บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:13:12 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แพงทั้งแผ่นดินและประชาธิปไตยกินได้แต่จ่ายแพงขึ้น  (อ่าน 8209 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2012, 07:29:11 AM »

ไม่ได้ตั้งใจจะว่าใคร   แต่อยากเป็นบันทึกว่าเวลานี้ข้าวยากหมากแพงไปทั่วทั้งแผ่นดินไทยแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้ำมันเบนซินพาเหรดขึ้นไปรอที่ราคาลิตรละ 40 บาท เรียบร้อยโรงเรียนเพื่อไทย

ถ้าเป็นรัฐบาลอื่น ป่านนี้พลพรรคเสื้อแดงได้เรียงหน้ากันออกมาชุมนุมประท้วง  ชี้หน้าว่าเขาว่าทำให้น้ำมันแพงและข้าวของแพงแล้ว

แต่พอเป็นรัฐบาลที่ตัวเองหนุนอยู่  ก็ต้องแอบกลืนน้ำลายขม  พร้อมกับท่องตามบทที่เขาบอกลงมาว่า "เป็นการปรับฐานเศรษฐกิจของประเทศใหม่"

นั่นคือค่าแรงเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว  เงินเดือนปริญญาตรีก็ได้เพิ่มขึ้นตามอัตวิสัยของผู้นำรัฐบาลและผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เป็นไปเช่นนั้น

แต่ก็ไม่รู้ว่การปรับฐานโดยขาดพื้นฐานรองรับอย่างดีพอ  หากแต่เกิดจากความคิดของผู้นำที่อยากจะประชานิยมล้วนๆ นี้จะนำประเทศไทยไปสู่อะไรเบื้องหน้า

หลายวันนี้พนักงานที่ร้านมาถามว่า เราไม่ปรับราคาบ้างหรือ  ก็ได้แต่ส่ายหน้าไม่อยากผลักภาระไปให้คนอื่น

พนักงานก็ยังยิ้มบอกมาว่า  "เราก็ขึ้นป้ายสิคะว่า  เพื่อสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง"

ได้แต่ตอบว่าอดทนไปก่อนเถอะ

เวลานี้พรรคพวกเพื่อนฝูงบอกว่าอยากได้ประชาธิปไตยกินได้ 

มันกินได้แบบเอาเงินไม่กี่บาทมาใส่กระเป๋าเสื้อให้ครั้งเดียว  แล้วดูดเงินออกจากกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวาไปทุกวัน

มันก็เป็นแค่ประชาธิปไตยที่ได้กินครั้งเดียว  แต่จ่ายแพงขึ้นทุกวันนั่นเอง

ใช่หรือเปล่านายสุดเขตที่มาตะโกนถามคนแถวนี้ว่า อยากได้ประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอ 

ก็อยากถามกลับไปว่านี่นะหรือคือประชาธิปไตยที่คุณต้องการ  ฮืม



บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2012, 10:12:42 AM »

อาทิตย์ก่อนไปสวนแล้วแวะไปเยี่ยมบ้านใกล้เรือนเคียงชาวบ้านพื้นถิ่นที่อยู่ใกล้ๆ
ทุกคนพากันส่ายหัว  บอกว่าหาแรงงานไม่ได้  เพราะตอนนี้ใครก็จะเอาวันละ 300
ก็บอกว่า อ้าววันละ 300 มันกรุงเทพและปริมณฑลหรือภาคกลางบางแห่งโน่น  แถวนี้จะเอา 300 ได้อย่างไร
เพื่อนบ้านก็บอกว่า  ก็ไม่รู้ พวกนี้บอกว่าจะเอา 300 ไม่งั้นไม่ทำให้  บางคนยังอ้างว่าเป็นพวกเสื้อแดง เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยไปโน่น
แล้วแก้ปัญหาอย่างไร
เพื่อนบ้านก็บอกว่า  ผมก็เลยตัดสินใจดำนาด้วยเครื่องดำ   ตอนนี้มีคนให้บริการถึงที่  ไม่ต้องทำอะไร  แม้แต่พันธุ์ข้าวพันธุ์ดีๆ เขาก็หาให้  มาดำให้เรียบร้อย  หน้าที่ของเราก็มีแต่ตามใส่ปุ๋ย  ใส่คนเดียวก็ได้ไม่ต้องไปจ้างใคร
แล้วตอนเกี่ยวล่ะ
เขาบอกว่ายิ่งสบาย  ตอนนี้มีรถมารับเกี่ยวข้าวถึงที่ ทั้งเกี่ยวทั้งสีเสร็จในตัว  บางทีคนรับเกี่ยวก็ขอซื้อไปเลย  ไม่ต้องไปจำนำอะไรให้เสียเวลา
ก็เอาอย่างนี้แหละ  แรงงานแพงก็หาเครื่องจักรมาแทน
แล้วดายยาล่ะ ทำอย่างไร
เขาบอกว่า  เดี๋ยวนี้ยิ่งสบาย มีรถดายหญ้าแล้ว ราคาแค่แสนต้นๆ  ทำงานได้ตามต้องการ  อยากดายหญ้าก็เอารถออกไป ไม่ต้องรอคนงาน  แถมไม่ต้องเลี้ยงข้าวมันอีก  เพราะถ้ามีคนงานยังต้องเลี้ยงข้าวเที่ยว ต้องหาน้ำให้กิน

เอวัง สำหรับค่าแรงวันละ 300 ก็มีด้วยประการฉะนี้
สุดท้ายแรงงานก็กลับไปทำบ้านใครบ้านมัน  ตามมีตามเกิดต่อไป เพราะไม่มีใครจ้าง
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 12 มีนาคม 2012, 08:29:56 AM »

จะเริ่มต้นบันทึกต่อไปว่าราคาข้าวของต่างๆ จะเขยิบขึ้นไปถึงตรงไหน

เพราะมองดูตอนนี้ไม่เห็นแนวโน้มว่าราคาข้าวของแพงจะมีจุดยุติที่ตรงไหน

เพราะวันนี้น้ำมันเบนซินดีเซลขึ้นราคาอีกลิตรละ 60 สตางค์ 

ปลายสัปดาห์นี้ก็ได้ยินว่าจะขึ้นอีก

ก็เมื่อน้ำมันขึ้นราคาไปเรื่อยๆ ราคาของข้าวของจะหยุดได้อย่างไร

คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่ายุคนี้คือยุคแพงทั้งแผ่นดินจริงๆ 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 15 มีนาคม 2012, 14:55:40 PM »

ผู้จัดการออนไลน์ 15 มีค.55

นายก ส.รถบรรทุก ห่วงปัญหาน้ำมันแพงทำเจ๊ง เตรียมขอขึ้นค่าขนส่ง 5% ยืนยัน การปรับราคาไม่จำเป็นต้องคุยกับรัฐบาล พร้อมระบุ ราคาพลังงานในปัจจุบันไม่สะท้อนความเป็นจริง อัดซ้ำ รบ.ทำไม่ถูกต้อง ปล่อยให้ ปตท. ปรับราคาพลังงานได้ตามความพอใจ แนะปล่อยน้ำมันตามกลไกโลก แต่ควรควมคุมราคาก๊าซ "แอลพีจี-เอ็นจีวี" เพราะมีต้นทุนต่ำ ผลิตได้เองจากอ่าวไทย ขณะที่ฝ่ายค้าน ตั้งกระทู้สดจี้ รบ.แก้ปัญหาน้ำมัน ค่าโดยสาร และปากท้องชาวบ้าน "อารักษ์" ยอมรับ หนี้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบพุ่งทะลุ 2 หมื่นล้าน เพราะใช้ไปอุดหนุนราคาก๊าซ ย้ำมาตรการช่วยแท็กซี่ ไม่กระทบขึ้นก๊าซ
       
       นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการด้านขนส่งได้รับผลกระทบ มีความจำเป็นที่จะต้องขอขึ้นค่าขนส่งอีก อย่างน้อย 5% เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งได้มีการเจรจากับผู้ว่าจ้างไปแล้ว
       
       สำหรับผลการเจรจา พบว่า บางรายก็ยินดีให้ความร่วมมือ แต่บางรายก็มีการต่อรอง โดยให้รอจนถึงเดือนเมษายน 2555 นี้ จึงจะให้ปรับอัตราค่าขนส่ง และเป็นการขอในไตรมาสแรกของปีเท่านั้น
       
       ทั้งนี้ หากสถานการณ์พลังงาน ยังมีการขยับขึ้นต่อเนื่อง ก็จะต้องมีการพิจารณาขอปรับขึ้นอีกในไตรมาสต่อๆ ไป โดยยืนยันว่า การขอขึ้นราคาค่าขนส่งไม่จำเป็นต้องขออนุญาตต่อรัฐบาลด้วย
       
       นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเห็นว่า ราคาพลังงานในปัจจุบันไม่สะท้อนความเป็นจริง รัฐบาลทำไม่ถูกต้องที่ยอมให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปรับขึ้นราคาน้ำมันและก๊าซ แต่ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก โดยเฉพาะในส่วนของน้ำมัน
       
       ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรจะควบคุมในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ทั้งในส่วนของ NGV และก๊าซ LPG เพราะว่ายังมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ ไม่ต้องขนส่ง เพราะเป็นก๊าซที่นำมาจากอ่าวไทย หรือ พม่า เท่านั้น แต่หากยังปล่อยให้ ปตท. ปรับขึ้นราคาต่อไป ก็จะกระทบกับประชาชน อย่างมากแน่นอน
       
       ด้านนายอารักษ์ ชลธารนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงงาน กล่าว
       ตอบกระทู้ถามสดเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนจากสินค้ากลุ่มพลังงาน ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ โดยยืนยันว่า ภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ แต่ที่ราคาน้ำมัน และก๊าซเพิ่มสูงขึ้นนั้นเป็นเพราะราคาตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง
       
       "เราพบว่า จากราคาน้ำมันดีเซลที่วันนี้อยู่ที่ลิตรละ 32 บาท จากเดิม 29 บาท ทั้งที่ราคาในตลาดโลกสูงขึ้น 50 % ซึ่งหากรัฐบาลไม่ทำอะไรราคาก็จะสูงถึงลิตรละ 36-37 บาทแล้ว ส่วนราคาก๊าซนั้นภาครัฐได้ปรึกษากับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และจะได้ข้อสรุปชัดเจนในเดือนเมษายน 2555 นี้"
       
       ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า แท็กซี่ที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นแอลพีจีน เอ็นจีวี ทางกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งยืนยันว่ายังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะได้รับการชดเชย ซึ่งได้คุย กลุ่มแท็กซี่หลายราย และเขาบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบ เพราะราคาที่ปรับขึ้น 3 เดือนๆ ละ 50 สตางค์ แต่แท็กซี่ไม่ได้จ่ายเงินเพิ่ม คือ ยังจ่ายที่ลิตรละ 8.50 บาทเท่าเดิม ​
       
       นายอารักษ์ กล่าวเสริมว่า ประเด็นน้ำมันดีเซล ส่วนของภาษีสรรพสามิต ไม่มีการปรับปรุง เพราะมีผลโดยตรงกับค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ​
       
       อย่างไรก็ตาม ฟังแล้วรู้สึกสงสัยบางส่วนบอกว่าไม่ให้เก็บ บางส่วนบอกว่าเงินกองทุนทำไมติดลบทุกวัน ต้องเข้าใจว่านี่คือ ซีโร่ซัมเกมส์ ทั้งนี้เงินกองทุนดังกล่าวคงไม่สามารถทำให้เป็นบวกได้เมื่อต้องนำเงินไปอุดหนุนอีกภาคหนึ่งด้วย
       
       ขณะนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบไปแล้ว 2 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งการดำเนินการต้องดูในภาพรวมพลังงานไม่ใช่แค่น้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูไปถึงเรื่องก๊าซด้วย ซึ่งยืนยันว่าการนำเงินกองทุนน้ำมันไปใช้นั้นไม่ได้ใช้ผิดประเภท แต่ที่ติดลบมากเพราะต้องนำเข้าไปสนับสนุนการใช้ก๊าซ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ส่วนเรื่องราคาน้ำมันนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาแต่มีแนวโน้มที่จะขึ้นราคา
       
       โดยช่วงเช้าวันนี้ นานแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนจากสินค้ากลุ่มพลังงาน ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมองว่า ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบไปถึงค่าโดยสารที่เรือโดยสาร รถโดยสารเรียกร้องขอขึ้นราคา ประชาชนเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน โดยตั้งคำถามว่าทำไมไม่คิดช่วยเหลือประชาชน และจะมีวิธีช่วยเหลืออย่างไรบ้าง
       
       น.พ.สุกิจ กล่าวว่า การที่รัฐบาลลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จนทำให้กองทุนติดลบ และถือเป็นนโยบายที่ผิดพลาด และขณะนี้รัฐบาลยังยืนยันที่จะซ้ำเติมประชาชนด้วยการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุน​
       
       "รัฐบาลยอมรับว่าจะซ้ำเติมประชาชน ซึ่งที่ระบุว่า จะขึ้นราคาก๊าซ LPG และ NGV เดือนละ 0.75 และ 0.50 บาทต่อกิโลกรัม ตามลำดับไปอีกปีหนึ่ง แต่ผ่านมาแค่ 2 เดือน แท็กซี่ก็มาเรียกร้องขอขึ้นราคาและหากสิ้นปีปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้ม เชื่อว่าราคาจะสูงถึงกิโลกรัมละ 30 บาทแล้วรัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร"
       
       ทั้งนี้ ในส่วนของน้ำมันดีซล สมัยรัฐบาล ปชป. ใช้มาตรการทางสรรพสามิต ไม่ให้ราคาดีเซลเกิน 30 บาท ก็ถูกเยาะเย้ยว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย 5 หมื่นล้านบาท และรัฐมนตรีพลังงานคนก่อนบอกว่า จะไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาด แต่ตอนนี้รัฐบาลยังดำเนินการเรื่องนี้ต่อมา ถึงตอนนี้ 8 เดือนแล้ว เสียหายอย่างนี้เดือนละ 9,000 ล้าน เมื่อรวมยอดเท่ากับ 7.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่อยากให้มาโจมตีรัฐบาลที่แล้ว เพราะ หากยกเลิกมาตรการทางภาษีสรรพสามิตวันไหนจะทำให้ น้ำมันดีเซลพุ่งพรวด 5 บาท เป็นลิตรละ 38 บาท
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 15 มีนาคม 2012, 16:03:22 PM »



รัฐบาลเอาหัวเดินต่างตีน  เวลากระชากราคามันเลยกลับหัวขึ้น.. แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 16 มีนาคม 2012, 10:18:23 AM »


       นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เปิดเผยว่า หลังเทศกาลสงกรานต์นี้ ราคาข้าวถุงในส่วนของข้าวหอมมะลิ จะมีการปรับราคาขึ้นอีกอย่างน้อย 10 บาทต่อถุง เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำที่จะปรับเพิ่มขึ้น แต่สำหรับข้าวขาว ยืนยันว่ายังไม่มีการปรับราคา เนื่องจากเดือนเมษายน - พฤษภาคม เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก
          ทั้งนี้ยอมรับว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ทำให้ข้าวมีปริมาณไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เชื่อว่าปริมาณข้าวหมุนเวียนในตลาดจะลดลงเช่นเดียวกัน

...........................................................................

       เวลานี้กระบอกเสียงของเหล่าเสื้อแดงกำลังหาวิธีการอธิบายเรื่องข้าวของแพงกันอุตลุด  อย่างนายพร้อมพงศ์ตอนแรกเห็นมะนาวบางที่ราคาตกตื่นเต้นดีใจเหมือนกับลิงได้แก้วรีบเอามาโฆษณาชวนเชื่อว่าของไม่ได้แพง  แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ม้วนเสื่อเพราะแม้แต่ราคามะนาวทั่วประเทศต่างพาเหรดอยู่ที่ราคาสูงๆ กันทั้งนั้น     เมื่อจนด้วยข้อมูลที่เป็นจริง เวลานี้พวกกระบอกเสียงนี้ก็พยายามป่าวประกาศว่า  "ของแพงเป็นเพราะเป็นไปตามกลไกตลาด"

       เพื่อนคนหนึ่งเล่าว่า   เมื่อของราคาแพงขึ้นก็ต้องปรับราคาตาม   วันหนึ่งพวกเสื้อแดงก็พากันมาซื้อของในร้าน  พอเห็นราคาของแพงขึ้นก็โวยวายตามธรรมเนียมคนเสื้อแดงที่ใหญ่คับเมืองว่า  "ทำไมของถึงราคาแพงอย่างนี้"   เพื่อนคนนั้นก็ตอบไปทันควันว่า  "ก็เป็นไปตามกลไกตลาดไงพวก"  ตกใจ

       ว่าแล้วก็แอบเอามาเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง  พร้อมกับหัวเราะด้วยความสะใจ    ยิงฟันยิ้ม
       แต่ก็บอกว่าไม่กล้าหัวเราะต่อหน้าพวกมันหรอก  กลัวมันกระทืบเอา  แลบลิ้น
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 19 มีนาคม 2012, 07:26:22 AM »

ดูว่าจะมา แป ตอ หลู อย่างไรอีก

เกษตรกรโวยราคาปุ๋ยขึ้นอีก 50-100 %

http://www.thairath.co.th/content/eco/246336

เกษตรกรโวย พาณิชย์ปล่อยให้ผู้ผลิตขึ้นราคาปุ๋ยเคมีตั้งแต่ ธ.ค.54 ประมาณ 50-100% ช่วง “กิตติรัตน์” นั่งคุม เผยเตรียมจ่อขึ้นอีกระลอก อ้างตามราคาน้ำมันดิบโลก...

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่าปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะสูตรที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะปลูก ได้แก่ สูตร 46-0-0 สูตร 15-15-15 และสูตร 20-0-0 ได้ปรับขึ้นราคาตั้งแต่เดือน ธ.ค.54 ทั้งๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีการอนุมัติให้ปุ๋ยเคมีปรับขึ้นราคา และล่าสุดยังได้รับแจ้งจากผู้ผลิต และผู้จำหน่ายอีกว่าจะปรับขึ้นราคาอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หลังจากที่วัตถุดิบราคาปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า กระทรวงพาณิชย์ได้อนุมัติให้ปุ๋ยเคมีปรับขึ้นราคาไปแล้วจริงในช่วงเดือน ธ.ค.54 ในสมัยที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็น รมว.พาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ออกประกาศราคาแนะนำใหม่เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.54 ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นสูงถึง 50-100% โดยปุ๋ยเคมีถุง 50 กิโลกรัม สูตร 46-0-0 ปรับเพิ่มเป็นถุงละ 882-905 บาท สูตร 15-15-15 ปรับเพิ่มเป็นถุงละ 869 -891 บาท และสูตร 20-0-0 ปรับเพิ่มเป็นถุงละ 541-623 บาท

ส่วนกรณีที่ผู้ผลิตหลายรายได้ทำเรื่องขอปรับขึ้นราคามายังกรมการค้าภายใน เพราะทนแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่ไหว และยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ ทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นนั้น กรมขอให้ตรึงราคาจำหน่ายไปก่อน เพื่อไม่ให้เกษตรกรที่ต้องการใช้ปุ๋ยมากในช่วงนี้เดือดร้อน

ไทยรัฐออนไลน์
บันทึกการเข้า
ลุง-พริก
Jr. Member
**
กระทู้: 118


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 21 มีนาคม 2012, 04:35:23 AM »

เห็นแต่แก้ตัว ไม่เคยแก้ปัญหา แก้ตัวบ่อยๆไม่ได้ผล เที่ยวหน้าอาจจะใช้วิธีใหม่ "แก้ผ้า"
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 21 มีนาคม 2012, 10:08:45 AM »


ฟังอาหยี(ดร.อนุภาพ) พูดถึงแทปเลทแล้ว รู้เลยว่าการซื้อแทปเลทของรัฐบาลเป็นการบริหารจัดการที่ห่วยแตกมากแค่ไหน

1.เด็กได้ของเล่นใหม่ชิ้นหนึ่ง เด็กทุกคนพอใจ
2.สิ่งที่ทำได้ให้กับเด็กป.1 ในปัจจุบัน อย่างเก่งก็แค่ถ่ายตัวหนังสือลงในแทปเลท  เท่ากับถ่ายเอกสารตัวหนังสือมาให้เด็กอ่าน เชื่อแน่ว่าไม่มีการเตรียมทำคอนเทนต์เพราะการทำคอนเทนต์มันใช้งบประมาณอีกมาก หากจะให้ได้ประโยชน์ต้องทำมัลติมีเดี่ยถึงจะเป็นประโยชน์ จะได้รู้ว่า "ศึกชนช้างพระนเรศวร เป็นอย่างไร"  (อะไรคือช้าง  อะไรคือพระมหาอุปราชา...เป็นต้น) แต่นี่ ไม่มีอะไรเลย
3.การธุรกิจไม่ต้องพูดถึง..เพราะโครงการใหญ่ขนาดนี้มีนอกในแน่นอน
4.น่าเสียดายมีผลศึกษาจากสิงค์โปรอยู่แล้ว ว่าเป็นอย่างไร ไม่นำมาศึกษา (เพราะไม่ยอมทำการศึกษาเองก่อน)  เด็กจะมีสมาธิแย่ลง  ฯลฯ
5.เด็กยังต้องนุ่งกางเกงตูดขาดไปรร.  ไม่มีจักรยานขี่  ไม่มีนมกิน  ไม่มีอาหารกลางวัน  ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน  พ่อแม่ไม่มีเงินซื้อเครื่องแบบ เหมือนเดิม ซึ่งจุดนี้ สำคัญกว่าแทปเลทมาก  คุณภาพของเด็กในการศึกษาต่ำลงมากเพราะค่าครองชีพสูงขึ้น
ฯลฯ

แต่มันก็ยังดึงดันที่จะทำ เพราะแถลงนโยบายไว้แล้ว  ก่อนทำ ก็ไม่เตรียมการอะไร  แถมซื้อของจากจีน  ไม่ใช้ของในประเทศ  ไม่ส่งเสริมให้ในประเทศผลิตออกมาใช้ ทั้งๆที่มีศักยภาพ  ใช้วัสดุของจีนหมด (ประเทศไม่ได้ห่ะอะไร)

ทุเรศ
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 21 มีนาคม 2012, 10:26:22 AM »

ของลูกชายผม ม.ปลายก็มีเรื่องปวดหัวแล้ว   เพราะเปิดเทอมใหม่นี้โรงเรียนกำหนดให้นำแลปท็อปไปเรียนแทนการแบกหนังสือ   ตรงนี้ผู้ปกครองต้องซื้อเองไม่มีรัฐบาลที่ไหนมาบริจาคให้
ปัญหาแม้แต่ในเด็กโตคือ  การเก็บรักษา   เพราะของพวกนี้ไม่ใช่ราคาถูกๆ   อย่างน้อยก็หมื่นสามหมื่นสี่ขึ้นไปแล้วยิ่งโรงเรียนกำหนดสเปคมาสูงให้ทำงานกับสมาร์ทบอร์ด(กระดานอัจฉริยะหรือกระดานดำโง่ดักดานก็ไม่รู้) ได้   
ทีนี้โอกาสที่จะหายมันมีอยู่สูงสิครับ  เพราะที่ผ่านมารองเท้าใหม่ๆ ถอดไว้นอกห้องยังหายกันเป็นประจำ
ก็มีคำถามว่าแล้วจะต้องแบกไอ้เจ้าแลปท็อบนี้ไปด้วยตลอดเวลาหรือเปล่า  ทั้งเวลาเรียน  เวลาเข้าห้องน้ำ  เวลาไปทานอาหารกลางวัน  แล้วเวลาไปเล่นบาสเล่นบอลจะต้องทำอย่างไร  ไม่ต้องเล่นไปชำเลืองไปกันของหายหรอกหรือ

สุดท้ายก็ทำให้ผู้ปกครองต้องหันมาคุยกัน   แล้วได้ข้อสรุปว่าสงสัยจะต้องช่วยกันบริจาคซื้อตู้ล็อกเกอร์ให้เด็กๆ ใช้เก็บแลปท็อบกัน  จะได้สะดวกหน่อยไม่ต้องคอยพะวงรักษาของ   
นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ  ก็เริ่มมองเห็นปัญหาที่ยุ่งยากขึ้นแล้ว
แล้วจะนับอะไรกับเด็ก ป. 1    หรือจะคิดว่าทุกคนได้รับแจกแล้ว คงไม่มีใครขโมยของใคร   ผมว่ารูปร่างมันก็เหมือนๆ กัน  คงได้สลับมือกันสนุก
แล้วอีกอย่างคือเรื่องการบำรุงรักษา   แท็บเล็ตที่จะแจกจะคงทนมีอายุการใช้งานนานเท่าใด
แล้วจะทนมือทนเท้าเด็ก ป. 1 ได้หรือไม่  อีกอย่างเรื่องทำของหล่นของตกก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับเด็กวัยนี้   
น่าคิดว่ามันจะใช้งานได้สักกี่วัน
นี่ได้ยินข่าวว่าศูนย์คอมพิวเตอร์ทั้งหลายกำลังเตรียมพนักงานเพื่อรับซ่อมแท็บเล็ตแล้ว

ผมว่าภายใน 1 ปี แท็บเล็ตนี้คงเหลือใช้ได้ไม่ถึงครึ่ง
แล้วจากนั้นจะเป็นอย่างไร  จะแจกอีกหรือไม่ 
หรือสุดท้ายก็อธิบายแบบทักกี้คือ  "ได้ทำแล้ว แจกแล้ว" แต่...หลังจากนั้นช่างมัน  แลบลิ้น
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 21 มีนาคม 2012, 14:48:37 PM »

555 ดูแต่คอมพ์ฯโรงเรียนสิ  
เมื่อก่อนบางโรงเรียนไม่มีไฟฟ้าใช้ พอได้คอมพ์ รร.มา ก็ต้องซื้อเครื่องปั่นไฟมาปั่นไฟ  จะเล่นอินเตอร์เนทก็ไม่ได้ เปล่าประโยชน์ เหมือนมีกระดานดำ  เอามาเล่นเกมส์กันสนุกมือ  อย่างเก่งก็มาปริ๊นต์รายงานให้ครูทำวิทยะฐานะ

ปัจจุบัน คอมพ์โรงเรียนเป็นเศษซากขยะที่วางเกะกะไม่รู้จะเอาไปไหน

ประเทศไทยมีทุกอย่าง   เสียแต่มีนักการเมืองเลวชาติ  ที่โง่ งก งั่ง งมงาย และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

นโยบายต่างๆที่ผลิตออกมา ถ้ามันไม่ได้ประโยชน์ไม่มีทางที่มันจะอนุมัติ...ชั่วจริงๆ

แต่ที่น่าเสียดายก็คือ พลเมืองเราโง่ ไม่รู้เท่าทันนักการเมือง  และมีแต่พลเมืองเสือหิว  ที่อยากได้อะไรก็ได้ ที่ได้วันนี้อิ่มวันนี้ อร่อยวันนี้ ข้างหน้าจะเป็นอะไรก็ช่าง

ตอนอยู่ป่า เวลาได้ เก้ง กวาง..หรือสัตว์ป่า..พวกสหายที่อดโซทั้งหลายแหล่จะเปล่าเสียงเป็นเสียงเดียวกัน..." อร่อยหนเดียวจงเจริญ...! อร่อยหนเดียวจงเจริญ ! อร่อยหนเดียวจงเจริญ !...(ก้อย ลาบ  ม่ำ ...กินวันนี้  ไม่ต้องเก็บไว้ มันบ่แซบ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 มีนาคม 2012, 14:51:49 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 22 มีนาคม 2012, 12:34:13 PM »

อันนี้ไม่ได้แพง แต่ไม่ได้ราคา แถมขั้นตอนยังยุ่งยาก

จากบล็อก โอเคเนชั่น


ออกฤทธิ์แล้ว!!! "จำนำข้าว" ไหนว่าดีกว่า "ประกันรายได้" เป็นไงละชาวนา รู้รึยัง???

หลังจากเปิดรับจำนำข้าว มาตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2554 จนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2555 และเริ่ม รับจำนำรอบใหม่เป็น 1 มีนาคม 2555 จนถึง 15 กันยายน 2555 อายุการจำนำไว้ระยะเวลา 4 เดือนหลังจากวันที่รับจำนำ ซึ่งเท่าที่สอบถามเกษตรกรในพื้นที่ยังไม่เห็นมีใครแม้แต่รายเดียวที่คิดถึงเรื่องการไถ่ถอน มีแต่การพูดเรื่อง "จำนำได้ราคาเท่าไหร่" ความหมายก็คือ "การขายให้รัฐบาลนั่นเอง"

ซึ่งปริมาณข้าวส่วนใหญ่ที่ชาวนาไทยผลิตได้จะเป็นการเก็บเกี่ยวช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2555 แต่ข้าวที่รับจำนำกันก่อนหน้านี้ไม่ทราบเหมือนกันว่ามาจากที่ไหน?

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในการจำนำครั้งนี้ จากการได้พูดคุยกับเกษตรกรโดยตรง ข้อมูลบางส่วนมาจากพ่อค้าข้าว และโรงสีผู้รับจำนำ

-ความล่าช้าในการออกใบแสดงสิทธิ์ เพราะมีขั้นตอนการทำงานหลายขั้นตอน ตั้งแต่เกษตรตำบล จนถึง ปลัด อบต. ยิ่งไปเจอระบบราชการที่เอาง่ายเฉพาะตัวเองทำให้ล่้าช้าไปกันใหญ่ ใครอยากเร็วก็ใต้โต๊ะ

-ความล่าช้าในการออกใบประทวน ของโรงสี ด้วยมูลเหตุในการบังคับให้เกษตรกรต้องจำนำข้าวในโรงสีในพื้นที่เท่านั้น ก็เหมือนการผูกขาดการซื้อขายให้กับโรงสีในพื้นที่ ซึ่งแต่ละโรงสีจะมีข้อจำกัดเรื่องการสีข้าว มีข้อจำกัดเรื่องการทำเอกสารของโรงสี และเจ้าหน้าที่ อคส. ทำให้การออกใบประทวนล่าช้า

-ส่วนต่างของราคาที่โรงสีซื้อ โดยไม่ต้องจำนำ สูงมาก เช่นจำนำ จะได้ราคา 11000 บาท/เกวียน ขายสดโดยไม่ต้องจำนำ 8000 บาท/เกวียน ทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือกที่จะต้องขายระบบจำนำเพียงอย่างเดียว

-ความล่าช้าในได้รับเงินจากการจำนำข้าวของชาวนา กว่าจะได้รับเงินจาก ธกส. จะใช้เวลานาน 1 เดือนขึ้นไป บางคนเดือนครึ่งแล้วยังไม่ได้รับเงิน และไม่รู้จะได้รับเงินตอนไหน ก่อให้เกิดภาวะฝืดเคืองในการจับจ่ายใช้สอยของชาวนา ยิ่งบางคนมีภาระจ่ายประจำ ถึงขั้นต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาใช้สอยภายในครัวเรือน สำหรับคนที่พึ่งสินเชื่อกับทางพ่อค้าก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่แพงขึ้น เพราะระยะเวลาในการใช้คืนเนิ่นนานออกไป
ไม่มีเงินทุนสำหรับลงทุนต่อทันที เกิดความล่าช้าในการทำนาในฤดูกาลต่อมา ทำให้เสียโอกาสในการปลูกข้าว

-โรงสีเลือกที่จะรับซื้อระบบจำนำจากชาวบางราย (ซื้อเฉพาะลูกค้าประจำ) โดยอ้างว่า โควต้าเต็ม หรือสีข้าวไม่ทัน ทำให้เกษตรกรหาที่จำหน่ายยาก บางครั้งต้องเข้าคิวเพื่อรอจำหน่ายข้าวข้ามคืนข้าววัน

-เนื่องจากเกษตรกรหลายราย เกิดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด ทำให้แทบไม่ได้เกี่ยวข้าว ซึ่งรบ. ช่วยภัยพิบัติเพลี้ยกระโดดไร่ละ 606 บาท ชาวนาส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหายจะไม่แจ้งเสียหาย เนื่องจากขายสิทธิ์ได้เงินมากกว่า ขายสิทธิ์ได้ เกวียนละประมาณ 1000 บาท

-เกิดการสวมสิทธิ์ ชาวนาหลายคนรอเงินจากการรับจำนำไม่ไหว ต้องกินต้องใช้ทุกวัน จึงเอาข้าวพร้อมสิทธิ์ขายให้พ่อค้า หรือโรงสี แล้วเลือกรับเงินสดมา จำเป็นต้องขายข้าวในราคาถูกเพื่ิอสภาพคล่องของตน

ซึ่งจะแตกต่างกับประกันรายได้ "ที่สามารถขายโรงสีไหนก็ได้ จะได้รับเงินสดทันที และรัฐบาลจะจ่ายชดเชยเข้าบัญชีในภายหลัง" ทำให้ไม่ต้องขาดสภาพคล่องในการดำรงชีวิต
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 22 มีนาคม 2012, 12:53:03 PM »

สองวันมานี้โทรทัศน์ช่องต่างๆ ต่างพากันออกมารายงานเรื่องของแพงตบหน้ารัฐบาลเป็นแถวๆ

เริ่มจาก ช่อง 5 ช่อง 9 แล้วเช้านี้ก็ไทยพีบีเอส  ซึ่งรายหลังถึงกับระบุว่าเป็นการบริหารนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ผิดพลาดในข่าวเช้าวันนี้

http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9550000036518
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!