บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:12:02 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศธ.รับ7ปีกฏิรูปการศึกษาหลงทาง แนะสังคมเปิดพื้นที่เรียนรู้  (อ่าน 53927 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ยอนละไม
Full Member
***
กระทู้: 388


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2007, 20:29:46 PM »

ในความเป็นจริง ทุกพื้นที่ของสังคมต่างมีเรื่องราวให้เรียนรู้อยู่มากมาย เพียงแต่ว่า คนไทยขาด "เครื่องรับ" จึงพลาดโอกาศที่จะรับเอา "คลื่นความรู้" ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ได้ขาดพื้นที่เรียนรู้ก็เป็นได ...

.. สังคมไทยขาดทักษะที่จะหยิบจับสิ่งที่ดูเหมือนไร้ค่าให้มีค่า

.. หนำซ้ำสังคมไทยมักจะ "ทอดทิ้ง" ความรู้ที่มีอยู่ (เช่นภูมิปัญญาในการทำเกษตรพื้นบ้าน - ภูมิปัญญาในการผลิตข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน ฯลฯ )

.. นอกจากจะขาดทักษะในการเรียนรู้(นอกห้องเรียน)แล้ว สังคมไทยยังขาดความกล้าหาญที่จะ "ลงทุน" ด้านการศึกษา (อาจเพราะเป็นโครงการที่ใช้ทุนมากแต่คอรัปชั่นได้ยาก !!)

คิดกันง่าย ๆ ระหว่างการลงทุนด้วยเงินก้อนโต จำนวน หนึ่งแสนสี่หมื่นล้านบาท ให้เลือกระหว่าง สนามบินสุวรรณภูมิ กับการสร้างการศึกษาระดับปริญญาตรี - เอก (แถมทุนการวิจัย) เราก็จะพบความจริงอันแสนเจ็บปวดว่า สนามบินสุวรรณภูมิต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อยเช่นกัน กว่าที่จะคืนทุนให้กับประเทศชาติได้ หนำซ้ำ หากมีการทุจริตในการบริหารงานสนามบิน (นอกเหนือไปจากทุจริตในการก่อสร้าง) ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ประเทศชาติจะได้กำไรจากการลงทุนก้อนหนี้

ในทางกลับกัน เงินทุนจำนวนหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านนี้  ทดลองคิดกันเล่น ๆ (แต่ผมขี้เกียจคิด) ว่าเรานำไปลวงทุนด้านการศึกษา โดยให้คนไทยจำนวนหนึ่ง(ที่มีปัญญาเรียน)เรียนฟรีจนจบปริญญาเอกแถมทุนให้ทำวิจัยอีกก้อนหนึ่ง ก็น่าคิดว่าประเทศไทยจะมีคนคุณภาพระดับดอกเตอร์เพิ่มมากขึ้นขนาดไหน

และที่แน่ ๆ ก็คือเราจะได้รับสินทรัพย์ทางปัญญาเพิ่มขึ้นไม่น้อยชิ้นที่เดียวครับ



บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2007, 20:57:56 PM »

มศว รุกสร้างนักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ เน้นจรรยาบรรณวิชาชีพ
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2550 13:00 น.
 
 
       มศว รุกสร้างนักเศรษฐศาสตร์นโยบายสาธารณะ เน้นจรรยาบรรณวิชาชีพ สะท้อนขาดบุคลากรเพียบ หวังป้อนบัณฑิตเข้าสู่ภาครัฐ หาจุดคุ้มทุนสนองนโยบายสาธารณะ
       
       ผศ.ดร.สุรวุฒิ ปัดไธสง กรรมการร่างหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า มศว ร่างหลักสูตรเศรษฐศาสตร์และนโยบายถือเป็นหลักสูตรใหม่และอยู่ภายใต้องค์กรใหม่ที่ใช้ชื่อว่า สำนักสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ เป็นส่วนงานในกำกับมหาวิทยาลัยเปิดสอน 2 ระดับคือระดับปริญญาตรี ในชื่อว่าหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) ระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท – เอก) เป็นหลักสูตรต่อเนื่องโดยรับบัณฑิตที่จบปริญญาตรีมาเรียนต่อโท-เอก ใช้ชื่อหลักสูตรว่าศิลปศาสตร์ (มหาบัณฑิต) ในระยะแรกคาดว่าจะเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีในปีการศึกษา2550 ก่อน จากนั้น 2 – 3 ปี คาดว่าปีการศึกษา 2551 หรือ 2552 จะเปิดระดับบัณฑิตศึกษาต่อไป
       
       ทั้งนี้ ศ.ดร. เทียนฉาย กีระนันท์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มศว ในฐานะประธานกรรมการร่างหลักสูตรเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะกล่าวถึง แนวคิดการจัดทำหลักสูตรเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณว่า ในนิสิตที่เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรี เราตั้งเป้าหมายว่าให้นิสิตที่เข้ามาเรียนสามารถนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ไปวิเคราะห์ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานได้เป็นอย่างดี รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า คุ้มทุน นอกจากนี้หลักสูตรเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะจะเน้นเรื่องความรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรมเป็นหัวใจหลัก มีจรรยาบรรณในอาชีพ และทำให้ผู้เรียนเข้าใจบริบทปัญหาเศรษฐกิจไทย โดยเน้นที่เศรษฐกิจภาครัฐ นโยบายสาธารณะในเชิงเศรษฐศาสตร์ เช่นจะแก้ปัญหาน้ำท่วมเมื่อคิดในเชิงเศรษฐศาสตร์จะมีต้นทุน และจุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน จะแก้ไขก่อนรอให้ท่วมหรือคิดหาทางป้องกัน จะเห็นว่าในยุคปัจจุบันนี้ต้องอาศัยความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ สาธารณะเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ผู้เรียนจะเรียนการคลังภาครัฐ นโยบายภาครัฐ ระบบภาษี คำนวณต้นทุนของแนวนโยบายต่างๆได้ให้เห็นถึงจุดคุ้มทุน
       
       "เราหวังว่าผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาออกไปจะเข้าไปเป็นกำลังสำคัญของภาครัฐ เช่นโดยเฉพาะการคลังของหน่วยงานต่างๆ ขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เป็นจำนวนมาก ขณะนี้เกิดวิกฤติเรื่องการคลังสาธารณะโดยเฉพาะการคลังระดับชุมชน ท้องถิ่น ระดับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น(อปท.) ขาดหลักคิดในการบริหารจัดการรายได้ ไม่มีคนที่มีความรู้ไปคิดสิ่งเหล่านี้ให้ชุมชน บัณฑิตที่เรียนจบหลักสูตรเศรษฐศาสตร์สาธารณะสามารถเข้าไปทำงานวางระบบการคลังท้องถิ่นและส่วนราชการอื่นๆ
       ได้อย่างดี"
       
       ทั้งนี้ ส่วนระดับบัณฑิตศึกษาจะให้ผู้ที่สนใจมาต่อยอดความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณะ รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจัยลงลึกเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะที่รัฐทำอยู่ การเรียนระดับบัณฑิตศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตร์สาธารณะเป็นหลักสูตรที่โดดเด่นก็คือ ทำเป็นหลักสูตรอาเนอร์ ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่ว่าจะจบจากสถาบันการศึกษาใดๆ มา หากเคยเรียนวิชาหนึ่งวิชาใดมาที่บัณฑิตศึกษากำหนดๆ ไว้ ผู้เรียนคนนั้นไม่จำเป็นต้องลงเรียนวิชานั้นซ้ำอีก แต่สามารถลงเรียนวิชาอื่นๆ ได้ ถือเป็นโปรแกรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน มีโอกาสเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอก และถ้าผู้เรียนไม่สามารถเรียนต่อถึงปริญญาเอก ก็เรียนเพียงแค่ปริญญาโทได้

 
 http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000016640
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2007, 20:25:40 PM »

เด็กจ.ขอนแก่นป.1-3อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อื้อ

คม ชัด ลึก

สพท.ขอนแก่น เผย นักเรียน ป.1-3 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อื้อ เตรียมดึงผู้บริหารสถานศึกษาเซ็นเอ็มโอยูใช้เกณฑ์อ่านออกเขียนได้ชี้วัดเลื่อนขั้น สพท.เขต 1 นำวิธีการเรียนการสอนภาษาไทยในอดีตมาใช้ทั้งการผันสระ พยัญชนะ พร้อมนำวีซีดีคาราโอเกะให้เด็กฝึกอ่านเพื่อคลายเครียด

(24กพ.) นายธีระศักดิ์ แก้วหย่อง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 2 เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 2 ได้ประกาศให้สิ้นปี 2550 เด็กนักเรียนในสังกัดต้องปลอดจากการไม่รู้หนังสือ คือ ปลอดภาวะการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ชั้น ป.1ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ชั้น ป.2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และชั้น ป.3 ชึ้นไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 100 นั้น

จากการที่คณะกรรมการนิเทศติดตามและประเมินผลคุณภาพการศึกษา สพท.ขอนแก่น เขต 2 และศึกษานิเทศก์ ได้ออกนิเทศติดตามผลการดำเนินงานการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผ่านมาในหลายๆ โรงเรียน พบว่า การแก้ปัญหายังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร ดังนั้นทางเขตพื้นที่จึงมีมาตรการที่จะเชิญผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดมารับทราบนโยบายกันอีกครั้ง พร้อมให้จัดทำพันธสัญญา (เอ็มโอยู) การแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวกับเขตพื้นที่การศึกษา โดยให้การแก้ปัญหานักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเลื่อนขั้นประจำปี 2550 ด้วย

ด้านนายกมล ศิริบรรณ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สพท.เขต 1 มีโรงเรียนในสังกัด 300 กว่าแห่ง มีเด็กนักเรียนชั้น ป.1-3 เฉลี่ยชั้นละ 8,000 คน หรือประมาณ 24,000 คน ซึ่งจากการสำรวจนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ พบว่านักเรียนที่มีปัญหาแต่ไม่ถึงกับอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่จะอ่านช้า อ่านไม่คล่อง ใช้เวลาสะกดพยัญชนะนานประมาณ 700 คน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่น่าจะเกิดจากครูผู้สอนอย่างแต่อย่างใด แต่น่าจะเกิดพื้นฐานของเด็กที่สติปัญญาของเด็กแต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน เป็นเรื่องของสมองรวมทั้งพันธุกรรมก็มีส่วนเช่นกัน

"เรื่องอ่านออกเขียนได้ถือเป็นเรื่องหลัก ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญมาก ซึ่ง สพท.ขอนแก่นเขต 1 หลังจากรับนโยบายเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหา วิธีการคือ ครูจะวิเคราะห์ว่าเด็กแต่ละคนอ่อนทางด้านใด อ่านช้า หรือสะกดพยัญชนะไม่ถูกต้อง จากนั้นก็จะนำวิธีการสอนภาษาไทยที่หลากหลาย เริ่มจากการนำวิธีสอนภาษาไทยในอดีตมาใช้ เช่นการผันสระ พยัญชนะเพื่อให้เด็กสะกดคำได้"

นอกจากนี้ อาจจะนำการ์ตูนที่เป็นภาษาง่ายๆ มาสอน รวมทั้งเปิดวีซีดีเพลงที่มีคาราโอเกะเพื่อให้เด็กได้หัดอ่านและสะกดคำได้ถูกต้อง ซึ่งก็เป็นวิธีการสอนที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย สนุกสนาน ไม่เครียด ซึ่งในเบื้องต้นจากการนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ ก็ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการขึ้นเรื่อย โดยทาง สพท.เขต 1 ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2550 จะปลอดจากเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างแน่นอน

"เด็กในพื้นที่ภาคอีสานเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ เมื่อเทียบกับนักเรียนในภาคใต้ที่ไม่ได้เน้นการเรียนวิชาภาษาไทยมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กอ่านไม่คล่อง เราก็จะเติมการอ่านลงไป โดยที่จะไม่ทิ้งปล่อยปละละเลยเด็กแม้แต่คนเดียว"

นายกมล กล่าวถึงกรณีถ้าหากเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แล้วจะมีผลต่อการประเมินการปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษานั้นว่า หลักของผู้บริหารจะมองไปที่เด็กมากกว่ามองที่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตน ซึ่งถ้าครูในโรงเรียนมีการกวดขันอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่เด็กคนไหนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จริงๆ เพราะมีปัญหาเรื่องสมอง เช่นนี้ก็จะโทษผู้บริหารไม่ได้ คงต้องดูเหตุผลเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม แม้การเขียนออกเขียนได้ของนักเรียนจะมีผลต่อการเลื่อนขั้นนั้น แต่หลังจากที่กำหนดตัวชี้วัดแล้ว ก็ได้มีการนำหลักทฤษฎีทางสถิติมาวัด ก็ไม่พบว่าครูผู้สอนมีการปล่อยเกรดเฟ้อแต่อย่างใด คะแนนจีพีเอก็เป็นไปตามความสามารถ ซึ่งทุกโรงเรียนในสังกัด สพท.เขต 1 ขอนแก่นก็ปฏิบัติเช่นนี้ทุกแห่ง เนื่องจากได้ทำข้อตกลงการปฏิบัติราชการร่วมกัน ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะเรื่องการอ่านออกเขียนได้เท่านั้น ยังเน้นเรื่องคุณธรรม เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย
 
http://www.komchadluek.net/2007/02/24/a001_93821.php?news_id=93821
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กุมภาพันธ์ 2007, 20:31:47 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 22 มีนาคม 2007, 21:08:28 PM »

ชี้เด็กไทยยุคใหม่ไม่เก่งแต่อยากดัง ส่งผลพฤติกรรมเบี่ยงเบน
 
22 มีนาคม พ.ศ. 2550 18:25:00
 
 
พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล
 
นักวิชาการ ระบุเด็กไทยยุคใหม่เผชิญปัญหาไร้ตัวตน เป็นไม้ประดับ บีบให้ก่อ พฤติกรรมเบี่ยงเบนต่างๆ หวังให้สังคมหันมามอง ส่งผลให้สัดส่วนเด็กที่ไม่ปัญหา พฤติกรรมในโรงเรียนเพิ่มขึ้น บางแห่งสัดส่วนเด็กดี-ไม่ดี เกือบเท่ากัน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พ.ญ.พรรณพิมล  หล่อตระกูล ผอ.สถาบันราชานุกูล ในฐานะ จิตแพทย์เด็ก กล่าวในงานประชุมระดมความคิดเห็น “ ปัญหา เยาวชนในสถานศึกษา “ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการ ศึกษา (สกศ.) ว่า เด็กไทยกำลังเผชิญปัญหา”ไม่มีตัว ตน” หรือ เป็น “ไม้ประดับ “ โดยเด็กไทย จำนวนมากในปัจจุบันจะเป็นเด็กที่ไม่มีจุดเด่นชัดเจนใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ ทางการเรียน ดนตรี กีฬา การกล้าแสดงออก รวมทั้งไม่ใช่เด็กที่เรียนอ่อนที่จะต้อง ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น เด็กกลุ่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจจาก คนรอบข้าง และเลือกที่จะก่อพฤติกรรมเบี่ยงเบนต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้คนรอบข้าง ได้รู้สึกว่า เขามีตัวตน ไม่ใช่เป็นไม้ประดับ

  “ปกติแล้ว กราฟของเด็กไทยจะเป็นรูป ระฆังคว่ำ หัว 10 % เป็นกลุ่มเด็กดีเด็กเก่ง และท้าย อีก 10 % เป็นกลุ่มเด็กเรียนอ่อนหรือเด็กที่มีปัญหา ที่เหลือตรงกลางของกราฟ 80 % จะเป็นเด็กทั่วไป แต่ขณะนี้พบว่า เด็กทั่วไปจำนวน 1 ใน 3 ของ 80 % เผชิญกับปัญหาไม่มีตัวตนทำให้พวกเขาเริ่ม ไม่สนใจเรียน หนีเรียน ก่อปัญหาต่างๆ เช่น ใช้ความรุนแรง ข่มขู่ทำร้ายเพื่อนนัก เรียน ขโมยของ เพศสัมพันธ์ ยาเสพติด เพื่อหวังจะสร้างจุดเด่นขึ้นมาให้คนรอบข้าง สนใจ ผลก็คือ กราฟ่ที่เคยเป็นรูป ระฆังคว่ำเริ่มเอียงไปข้างหนึ่ง เพราะเด็กกลุ่มนี้เลื่อนไหลลงไปอยู่ในกลุ่มเด็ก ที่มีปัญหา “ พ.ญ.พรรณพิมล กล่าว พ.ญ.พรรณพิมล กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน สัดส่วนนักเรียน ที่มีปัญหาพฤติกรรมในโรงเรียนจึงเริ่มเพิ่มมากขึ้น จากที่เคยเป็น 80-20 คือ เด็กดี 80 เด็กมีปัญหา 20 หรือมากสุดก็ 70-30 แต่บางโรงเรียนพบสัดส่วนเด็กที่มี ปัญหาพฤติกรรมสูงถึง 50 % แล้ว ทำให้โรงเรียนต้องทำงานอย่าง หนักเพื่อละลายพฤติกรรมนักเรียน เพราะฉะนั้น ร.ร.และผู้ปกครองช่วยกันแก้ปัญหาไม่มีตัวตนให้เด็ก สร้างให้เด็กมี ความมั่นใจในตัวเอง หาสิ่งที่ตัวเองถนัด และคนรอบข้างจะต้องให้ความเข้าใจไม่ซ้ำ เติมเด็กที่ไม่มีจุดเด่นด้วยการต่อว่า หรือหันไปสนใจเด็กที่เก่งกว่าซึ่งจะทำให้ เด็กเกิดข้อเปรียบเทียบ
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ
 

 นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัจจุบันเด็กไทยใช้เวลาในการเสพ สื่อบันเทิงมากถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน แบ่งเป็นอินเทอร์เนต 4 ชั่วโมง ดูโทรทัศน์ และฟังวิทยุอย่างละ 2 ชั่วโมง จนเด็กไม่เหลือเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผู้ปกครอง ควรมีส่วนร่วมในการดูแลการเสพสื่อของเด็กอย่างเปิดเผย เช่น การจำกัดเวลาในการเสพสื่อบันเทิงของเด็ก หรือการร่วมรับชมสื่อไปพร้อมกัน เพื่อช่วยให้คำอธิปรายแก่เด็กถึงมิติของความเป็นจริงและภาพลวงที่ปรากฏในสื่อ และอยากเสนอให้ ร.ร.สอนเรื่องการเรียนรู้สื่อในชั้นเรียนให้อยู่ในวิชาการเรียน รู้ทักษะของนักเรียน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิชานี้

 นายชัยวัฒน์  กฤตตาคม ประธานสภานักเรียนแห่งชาติ นักเรียนชั้น ม.6 ร.ร.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย กล่าวว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ จากโรงเรียนอื่นๆ ในสภานักเรียนแห่งชาติ พบว่า เยาวชนไทยในปัจจุบันมีปัญหาขาดระเบียบวินัย มีค่านิยมผิด ๆ และพบว่า มักจะรวมตัว ตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อหวังวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ ปัญหาการทะเลาะวิวาทกัน หรือเกิดการขู่กรรโชกทรัพย์ รังแกนักรเยนรุ่นน้อง อย่าง ไรก็ตาม จำนวนนักเรียนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้น่าจะไม่มาก ร.ร.คงสามารถรับมือ ได้ แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้นัก เรียนก่อปัญหาพฤติกรรมขึ้นมา เพราะขาดความอบอุ่นจากสถาบันครอบครัว พ่อ-แม่ไม่มี เวลาอยู่กับลูก

 ด้าน ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิต ติ ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาเยาวชนใน ปัจจุบันมีกลุ่มเด็กแย่มากกว่าดี โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้สื่อสมัยใหม่ อาทิ โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต แชท ฯลฯ ถือเป็นปัญหาโลกแตกที่ทุกประเทศทั่ว โลกกำลังเผชิญอยู่ ในประเทศไทยเองเยาวชนใช้สื่อเหล่านี้โดยขาดความระมัดระวัง ทำ ให้นิสัยและพฤติกรรมของเด็กปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้น เชิง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นในครอบครัวหรือสังคมมีน้อยมาก เด็กจะอยู่แต่ในโลกไซ เบอร์ โลกในบ้านคืออินเตอร์เน็ต เพื่อนคือ โทรศัพท์ มือถือ 
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน
 

 ดร.อมรวิชช์กล่าวต่อว่า หนทางแก้ไข ปัญหาดังกล่าว ต้องช่วยระดมหน่วยงาน สังคม เข้ามาช่วย ไม่ใช่ผลักภาระให้ ศธ. หรือโรงเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะปัญหาเยาวชนจะมีปัจจัยและสาเหตุที่เกี่ยวโยง กันไปหมด แต่ที่สำคัญคือ สถาบันครอบครัว จาก สถิติเห็นได้ชัดว่า เด็กที่มีจากครอบครัวที่หย่าร้าง เสี่ยงต่อปัญหาต่างๆ ตาม มา ไม่ว่าจำเป็นละเมิดทางเพศ ยาเสพติด

 “ระยะเวลาที่จะเห็นผลสำเร็จในเรื่อง นี้คงประมาณการไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่สะสมมานาน ต้องใช้เวลาค่อย ๆ ปรับ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่คาดว่าภายใน 1-2 ปีนี้ ในเรื่อง พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในเยาวชนจะค่อย ๆ ดีขึ้นแน่นอน อีกกลุ่มเด็กที่มี พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้จะมีเพียง 2-3% ต่อ 1 สถานศึกษา ถ้าลงมือแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องและจริงจังคาดว่าจะหมด ไปในไม่ช้า”ดร.อมรวิชช์กล่าว

 ด้านศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่า การกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวระหว่างเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พลังเยาวชนเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมในสังคม ไทย” ตอนหนึ่งว่า การส่งเสริมให้เกิดคุณธรรมในสังคม ศธ. ได้ร่วมกับอีกหลายกระทรวง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นต้น ในการขับเคลื่อนเนื่องจากเป็นนโยบายของ รัฐบาลนี้ที่ต้องการส่งเสริมในเรื่องคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม แต่ในแง่การ ศึกษาต้องยอมรับว่าสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญและจะต้องไม่ละเลยในการสร้างเสริมด้าน คุณธรรมให้นักเรียน ครู รู้และเข้าในคุณธรรม ในการส่งเสริมเรื่องคุณธรรม ขอเน้น ให้สถานศึกษาถือเป็นภาระกิจสำคัญ โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในการสร้างคุณธรรมพื้น ฐานไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างครบวงจร โดย ศธ.จะเน้นคุณธรรม 8 เรื่อง คือ ขยัน ประหยัด ซื้อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มี น้ำใจ
 
 
 
http://www.bangkokbiznews.com/2007/03/22/WW17_1701_news.php?newsid=60596
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 24 มีนาคม 2007, 10:17:55 AM »

   ซิป้าหนุนเครือข่ายประมวลผลรองรับงานวิจัย
 
23 มีนาคม พ.ศ. 2550 19:31:00
 
 
ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ
 
ซิป้าฟันธง อนาคตอันใกล้นักวิจัยต้องการระบบเครือข่ายประมวลผลสำหรับงานวิจัยมากขึ้น ประกาศอีก 2-3 เดือน สามารถวางระบบเครือข่ายและติดตั้งอุปกรณ์ให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.อาวุธ พลอยส่องแสง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือ ซิป้า คาดว่า จำนวนผู้ต้องการใช้ประโยชน์จากกริดคอมพิวติงจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และทางศูนย์มีความพร้อมที่จะสนับสนุนนักวิจัยไทยให้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงหน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้งานวิจัยเดินหน้าเร็วขึ้น

“ปัจจุบันมีนักวิจัยจำนวนมากที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงไม่ว่าจะเป็น ด้านเคมี สารสื่อสาร อุตสาหกรรม ตลอดจนการทำภาพยนตร์การ์ตูนเคลื่อนไหวต่างต้องการประสิทธิภาพในการประมวลผลระดับสูงที่คอมพิวเตอร์ปกติไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ช้ามาก” ผู้อำนวยการซิป้า กล่าว

ศูนย์ไทยกริดแห่งชาติจะเป็นหน่วยงานกลางเชื่อมโยงระบบกริดภายในประเทศ โดยภายใน 2-3 เดือน ศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ จะสามารถวางระบบเครือข่ายและติดตั้งอุปกรณ์ใช้บริการกับสมาชิกได้อย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ ผู้อำนวยการศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ (TNGC) สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือ ซิป้า เปิดเผยว่า นักวิจัยของศูนย์ไทยกริดแห่งชาติได้พัฒนาซอฟต์แวร์ SCMSWeb เพื่อใช้ประเมินสถานะการทำงานของคอมพิวเตอร์ของ 24 กลุ่มองค์กรวิจัยระหว่างประเทศที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายประมวลผล หรือ กริดคอมพิวติง

กริดคอมพิวติงคือ  เป็นกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเพื่อนำประมวลผลของจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างกลุ่มคอมพิวเตอร์หลายกลุ่มเข้าด้วยกัน ยิ่งช่วยให้งานวิจัยดำเนินการได้เร็วขึ้น

ปัจจุบัน องค์กรนานาชาติที่มีชื่อว่า แพรคม่า (PRAGMA) ซึ่งไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้นำร่องใช้งานซอฟต์แวร์ SCMSWeb มาใช้กับระบบเครือข่ายกริดคอมพิวติงเพื่อการวิจัยและพัฒนาแล้ว

โปรแกรมดังกล่าวจะเข้ามาช่วยติดตามเฝ้าดูสถานะของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งที่ใช้งานอยู่และไม่ได้ใช้งานบนเครือข่ายกริด โดยโปรแกรมสามารถบอกได้ว่าผู้ใช้กำลังทำวิจัย หรือใช้สมรรถนะของการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ศึกษาวิจัยเรื่องใดอยู่

ปัจจุบัน ผู้ที่ต้องการใช้งานระบบกริดส่วนใหญ่เป็นนักวิจัยจาก 14 สถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นต้น

งานวิจัยที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีกริดคอมพิวติงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการค้นคว้ายารักษาโรค ซึ่งนักวิจัยจะต้องเลือกสารเคมีมากกว่าหนึ่งร้อยชนิดเพื่อนำมาพัฒนายา ตลอดจนการศึกษาโมเลกุลของสารออกฤทธิ์ ดูโมเลกุลของเชื้อโรค และโมเลกุลของโปรตีนในตำแหน่งที่จับกับยา กระบวนการดังกล่าวกินเวลานาน และจำเป็นต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการคำนวณและคัดเลือกสารเคมีให้อยู่ในกลุ่มที่แคบลง

จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา
 
 
 http://www.bangkokbiznews.com/2007/03/23/WW54_5401_news.php?newsid=60858
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 22 เมษายน 2007, 10:15:12 AM »

เอนทรานซ์50ป่วน ศาล ปค.ยกเลิกมติ ทปอ. คัดจาก  คม  ชัด  ลึก
21 เมษายน 2550 20:48 น.

ศาลปกครองขอนแก่น มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ยกเลิกมติ ทปอ.ที่ใช้คะแนนโอเน็ตครั้งแรกครั้งเดียวในการสมัครแอดมิชชั่นส์ ด้าน สกอ.เตรียมอุทธรณ์ แจงหากไม่ใช่มติ ทปอ.ก็ไม่มีเกณฑ์ในการคัดเลือกเด็ก อาจส่งผลให้ไม่สามารถคัดเลือกและประกาศผลแอดมิชชั่นส์ปีนี้ได้


ความวุ่นวายในระบบการศึกษาของเมืองไทยครั้งใหม่นี้ เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 21 เมษายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นายกฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) นางอุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) น.ส.จิรณี ตันติรัตนวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และนายไกรวุฒิ เกียรติโกมล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แถลงด่วนเกี่ยวกับการสอบเอนทรานซ์

การแถลงครั้งนี้ ทั้งหมดระบุว่า สกอ.จะทำเรื่องอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดผ่านศาลปกครองขอนแก่นในวันจันทร์ที่ 23 เมษายนนี้ ถึงกรณีที่ศาลปกครองจังหวัดขอนแก่นออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อวันที่ 11 เมษายน หมายเลข 564/2549 ให้ สทศ.และ สกอ.ยกเลิกมติของ ทปอ.ที่ให้นำผลคะแนนการทดสอบการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ครั้งแรกครั้งเดียวมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในระบบแอดมิชชั่นส์ แล้วให้นำคะแนนโอเน็ตของ น.ส.พิชญ์สินี ฆารพูล โจทก์ที่ 1 กับพวกอีก 5 คน (เดิมมีโจทก์ร่วมฟ้องทั้งหมด 26 คน แต่มีถอนตัว) ที่เข้าทดสอบโอเน็ต ครั้งที่ 2 ในปีการศึกษา 2549 มาใช้ในการสมัครแอดมิชชั่นส์ได้ โดยให้มีผลคุ้มครองและบังคับใช้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

เลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า สกอ.ต้องการให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองขอนแก่น ที่ห้ามนำมติ ทปอ.ดังกล่าวมาใช้ เพราะหากยกเลิกมติ ทปอ.นี้แล้ว ก็เท่ากับไม่มีเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยใช้เลย ดังนั้น สกอ.ก็ไม่สามารถประมวลและประกาศผลคัดเลือกเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งหากมีการยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองขอนแก่นในตอนนี้ ยังสามารถคัดเลือกและประกาศผลแอดมิชชั่นส์ตามกำหนดเดิม คือ ประกาศผลในวันที่ 15 พฤษภาคมได้

"แต่ถ้าศาลปกครองไม่เปลี่ยนคำสั่ง ก็ควรจะออกเกณฑ์ในการคัดเลือกเด็กออกมาให้ด้วย เพราะไม่งั้นเด็กที่สมัครแอดมิชชั่นส์ในปีนี้ ประมาณ 2.8 แสนกว่าคน จะไม่มีที่เรียน แต่ สกอ.ก็ไม่รู้จะไปเร่งศาลวิธีไหน เพราะฉะนั้นและถ้าอยากจะให้เรื่องนี้มีผลออกมาโดยเร็ว คงต้องให้เด็กที่สมัครแอดมิชชั่นส์ปีนี้ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองอีกทาง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะส่งผลต่อการคัดเลือกเด็กเข้ามหาวิทยาลัยอย่างมาก เพราะฉะนั้นอยากให้ศาลปกครองตัดสินคดีนี้โดยเร็ว ในส่วนของการรับสมัครแอดมิชชั่นส์นั้น เด็กสามารถมาสมัครแอดมิชชั่นส์ได้จนถึงวันที่ 23 เมษายน ตามกำหนดเดิม และ สกอ.จะไม่ขยายเวลารับสมัครออกไปอีก ซึ่งขณะนี้มีเด็กมาสมัครแอดมิชชั่นส์แล้วจำนวน 9.5 แสนคน แต่เด็กที่จ่ายเงินค่าสมัครมีเพียง 2.8 แสนคน" นายกฤษณพงศ์ กล่าว

ด้าน น.ส.จิรณี รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวว่า ตอนนี้ลำบากใจมากว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะหากศาลไม่ให้ใช้มติ ทปอ.ที่ให้ใช้คะแนนโอเน็ตหนแรกเพียงหนเดียวในการสมัครคัดเลือกแอดมิชชั่นส์แล้ว สกอ.และ ทปอ.ก็ไม่มีเกณฑ์พิจารณาอื่นรองรับ ส่งผลให้ไม่มีการคัดเลือกคนเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาในปีนี้ ไม่เช่นนั้นศาลก็ต้องหาเกณฑ์ให้ เพื่อให้มีการดำเนินการคัดเลือกแอดมิชชั่นส์ต่อไป อีกทั้งอยากให้ศาลตัดสินโดยเร็วว่ามีคำสั่งต่อไปเป็นเช่นไร เพราะจะส่งผลกระทบต่อการเปิดเรียนของมหาวิทยาลัย ที่หลายแห่งต้องเปิดเร็วกว่าปกติ โดยบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเปิดปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะจัดงานแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก

“นักกฎหมาย สกอ.ตีความด้วยว่า คำสั่งศาลไม่ใช้แค่การคุ้มครองเด็กเพียง 5-7 คน แต่มีผลคุ้มครองเด็กที่สอบโอเน็ต 2 รอบ โดยสถิติจาก สทศ.มีเด็กซิ่วมาสอบรอบ 2 กว่า 2,600 คน ตกรายวิชาละ 500 คน ด้วย” รองเลขาธิการ กกอ.กล่าว

นายไกรวุฒิ รองประธานที่ประชุม ทปอ.กล่าวว่า เกณฑ์ ทปอ.เป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาอย่างรอบคอบ และเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับสถาบันต่างๆ ถ้าคำสั่งศาลปกครองไม่ให้ใช้เกณฑ์ของ ทปอ. ทาง ทปอ.ก็จะไม่มีเกณฑ์ แล้วต่อไปจะให้ใช้เกณฑ์ใดตัดสิน ซึ่งตอนนี้ต้องรออุทธรณ์ว่าเป็นอย่างไร

ส่วนนางอุทุมพร ผอ.สทศ.กล่าวว่า สทศ.จะส่งเรื่องอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองขอนแก่น ในวันที่ 23 เมษายน โดยให้อัยการชี้แจงเกี่ยวกับเหตุผลที่ต้องใช้มติของ ทปอ. เพราะมีการประชุมทบทวนเกี่ยวกับเกณฑ์รับเด็กเข้ามหาวิทยาลัยมานานจนได้ข้อยุติ แม้ไม่ได้เป็นกฎหมาย แต่ก็เป็นที่ยอมรับของสังคมมานาน อีกทั้งจะบอกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากศาลมีมติคุ้มครองต่อไป เช่น เด็กกว่าแสนที่สอบตามขั้นตอนจะลุกฮือประท้วงเพราะไม่ได้ผลคัดเลือก

"การดูกระดาษคำตอบในวันที่ 21 เมษายนนั้น มีเด็กที่มาดูจำนวน 350 คน จากที่ตั้งเอาไว้จำนวน 450 คนต่อวัน ซึ่งเด็กที่มาดูในวันนี้ไม่มีปัญหาแต่อย่างไร โดยเด็กที่ขอยื่นดูตั้งแต่วันที่ 6-20 เมษายนนั้น มีเด็กนักเรียนมายื่นขอดูกระดาษคำตอบจำนวน 900 คน โดยจะแบ่งเด็กออกเป็นวันละ 450 คน แบ่งเป็นช่วงเช้า 255 คน ตั้งแต่เวลา 08.30-11.30 น. ชั่วโมงละ 75 คน และช่วงบ่ายจะเริ่มให้ดูตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. และแบ่งเป็นช่วงเวลาดั่งเดิม และถ้าเด็กคนมีรายชื่อในช่วงเวลาที่กำหนด แต่ไม่ได้มาในช่วงเวลานั้น ก็สามารถขอดูได้ ซึ่งเด็กที่ไม่มาดูจะมีพ่อแม่โทรมาบอกว่าลูกตนสอบติดแล้วจึงไม่มาดูกระดาษคำตอบ ส่วนขั้นตอนในการให้ดูกระดาษคำตอบนั้น เด็กที่มาจะต้องมารอคิว เพราะ สทศ.มีโต๊ะที่ให้บริการทั้งหมด 12 โต๊ะ ถ้าเด็กแห่กันมาดูเป็นกลุ่มก็อาจจะต้องรอ แต่ก็มีเด็กบางคนที่มาขอดูตั้งแต่เช้า อย่างคนแรกที่มาจากมีนบุรีก็มาตั้งแต่ 07.30 น. สทศ.จึงให้ดูเป็นคนแรก" ผอ.สทศ.กล่าว

นางอุทุมพร กล่าวด้วยว่า การให้ดูกระดาษคำตอบโอเน็ตของ สทศ.จะใช้ระบบเดียวกับ สกอ.จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างไร และเด็กนักเรียนที่มาดูก็ยอมรับในกระดาษคำตอบของตน อีกทั้งเด็กที่มาดูส่วนใหญ่ก็จะมาดูเพื่อให้หายสงสัย การมาดูกระดาษคำตอบของเด็กจึงไม่มีปัญหา นอกจากนั้นข้อสอบในปีนี้เป็นแบบอัตนัย ไม่มีแบบปรนัยเหมือนเมื่อปีที่แล้ว การตรวจสอบจึงง่าย และมีความแม่นยำมากกว่า ส่วนวิชาที่เด็กมาขอดูส่วนมากจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ และขอดูทั้ง 5 วิชาหลัก ส่วนในเรื่องของการให้บริการนั้น สทศ.ได้เตรียมความพร้อมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เพียงเด็กมาตรงกับเวลาที่ทางเราได้นัดไว้ก็สามารถดูได้ อีกอย่างก็อยากจะฝากเด็กที่มาดูกระดาษคำตอบว่า อย่าคิดว่ามาดูกระดาษคำตอบแล้วคะแนนจะเพิ่มเป็นไปไม่ได้ รวมไปถึงเด็กคนไหนที่ไม่สามารถมาดูใน 2 วัน คือ วันที่ 21 และ 22 เมษายน สามารถมาดูกระดาษคำตอบได้จนถึงสิ้นเดือนเมษายน ที่ สทศ.
 
http://www.komchadluek.net/2007/04/22/a001_109307.php?news_id=109307
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 22 เมษายน 2007, 13:17:04 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10634

กางคำฟ้องศาลปกครองขอนแก่น เด็กซิ่ลขอใช้คะแนนโอเน็ตรอบสอง



หมายเหตุ-จากกรณีกลุ่มเด็กซิ่ลหรือกลุ่มนักเรียนที่จบก่อนปีการศึกษา 2549 ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองขอนแก่นขอใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ตครั้งที่สอง ประกอบการสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิต-นักศึกษาหรือแอดมิสชั่นส์ และศาลปกครองขอนแก่นได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แก่กลุ่มเด็กซิ่ล 6-7 คน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนที่สมัครแอดมิสชั่นส์ในปีการศึกษาเดียวกันนี้ด้วยนั้น มติชนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงขอนำรายละเอียดการฟ้องนำเสนอ

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบห้าคนเป็นผู้ฟ้องคดีต่อสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) คณะกรรมการบริหาร สทศ. ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ระบุในคำฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ สทศ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยคณะกรรมการบริหาร สทศ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 12/2549 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ระบุว่า นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นต้นไปให้ สทศ.ดำเนินการจัดทดสอบโอเน็ตให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าได้เพียงคนละครั้งเท่านั้น ไม่มีความเหมาะสม ซึ่งเป็นการกระทำตามมติร่วมกันระหว่างที่ประชุม ทปอ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ไม่รับพิจารณาคณะแนนสอบโอเน็ต ครั้งที่ 2 และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ให้ความเห็นชอบด้วยนั้น เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากไม่สามารถนำคะแนนโอเน็ตไปใช้สมัครแอดมิสชั่นส์ ในคณะที่ใช้ผลคะแนนโอเน็ตเพียงอย่างเดียวได้ และเป็นการตัดโอกาสในการแก้ไขการสอบที่ผิดพลาดในปีการศึกษาที่ผ่านมา หรือจำกัดสิทธิในการศึกษาขั้นสูงขึ้นไป ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 28 และขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 อีกด้วย ผู้ฟ้องคดีจึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1.เพิกถอนกฎของ สทศ.และคณะกรรมการบริหาร สทศ.ที่กำหนดให้ดำเนินการจัดสอบโอเน็ตแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ได้เพียงคนละครั้งดังกล่าว

2.ให้ สทศ.และคณะกรรมการบริหาร สทศ.รับสมัครผู้ฟ้องคดีเข้าสอบโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2549

3.ให้ ทปอ.รับพิจารณาคะแนนโอเน็ตที่สอบในครั้งที่ 2 เพื่อนำไปคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยด้วย

4.ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ผู้ฟ้องคดีสามารถสมัครสอบโอเน็ตประจำปี 2550 ได้ก่อนวันที่ 15 ธันวาคม 2549

หน้า 7<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu03220450&day=2007/04/22&sectionid=0107
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 26 เมษายน 2007, 20:04:03 PM »

ศาลปค.สูงสุดระงับคำสั่งคุ้มครองโอเน็ต
 
26 เมษายน พ.ศ. 2550 18:49:00
 
-"วิจิตร"เผยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองขอนแก่นให้เด็กที่สอบโอเน็ตรอบ 2 ใช้ผลสอบสมัครแอดมิชชั่นส์ได้ พร้อมให้สกอ.เร่งประมวลผลให้ประกาศผลแอดมิชชั่นส์ได้ทันตามกำหนดเดิมในวันที่ 15 พ.ค.

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หลังศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว    ห้ามสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่ง (สทศ.) นำมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 5/2549 นำผลคะแนนการทดสอบวัดความรู้ขั้นพื้นฐานระดับชาติ (โอเน็ต) ครั้งแรกครั้งเดียวมาใช้พิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในระบบแอดมิชชั่นส์    โดยมีผลบังคับใช้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น  และสกอ.ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด  เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นจะได้ประกาศผลแอดมิชชั่นส์ปีการศึกษา 2550  ได้ตามกำหนดในวันที่ 15 พ.ค.นี้   

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 เม.ย.2550 ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เปิดแถลงข่าวว่า  สำนักงานศาลครองสูงสุดได้ส่งสำเนาหนังสือลงวันที่ 26 เม.ย.2550 ลงนามโดย นางชนานันท์  ตรีรานุรัตน์ ผอ.กลุ่มสนับสนุนงานคดีปกครองปฏิบัติราชการแทนผอ.สำนักงานศาลปกครองสูงสุดแจ้งมายังศธ.ว่าศาลปกครองสูงสุดได้ระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองขอนแก่น  จึงเท่ากับสกอ.สามารถดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัยตามมติทปอ.5/2549  โดยใช้คะแนนโอเน็ตครั้งแรกมาใช้สมัครแอดมิชชั่นส์  หลังจากสกอ.ก็จะประมวลผลให้แล้วเสร็จให้ทันประกาศผลแอดมิชชั่นส์ตามกำหนดเดิมในวันที่  15 พ.ค. 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่าส่วนคดีที่ค้างอยู่ในศาลก็พิจารณาต่อไป     แต่จะไม่กระทบต่อนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเพราะการตัดสินจะมีผลต่อเด็กที่มาสอบโอเน็ตครั้งที่ 2 จำนวนหนึ่งเท่านั้น  หากในที่สุดศาลให้ใช้คะแนนโอเน็ตรอบ 2 มาสมัครแอดมิชชั่นส์ได้ ก็จะต้องรับเด็กที่สอบโอเน็ตครั้งที่ 2 และนำผลคะแนนโอเน็ตรอบ  2  มาประมวลผลแอดมิชชั่นส์ด้วย 

"ผมขอขอบคุณที่ศาลปกครองสุงสุดมีคำสั่งเรื่องนี้ออกมาโดยเร็ว   เชื่อว่าศาลเข้าใจเรื่องนี้ว่าจะมีผลกระทบต่อคนเป็นแสน เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งออกมาแล้วการคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัย  ก็จะทำได้ราบรื่นไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนเป็นแสนคน" ศ.ดร.วิจิตร  กล่าว 

รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ประธานที่ทปอ.กล่าวว่าเมื่อศาลปกครองระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองขอนแก่น ก็ต้องใช้มติของทปอ.ใช้เกณฑ์แอดมิชชั่นส์เดิมคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไป  ส่วนการประกาศผลแอดมิชชั่นส์   ก็คงจะดำเนินการตามกำหนดเดิมคือวันที่ 15 พ.ค.นี้
http://www.bangkokbiznews.com/2007/04/26/WW10_WW10_news.php?newsid=66220
 
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 29 เมษายน 2007, 12:36:09 PM »

“วิจิตร” เตรียมผนึกโอเน็ต-จีพีเอ-จีแพ็ค เสนอ ทปอ.ใช้แอดมิชชันปี 2553 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 เมษายน 2550 11:26 น.
 
 
       “วิจิตร” เตรียมรวมจีพีเอ จีแพ็ค โอเน็ต เสนอ ทปอ.ทบทวนใช้แอดมิชชันปี 2553 ชี้ไม่คิดแบบแยกส่วนช่วยแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของคะแนนจากโรงเรียน และทำให้นักเรียนจริงจังกับการสอบโอเน็ตมากขึ้น มั่นใจ ทปอ.เปลี่ยนใจใช้แอดมิชชัน หลังหารือร่วมอีกครั้งหลังประกาศผลแอดมิชชันปีนี้

 
 
วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
 
 
       นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงแนวทางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในระบบกลาง (แอดมิชชัน) ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไของค์ประกอบคะแนนของผู้สมัครในปีการศึกษา 2553 ว่า ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จะเป็นฝ่ายสรุปเงื่อนไขซึ่งต้องประกาศล่วงหน้า 3 ปี คือประกาศตั้งแต่ปีนี้ ทั้งนี้ ในส่วนของค่าสัมฤทธิผลทางการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยคะแนนเฉลี่ย GPA กับ GPAX จากโรงเรียน และถ่วงน้ำหนักด้วยคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) นั้น ตนจะชี้แจงให้ ทปอ.รับทราบนโยบายว่าจะรวมทั้งสามค่าให้เป็นค่าเดียว โดยมีการถ่วงน้ำหนักให้น่าเชื่อถือด้วยโอเน็ตมาในตัว ไม่ใช่แบบแยกส่วนอย่างในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของคะแนนจากแต่ละโรงเรียน และทำให้นักเรียนจริงจังกับการสอบโอเน็ตมากยิ่งขึ้น
       
       
       นายวิจิตร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ทาง ทปอ.สามารถกำหนดเพิ่มเติมว่าจะใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (เอเน็ต) และคะแนนแบบทดสอบความถนัดร่วมกันอย่างไร อย่างไรก็ตาม แม้ ทปอ.มีข้อสรุปไปเบื้องต้นว่าจะไม่ใช้คะแนนโอเน็ตในแอดมิชชันปี 2553 แต่เป็นการสรุปเบื้องต้นบนพื้นฐานที่มองโอเน็ตแยกส่วนไป ซึ่งตนได้หารือกับประธาน ทปอ.แล้วก็มีความเข้าใจกันมากขึ้น และมีความเป็นไปได้ว่าข้อสรุปของ ทปอ.ดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยตั้งใจว่าจะมีการหารือร่วมกันภายหลังการประกาศผลแอดมิดชั่นปีนี้ผ่านพ้นไป
       
 
 
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000048684
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 01 พฤษภาคม 2007, 15:20:11 PM »

คัดจากมติชนรายวัน  วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10643

ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยแพง : อะไรคือความจริง

โดย บุญเจริญ ศิริเนาวกุล สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา



เหตุผลหนึ่งของการคัดค้านเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับ คือเรื่องการขึ้นค่าเล่าเรียน คำคัดค้านนี้เป็นสิ่งที่หลายคนรับฟัง และอนุมานว่าน่าจะเป็นจริง เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงขอนำผลการศึกษาของสถาบันคลังสมองของชาติ ในเรื่องค่าใช้จ่ายของนักศึกษาปี พ.ศ.2544 และ 2545 ในสาขาหลักของมหาวิทยาลัยของรัฐ 24 แห่งที่จำกัดจำนวนการรับนักศึกษา แสดงให้เห็นว่าสาขาวิชาบางสาขานักศึกษาแบกรับค่าใช้จ่ายน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริง เช่น สาขาแพทยศาสตร์ นักศึกษาเสียค่าใช้จ่าย เพียง 1-5% ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยทั้งหมดประมาณ 1.5 บาทต่อคนต่อปี นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 7-32% จากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8 หมื่นบาทต่อคนต่อปี สาขานิติศาสตร์นักศึกษาเสียค่าใช้จ่ายเพียง 13-28% ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยทั้งหมดที่ประมาณ 6 หมื่นบาทต่อคนต่อปี

ทำให้งบประมาณที่รัฐส่งมาให้กับมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องของการจัดการด้านการเรียนการสอน ไม่สามารถนำไปทำอย่างอื่น เช่น การพัฒนามหาวิทยาลัย การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรได้มากนัก เพราะข้อจำกัดของงบประมาณ

ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่สมควรหรือไม่ที่รัฐจะต้องมาจ่ายค่าเล่าเรียนของนักศึกษาที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยรัฐในจำนวนที่มากกว่าที่นักศึกษาจะต้องจ่ายเอง โดยงบประมาณของรัฐก็คือภาษีจากคน 65 ล้านคน มาจ่ายให้กับคนจำนวนแสนกว่าคน และในบางครั้งมหาวิทยาลัยก็ต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าเล่าเรียนของนักศึกษาเหล่านี้ด้วย จากเงินที่มหาวิทยาลัยได้จากโครงการวิจัยพัฒนา และการเป็นที่ปรึกษา

ความคิดเห็นในเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก มีความเห็นของบุคคลบางกลุ่มที่น่าสนใจดังนี้

"การอุดมศึกษาเป็นทั้งสินค้าที่ทรงคุณค่า และสินค้าสาธารณะ ที่มีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นสิ่งที่มีผู้คนต้องการแสวงหา ทำให้สามารถใช้กลไกตลาดได้ โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ให้บริการอุดมศึกษาทั้งหมด หรือแม้แต่จัดให้เป็นส่วนหลัก เพราะอุดมศึกษาก่อเกิดประโยชน์ต่อบุคคล ทั้งต่อผู้เรียนและผู้ใช้ผู้เรียน ไม่น้อยกว่าประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะ ดังนั้น ในบรรดาผู้มีส่วนได้เสีย แต่ละภาคส่วน จึงควรรับภาระ ตามสัดส่วนกับประโยชน์ที่ได้"

ความคิดเห็นดังกล่าวมีประเด็นที่น่าคิดว่า การอุดมศึกษาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคลมากกว่าประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะ รัฐบาลไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผู้รับภาระในการให้บริการแต่ผู้เดียวนั้น จริงหรือไม่...??

ถ้าพิจารณาในแง่ของบุคคลที่เข้ารับการศึกษาในอุดมศึกษา เทียบกับบุคคลที่ไม่ได้เข้าศึกษาอุดมศึกษานั้น เรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นจริง เพราะภาษีที่รัฐนำไปอุดหนุนให้กับผู้ที่ศึกษาอยู่ในอุดมศึกษาของรัฐ ก็คือภาษีของผู้ที่ไม่ได้เข้าศึกษาในอุดมศึกษาด้วยอีก 60 ล้านคน หรือของคนเกือบทั้งประเทศ

ถ้าเปรียบเทียบกับผู้ศึกษาในอุดมศึกษาของรัฐ กับเอกชน ยังสามารถตั้งคำถามได้ว่า ทำไมต้องนำภาษีของประชาชนไปอุดหนุนผู้ที่เรียนอุดมศึกษาของรัฐเท่านั้น ทั้งที่นักศึกษาที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนต้องจ่ายค่าเล่าเรียนด้วยตนเองทั้งหมด ดังนั้น ผู้ที่เรียนอุดมศึกษาของรัฐคือผู้ที่ได้ประโยชน์ในแง่บุคคล มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และผู้ที่ศึกษาในอุดมศึกษาเอกชน

ในขณะที่มีการโต้แย้งว่าอุดมศึกษาเดิมเคยเป็นการศึกษาของผู้คนส่วนน้อยในสังคมที่มีโอกาสสูงกว่าคนอื่น เพราะสัดส่วนของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในอุดมศึกษาในอดีตนั้น ต่ำกว่าจำนวนนักศึกษาที่ต้องการเข้าเรียนมาก ในขณะที่ปัจจุบันอุดมศึกษากลายเป็นการศึกษาของมวลชน ใครอยากเรียนได้เรียน จำนวนที่นั่งของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งหมดรวมกันมีมากกว่าจำนวนนักศึกษาที่ต้องการเข้าเรียน แต่คำอธิบายนี้ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามที่ว่า "นักศึกษาอยากเรียนที่ไหนก็ได้เรียนที่นั่น" เนื่องจากการสนับสนุนเงินงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัยนั้นต่างกันมาก จนทำให้ระดับของคุณภาพของมหาวิทยาลัยนั้นต่างกันมากเช่นกัน ดังนั้น มหาวิทยาลัยของรัฐบางส่วนก็ยังเป็นสถานที่ศึกษาของชนชั้นที่มีโอกาสในสังคมมากกว่าคนอื่นอยู่ดี

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีความเห็นแย้งอื่นที่ว่าการอุดมศึกษาคือแหล่งสะสมและแหล่งสร้างฐานทางปัญญาของสังคม เป็นสถานที่สำหรับพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในประเทศ ประโยชน์ของการจัดการอุดมศึกษาจะตกอยู่ที่สังคมและสาธารณะ ประเทศจะเจริญและพัฒนาไปได้ต้องอาศัยการศึกษาเป็นจักรกลสำคัญ ดังตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาได้เร็ว เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น ที่ทุ่มงบประมาณทางการศึกษาจำนวนมาก

ดังนั้น ปัจจัยของการพัฒนาอุดมศึกษาจึงอยู่ที่ว่า การทำอุดมศึกษาให้ดีจะต้องมีการลงทุนในระดับที่สามารถสร้างคุณภาพได้ และการสร้างความเป็นธรรมให้กับกระบวนการจัดสรรงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศ สองสิ่งนี้จะต้องมีความสมดุลกัน

ไม่ใช่การเรียกร้องการศึกษาที่ดีแต่ถูก สำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาที่สูง

หน้า 27

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu15010550&day=2007/05/01&sectionid=0107
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2007, 07:49:59 AM »

ว.วชิรเมธีแนะติดปีกให้ปัญญาแก่สังคมไทย
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤษภาคม 2550 19:53 น.
 
 
 
ว.วชิรเมธี
 
 
       พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พระนักคิดนักเขียนหนังสือธรรมะ ได้แสดงธรรมเทศนาในงาน "อุทยานสุขภาพ ครั้งที่ 31" ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ โดยได้แนะนำทุกฝ่ายร่วมติดปัญญาแก่สังคมไทย กู้วิกฤติทางมโนธรรมของสังคม
       
       วันนี้ (26 พ.ค.) ณ อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ได้มีการจัดงานอุทยานสุขภาพครั้งที่ 31 ขึ้น โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นการแสดงธรรมเทศนาของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เจ้าของนามปากกาว.วชิรเมธี พระนักคิดนักเขียนหนังสือธรรมะ ที่เข้าถึงได้สำหรับพุทธศาสนิกชนทุกเพศทุกวัย
       
       พระมหาวุฒิชัย ได้เทศนาเรื่อง "กฏแห่งกรรมหลักธรรมที่ยังอินเทรนด์ พิเศษ ตอนที่ 2" โดยมุ่งประเด็นไปที่กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรม ว่ากายกรรมนั่นคือการกระทำทางการ,วจีกรรมคือการกระทำด้านวาจา คำพูด และมโนกรรมก็คือการกระทำจากความคิด
       
       "พระพุทธเจ้าจะให้ความสำคัญในเรื่องของมโนกรรมมาก เพราะเป็นด่านแรกของการกระทำ คนเราจะทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่ทำอย่างแรกคือคิด เมื่อคิดมันก็จะเป็นมโนกรรม และถ้าพูดในแง่ของสังคมส่วนรวมแล้ว มโนกรรมก็คือความคิด พฤติกรรม อุดมการ ระบบความเชื่อ"
       
       พระมหาวุฒิชัยกล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศของเรากำลังประสบปัญหาวิกฤติหลายด้าน ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากลัทธิบริโภคนิยมของคนไทย ที่หันมาให้ความสำคัญกับวัตถุมากขึ้น ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ อยากรวย ซึ่งความต้องการอยากรวยนั้นไม่ได้ผิดบาป หากเป็นความรวยที่มาจากการลงทุนลงแรงของตัวเอง แต่ความหวังที่จะรวยโดยไม่ต้องออกแรง อันเนื่องมาจากการเคารพบูชากราบไหว้วิงวอนเทพเจ้า
       
       "พระพุทธเจ้าท่านประสูติแล้วเดินได้ 7 ก้าว นั่นเป็นการประกาศสัญลักษณ์แห่งความสามารถของหนึ่งสมองและสองมือของมนุษย์ ซึ่งหลังจากนั้นเป็นพันๆ ปี อเมริกันชนในประเทศมหาอำนาจก็ได้สร้างประเทศขึ้น แล้วคนในประเทศเหล่านี้ก็ถือในลัทธิมนุษยนิยม ก็คือถือความสามารถและศักยภาพของมนุษย์ ดังนั้นการลุกขึ้นมาประกาศเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องกรรมมาจากการกระทำของพระพุทธเจ้านั้น เป็นหลักประชาธิปไตยอย่างเที่ยงแท้ และเป็นการทลายความเชื่อด้านชนชั้นวรรณะของอินเดียลงอย่างสิ้นเชิง"
       
       และพระมหาวชิรเมธีได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องของคนไทยในยุคปัจจุบันที่มักจะไม่ค่อยใช้กำลังความสามารถของตนเอง แต่หวังเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์สมมติอย่างจตุคามรามเทพ ที่ท่านได้เปิดเผยว่ารู้สึกไม่สบายใจที่พ่อค้าแม่ค้านำเอาแบรนด์ของพุทธศาสนาเข้าไปใช้ และอ้างว่าจตุคามเป็นพระโพธิสัตว์ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ ทำให้เสียถึงพระพุทธศาสนา ทำให้คนในยุคนี้งมงาย และรวมถึงเป็นการส่งต่อความงมงายให้แก่เยาวชนรุ่นต่อไปด้วย
       
       ว.วชิรเมธีแสดงธรรมต่อไปว่า ทุกวันนี้มีจตุคามในประเทศไทยประมาณ 30-60 ล้านชิ้น ดังนั้นโดยเฉลี่ยแล้วคนไทยจะมีจตุคามคนละหนึ่งชิ้นคล้องคอมาตั้งแต่แรกเกิด ตนเองจะไม่เดือดร้อนเลยถ้าพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นจะไม่เติมคำว่าพระโพธิสัตว์ลงไป จะไม่เดือดร้อนเลยหากไม่นำมาปลุกเสกในวัด และจะไม่เดือดร้อนเลยหากคนที่นั่งปลุกเสกเหงื่อไหลไคลย้อยนั่นนุ่งห่มผ้าเหลือง
       
       แถมมีกระแสข่าวว่านักการเมืองระดับผู้นำจะทำจตุคามแข่งกัน บอกว่าจะนำรายได้ไปทำอะไรดีๆ ให้สังคม แต่ถ้ามองคำสอนพระพุทธศาสนาจริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้ากล่าวว่าถ้าอยากจะได้ผลดีก็ต้องทำเหตุให้ดี แต่ในวันนี้ผู้ใหญ่ระดับผู้นำของประเทศหวังจะนำผลที่เป็นรายได้ไปช่วยสังคม แต่มาจากเหตุที่ไม่ดี มันทำให้หลักการเสียหาย ทุกวันนี้คำว่า "ใครๆ ก็ทำกัน" , "ใครๆ ก็โกงกัน" หรือ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" นั้นกลายเป็นมโนธรรมใหม่ๆ ของสังคมไทย ซึ่งนั่นทำให้เกิดความ "ขลาดเขลาเบาปัญญา" ในสังคมไทย
       
       พระมหาวุฒิชัยยังแสดงความเป็นห่วงสภาพ "วัวลืมตีน" ของเด็กไทยในทุกวันนี้ว่า เด็กไทยจากหลายๆ ภาคอายที่จะพูดภาษาตนเอง เพราะลืมรากเหง้า เมื่อมาอยู่กรุงเทพก็รู้สึกว่าภาษาถิ่นของตัวเองเป็นปมด้อย ก็ลืมบ้านเกิด พอเรียนภาษาอังกฤษ รู้สึกว่ามันอินเทรนด์ รู้สึกมันโก้เก๋กว่าภาษาไทย เลยทิ้งภาษาของตนเอง พอไปเรียนเมืองนอก ก็ละเลยลืมจนทิ้งประเทศไทย เหล่านี้เห็นว่าเราขาดผู้นำทางจิตวิญญาณ ขาดหลักการให้ยึดเหนี่ยว ขาดรากเหง้า
       
       "แต่จะให้มันดีได้อย่างไร ก็ในเมื่อผู้นำทางจิตวิญญาณ ก็คือพระก็ยังมีส่วนที่ไม่ดีอยู่ อย่าลืมว่าพระก็คือคน ก่อนจะบวชแล้วนุ่งเหลืองห่มเหลือง พระก็คือคนธรรมดา ที่อาจจะได้รับการศึกษาบ้าง ไม่ได้รับบ้าง แต่ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ พระที่ไม่ได้รับการศึกษาแต่กลับงมงายในสิ่งที่เป็นเปลือก จะสร้างคนในสังคมที่งมงายอีกนับสิบนับล้าน"
       
       ว.วชิรเมธีได้ยกเอาตัวอย่างการพัฒนาประเทศด้านการศึกษาของประเทศฝรั่งเศสและอเมริกาว่า ในประเทศฝรั่งเศส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะมีอายุตำแหน่งยาวนานถึง 12 ปี เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงให้แก่เยาวชน และกระทรวงศึกษาธิการยังถือเป็นกระทรวงชั้นหนึ่งของประเทศอีกด้วย สำหรับสหรัฐอเมริกานั้น เยาวชนทุกเชื้อชาติที่เข้ามาในประเทศ ต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แม้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กเหล่านั้นอาจจะยังไม่ได้ใบอนุญาตเข้าเมือง แต่เมื่อเข้ามาในประเทศแล้ว เด็กจะต้องได้รับการศึกษาตามกฎหมายก่อนอย่างอื่น
       
       "แต่ทุกวันนี้ ทุกเดือนเมษายน เด็กไทยจะต้องไปต่อแถวจับฉลากเพื่อเรียนต่อ และเมื่อเปิดเทอมก็จะมีเด็กเป็นหมื่นเป็นแสนไม่มีที่เรียน อยากให้กระทรวงศึกษาธิการช่วยแก้ไข เพราะการศึกษาจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ" พระมหาวุฒิชัยกล่าว
       
       และสำหรับศิษยานุศิษย์ที่ต้องการจะแสดงมุทิตาจิตแก่พระมหาวุฒิชัย ในมงคลวโรกาสที่ได้รับการพระราชทานเสาเสมาทองคำในสาขานักแต่งหนังสือนั้น สามารถร่วมงานได้ในวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.) ที่พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร เวลา 18.00 ในงานมีของที่ระลึกเป็นหนังสือธรรมะและซีดีธรรมะดีๆ อีกมากมาย
 
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000060688
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2007, 07:51:54 AM »

“หมอประเวศ” แนะปฏิรูปการศึกษาให้เคารพความเป็นคนอย่ายึดใบปริญญา
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 พฤษภาคม 2550 13:41 น.
 
 
       “หมอประเวศ” แนะปฏิรูปการศึกษาให้เคารพความเป็นคนมากกว่าตำรา ชี้ควรมีการเปิดพื้นที่การศึกษาให้เต็มพื้นที่ทั่วประเทศ และมีความหลากหลาย ระบุใบปริญญาไม่สามารถวัดความสำเร็จการทำงานในชีวิตจริงได้

 
   
 
 
       เครือข่ายการศึกษาทางเลือก จัดเวทีสัมมนา “ถึงเวลา สถาปนาการศึกษาทางเลือกในสังคมไทย” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเยาวชนที่เกี่ยวข้องประมาณ 100 คน เข้าร่วมรับฟัง
       
       ทั้งนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ร่วมปาฐกถาพิเศษ “การศึกษาทางเลือกจากรากหญ้าสู่รัฐธรรมนูญ 2550” โดยระบุว่า สังคมไทยควรจะเลิกยึดติดในรูปแบบมากกว่าสาระ และไม่ตีราคาคนด้วยใบปริญญา อีกทั้งควรจะมีการเปิดพื้นที่การศึกษาให้เต็มพื้นที่ทั่วประเทศ และมีความหลากหลาย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าใบปริญญาไม่สามารถพิสูจน์ความสำเร็จการทำงานในชีวิตจริงได้ เพราะมีแต่ความรู้ในตำรา ฉะนั้น การศึกษาต้องปรับความเคารพในตำราเป็นความเคารพในตัวคน
       
       ขณะที่เครือข่ายการศึกษาทางเลือกออกแถลงการณ์สนับสนุนมาตรา 48 ในร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการศึกษาที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนในสังคมไทย
 
 http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000060300
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2007, 07:53:20 AM »

แฉมหา'ลัยบางแห่งหวังแต่เงิน ไม่สน นศ.จ้างทำวิทยานิพนธ์
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤษภาคม 2550 14:27 น.
 
 
       แฉมหาวิทยาลัยบางแห่งมุ่งเปิดรับนักศึกษา เพื่อหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพผู้เรียน เป็นต้นเหตุในการจ้างทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมีทั้งผู้บริหาร นักการเมือง ข้าราชการ ที่ต้องการเพียงใบปริญญาบัตร โดยไม่หวังผลเรื่องความรู้
       
       รศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานเปิดการเสวนาหัวข้อ “ทุจริตการสอบจ้างทำรายงาน : ค่านิยม/จริยธรรมในระบบการศึกษา” จัดโดยโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา โดยกล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันยังมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งไม่ทำวิทยานิพนธ์ด้วยตนเอง และไปจ้างคนอื่นทำ เพราะมีความต้องการเพียงปริญญาบัตร เพื่อเป็นใบเบิกทางในการประกอบอาชีพ
       ทั้งนี้ ด้านหนึ่งที่สังคมต้องช่วยกัน คือ การมีค่านิยมที่ถูกต้อง แต่ด้านที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ มหาวิทยาลัยต้องสำรวจตัวเองว่าได้ส่งสัญญาณที่ผิดหรือไม่ เพราะบางสถาบันถึงขนาดรับประกันว่าโอกาสจบมีแน่นอน ถ้าสามารถมาลงทะเบียนเรียนได้ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ หรือมาเรียนแล้วอย่างไรก็จบได้ ดังนั้น เป็น 2 ด้านที่ต้องช่วยกัน คือ ผู้เรียนต้องมีทัศนคติที่ถูกต้อง มาเรียนเพื่อความรู้ไม่ใช่ปริญญาบัตร และมหาวิทยาลัยต้องถือหลักการสำคัญว่าการศึกษาไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่ธุรกิจการศึกษา การศึกษาต้องเป็นการให้บริการสาธารณะ
       
       “ตัวอย่างคณะนิติศาสตร์ ก่อนมีแนวคิดเรื่องออกนอกระบบราชการ มีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนวิชานิติศาสตร์ไม่กี่แห่ง แต่ปัจจุบันมีสถาบันที่เปิดสอนมากมายจนแทบจะหาสถาบันที่ไม่เปิดไม่พบ ทั้งที่หลายแห่งไม่มีความพร้อม บางสถาบันมีอาจารย์ประจำเพียง 3 คน ก็เปิดและสอนนักศึกษาเป็น 100 คน ขณะที่วิชานิติศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งในสังคมที่ผู้เรียนต้องมีความรู้ จึงสามารถนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ถ้ารู้ไม่หมด ครึ่งๆ กลางๆ อันตรายมาก เหมือนกับแพทย์ไปรักษาคนแทนให้คนหายกลับเสียชีวิต และไม่แน่ใจว่าวิกฤตของบ้านเมืองที่เกิดขึ้น เป็นวิกฤตินักกฎหมายด้วยหรือไม่ ที่ออกไปตีความต่างๆ” รศ.ดร.กำชัย กล่าว
       
       ขณะที่ในวงเสวนามีการระบุถึงอาชีพที่มีการจ้างทำวิทยานิพนธ์สูง ว่า มีทั้งผู้บริหาร นักการเมือง ข้าราชการ ไม่เว้นแม้กระทั่งครู เพราะต้องการปริญญาบัตรเพื่อยกระดับฐานะทางสังคม
 
 
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000059781
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2007, 07:40:18 AM »

คัดจากมติชนรายวัน  วันที่ 02 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10675

ความสูญเสียวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ
โดย สุกรี เจริญสุข



จิตวิญญาณ ความรู้สึกนึกคิด หรือขวัญ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่ การอยู่อย่างมีชีวิตชีวา การล่าอาณานิคมทางจิตวิญญาณ การล่าอาณานิคมทางความรู้สึกนึกคิด และการทำลายขวัญ (เสียขวัญ ขวัญหาย ขวัญหนีดีฝ่อ สะเทือนขวัญ) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยและยาวนาน โดยที่คนไทยไม่เคยรู้สึกนึกรู้สึกตัว แม้จะรู้สึกตัวแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แค่บ่นและรำพึงรำพัน

รากฐานของความสูญเสียวิถีชีวิตและจิตวิญญาณทั้งหมดอยู่ที่ระบบการศึกษา เพราะระบบการศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะให้วิถีชีวิต ขวัญ และจิตวิญญาณเติบโตไปในทิศทางที่เด็กถูกบ่มเพาะ เพราะเด็กเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม เด็กเป็นอย่างไรสังคมเป็นอย่างนั้น สังคมเป็นอย่างไร เด็กก็เป็นอย่างนั้น

เด็กเป็นหุ้นส่วนของสังคมที่ไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ ซึ่งมักจะมีคำถามเสมอๆ ว่า ทำไมการศึกษาระดับสูง คนที่มีฝีมือ ผู้ที่มีความสามารถ ผู้มีสมองชั้นเลิศ ผู้มีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ที่แจ้ง ความรู้ที่จริง และทำในสิ่งที่ถูกต้อง ฯลฯ ต้องเดินตามฝรั่งหรือต้องเป็นฝรั่ง (ตะวันตก)

หรือคนไทยที่ทำในสิ่งดีๆ คนไทยที่มีความสามารถน้อย เมื่อคนไทยทำดีมีความสำเร็จ ก็ไม่เป็นที่ยอมรับหรือใช้ไม่ได้ ต้องอาศัยชื่อและวิธีการของฝรั่งตะวันตกเท่านั้น จึงเป็นที่ยอมรับ เมื่อมีฝรั่งทำ ฝรั่งมาจัดการให้แล้ว คนไทยให้ความเชื่อถือทั้งหมด หากสิ่งที่คนไทยทำมาก่อน รากเหง้าของสังคมก็จะไม่มีใครให้ความสนใจ

แม้เมื่อฝรั่งมาทำตามหลังคนไทย ก็จะให้การยอมรับและยกย่องว่าฝรั่งเก่ง ฝรั่งทำดี และฝรั่งทำได้ ความคิดนั้นบรรเจิดเสียเหลือเกิน ทั้งนี้เพราะคนไทยให้ความสนใจและชื่นชมความเป็นอื่น ขาดความชื่นชมและยกย่องความเป็นเรา

คนไทยขาดทักษะที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งจะต้องพัฒนาให้คนไทยเรียนรู้ชื่นชมคนไทยด้วยกัน แทนที่จะเห็นคนไทยด้วยกันฉิบหาย

ดนตรีเป็นเรื่องของวิถีชีวิตและจิตวิญญาณที่สำคัญที่สุดและลึกซึ้งที่สุด แต่ก็ไม่มีใครมองถึงดนตรีเลย การศึกษาไทยไม่เคยให้ความสำคัญเรื่องดนตรี เพราะนักการศึกษาไทยไม่เคยสนใจวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ ในที่สุดการศึกษาไทยทำได้แค่เลียนแบบและทำซ้ำเท่านั้น หล่อหลอมให้รสนิยมคนไทย จิตวิญญาณไทย วิถีชีวิตไทย ให้ตกเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมโดยไม่รู้ตัว

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความเคารพ เพียงเพื่อต้องการที่จะวิเคราะห์ว่า ทำไมคนไทยเราจึงตกเป็นทางทางความคิด ตกเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรม สูญเสียความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องยาวนาน และไม่มีวี่แววว่าจะเงยหน้าอ้าปากขึ้นมาต่อสู้กับชาวโลกได้

ทั้งนี้เพราะว่าความรู้สึกนึกคิดและวิถีชีวิตวิญญาณได้ถูกซึมลึก ได้วางรากฐาน ได้บ่มเพาะให้เป็นทาสตามที่ทุนนิยม อำนาจนิยม และบริโภคนิยมต้องการ โดยผ่านระบบการศึกษา ผลที่ออกมาทำให้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณไทยตกเป็นเมืองขึ้นทางวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ จนเป็นที่พึงพอใจและยากที่จะเปลี่ยนแปลง

ตัวอย่างในการประกวด คอนราดเยาวชนดนตรี (The Conrad Young Musician of Thailand Competition) เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2550 จัดโดยโรงแรมคอนราดร่วมกับสมาพันธ์เครือจักรภพโพ้นทะเลในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบทที่สอง สาขาประเทศไทย ซึ่งเป็นกุญแจที่เปิดเผยคำตอบได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งจะต้องอยู่ในเหตุการณ์ ต้องมีประสบการณ์ และเข้าใจกระบวนการด้วย จึงจะมองเห็นได้ว่าภาพใหญ่ของการล่าอาณานิคมทางความคิด การล่าอาณานิคมทางการศึกษา การล่าอาณานิคมทางปัญญา และการล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรมเป็นอย่างไร ทั้งนี้จะต้องล่าอาณานิคมทางรสนิยมก่อนสิ่งอื่นใด

อังกฤษเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่ล่าอาณานิคมโดยใช้วิถีชีวิต จิตวิญญาณ และวัฒนธรรม โดยตั้งใจหรือโดยธรรมชาติก็ตาม แม้ในปัจจุบันอังกฤษก็ยังล่าอาณานิคมโดยใช้วัฒนธรรมสมัยใหม่ อาทิ ฟุตบอล เพลงสมัยนิยม วิถีชีวิต และการศึกษา

อังกฤษได้สร้างมาตรฐานโลกไว้ให้คนทั่วโลกต้องตาม แม้แต่ภาษาอังกฤษก็ได้กลายเป็นภาษาของโลกไปโดยที่ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้

อังกฤษล่าอาณานิคมสมัยใหม่อย่างไร เพื่อให้ประชาคมโลกด้อยพัฒนาเป็นผู้ตามทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม สิ่งแรกก็คือการจัดการศึกษา โดยให้ผู้นำของประชาคมโลกที่ด้อยพัฒนาทั้งหลายในสถาบันชั้นนำของอังกฤษ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต รสนิยมและวัฒนธรรม เพราะความรู้นั้นเรียนทันกันหมด แต่รสนิยมนั้นจะต้องซึมซับอาศัยอยู่และดื่มกินวัฒนธรรม โดยผ่านวิถีชีวิต

เมื่อผู้มีโอกาสทั้งหลายเรียนจบ ก็กลับไปพัฒนาทำงานในประเทศของตนและสร้างรสนิยมอย่างอังกฤษ ให้เป็นไปตามที่อังกฤษเป็น

อย่าลืมว่า คนของประเทศที่ด้อยพัฒนาทั้งหลายไม่มีโอกาสหรือมีโอกาสน้อยเต็มที่จะเติบโตและกลายเป็นผู้นำด้านรสนิยม วิถีชีวิตและนำวัฒนธรรมที่เหนือชั้นชนชาติอังกฤษได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตกเป็นผู้ตามอย่างเชื่องช้าและล้าสมัยชั่วชีวิต เพราะผู้มีโอกาสเหล่านั้นมีความพยายามน้อย เป้าหมายไม่มี ขอเพียงเป็นผู้ตามอย่างเชื่องช้าและล้าสมัยชั่วชีวิต เพราะผู้มีโอกาสเหล่านั้นมีความพยายามน้อย เป้าหมายไม่มี ขอเพียงเป็นผู้ตามได้เท่านั้น ลำพังการเป็นผู้ตามก็กลายเป็นสิ่งที่วิเศษเลอเลิศ สุดยอดแล้ว เหนือกว่าใครๆ ในชุมชนของตนเอง ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะทำอะไรอีกแล้ว

ในภูมิภาคนี้ อังกฤษใช้ฮ่องกง สิงคโปร์ ในฐานะอดีตอาณานิคม เป็นพื้นที่ปลูกฝังรสนิยม วิถีชีวิต การศึกษาและวัฒนธรรม ความจริงแล้วพื้นที่เหล่านี้มีความเจริญและพัฒนาในโลกทุนนิยม โลกบริโภคนิยมไปได้ไกล เพียงแต่ไม่มีวิถีชีวิตจิตวิญญาณเป็นของตนเองเท่านั้น

สำหรับในประเทศไทยนั้น รสนิยมวิถีชีวิตจิตวิญญาณอังกฤษ ส่งผ่านโรงเรียนนานาชาติและส่งผ่านผู้ได้รับการศึกษาสูง ผู้นำในวิถีชีวิต ผู้มีอำนาจทางด้านต่างๆ รสนิยมวัฒนธรรม ผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางเศรษฐกิจ และผู้นำในสังคมไทย ทำให้การเติบโตของวิญญาณตะวันตกได้ฝังรากลึก

ประเด็นสำคัญก็คือ เด็กไทยไม่มีโอกาสที่จะเติบโตได้สุดยอดด้วยยุทธวิธีตะวันตก และไม่มีโอกาสที่จะเป็นผู้นำทางการศึกษาและผู้นำทางวัฒนธรรมตะวันตกได้เลย

เราเป็นได้แค่ฐานะของผู้ตาม "เลียนแบบและทำซ้ำ" เท่านั้น มีฝีมือน้อย พัฒนาสมองได้น้อย แถมหัวใจตกเป็นทาสอีกต่างหาก จึงไม่มีโอกาสที่จะชนะตะวันตกได้เลย

ปัจจัยที่สำคัญก็คือ สำหรับเด็กไทยที่มีโอกาสได้เรียนรู้ในวิถีเหล่านั้น มาจากครอบครัวที่มีความพร้อมสูง ไม่ต้องต่อสู้ ไม่ต้องดิ้นรน การได้มาซึ่งวิถีชีวิต การศึกษา และวัฒนธรรม จึงตกเป็นเพียง "ผู้รับ" เมื่อกลับบ้านได้กลายเป็นผู้นำของประชาคม ก็เป็นผู้นำที่ต้องตามหลังตะวันตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะวิถีชีวิตและจิตวิญญาณถูกสร้างให้เป็นผู้ตามตลอดชีวิต โดยผ่านระบบการศึกษา แค่นี้ชีวิตก็เลอเลิศเหนือชั้นคนไทยทั่วๆ ไปอยู่แล้ว จะต้องไปทำอะไรอีกให้เหนื่อยทำไม

ในขณะเดียวกัน เด็กไทยผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย แม้จะมีความอดทนต่อแรงเสียดทานสูง แต่ก็ขาดปัจจัยที่จะรองรับ จึงไม่มีโอกาสที่จะเป็นผู้นำในด้านใดๆ ได้เลย เพราะได้รับการศึกษาที่ด้อยกว่า ขาดปัจจัยที่พัฒนาทางปัญญา ไม่มีเงิน แม้จะพูดก็ไม่มีใครฟัง เพราะสังคมไทยเป็นสังคม "คุณคือใคร" ในที่สุดคนไทยก็ติดโรคประชาธิปไตยของตะวันตก ซึ่งโรคประชาธิปไตยของคนไทยนั้น ก็คือ การทำให้คนโง่และคนฉลาด เฉลี่ยให้ความฉลาดที่มี ให้โง่เท่ากันหมด และใช้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่ทะเลาะกับเรื่องอดีต คนไทยจึงมองไม่เห็นว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ทางรอดของการสูญเสียวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ ขั้นแรกเด็กไทยจะต้องพัฒนาให้ไปไกลและเหนือชั้นกว่า ที่จะตกเป็นอาณานิคมทางปัญญา กล่าวคือ ฝีมือต้องสุดยอด สมองเป็นเลิศ และมีขนาดของหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่า หมายความว่า ฝีมือจะหน่อมแน้มไม่ได้อีกต่อไป ขั้นตอนต่อไปก็คือการพัฒนา ต่อยอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเอง โดยนำเสนอความแตกต่างให้ได้ ในกรณีดนตรีนั้นก็จะต้องเชิดชูลาวดวงเดือน (เพลงไทย) ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างลาวดาวอังคารหรือสร้างลาวดวงอาทิตย์ขึ้นมาด้วย เพื่ออวดความเป็นฉัน อวดศักยภาพความเป็นเลิศให้ได้

การประกวดคอนราดเยาวชนดนตรี ผลออกมาจึงอยู่เหนือความคาดหมาย เพราะเด็กที่ไม่อยู่ในระบบอาณานิคมได้รับรางวัล และทำให้มองเห็นและเรียนรู้ว่า การศึกษาแบบอาณานิคมไม่สามารถที่จะก้าวล้ำหน้าสังคมเจ้าของวัฒนธรรมได้

แต่ถ้าต้องการจะเป็นเอกราชทางการศึกษา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมแล้ว จะต้องไปให้ไกลกว่าการศึกษาที่เป็นอาณานิคมได้เท่านั้น ไปจนกว่าจะสร้างพื้นที่ที่จะยืนของตนเองให้ได้อย่างสง่างาม

หน้า 9<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01020650&day=2007/06/02&sectionid=0130
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2007, 22:41:43 PM »

แนะพ่อแม่สร้างไอคิว-อีคิวแก่ลูกด้วยการหมั่นพูดคุย 

คัดจาก คม ชัด ลึก
7 มิถุนายน 2550 21:39 น.

นักจิตวิทยาระบุ ไอคิว อีคิว เด็กจะพัฒนาได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่มีเวลาพูดคุย และเป็นแบบอย่างที่ดี โดยเฉพาะเด็กโต พ่อแม่ต้องปรับการสื่อสาร รับฟังเพื่อสร้างความเข้าใจ ให้เหตุผลมากกว่าออกคำสั่ง แนะฝึกให้เห็นถึงความทุกข์ของสังคม เพื่อให้เห็นคุณค่าของตนเองและช่วยเหลือสังคม

รร.แอมบาสเดอร์ 7 มิ.ย. –  กรมสุขภาพจิต จัดประชุมวิชาการการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย ครั้งที่ 4 ประจำปี 2550 เรื่อง “ไอคิว-อีคิว ดีขึ้นแน่…ถ้าพ่อแม่พัฒนา” พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า การพัฒนาความฉลาดทางสติปัญญา (ไอคิว) และความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของเด็กเล็ก ๆ นั้น ขึ้นอยู่กับพ่อแม่เป็นสำคัญ โดยต้องใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกให้มากที่สุด ทั้งการกิน เล่น เต้น วาด เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการในด้านร่างกายและจิตใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว การสร้างจินตนาการ และยังเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดร่วมกันอีกด้วย สำหรับในเด็กโต พ่อแม่จะต้องเข้าใจลักษณะธรรมชาติของเด็กว่าจะมีการถอยห่างจากพ่อแม่ และติดกลุ่มเพื่อนมากกว่า ฉะนั้นผู้ปกครองจะต้องปรับเรื่องการสื่อสาร รับฟังเพื่อสร้างความเข้าใจ และให้เหตุผลมากกว่าการออกคำสั่ง หรือบังคับแบบเด็กเล็ก

ด้าน นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า การเสริมสร้างไอคิวและอีคิวในวัยรุ่น พ่อแม่จะต้องปรับการสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี ปรับอารมณ์ และควบคุมตนเอง อย่าฉุนเฉียวในการพูดคุยหากลูกมีพฤติกรรมอารมณ์ร้าย นั่นถือเป็นกระจกสะท้อนว่า พ่อแม่เองก็มีพฤติกรรมเช่นนั้น และต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูก มีโอกาสสร้างสรรค์ทางความคิด ฝึกให้รู้จักความลำบาก และขาดแคลนในระดับหนึ่ง เพื่อเกิดความอดทน เกิดการคิดวิเคราะห์ หาทางแก้ไขหากเกิดข้อผิดพลาดเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ และยังทำให้เกิดความรู้สึกเผื่อแผ่ แบ่งปัน เกิดความประหยัด การฝึกให้เห็นถึงความทุกข์ของสังคม เพื่อให้เห็นถึงคุณค่าของตนเอง และเกิดการพัฒนาช่วยเหลือสังคม

“การเห็นคนยากไร้ ถือเป็นความทุกข์ในสังคม ไม่ใช่บอกว่าไม่ดี แต่ฝึกให้รู้จักตั้งคำถาม และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้หรือไม่ เกิดความภาคภูมิใจ เกิดการพัฒนาตนเอง” น.พ.บัณฑิต กล่าวและว่า การพัฒนาความฉลาดด้านคุณธรรม (เอ็มคิว) ปัจจุบันสอนเรื่องคุณธรรมไม่ได้อาศัยเฉพาะแต่ในโรงเรียนเท่านั้น แต่ต้องอาศัยสังคมเป็นสำคัญ ปัจจุบันเป็นการสอนคุณธรรมเป็นแบบยัดเยียด บอกให้แต่ทำดี ซึ่งใช้ได้กับบางคนเท่านั้น การสอนคุณธรรมที่ดีที่สุดคือ 1. การสร้างแบบอย่างที่ดี โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงในสังคมร่วมทำความดี ทั้งนักการเมือง นักแสดง นักกีฬา ผู้ปกครอง 2. เกิดจากความรู้สึกภายใน ภาคภูมิใจในตัวเอง และเกิดความรู้สึกแบ่งปัน เมื่อตนเองมีความพร้อม
 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!