บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:11:43 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศธ.รับ7ปีกฏิรูปการศึกษาหลงทาง แนะสังคมเปิดพื้นที่เรียนรู้  (อ่าน 53926 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #60 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2007, 06:27:54 AM »

สพฐ.ปรับเกณฑ์ประเมินหลังเกรดจบแค่1.00
 
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 08:00:00
 
สพฐ.เตรียมปรับเกณฑ์ประเมินจบการศึกษาในอีก 2 ปีข้างหน้า หลังพบเกณฑ์ที่กำหนดให้เด็กจบการศึกษาได้หากได้คะแนนเฉลี่ย สะสมแค่ 1.00 ขึ้นไป ส่งผลให้เด็กไทยไร้ คุณภาพ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศธ. กล่าวว่า ในประชุมเชิงพิจารณายุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ย.นี้ จะหารือกับผู้บริหารองค์กรหลักใน เรื่องของปรับโครงสร้างบริหารจัดการศึกษา จากที่เคยอ้างอิงระบบ 6-3-3 หรือ ประถมศึกษา ม.ต้น และ ม.ปลาย มาเป็นระบบ 9-3 หรือ การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี จากประถมถึงม. ต้น

สาเหตุที่ต้องการให้เปลี่ยนโครงสร้างบริหารจัดการศึกษามาเป็น 9-3 เพราะต้องการให้นักเรียน ที่จบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี หรือ จบม.ต้นนั้น สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ เพราะนักเรียนที่จบม.ต้นจำนวนไม่น้อยที่ต้องทำงานไม่มีโอกาสเรียนต่อ เพราะฉะนั้น ร.ร.จะ ต้องจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงเด็กกลุ่มนี้ด้วย ไม่ใช้เน้นให้นักเรียน เรียนแต่ วิชาสามัญเพื่อเรียนต่อระดับม.ปลายไปจนอุดมศึกษา แต่อย่างเดียว

”จะต้องมีการปรับเนื้อหาในบางกล่ม สาระวิชา เช่น กลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพให้เข้นข้นขึ้น รวมทั้งร.ร.อาจจัดการศึกษา เป็น 2 ทางเลือก ทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียน ต่อ ม.ปลาย จะจัดการเรียนการสอนโดยเน้นวิชาสามัญ แต่สำหรับนักเรียนที่ไม่ต้อง การเรียนต่อแต่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะต้องมีจัดสอนสายวิชาชีพเป็นวิชาเลือกให้ เขา ทั้งนี้ ผมจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จทันในช่วงที่ดำรงค์ตำแหน่ง รมว.ศธ. และถือ ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นหมัดเด็ด แต่ต้องรอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ “ รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)กล่าวว่า สพฐ.จะต้องเตรียมให้ เด็กที่จบการศึกษาภาคบังับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และมีทักษะความรู้พื้นฐานในการทำ งานให้ได้ โดยอาจจะต้องมีการปรับ หลักสูตรให้เน้นการเรียนแบบบูรณาการมากขึ้น ขณะ เดียวกัน สพฐ. จะมีการปรับเกณฑ์การประเมินจบการศึกษาแต่ละระดับ ด้วย จากเดิมที่ กำหนดให้นักเรียนจบการศึกษาแต่ละระดับได้ต้องได้ผลการเรียนระดับ 1.00 ขึ้นไป แต่ปัจจุบัน พบว่า เด็กที่จบการศึกษาออกมาส่วนใหญ่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สะท้อนให้เห็นว่า คุณภาพการศึกษาไม่ดีพอ เด็กที่จบการศึกษามีความรู้น้อย ไม่ใส่ใจในการเรียน เรียนให้ผ่านเท่านั้น ทำให้คุณภาพการศึกษา ตกต่ำ จึงเห็นว่าจะต้องมีการปรับแก้เกณฑ์การประเมินจบการศึกษษ โดยที่ผ่าน มา

นายสมเกียรติ ได้ยกตัวอย่าง โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งมีนโยบายรับเด็กที่จบชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่ได้เกรดเฉลี่ย 2.00 เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้ทุกคน แต่พบว่า ผลคะแนนเฉลี่ยนระดับ ม.ปลายของเด็กลดลง ต่ำ ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงแก้ปัญหา โดยการ ปรับเกณฑ์การประเมินผลจบชั้นม. 3 จากเกรด เฉลี่ย 2.00 เป็น 2.50 ขึ้นไป หากนักเรียนคนใดได้เกรดเฉลี่ย ต่ำกว่าที่กำหนดจะไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้เด็กมีความตื่นตัว และสนใจการเรียนมาก ขึ้น ประกอบกับโรงเรียนได้จัดให้มีการสอน เสริมในวิชาต่างๆ ทำให้เด็กมีความกระตือรือร้น และมีผลการเรียนดี ขึ้น

"ขณะนี้ สพฐ. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อ ปรับแก้เกณฑ์การประเมินจบ การศึกษา แต่คงไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างฉับพลัน แต่อาจส่งผลให้มีการลุกฮือต่อ ต้าน อาจจะนำมาใช้ได้ใน อีก 2 ปีข้างหน้า โดยจะต้อง หารือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ( สกศ. ) และมหาวิทยาลัย รวมทั้งรับฟังความเห็นจากนักเรียน และผู้ปกครองด้วย “ นายสมเกียรติ กล่าว
 
 
http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/10/WW17_1701_news.php?newsid=200938
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 พฤศจิกายน 2007, 14:47:24 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #61 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2007, 22:38:15 PM »

'วิจิตร'ชี้รื้อหลักสูตรทำการศึกษาชะงัก-อจ.มหิดลอัดของเก่ายกร่างเลิศเลอแต่ทำไม่ได้
 
มติชนออนไลน์
  จำนวนคนอ่าน 27 คน | วันที่ 22 พฤจิกายน 2550 - เวลา 21:25:03 น. 
 
  'วิจิตร'ชี้ข้อเสนออาจารย์จุฬาฯให้ยกเลิกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วออกแบบใหม่ทำไม่ได้ เหตุจะทำให้การศึกษาทุกระดับ-ประเภทหยุดชะงัก ระบุการปรับปรุงหลักสูตรเป็นเรื่องปกติ จี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา-สกอ.รื้อหลักสูตรอุดมศึกษารองรับการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วย อดีตอาจารย์ ม.มหิดลอัดหลักสูตรขั้นพื้นฐานที่ใช้อยู่ยกร่างเสียเลิศเลอ แต่ทำไม่ได้จริง

นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ว่า ข้อเสนอของนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุให้ ศธ.ยกเลิกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และควรให้องค์กรภายนอก ศธ.เป็นผู้ออกแบบหลักสูตรใหม่ แทนการปรับรื้อหลักสูตร เนื่องจากเป็นเหตุให้เด็กไทยตายซาก ทำลายความคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ รวมทั้งปฏิเสธโรงเรียน และแนะนำให้หาหน่วยงานภายนอกทำหน้าที่ออกแบบหลักสูตรใหม่แทน ศธ.นั้น เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้

นายวิจิตร กล่าวต่อว่า การศึกษาจะหยุดไม่ได้ ฉะนั้น การด่วนสรุปโดยให้ยกเลิกและออกแบบหลักสูตรใหม่นั้น จึงไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอย่างไร เพราะโดยปกติแล้ว เมื่อเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่ จะต้องไม่ให้กระทบผู้ที่กำลังเรียนอยู่ และต้องวางแผนในการเปลี่ยนแปลงว่าจะทำอะไร เมื่อไหร่ โดยที่ไม่ให้การศึกษาในแต่ละระดับ และแต่ละประเภทการศึกษาต้องหยุดชะงัก

'การปรับหลักสูตรเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องทำเป็นระยะๆ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว และใช้ไปอีก 100 ปี ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นเรื่องปกติที่ปรับปรุง ถ้าไม่ปรับปรุงถึงจะเป็นเรื่องผิดปกติ ดังนั้น อย่าตื่นเต้น อีกทั้งจะให้ยกเลิกหลักสูตรทันทีคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเอาอะไรสอน ซึ่งการปรับหลักสูตรในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ระบบหน่วยกิต ระบบการวัดผล และการเลื่อนชั้นอัตโนมัติ จึงถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่ง ศธ.ก็เห็นด้วย' นายวิจิตร กล่าว

นายวิจิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงต้องพิจารณาทุกระดับ คงไม่ใช่เพียงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เท่านั้น แต่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ต้องหยิบเรื่องการปรับหลักสูตรมาพิจารณาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ สกอ.ที่จะต้องรับนักเรียนจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ฉะนั้น สกอ.จะยืนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ควรต้องทำให้สอดรับกัน

รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวถึงการเสนอให้องค์กรภายนอกเข้ามาจัดหลักสูตรใหม่ ว่า การจัดหลักสูตรที่ผ่านมา ได้ระดมบุคลากรจากหลายฝ่ายร่วมกันคิด ไม่ใช่บุคลากรของ ศธ.เท่านั้น ส่วนใหญ่จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง ที่ชำนาญ และมีความสนใจมาร่วมกันพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้องที่ทุกฝ่าย ทั้งผู้พัฒนา ผู้ใช้สอน ผู้ปกครอง จะต้องมาร่วมกันคิด จะได้ข้อคิดที่รอบด้าน และเร็วๆ นี้ คณะกรรมการ กพฐ.จะจัดสัมมนารับฟังข้อคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะไปร่วมรับฟังด้วย เพราะปัญหาเรื่องหลักสูตรเป็นปัญหาเชิงวิชาการ ฝ่ายการเมืองจะเข้าไปแทรกแซงไม่ได้

'การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา เป็นนโยบายที่ยืนมาเป็นปีแล้วตั้งแต่ผมมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. แต่กลับมีบางคนพูดว่าผมไม่ทำอะไร มัวแต่ทำกฎหมาย หรือโครงสร้าง จึงไม่เข้าใจว่าคนที่พูดแบบนี้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน ทั้งที่ผมเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญโดยตลอด แต่การดำเนินการยกระดับคุณภาพมีหลายด้าน ไม่ใช่ทำหลักสูตรเพียงอย่างเดียวแล้วจะได้คุณภาพมาตรฐานทุกเรื่อง แต่จะต้องทำในหลายเรื่อง ซึ่งก็น่ายินดีที่ขณะนี้เรื่องยุทธศาสตร์คุณภาพการศึกษานั้น ได้ระดมความคิดจนกระทั่งมีข้อเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาคุณภาพการศึกษา ในวันที่ 23 - 24 พฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นรูปธรรม และเป็นหมัดเด็ดในการแก้ปัญหาการศึกษา คงต้องฝากให้ประชาชนได้ทวงถามกับรัฐบาลชุดใหม่ให้นำมาปฏิบัติ เพราะเรื่องนี้เป็นผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง' นายวิจิตร กล่าว

ด้านนายสกนธ์ ผ่องพุทธกุล อดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 นั้น ผู้ยกร่างหลักสูตร ร่างเสียเลิศเลอ แต่ครูไม่สามารถทำได้ตามหลักสูตร และนักเรียนเองก็เรียนไม่ไหว สังเกตได้จากสถิติคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอเน็ต จากผู้เข้าสอบ 1.4 แสนคน สอบผ่านด้วยคะแนนเกินครึ่งเพียง 4,000 คน สะท้อนถึงความล้มเหลว และเห็นด้วยว่าเนื้อหาหลักสูตรมีความซ้ำซ้อนในแต่ละชั้นปี หนัก และเป็นวิชาการเกินไป ฉะนั้น การปรับหลักสูตรครั้งนี้จึงอยากเสนอให้ลดเนื้อหาวิชาการลง แล้วเพิ่มเวลาเรียนสำหรับบทเรียนแฝง หรือบทเรียนทักษะชีวิต เช่น ทำกิจกรรม กีฬา เป็นต้น และอยากเสนอให้สอนเฉพาะสิ่งที่เด็กจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ส่วนไหนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ก็ไม่ต้องสอน ไม่เช่นนั้นเด็กจะเรียนหนักเกินไป อย่างเรื่องตรีโกณมิติไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ก็ไม่จำเป็นต้องสอน 
   
http://www.matichon.co.th/news_title.php?id=804
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #62 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2007, 17:35:59 PM »

ร้อยแปดวิถีทัศน์:กับดักเรียนฟรี 12 ปีในโครงสร้างการศึกษา 6-3-3
 
30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 07:00:00
 

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยวัยแรงงานอยู่ที่ประมาณ 8.68 ปีเท่านั้น ไม่ใช่ 12 ปี การเรียนฟรี 12 ปี ในโครงสร้างการศึกษา 6-3-3 จึงมีประโยชน์กับประชากรวัยเรียนอย่างไม่เสมอภาคกัน

ในเมื่อประชากรส่วนใหญ่ได้เรียนประมาณ 9 ปี เขาย่อมไม่มีจะโอกาสได้ลิ้มรส "ของฟรี " ที่รัฐจะจัดสรรและหยิบยื่นให้ในชั้นเรียนที่สูงกว่านั้น ไม่ว่ามันจะฟรีหรือดีปานใดก็ตาม

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมในทุกประเทศรวมทั้งบ้านเราด้วยนี้ ส่งผลถึงประชากรวัยเรียนจำนวนมากกว่าครึ่งในโครงสร้างการศึกษาที่รัฐทำทีเสมือนให้ "ความเสมอภาค" เรียนฟรี 12 ปี (6-3-3) แต่ทว่าในความเป็นจริง ความด้อยกว่าทางเศรษฐกิจสังคมจะทำให้พวกเขามากกว่าครึ่งเรียนได้ช้ากว่า โดยเฉพาะด้านภาษาซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในทุกวิชาระดับประถมและมัธยมต้น แล้วในที่สุด ก็ได้อยู่ในโรงเรียนน้อยกว่า 12 ปี

จาก 10 ตัวชี้วัดใหม่ในปี 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ ประชากรวัยเรียนที่ได้เรียนต่อ ม.ปลายในบ้านเรามีเพียง 39.8% ปวช.27.44% ปวส. 20.77% และอุดมศึกษา 49.67% สถิติตัวเลขอันแสดงถึงความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาดังกล่าวนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เราได้รู้กัน สถิติตัวเลขจากสภาการศึกษาและงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เรื่องการศึกษาในบ้านเรายืนยันฐานความจริงนี้มานานแล้ว เช่นงานวิจัยในชั้นบุกเบิกของรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เป็นต้น

เมื่อปี 2548 นักเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอผลการวิจัยเรื่อง ผลปฏิรูปการศึกษาด้านระบบทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา : ประสิทธิภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม ก็เป็นอีกงานวิจัยหนึ่งที่ยืนยันสาระทำนองเดียวกันว่า ในด้านการกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐพบว่า ในระดับอุดมศึกษา กลุ่มครอบครัวฐานะดี 30% ได้ประโยชน์ถึง 50%

เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) ได้ทำงานวิจัยชิ้นคลาสสิก ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังทันสมัยอยู่คือ Les heritiers ที่เป็นเสมือนลูกระเบิดโยนเข้าไปในระบบการศึกษาของแทบจะทุกประเทศในปัจจุบันไม่เพียงเฉพาะของฝรั่งเศสเท่านั้น เพราะได้ชี้ให้เห็นว่า

1.ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทุกระดับชั้นของผู้เรียนแตกต่างผกผันไปตามชนชั้นฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญ

2.ผู้เรียนที่จะได้เรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายอย่างได้ผลสัมฤทธิ์ดี และเข้าถึงโรงเรียนมัธยมที่ดีตลอดจนสถาบันอุดมศึกษาที่ดีล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นฐานะเศรษฐกิจสังคมดี

3.การศึกษาขั้นสูงและที่ดีของรัฐ (ไม่ว่าจะฟรีแค่ไหน) เป็นที่เรียนของกลุ่มลูกๆ ชนชั้นสูง และชนชั้นกลางมาตลอด ก็ด้วยอาศัยการ "กีดกัน" ผู้เรียนส่วนหนึ่งออกไปเป็นขั้นๆ ตามช่วงชั้นอย่างเนียนสนิท ด้วยสาเหตุความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม ทั้งๆ ที่เรียนอยู่ในระบบเดียวกันอัน "เสมอภาค" นี่เอง

ปิแอร์ บูร์ดิเยอ ได้ขนานนามนักเรียนกลุ่มด้อยฐานะเศรษฐกิจสังคมที่ถูก "กำจัด" เพราะจำเป็นต้องออกโรงเรียนไปตามช่วงชั้นต่างๆ ก่อนถึงระดับอุดมศึกษานี้ ว่า ผู้ถูกกีดกันจากภายในระบบ "les exclus de l'interieur"

ข้อสรุปงานวิจัยของเขาก็คือ "การศึกษาในฝรั่งเศสไม่ใช่หนทางลดความความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมแต่อย่างใด แต่กลายเป็นแหล่งผลิตซ้ำ และย้ำเติมความเหลื่อมล้ำนั่นๆ เสียมากกว่า"

การบริหารจัดการการศึกษาจึงต้องคำนึงถึงฐานความจริงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมของผู้เรียน เพื่อลดการผลิตซ้ำย้ำเติมความเหลื่อมล้ำนั้นให้หนักขึ้น ต้องตั้งเป้าทำนโยบายการศึกษาในระบอบประชาธิปไตยที่มุ่งไปในทิศทางเสมอภาค อย่างน้อยก็ต้องพยายามเพิ่มศักยภาพผู้เรียนที่ด้อยกว่าทางเศรษฐกิจสังคมให้ได้เงยหน้าอ้าปาก แทนที่จะปล่อยให้โครงสร้างระบบการศึกษาทำให้ผู้เรียนจำนวนมากจมปลักดักดานเป็น "ผู้ถูกกีดกันจากภายในระบบ" อย่างที่ปิแอร์ บูร์ดิเยอ ว่า ไว้เกือบครึ่งศตวรรษมาแล้ว

ระบบโครงสร้างการศึกษา 6-3-3 ของเรานั้นวางไว้ เป็นช่วงสืบเนื่องกันเป็นเส้นทางสายเดี่ยว เพื่อให้ได้เรียนต่อจนครบ 12 ปี ดังนั้น หากใครจบแค่ม.ต้น ก็จะยังครึ่งๆ กลางๆ ทำอะไรไม่ได้ ถึงจะจบม.ปลายก็ตาม ก็ทำอะไรไม่ค่อยได้ เป้าหมายสูงสุดของโครงสร้างการศึกษา 6-3-3 นี้คือ อุดมศึกษานั่นเอง จนทุกวันนี้ยะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแต่ดดยยออก เขียนไม่ได้ จะเรียนฟรีไปทำไมไม่ว่ากี่ปี.ระทรวงศึกษาก็ต้องหาทางจัดสอนแบบเร่งรัดเป็นพ กลายเป็นปัญหาคอขวดให้แก้กันจนหืดขึ้นคอเพียงเพื่อจะได้บัณฑิตปริญญาตรีตกงานเต็มบ้านเต็มเมือง สร้างปัญหาคุณภาพการศึกษาอุดมศึกษาให้แก้กันต่อไปอีก

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางการปฏิรูปซ้ำซากของเราครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งแรกๆ กระมังที่ระดับรัฐมนตรีกระทรวง ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ฟันธงให้คิดจัดการบริหารการศึกษาใหม่ คือจากโครงสร้าง 6-3-3 ให้เป็นโครงสร้าง 9-3

การเปลี่ยนโครงสร้างนี้ย่อมมิใช่เปลี่ยนแต่เพียงตัวเลข แต่เป็นการปรับฐานคิดใหม่ ดังที่ ดร.วิจิตร เสนอพิมพ์เขียวไว้ กล่าวคือ ต้องพัฒนาปรับหลักสูตร ปรับวิสัยทัศน์ใหม่ โดยจะต้องคิดจากฐานความจริงที่ว่า หากผู้เรียนของเราส่วนใหญ่ได้เรียนเพียง 9 ปีคือ จบระดับม.ต้น เราจะคาดหวังให้เด็กได้อะไรไปบ้าง แล้วปรับหลักสูตรให้คล้อยตาม โดยเฉพาะจากฐานความจริงที่เด็กจบม.ต้นมีจำนวนมากที่เลือกเข้าสู่ตลาดแรงงานแทนการเรียนต่อ เพราะฉะนั้น ควรจัดหลักสูตรการสอนเพิ่มทักษะประกอบอาชีพให้ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ดี ขอเตือนว่าโครงสร้างการศึกษา 9-3 อย่าฉวยโอกาส "ตัดตอน" ให้พวกที่เข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อจบม.ต้นไปแล้วไปลับ ไม่สามารถกลับเข้ามาเชื่อมต่อกับการศึกษาสายสามัญหรือสายอาชีวะได้อีก

ตรงกันข้ามเลย กระทรวงศึกษาจะต้องจัดหาทางเชื่อมสร้างสะพานหลายรูปแบบ เช่น การเทียบโอนวุฒิการศึกษาผู้ใหญ่ การจัดสอนเพิ่มเติมเพื่อให้ทุกคนที่จำเป็นต้องออกไปช่วงชั้นป.6 และม.ต้น ด้วยเหตุต่างๆ สามารถปรับเข้าสู่สายสามัญต่ออุดมศึกษาได้อีก

เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประชากรวัยเรียนจำนวนมากในยุโรปขาดช่วงเรียนในโรงเรียนไปหลายปี ในภาวะเช่นนั้น กระทรวงศึกษาก็ต้องหาทางจัดสอนแบบเร่งรัดเป็นพิเศษ เพื่อบรรเทาสถานการณ์ให้พลเมืองสามารถทดแทนโอกาสการเรียนที่สูญเสียไป

ทุกวันนี้ ภาวะความไม่สงบในภาคใต้ย่อมต้องการการบริหารจัดการมากกว่าการจัดติวก่อนสอบเป็นครั้งๆ ในเมื่อภาวะความไม่สงบยืดเยื้อ การบริหารจัดการการศึกษาแบบพิเศษ ก็ต้องยืดเยื้อเช่นกัน คำว่า "เสมอภาค" จึงจะมีความหมายโดยอรรถ มิเพียงพยัญชนะ

รัฐบาลชุดใหม่มีพันธกิจต้องทำการศึกษา 9 ปี ให้เป็นการศึกษาคุณภาพของเด็กไทยส่วนใหญ่ให้ได้ โดยการศึกษาปฐมวัยต้องดีเยี่ยมเป็นพื้นฐานให้ชั้นประถม จะเรียนฟรีไปทำไมไม่ว่ากี่ปี หากยิ่งเรียนยิ่งผลิตซ้ำย้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม

สุกัญญา หาญตระกูล
 
 
http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/30/WW12_1233_news.php?newsid=207030
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #63 เมื่อ: 02 ธันวาคม 2007, 09:33:10 AM »

มติชนรายวัน วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10858

การสร้างนิสัยใหม่ ทำไมต้อง "สร้างนิสัยใหม่"?

คอลัมน์ จับจิตด้วยใจ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ drwithan@gmail.com



ถ้าใครคิดว่า "นิสัยเดิม" หรือ "พฤติกรรมเดิมๆ" ดีเลิศอยู่แล้วก็คงจะไม่จำเป็นต้อง "เปลี่ยนใหม่" แต่สำหรับผมเองพบว่ายังมี "นิสัย" ที่ไม่ดีอีกมากมาย "พฤติกรรม" ที่ยังไม่ดีพออีกหลายเรื่อง ผมก็เลยคิดที่จะลองฝึกการ"สร้างนิสัยใหม่"

ผมพบว่า "การสร้างนิสัยใหม่" ในหลายๆ เรื่องไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียวเลย ตัวอย่างเช่น ใครๆ ก็ทราบกันดีว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวัน

"การสร้างนิสัยใหม่" นี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง คือมนุษย์เรามีสมองสามชั้นในเชิงกายวิภาคที่โยงกับเรื่องพฤติกรรมนะครับ คือสมองชั้นต้นเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกาย สมองชั้นกลางเกี่ยวข้องด้านอารมณ์ สมองชั้นนอกเป็นสมองที่ใช้คิด มนุษย์แต่ละคนก็จะมีพัฒนาการของสมองทั้งสามชั้นแตกต่างกันไป บางท่านจะถนัดการใช้สมองคิด บางท่านก็จะถนัดการใช้สมองด้านอารมณ์ บางท่านก็อาจจะถนัดสมองชั้นต้นที่ลงไม้ลงมือกระทำการ

อุดมคติที่สุดและให้ดีที่สุดในทางทฤษฎีก็คือ มนุษย์ควรจะใช้สมองทั้งสามชั้นอย่างสมดุล เชื่อมโยงถึงกัน "ในสภาวะที่เป็นปกติ" ของเซลล์สมอง คือถ้าเซลล์สมองไม่ได้ทำงานอยู่ใน "สภาวะปกติ" แล้ว ผลที่ออกมาก็จะเป็น "ด้านมืด" ของสมองทั้งสามชั้นนะครับ คือความกลัวในสมองชั้นต้น ความโกรธในสมองชั้นกลาง และความวิตกกังวลของสมองชั้นนอกที่คิดมากแบบฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย

เมื่อได้ศึกษาถึงเรื่องนี้ ผมก็พบว่าตัวผมเองเป็นมนุษย์ประเภทที่ใช้สมองชั้นนอกซึ่งใช้คิดเป็นหลัก รองลงมาก็เป็นการใช้สมองอารมณ์และผมใช้สมองชั้นต้นซึ่งเป็นเรื่องของการลงมือกระทำน้อยที่สุด คือชอบคิดแล้วอาจจะลงไม้ลงมือทำอะไรไม่มากไม่จริงจังนัก หมายความว่าถ้าผมต้องการจะปรับเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมอะไรก็ตามในชีวิตของผม การปรับเปลี่ยนนิสัยในระดับของความคิดของผมเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยยากนัก การปรับเปลี่ยนเรื่องอารมณ์ก็ยากขึ้นมาหน่อย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านกายของผมยากที่สุด ซึ่งก็จะคล้ายคลึงกันมากกับผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันนี้

ผมไม่ได้ละทิ้งสิ่งที่ผมมีดีอยู่แล้วคือ "ด้านความคิด" แต่ผมเพิ่ม "การปฏิบัติการ" ให้มากขึ้น เพิ่มสมดุลให้กับสมองชั้นต้นของผมให้มากขึ้น

ผมฝึกโยคะมาตั้งแต่เจ็ดแปดปีก่อน ฝึกชี่กงมาได้สี่ปี ฝึกไท้ฉีฉวนมาได้สองปี แต่ผมพบว่าสำหรับผมแล้วไม่ง่ายเลยที่จะ "ตั้งราก" การฝึกฝนทางกายเหล่านี้ให้เป็น "กิจวัตรประจำวัน" เป็น "นิสัยใหม่" สร้างวินัยให้กับตัวเองใหม่ ผมมักจะมีข้ออ้างเสมอ เช่นเมื่อตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าที่สดใส ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวันที่ผมมักจะใช้เวลาในช่วงนี้เพื่อการเขียนหนังสืออ่านหนังสือ

ผมก็มักจะคิดว่า เออ...เรื่องการฝึกฝนกายเอาไว้ก่อน เราชอบที่จะคิดที่จะอ่านและการเขียนในยามเช้าก็เป็นไปอย่างไหลลื่นดีมาก เสียดายเวลาทองตรงนี้นะ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้มีความสม่ำเสมอที่แท้จริงนักในเรื่องการเขียนการอ่าน บางวันก็เขียน บางวันก็ไม่เขียน ยกเว้นในช่วงที่กำลังเขียนพ็อคเก็ตบุ๊กที่ต้องเขียนทุกวันแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้บางทีบางช่วงผมก็เอ้อระเหยลอยชายไปบ้าง เขียนบ้างไม่เขียนบ้างตามใจตัวเองแบบเหลาะแหละ

ผมก็ได้เรียนรู้ว่าสมองชั้นต้นของผมอ่อนแอมาก ผมต้องพัฒนาศักยภาพของสมองชั้นต้นของผมอย่างจริงๆ จังๆ ผมต้องฝึกฝน "ร่างกาย" อย่างจริงๆ จังๆ แม้ว่าสิ่งที่ผมฝึกฝนเกี่ยวกับโยคะและชี่กงนั้นช่วยพัฒนาสมองชั้นต้นได้อย่างแน่นอนในช่วงเจ็ดแปดปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงนั้นผมก็ยังไปไม่ถึงจุดที่สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอเสียทีเดียวนัก

แน่นอนครับว่าในการฝึกฝนร่วมกันเป็นกลุ่มนั้นจะช่วยเรื่องนี้ได้มาก เช่นในช่วงเวลาที่เราไปทำเวิร์กช็อปสามสี่วันนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาที่ได้ฝึกฝน และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนว่า มักจะไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวคือต้องฝึกเป็นกลุ่ม ผมเองก็พบปัญหานี้เช่นกัน คือถ้าฝึกโยคะหรือรำมวยจีนเป็นกลุ่มก็จะสามารถทำได้ง่าย นัดเวลากันในตอนเช้าแล้วก็มารำมวยจีนด้วยกัน แต่ผมก็คิดว่าถ้าจะให้เกิดการ "พัฒนาสมองชั้นต้น" ขึ้นมาอย่างจริงจังแล้ว ผมคิดว่าตัวชี้วัดอย่างหนึ่งก็คือจะต้องสามารถ "ฝึกฝนด้วยตัวเอง" คนเดียวได้จนสามารถให้เป็น "นิสัยใหม่" หรือ "กิจวัตรใหม่"

ผมพบว่าไม่ง่ายเสียทีเดียวเลยที่ผมจะฝึกไท้ฉีฉวนคนเดียว ทั้งๆ ที่ผมก็สามารถเรียนมาจนเป็นและสามารถรำมวยจีนได้ครบทั้งสามชุดแล้ว บางวันก็จะมีข้ออ้างที่ดีมากเรื่องการเขียน เรื่องการส่งต้นฉบับหรืองานเขียนอื่นๆ เพราะช่วงเวลาการรำมวยจีนที่ดีก็เป็นช่วงเวลาในตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของผมที่จะใช้สำหรับงานเขียน

จูเลีย คาเมรอน เป็นศิลปินชื่อดังและเป็นผู้เขียนหนังสือที่ชื่อ The Artist Way บอกไว้ว่า "ศิลปินก็ต้องเป็นคนที่มีวินัย" เธอแนะนำว่า ทุกๆ เช้า ให้ "เขียนมอร์นิ่งเพจ" เขียนเป็นอะไรก็ได้ออกมาทุกๆ วัน ทุกๆ เช้า อย่างน้อยสองถึงสี่หน้าเอสี่ และไม่จำเป็นต้องให้ใครอ่านหรือไม่จำเป็นจะต้องคิดว่าจะได้เป็นบทความหรืองานเขียนอะไร แค่ตื่นขึ้นมาแล้วเขียนมอร์นิ่งเพจเป็นอย่างแรก

ผมต้องใช้เวลาหลายเดือนมากในการ "ปรับ" การใช้เวลาทองในช่วงเช้าของผมที่จะทำให้ผมสามารถ "เขียนและอ่าน" ได้ด้วยและสามารถใช้เวลากับ "ร่างกาย" ของผมไปด้วย ในที่สุดผมก็เริ่มด้วยการเขียนมอร์นิ่งเพจก่อนเป็นอย่างแรกเมื่อตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า เขียนอะไรก็ได้ไม่ต้องคิดว่าจะเป็นบทความ แต่ก็มักจะได้บทความดีๆ ในช่วงนี้ควบคู่ออกมาเสมอ จากนั้นพอสายหน่อย ก็ออกไปฝึกไท้ฉีฉวนด้วยตัวเอง

ผมรับรู้ได้ถึง "การปรับตัวปรับสภาพปรับพลังงานอะไรบางอย่าง" ที่ค่อยๆ สอดคล้องกันมากขึ้นจนกลายมาเป็น "นิสัยใหม่" ที่ทำให้ผมสามารถใช้เวลาได้กับทั้งงานเขียนและงานฝึกฝนปัญญากาย รับรู้ได้ถึงความเบาสบายและประสิทธิภาพที่มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย ด้วยการสังเกตเฝ้าดูตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

ผมได้เรียนรู้ว่าแม้จะไม่ง่ายนักแต่ "การสร้างนิสัยใหม่" ต้องอาศัยการสร้าง "วินัยด้านใน" ที่จะสามารถทำขึ้นมาได้จากการให้ความใส่ใจกับการสร้างปัญญาของสมองชั้นต้น ซึ่งเป็นปัญญาด้านร่างกายของเรานั่นเอง

หน้า 6

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01bud01021250&day=2007-12-02&sectionid=0121
บันทึกการเข้า
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #64 เมื่อ: 04 ธันวาคม 2007, 07:30:04 AM »


แน่นอนครับว่า
ในการฝึกฝนร่วมกันเป็นกลุ่มนั้น
จะช่วยเรื่องนี้ได้มาก เช่น
ในช่วงเวลาที่เราไปทำเวิร์กช็อปสามสี่วันนั้น
ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ได้ฝึกฝน
และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนว่า
มักจะไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวคือ
ต้องฝึกเป็นกลุ่ม


 ผมเองก็พบปัญหานี้เช่นกัน คือ
ถ้าฝึกโยคะหรือรำมวยจีนเป็นกลุ่ม
ก็จะสามารถทำได้ง่าย
นัดเวลากันในตอนเช้า
แล้วก็มารำมวยจีนด้วยกัน
แต่ผมก็คิดว่าถ้าจะให้เกิดการ
"พัฒนาสมองชั้นต้น"
ขึ้นมาอย่างจริงจังแล้ว

 ผมคิดว่า
ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งก็คือ
จะต้องสามารถ
 "ฝึกฝนด้วยตัวเอง"
 คนเดียวได้
จนสามารถให้เป็น
 "นิสัยใหม่" หรือ "กิจวัตรใหม่"
บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #65 เมื่อ: 05 ธันวาคม 2007, 10:04:12 AM »

ผลวิจัยจุฬาฯแนะรัฐบาลใหม่หันมาเน้นการศึกษามากกว่าเรื่องประชานิยม
 
5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 06:20:00
 
"ผลวิจัยจุฬาฯ"เผยยาเสพติดกำลังระบาดในกลุ่มเด็กม.ปลาย เสนอแนะรัฐบาลสมัยหน้าวางนโยบายการศึกษาให้ชัดเจน ไม่ใช่พูดแต่นโยบายประชานิยมอย่างเดียว

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมี รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชน (Child Watch) กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาครว่าผลงานวิจัย โครงการChild Watch 2548-2550 ด้านการศึกษาในขณะนี้ เด็กที่เรียนพิเศษมากที่สุดได้แก่ ประถมศึกษา ร้อยละ 34.63 เด็กที่โดดเรียนมากที่สุด ได้แก่ อุดมศึกษาร้อยละ 58.02 และเด็กที่ลอกการบ้านเพื่อนหรือขอสอบเพื่อนมากที่สุด ได้แก่ มัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 80.24

ทั้งนี้ ตัวบ่งชี้ด้านการศึกษา ได้แก่สภาวะด้านการให้โอกาส พบว่าอัตราเรียนต่อม.4 ร้อยละ 88.05 ส่วนอัตราผู้เรียนจบม.6 แล้วต่ออุดมศึกษา 84.59 อัตรานักเรียนนักศึกษาที่ออกกลางคันต่อจำนวนนักเรียนทั้งหมด ระดับประถมศึกษาร้อยละ 0.58 ประถมขยายโอกาส ร้อยละ 1.60 มัธยมศึกษาร้อยละ0.77 อาชีวศึกษา ร้อยละ 12.79 และอุดมศึกษา ร้อยละ 3.16 อัตราครูที่ขาดแคลน ซึ่งแยกออกตามขนาดโรงเรียน ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 300 คน ร้อยละ 3.20, 301-1,000 คน ร้อยละ 5.48 และ 1,001 คนขึ้นไป ร้อยละ 7.97

“สิ่งที่กำลังระบาดมากที่สุดในกลุ่มเด็กและเยาวชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเรื่องยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า ที่ขยายเข้าสู่กลุ่มเด็กที่ออกจากระบบการศึกษา ส่วนในเด็กระดับอุดมศึกษานั้น เป็นเรื่องของจิตอักเสบ หรือจิตใต้สำนึกไม่มี ดังนั้นในแง่ของการพัฒนาในขณะนี้ โดยองค์รวมไม่มี มีเพียงชิ่นส่วนขององค์ประกอบที่ทำไปเรื่อยๆไม่เกิดคุณค่าอะไร”หัวหน้าโครงการ Child Watch กล่าวว่า

ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า ทัศนคติของสังคมไทยไม่มีคำว่าสังคมที่ดีกว่า มีแต่สังคมที่เลวน้อยลง นั่นคือ เด็กอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณธรรม มารยาท ประเพณี วัฒนธรรมหายไป และเมื่อมีเวลาว่างเด็กก็ไม่รู้จะทำอะไร จึงทำให้เด็กหันไปสนใจการเล่นเกมส์ หรือบางคนเข้าสู่ยุวอาชญากร

ดังนั้นทุกพื้นที่ควรมีชุมชน กิจกรรมดีๆให้เด็กได้ทำ อย่างกิจกรรมถนนเด็กเดิน ที่จ.นครปฐม เป็นต้น จึงอยากฝากภาครัฐ หรือรัฐบาลในสมัยหน้า มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขคุณภาพ ไม่ใช่พูดเพียงแต่เรื่องของประชานิยม หรือสุกเอาเผากินสิ่งที่อยากทำ แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในวันที่ 18 ธันวาคม นี้ ทางคณะครุศาสตร์ จึงได้จัดการเสวนา เชิญนักการเมืองแต่ละพรรค มาชี้แจงถึงนโยบายการศึกษา

ด้านนายสัมพันธ์ รุจิเรขา สุวรรณ รองผอ.สพท.นนทบุรี เขต 1 กล่าวว่าโรงเรียนต่างๆ อยู่ในภาวะขาดแคลนครูอย่างมาก เพราะตั้งแต่ช่วงที่ตนเองเริ่มทำงานเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนมีครูเพียง 2 คน คือครูใหญ่ และตนเอง ซึ่งไม่แตกต่างจากทุกวันนี้เลย อีกทั้งครูในปัจจุบันมีภาระงานที่มาก เนื่องจากต้องทำรายงานเพื่อรับรองการประเมินผล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ครูไม่มีเวลาสนใจการเรียนการสอน หรือไม่มาเวลาสอนหนังสือ

นายเบญจพล ปัญญาประภากร นักวิชาการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) สมุทรสาคร กล่าวว่า ใน 62 โรงเรียนที่ดูแลอยู่นั้น ขณะนี้มีนักเรียนไร้สัญชาติ เรียนอยู่ที่โรงเรียน 730 คน ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย อย่างไรก็ตามการรับรองการศึกษาของเด็กกลุ่มนี้ เป็นเพียงการได้ใบรับรองว่าจบการศึกษา ม่ใช่ใบประกาศนียบัตร รับรองวุฒิการศึกษา จึงอยากฝากหน่วยงานของภาครัฐ เข้ามาดูแลเด็กในส่วนนี้ เพราะเด็กเหล่านี้โตขึ้นทุกวัน แต่พวกเขาไม่สามารถกลับภูมิลำเนาเดิมคือประเทศพม่าได้ อีกทั้งถ้าอยู่ประเทศไทยก็อยู่ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีสัญชาติไทย
 
 
http://www.bangkokbiznews.com/2007/12/05/WW10_WW10_news.php?newsid=208674
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ธันวาคม 2007, 10:11:50 AM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #66 เมื่อ: 08 ธันวาคม 2007, 14:09:27 PM »

มาปลูกฝังความคิด “การเรียนคือการปฏิบัติธรรม” กันเถอะ

คม  ชัด  ลึก 
7 ธันวาคม 2550 22:50 น.

ดังที่ประชาชนคนไทยทราบกันดีว่า ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นหนึ่งในคนไทยที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก เป็นบุคคลสำคัญแห่งโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราชาวไทยทุกคนควรภาคภูมิใจว่า
 

ประเทศไทยเรานี้มีพระอริยสงฆ์ซึ่งทำคุณงามความดีและคุณูปการใหญ่หลวงให้แก่วงการพุทธศาสนาของโลก และหากพิจารณาถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านที่ได้สร้างไว้ให้แก่แผ่นดินนี้ ยิ่งทำให้คนไทยรู้สึกซาบซึ้งถึงบุญคุณ ตลอดจนคำสั่งสอนที่ท่านได้หล่อหลอมให้พุทธศาสนิกชนทั่วโลกไว้อย่างมิรู้ลืม

มีเรื่องเล่าหนึ่งถึงท่านพุทธทาสว่า มีหญิงผู้หนึ่งเป็นบุคคลมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคม เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โต ภายหลังจากที่ประสบกับพิษเศรษฐกิจในเวลานั้นจึงทำให้กิจการขาดทุนล้มเหลว หญิงผู้นั้นไม่เป็นอันทำการอย่างใด ได้แต่คร่ำครวญถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ตลอดจนความทุกข์ที่ตนได้รับ จนวันหนึ่งหญิงผู้นั้นมีโอกาสมาพบกับท่านพุทธทาส จึงได้พร่ำบ่นถึงปัญหาต่างๆ ที่เธอประสบอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใดกลับมาอย่างที่ต้องการ จึงได้สอบถามถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้ตนเองหลุดจากความทุกข์ความไม่สบายใจที่กำลังประสบอยู่ ท่านพุทธทาสก็ไม่ได้กล่าวอย่างใด เพียงแต่ให้หญิงผู้นั้นไปยกหินที่วางอยู่ไม่ไกลจากตัวมาถือไว้ในมือ เมื่อหญิงผู้นั้นปฏิบัติตาม ท่านก็ถามว่า “หินที่ยกอยู่ในมือหนักหรือไม่” หญิงผู้นั้นก็ตอบว่า “หนัก” ท่านพุทธทาสก็กล่าวตอบว่า “เมื่อหินที่ถืออยู่ในมือทำให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อย...ไฉนท่านไม่วางหินก้อนนั้นลง” เช่นนั้นเองหญิงผู้นั้นก็ได้รับคำตอบที่ค้นหามาเป็นเวลานานด้วยตัวของเธอเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงท่านพุทธทาสว่า มีบุคคลผู้หนึ่งเดินทางไปยังวัดสวนโมกข์เพื่อต้องการสอบถามถึงการปฏิบัติธรรมอย่างไรให้ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกับพระคุณเจ้า ซึ่งเข้าใจได้ว่าบุคคลผู้นั้นต้องการสอบถามถึง “เคล็ดลับวิชา” หรือ “สูตรสำเร็จ” ที่ทำให้ตนเองสามารถนำมาปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงธรรมได้เช่นเดียวกับท่านพุทธทาส อย่างที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม” หรือ “มองเห็นแก้วสามประการ” ในลักษณะทำนองเดียวกันนี้

ปรากฏว่าท่านไม่ได้ให้เคล็ดลับหรือสูตรสำเร็จที่ว่าแต่ประการใด แต่กลับบอกให้บุคคลผู้นั้นกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยทำหน้าที่ของคฤหัสถ์ตามสถานภาพ บทบาทและภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด แล้วท่านจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานเมื่อบุคคลผู้นั้นนำสิ่งที่ท่านพุทธทาสให้คำแนะนำไปปฏิบัติ ก็ได้รับคำตอบตามที่ต้องการด้วยตัวของเขาเองจริง โดยที่ท่านไม่ได้สั่งสอนหรือให้ข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมแต่อย่างใดเลย

หลักอิทัปปัจจยตา อันหมายถึงเมื่อมีสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้นตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ น่าจะเป็นธรรมะสำคัญข้อหนึ่งที่บุคคลทั้งสองได้นำไปเรียนรู้ด้วยตนเองจนเกิดความเข้าใจ ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวว่า “บุคคลย่อมเป็นไปตามกรรม”

นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบุคคลที่ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ “ผู้ศึกษาเล่าเรียน” ไม่ว่าจะเรียกชื่อใดก็ตาม ได้ถูกกำหนดสถานภาพและบทบาทไว้แล้วเช่นเดียวกัน เพื่อมุ่งให้บุคคลได้ใช้ชีวิตในวัยเยาว์ซึ่งเป็นระยะแรกของชีวิตให้ทำหน้าที่ “ศึกษาเล่าเรียน” ที่จะต้องหมั่นแสวงหาความรู้ ฝึกฝนทักษะจนเกิดความชำนาญในด้านใดด้านหนึ่งที่ตนเองสามารถนำไปประกอบสัมมาชีพเพื่อเลี้ยงดูตนเอง ครอบครัว และช่วยเหลือสังคมต่อไปในอนาคต

สำหรับผู้ปกครองจะต้องมีส่วนสนับสนุนให้บุตรหลานได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนตามสถานะและบทบาทในวัยของเขา ในขณะที่ชุมชนและสังคมจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลและสนับสนุนให้เขาเหล่านั้นได้รับโอกาสในการทำหน้าที่ตามบทบาทในวัยของเขาในรูปแบบต่างๆ ที่เอื้ออำนวยให้การทำหน้าที่เป็น “ผู้เรียน” ดำเนินไปได้ด้วยดี โดยไม่มีปัจจัยใดๆ มาทำให้โอกาสของการทำหน้าที่นั้นๆ ต้องชะงักหรือยุติลง

ดังนั้นการปลูกฝังความคิดให้เยาวชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่าแท้จริงแล้ว “การเรียนคือการปฏิบัติธรรม” โดยมุ่งชี้ให้เห็นว่าการแสวงหาหรือเข้าถึงธรรมไม่จำเป็นต้องกระทำในรูปแบบการปฏิบัติตามพิธีกรรมในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ฝากตนเป็นสมุนหรือสาวกของบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือไปเป็นทาสรับใช้บุคคลที่อุปโลกน์ตนเองว่าเป็นเจ้าลัทธิหรือเรียกชื่ออื่นใดก็ตาม แต่การปฏิบัติธรรมสามารถปฏิบัติและเข้าถึงได้ด้วยการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดในทุกเวลาและสถานที่

ความจริงแล้วความคิดนี้ไม่ควรมุ่งเฉพาะเด็กและเยาวชนในฐานะ “ผู้ศึกษาเล่าเรียน” เท่านั้น แต่ควรจะครอบคลุมไปถึงทุกบุคคลแม้แต่ผู้ใหญ่จนถึงผู้สูงอายุวัยชรา ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับบทบาทหน้าที่ให้เป็น “ผู้เรียน” ด้วยกันทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่การเรียนไม่มีที่สิ้นสุด สามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นแนวคิดที่ว่าการปฏิบัติธรรมคือการหมั่นศึกษาหาความรู้ เช่นนี้จึงจะเป็นการเรียนรู้ถึงการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งผลที่ได้รับนอกเหนือจากการทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่ถูกต้องนี้แล้ว ยังจะมีส่วนช่วยให้ทุกคนไม่ถูกทำให้เข้าใจผิด หรือหลงไปกับการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ที่จงใจก่อให้เกิดความลุ่มหลงไปในทางที่ผิด อันจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมายตามมาอย่างที่สังคมคาดไม่ถึง

ผลลัพธ์ที่ได้จากการปลูกฝังความคิดนี้ จะทำให้สังคมเพียบพร้อมไปด้วยบุคคลที่เป็นทั้งคนดีและคนเก่งอยู่ในบุคคลเดียวกัน กล่าวคือเป็นบุคคลที่มีทั้งความรู้และคุณธรรมอยู่ในคนเดียวกัน

การปลูกฝังความคิดเช่นนี้จึงเป็นทางออกที่แท้จริงให้แก่สังคม ความสำนึกรับผิดชอบชั่วดีได้ด้วยตนเองของแต่ละบุคคล ที่เกิดจากการตั้งใจศึกษาหาความรู้บนพื้นฐานความปรารถนาดีที่ต้องการจะเห็นสังคมของตนเองมีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น นอกจากนี้ตัวผู้เรียนจะต้องมองเห็นถึงประโยชน์ที่ตนเองและประเทศชาติจะได้รับจากการหมั่นศึกษาหาความรู้ของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นปกติสุข หากเป้าหมายของการศึกษาทำได้เช่นนี้จึงจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับสังคม

ทศพล กฤตยพิสิฐ

คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 
 http://www.komchadluek.net/2007/12/column/m018_179543.php?news_id=179543
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #67 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2008, 20:41:06 PM »

หลักสูตรการศึกษาฉบับชุมชน ‘โรงเรียนวัดท่าสะท้อน’ สะท้อนภาคประชาชนก้าวหน้า-กระทรวงศึกษาฯล้าหลัง
 
โดย วันชัย พุทธทอง  14 กุมภาพันธ์ 2551 16:01 น.
   
ชาวบ้านท่าสะท้อน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับครูและนักวิชาการร่างหลักสูตรการเรียนการสอนโรงเรียนวัดท่าสะท้อน
 
หนังสือ "หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนวัดท่าสะท้อน ฉบับชุมชน" ผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ของชาวชุมชนท่าสะท้อน ซึ่งเตรียมไว้แจกจ่ายให้ผู้มาร่วมเวทีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่กลับยังไม่มีโอกาสถึงมือ คุณหญิงอัมพร มีศุข กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

   เมื่อเร็วๆ นี้ชาวบ้านชุมชนท่าสะท้อน อ.ชะอวด จ .นครศรีธรรมราช ได้ร่วมกัน “ร่างหลักสูตรของโรงเรียนชุดสาระท้องถิ่น” เพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับลูกหลาน โดยใช้ขนำซึ่งตั้งอยู่ในป่าพรุกุมแป ริมคลองบางกลม สายน้ำสำคัญของชุมชนที่เชื่อมต่อกับคลองชะอวดไหลไปลงแม่น้ำปากพนังและออกทะเลที่แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นสถานที่ระดมความคิด
       
       การใช้พื้นที่ป่าพรุเพื่อร่วมกันร่างหลักสูตรของชุมชนในครั้งนี้นั้น ก็เพื่อย้ำเตือนว่าพื้นฐานชีวิตของคนในชุมชนแห่งนี้แนบชิดกับป่าพรุ เนื่องจากชุมชนท่าสะท้อนตั้งอยู่บนพื้นที่ชุมน้ำ หรือที่รู้จักในชื่อป่าพรุ วิถีชีวิตของชาวชุมชนจึงแนบชิดอยู่กับป่าพรุตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งเป็นการให้เกียรติและแสดงความนอบน้อมแหล่งชุบเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชน
       
       “หลักสูตรสาระท้องถิ่นโรงเรียนวัดท่าสะท้อน” อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เกิดขึ้นจากการที่โรงเรียนถูกปิดไปนาน 2 ปี สืบเนื่องจากไม่มีครูมาจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียน ผู้ปกครองจำเป็นที่จะต้องกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา การเปิดโรงเรียนครั้งนี้ชุมชนได้ร่วมกันร่างหลักสูตรการเรียนการสอน อันเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาปี 2542 โดยชุมชนกำหนดให้นักเรียนได้เรียนวิชาสาระท้องถิ่น 30% วิชาแกนหลัก 70%
       
       “ครูเอียด” นายอรุณ สงค์แก้ว อายุ 39 ปี ครูผู้เชี่ยวชาญการทำประมงพื้นบ้านในป่าพรุ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ร่วมกันร่างหลักสูตรครั้งนี้ กล่าวว่า การที่ชุมชนได้ลุกขึ้นมาจัดทำหลักสูตรเพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับลูกหลานในโรงเรียนวัดท่าสะท้อนไม่ได้เกิดขึ้นเองอย่างไม่มีเหตุผล แต่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เริ่มจากครูและผู้บริหารโรงเรียนวัดท่าสะท้อนไม่ยอมมาสอนเด็กเป็นเวลานานกว่า 2 ปี
       
       ชุมชนพยายามเรียกร้องกับทางเขตการศึกษา 3 นครศรีธรรมราช เพื่อให้โรงเรียนกลับมาเปิดการเรียนการสอนเหมือนเดิม เพราะผู้ปกครองและนักเรียนเดือดร้อน ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเด็กต้องเดินทางไปเรียนโรงเรียนนอกหมู่บ้าน ผู้ปกครองกังวลความปลอดภัยของเด็กเพราะต้องเดินทางผ่านป่าพรุในช่วงฤดูน้ำหลาก ตลอด 2 ปี ที่เกิดปัญหาทางเขตการศึกษาฯ ก็เมินเฉย
       
       ครูผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความจำเป็นที่ชุมชนต้องตัดสินใจแก้ไขปัญหา เมื่อเป็นเช่นนั้นวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ชุมชนจำเป็นที่จะต้องเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง เนื่องจากจะรอเขตการศึกษาฯ ซึ่งไม่มีความรับผิดชอบต่ออนาคตของลูกหลานเราไม่ได้อีกต่อไป เพราะทางเขตการศึกษาฯ ไม่มีหลักประกันใดๆ ให้ชุมชนว่าจะจัดการแก้ไขปัญหาอย่างไร
       
       การที่ชุมชนกลับมาเปิดโรงเรียนและจัดการเรียนการสอนครั้งนี้ ชุมชนได้ร่วมกันร่างหลักสูตรการเรียนการสอนกันเอง เพื่อต้องการให้ลูกหลานได้เรียนรู้เนื้อหาที่เกี่ยวโยงกับวิถีชีวิต สามารถปฏิบัติได้จริง และได้เรียนวิชาแกนหลักอย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศและภาษาท้องถิ่น โดยคาดหวังว่าหลักสูตรที่คนธรรมดาช่วยกันร่างจะทำให้ลูกหลานมีคุณภาพ เข้าใจเพื่อนมนุษย์เข้าใจสิ่งแวดล้อม
       
       ด้าน “ครูรุ่ง” นายรื่น เพชรล้าน อายุ 54 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่มีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตรฉบับชุมชน กล่าวว่า การที่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการเรียนการสอนให้ลูกหลานกันเองครั้งนี้ นับเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะชาวบ้านธรรมดาที่ผ่านมายุ่งแต่เรื่องทำมาหากิน โดยฝากการเรียนการสอนไว้กับคนที่มีการศึกษา
       
       “เมื่อถึงเวลาที่ชุมชนเองต้องลุกขึ้นมาจัดการศึกษา ต้องรวบรวมความกล้ากันพอสมควร เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ของชุมชนที่เข้ามาจัดการศึกษา ชาวบ้านธรรมดามีความเชื่อว่าการศึกษาต้องเป็นเรื่องของครู หรือนักการศึกษาเท่านั้น แต่ 2 ปีที่ผ่านมาชุมชนได้ข้อสรุปแล้วว่า จะฝากความหวังไว้กับครูหรือนักการศึกษาที่ไม่มีความรับผิดชอบต่ออนาคตของลูกหลานเราไม่ได้อีกต่อไป”
       
       ครูรุ่งกล่าวด้วยว่า ตรงนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ชุมชนลุกขึ้นมาและผ่านความกลัวว่าตัวเองเป็นคนไม่มีความรู้มาได้ หากไม่มีความเจ็บปวดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อาจจะไม่สามารถเดินทางมาได้จนถึงวันนี้ ส่วนเนื้อหาที่จัดให้เด็กได้เรียน คิดว่ายังต้องปรับปรุงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ก็ภูมิใจที่ได้มีส่วนในการทำสิ่งที่ดีเพื่อชุมชนของเรา
       
       พระอาจารย์ทวีศักดิ์ จิรธัมโม ซึ่งเป็นพระรูปหนึ่งที่ร่วมกันร่างหลักสูตรนี้ขึ้น อีกทั้งยังรับหน้าที่เป็นครูผู้เชี่ยวชาญสอนวิชาพุทธศาสนาด้วย กล่าวว่า การที่ชุมชนใช้วิชาความรู้ที่มีอยู่ในตัว ทำให้เป็นความรู้ร่วมของหมู่บ้าน เป็นแนวทางที่น่าสนใจ สิ่งเหล่านี้มิใช่หรือคือสิ่งที่ทำให้คนที่นี่อยู่ได้อย่างมีความสุข วันนี้เรากำลังยืนยันในความรู้ที่เรามี
       
       “สิ่งเหล่านี้สำคัญกับลูกหลานของเรา เมื่อมีการจัดการหลักสูตรที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ โดยเชื่อมโยงตัวเองกับพ่อแม่ ลูกหลาน คนเฒ่าคนแก่ วันก่อน อาตมาได้สอนทำนาโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งเป็นองค์ความรู้เดิมของชุมชน ได้เหยียบลงไปในนาที่เป็นดินโคลน เท้าเด็กได้สัมผัสดินนุ่มๆ สอนร่วมกับครูชีพ” พระอาจารย์ทวีศักดิ์ บอกเล่าให้ฟังก่อนเสริมว่า
       
       การทำนาทำให้มีรายได้ ได้เงินด้วย และเป็น การประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสัตว์และเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกละเลยมานาน วันนี้เด็กๆ ที่นี่ได้เรียนรู้ในวิชาทำนา เด็กได้เรียนรู้เรื่องสายพันธุ์ข้าวของชุมชน ได้ฝึกคำนวณว่าพื้นที่นาเท่านี้จะใช้ปริมาณข้าวกี่ถัง เด็กๆ ได้ฝึกไถนากันเอง เป็นการออกกำลังกายไปด้วย
       
       พระอาจารย์ทวีศักดิ์เพิ่มเติมว่า ได้ฝึกสังเกตดินนาที่นี่เป็นดินเหนียวเป็นมันเนื่องจากดินไม่ผ่านการใช้สารเคมี ซึ่งเป็นการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ไปด้วย กระบวนการที่เราทำ เมื่อพวกเรามีปัญหาใดๆ เรามีความรู้อยู่แล้วก็สามารถจัดการแก้ปัญหาได้ ในชุมชนมีความรู้มากมาย การที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการความรู้ให้กับเด็ก จะเป็นความรู้แท้จริงของเด็ก
       
       “และนี่ถือเป็นการสอนธรรมะที่จะเข้าถึงความรู้ได้จริง ไม่ต้องไปกังวล มันเพิ่งเริ่มต้น หวังว่าจะขยายไปเรื่อยๆ ขอให้เชื่อมั่นกับสิ่งที่ดีงามที่ทำกันมา เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ที่เด็กได้เรียนรู้จะทำให้หมู่บ้านยั่งยืนเข้มแข็ง ผลจากการเรียนรู้จะทำให้เขาสามารถอยู่ในพื้นที่ได้อย่างรู้สึกภาคภูมิใจ มีชีวิตรอดอยู่อย่างมีความสุข”
       
       ด้านนายวัชระ เกตุชู ครูชาวบ้านอีกคน กล่าวว่า จากการที่ชุมชนได้เข้ามาจัดการเรียนการสอนผ่านมาเป็นเทอมที่ 2 ชุมชนมีบทเรียนอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งต้องการที่จะนำเสนอบทเรียนให้สาธารณะได้รับรู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาจัดการศึกษากันเอง เพราะชุมชนมีองค์ความรู้มากมายที่สำคัญ
       
       “อันเป็นไปท่ามกลางสถานการณ์โรงเรียนขนาดเล็กอย่างโรงเรียนวัดท่าสะท้อนกำลังถูกทยอยยุบ และมีเป้าหมายที่จะถูกยุบอีกนับหมื่นโรงเรียนทั่วประเทศ โดยรัฐบาลอ้างว่าไม่คุ้มทุนในการจัดการศึกษา รูปธรรมที่ชุมชนเข้ามาจัดการศึกษาอย่างโรงเรียนวัดท่าสะท้อน พอจะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาโรงเรียนถูกยุบได้ไหม” นายวัชระกล่าว
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ชาวชุมชนท่าสะท้อนได้ผนึกกำลังครูและนักเรียนโรงเรียนวัดท่าสะท้อนจัดเวทีนำเสนอ “หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนวัดท่าสะท้อน ฉบับชุมชน” ขึ้นมา ณ โรงแรมทวินโลตัส อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งตัวแทนชุมชนได้นำเสนอรูปธรรมในการจัดการศึกษาต่อสาธารณะ
       
       โดยมีการเชิญ “คุณหญิงอัมพร มีศุข” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าร่วมด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิโดยตรง และได้เชิญ “ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาร่วมงานเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 บุคคลก็ตอบตกลงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ อีกทั้งทางสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ยังแจ้งกลับมาว่า สพฐ.ขอร่วมจัดงานและขอออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานด้วย
       
       แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาจัดงานกลับไม่มีแม้เงาของทั้ง 2 คุณหญิงดังกล่าว โดยมีการแจ้งเรื่องกลับมายังผู้จัดว่าไม่สามารถมาร่วมงานได้ ในขณะที่ชุมชนได้เตรียมงานทุกอย่างพร้อมแล้ว
       
       “การศึกษาเป็นเรื่องของการจัดการความรู้ ต่อไปนี้กระทรวงศึกษาฯ จะล้าหลังมาก เพราะโลกไปไกลมากแล้ว อย่างกรณีตัวอย่างโรงเรียนวัดท่าสะท้อนชัดเจนว่า กระทรวงศึกษาธิการตามไม่ทันโลก ตามไม่ทันชุมชน และที่สำคัญกระทรวงศึกษาฯ ไม่เชื่อพลังประชาชน เป็นพวกศักดินาล้าหลัง ผูกขาดการจัดการศึกษา และสุดท้ายก็ทำไม่ได้ดี”
       
       นายวัชระในฐานะครูชาวบ้านแห่งโรงเรียนวัดท่าสะท้อน สะท้อนความคิดของชุมชนให้ฟัง พร้อมกับกล่าวเสริมด้วยว่า
       
       “เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาจัดการศึกษาเอง และชวนกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาร่วมพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน แต่กระทรวงศึกษาธิการก็กลับไม่ให้ความสำคัญ เมื่อกระทรวงไม่ให้ความสำคัญ ชุมชนก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่กระทรวงควรทบทวนตัวเองว่า ผลจากการที่กระทรวงศึกษาฯ ผู้ขาดการจัดการศึกษาอย่างยาวนานนั้น เกิดอะไรกับสังคมไทยเรา การที่โรงเรียนถูกยุบไปแล้วจำนวนมาก ซึ่งสื่อสะท้อนถึงความมีจิตสำนึกรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน”
       
       นับเป็นความงดงามของคนธรรมดาแห่งชุมชนท่าสะท้อน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ที่มีความกล้าหาญลุกขึ้นมาจัดการศึกษาให้ลูกหลานด้วยตัวเอง ทว่าขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความล้าหลังของพวกศักดินาล้าหลังในระบบการศึกษาของบ้านเมืองเรา
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000018816
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #68 เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2008, 18:32:18 PM »

โรคเบื่อโรงเรียน
 
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 17 กุมภาพันธ์ 2551 13:06 น.
 
 
       หลายปีมาแล้ว เจ้าของโรงเรียนในเชียงใหม่โทรศัพท์มาว่าอยากขอคำปรึกษาจากผม เมื่อพบกันเธอเล่าว่ามีลูกสองคน คนโตกำลังทำปริญญาเอก ลูกชายคนเล็กอายุ 14 ปี ไม่ยอมไปโรงเรียนถึงไปก็หนีออกไปเล่นเกม เธอไปปรึกษาแพทย์ หมอบอกว่าเด็กเป็นโรค “School Phobia” คือโรค “กลัวโรงเรียน”
       
        ผมขอพบเด็กซึ่งไม่ค่อยช่างพูด ผมได้แนะนำให้ส่งเด็กไปโรงเรียนที่นิวซีแลนด์ ครูใหญ่ดีใจหายรับเด็กไว้ ผมเกรงว่าจะไปมีปัญหาอีก จึงบอกครูใหญ่ไว้ก่อน
       
        เมื่อไปอยู่โรงเรียนที่นิวซีแลนด์ ครูใหญ่เล่าว่าเด็กคนนี้ไม่มีปัญหาเลย เขาเก่งคอมพิวเตอร์จนโรงเรียนแจ้งว่า ความรู้ของเขามีเกินกว่าที่ครูจะสอนได้
       
        ที่โรงเรียนนี้มีกิจกรรมพิเศษคือ ให้เด็กทำภาพยนตร์สั้นๆ ใช้กล้องวิดีโอถ่าย เด็กไทยคนที่ว่านี้ทำภาพยนตร์เข้าประกวดได้ที่หนึ่ง หนังสือพิมพ์ลงข่าวเกรียวกราว เมื่อจบชั้นมัธยมปลายเขาก็ไปเรียนถ่ายหนัง ซึ่งไม่ได้เป็นการเรียนเอาปริญญา แต่จบแล้วก็มีงานรออยู่เลย เวลานี้เขาทำงานอยู่ในโรงถ่ายภาพยนตร์ในกรุงเวลลิงตัน
       
        ผมไม่เชื่อว่าเด็กจะ “กลัวโรงเรียน” น่าจะเรียกว่า “เบื่อโรงเรียน” มากกว่า การที่เด็กเบื่อโรงเรียนก็เพราะมีการสอนที่น่าเบื่อ ส่วนมากจะเป็นการบรรยายในห้องเรียนโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตนเองเพื่อการเรียนรู้ได้น้อยมาก เด็กที่ชอบคอมพิวเตอร์หรือเล่นเกมต่างๆ จึงหันไปให้ความสนใจกับสิ่งที่สนุกกว่า
       
        ตอนผมเด็กๆ ผมชอบทำข้าวผัด จริงๆ แล้วเป็นการเล่นชนิดหนึ่งที่เราทำเองกินเองสนุกมาก เวลาพี่ๆ น้องๆ มาบ้าน ผมก็จะผัดข้าวผัดเลี้ยง เรารู้สึกว่ามันเอร็ดอร่อยมากเพราะเป็นฝีมือของเราเอง ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่ง เล่นรักบี้เก่งมาก แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ เรียนมหาวิทยาลัยอยู่หลายปี เวลานี้ไปเรียนทำอาหารที่กอร์ดอง เบลอ เขาจะต้องเป็นพ่อครัวที่เก่งต่อไป เพราะเขาชอบทำมากกว่าชอบเรียนแบบนั่งฟังอย่างเดียว
       
        ในหลักสูตร เราน่าจะแบ่งการสอนออกเป็นสองแบบ คือ สอนทางวิชาการผ่านการบรรยาย ซึ่งในการเรียนแบบนี้อาจมีการท่องจำได้ เพราะยังจำเป็นอยู่ การเรียนอีกแบบหนึ่งคือ การเรียนผ่านกิจกรรม คือการทำหรือการเล่นนั่นเอง การเรียนที่เพลิดเพลินไม่จำเป็นต้องเป็นการเล่น แต่เป็นการลงมือทำ โรงเรียนในอังกฤษและอเมริกามีวิชาทำครัว มีครัวเล็กๆ ให้เด็กทำอาหาร การเรียนการสอนที่เน้นกิจกรรมนี้ โรงเรียนน่าจะมีอย่างน้อยก็ 20% ของการเรียนที่เน้นการบรรยายในห้องเรียน
       
        กิจกรรมที่ว่านี้อาจเป็นการให้เด็กทำหนังสือพิมพ์ของชั้นก็ได้ เด็กเรียนรู้ภาษาไทยผ่านกิจกรรมนี้ในหนังสือพิมพ์ ยังมีการวาดภาพประกอบได้ เด็กๆ ที่มีทักษะต่างกันสามารถมีส่วนร่วมได้
       
        กิจกรรมนอกสถานที่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรส่งเสริมเด็กสามารถเรียนรู้ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสภาพชนบทได้เป็นอย่างดี หากมีการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม แต่ปัญหาก็คือ การจัดตารางสอน แม้ในระดับมหาวิทยาลัย นักศึกษาก็หาโอกาสออกไปทำกิจกรรมนอกห้องเรียนได้ยาก เพราะไม่มีเวลา
       
        ดังนั้น หลักสูตรที่เน้นกิจกรรมจึงต้องเริ่มต้นด้วยการจัดตารางสอนเสียใหม่ ควรเว้นการสอนในวันศุกร์จะได้ให้เด็กและครูมีเวลาไปนอกโรงเรียน หากจะไปต่างจังหวัดก็จะมีเวลาถึง 3 วัน
       
        ครูส่วนใหญ่จะเคยชินกับการสอน และการจัดตารางสอนแบบเก่า การคิดกิจกรรมเป็นเรื่องใหม่ แต่เมื่อเริ่มทำไปแล้วก็จะเกิดความคิดใหม่ และชอบการเรียนการสอนแบบนี้
       
        ครูสมัยใหม่ต้องพบกับการท้าทายจากแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆ แต่เดิมโรงเรียนและครูเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างเดียวเมื่อคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตเข้ามา แหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นมากมาย ที่สำคัญก็คือมีความหลากหลาย มีการจัดข้อมูลความรู้ที่กระชับไม่เยิ่นเย้อ มีการคัดสรรเลือกเอาเฉพาะสาระ ผู้เล่นคอมพิวเตอร์สามารถเลือกเวลา และมีจังหวะการเรียนรู้ที่ตนเองสามารถควบคุมได้
       
        โรงเรียนและครูสมัยใหม่จึงต้องปรับตัวเอง วิธีที่ดีและง่ายก็คือ นำเอาสิ่งที่มีในอินเทอร์เน็ตมาเป็นส่วนประกอบของการสอน แต่จะต้องให้เด็กรู้จักการค้นคว้าและการนำเสนอ ไม่ใช่ไปลอกมาทั้งหมด
       
        ถ้าครูรู้จักใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นประโยชน์ เด็กก็จะเบื่อการเรียนน้อยลง นอกจากนั้นครูควรคิดด้วยว่ามีอะไรบ้างที่คอมพิวเตอร์ไม่มี แล้วครูก็จะนำเสนอบอกเล่าสิ่งเหล่านั้นให้เด็กฟัง
       
        ผมหวังว่าคงมีเด็กที่เบื่อโรงเรียนน้อยลง เรามีเด็กที่เบื่อโรงเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก บางคนถึงกับหยุดไปโรงเรียนเลยก็มี แต่มีผู้ให้ความสนใจเรื่องนี้น้อยลง ส่วนใหญ่มักจะพาลูกไปหาหมอแล้ว หมอก็บอกว่า “ลูกคุณสมาธิสั้น” ให้ยามากิน ผมพบเด็กที่หมอบอกว่าสมาธิสั้นหลายคน แต่พอให้ไปเล่นกีฬาหรือเล่นดนตรีก็อยู่ได้นานๆ ดังนั้น ผมจึงได้ข้อสรุปว่าคงเป็นเพราะเด็กเบื่อโรงเรียนมากกว่า
       
        การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ระบบการศึกษาก็เทอะทะ หลักสูตรก็เปลี่ยนแปลงยาก ดังนั้นเราจึงต้องหาจุดเหวี่ยงของการเปลี่ยนแปลงให้ได้ จะได้พ้นจากวังวนแห่งปัญหาที่ซับซ้อน ข้อเหวี่ยงที่ว่านี้ก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของครูนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องมุ่งไปที่การพัฒนาครูซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่เห็นความสำคัญ และความสนใจใคร่รู้ของเด็กๆ แทนที่จะท่องคาถา “เด็กเป็นศูนย์กลาง” แต่เพียงอย่างเดียว

 http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000019767
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #69 เมื่อ: 09 มีนาคม 2008, 16:06:08 PM »

 วันอาทิตย์ที่ 9 เดือนมีนาคม พศ. 2551 ค้นหาข่าว   มติชนออนไลน์ 
 
 แฉ 'มือปืนรับจ้าง' โอเน็ตเรียกค่าตัวสูง1-5แสน กก.คุมสอบรับ7หมื่นเอาข้อสอบออก   
  รับจดหมายข่าว
 
  ผู้อ่าน 530 คน วันที่ 08 มีนาคม 2551 เวลา 21:22:11 น.  ส่งข่าว พิมพ์ข่าว -  ขนาดข้อความ  +
 
 
     
แฉแผนน.ศ.แพทย์-ทันตฯ-วิศวะ มหาลัยชื่อดังรับจ้างทำข้อสอบโอเน็ต คิดค่าแรง 1-5 แสน แบ่งงานกันทำและนำกระดาษข้อสอบออกจากห้อง พบกก.คุมสอบบางคนรับ 7 หมื่น เปิดทางเอาข้อสอบออก เผยผู้คุมสอบยังโลว์เทคขณะที่อุปกรณ์โกงไฮเทคมากขึ้น


นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 มีนาคม กรณีคณะกรรมการคุมสอบที่ศูนย์สอบจุฬาฯ สามารถจับนักเรียนทุจริตทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ด้วยวิธีการต่างๆ ได้ 6 ราย โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือคล้ายนาฬิกาข้อมือว่า เคยพูดคุยกับกลุ่มมือปืนรับจ้างในการยิงข้อสอบโอเน็ต และข้อสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอเน็ต ส่วนใหญ่เป็นนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง และเรียนอยู่ในคณะต่างๆ เช่น คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น โดยจะรวมตัวกันกลุ่มละประมาณ 10 คน เด็กกลุ่มนี้เป็นพวกจีเนียส แรกๆ ทำเพื่อช่วยน้อง ญาติ หรือเพื่อนให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พอเห็นช่องทางเลยพัฒนาเป็นอาชีพ แต่ละปีจะรับลูกค้าประมาณ 15-25 ราย รายละ 1-2 แสนบาท แต่ถ้าคณะ หรือมหาวิทยาลัยยอดนิยม เช่น คณะแพทย์ อาจจ่ายถึง 5 แสนบาท เฉลี่ยแล้วแต่ละปีมีรายได้มากมาย

นายสมพงษ์กล่าวต่อไปว่า ในการว่าจ้างนั้น ผู้จ้างจะต้องจ่ายเงินมัดจำครึ่งหนึ่งของวงเงินที่ตกลงกันก่อน เมื่อสำเร็จแล้วก็จ่ายที่เหลือทั้งหมด แต่ละปี การทุจริตสอบจะเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือขอนแก่น เป็นต้น โดยจะมีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน เพื่อฝึกรับเอสเอ็มเอส หรือหากข้อสอบมี 2 ชุด จะมีวิธีการอย่างไร กลุ่มมือปืนรับจ้างสอบจะแบ่งงานกันทำ จะมีตัวหลักๆ 3-4 คนเข้าไปนั่งสอบประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นจะนำกระดาษข้อสอบออกจากห้องสอบมาให้ได้ก่อนหมดเวลาสอบประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง (วิชาหนึ่งใช้เวลาสอบ 2-3 ชั่วโมง) เมื่อได้ข้อสอบออกมาแล้ว ก็จะไปส่งรถจักรยานยนต์ที่มารอรับก่อนนำส่งทีมเฉลยคำตอบ ทีมดังกล่าวจะเป็นนิสิตนักศึกษาที่เก่งมากๆ เมื่อได้ข้อสอบแล้วก็จะรับเฉลยทันที ใช้เวลาเฉลยข้อสอบไม่เกิน 45 นาที

นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า เป็นไปได้ว่ากลุ่มที่เข้าไปนั่งทำข้อสอบในห้องสอบนั้น อาจจะเฉลยข้อสอบเสร็จตั้งแต่อยู่ในห้องสอบ และนำออกมาส่งเอสเอ็มเอส โดยการส่งเอสเอ็มเอสจะฝึก และกำหนดส่ง 1 ข้อ ในทุกๆ 5 วินาที อีกเหตุผลหนึ่งที่กลุ่มมือปืนรับจ้างเหล่านี้ สามารถนำข้อสอบออกจากห้องสอบได้ เพราะมีทีมทำหน้าที่สำรวจผังที่นั่งสอบ ซึ่งจะเปลี่ยนทุกๆ 3 ปี รู้ว่ากรรมการคุมสอบจะอยู่ที่จุดใด กรรมการคุมสอบคนใดสามารถพูดคุยกันได้ และซื้อตัวได้ โดยจ่ายเงินให้ผู้คุมสอบคนละประมาณ 5-7 หมื่นบาท และว่า เหตุที่กลุ่มมือปืนรับจ้างไม่เคยถูกจับได้ เนื่องจากผู้คุม หรือกรรมการคุมสอบไม่รู้เท่าทันวิธีการของมือปืนรับจ้างเหล่านี้

นายสมพงษ์กล่าวว่า นักเรียนที่ถูกจับทุจริตสอบโอเน็ตโดยการใช้โทรศัพท์มือถือคล้ายนาฬิกาข้อมือ และอ้างว่าเพื่อนเป็นคนส่งข้อความให้นั้น จึงไม่ใช่แน่นอน อยากให้ สทศ.ลองพูดคุยกับนักเรียนคนดังกล่าวดีๆ เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้สาวถึงกลุ่มมือปืนรับจ้างสอบเหล่านี้ว่าอยู่ที่ไหน อยู่มหาวิทยาลัยใดบ้าง หาก สทศ.ต้องการปกป้องนักเรียนที่ทุจริตก็ทำได้ แต่ในส่วนของกลุ่มมือปืนรับจ้างสอบ แม้จะเป็นนิสิตนักศึกษา ก็จำเป็นจะต้องดำเนินการกับคนเหล่านี้ มหาวิทยาลัยก็ต้องจัดการด้วย เพื่อให้กลุ่มเหลือบเหล่านี้หมดไป ไม่เช่นนั้นจะไม่เป็นธรรมต่อนักเรียนอีกมากมายที่เหน็ดเหนื่อย และตั้งใจกับการสอบ

'กลุ่มมือปืนรับจ้างสอบมีทุกปี ยิ่งข้อสอบโอเน็ตง่ายกว่าการสอบเอ็นทรานซ์มาก อุปกรณ์ที่ใช้ทุจริตก็ไฮเทคมากขึ้น ในขณะที่ผู้คุมสอบส่วนใหญ่ยังโลว์เทคอยู่ เมื่อศูนย์สอบจุฬาฯ จับทุจริตได้ ก็ออกมาล้อมคอกกันใหญ่ กลุ่มมือปืนรับจ้างสอบยังบอกกับผมว่า ที่ยังอยู่ได้เพราะลูกค้าส่วนใหญ่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หมด แต่ผมอยากเตือนพ่อแม่ ผู้ปกครองว่าไม่ควรเสี่ยง หรือเอาเงินไปทุจริตเพื่อซื้ออนาคต ซื้อที่นั่งในมหาวิทยาลัยให้ลูก แม้จะคิดว่าคุ้มกับการเสี่ยงก็ตาม' อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯกล่าว

วันเดียวกัน มีการทดสอบเอเน็ตเป็นวันแรก และจะมีถึงวันที่ 9 มีนาคม ปรากฏว่าในวันนี้ นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปตรวจเยี่ยมสนามสอบที่โรงเรียนหอวัง และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยที่สนามสอบโรงเรียนหอวัง อาจารย์ผู้คุมสอบได้สั่งให้ผู้เข้าสอบปิดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด และวางไว้ใต้เก้าอี้ หากเปิดไว้ และมีสัญญาณเข้าก็จะถือว่าทุจริต ส่วนในสนามสอบอื่นๆ ในต่างจังหวัด ยังไม่มีการรายงานการทุจริตเข้ามา หากนักเรียนที่มีข้อมูล หรือข้อสงสัยอะไร ให้ติดต่อได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 0-2576-5555, 0-2576-5777

นางศศิธร อหิงสโก ผู้อำนวยการกลุ่มรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา กล่าวว่า การสอบเอเน็ตครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่มีรถวิ่งจับสัญญาณต่างๆ เหมือนการสอบเอ็นทรานซ์ในสมัยก่อน เพราะจากการสอบถามจากผู้รู้ทราบว่า 'สมัยก่อนการสื่อสารต่างๆ ใช้ระบบอนาล็อก สามารถจับสัญญาณได้หากส่งสัญญาณเพื่อทุจริต อีกทั้งสนามสอบมีเพียงไม่กี่จุด แต่ขณะนี้มีสนามสอบถึง 76 จังหวัด และการส่งสัญญาณต่างๆ ก็เป็นระบบดิจิตอล ทำให้การจับสัญญาณทำได้ยาก และค่าใช้จ่ายสูงมาก ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของกรรมการคุมสอบที่จะคอยสังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าสอบว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่' นางศศิธรกล่าว

นางพิศวาส ยุติธรรมดำรง ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หนึ่งในสนามสอบเอเน็ต กล่าวว่า วันนี้ โรงเรียนเตรียมถุงดำสำหรับให้ผู้เข้าสอบในสนามของโรงเรียน นำอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ใส่ไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานำโทรศัพท์มือถือที่เป็นนาฬิกาข้อมือมาใช้ในการทุจริต

นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวถึงกรณีมีนักเรียนร้องเรียนข้อสอบเอเน็ตวิชาภาษาไทยผิดว่า มั่นใจว่าข้อสอบถูกต้อง แต่คณะกรรมการจะตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง หากพบว่าข้อสอบผิดจริง ก็จะยกประโยชน์ให้กับผู้เข้าสอบ

นางอุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการ สทศ.กล่าวว่า สทศ.ได้กำหนดปฏิทินการสอบโอเน็ตสำหรับนักเรียนที่เกิดเหตุสุดวิสัย รายชื่อตกหล่น และนักเรียนกลุ่มเทียบเท่า ดังนี้ รับสมัคร วันที่ 10-20 มีนาคม ทางเว็บไซต์ www.niets.or.th นักเรียนจะต้องสมัครด้วยตนเองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ เลขที่นั่งสอบ และสนามสอบ ในวันที่ 24 มีนาคม สอบวันที่ 29-30 มีนาคม และประกาศผลวันที่ 15 เมษายน ผู้สมัครจะต้องส่งหลักฐานที่แสดงเหตุผลชัดเจนของการขาดสอบมาที่ สทศ.ภายในวันที่ 20 มีนาคม ขอย้ำว่าผู้สมัครอาจไม่ได้เข้าสอบทุกคน ต้องดูเหตุผลเป็นหลัก

ก่อนหน้านี้ นายสงบ ลักษณะ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ.ว่า ได้พิจารณาลงโทษนักเรียนที่ทุจริตในการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้น ม.6 ซึ่ง สทศ.ได้รับรายงานจากศูนย์สอบ 10 ศูนย์ จากทั้งหมด 18 ศูนย์ทั่วประเทศพบว่า ศูนย์สอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผู้ทุจริต 6 ราย ใน 4 กรณีนั้น ที่ประชุมมีมติว่ากรณีนักเรียน 2 คน เขียนคำตอบวิชาภาษาอังกฤษใส่ยางลบส่งให้กันในห้องน้ำ กรณีที่นักเรียนคนแรกทำข้อสอบเสร็จก่อนแล้วส่งคำตอบให้คนที่ 2 ผ่านโทรศัพท์มือถือที่วางไว้ระหว่างขาในวิชาภาษาอังกฤษ ให้ปรับตกวิชาภาษาอังกฤษ ส่วนที่เปิดโทรศัพท์มือถือไว้แล้วมีผู้โทร.เข้ามาในการสอบวิชาคณิตศาสตร์ ให้ปรับตกวิชาคณิตศาสตร์ และกรณีสุดท้ายที่นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือที่มีรูปร่างเหมือนนาฬิกาข้อมือเป็นเครื่องมือทุจริต ที่ประชุมมีมติให้ปรับตกทั้ง 6 วิชา เพราะเห็นว่าเป็นการกระทำทุจริตที่มีการวางแผนมาล่วงหน้า และทุจริตตั้งแต่สอบวิชาแรก
 
http://matichon.co.th/news_detail.php?id=22784&catid=3
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #70 เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 22:22:36 PM »

มาตรฐานการศึกษาเด็กไทยย่ำแย่..วิกฤติของชาติที่แท้จริง
 
24 มีนาคม พ.ศ. 2551 06:00:00
 

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ข่าวชิ้นนี้ควรจะเป็นข่าวใหญ่พาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และรายการข่าวของทีวีทุกช่องและวิทยุทุกความถี่ แต่ข่าวใหญ่วันนี้ของสื่อกลับเป็นเรื่องนักการเมืองฟาดฟันกันเพื่อยื้อแย่งอำนาจ ไม่เกี่ยวกับการสร้างอนาคตของประเทศชาติแต่ประการใด

วันก่อน ผมฟังคำให้สัมภาษณ์ทางวิทยุจุฬาของอาจารย์สุนีย์ คล้ายนิล ที่ทำโครงการเกี่ยวกับการทดสอบมาตรฐานการศึกษาของนักเรียนทั่วโลก ผลออกมาหลายปีแล้วปรากฏว่าการประเมินนักเรียนของประเทศไทย "ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องอย่างน่าตกใจ"

โครงการที่ว่านี้เรียกว่า PISA หรือ Programme for International Student Assessment ขององค์กรความร่วมมือเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาที่เรียกว่า OECD ซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจโลกประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์

เขาทำการประเมินทุกสามปี...และสามครั้งล่าสุดคือปี 2000 (เน้นการอ่าน) ปี 2003 (คณิตศาสตร์) และปี 2006 (วิทยาศาสตร์) นั้นผลปรากฏว่านักเรียนไทยอยู่ในตำแหน่งรั้งท้าย และแนวโน้มก็อ่อนลงเรื่อยๆ

นักเรียนจากเกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง อยู่ในระดับต้นๆ ขณะที่นักเรียนไทยเราอยู่อันดับท้ายๆ เพราะเขาทดสอบความรู้ความสามารถจากการประเมินสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริง ไม่ได้วัดจากการเรียนจากตำราในห้องเรียน

อาจารย์สุนีย์ บอกว่า โครงการ PISA ต้องการประเมินนักเรียนทั่วโลกเพื่อวัดว่าประเทศต่างๆ เตรียมพร้อมประชาชนของตนเพื่อการพัฒนาในอนาคตอย่างไร

ไทยเราไม่ได้เป็นสมาชิก OECD แต่ได้ขอเป็น partner หรือผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อวัดมาตรฐานของเรากับคนอื่น

ผลที่ออกมาควรจะทำให้คนไทยทั้งประเทศตกใจและตื่นจากภวังค์

"เราพูดแต่ปากว่าเราจะสร้างความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ แต่จริงๆ แล้ว เราไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังเลย..." อาจารย์สุนีย์ บอก สะท้อนถึงความห่วงกังวลของคนไทยไม่น้อยที่เริ่มเห็นเพื่อนบ้านของไทยอย่างเวียดนาม และพม่า ที่สามารถพัฒนามาตรฐานการศึกษาของเยาวชนของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเราแล้ว

ต้องถามว่าทำไมญี่ปุ่น เกาหลี และฮ่องกง จึงเป็นประเทศที่นักเรียนของเขาอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกขณะที่ของไทยเรามีแต่ถดถอย?

คำตอบก็คือนักการเมืองไทยที่ยื้อแย่งอำนาจการปกครองระดับชาติไม่เคยมองนโยบายการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ...และกระทรวงศึกษาก็ยังเป็นกระทรวง "เกรดบี" หรือ "เกรดซี" ในสายตาของนักเลือกตั้งทั้งหลายจนถึงวันนี้

เวลาหาเสียงพูดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับนโยบายการศึกษา แต่พอได้เป็นรัฐบาลก็ไปแย่ง "แบ่งเค้ก" กันในกระทรวงที่มีทั้งอำนาจและเงินทองเท่านั้น

อาจารย์สุนีย์ บอกว่า ประเทศเยอรมนีนั้น พอคะแนนเริ่มมีปัญหาทั้งๆ ที่ยังอยู่ในอันดับดี ก็เรียกมันว่า "alarm clock" หรือ "นาฬิกาปลุก" ที่ทำให้คนทั้งประเทศของเขาต้องลุกขึ้นมาถกแถลงหาทางเร่งเร้าให้ปรับปรุงระบบการศึกษากันอย่างจ้าละหวั่นแล้ว

เพราะสำหรับประเทศที่ต้องการจะสร้างอนาคตนั้น ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการศึกษาแล้ว

นักการเมืองไทยแย่งกันช่วงชิงตำแหน่งในกระทรวงอะไรบ้าง? กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม...

แต่กระทรวงศึกษาที่สร้างสมอง สร้างความฉลาด สร้างความสามารถในการแข่งขันของคนไทยกลับกลายเป็นกระทรวงชั้นสองชั้นสามของนักการเมือง

วันนี้ เราเห็นแล้วว่ามาตรฐานการศึกษาของไทยกำลังเสื่อมทราม และตกต่ำ ซึ่งแปลว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤติแห่งชาติ แต่คุณได้ยินใครในรัฐบาลเห็นปัญหานี้หรือเปล่า?
 
 
http://www.bangkokbiznews.com/2008/03/24/WW12_1238_news.php?newsid=241501
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มีนาคม 2008, 22:28:01 PM โดย เกล้า » บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #71 เมื่อ: 28 มีนาคม 2008, 14:35:58 PM »

ประชุมประจำปีมานุษยฯ 7 ชี้ หลักสูตรวัฒธรรมศึกษายังไม่ ‘ป๊อป’   
 
เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2551 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร จัดการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7 ในหัวข้อ ‘ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรมศึกษา’ โดยแบ่งเป็นห้องย่อยตามประเด็นอีกหลายห้อง

ดร.ฐิรวุฒิ เสนาคำ นักวิชาการสาขาวัฒนธรรมศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง ‘วัฒนธรรมศึกษาฉบับไทยๆ เป็นวัฒนธรรมศึกษาหรือศึกษาวัฒนธรรม’ โดยกล่าวว่า หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาในประเทศไทยเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.2530 ซึ่งต่อเนื่องมาจากการมีหลักสูตรไทยศึกษา และสถานที่เริ่มต้นหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษานั้นมาจากท้องถิ่น คือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

ทั้งนี้ พบว่าเนื้อหาหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาเท่ากับศึกษาวัฒนธรรม คือ การเน้นเรื่องทางวัฒนธรรม โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะภาคใต้ เป็นต้น ต่อมาเมื่อหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาไปปรากฏในหลักสูตรปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ถูกครอบอยู่ในสาขามานุษยวิทยาดนตรี พิพิธภัณฑ์วิทยา  วัฒนธรรมสาธารณสุข เพิ่งมาแยกออกจากมานุษยวิทยาเป็นสาขาวัฒนธรรมศึกษาและสังคมศึกษาในภายหลัง และเมื่อนำมาดูภาพรวมร่วมกับที่อื่นๆที่มีหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยทักษิณ หรือมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะพบว่า การสอนในมหาวิทยาลัยไม่เห็นทิศทางที่เป็นอัตลักษณ์ที่เรียกว่าวัฒนธรรมศึกษา แต่สามารถตั้งชื่ออื่นได้เช่น ไท(ย)ศึกษา นิเวศวิทยาการเมือง ท้องถิ่นศึกษา มานุษยวิทยา อาณาบริเวณศึกษา และมองไม่เห็นจุดโฟกัสของความเป็นวัฒนธรรมศึกษา

เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับหลักสูตรในต่างประเทศ เช่นวัฒนธรรมศึกษาสำนักเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือเกาหลี จะพบว่าวัฒนธรรมศึกษาครอบคลุมจะไปถึงวัฒนธรรมป๊อบ วัฒนธรรมร่วมสมัย เช่น ดนตรี หนัง การไหลเวียนเคลื่อนย้ายวัฒนธรรมข้ามพรมแดนของวัฒนธรรมร่วมสมัยผ่านสื่อ 

“หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาไทย อิทธิพลภูมิเรื่องปัญญาชาวบ้าน วัฒนธรรมชุมชน ไทศึกษาหรือเรื่องท้องถิ่นมีมาก แต่สิ่งที่ไม่ค่อยเห็นคือการศึกษาวัฒธรรมป๊อปหรือวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่นหรือคนรุ่นหลังมากอย่างมหาศาล วัฒนธรรมศึกษาจึงควรเคลื่อนตัวออกจากมานุษยวิทยาหรืออื่นๆ เพื่อไม่ให้หลักสูตรถูกตั้งชื่ออื่นได้ มันควรมีทิศทางของมัน” ดร.ฐิรวุฒิ กล่าว

ด้าน ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้วิจารณ์งานศึกษากล่าวว่า มีความเห็นคล้อยตามว่าไม่อยากให้วัฒนธรรมศึกษาถูกครอบด้วยมานุษยวิทยา แต่การศึกษานี้ยังไม่ให้เหตุผลพอที่เข้าใจว่าทำไมควรแยก และปัญหาคืออะไร ทำไมต้องไปในแนวทางแบบเบอร์มิงแฮม เพราะวัฒนธรรรมศึกษาในไทยเกิดในบริบทที่ต่างไป

ดร.ชยันต์ กล่าวต่อไปว่า หลายหลักสูตรใช้คำว่าวัฒนธรรมศึกษาหรือคำข้างเคียง แต่ถ้าเปิดภาพให้เห็นพัฒนาการของวัฒนธรรมศึกษาจะเข้าใจมิติและเงื่อนไขประวัติศาตร์ และอาจจะนำไปเทียบได้ว่าวัฒนธรรมศึกษาไทยอยู่ในในขั้นใดของวัฒนธรรมศึกษาสำนักเบอร์มิงแฮมที่โตมาในยุค 1960 ซึ่งกระแสมาร์กซิสกำลังเติบโตในยุโรปหรืออังกฤษ

แต่หลักสูตรวัฒธรรมศึกษาไทยไม่ได้โตมาจากมาร์กซิส และไม่ได้เกิดภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมแต่เกิดมาในช่วงที่ชนบทไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะจากโลกาภิวัตน์และจากรัฐส่วนกลาง ดังนั้นถ้าดูที่ความสนใจของผู้ก่อตั้งหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาจะเห็นว่าเขามองว่าภูมิภาคของตนตกอยู่ในการครอบงำ เช่น การเกิดขึ้นของสถาบันทักษิณคดี ซึ่งมีภูมิภาคนิยมเป็นพื้นฐานและปฏิเสธการถูกครอบจากวัฒนธรรมชาติ

หรือวัฒนธรรมศึกษาแบบไทยๆ ที่ภาคอีสานก็ไม่ใช่วัฒนธรรมศึกษาในความหมายแบบสำนักเบอมิงแฮมเช่นกัน แต่มาจากการเป็นนักวัฒนธรรมนิยมหรือมนุษย์นิยมที่ชื่นชมในศักยภาพของคนที่ต่อสู่ดิ้นรน ศึกษา เพื่อให้สามารถเผชิญโลกาภิวัตน์และความทันสมัย เช่น หนังสือเรื่อง ‘ซิ่งอีสาน’ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมในอีสานทั้งแบบสมัยนิยมและวัฒนธรรมประชาที่ไม่ได้ดูวัฒนธรรมในแง่การเป็นเรื่องชั้นสูงที่ต้องอนุรักษ์ แต่ให้ความหมายในแง่การต่อสู้ดิ้นรน เช่น การกล่าวถึงผู้หญิงหาบน้ำจนไหล่หนาเป็นปื้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีการวิเคราะห์วัฒนธรรมป๊อบ ซึ่งแนวทางเหล่านี้อาจได้อิทธิพลมาจาก นิธิ เอียวศรีวงศ์, ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม หรือ อานันท์ กาญจนพันธุ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมสัมพันธ์และมิติของมนุษย์

“เข้าใจว่า ดร.ฐิรวุฒิ ต้องการผลักดันให้มีการสอนหรือวิจัยวัฒนธรรมศึกษาในแบบอังกฤษหรือนานาชาติ เชิงร่วมสมัยหรือวัฒนธรรมป๊อบ แต่ยังไม่ได้อธิบายว่าวัฒนธรรมศึกษาของอาจารย์หมายถึงอะไร ดังนั้นถ้าต้องการเห็นคล้อยและให้หันมาปรับปรุงหลักสูตรก็ต้องหันกลับไปสำรวจความหมายของวัฒนธรรมในสำนักตัวเองด้วย” ดร.ชยันต์ กล่าว

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท   วันที่ : 27/3/2551 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11659
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #72 เมื่อ: 22 เมษายน 2008, 12:40:05 PM »

 วันอังคารที่ 22 เดือนเมษายน พศ. 2551 ค้นหาข่าว  ป้อนคำที่ต้องการค้นหา  ส่งฟอร์มการค้นหา  เว็บมติชน  เว็บทั่วไป         
 
 
 
 ทุนนิยมสามานย์ สงกรานต์โสมม ในสังคมความเป็นไทยของรัฐราชการ 
  รับจดหมายข่าว
 
  ผู้อ่าน 949 คน วันที่ 22 เมษายน 2551 เวลา 07:17:24 น.  ส่งข่าว พิมพ์ข่าว -  ขนาดข้อความ  +
     
คอลัมน์ สยามประเทศไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

"ทุนนิยมสามานย์" เป็นคำของอาจารย์จากจุฬาฯท่านหนึ่งที่เข้าร่วมทำงานให้รัฐบาลทักษิณสมัยแรกๆ แล้วทนความสามานย์ของเศรษฐกิจ-การเมืองนี้ไม่ได้เลยขอถอนตัวออกจากรัฐบาลนั้น

"สงกรานต์โสมม" เป็นคำสะท้อนความรู้สึกของคนที่เดือดร้อนจากพฤติกรรมโสมมของคนเล่นสงกรานต์อย่างสามานย์ แล้วจัดการให้พวกนี้อยู่ในร่องในรอยไม่ได้

"สังคมความเป็นไทย" เป็นคำสรุปรวบยอดของคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับ "ความเป็นไทย" ปลอมๆ ที่สามานย์และโสมมหนักข้อขึ้น

สรุปว่า "ทุนนิยมสามานย์ เล่นสงกรานต์โสมม ในสังคมความเป็นไทย" เป็นคำคล้องจองส่งสัมผัสสมดังคำพูดว่า "ไทยเป็นชาตินักกลอน"
โวยเกิร์ลลี่ฯโชว์เซ็กซี่ขัดพรีเซ็นเตอร์ ผู้สื่อข่าวรายงานได้รับร้องเรียนจากประชาชนว่า จากที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดโครงการพรีเซ็นเตอร์เทศกาลสงกรานต์ โดย 4 สาววงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ แต่งกายผ้าไทย เพื่อรณรงค์การเล่นน้ำสงกรานต์ที่ดีงามตามประเพณีไทยนั้น

แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ทั้ง 4 สาววงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ กลับไปปรากฏตัวบนเวทีร้องเพลงในงานสงกรานต์ บริเวณถนนข้าวสาร โดยแต่งกายล่อแหลม โชว์เรือนร่าง สวมเสื้อในเปิดกว้างจนเห็นเนินอก ใส่กางเกงขาสั้น และเต้นยั่วยวน ทั้งที่ก่อนหน้านี้สมาชิกวงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ เคยสัมภาษณ์ในวัดเปิดตัว พรีเซ็นเตอร์เทศกาลสงกรานต์ กล่าวเชิญชวนไม่ให้วัยรุ่นใส่เสื้อสายเดี่ยว เกาะอก หรือใส่กางเกงขาสั้นเกินไป

ด้านนายปรีชา กันธิยะ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ หากคิดที่จะนำมาเป็นต้นแบบให้กับเยาวชนแล้ว ตัวเองก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย โดยเฉพาะโครงการนี้ 4 สาววงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ แสดงความจำนงเองว่าต้องการจะมาช่วยรณรงค์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากหลีกเลี่ยงการแสดงลักษณะดังกล่าวไม่ได้ ก็ไม่สมควรเสนอตัวมาเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่น ตนไม่ทราบว่ามีการรับงานดังกล่าวก่อนเสนอตัวมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กระทรวงวัฒนธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากคิดจะทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคมต่อไป ก็ไม่ควรเสียดายเงินเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ทาง วธ.จะติดต่อไปยังศิลปินวงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ และบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่เป็นต้นสังกัดเพื่อแจ้งว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสม (มติชน วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2551 หน้า 1)

 


ความเป็นไทย ไม่มีรูปแบบตัวตนตายตัว แต่เป็นสิ่ง "สมมุติ" มีในจินตนาการเหมือนคำว่า "ชาติ" นั่นแหละ (นี่ผมจำคำอธิบายของอาจารย์ฝรั่งมาปรับใช้) ฉะนั้นความเป็นไทยย่อมต่างกันตามจินตนาการของแต่ละคนที่มีประสบการณ์และสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมต่างกัน

พ่อค้ากระฎุมพีย่อมมีจินตนาการของความเป็นไทยต่างจากขุนนางศักดินาข้าราชการในระบอบอำมาตยาธิปไตย ฉะนั้นผู้จัดการของ "4 สาววงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่" ย่อมมองเห็นความเป็นไทยต่างจากขุนนางศักดินาข้าราชการผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม

เครื่องแต่งกาย "ชุดไทย" ย่อมขึ้นอยู่กับสำนึกจินตนาการของคนพวกไหนกลุ่มไหนด้วย? แล้วยังขึ้นกับ "กาละ" และ "เทศะ" คือเวลาและสถานที่ของคนแบบไหนด้วย? ฉะนั้น ชุดขาสั้นของ 4 สาวนั่นแหละความเป็นไทยอย่าง "ร่วมสมัย" แต่ชุดผ้าถุงกรอมเท้ามีสไบห่มคือความเป็นไทยอย่าง "พ้นสมัย"

ทั้ง 2 ชุดล้วนเป็นสินค้าที่เอาไว้ "ขาย" หลอกคนโง่ๆ งี่เง่าใน "ตลาด" เท่านั้น

สังคมความเป็นไทยต้องการแค่นี้มิใช่หรือ

เริ่มจากกระทรวงวัฒนธรรมยินดียกย่อง 4 สาวเป็นพรีเซ็นเตอร์แต่งกายชุดไทยเพื่อการตลาดที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงต้องการได้หน้าผ่านสื่อต่างๆ ส่วนต้นสังกัด 4 สาวก็ได้ผลตอบแทนทางการตลาด เมื่อ "ขนมพอสมน้ำยา" สมน้ำสมเนื้อแล้วเจือสมคำคล้องจอง ทุนนิยมสามานย์ สงกรานต์โสมม สังคมความเป็นไทย แล้วจะมาโวยวายทำไม?

ยิ่งโวยวายก็เหมือน "อ้าปาก เห็นลิ้นไก่" กระทรวงวัฒนธรรมแค่ไหน ความเป็นไทยก็แค่นั้นแหละว้า

ที่มา หน้า 21 หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551 
 
 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=27964&catid=16
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #73 เมื่อ: 22 เมษายน 2008, 14:06:16 PM »

ระหว่างโรงเรียนประจำกับทัณฑสถาน
 
โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช 21 เมษายน 2551 18:21 น.
 
 
 
นักสังคมวิทยาผู้หนึ่งกล่าวว่า หากพิจารณาทางการจัดโครงสร้างองค์กรแล้ว โรงเรียนประจำกับคุกก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย กล่าวคือ ต่างเป็น “สังคมปิด” ที่แยกตัวออกจากสังคมภายนอก ทั้งโรงเรียนประจำและคุกต่างก็มีความพอเพียงในตัวของมันเอง มีโรงครัว โรงนอน โรงพยาบาล มีกฎการควบคุมดูแล มีระเบียบข้อบังคับ มีตารางเวลากำหนดการดำเนินชีวิต
       
        การที่โรงเรียนประจำจะแตกต่างไปจากคุกได้นั้น อย่างแรกจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน โรงเรียนประจำทำการ “อบรมบ่มนิสัย” เด็ก ส่วนคุกนั้นเป็นการลงทัณฑ์เพื่อดัดแปลงนิสัยที่ไม่ดีที่เป็นภัยต่อสังคม หรืออาจจะเรียกว่า “การดัดสันดาน” ก็ว่าได้
       
        แม้ว่าโรงเรียนประจำจะเน้นการมีระเบียบวินัยก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เป้าหมายหลัก เป้าหมายหลักคือการให้การศึกษาที่รอบด้าน เพราะมีเวลาอบรมทั้งวัน ผิดกับโรงเรียนไป-กลับซึ่งเด็กเรียนทางวิชาการเป็นหลัก
       
        เนื่องจากโรงเรียนประจำมีลักษณะเป็นสังคมปิด ผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องพยายามหาโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก โดยปกตินักเรียนประจำจะชอบคบหาสมาคมกับเพื่อนนักเรียนด้วยกันมากกว่าคนอื่น การที่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาหรือทำกิจกรรมนอกโรงเรียนร่วมกับผู้อื่นบ้างก็จะเป็นการดี
       
        ผมเคยเป็นนักเรียนประจำรวมเวลา 11 ปี และมีโอกาสดูแลโรงเรียนประจำอีก 11 ปี สิ่งที่ผมคำนึงอยู่เสมอก็คือโรงเรียนประจำไม่ใช่คุก มีระยะหนึ่งที่มีเด็กหนีโรงเรียนและมีคนที่ดูแลการปกครองสั่งให้คนงานกั้นลวดหนามบนกำแพง ทำให้ผมต้องรีบสั่งให้รื้อถอนไป
       
        การสร้างบรรยากาศเพื่อการเรียนรู้ที่เป็นมิตรกับเด็กเป็นสิ่งสำคัญ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างครูกับนักเรียนเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่ถ้าเราคอยจับผิดเด็กตลอดเวลา เด็กก็จะเกิดความกลัว และจะหลบหลีกไปทำความผิด บางคนอาจคิดว่าระเบียบหย่อนยานลง แต่การสร้างให้เด็กมีระเบียบวินัยในตนเองสามารถทำได้โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงบวก เช่น การนำโครงการ 5 ส.เข้ามาใช้ในโรงเรียนอย่างจริงจัง เป็นต้น
       
        การที่จะให้เด็กได้มีเวลาว่างเลือกทำกิจกรรมที่ตนสนใจ โดยเด็กเป็นผู้เลือกเองเป็นเรื่องที่ดี ก่อนผมไปเป็นผู้ดูแลโรงเรียนประจำ มีการเรียนวันเสาร์ด้วย ผมได้ยกเลิกให้มีการไปทำกิจกรรมแทน เพิ่มกิจกรรมขึ้นอีกมากมายตามความต้องการของนักเรียน เช่น มีการหัดถ่ายรูปแบบมืออาชีพ เป็นต้น
       
        โรงเรียนประจำในต่างประเทศเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน อุปกรณ์การทำอาหารก็ดี อาหารถูกสุขอนามัยและอร่อย ส่วนมากมีให้เลือก 2-3 อย่าง ดังนั้นความคิดความเชื่อของคนบางคนที่ว่าอยู่โรงเรียนประจำต้องสอนให้เด็กอดทน อย่าให้กินอาหารดีนัก ข้าวก็ไม่จำเป็นต้องดีมาก เอาข้าวที่ผู้ส่งออกคัดออกให้เด็กกินก็ได้ ความเชื่อนี้โรงเรียนประจำที่ดีๆ ทุกแห่งหมดไปแล้ว
       
        โรงเรียนสมัยนี้ต้องสอนทั้งวิชาการ และทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตในอนาคต คอมพิวเตอร์และภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่จำเป็น ผมเคยหาครูฝรั่งมาถึง 17 คนให้สอนเด็กจนภาษาอังกฤษดีขึ้นมาก ตอนนี้ได้ข่าวว่าเหลือแค่ 2 คน เพื่อนบางคนบอกว่า เรียนภาษาอังกฤษต้องเน้นไวยากรณ์ หารู้ไม่ว่าเวลานี้ไม่มีใครทำอย่างนั้นแล้ว
       
        เด็กจะดีได้ครูต้องดี การพัฒนาครูจะต้องทำทั้งการอบรมภายใน และให้ไปเปิดหูเปิดตาดูโรงเรียนในต่างประเทศ จะได้เห็นว่าวิธีการสอนดีๆ นั้น เขาทำกันอย่างไร ที่สำคัญก็คือต้องสร้างความมั่นใจในตัวเองให้ครู ส่งเสริมให้ครูลงมือทำหลักสูตรกันเอง ซึ่งแม้จะช้าเสียเวลาหน่อยแต่ก็ได้ผลคุ้มค่า ไม่ใช่ปล่อยให้คนที่ไม่รู้เรื่องการศึกษามาสั่งครูให้ทำหลักสูตร
       
        การทำโรงเรียนประจำให้ดี เป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลา แต่การทำให้โรงเรียนเลวลง ทำได้ง่าย บางทีก็เพราะความไม่รู้ของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง การเข้าใจเป้าหมายของการศึกษาผิดไปก็มีส่วนทำให้เกิดความยึดติด และใช้ระเบียบบังคับ เพราะเห็นว่าปกครองง่าย
       
        พูดถึงเรื่องโรงเรียนประจำแล้ว ผมก็ขอบอกนักเรียน ครู และผู้ปกครองเด็กๆ ที่วชิราวุธวิทยาลัยด้วยว่า ตั้งแต่ผมออกมาแล้ว ก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงเรียนเลย และไม่เคยได้รับการขอคำปรึกษาจากใครๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นที่มีผู้อ้างว่าได้ขอคำปรึกษาจากผมอยู่เสมอหลายๆ อย่างนั้น จึงไม่เป็นความจริง เป็นการแอบอ้างเท่านั้น
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000046533
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #74 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2008, 18:59:22 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11020

สทศ.วิเคราะห์โอเน็ต3ปี

พบผลสอบไม่ต่างกัน/ชี้ครูไม่พัฒนา ร.ร.เมินนำคะแนนไปใช้ปรับปรุง



นางอุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยถึงผลการจัดอันดับโรงเรียนโดยใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ของนักเรียนชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2550 ว่า สทศ.นำโรงเรียนมาจัดอันดับเพียง 2,898 แห่ง จากทั้งหมด 3,638 แห่ง หรือคิดเป็นนักเรียนที่ถูกจัดอันดับ 79.66% ส่วนโรงเรียนที่เหลือที่ไม่นำมาจัด เพราะชื่อโรงเรียนในฐานข้อมูลของ สทศ. และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ไม่ตรงกัน โดยแบ่งกลุ่มโรงเรียนนั้น จะแบ่งตามขนาดโรงเรียนและผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรกของ สมศ.ซึ่งจัดให้คุณภาพระดับดีขึ้นไปมีคะแนนตั้งแต่ 2.51 ขึ้นไป และคุณภาพต่ำกว่าระดับดีมีคะแนนน้อยกว่า 2.51 ซึ่งผลปรากฏว่า โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษและมีผลประเมินระดับดีขึ้นไปมี 268 โรง มีคะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาไทย 57.47 สังคมศึกษา 41.68 ภาษาอังกฤษ 35.15 คณิตศาสตร์ 36.60 วิทยาศาสตร์ 39.29 สุขศึกษา 54.62 ศิลปะ 44.26 และการงานอาชีพฯ 52.03 โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ และมีผลการประเมินต่ำกว่าระดับดี มี 125 โรง โรงเรียนขนาดใหญ่และมีผลการประเมินระดับดีขึ้นไป มี 231 โรง โรงเรียนขนาดใหญ่และมีผลการประเมินต่ำกว่าระดับดี มี 265 โรง โรงเรียนขนาดกลางและมีผลการประเมินระดับดีขึ้นไปมี 454 โรง โรงเรียนขนาดกลางและมีผลการประเมินต่ำกว่าระดับดีมี 966 โรง ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กและมีผลการประเมินระดับดีขึ้นไปมี 138 โรง ตลอดจนโรงเรียนขนาดเล็กและมีผลการประเมินต่ำกว่าระดับดีมี 451 โรง

"จากผลการจัดอับดับกลุ่มโรงเรียนดังกล่าว พบว่า โดยภาพรวมคะแนนของกลุ่มโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษหรือขนาดใหญ่ นักเรียนสามารถทำคะแนนโอเน็ตได้สูงกว่าโรงเรียนขนาดกลางและเล็ก เนื่องจากมีความพร้อมเกือบทุกด้าน ทั้งครู สถานที่ และอุปกรณ์เรียนการสอน แต่ผลการสอบแต่ละวิชาโดยรวมไม่ได้สูง อยู่ในระดับกลาง แต่มีข้อสังเกตว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่มีผลประเมินของ สมศ.ในระดับดี และระดับต่ำกว่าดี มีคะแนนสอบหลายวิชาที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดกลาง แสดงว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีการพัฒนาการเรียนการสอนที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีโครงการเข้าไปช่วยเสริมให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก แต่จากข้อมูลทั้งหมด จะต้องนำมาศึกษาเชิงลึกอีกครั้งถึงสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนต่างๆ มีคะแนนโอเน็ตโดยรวมไม่สูง ทั้งที่ข้อสอบโอเน็ตไม่ได้ยากเกินไป พร้อมกันนั้นต้องดูด้วยว่าการที่โรงเรียนขนาดเล็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นนั้น แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่ง สทศ.จะสรุปเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำไปพัฒนาโรงเรียนต่อไป" นางอุทุมพรกล่าว และว่า สทศ.ยังได้เปรียบเทียบคะแนนโอเน็ตของนักเรียนชั้น ม.6 ในช่วง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2548-2550 พบว่า คะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาไทย 48.62, 50.33, 50.70 สังคมศึกษา 42.64, 37.94, 37.76 ภาษาอังกฤษ 29.81, 32.37, 30.93 คณิตศาสตร์ 28.46, 29.56, 32.49 และวิทยาศาสตร์ 34.01, 34.88, 34.62 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลการสอบไม่แตกต่างกันมากนัก ชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนหรือครูโดยรวมไม่ได้มีการพัฒนาการเรียนที่จะทำให้เด็กมีผลการเรียนที่สูงขึ้น หรือแม้แต่ตัวนักเรียนเองความรู้ความสามารถก็ไม่แตกต่างเช่นกัน รวมทั้งโรงเรียนหรือครูก็ยังไม่มีการนำผลการสอบโอเน็ตไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งคงต้องศึกษาต้องสาเหตุและหาทางแก้ไขกันต่อไป

หน้า 22

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu01120551&day=2008-05-12&sectionid=0107
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!