บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2017, 10:36:24 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ว่าด้วยการเลี้ยงลูกวัยรุ่น  (อ่าน 6520 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 25 มิถุนายน 2011, 08:01:28 AM »

และแล้วลูกๆ ก็เข้าสู่วัยรุ่น
วัยก่อนหน้าเราเข้าป่าไม่กี่ปี
มีเรื่องที่ไม่เพียงแต่ลูกต้องปรับตัว
พ่อแม่ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2011, 08:08:27 AM »

"นี่เธอ ไปช่วยลูกเขียนสุนทรพจน์หน่อยสิ"  คำสั่งจาก ผบ.ใหญ่
"เฮ่ย นี่ลูกเราจะไปลงเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฏานี่เหรอ  ถึงจะได้ไปกล่าวสุนทรพจน์"  นายกองทำท่าสงสัย
"ไม่ใช่  วันที่ 26 มิถุนานี้เป็นวันสุนทรภู่  โรงเรียนเขาจะให้ไปกล่าว"
อ้อ เพิ่งรู้ว่า  ก้าวแรกของการเป็นวัยรุ่นของลูกคือต้องไปกล่าวสุนทรพจน์
"แต่เขาไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไร"  ผบ. เริ่มทำเสียงขุ่น  เมื่อนายกองทำท่าทีเบี่ยงบ่าย
ก็ไปเคาะๆ ไปจากคอมพิวเตอร์มาสิ   ถ้าเขาทำอย่างนี้กันทุกปีก็คงต้องมีคนเขียนไว้บ้างล่ะน้า ไม่ต้องกังวลหรอก
ก็ใช้กูเกิ้ลให้เป็นประโยชน์บ้างสิ  ไม่ใช่เอาแต่เล่นเกมส์
ไม่รู้อะไรก็ถามมันบ้าง  แต่พอจะพูดคำนี้ออกไป  ก็รู้สึกว่าไม่ดี  เพราะหากลูกเอาแต่พูดและได้คำตอบจากเครื่องคอมพิวเตอร์ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ ลูกคงหายไปหมด
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน  พ่อนั่งทำด้วย  ลองเปิดจากที่มีคนเคยทำไว้บ้างแล้วว่าเขาเขียนว่าอย่างไร  แล้วค่อยเอามาดัดแปลง  เติมความคิดของเราเข้าไป"

"เพื่อไม่ให้เพื่อนมันเบื่อเวลาพูดจะทำอย่างไร เพราะขึ้นกลอนปุ๊ปมันก็พากันหาวปั๊บ"  ลูกถาม
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน  เอาเรื่องในเฟซบุ๊คมาเป็นตัวล่อ หรือตัวจุดชนวนทางความคิด"  นายกองออกไอเดียอันบรรเจิดอีก
สุดท้ายก็ได้ต้นร่างมาดังนี้....
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2011, 08:10:32 AM »

“ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย”

เมื่ออ่านกลอนนี้ขึ้นทุกครั้ง    ไม่ต้องบอกทุกคนก็คงสัมผัสในใจได้ว่านี่จะต้องเป็นรจนาออกมาของท่านสุนทรภู่กวีเอกที่มีชีวิตอยู่ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นแน่แท้    ด้วยการใช้คำที่มีสัมผัสนอกและสัมผัสในอย่างแพรวพราวเช่นนี้จะหาใครมาเทียบเคียงได้อีกก็คงยากนัก          เฉกเช่นนี้ท่านจึงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือที่รู้จักกันในนามของยูเนสโก   ได้ประกาศเกียรติคุณท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปีเกิดของท่าน       และในวันที่ 26 มิถุนายน ก็จะได้มีการจัดงานเพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของท่านเป็นประจำทุกปี
แต่ในยุคที่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามีการสื่อสารไฮเทคต่างๆ เช่น เฟซบุ๊คนี้          พวกเราก็คงจะเห็นว่าได้มีการใช้ภาษาที่แปลกแตกต่างไปจากยุคของท่านสุนทรภู่   ต่อเนื่องมาจนถึงยุคของคุณคุณแม่ของเราไปมากมาย        ภาษาที่เราใช้ในทุกวันนี้มีทั้งการลดรูป มีการใช้สระผิดเพี้ยนเพื่อให้ดูโก้เก๋เป็นของใหม่ประจำสมัยไฮเทคของวัยรุ่นในยุคเรา      เช่นนี้จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องมาขบคิดว่า   แล้ว “สุนทรภู่” ยังจะมีชีวิตอยู่ในวงการการเขียนในสมัยใหม่ได้หรือไม่          ในประเด็นนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า “สุนทรภู่” ยังจะมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยของพวกเราได้      แม้จะไม่ใช่ด้วยการเขียนกลอนให้มีสัมผัสในและนอกอย่างแพรวพราวดังเช่นท่าน      แต่ ก็ด้วยความหมายหรือนัยยะที่แสดงออกมาทางถ้อยคำและลีลาที่ท่านใช้      ซึ่งพวกเราสามารถประยุกต์มาใช้ได้แม้แต่ในภาษาวัยรุ่นของเรา     โดยสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญจะขอนำเสนอโดยผ่านคำกลอนของท่าน ดังนี้

  "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์     มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
               ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด     ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”
การเขียนของท่านสุนทรภู่จะพุ่งตรงไปสู่จุดมุ่งหมายให้เข้าใจความได้อย่างชัดเจน      ไม่มีลักษณะกลอนพาไป      ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะปรับปรุงการเขียนในเฟซบุ๊คที่แม้จะใช้ภาษาในยุคของเรา ที่เราควรเขียนให้ได้ใจความกันอย่างกระชับชัดเจน     ลองสังเกตดูในเฟซบุ๊คนะครับว่ามีถ้อยคำจำนวนมากที่เป็นคำฟุ่มเฟือยหาสาระไม่ได้มากเพียงใด 

มาดูอีกตอนนะครับ
“เขาย่อมเปรียบเทียบความเมื่อยามรัก       แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน
ครั้นจืดจางห่างเหินไปเนิ่นนาน      แต่น้ำตาลก็ว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล”
วิธีการเขียนเช่นนี้เรียกว่าการเขียนให้แง่คิดซึ่งเราเรียกว่าคำคมสุภาษิต       ซึ่งในกวีนิพนธ์ของท่านสุนทรภู่มักจะสอดแทรกไว้อยู่เสมอ     การเขียนให้แง่คิดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราควรฝึกฝน    จะมีประโยชน์ไม่เพียงแต่เพื่อเตือนใจเราเอง       แต่ยังจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนฝูง ต่อการเรียนและต่อการทำงานที่ต้องพบกับผู้คนหลากหลายในวันข้างหน้าด้วย

บางคนอาจคิดว่าภาษากวีเป็นภาษาสูง  เป็นเรื่องของคนในรั้วในวัง   แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น   ภาษากวีของท่านสุนทรภู่มีการใช้ “ภาษาตลาด” อยู่มากมาย    ที่สำคัญอย่างยิ่งคือภาษาตลาดของท่านไม่หยาบโลน   ดังเช่น
             “แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ     ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
              รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา       รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”
คำว่า “ภาษาตลาด”  ก็อาจเทียบเคียงได้กับภาษาวัยรุ่นที่ใช้กันอยู่ในเฟซบุ๊คขณะนี้         ซึ่งผู้ใหญ่บางท่านก็อาจมองว่าเป็นการทำให้ภาษาวิปริตวิบัติไป   ในขณะที่พวกเราเห็นว่าเป็นของใหม่ เป็นของโก้เก๋ประจำยุคสมัยของเรา  แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่เราไม่ควรจะลืมคือไม่ว่าจะใช้ภาษาอย่างไรก็ต้องไม่หยาบโลน

การเขียนให้กระชับได้ใจความ  การเขียนให้ได้แง่คิดและการเขียนโดยใช้ภาษาธรรมดาแต่ไม่หยาบโลน จึงเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเรายังนำมาใช้ได้   เช่นนี้ก็จะกล่าวได้ว่าท่านสุนทรภู่ยังโลดแล่นอยู่ในเฟซบุ๊คของเรา
ในท้ายที่สุดนี้แม้บางคนอาจคิดในใจว่าทำไม่ได้อย่างนั้นหรอก          ข้าพเจ้าก็ขอปิดท้ายด้วยสิ่งที่ทุกคนทำได้แน่ๆ นั่นคือ 
 
             “ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์       มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
              แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร      จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”

   พูดดีเป็นศรีแก่ปาก   พูดดีมีแต่คนรักครับ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 เมษายน 2012, 20:51:10 PM »

ระหว่างนั่งเครื่องผ่านทะเลจีนตะวันออก  ในเช้าวันที่ 11 เมษายน  ในใจก็หวั่นๆ อยู่เพราะได้ยินว่าเกาหลีเหนือจะยิงจรวดผ่านมาทางนี้  และทางญี่ปุ่นก็เตรียมรับมืออย่างเต็มที่  ในทำนองว่าถ้าผ่านมาก็จะยิงสกัดนั่นแหละ
แถมตอนเครื่องจะออก กัปตันยังประกาศว่าขอให้รออยู่ในเครื่องอีก 30 นาที  เพราะทางสนามบินญี่ปุ่นประกาศเคอร์ฟิวส์  จึงต้องดึงเวลาให้ไปลงหลังจาก 6 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น
บรรยากาศแบบนี้ทำให้ในใจก็ประหวั่นพรั่นพรึงอยู่เหมือนกัน  เกรงว่าเกาหลีเหนือจะยิงจรวดมาจริงๆ แล้วถ้ามาจ๊ะเอ๋แล้วตลุมบอนกันตรงกลางทางที่เป็นเส้นทางการบิน  จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น

"ทำไมเกาหลีเหนือจึงต้องพัฒนาจรวด"  ลูกวัยรุ่นถาม   และต่อว่า "ทำไมเขาไม่เอางบประมาณไปหาอาหารให้คนของเขากิน  เพราะได้ยินว่าคนของเขายังอดหยากอยู่มาก"

นั่งคิดอยู่หลายวันว่าจะตอบอย่างไร
พอดีเย็นนี้เห็นข่าวที่พระราชสำนักที่สมเด็จพระเทพฯ ได้ไปเยือนป้อมที่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์การป้องกันทางทะเลของเกาะฮ่องกงด้วย   ทางผู้บรรยายได้บรรยายถึงตอนที่อังกฤษส่งเรือรบเข้ามาเพราะจีนสั่งห้ามขายฝิ่น  เกิดเป็นสงครามฝิ่นแล้วลงเอยด้วยจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้   จนต้องยอมให้มีการสูบฝิ่นอย่างเสรีในประเทศจีน   จนจีนกลายสภาพเป็นคนแก่ขี้โรค

นึกขึ้นมาได้จึงเล่าให้ลูกวัยรุุ่นฟังว่า  ของไทยเราก็เหมือนกัน  ฝรั่งเศสส่งเรือรบเข้ามาแค่สองลำ  มาปิดปากอ่าวไทย  เราก็ต้องยอมแพ้ยอมให้ฝรั่งได้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตไป

ที่ผ่านมาเป็นเพราะเราอ่อนแอจึงถูกประเทศที่ใหญ่กว่าแข็งแรงกว่าข่มเหงเอาได้ตามอำเภอใจ

ดังนั้นประเทศเล็กๆ จึงต้องพัฒนากองกำลังของตนก็มีเหตุผลของเขา

ก็เพราะเขาไม่ยอมให้ประเทศใหญ่เข้ามาข่มเหงเอาได้อย่างง่ายๆ นั่นเอง
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 เมษายน 2012, 12:00:35 PM »

http://www.oknation.net/blog/twin/2012/04/19/entry-1

ขอขอบคุณภาพจากเจ้าของบล็อก

แล้วค่อยมาว่ากันต่อสำหรับคำถามของวัยรุ่นว่าทำไมคนเกาหลี(เหนือ)จึงเชิดชูบูชาผู้นำของเขาดุจเทพเจ้า

ส่วนคนเกาหลี(ใต้) ก่นด่าผู้นำทุกรุ่นของตัวเอง
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 19 เมษายน 2012, 15:35:26 PM »

ทีอินเดียยังยิง อัคนี 5 ได้ ไม่เห็นใครว่าอะไร

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000048651
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!