บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:27:38 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 38   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นักเดินทาง..  (อ่าน 224746 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
นักเดินทาง
Newbie
*
กระทู้: 95



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 27 สิงหาคม 2006, 10:55:43 AM »

ชีวิต..คือการเดินทาง

เรา.....คือนักเดินทาง
ทุกก้าวที่ย่างคือความมุ่งมั่น
เดินไปเดินไปตามถนนความฝัน
และปลายทางนั้น...คือหนึ่งชีวิต

บันทึกการเข้า

"..ถัดไปอีกเป็นเทือกเขาเยว่ลู่ซาน  ซึ่งมีต้นเมเปิลขึ้นแน่นขนัด,
พอต้องน้ำค้างแข็งจับ ใบสีเขียวก็กลายเป็นสีแดงดาษไปทั้งภูเขา.."
                                                -กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง-
นักเดินทาง
Newbie
*
กระทู้: 95



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2006, 22:16:34 PM »

 
  บางครั้ง...ดั่งคว้าง..กลางธารเชี่ยว   
  ยื่นมือ คว้าเกี่ยว เหนี่ยวติด
  บางครั้ง...สุดต้านทานฤทธิ์
  ปล่อยปลิด..วางว่าง..กลางวารี

บันทึกการเข้า

"..ถัดไปอีกเป็นเทือกเขาเยว่ลู่ซาน  ซึ่งมีต้นเมเปิลขึ้นแน่นขนัด,
พอต้องน้ำค้างแข็งจับ ใบสีเขียวก็กลายเป็นสีแดงดาษไปทั้งภูเขา.."
                                                -กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง-
green terminal
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 28 สิงหาคม 2006, 05:56:18 AM »

มาแล้ว?นักเดินทาง ชีวิต
นั่งรอ อยู่ชิด บาทวิถี
ศาลา หลังใหม่ แปลก-ดี
เดินมา ทางนี้ เหมือนเดิม
คนอื่น ช่วยสร้าง ศาลา
เรามา ช่วยต่อ แต่งเสริม
หลากหลาย สีสัน หมั่นเติม
พร้อมแล้ว ก็เริ่ม เชิญครับ!
บันทึกการเข้า
kan
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 03 กันยายน 2006, 04:58:33 AM »


เรือนไทยเก่าแก่กุฎีจีน มรดกล้ำค่าริมเจ้าพระยา

ลัดดาวัลย์ จันทร์ก้อน

 หลายคนที่สัญจรผ่านไปมาตามลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อผ่านย่านกุฎีจีนฝั่งตรงข้ามปากคลองตลาด จะเห็นโบสถ์วัดซางตาครู้ส เป็นศาสนสถานของชาวคริสต์ตั้งเด่นเป็นสง่า เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนเก่าแก่นี้ และในบริเวณใกล้กันมีบ้านไม้เก่าแก่ 2 ชั้น แทรกตัวอยู่กับบ้านเรือนอันแออัด

เรือนไทยหลังนี้ตั้งอยู่บนที่ดินพระราชทาน ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี พระราชทานให้แก่วัดซางตาครู้ส เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2312 หรือประมาณ 230 ปีที่ผ่านมา

เป็นมรดกที่มีคุณค่าทั้งสถาปัตยกรรมและจิตวิญญาณ แต่ปัจจุบันอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม ต้องบูรณะซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน

เรือนไทยทรงมนิลา ย่านกุฎีจีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลังนี้ ปัจจุบันมีน.ส.สมสุข จูฑะโยธิน หรือครูแอ๊ด ในวัย 72 ปี ครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลซางตาครู้สเป็นเจ้าของ ครูแอ๊ดเป็นทายาทของตระกูลวินด์เซอร์ ซึ่งเป็นตระกูลคหบดีเก่าแก่ในชุมชนกุฎีจีน

ครูแอ๊ดเล่าว่า บ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากคุณยายสมบุญ วินด์เซอร์ ชาวกุฎีจีน แต่งงานกับนายหลุยส์ วินเซอร์ ชาวโปรตุเกส ที่เดินทางเข้ามาในสยามช่วงใดไม่ปรากฏ และเมื่อแต่งงานกับคุณยายสมบุญ ก็ตั้งรกรากอยู่บริเวณกุฎีจีนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมา

โดยคุณยายสมบูรณ์ วินด์เซอร์ ชอบบ้านหลังนี้ จึงซื้อและรื้อบ้านมาปลูกที่นี่ ต่อมาจึงตกทอดมาเป็นของครูแอ๊ด ผู้เป็นหลาน

นอกจากเป็นตระกูลคหบดีที่ร่ำรวย วินด์เซอร์ยังเป็นตระกูลที่มีบทบาทในชุมชนกุฎีจีนตระกูลหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านกิจกรรมทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะวัดซางตาครู้ส สร้างโบสถ์ และยังถวายระฆังสำหรับตีบอกเวลา

ครูแอ๊ดเล่าอีกว่า แต่เดิมมีบ้านด้วยกัน 2 หลัง หลังแรกเป็นตึกปูนสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก หลังถัดมาปลูกติดกันเป็นบ้านไม้ 2 ชั้นทรงมนิลา ที่รื้อจากที่อื่นแล้วนำมาสร้างใหม่ ล้อมรั้วด้วยกำแพง และซุ้มประทางเข้าแบบโรมัน

แต่ปัจจุบันน่าเสียดายว่าบ้านหลังที่เป็นตึกปูนล้มพังไปแล้ว ทิ้งไว้แต่เพียงร่องรอยของบันไดด้านข้างของบ้านเท่านั้น จึงเหลือเพียงบ้านทรงมนิลา แต่ก็อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของเรือนทรงมนิลาหลังนี้ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก โดดเด่นที่ส่วนประกอบต่างๆ ของเรือนฉลุไม้เป็นลวดลายอย่างวิจิตรพิสดาร เรียกกันว่า "เรือนขนมปังขิง" ซึ่งได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5

รวมทั้งลวดลายประกอบที่ช่องลม หน้าจั่ว ลูกกรง ส่วนภายในตกแต่งด้วยประตูบานเฟี้ยม ซึ่งกั้นระหว่างส่วนนอกกับส่วนใน สามารถเลื่อนบานพับได้ตามต้องการ ทำให้ห้อง 2 ส่วนทะลุถึงกันได้

นอกจากนี้ ยังล้อมกรอบด้วยเสาแบบโรมัน หัวเสาแกะสลักลวดลายดอกไม้อย่างละเอียดประณีต ด้านบนประดับช่องลมแกะสลักอย่างอย่างละเอียดและสวยงาม ด้านนอกของบ้านทั้งที่หน้าจั่วและกันสาด ตามช่องหน้าต่างประดับครีบเป็นลายฉลุแบบขนมปังขิง เช่นกัน

ในทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม บ้านหลังนี้ถือเป็นมรดกที่น่าสนใจยิ่ง ชุมชนย่านกุฎีจีนน่าจะเป็นจุดกำเนิดเริ่มแรกของการพัฒนาลวดลายขนมปังขิงในเมืองไทย ราวต้นสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาเรือนแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก และพัฒนาถึงขีดสุดในปลายรัชกาลนี้เอง

ดังนั้นไม่เฉพาะรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีมนเสน่ห์ เป็นของที่มีค่าและหาดูได้ยากยิ่งในปัจจุบันเท่านั้น บ้านหลังนี้ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งต่อวิชาการแขนงนี้เลยทีเดียว

ทว่าปัจจุบันบ้านอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมใกล้สิ้นอายุเต็มทีแล้ว เพราะขาดการซ่อมแซมบูรณะ ลำพังครูแอ๊ดเพียงคนเดียวนั้น แม้จะมองเห็นคุณค่า แต่ไม่มีกำลังเพียงพอ ทั้งขาดความรู้และความเชี่ยวชาญในการอนุรักษ์อาคารเก่าอย่างถูกวิธี รวมถึงงบประมาณซ่อมแซม

ครูแอ๊ดบอกด้วยว่า เคยมีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาดูและวางแผนการบูรณะ แต่ก็ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะต้องสร้างเขื่อนริมแม่น้ำหน้าบ้าน เพื่อกันแรงคลื่นซัดฐานรากของบ้านเสียก่อน ครูจึงทำเรื่องไปยังกทม. ซึ่งรับผิดชอบการทำเขื่อนริมแม่น้ำ แต่เรื่องก็ไม่คืบหน้าเหมือนไม่ได้รับการเหลียวแล

อย่างไรก็ตาม การรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่น่าจะใช่หนทางออกที่ดีที่สุด มรดกทางวัฒนธรรมลักษณะนี้ยังมีอีกมากมายกระจัดกระจายกันอยู่ตามชุมชนเก่าแก่ และยังขาดการเอาใจใส่ พร้อมที่จะพังทลายไปกับกาลเวลา

การตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าโดยตรงในทางสถาปัตยกรรม หรือจิตวิญญาณ ที่แสดงถึงความเจริญในอดีตและรากเหง้าอันน่าภาคภูมิใจของตน โดยไม่เห็นว่าบ้านหลังนี้เป็นเพียง "ของเก่า" ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสมบัติของชุมชนที่สมาชิกทุกคนต้องสำเนียกให้มั่น

ครูแอ๊ดหวังไว้ว่า คงจะมีหน่วยงานของรัฐ หรือผู้มีน้ำใจทั้งหลายที่เห็นความสำคัญของสถาปัตยกรรม ช่วยทำให้เรือนมนิลาหลังนี้อยู่คู่ชุมชนแห่งนี้ และคู่กับริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะจะหาบ้านที่มีลักษณะแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

โดยย้ำว่าหากบ้านหลังนี้ต้องพังทลายไปคงรู้สึกเสียดายมากกว่ารักบ้านหลังนี้

หน้า 5<
http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03hap01030949&day=2006/09/03
บันทึกการเข้า
bangsoon
Newbie
*
กระทู้: 41


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 03 กันยายน 2006, 06:48:57 AM »

                                                            ชีวิต ! ที่ผ่าน พานพบ
                                                            เจนจบ ครบเครื่อง เรื่องเล่า
                                                            มีแต่ ความจริง กลางเนา
                                                            หยอกเย้า เคล้าคลุก สุขตรม
                                                           
บันทึกการเข้า
kan
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 03 กันยายน 2006, 10:46:03 AM »

ทางไกล....เราก็ไม่แพ้

เส้นทางอันยาวไกลทางใดนั้น
ที่เคยฝันจะเดินไปถึงปลายหมาย
ย่อมมีผ่านวารวันอันตราย
ย่อมมีร้ายในถนนหนทางเดิน

แต่หากใจยังหวังยังเดินต่อ
จงอย่าท้อกับทางระหกเหิน
เพียรอดทนมุ่งไปไม่ไกลเกิน
กล้าเผชิญอุปสรรคที่ขวางตา

เขียนโดย: แดนไกล ไลบีเรีย

ก้าวข้ามแม่น้ำลำไหลเชี่ยว
เดินลดเลี้ยวตามขอบแนวภูผา
ปีนป่ายขึ้นไปถึงปลายฟ้า
หรือดำดิ่งสู่มหาสีทันดร

ถึงแม้มีพายุลมฝนร้าย
ที่ทำลายแรงใจให้เหนื่อยอ่อน
กายถูกแดดแผดเผาด้วยเงาร้อน
ก็อย่าท้อย่อหย่อนกับภัยใด

ฝ่าฟันดั้นไปให้ถึงฝัน
มุ่งหวังถึงวันอันสดใส
เส้นทางที่ดูเหมือนยาวไกล
เราจะพิชิตได้...เราไม่แพ้

 
เขียนโดย:แดนไกล ไลบีเรีย
บันทึกการเข้า
green terminal
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 03 กันยายน 2006, 15:14:24 PM »



ไปหารูปแปลกๆมาแบ่งกันดู
บันทึกการเข้า
นักเดินทาง
Newbie
*
กระทู้: 95



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 04 กันยายน 2006, 06:56:51 AM »

คนอื่น ช่วยสร้าง ศาลา
เรามา ช่วยต่อ แต่งเสริม
หลากหลาย สีสัน หมั่นเติม
พร้อมแล้ว ก็เริ่ม เชิญครับ!

เดินทางทบทวนความเก่า 
เพื่อเล่าเรื่องไว้ให้สดับ
แลหลังด้วยใจวาววับ         
เพื่อรับวันหน้าท้าทาย     

เพื่อนมาจากทั่วทุกทิศ     
ดำเนินชีวิตหลากหลาย   
แตกต่างสาขามากมาย     
บ้างเหนื่อยบ้างสบายปะปน

แต่ปณิธานนั้นมั่น             
ฝ่าฟันพากเพียรฝึกฝน
เพื่อสร้างสุขแก่ปวงชน     
ทุกคนบนผืนดินไทย     

            " อันความกรุณาปรานี     
              จะมีใครบังคับก็หาไม่
              หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
              จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน" **

                                 **พระราชนิพนธ์ในพระมหาธีรราชเจ้า 

.....................
บันทึกในวาระงานเลี้ยงรุ่น วศม.1 รวมช่ออินถวา 2-3 กันยา 49 ณ สวนหงษ์การ์เดนวิวรีสอร์ท นครนายก

บันทึกการเข้า

"..ถัดไปอีกเป็นเทือกเขาเยว่ลู่ซาน  ซึ่งมีต้นเมเปิลขึ้นแน่นขนัด,
พอต้องน้ำค้างแข็งจับ ใบสีเขียวก็กลายเป็นสีแดงดาษไปทั้งภูเขา.."
                                                -กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง-
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 12 กันยายน 2006, 14:54:40 PM »



เดินทางกับชีวิต................จะมืดมิดหรือหม่นหมอง
เดินไปตามครรลอง...........ไม่ครอบครองยามมุ่งไป

ชีวิตเราลิขิต.......................มุ่งร่วมคิดและมอบให้
หนทางแม้ยาวไกล..............บอกกับใจให้อดทน

ทุกข์ยากเข้าทายท้า.............จะฟันฝ่าร่วมผองชน
หยัดยืนกล้าผจญ.................บนถนนการต่อสู้ !. 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 กันยายน 2006, 14:56:18 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 15 กันยายน 2006, 15:44:55 PM »

ฤดูกาลที่เปลี่ยนไปในยามนี้
ท่ามกลางทางเดินชีวิตที่ดูสับสน
แต่บนถนนสายนี้ที่มองดูสดใสนั้น
จะมีสักกี่คนที่จะร่วมทางเดิน

แม้ความหวังจะล่องลอยอยู่ที่ปลายฟ้า
ฉันจะฝ่าข้ามไป
แม้กาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด
ทางเดินสายนี้จะต้องกรุยทางกันต่อไป

ความหวัง  ความฝัน  และอุดมการณ์
ยามเมื่อถูกขานรับจากมวลชน
ปฏิบัติการที่เป็นจริงจักเกิดขึ้น
อย่าเพียงแต่รอคอย
แต่จงเริ่มลงมือทำแต่วันนี้
เพื่อวันข้างหน้าที่สดใส
ของเหล่าพี่น้องผองไทย

สักวันเมื่อฟ้าสดใส
ประเทศนี้จะต้องมีอนาคตอย่างแน่นอน!!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 กันยายน 2006, 15:46:47 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
kan
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: 16 กันยายน 2006, 08:43:32 AM »

**จารึกฝาห้องพัก**

แม้กูหนาว แสนหนาว กูหนาวเหน็บ
กูมาอยู่ กรุงเทพ แสนเจ็บล้า
กูเหน็ดเหนื่อย กูก็ทน กูด้นมา
กูจะเอา ปริญญา ฝากแม่...กู..


(กลอนนี้หลานสาวคนโปรดเขาเขียนมาเล่า ว่าข้างฝาห้องเช่ามีกลอนที่รุ่นพี่ ๆ ที่เขาอยู่มาก่อนเขียนไว้ เห็นว่าเป็นกลอนที่ดี ผมเลยขอคัดลอกมาเผยแพร่ ณ ที่นี้ ถ้าจะให้ทาย -จูกัดเหลียง)
----------------------------------
ของใครอีกคนหนึ่ง ....จำไม่ได้ว่าเป็นใคร....เขียน...

ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง
ฉันจึ่งมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไว้มากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว.......


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 กันยายน 2006, 08:55:17 AM โดย คาน » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 16 กันยายน 2006, 09:36:52 AM »




ตะวันสาดส่องแสง..........................ไม่เคลือบแคลงยามค้นหา
ชีวิตทั้งอุรา.....................................ต่างค้นหาและมุ่งไป

ตะวันเมื่อลาลับ................................แสงมืดดับจับหัวใจ
ชีวิตเมื่อลาไป..................................เหลือสิ่งใดให้คนชม

บนหนทางต่อสู้..............................อย่าอดสูและตรอมตรม
ทุกข์ยากความระทม......................ความขื่นขมโยนทิ้งไป

มองไปในเบื้องหน้า........................แสวงหาด้วยหัวใจ
อุทิศทั้งกายใจ...............................สร้างสิ่งใหม่ให้ผองชน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 กันยายน 2006, 09:46:19 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
นักเดินทาง
Newbie
*
กระทู้: 95



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 16 กันยายน 2006, 11:52:39 AM »


                    การเดินทาง

                    ที่รักของฉัน
                    บทเพลงเก่าๆ นั้นยังติดอยู่ที่ริมหูของเธอใช่ไหม
                    จะล่องเรือสีแสดในวันฤดูร้อน
                    นกกระยางพะเยิดปีกขาวไล่ตาม
                    เราโบกมือทักทายให้แก่กัน
                    ทิ้งฝั่งไว้ข้างหน้า

                    ไปตามแม่น้ำแสงตะวัน
                    จงแล่นฝ่าไปข้างหน้า
                    ฝ่าออกไป อนาคตยังเจิดจ้ารอเธออยู่
                    ความฝันทั้งปวงอยู่บนวิถีแล้ว
                    ดูเถิดว่ามันสดเพียงไร

                    นี่ฉันจะพูดอะไรให้เธอฟังนะ
                    เกี่ยวกับตัวเอง
                    หรือเพื่อซ่อนเร้นความหมายในถ้อยคำ
                    มีงานมากมายที่ฉันยังไม่ได้ลงมือทำ
                    ทั้งประสบการณ์ที่มีความหมายรออยู่

                    บางที สิ่งซึ่งเจ็บปวดซึ่งผ่านมา
                    กลับกลายเป็นความประทับใจที่วิเศษอยู่เสมอ
                    ไม่เข้าใจตัวเองในบางครั้ง
                    ว่าทำไมต้องร้องไห้เมื่อประสบความทุรกันดาร
                    นั่นจะโทษสิ่งที่หล่อหลอมเราใช่ไหม

                    เมื่อยามกลางคืนมาถึง กับการเดินทางกลางท้องทุ่ง
                    กับเป้บนบ่าที่หนักอึ้ง
                    มันดึกดื่นมากยามฤดูหนาว
                    ท้องทุ่งกำลังสดเขียวอุ้มท้องสาว
                    และน้ำค้างลงเกาะจนเปียก

                    หมอกก็ลงห่มจนฝ้ามัวไปหมดทุกทิศทาง
                    ท้องฟ้าไม่มีดาวสักดวง
                    นอกจากแสงเดือนซีดเซียว
                    ใครคนหนึ่งบอกว่ามีทางสายเหมยบนยอดเขา

                                                "พี่ปอน" เขียน

                           

                                                       
บันทึกการเข้า

"..ถัดไปอีกเป็นเทือกเขาเยว่ลู่ซาน  ซึ่งมีต้นเมเปิลขึ้นแน่นขนัด,
พอต้องน้ำค้างแข็งจับ ใบสีเขียวก็กลายเป็นสีแดงดาษไปทั้งภูเขา.."
                                                -กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง-
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 16 กันยายน 2006, 12:14:26 PM »




สายน้ำที่ไหลริน.............สู่โขดหินในแก่งผา
ไหลผ่านสู่ธารา...............เป็นมหาสมุทรไทย

ธรรมชาติดูสวยสด...........งามหมดจดดูสดใส
พืชพรรณและดอกใบ...........ขึ้นเรียงรายดูงามตา




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 กันยายน 2006, 12:20:17 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 16 กันยายน 2006, 12:51:02 PM »

กลอนหก


ลักษณะ
กลอนหก : เป็นทำนองกลอนชนิดหนึ่งที่ใช้ในการแสดงโนรา กลอนที่ใช้ร้อง คือ กลอนสุภาพ ที่มีคุณสมบัติที่สามารถยืดหยุ่นได้ ได้ ๗ - ๑๐ คำ แบ่งจังหวะร้องออกเป็น ๒ จังหวะ ของกลอนคราวที่ละ ๒ วรรค โดยผู้ร้องกล่าวกลอนสี่จบยกกลอนหกขึ้นว่า ตามแบบฉบับโนรามาแต่ไหนรับตามแบบฉบับโนรามาแต่ไหน (ซ้ำ)

ผู้ร้อง - บอกกล่าวญาติหญิงชายทั้งใกล้ไกล เราคนไทยเทิดไทใฝ่ความดี
- รับ : เราคนไทยเทิดไทยใฝ่ความดี (ซ้ำ) - ผู้ร้อง : ยึดมั่นศีลธรรมประจำจิตไม่ทำผิดไทยตระหนักในศักดิ์ศรี - รับ : ไม่ทำผิดไทรตระหนักในศักดิ์ศรี(ซ้ำ) - ผู้รับรอง : เพื่อสืบไทย คอคู่ปฐมพี ไม่ผู้ใครกล้ามาประฌาม - รับ : ไม่มีใครกล้ามาประฌาม (ซ้ำ)


ทำนองกลอนหกนิยมใช้ร้องกลอนสด เพราะง่ายและมีช่วงจังหวะจังหวะรับของลูกคู่ที่ทำให้ผู้ร้อง คิดกลอน ท่อนต่อไปได้ ถ้ายังคิดไม่ได้ ผู้ร้อง สามารถร้องวรรคหลังได้อีก การย้อนกลอนและรับมีดังนี้


ผู้ร้อง กล่าวกลอนสี่วางยกลอนหกขึ้นว่อ ตามแบบฉบับในรามาแค่ไหน - รับ : ตามแบบฉบับโนรามาแค่ไหน (ซ้ำ) - ผู้ร้อง : (ร้องย้อนกลอน) มาแต่ไหน (แม่นะ) มาแต่ไหน ตามแบบฉบับโนรามาแค่ไหน - รับ : ตามแบบโนรามาแต่ไหน


หมายเหตุ ตอนผู้ร้องย้อนกลอน สร้อยคำในวงเล็บอาจเป็น อย่างอื่นได้ เช่น ป้าเหอ พี่นะ สาวเหอ บ่าวเหอ ฯลฯ

 
......................................................

๑. กลอนแปด
๒. กลอนหก
๓. กลอนนิราศ
๔. สารพัดกลอน
    - กลอนบทละคร
    - กลอนเพลง
     - กลอนสักวา
     - กลอนดอกสร้อย         




     


               
             บทกลอน   นับเป็นบทร้อยกรองไทย ที่เป็นที่นิยมแพร่หลาย
มากกว่าบทร้อยกรองชนิดอื่น   อาจเป็นเพราะความอ่านง่ายแต่งง่าย
           อย่างไรก็ตาม การจัดประเภทของกลอน ยังไม่เป็นที่ยุติ นัก
วิชาการผู้เขียนตำรา เกี่ยวกับร้อยกรองไทย ก็แบ่งประเภทแตกต่าง
กันไป ตามความคิดเห็นของตนเอง
           สำหรับผู้เขียนขอแบ่งเป็น ๔ ประเภทหลัก ๆ  เนื่องจากกลอน
มีความหลากหลายมาก ในหัวข้อที่ ๔ จึงตั้งชื่อให้คลุม ๆ ไว้  หาก
ท่านสนใจกลอนประเภทไหน ก็คลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ ตาม
สารบัญด้านซ้ายมือ
           ในหน้านี้ขออนุญาตให้รายละเอียด ของกลอนแต่ละประเภท
ในเบื้องต้นดังนี้
           กลอนแปด    ... กลอนที่เป็นต้นแบบของกลอนทั้งหลาย คือ
กลอนแปด ซึ่งมีผู้เรียกว่ากลอนสุภาพ (เพราะไม่บังคับเอก-โท)
บ้าง  กลอนตลาด (เพราะใช้คำง่าย ๆ คนส่วนใหญ่ฟังได้) บ้าง การ
จำแนกชนิดของกลอนแปด มักจำแนกโดยถือเอาการนำไปใช้
เช่นเมื่อแต่งเป็นบทร้องสำหรับวงมโหรี   ก็เรียกว่าบทมโหรี ถ้านำ
ไปแต่งนิราศ ก็เรียกว่ากลอนนิราศเป็นต้น ... /ผศ.อัมพร   สุขเกษม
: ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับร้อยกรองไทย
           กลอนหก    ... กลอนหกจัดเป็นกลอนสุภาพเหมือนกัน แต่
เนื่องจากจำนวนคำลดลง   เหลือเพียงวรรคละ ๖ คำ จึงมีชื่อเรียก
ว่ากลอนหก ลักษณะบังคับของกลอนหก นอกจากจำนวนคำที่
ลดลงแล้ว อย่างอื่น ๆ ก็เหมือนกลอนแปดทุกประการ
... /ศจ.ฐะปะนีย์  นาครทรรพ :   การประพันธ์ ท๐๔๑
          กลอนนิราศ ลักษณะนิราศที่เข้าใจกันโดยทั่วไปก็คือ
หนังสือที่พรรณนา ถึงการจากที่อยู่ไปในที่ต่าง ๆ นิราศอาจแต่ง
ด้วยคำประพันธ์ชนิดใดก็ได้ แต่เท่าที่ปรากฎนิยมแต่ง นิยม
แต่งโดยใช้โคลง หรือกลอน เป็นส่วนใหญ่ ถ้าแต่งด้วยโคลง   ก็
เรียกว่าโคลงนิราศ ถ้าแต่งด้วยกลอนก็เรียกว่า กลอนนิราศ
             กลอนนิราศ เป็นกลอนประเภทกลอนเพลง ดังนั้นจึงมี
ลักษณะคล้ายเพลงยาว กล่าวคือต้องขึ้นต้นด้วยวรรค รับ
(อาจขึ้นต้นด้วยคำว่า  นิราศ ... ด้วย) แล้วดำเนินความไปจน
จบเรื่อง และต้องลงท้ายด้วยคำว่าเอย ... /ผศ.อัมพร   สุขเกษม
: ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับร้อยกรองไทย
            กลอนบทละคร โดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายกลอนสุภาพ
แต่มีลักษณะพิเศษตรงที่ แต่ละวรรคใช้คำสั้นยาวไม่เท่ากัน
โดยเฉพาะจะมีคำขึ้นต้นวรรคว่า เมื่อนั้น     บัดนั้น ส่วน
คำภายในวรรค จะมีน้อยบ้างมากบ้าง ระหว่าง ๕-๗ คำเป็นพื้น
กลอนบทละครที่รู้จักกันดี มีอิเหนา และรามเกียรติ์ เป็นต้น
           กลอนเพลง ในความหมายของร้อยกรองไทย หมายถึง
กลอนที่เรียกว่าเพลงยาว แต่เดิมนิยมแต่งเพื่อเล่าเรืองราว
ต่าง ๆ  บ้าง นิทานบ้าง โอวาทคำสอนบ้าง ฯ ภายหลังมีการ
นำมาใช้เขียนโต้ตอบเกี้ยวพาในเชิงชู้สาว จนเกิดค่านิยม
ไม่ให้หญิงสาวเรียนหนังสือเพราะเกรง จะไปเขียนเพลงยาว
เกี้ยวพาราศีกับชายหนุ่ม อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย
ลักษณะการแต่ง เช่นเดียวกับกลอนนิราศ
          กลอนสักวา บทสักวามีลักษณะที่บังคับเพิ่มไปจากกลอนสุภาพ
คือวรรคแรกของบาทเอก ขึ้นต้นด้วยคำว่า สักวา  แล้วมีคำอื่น ๆ
ตามหลังให้ครบ ๗-๘ คำ มีเนื้อความเกี่ยวกับหัวข้อที่ต้องการ
จะแต่ง ... วรรคสุดท้ายต้องลงท้ายด้วยคำว่า เอย
.. /ศจ.ฐะปะนีย์  นาครทรรพ :   การประพันธ์ ท๐๔๑
             กลอนดอกสร้อย บทดอกสร้อยมีลักษณะคล้ายสักวา
ต่างกันตรงที่ มีคำขึ้นต้นหนึ่งคำ และคำถัดมาจะต้องเป็นคำว่า
เอ๋ย  ส่วนคำจบให้ลงท้ายด้วยคำว่า เอย เช่นเดียวกับบทสักวา
           บทดอกสร้อยสักวา เป็นบทร้องประกอบการเล่น ของชน
ชั้นผู้ดีมีการศึกษา เป็นการร้องโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกันของหนุ่ม
สาว นัยว่าเป็นการเล่นในทำนองการเล่นเพลงเรือ ของชาวบ้าน
ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

.....................................

ลิ้งที่เกี่ยวข้อง

http://www.google.com/search?q=cache:GeCNM5lAVGgJ:www.geocities.com/poetichome/klon.htm+%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%81&hl=th&ct=clnk&cd=2
 


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 กันยายน 2006, 13:16:33 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1] 2 3 ... 38   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!