บ้านตุลาไทย
24 เมษายน 2018, 09:35:16 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สู้เพื่อส่วนรวม vs สู้เพื่อส่วนตัว  (อ่าน 22696 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2012, 07:40:13 AM »

เมื่อถึงกลางๆ เดือนพฤษภางานสารพัดเพื่อรำลึกถึงการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็ขึ้นสะพัดหลายงาน

มีทั้งงานเก่าสมัยที่เรียกว่า “พฤษภาทมิฬ”  เมื่อ 20 ปีก่อน   หรือที่เกิดขึ้นหมาดๆ มีทั้งการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง  และมีทั้งของคนหลากสีในกรณีที่มีการบุก รพ.จุฬา    ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าในสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” นั้นมีความเข้าใจที่หลากหลายอยู่จริงๆ

กระทั่งในปีนี้ในวาทะของแต่ละท่านก็มีมาอีกแล้วในทำนองว่า “ประชาธิปไตยคือการยอมรับความเห็นที่ต่างของคนอื่น” แต่เมื่อฟังน้ำเสียงและคำวลีของท่านที่เอ่ยต่อๆ มา   ก็เห็นได้ชัดว่าท่านพยายามเน้นกันว่า “ประชาธิปไตยคือการยอมรับความเห็นของฉันและพวกฉันเท่านั้น”   หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “ถ้าไม่ยอมรับพวกฉันก็ไม่เป็นประชาธิปไตย”  

คำพูดและเจตนาที่แฝงเร้นภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตยเหล่านี้น่าคิดว่า   ประชาธิปไตยของแต่ละคนแท้จริงแล้วก็คือ “การบีบบังคับให้คนอื่นที่เป็นฝั่งตรงข้ามยอมรับทั้งความเห็นและการปฏิบัติของฝ่ายตนแต่เพียงถ่ายเดียว”  ใช่หรือไม่ ?    

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 มิถุนายน 2012, 08:45:53 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2012, 07:59:18 AM »

สิ่งที่เป็นคำถามสำหรับมิตรสหายจำนวนหนึ่งที่กำลังคิดว่าได้เข้าร่วมผลักดันการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างเอาจริงเอาจังกันในขณะนี้ก็คือทำไมมิตรสหายอีกจำนวนหนึ่งจึงเพิกเฉยต่อสถานการณ์ในขณะนี้

คำตอบหนึ่งก็อาจอยู่ที่ว่ามิตรสหายจำนวนหนึ่งได้มองเห็น "ความไม่สมประกอบในการต่อสู้ที่อ้างว่าเพื่อประชาธิปไตย" เหล่านั้น

ความจริงเรื่องนี้ได้ถกกันมามากแล้วตั้งแต่ก่อนป่าแตกที่นำไปสู่สถานการณ์ "ป่าแตก" ในที่สุด

ก็เพราะเราได้พบความจริงที่ว่า  การต่อสู้ที่กล่าวอ้างกันมานั้นแท้จริงแล้ว  ล้วนแล้วแต่เป็นการบังคับขู่เข็ญให้ฝ่ายตรงข้ามต้องยอมรับความเห็นและแนวทางหรือแนวปฏิบัติของฝ่ายเราแต่เพียงถ่ายเดียวเท่านั้น

ถ้าไม่ยอมรับเราก็จะใช้กำลัง   ถ้าเรากำลังน้อยกว่าเราก็หาวิธีโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อหาคนมาเป็นพวกเราให้มาก  เพื่อเราจะได้ใช้กำลังไปเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง  อีกฝ่ายหนึ่งจึงจะยอมทำตามเราได้

ถ้าเราเป็นฝ่ายแพ้ก็จะถูกนำเข้าไปสู่ศูนย์ "ล้างสมอง" ของอีกฝ่าย เช่น ถ้าในเมืองไทยก็เรียกว่า "ศูนย์การุณยเทพ"

แต่ถ้าฝ่ายเราชนะเราก็จะจับฝ่ายตรงข้ามไปเข้าค่าย "ล้างสมอง"  ดังเช่นในประเทศเพื่อนบ้าน  ในลาวที่เรียกว่า "สัมมนาที่เมืองเวียงไซ"  หรือการเข้าค่ายที่เวียตนามเหนือจนเป็นที่มาของการอพยพออกจากเวียตนามอย่างขนานใหญ่ที่เรียกว่า "เรือมนุษย์"   การถูกส่งไปสู่ค่ายกักกันในชนบทจนคนล้มตายเป็นหมื่นเป็นแสนคนในกัมพูชาที่กลายเป็นตราบาปมาจนถึงทุกวันนี้

หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น  ในสมัยของโซเวียตก็คือการส่งไปใช้แรงงานในค่ายที่ไซบีเรีย  ซึ่งแทบจะไม่มีการให้การศึกษาอะไร  หากแต่เป็นการทิ้งให้ทำงานในสภาพที่ยากเย็นแสนเข็ญ  เพื่อให้คนยอมศิโรราปโดยดุษฎี

ภาพพจน์ของการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่มักจะเริ่มด้วยการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในประเทศต่างๆ  จึงจบลงด้วย "เผด็จการ" ทุกครั้ง

ก็เพราะเราไม่ได้เข้าใจคำว่า "ประชาธิปไตย" กันอย่างแท้จริง

ประชาธิปไตยดูจะเป็นสิ่งที่น่าหวงแหน  เมื่อเราเรียกร้องให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา  เห็นด้วยกับเรา

แต่เราเคยคิดกันหรือไม่ว่า  แล้วเราล่ะ  เคยคิดจะให้ประชาธิปไตยแก่ผู้อื่น  โดยการหันไปทำความเข้าใจในความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ฟากฝั่งตรงข้ามกับตนบ้างหรือไม่ ?

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2012, 10:08:37 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
sunbird
Newbie
*
กระทู้: 23


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2012, 09:18:45 AM »

  ความจริง กับความเป็นจริง เป็นสิ่งที่แตกต่างกันเสมอ อยู่ที่ว่า

มนุษย์จะยอมรับหรือไม่ และอย่างไร
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2012, 10:22:59 AM »

10 กว่าปีมานี้  ได้พบปะคนพลัดถิ่นจำนวนไม่น้อย

หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นชาวม้งพลัดถิ่น หรือเขาเรียกตัวเองว่า "ม้งอเมริกา"

หลังจากที่ต้องออกไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาอยู่ยี่สิบกว่าปี  พวกเขาก็เริ่มตั้งหลักได้และมีเงินมีทองที่จะกลับมาเยือนถิ่นฐานบ้านเดิม

10 กว่าปีก่อน  การกลับสู่บ้านเดิมของพวกเขายังเป็นเรื่องลับๆ  ต้องอาศัยพี่น้องตามตะเข็บชายแดนพาเล็ดลอดเข้าไป   ไม่ก็หาเส้นสายจากพี่น้องม้งที่อยู่ตามชายแดนนั่นแหละส่งข่าวหรือความช่วยเหลือเข้าไป

คำร่ำลือเรื่อง "ม้งอเมริกา" มีฐานะร่ำรวย  จึงทำให้เกิดกระแสอยากอพยพไปอยู่ที่โน่น  จนเมื่อไม่นานมานี้ยังมีข่าวม้งลาวเข้ามาตามชายแดนที่สามจังหวัดแล้วถูกผลักดันออกไปอย่างขนานใหญ่

หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าม้งที่ถูกผลักดันกลับไปถูกทารุณกรรมต่างๆ  ซึ่งทางการลาวให้การปฏิเสธและดูเหมือนว่าระยะหลังๆ ท่าทีของทางการลาวจะเริ่มดีขึ้น

..........................................

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงเมื่อช่วงปี 2520-2521  ในขณะที่กระแสปฏิวัติของไทยกำลังอยู่ในกระแสสูง

แต่ที่ปากแบ่ง  ปากเส้นทางที่ทอดยาวมาจากสิบสองปันนาของจีนกลับมีภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในขณะที่มวลชนปฏิวัติของไทยกำลังข้ามฝั่งน้ำโขงมาสู่ดินแดนลาวกันอย่างคึกคัก   แต่ที่นั่นกลับมีชุมชนม้งขนาดใหญ่ที่ร่นถอยมาจากลาวเหนือ

เป็นม้งที่กำลังหาช่องทางข้ามน้ำโขงไปอีกฟากฝั่งหนึ่ง  คือไปสู่เสรีภาพและอิสรภาพในประเทศไทย 

นับเป็นภาพที่ตัดกันยังกับขาวกับดำ

ในขณะที่ม้งไทยเป็นม้งปฏิวัติ   แต่ม้งลาวกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นม้งปฏิการ

ม้งไทย นศ. ขบวนปฏิวัติข้ามน้ำโขงไปฝั่งซ้ายเพื่อตามหาประชาธิปไตย

แต่ม้งลาวกลับมุ่งข้ามมาฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเพื่อตามหาอิสรภาพและเสรีภาพ !
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2012, 13:48:38 PM »

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความเข้าใจต่อประชาธิปไตยว่าควรจะเป็นอย่างไรกันแน่

..........................................................

“สมเกียรติ อ่อนวิมล” ทวิตเตอร์เสื้อแดง จัดชุมนุมไร้ระเบียบ ไม่รับผิดชอบต่อสังคม แนะควรรำลึกถึงสิ่งที่ นปช.สร้างความเสียหายให้กับสังคมด้วย ถาม ปชต.แบบเสื้อแดงนั้นเป็นอย่างไร พร้อมสอนให้เริ่มคิดและพัฒนาตัวเองให้เป็นนัก ปชต.ที่แท้จริง
       
       นายสมเกียรติ อ่อนวิมล อดีต ส.ว. และนักสื่อสารมวลชนอาวุโส ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว @somkiatonwimon การจัดการชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง หลายข้อความดังนี้
       
       นปช.ควรจะชุมนุมในที่ที่ไม่รบกวน หรือก่อความขัดข้องเสียหายอันเป็นสาธารณประโยชน์ เป็นรากฐานความรับผิดชอบในสังคมประชาธิปไตยที่ นปช.ต้องเรียนรู้
       
       สิ่งที่ นปช.ต้องรำลึกถึงในวันแสดงพลังวันนี้คือ ความสูญเสียที่เกิดกับ นปช.ในอดีต พร้อมๆ กับความเสียหายที่ นปช.ทำกับสังคมทั้งในอดีตและปัจจุบัน
       
       นปช.ควรบอกกับสังคมด้วยว่า มีแนวคิดสร้างสรรค์อันใดหรือไม่ที่จะร่วมสร้างประเทศชาติและสังคมไปกับคนที่มิได้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันกับ นปช.
       
       "ประชาธิปไตย" แบบ นปช.นั้นเป็นอย่างไร? ขอให้ชาว นปช.เริ่มคิดอย่างจริงจังและพัฒนาตัวเองให้เป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริงตามอุดมการณ์ตนได้แล้ว
       
       การชุมนุมโดยสงบสันติมีระเบียบวินัยตามหลักการประชาธิปไตย ในสถานที่ที่กำหนด ไม่ก่อความเสียหายต่อสาธารณประโยชน์ จะไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย
       
       การชุมนุมที่รุนแรงไร้ระเบียบวินัย ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ไม่อยู่ในที่ที่กำหนด ทำความเสียหายต่อสาธารณสมบัติ ย่อมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บล้มตาย
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2012, 07:55:58 AM »

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมักลงเอยด้วยการนองเลือดหรือด้วยการเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อของผู้คน

แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับว่าการพลีชีพเหล่านั้นเป็นการพลีชีพไปเพื่อใคร

นี่คือความแตกต่างที่สำคัญอย่างยิ่งยวดระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในสมัยเหตุการณ์ 14 ตุลา  หรือแม้แต่การเข้าป่าของ นศ.และผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมากหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

เป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในการเคลื่อนไหวที่อ้างว่า "เพื่อประชาธิปไตย" ในไม่กี่ปีมานี้

เพราะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อล้างผิดให้กับคนเพียงคนเดียว (ในเว็บบอร์ดบ้านตุลาไทยได้พูดเรื่องนี้ต่อเนื่องกันมาหลายปี   แต่มิตรสหายจำนวนหนึ่งก็ยังหาไม่พยายามจะคิดหรือเบิกตามมอง)

เวลานี้ก็คงเป็นที่ชัดเจนแล้วกระมังว่าที่ต่อสู้กันจนเลือดเกือบจะนองทั้งแผ่นดินนั้น "เพื่อใคร?"

เพราะเขาถีบหัวไล่ส่งกันอย่างนี้แล้ว  ไม่ตาสว่างกันสักทีคงจะไม่ไหวแล้วกระมัง

http://www.oknation.net/blog/stonekid/2012/05/21/entry-1
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2012, 07:59:49 AM »

หรือ อ.สมศักดิ์ นักวิชาการฝ่ายเสื้อแดง  ความจริงก็ได้แสดงทรรศนะว่าเริ่ม "ตาสว่าง" มาระยะหนึ่งแล้ว  แต่คนอื่นยังไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะยังพยายามคิดว่า "ทักษิณเป็นแนวร่วมที่วางใจได้"  หรือไม่ก็เป็นกลุ่มคนที่หากินกับขบวนการทักษิณหรือร่วมงานการเมืองแบบจัดตั้งมวลชนให้กับพรรคของทักษิณอยู่

แต่มาถึงเวลานี้เมื่อจะรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  ก็ต้องรำลึกถึงผลของการต่อสู้ที่ได้มาอย่างนี้ด้วยว่า "คุ้มหรือไม่"

............................................................................................

“สมศักดิ์ เจียมฯ” จวกรบ.-นปช.เล่นเกมแหกตาเสื้อแดง ชี้"นช.แม้ว"พูดชัดมุ่งปรองดอง วอน"ยิ่งลักษณ์" หยุดลอยตัวหนีปัญหา เลิกโยนลูกพ.ร.บ.ปรองดอง จี้เปิดอกพูดให้ชัดดันปรองดองหวังล้างผิดเอื้อถึงพี่ชายด้วยใช่หรือไม่ เหน็บ"ธิดา" ถ้าไม่กล้าขัดใจ"แม้ว" ก็อย่าใช้โวหาร "ไม่ปรองดองกับฆาตกร"
       
       วันที่ 20 พ.ค. เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แสดงท่าทีสับสนกับทิศทางปรองดองระหว่างรัฐบาล กับ นปช. สรุปความได้ว่า..
       
       หลังจากฟัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดผ่านวีดีโอลิงค์มายังเวทีชุมนุมครบรอบ 2 ปี การสลายชุมนุมเสื้อแดงบริเวณราชประสงค์ หลายรอบ สรุปพูดซ้ำซากทำนอง "..พี่น้องหลายคนอาจโกรธผม.." หรือ "..อาจจะไม่พอใจบ้างบางคน.." โดยจุดมุ่งหมายไม่ต่างจากครั้งหลังสุดที่กัมพูชา ซึ่งแน่นอนสร้างความอึดอัด ไม่พอใจ หรือผิดหวัง ให้กับคนเสื้อแดงจำนวนมาก ต่อเรื่อง"ปรองดอง" ของ คุณทักษิณ-รัฐบาล-นปช.
       
       ด้วยเหตุนี้ได้เวลาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย) และ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ (ในฐานะหัวหน้า นปช.) จะออกมาบอกกับประชาชนโดยเฉพาะคนเสื้อแดงอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน และอย่างเป็นทางการ ในปัญหาต่อไปนี้
       
       (1) ตกลงว่า รัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งรวมถึง ส.ส. ที่คุมสภาอยู่ และ นปช. ที่มี "แกนนำ" เป็น ส.ส.จำนวนมาก จะผลักดันให้มีการ "ปรองดอง" ที่ "ให้อภัย" ทุกฝ่าย ไม่มีการลงโทษฝ่ายใดเลย โดยเฉพาะคือ ฝ่าย จนท.รัฐ ในการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ใช่หรือไม่?
       
       (2) ตกลงว่า จะไม่มีการทำอะไรกับ "นักโทษการเมือง" ที่อยู่ในคุก หรือที่มีคดีติดตัวอยู่เลย จนกว่าจะมีการผลักดันในข้อ (1) พร้อมๆกันไป ใช่หรือไม่?
       
       (ถ้าจะมีประเด็นที่ (3) อีกประเด็นคือเรื่องนักโทษ 112 แต่เรื่องนี้ คิดว่า ที่ผ่านมา ในแง่รัฐบาลคง "ตอบ" ไว้ชัดเจนแล้ว คือ ไม่ยุ่งเกี่ยว และต่อให้มีการปล่อยนักโทษการเมือง ตาม (1) และ (2) ก็คงไม่รวมคดี 112)
       
       นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ ยังได้กล่าวถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการเฉพาะด้วยว่า ที่ผานมาใช้วิธี "ลอยตัว" ในประเด็นที่มีลักษณะ "การเมือง" ตลอดเวลา อ้างว่า รบ. "มีหน้าที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ" ซึ่งจริงๆ เป็นการ "อธิบาย" ที่ไม่ค่อยดีนัก คนเสื้อแดง หรือคนที่สนับสนุน เลือก รบ. จำนวนมาก (ผมคนหนึง) ที่ผ่านมา ก็พยายาม "เข้าใจ" (และ "เห็นใจ") ว่า นี่เป็นยุทธศาสตร์ ที่พยายาม "กัน" คุณยิ่งลักษณ์ ออกไปจากเรื่องที่มีลักษณะ"แหลมคม" ทางการเมือง
       
       แต่ผมคิดว่า เรื่องที่สำคัญขนาดนี้ และมาถึงจุดนี้แล้ว และคุณทักษิณ ที่ทุกคนทราบดีว่า มีอิทธิพลสำคัญ เป็น "ผู้นำ" แท้จริง ของพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาพูดซ้ำมากขนาดนี้แล้ว ดังนั้น คุณยิ่งลักษณ์ ไม่ควร "ลอยตัว" หรือ เลี่ยง อีกต่อไปแล้วครับ
       
       ถึงจุดนี้ คุณยิ่งลักษณ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่คุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาเอง ไม่ควรจะ "โยน" ให้ "สภา" หรือให้ "พรรค" ราวกับว่า เป็นอะไรที่ไม่เกียวกับคุณยิ่งลักษณ์ หรือรัฐบาล อีกต่อไปแล้วครับ
       
       ผมเรียกร้องว่า คุณยิ่งลักษณ์ ควรออกมาพุดตรงๆ ใน 2 ประเด็นข้างต้นเสียดีกว่าครับ เพื่อเป็นการ "ให้เกียรติ" ให้กับประชาชนที่เลือกคุณยิ่งลักษณ์มา โดยเฉพาะคนเสื้อแดง ซึ่งผมเชื่อว่า ส่วนใหญ่ที่สุด อยากรู้ให้ชัดๆไปเลยว่า ตกลงจะเอาตามนี้ใช่หรือไม่?
       
       ในส่วนของ นปช. ผมก็คิดว่า นางธิดา และ แกนนำ นปช. อื่นๆ ควรเลิก พูดอ้อมๆ หรือ ใช้โวหาร แบบที่ผ่านมาอีกต่อไป (ประเภท "ไม่ปรองดองกับฆาตกร" ก็ดี "ทำความจริงให้ปรากฏ" ก็ดี - "ปรากฏ" อะไร? แล้ว ยังไง หลัง "ปรากฏ" แล้ว?) ที่สำคัญ คุณทักษิณ ดังที่กล่าวข้างต้น ได้พูดยืนยันชัดเจนมาไม่น้อยกว่า 2 ครั้งแล้ว
       
       หรือ นปช. จะยืนยันว่า "ไม่เห็นด้วยกับคุณทักษิณ" และจะ "ไม่ทำตามข้อเสนอ เรื่อง ปรองดอง ของคุณทักษิณ"?? ซึ่งผมไม่คิดว่า น่าจะเป็นไปได้ ดังนั้น ผมว่า นปช. เป็น "หนี้" เสื้อแดงทั้งหลาย ที่จะต้องบอกออกมาตรงๆในประเด็นดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้ชัดเจนกันไปเลยว่า ใช่ ตามนี้หรือไม่
       
       และดังที่ย้ำข้างต้นว่า ถึงจุดนี้ ผมว่า จะเป็นการ ไม่ "ให้เกียรติ" กับประชาชน และโดยเฉพาะคนเสื้อแดง มากๆ ที่จะใช้วิธีเลี่ยง ไมว่าจะเป็นการ "โยนลูก" (ให้ "สภา" และ "พรรค") ในกรณีคุณยิ่งลักษณ์ หรือด้วยการใช้โวหาร แบบ นปช. ที่ทำมา ต่อไปเรื่อยๆอีก คำถาม 2 คำถามข้างต้น ผมไม่คิดว่า เป็นคำถามที่ยากเย็นอะไรที่จะตอบตรงๆเลย ทั้งสำหรับคุณยิ่งลักษณ์ และ อ.ธิดา
       
       (ผมนึกถึงสำนวนฝรั่งแบบ เวลาคนรัก จะเลิก หรือไม่เลิกกัน แล้วต้องการความชัดเจนนะ เพื่ออีกฝ่ายจะได้ move on น่ะ)
       
       ผมว่า ขอกันแค่นี้ ไม่ได้มากมายอะไร ดีกว่า ที่ "เล่นเกมส์" กันอยู่ขณะนี้ ซึ่งพูดแบบดีก็ว่า "ไม่จริงใจ" พูดแบบแย่คือ "กำลังตี 2 หน้า" กับมวลชนตัวเอง (ไม่ใช่กับศัตรู นะครับ)
       
       อันหลังนี้ apply กับ กรณี นปช. เป็นพิเศษ ดังที่อธิบายไปแล้ว เรื่องที่ นปช. ยังทำราวกับว่า จะไม่เอาปรองดอง แต่ ส.ส. ยกมือให้ กมธ. และที่สำคัญ คุณทักษิณ ที่ นปช. อยู่ใต้การนำที่แท้จริง ก็พูดมาไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง โดย นปช. ไม่เคยบอกว่าไม่เห็นด้วยหรืออะไรเลย
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2012, 08:07:37 AM »

บทความนี้นำมาจากผู้จัดการออนไลน์เช้านี้   หลายท่านคงเห็นและได้อ่านแล้ว

แต่ก็ยังอยากนำมาแปะไว้เพื่อเป็นการบันทึกถึงผลของการต่อสู้ที่ว่า "เพื่อประชาธิปไตย" ที่ผ่านมา

.............................................................................

ครบรอบ 2 ปีของการเผาบ้าน เผาเมือง และการหลอกให้คนเสื้อแดงมาตาย นช. ทักษิณ ชินวัตร ฉวยโอกาสนี้ เรียกร้องให้คนเสื้อแดงเสียสละเพื่อตัวเองอีกครั้ง ขอให้ รักในหลวง เลิกทวงถามความยุติธรรม ปรองดองกัน เพื่อตัวเขาจะได้กลับบ้านได้ โดยไม่ต้องติดคุก
       
       “สถาบันพระมหากษัตริย์คือศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ ต้องรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ นั่นคือสิ่งที่จะได้เลิกทะเลาะกัน หันหน้าเข้าหากัน แล้วมั่นใจบ้านเมืองจะดี อนาคตลูกหลานจะไปได้ดี
       
       ถ้าไม่ปรองดอง ผมก็อยู่เมืองนอกต่อไป แม้คิดถึงพี่น้องที่ไทยตลอดเวลา โดยเฉพาะคนยากคนจน คนรักประชาธิปไตย อยากตอบแทนให้ลูกหลานท่านมีอนาคตที่ดี ถ้าปรองดองก็มีโอกาสกลับไปตอบแทนพี่น้อง แต่ถ้าพี่น้องไม่เอาปรองดอง ให้ผมอยู่เมืองนอกไปก็ไม่ว่าอะไร แต่ต้องหยุดตั้งสติคิดว่าแล้วใครได้ ใครเสีย รบต่อไปพ่อค้าอาวุธรวยอย่างเดียว”
       
       ทักษิณ คนเดียวกันนี้เอง เมื่อสองปีที่แล้ว เคยปลุดระดมคนเสื้อแดงว่า “ วันใดที่เสียงปืนแตก ผมจะกลับมานำทัพพี่น้อง ด้วยตัวผมเอง “ แต่วันนี้เขาบอกว่า “ พี่น้องแจวเรือพาผมถึงฝั่งแล้ว เวลานี้ ผมจะขับรถขึ้นเขา ผมก็ยังไม่ลืมคนขับเรือมาส่งผม วันนี้ เราได้ทำหน้าที่มาสุดทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกทำหน้าที่ เราจะต้องติดตามความไม่เป็นธรรม ไม่ลืมว่าใครยัดเยียดความไม่ธรรมให้กับเรา”
       
       สุดทางของทักษิณ ก็คือ การได้กลับมากุมอำนาจอย่างเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง ผ่านระบบการเลือกตั้ง แม้ว่า จะยังไม่สามารถกลับประเทศได้โดยไม่ต้องติดคุก และได้เงิน 46,000 ล้านบาทคืน แต่ ภารกิจของคนเสื้อแดง ในการเป็นบันไดให้เขาเหยีบขึ้นไปสู่ยอดปิรามิดแห่งอำนาจ ได้จบสิ้นลงแล้ว การต่อสู้เพื่อลบล้างความผิดให้ตัวเองตาอจากนี้ไป ไม่อาจใช้ความตายและความรุนแรงเป็นอาวุธได้ เหมือนที่ผ่านมา เพราะวันนี้ เขาคือ ผู้ครองอำนาจ ต่างจากเมื่อสองปีก่อน ที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล เขาทำได้ทุกอย่าง เพื่อล้มรัฐบาล
       
       คนเสื้อแดง ที่เคยเป็นเครื่องมือ กำลังกลายเป็นภาระ อุปสรรค ที่ทักษิณต้องการสลัดทิ้งโดยเร็วที่สุด
       
       ถ้าเปรียบคนเสื้อแดง เป็นดั่งขบวนรถไฟเหมือนที่ นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. เคยอุปมาไว้ เมื่อ ต้นเดือนพฤษภาคม 2553 ก่อนที่ คนเสื้อแดงจะถูกแกนนำ นปช. พาเข้าสู่ลานประหารโดยไม่รู้ตัว ครั้งนั้น รถไฟขบวนนี้ เดินทางมาถึง สถานีบางซื่อแล้ว นายวีระ ขอหยุดที่นี่ เพราะได้มาถึงปลายทางคือ บรรลุเป้าหมายที่ ต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่แล้ว แม้ว่า จะไม่ใช่ยุบสภาฯภายใน 30 วัน ตามข้อรียกร้องเดิม แต่ นายอภิสิทธิ์ ก็ได้กำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอนแล้วคือ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2553
       
       อย่างไรก็ตาม แกนนำ นปช. ที่มีบทบทในการนำมวลชนในที่ชุมนุม ไม่ยอมหยุดรถไฟขบวนนี้ แต่จะไปต่อให้ถึงหัวลำโพง ทั้งๆ ที่รัฐบาลยอมตามข้อเรียกร้องแล้ว แต่เจ้าของรถไฟไม่ยอม สั่งให้ แกนนำ นปช. ยุติการเจรจา ชุมนุมต่อไป โดยหวังว่า ความตายของคนเสื้อแดง ในที่ชุมนุม จะทำให้สถานการณ์แบบ พฤษภา 2535 เกิดขึ้นอีก และ จะกดดันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ นายวีระจึงขอลงจากรถไฟ ยุติบทบาท ลาออกจากการเป็นประธาน นปช.
       
       นายวีระ ให้สมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ ประชาชาติ ธุรกิจ ฉบับล่าสุดว่า
       
       “ วัน ที่ผมลงจากรถไฟก็มีคนเสื้อแดงมากมายกล่าวหาว่า ผมละทิ้งมวลชน เพราะไม่อาจจะอธิบายได้ด้วยเหตุผลคือ 1.ถูกขังอยู่ 2.เมื่อศาลให้ประกันตัวแล้ว มีเงื่อนไขว่าห้ามให้สัมภาษณ์ใด ๆ ก็เลยต้องนิ่งต่อไป
       
       แม้สิ่งที่ผมทำจะมีคนเห็นด้วยจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเราเป็นเสียงข้างน้อยในกลุ่มแกนนำ ก็ควรที่จะสละอำนาจบริหารและถอยลงมา ผมได้แต่ฝากทิ้งท้ายว่าเราได้เจรจาต่อรองกับรัฐบาลอย่างเต็มที่แล้วคือ รัฐบาลประกาศยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. 53 เมื่อไม่รับข้อเสนอนี้ผมก็ไม่อาจรับผิดชอบได้ ผมขอลงก่อนที่บางซื่อ ไม่ไปหัวลำโพง เพราะมีอีกหลายศพระหว่างทาง ผมรู้ดี ดังนั้นเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้แกนนำต้องรับผิดชอบ
       
       เอาเป็นว่าในวันนั้นผมไม่สามารถอธิบายกับคนอื่นได้ แต่ผ่านมาจนถึงวันนี้ทุกคนรับรู้แล้วว่า หากยุติการชุมนุมตั้งแต่วันนั้นก็จะไม่มีคนตายถึง 91 ศพ “
       
       วิสา คัญทัพ หนึ่งในแกนนำ นปช. ขณะนั้น เขียน “ บันทึกของวิสา คัญทัพ ฉบับที่ 1-4 “ เล่า ปัญหาในช่วงนั้น กล่าวถึงกรณีนี้ว่า
       
       “ วันที่ 10 พฤษภาคม 2553 เมื่อประธานวีระ มุสิกพงศ์ ลงขบวนรถไฟไป เหตุเพราะข้อเรียกร้องยุบสภาบรรลุแล้ว และแนวทางการต่อสู้ส่อเค้าจะหลุดเฟรมแห่งสันติวิธี มีสำเนียงบางอย่างกระตุ้นเร้าความ รุนแรงแทรกซ้อนการนำของ นปช. ผมจึงเห็นด้วยและขอลงสถานีเดียวกับวีระ ใครจะชิงชังรังเกียจและหยามเหยียดอย่างไรก็ว่ากันไป เรารับเสียงร่ำไห้แห่งความโศก เศร้า เลือดเนื้อ น้ำตา การบาดเจ็บ สูญเสีย ไม่ได้อีกแล้ว
       
       เราคิดล่วงหน้ากันไว้แล้วว่า ถ้าได้ชัยชนะ เมื่อรัฐบาลยอม "ยุบสภา" เราจะกลับไปรุกเร่งเรื่องโรงเรียน นปช.อย่างเอาการเอางานต่อไป ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็เดินหน้าหาเสียงคู่ขนานกันไปกับขบวนพลเสื้อแดง ที่ชัดเจนก็คือ นปช.เรียกร้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่คือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ นปช.ประชุมสรุปผลว่าจะเดินไปตามนี้
       
       สุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดที่ย้ำกันหนักแน่นตลอดมาก็คือ "สันติวิธี" สันติวิธีที่แท้จริงเท่านั้นที่จะทำให้เราได้ชัยชนะในการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้”
       
       แต่ทว่าเค้าลางของความรุนแรงก็ล่วงล้ำกล้ำกรายเข้ามาในขบวนการของ นปช.ตลอด ผ่านเงาทะมึนของบางคนและบางองค์กร มิใยว่าจะปัดป้องและเดินหลีกหนีไปอย่างไรก็มิสามารถหลุดพ้น การพัวพันดังกล่าวแอบแฝงหลบเร้น และเปิดเผยโจ่งแจ้ง มาตั้งแต่ต้น จนระยะท้ายๆของการชุมนุม ถึงขั้นจะปลด "สามเกลอ" ออกจากแกนนำ ตั้งฝ่ายฮาร์ดคอร์ขึ้นเป็นแทน ดังข่าวที่ปรากฏออกมา”
       
       นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ซึ่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเป็นตัวแทนนายอภิสิทธิ์ ในการเจรจากับแกนนำ นปช. ในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับเดียวกับที่สัมภาษณ์นายวีระกานต์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
       
       “ วันนั้นทุกคนมีธงของตัวเองอยู่แล้ว เวลาสังคมแตกแยกทุกอย่างมันอ่อนไหว แต่สรุปง่าย ๆ ทุกอย่างก็อยู่ที่คุณทักษิณ ถ้าเขาได้สิ่งที่เขาต้องการ ก็จะไม่มีการก่อกวน บรรยากาศมันก็ปรองดอง อย่างทุกวันนี้ก็ถือว่าปรองดองไม่มีใครมาปลุกปั่นอะไร
       
       (คำถาม) กลายเป็นว่าข้อเสนอบนโต๊ะเจรจามีแต่วาระของคุณทักษิณ
       
       ก็ไม่เชิง แต่ว่าตอนจบคุณทักษิณไม่ได้อะไรเลย การเจรจาก็เลยล้มไป ความจริงคุณอภิสิทธิ์ ยอมหมดทุกอย่าง ทั้งนิรโทษกรรมคนการเมืองทั้ง 111 ทั้ง 109 เพราะเป็นเรื่องการเมือง แต่เรื่องคอร์รัปชั่นเรายอมไม่ได้ ส่วน 2 มาตรฐานก็เห็นชอบกันว่าจะให้ตั้งคณะกรรมการร่วมช่วยกันทำงาน จะเปิดทีวีเสื้อแดงเหมือนเดิม และตั้งคณะกรรมการกลางมาช่วยดูเรื่องเลือกตั้ง นี่คือผลลัพธ์สุดท้ายที่ผมได้คุยกับคุณวีระ
       
       เราเจรจากันถึงขั้นที่ว่า เขาจะยอมมอบตัวและสลายการชุมนุมโดยมีข้อแม้ว่าต้องให้แกนนำทุกคนขึ้นไปบนเวทีส่งพี่น้องกลับบ้านก่อน จากนั้นค่อยเข้ามอบตัว ปรากฏว่าสุดท้ายเหตุการณ์มันตรงกันข้าม สถานการณ์ความรุนแรงก็เลยเกิดขึ้น “
       
       วันนั้น ถ้าทักษิณ สั่งให้รถไฟหยุดที่สถานีบางซื่อ คนเสื้อแดง ทหาร ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ช่างภาพชาวอิตาเลียน คงไม่ต้องล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง เซ็นทรัลเวิลด์ โรงหนังสยาม และร้านค้าใกล้เคียง ห้างเซ็นเตอร์วัน คงไม่ถูกเผา
       
       วันนี้ แกนนำ นปช.ที่ขับรถไฟออกจากสถานีบางซื่อ พาคนเสื้อแดงไปตาย ตามคำสั่งของเจ้าของรถไฟ หลายคน แอบลงจากรถไฟ กลับมาเป็นอำมาตย์ที่สถานีบางซื่อ
       
       ในวาระครบรอบ 2 ปี แห่งการเผาบ้านเผาเมือง นช. ทักษิณ สั่งให้คนเสื้อแดงลงจากรถไฟ เพราะว่าวันนี้ เขามาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
       
       มีแต่คนที่จิตใจอำมหิต ใช้ชิวิตประชาชน และความสงบสุขของบ้านเมือง เป็นเครื่องมือชำระแค้น เท่านั้น จึงจะทำเช่นนี้ได้
       
       อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสาร และอย่า สมน้ำหน้าคนเสื้อแดง เพราะพวกเขา ยอมให้ทักษิณ จูงจมูกได้อยู่แล้ว ไม่เชื่อก็ลองไปถาม แม่น้องเกด หรือลูกสาวเสธฯแดงดูสิว่า ระหว่างการทวงถามความยุติธรรมให้กับคนที่รัก กับ เงิน 7.5 ล้านบาท และลาภยศอื่นๆ พวกเขาจะเลือกอะไร.
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2012, 08:13:10 AM »

เวลานี้แม้แต่คนที่แสดงตัวเป็นฮาร์คอร์อย่าง กี้ร์ อริสมันต์ก็ยังออกมาบอกต่อสาธารณะว่า...

"ไม่มีอะไรที่จะเยียวยาได้ดีเท่ากับเงิน"

ก็เพราะเขาไม่ต้องเจ็บไม่ต้องตาย

แต่เมียได้เป็น สส.  เขาได้หุ้นที่อยู่ๆ ก็ลอยมาจำนวนมหาศาล

จะมีอะไรดีเท่ากับการขึ้นไปเสวยสุข  ได้ทั้งเงินและเกียรติยศแบบนี้


แม้จะเป็นการเหยียบศพคนตายขึ้นไป !?!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 พฤษภาคม 2012, 09:36:05 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2012, 08:56:32 AM »

เชิญเหอะ ฝนจะตกขี้จะแตก คนจะโง่ให้เขาจูงจมูก ไปล้มไปตายยังไง ก็เรื่องของพวกเมิง...บ้ากันซะให้พอ แล้วค่อยหาทางตายกันใหม่ คราวนี้จะตายเพื่อใครกันดีล่ะ ฮืมฮืม?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 พฤษภาคม 2012, 09:00:37 AM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2012, 11:18:57 AM »

จะเห็นได้ว่าเวลานี้สุ้มเสียงของทักษิณเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
เปลี่ยนไปอย่างมากในครั้งที่มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลปชป.กับคนเสื้อแดงเมื่อสองสามปีก่อน
เวลานี้เขายืนกรานไม่ยอมท่าเดียว  ทั้งที่รัฐบาลปชป.ก็ยอมให้มีการเลือกตั้งใหม่  หากมีการเลือกตั้งพรรคของเขาก็น่าจะกำชัย
แต่นั่นเป็นเพียงแค่ "ถ้าจะ"  เขาจึงไม่ยอมตามนั้น  และให้สายตรงของเขาคือนายจตุพรยืนกรานไม่ยอม  ในขณะที่นายวีระเห็นว่าพอเหมาะพอสมแล้ว

แต่เวลานี้ทักษิณกลับมีท่าทีปรับตัวและประนีประนอมสูง
ตั้งแต่ระดับบนจนถึงกองทัพ
ทั้งนี้ก็เพราะเขามั่นใจแล้วว่ายึดครองอำนาจการบริหารได้เกือบเบ็ดเสร็จแล้ว
ตำรวจนั้นอยู่ในอุ้งมืออย่างเบ็ดเสร็จ
เหลือแต่ทหาร  ก็ให้งบไปอย่างจุใจ   ก็คงจะเป็นที่พอใจหากทักษิณรับกับทหารว่าจะไปแตะบางสิ่ง
ดังนั้นที่เหนือขึ้นไปจึงแสดงความประนีประนอมอย่างชัดแจ้ง  ซึ่งต่างกับหลักการของกลุ่มเสื้อแดงที่ชูธงกันมาโดยสิ้นเชิง

แม้ทำอย่างนี้อาจหักกับเสื้อแดง(แท้)บ้าง
แต่เสื้อแดงส่วนใหญ่นั้นล้วนเป็นแดงเทียม  เป็นแดงเพื่อทักษิณ เป็นแดงที่สู้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนและพวกพ้องตนเท่านั้น
ดังนั้นไม่ว่าทักษิณจะพูดออกมาอย่างไร   กลุ่มแดงเทียมเหล่านี้ก็จะพยายามและทำความเข้าใจใหม่ได้ร่ำไป
แม้แต่คนที่น่าจะเป็นแดงแท้อย่างหมอเหวง   ก็ยังแสดงท่าทีเหวงๆ ทำท่าจะเข้าทักษิณไปได้อีกคน

สรุปแล้วก็วังเวง
ที่ว่าทักษิณ 20 อำมาตย์ 80 นั่น  สัดส่วนมันน่าจะกลับด้านมากกว่าคือ ทักษิณ 80  อำมาตย์ 20
นะ  อ.ธิดา ณ เสื้อแดง
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2012, 16:33:00 PM »

ว่าจะกลับไปตรงหัวข้อที่ตั้งขึ้นมา

แต่ก็พอไปอ่านเจอคนที่เขียนเรียบเรียงไว้ได้อย่างดี   ก็ขอตัดแปะมาไว้สักหน่อย

http://www.oknation.net/blog/vincentoldbook3/2012/05/23/entry-3
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2012, 08:40:02 AM »

คำว่าปรองดอง ไม่ใช่การเรียกให้ฝ่ายตรงข้ามกับตนมาเห็นด้วยกับตนโดยดุษฎี

การจะปรองดองนั้น  คือการลดข้อเรียกร้องของฝ่ายตนและให้ความสำคัญกับความคิดเห็นหรือข้อเรียกร้องของฝ่ายตรงข้าม   เช่นนี้จึงจะปรองดองได้

แต่ถ้าจะเอาตามความต้องการของฝ่ายตนแต่ถ่ายเดียวก็ไม่ใช่การปรองดอง

บันทึกการเข้า
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2012, 09:49:42 AM »

ประชาธิปไตย
ปรองดอง

นิยามความหมายแตกต่างกันไป ตามความเข้าใจ การหาข้อสรุปตรงกันจนเป็นที่ยอมรับทั่วกันเป็นเรื่องยาก

เพราะถ้า จุดมุ่งหมายแท้ๆ ของกลุ่มคนที่เคลื่อนไหว ไม่หลีกพ้นไปจาก ผลประโยชน์
ผลประโยชน์ลงตัวทั่วกัน ก็เรียกว่า บรรยากาศที่ดีของประชาธิปไตย บ้างก็เรียก ปรองดอง
ผลประโยชน์ขัดกัน หรือ เกิดความโลภอยากกินคนเดียว ก็ไม่เป็นการปรองดอง
(แต่อาจเป็นประชาธิปไตย ในสายตาของคนบางพวก)

การลืมๆ ไปซะ แล้วเอาเค้กมาแบ่งกันกิน ก็อาจเป็นทางออกหนึ่งแบบประชาธิปไตย เป็นการปรองดอง ก็ได้

แต่ ไม่ใช่ทางออกระยะยาวแน่นอน
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2012, 21:08:01 PM »

ปรองดองสวรรค์วิมานอะไรฟะ  ยังไม่ทันไร  จะละเลงกันแล้ว  ไอ้บังเละว่าไง แลบลิ้น
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!