บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:29:07 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ต้นธารหมอฝังเข็มจากจีนสู่ไทย  (อ่าน 10670 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 04 มกราคม 2013, 09:02:18 AM »

ปีนี้จะไปไหน  จะลงมาใต้หรือเปล่า  เพื่อนจากปักษ์ใต้โทรมาถาม  พร้อมกับแจ้งข่าวว่าการอบรมหมอป่ารุ่นที่สองที่สุราษฎร์สิ้นสุดลงแล้ว   แต่ฉันก็ป่วยตลอดนะเพราะเขาไปอบรมในห้องแอร์เปิดแอร์เย็นมาก
ฟังแล้วหมอป่าน่าจะอบรมในบรรยากาศป่าเขามากกว่านะ  เคยเสนอไปแล้วว่าน่าจะใช้ค่ายลูกเสือจะเหมาะกว่า  นี่ได้ยินว่าปลายเดือนมกราคมก็จะไปเริ่มรุ่นที่สามที่พะเยา   ก็คงเปิดแอร์เย็นฉ่ำให้พี่น้องม้งอีก

ช่วงที่ผ่านมาก็มีคำถามที่ต้องคอยตอบคนนั้นคนนี้อยู่เหมือนกันว่า  "ถามจริงๆ เถอะ หมอป่าที่เป็นหมอจริงๆ นี่มีสักกี่คน?"  
คำตอบก็คือ  ก็ไม่รู้เหมือนกัน   ได้เห็นแต่ตอนเข้าไปมีหมอใหญ่ที่เขาเรียกว่าหมอชั้นหนึ่ง หมอชั้นสองกันอยู่หลายคน   แล้วก็มีบางคนที่บอกว่าไปเรียนพยาบาลมาจากเวียต  ก็ไม่รู้จำนวนที่แน่นอนเหมือนกัน
แต่ที่เห็นมีอยู่เยอะก็คือที่จัดการอบรมกันเอง  สมัยนั้นก็เรียกว่า "หน่วยหมอ"  คนที่อยู่หน่วยนี้ก็จะได้รับการอบรมมาจากหมอชั้นหนึ่งหมอชั้นสองหรือพวกพยาบาลจบนอก(เวียต)นั่นแหละ   ถ้าผ่านการอบรมให้ทำแผลฉีดยาได้แล้ว  หากถูกส่งไปอยู่หน่วยงานอื่นๆ ก็จะเรียกว่า "นักรบอนามัย"
ต่อมาเมื่อมีปัญญาชนและนักศึกษาเข้าป่ามา  ในจำนวนนี้มีผู้ที่จบเป็นแพทย์และนักศึกษาแพทย์อยู่จำนวนหนึ่ง   ก็ทำหน้าที่ในการฝึกอบรมความรู้ทางด้านการรักษาพยาบาลต่อๆ กันไป   ทำได้มากบ้างน้อยก็แล้วแต่สภาพการณ์ของผู้ทำการอบรมและเงื่อนไขของเขตงานต่างๆ  
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าใครจากเขตป่าเขามักจะได้ติดตัวมาคือ "การฝังเข็ม"  ซึ่งสมัยก่อนจะเรียกว่า "การแทงเข็มหรือปักเข็ม" เสียมากกว่า
ดังนั้นหมอป่าจะต้องการันตีว่าต้อง "ฝังเข็ม" เป็น  
ดังนั้นหากนับว่าคนที่ฝังเข็มเป็น เป็นหมอหมด  ก็คงมีจำนวนมากกว่า 500 คนที่รับสมัครไปแน่ๆ
แต่เห็นว่าเอาเข้าจริงตัดไปตัดมา  จากคนที่ยืนยันสิทธิบ้าง  หรือตกหล่นไปบ้าง  เห็นว่าการอบรมทั้ง 5-6 จุดนี้จะเหลือจำนวนเพียง 300 กว่าคน
บางคนก็ไม่น่าเชื่อ  เพราะอายุไม่มาก  สมัยโน้นก็คงแค่เป็นแค่เด็กแดงอยู่เท่านั้น   แต่ก็ไม่เป็นไรคงจะเป็นลูกหลานสหาย   โครงการนี้ก็ขอให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ก็แล้วกัน

................................

ก่อนสิ้นปีมะโรงเข้าสู่ปีมะเส็งเราจึงคุยกันว่าจะไปตามรอยต้นธารของหมอที่นำความรู้มาจากเมืองจีนกันจริงๆ ว่าสมัยนั้นเป็นอย่างไรถึงไปเมืองจีนแล้วก็ย้อนกลับมาเป็นหมอในเขตป่าเขาของเมืองไทยได้
แล้วนิ้วของเราก็ชี้ไปเหมือนกันว่า   น่าจะเป็นเวลาที่ไปเยี่ยมหมออาวุโสท่านหนึ่งได้แล้ว...
นั่นคือ "อาหมอชัย" แห่งอีสานใต้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 กุมภาพันธ์ 2013, 09:45:11 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 04 มกราคม 2013, 09:30:44 AM »

ที่คิดถึงอาหมอชัยขึ้นมาเพราะพอจะได้ข่าวคราวกันอยู่บ้าง  แล้วอาหมอก็เคยชวนให้ไปเที่ยวบ้านที่ "วังหมี"  บอกว่าอยู่อีกฟากของเขาใหญ่
คำชวนก็มาตั้งแต่ลูกชายคนเล็กยังอยู่แค่อนุบาล  จนตอนนี้จะจบ ม.5 เตรียมเข้ามหาลัยแล้ว
"โอ้โฮ นี่เผลอไปหน่อยเดียว 12 ปีแล้วเชียวหรือ"  เราหันไปมองหน้ากัน  พร้อมกับตกลงใจว่าคราวนี้ต้องไปเยี่ยมอาหมอชัยให้ถึงบ้านแน่ๆ  
มีอยู่สองสามครั้งที่เราไปถึงเขาใหญ่คิดจะข้ามไปหาอาหมอที่วังหมี  แต่ก็ติดขัดด้วยเวลา  อีกทั้งเห็นป่าทึบบนเขาใหญ่ก็วาดภาพเอาว่าจะต้องขับผ่านป่าใหญ่ไปลงอีกฟาก  จึงเป็นเส้นทางที่ดูเหมือนจะไปอีกไกล  จนแล้วจนรอดจึงไม่ได้ข้ามไปสักที  
มารู้ทีหลังว่าจะไปวังหมีนั้นไม่ต้องขึ้นเขาใหญ่   เพียงแค่วิ่งมาจากปากช่องก่อนถึงด่านก็จะมีทางแยกเข้าวังหมี  เป็นทางราบผ่านหมู่บ้านไม่ต้องขึ้นเขาใหญ่
แล้วเส้นทางจากวังหมีต่อไปทะลุเส้นโคราช-กบินทร์บุรี  ก็คือ "วังน้ำเขียว" แหล่งท่องเที่ยวและรีสอร์ทอันเลื่องชื่อในปัจจุบันนั่นเอง

.........................................................................

ครั้งนี้เรามาตั้งหลักที่โคราช  พอเช้าๆ เราก็มุ่งไปตามเส้นทาง ปักธงชัย  เป็นทางระดับ 6 เลนส์ ตรงดิ่ง รถก็ไม่มากแม้ในยามเทศกาลสิ้นปี
เส้นทางผ่านค่ายทหารพรานปักธงชัย   มองสภาพสองข้างทางเป็นแต่ไร่  มองไม่เห็นผืนป่า  เดาเอาว่าสมัยก่อนคงจะเป็นป่าทึบกว่านี้   เพราะเคยได้ยินว่าหน่วยเคลื่อนไหวของอีสานใต้ได้ข้ามเส้นทางนี้ไปจนถึงตีนเขาใหญ่ หรือแถวๆ วังหมีที่อาหมอชัยอยู่ในปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ
ทางรถนำเราวิ่งผ่านแยกที่มาจากปะคำ  ที่ตั้งของสถูปอีสานใต้  สมัยก่อนถ้าเป็นป่าทึบก็คงไกลน่าดู  แต่สมัยนี้เมื่อป่าหายไป และเส้นทางรถตัดกันตรงแน่ว  ก็ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น
อาหมอบอกว่าให้สังเกตหลักกิโลที่ 79  ให้เลี้ยวขวาเข้าที่ตรงนั้น   แต่เราก็ลืมถามว่าหลักกิโล 79 นี้มาจากทางโคราชหรือกบินทร์บุรี
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะหลักกิโลที่ 79 จากโคราช  เป็นทางที่เพิ่งจะขึ้นเขา  ตรงนี้พอจะเห็นลักษณะของป่าบ้าง  เดาเอาว่าสมัยก่อนหน่วยเคลื่อนไหวก็คงข้ามมาตามเขาลูกนี้กัน
ส่วนหลักกิโล 79 ที่อาหมอบอกนั้นคงต้องนับมาจากทางกบินทร์บุรี

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 มกราคม 2013, 09:58:10 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 04 มกราคม 2013, 11:39:52 AM »

สวัสดีปีใหม่นะคะ..คุณหมอ..
ขอให้คุณและครอบครัวมีความสุข สดชื่น ตลอดปีและตลอดไป...
ปีใหม่ปีนี้ไม่ได้ออกจากกรุงเทพฯ....ขอพักผ่อนสักสองสามวัน


จะติดตามอ่านเรื่องเล่าต่อนะคะ....
ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดี ๆ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 04 มกราคม 2013, 21:03:57 PM »

สวัสดีปีใหม่เช่นกันครับ

ขอให้มีสุขภาพกายแข็งแรง  สุขภาพใจเข้มแข็งตลอดปีใหม่นี้นะครับ

บันทึกการเข้า
Sand
Newbie
*
กระทู้: 63


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 05 มกราคม 2013, 16:49:41 PM »

สวัสดีปีใหม่ครับ คุณหมอ ขอให้คุณหมอและครอบครัวมีสุขภาพกายใจแข็งแรง สดชื่นตลอดปีและตลอดไปครับ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 05 มกราคม 2013, 22:22:49 PM »

สวัสดีปีใหม่ครับ  ขอขอบคุณสำหรับคำอวยพรปีใหม่  และขอให้คำอวยพรนั้นได้กลับไปยังคุณ Sand และสมาชิกรวมทั้งผู้อ่านบ้านตุลาไทยทุกท่านด้วย

พรุ่งนี้มาติดตาม "เยี่ยมบ้านอาหมอชัย" ต่อนะครับ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 11:17:41 AM »

วังน้ำเขียวเป็นแอ่งที่ราบที่อยู่ระหว่างเขาใหญ่กับเขาสลัดได-เขาชะแวะ  และเขาเล็กๆ อื่นๆ ที่เรียงรายอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขาใหญ่  
เขาสลัดไดก็เป็นแหล่งที่มีรีสอร์ทอยู่มากมายเช่นกัน  ทางแยกๆ อยู่แถวๆ หลักกิโลที่ 70 แต่ครั้งนี้ไม่ใช่จุดหมายของเรา
เมื่อขึ้นเขาผ่านเขาสลัดไดก็จะถึงอำเภอวังน้ำเขียว  บริเวณเหล่านี้คึกคัก  มีรีสอร์ทใหญ่ข้างทางที่ปลูกดอกไม้ เลี้ยงแกะ ขายสเต็ก(เป็นกิจกรรมที่ฮิตมากแถววังน้ำเขียว)  จากนั้นก็จะผ่านย่านตลาดใหญ่ มีธนาคารใหญ่ๆ ตั้งอยู่   จากจุดนี้ไปก็คอยสังเกตทางขวามือ  แยกที่มีรถวิ่งเข้าออกเยอะๆ   ตรงทางเข้ามีป้ายหมู่บ้านชัยพัฒนาตั้งคร่อมปากทางเข้า  และมีศาลเจ้าตั้งอยู่ (ตรงนี้เรียกว่าตำบลศาลเจ้าพ่อ)  แต่ที่เด่นมากที่สุดเห็นจะเป็นป้ายชื่อรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ข้างใน  นับ 30-40 รีสอร์ท ป้ายเรียงจากบนลงล่างความสูงระดับตึกสองชั้นเลยทีเดียว  
ความจริงที่หาง่ายอีกอย่างคือ   ดูทางแยกเข้าเขาแผงม้าอันลือชื่อนั่นแหละ
จากจุดนี้ไปวิ่งไปตามทาง  นม 3052  ซึ่งไม่ปรากฏในเครื่อง GPS ทั้งที่เพิ่งไปอัพเดดมาก่อนเดินทาง
เส้นทางนี้ก็จะนำสู่ทางแยกก่อนขึ้นเขาใหญ่ที่มาจากปากช่อง (2090)
เสาร์หน้าใครจะไปงานโคกเขาก็สามารถวิ่งกลับมาทางปักธงชัย (ไม่ต้องเข้าโคราช)  เมื่อมาถึงแยกปักธงชัยก็เลี้ยวซ้ายมาวังน้ำเขียว  แล้วตัดเข้าเขาแผงม้า วิ่งไปปากช่องได้อีกทาง
เส้นทางนี้มีรีสอร์ทน้อยใหญ่จับจองอยู่บนลูกเนินต่างๆ กระจายไปตลอดเส้นทาง  จะแวะตรงไหนก็ตามสะดวก
ดูแผนที่นะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มกราคม 2013, 11:20:37 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 11:27:57 AM »

แต่ถ้าใครไม่อยากแวะรีสอร์ทใหญ่ๆ จะถือเข็มตรงไป 32 กิโลเมตร  ก็จะถึง ต.วังหมี  บ้านของอาหมอชัยซึ่งคร่อมอยู่กลางทาง
จุดสังเกตคือทางขวามือ (ถ้าวิ่งมาจาก อ.วังน้ำเขียว) จะมีร้านสะเต็ก 69 บาท  มีที่จอดรถได้สบาย   สังเกตจากวันที่เราไปมีรถวิ่งมาจากเขาใหญ่เข้าจอดพักและทานอาหารตลอด
อาหมอชัยอยากเลี้ยงสะเต็กเรา  บอกว่าที่นี่ของแท้  ที่อื่นเขาทำสำหรับนักท่องเที่ยวไม่อร่อย  แต่ลูกค้าเต็มตั้งแต่เช้าจนบ่าย  ด้วยความเกรงใจว่าปีใหม่ขายให้ลูกค้าก่อนก็แล้วกัน  โอกาสหน้าจะมาขอให้เลี้ยงอีกที

ร้านสะเต็กปัจจุบันทำโดยลูกเขยและลูกสาวของอาหมอชัย

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 11:38:48 AM »

อาหมอชัยปัจจุบันอายุ 81 ปีแล้ว  ยังทำหน้าที่หมอให้กับคนละแวกนี้  ซึ่งอาหมอบอกว่ามีคนมาให้รักษาครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบลรอบๆ นี้
อาหมอชัยยังพาเราเดินข้ามถนนไปมาระหว่างร้านสะเต็กกับที่คลินิกและร้านสารพัดช่างได้อย่างคล่องแคล่วพอควร แม้จะเดินได้ไม่ถนัดนักเพราะขาสองข้างไม่เท่ากันจากการผ่าตัดเปลี่ยนเข่าจึงทำให้ต้องเดินกระเผลก แต่ก็นับว่าดูแข็งแรงสำหรับคนวัย 81 ปีนี้   เพราะขนาดเราที่ขายังดีๆ  ยังหวาดเสียวกับการข้ามถนนไปมาบนถนนสายนี้  เพราะช่วงปีใหม่มีรถวิ่งมาจากทางปากช่อง-เขาใหญ่ และสวนไปจากทางวังน้ำเขียวไม่ขาดสาย   

ที่สำคัญอาหมอยังเล่นคอมพิวเตอร์เป็น  ข้อมูลของตัวเองจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ  ทำให้เราได้ภาพเก่าๆ พร้อมกับประวัติของอาหมอชัยมาจำนวนไม่น้อย  ซึ่งจะนำเสนอบางส่วนต่อไปในที่นี้

อาหมอชัยพาเราชมประวัติส่วนตัวที่เก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์  มีทั้งภาพเก่าเก็บในอดีต และภาพของมิตรสหายที่แวะเวียนกันมาเยี่ยม

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 11:48:40 AM »

อาหมอชัยเติบโตขึ้นมาที่อำเภอศิขรภูมิ  จ.สุรินทร์
โรงเรียนแห่งแรกๆ เป็นโรงเรียนจีน  ได้แก่ โรงเรียน แงงกวง (ปัจจุบันก็ยังมีอยู่  สอนชั้นอนุบาล-ประถม)  ซึ่งแปลเป็นไทยว่า "ทานตะวัน หรือ รับตะวัน" คำว่าแงงยังพ้องกับชื่อของประสาทศิขรภูมิ   ก็นับว่าเป็นความชาญฉลาดของคนตั้งชื่อที่สามารถนำชื่อจีนแบบแต้จิ๋วมาผูกกับชื่อท้องถิ่นได้)

(ปราสาทศีขรภูมิ หรือ ปราสาทระแงง ตั้งอยู่ข้างวัดบ้านปราสาท บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์)

อาหมอชัยในวัยหนุ่มและโรงเรียนในยุคนั้น



บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 17:24:37 PM »

ห่างจากปัจจุบันเบาะๆ 55 ปีเอง

สมัยนี้หนุ่มๆ สาวๆ ซิ่งเก๋ง  สมัยนู้นซิ่งเกวียน



ไม่ก็ซิ่งซาเล้ง

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 17:27:58 PM »

โรงเรียนจีนอีกสองโรงเรียนที่อาหมอชัยเข้าเรียน  จนนำพาให้ชีวิตได้ไปสู่เมืองจีนในเวลาต่อมา



สังเกตภาพบนโรงเรียนน่าจะเป็นภาพของท่านซุนยัตเซ็น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มกราคม 2013, 18:26:17 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 17:51:15 PM »

การได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนจีนทำให้อาหมอชัยเกิดความคิดที่อยากไปจะเรียนที่เมืองจีนต่อ
เมื่ออยากไปจีนก็ได้ขอไปทาง "ผู้ใหญ่" ในสมัยนั้น  
อาหมอชัยในวัย 20 ต้นๆ  เมื่อปี 2500 กำลังหนุ่มแน่นมีพละกำลังมหาศาล  สังเกตจากรูปถ่ายเก่าๆ เป็นรูปการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาหลายครั้ง  ได้ถ้วยรางวัลก็หลายหน
รูปถ่ายรูปนี้เป็นจุดพลิกผันชีวิต  ให้สังเกตจากเสื้อทีม "บูรพาชัย"  หรือภาษาจีนกลาง  "ตงหัว"  ซึ่งหากบอกเป็นภาษาแต๊จิ๋วคนเก่าๆ ทางอีสานก็คงรู้จักกันดีในนาม "ตังฮั้ว"  เสี่ยใหญ่แห่งดินแดนอีสานที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาหลายทศวรรษ
ผู้ใหญ่ในภาพก็คือพี่ชายของเสี่ยตังฮั้ว   เมื่อทราบว่าเด็กหนุ่มอาหมอชัยแจ้งความประสงค์จะไปเรียนต่อที่เมืองจีน   ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น  เงินจำนวน 5000 บาท ก็ส่งมาให้   โดยเงิน 3500 บาท เป็นค่าตั๋วเรือเดินทางไปเมืองจีน  ส่วนอีก 1500 บาท เป็นค่าซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับไปเมืองจีน
เงิน 5000 บาทในสมัยนี้อาจไม่มาก   แต่หากคิดว่าเมื่อปี 2500 จะมีมูลค่าสักเท่าไหร่  ก็นับว่าผู้ใหญ่ชาวจีนที่มีอันจะกินสมัยนั้นให้การสนับสนุนการศึกษาของลูกหลานจีนจริงๆ

ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นจริง  อย่างเช่นมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินที่ประเทศจีน  ก็ก่อตั้งขึ้นโดยชาวจีนโพ้นทะเลที่มาทำยางพาราและค้าขายร่ำรวยอยู่ที่มาเลเซีย-สิงคโปร์ส่งเงินกลับไปก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่นั่น
สมัยแรกๆ ผู้หญิงคนจีนยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับให้มาเรียนหนังสือ   ชาวจีนโพ้นทะเลที่รักชาติเหล่านี้ยังต้องให้เงินแก่ครอบครัวเป็นการแลกเปลี่ยนให้ผู้หญิงชาวจีนได้เข้าเรียนหนังสือด้วย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มกราคม 2013, 18:17:55 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 18:12:14 PM »

ที่ปราสาทระแงงหรือประสาทศิขรภูมิ  ก่อนที่อาหมอชัยจะเดินทางไปจีน



สมัยนั้นไม่ได้เดินทางไปคนเดียว  หากแต่ยังมีลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลจากเมืองไทยอีกหลายคนเดินทางไปด้วยกัน

เรือพาคณะหลายสิบคนเดินทางจากเมืองไทยผ่านฮ่องกงไปรวมพลกันที่กวางเจา  ภาพถ่ายจากนี้เป็นภาพถ่ายที่อยู่ที่กวางเจาแล้ว



บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 06 มกราคม 2013, 18:14:48 PM »

หน้าโรงเรียนที่กวางเจา ป้ายผ้าเขียนไว้ว่า "ยินดีต้อนรับนักเรียนชาวจีนโพ้นทะเลที่กลับมาศึกษายังมาตุภูมิอย่างอบอุ่น"



ถ่ายกับเพื่อนๆ ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับไปเรียนที่เมืองจีนมาตุภูมิบ้านเกิด  



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มกราคม 2013, 18:16:32 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!