บ้านตุลาไทย
15 ธันวาคม 2017, 17:20:27 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 38 ปี 6 ตุลา-41 ปี 14 ตุลา  (อ่าน 5537 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 ตุลาคม 2014, 07:30:54 AM »

เช้านี้ลมเย็นพรั่งพรูผ่านหน้าต่างห้องเข้ามา  เป็นสัญญาณว่าลมแห่งเดือนตุลากลับมาถึงอีกครั้งแล้ว

https://www.youtube.com/watch?v=sr31Hye28SQ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ตุลาคม 2014, 10:03:04 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2014, 10:16:05 AM »

ดูเหมือนว่าวิถีชีวิตของคนเดือนตุลาจำนวนไม่น้อยแวะเวียนไปมากับการต่อสู้ไม่ว่าจะในป่าเขาหรือท้องถนน

ต่อสู้จนคนที่เยาว์วัยที่สุดในยุคนั้นก็ย่างก้าวเข้าสู่สูงวัยกันแล้ว

เคยมีคำถามวนเวียนเข้ามาหลายครั้ง  

ไม่ว่าการต่อสู้ในยุคไหนๆ  

ไม่ว่าจะเป็นปีแห่งการต่อสู้เมื่อเดือนตุลา  หรือหลังจากนั้นในเขตป่าเขา  และหลังจากนั้นตามพื้นที่ต่างๆ  จนกระทั่งมาบรรจบที่การต่อสู้อย่างขนานใหญ่ในท้องถนนในกรุงเทพเมื่อปีที่ผ่านมาหรือสี่ห้าปีก่อนหน้านั้น

ว่ามีหนทางที่ดีกว่านั้นไหม   มีทางอื่นที่ดีกว่าให้เลือกได้หรือไม่

เมื่อทบทวน  รวมทั้งการได้เห็นการลุกขึ้นสู้ของหนุ่มสาวชาวฮ่องกงทีทำให้วิญญาณการต่อสู้สมัยยังนุ่งกางเกงขาสั้นต้องขนลุกซู่ขึ้นมา

ก็เหมือนจะได้ข้อสรุปว่า

วิถีการต่อสู้ส่วนใหญ่แล้วเป็นสถานการณ์พาให้เราเข้าไปสู้ครรลองนั้นมากกว่า

แทบจะไม่เคยมีการต่อสู้ใดที่เราจะกำหนดได้เอง 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ตุลาคม 2014, 13:30:14 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2014, 06:57:20 AM »

เพลง 6 ตุลา

https://www.youtube.com/watch?v=BxuO1Ui_a-4&list=PL4E20BECDAE56BAB5

ด้วยความระลึกถึง ตี้ กรรมาชน

https://www.youtube.com/watch?v=b2UKheKl9Sk&list=PL4E20BECDAE56BAB5&index=4
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 ตุลาคม 2014, 07:02:03 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2014, 08:40:50 AM »

14 ตุลามาบรรจบทีไรก็มักจะมีคำถามขึ้นมาเสมอๆ ว่า "เราไปถึงไหนกันแล้ว" ไม่ก็ "สู้มาเท่าไร ก็ถูกฉวยโอกาสเอาไปทุกครั้ง"

ความจริงแล้วบทบาทของการต่อสู้ 14 ตุลา และของภาคประชาชนที่ต่อเนื่องกันมาเป็นการต่อสู้เพื่อถ่วงดุลสังคมเท่านั้น หาใช่การต่อสู้เพื่อแย่งยึดอำนาจรัฐมาเป็นของตนไม่

ในส่วนของการต่อสู้เพื่อแย่งยึดอำนาจรัฐนั้นแม้จะคิดได้ แต่ความเป็นจริงแล้วภาคประชาชนหาได้มีความพร้อมสำหรับการนั้นไม่ ยิ่งหากมองว่าภาคประชาชนมีความหลากหลาย มีตัวบุคคล กลุ่มและความคิดที่ร้อยพ่อพันธุ์แม่ การที่คิดจะไปยึดอำนาจรัฐนั้นรังแต่จะนำมาซึ่งความแตกแยกและเข่นฆ่ากันเองเท่านั้น

เราอาจต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่าการต่อสู้ของเรานั้นเป็นเพียงการถ่วงดุลทางสังคมซึ่งเอียงซ้ายป่ายขวามากเกินไปเท่านั้น นั่นคือเมื่อดุลอำนาจหรือการบริหารเอียงข้างไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปเราก็ต้องช่วยกันดึงกลับมา
หากเข้าใจเช่นนี้ เราก็จะได้ไม่ต้องคิดมากหรือกังวลว่าในสถานการณ์หนึ่งๆ หรือเมื่อผ่านเหตุการณ์หนึ่งไปเราควรจะคิดหรือทำอย่างไร
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2014, 10:02:46 AM »

จากเฟซคุณชัยวัฒน์ สุรวิชัย

งาน 14 ตุลา ปี 2557
• งาน 41 ปี 14 ตุลา มีการจัดงาน 2 ที ในนามของมูลนิธิ 14 ตุลา
@ งานแรก ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเช้าถึงเที่ยงที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว
เป็นงานพิธี มีการทำบุญตักบาตร ,การวางพวงมาลา เคารพและรำลึกวีรชน14 ตุลา
มีการกล่าวคำรำลึกสดุดีจากตัวแทนศาสนา ตัวแทนองค์กรต่างๆ รวมทั้งญาติวีรชน
หลังจากนั้น ก็มีการแสดงปาฐกถา 14 ตุลา โดยอาจารย์วิทยากร เชียงกูล
และตามด้วยปัจฉิมกถา โดย คุณพีรพล ติยะเกษม อดีตนายกอมธ.ปี 2516
มีคนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ 14 ตุลา ไปร่วมหลายคน ตั้งแต่
อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงค์ อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์ นายประสาร มฤคพิทักษ์ คุณบวร ยสินธร ฯลฯ
ตัวแทน 13 กบฏเรียกร้องรัฐธรรมนูญ : นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย ฯ
มีตัวแทนของกรรมกร นักศึกษา ประชาชน มาร่วมกันพอควร
อ้อ มีตำรวจ มาดูแลอยู่รอบๆ รวมทั้งชาวบ้านมาซื้อล๊อตเตอรี
ซึ่งตอนนี้ กลุ่มขายล๊อตเตอรี มายึดบริเวรหน้าหลังและรอบๆอนุสรณ์สถาน 14ตุลา
ไปหมดแล้ว ดูไม่สวยงามนัก
ใครมีหน้าที่ ต้องช่วยจัดการหน่อย
• งานภาคบ่าย
ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีงานเสวนา
หัวข้อ “จาก 14 ตุลา 16 ถึงการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย”
โดยมีตัวแทนจากสมาชิก สปช. เป็นวิทยากร ประกอบด้วย นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ ม.รังสิต, นายมานิจ สุขสมจิตร บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, นายคำนูณ สิทธิสมาน แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว.,
นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยแห่ง TDRI และ
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผอ.สถาบันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันแห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
@ นายคำนูณกล่าวว่าจากวันที่14 ต.ค.16 การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านมา41ปีมาแล้ว แต่ประชาธิปไตยสถานการณ์กับไม่พัฒนาหยุดอยู่ที่เดิม และต้องกลับมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฉบับที่ 18 อีกครั้ง และไม่ทราบว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายหรือไม่ เพราะ
สถิติจากอดีตมาถึงปัจจุบันเรามีรัฐธรรมนูญเฉลี่ย 7 ปีต่อการรัฐประหาร 1 ครั้ง
ทั้งนี้ วิกฤติการเมือง 10 ปีที่ผ่านมาต่างจากอดีต
โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และอีกฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ใช่สาระสำคัญของประชาธิปไตย
นายคำนูณกล่าวว่า ระบบการเมืองที่ผ่านมาไม่ได้มีเผด็จการทหารเพียงอย่างเดียว เพราะตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2517 เป็นต้นไป
1. มีกฎหมายบังคับให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง
2.ต้องปฏิบัติตามมติพรรค หากทำอะไรขัดมติพรรค จะถูกขับไล่
3.นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น
การบัญญัติหลักการกฎหมายใน รธน.สามประการดังกล่าว ถือเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลกเดียวที่บัญญัติกฎหมายเช่นนี้
แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีหลักการดังกล่าว และหากไม่เปลี่ยนแปลง
ปัญหาที่ตามมาคือก่อให้เกิดเผด็จการ โดยเฉพาะธุรกิจการเมืองได้เข้ามาการเมืองมากขึ้น
@ นายเอนกกล่าวว่า การทำงานของ สปช. ไม่ควรเป็นสภาเหมือน ส.ส.และ ส.ว. และถือเป็นอาชีพและโอกาสทางการเมือง และควรนำความทรงจำเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516
มาใส่ในการปฏิรูปครั้งนี้ และต้องการให้ทุกคนลดความรู้สึกขมขื่น ล้มเหลว
อย่าวิจารณ์ว่าสุดท้ายการปฏิรูปไปไม่รอด เพราะหัวใจของการปฏิรูปครั้งนี้ได้ดีที่สุด
ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนให้มากและทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้สำเร็จโดยรวดเร็วและรอบคอบให้ได้ และตนหวังว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้
ทำได้แค่ร้อยละ25 ของเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 ก็คือว่าสำเร็จแล้ว
@ นายมานิจกล่าวตอนหนึ่งว่า สื่อต้องมีเสรีภาพไม่น้อยกว่า รธน. ปี 2550 เช่นนักการเมืองห้ามเป็นเจ้าของสื่อฯและเข้าไปแทรกแซงสื่อให้เป็นความจริง
ส่วนข้อเสนอต้องการให้สื่อได้รับการตรวจสอบ
ตนเห็นว่าหากสื่อไม่รับผิดชอบประชาชนก็ลงโทษคือ
อย่าไปซื้อหนังสือพิมพ์และดูโทรทัศน์ช่องนั้น
@ นายธวัชชัยกล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจไม่ค่อยห่วง แต่เห็นควรให้มีการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ หากจัดการคอร์รัปชัน ที่เป็นปัญหาใหญ่มาก เช่น การออกกฎหมายเรื่องอายุความ
คนที่มีคดีคอร์รัปชันห้ามมาเล่นการเมืองตลอดชีวิต และ
ควรส่งเสริมการศึกษาโดยการกระจายอำนาจออกไปจากส่วนกลาง
เชื่อว่าประเทศก็จะไปรอดได้
ทั้งนี้ อยากฝากนักวิชาการ หากแก้ปัญหาไม่ได้ก็อย่าทำตัวมีปัญหา เพราะ
บุคคลกลุ่มนี้สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้มากมาย นอกจากนี้ การตีความกฎหมาย
ก็ไม่ควรตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเดียว แต่ให้คำนึงตามหลักศีลธรรมด้วย
ก็เชื่อว่าจะลดปัญหาความแตกแยกของประเทศลงได้.
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2015, 07:55:28 AM »

เวียนมาถึงอีกครั้ง

ความใหม่ในปีนี้คือโพสต์ยาวๆ ไม่ได้  พอพิมพ์แล้ว กดที่บันทึกแบบทุกครั้ง เครื่องก็ค้าง พอจะรีเฟลช ระบบก็บอกว่าได้ส่งข้อความไปแล้ว

แต่สุดท้ายก็มีแต่ข้อความบรรทัดเดียวข้างต้นที่ผ่านระบบมาได้  จึงขอลองแก้ไขแล้วโพสต์ซ้ำดูอีกที

ขอคารวะทุกท่านที่ได้คลิกเข้ามาที่หน้านี้ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 ตุลาคม 2015, 16:04:01 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2015, 18:13:03 PM »

1 ธันวา 2558
ได้ทบทวนฟังเพลงยุค 1 ธันวามากมายหลายเพลง เห็นได้ว่าแต่ละเพลงได้แต่งมาขึ้นตามปณิธานแห่งยุคสมัยนั้น แต่สิ่งที่ไม่เคยล้าสมัยไปเลยก็คือนัยยะแห่ง "ความสามัคคีกลมเกลียวและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"
..................................................
ไปปักกิ่งครั้งนี้ได้พบกับนักเรียนไทยที่เพิ่งจบจาก ม.ปักกิ่งมาหมาดๆ ที่มาทำหน้าที่ต้อนรับ น่าแปลกใจที่พวกเขาสนใจเรื่อง นศ.สมัยเข้าป่า ยิ่งรู้ว่าคณะที่ไปหลายคนเป็นนักกิจกรรมสมัยนั้น เขาก็จะอาศัยเวลากลางคืนมาขอให้เล่าว่าเรื่องราวในสมัยนั้นเป็นอย่างไร และคิดอย่างไรกับสังคมนิยมของจีนในสมัยนั้นกับในสมัยปัจจุบัน ทำให้รู้สึกได้ว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยดังกล่าวน่าจะยังมีท่านที่มีประวัติร่วมกันอยู่
.................................................
กลับมาได้มีโอกาสสนทนากับเด็กรุ่นลูกหลาน วัยต่ำกว่า 35 ปีมาลงมา รู้สึกได้ว่าพวกเขาก็อยากเชื่อในการนำทางความคิดของคนรุ่นก่อน แต่ความคิดที่เป็นกระแสนำของสังคมในปัจจุบันนั้นมีความหลากหลายมากเหลือเกินจนกระทั่งแตกต่างกันเป็นคนละด้าน เท่านั้นยังไม่พอยังมีการเคลื่อนไหวทางสังคมที่นำผู้คนไปละทิศ จึงทำให้ไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกว่าคนรุ่นพ่อแม่หรือรุ่นแก่ๆ ที่มักทำตัวเป็นผู้นำของสังคมไม่ได้เสนออะไรที่ตอบโจทย์ให้กับคนรุ่นของพวกเขา หากแต่คิดตอบโจทย์เฉพาะเรื่องที่คนรุ่นนั้นสนใจเท่านั้น โดยเป็นแต่โจทย์เดิมๆ นั่นคือ จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่แค่ไหน พวกเขาเห็นว่าโจทย์แบบนี้ก็รู้ๆ อยู่แล้วว่าจะต้องตอบว่าอย่างไร ไม่เห็นต้องเถียงกันเป็นวรรคเป็นเวรอะไรเลย
สิ่งที่พวกเขาต้องการเห็นคือการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ(หรือของพวกเขา) ในอีก 10-20-30 ปีข้างหน้านี้จะเป็นอย่างไร จะมีการเตรียมตัวหรือเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไรบ้าง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือจะประสานร่วมมือกันอย่างไร
.................................................
พวกเขาอยากเห็นสิ่งเหล่านี้.......นั่นคือการตอบโจทย์สำหรับชีวิตของผู้คนในยุคของเขา (ซึ่งก็คือรุ่นลูกหลานของเรา) และการที่จะตอบโจทย์นี้ได้พวกเขาก็ต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ใช่ทำให้พวกเขาเองก็แปลกแยกแตกต่างจนรวมตัวกันไม่ติดเหมือนกัน (แล้วก็กลับไปโทษว่าเด็กทุกวันนี้ไม่สนใจการเมืองกันอีก)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2015, 18:14:10 PM »

"พรรค" ในวันนี้คงไม่ได้หมายถึงพรรคที่เป็นองค์กรจัดตั้งในสมัยก่อนอีก
หากแต่พรรคในวันนี้ควรหมายถึงองค์กรแห่งความสามัคคีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนในสังคมที่จะนำพาคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อๆ ไปให้ก้าวไปรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลกในอนาคตอันใกล้และไกลให้ได้เป็นอย่างดี
ความจริงแล้วโจทย์และคำตอบก็ไม่ได้มีมากอะไร
เรื่องจะพัฒนาแบบทุนนิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตาและพาเราถูลู่ถูกังไปกับโลกทุนนิยมนั้น สำหรับเราแล้วคงไม่มีใครเห็นด้วยอย่างแน่นอน
แต่จะเป็นแบบสังคมนิยมล้าหลังก็คงไม่มีใครเอาด้วยเช่นกัน
เรื่องการพัฒนาก็คงไม่มีใครขัด เพียงแต่จะต้องไม่เบียดบังผู้คนและธรรมชาติ จนทำให้เกิดปัญหาอย่างที่ผู้นำทั่วโลกกำลังประชุมเรื่องโลกร้อนกันอยู่ในขณะนี้
แต่จะหันไปเอาแต่กสิกรรม โลกธรรมชาติอย่างเดียว ก็คงไม่เพียงพอ
สรุปแล้วคือ ควรเอาข้อดีของทุนนิยมกับสังคมนิยมมาประสานกัน
ควรประสานกันระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์
ก็มีแค่นี้ ดูไม่น่ายาก
แต่ที่ยากคือมักจะยืนกระต่ายขาเดียวกัน คือถ้าฉันจะเอาอย่างนี้ ฉันก็ว่าอย่างนี้ดีแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างอื่นล้วนแต่ไม่ดี ไม่ถูก (สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรกัน ได้แต่เอาขาขัดกันไปมา)
แต่ที่ว่ายากก็คือสิ่งที่ควรจะทำหากใฝ่ฝันถึงพรรคในวันที่ 1 ธันวา
สมัยก่อนที่ยากกว่านี้ ก็ยังสู้อย่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไหนยากก็ไปที่นั้นมาแล้ว

เพลงนี้ดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกข้างต้น - ดาวแดงแผ้วทางสร้างอุดมการณ์

https://www.youtube.com/watch?v=2TflV7hj5vA
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 ธันวาคม 2015, 18:16:10 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 09 ธันวาคม 2015, 21:43:37 PM »

ตลิ่งของสองข้างทางน้ำของ แม้แต่ยืนมองดูยังคอตั้งบ่า
เขาหาบน้ำตามขั้นบันไดมา แต่ตีนท่าลื่นลู่ดั่งถูเทียน
เหงื่อที่กายไหลโลมลงโทรมล่าง แต่ละย่างตีนยันสั่นถึงเศียร
อันความทุกข์มากมายหลายเล่มเกวียน ก็วนเวียนอยู่กับของสองฝั่งเอย.

บทกวีเบื้องต้นนี้เป็นของนายผี หรือ อัศนี พลจันทร์ ผมได้รับเป็นลายมือเขียนบนกระดาษแผ่นเล็กๆ หลังจากที่ออกมาจากเขตป่าแห่งการปฏิวัติไม่นาน อ่านดูเพียงรอบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นของจริง คำจริง ความรู้สึกจริงของบุคคลที่ใช้นามปากกาว่านายผี แม้จะเพียงสั้นๆ แต่ก็ได้ใจความครอบคลุม ได้ภาพ ได้อารมณ์สะเทือนใจอย่างที่ใครบางคนเรียกว่าอำนาจของบทกวี มีไม่มากนักที่จะได้พบได้เห็นคนที่เขียนอะไรได้ขนาดนี้

นายผี หรือสหายไฟ ของเราเป็นผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ในป่า ผมมีโอกาสได้พบเจอท่านเป็นครั้งแรกก็ที่เขตพักฟื้น หรือจะเรียกให้ถูกก็คือค่ายพักพิงพรรคไทยในประเทศลาวตอนเหนือ ในแขวงหลวงน้ำทา แน่นอนว่าความสูงจากเส้นศูนย์สูตรก็คงจะอยู่ในระดับเดียวกับจังหวัดเชียงราย หรืออำเภอเชียงของของเรา หรืออาจจะต่ำกว่านั้นไม่มากก็น้อย เพราะเท่าที่ทราบเองว่าเราอยู่ไม่ไกลจากชายแดนจีนไม่มากนัก เวลาไปตัดไม้ไผ่มาทำบ้านก็ไปตัดใกล้ๆ ชายแดนจีนเพียง 30 กิโลเมตร เราอยู่ที่นั่นเพื่อก่อตั้งหน่วยศิลปินของกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย ใกล้ๆ กับหน่วยเราเป็นหน่วยเกี่ยวกับทฤษฎีการปฏิวัติ จึงมีโอกาสได้พบกับท่านผู้เฒ่า กล่าวไปแล้วผมมีความรู้สึกมากกว่าความตื่นเต้นดีใจ เพราะนายผีนั้นเป็นตำนานในใจของนักคิดนักเขียนอย่างพวกเราอยู่แล้ว ผมถือว่าผมโชคดีก็แล้วกัน และหลังจากได้พบเจอฟังปาฐกถาสั้นๆ ในห้องประชุมเล็กๆ ของเราชาวศิลป์ก็ไม่ทำให้เกิดความผิดหวังตั้งใจ พูดง่ายๆ ฟังง่ายๆ เหมือนได้ดื่มน้ำยามหิวกระหายนั้นแล ถ้าจำไม่ผิดอายุอานามของท่านตอนนั้นน่าจะอยู่ระหว่าง 64-65 ปี เพราะหลังจากนั้น 1 ปี ท่านก็ได้เขียนกลอนชิ้นนี้มาให้ผม พลางบอกทีเล่นทีจริงว่าให้ทำเป็นทำนอง (เพลง) ให้หน่อย

อายุ 65 ไม่มีอาการ์ให้สะพาย มีแลก็แต่คาร์ไบน์ ถึงปืนไม่ร้ายแต่ว่าใจยังจำ จับปืนขี้เมี่ยง มองเมียงมือคลำ เลื่อนลูกขึ้นลำ ปังคะมำลงมา นัดหนึ่ง คนหนึ่ง นิ้งตึงอกแตก เลือดทะลักชักแหลก แลกกับเลือด 6 ตุล...คม...คม

และยังมีต่ออีกท่อนหนึ่ง ชิ้นนี้นายผีใช้นามปากกา “กินนร เพลินไพร” ซึ่งผมก็ไม่อาจกล้าถามว่าด้วยเหตุผลใด แต่ละครั้งที่ได้รับข้อความหรือบทกวี ส่วนมากก็จะเป็นลายมือของ “ป้าลม” ภรรยาคู่ชีวิตของท่านที่อยู่ด้วยกันตลอด ป้าลมก็ชอบเขียนหนังสือ บทกวีก็เช่นกัน แต่ป้าไม่ชอบตั้งชื่อตัวเองก็เลยให้ผมตั้งชื่อหรือนามปากกาให้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง จึงตั้งนามปากกาของป้าที่ผมคิดอยู่นานสองนานนั้นคือ “ฟองจันทร์ ทะเลหญ้า”

ผมได้รับหมายสั้นๆ หรือที่เราเรียกว่าจดหมายน้อยจากป้าลมอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะส่งบทเพลงบทกวีมาให้ได้ชื่นชม อยู่ในเขตป่าเขาเราก็สื่อสารกันได้โดยวิธีนี้ ลูกหลานที่อยู่ในยุคไอทีอย่างปัจจุบันคงยากที่จะเข้าใจ ในป่าเขานั้นเราไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้กองไฟกับตะเกียง การมีกระดาษปากกาแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นบุคคลที่ค่อนข้างพิเศษแล้ว สิ่งจำเป็นที่มากกว่าจึงเป็นเรื่องหาอยู่หากิน จึงต้องมีมีด มีเกลือ มีไฟแช็กติดตัวตลอดเวลา นี่ไม่ได้นับรวมปืนกับลูกปืนและระเบิดมือที่ทุกคนต้องพกอยู่แล้ว ผมจึงจำได้แต่ลายมือป้าลม แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าได้เห็นต้นฉบับจากลายมือของนายผีอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้จำลายมือของท่านไว้แต่ประการใด

นายผี หรือ อัศนี พลจันทร์ บางท่านก็เขียนไม่มีไม้การันต์ ว่า พลจันทร ซึ่งผมไม่อยากจะติดใจอะไรตรงนี้ เป็นเด็กชายที่เกิดในปี 2461 ที่บ้านท่าเสา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี ในตระกูลชั้นสูงระดับพระยา นามสกุลเกี่ยวโยงใหญ่ๆ น่าจะเป็น พลกุล และวงศาโรจน์ จึงมีลูกหลานวงศาโรจน์หลายคนตามเข้าป่าเมื่อ 6 ตุลาคม ทำให้เกิดการค้นพบเพลง “คิดถึงบ้าน” หรือ “เดือนเพ็ญ” ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นเพลงที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก ไม่ได้มีโอกาสเผยแพร่เหมือนเพลงปฏิวัติอื่นๆ ที่ฮึกห้าวเหิมหาญชูธงแดงของพรรค ว่าไปแล้วเพลงเพลงนี้น่าจะเป็นเพลงสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวของท่านมากกว่าความอยากจะเผยแพร่ใดๆ ผมถือเป็นเพลงครูเพลงต้นแบบ ยังได้นำมาร้องเปิดวงอยู่บ่อยๆ อยู่จนกระทั่งบัดนี้ และไม่ประหลาดหรือแปลกใจอะไรเลยที่ลูกหลานทุกวันนี้ก็ชอบที่จะร้องตามได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ และต่อไปนี้ก็คือต้นฉบับที่ผมคิดว่าใกล้เคียงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวรรคตอนถ้อยคำหรือระหว่างท่อนสัมผัส ซึ่งลูกหลานทั้งหลายก็ยังชอบที่จะร้องแบบผิดท่อนอย่างที่ศิลปินดังพาพวกเขาร้อง

เดือนเพ็ญ แสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นยิ่งหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา
กองไฟสุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอ๋ยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า
โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว ให้พี่น้องเฮานอนหลับอุ่นสบาย
เรไรร้องฟังดังว่า เสียงเจ้าที่เฝ้าคอยหา ลมช่วยพัดมากระซิบข้างกาย
ข้ายังคอยอยู่ไม่หน่าย ไม่เลือนเคลื่อนคลาย คิดถึงมิวายที่เราจากมา
ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้ นำรักจากห้วงดวงใจของข้านี้ไปบอกเขานำนา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากลา จะไปซบหน้าในอกแม่เอย.

อย่างไรก็ตาม เพลงนี้ก็ได้รับเสียงขานรับและปรบมืออย่างกึกก้องในเวลาอันเหมาะสม ในเวลาต่อมาการเชื่อมโยงระหว่างยุคต่อยุค นายผีได้สร้างสะพานโยงใยความรู้สึกอันประณีตสวยงามไว้อย่างมั่นคงและแข็งแรง เกินที่ใครจะคาด หรือแม้กระทั่งตัวท่านเอง เรามิอาจค้นคว้าเบื้องหน้าเบื้องหลังใดๆ ได้เลย ในระหว่างบรรทัดต่อบรรทัด วรรคต่อวรรค ว่าบทเพลงบทนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในระหว่างเวลานั้น

“นายผี” หรืออัศนี พลจันทร์ หรือพลจันทร หรืออินทรายุทธ กินนร เพลินไพร สหายไฟ ไม่ฟ้าฯ ไม่เพียงแต่บทเพลงที่เรารู้จัก ยังมีบทกวีและเรื่องสั้นอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในผลงานทั้งหมดของเขา เพียงแต่เราอยากจะเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าเท่านั้น ความลับบางซีกบางประการในโลกวรรณกรรมก็จะเปิดออก เราอาจจะคิดและคาดไม่ถึงว่า ยังจะมีชายไทยผู้เก่งกล้าอย่างนี้อีกหรือในแวดวงนักคิดนักเขียนของเมืองไทย โดยเฉพาะหลังจากการสุดสิ้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นต้นมา

ออกจากการปฏิวัติไทยเขตสุดท้ายที่จังหวัดน่าน พิกัดน้ำรีน้ำช้าง ภูพยัคฆ์ ทางพรรคลาวคุมตัวไปส่งเวียดนาม โดยกระแสการปฏิวัติสากลที่แตกต่างแนวทาง จบชีวิตที่เวียดนามทางตอนเหนือด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ในปี 2530 ด้วยวัย 69 ปี

ปี 2540 รับกระดูกที่ขุดมาจากหลุมฝังศพที่เวียดนาม ใส่กระเป๋าหนังสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ส่งมอบผ่านนักปฏิวัติพรรคลาว เรื่องทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของรัฐต่อรัฐ แต่เป็นเรื่องของพรรคต่อพรรค ต่อครอบครัวญาติมิตร เป็นเรื่องเชื่อมโยงด้านมนุษยธรรม คุณธรรมการปฏิวัติ โดยผ่านเชื่อมที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีนักคิดนักเขียนรุ่นใหม่และนักเพลงเพื่อชีวิตเป็นผู้รับมอบกระดูก

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ นายผี อัศนี พลจันทร์ ของลูกหลานว่านเครือก็จะมีอายุ 98 ปี การปฏิวัติไทยจบแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็จบแล้ว ตำนานการต่อสู้ของพวกหมวกเขียว ดาวแดงก็จบแล้ว เหลือแต่การระลึกถึงและความทรงจำ แต่สรรพสิ่งดูเหมือนจะยังไม่แน่นอน เพราะบางคนบางกลุ่มบางพวกยังฝังจิตฝังใจว่าพวกเขากำลังทำการปฏิวัติอยู่ และดูเหมือนว่าเรื่องนี้อาจจะยังไม่มีวันจบด้วยซ้ำไป.

หมายเหตุ:ชื่อบทความเดิม "นายผี อัศนี พลจันทร์"เขียนโดย "สุรชัย จันทิมาธร" คอลัมน์ "อรุณวันใหม่"ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 9 ธันวาคม 2558
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 10 ธันวาคม 2015, 15:31:03 PM »

เห็นพี่หงาพูดถึงว่าถ้านายผีมีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็จะมีอายุ 98 ปี
ทำให้คิดถึงผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงแต่อย่างใด
หากแต่ที่ผ่านมาอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งขององค์กร

เรื่องเงินเรื่องทองไม่ว่าองค์กรใดมักมีปัญหาเสมอ
ยิ่งในองค์กรปิดถ้าไม่ได้ผู้ที่ไว้ใจได้ในระดับสูงสุดแล้วก็จะเป็นปัญหามาก
แต่ผู้รับผิดชอบการคลังขององค์กรจัดตั้งผู้หนึงสามารถดูแลเรื่องนี้ได้อย่างไม่มีด่างพร้อยในประวัติของท่าน
เวลานี้ท่านมีอายุล่วงเลยเข้าปีที่ 98 แล้ว  ซึ่งน่าจะอาวุโสมากที่สุดในบรรดาสหายรับผิดชอบที่ยังมีชีวิตอยู่
เมื่อร่างกายเข้าสู่วัยชราก็มีโรคมากร้ำกรายเป็นธรรมดา
ทุกวันนี้คนที่คอยดูแลอยู่ก็มีเพียงลูกสาวที่สุขภาพไม่ได้ปกติเหมือนคนธรรมดา  แต่ก็ปฏิบัติหน้าที่ของลูกที่พึงมีต่อพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี
เมื่อได้ยินเรื่องราวก็ต้องขอคารวะต่อผู้อาวุโส  และครอบครัวที่สละทุกอย่างเพื่อการปฏิวัติอย่างแท้จริง  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 ธันวาคม 2015, 16:55:00 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!