บ้านตุลาไทย
24 เมษายน 2018, 09:33:24 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำท่วมครั้งใหญ่ให้แง่คิดอะไรแก่เราบ้าง  (อ่าน 16261 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2011, 20:51:56 PM »

แม้น้ำจะยังไม่ทันหมดไป

สำหรับกรุงเทพถือว่าเป็นช่วงแห่งวันก่อนวิกฤตสุดๆ  

แต่ก็อยากขอเปิดหัวข้อนี้ไว้  เพราะมีคนตั้งคำถามและให้คำตอบมาบ้างแล้ว   เจ๋ง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 พฤศจิกายน 2011, 21:49:49 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2011, 20:54:52 PM »

รศ.ศรีศักร วิพากษ์น้ำท่วม “น้ำล้างแผ่นดินได้ แต่ล้างความชั่วของคนไม่ได้”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   4 พฤศจิกายน 2554 17:14 น.   

รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม

       เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่น้ำเริ่มเข้าท่วมพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย และไหลต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้งมายังกรุงเทพมหานคร จนในขณะนี้เมืองหลวงของประเทศหรือกรุงเทพฯ เหลือพื้นที่แห้งอยู่อีกไม่มากนัก เพราะส่วนที่เหลือได้ถูกสายน้ำเข้าไปจับจองพื้นที่ไว้เป็นที่เรียบร้อย
       
       รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา ผู้ผ่านประสบการณ์น้ำท่วมกรุงมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2485 ได้มาบอกเล่าความรู้สึก ความคิดเห็น ต่อเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้
       
       "ช่วงปี 2485 ผมอายุ 4 ขวบ ตอนนั้นผมอยู่แถวๆ บางลำพู แถวตรอกบวรรังษี น้ำท่วมจนพ่อต้องต่อเรือบดเล็กๆ ไปทำงาน กรุงเทพฯ ก็ท่วมกันหมด รู้สึกว่าคนก็สนุกกันดี ผมก็ยังเล่นน้ำสนุก สมัยนั้นคนไม่เป็นโรคกลัวน้ำ ตอนนั้นน้ำท่วมทั่วกรุงเทพฯ แต่ท่วมแบบไม่มีสิ่งกีดกั้น น้ำมาแล้วก็ไป แล้วก็เป็นน้ำสะอาด สนุกจะตายไป เพราะถิ่นฐานของกรุงเทพฯ มันอยู่กับน้ำ"


น้ำท่วมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ

       "ในสมัยรัชกาลที่ 5 เราสร้างถนนขึ้นมาหลายสาย แต่เราก็ยังอยู่กับน้ำ กรุงเทพมีคลองสานไปสานมาตลอด มีการระบายน้ำออกระบายน้ำเข้า เมื่อน้ำมาแล้วมันก็ไป แต่ตอนนี้ที่น้ำไม่ไปเพราะบ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม เราทำทุกอย่างขวางทางน้ำทั้งนั้น พูดง่ายๆ ว่ารัฐบาลห่วยมาหลายรัฐบาลแล้ว เห็นพื้นที่เศรษฐกิจดีกว่าพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน" รศ.ศรีศักร กล่าว
       
       รศ.ศรีศักร ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของเมือง ที่มีผลทำให้น้ำท่วมหนักขึ้นว่า "การเปลี่ยนแปลงของเมืองมีผลมาก ต้องท้าวความไปถึงสมัยจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นช่วงที่เปลี่ยนจากสังคมเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรม ในยุคนั้นมีการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานไปยังแหล่งทรัพยากรต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงพื้นที่เกษตรกรรม อะไรเข้าถึงทรัพยากรได้ก็ทำ อย่างพื้นที่ที่เสียหายมากๆ ที่นิคมโรจนะ ที่นั่นเป็นพื้นที่รับน้ำ เป็นท้องทุ่งของอำเภออุทัย แต่คนดันไปสร้างนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่นวนคร ลาดกระบัง มันเป็นพื้นที่รับน้ำทั้งนั้น ทางซีกตะวันออกของกรุงเทพฯ ก็พื้นที่รับน้ำทั้งนั้นเลย มันเอาความเป็นทุนนิยมเข้าไปใส่ ละเมิดพื้นที่ของน้ำ ก็เจอน้ำท่วมน่ะสิ"
       
       "สมัยโบราณที่เขาสร้างบ้านแปงเมือง ตั้งแต่โคราชลงมาถึงกรุงเทพมีลำน้ำลำคลองแยกแตกแขนงเป็นเหมือนซี่โครงเลย เพราะเขาจะระบายน้ำออกท้องทุ่งโดยเฉพาะทางด้านตะวันออกของกรุงเทพ คลองเชียงรากเป็นคลองแรกที่ระบายน้ำออกมา พอถึงรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงสั่งให้ขุดคลองระพีพัฒน์เชื่อมเพื่อจะเทน้ำออกทางตะวันออก อันนั้นสำคัญที่สุด และตอนที่เกิดน้ำท่วมปีนี้ เมื่อคลองเชียงรากแตก ก็กะจะผันน้ำออกคลองระพีพัฒน์ แต่มันไปไม่ได้เพราะติดพื้นที่อุตสาหกรรม ส่วนทางคลองรังสิตมาถึงคลองหก คลองพวกนี้ต้องผันน้ำออกไปทางตะวันออกทั้งนั้น แต่ก็ติดพื้นที่อุตสาหกรรมทั้งนั้นเหมือนกัน ที่จริงถ้าดูโครงสร้างสมัยรัชกาลที่ 5 คลองเหล่านี้มันต่อเชื่อมถึงคลองไชยานุชิตที่จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วไล่น้ำลงแถวๆ คลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ เขาทำระบบไว้หมดแล้ว แต่พอไล่น้ำไปไม่ได้เพราะติดพื้นที่อุตสาหกรรม น้ำก็เข้ามากระแทกกรุงเทพฯ กรรมเวรก็ตกมาถึงคนกรุงเทพฯ"


น้ำท่วมครั้งนี้ชาวกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆ ในภาคกลางเดือดร้อนหนัก

       เมื่อถามถึงวิธีแก้ปัญหา รศ.ศรีศักร กล่าวว่า "วิธีที่ดีที่สุด ต้องรื้อโครงสร้างใหม่หมดเลย สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะโครงสร้างการปกครองแบบอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพ มันไม่กระจายไปให้ท้องถิ่นดูแล รัฐบาลฉ้อฉล อีกอย่างหนึ่งคือโครงสร้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นทุนนิยมเสรีหรือทุนนิยมสามานย์ เน้นทำแต่อุตสาหกรรม พอน้ำท่วมคราวนี้ทั้งโครงสร้างการปกครองและโครงสร้างเศรษฐกิจก็พังหมด แต่ที่พังกว่าคือโครงสร้างสังคม ชาวบ้านรับเละเลย ถามว่าเวลานี้บอกให้คนอพยพๆ เขาจะออกได้ยังไง เพราะเขาต้องระวังสมบัติเขา ถามว่ารัฐบาลดูแลความปลอดภัยหรือเปล่า ตำรวจหายไปไหน ถ้าเป็นสังคมแบบเมื่อก่อน เวลาน้ำท่วมท้องถิ่นจะดูแลกันเอง หัวหน้าหมู่บ้านจะประชุมลูกบ้าน จะย้ายคนไปที่ตรงไหน จะไม่มาปล้นฆ่าขโมยของกัน เวลามีใครแปลกหน้าเข้ามาในท้องถิ่นเขาจะรู้ แต่ชุมชนแบบนี้ไม่มีแล้วในกรุงเทพ"
       
       นอกจากนั้น ความวุ่นวายหลังน้ำท่วมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าวิตก "หลังน้ำท่วมจะยิ่งหนักกว่านี้ คนจนจะไม่มีที่อยู่อาศัย ที่ดินชาวบ้านก็ไม่มีเพราะนายทุนยึดหมด รัฐบาลก็มุ่งฟื้นอุตสาหกรรม ไม่เคยฟื้นชาวบ้านเลย มีแต่ประชานิยมแจกเงินให้ชาวบ้านไปขอทาน ความเสื่อมของสังคมจะตามมา เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องแก้จากท้องถิ่น ไม่ว่าจะเสื้อเหลืองเสื้อแดงไม่ต้องคำนึง แต่ให้ช่วยกันรักษาแผ่นดินเกิดก่อน ทำให้เกิดความรู้สึกสำนึกว่าตรงนี้เป็นแผ่นดินเกิดของเรานะ คนไทยแม้จะหลากหลายเรื่องชาติพันธุ์ก็ตาม แต่เรามีแผ่นดินเกิดร่วมกัน อย่าไปสนใจรัฐบาลที่มันรวบอำนาจ ซื้อเสียงหาเสียง มันเป็นอสูรร้าย รัฐเป็นทรราชย์ คนในสังคมส่วนมากเป็นทรชน แต่คราวนี้ทรชนจมน้ำไปเยอะ"
       
       น้ำท่วมในครั้งนี้ได้นำพาเอาความเดือดร้อนไปทุกๆ ที่ที่เดินทางผ่าน แต่ก็ยังมีจุดดีเล็กๆ ที่ รศ.ศรีศักรกล่าวว่า ให้ถือว่าน้ำได้ชะล้างเอาความสกปรกของแผ่นดินออกไป
       
       "ข้อดีของน้ำท่วมคือมันช่วยล้างมลภาวะ สารพิษต่างๆ ล้างแผ่นดินได้สะอาดขึ้น และทำลายสังคมอุตสาหกรรมยับเยิน เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็มาตั้งตัวเป็นสังคมเกษตรกรรมสิ เลิกอุตสาหกรรมหนักไปเลย หันมาทำสังคมเกษตรด้วยเศรษฐกิจพอเพียง บ้านเรามีความหลากหลายทางชีวภาพมาก เรายังสามารถฟื้นได้ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งของอาหารโลกได้ แต่ไม่ใช่ด้วยเศรษฐกิจแบบทุนนิยม"
       
       "น้ำล้างมลภาวะของบ้านเมืองได้มาก ไล่น้ำเสียออกไป แต่ที่ไล่ไม่ได้คือความชั่วของคน คนสมัยนี้ทำบาปเยอะ ไม่พึ่งศาสนา ไม่มีจริยธรรม น้ำอาจจะล้างแผ่นดินได้สะอาดขึ้น แต่ถ้าล้างความชั่วของคนไม่ได้มันก็กลับสกปรกอย่างเก่า หรืออาจจะแย่กว่าเก่าเสียอีก" รศ.ศรีศักร กล่าวปิดท้าย
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2011, 07:59:17 AM »

อุทกภัยในไทยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของโลก
ที่ใหญ่ที่สุดสมัยเด็กๆ คงเคยผ่านตาหนังเรื่อง "แม่น้ำวิปโยค"  อากง อาม่าเราไปดูกันร้องไห้น้ำตาฟูมฟาย  เป็นหนังดังเรื่องหนึ่งในยุคนั้น
เหตุเกิดที่แม่น้ำฮวงโห (หวงเหอหรือแม่น้ำเหลือง) เมื่อปี 1931  หรือ 2474  จำนวนคนตาย 8 แสน ถึง 4 ล้าน คน (แสดงว่านับไม่ถ้วน เพราะสมัยนั้นเรื่องสำมะโนประชากรคงจะยังไม่ดี)
เรื่องของเรื่องคือ  ที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำเหลืองมีดินที่มีปุ๋ยอันอุดมมาตกตะกอนอยู่ทุกปี   คนจึงชอบที่จะลงไปเพาะปลูก
ทีนี้พอตะกอนตกหนาเข้าก็กลายเป็นที่ราบริมน้ำ   พอปลูกบ้านได้  คนก็เริ่มลงไปปลูกเรือนสร้างบ้าน
ก็อยู่กันมาหลายชั่วอายุคน  เป็นร้อยปีน้ำก็ไม่เคยท่วม  แม้จะมีคำบอกเล่าจากคนรุ่นปู่รุ่นย่า  แต่ในรุ่นนี้หรือคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ขึ้นไปอีกรุ่นสองรุ่นไม่เคยเจอ
ก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ   หมู่บ้านก็ขยายไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเมือง 
พอวันหนึ่งน้ำก็หลากมา   ดินริมน้ำกลายเป็นดินที่ยุบตัวง่าย   แค่น้ำพุ่งมาเมืองทั้งเมืองก็ยุบลงไปทั้งหมด
เคยดูหนังที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่จีน   อย่างนั้นจึงจะเรียกว่าสีนามิน้ำจืดตัวจริง  เพราะคลื่นน้ำซัดมาแบบนั้น   ไม่ใช่อย่างของเมืองไทยที่มาแบบ "เรื่อยๆ มาเรียงๆ"
คนจึงได้ตายนับล้านๆ คน

มาดูจากเรื่องราวเหล่านี้   บางครั้งก็เหนือการคาดการณ์  หรือคนเกือบทุกคนในสังคมก็พากันเชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้น
หากใครบางคนลุกขึ้นมาพูด  ก็จะถูกหาว่า "ไม่บ้า" ก็ "อยากดัง"

เหมือนกับในไทย  ผมว่าจริงๆ เขื่อนก็อยากเก็บน้ำไว้   เพราะกลัวน้ำจะไม่มี  ดูอย่างที่เชียงใหม่ก็มีโครงการผันน้ำจากเขื่อนแม่งัดไปแม่กวงซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณแล้ว  (ไม่รู้ว่าตอนนี้เขื่อนแม่กวงยังอยากได้น้ำจากเขื่อนแม่งัดอีกหรือเปล่า)  เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าฝนแล้ง   คือเจอแต่อัลนิลโญ่   จนเราแทบจะคิดว่าต่อจากนี้ไปคือ "โลกร้อน"  ซึ่งจะทำให้ "น้ำแห้ง" มากกว่า   เพราะฝนตกแบบสามวันสามคืนไม่หยุดแบบเราเคยเจอเมื่อตอนเด็กๆ ก็ไม่ได้เห็นมานานแล้ว   แต่ที่ไหนได้แค่ฝนตกมากวันหน่อย   น้ำกลับมาถล่มทลาย 

สวนผมที่ลำปางก็เจอปัญหาเรื่องการเก็บน้ำกับปล่อยน้ำมาตลอด   ในหน้าแล้งหรือช่วงฝนไม่ตกเขื่อนก็ไม่ปล่อยน้ำให้   บอกว่าต้องเก็บน้ำไว้   พอช่วงฝนตกเราไม่ต้องการน้ำสักหน่อย   วันดีคืนดีพี่แกก็ปล่อยน้ำมาให้ทั้งที่เราไม่ต้องการในขณะนั้น    เรื่องนี้ชาวบ้านเขาบ่นกันมานานแล้วเรื่องการบริหารน้ำ   ไม่รู้ว่าคนที่ควบคุมอยู่เขาใช้เกณฑ์มาตรฐานอะไร  คือออกจะขาดความรู้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในทุกระดับ

ก็ไม่อยากโทษใครมาก   แต่เจ้าหน้าที่ทุกระดับของกรมชลประทานต้องมาสังคายนาความรู้กันใหม่แล้วล่ะครับ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2011, 15:15:56 PM »

เมื่อเช้าเห็นข่าวหลายกระแสจากทางสื่อต่างๆ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า  "ถ้าท่วมระดับนี้คนกรุงเทพก็พอรับได้   ขอให้พอสัญจรไปมาได้ก็แล้วกัน"

ความหมายก็คือหากน้ำท่วมในระดับ 20-30 ซม. จากผิวถนน  รถเล็กยังสามารถวิ่งได้  เช่นนี้ก็พอทนกับสภาวะน้ำท่วมได้

เวลานี้เท่าที่สังเกต "น้องน้ำ" ก็คลายความฉุนเฉียวลงไปมากแล้ว   เพราะน้ำได้แผ่กระจายกว้างออกไป  จึงทำให้ระดับน้ำท่วมไม่สูงมากนัก

จึงเป็นข้อสรุปที่ออกจะเห็นตรงกันแล้วว่า  หากปล่อยให้น้ำเขาไหลไปตามธรรมชาติของเขาผลกระทบก็จะไม่รุนแรงเช่นนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาคือ การ "กั้นน้ำ"  เพราะการกั้นก็เหมือนกับทำเขื่อนดินกั้นน้ำไว้เหนือเขื่อน

เมื่อกั้นไม่ได้น้ำจึงทะลักพรั่งพรูกันลงมา  จนยากที่จะต้านทาน

แง่คิดประการที่หนึ่งได้ก็คือ  "อย่าได้ทำการกั้นน้ำปริมาณมหาศาล"   อีก

เพราะความคิดที่ตั้งเอาไว้ว่าจะไม่ยอมให้กรุงเทพจมน้ำท่วม  หรือต่อมาก็คือไม่ยอมให้กรุงเทพชั้นในจมน้ำ  นั้นเป็นความคิดที่ผิดทั้งเพ

เพราะจากการที่คิดว่าหากจมน้ำสี่ห้าวันจะทำความเสียหายอย่างมากแก่เศรษฐกิจ  กลับนำไปสู่การจมน้ำนานนับเดือน และเกิดความเสียสุดคณานับ

เข้าทำนองว่า "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" นั่นเอง

แต่ก็เป็นที่น่าตำหนิอย่างยิ่งด้วยที่เวลานี้มีความพยายามกั้นน้ำโดยใช้ถุงทรายใหญ่หรือบิ๊กแบ็กต่อไป  

ซึ่งหากกั้นน้ำไม่ให้เข้าวิภาวดีหรือดอนเมือง   น้ำจะขังอยู่ที่ไหน ก็ไม่พ้นบางบัวทองและนนทบุรีอีก

หรือความพยายามที่จะกู้ดอนเมือง   ก็ต้องถามว่าหากกั้นได้แล้วปั๊มน้ำออก  น้ำจำนวนมหาศาลจากดอนเมืองจะไปที่ไหน

ความจริงแล้วดอนเมืองได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดของตัวเองไว้แล้ว   นั่นคือได้รองรับน้ำจำนวนมหาศาลเอาไว้

หากน้ำเหล่านี้ไม่ขังอยู่ในดอนเมือง   น้ำที่ถาโถมเข้ากรุงเทพจะรุนแรงกว่านี้อีกหลายเท่า

แต่นี่ยังคิดจะปั๊มน้ำออก   ถ้าไม่รู้ว่าจะปั๊มไปที่ใดแล้ว   ก็เหลือแต่พื้นที่รอบๆ ดอนเมือง  หรือถนนพหลโยธิน วิภาวดีก็จะเป็นคลองส่งน้ำเข้าใจกลางกรุงเทพต่อไปไม่หยุดนั่นเอง !!!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤศจิกายน 2011, 17:24:16 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2011, 08:09:05 AM »

บอกให้ผันน้ำลงทะเลทางตะวันออก  ป่านนี้น้ำมันยังไปไม่ถึงเลย

ทำไมน้ำไม่ท่วมสุพรรณ  แม้คนตัวเตี้ยจะออกมาเถียงว่าสุพรรณก็ท่วม (แต่ท่วมทีหลังเฟ้ย  แถมยังท่วมไม่กี่จุด)

เขาว่ามีเบื้องหลังอย่างนี้

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000142180

ปัญหาที่เกิดก็เพราะนักการเมือง  เล่นการเมืองเพื่อการพาณิชย์นั่นแหละ  แทนที่จะเล่นการเมืองเพื่อประชาชน
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2011, 08:21:57 AM »

ต่างประเทศเขาเสนอถึงขนาดนี้


ธนาคารต่างประเทศ ระบุ กรุงเทพฯ จมลง ปีละ 10 ซ.ม. เป็นผลจากการสูบน้ำบาดาลจำนวนมาก รองรับความต้องการของคนในเมืองหลวง


รายงานจาก ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่เมื่อปีก่อน ระบุว่า กรุงเทพฯ จมลงปีละ 10 เซนติเมตร ช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ หลังปี 1970 เป็นผลจากการสูบน้ำบาดาลจำนวนมาก รองรับความต้องการของคนในเมืองหลวง 12 ล้านคน และโรงงานต่าง ๆ ปัจจุบัน อัตราดังกล่าว ลดลงเหลือน้อยกว่าปีละ 1 เซนติเมตร หลังจาก รัฐบาลออกมาตรการควบคุมการสูบน้ำบาดาล

ธนาคารโลก ทำนายว่า ภายในปี 2593 กรุงเทพฯ จะเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น 4 เท่า จากปัจจุบัน เพราะแผ่นดินทรุดลง ประกอบกับระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ขณะที่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งใน 10 เมืองของโลก ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด จากปรากฏการณ์น้ำท่วมชายฝั่ง ภายในปี 2613

ผู้เชี่ยวชาญ ชี้ตรงกันว่า การขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมสร้างความเสียหายรุนแรงแก่กรุงเทพฯ เพราะเหลือทางให้น้ำไหลน้อยมาก ทางการไทย จะต้องแก้ปัญหาการใช้ที่ดินในกรุงเทพฯ ปัญหาการวางผังเมือง และอาจต้องพิจารณาเรื่องย้ายโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือ อาจถึงขั้นต้องพิจารณาย้ายเมืองหลวง

Link : http://www.innnews.co.th/ธนาคารตปท-ระบุกทม-จมลงปีละ10ซ-ม--319734_04.html

......................................................

ปี 2593  ถ้าผมยังอยู่ถึงจะมีอายุ 92 ปีในปีนั้น  ไม่รู้ว่าจะมีวาสนาได้เห็นกรุงเทพจมน้ำหรือเปล่า  เวลานั้นลูกจะมีอายุ 55 ปั เท่ากับพ่อในตอนนี้
ส่วนปี 2613  คงไม่อยู่แน่แล้ว  เพราะปีนั้นจะมีอายุ 112   ปี   ส่วนลูกก็จะมีอายุ 75 ปี
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แค่รุ่นลูกเท่านั้นที่จะได้เห็นกรุงเทพจมน้ำแบบกู้ไม่ได้   (ไม่ถึงรุ่นหลานเสียด้วยซ้ำไป)
คิดเตรียมการตั้งแต่วันนี้  ก็ยังจะช่วยเหลือลูกๆ ของเราได้  ไม่ใช่ไปให้เขาตายเอาดาบหน้าเมื่อถึงวันนั้น
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน 2011, 21:54:41 PM »

เพื่อนชาวญี่ปุ่นเพิ่งเดินทางมาถึง

บอกว่า  คนญี่ปุ่นทุกวันนี้ติดตามข่าวน้ำท่วมไทยอย่างใกล้ชิดทุกวัน

จนคลองไหนเป็นคลองไหน  ถนนไหนอยู่ที่ไหนเขาแทบจะรู้จักพอๆ กับคนไทย  เพราะมีการบรรยายเหมือนศึกสงครามว่าน้ำกำลังรุกเข้าทางนั้นทางนี้

แถมกองกำลังใต้ดินจากน้ำที่ผุดขึ้นมาตามท่อคนญี่ปุ่นก็รู้จักเหมือนกันจากข่าว

คงเป็นเพราะญี่ปุ่นมีการลงทุนในไทยมาก   คนญี่ปุ่นจึงให้ความสนใจ  เขาว่าพอๆ กับเหตุการณ์สึนามิบ้านเขาเลยทีเดียว
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2011, 09:12:55 AM »

ผมได้รับข่าวสารต่อเนื่องอยู่เสมอ  มาพิจารณาดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าปีกทั้งสองขั้วมีความคิดแบบแปลกๆ อยู่ด้วย

ปีกหนึ่งก็จะคอยกระพือข่าวอยู่เสมอว่าน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอำมาตย์  โดยไล่เรียงมาจากชื่อเขื่อนโน่น  ซึ่งคนบ้องตื้นเท่านั้นที่จะคิดตามนี้  เพราะมันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงระหว่างเรื่องชื่อกับวิถีการปฏิบัติในการควบคุมจัดการน้ำของกรมชลและรัฐมนตรีที่มีอำนาจสั่งการ

พอน้ำมาถึงภาคกลาง จะท่วมกรุงเทพ   มีการกั้นน้ำ  ก็ไปโน่นว่าการกั้นน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพเป็นความคิดแบบอำมาตย์

อ้าว ก็น้ำมันท่วมทั่วทุกตัวคน  ไม่เลือกสี ไม่เลือกฝ่าย  ไม่เลือกยากดีมีจน  คุณก็ยังจะลากไปหาเรื่อง "อำมาตย์" อีกจนได้

นั่นก็เป็นขั้วหนึ่งที่สุดๆ ทางความคิดเหมือนกัน  

นี่ถ้าน้ำท่วมบ้านยิ่งลักษณ์อีก   คงได้เที่ยวพูดทางทีวีบ้าง วิทยุบ้างว่า  อำมาตย์ส่งน้ำไปท่วมบ้านยิ่งลักษณ์

ทั้งที่ทั้งหมดนี้เป็นความล้มเหลวของผู้บริหารปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

แต่อีกขั้วหนึ่งก็ไม่แพ้กัน

มีการเผยแพร่ข่าวรหัสลับ 11-11-11   ซึ่งผมเห็นแต่แรกก็ออกจะขำว่า  คงจะเป็นเรื่องตลกๆ ที่คิดขึ้นมาให้ได้หัวเราะกันในยามทุกข์จากน้ำท่วม

แต่เมื่อเห็นคุณมาลีรัตน์เอามาเผยแพร่ในบล็อกของเธออีก  ผมว่าเรื่องนี้ชักจะมากไป

ออกจะถึงขั้นพิกลพิการทางความคิด(ของทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียว) !!!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 พฤศจิกายน 2011, 09:41:09 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2011, 09:20:18 AM »

เช้านี้เฟซแถวๆ ผมมีมาอีกเรื่อง  "เรื่องแม่น้ำโขงจะท่วมเชียงรายมาถึงเชียงใหม่"

อ่านแล้วตลก   แต่ก็มีคนเชื่อตามไม่น้อย

เรื่องน้ำโขงหลากท่วมสองฟากฝั่งนั้นเป็นไปได้  และอาจดันน้ำกกให้สูงขึ้นมาจนถึงเชียงรายก็อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน

แต่นั่นหมายถึงว่าต้องมีน้ำโขงลงมาปริมาณมหาศาลและฝนตกแถวๆ เชียงรายต้องหนักด้วย

แต่โยงยังไง  ก็ไม่รู้ว่าจะถึงเชียงใหม่ได้อย่างไร  เพราะทิวเขาผีปันน้ำสูงใหญ่กั้นระหว่างสองจังหวัดนี้อยู่ทั้งเทือก

บางคนไปโน่น  จะท่วมโดยน้ำจากแม่น้ำโขงหลากเข้าสาละวิน

เอ้า ก็สาละวินมันอยู่ชายแดนแม่ฮ่องสอนโน่น

ผมว่าคุยไปคุยมา ปล่อยข่าวกันไปกันมา  ก็ชักเละเหมือนกันเวลานี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 พฤศจิกายน 2011, 09:37:06 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2011, 09:50:57 AM »

แต่อันนี้ของจริง  กลับไม่ค่อยมีคนฟังหรือนำไปคิดเพื่อเตรียมตัว

จากผู้จัดการออนไลน์  10 พ.ย. 54

       "นางคริสติน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ กล่าวเตือนเรื่องเศรษฐกิจโลกว่า ประเทศต่างๆ ในโลกกำลังเสี่ยงที่จะดิ่งลงสู่ความไม่แน่นอนและการไร้เสถียรภาพทางการเงิน
          นางลาการ์ด กล่าวในที่ประชุมทางการเงินระหว่างประเทศที่จัดขึ้นกรุงปักกิ่ง ว่า หากทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกันเศรษฐกิจทั่วโลกก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะจมดิ่งลงสู่วังวนแห่งความไม่แน่นอน ตลอดจนการไร้เสถียรภาพทางการเงิน ขณะที่เอเชียไม่มีระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการค้า หรือภาคการเงินก็สามารถจะเป็นตัวเร่งวิกฤตได้ ดังนั้น เอเชียจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเอาไว้"

ชอบไปฟังแต่ข่าวลือข่าวปล่อย  เรื่องเสื้อแดงจะไปร่วมกับเขมรที่มาบวชอยู่มากมาย  กับพวกผู้ก่อการทางภาคใต้จะก่อสถานการณ์ในวันที่ 11-11-11

ความจริงตัวเลขนี้สวย  เหมาะสำหรับการทำกิจการใหม่  ขึ้นบ้านใหม่ ซื้อรถใหม่  แต่งงานใหม่(เอ้ย แต่งได้ครั้งเดียว)  ยิงฟันยิ้ม

แต่กลับกลายมาเป็นตัวเลขที่นำมาเขย่าขวัญกัน  แบบว่าไม่มีอะไรทำ  

แต่เรื่องเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงสูงกลับไม่ค่อยตระหนักกัน  ทั้งที่นั่นแหละของจริง

แม่น้ำวิปโยคที่เกิดขึ้นคร่าชีวิตคนนับล้านๆ ในเมืองจีนเมื่อปี 2474  ติดตามมาด้วยการตกต่ำของเศรษฐกิจโลกในปีต่อมา

ปีนี้ 2554  น้ำท่วมใหญ่ในไทย   และเมฆทะมึนของความตกต่ำทางเศรษฐกิจของโลกที่ตั้งเค้ามานานและยังแก้ไม่ตกแต่จะกลับหนักยิ่งขึ้นเรื่องๆ

เป็นเรื่องจริงที่รออยู่เบื้องหน้า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 พฤศจิกายน 2011, 22:01:43 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2011, 20:22:08 PM »

 นายกยืนยันไม่ออก ..ที่ร้องไห้ไม่ได้ท้อ  "

นายกไม่ท้อแต่กรูท้อ...

นายกมั่นใจ แจก 5 พันให้ผู้ประสบภัยทั่วถึง

เออ รู้แล้วว่าทั่วถึง  แต่มันไม่พอ  บ้านรถจมเป็นล้าน

นายกเชื่อใช้เวลาไม่นานฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้ต่างชาติ

ฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้ต่างชาติสำเร็จ  แต่กับตู ไม่มีทางสำเร็จ

ธ่อ..อีหนู  โง่ๆเซ่อๆแบบเธอนี่ ยังอยากจะบริหารชาติต่ออีกเหรอ  ไม่รู้สึกอายบ้างเลยนะ ล้มเหลวไม่รู้กี่ทีต่อกี่ทีแล้ว

อ้อ  ลืมไป เธอคงไม่ฉลาดพอหรอกนะที่จะรู้ว่าเธอไม่เหมาะจะเป็นนายกจริงๆ..เฮ้อ..! ขยิบตา

น้ำท่วมครั้งใหญ่ให้อะไรกับเราบ้าง..

อื่ม  ใช่ ..ทำให้เรารู้ว่า คนญี่ปุ่นหน้าบางกว่าคนไทย  และรู้ว่านักการเมืองผู้หญิงหน้าไม่บางกว่านักการเมืองชาย ตราบใดที่ทั้งชายและหญิงนั้นเป็นนักการเมืองไทย

นอกจากนี้ นักการเมืองเกาหลีทำผิดแค่เรื่องนำวัวเข้า  ก็ยังต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

แต่นักการเมืองไทย ทำประเทศอิ๊บอ๋ายป่นปี้  ยังจะมาบอกว่า ต้องทำงานให้ประชาชนต่อไป..มันน่าอาย..ฟายหรือคนจ๊ะน้อง.. แลบลิ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 พฤศจิกายน 2011, 20:28:09 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2011, 07:26:46 AM »

ลองอ่านดูนะครับ  เดี๋ยวจะหาว่ามีแต่พวกเราที่ "ยิ่งทุบ ยิ่ง..." ตามพาดหัวของมติชิน

เอ น้า นิวัติก็เขียนอยู่มติ..นี่ไม่ใช่เหรอครับ  หรือเลิกเขียนไปนานแล้ว

http://niwatkongpien.com/niwatletter002.php
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2011, 11:39:00 AM »

ขอบคุณค่ะ
คนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกเช่นเดียวกับคุณนิวัตค่ะ
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2011, 22:11:13 PM »

รวมรายการความช่วยเหลือจากต่างชาติ ทำไมรัฐไม่บอกประชาชน

จีน
จีนบริจาคเงิน 50 ล้านบาท เรือ 128 ลำ เครื่องกรองน้ำและถังบรรจุน้ำ
ส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงชลประทานนาย Liu Ning พร้อมเจ้าหน้าที่เทคนิคมาให้คำปรึกษา
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นเรือ 20 ลำ เครื่องกรองน้ำ 30 ชุด เสื้อชูชีพ 20,000 ตัว เต๊นท์ 1,300 หลัง ถุงทราย 8,000 ถุง
บริจาคครั้งที่ 3 เป็นเครื่องสูบน้ำ 20 เครื่อง
บริจาคครั้งที่ 4 เป็นเรือ 165 ลำ เครื่องกรองน้ำ 120 ชิ้น ถุงทราย 26,000 ถุง ไฟฉายพลังงานแสงอาทิตย์ 5,008 อัน
บริจาคครั้งที่ 5 จีนส่งความช่วยเหลือกู้ภัยน้ำท่วมไทยเพิ่มเติมอีก 150 ล้านบาท
หลังจากที่ได้ส่งความช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่รัฐบาลไทยไปแล้วก่อนหน้านี้ 90 ล้านบาท พร้อมเรือขนาดใหญ่ 64 ลำ และเครื่องกรองน้ำดื่มจำนวนมาก
บริจาคครั้งที่ 6 เครื่องสูบน้ำขนาดต่างๆ 200 เครื่อง


ญี่ปุ่น
บริจาคเงิน 12 ล้านบาท
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นสิ่งของมูลค่า 10 ล้านบาท ประกอบด้วยสุขาเคลื่อนที่ 240 หน่วย
เครื่องยนต์เรือ 200 เครื่อง เสื้อชูชีพ 450 ชุด พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ 2 คณะ
เพื่อสำรวจสถานการณ์ในพื้นที่เพื่อประกอบการพิจารณาความช่วยเหลือในการฟื้นฟูและป้องกันภัยในอนาคต
Honda บริจาคเงิน 112 ล้านบาท


อินโดนิเซีย
อินโดนิเซียบริจาคเงิน 95.5 ล้านบาท

EU (European Union) สหภาพยุโรป

บริจาคเงิน 60 ล้านบาท มอบให้สภากาชาดไทย


บาห์เรน
บาห์เรนบริจาคเงิน 60 ล้านบาท

มาเลเซีย
มาเลเซียบริจาคเงิน 30.9 ล้านบาท

ออสเตรเลีย
ออสเตรเลียบริจาคเงิน 16 ล้านบาท

เกาหลีใต้
เกาหลีใต้บริจาคเงิน 6 ล้านบาท
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นถุงบรรจุทราย 100,000 ถุง
บริจาคครั้งนี้ 3 เป็นเครื่องกรองน้ำขนาดใหญ่ที่ผลิตน้ำดื่มให้กับคน 3,000 คนได้

อินเดีย
อินเดียบริจาคเงิน 6 ล้านบาท

เยอรมัน
รัฐบาลเยอรมันบริจาคเงิน 1.7 ล้านบาทเพื่อซื้อเรือกู้ภัยและสิ่งของบรรเทาทุกข์ มอบที่นอนและผ้าห่มให้ศูนย์พักพิง มธ.ศูนย์รังสิต
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นเงิน 4.2 ล้านบาทพร้อมส่งนักโบราณคดีเพื่อให้ความช่วยเหลือในการบูรณะโบราณสถานในอยุธยา

สหรัฐอเมริกา
สหรัฐบริจาค 3 ล้านบาทให้กาชาดไทย เสนอส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือ ส่ง C-130 พร้อมและสอบทรายและทีมช่วยเหลือด้านเทคนิคจาก USMC ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington เข้ามาลอยลำที่อ่าวไทยเพื่อเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือ

สิงคโปร์
สิงคโปร์บริจาคเงิน 2.4 ล้านบาท
องค์กร Mercy Relief จากสิงคโปร์มอบอาหาร 70,000 ถุง เรือกู้ภัย 12 ลำ
บริจาคครั้งที่ 2 รัฐบาลสิงคโปร์บริจาคเต๊นท์ 150 หลัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 100 เครื่อง

นิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์บริจาคเงิน 2.4 ล้านบาท

เดนมาร์ค
เดนมาร์คบริจาคเงิน 1.6 ล้านบาท

ลาว
ลาวบริจาคเงิน 1.5 ล้านบาท

สวิสเซอร์แลนด์
สวิสเซอร์แลนด์บริจาคเงิน 1 ล้านบาท
บริจาคครั้งที่ 2 เสนอบริจาคเงินเพิ่มเติม น้ำสะอาด และอาหาร รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค
โดยเฉพาะการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมหลังภัยพิบัติ และการจั?ดการทรัพยากรน้ำ

อิสราเอล
อิสราเอลเสนอให้คำแนะนำการจัดการน้ำ
บริจาคครั้งที่ 2 เป็นอาหารแห้ง 300 ถุงและสิ่งของช่วยเหลือมูลค่า 3 แสนบาท

เนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมาช่วย

บังคลาเทศ

บริจาคเงินให้รัฐบาลไทย ชวยเหลือน้ำท่วม 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์
บริจาคเงินให้รัฐบาลไทย ช่วยเหลือน้ำท่วม 50 ล้านบาท
บริจาคเรือกู้ภัย 350 ลำ
ส่งความช่วยเหลือลงพื้นที่ในนามมูลนิธิ Goodwill Foundation
โดยองค์ประธานมูลนิธิ His Royal Highness Prince Mohammed bin Fahd Al Saud bin Mohammed bin Rashid Al Maktoum
เสด็จมาช่วยผู้ประสบภัยด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ

ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย
บริจาคเงินช่วยเหลือน้ำท่วมผ่านรัฐบาลไทย 60 ล้านบาท น้ำดื่มจำนวน 1,500,000 ขวด
เครื่องกรองน้ำฆ่าเชื้อโรคพลังแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ 500 เครื่อง เต๊นท์ 1,500 หลัง เรือกู้ภัย 300 ลำ
พร้อมจะส่งความช่วยเหลือฟื้นฟูหลังน้ำลดในภายหลังด้วย

UN Office for the Coordination of Humanitarian Affairs (UN OCHA)

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ UN Office for the Coordination of Humanitarian Affairs (UN OCHA)
เสนอความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เช่น การประสานความช่วยเหลือ การบริหารจัดการข้อมูลและรายงานต่างๆ การให้ข้อแนะนำเรื่องการฟื้นฟู และสังคมสงเคราะห์

International Organization for Migration
International Organization for Migration ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติเพื่อการย้ายถิ่นฐานเสนอให้คำปรึกษาเรื่องการจัดตั้งศูนย์อพยพ
และมอบของที่จำเป็นเช่น เรือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุก

World Food Program
โครงการอาหารโลก (World Food Program ) ส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำเรื่องการจัดการอาหาร ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

คนไทยต่างแดน
กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับเงินบริจาค จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก
และชุมชนไทยในต่างประเทศ จำนวน 4 ล้านบาท

เหล่านี้คือ ความช่วยเหลือที่ต่างชาติส่งมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยที่ประสบภัยน้ำท่วม
ทำไมรัฐไม่บอกหรือชี้แจงให้ปชช.ทราบว่าได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างไร จำนวนเท่าไร.??

ข่าวโดย : นสพ.แนวหน้า

   
     
       
       
       
       
     
       
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2011, 07:39:17 AM »

แถมยังงุบงิบทำเรื่องอภัยโทษ

เรียกว่าไม่เกรงใจความทุกข์ของคนไทยในเวลานี้เสียบ้างเลย

คงกะจะติดจรวดกลับมาเมืองไทยในต้นปีหน้าเพื่อมาบัญชาการใช้งบ 8 แสนล้านด้วยตัวเอง

หลังจากที่ปีนี้เสียรังวัดเพราะกลับมาตอนปลายปีไม่ได้ดังใจหมาย

แผ่นดินไทยปีหน้าคงร้อนระอุอีกครั้ง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!