บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:14:38 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เขาสอนชาวนาชาวไร่ให้เป็นหมอได้อย่างไร  (อ่าน 11930 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 มีนาคม 2012, 21:22:32 PM »

ทางกองการประกอบโรคศิลปะได้ประการศในเว็บไซต์ของกองการประกอบโรคศิลปะว่า

ให้หมอป่า(ที่เขาใช้ชื่อว่า ผรท.) ที่ลงชื่อไว้แล้ว  ได้แจ้งความจำนงว่าจะเข้าร่วมการอบรมที่ใช้ชื่อว่า "ผู้ช่วยแพทย์จีน" หรือไม่

โดยโหลดใบแจ้งความจำนงได้จากเว็บไซต์กองการประกอบโรคศิลปะ

http://www.mrd.go.th/Admin/fileinformation/100.pdf

แต่สำหรับคนที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต  หมอพจน์กำลังจัดส่งให้ทุกคน

........................................................................

ประกาศผู้มีสิทธิ์อบรมหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์จีนสถาบันการแพทย์ไทย-จีน  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
1. กลุํมผู๎รํวมพัฒนาชาติไทย   จํานวน  511  คน    
2. กลุํมผู๎เข๎ารํวมอบรม  120  ชั้วโมง  จํานวน  171  คน  
หมายเหตุ
1. ผู๎ที่มีรายชื่อเข๎าอบรม กรุณาแจ๎งความประสงค์เข๎าอบรมตามแบบตอบรับ
2. รายละเอียดโครงการจะประชาสัมพันธ๑ให๎ทราบภายหลัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 มีนาคม 2012, 16:17:14 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 มีนาคม 2012, 21:45:00 PM »

กลุ่มผู้เข้าอบรม 12 ชั่วโมง  หมายถึงกลุ่มที่เคยเข้าร่วมการอบรมหมอจีนที่อาคารหมอเส็งแล้วตกค้างอยู่

ในนั้นมีหมอป่าหลายคนจึงมีชื่อซ้ำซ้อนกับส่วนที่เป็นรายชื่อของ ผรท.

ส่วนการอบรมเนื่องจากคนมีจำนวนมาก ได้ยินว่าอาจแบ่งอบรมเป็นภาคๆ  แต่จะใช้เวลาพอสมควร

รายละเอียดคงต้องติดตามต่อไป
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 06 มีนาคม 2012, 22:10:02 PM »

ขอบคุณค่ะ หมอแสนไชย
ที่กรุณาแจ้งข่าว ความคืบหน้า

วันนี้ได้แจ้งให้เพื่อน ๆทราบไปแล้วหลายคน
และได้ส่งใบตอบรับไปเรียบร้อยแล้วค่ะ


บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 11 มีนาคม 2012, 16:38:25 PM »

หากดูจากจำนวนที่มีการลงทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขก็จะเห็นว่ามีจำนวนหมอที่เคยทำงานในป่าถึง 511 คน
ในจำนวนนี้คงหักลบผู้ที่พอจะมีความรู้ทางด้านการฝังเข็มหรือที่เราเรียกว่า "นักรบอนามัย" ไปจำนวนหนึ่ง
และยังมีหมอปฏิวัติอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าโครงการนี้  จึงไม่ได้แจ้งชื่อรวมอยู่ในนั้น
หักกลบลบกันไปแล้วจำนวนก็น่าจะเหลืออยู่พอๆ กันคือราว 4-500 คน
หากดูตามรายชื่อที่ลงทะเบียตามจังหวัดก็จะพบว่ามีภูมิลำเนาที่ต่างกันถึง 50 จังหวัด
แสดงว่าคนเหล่านี้มีที่มาจากทั่วประเทศ
จึงทำให้น่าสนใจว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งมีพื้นฐานเป็นเพียงชาวไร่ชาวนา  ในสมัยนั้นก็ต้องถือว่าอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดและกันดารที่สุด
เขามีวิธีการอบรมบ่มเพาะคนเหล่านี้ให้มีความรู้ทางการแพทย์และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างไรในเวลาอันสั้นๆ  โดยไม่ต้องเรียนถึง 5-6 ปี แล้วก็ต้องฝึกงานกันอีก 2-3 ปีอย่างที่เรียนกันอยู่ในสถาบันการศึกษา
ที่ว่าการอบรมให้เป็นหมอนี้  ไม่ใช่แค่เป็นเพียง "นักรบอนามัย" หรือ "ทหารเสนารักษ์"  หากแต่เป็นหมอที่สามารถสั่งยา ฉีดยา ให้น้ำเกลือ ให้เลือด กระทั่งผ่าตัดได้อย่างคล่องแคล่ว

การตามรอยเรื่องนี้คงต้องพาไปไกลถึงสถานที่อบรมจุดใหญ่จุดหนึ่ง ณ บริเวณตอนใต้ของจีนติดกับเวียตนาม
ที่เรียกว่าสถานที่อบรมใหญ่ก็เพราะ สถานที่แห่งนี้ได้อบรมบ่มเพาะชาวนาชาวไร่ให้เป็นหมอสำหรับเมืองไทยรวมกันเบ็ดเสร็จก็ถึง 10 กว่ารุ่น
เฉลี่ยว่ารุ่นละ 20 คน  ก็จะมีคนที่ผ่านโรงเรียนสอนการแพทย์นี้ถึง 200 กว่าคน  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ ยกเว้นรุ่นสุดท้ายที่มีนักศึกษาอยู่ด้วย
การศึกษาที่ใช้เวลามาตรฐาน ปีครึ่ง  ยกเว้นรุ่นสุดท้ายที่กลับไม่ได้จึงได้เรียนต่อเป็นเวลารวม 2 ปีครึ่ง
เมื่อนับย้อนขึ้นไป สถานที่แห่งนี้คงจะมีการเปิดอบรมบ่มเพาะหมอให้กับขบวนปฏิวัติไทยตั้งแต่ปีแรกๆ ของการแตกเสียงปืนหรือก่อนการแตกเสียงปืนเสียด้วยซ้ำไป
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 13 มีนาคม 2012, 08:51:17 AM »

ปมสำคัญของการบ่มเพาะชาวนาชาวไร่ให้เป็นหมอได้ในเวลาอันสั้นๆ ก็คือ "ภาษา"
เพราะต้องยอมรับว่าการเรียนวิชาแพทย์สิ่งที่ยากที่สุดก็คือศัพท์แสงที่ดึงมาจากภาษาอังกฤษกันล้วนๆ  ส่วนใหญ่ก็ท่องจำกันไป  โดยไม่รู้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร  
ทั้งที่หากคนที่รู้รากศัพท์จากละตินหรือกรีกก็จะเข้าใจได้ง่าย  เพราะจะมีที่มาจากตำแหน่งหรือหน้าที่และบทบาท

แต่การเรียนต่อจากจีนได้ทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น
เพราะจีนจะแปลศัพท์ทุกคำให้เป็นภาษาจีน (สมัยหนึ่งก็เคยโต้เถียงกันว่าวิธีการเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่  ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการหรือไม่อย่างไร)
คำภาษาจีนที่แปลมาก็ใช้คำศัพท์ตรงตัว อ่านแล้วรู้เลยว่าตำแหน่งจะอยู่ที่ใดหรือมีหน้าที่และบทบาทอย่างไร

อย่างเช่นคำว่า  medial nerve  เขาก็จะแปลว่า เจิ้งจงเสินจิง   หรือแปลเป็นไทยก็คือเส้นประสาทที่เดินอยู่ตรงกลางมือ  แต่เมื่อล่ามแปลก็ค่อยๆ ลดคำที่รุงรังออกไปให้พอได้ใจความ  เหลือเป็นคำที่พอเข้าใจได้ว่า "เส้นประสาทตรงกลาง"  (ทำให้ถึงบางอ้อว่าสมัยเขาแปลเรื่องสามก๊ก ทำไมถึงได้ข้อความที่กระทัดรัดแต่ได้ใจความดี  หรือในยุคปัจจุบันคือภาษากำลังภายในทั้งหลาย  เพราะถ้าแปลยาวแบบไทยก็ยืดยาด  คนพากษ์พากษ์ไม่ทัน  ต้องลดรูปลดคำลงมาเหลือเฉพาะที่จำเป็น)

แต่บางคำแปลแล้วก็ได้ฮา  แต่ก็มีข้อดีอีกนั่นแหละ  เพราะคำที่แปลออกมาแล้วดูตลกก็กลับกลายเป็นการทำให้จำได้ขึ้นใจ  อย่างเช่นเส้นประสาทวากัส   เขาก็แปลว่า เส้นประสาทหลงทิศ (ใหม่ๆ แปลว่าเส้นประสาทหลงทางเสียด้วยซ้ำ)  ตรงนี้ตรงเป๊ะกับที่แปลในภาษาจีนว่า  "หมี โจ่ว เสิน จิง"  คือมันเดินหลงทิศผิดทางไปไม่เหมือนเส้นประสาทเส้นอื่นๆ นั่นแหละ    แต่เรื่องนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่าปัจจุบันนักศึกษาแพทย์จริงๆ ในบ้านเราทุกวันนี้จะรู้จักความหมายที่แท้จริงของเส้นประสาทเส้นนี้หรือไม่

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 มีนาคม 2012, 16:56:37 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 14 มีนาคม 2012, 21:15:16 PM »

เมื่อกล่าวถึงภาษาก็ต้องมีสะพานเชื่อม  ซึ่งพวกเราเรียกว่า "ล่าม"
ในการเรียนแพทย์ล่ามทั้งหมดเป็นคนมาจากกองทัพจีน   ซึ่งเขาจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนกัน   มีคนจบมาหลายรุ่น
ผู้ที่ทำงานเป็นล่ามมีทั้งคนที่เป็นเชื้อสายจีน   แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มาจากชนชาติส่วนน้อยในจีน  ได้แก่ชนชาติไต และชนชาติจ้วง
ซึ่งต้องยอมรับว่ากลุ่มที่มาจากชนชาติไตและจ้วงนั้น   มีห้องเสียงทางภาษาใกล้เคียงกับคนไทย  ล่ามเหล่านี้จึงพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างชัดและคล่องแคล่ว
แต่บางคนก็ย้ายมาจาก "ล่ามลาว"  มาแปลภาษาหมอเป็นกึ่งลาวกึ่งไทยให้คนไทยฟัง   ก็สนุกสนานดีเหมือนกัน

สมัยนั้นยังไม่มีหนังสือเรียน
อาจารย์ต้องเตรียมบทการสอนด้วยลายมือ  แล้วซ้อนกระดาษก๊อปปี้ให้ผู้ที่ทำหน้าที่ล่ามไปทำการแปลล่วงหน้าชุดหนึ่ง
ดังนั้นหลังจากอาหารเย็นและดูข่าวเสร็จแล้ว   หากไม่มีหนังกลางแปลงดู  นอกเหนือจากพวกนักเรียนแพทย์ที่พากันไปทบทวนสิ่งที่เรียนมาในวันนี้แล้ว   พวกล่ามก็จะก้มหน้าก้มตาเปิดดิกส์เพื่อแปลไว้สำหรับการสอนในวันรุ่งขึ้นด้วย
วิธีการสอนอาจารย์จีนก็จะต้องสอนเป็นภาษาจีนก่อน  แล้วล่ามจึงจะแปลตาม   นักเรียนแพทย์ก็ก้มหน้าก้มตาจด   คนที่มีพื้นฐานทางการศึกษาอยู่บ้างก็จะเขียนได้เร็วหากลายมือสวยก็จะเป็นที่พึ่งของคนอื่นๆ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหายที่มาจากชาวนาชาวไร่จะเขียนหนังสือได้ช้าและตกหล่นเป็นประจำ   ในตอนกลางคืนจึงเป็นรอบของการทบทวน  คนที่มีพื้นฐานทางการศึกษาจะเป็นผู้รับหน้าที่นี้  ใครจดไม่ทันตรงไหนก็จะได้โอกาสเพิ่มเติม  ใครไม่เข้าใจตรงไหนก็จะได้รับคำอธิบายตอนนั้น  หากอธิบายได้ไม่ชัดเจนพรุ่งนี้ก็เก็บไปถามอาจารย์ต่อไป

วิธีนี้ดูเหมือนจะเรียนได้ช้า   เพราะอาจารย์ก็ต้องค่อยๆ อ่านบทที่เตรียมมา ล่ามก็ต้องแปล  บางทีก็ต้องพูดแปลสองสามเที่ยวเพื่อให้จดทัน  ดูแล้วไม่น่าจะเรียนได้ในเวลาอันสั้นๆ เลย  แต่ก็เรียนกันมาได้  เพราะเวลาทั้งหมดได้ทุ่มเทให้กับการเรียน   ไม่มีเวลาวอกแวกไปอย่างอื่น    เวลาหนึ่งปีครึ่งกล่าวได้ว่าเป็นบรรยากาศการเรียนแบบเข้มข้นจริงๆ   จนนักศึกษาหลายคนที่เคยทิ้งการเรียนเพื่อไปเคลื่อนไหวการเมือง   มาเวลานี้กลับใช้เวลาในการเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจมากกว่าเมื่อเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเสียอีก
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 11 มีนาคม 2013, 21:58:28 PM »

มีข่าวว่าการอบรมผู้ช่วยแพทย์จีน  ซึ่งอยากเรียกว่า "หมอฝังเข็มชนบท" มากกว่า  ที่จังหวัดพะเยานั้น มีแพทย์หลายท่านที่มาช่วยอบรมและเข้าอกเข้าใจกลุ่มหมอชุดนี้เป็นอย่างดี

แต่ก็มีบางคนที่ดูจะไม่ค่อยเข้าใจ  กระทั่งใช้ถ้อยคำที่เหมือนกับดูถูกหมอจากชนบทเหล่านี้

จริงอยู่คนเหล่านี้อาจไม่ได้เรียนในห้องเรียนเป็นเวลาหลายๆ ปีเหมือนกับผู้ที่เรียนในระบบปัจจุบัน

แต่ในสมัยก่อนนั้น  ความสำเร็จในการเรียนหมอของกลุ่มชาวนาชาวไร่นี้ที่สำคัญคือกลุ่มอาจารย์และล่ามชาวจีนที่ช่วยอบรมสั่งสอนให้โดยไม่คำนึงถึงความยากลำบากในการสอน

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือกลุ่มปัญญาชน นักศึกษาแพทย์ ที่อยู่ในกลุ่มชาวนาชาวไร่เหล่านั้นก็ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ความช่วยเหลือนี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเข้าอกเข้าใจ เห็นใจ และนำพาชาวนาชาวไร่ที่มีการศึกษาน้อยให้สามารถทำความเข้าใจการเรียนความรู้ทางการแพทย์ให้บรรลุไปเป็นขั้นๆ

อีกทั้งความจริงแล้ว  ชาวนาชาวไร่เหล่านี้ไม่ใช่เรียนเพียงฝังเข็ม   แต่พวกเขายังเรียนความรู้แผนปัจจุบัน  หลายคนมีความสามารถในการผ่าตัดเล็กไปถึงผ่าตัดใหญ่  โดยไม่ต้องพูดถึงการฉีดยาหรือการให้น้ำเกลือซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา  แม้แต่นักรบอนามัยของหมอในป่าก็ทำกันได้คล่อง

หากรู้ถึงภูมิหลังแล้ว   ก็คงจะไม่ดูถูกดูแคลนกันเช่นนี้
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 16 มีนาคม 2013, 10:28:43 AM »

ได้อ่านเรื่องราวในอดีตที่คุณหมอเล่าเมื่อวันที่ 14 แล้ว คล้าย ๆกับบรรยากาศในขณะนี้ที่กำลังเข้ารับการอบรมฯ
ที่กรุงเทพฯ ที่ภาคหลังนี้เป็นการเรียนปฏิบัติจากอาจารย์จีน และมีล่ามแปล
ทั้ง ๆที่ ในตำราก็มีอยู่แล้ว อ.บางท่านก็สอนไปตามตำรา แต่ผู้เข้ารับการอบรมฯก็ไม่วายที่จะจดหยิก ๆ ๆ
บรรยากาศการเรียนค่อนข้างจะเครียดพอควรสำหรับผู้อ่อนภาษาจีนหรือไม่รู้ภาษาจีนเลย...
ขออนุญาติเล่าให้คุณหมอฟังบรรยากาศที่กรุงเทพฯนิดหน่อยคะ

มีอยู่วันหนึ่ง อ.ชื่อดังท่านหนึ่ง ขออนุญาติไม่เอ่ยชื่อนะคะ...อธิบายเกี่ยวกับเรื่องกระเพาะอาหาร
และมีล่ามแปล...ล่ามแปลภาษาไทยพลาดไปนิดหนึ่ง จึงยกมือขึ้นขอถามเพื่อให้ล่ามแปลใหม่ แต่กลับถูกอ.ต่อว่า
ก็เลยต้องรีบขอโทษที่เสียมารยาท ถามทะลุกลางปล้อง แต่ก็ไม่อยากให้ผู้เข้ารับการอบรมที่ไม่รู้ภาษาจีน
และถูกแปลเป็นภาษาไทย ที่ไม่ถูกต้องจดจำไป เพราะอ.ท่านนี้เป็นที่น่าเชื่อถือมาก หากท่านกล่าวไว้อย่างไร ก็ต้องมีคนเชื่อ
และในสัปดาห์ต่อมา ชั่วโมงของท่านก็ให้ลูกศิษย์คนหนึ่งที่จบจากม.จันทรเกษมมาสอนแทน และทราบอีกว่าครั้งต่อไป
ที่ี่อ.ท่านนี้จะมาสอน จะให้ศิษย์คนนี้จะมาเป็นล่าม...

การเรียนการสอนชาวนาชาวไรให้เป็นหมอ...จุดมุ่งหมายเพื่อให้หมอออกไปรับใช้ประชาชน
คำว่ารับใช้ประชาชน...นี้ ...ต้องอาศัยจิตใจที่ยิ่งใหญ่...ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะ...
แม้การอบรมหมอจะสั้น..แต่การปฏิบัติด้วยจิตใจที่ยิ่งใหญ่นี้ ทำให้ชาวนาชาวไร่เหล่านั้นทำได้
และหมอของผรท.มีภาคปฏิบัติที่มากมาย หลากหลาย
หากภาครัฐ...รวบรวมคนเหล่านี้ให้เข้ามาในระบบ และสอนเสริมเพิ่มเติมให้เหมาะแก่กาลเวลาปัจจุบัน
รัฐ..จะได้บุคคลากรทางสาธารณสุขเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก
คิดถึง...ทุกคนที่พะเยา
และครั้งต่อไปที่เพชรบูรณ์...
ขอขอบคุณคุณหมอที่ให้กำลังใจหมอผรท.ทุก ๆคน
และขอขอบคุณ...คนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงและเอาใจใส่ตลอดมา คือ หมอพจน์..
ที่พยายามติดต่อส่งข่าว ให้หลาย ๆคนที่ติดต่อลำบากให้ได้ทราบข่าว
และเท่าที่ทราบขณะนี้ที่พะเยาก็มีการช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 มีนาคม 2013, 10:30:20 AM โดย ดวง » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!