บ้านตุลาไทย
24 เมษายน 2018, 09:34:55 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว จริงหรือ ?  (อ่าน 15091 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 07 มีนาคม 2012, 09:27:51 AM »


สมุดปกเหลืองของหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม คือแนวทางปฏิรูปประเทศตามแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย เป็นแนวทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าพอควร  แต่ก็ไม่มีใครยอมรับให้นำมาใช้ เพราะมันกระเทือนถึงโครงสร้างการถือครองปัจจัยการผลิตหลัก คือ การปฏิรูปที่ดิน  ....สิ่งเหล่านั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าดีจริงหรือไม่  ( แต่เชื่อแน่ได้ว่า  เจ้าของทุนใหญ่ไม่ว่าฝ่ายใดไม่อยากให้เกิดขึ้นแน่ๆ...รวมทั้งทุนสามานย์ที่มีลักษณะนายหน้าต่างชาติ หากินกับสัมปทานและทรัพยากรของส่วนรวมยิ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นใหญ่เลย..จึงอย่าได้สะเออะมาโฆษณาว่าตัวเองเชิดชูหลวงประดิษฐ์)
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 08 มีนาคม 2012, 10:16:49 AM »

(4)  โดย ยุค ศรีอริยะ


 อะไรคือ จักรวรรดิอเมริกา
       
       ในช่วงที่ผ่านมา มีการวิพากษ์ความคิดของผมมากมาย ปรากฏขึ้นในวงเฟซบุ๊กและวงสนทนาต่างๆ จำนวนมาก
       
       ผมเองต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ รวมทั้งอาจารย์เกษียร และผู้ร่วมวิจารณ์ ที่ให้เกียรติ และให้ “คุณค่า” ต่อคำกล่าวของผม
       
       ผมกล่าวทำนองว่า
       
       มหาวิทยาลัยคอร์เนล มีฐานะเป็น Soft Power ของจักรวรรดิอเมริกา ได้ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์” และ “เครือข่าย” ทางปัญญา ซึ่งทำหน้าที่ผลิตทฤษฎี ผลิตผลงานวิชาการ และที่สำคัญ ได้ทำหน้าที่ผลิตนักวิชาการโลกที่สาม
       
       แน่นอนทีเดียว บรรดาอาจารย์ที่เรียนจบจากคอร์เนลจำนวนหนึ่งคงรับแนวคิดนี้ไม่ได้ จึงเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดผมกันอย่างกว้างขวาง
       
       มีเพื่อนคนหนึ่ง ท่านเป็นห่วงเป็นใยผมเอาอย่างมากๆ กลัวว่า ผมจะ “เสียคน” เมื่อแก่
       
       ผมขอตอบให้ท่านคลายกังวลนะครับ ว่า
       
       ผมเสียคนตั้งแต่เป็น “หนุ่ม” มาแล้ว เสียแล้ว... เสียอีก หลายต่อหลายครั้ง จนไม่มีอะไรต้องเสียอีก
       
       แต่อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอบคุณเพื่อนๆ จำนวนมาก ที่เป็นห่วงใย ช่วยกันโต้ตอบแทน
       
       มีเพื่อนอาวุโสท่านหนึ่ง โทร.มาบอกว่า “เป็นห่วงมากๆ”
       
       ผมจึงอธิบายความคิดของผมกับท่านว่า
       
       เวลาที่เราออกพูดทางทีวี เปรียบไป จะดูราวกับว่า การพูดแต่ละครั้งนั้นไม่ต่างจากการสร้างฟองสบู่เล็กๆ ทันทีที่พูดจบ ฟองสบู่ก็แตก มลายหายไป ทุกอย่างก็จบ เรื่องราวที่ได้กล่าวไว้ก็ลอยไปตามสายลม ไม่ค่อยมีใครสนใจหรือใส่ใจ
       
       ผมเลยคิดว่า ในการพูดครั้งนี้ คงต้องพูดอะไรที่จะถูกวิจารณ์บ้าง เปิดช่องโหว่ไว้บ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้เกิดการถกกันทางปัญญา
       
       ก่อนอื่น ต้องขอบคุณอาจารย์เกษียรอย่างสูง ที่ช่วยเปิดบทวิวาทะขึ้น และช่วยทำให้ฟองสบู่สามารถดำรงอยู่ได้ยาวกว่าปกติ และมีส่วนกระตุ้นทำให้ผมได้เขียนบทความชิ้นนี้
       
       ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เกษียรอย่างมาก ที่ยืนยันว่า แต่ละบุคคลที่จบคอร์เนล มีความเป็นปัจเจก และมีความเป็นตัวของตัวเอง เพราะนักศึกษาไทยที่ถูกส่งไปศึกษาที่นี่ มักเรียนเก่ง และเป็นคนที่มีความสามารถสูง
       
       ตอนที่ผมเรียนที่ธรรมศาสตร์ ผมเองก็เรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งผมเคารพรักท่านมาก ท่านคือ อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ ท่านก็จบจากคอร์เนลเช่นกัน
       
       ท่านอาจารย์เรียนจากโลกตะวันตก แต่ท่านตระหนักถึง “คุณค่า” ของสถาบันกษัตริย์ไทย อย่างสูง
       
       ความจริงแล้ว ผมไม่คิดว่า มหาวิทยาลัยคอร์เนลเท่านั้น ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ผลิตทฤษฎีตะวันตก แม้แต่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กที่ผมร่ำเรียนก็ทำหน้าที่ไม่ต่างกัน
       
       สมัยที่ผมไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ผมบอกตัวเองว่า ผมโชคดีอย่างมากๆ ที่เติบโตขึ้นในสายวัฒนธรรมตะวันออก ผมสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ยิ่งเรียน ผมยิ่งเข้าใจ “ค่า” ของวัฒนธรรมตะวันออก
       
       ผมจึงคิดว่า มีนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยเลย ที่คิดไม่ต่างจากผม
       
       อาจารย์เกษียรเรียนวิชารัฐศาสตร์ ผมเรียนวิชาระบบโลก ดังนั้น การเล่าเรียนแต่ละแห่งจึงมีมิติที่ต่างกันบ้าง
       
       การศึกษาโลกทั้งใบ นั้นถือว่าเป็นการศึกษาเรื่องที่ใหญ่มาก จึงหนีไม่พ้นที่ต้องศึกษาทฤษฎี(ตะวันตก)จำนวนมากมาย
       
       อย่างเช่น ผมจะทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “รัฐชายขอบ” ผมก็ถูกบังคับให้ต้องอ่านทฤษฎีเรื่อง “รัฐ” ที่ถูกผลิตขึ้นในโลกตะวันตกทุกทฤษฎี แล้วต้องสังเคราะห์ใหม่
       
       อาจารย์ Hopkins และ Wallerstien จะย้ำเสมอว่า “ระบบโลก ไม่ใช่ทฤษฎี แต่คือ ผลงานทางประวัติศาสตร์ แต่เวลาที่คุณจะผลิตผลงานทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว งานประวัติศาสตร์นี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบูรณาการบรรดาทฤษฎีหลากหลายเข้ามาร่วมกัน”
       
       ชาวระบบโลก จึงเชื่อว่า
       
       “ไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งสมบูรณ์ หรือตอบคำถามทุกอย่างได้”
       
       ชาวระบบโลกจึงไม่ใช่นักทฤษฎี แต่คือ ผู้เลือกใช้ทฤษฎีต่างๆ ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย
       
       นี่คือวิธีคิดของชาวระบบโลก ที่ดูราวจะใช้ทุกทฤษฎี และไม่ติดยึดกับทฤษฎี พร้อมที่จะคิดหรือผลิต หรือสังเคราะห์ทฤษฎีขึ้นมาใหม่
       
       แต่ ผมก็ตระหนักว่า บรรดาทฤษฎีเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ผมได้เล่าเรียน คือ ทฤษฎีที่ผลิตขึ้นจากโลกตะวันตก
       
       วันหนึ่ง อาจารย์ Hopkins สอนผมเรื่อง “ทิศทางโลกอนาคต” ท่านกล่าวทำนองว่า
       
       “ที่สุดแล้ว ในยุคโลกาภิวัตน์ ระบบเศรษฐกิจโลกที่มีอยู่หลายแบบ ทั้งแบบทุนนิยม สังคมนิยม และสังคมรัฐสวัสดิการ จะถูกผนวกกัน รวมเป็นระบบเดียวกัน”
       
       นี่คือ หลักคิดที่สำคัญของสำนักระบบโลก
       
       ผมย้อนอาจารย์ว่า
       
       “หลังจากระบบเศรษฐกิจโลกถูกผนวกเป็นหนึ่งเดียวกัน ระบบทั้งใบก็จะเริ่มทรุด และพังทลายลง”
       
       อาจารย์ถามผมว่า
       
       “ทำไม คิดอย่างนี้”
       
       ผมตอบท่านว่า
       
       “ผมเป็นนักศึกษามาจากโลกตะวันออก แต่อาจารย์เป็นอาจารย์จากโลกตะวันตก
       
       คนตะวันออกจะเชื่อว่า
       
       เมื่อสิ่งหนึ่งก้าวถึงจุดสูงสุด ในที่สุด ก็จะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมและความตาย ไม่ต่างจากดอกไม้ที่บานเต็มที่แล้วก็ต้องเสื่อมสลาย”
       
       มีเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนหลายคนไม่เห็นด้วยกับผม
       
       แต่ อาจารย์ตอบกลับผมว่า
       
       “ที่คิด เข้าท่าดี”
       
       ท่านก็เลยหันไปบรรยายเรื่อง “การคิด” และ “การมองโลก” โดยมีอารยธรรมยุโรปเป็นศูนย์กลาง และท่านกล่าวทำนองว่า
       
       ระบบการศึกษาและวัฒนธรรมโลกในปัจจุบันนั้น ยังวางอยู่บนฐานคิด ฐานวิเคราะห์ ที่มีโลกยุโรปและอเมริกาเป็นศูนย์กลาง จนบางครั้ง เรามองไม่เห็น “ค่า” ของสายวัฒนธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันออก
       
       ผมคิดว่า อาจารย์เองก็ตระหนักรู้
       
       นี่คือ จุดอ่อนที่สำคัญของระบบการศึกษาที่มีศูนย์กลางที่โลกตะวันตก
       
       นักวิชาการชาวตะวันตกส่วนใหญ่จะถือว่า “วัฒนธรรมตะวันตกสูงค่ากว่าสายวัฒนธรรมอื่นๆ” และเชื่อว่า “สายตะวันตก เป็นสายที่วัฒนธรรมมีรากเหง้าเฉพาะของตัวเอง” นั่นคือ มีต้นกำเนิดมาจากสายวัฒนธรรมกรีก และโรมัน เท่านั้น
       
       รากของความรู้หรือทฤษฎีตะวันตก จึงมักย้อนไปที่กรีก เริ่มจากนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ถือว่าเป็น “บรมอาจารย์” อย่างคุณโสเครตีส เพลโต้ และอริสโตเติล
       
       เวลาเรียนวิชารัฐศาสตร์ ก่อนอื่นเราจะต้องเรียนความคิดของปรมาจารย์เหล่านั้น
       
       วันหนึ่ง ผมได้ไปสอนเรื่อง “ญาณวิทยา” ให้กับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่แทนที่ผมจะสอนแนวคิดของบรมอาจารย์ชาวกรีก ผมสอนแนวคิดของพระพุทธเจ้า และเต๋า
       
       มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์ กล่าวกับผมทำนองว่า
       
       ที่ผมสอน จัดว่าเป็นการสอนเรื่องธรรมะและอภิปรัชญา ท่านคิดว่า ธรรมะ ไม่ใช่ญาณวิทยา ญาณวิทยามีรากมาจากการคิดอย่างเป็นระบบเหตุผล ซึ่งมีรากกำเนิดจากปรัชญาตะวันตกหรือกรีก
       
       ท่านจึงเชื่อว่า ศาสตร์ทางพุทธ และเต๋า ถือว่าเป็นเพียงอภิปรัชญา หรือเป็นเพียงเรื่องใหญ่กว้างๆ เป็นที่จับต้องไม่ได้ พิสูจน์ว่า “จริง” หรือ “ไม่จริง” ไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่ญาณวิทยา
       
       คนที่เรียนแบบตะวันตกมักจะยกย่องความเชื่อที่มาจากกรีกเท่านั้น ว่าเป็นรากที่มาของชุดความเชื่อที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์” เพราะมีฐานคิดอยู่กับการสร้างระบบเหตุและผล และเรื่องระบบคิด เรื่อง “ความขัดแย้ง” หรือ “Dialectic”
       
       แนวคิดที่จะถือว่า เป็นวิทยาศาสตร์ได้ ต้องเป็นแนวคิดที่จับต้องได้ พิสูจน์ว่า “จริงแท้แน่นอนได้”
       
       ที่สำคัญ การเรียนรู้ในโลกตะวันตก จึงแยกการศึกษาศาสนาออกจากความรู้ทั่วไป
       
       เวลาที่เราเรียนในโลกตะวันตก เราจะพบความจริงว่า โลกทางวิชาการตะวันตกยิ่งใหญ่มาก คล้ายๆ กับเรากำลังเดินอยู่ใน Super Market ขนาดใหญ่ ที่ซึ่งไม่ได้ผลิตสินค้า แต่มุ่งขายสินค้าทางวิชาการ
       
       ใน Super Market ใหญ่นี้ มีนักคิดตะวันตกที่มีชื่อเสียงมากมาย มีทฤษฎีและตำรานับล้านๆ เล่ม และผลิตเพิ่มขึ้นทุกวัน หากคุณไม่ชอบทฤษฎีแบบขวาๆ ก็มีทฤษฎีแบบซ้ายๆ หรือแบบกลางๆ ให้เลือก
       
       เวลาเราเรียน แค่หนังสือที่ต้องอ่าน ก็มากๆ...มากจนอ่านไม่ทัน เรียกว่า ชีวิตเราทั้งชีวิตต้องจมอยู่กับทฤษฎีและความเชื่อแบบตะวันตก
       
       บางครั้ง ก็เรียนๆ...เรียนจนแทบจะอาเจียนทฤษฎีและความรู้
       
       หลายครั้ง เวลาที่ผมเรียนวิชาระบบโลกและเริ่มเบื่อ...เบื่อสุดๆ เพราะผมคิดว่า บรรดานักคิดในโลกตะวันตกส่วนใหญ่จะคิดได้เพียงแค่การคิดอย่างเป็นระบบที่จับต้องได้ ถ้าเกินกว่านั้น “คิดไม่ออก”
       
       หรือกล่าวง่ายๆ นักคิดตะวันตกจะเชี่ยวชาญการวิเคราะห์โลกในมิติที่เป็นวัตถุ(จับต้องได้) ไม่เชี่ยวชาญในมิติที่เกินกว่าโลกทางวัตถุ อย่างเช่นเรื่อง “จิตใจ” ซึ่งจับต้องได้ยาก
       
       และที่สำคัญ ผมไม่พบว่า มีนักทฤษฎีตะวันตกที่ยกย่องและชื่นชมสายวัฒนธรรมตะวันออก สายแอฟริกา และอื่นๆ มากนัก
       
       มีนักวิชาการตะวันตกจำนวนหนึ่งสนใจสายวัฒนธรรมตะวันออก แต่ก็มักจะมองว่า “วัฒนธรรมตะวันออกล้าหลัง และอำนาจนิยม”
       
       เมื่อมองแบบนี้ ย่อมส่งผลทำให้บรรดาผู้ที่เรียน (วิชาจากโลกตะวันตก) มองไม่เห็น “คุณค่า” ของวัฒนธรรมสายอื่นๆ
       
       เวลาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ก็หนีไม่พ้นที่ต้องใช้ทฤษฎีตะวันตกเป็นแนวคิดหลักในการผลิตงานวิทยานิพนธ์
       
       ผลงานที่ถูกผลิตขึ้นมาก็กลายเป็นเพียงผลงานที่พิสูจน์และยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีตะวันตกที่เรานำมาใช้
       
       ผมคิดว่า เพื่อนๆ ที่เรียนปริญญาเอก เกือบทุกคน ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากผม บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทฤษฎีตะวันตกที่นำมาใช้ จะสามารถใช้อธิบายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แถบตะวันออกได้จริงหรือ
       
       กรณีของผมก็ไม่ต่างกัน ผมจะทำเรื่องเกี่ยวกับรัฐไทย ที่ชาวระบบโลกจะเรียกว่า “รัฐชายขอบ”
       
       ผมก็ต้องอ่านทฤษฎีว่าด้วย “รัฐ” จากนักคิดตะวันตกที่โด่งดังทุกคน ทั้งต้องอ่านและต้องเขียนวิเคราะห์บทวิเคราะห์นำเสนอออกมาก่อน และต้องสอบผ่านงานทางทฤษฎีก่อน
       
       ผมโชคดีจากการศึกษาทฤษฎีว่าด้วยรัฐ ผมพบจุดอ่อนของทฤษฎีรัฐแบบตะวันตก
       
       ผมพบจุดอ่อนหลายประการ จนได้กล่าวความรู้สึกนึกคิดของผมกับอาจารย์ว่า
       
       “คงต้องโยนทฤษฎีรัฐที่ผลิตขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทิ้งหมด”
       
       ผมชี้แจงกับอาจารย์ว่า
       
       ประการแรก บรรดาทฤษฎีรัฐที่มีอยู่ต่างๆ ในโลกทางตะวันตก ล้วนสร้างบนฐานวัฒนธรรมตะวันตกเป็นสำคัญ จึงไม่ครอบคลุมเพียงพอ ถือว่า “ผิดพลาด” เกือบหมด เพราะมีนักวิชาการตะวันตกน้อยคนมากที่สนใจศึกษา “รัฐ” ที่เกิดในโลกตะวันออก ทั้งๆ ที่ “ความเป็นรัฐ” ก่อกำเนิดขึ้นในโลกตะวันออก
       
       ประการที่สอง ต้องโยนเรื่อง รัฐ หรือคำว่า State ทิ้ง เพราะ State คำนี้มีรากมาจากคำว่า Nation State ซึ่งเกิดขึ้นที่ยุโรปเป็นสำคัญเท่านั้น
       
       ประการที่สาม จะเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับ รัฐ ต้องเข้าใจคำว่า Empire หรือคำว่า จักรวรรดิ ก่อน เพราะจักรวรรดิ หรือ Empire คือระบบการเมืองโลกตัวจริง ซึ่งมีประวัติศาสตร์จริง ที่สามารถรวบอำนาจ(การเมือง)ในยุคโบราณ
       
       ดังนั้น ต้องสร้าง ทฤษฎี Empire ขึ้นแทนที่ ทฤษฎีรัฐ
       
       ประการที่สี่ ทฤษฎีว่าด้วยรัฐ เมื่อเริ่มคิดจากคำว่า State จึงอธิบาย “รัฐ” ในพื้นที่ที่จำกัด หรือมีพรมแดนสังกัดที่แน่นอน
       
       แต่ Empire ไม่ได้มีพื้นที่จำกัด และก่อตัวขึ้นบนฐานของความเป็นระบบโลก
       
       ประการที่ห้า ทฤษฎีรัฐของฝ่ายซ้ายที่ยิ่งใหญ่ อย่างเช่น ทฤษฎีของ Lenin ที่เสนอว่า “รัฐ คือกองทัพ และตำรวจ และศาล” การเข้าใจ “รัฐ” ในมิติแบบนี้ ถือว่าเป็นการมองรัฐแบบที่แคบมาก คือสนใจเฉพาะเรื่อง Hard Power (อำนาจแบบแข็งๆ) ทำให้มองข้ามความสำคัญอำนาจรัฐแบบ Soft Power (อำนาจรัฐแบบอ่อนๆ) ซึ่งมีพลังครอบงำยิ่งกว่าอำนาจรัฐแบบ Hard Power เสียอีก
       
       มี นักทฤษฎีเรื่อง “รัฐ” ที่สำคัญมากอีกคนหนึ่งคือ Gramsci ท่านเป็นนักคิดคนสำคัญมาก ที่สนใจเรื่อง Soft Power และเสนอความเชื่อว่า “ชนชั้นนำจะสามารถปกครองได้ต้องสถาปนาฐานะความเป็นจ้าวสูงสุดขึ้น” แต่ถึงอย่างไร Gramsci ก็เข้าใจ “รัฐ” ในมิติของประเทศเท่านั้น
       
       คำว่า อำนาจรัฐอย่างอ่อนๆ (Soft Power) นี้มีที่มาเกินกว่าประเทศ หรือรัฐใดรัฐหนึ่ง หรือกล่าวว่า ทุกรัฐ หรือ Empire ต่างๆ ในโลกตะวันตก ต่างช่วยกันผลิต Soft Power ตัวเดียวกัน เพราะอำนาจรัฐแบบอ่อนนี้มีฐานกำเนิดจากชุดวัฒนธรรมที่เรียกว่า “วัฒนธรรมตะวันตก” ซึ่งมีจุดกำเนิดก่อนการเกิด Empire ต่างๆ ในย่านตะวันตกเสียอีก
       
       การสถาปนา “ความเป็นจ้าวเหนือโลก” จึงไม่ใช่เป็นเพียงการสร้างจักรวรรดิขนาดใหญ่ ซึ่งมีอำนาจทางระบบครอบโลกเท่านั้น ยังต้อง “สถาปนา” วัฒนธรรมตะวันตก รวมทั้งทฤษฎี ปรัชญา และต้อง “สถาปนา” สถาบันการศึกษา สถาปนาบรรดาสื่อตะวันตก ค่านิยมตะวันตก และการบริโภคแบบตะวันตก ให้มีอำนาจเหนือความเชื่อ เหนือจิตใจและความนึกคิดของคนทั่วโลกด้วย
       
       นี่คือทฤษฎีเรื่อง Empire หรือจักรวรรดิ ที่ผมคิดขึ้น
       
       ผมคิดว่า นักศึกษาไทยจำนวนหนึ่งที่เรียนในโลกตะวันตก สามารถคิดทฤษฎีของตัวเองได้
       
       เวลาที่เราศึกษาเรื่อง “จักรวรรดิอเมริกา” (American Empire) เราจึงต้องศึกษาทั้งด้านอำนาจแข็งอย่างเช่น ระบบราชการ กองทัพ ซีไอเอ และอื่นๆ ขณะเดียวกัน เราต้องศึกษาเรื่องอำนาจรัฐแบบอ่อนๆ ด้วย
       
       อำนาจรัฐ 2 แบบนี้ ถูกนำมาประสานและประกอบกันเพื่อสถาปนา “ความสูงสุด” ให้แก่จักรวรรดิอเมริกา และยุโรป
       
       ที่จริงแล้ว การสถาปนาอำนาจรัฐแบบอ่อนๆ มีความสำคัญกว่าอำนาจรัฐแบบแข็งๆ มาก อำนาจแบบอ่อนๆ นี้ จะดูไม่น่ากลัว มักจับต้องไม่ได้ กระทำผ่านการผลิตซ้ำวัฒนธรรมตะวันตก ผลิตซ้ำทฤษฎี ปรัชญา วิธีวิเคราะห์แบบตะวันตก รวมทั้งค่านิยมและวิถีชีวิตแบบตะวันตก
       
       อำนาจแบบอ่อนๆ มีพลังอย่างมาก จนสามารถถอนรากวัฒนธรรมไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกล่าวว่า คนไทยปัจจุบันไร้รากเดิมทางวัฒนธรรม
       
       หน้าเป็นไทย แต่ใจและพฤติกรรมเป็นฝรั่ง
       
       อำนาจแบบอ่อนๆ สามารถถอนรากระบบการศึกษาไทยแบบสิ้นเชิง ระบบการศึกษาโบราณของไทยสอนเรื่อง “ธรรมะ” เป็นสำคัญ สำคัญกว่าสอนเรื่อง “ความรู้” และสอนนักเรียนให้มีจิตเมตตากรุณา แต่การศึกษาปัจจุบันสอนเด็กให้คิดแต่จะเอาชนะ และเป็นที่หนึ่ง สอนนักเรียนให้ฉลาด แต่ฉลาดเพื่อตัวเอง และให้หลงกับอำนาจของเงินตรา
       
       มองในแง่นี้ สถาบันการศึกษาและสื่อในโลกตะวันตก โดยเฉพาะที่อเมริกาและยุโรป ได้แสดงบทบาทสำคัญมาก และถือว่า ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการสร้าง “ใจ” และการแพร่วัฒนธรรมแบบตะวันตก รวมทั้งช่วยในการสถาปนา “ความเป็นจ้าว” หรือ การสร้าง Hegemony ครอบโลก
       
       เครือข่ายอำนาจครอบโลกแบบอ่อนๆ นี้ มีความลึกและความละเอียด ฟังดูมีเหตุมีผล และไร้พรมแดนมากกว่าอำนาจแบบแข็งๆ
       
       ตัวอย่างง่ายๆ อำนาจของสถาบันการศึกษา (อเมริกา) จึงมีฐานะและอำนาจครอบเหนือสถาบันการศึกษาโลกที่สาม ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม เพราะสถาบันการศึกษาอเมริกากลายเป็นศูนย์ผลิตนักวิชาการ นักการทหาร ชั้นยอดสุดของโลก
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาด็อกเตอร์ (ดร.) ที่จบจากอเมริกา และเชี่ยวชาญทฤษฎีตะวันตก มีอิทธิพลมากในการกำหนดทิศทางทางการศึกษา ทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรม และทิศทางการเมืองประเทศไทย (ยังมีต่อ)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 08 มีนาคม 2012, 11:03:40 AM »

(5) โดย ยุค ศรีอริยะ
ลูกศิษย์... ผู้ยอมจำนน
       
       อาจารย์เกษียร เล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า ผมเป็นลูกศิษย์ James Petras ผมคงไม่ปฏิเสธว่า ผมทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกโดยมีอาจารย์ Petras เป็นที่ปรึกษาหลัก
       
       สาเหตุที่ผมขอให้อาจารย์เป็นที่ปรึกษาหลัก เพราะท่านเป็นอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการเมืองในละตินและการเมืองอเมริกาอย่างมากๆ จนท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
       
       ส่วนท่านอาจารย์ Wallerstien ท่านชอบสร้างภาพ “รัฐ” แบบหลวมๆ อย่างมากๆ เพราะท่านกลัวว่า ทฤษฎี หรือ กรอบคิด ที่แข็งเกินไป จะไปจำกัดการคิดวิเคราะห์อย่างเช่น เวลาที่ท่านพูดถึง “รัฐศูนย์กลาง” ท่านก็จะใช้หลักง่ายๆ ว่าเป็น “รัฐที่เข้มแข็ง” เท่านั้น ส่วน “รัฐชายขอบ” คือ “รัฐที่อ่อนแอ”
       
       ส่วนอาจารย์ James Petras คิดว่า ต้องวางกรอบแนวคิดให้ชัดเจน ท่านจึงเสนองานเรื่อง “รัฐจักรวรรดินิยม” ขึ้น อย่างลงรายละเอียดค่อนข้างมาก และท่านพยายามเสนอว่า รัฐจักรวรรดิดังกล่าวมีอำนาจครอบงำประเทศในโลกที่สามได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ละตินอเมริกา
       
       ผมเองเชื่อว่า ระบบโลกมีระบบเครือข่ายอำนาจรัฐ หรือ Empire ซึ่งสามารถเชื่อมรัฐจักรวรรดิและรัฐชายขอบเข้าเป็นหนึ่งเดียว
       
       ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ Petras มาก และคิดว่า น่าจะทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “รัฐทุนนิยมชายขอบ”
       
       แต่พอถึงช่วงจะเขียนวิทยานิพนธ์ ผมเริ่มเปลี่ยนใจ
       
       ผมไปเจออาจารย์ Petras และบอกอาจารย์ว่า เดิมที ผมจะสร้างทฤษฎีว่าด้วยรัฐชายขอบ ซึ่งคงคล้ายๆ กับแนวคิดของอาจารย์ โดยใช้ประเทศไทยเป็นแบบ
       
       แต่ต่อมา หลังจากผมศึกษาทฤษฎีต่างๆ ว่าด้วย “รัฐ” ในโลกตะวันตกแล้ว ผมพบว่า ทฤษฎีว่าด้วยรัฐศูนย์กลางมีข้ออ่อนมาก ผมจึงสนใจคิดสร้างทฤษฎีว่าด้วย “Empire” ขึ้นมาใหม่
       
       อาจารย์ Petras แนะว่า
       
       ผมควรจะทำเรื่อง “รัฐชายขอบ” เพราะถ้าผมทำทฤษฎีว่าด้วยรัฐศูนย์กลาง หรือ Empire ผมต้องใช้เวลาทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่ถ้าทำเรื่องรัฐชายขอบ ผมคงใช้เวลาอีกสัก 3 ถึง 4 ปี
       
       ผมแย้งอาจารย์ว่า
       
        “ถ้าเรายังไม่สามารถทำภาพ รัฐที่ศูนย์กลาง ให้ชัดเจน แล้วจะสร้างภาพ รัฐชายขอบ ได้อย่างไร”
       
       อาจารย์บอกให้ผมลองไปคิดดู
       
       อีก 10 ปี ค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก อีกเท่าไหร่ ผมคิด... แล้วก็จนมุม
       
       สาเหตุที่ต้องใช้เวลาอีก 10 ปี ก็เพราะว่าพื้นที่ในการศึกษาเรื่องรัฐแบบ Empire ต้องกว้างมาก และช่วงเวลาศึกษาทางประวัติศาสตร์ก็ต้องยาวมากเช่นกัน
       
       แต่ถึงอย่างไร ผมก็อยากจะศึกษาเรื่องนี้มาก เพราะผมอยากจะพิสูจน์ว่า นักวิชาการโลกที่สามอย่างผม ก็สามารถคิดในระดับทฤษฎี หรือสามารถสร้างทฤษฎีของตัวเองได้
       
       ผมก็...โชคดีอย่างมาก เพราะในช่วงก่อนที่ผมจะทำวิทยานิพนธ์ ผมล้มป่วยหนักมาก เป็น...ตาย เท่ากัน
       
       ไม่รู้จะรักษาตัวเองอย่างไร ผมฝึกนั่งสมาธิเพื่อสงบจิตใจ
       
       การนั่งสมาธิ ช่วยทำให้ผมตระหนักรู้ว่า สาเหตุหลักที่ผมล้มป่วยหนักครั้งนี้ มีรากกำเนิดจาก “ใจ” ของผมเอง ผมเป็นคนที่อหังการมาก จึง “หลง” จมเข้าไปอยู่ในโลกของสงคราม
       
       ผมใช้ชีวิตอยู่ในโลกของสงครามตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา สืบทอดมาจนถึง 6 ตุลา ในช่วงแรก ผมต้องต่อสู้ทำสงครามล้มรัฐทหาร และต่อมายังต้องหันไปทำสงครามสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
       
       ตอนที่ผมเรียนอยู่อเมริกา ผมมีเพื่อนๆ นักศึกษาที่มาจากประเทศโลกที่สาม หลายคนคิดคล้ายๆ กับผม โดยเฉพาะเพื่อนๆ ชาวเกาหลี
       
       เพื่อนชาวเกาหลี ไม่มีใครสักคนที่เรียนจบปริญญาเอก เพราะคนเหล่านี้ล้วนคิดอย่างเป็นตัวของตัวเองมาก
       
       ผมบอกเพื่อนๆ ชาวเกาหลีว่า
       
       ผมเรียนจบ...เพราะผมยอมจำนน ยอมใช้ทฤษฎีของอาจารย์เป็นหลัก
       
       ผมกล่าวกับเพื่อนๆ ทำนองว่า
       
       ที่จริงแล้ว ผมอยากจะสร้างทฤษฎีของตัวเองขึ้นมาบ้าง แต่ในที่สุด ผมก็เปลี่ยนใจ เพราะวันหนึ่ง มีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่งท่านชอบเล่นปิงปองกับผม ท่านมีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น และได้ถ่ายรูปปั้นพระพุทธเจ้าที่ท่านพบมา มอบให้กับผม
       
       ผมจบปริญญาเอกเพราะภาพพระพุทธเจ้าองค์นี้ ซึ่งเป็นภาพของพระพุทธเจ้าผู้นั่งอยู่บนฐานดอกบัว นั่งพนมมือไหว้สิ่งต่างๆ
       
       ภาพนี้เอง ทำให้ผมคิดขึ้นได้ว่า
       
       การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เพื่อหาความรู้ หรือสร้างทฤษฎีใหม่ๆ แต่ต้องเรียนเพื่อ “พบ” และทำลายความ “อหังการ” ของตัวเอง
       
       ภาพนี้ทำให้ผมระลึกถึงคำสอนของท่านพุทธทาส ที่ท่านสอนเสมอว่า “เราต้องตาย ก่อนจะตาย”
       
       หลังจบรับปริญญา ผมยังจำได้ เพื่อนรักชาวเกาหลีคนหนึ่งกล่าวกับผมทำนองว่า
       
       คนโลกที่สาม อย่างคุณ หรือ ผม ไม่มี “ฐานะ” หรือ “สิทธิ์” ที่จะคิดงานระดับสร้างทฤษฎีของตัวเอง และถึงคิดได้ ก็ไม่มีใครสนใจหรอก เพราะบรรดาทฤษฎีที่จะได้รับ “การยอมรับ” ต้องผลิตโดยนักวิชาการตะวันตกที่มีชื่อเสียง
       
       อะไรคือ อำนาจอย่างอ่อนๆ
       
       ดังที่ผมกล่าวมาแล้วว่า ผมคิดว่าระบบจักรวรรดิอเมริกามีอำนาจ 2 อำนาจประกอบกัน คือ อำนาจแข็ง (Hard Power) กับอำนาจอ่อน (Soft Power) เรื่องอำนาจแข็งนั้น ผมคิดว่าเราเข้าใจได้ง่ายกว่าอำนาจอย่างอ่อนๆ
       
       แต่พลังอำนาจอย่างอ่อนๆ (Soft Power) มีพลังแทรกซึมมาก อย่างเช่น สื่อตะวันตก หรือทฤษฎีต่างๆ ที่ผลิตจากมหาวิทยาลัยซึ่งเป็น “แหล่งทฤษฎีตะวันตก” จะถูกมองในมิติค่อนข้างดี และเชิงบวก
       
       สาเหตุหนึ่งเพราะคนไทยทั่วไปมักคิดว่า สิ่งที่สื่อตะวันตกผลิต (ความรู้ หรือ ข่าวสาร) เป็นทั้ง “ความรู้” และ “ความจริง”
       
       ยิ่งบรรดาทฤษฎีตะวันตกได้อ้างว่า “เป็นวิทยาศาสตร์” ด้วยแล้ว ผู้คนจำนวนหนึ่งในโลกที่สามก็ยึดติดหรือหลงใหลว่า “จริงแท้” และ “แน่นอน”
       
       เพื่อนของผมจำนวนหนึ่ง หรือชาวคอมฯ เก่าๆ ยังคงหลงใหลและศรัทธาลัทธิมาร์กซ์ และเหมา อย่างสุดๆ เพราะเชื่อว่า ลัทธิทั้งสองคือ “สัจธรรม” หรือ “เป็นวิทยาศาสตร์”
       
       ความเชื่อเหล่านี้ได้ฝังราก จนกลายเป็นอุดมการณ์ของชีวิต บางคนยอมตายเพื่อการปฏิวัติสังคมนิยม หรือเพื่อสร้างสังคมคอมมิวนิสต์
       
       ยิ่ง...ความเชื่อบางประการ...ก็ผ่านอิทธิพลหรือสิ่งที่เรียกว่า “การโฆษณาชวนเชื่อ” ที่ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกลายเป็น “ความจริง” ที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึก
       
       ไม่ต่างจากการโฆษณาเรื่อง เป๊ปซี่ดีที่สุด เวลาเราไปสั่งอาหาร โดยอัตโนมัติ ก็ต้องสั่งแป๊ปซี่ก่อน
       
       บางครั้งการโฆษณาสามารถก่อรูป “ความเกลียดชัง” อย่างฝังรากลึก อย่างเช่น คนบางคนเกลียดๆๆๆๆ สถาบันฯ เพราะล้าหลัง และอำนาจนิยม
       
       อย่างเช่น ถ้าจะคิดว่า “อะไรคือ ประชาธิปไตย” เราก็จะพูดโดยไม่คิด ว่าคือ “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน”
       
       เราเกือบไม่ต้องคิด เพราะความเข้าใจนี้ฝังรากอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา
       
       ผู้คนทั่วโลก ทั้งโลกตะวันตกและในโลกตะวันออก ล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจของ Soft Powerไม่ต่างกัน
       
       ตัวอย่างเช่น
       
       ถ้าเราคิด “ถึง” โลกตะวันตก เราก็เชื่อว่า เจริญ ก้าวหน้า และเป็นประชาธิปไตย หากคิด “ถึง” โลกตะวันออก เรามักจะใช้คำว่า ล้าหลัง และอำนาจนิยม
       
       วันหนึ่ง ผมได้อ่านจดหมายจากอธิการบดี...ถึงอธิการบดี ของอาจารย์ชาญวิทย์ โดยไม่ตั้งใจ ผมพบคำว่า “ล้าหลัง และอำนาจนิยม” และใช้คำว่า “ประชาธิปไตย คือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” ผมจึงยกเอาคำเขียนของท่านมาพูดถึง
       
       ผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ที่กล้าบังอาจกล่าวถึงท่าน
       
       ที่จริงแล้ว ผมเคารพอาจารย์เสมอ
       
       อาจารย์อาจจะเชื่อเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่ก็ได้ แต่ผมเองไม่ห่วงว่า อาจารย์จะคิดหรือจะเชื่อ เช่นไร เพราะอาจารย์ท่านฉลาดมาก ท่านอาจจะเพียงใช้ถ้อยคำเหล่านี้มาช่วยเสริมแต่งเหตุผลที่ท่านเสนอให้ดูดี เท่านั้น
       
       แต่ผมกลับเป็นห่วง Soft Power จากโลกตะวันตกแบบนี้ เพราะปัจจุบัน ความเชื่อดังกล่าวถูกใช้ “ปลุกปั่น” ให้นักศึกษาในโลกตะวันออก ลุกขึ้นมาปฏิวัติ ล้มล้างสถาบันอำนาจต่างๆ ในโลกตะวันออก ที่ถือว่าล้าหลัง และอำนาจนิยม
       
       ระบบการเมืองในเอเชียเกือบทั้งหมด ไม่ว่า จีน อาหรับ จะถูกตีตราจากโลกตะวันตกว่า “ล้าหลัง และอำนาจนิยม” และ “ไม่เป็นประชาธิปไตย”
       
       ประชาธิปไตยแบบตะวันตกเท่านั้น คือ “ทางออก” ของสังคม
       
       ในอดีต ได้เกิดเหตุการณ์ “การลุกขึ้นสู้ปฏิวัติประชาธิปไตย” ที่ประเทศจีน จนนำสู่การปราบใหญ่ นองเลือดกลางจัตุรัสเทียนอันเหมิน
       
       ผู้คนล้มตายไปจำนวนมาก
       
       วันนี้ มีการลุกขึ้นสู้ ที่เรียกว่า “อาหรับสปริง” โค่นล้มอำนาจเผด็จการ ในประเทศต่างๆ ผู้คนต้องล้มตายมากมาย เช่นกัน
       
       ผมคิดว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์ เป็นผลผลิตจาก “ความเชื่อชุดนี้” เช่นกัน
       
       ตะวันออก คือ ล้าหลัง และอำนาจนิยม
       
       ตะวันตก คือ ประชาธิปไตย และเจริญก้าวหน้า
       
       แต่ที่น่าสังเกตคือ “คลื่นปฏิวัติประชาธิปไตย” ที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน และโลกอาหรับ ไม่ได้จบลงด้วยการได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างที่นึกฝัน แต่จบลงด้วยวิกฤตใหญ่แบบต่อเนื่อง และสงครามกลางเมือง
       
       เรามักจะมอง “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ในแง่เดียว คือ “ดี” เท่านั้น
       
       หากเราศึกษาประวัติศาสตร์โลกที่สาม จะพบว่า หลายประเทศ อย่างเช่น เฮติ พม่า บางประเทศในโลกอาหรับ และแอฟริกา ที่พยายามล้ม “เผด็จการ” แทนที่จะได้ “ประชาธิปไตย” แต่กลับต้องจมอยู่กับ “สงครามกลางเมือง” บางแห่งเกิดสภาวะสงครามที่ต่อเนื่อง บางครั้งยาวเป็นสิบๆ ปี
       
       ผมคิดว่า สภาวการณ์ดังกล่าว เปิดเงื่อนไขให้บรรดาจักรวรรดิมหาอำนาจตะวันตกแสวงหาผลประโยชน์จากสภาวะสงครามเหล่านี้
       
       นี่คืออำนาจที่มองไม่เห็นของ Soft Power
       
       ที่กล่าวข้างต้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมชอบเผด็จการ แต่ผมคิดว่า การเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ต้องระวัง “ผลลัพธ์” ที่จะติดตามมาด้วย
       
       ในกรณีประเทศไทย ผมกลับไม่กังวลเรื่องอำนาจของ Soft Power ของฝ่ายที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยมากนัก เพราะปัจจุบันบ้านเมืองไทยก็อยู่ในระบอบการเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยตามความเข้าใจของนักวิชาการในโลกตะวันตก ดังนั้น ผมจึงไม่กังวลมากนักที่มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งมาเคลื่อนไหว ขอแก้กฎหมาย ม. 112
       
       แต่ที่ผมกังวลกว่าก็คือ หากฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “พลังประชาธิปไตย” เคลื่อนไหวขอแก้กฎหมาย ม. 112 อีกฝ่ายหนึ่ง คือ “ฝ่ายเสื้อแดง” ก็ต้องออกมาสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพราะมีคนของฝ่ายเสื้อแดงเองถูกจับติดคุกเนื่องจากกฎหมายข้อนี้
       
       ผมจึงต้องยอม “เสียคน” เมื่อแก่...อีกครั้งหนึ่ง เพื่อขวางการเคลื่อนไหวดังกล่าว
       
       ผมไม่ได้เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวแก้ไม่ได้ แต่ห่วงว่า ถ้าพลังเสื้อแดงเคลื่อนกำลังหนุนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ การเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้น และเลือดก็จะนองแผ่นดินอีกครั้ง
       
       ผมเองเชื่อว่า ท่านอาจารย์ชาญวิทย์ และอาจารย์วรเจตน์ เป็นคนดี มีจิตใจที่รักประชาธิปไตย แต่ผมขอยืนอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม เพราะผมเชื่อว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันมักจะมีจุดจบที่น่าสะพรึงกลัวมากๆ
       
       สมมติว่า พลังเสื้อแดงเคลื่อนเข้าสมทบกับพลังบรรดาอาจารย์ที่รักประชาธิปไตย การเผชิญหน้าระหว่างประชาชนแดงเหลือง ก็จะเกิดขึ้นอีก
       
       ถ้าเกิดการปะทะ และการ “ฆ่า” กัน จุดจบของการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยก็คือ รัฐประหาร
       
       ที่สำคัญ ฝ่ายแดงยังยึดมั่นในทฤษฎีฝ่ายซ้ายซึ่งมาจากโลกตะวันตกเหมือนกัน แต่ยังคงเชื่อเรื่อง “การปฏิวัติที่รุนแรง” เพราะทฤษฎีพื้นฐานของฝ่ายนี้จะเชื่อว่า “สถาบันในอดีต ไม่เพียงแต่ล้าหลัง อำนาจนิยม” เท่านั้น ยังถือว่า “ชั่วร้าย และขัดขวางการพัฒนาการ” จึงต้องถูกทำลาย หรือโค่นล้ม (ยังมีต่อ)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 08 มีนาคม 2012, 21:49:34 PM »

“ระบบโลก ไม่ใช่ทฤษฎี แต่คือ ผลงานทางประวัติศาสตร์ แต่เวลาที่คุณจะผลิตผลงานทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว งานประวัติศาสตร์นี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบูรณาการบรรดาทฤษฎีหลากหลายเข้ามาร่วมกัน”
       
       ชาวระบบโลก จึงเชื่อว่า
       
       “ไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งสมบูรณ์ หรือตอบคำถามทุกอย่างได้”
       
       ชาวระบบโลกจึงไม่ใช่นักทฤษฎี แต่คือ ผู้เลือกใช้ทฤษฎีต่างๆ ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย
       
       นี่คือวิธีคิดของชาวระบบโลก ที่ดูราวจะใช้ทุกทฤษฎี และไม่ติดยึดกับทฤษฎี พร้อมที่จะคิดหรือผลิต หรือสังเคราะห์ทฤษฎีขึ้นมาใหม่"



ลำพังแค่ท่อนนี้  ก็น่าจะไขข้อข้องใจที่ติดกันมานาน 3-4 ทศวรรษได้
ว่า เหตุใดแนวความคิดสังคมนิยมแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่ล้ำเลิศ
ทำไมประเทศที่ต้องการแนวทางสังคมนิยมจึงจำต้องยอมกลับไปใช้เศรษฐกิจการตลาดแบบทุนนิยม
ในขณะที่ประเทศทุนนิยมก็ต้องปรับตัว  เป็นรัฐสวัสดิการมากขึ้น
ทำไมจึงเกิดวิกฤตศรัทธาใน 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา
ก็เป็นเพราะไม่มีทฤษฎีใดที่สมบูรณ์และตอบคำถามทุกอย่างได้


       
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 08 มีนาคม 2012, 22:20:26 PM »

แต่ความคิดของ ยุค ศรีอริยะดูเหมือนว่าจะก้าวล้ำกว่าความเข้าใจเบื้องต้นไปอีกขั้นหนึ่ง

.........................................................

(6)


อะไรคือ รากที่มาของพลังอำนาจแบบอ่อนๆ
       
       เพื่อนบางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมซ้ายสุดขั้ว อย่างพวกแดง กับพวกประชาธิปไตยสุดตัว จึงกลายเป็นพันธมิตรของกันและกัน
       
       ผมเชื่อว่า ทั้งความเชื่อเรื่อง “ประชาธิปไตย” และ “ความเชื่อแบบแดงสุดขั้ว” มีฐานกำเนิดและที่มาที่เดียวกัน หรือมีแม่คนเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า “วัฒนธรรมตะวันตก”
       
       หรือกล่าวแบบง่ายๆ “วัฒนธรรมตะวันตก” คือแม่ที่มีนม 2 เต้า ข้างหนึ่งเรียกว่า “ทุนนิยม และประชาธิปไตย” อีกข้างหนึ่งเรียกว่า “สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์”
       
       บางครั้งที่ผมต้องไปสอนวิชาว่าด้วย “รัฐ” ผมเริ่มต้นการสอนด้วยการบอกนักศึกษาว่า
       
       “ถ้าอยากจะเข้าใจว่า อะไร คือ รัฐ ต้องโยนความคิดหรือบรรดาทฤษฎีว่าด้วยรัฐในโลกตะวันตกทิ้งทั้งหมดก่อน และเริ่มใหม่จากคำว่า ระบบจักรวรรดิ”
       
       แต่ถ้าจะเข้าใจว่า อะไร คือ Empire ก็ต้องเข้าใจ กำเนิดของ Empire หรือต้องใช้ “เวลา” ทางประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างยาวมากๆ
       
       หรือกล่าวว่า จะเข้าใจว่า อะไร คือ Empires ทั้งแบบทุนนิยม และสังคมนิยม ต้องย้อนไปตั้งแต่เริ่มต้นก่อนกำเนิดทุนนิยม เริ่มในยุคที่เกิดพ่อค้า และเมืองการค้า ที่ขยายตัวขึ้นในยุโรป ตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 14 ถึง 15
       
       ระบบการค้าโลกนี้ได้ขยายตัวขึ้นไปเรื่อยๆ นำสู่การปฏิวัติทางภูมิปัญญาครั้งประวัติศาสตร์ ในช่วงศตวรรษที่ 16 ซึ่งเรียกว่า “ยุคแห่งแสงสว่างทางปัญญา” ของชาวยุโรป หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Enlightenment ถ้าแปลความง่ายๆ ก็คือ การตรัสรู้ของชาวตะวันตก
       
       การสร้าง “ฐานภูมิปัญญา” นี้ จึงกลายเป็นพลังทางปัญญา และเป็นที่มาของชุดความรู้และวิชาการ และเป็นที่มาของการสร้างระบบ Empires ที่มั่นคงในช่วงต่อมา
       
       โดยทั่วไป เราจะเรียกฐานทางภูมิปัญญานี้ว่า “วัฒนธรรมตะวันตก” เพื่อชี้ว่า ฐานกำเนิดของภูมิปัญญาวิทยาศาสตร์ชุดนี้ มีรากเหง้าที่ลึกมาก มีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบที่ก่อตัวในโลกตะวันตกเป็นฐาน
       
       อะไรคือ วัฒนธรรมตะวันตก
       
       เดิมที วัฒนธรรมตะวันตกก่อตัวขึ้นในพื้นที่แถบที่ค่อนข้างหนาว เริ่มกำเนิดเป็นวัฒนธรรมแบบชนเผ่าที่เคลื่อนย้ายไปมา
       
       การที่มีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดการต่อสู้ช่วงชิงกัน หรือเกิดสงครามระหว่างเผ่าต่างๆ วัฒนธรรมชุดนี้จึงมีฐานอยู่บนความเชื่อเรื่องสงคราม และการเอาชนะด้วยการใช้กำลัง คนตะวันตกจึงชื่นชม “การปฏิวัติ” ชอบสงครามที่รุนแรง และมักจะเชื่อกันว่า “ประวัติศาสตร์ เคลื่อนตัวไปได้ด้วยสงครามหรือการปฏิวัติที่รุนแรง”
       
       ความไม่พอเพียงเรื่องอาหารการกิน และอากาศที่หนาว ทำให้คนตะวันตกเชื่อว่า “ต้องคิดเอาชนะและควบคุมธรรมชาติ”
       
       สงคราม ได้กลายเป็นที่มาของลัทธิผู้ชายเป็นใหญ่ เพราะผู้ชายคือนักรบ วัฒนธรรมตะวันตกจึงให้ “ค่า” ต่อความเป็นชายมาก
       
       สงคราม คือที่มาของการผลิตอาวุธ อาวุธและการค้นพบเทคโนโลยีการผลิต จึงถูกถือว่าคือ “พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่” ที่สามารถเปลี่ยนโลกได้
       
       ในเมื่อคนตะวันตกอยู่ในโลกของสงคราม คนตะวันตกจึงมีชีวิตแบบกองทัพ จึงเชื่อใน “ระบบ” และ “ระเบียบ” อย่างมาก พวกเขาจึงเชื่อผู้นำ และใช้ชีวิตภายใต้กฎระเบียบ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “รัฐธรรมนูญ” หรือ “การปกครองโดยกฎหมาย”
       
       ระบบสังคมและระบบเศรษฐกิจพื้นฐานของคนตะวันตกจะต่างจากคนตะวันออก กล่าวคือ เป็นระบบครอบครัวเดียว (ขนาดเล็ก) และมีระบบกรรมสิทธิ์เอกชนเป็นฐาน จึงเน้นความเป็นปัจเจกสูงมาก ในขณะที่คนตะวันออกจะเป็นครอบครัวใหญ่และใช้ระบบกรรมสิทธิ์ร่วมกัน
       
       เดิมทีชาวตะวันตกจะนับถือพระเจ้าแห่งสงคราม (หลายองค์) ต่อมา ได้หันมานับถือ “คริสต์ศาสนา” เพราะชาวยุโรปเคยตกอยู่ภายใต้อำนาจของโรมันเอ็มไพร์ ซึ่งหันไปใช้คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติ
       
       ย้อนไปในอดีตช่วงประมาณ ค.ศ. 1000 โรมันเอ็มไพร์ได้ประกาศสงครามศาสนากับโลกอาหรับ ที่เรียกว่า “สงครามครูเสด”
       
       ในช่วงนั้น ชาวยุโรป ถือว่าคือ กำลังรบที่สำคัญที่สุดของโรมันเอ็มไพร์ แต่สงครามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ การพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ได้พลิกผันความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า
       
       ต่อมาเกิดวิกฤตศรัทธาต่อพระเจ้าซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเกิดโรคระบาดใหญ่มาก จนทำให้ชาวยุโรปเกือบ 1 ใน 3 เสียชีวิต
       
       ในเวลาใกล้กัน วิกฤตศรัทธาต่อพระเจ้าได้นำสู่การพยายามที่จะปฏิรูปศาสนาใหม่ และเกิดสงครามศาสนาขึ้นทั่วยุโรป
       
       ในที่สุด วิกฤตศรัทธาและความเชื่อ รวมทั้งสงครามศาสนา ได้นำสู่การพยายามสร้างชุดภูมิปัญญาใหม่ หรือสิ่งที่เรียกว่า Enlightenment ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1600 ถึง 1700
       
       การสร้างฐานภูมิปัญญานี้ จึงเป็นผลผลิต 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ การผลิตซ้ำวัฒนธรรมเดิมแบบยุโรป และในเวลาเดียวกัน การปฏิวัติความเชื่อเรื่องพระเจ้าใหม่ เพื่อลดอำนาจของพระเจ้าเหนือมนุษย์ลงไป
       
       นักคิดบางคนจึงกล่าวว่า “นี่คือ ยุคที่พระเจ้าตายไปแล้ว”
       
       กล่าวอย่างง่ายๆ ชาวตะวันตกจะเชื่อว่า พระเจ้าสร้างโลก และสร้างมนุษย์ แต่ได้ยกโลกธรรมชาติให้มนุษย์เป็นผู้ปกครองและดูแล
       
       นี่คือ การผลิตซ้ำวัฒนธรรมเดิม ที่เชื่อว่า “มนุษย์ต้องต่อสู้ และเอาชนะธรรมชาติ”
       
       เพื่อจะอ้างเรื่อง “ความยิ่งใหญ่” ของมนุษย์ จึงต้องผลิตความเชื่อเรื่อง “กฎแห่งเหตุและผล” หรืออ้างว่า “มนุษย์มีสมองเหนือสัตว์ทั้งปวง” และด้วยความสามารถทางสมองนี้เอง ที่สุดแล้ว มนุษย์ก็จะสามารถเข้าถึง “กฎ” ของธรรมชาติทุกอย่าง และสามารถ “ควบคุม” ธรรมชาติ และ “สร้าง” โลกอารยธรรมของมนุษย์ขึ้น
       
       เพื่อสร้าง “ระบบคิดแบบเหตุและผล” นักวิชาการตะวันตก ได้หันกลับไปศึกษาแนวคิดโบราณในยุคกรีกที่สำคัญ คือ แนวคิดของโสเครติส เพลโต้ และอริสโตเติล
       
       โสเครติส คือ ผู้ที่ยอมตาย และไม่ยอมก้มหัวให้กับลัทธิพระเจ้า
       
       เพลโต้ คือ ผู้นำเสนอปรัชญาเหตุและผล และกฎแห่งความขัดแย้ง (หรือ Dialectic)
       
       อริสโตเติล ผู้เสนอแนวทางพื้นฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้า และการวิจัยแยกแยะหน่วยธรรมชาติต่างๆ
       
       เมื่อมนุษย์รู้จักวิธีการค้นคว้าและวิจัย มนุษย์ก็พบพลังทางปัญญา และการพัฒนาสมอง
       
       การค้นคว้าและวิจัย คือ ที่มาของคำว่า “วิทยาศาสตร์”
       
       นอกจากนี้ บรรดาชนชั้นพ่อค้าในยุคยุโรปต้องการระบบการปกครองใหม่ ที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของชนชั้นพ่อค้าได้ จึงได้นำความเชื่อเรื่อง “รัฐประชาธิปไตย” ของกรีกมาใช้ด้วย
       
       นักวิชาการอ้างว่า “การปกครองกรีก คือ ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่ระบอบการเมืองของกรีกในยุคนั้นคือ ระบบรวมศูนย์อำนาจของชนชั้นนำ ซึ่งมีระบบสภาและการเลือกตั้ง และประชาชนกรีกเองก็หาได้มีสิทธิหรือมีอำนาจในการปกครองไม่
       
       จึงไม่แปลกที่ “ประชาธิปไตยตะวันตก ก็คือ ประชาธิปไตยของชนชั้นนำเท่านั้น”
       
       และที่แย่กว่านี้ ปัจจุบัน กลุ่มประชาชนอเมริกาที่เรียกว่า “พวกต้าน Wall Street” ได้ออกมาเปิดโปงว่า ที่แท้แล้ว ระบบประชาธิปไตยอเมริกาซึ่งมีการเลือกตั้งและสภา ก็เป็นประชาธิปไตยเพื่อคนเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์
       
       คนทั่วไปมักจะหลงคิดว่า ลัทธิประชาธิปไตย ทุนนิยมกับลัทธิสังคมนิยม คือศัตรูกัน แต่ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์โลกแบบค่อนข้างยาวแล้ว ก็จะพบว่า ทั้ง 2 ลัทธิเป็นผลผลิตทางวิชาการมาจากยุค Enlightenment ทั้งคู่
       
       ลัทธิประชาธิปไตยทุนนิยม ก็เพียงแค่ “ผู้ลงทุนคือ เอกชน” ลัทธิสังคมนิยม “ผู้ลงทุนสำคัญคือ รัฐ” และทั้ง 2 ลัทธิก็สามารถสร้างระบบรัฐสวัสดิการได้ทั้งคู่
       
       ที่สำคัญ ระบอบการเมืองทั้งสองก็เป็นระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยมโดยชนชั้นนำทั้งคู่เช่นกัน
       
       ปรัชญาพื้นฐานก็คือปรัชญาเดียวกัน คือ กฎแห่งเหตุและผล และกฎ Dialectic (หรือกฎแห่งความขัดแย้ง) ทั้ง 2 ลัทธิก็เชื่อการปฏิวัติ ชอบใช้ความรุนแรง และชอบทำสงคราม ไม่ต่างกัน
       
       ถ้าเป็นแบบทุนนิยมก็ต้อง “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ถ้าเป็นอีกแบบหนึ่งก็คือ “การปฏิวัติสังคมนิยม”
       
       เป้าหมายของทั้ง 2 ลัทธิ ก็คือ การสร้างความมั่งคั่งทางวัตถุ ไม่แตกต่างกัน ต่างก็ยกย่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ต่างกัน
       
       ทฤษฎีพื้นฐาน ก็คือ ทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin ไม่ต่างกัน จนเกิดแนวคิดเรื่องขั้นตอนพัฒนาการเป็นขั้นๆ จากป่าเถื่อนสู่อารยธรรม
       
       อย่างเช่น ทฤษฎีลัทธิสังคมนิยม ก็จะเชื่อว่า ระบบโลกจะเคลื่อนจากระบบที่ป่าเถื่อนที่สุด เรียกว่า “สังคมทาส” สู่ระบบศักดินา สู่ทุนนิยม และสู่สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ในที่สุด
       
       ทุกอย่างในอดีต คือ ล้าหลัง และต้องถูกทำลายล้าง
       
       ลัทธิแดง จึงจงเกลียดจงชังระบบและสถาบันในอดีต ที่เรียกว่า “ระบบอำมาตย์” หรือ “ศักดินา” เอามากๆ
       
       เกลียดชังกันอย่างมากๆ มากจนต้อง “ยอมตาย” เพื่อทำลายล้างสิ่งที่เชื่อว่า “ป่าเถื่อน ล้าหลัง และขัดขวางพัฒนาการ” ให้สิ้นไป
       
       ที่สำคัญ ลัทธิสังคมนิยม คือผลผลิตของระบบทุนนิยมเอง ดูราวว่าเป็นแนวคิดใหม่ที่ต่อต้านทุนนิยม แต่ที่แท้แล้ว แนวคิดสังคมนิยมช่วยต่อชีวิตให้แก่ทุนนิยม เพราะการปฏิวัติสังคมนิยมในยุโรปทำให้เกิดการปฏิรูประบบทุนนิยมให้ดูดีขึ้น จนเกิดระบบทุนนิยมแบบรัฐสวัดิการขึ้น
       
       ดังนั้น แนวคิดแบบสังคมนิยมจึงมีค่ามาก และมีประโยชน์อย่างสูง รวมทั้งนำมาซึ่งการปฏิวัติระบบทุนนิยม ช่วยทำให้ทุนนิยม “น่ารัก” สำหรับชาวอเมริกันและชาวยุโรป
       
       นี่คือ สาเหตุที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กสนับสนุนการตั้งสถาบันระบบโลก เพื่อให้การศึกษาแบบสังคมนิยมแก่นักศึกษาทั่วโลก
       
       ทั้งหมดที่กล่าว คือ บทโต้แย้งความเห็นอาจารย์เกษียร และยืนยันแนวคิดที่ผมกล่าวในรายการโทรทัศน์ว่า
       
       “บรรดามหาวิทยาลัยในโลกตะวันตก รวมทั้งมหาวิทยาลัยคอร์เนล และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก และสถาบันระบบโลก (ที่ผมศึกษา) ได้ทำหน้าที่เป็น Soft Power ของจักรวรรดิอเมริกาโดยตรง
       
       แต่ที่สำคัญ ไม่ใช่ “จักรวรรดิอเมริกา” เท่านั้นที่ผลิต Soft Power แบบนี้ สถาบันการศึกษาในโลกทางยุโรปทั้งหมดก็ผลิต Soft Power ที่คล้ายกัน (ยังมีต่อ)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 09 มีนาคม 2012, 08:13:17 AM »

“ระบบโลก ไม่ใช่ทฤษฎี แต่คือ ผลงานทางประวัติศาสตร์ แต่เวลาที่คุณจะผลิตผลงานทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว งานประวัติศาสตร์นี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบูรณาการบรรดาทฤษฎีหลากหลายเข้ามาร่วมกัน”
       
       ชาวระบบโลก จึงเชื่อว่า
       
       “ไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งสมบูรณ์ หรือตอบคำถามทุกอย่างได้”
       
       ชาวระบบโลกจึงไม่ใช่นักทฤษฎี แต่คือ ผู้เลือกใช้ทฤษฎีต่างๆ ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย
       
       นี่คือวิธีคิดของชาวระบบโลก ที่ดูราวจะใช้ทุกทฤษฎี และไม่ติดยึดกับทฤษฎี พร้อมที่จะคิดหรือผลิต หรือสังเคราะห์ทฤษฎีขึ้นมาใหม่"



ลำพังแค่ท่อนนี้  ก็น่าจะไขข้อข้องใจที่ติดกันมานาน 3-4 ทศวรรษได้
ว่า เหตุใดแนวความคิดสังคมนิยมแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่ล้ำเลิศ
ทำไมประเทศที่ต้องการแนวทางสังคมนิยมจึงจำต้องยอมกลับไปใช้เศรษฐกิจการตลาดแบบทุนนิยม
ในขณะที่ประเทศทุนนิยมก็ต้องปรับตัว  เป็นรัฐสวัสดิการมากขึ้น
ทำไมจึงเกิดวิกฤตศรัทธาใน 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา
ก็เป็นเพราะไม่มีทฤษฎีใดที่สมบูรณ์และตอบคำถามทุกอย่างได้


ด้วยความเคารพท่านยุค ศรีอาริยะ
โดยส่วนตัวของผม  ผมคิดว่าท่อนข้างบนนี้สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้มากมายเลยทีเดียว
จึงขอว่าจะไม่ลงลึกไปกว่านี้ว่าเป็นผลผลิตให้เกิดอะไรขึ้น   หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเกิดอะไรตามมา  เพราะเรื่องราวต่อจากนั้นก็ให้เป็นเรื่องของคนรุ่นลูกหลานเราต่อไป
เพียงแต่ว่าในขั้นตอนปัจจุบัน  ผมเห็นด้วยมากๆ ว่าไม่มีทฤษฎีไหนที่จะสมบูรณ์แบบและตอบคำถามได้หมดทุกเรื่อง
แท้จริงแล้วการเกิดทฤษฎีโดยเฉพาะทฤษฎีทางสังคมนั้นก็เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาทางสังคมหนึ่งๆ
อาจกล่าวได้ว่าทุกทฤษฎีที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นโภคทรัพย์ของมวลมนุษยชาติ
เราจึงควรใช้ทฤษฎีต่างๆ เหล่านั้นให้เป็น   ดังที่ว่าเราต้องรู้จักสังเคราะห์และนำมาใช้  ไม่ควรทิ้งทฤษฎีอย่างใดอย่างหนึ่งไป
อย่างของจีนในสามสิบปีที่ผ่านมาเขาก็หันไปศึกษาเศรษฐศาสตร์การตลาดและการบริหารของโลกตะวันตกกันอย่างจริงจัง  แล้วนำมาสังเคราะห์และปรับใช้เป็นของตัวเขาจึงสามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เจริญก้าวหน้าขึ้นมาทัดเทียมกับยุโรปและอเมริกาได้
อีกทั้งยังทำท่าจะเหนือกว่า   ด้วยเพราะการนำแนวทางตะวันตกพบตะวันออก  หรือการนำความรู้ทั้งสองสายประกอบเข้าด้วยกัน
กล่าวสำหรับคนรุ่นเก่าๆ ที่ผ่านเหตุการณ์เดือนตุลามาแล้ว
ยิ่งควรต้องเข้าใจว่า  ไม่มีความรู้เพียงสายเดียวหรือกระแสเดียวที่จะถูกต้องหรืออธิบายได้ทุกสิ่งเช่นกัน
นี่จึงเป็นคำถามที่ได้ตั้งมาแต่ต้นไปยัง  ธรรมศาสตร์(เสื้อแดง) ทั้งหลายว่า  สิ่งที่เราคิดและอยากทำอยู่นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแสวงหาความจริงเช่นนี้หรือไม่
หรือยังคงวกวนอยู่กับทฤษฎีเดียว  แนวทางเดียวอย่างไม่ปล่อยวาง
เช่นนั้นไม่ต้องอ้างถึงความเป็นคนเดือนตุลา  แต่โดยลักษณะของปัญญาชน  ชนที่มีปัญญาการยึดมั่นอยู่เพียงแนวคิดเดียว แนวทางเดียว  โดยไม่เปิดตา เปิดใจถึงแนวคิดและแนวทางอื่นๆ บ้าง จะถูกต้องหรือ ?
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 10 มีนาคม 2012, 11:48:23 AM »

มีคนฝากมาว่าอยากให้ผู้ที่บอกว่าเคารพรัก อ.ป๋วย ไปดูแลกันหน่อย

อนุสรณ์ที่ถูกทอดทิ้ง

http://www.oknation.net/blog/trimemory/2012/03/09/entry-1
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 11 มีนาคม 2012, 15:30:00 PM »

“การคิดแบบ” ของชาวระบบโลก
       
       ในช่วงที่มีกระแสวิพากษ์แนววิเคราะห์ของผม มีนักวิชาการสาย Post Modern บางท่านร่วมวิพากษ์ผมด้วย โดยเสนอว่า
       
          แนวที่ผมใช้วิเคราะห์(แบบระบบโลก) คือ การคิดแบบ Grand Narrative ถ้าแปลเป็นไทยน่าจะหมายถึง การเล่าเรื่องเรื่องใหญ่ๆ ซึ่งท่านคิดว่า “อันตรายอย่างยิ่ง” เพราะเชื่อว่า การเล่าเรื่องแบบนี้สามารถกดทับการเล่าเรื่องระดับท้องถิ่นต่างๆ จนไม่สามารถแสดงความหมายเป็นอย่างอื่นๆ ได้
       
       ผมเห็นว่า บทวิพากษ์นี้มีเหตุผลพอสมควร แต่คงต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะ บรรดานักวิชาการที่เรียนวิชาระบบโลก ซึ่งเป็นวิชาที่เสนอภาพใหญ่ ก็ตระหนักถึง “ความจำกัด” เรื่องนี้อยู่เสมอเช่นกัน
       
       ผู้ให้กำเนิด วิชาระบบโลก คืออาจารย์ Fernand Braudel ท่านเองตระหนักรู้ ว่าการคิดแบบกว้างๆ มีข้อจำกัด อย่างมาก ท่านจึงเสนอ “วิถีคิดแบบหลายระดับ” ขึ้น กล่าวคือ การคิดระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับพื้นที่
       
       อาจารย์ Braudel ให้ความสำคัญของการเรียนระดับพื้นที่อย่างมาก และถือว่าสำคัญสูงสุด จนท่านเสนอ “แบบการเรียนรู้” ว่า ผู้เรียนต้องไม่เรียนแบบนักวิชาการทั่วไป แต่ต้องเรียนแบบรู้จริง อย่างเช่น ท่านเสนอว่า ถ้าจะศึกษาชีวิตของโสเภณีที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ผู้ศึกษาต้องไปใช้ชีวิต “เป็น” โสเภณีจริงๆ สัก 2 ถึง 3 ปี
       
       อาจารย์ Petras ถึงกับเสนอว่า จะเข้าใจโลกกว้าง หรือ ระบบโลก ผู้ศึกษาต้องมีชีวิตต่อสู้ทางการเมืองระดับพื้นที่ก่อน อย่างน้อยก็เป็นเวลาหลายๆ ปี
       
       การค้นคิด และ การวิเคราะห์ ก็ต้องเริ่มจากประสบการณ์จริงในการต่อสู้ ในแต่ละพื้นที่ และค่อยๆ ขยายภาพไปถึงภาพระบบโลกขนาดใหญ่
       
       ฐานของวิชาระบบโลกจึงให้ความสำคัญ “ฐานที่เป็นพื้นถิ่น” และ “การต่อสู้ที่เป็นจริง” มากที่สุด และเชื่อว่า “ความรับรู้ในระดับโลกจะมีค่าหรือไม่ ขึ้นกับว่า สามารถนำมาปรับใช้ หรือรับใช้การต่อสู้ที่เป็นจริงในแต่ละพื้นที่ได้หรือไม่”
       
          ดังนั้น “ความจริงระดับพื้นที่” จึงมีความสำคัญเหนือกว่า “ความจริงระดับโลก” และสามารถกำหนด “เหนือ” ความจริงในระดับโลกได้ด้วย
       
       เพื่อให้เข้าใจการศึกษาแบบระบบโลกอย่างชัดๆ ผมขอยกตัวอย่างเรื่องราวของผมเอง
       
       ผมสมัครไปเรียนที่นี่ (สถาบันระบบโลก) ไม่ใช่เพราะผมอยากจะไปเรียนต่อ ที่จริงแล้ว ผมเพียงต้องการหลบหนีภัยทางการเมือง
       
       ผมไม่คิดว่าทางสถาบันระบบโลกจะรับผมเป็นนักศึกษา
       
       ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า “ทำไมรับผมเป็นนักศึกษา”
       
       วันหนึ่งเมื่อมีโอกาส ผมถามอาจารย์ Hopkins ว่า
       
       “ภาษาอังกฤษ ผมแย่มากๆ พูดก็มั่วๆ เขียนก็ผิดๆ ถูกๆ สอบภาษาก็ไม่ได้ ทำไมถึงรับผมเป็นนักศึกษา”
       
       อาจารย์บอกผมทำนองว่า
       
          ไม่ต้องห่วงเรื่องภาษาอังกฤษ ทางสถาบันฯ รับผมเป็นนักศึกษาเพราะมีประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองโดยตรง ในระดับพื้นถิ่น ที่หายากมาก
       
          การคิดแบบระบบโลก จะใช้การคิด 2 ทางประสานกัน คือ เคลื่อนจากภาพเล็กๆ หรือการต่อสู้ที่เป็นจริง สู่ระดับโลก และถือว่า ฐานการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดคือ การต่อสู้จริงๆในระดับพื้นถิ่น
       
          ผมจะขอวิจารณ์นักคิดสาย Post Modern บ้างนะครับ
       
       พวก Post Modern ส่วนใหญ่จะกลัวการคิดแบบ Grand Narrative จนเกินเหตุ และมุ่งสนใจการคิดระดับพื้นถิ่นมากๆ แต่การคิดแบบพื้นถิ่นส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงแค่ “คิดฝันบนหอคอยงาช้าง” แบบนักวิชาการทั่วไป เท่านั้น
       
       ผมเองคิดแบบระบบโลก แต่ผมมีชีวิต “จม” อยู่กับการต่อสู้ที่เป็นจริงกับภาคประชาชนมากว่า 40 ปี
       
       แม้แต่ นามปากกาที่ผมใช้ “ยุค ศรีอาริยะ” ก็เกิดจากการประกาศสงครามการเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนสามารถสร้างวิกฤตศรัทธาต่อแนวทางการปฏิวัติของชาวนาที่ยืนหยัดว่า “ต้องทำสงครามชาวนาในชนบท”
       
       นอกจากนี้ ชาวระบบโลกจะใช้แนววิเคราะห์แบบที่สอง คือ “การสร้างภาพสเกตช์” ก่อนการเขียนงานตัวจริง เพราะการเข้าใจโลกที่ซับซ้อน และใหญ่มากๆ หนีไม่พ้นต้องสร้าง “ภาพสเกตช์”
       
       การสร้างภาพสเกตช์นี้ คล้ายกับการสร้างสมมติฐาน แต่เป็นสมมติฐานที่เป็นระบบกว่าสมมติฐานโดยทั่วไป
       
       เราก็สเกตช์ภาพทางทฤษฎีขึ้นชุดหนึ่ง และสเกตช์ภาพทางประวัติศาสตร์ขึ้นอีกชุดหนึ่ง
       
       แต่ชาวระบบโลกจะถือว่า “นี่คือ ภาพสเกตช์เท่านั้น” ไม่ใช่ภาพจริง เราจะต้องลงรายละเอียดหรือทำวิจัย และต้องผลิตผลงานออกมาเป็นหนังสือเล่มใหญ่
       
       ดังนั้น การเขียนหนังสือ หรือการเขียนงานวิทยานิพนธ์ คือการทำลายภาพสเกตช์ เพราะเรื่องจริงๆ ที่เกิดขึ้น ต้องละเอียด ซับซ้อน และลึกกว่ามากๆ
       
       แต่ถึงอย่างไร การคิดแบบภาพสเกตช์มีประโยชน์มาก ผมมักชอบใช้เวลาเขียนบทความแบบสั้นๆ อย่างเช่นบทความชิ้นนี้ หรือใช้เวลาพูดทางทีวี เพราะต้องพูดแบบสั้นและกระชับมากๆ
       
       ที่น่าคิดมาก อาจารย์เกษียรวิจารณ์ผมได้ดีที่สุด เพราะท่านบอกว่า นอกจากแนวคิดผมเป็นแบบ Grand Narrative ที่ใช้ไม่ได้แล้ว ผมยังคิดแบบ Conspiracy ด้วย จึงยิ่งน่าเวทนามากๆ
       
          ผมยอมรับว่า ท่านวิจารณ์ “เรื่องนี้” ได้ตรงเป้าที่สุด และถูกใจผมอย่างมากๆ
       
       แต่ผู้อ่านคงต้องให้อภัยท่านด้วย เพราะท่านเป็นถึงด็อกเตอร์ ดร.ที่จบจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล จึงต้องใช้คำภาษาอังกฤษมาช่วยในการวิพากษ์และวิจารณ์ผม
       
       Conspiracy หมายถึง เรื่องลับๆ ที่มีการคบคิดกัน หรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
       
       ผมยอมรับว่า การวิเคราะห์ทางการเมืองของผม ได้ผสมการคิดแบบนี้จริงๆ เพราะจากประสบการณ์ทางการเมืองของผม สอนผมว่า “การเมือง คือเรื่องราวที่เป็น Conspiracy”
       
          การวิเคราะห์ทางการเมืองจึงหนีไม่พ้นการคิดแบบนี้ เพราะเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองต้องมีการวางแผน และมีเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังเสมอ
       
       อย่างเช่นกรณีเรื่อง เครื่องบินบินชนตึก World Trade ที่สหรัฐอเมริกา ค.ศ.2001 การวิเคราะห์แบบทั่วไปก็จะเสนอภาพว่า “นี่คือ การกระทำของกลุ่มผู้ก่อการร้าย”
       
       แต่ผมกลับชอบวิเคราะห์แบบ Conspiracy โดยเสนอว่า นี่เป็นแผนของทาง CIA และจักรวรรดิอเมริกา ซึ่งต้องการอ้างเรื่องดังกล่าวก่อสงครามยึดครองตะวันออกกลาง และยึดครองแหล่งน้ำมันของโลก
       
       เวลาที่ผมสอนหนังสือ ผมบอกนักเรียนว่า “อย่าเชื่อที่อาจารย์สอนเป็นอันขาด เพราะผมชอบวิเคราะห์แบบ Conspiracy ซึ่งมีจุดอ่อนมากๆ เพราะขาดข้อมูลและหลักฐานยืนยันว่า จริง”
       
       แต่การคิดวิเคราะห์แบบนี้ “มีค่า” เช่นกัน เพราะช่วยให้ผู้คนสามารถ “คิดต่าง” จากแนวคิดแบบกระแสหลักได้
       
       ปัจจุบัน “การคิดต่าง” มีความสำคัญมาก เพราะช่วยทำให้เกิดการตั้งประเด็นขึ้นถกเถียงโต้แย้ง เพราะโลกแห่งความจริงนั้นซับซ้อน และมีมุมลึก และลึก... เกินกว่าที่เราคิดเสมอ
       
       ผมจึงไม่เคยบอกว่า “ที่ผมคิดวิเคราะห์ คือ ความจริง” และ “ต้องเชื่อตามสิ่งที่ผมคิดวิเคราะห์” และที่สำคัญมาก ผมจะเคารพบรรดานักคิดที่ “คิดต่าง” จากผมเสมอ
          
       “จุดอ่อน” ของแนวคิดระบบโลก
       
       เพื่อนๆ บางคน อาจจะสงสัยว่า “แล้วการคิดสายระบบโลกมีจุดอ่อนตรงไหน”
       
       ความจริงแล้ว นักวิชาการที่รู้ว่าแนวคิดระบบโลกมีจุดอ่อนตรงไหน ก็คือ บรรดาอาจารย์ผู้สอนวิชานี้เอง
       
       อาจารย์ Hopkins มีฐานะเป็นคณบดีของสถาบันระบบโลก ท่านตระหนักรู้ว่า วิชาระบบโลกมีจุดอ่อนที่สำคัญ
       
       หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาเอก ผมได้พบอาจารย์ Hopkins ท่านกล่าวย้ำกับผมว่า
       
       วิชาระบบโลก ก็เป็นเพียงผลผลิตอย่างหนึ่งของการคิดแบบตะวันตก เช่นกัน
       
       ท่านเองก็มองเห็นข้ออ่อนเรื่องนี้ แต่ท่านไม่สามารถก้าวผ่านกรอบคิดแบบตะวันตกได้ เพราะท่านเติบโตในสายวัฒนธรรมตะวันตก และคิดวิเคราะห์บนฐานคิดที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์”
       
          ท่านหวังว่า ผมซึ่งเป็นคนตะวันออก น่าจะก้าวผ่านความเป็นตะวันตกได้ เพราะสายคิดแบบตะวันออกโบราณนั้นอุดมไปด้วย “ปรัชญา” และแนวคิดที่มี “ค่า” มากมาย
       
          อาจารย์ Wallerstein เองก็พยายามดิ้นออกจากการคิดแบบเป็นระบบ ซึ่งค่อนข้างแข็งมากๆ ท่านจึงหันมาสนใจทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า “ทฤษฎี Chaos”
       
          ท่านเริ่มคิดว่า โลกอนาคตจะปั่นป่วน Chaos อย่างมากๆ จนทำให้แนวคิดที่เป็นระบบไม่สามารถอธิบายได้
       
       ผมคิดว่า สภาพวิกฤตใหญ่และซับซ้อนมาก จะนำสู่ “ความเป็นไปได้” ที่หลากหลายมาก จนยากที่จะอธิบายหรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้ และจะเป็นที่มาของ “ความตาย” ของฐานคิดที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ รวมทั้ง “ความอหังการ” ของมนุษย์ที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถเข้าใจหรืออธิบายทุกๆ เรื่องราวได้
       
       พอผมกลับมาเมืองไทย ผมจึงหันไปสนใจทฤษฎี Chaos และเริ่มตระหนักถึงความจำกัดของปรัชญาวิทยาศาสตร์ และปรัชญามนุษย์นิยมแบบตะวันตก
       
       ในเวลาเดียวกัน ผมหันมาศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทางสายตะวันออก (ทางอินเดีย อาหรับ และจีน รวมทั้งสยาม) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมหันกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์สยาม และสนใจเรียนรู้ปรัชญาพุทธ และเต๋า อย่างจริงจัง
       
       ที่แปลกคือ ถ้าจะเข้าถึงความเป็นพุทธ และเต๋า คุณจะเรียนแบบนักวิชาการ (แบบ Post Modern) ไม่ได้เช่นกัน และไม่ได้เรียนรู้ด้วยการใช้สมอง แต่เรียนได้ด้วยใจ
       
       ถ้า จิตใจของคุณ “ไม่งาม และไม่สงบ” คุณจะเข้าถึง “ความเป็นพุทธ” และ “เต๋า” ไม่ได้
       
       นี่คือ วิถีการเรียนรู้แบบตะวันออก ซึ่งลึกกว่าการเรียนรู้แบบตะวันตกมาก
       
       ถ้าเพื่อนๆ สนใจแนวคิดและแนววิเคราะห์โลกแบบตะวันออก ผมกำลังออกผลงานชิ้นใหม่ เรื่อง “ประวัติศาสตร์อนัตตา” ซึ่งเป็นงานเล่าถึงกำเนิดวัฒนธรรมสายตะวันออก ที่อินเดีย และจีน และที่สำคัญยังจะกล่าวถึงการก่อตัวของวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสยามด้วย
       
       บทสรุป
       
       ผู้อ่านคงต้องระวังสักนิด ผมไม่ได้บอกว่า วัฒนธรรมตะวันตกเลว หรือ ตะวันออกดี ผมไม่ได้มองโลกแบบขาว หรือดำ ผมเพียงแต่บอกว่า “อะไรคือ วัฒนธรรมตะวันตก” และผมมีความเชื่อว่า “ทุกสายวัฒนธรรมมีทั้งข้อดี และมีข้อด้อย”
       
       ความคิดเรื่อง “ออก” และ “ตก” ก็ไม่ใช่เรื่อง “ทิศทาง” ที่แตกต่างกัน ถ้าจะเข้าใจวิธีคิดแบบนี้ ต้องอ่านงานเรื่อง “เต๋าแห่งสังคมศาสตร์” ที่ผมได้เขียนขึ้น
       
       วัฒนธรรมตะวันตก ถือว่าเป็นสายวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่มาก และคนไทยทุกคนต้องเรียนรู้ ศึกษา และต้องศึกษาให้เห็นทั้งข้อดีและข้ออ่อน
       
       ที่สำคัญ ปัจจุบันเราต้องสามารถก้าวผ่านความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งกำลังมีอิทธิพลครอบโลกให้ได้
       
       ผมเชื่อว่า เรากำลังยืนอยู่ ณ จุดที่นักวิชาการเรียกว่า “โลกหลังยุคตะวันตก” วันนี้ ระบบสังคมนิยมพังพินาศลงไปแล้ว และทุนนิยมก็กำลังทำลายตัวเอง
       
       การพังทลายของทั้ง 2 ระบบ และสภาวะหลังยุคตะวันตก นำสู่สภาวะที่ผมเรียกว่า Chaos ใหญ่ สภาวะนี้เองจะนำสู่การตั้งคำถาม และการค้นหาทางออกใหม่
       
       การรื้อถอนฐานของภูมิปัญญาโลกครั้งใหม่ซึ่งเดิมทีถูกครอบด้วยวัฒนธรรมตะวันตกจึงมีความสำคัญยิ่ง
       
       ผมเองยังตอบไม่ได้ชัดๆ ว่า “อะไรคือ ฐานภูมิปัญญาของโลกใหม่”
       
       เท่าที่ผมคิดได้
       
       1.   ปรัชญามนุษย์นิยม กำลังถูกแทนที่ด้วย ปรัชญาธรรมชาตินิยม
       
       2.   ปรัชญาสงคราม และผู้ชายนิยม กำลังถูกแทนที่ด้วย ความเชื่อเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และหันกลับมาให้ค่าความเป็นผู้หญิง
       
       3.   ปรัชญาวัตถุนิยม กำลังถูกแทนที่ด้วย ปรัชญาแบบจิตนิยม (ใหม่) ที่ให้ค่าการสร้าง “ใจ” ที่งดงาม
       
       ทุกวันนี้ นักวิชาการกำลังหันไปเห็น “ค่า” ความงดงามทางด้านจิตใจมากกว่าความเจริญทางวัตถุ ศาสนาพุทธจึงกลายเป็นศาสนาที่แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก
       
       4.   ปรัชญาแบบปัจเจกนิยม กำลังถูกแทนที่ด้วย ปรัชญาแบบองค์รวม หรือ การคิดแบบบูรณาการ
       
       5.   ปรัชญาวิวัฒนาการจากป่าเถื่อนสู่...อารยธรรม กำลังถูกตั้งคำถาม ถ้าเราใช้ความเจริญทางด้านจิตใจเป็นฐานในการมองโลก “ในเชิงอารยะ” อดีต หรือโลกตะวันออก ที่ที่ผู้คนอยู่ในโลกศาสนา อาจจะมีอารยะกว่าคนในโลกตะวันตกปัจจุบัน
       
       6.   อารยธรรมการสร้างเมืองขนาดใหญ่ ชีวิตต้องเร่งรีบ ต่อสู้ช่วงชิง กำลังถูกตั้งคำถามด้วยคำว่า “Small is Beautiful” หรือ “เล็กๆ แต่งดงาม” และแบบชีวิตที่เรียบง่ายๆ อยู่อย่าง “ช้าๆ และงดงาม”
       
       ที่สำคัญ ผู้คนเริ่มมองเห็น “ค่า” ของความเป็นชนบท และความเป็นชุมชน
       
       ชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ การอยู่กับความเอื้ออาทรต่อกันและกัน กำลังกลายเป็น “ความฝันใหม่” ของคนทั่วโลก
       
       แต่ผมก็ตอบไม่ได้ว่า “นี่คือ อนาคตของมนุษยชาติ” หรือไม่ เพราะผมเชื่อว่า “เส้นทางสู่อนาคต” มีความเป็นไปได้ที่หลากหลายมาก มากกว่าที่ผมคิดเสมอ
       
       เมื่อระบบโลก ก้าวสู่ช่วง Chaos ใหญ่ ในช่วงนี้จะเกิดการปฏิวัติฐานคิดใหม่
       
       สุดท้าย ขอฝากเตือนว่า ในช่วง Chaos นั้น จะทำอะไร... ต้องระวังมาก เพราะ สิ่งเล็กๆ หรือน้ำผึ้งแค่หยดเดียว ก็สามารถพลิกผันกลายเป็น “เรื่องใหญ่” ได้
       
       ผมคงจบด้วยคำ “ขอโทษ” ต่อท่านอาจารย์ชาญวิทย์ อาจารย์เกษียร และอาจารย์วรเจตน์ รวมถึงบรรดานักคิดและนักวิชาการเสื้อแดงอีกครั้ง ที่บังอาจทำให้ท่าน “เคือง” และถึงอย่างไร ผมก็ยังคงเคารพรักและนับถือทุกท่านเสมอ
          
       ด้วยความเคารพรักอย่างสูง
           ยุค ศรีอาริยะ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 11 มีนาคม 2012, 15:33:35 PM »

ที่สรุปมาตอนท้ายก็เป็นเนื้อหาที่ผมก็เห็นด้วยมากๆ
 
       1.   ปรัชญามนุษย์นิยม กำลังถูกแทนที่ด้วย ปรัชญาธรรมชาตินิยม
       
       2.   ปรัชญาสงคราม และผู้ชายนิยม กำลังถูกแทนที่ด้วย ความเชื่อเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และหันกลับมาให้ค่าความเป็นผู้หญิง
       
       3.   ปรัชญาวัตถุนิยม กำลังถูกแทนที่ด้วย ปรัชญาแบบจิตนิยม (ใหม่) ที่ให้ค่าการสร้าง “ใจ” ที่งดงาม
       
       ทุกวันนี้ นักวิชาการกำลังหันไปเห็น “ค่า” ความงดงามทางด้านจิตใจมากกว่าความเจริญทางวัตถุ ศาสนาพุทธจึงกลายเป็นศาสนาที่แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก
       
       4.   ปรัชญาแบบปัจเจกนิยม กำลังถูกแทนที่ด้วย ปรัชญาแบบองค์รวม หรือ การคิดแบบบูรณาการ
       
       5.   ปรัชญาวิวัฒนาการจากป่าเถื่อนสู่...อารยธรรม กำลังถูกตั้งคำถาม ถ้าเราใช้ความเจริญทางด้านจิตใจเป็นฐานในการมองโลก “ในเชิงอารยะ” อดีต หรือโลกตะวันออก ที่ที่ผู้คนอยู่ในโลกศาสนา อาจจะมีอารยะกว่าคนในโลกตะวันตกปัจจุบัน
       
       6.   อารยธรรมการสร้างเมืองขนาดใหญ่ ชีวิตต้องเร่งรีบ ต่อสู้ช่วงชิง กำลังถูกตั้งคำถามด้วยคำว่า “Small is Beautiful” หรือ “เล็กๆ แต่งดงาม” และแบบชีวิตที่เรียบง่ายๆ อยู่อย่าง “ช้าๆ และงดงาม”
       
       ที่สำคัญ ผู้คนเริ่มมองเห็น “ค่า” ของความเป็นชนบท และความเป็นชุมชน
       
       ชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ การอยู่กับความเอื้ออาทรต่อกันและกัน กำลังกลายเป็น “ความฝันใหม่” ของคนทั่วโลก

       
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 15 มีนาคม 2012, 08:11:00 AM »

เมื่อตอนแรกเริ่ม มนุษย์(บางคน) ก็มักจะเป่าหูคนอื่นๆ ว่า  "สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"   มีความจำเป็นต้องทำสงคราม

เรามักจะบอกว่าข้างเราเป็นฝ่ายถูก  แล้วอีกข้างเป็นฝ่ายผิด

อีกข้างเป็นพวกพูดไม่รู้เรื่อง  จึงต้องทำสงคราม

แต่เคยคิดไหมว่าแล้วอีกข้างหนึ่งเขาจะพูดถึงเราว่าอย่างไร

เขาก็ว่าเราอย่างที่เราว่าเขานั่นแหละ

สงครามเมื่อเกิดขึ้นแล้วจึงไม่มีที่สิ้นสุด   เพราะต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้อง  เป็นฝ่ายที่ยึดกุมสัจจธรรม

สงครามจึงต้องยืดเยื้อ  ไม่มีบทสรุปสุดท้าย  มีแต่ความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย  และความเจ็บช้ำน้ำใจที่ฝังรากลึกจากรุ่นสู่รุ่น

ดูลิงค์นี้ก็จะเห็นภาพของความไม่มีเหตุผลในการทำสงคราม ไม่ว่าโดยข้ออ้างใดๆ  ได้ดี

http://www.oknation.net/blog/supawan/2012/03/15/entry-1
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 06 เมษายน 2012, 18:23:58 PM »

ลองอ่านเรื่องนี้หน่อย

http://www.oknation.net/blog/nn1234/2012/04/06/entry-1

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 เมษายน 2012, 18:28:28 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 07 เมษายน 2012, 11:24:47 AM »

ลองอ่านเรื่องนี้หน่อย

http://www.oknation.net/blog/nn1234/2012/04/06/entry-1


อีกหน่อย

http://www.oknation.net/blog/kcltv/2012/04/04/entry-1
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!