บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:28:58 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศธ.รับ7ปีกฏิรูปการศึกษาหลงทาง แนะสังคมเปิดพื้นที่เรียนรู้  (อ่าน 53917 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 03 ตุลาคม 2006, 17:16:29 PM »

ศธ.รับ7ปีกฏิรูปการศึกษาหลงทาง แนะสังคมเปิดพื้นที่เรียนรู้

2 ตุลาคม 2549 13:45 น.

"กรุงเทพธุรกิจ" ได้จัดโครงการเสวนา "วาระรัฐบาลใหม่" ในหัวข้อ “ผ่าจุดอ่อน ปฏิรูปการศึกษาไทยทำไมล้มเหลว”เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย นายศิลปชัย หอมทรัพย์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผศ.ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.อัศวิน อาฮูยา ธนาคารแห่งประเทศไทย และนายแทนไทย ประเสริฐกุล นิสิตปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายศิลปชัย กล่าวยอมรับว่า ช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาของเรามัวไปเสียเวลาอยู่กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ โดยช่วงรอยต่อโครงสร้างเก่าและโครงสร้างใหม่มีปัญหา กว่าจะตั้งหลักได้ต้องใช้เวลานาน ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดสุญญากาศ ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายบริหารไม่สามารถทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนการศึกษาให้กับฝ่ายปฏิบัติได้เท่าที่ควร

 ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติก็คือ โรงเรียน ครู ซึ่งเป็นส่วนปลายทางที่คอยรับนโยบาย ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากความล่าช้าการปรับโครงสร้าง การทำงานภายใต้ความไม่ชัดเจน ทำให้ครูต้องทำงานหนักมากขึ้น ขาดขวัญและกำลังใจ ทำงานไม่มีความสุข ห่วงเรื่องตำแหน่ง และการปรับเงินเดือนของตัวเอง ไม่สามารถทำงานสอนนักเรียนได้เต็มที่ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ทุกอย่างลงตัวแล้ว การปฏิรูปการศึกษาหลายด้านขณะนี้ก็เดินหน้าไปได้ดีขึ้น

 ในขณะเดียวกันปัญหาที่ตามมาซ้ำอีกเรื่องคือ ได้มีการรีไทร์คุณครูออกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐ สิ่งที่น่าเสียดาย คือ ครูที่ออกไปนั้นกลับเป็นครูที่มากความสามารถที่ส่วนใหญ่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เป็นหลัก แต่เบื่อหน่ายกับการปฏิรูป ส่งผลให้นักเรียนได้รับความรู้ไม่เพียงพอเนื่องจากขาดบุคลากรที่รู้จริงมาสอนซึ่งเห็นได้ชัดจากการคะแนนการสอบรายปีที่ต่ำลง

 "ครูอาจารย์ส่วนใหญ่มีความคิดจะเข้าโครงการเออร์ลีรีไทร์ เพราะภาระงานที่เพิ่มขึ้น และเบื่อกับระบบที่ไม่ลงตัว เราจะเห็นได้จากผลการทดสอบระดับชาติ ในวิชาหลักๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลการประเมินของเด็กนักเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ค่อนข้างต่ำลง เนื่องจากครูที่สอนวิชาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเลือกเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งไม่ใช่กลุ่มครูเป้าหมายที่เราต้องการให้เข้าโครงการ จึงทำให้ครูที่มีคุณภาพเกิดสมองไหลออกจากระบบ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ออกไปก็ไม่ได้ไปทำอย่างอื่น ทว่ายังคงอยู่ในแวดวงการศึกษา เช่น โรงเรียนกวดวิชา รับสอนพิเศษ" นายศิลปชัย กล่าว

 นายศิลปชัย ยังมองว่าโรงเรียนในเมืองจะมีความพร้อมและมีความได้เปรียบ เพราะนอกจากจะได้งบประมาณจากส่วนกลางแล้ว ยังมีภาคสังคมที่เข้ามามีส่วนร่วมในการระดมทรัพยากร ทั้งสมาคมครู ผู้ปกครอง หรือภาคธุรกิจต่างๆ มักจะให้ความสำคัญ เพราะลูกหลานจะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ขณะที่พื้นที่ต่างจังหวัดที่ชนบทห่างไกลค่อนข้างจะขาดแคลน ซึ่งการจัดสรรงบประมาณในระยะต่อไป ศธ.อาจจะต้องมองในแง่นี้ด้วย

 และงบประมาณด้านการศึกษาถึงแม้จะเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้ามองในมุมมกลับมูลค่าของเม็ดเงินในปัจจุบันกลับน้อยลง เนื่องจากในอดีตกระทรวงศึกษารับภาระการศึกษาภาคบังคับ 6 ปี แต่พอหลังพ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ.2542 ประกาศใช้ กระทรวงต้องรับภาระส่วนนี้เพิ่มเป็น 12 ปี โดยเป็นการศึกษาฟรีไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นภาระหนัก

 ถ้าเป็นไปได้อยากเสนอให้เอกชนเข้ามาร่วมในการรับภาระจัดการศึกษาตรงนี้ แต่ก็ติดปัญหาที่กฎหมายห้ามไม่ให้เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มจากค่าใช้จ่ายรายหัวที่รัฐอุดหนุน ทำให้ปิดกั้นโอกาสโรงเรียนเหล่านี้ที่จะพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ เพราะถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้เด็กนักเรียนที่มีกำลังซื้อได้รับบริการที่ดีขึ้น และยังแบ่งเบาภาระของกระทรวงได้ในระดับหนึ่ง

 ผศ.ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาใช่ว่าจะมีแต่ปัญหาเสียทั้งหมด ส่วนดีก็มีให้เห็น โดยเฉพาะช่วง6-7ปีที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนคือเรื่องความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับการเรียนรู้และการศึกษาที่มันไม่จำกัดอยู่แค่เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น ตรงนี้ดีขึ้นเยอะ โอกาสมันมีมากขึ้น การเปิดพื้นที่ของการศึกษานอกระบบมันกว้างขึ้น จากเมื่อก่อนที่เรารู้จักกันแค่ โฮมสคูล โรงเรียนการศึกษาทางเลือก แต่เดี๋ยวนี้มีมากกว่านั้น คือเวบไซต์ต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลมหาศาล เรามีพื้นที่สารพัดแบบ เพราะฉะนั้น เด็กจะดีจะงามจะฉลาดไม่ใช่เราไปไปผลักภาระให้กับโรงเรียนทั้งหมด ขณะที่ภาวะปัจจุบันมันพิสูจน์แล้วว่าการเรียนรู้นอกระบบมันก็เวิร์คได้ โดย 6-7 ปีการปฏิรูปการศึกษา เราเสียเวลาไปกับการเยียวยาแผลอันเกิดขึ้นจากการปฏิรูปโครงสร้างบริหาร เพราะมีคนต้องกระเด้งออกจากอำนาจ มีคนที่ต้องเปลี่ยนต้องปรับอะไรมากมายก่ายกอง เลยกลายเป็นแผลไป


ถามกลับว่าช่วงเวลาที่เสียไปกับการเยียวยาดังกล่าว มีใครที่คิดสนใจจะเยียวยาบาดแผลทางสมองทางจิตใจและสติปัญญาของเด็กที่สูญเสียไปบ้างหรือเปล่า ทำอย่างไรที่จะให้ทั้งสองอย่างมันไปด้วยกัน เราต้องยอมรับความจริงว่า ความเสียหายรายวันที่เกิดขึ้นจากการที่ครูจะต้องหนีห้องเรียนเพื่อที่จะไปประชุมอะไรสักอย่าง หรือความเสียหายที่เกิดจากหลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพ โรงเรียนไม่มีความพร้อม และอีกหลายๆ เรื่องที่มองว่ามันเป็นจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทยที่ต้องได้เร่งแก้ไข โดยเฉพาะจุดอ่อนของกระบวนทัศน์ที่คิดว่าการเรียนการสอนต้องจบอยู่แค่ในโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนต้องทลายกำแพงตรงนี้ให้ได้

 

นอกจากนี้ ดร.อมรวิชช์ กล่าวด้วยว่า เรามีตัวเลขของครูจากโครงการ ทีชเชอร์ วอช ซึ่งเราทำร่วมกับสถาบันพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา สำรวจกลุ่มตัวอย่างประมาณ 15,000 คน ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า 56% ของกลุ่มตัวอย่างประมาณ 3-4,000 ตัวอย่าง บอกว่าถ้าหากมีโครงการเออร์ลีรีไทร์ ก็จะเข้าโครงการทันที ซึ่งแปลว่ายังมีครูอีกประมาณครึ่งหนึ่งตั้งท่าจะถอดใจ มันเป็นสัญญาณที่ไม่ดี และยังพบว่าครูประมาณ 1ใน 3 มีความคิดจะเปลี่ยนอาชีพ ส่วนเรื่องหนี้สินไม่ต้องพูดถึง ตัวเลขก็ยังเหมือนเดิมไม่มีลด ทำอย่างไรที่จะจะเยียวยาครูเหล่านี้


 "ประเด็นเรื่องการพัฒนาครู ที่บอกว่าจะต้องไปทำให้ครูมีฐานะดีขึ้น ผมว่ามันเป็นแค่เสี้ยวเดียวของสมการ จริงๆ แล้วผมว่าครูต้องการเพื่อน ต้องการตัวช่วย ทำอย่างไรให้ครูมีเครือข่ายมีตัวช่วยเยอะๆ จากการสำรวจครูส่วนใหญ่ยังต้องการการอบรมพัฒนาเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการเรียนการสอน เช่น การผลิตสื่อการสอน หรือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น และที่สำคัญครูไม่ต้องการให้ใครมายัดเยียดอะไรที่เขาไม่ต้องการ พวกเขาแค่ต้องการพี่เลี้ยงที่คอยมาแนะนำช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเท่านั้น"ดร.อมรวิชช์ กล่าว

 

ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า ปัจจุบันการเรียนการสอนเกี่ยวกับทักษะชีวิต คุณธรรม จริยธรรม เรียนรู้การใช้ชีวิตภายนอกโรงเรียน การที่จะใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน หลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนยังไปไม่ถึง และไม่เพียงพอ โรงเรียนให้ความสำคัญเพียงการสอนวิชาการอย่างเดียวมันไม่ได้ ทั้งสองอย่างต้องไปด้วยกัน เราจะเห็นนักศึกษาหญิงที่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แค่เทอมเดียวต้องเสียคนไปก็มีให้เห็น ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว มันเป็นเรื่องของการปรับตัวไม่ได้ ไม่สามารถทนกับสิ่งเร้ารอบด้าน เกิดอาการสำลักอิสรภาพ ปัญหาเหล่านี้เราจะแก้กันอย่างไร สังคมต้องร่วมมือกัน หมดยุคที่เราจะโยนทุกเรื่องไปที่กระทรวงศึกษา อย่างน้อยช่วยกันเปิดพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆให้มากขึ้น

 

ดร.อัศวิน อาฮูยา  ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ความหมายของการศึกษาคือการพัฒนาทักษะ ความสามารถของคน ซึ่งในที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงคน  มันเริ่มตั้งแต่คนเกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นการศึกษาจริงๆ นั้นมันใหญ่กว่ากระทรวงศึกษาธิการ และคนเริ่มตื่นตัวกับการศึกษานอกระบบมากขึ้น ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีเศรษฐกิจที่ดีนั้นบอกว่า การเรียนรู้นอกโรงเรียนประมาณครึ่งหนึ่งของการเรียนรู้ของชีวิต เพราะฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ใช่เฉพาะในโรงเรียน ทว่าจะต้องเกิดขึ้นทั้งสังคมเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับทุกส่วนของสังคม

 

ที่ผ่านมาสัก 10 ปี โลกเปลี่ยนเร็วกว่าเมื่อก่อน แต่เราเห็นว่ามันเชื่อมโยงมากขึ้นระหว่างประเทศ มีการแข่งขันกันมากขึ้นในระหว่างประเทศ ซึ่งคนที่แข่งขันได้ตอนนี้ก็คือคนที่พ่อแม่ หรือรัฐบาลเขาลงทุนให้ตั้งแต่เด็ก ประเด็นคือทำอย่างไรที่ทำให้คนที่ไม่มีโอกาสหรือคนจน มีทางเลือกมากกว่าที่เขามีอยู่ในภาวะที่โลกแข่งขันรุนแรง ซึ่งไม่ใช่ทำให้เขาปฏิเสธโลก แต่ทำให้เขามีทางเลือกที่จะทำอย่างไร นี่คือหัวใจของการศึกษา

 

อัศวิน บอกอีกว่า เราใช้เวลาประมาณ 7 ปีในการปรับโครงสร้างปรับองค์กร ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วนถ้าเราดูโครงสร้างประชากรของประเทศไทยเราจะเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่หนุ่ม ค่ามัธยฐานอายุของคนในเมืองไทยอยู่ที่ 29-30 ปีถือว่ายังหนุ่ม แต่อีกสัก 20-30 ปีข้างหน้าเราจะเริ่มแก่ลง เรามีคน 50% ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีมากขึ้นกว่าปัจจุบัน เราจะพบว่าเราจะเจอกับปัญหานี้ ถ้ายังไม่ได้เริ่มคิดว่าเราจะทำยังไงให้คนที่เกษียณอายุไม่ได้มีชีวิตที่แย่ลงไปอีก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา ถ้าเราไม่ผลิตคนพัฒนาทักษะที่มีรายได้พอสนับสนุนคนเกษียณอายุ เพราะกว่าที่นโยบายเหล่านี้จะลงไปยังโรงเรียนจะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี

 

"ไม่ใช่ว่าไทยไม่มีความสำเร็จเรื่องการศึกษาเลย เพราะเราลงทุนในเรื่องการศึกษาเยอะมากเราลงทุน 4% ของจีดีพี ซึ่งลงทุนในที่นี้หมายถึงการลงทุนทั้งจ่ายเงินเดือนครู ลงทุนสร้างตึกด้วย แต่ถ้าดูว่าพ่อแม่ควักกระเป๋าเท่าไหร่ ห้างร้านลงทุนเท่าไหร่นั้นมันเพิ่มขึ้นมากถึง 12% ทำให้เห็นว่าประเทศไทยลงทุนเรื่องการศึกษามากที่สุดแห่งหนึ่ง แปลว่าเราแคร์มาก แต่ผลที่ได้คือเราได้ในเชิงปริมาณ เพราะเราเก่งในเรื่องจับเด็กเข้าโรงเรียน ซึ่งหลายประเทศไม่สนใจเรื่องนี้ เรามีเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเยอะมาก ในระยะหลังบังคับถึง ม.3 มีเด็กอยู่ในโรงเรียนมากถึง 98.5%

 

ปัญหาคือ หลังจากจบ ม.3 แล้วเด็กเหล่านี้หายไปไหน เพราะส่วนหนึ่งไม่ไปต่อทั้งสายอาชีวะและสายสามัญนั่นคือปัญหาหนึ่ง อีกปัญหาหนึ่งคือว่า พอไปดูคะแนนสอบมาตรฐานในเมืองกับต่างจังหวัดค่อนข้างต่างกัน แสดงว่าคุณภาพไม่ค่อยกระจาย ซึ่งแสดงว่าคนในเมืองได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์มากกว่าหรือเปล่า แต่คนส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด

 

ดร.อัศวิน บอกว่า เมื่อเรามองว่าเป็นปัญหาทั้งสังคม ทำให้การแก้ไขปัญหาอาจจะไม่ใช่แค่การบังคับกฎหมายหรือการใช้อำนาจอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นวิธีการสร้างแรงจูงใจ ให้แก้ปัญหาไปทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นใช้การรวมศูนย์อย่างเดียวแก้ไม่ได้  เมื่อการศึกษาครอบคลุมตั้งแต่เกิดทำอย่างไรที่จะทำให้การศึกษาเดินไปในทางเดียวกัน ผลในที่นี้คือการพัฒนาตัวเองตามศักยภาพ ให้เป็นไปตามความถนัดแต่ละคนให้ถึงที่สุด

 

ขณะเดียวกันคนที่ด้อยโอกาสมีอยู่เยอะมาก พอเขาด้อยโอกาสก็ทำให้ลูกของเขาด้อยโอกาสไปด้วย ทำอย่างไรจะช่วยเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ สุดท้ายคือการลงทุนกับเด็กเพราะว่าการพัฒนาทักษะตั้งแต่เด็กจะช่วยให้การลงทุนน้อยลงในอนาคต เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้เร็วและลงทุนน้อยที่สุด และยังมีอายุที่เก็บเกี่ยวได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นควรจะเน้นการลงทุนไปที่เด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เน้นไปที่การเพิ่มพ่อแม่ให้สามารถดูแลลูกได้ดี

 

"ผมคิดว่าการศึกษาไทยไม่ได้ล้มเหลว เพียงแต่ไม่สามารถที่จะสร้างกระแสให้คนลุกขึ้นมาให้ความสำคัญมากขึ้นได้เท่านั้นเอง"


 นายแทนไทย ประเสริฐกุล นิสิตปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เคยสอนนักเรียน มองว่า ปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากครูผู้สอน ที่ควรจะพิจารณาตนเองว่ามีคุณสมบัติเหมาะแก่การสอนมากน้อยอย่างไร คนที่เป็นครูต้องมีความเชื่อมั่นว่ามีใจรักในวิชาชีพครูอย่างแท้จริง รักในวิชาที่สอน และเชื่อมั่นในสิ่งที่เรียนมา ขณะที่ครูส่วนมากในปัจจุบันอาจทำงานแบบไม่ได้รักในอาชีพ แต่จับพลัดจับผลูมาเรียนโดยบังเอิญก็เป็นได้

 

ซึ่งครูควรอัพเดทความรู้อยู่ตลอดเวลา ค้นคว้าหาข้อมูลใหม่จากเวบไซต์ ทีวีและสื่ออื่นๆ สำหรับถ่ายทอดให้นักเรียนได้รับรู้นอกเหนือจากตำราเรียน โดยเฉพาะการเรียนการสอนในสาขาวิทยาศาสตร์ ที่มีการค้นพบสิ่งใหม่อยู่เสมอ ประเทศไทยค่อนข้างจะขาดแคลนสื่อที่ช่วยพัฒนาผู้สอน


 "ยกตัวอย่างวิชาชีววิทยา นักเรียนต้องเห็นภาพจริงจึงจะเข้าใจได้ง่าย ปัจจุบันมีสื่อมากมายที่มีทั้งภาพและเนื้อหาครบ สามารถนำมาประกอบการเรียนการสอนได้ เช่น เวบไซต์กูเกิล (www.google.com)  เปรียบเสมือนห้องสมุดเปิดตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวบที่ให้ประโยชน์มาก หากผู้ใช้ ใช้อย่างถูกวิธี" นายแทนไทย กล่าวและว่า การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ควรศึกษาหาความรู้นอกห้องควบคู่ไปด้วย

 

ธุรกิจสถานศึกษาปัจจุบันมีเยอะมาก แต่มีนักเรียนกี่คนที่เรียนแล้วได้ใช้ประโยชน์ในสาขาที่เรียนอย่างแท้จริง ครูจำนวนมากยังแยกไม่ออกว่า เรื่องใดสำคัญเรื่องใดไม่สำคัญในห้องเรียน เช่น โทษของการลอกการบ้าน กับโทษของการสวมเครื่องแบบนักเรียนไม่ถูกต้อง ครูต้องเสียเวลาตรวจเครื่องแต่งกาย ตรวจผม ตรวจเล็บ ในสมัยนี้ไม่น่าจะมีแล้ว เหมือนเป็นการใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ เช่นเดียวกับการสอนแบบอ่านตามตำรา ดังนั้น ปฏิรูปการศึกษาจึงต้องดูว่า เราลงทุนไปแล้วได้ครูดีมาเท่าไร และครูไม่ดีเท่าไร

 

นายแทนไทย ยังเสนอทางออกในการแก้ปัญหาขาดแคลนครูเก่งที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง โดยใช้ครูพาร์ทไทม์ เข้ามาเสริมครูในระบบ เพราะมองว่ายังมีคนเก่งที่มีความรู้ความสามารถจำนวนมาก มีความตั้งในที่อยากจะเป็นครูสอนหนังสือเพียงช่วงสั้นๆ แต่ไม่ได้ต้องการเป็นครูไปตลอดชีวิต หรือไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับอาชีพครู ซึ่งบุคคลเหล่านี้อาจเป็นทางเลือกใหม่ของโรงเรียนที่ต้องการคนเก่งๆ ไปเป็นครูสอน
 

http://www.bangkokbiznews.com/2006/10/03/o001_142389.php?news_id=142389
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2006, 16:34:11 PM »

ศธ.ลุ้นฉีกพ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชงรมว.ใหม่ชี้ขาดเลิกถ่ายโอน

4 ตุลาคม 2549 14:55 น.
สพฐ.ชงเรื่องถ่ายโอนโรงเรียนไว้รอ รมว.ศธ.คนใหม่ตัดสินใจ จะเดินหน้าถ่ายโอนต่อไปหรือไม่ หวังให้มารับหน้าที่เจาจรกับ กกถ.ต่อ เพื่อควบคุมจำนวนโรงเรียนทีจะถ่ายโอนให้เป็นไปตามมติครม. รอลุ้นให้มีอัศวินม้าขาว ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความว่า พ.ร.บ.กระจายอำนาจถูกยกเลิกหรือไม่
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยภายหลังการหารือเรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ระหว่างคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ใช้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า เป็นการหารือเพื่อเตรียมเรื่องไว้เสนอขอการตัดสินใจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่

 

โดยเสนอ 3 ทางเลือกให้ รมว.ศธ.ตัดสิน เรื่องแรกขอความชัดเจนว่า เรื่องการกระจายอำนาจจัดการศึกษานั้น จะเดินตามแนวทางที่กำหนดใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คือ เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และสามารถจัดการศึกษาเองได้ หรือจะเดินตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

 หากเลือกเดินตาม พ.ร.บ.กระจายอำนาจ จะรอนโยบายจาก รมว.ศธ.ว่า เอายังใจในเรื่องการโอนงบ 35 % ของงบประมาณทั้งหมดให้อปท. และแนวทางการถ่ายโอนโรงเรียน ส่วนทางเลือกสุดท้าย คือ เดินหน้าถ่ายโอนโรงเรียนต่อไปเลย จะให้ รมว.ศธ.ตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรที่โรงเรียนในบัญชี 1 และ บัญชี 2 ที่ค้างอยู่ และแนวทางการถ่ายโอนปี 2550


 ดร.ชินภัทร กล่าวต่อว่า ขณะนี้การถ่ายโอนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ อปท.คงต้องดำเนินการไปตามที่ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปก่อน จนกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงบประมาณ จะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปแล้ว พ.ร.บ.กระจายอำนาจซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยังมีผลบังคับใช้ต่อหรือไม่ หากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความให้ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ไม่มีผลบังคับใช้ต่อไป ก็จะมีผลเรื่องการถ่ายโอนของทุกกระทรวง รวมทั้งเรื่องโอนงบประมาณให้ท้องถิ่น 35 % ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่ง ศธ.ก็จะปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ต่อไป


 "แต่ตราบเท่าที่ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ยังมีคงมีผลอยู่ก็คงต้องเดินหน้าถ่ายโอนสถานศึกษาต่อไป ซึ่งขณะนี้ในบัญชี 1 หรือบัญชีโรงเรียนที่สมัครใจถ่ายโอน ,อปท.ที่ขอรับโอนผ่านการประเมินความพร้อมตามกฎกระทรวง และอยู่ในโควตาตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดรับโอนได้ไม่เกิน 3 แห่ง เทศบาล รับโอนได้ไม่เกิน 2 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบลรับโอนได้ไม่เกิน 1 แห่งนั้น ถ่ายโอนไปแล้ว 31 โรงเรียน จากทั้งหมด 86 เหลือเป็นสถานศึกษาพิเศษ และโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวในอำเภอ ส่วนบัญชี 2 หรือบัญชีโรงเรียนที่เกินโควตาตามมติครม.นั้น ทั้งหมด 293 โรงเรียน ยังไม่ได้ถ่ายโอนเลยแม้แต่โรงเรียนเดียว" ดร.ชินภัทร กล่าว


 ดร.ชินภัทร  กล่าวต่อว่า ต้องรอให้ รมว.ศธ.คนใหม่ตัดสินใจ แต่จุดยืนของ ศธ.ไม่ต้องการให้เร่งรีบถ่ายโอน ควรขึ้นอยู่กับความพร้อมของทั้ง 2 ฝ่าย และถ่ายโอนในจำนวนที่เหมาะสม ไม่กระทบต่อคุณภาพโรงเรียน แต่บางจังหวัดมีโรงเรียนที่อยู่ในบัญชี 2 มากเกือบ 60 แห่ง ในจำนวนนี้ เป็นโรงเรียนมัธยมจำนวนมาก หากยอมให้ถ่ายโอนไปทั้งหมดอาจเกิดปัญหาตามมาได้ ทั้งนี้ คุณหญิงกษมา ให้ส่งทีมเจ้าหน้า ไปติดตามผลในโรงเรียนทั้ง 31 แห่ง ที่โอนไปอยู่กับ อปท.ด้วย

 

”จริงๆ แล้ว พ.ร.บ.กระจายอำนาจ เป็นกฎหมายที่เราไม่ได้มีส่วนร่วม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ศธ.พร้อมปฏิบัติตาม เพียงแต่ต้องการให้มีการถ่ายโอนในจำนวนเหมาะสม จะไม่เกิดผลกระทบข้างเคียง แต่หากมีการยกเลิก พ.ร.บ.กระจายอำนาจจริง ไม่มีผลต่อโรงเรียนที่โอนไปแล้ว เพราะคือว่า เป็นการโอนโดยชอบตามกฎหมายในขณะนั้น “ดร.ชินภัทร กล่าว

http://www.bangkokbiznews.com/2006/10/04/o001_143114.php?news_id=143114
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2006, 14:20:30 PM »

'วิจิตร'เร่งเครื่องปฏิรูปการศึกษา

9 ตุลาคม 2549 12:43 น.
"รมว.ศธ.คนใหม่"จะเดินหน้างานปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางกฏหมายที่วางไว้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับการทาบทามจากนายกรัฐมนตรีให้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยงานสำคัญที่คิดว่าจะทำลำดับแรก คือ การเดินหน้าการปฏิรูปการศึกษาให้ดำเนินไปตามแนวทางที่กฎหมายวางไว้ แต่ก็รู้สึกหนักใจเหมือนกันที่ต้องเข้ามารับงานในครั้งนี้ เนื่องจากระยะเวลาทำงานน้อยเพียง 1 ปี อาจจะมีปัญหาติดขัดในเงื่อนไขเวลา

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะสามารถขับเคลื่อนงานในส่วนต่าง ๆ ให้ผ่านไปด้วยดี ส่วนนโยบายด้านการศึกษาบางเรื่องอาจจะทำต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่บางเรื่องอาจต้องปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะเข้าทำงานที่กระทรวงศึกษาธิการในวันพรุ่งนี้เป็นวันแรก.
 
http://www.bangkokbiznews.com/2006/10/09/o001_143802.php?news_id=143802
 
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2006, 14:25:43 PM »

กระทรวงศึกษาฯ สุดเจ๋ง ทำหลักสูตรพอเพียงแทรกสอน นร.ทุกระดับ ชง 10 ประเด็นใหญ่ให้รมว.ใหม่ตัดสิน
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2549 13:08 น.
 
 
   
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
 
 
       “กษมา” ชงเรื่องสำคัญให้ รมว.ศธ.พิจารณา โดยเฉพาะของบปี 50 จำนวน 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 49 ถึง 1.1 แสนล้าน รวมทั้งข้อเสนอที่จะมีการแบ่งส่วนราชการออกเป็น 3 ทบวง คือ ทบวงอุดมศึกษา ทบวงพื้นฐาน และทบวงอาชีวะ พร้อมเตรียมหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงขยายสู่สถานศึกษา คาดแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ และน่าจะนำหลักสูตรนี้มาใช้นำร่องทั่วประเทศได้ในเทอมใหม่นี้
       
       
       คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรหลักว่า ในที่ประชุมได้มีการพูดถึงการเตรียมงบประมาณปี 2550 ซึ่งได้มีการตั้งของบไป 344,305 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้ว 116,505 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 51.64 ซึ่งได้หารือกันว่ายอดงบประมาณนี้ส่วนหนึ่งได้เป็นการรักษางานเดิมที่มีความจำเป็นจะต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง อีกส่วนเป็นการขยายงาน และเพิ่มเป้าหมายใหม่ เพราะฉะนั้น แต่ละหน่วยงานจะหยิบงบประมาณในส่วนที่ขยายและเพิ่มเป้าหมายใหม่นี้ เพื่อที่ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิจารณาวินิจฉัยตัดลดให้เหมาะสม
       
       สำหรับงบประมาณปี 2550 มีหน่วยงานหลักและหน่วยงานในกำชับฯ เสนอขอมาดังนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) 25,040 ล้านบาท สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) 415 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 209,414 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 88,362 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 15,468 ล้านบาท ส่วนในกำกับของรัฐ สสวท. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ สถาบันระหว่างประเทศฯ สำนังานเลขาธิการคุรุสภา สกสค. และสถาบันทดสอบ มียอดรวม 3,394 ล้านบาท
       
       นอกจากนี้ยังได้มีการหารือกันถึงเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการดำเนินงานมาหลายเดือนแล้ว นับเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนายกรัฐมนตรี ดังนั้น จึงได้นำเรื่องนี้ขึ้นมาทบทวน และได้มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงาน โดยจะมีการทำความเข้าใจให้สถานศึกษาทั้งหลาย เข้าใจว่าการดำเนินงานตามเศรษฐกิจพอเพียง หมายความถึงการนำแนวคิดถึงเรื่องความพอประมาณ มีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การดำเนินงานที่พอเพียง
       
       ทั้งนี้ สามารถดำเนินงานในสถานศึกษาได้หลากหลายรูปแบบการจัดทำเป็นหลักสูตร ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และนิด้า ร่วมกันยกร่างหลักสูตร โดยจะเป็นหลักสูตรที่จะแยกเรื่องนี้เฉพาะเรื่อง และจะเป็นหลักสูตรที่สอดแทรกเข้าไปในการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ ได้
       
       นอกจากนี้ ยังได้ย้ำว่าไม่เพียงแต่การเรียนการสอนเท่านั้น แต่การบริหารจัดการในโรงเรียนก็ควรคำนึงถึงเศรษฐกิจพอเพียงด้วย เช่น การใช้พลังงานโดยประหยัด การลงทุนในเรื่องต่างๆ แบบพอดี ไม่มีการสร้างหนี้ หรือสร้างสิ่งก่อสร้าง อุปกรณ์ที่มากมายเกินความจำเป็น รวมทั้งการส่งเสริมให้เด็กได้นำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในบ้าน ซึ่งเรื่องนี้มีโรงเรียนหลายแห่งให้เด็กทำบัญชีค่าใช้จ่ายประจำวัน ไปร่วมกับครอบครัวทำบัญชีครัวเรือน เป็นต้น ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีการเสนอแนะเรื่องการประหยัดพลังงาน
       
       โดยสรุปแล้วทุกหน่วยงานจะเน้นการเรียนการสอนสอดแทรกไปในหลักสูตรในวิชาต่างๆ แล้วจะหาตัวอย่างให้เห็นว่าเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในสถานศึกษาแล้วเชื่อมโยงไปสู่ครอบครัวได้
       
       คุณหญิงกษมา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่รอการพิจารณาจาก รมว.ศธ. อีก 10 เรื่อง ได้แก่ 1.งบประมาณ 2550 2.เรื่องเงินลงทุนเพื่อการศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ได้รวมถึงเงินอุดหนุนรายหัว ที่เราเห็นว่ายังไม่เพียงพอ และงบลงทุนที่ลดลงอย่างมากที่มีการลดลงอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และเรื่องกองทุนต่างๆ ที่ยังไม่เพียงพอหรือยังมีปัญหาในการดำเนินงาน รวมทั้งเงินทุนสำหรับเด็กยากจน โดยเราเห็นว่าหากจะช่วยเด็กด้อยโอกาส เด็กยากจน อย่างจริงจังให้ได้ผลนั้นจะต้องมีจำนวนที่เพียงพอและมีการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีหลายกองทุนทีทมอบกันขณะนี้จะเป็นการมอบทุนกันเฉพาะปี จึงทำให้เกิดภาระแก่เด็กในปีถัดไป แต่ถ้ารัฐบาลอยากจะโอบอุ้มให้เด็กด้อยโอกาสได้เรียนต่อโดยไม่ต้องออกกลางคัน จำเป็นจะต้องมีการจัดสรรอย่างต่อเนื่องและให้เกิดความเป็นธรรม
       
       3.ครู โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนครู ซึ่งจะมีข้อเสนอควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลจะมีการผ่อนคลายปัญหานี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีเรื่องของบุคลากรที่มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่ ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ที่จำเป็นจะต้องแก้ไข การพัฒนาคุณภาพครูที่จะนำไปสู่การประเมินวิทยฐานะ 4.การกระจายอำนาจ ที่จะมีการถ่ายโอนสถานศึกษาไปสู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยจะนำเสนอ รมว.ศธ.ว่า ขณะนี้ได้มีการถ่ายโอนไปจำนวนเท่าไหร่ และกำลังจะถ่ายโอนเพิ่มอีกเท่าไหร่ รวมทั้งข้อเสนอและทิศทางในการทำงานในอนาคตด้วย
       
       5.การศึกษาเอกชน โดยจะนำเสนอประเด็นปัญหาของสถานศึกษาเอกชนที่กำลังประสบอยู่มีอะไรบ้าง หากจะส่งเสริมให้การเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับภาระของรัฐบาลในการจัดการศึกษานั้น จะต้องมีอะไรบ้าง 6.การศึกษาตลอดชีวิต โดยจะมีการยกระดับการศึกษาของแรงงาน การขยายแหล่งเรียนรู้ 7.ปรับโครงสร้าง มีในเรื่องที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกตัวอย่าง การเพิ่มจำนวนเขตพื้นที่การศึกษาในบางเขตพื้นที่ การจัดตั้งส่วนราชการระดับกรมเพิ่มขึ้น การพัฒนากลไกประสานงานระหว่างองค์กรเพื่อให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งข้อเสนอที่จะมีการแบ่งส่วนราชการออกเป็น 3 ทบวง คือ ทบวงอุดมศึกษา ทบวงพื้นฐาน และทบวงอาชีวะ 8.การแก้ไขกฎหมาย 9.เรื่องของการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา และ 10.จะมีการหารือในประเด็นปลีกย่อย
       
       สำหรับการเพิ่มเขตพื้นที่ คุณหญิงกษมาอธิบายว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจ เพียงแต่เราได้มีการวิเคราะห์ว่ามีพื้นที่ที่ใหญ่ หรือพื้นที่เดี่ยว หาก รมว.ศธ.เห็นชอบในหลักการ คงจะต้องให้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กับ สพฐ.ร่วมกันพิจารณา เพราะการเพิ่มเขตพื้นที่ไม่ใช่เป็นนโยบายของ รมว.ศธ.ฝ่ายเดียว ต้องตัดสินใจของคณะกรรมการทั้ง 2 ส่วน โดย สกศ.จะเป็นกลไกในการพิจารณาเรื่องนี้
       
       เมื่อถามถึงหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง คุณหญิงกษมา กล่าวว่า สพฐ.กำลังดำเนินการอยู่ ส่วน สกอ.ในเบื้องต้นจะขยายให้อยู่ในวิชาทั่วไป อย่างไรก็ตาม อาจมีบางแห่งเปิดเป็นรายวิชาขึ้นมาสอน แต่ในเบื้องต้นจะให้สอดแทรกอยู่ในวิชาพื้นฐานทั่วไปก่อน สำหรับอาชีวะมีการสอดแทรกอยู่ในเนื้อหาต่างๆ อยู่แล้ว
       
       ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ และน่าจะนำหลักสูตรนี้มาใช้นำร่องทั่วประเทศได้ในเทอมใหม่นี้ ยกตัวอย่างเนื้อหาเศรษฐกิจพอเพียงถ้าหากเป็นสถานศึกษาในตัวเมือง เน้นเรื่องทำบัญชี การประหยัดพลังงาน การออม ส่วนชนบท เด็กจะมีส่วนร่วมได้ เช่นทำแปลงเกษตร นำไปจำหน่ายตัวเอง และเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการ โดยการตั้งกลุ่มย่อย ซึ่งมีหลายโรงเรียนได้ดำเนินการตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000125684
 
 
 
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2006, 06:44:52 AM »

‘วิจิตร’ชูไอเดียคุณธรรมนำความรู้
11  ตุลาคม 2549 13:29 น.

“รมว.ศศึกษา”ระบุ เปลี่ยนแนวคิดสำคัญในการจัดการศึกษาใหม่ เลิก “ความรู้คู่คุณธรรม “ ชู “ คุณธรรมนำความรู้" ย้ำข้าราชการให้ยึดหลัก 4 ป.ของนายกฯ ในการทำงาน
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

ศ.ดร.นายวิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรหลักและ 6 องค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า มอบนโยบายให้ ศธ.ปรับนโยบายการจัดการศึกษาใหม่เข้ากับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งชัดเจนว่า นโยบายเศรษฐกิจของประเทศจะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ และเดินตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เพราะฉะนั้นนอกจากที่กระทรวงศึกษาการจะเดินหน้าการปฏิรูปการศึกษา ตามแนวที่พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ศธ.ยังมีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำเพื่อสนองนโยบายรัฐบาล

            ศ.ดร.วิจิตร กล่าวว่า โดย ศธ.จะช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียงถึงแม้ว่าจะมีเสียงขานรับนโยบายนี้แต่ก็มีบางคนไม่เข้าใจว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่แท้จริงคืออะไร ขัดกับหลักเศรษฐกิจเสรีหรือไม่ รัฐบาลเองก็เห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำการชี้แจง มิฉะนั้นจะเกิดผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ศธ.กำลังจัดทำหลักสูตรเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปสอนนักเรียนอยู่แล้ว แต่ตนต้องการให้ขยายผลไปสู่ประชาชนด้วย

            “จะให้ปรับแนวคิดในการจัดการศึกษาจากเดิมที่ชูเรื่องความรู้คู่คุณธรรม มาเป็นคุณธรรมนำความรู้ เพราะว่าวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาเรื่องการขาดคุณธรรม รวมทั้งให้การศึกษามีส่วนสร้างความสมานฉันท์ ความสามัคคีปรองดอง ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นการศึกษาปลูกฝังการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง ให้กับเด็ก ทั้งหมดนี้เราได้แนวทางแล้ว แต่ในรายละเอียดจะทำอย่างไรนั้นจะเชิญผู้รู้มาช่วยกันวางแผน เพราะถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ปัญหาชาติบ้านเมืองจะไม่สามารถแก้ไขได้”ศ.ดร.วิจิตร กล่าว

            ศ.ดร.วิจิตร กล่าวอีกว่า จะให้ให้หน่วยงานในพื้นที่ของ ศธ. เข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมด้วย ศธ. มีหน่วยงานในพื้นที่จำนวนมากไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษา หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สามารถที่จะลงไปประสานกับหน่วยงานอื่น ๆ ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ แต่ในส่วนของ ศธ.จะให้ดูแลนักเรียน โรงเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม

            “ผมได้ย้ำกับผู้บริหารทุกคนว่าให้ใช้หลัก 4 ป. ของนายกฯ คือ โปร่งใส เป็นธรรม ประหยัด และประสิทธิภาพในการทำงาน และให้ ศธ. บูรณาการการทำงานประสานกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเรื่องการส่งเสริมคุณธรรมที่นายกฯฝากไว้ ผมคิดอยู่แล้วที่จะบูรณาการเรื่องนี้โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่ง ศธ.จะรับเป็นเจ้าภาพหลัก”

            ในส่วนโครงการเมกะโปรเจกต์ของกระทรวงศึกษาธิการในสมัยรัฐบาลเก่า นั้น ศ.ดร.วิจิตร  กล่าวว่า โครงการบางอย่างที่อยู่ในเมกะโปรเจกต์เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐาน และไม่ใช่งานใหม่ เริ่มต้นไว้บ้างแล้วควรจะต้องเติมเต็มต่อ เช่น โครงการจัดหาคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้สัดส่วนคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียนเหลือ 1: 20 จากปัจจุบัน 1:61 คน

            "แต่หากเป็นโครงการที่ริเริ่มใหม่ ในภาวะที่งบประมาณมีจำกัด หากดำเนินการไปแล้วจะไปเบียดบังงบประมาณที่จะนำไปแก้ปัญหาที่ส่งกระทบต่อตัวเด็กแท้จริงแล้วก็จะไม่ทำ เพราะฉะนั้นหลักในการพิจารณาว่าจะสานโครงการใดต่อจะยึดว่า ประโยชน์ที่เกิดได้กับเด็กเป็นหลักหรือไม่เป็นสำคัญ"ศ.ดร.วิจิตร กล่าวย้ำ

http://www.bangkokbiznews.com/2006/10/12/o001_144471.php?news_id=144471
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2006, 21:56:24 PM »

‘นพ.เกษม’จี้นักการเมือง-ขรก.หยุดหากินกับการศึกษา

13 ตุลาคม 2549 18:34 น.
"หมอเกษม"เผยนักการเมือง ข้าราชการ หยุดเข้ามาหากินกับการศึกษา ชี้ทุกสิ่งทุกอย่างในวงการศึกษา ระบุการแต่งตั้งโยกย้ายล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์การเมือง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกันสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย จัดประชุมโต๊ะกลมเกี่ยวกับ “ข้อเสนอนโยบายการศึกษาสำหรบรัฐบาลใหม่” โดยมีนพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรีเป็นประธานเปิดงาน โดยมีนักการศึกษา และวิชาการทั้งที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและนอกวงการเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก อาทิ รศ.ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ คณบดีคณะคุรศาสตร์ จุฬาฯ ศ.กิตติคุณ สุมน อมรวิวัฒน์ รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร นางสิริพร บุญญานันต์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา รศ.วุฒิสาร ตันไชย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ และพท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังกล่าว 100 คน

             นพ.เกษม กล่าวว่า ความสำคัญของการศึกษาไทยอยู่ที่ “คุณภาพ” และทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่า ภาพรวมของคุณภาพของการศึกษาไทยมันแย่จนถึงจุดต่ำสุดหรือตกถึงก้นเหวแล้ว และอย่ามัวหลงอยู่กับภาพลวงที่เยาวชนไทยบางกลุ่มได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการต่าง ๆ ที่ถือเป็นกลุ่มพิเศษ เพราะเท่ากับว่าเรากำลังหลอกตัวเอง   จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเร่งฟื้นฟูคุณภาพของการศึกษาไทยให้ดีขึ้นอีกครั้ง เพราะคุณภาพของการศึกษามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแก้ไขปัญหาทั้งในระดับสังคมและระดับประเทศ

             การศึกษาถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยเดียวที่จะได้มาซึ่ง การสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถขจัดความยากจนของประชาชน ขจัดคอร์รัปชั่น การทุจริตต่าง ๆ และยังครอบคลุมไปถึงการสร้างสังคมที่มีความแตกต่างให้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข โดยอาจเริ่มที่ตัวผู้รับผิดชอบด้านการศึกษาของบ้านเมือง ต้องเปิดใจกว้างในการรับฟังความคิดเห็น และตัวผู้ที่เสนอข้อคิดเห็นเองจะต้องเสนออย่างมีเหตุผล มีคุณค่า ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนแอบแฝง และควรมีการจัดประชุมเพื่อยกระดับความคิดในเรื่องการศึกษาให้ถี่ และลงลึกถึงในระดับรากหญ้า

            “สิ่งที่อยากขอร้องมากที่สุดและไม่รู้ว่าจะได้เห็นก่อนตายหรือไม่ คือ ไม่อยากให้นักการเมืองอาชีพ ข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการประจำ ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือผลประโยชน์ส่วนตัว พูดง่าย ๆ ว่า อย่ามาหากินกับการศึกษา เพราะไม่ว่าการแต่งตั้งโยกย้าย การจัดซื้อจัดจ้าง การสรรงบให้แต่ละองค์กร ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้น ณ เวลานี้ ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น และกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้การศึกษาชะงัก”นพ.เกษม กล่าว กล่าว

             นพ.เกษม  กล่าวอีกว่า อยากให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาช่วยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดการเรียนการสอนให้มากขึ้น ไม่ใช้ผลักให้เป็นภาระของ ศธ.เพียงผู้เดียว ซึ่งตนคิดว่าน่าจะร่วมกันจัดทำได้ และต้องสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย ที่จะสามารถไปเรียนโรงเรียนใดก็ได้ภายในประเทศด้วยมาตรฐานคุณภาพโรงเรียนที่เท่าเทียมกัน

             “ที่ผ่านมาเราหวังกับคนที่จะมาบริหารการศึกษามากและก็ผิดหวังทุกครั้ง และในครั้งนี้ที่ได้ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน มาเป็น รมว.ศธ. ก็ถือว่าได้คนที่มีความรู้มากที่สุดมาดูแลเรื่องการศึกษา “นพ.เกษม ระบุ

            รศ.ดร.พฤทธิ์   ศิริบรรณพิทักษ์  คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้ทำข้อสรุปการพูดคุยในที่ประชุมเพื่อเสนอนโยบายดังกล่าวต่อ รมว.ศธ. ดังนี้ การจัดการศึกษาในภาพรวมนับต่อจากนี้จะต้องเป็นแบบ Quality Education  หรือการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยต้องเร่งฟื้นฟูด้านจริยธรรม คุณธรรม สอนให้เยาวชนเป็นพลเมืองที่ดีตามระบอบประชาธิไตยที่ถูกต้อง ประสานร่วมไปกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ปลอดการเมืองและเล็งเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก อีกทั้งต้องมีการประกับคุณภาพให้กับผู้ที่ต้องการเรียนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ผู้พิการ และควรเน้นการประเมินคุณภาพภายในมากกว่าภายนอก สร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมเสริมสร้างองค์กรต่าง ๆ ในสังคมให้เป็นตัวช่วย ศธ. และระดมสรรพกำลังทางสังคมในการช่วยสร้างสถานศึกษาที่มีคุณภาพ

            
http://www.bangkokbiznews.com/2006/10/13/o001_145341.php?news_id=145341
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2006, 20:34:56 PM »

เร่งปฏิรูปการศึกษาและวิทยุโทรทัศน์ หนทางแห่ง "การปฏิรูปการเมือง"

13 ตุลาคม 2549 16:40 น.
วิทยากร เชียงกูล วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เราควรมองการปฏิรูปการเมือง ในความหมายที่กว้างว่า ต้องเพิ่มอำนาจต่อรองและการบริหารจัดการของประชาชนกลุ่มต่างๆ ในเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย ไม่ใช่แค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น

การเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เลือกผู้แทนฯ มาบริหารจัดการประเทศ ประชาธิปไตยจะต้องรวมถึงประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น มีการกระจายทรัพย์สินรายได้ การศึกษา และสถานะทางสังคม ที่ค่อนข้างเป็นธรรมด้วย ถ้ามีการเลือกตั้งในแต่ละประเทศที่ยังขาดความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม ก็จะเป็นแค่ประชาธิปไตยจอมปลอม เป็นเผด็จการทางรัฐสภา (และสถาบันการเมืองส่วนประกอบอื่นๆ ) ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีบทบาทที่แท้จริง

ดังนั้นรัฐบาลและประชาชนอย่าไปเสียเวลากับการคิดร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว รัฐบาลไม่ควรคิดว่าจะบริหารประเทศเพื่อความสมานฉันท์เท่านั้น ต้องคิดใหม่ว่าจะต้องปฏิรูปการเมืองหรือสังคมทั้งหมดอย่างไร จึงจะป้องกันระบอบทักษิณหรืออะไรที่คล้ายๆ กัน กลับมาได้อีก รัฐบาลไม่ควรคิดว่าการอยู่แค่หนึ่งปี คงเป็นแค่รักษาการ ทำอะไรไม่ได้มาก ต้องคิดใหม่ว่า นี่เป็นรัฐบาลพิเศษที่เกิดขึ้นมาในสถานการณ์ที่มีปัญหาวิกฤติ รัฐบาลต้องรีบทำงานแบบผ่าตัดปฏิรูปประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่าแค่ทำให้เสร็จไปวันๆ แบบเก่า

ในวาระที่ควรถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างเร่งด่วนคือ การปฏิรูปการศึกษาและสื่อมวลชนในเชิงคุณภาพอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพ ฉลาด มีจิตสำนึก รู้เท่าทันระบอบทุนนิยม ระบอบขุนนาง และทุกระบอบที่ครอบงำเอาเปรียบประชาชน

การปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่การทำงานแบบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือใส่อะไรเข้ามาใหม่แบบเล็กๆ น้อยๆ การปฏิรูปการศึกษาที่พูดกันมา 6 ปี แล้วไม่ก้าวไปไหน เพราะเปลี่ยนแค่โครงสร้างองค์การบริหาร กระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงนโยบาย การบริหาร แนวคิดและพฤติกรรม ผู้บริหารและครูอาจารย์ไม่ได้เปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนจากการบรรยายแบบท่องจำให้เป็นการสัมมนาที่จะช่วยให้ผู้เรียนรักการอ่าน คิดวิเคราะห์สังเคราะห์เป็น (สกศ.รายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 2547 /2548 รากเหง้าของปัญหาและทางแก้ไข)

ต้องปฏิรูปครูอาจารย์ก่อนอื่น

การจะปฏิรูปการศึกษาได้ ต้องกล้าลงมือผ่าตัดปฏิรูปแนวคิดและพฤติกรรมของบุคลากร ตั้งแต่ผู้บริหารในกระทรวง ไปถึงครูอาจารย์ทั้งประเทศอย่างจริงจัง เพราะคนเหล่านี้ยังเป็นอุปสรรคในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย ประเด็นสำคัญคือต้องเปลี่ยนแปลงตัวครูอาจารย์ให้มีปัญญาและความรักในวิชาการที่จะสามารถพัฒนากระบวนการเรียนการสอน จากการบรรยายให้ผู้เรียนจดท่องจำ เป็นการชี้แนะแบบให้ผู้เรียนรักการอ่านการเรียนรู้ วิเคราะห์ ทดลอง พิสูจน์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็น เราจึงจะปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพได้

เราจะต้องทำให้ครูอาจารย์รักการอ่าน การเรียนรู้ คิดวิเคราะห์เป็นให้ได้เสียก่อน ถ้าครูเก่าบางคนทำไม่ได้ ก็ต้องหาครูใหม่มาทดแทน ต้องมีการประเมินครูอาจารย์ อย่างตรงกับความเป็นจริงและอย่างมุ่งให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น ประเมินจากการซักถาม ผู้เรียน ผู้ปกครอง ดูผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เพื่อนร่วมงาน การซักถามครูอาจารย์ การทดสอบประเมินความรู้ของครูอาจารย์ และหลังจากนั้นต้องมีการจัดการศึกษาเชิงสัมมนาปฏิบัติการให้กับครูอาจารย์ที่ล้าหลังอย่างเข้มข้น

รวมทั้งการคัดเลือกส่งครูอาจารย์ไปเรียนหลักสูตรใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดความรู้และแนวคิดใหม่จริงๆ ไม่ใช่สักแต่ประเมินครูอาจารย์จากตัวรายงาน ไม่ใช่แค่การจัดฝึกอบรมแบบให้ครูมานั่งฟังบรรยาย แต่จะต้องหาวิธีทำให้ครูอาจารย์ต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดและพฤติกรรมให้เป็นครูอาจารย์ที่รักวิชาการมากขึ้นและสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ส่วนหนึ่งก็ควรให้ครูอาจารย์ที่ไม่ผ่านการประเมิน เกษียณก่อนอายุครบ 60 ไป และรับครูอาจารย์ใหม่ๆ ที่ผ่านการคัดเลือกว่ามีคุณภาพ ปรับโครงสร้างเงินเดือนค่าตอบแทนครูอาจารย์ทั้งระบบ และชักชวนผู้มีความรู้สาขาต่างๆ ที่มีแนวคิดทันสมัยสมัครเข้ามาเป็นครูอาจารย์ทั้งประจำและพิเศษ โดยเปลี่ยนระบบการจ้างให้ยืดหยุ่นและให้ค่าตอบแทนสูงมากขึ้น เพื่อที่จะจูงใจให้คนเก่งๆ เข้ามาช่วยสอนเพิ่มขึ้น ปัญหางบประมาณควรแก้ด้วยการออกพันธบัตรเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เพราะเป็นการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนได้แน่ในระยะยาว

ปฏิรูปสื่อและการศึกษานอกระบบ

ควรทุ่มเทงบประมาณและกำลังคนที่เก่งๆ เข้าไปปฏิรูปการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างขนานใหญ่ เพื่อทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีโอกาสได้เรียนรู้ ฉลาด มีจิตสำนึก รู้เท่าทันระบอบทักษิณ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก และปัญหาอื่นๆ ที่พลเมืองสมัยใหม่ควรจะได้รู้

รณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศตื่นตัวว่าประเทศเรามีวิกฤติทางการเมืองและเศรษฐกิจ ก็เพราะประชาชนยังได้รับความรู้ข้อมูลข่าวสารที่ต่ำกว่าเปรียบเทียบกับพลเมืองของประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมมาก การศึกษาไม่ไช่แค่การเรียนในห้องเพื่อสอบเอาประกาศนียบัตร แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ของคนทั้งประเทศ และประชาชนต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอด้วย คนถึงจะพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพ และประเทศก็เข้มแข็ง

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจสมัยใหม่เริ่มตระหนักว่า จะแข่งขันกับคนอื่นได้ ต้องทำให้คนทั้งองค์กรได้เรียนรู้ร่วมกัน เป็นองค์กรที่เรียนรู้อยู่เสมอ (LEARNING ORGANIZATION ) ประเทศชาติก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็นประเทศชาติที่เรียนรู้ (LEARNING NATION ) ด้วย ไม่อย่างนั้น นอกจากประเทศไทยจะแข่งขันสู้ใครเขาไม่ได้ แค่จะแก้ปัญหาอยู่ให้รอดก็ทำได้ยาก

สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิรูปคู่กันคือสื่อมวลชน (วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ของประชาชนมากเช่นกัน บางทีจะมีอิทธิพลมากกว่าโรงเรียนเสียอีก เรามักไปคิดว่าสื่อมวลชนเป็นเรื่องของการขายสินค้าข่าวสาร ความบันเทิง ที่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของธุรกิจเอกชน ตามกลไกตลาด แต่สื่อมวลชนเป็นสินค้าสาธารณะ (PUBLIC GOODS) ที่มีผลกระทบต่อความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ความคิดความเชื่อของประชาชนสูง ที่ภาครัฐควรต้องดูแลส่งเสริมให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและประชาชนเข้าถึงได้ทั่วกันโดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำ

การปล่อยให้การผลิตและการบริโภคสื่อขึ้นอยู่กับกลไกตลาด ทำให้วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ อินเทอร์เน็ต กลายเป็นเครื่องมือของระบบทุนนิยมโลก ที่มุ่งการโฆษณาสินค้าและความบันเทิงแบบมอมเมา เพื่อจูงใจให้คนแก่งแย่งแข่งขัน มีค่านิยมเห็นแก่เงินและการบริโภค มุ่งหากำไรของเอกชนให้ได้มาก ไม่ได้สนใจจะให้ความรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างพลเมืองที่ดี การร่วมกันคิดแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศชาติ

แถมยังมอมเมาเด็กและเยาวชนให้ชอบความรุนแรง หมกหมุ่นเรื่องเพศ การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และค่านิยมที่เลวร้ายอื่นๆ ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงอย่างมาก

รัฐบาลควรรีบดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) โดยคัดเลือกคนที่มีความรู้ มีความคิดเชิงปฏิรูป ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มาทำงานปฏิรูปจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่และส่งเสริมการปฏิรูปสื่อวิทยุโทรทัศน์อย่างจริงจัง

สื่อภาครัฐหรือที่รัฐถือหุ้นใหญ่อย่าง อสมท ก็ควรจะปฏิรูปใหม่ โดยเน้นการเสนอรายการที่มีคุณภาพ ยกระดับความรู้ ศิลปวัฒนธรรมของประชาชน มากกว่าเน้นกำไรทางธุรกิจ ซึ่งได้แค่ตัวเงินไม่เท่าไร แต่การทำสื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อช่วยการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของประชาชนทั้งประเทศเป็นประโยชน์สูงกว่าเงินกำไรและค่าสัมปทานที่เอกชนเช่าไปหลายพันเท่า

รัฐบาลใช้งบประมาณการศึกษาปีละราว 2 แสนล้านบาท แต่ยังพัฒนาคุณภาพประชาชนได้น้อย เราควรใช้วิทยุโทรทัศน์ที่เป็นสมบัติของส่วนรวม เพื่อช่วยให้ประชาชนฉลาดและมีรสนิยมทางศิลปวัฒนธรรมที่สูงขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เอกชนเช่าผลิตรายการเพื่อความบันเทิงและเพื่อขายสินค้า

ถ้ารัฐบาลไม่ฉลาดพอที่จะช่วงชิงโอกาสผ่าตัดปฏิรูปการศึกษาและสื่อให้ได้ในช่วงรัฐบาลชุดนี้ ถึงจะเขียนรัฐธรรมนูญให้ดีแค่ไหน ก็คงจะปฏิรูปการเมืองไม่สำเร็จ เพราะนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ยังถูกมอมเมาอยู่ การเลือกตั้งคราวหน้าระบอบทักษิณหรือระบอบอะไรที่คล้ายๆ กัน ก็คงจะกลับมาอีก

 http://www.bangkokbiznews.com/2006/10/14/w017_144501.php?news_id=144501
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ตุลาคม 2006, 15:08:11 PM โดย เกล้า » บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2006, 15:06:25 PM »

รมว.ศึกษาฯ ไม่รีบปรับโครงสร้างกระทรวง "แยกอุดมศึกษา" ชี้ไม่ปรับก็แก้ปัญหาได้
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 ตุลาคม 2549 14:42 น.
 
 
       รมว.ศึกษาธิการ รับพิจารณาแยกสกอ.เป็นกระทรวง แต่ไม่รีบ เผยทำงานมาเกือบ 1 สัปดาห์ ยังไม่เห็นปัญหาโครงสร้างปัจจุบันเป็นอุปสรรค งานยังเดินได้ปกติไม่เคยมีงานค้าง ระบุอาจไม่ต้องปรับโครงสร้างก็แก้ปัญหาได้ ขณะที่ประธาน ทปอ.เตรียมพบรมว.ศธ.เสนอเหตุผลประกอบการขอแยก สกอ. และไม่ติดใจหาก รมว.ศึกษาธิการ แก้ปมปัญหาการทำงานให้คล่องตัวได้โดยไม่แยก สกอ.
       

 
   
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
 
 
       ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า การจะปรับโครงสร้าง ศธ.หรือไม่ในส่วนของการขอแยกออกเป็นกระทรวงอุดมศึกษานั้นตนรับมาพิจารณาแล้ว ถ้าจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขก็ต้องทำ แต่จะไม่ทำเรื่องนี้ทันที จะขอทำสาระที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ไปถึงตัวเด็ก และประชาชนก่อน จากนั้นถ้าต้องปรุงแต่งระบบบริหารจัดการเพื่อให้เอื้ออำนวยก็จะทำตามไป ซึ่งจากการทำงานมาเกือบ 1 สัปดาห์ ก็ยังไม่รู้สึกว่าทำไมต้องรีบปรับโครงสร้างตอนนี้ เพราะงานยังเดินได้ตามโครงสร้างเดิม และตนเชื่อว่าปัญหาโครงสร้างเดิมจริง ๆ อาจไม่ต้องปรับโครงสร้างเลยก็แก้ปัญหาได้
       
       “ยกตัวอย่างถ้ากระจายอำนาจลงไปให้มาก งานไม่มาคับคั่งอยู่ข้างบน ก็จะไม่มีเสียงบ่นว่า ศธ.ใหญ่โตอุ้ยอ้าย ทำให้งานช้า ก็ผมเป็นรัฐมนตรีมา 6 วันยังไม่เคยมีงานค้างโต๊ะเลย ผมเซ็นทุกวันไม่เห็นว่ามีงานเข้ามาสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าไปติดที่ปลัดกระทรวงฯ เป็นเดือน ไปติดที่รัฐมนตรีเป็นเดือนก็ไม่ทราบ ผมดูจากงานที่เพิ่งเข้ามารับ ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น ในวันที่ 18 ต.ค.นี้ ผมคงจะได้คุยกับตัวแทนของอธิการบดี ซึ่งไม่มีอะไรขัดกัน ทุกอย่างไปในทิศทางเดียวกัน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
       
       ด้าน ศ.ดร.ปรัชญา เวสารัชช์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวถึงผลการประชุม ทปอ.เมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) นี้ ว่า มีการย้ำถึงการเสนอแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยในสัปดาห์หน้าจะนำประเด็นนี้จากคณะทำงานของ ทปอ.รายงานให้ ศ.ดร.วิจิตร ซึ่งเหตุผลที่ ทปอ.ต้องการแยกออกจาก ศธ.เกิดจากปมปัญหาอันเนื่องมาจากการรวมเป็นกระทรวงใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรกความเข้าใจของผู้บริหารของ ศธ.ที่คิดว่าบริหารแบบกรม ดังนั้น สกอ.เหมือนกรมที่ต้องผ่านการดูแลของสำนักงานปลัดกระทรวง และประเด็นที่ 2 มีการนำเอารูแบบวิธีการที่ไปผ่านสำนักปลัดกระทรวงขึ้นมาใช้ และคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นส่วนราชการเล็ก ๆ อยู่ในสายบังคับบัญชาที่ผู้ตรวจราชการต้องมาดูแล โดยปัญหาเหล่านี้ได้พยายามชี้แจงมาตลอดแต่ไม่เคยเกิดผล ก่อให้เกิดปัญหาล่าช้าไม่คล่องตัว
       
       “เราก็จะนำประเด็นและรายงานเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณา โดยไม่ไปกดดันอะไรแม้แต่นิด ถ้ารัฐมนตรีสามารถแก้ปัญหาได้ ทำให้ สกอ.ทำหน้าที่ได้คล่องตัว มีความเป็นอิสระ คุ้มค่าภาษีประชาชน และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดย ทปอ.ไม่ได้ติดใจว่าจะต้องแยกหรือไม่แยก สกอ.ออกจาก ศธ. แต่ที่ต้องเสนอเรื่องนี้เพราะปัญหาไม่ได้แก้มา 3 ปี จนเกิดอาการหงุดหงิดกัน”ประธาน ทปอ.กล่าว
       
       ศ.ดร.ปรัชญา กล่าวด้วยว่า ในสัปดาห์หน้าจะพยายามหาเวลาเข้าพบ ศ.ดร.วิจิตร เพื่อคุยกันกับอธิการบดีในเรื่องต่าง ๆ เพราะปัญหาที่ยังค้างอยู่ และ ทปอ.หารือกันด้วย คือพนักงานของมหาวิทยาลัยถูกทอดทิ้งมานาน จะเสนอปัญหาเรื่องการขึ้นเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยให้ ศ.ดร.วิจิตร ได้แก้ไข เพราะสำนักงบประมาณให้มหาวิทยาลัยนำเงินเหลือจ่ายไปดำเนินการ ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน นอกจากนี้จะเสนอว่า ในอนาคตถ้ามีการปรับเงินเดือนหรือสวัสดิการให้ข้าราชการ ควรคำนึงถึงพนักงานมหาวิทยาลัยด้วย รวมทั้งจะยืนยันร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ที่แต่ละมหาวิทยาลัยส่งไปแล้วผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว โดยขอให้นำเสนอสภาชุดใหม่ได้เลย ไม่ต้องการให้หยุดชะงักหรือเริ่มนับหนึ่งใหม่

 
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000128378
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2006, 17:31:53 PM »

ยกเลิกสอบเข้า ม.1 ทั่วประเทศ ยกเว้น 430 โรงเรียนดัง

25 ตุลาคม 2549 17:22 น.
รมว.ศึกษาธิการ เผยได้ข้อยุติยกเลิกสอบเข้าเรียน ม.1 ยกเว้น 430 โรงเรียนดัง โดยยังให้ใช้สูตร รับนักเรียนในพื้นที่บริการ 50% จัดสอบ 40 และความสามารถพิเศษ 10%
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวว่า ได้ข้อยุติเรื่องการรับนักเรียนเข้า ม.1 แล้วโดยให้นโยบายโรงเรียนทั่วประเทศยกเลิกการสอบคัดเลือก แล้วให้ใช้การสมัครแทน

หากโรงเรียนใดมีจำนวนนักเรียนสมัครเกินให้ใช้วิธีจับฉลาก ยกเว้นโรงเรียนดังทั่วประเทศ จำนวน 430 โรงเรียน ให้ใช้สูตรรับนักเรียน 50:40:10 โดยเป็นการรับนักเรียนในพื้นที่บริการร้อยละ 50 จัดสอบร้อยละ 40 และอีกร้อยละ 10 เป็นความสามารถพิเศษและเงื่อนไขพิเศษ หลักการนี้ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้ว และมอบให้ไปทำเป็นระเบียบรายละเอียดเพื่อจะได้ประกาศให้นักเรียนทราบภายในเดือนตุลาคมนี้

สำหรับโรงเรียนที่ยังต้องจัดสอบคัดเลือกจะต้องมีคำอธิบายให้ชัดเจนว่าทำไมต้องสอบ เพราะการศึกษาภาคบังคับไม่ควรต้องมีการสอบเข้าเรียน

"การสอบนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วย และได้มอบหมายให้ สพฐ.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปคิดมาว่าจะมีวิธีทำอย่างไรให้ต่อไปทุกโรงเรียนต้องเปิดรับนักเรียน เพราะการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีเป็นการศึกษาภาคบังคับ แต่การจะทำให้ได้อย่างนั้นต้องทำภายในระยะเวลา 1-2 ปีซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ปีนี้ต้องใช้สูตรนี้ไปก่อน" รัฐมนตรีศึกษาธิการ กล่าว
 
 http://www.bangkokbiznews.com/2006/10/25/w001_148173.php?news_id=148173
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2006, 12:49:04 PM »

นักวิชาการฟันธง! “ศ.ดร.วิจิตร” ไม่มีทางแก้เด็กเส้น-แป๊ะเจี๊ยะได้  
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2549 11:48 น.
 
 
       นักวิชาการฟันธง! ไม่มีทางแก้ระบบเด็กฝาก เด็กเส้น แป๊ะเจี๊ยะได้ หากคุณภาพการศึกษาและทรัพยากรที่ใช้ทางการศึกษาไม่เพียงพอ แนะ “ศ.ดร.วิจิตร” แก้ปัญหาอื่นดีกว่าแก้วัฒนธรรมมืดที่ไม่มีทางทำได้ เว้นแต่จะอยู่ในตำแหน่ง 4-5 ปี หรือออกเป็นระเบียบ กฎหมาย ให้เด็กฝากเด็กเส้นและแป๊ะเจี๊ยะเป็นความผิดจึงจะทำได้

 
 
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ
 
 
       รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยต่อแนวทางการยกเลิกเด็กฝากเด็กเส้นและแป๊ะเจี๊ยะของ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ไม่มีทางทำได้ถาวร เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย อาจหยุดได้ครั้งคราวในช่วงที่ ศ.ดร.วิจิตร เป็นรัฐมนตรี แต่เมื่อรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมืองก็จะกลับมาอีก และคิดว่าปัญหาจะยิ่งรุนแรงมากกว่าเดิม ดังนั้น ช่วงเวลา 1 ปีน่าจะไปทำอย่างอื่นที่ความสำคัญเร่งด่วนมากกว่าจะมาเสียเวลาแก้ปัญหานี้ เช่นการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำอย่างไรให้ครูสอนเรื่องศีลธรรม ศาสนาลงไปในวิถีชีวิตของเด็ก รวมทั้งระบบที่จะรองรับการกระจายอำนาจการศึกษา
       
       “ผมยังไม่เคยเห็นการเมืองปฏิเสธการฝากเด็ก ยิ่งฝากหนักกันทุกคน เกือบทุกระดับการศึกษาแล้ว ที่ว่าระดับอุดมศึกษาไม่มีก็มีผ่านทางโควตา รับตรง แป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนสาธิตที่ว่าดังที่สุดยังเปิดประมูลกันแบบโปร่งใส ผมได้ยินตัวเลขถึง 3-7 ล้านกันแล้ว ผมว่าไปทำเรื่องอื่น ๆ ที่ ศ.ดร.วิจิตร มีบารมีและความรู้พอที่จะแก้ไขได้เพื่อเป็นกลไกและเงื่อนไขแก้ไขคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นดีว่าจะไปยุ่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นวัฒนธรรมมืดที่ไม่มีทางทำได้ แต่ถ้า ศ.ดร.วิจิตร อยู่ในตำแหน่ง 4-5 ปี ก็สามารถจะทำได้” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว
       
       รศ.ดร.สมพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า ถ้าจะแก้ปัญหาเด็กฝากเด็กเส้น แป๊ะเจี๊ยะได้ ต้องออกเป็นระเบียบ มีกฎหมายว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความผิด เพราะตราบใดที่ไม่สามารถทำเรื่องการศึกษาให้ใกล้เคียงกันได้หรือทรัพยากรที่ใช้ในการศึกษาไม่เพียงพอ ไม่มีทางที่จะลดค่านิยมโรงเรียนดังลงได้
 
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000136689
 
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 15 ธันวาคม 2006, 21:12:53 PM »

กาแฟดำ

ไม่จับจังหวะนี้ปฏิรูปการศึกษาจะรอถึงเมื่อไหร่?
15 ธันวาคม 2549 น.  กรุงเทพธุรกิจ


เห็นข่าวและภาพของการประท้วงเกี่ยวกับการให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบและการถกเถียงกันประเด็นว่าหมอมีสิทธิปฏิเสธรักษาคนไข้ในกรณีไม่ฉุกเฉินหรือไม่ที่กำลังเดือดพล่านอยู่ขณะนี้ ผมกลับคิดถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาเสียฉิบ

เพราะผมคิดว่าต้นตอแห่งความ "แผลงๆ" ของทัศนคติของคนที่เราเรียกว่าปัญญาชนแห่งสยามวันนี้นั้นมาจากระบบการศึกษาที่พิกลพิการมาตลอด ทำให้เรื่องสาธารณประโยชน์กลายเป็นเรื่องการปกป้องสิทธิส่วนตัวมากกว่าการแสวงหาทางออกให้กับสังคมด้วยใจที่เปิดกว้าง

แต่ทำไมยิ่งนานวันเรายิ่งเห็นสังคมไทยถกแถลงกันด้วยประเด็นที่เกี่ยวกับ "เรื่องของข้าฯ" มากกว่า "เรื่องของส่วนรวม"

ผมถือว่านี่คือความล้มเหลวของระบบการศึกษาของชาติโดยสิ้นเชิง

รัฐบาลชั่วคราวของนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ อาจไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาของชาติที่เรื้อรังได้ แต่เพราะการไม่มีผลประโยชน์การเมืองที่ต้องปกป้องและเพราะรัฐมนตรีศึกษาคนปัจจุบันมีประวัติยาวนานในการผลักดันให้ระบบการศึกษาของไทยให้ก้าวสู่ทิศทางที่ถูกต้อง จึงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งหาก ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน จะไม่ใช้จังหวะและบรรยากาศ "ช่องว่างจากอำนาจการเมือง" นี้ปูพื้นของการระดมความคิดครั้งใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง

นายกฯ คนใหม่ญี่ปุ่น ชินโซะ อาเบะ ก็กำลังต้องการจะปรับปรุงระบบการศึกษาของญี่ปุ่นที่เคยได้ชื่อว่ามีคุณภาพเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นสร้างชาติจากซากปรักหักพังของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้

แต่วันนี้ ระบบเก่านี้กำลังสร้างปัญหาเพราะไม่อาจจะสนองความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่ที่ต้องการให้คนรุ่นใหม่มีค่านิยมทันกับนวัตกรรม และจริยธรรมของโลกาภิวัตน์ได้

นายกฯ ญี่ปุ่นคนใหม่เพิ่งประกาศตั้งคณะทำงานพิเศษ 17 คนที่เขาเรียกว่า Education Rebuilding Council ซึ่งอาจจะแปลว่า "สภาสร้างระบบการศึกษาใหม่" ก็ได้โดยที่คนกลุ่มนี้มีภารกิจหลักคือการเสนอวิธีคิด และมาตรการใหม่ๆ เพื่อยกร่างแผนการศึกษาแห่งชาติใหม่

เขาไม่ได้เอาเฉพาะนักการเมืองหรือข้าราชการประจำมาร่วมคิดร่วมอ่าน แต่ได้เชิญนักการศึกษา ศิลปิน และนักธุรกิจระดับนำเข้ามาร่วมวิเคราะห์วิจารณ์ เช่นประธานโตโยต้ายักษ์ใหญ่ ก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการพิจารณาอย่างคึกคักด้วย

คนที่เป็นประธานของคณะทำงานชุดนี้คือเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมีชื่อ ริโอจิ โนโยริ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนสำคัญในการผลักดันให้คิดหาวิธีการที่จะรื้อระบบการศึกษาทั้งหมด เพื่อให้สังคมญี่ปุ่นสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาสนองตอบต่อความต้องการของประเทศชาติได้อย่างทันท่วงที เป้าหมายหลักประการหนึ่งของคณะทำงานนี้คือทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาสร้างเด็กให้กล้าคิดกล้าสร้างสรรค์ในยามที่ญี่ปุ่นเผชิญกับการแข่งขันอย่างหนักหน่วงจากจีน อินเดีย เกาหลีใต้และ "ความเป็นผู้นำ" ของญี่ปุ่น (ที่เคยเลื่องลือสมัยอาจารย์ฮาวาร์ดมะกันเขียนหนังสือชื่อ "Japan as No 1") กำลังถูกท้าทายจากรอบด้าน

ถ้าถามว่าระบบการศึกษาไทยกำลังถูกท้าทายจากปัจจัยอะไรบ้าง เราคงนั่งจาระไนกันได้หลายวันหลายคืน

ถามว่าถ้าเชิญผู้นำจากวงการต่างๆ ของสังคมไทยมาร่วมกันเป็นคณะทำงานเพื่อปฏิรูปการศึกษา ท่านทั้งหลายจะพร้อมมาร่วมหรือไม่

ผมสงสัยว่าท่านเหล่านั้นอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กไป เสียเวลาทำมาหากิน และปล่อยเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาดีกว่า

ครั้นถูกขอร้องอ้อนวอนมากเข้า ท่านเหล่านั้นก็จะส่งลูกน้องมาร่วมประชุมพอเป็นพิธีแบบไทยๆ เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ บ้านเมืองเราจึงเป็นอย่างที่เห็นกันอยู่

เพราะเรายังไม่สำเหนียกว่าเรื่องการศึกษาสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาหรือรัฐบาลทำเท่านั้น

ตราบที่เรายังไม่สำนึกว่าคนทั้งสังคมต้องถือเป็นภารกิจร่วม เราก็จะยังต้องไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ถอยสองก้าวอย่างที่เห็นอยู่นี่แหละ
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2006, 10:09:40 AM »

“หมอประเวศ-ชัยอนันต์” หนุน ม.ออกนอกระบบ
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 ธันวาคม 2549 15:04 น.
 
 
       “หมอประเวศ” วอนเลิกทะเลาะกันเรื่องผลักดัน ม.ออกนอกระบบ ให้มองการพัฒนาและปรับปรุงอุดมศึกษาทั้งระบบ เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ทำทั้งงานวิชาการและสร้างคนที่อยากได้ปริญญาให้สามารถสร้างความรู้ได้ ชี้ทุกวันนี้ประเทศอ่อนแอเพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำงานวิชาการ ด้าน “ชัยอนันต์” ระบุการใช้วินัยข้าราชการในการปกครองบุคลากรของมหาวิทยาลัยไม่เหมาะสม และไม่ต้องกลัวว่าจะปิดหลักสูตรที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 

 
 
 
 
       นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงกรณีการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบว่า ปัญหาเกิดจากความไม่เข้าใจกัน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จะออกหรือไม่ออก ถกเถียงกันก็มีแต่ขัดแย้งกัน ต้องพิจารณาถึงระบบอุดมศึกษาทั้งหมด ซึ่งไม่ค่อยมีคนสนใจเรื่องระบบ สังคม และรัฐบาลต้องมาสู่การตัดสินใจร่วมกันให้ได้ว่าประเทศไทยต้องการใช้ทรัพยากรเท่าไหร่เพื่อพัฒนาระบบอุดมศึกษาทั้งระบบ โดยต้องกำหนดว่าจะใช้กี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP หรือกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ซึ่งอาจจะต้องมีกฎหมายช่วยล็อกตรงนี้ไว้ รวมถึงต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรจะใช้งบฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
       
       “ระบบอุดมศึกษาขณะนี้ ติดปัญหา 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นตุ้มถ่วง คือ ต้องเข้าใจว่าสังคมไทยจะสนใจรูปแบบและฐานานุรูปมากกว่าสาระ และแก่นสาร จะเห็นว่าคนอยากได้ปริญญามากกว่าอยากเรียนรู้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยทั้งหมด หมดกำลังไปกับการสอนคนที่อยากได้ปริญญา แต่ไม่ได้อยากเรียนรู้ มหาวิทยาลัยก็ขาดการวิจัยที่จะสร้างความรู้ใหม่ที่จะเข้าใจปัญหาต่างๆ ของสังคม และหมดกำลังไปกับการสอน ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องทำทั้งวิจัย และสอนคนที่อยากได้ปริญญาให้สามารถสร้างความรู้ได้ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้ทำงาน ประเทศอ่อนแอมาก เพราะมหาวิทยาลัยไม่สามารถทำงานทางวิชาการ ได้แต่สอนหนังสือ”
       
       นายประเวศ กล่าวอีกว่า การบริหารมหาวิทยาลัยที่ทำอยู่ในขณะนี้คือการบริหารกฎหมาย และกฎระเบียบ ไม่ใช่การบริหารวิชาการ เห็นได้ชัดเพราะกฎระเบียบเยอะมากจากองค์กรต่างๆ ที่ใส่เข้ามา ทั้ง ระเบียบ กพ. ระเบียบกระทรวงการคลัง ระเบียบสำนักนายกฯ แต่อาจารย์เป็นนักวิชาการ จะไม่เข้าใจ ชำนาญระเบียบต่างๆ เหล่านี้ ขณะที่ต้องมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทำให้หมดกำลังอาจารย์ไปเยอะ และก็ทำอะไรไม่ค่อยได้ดี เพราะผู้บริหารต้องเสียเวลากับการประชุมต่างๆ ดังนั้น ต้องปรับการบริหารมหาวิทยาลัยใหม่ มาเป็นการบริหารวิชาการให้ได้ ไม่เช่นนั้นมหาวิทยาลัยจะถูกลูกตุ้มถ่วงหมดเวลาไปกับการสอน
       
       “เราควรหยุดทะเลาะกันเรื่องนี้ แต่ควรมาร่วมกันมองว่าระบบอุดมศึกษาที่จะเป็นกำลังของประเทศ คืออะไร โดยอาจออกกฎหมายที่สร้างระบบอุดมศึกษาขึ้นมา ซึ่งอธิการบดีก็เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่หลายคน น่าจะมองว่าถ้าเรามีกฎหมายระบบอุดมศึกษาที่ดีๆ ขึ้นมาเป็นกฎหมายก้าวหน้า ผมเคยพยากรณ์ไว้หลายปีล่วงหน้าแล้ว ว่า 4-5 ปีจากนี้ไป มหาวิทยาลัยจะไม่ทำอะไร จะทะเลาะกันเรื่องพวกนี้ เพราะผมมีประสบการณ์มาก่อนตั้งแต่ปี 2516 ช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลควรเลือกทำเรื่องใหญ่ๆ อย่าไปทำเรื่องกระจุกกระจิก เพราะรัฐบาลอยู่สั้น ควรจะทำนโยบาย และทำเครื่องมือไว้ ที่จะทำงานต่อ อย่าไปจับทุกเรื่อง” นพ.ประเวศ กล่าว
       
       ด้านนายชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัยกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีการพูดคุยกันมานานแล้ว เนื่องจากมหาวิทยาลัยต่างจากการเป็นส่วนราชการอื่นๆ เพราะมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษาที่ต้องการการพัฒนาและความรับผิดชอบ ดังนั้น การใช้วินัยข้าราชการในการปกครองบุคลากรในมหาวิทยาลัยจึงไม่เหมาะสม เพราะเมื่อเข้าสู่ระบบราชการแล้วคนจำนวนหนึ่งก็จะไม่พัฒนาการทำงานปล่อยให้เป็นไปตามขั้นการเติบโตของระบบราชการ บุคลากรมหาวิทยาลัยจึงควรมีระบบการดูแลที่แตกต่างจากส่วนราชการอื่น โดยให้มีการประเมินและพัฒนาตนเอง ซึ่งหากไม่ได้ตามเกณฑ์ก็ต้องพ้นสภาพไป ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านวิชาการและทรัพยากรบุคคล

 
   
 
 
       นายชัยอนันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีผู้กังวลว่า เมื่อออกนอกระบบไปแล้วหลักสูตรวิชาที่มีความสำคัญแต่ไม่สร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยจะถูกปิดลงนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศบางแห่ง แต่สำหรับในเมืองไทยไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะมีการระบุไว้ในกฎหมายอยู่แล้วว่า หลักสูตรพิเศษที่เปิดและสร้างรายได้กับทางสถาบันจะต้องนำรายได้มาสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนสำหรับหลักสูตรที่มีความสำคัญ ซึ่งหลักสูตรปกติไม่มีการขึ้นค่าเล่าเรียนจนสูงเกินไป และไม่มีการปิดหลักสูตรที่สำคัญอย่างแน่นอน
       
       ขณะที่ ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า เรื่องการนำมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐออกนอกระบบนั้นทุกฝ่ายทำดีที่สุดแล้ว เพราะมหาวิทยาลัยควรจะมีอิสระคล่องตัวในการบริหารจัดการ ซึ่งก็จะต้องกำกับดูแลเรื่องนโยบายและมาตรฐานด้วย โดย สมศ.จะเป็นเพียงองค์กรหนึ่งในการดูแลและประเมินเรื่องคุณภาพมาตรฐานเท่านั้น
       
       “ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่า เมื่อออกนอกระบบไปแล้วจะมีการเพิ่มสาขา และขึ้นค่าล่าเรียนนั้น หากมหาวิทยาลัยใดทำแบบนั้นจริง สมศ.เป็นผู้ประเมินตัวเลขที่ถูกประเมินจะฟ้องออกมาเองว่า บัณฑิตที่จบออกมาแล้วไม่มีงานทำ เมื่อประชาชนรู้ก็จะไม่ส่งเด็กเข้าเรียน ตลอดจนการดูแลเรื่องหลักสูตรของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพราะหากหลักสูตรไม่ได้มาตรฐานทาง สกอ.จะทบทวนดูว่าหลักสูตรควรจะใช้ต่อไปได้อีกกี่ปี หรือหากมีการจัดอันดับและมหาวิทยาลัยใดอยู่อันดับสุดท้ายใครจะอยากไปเรียน”
       
       ศ.ดร.สมหวัง กล่าวว่า ขณะนี้คนที่กลัวคือนักศึกษา เนื่องจากรุ่นที่ได้รับฟังความคิดเห็น และการชี้แจงยังไม่ได้เข้าเรียน จึงต้องมารับผลการตัดสินใจในสมัยนี้ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นบทเรียนกับมหาวิทยาลัยที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ สำหรับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยในกำกับนั้น เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเป็นประเด็นที่คิดมาตลอดว่า รัฐบาลจะมีหลักประกันอะไรในการส่งเสริมมหาวิทยาลัยเหล่านี้เมื่อออกนอกระบบไปแล้ว เพื่อไม่ให้ไปพึ่งตนเองหรือต้องหารายได้เอง
       
       อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจนักศึกษาที่เข้ามาใหม่ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลอยู่ ซึ่งต้องมีการทำความเข้าใจต่อไป และหากจะต้องถอนร่าง พ.ร.บ.ออกมาก่อนเพื่อมาหารือและทำความเข้าใจใหม่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร หากพร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยเสนอกลับไปอีกครั้งได้ น่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดด้วย
       
       ขณะที่ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าถึงการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบในช่วงแรกๆ อาจยังไม่พบปัญหาเรื่องการปิดหลักสูตรที่สำคัญๆ แต่ไม่ทำรายได้ให้กับมหาวิทยาลัย แต่หากภายหลังการออกนอกระบบแล้วเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ หรือรัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอในการสนับสนุน การปิดหลักสูตรที่ไม่สร้างรายได้คงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งหลักสูตรบางอย่างแม้ไม่สร้างรายได้ หรือมีผู้สนใจเรียนน้อยแต่ก็มีความสำคัญที่ไม่ควรปิด เช่น สาขาบาลีสันสกฤต เป็นต้น
       
       ผศ.นพ.ตุลย์ กล่าวอีกว่า นอกจากหลักสูตรที่เปิดอยู่อาจจะถูกปิดแล้ว สาขาใหม่ๆ ที่มีความสำคัญจำเป็น และควรจะเกิดขึ้นในอนาคตตามสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่สร้างรายได้ให้มหาวิทยาลัย ซึ่งจากที่พูดคุยกันนั้นทุกคนเป็นห่วงเรื่องการพัฒนาคุณภาพและการปรับปรุงสถาบันอุดมศึกษา ก็ควรจะไปดำเนินการเรื่องดังกล่าว และไม่ควรเร่งรีบดำเนินการเรื่องการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ควรจะชะลอเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน

 http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000153822
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ธันวาคม 2006, 10:36:52 AM โดย กร » บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2006, 10:39:45 AM »

เครือข่ายค้าน'ม.ออกนอกระบบ'ยื่นหนังสือ'ป๋าเปรม-สนธิ'

16 ธันวาคม 2549 09:01 น.กรุงเทพธุรกิจ
เครือข่ายคัดค้านมหา'ลัยออกนอกระบบ เตรียมยื่นหนังสือต่อ "พล.อ.เปรม"และ"พล.อ.สนธิ" วันนี้(16ธ.ค.) เรียกร้องสนช.ยุติพิจารณาร่างพรบ.ทุกมหาวิทยาลัย ให้นำมาทำประชาพิจารณ์ พร้อมตั้งคกก.ศึกษา ขู่ 1สัปดาห์ไม่คืบ จัดชุมนุมใหญ่

ที่บ้านสวนไผ่ อนุสาวรีย์ชัยฯ พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี เครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังประชุมร่วมกับกลุ่มต่างๆ เช่น นิสิต นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย สหพันธ์นักศึกษาแห่งชาติ ชมรมร่วมใจไทยกู้ชาติ ศูนย์ประสานลูกหนี้แห่งชาติ ที่คัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ที่ประชุมได้ข้อสรุปจะเคลื่อนไหวในนามเครือข่ายฯ

โดยในวันที่ 16 ธ.ค. เวลา 13.30 น. จะไปยื่นหนังสือที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หลังจากนั้นจะไปยื่นหนังสือที่บ้านพักของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)

ทั้งนี้ การไปยื่นหนังสือจะมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ 15-16 กลุ่มทั้งนิสิต นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(สจพ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ขอนแก่น ม.ศิลปากร ม.รามคำแหง ม.นเรศวร ม.เกษตรศาสตร์ และอาจารย์มหาวิทยาลัยจากจุฬาฯ ม.ศิลปากร ม.รามคำแหง ม.ขอนแก่น และกลุ่มต่างๆ เช่น มูลนิธิดวงประทีป ชมรมร่วมใจไทยกู้ชาติ ศูนย์ประสานลูกหนี้แห่งชาติ

"ที่ไปยื่นหนังสือจะขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยกเลิกการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกนอกระบบในวาระ 2-3 ของทุกมหาวิทยาลัยออกไปก่อน และนำร่างพ.ร.บ.กลับมาประชาพิจารณ์เพื่อให้ทุกฝ่ายในมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วม และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลศึกษาข้อดี ข้อเสียของการเป็นม.นอกระบบ และรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย จะรอฟังคำตอบเป็นเวลา 1 อาทิตย์ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ เครือข่ายคัดค้านม.นอกระบบจะชุมนุมใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทราบว่าในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ สนช.จะจัดประชุมรับฟังความเห็นเรื่องม.นอกระบบที่รัฐสภา"พ.ญ.กมลพรรณ กล่าว

http://www.bangkokbiznews.com/viewNews.jsp?newsid=140262
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2006, 10:47:47 AM »

สนนท. ม.บูรพา พระนครเหนือ ยื่นหนังสือ กก.สิทธิฯ ต้าน ม.นอกระบบ   
 
 

15 ธันวาคม 2549 ตัวแทนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.), นิสิต ม.บูรพา และ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายจรัล  ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชน ในฐานะประธานอนุกรรมการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยหนังสือร้องเรียนของ สนนท.มีใจความคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ เนื่องจากการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการนั้น ส่งผลกระทบกับเป้าหมายการศึกษาที่เป็นแหล่งศึกษาเล่าเรียนเพื่อกลับไปรับใช้สังคม ซึ่งรัฐต้องให้โอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนในราคาที่ถูกที่สุด แต่ปัจจุบันผู้บริหารทั้งระดับกระทรวงศึกษาธิการ และในระดับมหาวิทยาลัยพยายามผลักดันการศึกษาเข้าสู่ระบบทุน และสร้างให้เป็นสินค้าที่จะต้องมีการลงทุน แก่งแย่ง แข่งขัน ทำให้เกิดการปิดกั้นโอกาสของคนจนที่จะเข้ามาเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา และภายหลังจากมีการเคลื่อนไหวดังกล่าว กลับถูกผู้บริหารหลายสถาบันพยายามขัดขวางในหลายรูปแบบ โดยใช้กฎระเบียบของมหาวิทยาลัยเป็นข้ออ้างเพื่อกดดันมิให้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ในมหาวิทยาลัย

ส่วนหนังสือร้องเรียนของ ม.บูรพา ได้ร้องเรียนคัดค้านร่าง  พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยบูรพา ที่กำลังจะเข้าสู่วาระพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีกระบวนการขั้นตอนที่ไม่เรียบร้อย เนื่องจากในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ยังปรากฏว่า ไม่มีการทำประชาพิจารณ์อย่างทั่งถึงและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษา และฝ่ายผู้ปกครอง ยังไม่ได้มีการเสนอแนะและประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งกระบวนการขั้นตอนเกือบทั้งหมดดำเนินการโดยคณะผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว  และเนื่องจากกรณีที่มีการคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ได้มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งถูกอาจารย์ของมหาวิทยาลัยแจ้งตำรวจให้เข้ามาจับ เนื่องจากนักศึกษากลุ่มดังกล่าวได้ไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือขอคัดค้านการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยบูรพาต่อประธานสภานิติบัญญัติเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 อีกทั้งต่อมามีอาจารย์ของมหาวิทยาลัยกระทำการข่มขู่นักศึกษาโดยใช้วิธีการหลายรูปแบบ เพื่อไม่ให้ไปร่วมทำกิจกรรมที่มีลักษณะในทางเคลื่อนไหวคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

ส่วนหนังสือร้องเรียนของ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร้องเรียนว่า ถูกผู้บริหารของมหาวิทยาลัยข่มขู่จะให้พักการเรียนเป็นเวลา ๑ ปี หากมีนักศึกษาคนใดแถลงข่าว หรือเคลื่อนไหวคัดค้านเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในข้อหาทำความเสื่อมเสียแก่สถาบัน

ด้านนายจรัล เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการกระทำใดๆ ที่เป็นการข่มขู่คุกคาม อันเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น ทั้งนี้เพราะสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น เป็นรากฐานสำคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

--------------------------------------------------------------------------------
 โดย : ประชาไท
 วันที่ : 15/12/2549 
 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6254&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 30 มกราคม 2007, 17:20:01 PM »

‘เรียนฟรี 12 ปี’ฝันที่ไม่เคยเป็นจริง
 
โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ 29 มกราคม 2550 16:20 น.
 
 
       หากการศึกษาไทย ‘เรียนฟรี 12 ปี’ จริง ภาวะปากกัดตีนถีบของพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อหาเงินส่งเสียลูกให้ได้เรียนโรงเรียนดีๆ ของรัฐ คงจะไม่ระบาดรุนแรงทั้งในกลุ่มคนชั้นกลางในเมือง ที่นับวันลมหายใจจะผูกร้อยเข้ากับการขวนขวายไขว่คว้า ‘เงิน’ ให้ได้มากพอจะให้ตัวเองได้ยืดอกมองเห็นลูกได้ศึกษาต่อในโรงเรียนดีๆ มีชื่อเสียง หรือกระทั่งแค่ได้เห็นพวกเขาใส่ยูนิฟอร์มนักเรียน/นักศึกษาของโรงเรียนธรรมดาๆ ก็ดีใจมากแล้วสำหรับกลุ่มคนชั้นล่างหาเช้ากินค่ำ
       
        ทว่ากว่า 4 ปีที่ผ่านมานับแต่รัฐบาลประกาศนโยบายเรียนฟรี 12 ปี ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับขัดแย้งกับนโยบายที่ออกมาอย่างชัดแจ้ง ด้วยโรงเรียนของรัฐยังคงต้อง ‘ระดมทรัพยากร’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของผู้ปกครองมาสมทบกับเงินอุดหนุนจากงบประมาณ อันเนื่องมาจากรัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบฯ ให้แก่โรงเรียนเหล่านี้เพียงพอที่จะจัดการศึกษาฟรีได้จริง อีกทั้งค่าหัวที่ให้กับโรงเรียนก็ไม่เคยปรับเพิ่มขึ้นเลยในช่วง 4 ปีแรก มิพักจะเอ่ยถึง ‘แป๊ะเจีย’ ที่บางโรงเรียนสูงลิบลิ่ว
       
        การระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองโดยโรงเรียนจึงกลายเป็นความชอบธรรม และได้รับอนุญาตจากรัฐบาลด้วยรอยยิ้มแช่มชื่นบนใบหน้า!
       
        โดยที่รัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่าบางครั้งทรัพยากรที่โรงเรียนโหมระดมเพิ่มจากผู้ปกครองมีจำนวนมากกว่าค่าบำรุงหรือค่าเล่าเรียนที่ผู้ปกครองเคยต้องจ่ายก่อนหน้าที่รัฐจะประกาศใช้นโยบาย “เรียนฟรี” ด้วยซ้ำ ส่งผลให้ในภาพรวมค่าใช้จ่ายของครัวเรือนด้านการศึกษาของเด็กๆ ก่อนและหลังโครงการเรียนฟรีแทบไม่แตกต่างกัน ซ้ำร้ายหลายกรณี กติกาที่โรงเรียนตั้งขึ้นมาเก็บเงินจากผู้ปกครองยังไร้ความโปร่งใส ชัดเจน
       
        ทั้งๆ ที่ทุกคนในสังคม โดยเฉพาะภาครัฐตระหนักถึงคุณูปการของการศึกษาว่านอกจากจะเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อันเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เจริญรุดหน้าแล้ว ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นที่ขาดหายไม่ได้ในการถ่ายทอดค่านิยมและอุดมการณ์ทางสังคมที่พึงปรารถนา
       
        แต่แล้วท้ายที่สุด โครงการเรียนฟรี 12 ปีของรัฐบาลก็ไม่ได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองโดยรวมลงได้ ดังประจักษ์ชัดจากการศึกษาเรื่อง ‘ผลกระทบของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อการศึกษาต่อของเยาวชนไทย’ (โครงการวิจัยการประเมินนโยบายสาธารณะด้านสังคมที่มีความสำคัญ) โดยดร.วิโรจน์ ณ ระนอง, รศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง และ อรรถกฤต เล็กศิวิไล จากมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ภายใต้แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ที่พบว่าผลกระทบของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่มีต่อการเรียนต่อของเยาวชนไทยในช่วงรอยต่อสำคัญ คือ ในระดับชั้นมัธยมต้น (ม.1) และมัธยมปลาย ทั้งสายสามัญ (ม.4) และสายอาชีพ (ปวช.1) ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากกระเด็นออกจากระบบการศึกษามากกว่าช่วงอื่นๆ
       
        ทั้งนี้ แม้วันวานค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงรอยต่อขึ้นชั้นมัธยมต้น หรือมัธยมปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พ่อแม่ใช้เป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจว่าจะให้ลูกๆ ได้เรียนต่อหรือไม่นั้น จะเบาบางลงไปในวันนี้แล้ว แต่ในครอบครัวยากจน เด็กๆ ก็ยังคงพบเผชิญปัญหานี้อยู่ดี เพราะตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อโอกาสการเรียนต่อในระดับชั้นที่กล่าวมาทั้งในอดีตและปัจจุบันล้วนแล้วแต่สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่หากเพิ่มสูงขึ้น โอกาสเรียนต่อก็จะลดน้อยลง หากจำนวนเด็กในครัวเรือนมากขึ้น โอกาสที่จะได้เรียนต่อของเด็กๆ ก็จะน้อยลงผกผันกัน ขณะที่การศึกษาของพ่อและแม่หรือหัวหน้าครัวเรือนที่หากมีระดับการศึกษาสูงขึ้น ก็จะไปเพิ่มโอกาสในการได้เรียนต่อของเด็ก
       
        อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของตัวแปรเหล่านี้ยังมีความแตกต่างกันตามเศรษฐานะของครัวเรือนด้วย กล่าวคือ ในแทบทุกกรณี ตัวแปรเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อครัวเรือนที่ยากจนมากกว่าครัวเรือนที่มีฐานะดี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสภาพัฒน์ ที่ระบุว่าในปี 2545 ขณะที่เด็กกลุ่มที่มีฐานะดีมีโอกาสเรียนต่อในชั้นมัธยมต้นเกือบ 100% นั้น ยังมีเด็กกลุ่มยากจนสูงเกือบ 40% ที่ไม่มีโอกาสเรียนในระดับชั้นเดียวกันนี้
       
        การขาดโอกาสศึกษาต่อของเด็กและเยาวชนไทยจำนวนมากที่ต้องหลุดจากภาคการศึกษาตั้งแต่เยาว์วัยเป็นอุปสรรคสำคัญโดยตรงต่อโอกาสเลื่อนชั้นทางสังคม (social mobility) ของพวกเขาเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เหตุด้วยสังคมไทยยังผูกติดการเลื่อนชั้นทางสังคมเข้ากับการศึกษาค่อนข้างมาก กระทั่งส่งผลให้คนทั่วไปที่ยากจน เข้าไม่ถึงการศึกษาตามนโยบายรัฐที่กล่าวอ้างว่าเรียนฟรี 12 ปี ไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน (equal opportunity) ในการเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นผู้นำในสังคมบ้าง ซึ่งท้ายสุดผู้นำในชุมชนก็จะถูกผลิตสร้างจากกลุ่มชนชั้นนำทางสังคม (elitist) เท่านั้น
       
        ทั้งนี้ แม้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการศึกษาจะมาจากสำรวจ 2 ครั้งล่าสุดในปี 2545 และ 2540 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเริ่มใช้นโยบายเรียนฟรี 12 ปีอย่างเป็นทางการ แต่ผลการศึกษาครั้งนี้กลับประยุกต์ใช้ในสภาวการณ์นี้ได้อย่างเหมาะสม เพราะพบว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนจำนวนมากไม่ได้ลดลงหรือต่างจากในช่วงก่อนที่มีนโยบายนี้มากนัก การเร่งผลักดันให้นโยบายเรียนฟรี 12 ปีไม่เป็นภาพฝันที่จับต้องได้ของคนยากจนหรือคนชั้นกลางในสังคมที่อยากให้ลูกได้เรียนต่อจึงต้องลดขวากหนามสำคัญที่จะได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายเสียก่อนเป็นเบื้องต้น
       
        รวมทั้งเร่งพิจารณาว่าเหตุใดนับแต่ภาครัฐประกาศใช้นโยบายเรียนฟรี 12 ปีเมื่อปี 2546 จึงไม่อาจผลักดันเป้าหมายให้บรรลุสำเร็จ เพราะโดยหลักการแล้วน่าจะมีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อมูลจากการสำรวจต่างๆ กลับแสดงให้เห็นว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนทั้งในภาพรวมและในระดับมัธยมศึกษาเมื่อปี 2547 ไม่ได้ลดลงจากก่อนหน้านี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากภาคปฏิบัติของนโยบายนี้ที่นอกจากจะไม่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบอย่างเพียงพอแล้ว ยังหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหานี้โดยไปตีความมาตรา 58 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ว่าอนุญาตให้โรงเรียน ‘ระดมทรัพยากร’ โดยเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองได้ กระทั่งท้ายสุดครอบครัวมากมายต้องพานพบสถานการณ์เลวร้ายที่นอกจากภาระค่าใช้จ่ายจะไม่ได้ลดลงอย่างชัดเจนแล้ว กติกาการเรียกเก็บเงินยังชัดเจนหรือโปร่งใสน้อยลงอย่างมากด้วย
       
        ถึงแม้โดยเฉลี่ย ครอบครัวส่วนใหญ่จะอยู่ในฐานะที่แบกรับค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเรียกเก็บได้ก็จริง แต่การดำเนินนโยบายเรียนฟรี 12 ปีที่เป็นแบบครึ่งๆ กลางๆ นี้แทนที่จะมอบความหวัง อนาคตสดใสกับผู้ปกครองและเด็กนักเรียนว่าจะได้เรียนฟรีจริงๆ ทว่ากลับสร้างปัญหาปวดร้าวตามมามากมาย ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีเงินอยู่บ้างก็ต้องเตรียมเงินไว้เป็นค่าระดมทรัพยากรที่ยากจะคำนวณว่ามากเท่าใดจึงจะเป็นที่พอใจของโรงเรียน ขณะที่ครอบครัวยากจนการจ่ายเงินจำนวนมากๆ เพื่อให้ได้เรียนนั้นเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมทีเดียว ครั้นหวังว่าจะได้เรียนฟรีจริงๆ แม้แต่ในโรงเรียนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียงก็ยังยาก
       
        ดังนั้น ถ้ารัฐบาลมุ่งมั่นนำนโยบายเรียนฟรี 12 ปีมาใช้โดยเนื้อหาจริงๆ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณเสียใหม่ ให้โรงเรียนได้รับงบฯ อย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องใช้วิธีเลี่ยงบาลีเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองในลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
       
        ด้วยนอกจากจะปูทางอนาคตสำหรับเยาวชนของชาติที่เคยขาดโอกาสในการได้ศึกษาเล่าเรียนแล้ว ยังเรียกคืนวันเวลาที่พ่อแม่ลูกจะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน แทนที่จะกังวล ดิ้นรนหาเงินมาจ่าย ‘ค่าระดมทรัพยากรของโรงเรียน’ ที่ก่อเกิดเป็นวิกฤตค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในหัวใจของเด็กและผู้ใหญ่
       
       คอลัมน์เวทีนโยบายสาธารณะ
       แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
 

 http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000011283

 
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!