บ้านตุลาไทย
19 ตุลาคม 2017, 23:31:59 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตุลารำลึก...นึกน้อมถึงผองวีรชน  (อ่าน 22546 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 12 ตุลาคม 2006, 17:08:31 PM »

ตุลารำลึก...นึกน้อมถึงผองวีรชน 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 ตุลาคม 2549 11:55 น.
 
 
       
            ลมหนาวเดือนตุลาพัดผ่านมาแตะต้องผิวกายให้รู้สึกกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องตามต่างจังหวัด อย่างภาคเหนือและภาคอิสาน คงได้สัมผัสไอเย็นก่อนภาคอื่นๆ จะมีก็แต่ชาวเมืองหลวงกระมังที่ยังคงไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น ก็อุณหภูมิของมหานครกรุงเทพ จะลดต่ำลงได้สักเพียงใดกัน ด้วยไอร้อนๆ เน่าเหม็นจากรถราที่สั่งสมไว้มันช่างมีมากมายเหลือเกิน ได้ฝนเทลงมาช่วยนั่นแหละ ความร้อนจึงคลายลง
       
            ทว่าหากวางเรื่องของดินฟ้าอากาศไว้แต่เพียงภายนอก แล้วลองย้อนเข้ามาสำรวจในจิตใจ เชื่อว่ายังคงมีผู้คนอีกกลุ่มใหญ่ ที่ในใจของพวกเขาหนาวเยือกแทบทุกครั้งเมื่อประตูสู่เหมันตกาล อย่างเดือนตุลาฯเริ่มต้นขึ้น เพราะภาพเหตุการณ์วันวาร 6 ตุลาคม เมื่อ 30 ปีก่อน ยังคงฉายชัดจนยากจะลืมเลือน
       
       
            พวกเขาไม่อาจลบภาพเหล่าพี่น้อง เพื่อนฝูง นิสิต นักศึกษา ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกอำนาจเผด็จการเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณ มิหนำซ้ำการปลุกระดมของฝ่ายรัฐเผด็จการขณะนั้น ยังลุกลามไปถึงขั้นใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนเกลียดชังกันเอง โดยการนำความรู้สึก “รักชาติ” มาเป็นเครื่องมือ
       
       
            มีการกล่าวหานักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า ตั้งกองกำลังคอมมิวนิสต์เพื่อล้มล้างสถาบันบ้าง สร้างข่าวว่ามีการลอบขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อซ่องสุมกองกำลังบ้าง เป็นเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใด ภาพของขบวนการนิสิต นักศึกษา ที่ร่วมกันต้านรัฐบาลเผด็จการ ในวันที่ 6 ต.ค. 2519 จึงไม่ได้รับการเนื่องหนุนและปกป้องจากพี่น้องประชาชนมากมายมหาศาลเทียบเท่าเหตุการณ์ เรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 ต.ค. 2516
       
       
            มีนักวิชาการและผู้ร่วมชะตากรรมครานั้น ตั้งสมมุติฐานไว้น่าสนใจ นั่นคือ พวกเขาเห็นว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อาจถูกมอง และถูกกล่าวได้ว่า เป็นชัยชนะของนักศึกษาประชาชนโดยแท้ หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มอำนาจเดิมไม่ได้จากไปไหนเลย คนเหล่านั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง ซ้ำยังนำเหตุการณ์ 14 ตุลา มาเป็นบทเรียนเพื่อรับมือและกวาดล้างพลังบริสุทธิ์ได้อย่างเหี้ยมโหดทารุณยิ่ง วิธีรับมือเป็นไปอย่างมีแบบแผน แยบยล ไม่ว่าการยึดสถานีวิทยุ ปลุกระดมเลือดรักชาติ กล่าวหาผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ มีกระบวนการปล่อยข่าวถึงความไม่ชอบมาพากล การทุจริตคดโกงในองค์กรนิสิตนักศึกษา เหล่านี้นับเป็นหลักจิตวิทยามวลชนที่ไม่ยากเลยสำหรับการปลุกปั่นยุแยง เพราะในไม่ช้าประชาชนที่รับฟังสื่อของรัฐอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยขาดการใช้วิจารณญาณ นานวันเข้าก็เริ่มคลางแคลงในเจตนาของเหล่านักศึกษาและประชาชนที่ออกมาต่อต้านอำนาจเผด็จการ
       
            “การปราบปรามคอมมิวนิสต์ที่มุ่งทำลายชาติ และสถาบัน” รวมทั้งถ้อยความในทำนองเดียวกัน จึงล้วนถูกนำมาเป็นข้ออ้าง ให้ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังเข้าปราบปรามเข่นฆ่า นักศึกษา และประชาชนได้อย่างชอบธรรม
       
       
            จวบจน 6 ตุลา เวียนมาอีกครา ถึงวันนี้นับเป็นเวลาถึง 30 ปีแล้ว ทว่า เวลาอันยาวนานไม่ได้ช่วยให้ประวัตศาสตร์เหล่านี้ได้รับการชำระ บอกกล่าวในวงกว้างของสังคม ตรงกันข้ามกลับคล้ายถูกปกปิด ผลักไสหลีกเร้นอย่างไรชอบกล อย่างไรก็ดี กลุ่มกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางสังคมจำนวนไม่น้อยก็ได้รวมตัวกันจัดงานเพื่อน้อมรำลึกถึงเหล่าวีรชน ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6-8 ต.ค.2549 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา ท่ามกลางกิจกรรม และงานเสวนาที่มากด้วยสาระ
       
       
            กลุ่มคนที่ว่านี้ คือ คณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ตุลาประชาธิปไตย ร่วมกับ เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต และ เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
       
            ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ เปิดเวทีประกวดดนตรีและบทเพลงเพื่อชีวิต ภายใต้แนวความคิด “สร้างความสมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย บนหนทางสันติวิธี ผ่านดนตรีและบทเพลง” โดยใช้ชื่อการประกวดว่า “คีตตุลากาล” เพื่อสืบสานสายธารเพลงเพื่อชีวิตที่เคยมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมระบอบประชาธิปไตย และเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดความสามารถทางดนตรีที่เป็นการสร้างสรรค์สังคมไทย
       
       
            โดยตัวแทนที่ผ่านการคัดเลือกจากแต่ละภาคได้แก่
       ภาคเหนือ 1. วงคีตวรรณ 2. วงเอเอ็มซี
       ภาคใต้ 1. วงดาหลา 2. วงศรีตรัง
       ภาคตะวันออก 1. วงบ้านไม้ฝนจาง 2. วงคูลเลอร์ (สละสิทธิ์รอบชิงชนะเลิศ)
       ภาคอีสาน 1. วงพลับพลึง 2. วงฟิวส์
       ภาคกลาง 1. วงเรียนรู้กู้บ้านเกิด 2. วงไทบ้าน
       
       
            สำหรับวงดนตรีที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ วงบ้านไม้ฝนจาง
       รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ วงพลับพลึง
       รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ วงดาหลา
       วงดนตรีเยาวชนสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมได้แก่ วงเรียนรู้กู้บ้านเกิด
       
       
            ทั้งมีวงดนตรีเพื่อชีวิตมืออาชีพอย่าง คาราวาน, มาลีฮวนน่า,อุชเชนี,เสก ศักดิ์สิทธิ์- ซูซู และโฮป มาร่วมขับกล่อมในคืนวันที่ 6
       พร้อมด้วย วสันต์ สิทธิเขตต์ ที่มาอ่านบทกวีสะท้อนปัญหาการเมือง
 
 """""""""""ต่อ...........
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2006, 17:10:55 PM »

            ส่วนการประกวดวรรณกรรม 30 ปี 6 ตุลา
       
            ประเภทบทกวีผลงานชนะเลิศได้แก่
       สันติวิถี-วิถีสันติ โดย พจนาถ พจนาพิทักษ์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ภารกิจของกรงเหล็ก โดย ภูมิชาย คชมิตร และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โลกของนายสันติ วิถี โดย โกสินทร์ ขาวงาม
       
       
       และหน้าวรรณกรรม ขอนำบทกวีที่ได้รางวัล มาเผยแพร่แก่ท่านผู้อ่าน ณ ที่นี้
       
            สันติวิถี-วิถีสันติ โดย พจนาถ พจนาพิทักษ์
       
       
       ไม่ง่ายเลย...
       ประวัติศาสตร์เปิดเผยอย่างโจ่งแจ้ง
       ว่าเส้นทางมนุษยชาติการเปลี่ยนแปลง
       มิเคยเลี่ยงเลือดแดง...คราบน้ำตา
       
       ไม่ง่ายนัก...
       ที่จะเชิดชูรัก อหิงสา
       ในเมื่อผู้กดขี่ ผู้บีฑา
       อำมหิตซับซ้อนกว่า อดีตกาล
       
       ความจริงแท้
       มีหลายชุดหลายข้อแม้ หลายสถาน
       สมัยใหม่, หลังสมัยใหม่ ปวดกบาล
       คนละมุม คนละด้าน แล้วแต่มอง
       
       ความจริงเทียม
       แอบเหลี่ยมอวดลีลาท่าผยอง
       จริง-ปลอม หลอมผนึกยากตรึกตรอง
       ตอบสนองเบื้องลึกตนกมลสันดาน
       
       โลกหมุนไปข้างหน้า
       ยังเชื่ออยู่หรือว่าคู่ขนาน
       ของความศิวิไลซ์ไม่สาธารณ์
       และมนุษย์มีพัฒนาการคุณธรรม
       
       อเมริกาป่าวประกาศ
       สันติภาพองอาจทุกเช้าค่ำ
       แต่มือกลับเปื้อนเลือดเป็นประจำ
       กี่ประเทศเจ็บช้ำกับสงคราม
       
       เมืองไทย/ปีหนึ่งเก้า-หกตุลาฯ
       สามสิบปีผ่านมา ยังคำถาม
       อวลในโบสถ์, มัสยิด, วัดวาอาราม
       ท้องถนน,ตึกสวยงาม, มหาวิทยาลัย
       
       องคาพยพ
       ขับเคลื่อนด้วยซากศพหรือไฉน
       เรายืนอยู่บนร่างผู้จากไป
       ทำไม...ทำไม...โลกใบนี้!
       
       นับว่ายาก...
       ในกระแสเชี่ยวกรากอันล้นปรี่
       ยุคยิงเอสเอ็มเอสใส่จอทีวี
       ความรุนแรงเรามีอยู่ทุกอณู
       
       คล้ายสิ้นหวัง
       โฆษณาบ้าคลั่งยังกรอกหู
       เว็บแคมขายวิวโป๊มีโชว์ดู
       ยืนยันการมีอยู่ของเยาวชน
       
       เมืองไทย/ก่อนหกตุลาฯ-ปีสี่เก้า
       ทั้งแผ่นดินร้อนเร่าและสับสน
       สามจังหวัดชายแดนใต้ยังอึงอล
       เสียงระเบิด,ปืน,คน...ยังล้มตาย
       
       เราเดินมาทางไหน...
       หรือหลงทางย้อนกลับไปจนสุดสาย
       ยังที่แยกเดิมนั้นแสนอันตราย
       ของสามสิบปีก่อนคล้ายว่าอย่างนั้น...
       
       ไม่ง่ายเลย...
       ประวัติศาสตร์เปิดเผยความเปลี่ยนผัน
       ว่าแลกด้วยเลือดเนื้อในคืนวัน
       มนุษยชาติฆ่าฟันกันเรื่อยมา
       
       อย่างไรเล่า...
       ทางเข็ญครกขึ้นภูเขาอหิงสา
       บทเรียนสันติภาพอาบน้ำตา
       เหมือนสงครามทำลายค่าความดีงาม
       
       มิใช่ทั้งหมด
       หลายดอกไม้ยังสวยสดในพงหนาม
       หลายหัวใจมุ่งหวังยังพยายาม
       จะตีโต้ความเลวทราม ด้วยความดี
       
       ในภาพรวมที่เร่าร้อน
       ยังมีภาพเล็กซ่อนสร้างวิถี
       สมดุล ด้วยสันติ-วินาที
       แทรกชั่วโมงอันกาลี...อยู่เงียบงัน
       
       ทุกชุดของความจริง
       บอกกับเราอย่างยิ่ง อย่าหยุดฝัน
       ต่อให้โลกทั้งโลกโศกจาบัลย์
       ด้วยไฟควันเลือดล้อม อย่ายอมแพ้
       
       ไม่ง่ายนัก...
       เมื่อเราต้องแลกความรักกับบาดแผล
       ถึงโลกมีความจริงหลายข้อแม้
       แต่เราขอสันติแท้ แค่ชุดเดียว!
                    ........................
       
            ภารกิจของกรงเหล็ก โดย ภูมิชาย คชมิตร
       
       
       กรงเหล็ก
       กักขังนักโทษอย่างเข้มแข็ง
       ขณะที่มันเลินเล่อ
       ปล่อยให้สนิมกัดกินซี่กรง
       อย่างเสรี
                       ...............
       
            โลกของนาย สันติ วิถี โดย โกสิทร์ ขาวงาม
       
       
       นายสันติ พ่อของมะลิ
       นายสันติคนยากชั้นรากหญ้า
       เขาคงความงามง่ายในสายตา
       ยังเข้าหาโบสถ์ วัด เพื่อขัดเกลา
       
       มีวิถีอยู่เพื่อเอื้อแบ่งปัน
       ชีวิตกลั่นกรองข้ามาจากเหง้า
       รักมาจากรากใยแห่งวัยเยาว์
       เป็นยามเช้าความหวังของสังคม
       
       ซุ้มดอกไม้หน้าบ้านยังบานช่อ
       อุ่นสัมผัสนี้หนอยังพอห่ม
       ได้กินอิ่มยิ้มชื่นอยู่รื่นรมย์
       ได้สูดดมความหมายลมหายใจ
       
       ที่ยังคงรู้สึกอยู่ลึกซึ้ง
       สันติจึงแนบสนิทอยู่ชิดใกล้
       มะลิขาวสะอาดเหมือนวาดไว้
       มีหัวใจชีวิตอุทิศพลี
                       
       ยุคเหตุการณ์ผ่านเปื้อนไม่เหมือนวาด
       ลมพินาศพัดผ่านบ้านวิถี
       ใจยังคงร่องบุบถูกทุบตี
       จากมือที่เกี่ยวแก่แต่ด้านร้าย
       
       ด้วยมือเปื้อนเงื่อนงำชักนำชี้
       ลบสันติวิธีด้านดีหาย
       ที่มองเห็นความงามเป็นความตาย
       ที่มองเห็นความหมายเป็นหายนะ
       
       เหยียบจิตใจตายดับไปกับดิน
       มองหัวใจเหยียดหินเป็นศิลปะ
       ฆ่ากระทั่งความดีวิถีพระ
       แล้วปล่อยปละบริสุทธิ์เป็นศพกอง
       
       สะกดของ “คน”เป็นอื่นค่า
       เข้าใจว่าความหมายใช้ถูกต้อง
       คลื่นรู้สึกลึกลับท่วงทำนอง
       ตาจับจ้องกระทั่งว่าฆ่าคืนวัน
       
       อยู่ อยู่ใครรุกรานบ้านมะลิ
       นายสันติ วิถี ชีวิตสั้น
       กระชากรากร่มเงาสิ่งเหล่านั้น
       เป็นซากฝันเศษผงจากสงคราม
       
       ซุ้มดอกไม้หน้าบ้านเคยบานช่อ
       กลับชำแรกแตกหน่อใต้ตอหนาม
       ที่เธอยังค้นหาพยายาม
       ตั้งคำถามง่ายง่ายความหมาย “คน”
       
       เป็นไปทุกแผนที่วิถีประเทศ
       เมื่อ “คน” แค่ซากเศษของเหตุผล
       แต่เธอยังย้ำคำ –“ไม่จำนน”
       ยังหยัดทนมั่นใจอยู่ไม่ท้อ
       
       เธอจึงยังอยู่เพื่อความเชื่อมั่น
       สันติยังงามพันธุ์ ยังบานช่อ
       วิถียังสู้อยู่อย่าง “พอ”
       ประคองหน่อเนื้อพันธุ์ผ่านฝันร้าย
       
                       ...................
       
       ประเภทเรื่องสั้น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โปรดจำเอาไว้ มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา โดย นก ปักษนาวิน
       รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ สันติสุขของไอ้มดแดง โดย ชัยกร หาญไฟฟ้า
       และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ปมไหมพรม โดย อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม
       
       
            รวมทั้งมีการเสวนา “ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้ชำระ”
       โดย อ.ไชยยันต์ ไชยพร หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ,ศจ.(พิเศษ) ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ดำเนินรายการโดย พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
            ประเด็นสำคัญของการเสวนา มีทั้งตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของรัฐบาลเผด็จการยุคนั้น ที่ปราบปรามนักศึกษาอย่างหนักเมื่อมีการต่อต้านไม่ให้ไทยสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามเวียดนาม ซึ่งโยงไปสู่คำถามว่า สหรัฐอเมริการู้เห็นเป็นใจกับการปราบปรามครั้งนั้นหรือไม่
       
            รวมถึงการวิเคราะห์เหตุการณ์จาก 14 ตุลา 16-6 ตุลา 19 และต่อเนื่องมาถึงการต่อต้านระบอบทักษิณ ในปัจจุบัน
       ซึ่ง ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา แสดงทรรศนะว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่ร่วมกันขับไล่รัฐบาลไทยรักไทย นั้น กล่าวได้ว่า นำบทเรียนความรุนแรงเมื่อ 30 ปีก่อนมาศึกษาได้อย่างน่าชื่นชม เห็นได้จากการประกาศใช้วิธี “อหิงสา” เป็นธงนำ ทำให้การโค่นล้มอำนาจเผด็จการทุนนิยมในวันนี้ ไม่มีการนองเลือดเกิดขึ้น
       
       
            ขณะที่ อ.ไชยยันต์ ไชยพร ปิดท้ายด้วยประเด็นของความสามัคคี ที่ทั่วทั้งสังคมกำลังรณรงค์กันอยู่ในวันนี้ ส่วนตัวเขาเองมองว่า “ความสามัคคี”ไม่ควรนำมาใช้เพื่อจำกัดความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดๆ หากแต่ควรให้อิสรเสรีภาพทางความคิด สังคมที่สามัคคีแท้จริง จึงควรจะอยู่ร่วมกันได้ในความแตกต่าง นั่นคือ แตกต่างแต่ไม่แตกแยก
       
       
            นอกจากจากแวดวงนักวิชาการ ยังมีการประกวดภาพการ์ตูนสะท้อนสังคม และงานนิทรรศการอีกมากมายจากนักศึกษา ประชาชนที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ ณ ห้วงเวลา เมื่อ 30 ปีก่อนจวบจนถึงปัจจุบัน ได้อย่างทรงพลังและน่าสนใจ
       
                         .................
            ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พลังบริสุทธิ์ ของเหล่านิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ร่วมกันต้านอำนาจเผด็จการเพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย ในทั้งสองเหตุการณ์เดือนตุลา แต่คนละวาระนั้น ล้วนยิ่งใหญ่และควรค่าแก่การจดจาร จารึกไว้ แม้จำนวนเทียบกันไม่ได้ หากแต่เจตนาอันบริสุทธิ์ที่พวกเขายืนหยัดเรียกร้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมนั่นต่างหากเล่า ที่ช่วยพยุงร่างของเขาให้กลับฟื้นคืนมา และคงอยู่ตราบนิรันดรกาล
       
       
            กงล้อแห่งประวัติศาสตร์อันโหดร้ายครั้งหนึ่งของสังคมไทยหมุนผ่านไป แต่ซีกล้อนั้นย่อมเวียนกลับมาให้เรารำลึกถึงเสมอ ประวัติศาสตร์เหล่านั้น อาจต้องการบอกกล่าวแก่เราว่า
       “จงเรียนรู้ฉัน จงรู้จักฉันให้ถ่องแท้ แต่อย่าได้คืนกลับเหมือนเช่นเดิมอีกครั้ง”
       
       เราไม่ควรเดินหลีกหนีความจริงมิใช่หรือ? ไม่ว่ามันจักโหดร้ายปานใดก็ตาม แต่ควรรับรู้เพื่อหาหนทางแก้ไข
       และเพื่อไม่ให้กงล้อนั้น...หมุนกลับมาทับซ้อนกับปัจจุบันอีกครั้ง
       
                         ..................
                         ตัวหนอนบนกองหนังสือ

http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9490000126713
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 ตุลาคม 2006, 17:33:45 PM โดย กร » บันทึกการเข้า
ลานเทวา ( สหายจันทร์)
Jr. Member
**
กระทู้: 135


"สื่อสารงานถ้อยร้อยเรียง เป็นปากเป็นเสียงประชาชน"


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2006, 12:21:57 PM »



ผมชื่นชม และศรัทธา

ในสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ไม่รู้ว่าทำมัย ?

แรงบันดาลใจของผมจึงไม่มี ?

แต่ผมก็ดีใจ ที่ไม่ส่งงานเข้าไปร่วมกับเขา ?

สวัสดี ตุลาคม



บันทึกการเข้า

ฟังเพลงเพื่อชีวิตสดสดตลอด  24  ชั่วโมง
บ้านกวีเถื่อน ลานเทวา
   สืบสานการเรียนรู้ ยืนหยัดสู้ด้วยกวี
ลำนำเถื่อน จาก เรือนถ่อย
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2006, 20:20:44 PM »

คัดจากผู้จัดการ

จาก 14 ตุลาคม 2516-14 ตุลาคม 2549 - 33 ปีแล้วจะพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร
 
โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 15 ตุลาคม 2549 18:17 น.

 
 
 
1. เพราะความขัดสนทางภาษา ไม่มีคำอื่นเรียกทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 จึงได้รับการประณามเกือบทั่วโลก จากนักวิชาการบริสุทธิ์ในประเทศไทย และแม้จากผู้ที่ต่อต้านทักษิณจำนวนไม่น้อย
       
        2. แม้น 19 กันยายน 2549 จะไม่อาจนับได้ว่าเป็นวันที่สุกใสในตำนานประชาธิปไตยไทย หลายคนคงไม่รู้ และไม่อยากเชื่อว่าหากมันไม่เกิดขึ้นประเทศไทยจะตกเหวเผด็จการเลือกตั้งที่ร้ายกาจ ภาวะฉุกเฉินของทักษิณอาจจะตามมาด้วยการปฏิวัติของเขาก็ได้
       
        3. เทคโนโลยีสื่อสารยุคปัจจุบันทำให้ฝ่ายทักษิณกับฝ่ายโค่นทักษิณรู้ความเคลื่อนไหวซึ่งกันและกันนาทีต่อนาที จึงเกิด เหตุการณ์ 19 กันยายนขึ้น ในขณะที่ ความล้าหลังและขัดข้องทางการสื่อสาร เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 สาเหตุหรือปัจจัยอื่นๆ ยังมีอีกมาก ซ้ำการสื่อสารขัดข้องยังทำให้เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จบลงอย่างที่จบอีกด้วย
       
        4. จบอย่างไร จบลงด้วยชัยชนะของผู้ที่ต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผู้ที่เชิดชูสัญลักษณ์ประชาธิปไตย
       
        5. แต่ประชาธิปไตยนั้นมิใช่มีแต่สัญลักษณ์เท่านั้น ประชาธิปไตยยังจะต้องมีโครงสร้าง องค์ประกอบ และพฤติกรรมอีกด้วย
       
        6. ไม่มีใครกล้ากล่าวว่า ชัยชนะของ 14 ตุลาคม 2516 เป็นชัยชนะสมบูรณ์ หรือนำมาซึ่งประชาธิปไตยสมบูรณ์
       
        7. ก่อนหน้านั้น 24 มิถุนายน 2475 ก็เป็นการต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน
       
        8. หากจะกล่าว ก็ไม่น่าจะผิดว่า ถ้าไม่มีวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก็คงจะไม่มีวันที่ 14 ตุลาคม 2516 มรดกที่ 24 มิถุนายน 2475 ทิ้งไว้ให้มิใช่มรดกของความสำเร็จ แต่เป็นมรดกแห่งความล้มเหลว เช่นเดียวกับความสำเร็จของ 14 ตุลาคม 2516 มิใช่จะไม่มีความล้มเหลวติดตามมา
       
        9. กล่าวทั้งนี้ มิใช่ว่าจะทำให้ความยิ่งใหญ่ของ 24 มิถุนายน 2475 กับ 14 ตุลาคา 2516 ลดน้อยหรือหดหายไป ในประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยไทย ไม่มีวันใดที่ยิ่งใหญ่กว่า 2 วันนี้อีกแล้ว และในอนาคตย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีวันเฉกเช่น 2 วันนี้อีก
       
        10. อุปสรรคที่ทำลายความสำเร็จของ 24 มิถุนายน 2475 นั้นมีมากมาย เริ่มด้วยการแตกสามัคคีกันเอง การขัดขืนจากระบบเดิม วิวัฒนาการของโลกไปสู่เผด็จการนิยมจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นรัฐไทยตกเป็นเครื่องมือของอภิมหาอำนาจในการต่อสู้สงครามเย็น ไม่มีใครแยแสกับการพัฒนาประชาธิปไตย
       
        11. ภายหลัง 14 ตุลาคม 2516 เกิด 6 ตุลาคมหาโหด รสช. พฤษภาทมิฬ กับพฤติกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจและการปกครองนานัปการที่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย แต่กระทำในนามประชาธิปไตยหรืออ้างว่าเพื่อประชาธิปไตย
       
        12. ไม่มีที่ใดมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ประชาธิปไตยที่ใกล้เคียงกับประชาธิปไตยสมบูรณ์ในหลักการและข้อชี้วัดดังต่อไปนี้ มีการจำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร มีการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีกลไกของรัฐบาลที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ มีประชาชนที่เคารพกฎหมายและสิทธิของผู้อื่นในชีวิตประจำวัน มีความรู้สึกเท่าเทียมกันในความเป็นคน ถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หรือประชาธิปไตยในอุดมคติ
       
        13. ต่อไปนี้ คือคำตอบโดยย่อที่สุดว่า เราจะพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร การค้นคิด ถกเถียง คัดค้าน ไม่เห็นด้วย และประท้วงคำตอบนี้ ถือว่าเป็นการกระทำแบบประชาธิปไตย
       
        14. ถ้าอยากเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็คือ ต้องเพิ่มความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น และลดความไม่เป็นประชาธิปไตยให้น้อยลง ดูจะพูดง่ายทำยาก
       
        15. ที่ว่าทำยาก เพราะว่าประชาธิปไตยมิใช่เป็นแต่ทฤษฎีการเมืองลอยๆ รัฐบาลทุกประเภท ไม่ว่าคอมมิวนิสต์ ฟาสซิสต์ หรือเผด็จการทหาร ก็อ้างได้ว่าตนเป็นประชาธิปไตยสักแต่ว่าเขียนรัฐธรรมนูญขึ้น บรรจุคำว่า ประชาธิปไตยลงไป
       
        16. ประชาธิปไตยนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นจริง และปรากฏอยู่จริง ในระบอบการเมือง ในวิถีชีวิตของพลเมือง และในความคิด ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ของประชาชน
       
        17. และความเป็นจริง มีจริงนั้น จะต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอยู่อย่างเป็นระบบ คือในสัญลักษณ์ โครงสร้าง องค์ประกอบ และระบบพฤติกรรม
       
        18. เริ่มด้วยความคิดก่อน ความคิดที่เป็นรากเหง้าของประชาธิปไตย เป็นกรอบแห่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับรัฐ ราชการกับประชาชน คือความคิดที่ว่าบุคคล-ไม่ว่ายาจก เศรษฐี ชาวนา หรือนายกรัฐมนตรี ล้วนเกิดมาเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันทุกคน
       
        19. เมื่อกรอบแห่งปฏิสัมพันธ์เป็นไปตามความคิดดังกล่าว วิถีชีวิตของบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ในครอบครัว ในโรงเรียน ในระบบราชการ ในสถาบันสังคม ในรัฐบาล ย่อมต้องสะท้อนความคิดและอุดมการณ์ดังกล่าว ระบบแห่งพฤติกรรมก็ย่อมเป็นไปตามนั้นด้วย
       
        20. มีผู้เข้าใจผิดว่า หากไม่มีปฏิวัติรัฐประหาร เพียงมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วย่อมเป็นประชาธิปไตย หามิได้ การเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม หรือสัญลักษณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น
       
        21. หากการเลือกตั้งตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เลว กล่าวคือ กฎหมายและการปฏิบัติไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจหรือเงินเป็นข้อยุติทางการแพ้ชนะ ก็ย่อมเป็นไปได้ว่า จะเกิดโครงสร้างและองค์ประกอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้โครงสร้างและองค์ประกอบดังกล่าวอาจอ้างเสียงข้างมากที่ได้จากประชาชนอันเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง ก่อพฤติกรรมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในนามประชาธิปไตยได้
       
        22. การลอกเลียนสัญลักษณ์ กฎหมาย หรือโครงสร้างมาจากต่างประเทศ โดยไม่คำนึงถึงความสมบูรณ์หรือถูกต้องของเนื้อหาแห่งความเป็นประชาธิปไตยในองค์ประกอบ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดประชาธิปไตยจอมปลอมหรือแม้แต่คณาธิปไตย อันเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
       
        23. เราขี้ตู่จนเกินเหตุว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 เป็นประชาธิปไตยสูงสุด ความจริงเป็นอภิมหาชนาธิปไตย ที่กีดกันสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่จบปริญญาตรี ซ้ำฐานะและเงินยังเป็นเงื่อนไขสำคัญแห่งความสำเร็จในระบบการเมืองและราชการ
       
        24. เราโง่ที่คิดว่า บัดนี้เรามีระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็งมั่นคงแล้ว ความจริงพรรคการเมืองของเรายังมีพฤติกรรมไม่ต่างจากแก๊งเลือกตั้ง ที่เลือกคนโดยคำนึงถึงโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้ง โดยอาศัยบารมีและเงินของผู้นำเป็นสำคัญ
       
        25. พรรคการเมืองจะต้องใช้เวลาในการพัฒนา ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าพรรคเก่าที่สุดจะต้องพัฒนาที่สุด เวลาที่บุคคลใช้ในพรรคเพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำของตนเองหรือกลุ่ม เวลาของพรรคที่จะต้องพัฒนาภายใต้การตรวจสอบของประชาชน คือหลักประกันในการพัฒนาพรรคในระบบประชาธิปไตย
       
        26. เมืองไทยยังขาดการปกครองท้องถิ่นที่แท้จริง ทุกรัฐบาลไม่เข้าใจการกระจายอำนาจ ดังนั้น แนวโน้มในการจัดตั้งจังหวัดเพิ่มยังสูง แสดงว่าระบบรวมศูนย์รวบอำนาจยังแข็งแรงอยู่ ระบบรวมศูนย์รวบอำนาจไม่เป็นคุณต่อพัฒนาการประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องการสถาบันอันดับรอง ได้แก่ องค์กรส่วนท้องถิ่น สมาคมสหกรณ์ สหภาพแรงงานเป็นสนามฝึกและตัวป้อนให้ระบบการเมือง สิ่งเหล่านี้บ้านเรายังขาด มีไม่พอและเเข็งแรงไม่พอ ซ้ำยังถูกระบบราชการครอบงำ

       
        27. ระบบราชการของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจ ทหาร และราชการฝ่ายปกครองมีพฤติกรรมทั้งส่วนบุคคล และสถาบันที่ตรงกันข้ามกับความคิดและความเป็นประชาธิปไตย การปฏิรูปความเป็นประชาธิปไตยของระบบราชการเป็นสิ่งจำเป็น และไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งเดียวกับการปฏิรูปสมรรถนะของระบบราชการ
       
        28. สิ่งที่ต้องพึงศึกษา เลือกสรรและป้องกัน คือ พลังที่มาจากต่างประเทศ และองค์การข้ามชาติ ซึ่งมาในหลายรูปแบบทั้งใต้ดินและบนดิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก หรือขบวนการก่อการร้าย หากภายในประเทศเราไม่เข้มแข็ง และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โอกาสที่เราจะหมดอธิปไตยในความเป็นจริงจะสูงขึ้น ประเทศแม่แบบประชาธิปไตยปัจจุบันตกอยู่ใต้อิทธิพลผลประโยชน์ทุนนิยมข้ามชาติ ได้สละความเป็นประชาธิปไตยภายในประเทศและทำลายกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหน้าด้านๆ หากเราตามก้นเขา ไม่เป็นตัวของตัวเองก็จะประสบมหันตภัย ไม่มีชาติใดที่ปราศจากอธิปไตย จะคงความเป็นประชาธิปไตยอยู่ได้
       
        29. หลัง 19 กันยายน 2549 สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งยวดก็คือ อย่าปล่อยให้ระบอบทักษิณคืนชีพ รัฐบาลทักษิณ ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเป็นประชาธิปไตยแต่ในนาม เพราะผู้นำรัฐบาลเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จในรัฐบาลซึ่งมีอยู่พรรคเดียว มีคะแนนเสียงล้นหลาม แต่ทักษิณเป็นเผด็จการในพรรค ไม่เคารพอำนาจของรัฐสภาและบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แม้สิ่งที่บัญญัติไว้ว่าต้องร่างเป็นกฎหมายผ่านรัฐสภา มีพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ทักษิณก็มิได้แยแสนำเอามาตรการหรือคำสั่งทางบริหารมาใช้บังคับดื้อๆ ทักษิณแทรกแซงวุฒิสภา ทำลายกลไกตรวจสอบและองค์กรอิสระ ทำการทุจริตคดโกงและใช้เงินของรัฐตามอำเภอใจโดยไม่ต้องตอบคำถามผู้ใดทั้งสิ้น นอกจากนั้นยังใช้กลไกของรัฐทำลายชีวิตและละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นพันๆ ราย โดยปราศจากขั้นตอนและการคุ้มครองตามกฎหมาย ทักษิณทำการจาบจ้วงล่วงละเมิดไม่เว้นแม้สมเด็จพระสังฆราช และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
       
        30. จาก 14 ตุลาคม 2516 ถึง 14 ตุลาคม 2549 ในวันนี้ เรามีไหมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรามีเผด็จการต่างหาก เสียดายบ้างไหมชีวิตและอนาคตของนิสิตนักศึกษาและวีรชนที่พลีชีพเพื่อประชาธิปไตย ครบ 33 ปีพอดี ยังจำได้บ้างไหมสปิริตและจิตวิญญาณของ 14 ตุลาคม
       
        31. ถึง 14 ตุลาคม 2549 นับได้ 33 ปีพอดี ประเทศไทยตกอยู่ใต้อำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ อันประกอบด้วยทหารตำรวจ มีกองทัพบกเป็นหลักกระทำการรัฐประหาร ขับไล่รัฐบาลทักษิณออกไป และสัญญาจะสร้างประชาธิปไตยให้เมืองไทยในเวลา 1 ปี ทหารจะสร้างประชาธิปไตยเป็นหรือ ทหารไทยกี่รุ่นแล้วที่ล้มเหลว
       
        32. เสียดายที่ไม่มีใครใจถึงบังคับให้ทักษิณออกดีๆ เสียดายที่กองทัพไม่หนุนให้ประชาชนซึ่งซ้อมใหญ่กันมาเป็นปีออกนำหน้า แล้วทหารก็หนุนเนื่องมาแต่เพียงสัญลักษณ์ หรือสำแดงอำนาจแฝง(implied force) เข้าข้างขบวนการประชาชน นั่นจะทำให้เกิด People Power ที่ศิวิไลซ์และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทหารกับประชาชนจะได้ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย
       
        33. เราจะพัฒนาประชาธิปไตยกันอย่างไร ได้ตอบแล้วแต่ต้นว่า ต้องเพิ่มความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น และลดความไม่เป็นประชาธิปไตยให้น้อยลง ดูจะพูดง่ายทำยาก
       
        เมื่อเราเริ่มด้วยสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือ การใช้กำลังทหารเสียแล้ว เพื่อแลกกับการสนับสนุนต่อไป จะต้องเร่งสร้าง องค์ประกอบ โครงสร้าง และระบบพฤติกรรมต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตยเสียก่อนทันทีโดยไม่ต้องคอยถึง 1 ปี ขบวนการกองทัพเพื่อประชาธิปไตยของโปรตุเกสเขาทำสำเร็จมาแล้ว แม้นจะใช้เวลาถึง 2 ปี แต่ก็ได้ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนมา
       
        ไม่ต้องกลัวการต่อต้าน ถ้าหากเร่งสร้างองค์ประกอบ โครงสร้างและระบบพฤติกรรมให้เป็นประชาธิปไตยเสียตั้งแต่วันนี้ แม้นว่าสายไปแล้วในองค์ประกอบ และโครงสร้าง ครม.กับสภาติบัญญัติ ก็ยังเหลืออยู่ที่ระบบพฤติกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคมช.จะต้องใช้ความจริงใจและภาวะผู้นำ ใช้มาตรการเชิงบริหารนำประชาธิปไตยมาให้ได้ อย่าปล่อยเลยตามเลย ให้ปีศาจตัวเก่าชื่อยาวว่า “วิ่งเต้น-เล่นพวก-ทำอะไรลวกๆ-เละเป็นระบบ-จบแบบไทยๆ” เข้ามาสิงอีก ทหารยังไม่มีสิทธิอ้างว่าตนเป็นผู้ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
       
        ขบวนการ 14 ตุลาคม เป็นขบวนการแรกและขบวนการเดียวเท่านั้น ที่พลีชีพเพื่อระบอบประชาธิป
       
       ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่เพื่อคณาธิปไตยหรืออภิชนาธิปไตย
       
        ขบวนการ 14 ตุลาคม ยังไม่ตาย
       
        ขอให้สปิริต 14 ตุลาคมจงเจริญ!!**

.......................................................

วิจารณ์

เราจะพัฒนาประชาธิปไตยที่กินได้ด้วยยุทธศาสตร์ใด  เวทีรัฐสภามันใช่ทางเลือกของฝ่ายประชาชนไหมหากการปฏิรูปการเมืองภาคสองเกิดขึ้น  หากใช่งานตอนนี้คือการสร้างพรรคฝ่ายประชาชนขึ้นมาเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐโดยสันติ  จากข้อ24ถึงข้อ26 จะเห็นได้ว่าภาคประชาชนไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย  นอกจากรูปการจัดตั้งแบบ NGOs  ซึ่งไม่ใช่รูปการจัดตั้งองค์กรมวลชนพื้นฐานในรูปสหกรณ์และสหภาพแรงงาน  การเคลื่อนไหวในรูปแบบองค์กรชาวนาที่ผ่านมาสร้างผลสะเทือนอะไรให้แก่สังคมไทยบ้าง  อาจจะได้ในแง่การต่อสู้ทางปัญหาเศรษฐกิจของมวลชน  แต่ปัญหาการเมืองดูยังขาดการต่อเนื่องและองค์กรนำที่มีอยู่เช่น ครป. ก็ดูจะขาดฐานกำลัง จึงอาจกดดันอะไรกับภาครัฐไม่ค่อยได้  การปฏิรูปทางการเมืองในสังคมไทยมักจะเกิดเป็นระลอกคลื่นเช่นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516,เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  และล่าสุดการขับไล่ทักษิณออกไป  หลังจากนั้นก็จะถูกช่วงชิงชัยชนะไปโดยกลุ่มการเมืองที่ไม่ได้ร่วมต่อสู้กันมา  ซึ่งก็ขาดการพัฒนาทางการเมืองที่ต่อเนื่องของภาคประชาชน

วันนี้ถึงเวลาหรือยังที่จะร่วมกันสร้างพรรคการเมืองภาคประชาชนที่มีเอกภาพและมีจังหวะก้าวในการสร้างพรรคอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้านทั้งงานทางด้านความคิด  การเมือง จัดตั้งและงานทางเศรษฐกิจ



 
 
 
 
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ตุลาคม 2006, 21:03:58 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 08 พฤษภาคม 2007, 08:16:31 AM »

คัดจากมติชนรายวัน 
วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10649

เปิดสวนประวัติศาสตร์ มธ.กับเหตุการณ์ พฤษภา"35

วิภา ดาวมณี



...ย้อนกลับไปเมื่อแรกตั้งธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย การเข้าสู่การเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ไม่ยุ่งยากอย่างทุกวันนี้

ภายหลังจาก "การอภิวัฒน์ พ.ศ.2475" คณะราษฎรได้เข้าทำการยึดอำนาจและประกาศหลัก 6 ประการ เพื่อสิทธิเสมอภาค เสรีภาพ ความเป็นอิสระ ก่อร่างสร้างประชาธิปไตย โดยให้การศึกษากับราษฎรอย่างเต็มที่

สองปีถัดมา เมื่อ 27 มิถุนายน 2477 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ก่อตั้งขึ้น มีชื่อว่า "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" เพื่อการศึกษาของสามัญชนในแบบตลาดวิชา

ทันทีที่เปิดก็มีผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาศึกษาจากทั่วประเทศกว่าเจ็ดพันคน มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ประดุจ "บ่อน้ำ" ที่คอยดับความกระหายของราษฎรที่แสวงหาความรู้ในทางสังคมการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่รองรับการปกครองรูปแบบใหม่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ยิ่งนานวันนักศึกษาธรรมศาสตร์ก็ยิ่งเข้าไปมีบทบาททางการเมือง และในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกับประชาชนและผู้รักประชาธิปไตยอีกมากมาย

วันนี้หากใครเดินผ่านประตูรั้วของธรรมศาสตร์ จะเห็นว่าด้านหน้าของหอประชุมใหญ่เรียงรายด้วยประติมากรรมจำนวน 8 ชิ้นงาน ซึ่งบ่งบอกลำดับเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 11 เหตุการณ์ด้วยกัน

จากด้านที่ติดกับคณะนิติศาสตร์ ด้านในสุดของสวนไล่เรียงมา จะเป็นศาลาสีเงินรูปหกเหลี่ยม โปร่ง หลังคาคล้ายหลังคาตึกโดม มีเสาค้ำยัน 6 ต้นรองรับ แทนความหมายของหลัก 6 ประการ ซึ่งประกาศโดยคณะราษฎร อาทิ จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลายของประเทศไว้ให้มั่นคง จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก เป็นต้น

ถัดมาใกล้กับกำแพงรั้วด้านพิพิธภัณฑ์ เป็นประติมากรรมนูนสูงสีทอง มีรูปโดมอยู่ตรงกลาง นักศึกษาหญิงชาย ชูตราชั่งแห่งความยุติธรรม

อีกด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ ธรรมจักร มีข้อความบางตอนของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยกล่าว รายงานในวันสถาปนามหาวิทยาลัยมาไว้ เป็นประติมากรรมชิ้นที่สอง เรียกชื่อชิ้นงานว่า "การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง"

ถัดมาอีกหน่อยเป็นประติมากรรมที่สะท้อนเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อธรรมศาสตร์ถูกใช้เป็นกองบัญชาการของขบวนการเสรีไทย และเป็นสถานที่กักกันคนต่างชาติ มีบุคลากรนักศึกษาธรรมศาสตร์และประชาชนชาวไทย ในนามของขบวนการเสรีไทยร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น รวมทั้งแสดงเจตจำนงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไทยที่ไปสนับสนุนญี่ปุ่นในขณะนั้น เป็นประติมากรรมลอยตัวเป็นสีดำบ่งบอกความมุ่งมั่นและอุดมการณ์

ส่วนอีกชิ้นที่นำมาศึกษาเปรียบเทียบได้กับสถานการณ์การเมืองขณะนี้ คือประติมากรรมสะท้อน "ขบวนการนักศึกษาธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ.2494 ถึง 2500" เป็นการรวม 3 เหตุการณ์ในเวลาใกล้ๆ กัน คือภายหลังการทำรัฐประหาร ปี 2490 ต้นปี 2492 มีเหตุการณ์กบฏวังหลังที่ฝ่ายสูญเสียอำนาจต้องการทวงอำนาจคืน และเกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันในเวลาต่อมา

ส่วนเหตุการณ์ที่ 3 นั้น เกิดจากการเลือกตั้งในปี 2500 ซึ่งเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย ที่กำลังเปลี่ยนจากระบอบพิบูลสงคราม นำโดยเผด็จการทหาร จอมพล ป. ไปสู่การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์ของเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภายใต้การก้าวขึ้นมามีอำนาจของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งฟื้นการมีบทบาทอย่างเข้มแข็งของสถาบันประเพณี หรือกลุ่มอนุรักษนิยม

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับประชาชน นักศึกษาสถาบันอื่นๆ คัดค้าน เปิดโปง และร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรก จน "การเดินขบวน" ได้กลายเป็นประเพณีทางการเมือง

ประติมากรรม "ยุคสายลมแสงแดด" และ "ยุคแสวงหา" เป็นโลหะฝังลงบนแท่นหิน ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางริมทางเดินหน้าหอใหญ่ สะท้อนสองยุคสมัยที่อยู่ตรงข้าม เสมือนด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน

มาถึงยุคเคลื่อนไหวประมาณปี 2515 มีการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้นำรณรงค์ให้คนทั้งประเทศใส่ผ้าดิบ เริ่มขบวนการชาตินิยม กลายๆ ขึ้นมา เกิดสมาชิกกลุ่มสภาหน้าโดม ที่เป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมของธรรมศาสตร์ มีส่วนอย่างมากในการคัดค้านการประกวดนางสาวไทย นอกเหนือจากการคัดค้านงานฟุตบอลประเพณีที่ฟุ้งเฟ้อ เหตุการณ์ดำเนินต่อเนื่องไปจน เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

"ประติมากรรมเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516" ได้สร้างขึ้นเพื่อจารึกวีรกรรม ของ วีรชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจเผด็จการอำมาตยาธิปไตย พลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งใหญ่ ขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่ถนนราชดำเนิน นำมาซึ่งยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน และการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรม ประติมากรรม 14 ตุลา เด่นสง่าพิงกำแพงรั้วด้วยลัญลักษณ์เปลวเพลิงที่พวยพุ่ง...

ใกล้ๆ กันเป็นประติมากรรมกลางแจ้งลักษณะเหมือนเขื่อนกั้นสายธารที่น้ำเคยใสให้กลับกลายเป็นสีแดงของเลือด ทำด้วยโลหะฝังลงบนหินสีแดง ขนาดยาว 6 เมตร กว้าง 3 เมตร หมายถึงสายธารประชาธิปไตยถูกสกัดกั้น

ด้านหลังมีรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ภายใต้คำขวัญ "ขบวนการนักศึกษาประชาชนเดือนตุลา..กล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม"

ความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างกลุ่มพลังก้าวหน้า ที่มุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกับพลังอนุรักษนิยมทางการเมือง ลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรัฐ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เพียง 3 ปีต่อมาจาก 14 ตุลาคม 2516

...ตัวอักษรคำว่า 6 ตุลา 2519 แกะสลักบนหินแกรนิตสีแดง แสดงความหมายในตัวอย่างชัดเจน สีแดงหมายถึงเลือดที่ตกสะเก็ด ตัวอักษรหยาบๆ ความนูนไม่เท่ากันบ่งบอกถึงความหยาบกระด้างของการถูกกระทำ ถูกเข่นฆ่า ถูกจับกุม

ภาพวีรชนที่ถูกแขวนคอ ถูกนั่งยาง และอีกหลายภาพอันทารุณดูน่าสลด มีภาพปั้นนูนต่ำของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีขณะนั้น และที่ฐานโดยรอบบันทึกความรู้สึกของอาจารย์ป๋วย ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่ด้านหลังของเขื่อนมีรายชื่อวีรชนผู้เสียชีวิตสลักไว้ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกดกระแสการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามของคนหนุ่มสาวที่มีผลพวงมาจากยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน

ประติมากรรมสะท้อนเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ.2534-2535 ถือเป็นประติ มากรรมชิ้นที่ 8 ของโครงการสวนประวัติศาสตร์ ตั้งตระหง่านอยู่ชิดกำแพง ใกล้กับประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งจะเปิดในช่วงเย็นวันที่ 17 พฤษภาคม

ปีนี้ในโอกาสครบรอบ 15 ปี ของเหตุการณ์ พฤษภา 2535 ชื่อของประติมากรรมชิ้นนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากเป็นประติมากรรมที่พยายามถ่ายทอดประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษากับการต้าน รสช. เป็นส่วนใหญ่ ซึ่ง นักศึกษาธรรมศาสตร์ขณะนั้นได้เข้าไปมีบทบาทร่วมกับนิสิตนักศึกษาสถาบันต่างๆ ในระยะแรกของการทำรัฐประหาร ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปสู่เหตุการณ์พฤษภา 35 ในปีถัดมา

ประติมากรรมชิ้นนี้จึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของเหตุการณ์ ตลอดจนคำขวัญต่างๆ เช่น "ไม่เอานายกคนนอก" "เอาเผด็จการคืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา" ฯลฯ

การสร้างงานประติมากรรมทั้ง 8 ชิ้นงานนี้ผู้ออกแบบและควบคุมกระบวนการจัดสร้างคือ อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ ศิลปินจากแนวร่วมศิลปินในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานภายหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยเงินทุนสนับสนุนของชาวธรรมศาสตร์ และผู้รักประชาธิปไตยอีกจำนวนหนึ่ง

ความพยายามถ่ายทอดและสะท้อนยุคสมัย ตลอดจนจิตวิญญาณของปัญญาชนในยุคต่างๆ นั้น เมื่อมองย้อนกลับไปสังคมไทยอาจจะเริ่มการเรียนรู้ครั้งใหม่เพื่อนำกลับมาเป็นบทเรียนในยุคปัจจุบัน

ผ่านวาระ 72 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาสู่ปีที่ 73 คำถามยังคงล่องลอยอยู่ภายในสวนประติมากรรมแห่งนี้ รอคอยให้คนหนุ่มสาว และปัญญาชน มาแสวงหาคำตอบ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีกว่า เพื่อโลกใหม่แห่งเสรีภาพ และเสมอภาคอย่างแท้จริง

สวนประวัติศาสตร์แห่งนี้ไม่เคยปิดกั้นการเรียนรู้ของผู้คนที่เดินผ่าน สู่รั้วเหลืองแดง ที่ครั้งหนึ่งเคยมีชื่อว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

The University of Moral

หน้า 34
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra05070550&show=1&sectionid=0131&day=2007/05/07
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2007, 08:49:34 AM »

โหรดังชี้ปีนี้ไม่มีเลือกตั้ง-นองเลือด



นายภานุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล โหรชื่อดัง ทำนายอนาคตทางการเมืองว่า ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน การเมืองจะเกิดความวุ่นวาย ดวงรัฐบาล รวมทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อาจจะมีการปรับครั้งใหญ่อีก จากนั้นเดือนสิงหาคม-กันยายน จะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก อาจถึงขั้นนองเลือดถ้าคุมเกมไม่อยู่ และปีนี้ยังไม่เลือกตั้ง ถึงแม้ พล.อ.สุรยุทธ์จะประกาศไว้ก็ตาม เพราะถึงเวลาจะมีเหตุเปลี่ยนแปลง

นายภานุวัฒน์กล่าวว่า สำหรับดวงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปีนี้ยังไม่ดี แต่จะเด่นขึ้นมากในปี 2551 ส่วนดวง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ปี 2551 ยังไม่ดีติดเข้าเคราะห์อยู่ รัฐบาลใหม่ต้องการคนวัยหนุ่มมาทำงาน แต่ตอนนี้ยังไม่ชี้ชัด เพราะยังไม่มีตุ๊กตาให้เลือก

นายภานุวัฒน์กล่าวว่า ได้ภาพใบหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดแล้วมีสภาพแก้มตอบ ซึ่งไม่ดีเลย และหมดทางกลับมายิ่งใหญ่ได้ ขณะนี้ดวงทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ยังเข้าเคราะห์หนัก ยิ่งดิ้นยิ่งวุ่นวาย ควรอยู่เฉยๆ ดีกว่า โดยเฉพาะดวง พ.ต.ท.ทักษิณ หากดิ้นไปไม่รู้จะอยู่ถึงดำเนินคดีหรือไม่

นายภานุวัฒน์กล่าวว่า ก่อนนี้เคยทำนาย พ.ต.ท.ทักษิณให้เว้นวรรคการเมืองเมื่อปี 2549 แล้วจะได้กลับมาใหญ่ในปี 2551 แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เชื่อ

หน้า 15
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2007, 06:15:41 AM »

 นกสีเหลือง
คำร้อง -ทำนอง วินัย อุกฤษณ์


กางปีกหลีกบินจากเมือง
เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าบินไปสู่เสรี
บัดนี้เจ้าชีวาวาย
เจ้าเหิรไปสู่ห้วงหาว
เมฆขาวถามเจ้าคือใคร
อาบปีกด้วยแสงตะวัน
เจ้าฝันถึงโลกสีใด

พูด
คุณจำได้ไหมเหตุการณ์เมื่อวันที่14-15ตุลาคม 2516
คุณจำได้ไหม รอยเลือด คราบน้ำตา และฝันร้ายของผู้คน
วีรชนคนหนุ่มสาว
ได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา
ตายไปขณะชูสองมืออันว่างเปล่าขึ้นเรียกร้องหาเสรีภาพ
ณ.บัดนี้ ขอพวกเราจงหยุดนิ่ง
และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น
อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
และจะได้เป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้ต่อไป



จงบินไปเถิดคนกล้า
ความฝันสูงค่ากว่าใด
เจ้าบินไปจากรวงรัง
ข้างหลังเขายังอาลัย
กางปีกหลีกบินจากเมือง
เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าคือวิญญานเสรี
บัดนี้เจ้าชีวาวาย 


นกสีเหลือง
เป็นเพลงที่คาราวานต้องเล่นทุกครั้งเมื่ออยุ่บนเวที วินัย อุกฤษณ์ ( เพื่อนคาราวาน) เจ้าของเกาะบูบูปัจจุบันนี้
เขียนมื่อครั้งเป็นนักศึกษาธรรมสาสตร์
เป็นนักกิจกรรมกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว เขียนขึ้นเพราะสะเทือนใจกับเหตุการณ์ 14ตุลาคม
หลังจากออกจากโรงพยาบาล
ที่เขาไปฟื้นฟูจิตใจ

เพลงที่นำามาให้ฟังมาจากอัลบั้ม คนกับควาย
ซึ่งเป็นoriginal จะไม่มีท่อนที่ว่า จงบินไปเถิดคนกล้า .....ท่อนนี้ได้มาเพิ่มเติมทีหลัง   

http://www.caravanonzon.com/tum/admin/musicfile/16.html
บันทึกการเข้า
JD-วัยดึก
Jr. Member
**
กระทู้: 106



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 01 ตุลาคม 2012, 11:40:21 AM »

เดือนตุลาเวียนมาอีกคราหนึ่ง พร้อมกับฝนยังกระหน่ำน้ำยังหลากและลมเหนือที่เริ่มตั้งเค้า ..

6 ตุลา ทุกปีมีมิตรสหายจำนวนหนึ่งที่ไปธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ตั้งแต่เช้าเพื่อใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้กับเพื่อนที่เสียสละไปในวันที่ 6 ตุลา 19 ทุกปีจะเห็นหญิงชราท่านหนึ่ง "แม่เล็ก" ยังมาที่ธรรมศาสตร์ทุกเช้า 6 ตุลาไม่เคยขาดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ "น้องนู" มนู วิทยาภรณ์ หรือ ดุ้น ของเพื่อนๆที่เสียสละไปอย่างกล้าหาญที่หน้าหอใหญ่ธรรมศาสตร์ เพื่อนทุกคนยังจำอิริยาบทของดุ้นได้ดี เราเรียกดุ้นว่าจิ๊กโก๋กลับใจ เพราะราวปี 2517 วันที่ดุ้นมาสมัครเข้ากลุ่ม "เชลียง" เพื่ออาสาสมัครไปกับกลุ่มพัฒนาการศึกษาชนบทเพื่อออกไปชนบทสอนหนังสือให้กับชาวบ้านที่ห่างไกลในเวลานั้น ดุ้นมาพร้อมกับเพื่อนอีกคน "จ้อน" ทั้งสองคนผมยาวประบ่าในชุดยีนส์สะพายกระเป๋าหนัง ท่าทางเอาเรื่อง ห้าวหาญ ไม่นานนักหลังจากกลับจากชนบท ดุ้นเปลี่ยนไปเป็นอีกคน เอางานเอาการ สะอาด บางครั้งนั่งปะชุนซักเสื้อผ้าให้เพื่อนๆที่สะอาดน้อยหน่อย แต่ที่ยังไม่เปลี่ยนคือ กล้าหาญ เสียสละ

ดุ้นจากไปในวันที่ 6 ตุลา 19 ที่ธรรมศาสตร์ ส่วนจ้อนเข้ารับราชการและเจริญก้าวหน้าจนถึงตำแหน่งสูงสุดเป็นอธิบดีกรมการปกครอง และเพิ่งเกษียณราชการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยไปเมื่อวานนี้

เช้า 6 ตุลา ปีนี้แม่เล็กคงจะมาทำบุญให้ดุ้นอีกเช่นเคย พวกเราเพื่อนๆเคยรวบรวมเงินเก็บไว้ที่ขาวหรือ sand จึงหารือกันแล้วว่าปีนี้จะมอบเงินให้แม่เล็ก 10,000.- หนึ่งหมื่นบาท จากเพื่อนของลูกให้แม่ที่แก่ชราลงไปทุกปี ใครจะเพิ่มเติมให้อีกก็ตามศรัทธา จึงให้ลุง sand ดำเนินการตามนี้ด้วยนะครับ .. ขอบคุณครับ

และหลังจากนั้นจะไปอยุธยา ไปโรงเรียนสุนทรฯของ นิด-ตี้ กรรมาชน ให้ทันพระเพล เพื่อทำบุญให้ตี้ กรรมาชน ผู้จากไปก่อนวัยสมควร .. เพื่อนๆที่สนใจไปเจอกันที่ยุดยา โรงเรียนสุนทรนะครับ ..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 ตุลาคม 2012, 11:43:30 AM โดย JD-วัยดึก » บันทึกการเข้า

Sand
Newbie
*
กระทู้: 63


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 01 ตุลาคม 2012, 22:12:34 PM »

 
  ผมเห็นด้วยในเรื่องนี้อย่างยิ่งครับ ผมเคยพูดคุยกับท่าน JD มานานพอควรแล้ว อันที่จริง 6 ตค.ปีนี้เดิมผมลังเลใจว่าจะไปตักบาตรที่ธรรมศาสตร์หรือจะไปตักบาตรที่อื่นดี เพราะที่ผ่านมาผมไป

 ตักบาตรที่ธรรมศาสตร์วันที่ 6 ตค.ทุกปี แต่ปีหลังๆนี้จะพบกับกลุ่มที่เคยเป็นเพื่อนและพวกเสื้อแดงไปแสดงความกร่างและทำตัวเป็นเจ้าของงาน จนผมชักทนไม่ได้แล้ว

  อันที่จริงมีเพื่อนเราีกสองคนจากกลุ่มแนวร่วมเศรษฐ์ มร. คือ เจียง กับ พงษ์ ที่ทำหน้าที่การ์ดและเสียสละชีวิต ที่ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตค.19 ทั้งดุ้น เจียง และ พงษ์ ต่างก็เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว

 ต่างได้ทำหน้าที่ที่ดีในฐานะลูกที่ดีของประชาชน ขอวิญญาณเพื่อนจงไปสู่สุคติ
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2012, 09:20:26 AM »

เห็นด้วยกับเพื่อน ๆคะ...แม่เล็ก ไม่เคยเว้นที่จะมาทำบุญให้ดุ้นในวันที่ 6 ตุลาของทุก ๆปี
ปีที่แล้วก็พบว่า แม่เล็ก ชราลงไปมากแล้ว พวกเราที่ยังรักดุ้น น่าจะแบ่งความรักนั้นมาถึงแม่เล็กด้วย

ปีนี้ป้าก็จะไปทำบุญเหมือนปีก่อน ๆ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้จัดงาน ป้าคิดว่าเป็นการทำเพื่อผู้ที่เสียไปแล้วคะ

ภูมิ..เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่เช่นกัน แต่ก็ต้องมาเสียชีวิตอย่างไม่สมควร

ภูมิเรียนคณะบริหารธุรกิจ สาขาบัญชี...ยังจำได้ว่า ป้าชอบแกล้งไม่ให้ภูมิยืมสมุดจด..เพราะภูมิไม่เข้าเรียน
มัวแต่ทำกิจกรรม...แต่ก็ให้ยืม และติวกันบ้างเวลาใกล้สอบ....ภูมิเอาการเอางานกับกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
จนลืมเรื่องของตัวเอง ที่พ่อแม่ส่งมาให้เรียน....ภูมิเป็นคนอารมณ์ดี ไม่เคยโกรธใคร...น่าเสียดาย และเสียใจแทนครอบครัวของภูมิ
ที่ต้องสูญเสียลูกที่ดีไปคนหนึ่ง

วันที่ 6 ตุลา เราจะได้พบกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ จากที่ไกล ๆ ได้โดยไม่ต้องนัดหมาย....แล้วพบกันที่หน้าหอฯใหญ่
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!