บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:12:56 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 5 6 [7]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข่าวประจำวัน  (อ่าน 45566 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #90 เมื่อ: 21 มีนาคม 2013, 16:18:40 PM »

ประวัติศาสตร์มีหลายด้าน

เรื่องราวในโลกนี้ก็มีหลายแง่มุม

http://www.oknation.net/blog/blackcheepajornlok/2013/03/21/entry-1
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #91 เมื่อ: 23 มีนาคม 2013, 08:21:10 AM »

ศูนย์อำนาจในพม่ายังไม่ทันเปลี่ยนไปมากนัก

แต่ก็ทำให้เห็นถึงเสถียรภาพที่สั่นคลอนที่สะท้อนออกไปยังความไม่สามารถควบคุมความสงบให้กับสังคม

จึงไม่ต้องนับอะไรกับประเทศอียิปต์   ที่เมื่อ 2 ปีก่อนก็มีหลายคนหลายประเทศพากันแซ่ซ้อง "ประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง" ที่มีคำเรียกเสียสวยหรู

แต่ผลที่ได้ที่ติดตามมาคือความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล ของสังคมและประเทศ

ที่หนักที่สุดคือประชาชนตกอยู่ภายใต้ความเกลียดชังและความหวาดกลัวจากความรุนแรงที่พร้อมจะประทุได้ทุกขณะ

เป็นอุทาหรณ์สำหรับนักก่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ว่าเมื่อถึงวันนี้คุณจะรับผิดชอบกับความล่มสลายของสังคมแบบนี้กันไหวหรือไม่  ฮืม

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9560000035343
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #92 เมื่อ: 25 มีนาคม 2013, 08:25:15 AM »

น่าติดตามนะครับ

http://www.oknation.net/blog/localbetong/2013/03/24/entry-1
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #93 เมื่อ: 09 พฤษภาคม 2013, 07:32:58 AM »

เห็นข่าวคนมารับเรื่องร้องทุกข์ของพี่น้องที่เข้ามาแล้วเพลียใจ

แรมโบ้อัสานงี้   เฉลิมอย่างงี้

คนสองคนนี่จะมีกระจิตกระใจนำเรื่องที่พี่น้องทุกข์ยากไปช่วยให้เกิดผลได้อย่างไร

อย่างนายแรมโบ้อีสานนี่ตอนหลังก็เลื่อนชั้นออกงานไปเป็นประธานการจัดงานของมิตรสหายบางแห่ง

เห็นแล้วก็ไม่รู้ว่าเราไปคบกับคนแบบนี้ได้อย่างไร

หรืออย่างนายเฉลิม   สมัยก่อนนั้นไม่รู้นายคนนี้อยู่ฟากไหนกับฝ่ายประชาชน

มายุคนี้นั่งหัวโต๊ะเรื่องเงินที่อดีตสหายตัวจริงตัวปลอมบางเขตรวมตัวเงินเรียกร้องเงิน

จาก 2.5 แสน ก็ขยับขึ้นเป็น 6.5 แสน

เงินได้มาเปล่าๆ แบบนี้ไปชวนใครใครก็ตาโตและกระโดดเข้าร่วม   จนแนวร่วม พคท.นี่มันช่างมีมากมายมหาศาลเหลือเกิน

แต่ได้ยินว่าเฉลิมก็เล่นบทตุกติก  คือจะไม่จ่ายว่างั้นเถอะ

โดยให้คนมาปล่อยข่าวว่าฝ่ายที่เรียก 6.5 แสนไม่ใช่ตัวจริง  หรือให้ฝ่ายที่ได้ 2.5 กับที่กำลังร้องขอ 6.5 ขัดกัน  จากนั้นก็อ้างว่าภายใน ผรท.มีความขัดแยังกัน  เรื่องนี้จึงหาข้อยุติไม่ได้ (ความหมายคือยังไม่รับพิจารณา)

.......................................................

เอาคนที่ผิดฝาผิดตัวมานั่งแก้ปัญหาให้กับประชาชนและอดีตสหายมันจะไปรอดหรือ?

แล้วพวกอดีตสหาย อดีต นศ.ที่นั่งแป้นเป็นกุนซือใหญ่ฟากรัฐบาล  ฟากพรรค ทรท. หายไปไหนหมด

ทำไมไม่ลองใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของตนมาลองแก้ปัญหาเหล่านี้ดูสักที ?


บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #94 เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2013, 16:09:58 PM »

เรื่องราวที่คนเกือบจะทั้งสังคมลุกขึ้นชี้หน้าด่ากระทั่งกระทืบเณรคำซ้ำแล้วซ้ำอีก  ประดุจว่าเณรคำเป็นตัวที่ไม่ดีสิ้นดี

แต่พอเห็นภาพคนที่ไปกราบไหว้เณรคำแล้ว  ก็พอๆ กัน  คือหวังจะได้ของดีจากเณรเพื่อทำให้ร่ำรวยแบบง่ายๆ ว่างั้นเถอะ

แต่พอเณรเป็นเสียอย่างนี้ ก็แทบเป็นแทบตายกัน

หนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งเกือบทุกฉบับพาดหัวข่าวติดต่อกันมาหลายวัน  ทีวีพวกเล่าข่าวก็เล่ากันไม่หยุด   

ทำอย่างกะเรื่องเณรโกงเงินของคนที่ศรัทธาให้ไป 2-300 ล้านเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเสียจริงๆ

แต่เรื่องที่ขายชาติ ขายบ้านเมือง  ตั้งใจจะกินบ้านกินเมืองกันอย่างโจ๋งครึ่มอย่างเรื่องคลิปฉาวกลับพากันหลบๆ เลี่ยงที่จะกล่าวถึง

ทั้งที่ไม่เพียงแต่จะกินเมืองไทยเท่านั้น  ยังคิดจะไปกินบ้านพี่เมืองน้องของเขาเสียอีกด้วย

หลายคนจึงไม่อยากให้ข่าวเรื่องนี้ดัง   จึงเข็นเรื่องเณรคำมากลบเสียเต็มเหยียด

ดูอย่างนี้แล้วก็สงสารเณรคำเสียจริงๆ

ก็อย่างที่เขาว่า  โกงแค่ 2-3 ร้อยล้าน ทำจะเป็นจะตายกัน   แต่โกงเป็นหมื่นเป็นแสนล้านกลับพากันเฉยๆ   แลบลิ้น
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #95 เมื่อ: 17 กรกฎาคม 2013, 07:19:19 AM »

ก็เป็นจริงตามนี้  ช่วงนี้เสื้อแดงอุดมคติ  เสื้อแดงอดีตคนเดือนตุลา คนเคยเข้าป่า คนเคยก้าวหน้า นักวิชาการปีกซ้ายพากันมึนกับคลิปฉาวนี่ไปตามๆ กัน

ไม่ว่าจะพยายามกลบเกลื่อนหรือไม่ไปคิดอย่างไรก็กลบเกลื่อนไม่ได้

เพราะมันเป็นความจริงเสียยิ่งกว่าความจริง

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000087374
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #96 เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2013, 08:13:54 AM »

ผู้จัดการออนไลน์ 19 ก.ค.
ผ่าประเด็นร้อน
       
       แน่นอนว่าเวลานี้สำหรับคดีการกระทำความผิดสารพัดข้อหาตั้งแต่ฉ้อโกงไปจนถึง "กระทำชำเรา"เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ของ นายวิรพล สุขผล หรือที่เคยรู้จักกันในนาม "หลวงปู่เณรคำ" สามารถหลอกต้มญาติโยมให้หลงเชื่อบริจาคเงิน ทรัพย์สินจำนวนมหาศาล จนมีเงินในบัญชีส่วนตัวและคนใกล้ชิดมากมาย จนต่อมาเมื่อความแตกความจริงถูกเปิดเผยออกมาทำให้ถูกแจ้งความดำเนินคดีหลายข้อหา เป็นข่าวครึกโครมรับรู้กันไปทั่วแล้ว และแม้ว่าจนบัดนี้กำลังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ แต่ก็กำลังมีการเคลื่อนไหวติดตามนำตัวกลับมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด
       
       โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจกองปราบปราม กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ที่นำโดย ธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่เสนอให้เป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว สำนักงานคณะกรรมการป้องกันการฟอกเงิน(ปปง.) รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศที่นำโดย สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ต่างร่วมมือประสานเป็นเนื้อเดียวกันในการดำเนินคดีโดยแยกกันทำหน้าที่ในการหาหลักฐานเอาผิดกับ นายวิรพล จอมลวงโลกคนนี้ให้ได้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก
       
       แน่นอนว่าต้องชื่นชมยกย่องกับการติดตามและการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ที่มีหลักฐานและพฤติกรรมค่อนข้างชัดเจน ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกันประสานงานกันอย่างเต็มความสามารถ และในกรณีของ "อดีตเณรคำ"ถือว่าน่าจะเป็นรายแรกก็ว่าได้ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องายหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกันติดตามดำเนินคดี แต่คำถามที่ตามมาก็คือทำไมถึงต้องเลือกดำเนินการอย่างแข็งขันเฉพาะกรณีนี้ หรือคิดว่านี่คือการ "กินหมู" หรือเปล่า เพราะถึงแม้ว่าในอดีตคนอย่าง อดีตเณรคำคนนี้จะยิ่งใหญ่ในระดับที่สามารถระดมเงินบริจาคได้มากมาย ไปไหนมีแต่คนนับหน้าถือตา มีตำรวจทางหลวงนำขบวน หรือแม้แต่เคยมีนายตำรวจใหญ่ ทหารใหญ่คแยติดตามรับใช้ขอเป็นลูกศิษย์มากมาย หรือแม้แต่การใช้ "ปัจจัย"เช่น บริจาครถยนต์หรูให้กับพระชั้นผู้ใหญ่เป็นการ"สร้างบารมีปิดปาก" แต่เมื่อมีการเปิดโปงหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด มันก็ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาอุ้ม ตรงกันข้ามมีแต่ชิ่งหนี และที่สำคัญคนอย่าง นายวิรพล ก็เป็นเพียงแค่ "บ้านนอกกระจอก"คนหนึ่งและเครือข่ายเมื่อเอาเข้าจริงก็ไม่มีอำนาจวาสนาอะไรที่จะมาคุ้มครองปกป้องได้ และนี่แหละอาจเป็นคำตอบของคำว่า "กินหมู"ไงละ เพราะไม่เสี่ยง อีกทั้งได้หน้าตาได้ทั้งผลงาน ซึ่งยังรวมไปถึงคดีรถหรูที่ถูกตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกัน
       
       แต่ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับอีกคดีหนึ่ง นั่นคือการติดตามดำเนินคดีกับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกศาลสั่งจำคุก 2ปี และคดีถึงที่สุดแล้ว รวมทั้งมีอีกหลายคดีที่ตกเป็นจำเลย และผู้ต้องหาในคดีอาญาร้ายแรงและกำลังหลบหนีออกนอกประเทศมาเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่มีหน่วยงานไหนขมีขมันหาช่องทาง "ลากคอ"มาดำเนินคดี เหมือนกับ "อดีตเณรคำ"อย่างที่เป็นอยู่ เพราะหากจะเปรียบเทียบกันแล้วความเสียหายที่ ทักษิณ กระทำต่อบ้านเมืองและคนไทยมีมากกว่า "สมีคำ"นับร้อยเท่า
       
       ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวจากกระทรวงการต่างประเทศ โดย สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ระบุว่ากำลังพิจารณาเพิกถอนหนังสือเดินทางของ อดีตเณรคำ ขณะเดียวกันอีกทางหนึ่งก็มีข่าวว่ากำลังมีการประสานกับตำรวจสากล ทางการสหรัฐฯเพื่อขอตัวเป็น "ผู้ร้ายข้ามแดน"ส่งมาดำเนินคดีในไทยให้ได้โดยเร็ว อีกด้านหนึ่งมันก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความ "น่ากลัว" น่าสมเพช ระคนความรัดทดหดหู่ของหน่วยงานราชการไทยที่เลือกปฏิบัติ "สองมาตรฐาน"เลือกทำคดีเฉพาะที่เห็นว่า "หมู"ได้ผลงานแบบไม่ต้องเสี่ยงตามกระแสไปวันๆเท่านั้น
       
       จริงอยู่กรณีของอดีตเณรคำ เป็นการกระทำผิดหลายข้อหา ทั้งอาญาและแพ่งรวมทั้งย่ำยีศาสนาให้มัวหมอง แต่ขณะเดียวกันเพื่อพิจารณาถึงการทำคดีของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่บางคนมันก็ยิ่งเพิ่มหมดศรัทธามากขึ้นตามไปด้วย และหากพิจารณาให้ไกลไปอีกลักษณะแบบนี้แหละที่เป็นสาเหตุทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เพราะบางครั้งกลายเป็นว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐรับใช้โจร" นับถือโจร ไม่รู้จักหน้าที่ เมินความถูกต้องชั่วดี ซึ่งสามารถนำมาเปรียบเทียบกับกรณีของ ทักษิณ ชินวัตร ได้ดีที่สุด เพราะนอกจากไม่ติดตามจับกุมกลับมาแล้ว ยังพยายามอำนวยความสะดวกทุกวิถีทาง ทั้งที่เป็น "มหาโจร"ที่อันตรายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาเสียอีก !!
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #97 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2013, 09:27:39 AM »

มีรายงานข่าว ว่าตู้นีรภัยเก็บทองคำใต้ดินของ JP Morganโดนไฟไหม้ มีรถดับเพลิง รถพยาบาลคอยช่วยเหลือที่หน้าตีก JP Morgan Chaseที่นิวยอร์ค

ปรากฎว่าตู้นิรภัยเก็บทองถูกไฟไหม้

JP Morganกำลังโดนเรียกทองหนักจากลูกค้า ที่ไม่เต็มใจเก็บทองคำกระดาษ ทำให้ทองคำสำรองของธนาคารร่อยหร่อลงอย่างรวดเร็ว หายไปแล้ว66% เหลือ46,000ออนซ์ในสต็อค

แต่ปัญหาคือJP Morganมีกำหนดต้องส่งทองphysicalให้ลูกค้า502,000ออนซืสำหรับสัญญาเดือนมิถุนายน

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ทองคงไม่เป็นไร  ที่สำคัญคือจงใจเผาเอกสารบางอย่างหรือเปล่า

เหตุการณ์เหมือนประเทศสารขัณฑ์เลยจริงๆ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #98 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2013, 07:01:32 AM »

จากโต๊ะสนทนานักธุรกิจในจังหวัด

ได้ทราบว่ากิจการหัตถกรรมที่สืบต่อกันมาของตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งในจังหวัดกำลังจะเลิกกิจการ

ตอนนี้กำลังทยอยลดคน   แต่ข่าวก็ออกไปยังคนงานต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำงานกับตระกูลมา 30-50 ปี  พากันร้องไห้กระจองอแง  มาขอเจ้าของกิจการว่าขอให้ทำต่อ  แม้จะให้เงินค่าจ้างเท่าไหร่ก็จะทำให้

แต่เจ้าของคงหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อแล้ว  จึงได้แต่อ้างว่า  "ไม่ได้ เพราะกฏหมายกำหนดว่าต้องจ่าย 300 บาท  ถ้าไม่ทำตามก็จะถูกจับได้"

..............................

การขึ้นค่าจ้างนับเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ใช้แรงงานและลูกจ้าง

แต่ความเป็นจริงกำลังบอกเราว่าไม่อาจมองแต่ด้านนั้นเพียงด้านเดียวได้

เพราะหากผู้ประกอบการแบกรับภาระไม่ไหว  สุดท้ายเขาก็ต้องเลิกกิจการหรือหันไปทำอย่างอื่น

สุดท้ายผลก็กลับมาสู่ลูกจ้างและผู้ใช้แรงงานนั่นว่าต้องตกงาน-ไม่มีงานทำไปในที่สุด 

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #99 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2013, 07:59:02 AM »

ปัญหาของผู้ประกอบการหัตถกรรมไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นเมื่อดูจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาที่เพิ่มมากขึ้น  และก็ดูว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยกันมากอยู่

นั่นอาจเป็นทางรอดหรือทางเติบโตของผู้ประกอบการใหม่ที่ทำเองขายเอง

แต่สำหรับผู้ปกครองการรายใหญ่แล้วไม่ได้อาศัยตลาดตรงนี้เป็นสำคัญ  เพราะตลาดสำคัญคือการส่งออกโดยเฉพาะตลาดยุโรป

แต่เวลานี้ต้องยอมรับว่าตลาดยุโรปนั้นฝืดสนิท  ออร์เดอร์สินค้าประเภทนี้มีเข้ามาน้อยมาก  เพราะพิษของวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป

ดังนั้นเมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นมหาศาล  รายรับลดลงอย่างมาก   เจ้าของก็เลือกปิดกิจการ  หันไปทำกิจการที่ใช้คนน้อย  อย่างทำตึก ทำแผงให้คนเช่าค้าขายดีกว่า ไม่ต้องรับภาระ

แต่คนรับกรรมก็คือบรรดาลูกจ้าง  (ปัญหาของคนสันกำแพงก็น่าจะเรียกร้องเอากับนายกที่มาจากสันกำแพง  และนายกเงาผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญที่มาจากสันกำแพงเหมือนกันนะ)

..............................................

อีกเจ้าเดิมเลี้ยงไก่ไข่ระดับใหญ่ของภาคเหนือตอนบน

ตอนนี้ก็แบกรับภาระไม่ไหว  เลิกทำโรงเลี้ยงเองเหมือนกัน

หันไปรับซื้อไข่จากที่อื่นมาขายดีกว่า  ไม่ต้องแบกภาระ

..............................................

ถ้าข่าวแบบนี้ออกไป  คนของรัฐบาลก็คงบอกว่า  เป็นเรื่องของคนไม่กี่ราย  ส่วนใหญ่ยังอยู่ได้

ที่ผ่านมาเขาก็พยายามสนองนโยบาย   แต่ผลร้ายกำลังเกิดออกมาเรื่อยๆ  คงไม่ถึงกับทำให้ระบบล้มลงไปในทันที

แต่สิ่งที่จะเกิดคือการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนการประกอบการ  และหันไปหากิจการที่จ้างคนน้อยหรือใช้เครื่องจักรมากขึ้นทุกที

สุดท้ายคนที่ตกหนักก็ยังคงเป็นลูกจ้างและผู้ใช้แรงงานอีกนั่นแหละ

เงินเดือนที่มากขึ้น  แต่สุดท้ายก็หายวับไปกับตา  เพราะต้องมาตกงานกัน.....
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #100 เมื่อ: 17 สิงหาคม 2013, 10:13:08 AM »

สิ่งที่ควรเอาอย่างจีน  นอกจากการประหารชีวิตข้าราชการและนักการเมืองฉ้อฉลแล้ว

...............................................................

จีน เยอรมันกำลังขยับ แต่คนละจังหวะ

โดยไม่ได้ประกาศให้ชาวโลกรู้ ผู้นำจีนได้ตกลงใจที่จะรับนโยบายรัดเข็มขัดเรียบร้อยแล้ว austerity คือจะค่อยๆประคองเศรษฐกิจขาลง ไม่ฝืนกฎธรรมชาติ

การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการมองการไกลมาก เพราะว่าผู้นำจีนเข้าใจดีว่ายุคของการส่งออกได้จบลงแล้ว เพราะว่าประเทศที่บริโภคต่างก็บ่จี้กันหมด ไม่ว่าสหรัฐฯและสหภาพยุโรป

จีดีพีจีนกำลังร่วงเหลือ 5%หรือต่ำกว่า จาก10%ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และจีนจะไม่ใช้เงินการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนที่ทุกๆรัฐบาลอยากจะทำ เพราะต้องการเก็บกระสุนไว้ ในยามลำบากข้างหน้า

ในเมื่อส่งออกไปไม่ได้ เศรษฐกิจก็ต้องชะลอตัว และปัญหาที่ถูกหมักหมมเอาไว้ ตั้งแต่เรื่องธนาคารเงา ฟองสบู่การเงิน และฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคการผลิตที่เกินตัวจะโผล่ขึ้นมา จะหลายเป็นหนี้เสีย เหมือนที่สหรัฐฯและยุโรป กำลังเผชิญอยู่

ผู้นำจีนจึ่งเร่งแก้ปัญหาธนาคารเงาและฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ และได้สั่งให้รัฐวิสาหกิจค่อยๆลดกำลังการผลิตลงในอุตสาหกกรมต่างๆ เพราะว่าเมื่อดีมานด์จากต่างประเทศลดลง และการส่งออกลดลง กำลังการผลิตในประเทศต้องลดลงโดยปริยาย

เพิ่งได้ข่าวว่าทางการจีนได้ให้เจ้าหน้าที่รัฐหันกลับมาใส่เสื้อท่านประะานเหมา แทนที่จะใส่สูท เพื่อแสดงความประหยัด แจกให้คนละสองชุด ก่อนหน้านี้ งานเลี้ยงอะไรที่สุรุ่ยสุร่าย สั่งให้เลิกให้หมด

จีนกำลังประหยัด และกำลังจะให้ประชาชนคนจีนรู้ความจริงว่า หนทางข้างหน้าจะไม่ราบรื่นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ถ้ามีอันจะต้องปิดประเทศ ในกรณีของการสงครามกับสหรัฐฯที่อาจจะเกิดขึ้น จีนก็จะพร้อมที่จะยืนหยัดอยู่ได้ เพราะประชาชนเคยลำบากมาก่อน

กฎของคอมมิวนิสต์ค่อนข้างจะเข้มงวด สั่งซ้ายหันขวาหันได้ แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนี้

จีนเริ่มบริหารเศรษฐกิจขาลง และตัดร่ายจ่าย จัดระเบียบประเทศใหม่ เข้าไปควบคุมกิจการของต่างชาติ ซื้อกลับมาเป็นของรัฐฯ บีบทุกอย่าง เพื่อการควบคุม เพราะว่า ไม่นานgame จะoverแล้ว สำหรับระบบการเงินโลกในปัจจุบัน

ในทางการเงินจะเห็นได้ว่าจีนกำลังผ่องดอลล่าร์ออกไป ต่อไปจะเอาดอลล่าร์ในพอร์ตแลกกับเงินสกุลอื่นที่เป็นคู่ค้า หรือแลกเป็นทรัพยากระรรมชาติ เมื่อจีนตัดขาดจากดอลล่าร์ โดยให้หยวนเลิกผูกกับดอลล่าร์ และหันมาอิงกับค่าทองคำแทน

ในขณะเดียวกัน จีนจะได้ใช้หยวนแลกกับเงินสกุลอื่นๆ ในการค้า การเงินธุรกรรมต่างๆ วิธีนี้ จะเป็นการลดดีมานด์ของดอลล่าร์ ประเทศอื่นๆ ก็ต้องปรับตัวเข้าหาศูนย์อำนาจใหม่

แล้วประเทศไทยหล่ะ ยังคงผลาญงบเหมือนเดิม ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมอะไร

thanong fanclub
17/8/2013
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #101 เมื่อ: 20 กันยายน 2013, 07:00:13 AM »

โดย...นักข่าวชายขอบ  ผู้จัดการออนไลน์ 19 ก.ย.
       
       แม้รัฐบาลมีแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ด้วยการชดเชยเป็นเงินอุดหนุนในราคาเฉลี่ย 12 บาท/กก. ในอัตราการผลิตที่ 2 กก./ไร่ เป็นเวลา 15 วันใน 1 เดือน ตลอดระยะเวลา 7 เดือน หรือคิดเป็นเงินก็ตก 2,520 บาท/ไร่แล้ว อันเป็นผลสืบเนื่องจากคณะเจรจาวีไอพีที่รัฐบาลส่งเที่ยวบินพิเศษรับจากท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชไปเจรจากันที่กรุงเทพมหานคร แต่เกษตรกรหลายคนยังเห็นตรงกันว่า นั่นไม่ใช่เป็นทางออกของปัญหา แต่กลับยิ่งจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้น เนื่องจากไม่ได้เป็นการแก้ไขที่เสถียรภาพของราคาอย่างแท้จริง
       
       รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ นักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า ถ้ามองในทางเศรษฐศาสตร์ทางการเมือง ต้องถือว่าเป็นความผิดพลาดในเชิงนโยบาย ปัญหาราคายางไม่ใช่เกิดครั้งแรก แต่เฉลี่ยทุก 10 ปีจะเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง เมื่อปี 2545 รัฐบาลเคยมีการวางแผนเสียใหญ่โตเรื่องการเพิ่มมูลค่าด้วยกระบวนการแปรรูปผลผลิตมาแล้ว แต่เมื่อราคายางดีขึ้นกลับหลงลืมกันไป ไม่คิดถึงการสร้างเสถียรภาพของราคาอย่างยั่งยืน คิดแต่จะให้มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกเพิ่ม เมื่อราคายางหวนกลับมาตกต่ำอีกครั้งชาวสวนยางจึงต้องลุกขึ้นมาทวงถามด้วยสาเหตุ 2 ประการ
       
       สาเหตุแรกคือ ในเมื่อข้าวราคาไม่ดี รัฐบาลแทรกแซงด้วยการประกันราคาข้าวให้ไปแล้วใช่ไหม แต่เมื่อยางราคาไม่ดี ทำไมรัฐบาลกลับไม่ช่วยเหลือด้วยการประกันราคาบ้าง กลับใช้วิธีการเบี่ยงประเด็นเป็นเรื่องการเมือง เมื่อเกษตรกรสวนยางทวงถามก็ตอบไม่ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดทางนโยบายที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เอาแต่โทษตลาดโลก ดังนั้นสังคมจะต้องเรียนรู้ถึงการไม่ใส่ใจแก้ปัญหาของรัฐบาล
       
       อีกสาเหตุคือ รัฐบาลที่ดีควรแก้ปัญหาความเดือนร้อนให้ประชาชน โดยควรเน้นฐานสิทธิ์ ไม่ใช่ฐานเสียง ฐานสิทธิ์คือประชากรผู้อยู่ใต้การปกครองของรัฐใดรัฐหนึ่งควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มหนึ่งเป็นฐานเสียง จึงมีสิทธิมากกว่า คนกลุ่มไหนไม่ใช่ฐานเสียงก็มีสิทธิน้อยกว่า ทุกคนมีสิทธิเสนอหน้ากันต่อหน้ากฎหมาย ต่อหน้านโยบายที่รัฐบางประกาศ ต่อหน้าสิทธิต่างๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญ
       
       แต่สิ่งที่รัฐบาลกระทำไม่ได้คำนึงถึงฐานสิทธิ์ เมื่อบอกว่ารัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกร ก็ต้องช่วยเหลือทุกกลุ่ม ไม่ใช่ช่วยเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายเช่นนั้น ถ้าไม่มีนโยบายก็ไม่ว่ากัน แต่นี่มีนโยบายชัดเจนว่าต้องการช่วยเหลือเกษตรกร และได้กระทำชัดเจนว่าช่วยเหลือชาวนาไปแล้ว และชัดเจนว่าได้เข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดไปแล้ว เมื่อเกษตรกรรายอื่นทวงถามบ้าง รัฐบาลต้องมีคำตอบที่ชัดเจน แต่ตอนนี้กลับบอกว่าแทรกแซงราคาทั้งยางและปาล์มไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด นั่นหมายความว่ารัฐบาลกำลังแก้ปัญหาที่ฐานเสียง ไม่ใช่ฐานสิทธิ์ของเกษตรกร
       
       เมื่อรัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนที่ไม่ใช่ฐานเสียง การแสดงออกด้วยการชุมนุมของชาวสวนยางและปาล์มจึงถูกป้ายให้เห็นว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง ขณะที่หน่วยข่าวหลายหน่วยต่างก็เอาใจนายด้วยการรายงานว่าเป็นม็อบการเมือง การแก้ไขปัญหาจึงไม่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที สัญญาณของการชุมนุมรอบที่ 3 ที่บริเวณแยกควนหนองหงส์ ต.ควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ได้ถูกส่งให้รับรู้กันล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อครั้งการเจรจาที่กรุงเทพฯ ไม่เป็นผลแล้ว
       
       การกลับมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องความต้องการอีกครั้งบนถนนสายเอเชียบริเวณแยกควนหนองหงษ์ จึงเกิดขึ้นคู่ขนานกับบริเวณแยกเตาปูน ม.6 ต.ทุ่งโพธิ์ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช การจราจรทั้งขาขึ้นและขาล่องถูกปิดกั้นทั้ง 2 จุด อันเกิดขึ้นคล้อยหลังจากที่ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เดินทางไปจรดปลายปากกาลงนาม MOU กับองค์กรที่เรียกว่า ภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งผู้ที่แสดงตัวเป็นแกนนำคือ นายอำนวย ยุติธรรม ผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นขึ้นมาเพียงไม่กี่วันหลังนำมวลชนปิดถนนบริเวณแยกท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช แต่การลงนามครั้งนั้นกลับปรากฏความล้มเหลวให้เห็นเด่นชัดแล้ว เพราะเป็นการลงนามแค่บุคคลที่ระบุว่าเป็นตัวแทนของพื้นที่ 5 จังหวัดเท่านั้น
       
       แล้วการชุมนุมครั้งใหม่ของชาวสวนยางและปาล์มก็ถูกทำให้เดินเข้าสู่จุดเดือดอีกครั้ง เริ่มจากอาศัยจังหวะที่ผู้ชุมนุมบางตา เนื่องจากชาวสวนต่างกลับไปกรีดยางและพักผ่อนตั้งแต่กลางดึก โดยเวลาประมาณ 06.30 น.ของวันที่ 17 ก.ย. ที่รัฐบาลใช้ตำรวจปราบจลาจลเข้าสลายการชุมนุมและเข้าเคลียพื้นที่เพื่อเปิดการจราจร พร้อมจับกุม นายชญานินทร์ คงสงค์ หนึ่งในผู้ต้องหาตามหมายจับรวม 11 คนชุดแรกจากสมรภูมิควนหนองหงษ์ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมาไปด้วย จากนั้นได้ส่งกำลังพลชุดควบคุมฝูงชนถูกตรึงไว้ตลอดแนวสองฝั่งถนนทั้งขาขึ้นล่องอย่างเข้มแข็ง
       
       เวลาประมาณ 10.30 น.วันเดียวกัน ผู้ชุมนุมเริ่มกลับมารวมตัวกันเพิ่มจำนวนมากขึ้น จากสิบเป็นร้อยแล้วก็เป็นพันในช่วงเวลาไม่นาน เครื่องขยายเสียงไม่มี เวทีไม่ต้อง แต่ต่างพกอารมณ์ร่วมของความเดือดดาลมาล้วนๆ เวลาประมาณ 12.30 น. ฉากแห่งความดุเด็ดเผ็ดร้อนจึงเริ่มขึ้น เมื่อฝ่ายผู้ชุมนุมเริ่มปฏิบัติการรุกคืบขอคืนพื้นที่จากเจ้าหน้าที่ เวลาประมาณ 14.30 น. เกิดการประทะระหว่างหนังสติ๊กกับแก๊สน้ำตาอย่างหนัก แล้วก็มีกระสุนปืนจริงถูกยิงเข้าใส่ฝ่ายผู้ชุมนุมด้วย เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ต้องถอยร่นออกจากแยกควนหนองหงษ์ไปทาง อ.จุฬาภรณ์
       
       ความโกรธแค้นของฝ่ายผู้ชุมนุมที่ถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงใส่ ปรากฏหลักฐานชัดบริเวณร้านเสริมสวย มีหลักฐานการทุบทำลายทรัพย์สินชาวบ้านด้วยกระบองตำรวจ รถจักรยานยนต์ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถูกทำลายเสียหาย ชาวบ้านที่เป็นชายสติไม่ดีถูกตีหัวร้างข้างแตกเลือดอาบ มีชาวบ้านชายสูงอายุได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน รวมถึงว่ากันว่าชาวบ้านเห็นพฤติกรรมของชายฉกรรจ์ต่างถิ่นเผารถยนต์ตำรวจคันแรก จากนั้นเป็นไปสถานการณ์ก็ได้บานปลายขยายวงเป็นรถยนต์ของทางราชการ 9 คัน กับรถส่วนตัวของตำรวจอีก 3 คันถูกเผาและทุกทำลาย สุดท้ายเมื่อถึงเวลาประมาณ 16.00 น. ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ถอนกำลังออกจากบริเวณแยกควนหนองหงษ์ไปหมดสิ้น
       
       ความพลาดใหญ่หลวงที่ผู้กุมอำนาจรัฐไม่ได้คำนึงถึง สำหรับการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของชาวสวนยางและปาล์มที่ควนหนองหงษ์คือ บริบทแห่งวิถีของคนพื้นถิ่นชาว อ.ชะอวด ดินแดนของการต่อสู้ทางความคิดเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งมีการสืบทอดวิถีของการต่อสู้ถึงความเป็นเสรีชน ความไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของทางการได้เบ่งบานที่นี่มาก่อน โดยเฉพาะคนในย่านนี้เกลียดนักกับความอยุติธรรม จนสะสมความเป็นสายเลือดนักสู้ที่ถูกจดจารไว้นานมาแล้วหลายสิบปี ถือเป็นบทเรียนที่รัฐไม่เคยจดจำ
       
       การเลือกใช้ความรุนแรงของรัฐที่มีต่อผู้ต้องสงสัยในพื้นที่ อ.ชะอวด เป็นผลมาจากการหล่อหลอมความคิดเรื่องความชิงชัง และความเป็นศัตรูระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐกับกลุ่มประชาชนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ปฏิเสธอำนาจของรัฐ นับตั้งแต่ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เริ่มมีการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่เริ่มตื่นตัวทางการเมือง เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน และความไม่พอใจที่กองทัพญี่ปุ่นคุกคามจีนและไทย
       
       กลุ่มชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนเหล่านี้เริ่มรวมตัวกันอย่างลับๆ เพื่อดำเนินการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อสงครามสงบลง คนเหล่านี้ซึ่งซึมซับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์มาก็เริ่มเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองในภาคใต้ เช่น ตรัง หาดใหญ่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และพัทลุง เป็นต้น และเมื่อ พคท.ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ และมีสมาชิกของพรรคเข้ามาปฏิบัติการทางการเมืองในภาคใต้ ก็ทำให้ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากเข้าร่วม ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งเนื่องจากความยากจน มีความยากลำบากในการดำเนินชีวิตและความไม่พอใจต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตและกดขี่ข่มเหงประชาชนในพื้นที่
       
       ในขณะที่การดำเนินงานของ พคท.ในภาคใต้เริ่มเติบโตและมีอิทธิพลต่อประชาชนมากขึ้น บรรยากาศของความไม่เข้าใจและหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชนก็เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ นับตั้งแต่ปี 2507 เป็นต้นมาได้มีการตั้งค่ายฝึกอาวุธให้สมาชิกที่บริเวณเขาประ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฏร์ธานี ในปี 2508 มีการฝึกอาวุธให้แก่สมาชิกในบริเวณเขาแก้วที่เป็นรอยต่อระหว่าง จ.ตรังกับ จ.พัทลุง จากนั้นก็มีพัฒนาการสู่การแบ่งเขตปฏิบัติการออกเป็น 3 เขตในภาคใต้ ซึ่งพื้นที่ของ อ.ชะอวด รวมถึงส่วนใหญ่ของ จ.นครศรีธรรมราช จัดอยู่ในค่ายเขตเหนือ
       
       เริ่มเกิดเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่กับ พคท.เป็นครั้งแรกในปี 2507 ที่บ้านควนปลง ใกล้ตัวเมืองพัทลุง โดยเริ่มจากกลุ่มแนวร่วมของ พคท.ตัดสินใจยิงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเพื่อแย่งชิงอาวุธ และต่อมาเมื่อ พคท.ประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นอย่างเป็นทางการมีชื่อว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย  ในวันที่ 1 ม.ค.2512 ก็มีการประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธประจำภาคใต้ขึ้นด้วยเช่นกันในชื่อว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยประจำภาคใต้
       
       แม้วันนี้ พคท.ในพื้นที่ภาคใต้จะไม่มีให้เห็นแล้ว แต่เชื้อไฟของนักต่อสู้ยังคุกรุ่นอยู่ในหลายพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้รวมเอาแผ่นดินโดยรอบของ “สมรภูมิควนหนองหงษ์” ใน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราชเข้าไว้ด้วย
       
       ดังนั้น หากว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ ก็น่าจะเข้าใจได้ถึงการเกิดขึ้นของม็อบชาวสวนยางและปาล์มในหลายพื้นที่ที่ไม่ได้มีการจัดตั้ง โดยเฉพาะชาวสวนที่ไม่ได้ประกาศตัวเองเป็นองค์กรหรืออยู่ในเครือข่ายใดๆ ซึ่งภาพของม็อบยางและปาล์ม ณ สมรภูมิควนหนองหงส์เป็นที่ประจักษ์ในเรื่องนี้มาตลอด ทำไมจึงไม่มีแกนนำ การรวมตัวและจัดตั้งเวทีปราศรัยที่ผ่านๆ มาก็เป็นไปแบบไม่มีการเตรียมการและดูจะขลุกขลักไปทุกเรื่อง หรือเป็นไปแบบธรรมชาติของคนที่ไปรวมตัวกันเป็นหมู่มาก ใครทำหรือช่วยเหลืออะไรได้ก็ทำนั่นเอง
       
       อีกทั้งนี้รัฐบาลน่าจะเข้าใจได้ว่า นับตั้งแต่การชุมนุมของชาวสวนยางและปาล์มบริเวณแยกควนหนองหงษ์ที่เกิดขึ้นระลอกแรกนับแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทำไมอยู่ดีๆ ก็มีชาวสวนในนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะจากพื้นที่พัทลุงเข้าร่วมด้วยปิดถนนด้วยจำนวนมากมาย แล้วเหตุใดในการชุมนุมระลอกที่สองจึงมีคนอย่าง นายเอียด เส้งเอียด รับหน้าที่ช่วยประสานงานระหว่างผู้ชุมนุมกับตัวแทนรัฐบาล โดยเขาเองก็ได้ประกาศอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ใช่แกนนำม็อบ แต่เป็นเพียงคนที่จับพลัดจับพลูให้ต้องเข้าไปช่วยเหลือเท่านั้น
       
       และที่สำคัญในระหว่างการชุมนุมระลอกสามบริเวณแยกควนหนองหงษ์ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ทำไมจึงไม่มีทั้งแกนนำหรือผู้ประสานงาน ไม่มีการตั้งเวที ไม่มีแม้เครื่องเสียง รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญเหมือนกับการเกิดขึ้นของม็อบในที่อื่นๆ โดยทั่วไป และไม่เพียงเท่านั้นครานี้กลุ่มผู้ชุมนุมยิ่งตั้งการ์ดสูงไว้สำหรับคนนอกที่เสนอตัวเข้าไปให้การช่วยเหลือ ว่ากันวันแม้กระทั่งอดีตขุนโจรและนักรบ พคท.ชื่อก้องอย่าง นายเอียด เส้งเอียด มิพักต้องพูดถึงบรรดา ส.ส.ประชาธิปัตย์ และ ผู้กองปูเค็ม-รอ.ทรงกรด ชื่นชูผล ที่แม้จะมีภาพเข้าเยี่ยมผู้ชุมนุม แต่ก็ล้วนถูกกำแพงปิดกั้นไว้พอสมควรเช่นกัน
       
       ดังนี้แล้ว ความพยายามทั้งในระดับพื้นที่ไล่เรียงตั้งแต่ นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงตำรวจและข้าราชการ ไปจนถึงบรรดานักการเมืองและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งต่างออกมาป้ายให้การชุมนุมของชาวสวนยางและปาล์ม ณ สมรภูมิควนหนองหงส์เที่ยวนี้เป็น “ม็อบการเมือง” เพื่อที่ต้องการจะนำไปสู่ข้ออ้างในการจัดการบางอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้จึงไม่น่าจะใช้หนทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดของสังคม
       
       ด้วยวิถีแห่งความเป็นคนรักพวกพ้อง มีความรักความสามัคคีเมื่อมีภัยมา หรือการถูกกดขี่ข่มเหงน้ำใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนควนหนองหงษ์ ของคนชะอวด ของคนนครศรีธรรมราชและของคนใต้ สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าจะยิ่งทวีความเป็นเลือดนักต่อสู้ให้เข้มข้นมากขึ้น จึงไม่แปลกที่ปรากฏการณ์ม็อบชาวสวนยางและปาล์ม ณ สมรภูมิควนหนองหงส์จะกลายเป็นว่า...
       
       “ยิ่งถูกตี...จะยิ่งโต”
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #102 เมื่อ: 20 ตุลาคม 2013, 16:12:49 PM »

บางอย่างก็อาจให้สิ่งที่เกิดขึ้นทางสังคมเป็นเครื่องตัดสิน

เพราะบางทีก็เบื่อที่ต้องเถียงกันไปมา  โดยเฉพาะในหมู่คนที่เคยมีความคิดอุดมการณ์ร่วมทางกันมา

ก็เอาอย่างนี้แหละง่ายๆ   ปล่อยให้เขาไปให้สุดซอย

จะได้ดูว่าเมื่อเขาได้เงินคืน(พร้อมดอกเบี้ย) ได้อำนาจทุกอย่างคืนแล้ว  เขาจะเป็นอย่างไร

โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่สุดคือ  เขาจะหันกลับไปซูเอี๋ยกับ "อำมาตย์" ที่เขาด่าๆ กันมาหรือไม่

ถึงเวลานั้นก็คงพิสูจน์กันได้ชัด  ไม่ต้องมาเถียงกันอีกว่า ใครเป็นพลังประชาธิปไตยที่แท้จริงกันแน่ 

ปล่อยเขาไปให้สุดซอย  แล้วก็ให้คนที่สนับสนุนเสื้อแดงนั่นแหละลุกขึ้นมาจัดการกันเอง

ส่วนเราก็จะได้ไม่ต้องเปลืองตัว

เพราะประเทศชาติไม่ใช่ของเราคนเดียว  เดือดร้อนไปก็เท่านั้น

http://www.oknation.net/blog/chainoy70/2013/10/20/entry-1


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!