บ้านตุลาไทย
24 เมษายน 2018, 09:31:47 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไทยควรเป็นประเทศเกษตรกรรมก้าวหน้าไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรม  (อ่าน 3323 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 02 มีนาคม 2012, 07:51:25 AM »

บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปีที่ผ่านมาได้บ่งบอกเราว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยนั้นเหมาะสำหรับทำการเกษตรกรรมไม่ใช่อุตสาหกรรม

ที่พากันตะโกนบอกว่าเสียหายหนักนั้นก็มาจากภาคอุตสาหกรรม

ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมแม้จะเสียหาย  แต่ก็เป็นเรื่องที่เคยพบประสบกันมา   

ในทางกลับกันฤดูน้ำหลากกลับพาปุ๋ยอันอุดมมาด้วย   

+++++++++++++++++++++++++++++

เมื่อประกอบกับสภาวะการณ์ของโลกที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าสิ่งที่มวลมนุษยชาติจะต้องประสบร่วมกันต่อไปนี้ก็คือ "ภาวะโลกร้อน"

ภาวะโลกร้อนที่มาได้ทั้ง แล้งจัด  ร้อนจัด   น้ำมากจัด และ หนาวจัด

ประเทศไทยแม้จะได้รับผลกระทบกับภาวะดังกล่าว   แต่จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้วของเรายังได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่อาจมาด้วยภาวะแล้งจัดหรือน้ำมากจัดน้อยกว่าที่อื่นๆ ในโลก

และศักยภาพที่สำคัญของเราก็คือการมีพื้นที่เกษตรกรรม

พื้นที่ที่อุดมพอที่จะหว่านอะไรลงไปก็ขึ้นมางอกงาม

นี่คือจุดแข็งของประเทศไทยเรา

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเวลานี้ทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจยังมุ่งไปแต่เพียงการพัฒนาอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 มีนาคม 2012, 11:18:16 AM »

ขึ้นหัวข้อนี้ไว้ก็ไปเปิดเจอเรื่องการสร้างเครือข่ายการขนส่งโดยระบบรางที่มีผู้รวบรวมไว้มีข้อมูลพอสมควร

ทำให้นึกถึงเรื่องนี้ที่เคยเปิดประเด็นไว้ตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน

เรื่องประเทศเกษตรกรรมกับการขนส่งมวลชนโดยระบบรางน่าจะเป็นสิ่งที่ไปคู่กันได้

http://www.oknation.net/blog/smartgrowth/2012/03/02/entry-1

(ขอขอบคุณผู้รวบรวมและเผยแพร่)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 02 มีนาคม 2012, 12:09:29 PM »

ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์วันนี้ได้สะท้อนถึงปัญหาการทำฟลัดเวย์
แต่จากข้อมูลทำให้น่าตกใจว่าพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่รอบๆ กรุงเทพและปริมณฑลรวมทั้งที่ราบภาคกลางได้ตกเป็นของนายทุนหมดแล้ว

........................................................................................

  “ฟลัดเวย์”ทำพิษชาวนา- ชาวสวน ในพื้นที่รับน้ำทั้ง อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม มีสิทธิ์หาอาชีพใหม่หลังรัฐบาลประกาศจ่ายค่าชดเชยพื้นที่รับน้ำจาก 2.2 พันบาทเป็น 7,000 บาทต่อไร่ เผยชาวนาในพื้นที่มากกว่า 90 % เป็น “ผู้เช่า” ขณะที่นายทุนกระเป๋าหนักจากกรุงเทพฯเป็นเจ้าของที่นาตัวจริง ชี้ผลประโยชน์ตกกับนายทุนล้วนๆเพราะจะได้ทั้งค่าชดเชย และค่าเช่าทำนา ขณะที่นักวิชาการแนะให้ “ทำใจ”ยอมรับสภาพพร้อมเปลี่ยนอาชีพปลูกพืชระยะสั้นแทนข้าว
       
       เป็นพื้นที่รับสร้างรายได้ให้นายทุน
       
       การประกาศแนวฟลัดเวย์ป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลซึ่งปรากฏตามสื่อเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเผยให้เห็นพื้นที่ในจังหวัดต่างๆที่ต้องเป็นผู้ “รับน้ำ”แทนคนส่วนใหญ่ โดยแนวฟลัดเวย์ด้านตะวันตกจะเริ่มตั้งแต่รอยต่อระหว่าง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กับ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ขนานไปตามทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ไปถึงปากคลองพระยาบันลือ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นได้ขนานไปกับคลองพระยาบันลือ ถึง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.บางซ้าย อ.เสนา อ.บางไทร และ อ.ลาดบัวหลวง รวมทั้งพื้นที่บางส่วนใน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
       
       ประทีป รามศักดิ์ นายกเทศมนตรี ตำบลบางไทร หนึ่งในพื้นที่ที่จะต้องเป็นผู้รับน้ำตามนโยบายของรัฐบาล บอกกับ “ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์”ว่าการประกาศสร้างแนวฟลัดเวย์ที่รัฐบาลประกาศออกมานั้นมีพื้นที่ของอำเภอบางไทรเข้าไปด้วยซึ่งก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเพราะพื้นที่ของเรานั้นถูกน้ำท่วมมาโดยตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่อย่าให้ท่วมนาน ท่วมขัง ท่วมสูงเหมือนปี 2554 ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
       
       อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นกังวลสำหรับคนในพื้นที่ก็คือการประกาศจ่ายค่าชดเชยให้กับเจ้าของพื้นที่ที่ต้องเป็นพื้นที่รับน้ำจากเดิมจ่ายให้ไร่ละ 2,222 บาทเป็นไร่ละ 7,000 บาทนั้นจะทำให้ชาวนาที่นี่ต้องเปลี่ยนอาชีพใหม่เพราะเจ้าของที่ดินโดยตรงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกือบ 90 % เป็นนายทุนมาจากที่อื่นโดยเฉพาะกลุ่มทุนรายใหญ่จากกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันชาวนาที่ทำนาในพื้นที่นี้จะเช่าที่นามาทำนากันเองโดยจ่ายค่าเช่าที่แตกต่างกันออกไป เมื่อมีการกำหนดให้เป็นแนวฟลัดเวย์และมีค่าชดเชยที่สูงขึ้นแบบนี้ชาวนาอาจจะกลายเป็นคนตกงานไปเลยก็เป็นได้
       
       “ในฐานะที่ผมเป็นคนในพื้นที่อยู่กับน้ำท่วมมาโดยตลอดมองว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดผมก็เป็นเรื่องดีแต่ไม่ควรจะมีการลงทุนเพื่อให้ผลประโยชน์กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะนายทุนที่มากว้านซื้อที่ดินเกือบยกจังหวัด ผมว่าแค่มีการจัดระบบการบริหารน้ำจากเขื่อนต่างๆให้มีความสมดุลก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
       
       ถึงจะจมคน”ฝั่งตะวันตก”ยังสู้ไหว
       
       ในขระเดียวกันแนวฟลัดเวย์ที่จะขนานไปกับแม่น้ำท่าจีนฝั่งตะวันตกทั้งหมด จะครอบคลุมพื้นที่ อ.บางเลน อ.นครชัยศรี อ.สามพราน จ.นครปฐม อ.กระทุ่มแบน และ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร สิ้นสุดที่ปากคลองดำเนินสะดวกใน ต.บางยาง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จากนั้นขนานไปตามคลองดำเนินสะดวก ถึงประตูน้ำบางนกแขวก อ.บางคณที จ.สมุทรสงคราม ส่วนอีกด้านหนึ่งจะขนานไปกับแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ถึงประตูน้ำบางนกแขวก โดยพบว่าครอบคลุมพื้นที่ อ.เมืองนครปฐม อ.กำแพงแสน อ.นครชัยศรี อ.ดอนตูม อ.บางเลน อ.สามพราน จ.นครปฐม, อ.บ้านโป่ง อ.โพธาราม อ.บางแพ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี อ.บ้านแพ้ว และพื้นที่บางส่วนใน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยได้กันพื้นที่สีขาวห้ามน้ำท่วมเฉพาะตัวเมืองนครปฐมเท่านั้น
       
       แหล่งข่าวจากองค์การบริหารส่วนตำบลบางเลน จ.นครปฐม บอกว่า ได้รับทราบข่าวแล้วว่าพื้นที่จังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่รับน้ำแล้วซึ่งขณะนี้องค์กรส่วนท้องถิ่นหลายๆแห่งก็เร่งให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการเตรียมการที่จะรับมือกับปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดซ้ำในปีนี้ แต่ทั้งนี้หากมองในแง่ดีจะเห็นว่าในจังหวัดนครปฐมส่วนใหญ่จะปลูกพืชระยะสั้งกันมาก ส่วนที่ทำสวนผลไม้นั้นได้รับความเสียหาจากปีที่แล้วบางรายอาจจะเป็ยนอาชีพมาปลูกผักแทนซึ่งก็จะช่วยในระดับหนึ่ง
       
       “ตอนนี้ราคาที่ดินที่ส่วนใหญ่ที่เป็นพื้นที่สวนผลไม้ สวนผัก ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหตุผลหลักๆคือ เพราะเจ้าของพื้นที่จริงๆแล้วคือนายทุน จะมีชาวสวนที่เป็นเจ้าของสวนเองน้อยมาก ซึ่งหากรัฐมีการจ่ายค่าชดเชยแบบสมเหตุสมผลก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใดเพียงแต่ชาวสวนอาจจะแบกรับภาระค่าเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่หลายๆฝ่ายต้องหาทางช่วยเหลือกัน”
       
       “ดร.รอยล”แนะปลูกพืชระยะสั้นแทนข้าว
       
       การบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ทันฤดูน้ำหลากที่จะมาถึงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้รัฐบาลพยายามเร่งลงมือปฏิบัติการอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการประกาศแนวฟลัดเวย์ที่มีรายชื่อของหลายๆจังหวัดที่ต้องรับสภาพเป็น “พื้นที่รับน้ำ”โดยในกรณีนี้ ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)บอกว่าพื้นที่รับน้ำที่กลายเป็นข่าวนั้นเป็นเรื่องจริง โดยแต่ละแห่งกระทรวงเกษตรฯเป็นผู้เสนอแผนทั้งหมดซึ่งเรื่องนี้อยากให้ประชาชนทำใจเพราะอย่างไรเสียเมื่อถึงฤดูน้ำหลากพื้นที่ดังกล่าวจะต้องรับน้ำอย่างเดิม
       
       อย่างไรก็ตามในฐานะคณะทำงานได้เสนอให้คณะกรรมการ กยน.พิจารณาถึงการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ในระยะยาวด้วยการส่งเสริมให้ปลูกพืชระยะสั้น เช่น ผักทุกชนิดเพื่อเป็นการสร้างรายได้ทดแทนการปลูกข้าวเพราะพื้นที่ในภาคกลางส่วนใหญ่แม้รัฐบาลจะประกันราคาข้าวแต่ราคาข้าวที่ขายได้ มีราคาเฉลี่อยู่ที่ 7,000 บาทต่อตัน ซึ่งมีราคาต่ำกว่าราคาข้าวของภาคอีสานที่ขายได้ 15,000 บาทต่อตัน
       
       “ผมว่าวิธีการแก้ไขปัญหาน่าจะมีแนวทางนี้จะดีที่สุด ส่วนปัญหาราคาที่ดินในพื้นที่จังหวัดต้องรับน้ำนั้นแน่นอนราคาต้องตกต่ำแต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะเท่าที่ทราบเจ้าของที่ดินตัวจริงเป็นกลุ่มนายทุนกระเป๋าหนักเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนชาวนานั้นเป็นเพียงผู้เช่าที่ดินทำนา แต่หากในกรณีมีการส่งเสริมให้ปลูกผักหรือพืชระยะสั้นชาวนาอาจจะต้องเช่าที่ดินในราคาแพงซึ่งเรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการจัดการในอนาคตต่อไป”
บันทึกการเข้า
ลุง-พริก
Jr. Member
**
กระทู้: 118


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 02 มีนาคม 2012, 20:56:50 PM »

เห็นด้วย 100%
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 03 มีนาคม 2012, 07:52:56 AM »

ในลิงค์ที่นำมามีสิ่งที่สอดคล้องกับการอภิปรายในเว็บนี้ในหลายปีที่ผ่านมา  แต่ผู้นำเสนอสามารถประมวลความเห็นได้อย่างเป็นระบบ มีความชัดเจนซึ่งอยากนำมาเน้นอีกครั้งดังนี้

...

กรณีการลงทุนโครงข่ายขนส่งมวลชนไว้ตั้งแต่แรก ท่านจะพบว่า

1. ชุมชนจะมีความกระชับ (Compact Community) บริเวณสถานีขนส่งมวลชน ด้วยการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ธุรกิจบริการ การพาณิชยกรรม และระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ

2. รูปทรง (Shape) ของย่านจะเป็นรูปวงกลมหรือวงรีที่มีศูนย์กลางของชุมชนเป็นสถานีขนส่งมวลชนหรือศูนย์พาณิชยกรรมรอบๆ สถานีซึ่งมีความเด่นชัด หากเกิดการแผ่ขยาย ชุมชนจะขยายออกไปตามรัศมีที่นับจากศูนย์กลาง

3.ชุมชนที่กระชับจะมีความหนาแน่นในบริเวณใจกลาง เนื่องจากมีอาคารพักอาศัยหลากหลายรูปแบบและส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอาคารแนวตั้ง ดังนั้น ในพื้นที่จึงเกิดสภาพของชุมชนแห่งการเดิน (Walkable Community) โดยที่รัฐไม่ต้องให้การส่งเสริม

4.  ความคึกคักและมีชีวิตชีวาด้านเศรษฐกิจในย่านการค้าพาณิชยกรรม เกิดการสร้างงานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน

5. การรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ธรรมชาติเกิดขึ้นน้อย เนื่องจากชุมชนไม่ได้กระจัดกระจายตามแนวถนน


หากเป็นกรณีการลงทุนโครงข่ายถนนไว้ตั้งแต่แรก ท่านจะพบว่า

1.  ชุมชนจะกระจัดกระจายตามแนวถนน หรือกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ ไม่มีทิศทางการแผ่ขยายอย่างชัดเจน เกิดอาคารพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ (Big Box Building) และอาคารพาณิชกรรมตามแนวถนน (Commercial Sprawl) และอาคารพักอาศัยตามพื้นที่ต่างๆ

2. ชุมชนไม่มีรุปทรง (Shape) ที่เด่นชัด ไม่มีศูนย์กลางและไม่สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงรูปทรงได้

3.  ชุมชนเกิดใหม่มีความหนาแน่นต่ำ ไม่มีความคุ้มค่าในการลงทุนสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ตลาด และศูนย์พาณิยกรรม หรือแม้แต่ระบบขนส่งมวลชน ประชาชนไม่มีทางเลือกการเดินทางนอกจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ไม่สามารถส่งเสริมให้เกิดชุมชนแห่งการเดินได้
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 13 มีนาคม 2012, 13:15:15 PM »

ผู้การตรวจฯจี้แก้พ.ร.บ.ที่ดินก่อนต่างชาติฮุบไม่เหลือ

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 13 มี.ค. 55
 
"ศรีราชา"จี้รัฐบาลยกร่างแก้ไขพ.ร.บ.ที่ดินใหม่ ก่อนต่างชาติเข้าฮุบที่ดินที่เหลืออยู่ ระบุที่ดินชายทะเลภูเก็ตเกือบ100%อยู่ในมือต่างชาติ

นายศรีราชา เจริญพาณิชย์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงการเข้าครอบครองที่ดินของคนต่างชาติกว่า 100 ล้านไร่  ว่า กล่าวในรายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ว่า ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นตัวเลขที่เรามีการประมาณการออกมา โดยเป็นตัวเลขทั้งซื้อและเช่าทั้งหมดทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากที่เราได้คุยกับชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ เรามีความเชื่อว่าเลขดังกล่าวมีความเป็นไปได้ โดยตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นตัวเลขที่มีความน่ากลัว เรื่องนี้หากเรายังมามั่วกันอยู่อย่างนิ่งเฉยตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนในไม่ช้าที่ดินของเราก็จะหมด

 เมื่อถามว่า การประมาณการตัวเลขดังกล่าวที่ออกมา มีฐานการประมาณการอย่างไร นายศรีราชา กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่มีทางตัวเลขที่แท้จริงอย่างแน่นอน เนื่องจากจะมีเรื่องของการอำพรางซ่อนเร้นจำนวนมาก เช่น ที่ดินในจังหวัดภูเก็ตที่ดินชายทะเลทั้งหมด ตนเชื่อว่าน่าจะตกอยู่ในมือของคนต่างชาติเกือบทั้งหมด ซึ่งเราคาดว่าที่ดินเหล่านี้ก็คงจะได้มาจากชาวบ้าน ตรงนี้ทำให้เห็นว่าพลังอำนาจเงินของคนต่างชาติมีกำลังซื้อมหาศาล

 เมื่อถามว่า ในเวลานี้ที่ดินแปลงใหญ่ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นของคนต่างชาติ หรือเป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่ นายศรีราชา กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะคนไทยเราเองก็เป็นคนขายชาติ เพราะส่วนหนึ่งก็เป็นคนที่ไปชักชวนคนต่างชาติเข้ามา แถมยังช่วยปิดบังอำพรางว่าตัวเองเป็นคนถือครอง แต่ที่จริงคือที่ดินทั้งหมดเป็นของคนต่างชาติ แถมอีกไม่กี่ปีข้างหน้าน้ำมันดิบในโลกก็จะหมดไป บทบาทของน้ำมันสีเขียว หรือการทำการเกษตรจะเข้ามามีบทบาท ซึ่งหากเขาเข้ามาถือครองที่ดินได้ ก็เท่ากับเขาสามารถยึดครองแหล่งอาหารของโลกได้ ซึ่งเรื่องนี้มีแต่ได้กับได้ จากตรงนี้เราเห็นว่าปัญหาเรื่องนี้กำลังจะเข้าจุดวิกฤต เราจึงเข้ามาทำการศึกษาในเรื่องนี้ และพยายามเตือนชาวบ้าน ประชาชนว่าอย่าขายที่ดินของตนเอง เพราะหากขายไปก็มีแต่หมดตัวในอนาคต

 เมื่อถามว่า ผู้ตรวจการฯจะมีข้อเสนอเพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขในเรื่องนี้หรือไม่ นายศรีราชา กล่าวว่า  เราคงจะเสนอให้มีการร่างกฎหมายเพื่อที่จะใช้บังคับในการควบคุมปัญหาเรื่องดังกล่าวนี้ อีกทั้งเราควรจะมีความชัดเจนว่าเราจะอนุญาตธุรกิจอะไรบ้างที่จะให้ถือครองที่ดินมากว่าที่เป็นอยู่ และที่สำคัญในปี พ.ศ. 2558 ประเทศเราจะเข้าร่วมเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว ก็จะมีแรงงานเคลื่อนย้ายเข้ามา ซึ่งปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือการตกงานของแรงงานของเรา ซึ่งหากใครไม่มีที่ดินอาจจะลำบาก ตัวอย่างที่เห็น คือ ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง การเคลื่อนย้ายเข้ามาภาคการเกษตรของแรงงานที่ตกลงในช่วงนั้นสามารถรองรับได้       


 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!