล Merrie Monarch Festival ผู้เขียนเข้าใจเอาเองว่าคงเป็นเทศกาลประกวดผีเสื้ออะไรซักอย่าง เพราะหน่วยความจำในสมองเคยบันทึกเรื่องของ Monarch Butterfly เอาไว้ ดังกระทู้เก่าที่เคยนำเสนอไว้ในเว็บตุลาไทยแห่งนี้ จึงคลาดโอกาสอันสำคัญไม่ได้เข้าไปร่วมงานอันยิ่งใหญ่ของชาวเกาะแห่งนี้

งานเทศกาล Merrie Monarch Festival เป็นงานแสดงศิลปหัตถกรรมทำด้วยมือ สิ่งของเครื่องใช้พื้นเมืองหลายหลากชนิด ตลอดไปถึงการประกวดแข่งขันเต้นรำระบำฮูลา เพื่อเทิดพระเกียรติแด่อดีตพระบรมกษัตริย์ทรงพระนามว่า เดวิด คาลาคาอัว “David Kalakaua” (คศ.1874 - 1891) ที่ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดทั้งภาษาถิ่นให้เป็นมรดกทางอารยธรรมอันมั่นคงแก่ชาวฮาวายตราบถึงปัจจุบัน

ระบำฮูลา มีต้นแบบมาจากบรรพชนโปลินีเชียนบนเกาะฮาวายแห่งนี้ ต้นแบบดั้งเดิมเป็นการร่ายรำคลอเคลียไปกับบทสวดและเครื่องดนตรีพื้นเมืองทำจากกะโหลกกะลา ในสมัยหนึ่งการเต้นรำฮูลาบูชาเทพเจ้าถือเป็นสิ่งต้องห้ามร่วม 70 ปี อันเนื่องมาจากการรุกรานทางวัฒนธรรมของคริสต์ศาสนา นิกายโปรเตสแตนท์ ในยุคล่าอาณานิคมของคนขาว ต่อเมื่อได้รับอิทธิพลจากดนตรีตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 19 – 20 จึงได้รับความนิยมเผยแพร่ไปในยุโรปและญี่ปุ่น ว่ากันว่าในแดนปลาดิบของพี่ยุ่นนั้น ทุกวันนี้มีโรงเรียนสอนเต้นรำระบำฮูลามากกว่าบนเกาะฮาวายเจ้าตำรับเสียอีก  ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2011, 10:53:25 AM »





ในยุคที่ชาวผิวขาวได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือชาวพื้นเมืองฮาวายนั้น ได้มีการออกกฎหมายบังคับให้ใช้ภาษาอังกฤษในโรงเรียน ผู้ที่ฝ่าผืนหวนกลับไปใช้ภาษาเดิมได้รับการลงโทษบ้างก็โดนตีแสกหน้า บ้างให้อดอาหารทานได้แต่ขนมปังกับน้ำ เป็นต้น แม้แต่ชื่อสถานที่ ถนนหนทางของชาวบ้านร้านถิ่นต่างก็ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาต่างด้าว จากการสำรวจในปี 2001 พบว่ามีประชากรที่ใช้ภาษาฮาวายติดต่อสื่อสารกันเหลืออยู่เพียง 0.1 % เท่านั้น

ต่อมา ชาวเกาะฮาวายได้ก่ออารยะขัดขืนฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นอันเป็นมรดกตกทอดมาแต่ครั้งบรรพชน  พวกเขาเร่งเปิดสอนโรงเรียนที่ใช้ภาษาฮาวาย ชื่ออาคารสถานที่ทั้งในเมืองลามไปถึงป่าเขาให้กลับไปใช้ภาษาดั้งเดิมของบรรพชนคนโปลินีเชียน แม้แต่ทีมอเมริกันฟุตบอลของพวกเขาก่อนลงแข่งต้องเอานักกีฬาและผู้ฝึกสอนมามาสุมหัวรวมกันแล้วร้องตะโกนคำปลุกใจพร้อมกันดังๆ ว่า “คาเมฮาเมฮา !! Kamehameha !! ” อันเป็นพระนามของพระปฐมบรมกษัตรย์ที่พวกเขาเคารพนับถือ ในสมัยที่ผู้เขียนไปเยือนเมืองโฮโนลูลูเมื่อ 2- 3 ปีก่อน ต้องฝึกพูดภาษาอะโลฮากับไกด์นำเที่ยวที่ตั้งอกตั้งใจสอนนักท่องเที่ยวไปตลอดทาง  ยิงฟันยิ้ม

ในภาพนี้ ทางด้านซ้ายมือของภาพจะเห็นห้องเรียนภาษาฮาวาย เปิดสอนให้กุลบุตรลูกหลานและประชาชนคนที่สนใจโดยทั่วไป ส่วนป้าแก่ๆ ที่นั่งเป็นนางแบบในภาพใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองลาวพวนจากเมืองไทย กลมกลืนไปกับผ้าลายดอกสีสดใสของชาวฮาวาย เดินทางไปถิ่นใดล้วนแต่ได้รับคำทักทาย Aloha !! อะโลฮา สวัสดีค้า เพราะนึกว่าเป็นพวกเดียวกัน  ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2011, 17:42:29 PM »





ในขณะที่อีกมุมหนึ่งของห้องนิทรรศการนำเสนอเรื่องราวการสำรวจท้องฟ้ามหาสมุทรของบรรพชนชาวโปลินีเชียน ส่วนอีกมุมหนึ่งได้นำเสนอเรื่องราวของการสำรวจจักรวาลและอวกาศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่คู่ขนานกันไปได้อย่างกลมกลืน ส่วนที่โดดเด่นในห้องนิทรรศการนี้ คือการเสนอข้อมูลเน้นหนักทางด้านการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของจักรวาล ปรากฏการณ์ทางด้านดาราศาสตร์ที่สำคัญ ชีวิตและการทำงานของนักดาราศาสตร์ ตลอดไปถึงพัฒนาการทางด้านการสำรวจจักรวาลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าจักรวาลกำเนิดจากมวลสารที่อัดตัวกันหนาแน่นและมีความร้อนสูง เกิดการแตกระเบิดครั้งใหญ่ หรือ บิ๊กแบง (Big Bang) ขยายตัวออกไปในอัตราความเร็วที่สูงยิ่งและในปัจจุบันการขยายตัวของจักรวาลยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีพื้นฐานความเชื่อมาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะเรืองนามแห่งศตวรรษที่ 20 

นอกเหนือจากแผ่นป้ายนิทรรศการแล้ว ศูนย์แห่งนี้ยังจัดให้มีห้องฉายหนังสารคดีและท้องฟ้าจำลองที่นำเสนอเรื่องราวของจักรวาลและงานสำรวจอวกาศที่น่าสนใจยิ่ง

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2011, 17:48:02 PM »





โดยพื้นฐานความรู้ของผู้เขียนที่รู้จักคุ้นเคยเรื่องราวของจักรวาลและอวกาศ จากเพลง “ดาวลูกไก่” ในสมัยของคุณพร ภิรมย์ และบรรดา “ดาวไถ” ตามท้องถนนเพียงเท่านั้น เมื่อได้มีโอกาสมาใกล้ชิดกับเหล่าบัณฑิตผู้มีความรอบรู้อย่างลึกซึ้ง ทำให้รู้จักเรื่องราวของจักรวาลอันกว้างไกลมากยิ่งขึ้น  ยิงฟันยิ้ม

ฉะนั้น เนื้อหาบางส่วนที่พยายามนำเสนออยู่นี้ อาจสอดแทรกเนื้อหาทางวิชาการอยู่บ้าง แต่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านที่จะได้ปะติดปะต่อเรื่องราวในสารคดีที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจจักรวาลและดวงดาวที่ผู้เขียนจะนำเสนอในชุดต่อไป

การศึกษาเรื่องราวของจักรวาลในทุกวันนี้ มิใช่การเรียนรู้เรื่องราวของดวงดาวที่มองเห็นด้วยตาเปล่าเหมือนในอดีต หรือมิใช่การศึกษาตำแหน่งของดาวมฤตยูเคลื่อนมาทับดาวราหู แล้วบอกได้ว่าดาราคนนั้นตั้งท้องกับคนนั้นคนนี้ หรือพยากรณ์ล่วงหน้าออกสื่อว่าโลกจะแตก ฟ้าจะถล่มทลายให้สังคมไทยที่อ่อนไหวอยู่แล้วเกิดความแตกตื่นโกลาหล อันเป็นการอาศัยความรู้ทางด้านโหราศาสตร์มาเลี้ยงชีพโดยมิชอบของโหราจารย์บางคน แต่นักดาราศาสตร์เขาศึกษาเรื่องราวของดวงดาว ทำการสืบค้นถึงต้นกำเนิดและความโยงใยอันอาจจะนำมาซึ่งประโยชน์โพดผลทางวิชาการ อาจจะนำมาซึ่งทรัพยากรทั้งสสารและพลังงานอันมากมายมหาศาลจากห้วงอวกาศ  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมวลมนุษยชาติให้ดีขึ้นและดำรงอยู่ได้ทั้งในปัจจุบันตลอดไปจนถึงอนาคต

ในภาพที่เห็นคือ เนบิวล่าหัวม้า (Horsehead Nebula) ได้รับการบันทึกภาพครั้งแรกในปี คศ.1888 ณ หอดูดาววิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard College Observatory) จะสามารถมองเห็นกลุ่มมวลสารที่ก่อตัวคล้ายเมฆหมอกเปล่งรังสีออกมา เนบิวล่าดังกล่าวนี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,500 ปีแสง ซึ่งระยะทาง 1 ปีแสง หมายถึง “ระยะทาง” ที่แสงอันมีความเร็ว 299,792.458 กิโลเมตร/วินาที เดินทางในเวลา 1 ปี มีค่าเท่ากับ 9,460,730,472,580.8 กิโลเมตร

ดังนั้น ภาพของเนบิวล่าที่มองเห็นอยู่นี้ จึงเป็นภาพในอดีต ถึงเวลาป่านฉะนี้อาจเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปเป็นรูปทรงอย่างอื่นไปแล้วก็ได้ ภาพนี้ได้รับการบันทึกไว้เมื่อ 3-4 วันมานี่เอง โดยตากล้องและนักดาราศาสตร์สมัครเล่น ขออภัยที่มิได้เอ่ยนาม

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2011, 17:51:53 PM »





ภาพ : GalynaP


ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ได้สำรวจจักรวาลและอวกาศโดยทำการศึกษาเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดเฉพาะจุดอันเป็นส่วนปลีกย่อยบนฟากฟ้า อีกทั้งทำการศึกษาจักรวาลยาวไกลออกไปเรื่อยในระยะที่ตาเปล่าและกล้องโทรทรรศน์ (Telescope – ผู้เขียนขอเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า กล้องดูดาว) ไม่สามารถมองเห็นหรือบันทึกรายละเอียดของวัตถุนั้นได้ เพราะเทหวัตถุบนฟากฟ้าที่ศึกษานั้น มิได้จำกัดอยู่เฉพาะดวงดาว หากแต่รวมถึงมวลสารและพลังงานที่แผ่อยู่ทั่วทั้งจักรวาลอีกด้วย

ดาราศาสตร์สมัยใหม่ก้าวไกลไปถึงการสำรวจจักรวาลโดยรับเอาแถบสัญญาณคลื่นวิทยุและแถบรังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic spectrum) ในช่วงความถี่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เช่น รังสีอินฟราเรด รังสีอุลตร้าไวโอเลต รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมมา เป็นต้น แล้วนำเอาแถบสัญญาณที่ได้รับมานั้น ศึกษาวิเคราะห์ส่วนประกอบของเทหวัตถุบนฟากฟ้านั้น ว่าประกอบด้วยมวลสารใดบ้าง มีการดำรงอยู่และพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่นอีกมากมาย

ภาพที่นำมาประกอบเป็นกลุ่มจานรับสัญญาณโทรทรรศน์วิทยุ Very Large Array Radiotelescope ตั้งอยู่ที่มลรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยจานรับสัญญาณ 27 จาน แต่ละจานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 เมตร วางเรียงรายกันเป็นรูปอักษรตัววาย ใช้ศึกษาคลื่นวิทยุจากแกแล็กซี่ ควอซาร์ พัลซาร์ ซูเปอร์โนวา หรือดาวระเบิด หลุมดำ ตลอดไปถึงคลื่นสัญญาจากกาแล็กซี่ทางช้างเผือก อันเป็นที่ตั้งระบบสุริยจักรวาลของเราเองด้วย นอกจากนั้น ยังมีส่วนช่วยในโครงการเซติ (SETI - Search for Extra-Terrestrial Intelligence) เพื่อสืบค้นหาสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกอีกด้วย

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2011, 18:03:03 PM »





นับตั้งแต่ กาลิเลโอ ได้ประดิษฐ์กล้องดูดาวขึ้นในปี คศ.1609 ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นจักรวาลอันกว้างไกลที่ตาเปล่ามองไม่เห็น อีกทั้งการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์ในปัจจุบันได้พัฒนาไปมาก มิได้จำกัดอยู่ที่การรับสัญญาณภาพจากกล้องดูดาวแต่อย่างเดียว หากแต่นำเอาความรู้ทางด้านคลื่นวิทยุและคลื่นแสงที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามาใช้ประโยชน์ เพื่อศึกษาล้วงลึกเข้าไปในรายละเอียดและความลี้ลับอันเป็นปริศนามาตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” บนดาวพระเคราะห์โลกอีกด้วย

ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า นักดาราศาสตร์ที่มีเรียกชื่อภาษาอังกฤษว่า Astronomer แต่มีบางคนที่ปฏิบัติงานอยู่บนยอดเขาเมานาเกีย มีตำแหน่งงานเรียกว่า Astrophysics Astronomer ทำหน้าที่ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ศึกษาด้านการเปล่งแสง ความหนาแน่นของมวล อุณหภูมิและคุณสมบัติทางเคมีของเทหวัตถุบนฟากฟ้า อีกทั้งยังมีกลุ่มงานและตำแหน่งแยกย่อยศึกษาทางด้านคลื่นวิทยุโดยเฉพาะก็มี

ศูนย์ดาราศาสตร์แห่งยอดเขาเมานาเกีย จึงเป็นศูนย์รวมของกลุ่มหอดูดาวหลายหลากชนิดและเหล่านักดาราศาสตร์เรืองนามที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่ ในยามที่มนุษย์คนอื่นนอนหลับสนิท แต่พวกเขาผลัดเวรกันมานั่งถ่างตาดูท้องฟ้าในยามค่ำคืน อันถือว่าเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในนามของมวลมนุษยชาติ จึงเป็นสถานที่น่าสนใจติดตามเป็นอย่างยิ่ง

อีกประการหนึ่ง การตื่นตัวทางด้านการศึกษาดาราศาสตร์ในเกาะใหญ่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่นักดาราศาสตร์มืออาชีพเท่านั้น หากแต่ได้ขยายตัวออกสู่ชุมชน จึงสามารถพบเห็นบางบ้านเรือนมีกล้องดูดาวส่วนตัวติดตั้งไว้ตามระเบียงบ้านอยู่ทั่วไป

ในขณะที่นักดาราศาสตร์มืออาชีพจำกัดพื้นที่การศึกษาท้องฟ้าในขอบเขตที่แคบลงและหอดูดาวแต่ละแห่งจะมีโครงการเฉพาะในการศึกษาเทหวัตถุบนฟากฟ้าในพื้นที่อวกาศเฉพาะแห่งภายในคาบเวลาที่จำกัด อันเนื่องมาจากเป้าหมายและงบประมาณที่ระบุไว้อย่างชัดเจน มิได้ส่ายกล้องกวาดจับภาพไปทั่วท้องฟ้าดังที่ผู้เขียนเข้าใจมาแต่เดิม ดังนั้น การศึกษาจักรวาลและดวงดาวของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นที่มีความเป็นอิสระ จึงอาจสามารถตรวจพบปรากฏการณ์บนท้องฟ้าบางอย่าง อันนำไปสู่การถกเถียงทางวิชาการในหมู่นักดาราศาสตร์มืออาชีพได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างการตรวจพบซูเปอร์โนวา หรือดาวระเบิด หรือการค้นพบจุดดับบนดวงอาทิตย์ เป็นต้น

จึงมีบ่อยครั้งที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นได้รับเกียรติให้นำชื่อตัวไปตั้งเป็นชื่อของปรากฏการณ์ที่ค้นพบนั้น สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนคนที่สนใจโดยทั่วไป ได้กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมในการศึกษาด้านดาราศาสตร์มากยิ่งขึ้น และในอนาคตอันใกล้ท่านผู้อ่านอย่าได้ตกใจ ถ้าได้พบว่าชื่อเข้ารหัส  “JumJim C 251” อาจได้รับเกียรติให้เป็นชื่อดาวหางดวงใหม่ที่โคจรมาใกล้ระบบสุริยจักรวาลของเราก็อาจเป็นได้  ยิงฟันยิ้ม

ในภาพเป็นข้อมูลแสดงแถบสัญญาณแสงและคลื่นวิทยุที่ใช้ศึกษาด้านดาราศาสตร์ภายในห้องนิทรรศการของศูนย์นวัตกรรมทางด้านดาราศาสตร์แห่งฮาวาย

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2011, 08:03:59 AM »





เพื่อให้เกิดการสื่อสารเข้าใจตรงกันในกรณีศึกษาแถบรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ Electromagnetic Spectrum จากแผนภูมิในภาพที่นำเสนอจากส่วนล่างสุดแสดงอุณหภูมิ (Temperature) ของแต่ละช่วงความถี่ ถัดขึ้นไปเป็นความถี่ (Frequency) ส่วนถัดขึ้นไปอีกเป็นขนาดเปรียบเทียบความยาวคลื่นกับวัตถุ ตามด้วยชนิดของคลื่นและคุณสมบัติการทะลุทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศของโลกของรังสีแต่ละชนิด

จากแถบสี หรือ Spectrum ในภาพที่ระบุชื่อ ความถี่ หรือ เฮิรตส์ Frequency (Hz) นั้น ให้สังเกตแถบสีรุ้งตรงกลางภาพเรียงลำดับจากขวามาหาซ้าย หรือจากคลื่นสั้นมาหาคลื่นยาว ช่วงคลื่นสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง มนุษย์สามารถมองเห็นได้เทียบขนาดได้เท่ากับโปรตัวซัวส์ (Protozoans) ส่วนความยาวหรือความสั้นของคลื่นนอกเหนือจากนี้มนุษย์มองไม่เห็น

มวลสารต่างชนิดกันจะแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแตกต่างกันและแถบคลื่นที่ได้จากการบันทึกของเครื่องตรวจจับรังสีจะถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ล้วนแล้วแต่เพื่อประโยชน์ในด้านวิทยาการอันเป็นคุณแก่มวลมนุษยชาติ

บันทึกการเข้า
JumJim
Sr. Member
****
กระทู้: 652


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2011, 08:07:38 AM »



ภาพ : NASA


เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ ตรงกับ 05.56 น. เวลาแปซิฟิก ผู้เขียนนั่งดูการถ่ายทอดสดจากฐานปล่อยกระสวยอวกาศเอ็นดีฟเวอร์ (Space Shuttle  Endeavour) จากแหลมคานาเวอรัล มลรัฐฟลอริด้า ขณะนี้ยานเอ็นดีฟเวอร์ได้เข้าสู่วงโคจรบนห้วงอวกาศเรียบร้อยแล้ว เพื่อปฏิบัติภารกิจในคาบเวลา 14 วัน ก่อนจะกลับสู่พื้นโลกในต้นเดือนหน้า อันเป็นภารกิจสุดท้ายก่อนที่จะถูกปลดระวางของกระสวยอวกาศลำนี้

ภารกิจอันสำคัญอย่างยิ่งยวดในเที่ยวบินนี้คือการนำเอาเครื่องตรวจวัดคลื่นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าอัลฟ่า Alpha Magnetic Spectrometer (AMS) และชิ้นส่วนเสาอากาศวิทยุคลื่นสั้น ตลอดทั้งชิ้นส่วนงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ไปส่งให้สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) ที่ลอยอยู่ในวงโคจรรอบโลก โดยเครื่องตรวจวัดคลื่นรังสีดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของสถาบันทางวิทยาศาสตร์ 60 แห่ง จาก 16 ประเทศ เพื่อตรวจวัดคลื่นรังสีอัลฟ่าในห้วงอวกาศ อันจะนำมาสู่การไขปริศนาอันลี้ลับของจักรวาลในลำดับต่อไป สำหรับกระสวยอวกาศเอ็นดีฟเวอร์ประจำอยู่บนฐานปล่อยที่เห็นในภาพนี้ ถ่ายไว้เมื่อวานนี้และเผยแพร่ออกสู่สาธารณะโดยองค์การนาซ่า


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 พฤษภาคม 2011, 19:12:47 PM โดย JumJim » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!