บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:12:24 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อิสรภาพแห่งมโนนิยม--บทความ ดร.สุวินัย ภรณวลัย  (อ่าน 12323 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 17 ตุลาคม 2006, 16:05:20 PM »

 
พุทธบูรณา100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 25)
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2549 15:14 น.
 
 
       www.suvinai-dragon.com
       
       25. อิสรภาพแห่งมโนนิยม

       
        “มโนนิยมของพุทธบริษัท คือ ความสงบเย็นแห่งจิตใจ”
       
        พุทธทาสภิกขุ
       
        ...ปลายปี พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952)...สวนโมกข์
       
        เมื่ออินทปัญโญได้ทราบข่าวว่า คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ และมิตรสหายในวงการหนังสือพิมพ์ถูกทางการจับกุม และขังคุกด้วยข้อหากบฏภายใน และภายนอกราชอาณาจักร อันเป็นการกล่าวหาโดยอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม จิตใจที่เคยสงบนิ่งดุจบ่อน้ำโบราณเสมอมาของอินทปัญโญ กระเพื่อมขึ้นวูบหนึ่งก่อนที่จะกลับมานิ่งสงบตามเดิม เขาตั้งจิตเป็นสมาธิแผ่เมตตาให้ทั้งพวกกุหลาบ และพวกเผด็จการอำนาจนิยม
       
        เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า พวกเผด็จการที่กุมอำนาจรัฐไว้ในมือ จะต้องใช้กลไกอำนาจรัฐทั้งหมดที่มีอยู่ ทำการใส่ความ ใส่ร้าย กุหลาบและพวก ทำลายชื่อเสียงอันดีงามที่กุหลาบได้สั่งสมมาชั่วชีวิตให้เป็นที่ดูถูกเหยียดหยามดูแคลนในหมู่ประชาชนที่ถูกปิดหูปิดตา และถูกครอบงำทางความคิดโดยสื่อของรัฐ แม้แต่ตัวอินทปัญโญเอง เขาก็ได้ข่าวมาว่า กำลังถูกทางการเพ่งเล็งอยู่เหมือนกัน
       
        ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ “การรักษาชื่อเสียง” ของตนไม่ให้มัวหมองดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่อินทปัญโญก็หาได้วิตกแต่อย่างใดไม่ และไม่ได้ห่วงว่า ชื่อเสียงของกุหลาบจะมัวหมองด้วย เพราะเขาตระหนักรู้แก่ใจเป็นอย่างดีว่า คนบริสุทธิ์แท้จริง ไม่ต้องกังวลในการรักษาชื่อเสียงแม้แต่น้อย จะมีก็แต่คนลวงโลก คนทุจริตเท่านั้นที่พะวงกับ “การรักษาชื่อเสียง” คนเราหากมีจิตใจบริสุทธิ์ เขาก็มีหน้าที่แค่บำเพ็ญความดีอย่างต่อเนื่องไปเท่านั้น แล้วชื่อเสียงก็ย่อมตามมาเองดุจเงาตามตัว ในทุกขณะที่ผู้นั้นกำลังบำเพ็ญความบริสุทธิ์อยู่
       
        คนเราเมื่อตั้งจิตมุ่งมั่นบำเพ็ญความบริสุทธิ์ในกาย-วาจา-ใจ แล้วจะต้องไปห่วงชื่อเสียงทำไม การกระทำใดๆ ที่มีเป้าหมายสร้างภาพเพื่อชื่อเสียงล้วนๆ ย่อมไม่ใช่การกระทำของพุทธบุตร ผู้กระทำเพื่อความบริสุทธิ์เท่านั้น ชื่อเสียงที่ต้องรักษา เป็นชื่อเสียงที่ได้มาโดยทุจริตหลอกลวง รักษาเพื่ออย่าให้ถูกเปิดโปงว่าลวงโลก พุทธบุตรไม่มีการกังวลในการรักษาชื่อเสียง มีกังวลแต่การทำความบริสุทธิ์เท่านั้น การรักษาชื่อเสียงเป็นภาระที่หนักอึ้ง การทำความบริสุทธิ์แจ่มแจ้งใจเป็นของเบาสบาย ชื่อเสียงไม่ใช่ความสุข มันเป็นแค่ “หน้ากาก” อย่างหนึ่ง เท่านั้น
       
        อิสรภาพทางร่างกาย ของกุหลาบและพวกถูกจำกัดเป็นการชั่วคราวแล้ว แต่อินทปัญโญก็ยังมั่นใจว่า ตราบใดที่พวกเขายังเป็นผู้ที่ มีอิสระทางใจ อยู่ พวกเขาย่อมสามารถฝ่าฟันช่วงเวลาแห่งการถูกทดสอบนี้ไปได้ อิสรภาพทางใจ เป็นเรื่องของการเติบโตด้วยตัวเอง ด้วยใจที่เปิดกว้างตื่นตัว และมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองและของผู้อื่น
       
        ลำพังการมีแค่ อิสรภาพทางร่างกาย กับ อิสรภาพทางใจ หรือ ทางความคิด ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเป็นมนุษย์ที่แท้ หรือมนุษย์ที่สมบูรณ์ อินทปัญโญมีความเห็นว่า คนเราควรจะเข้าถึง อิสรภาพทางจิตวิญญาณ ด้วย
       
        อิสรภาพทางจิตวิญญาณ คือการตระหนักรู้ว่า “ตัวเรา” ไม่ใช่ กาย นี้ ไม่ใช่ ใจ นี้ ไม่ใช่ ความคิด นี้ ตัวเราเป็นแค่ การตระหนักรู้อันบริสุทธิ์ ที่สามารถ “เห็น” กาย-ใจ-ความคิด ของตนในฐานะ “ผู้ดู” ได้อย่างชัดแจ้ง
       
        อิสรภาพทางจิตวิญญาณ จึงดำรงอยู่ได้ในมิติของปัจเจกเท่านั้น “การรวมหมู่” ไม่ว่าจะเป็นองคาพยพระดับใด ไม่ว่าชาติ สังคม ชุมชน หมู่คณะ ล้วนไม่มีแก่นสาร ไม่มีตัวตนมันเป็นแค่ชื่อที่คนเราสมมติขึ้นมาเท่านั้น มันจึงไม่สามารถมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณ โดยตัวของมันเองได้ มันอาจจะรวมตัวกันเหนียวแน่นได้ด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง หรือความเชื่อระบบใดระบบหนึ่ง ถ้าเป็นการยัดเยียดหรือครอบงำแบบรวมหมู่โดยกลไกทางสังคมต่างๆ การดำรงอยู่แม้แต่อิสรภาพทางความคิด ก็ยังกลายเป็นปัญหาได้
       
        “การรวมหมู่” เป็นเพียงถ้อยคำที่สร้างขึ้นมามันไม่เกี่ยวข้องกับอิสรภาพโดยตรง “ชาติ” หรือ “พรรคการเมือง” หรือ “สถาบันศาสนา” จึงอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายได้ ถ้าถูกผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายที่เห็นต่าง
       
        “การรวมหมู่” จะเป็นอิสรภาพอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อเป็นการรวมตัวกันของปัจเจกบุคคลผู้มีอิสรภาพทางจิตวิญญาณแล้วเท่านั้น
       
        อิสรภาพทางจิตวิญญาณคือ สุดยอดของประสบการณ์ชีวิต
      มันเป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นอิสระที่จะตัดสินใจ ที่จะเลือกกระทำใดๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องของการเต็มใจที่จะได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ มากมายอย่างพร้อมที่จะรับผิดชอบด้วยตัวเอง อย่างพร้อมที่จะยอมรับ ยอมเผชิญหน้ากับทุกๆ สถานการณ์โดยไม่หลีกหนี
       
        มันไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จหรือความล้มเหลว และไม่ใช่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ผู้ที่มีอิสรภาพทางจิตวิญญาณอยู่เหนือพ้นเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว ล้มเหลวจะเป็นไร ผิดพลาดจะเป็นไร ล้มคะมำจะเป็นไร เขาก็แค่ลุกขึ้นมายืนตรงใหม่อีกครั้ง แล้วมุ่งหน้าต่อไปก็แค่นั้นเอง คนเราพึงเรียนรู้บทเรียนชีวิตจากความผิดพลาด เพื่อที่จะได้ไม่ทำมันซ้ำอีก คนเราควรมีความฉลาดพอที่จะรู้จักปรับเปลี่ยนก้อนหินต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคขวางทางทุกก้อน โดยเอามาเรียงซ้อนกันเป็นขั้นบันไดให้ปีนป่ายได้สูงขึ้นเท่าที่ตัวเองจะปีนป่ายขึ้นไปได้ในชั่วชีวิตนี้
       
        อินทปัญโญมีความมั่นใจว่า อุปสรรคที่กุหลาบและมิตรสหายกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ จะเป็นเหตุปัจจัยที่ช่วยพัฒนายกระดับ อิสรภาพทางความคิด ของกุหลาบไปสู่ อิสรภาพทางจิตวิญญาณ ได้ในที่สุด เพราะตัวกุหลาบเองก็มีความใฝ่ใจในทางธรรมแบบ มโนนิยม อยู่บ้างแล้ว แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว กุหลาบจะเป็น ปัญญาชนหัวก้าวหน้าที่เอียงซ้าย ที่เชื่อใน ปรัชญาวัตถุนิยมแบบวิภาษวิธี ก็ตาม
       
        นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา อินทปัญโญเห็นว่า มนุษยชาติส่วนใหญ่กำลังเป็นวัตถุนิยมจัดยิ่งขึ้นทุกที โดยที่ลัทธิวัตถุนิยมนี้จะเป็นมูลเหตุของสงคราม ของความระส่ำระสาย ของวิกฤตการณ์ทั้งหมดของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะที่ มโนนิยม เป็นเรื่องของผู้นิยมทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ แม้ว่าพวกเขาก็ยังต้องกินอาหาร ยังต้องนุ่งห่ม ยังต้องมีที่อยู่อาศัย คือ ยังต้องเกี่ยวเนื่องด้วยวัตถุอยู่ก็ตาม แต่พวกเขาไม่มุ่งวัตถุเป็นเป้าหมายของชีวิต พวกเขามุ่งใช้วัตถุเป็นเพียงอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อชีวิตเป็นอยู่ได้ แล้วใช้ชีวิตทั้งหมดของพวกเขา แสวงหาเรื่องทางจิตใจหรือจิตวิญญาณ ในฐานะที่เป็นเรื่องที่ลึกกว่า สูงส่งกว่าและดีกว่า มโนนิยมคือ การเอาจิตใจหรือจิตวิญญาณเป็นใหญ่ โดยที่สามารถบูรณาการวัตถุกับจิตใจให้ได้ผลดีที่สุด ให้ถูกต้องและมีประโยชน์มากที่สุด เท่าที่มนุษย์ควรจะได้รับ
       
        วิถีของมโนนิยม จึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องเป็น วิถีทวนกระแส สังคม รัฐไม่อาจผูกรัดเขา ไม่อาจปราบปรามกดขี่เขา และเขาก็ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ ต่อสังคม เขาแค่เป็นอิสระจากมันในทางจิตวิญญาณเท่านั้น แม้ว่าทางกาย เขายังสังกัดอยู่ในสังคมนั้นก็ตาม
       
        นี่คือ อิสรภาพแห่งมโนนิยม ที่สูงส่งยิ่ง เพราะเขาผู้นั้น ย่อมสามารถยกตัวออกมาจากสังคม ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในสังคมได้โดยไม่มีร่องรอยของความเสียหายในเชิงจิตวิญญาณเกิดขึ้น ดุจบัวที่เกิดจากโคลนตม แต่ก็อยู่เหนือพ้นโคลนตมอย่างบริสุทธิ์สะอาด เขาผู้นั้นย่อมรู้จักให้อภัยต่อความถ่อย ความหยาบคายที่ผู้โง่เขลาเบาปัญญาทั้งหลาย กระทำต่อตัวเขาด้วยอวิชชาและความหลงผิด เขาทำใจได้ ไม่คิดจดจำและไม่ยึดติด เขาดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระในทุกๆ มิติของชีวิต เขาซึมซับองค์ความรู้ทางจิตวิญญาณทุกประเภทอย่างไม่ตีกรอบ เขาจึงสามารถยืนอยู่บนยอดเขาสูงแห่งจิตอย่างโดดเด่น และมองเห็นได้ไกลอย่างเกินกว่าคนยุคสมัยเดียวกับเขาจะจินตนาการได้
       
        เขาเป็นผู้กระทำในทุกๆ กิจกรรมทั้งปวง เขาไม่ยอมเป็นเบี้ยหรือของเล่นที่อยู่ในกำมือของผู้อื่น เขากระทำอย่างมีสติ อย่างปราศจากความคิดว่าตัวเองเป็นผู้กระทำ และอย่างปราศจากความคาดหวังในผลลัพธ์ใดๆ จากการกระทำนั้น
       
        “สติ” ของเขากลายเป็น อิสรภาพทั้งหมดของเขา
       ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นปัจจุบันขณะอย่างไม่ขาดตอนในทุกๆ อิริยาบถ และไม่ถูกควบคุมโดยใคร หรืออะไรทั้งสิ้น
       เขา “รู้ตัวทั่วพร้อม” เขาเคลื่อนไหวไปแบบสดๆ บริสุทธิ์ ไม่ถูกเจือด้วยอดีต ไม่ถูกรบกวนด้วยอนาคต เขาไม่พยายามใดๆ เขาไม่กดทับอะไร เขาแค่ดำรงอยู่ ณ จุดในสุดของตัวเขาอยู่เสมอ เขาอยู่ในสังคมนี้อย่างมีเมตตากรุณา อยู่อย่างไร้ตัวตน มีความสงบสุขอย่างเรียบง่าย แล้วแผ่ความสงบเย็นแห่งจิตใจนี้ไปสู่คนรอบข้างเสมอ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกภายในตัวเขาเพียงคนเดียว ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นทำให้คนจำนวนมากมายลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงภายในตามไปด้วยดุจลูกโซ่
       
        ทุกๆ สิ่งที่เขาทำ เขามุ่งทำให้คนจำนวนหนึ่งมีความสุข โดยตัวเขาไม่เคยใส่ใจเลยว่า คนเหล่านั้นจะรู้หรือไม่ในการกระทำของเขา สิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับตัวเขา คือการที่ตัวเขาได้ทำอะไรบางอย่างที่สร้างความสุขให้กับบางคนเท่านั้น แม้โลกหรือสังคมจะไม่ยอมรับ ชื่นชมตัวเขาเลยก็ตาม
       
        อิสรภาพแห่งมโนนิยม คือโอกาสที่จะทำโลกนี้ให้สวยงามขึ้น และดีงามขึ้นโดยที่ตัวเองไม่ใส่ใจว่าจะได้รับคำยกย่องสรรเสริญหรือไม่ ตัวเขาแค่บำเพ็ญความบริสุทธิ์ในกาย-วาจา-ใจ ในฐานะที่เป็นพุทธบุตรเท่านั้น.
 
 
 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2006, 11:40:53 AM »

คัดจากกรุงเทพธุรกิจ

ปรับจูนคลื่นชีวิต



เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
ภาพ : อุทร ศรีพันธุ์



ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือ How to หรือเข้าคอร์สพัฒนาบุคลิกภาพ การบริหารงาน บริหารคน หรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต นั่นใช่...เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตหรือไม่ ลองมาดูอีกแนวคิดที่เชื่อว่า การปรับเปลี่ยนชีวิตต้องมาจากด้านใน


ไม่เชื่อ...ก็ต้องเชื่อ คอร์สการอบรมเรื่องการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นต้น แม้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แต่หลายคนพร้อมจะลงทุนเพื่อความสำเร็จในชีวิต ไม่ต่างจากหนังสือ How to ที่ขายดิบขายดี มีทั้งผลงานแปลจากต่างประเทศหรือเขียนโดยเซียนนักบริหารเมืองไทย ต่างได้รับความนิยมค่อนข้างสูง

เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการหาทางลัด เพื่อไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าเรื่องชื่อเสียง เงินทองหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน

แต่เชื่อไหมว่า หลักการบริหารใดๆ ก็ตาม ถ้าไม่ได้ออกมาจากน้ำใสใจจริง ผู้ร่วมงานหรือคนรอบข้างสามารถสัมผัสความละเอียดอ่อนของจิตใจได้

ลองมาฟังเรื่องราวและมุมมองของ แดนชัย เชิญประทีป หนุ่มอีกคนที่สนใจชีวิตด้านใน ปัจจุบันทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเธอราพี และสมาธิที่ชีวาศรม (Specialist Therapist & Meditation) และเป็นวิทยากรรับเชิญทั่วไป

หันมามองตัวเอง

แดนชัยเป็นชายหนุ่มอีกคนที่กำลังแสวงหาบางอย่างในชีวิต และได้ค้นพบว่า มนุษย์เราจะพัฒนาตัวเอง ต้องเข้าใจชีวิตด้านใน

แรกๆ เขาก็เหมือนคนรุ่นใหม่ทั่วไป อยากเรียนรู้เรื่อง How to มีความตั้งใจจะไปคอร์สการพัฒนาบุคลิกภาพ แต่ปรากฏว่าคอร์สนั้นเต็ม และมีคนแนะนำว่า ลองเข้าคอร์สของ The Brahma Kumaris World Spiritual University หรือมูลนิธิบราห์มา กุมารี ราชาโยคะ เพื่อเรียนรู้เรื่องสมาธิ

"ผมคิดว่าบุคลิกภาพเป็นเรื่องจิตใจมากกว่า พอผมเริ่มทำงานแล้ว จึงรู้ว่าถึงแม้เมืองไทยจะมีคอร์สฝึกอบรมบุคลิกภาพ ฝึกทักษะการแก้ไขปัญหา ติดต่อประสานหรือการบริหารมากเพียงใด ก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา พอได้ศึกษาจึงรู้ว่า เทคนิคเหล่านั้นใช้ได้ในระยะสั้น หากไม่เปลี่ยนแปลงด้านในหรือเปลี่ยนทัศนคติก็เหมือนเดิม"

สิ่งที่ ’แดนชัย’ พยายามอธิบายคือ มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง ไม่ว่าเรื่องการประสานงาน จัดการ บริหาร ต้องมาจากด้านใน ไม่เช่นนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

"เทคนิคเหล่านั้นจะได้ผล ก็ต่อเมื่อมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิด คุณค่า ความเชื่อระบบภายในของคนๆ นั้น ยกตัวอย่างความอคติ ถ้าเราไม่ชอบใครสักคน ก็จะเก็บไว้ในใจ ไม่ว่าคุณจะฝึกอะไรมาก็ตาม ความไม่ชอบก็ยังอยู่ แล้วจะแสดงออกมาในรูปแบบอื่น สิ่งเหล่านี้ทุกคนสัมผัสได้ ความอคติยังซ่อนอยู่ในใจ"

นี่คือที่มาของการศึกษาด้านใน เขาค่อยๆ ศึกษาในมิติที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งเดินทางไปเข้าคอร์สสั้นๆ ที่ The Brahma Kumaris World Spiritual University ประเทศอินเดีย และมูลนิธิบราห์มา กุมารี ราชาโยคะที่เมืองไทย

"การศึกษาเรื่องจิตวิญญาณ เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะกระบวนการความรู้สึกเป็นเรื่องต่อเนื่องตลอดเวลาที่เรามีชีวิตอยู่"

ถ้าถามว่า เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องเรียนด้วยหรือ แดนชัยบอกว่า ต้องเรียนตั้งแต่คอร์สพื้นฐาน ไม่ว่าภาวะการเข้าใจตัวเอง เริ่มตั้งแต่การตอบคำถามว่า เราเป็นใคร เกิดมาทำไม จนกระทั่งถึงเรื่องกระบวนการคิดหรือทำจะมีผลต่อชีวิตอย่างไร ควรจะบริหารอย่างไร เพื่อประโยชน์สูงสุดในชีวิต

"ตอนนี้ผมก็ยังเรียนไม่จบ เพราะในแต่ละขั้นตอนของการพัฒนา การที่เราจะรู้จักตัวเองได้ ต้องเรียนเรื่อยๆ"

ใช้เสียงบำบัดใจ

การพัฒนาบุคลิกภาพของเขา จึงมีคำอธิบายที่ต้องทำความเข้าใจ เขาบอกว่า ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และสมาธิก็มีหลายรูปแบบ เพื่อให้เราเข้าถึงสภาวะจิตที่แท้จริง ในช่วงที่เดินทางไปอินเดีย ได้มีโอกาสเรียนรู้การบำบัดด้วยเสียงตอนเข้าร่วมเวิร์คชอปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยปรับคลื่นสมอง และไม่ใช่แค่คลื่นสมองอย่างเดียว ยังหมายถึงการบำบัดส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย

หลักการง่ายๆ ที่เขาบอกก็คือ การใช้คลื่นเสียงที่เหมาะสมเพื่อรักษาอาการป่วย เพราะคลื่นของคนป่วยไม่สมดุล จึงต้องปรับคลื่น

ลักษณะของคลื่นเสียงในความหมายของเขามีสองอย่างคือ เสียงจากภายนอก พวกเครื่องดนตรีต่างๆ ต้องปรับจูนเสียงภายนอกเพื่อปรับคลื่นภายในร่างกาย และอีกรูปแบบเสียงจากภายในสู่ภายนอก คือ การใช้เสียงของเรา ซึ่งเป็นศาสตร์โบราณ อย่างบทสวดต่างๆ หรือชาวคริสต์ร้องเพลงในโบสถ์

"เราสามารถใช้เสียงปรับคลื่นความถี่ในร่างกายให้เกิดภาวะสมดุล ยกตัวอย่างกลุ่มเสียงสระอาทิ Ooh, Oh, Aw, Ah, Ay, Ee และEh การปรับระบบแต่ละเสียงจะกระตุ้นภาวะระบบของร่างกายส่วนต่างๆ ความรู้สึกของเราจะเป็นตัววัด ถ้ารู้สึกไม่สบาย ลองใช้เสียงบำบัด เราจะรู้สึกสบายขึ้น"

เขาใช้ทั้งเสียงดนตรีและเสียงของคนๆ นั้น ปรับคลื่นในร่างกายเพื่อจูนคลื่นสมองให้สงบและเข้าสู่คลื่นที่เหมาะสม อย่างการฟังดนตรี ต้องปล่อยความรู้สึกไหลไปตามท่วงทำนองของเสียง ซึ่งต่างจากการฟังดนตรีไปเรื่อยๆ

"ความเครียดส่วนหนึ่งเกิดจากการกระตุ้นอารมณ์ข้างในของเรา เวลาจะบำบัด จึงต้องทำให้ถูกที่"

ส่วนการใช้เสียงภายในบำบัด ก็มีความสำคัญ เพราะเป็นเสียงจากระบบร่างกายตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อย่างการสวดมนต์ก็คล้ายๆ การร้องเพลง เป็นมนตราอย่างหนึ่ง ถ้าเราเข้าถึงความหมายของคำๆ นั้น จะช่วยได้มาก อย่างปัจจุบันคนสวดมนต์ไม่ค่อยรู้ความหมาย ก็จะได้แค่ความสบายใจ แต่อาจเข้าไม่ถึงความลึกซึ้ง ความหมายของบทสวดจึงสำคัญ

เสียงที่แตกต่างในตัวเรา จะมีผลต่อการปรับสมดุล โดยเฉพาะคนที่ศึกษาจักกระ แดนชัย บอกว่า คนไทยให้ความสนใจการศึกษาเรื่องพวกนี้มากขึ้น อย่างตอนที่ทำเวิร์คชอปที่เชียงใหม่ ตอนแรกคิดว่า น่าจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ แต่กลายเป็นกลุ่มวัยรุ่นและชาวต่างชาติ

แดนชัยบอกว่า ลองใช้เสียงต่ำซึ่งมีลักษณะคล้ายเสียงเบส อย่างเสียง Ooh จะเข้าไปการกระตุ้นจักกระพื้นฐาน จากนั้นใช้เสียงอื่นๆ เพื่อกระตุ้นส่วนต่างๆ ของร่างกาย ประสาท การหายใจ ลำคอ และจุดศูนย์รวมพลัง

"เวลาทำเป็นกลุ่มจะมีพลังมาก" มรกต ปิยะเกศิน จากกลุ่มอายุบวร เคยเข้าคอร์สบำบัดด้วยเสียงและฝึกสมาธิแนวนี้ เล่าถึงการรักษาความเครียดและความเหนื่อยล้า ส่วนการรักษาโรคก็ต้องรอพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะเสียงกลุ่มนี้สามารถเชื่อมโยงกับจักกระส่วนต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับระบบร่างกาย

ถ้าถามว่า ทำไมเขาสนใจเรื่องการบำบัดด้วยเสียง แดนชัยบอกว่า ตอนที่มีการจัดธรรมะคีตาที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เขาได้เห็นการเล่นดนตรีจากวิญญาณ จึงหันมาเล่นกู่เจิ้ง แล้วนำดนตรีมาใช้กับคอร์สการทำสมาธิ ปรากฏว่าผู้ฝึกสามารถสงบได้

"นอกจากสมาธิแล้ว เสียงก็ยังเป็นองค์ประกอบที่ดี ผมเริ่มทำที่เชียงใหม่ แล้วทำที่ชีวาศรม และมีคอร์สทั่วไป จุดดีของเสียงบำบัดคือ ใช้ปรับจิต ปรับรูปแบบความคิด เป็นเครื่องมืออันหนึ่งทำให้ฝึกสมาธิได้ง่ายขึ้น"

สมาธิในความหมายของเขาจึงไม่ใช่แค่การนั่งนิ่งๆ แต่เป็นสมาธิจากการเคลื่อนไหว และการใช้เสียง เป็นต้น

"การปรับสภาพจิตให้เข้าสมาธิง่ายขึ้น ก็ต่างจากการนั่งสมาธิในวัด ปกติเราก็ชอบเสียงอยู่แล้ว มันปรับความรู้สึก ปรับคลื่นในตัวเองได้เร็วมาก แต่จะรักษาโรคได้แค่ไหนเราไม่รู้" มรกตให้ความเห็น

ต้องเข้าถึงวิธีคิด

เมื่อคุยกันถึงกระบวนการของการศึกษาด้านใน ซึ่งมีทั้งการเข้าสมาธิแบบง่ายๆ โดยใช้เสียงภายในและเสียงดนตรีนำทาง และการทำความเข้าใจกับระบบวิธีคิด เพื่อเรียนรู้สภาวะจิต เพราะบางครั้งถูกกดดัน ทำให้เครียด ซึ่งมาจากความคิดของเรา

"ส่วนใหญ่คนไม่รู้ตัวว่า ทำแบบนี้แล้วเครียด หรือตัวรู้ก็เหมือนไม่รู้ตัว หยุดไม่ได้ ยกตัวอย่าง ปัญหามะเร็งส่วนหนึ่งมาจากอาหารการกินหรือยีนของพ่อแม่ อีกส่วนมาจากกระบวนการใช้ชีวิตหรือการคิดของตัวเรา ถ้าเครียดแล้วภาวะความกดดันก็มาตกกับตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอารมณ์แรงๆ จะมีผลต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อ ไม่ต้องดูอื่นไกลเวลาเราตกใจ หัวใจจะเต้นแรง ร่างกายส่งสัญญาณออกมาแล้ว" แดนชัย อธิบายและเล่าต่อว่า

หากไม่ปรับอารมณ์ ความรู้สึก ฮอร์โมนที่ถูกกระตุ้นมากไป จะมีผลร้ายต่อระบบร่างกาย จึงนำการใช้เสียงมาปรับจูนเข้ากับสภาวะอารมณ์ เพื่อให้รู้สึกว่า ความกดดันหรือความตึงถูกผ่อนออกไป ซึ่งกระบวนการนี้จะเข้าไปจัดการปรับเปลี่ยนระบบร่างกาย เมื่อสภาวะจิตเริ่มปรับเข้าสู่สภาพจิตดั้งเดิม ก็จะคืนสู่ระบบธรรมชาติ

"ต้องทำบ่อยๆ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วหายป่วย ปัญหาคนส่วนใหญ่คือ ไม่ค่อยทำอย่างต่อเนื่อง ต้องเป็นการกระทำที่เราชอบและมีความสุข อย่างการวิ่งลดความอ้วน ถ้าคิดว่า ต้องวิ่งอีกแล้วหรือ ก็เป็นเรื่องยาก แต่เราทำแล้ว มีความสุข" มรกต เล่าถึงการบำบัดด้วยเสียง ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพ ต้องเปลี่ยนรูปแบบความคิดด้านในด้วย

แดนชัย ยกตัวอย่างว่า คนที่มีอารมณ์อ่อนไหว เวลาใครพูดกระทบ อารมณ์จะขึ้นทันที นั่นแสดงว่า คุณเป็นเหยื่อสิ่งแวดล้อมภายนอก ทำให้เราเสียสมดุล แล้วจะทำอย่างไรให้เรายืนอยู่โดยไม่หวั่นไหว

"ถ้าคนอื่นคิดกับเราไม่ดี เราไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระ ถ้าเราเริ่มเข้าใจกระบวนการคิด และเริ่มจัดการกับปัญหาได้ ก็จะกลายเป็นว่า เราได้แก้ปัญหาจากต้นเหตุ อย่างเรื่องการให้อภัย บางคนบอกว่า ให้อภัยได้ทุกคน ยกเว้นคนนี้ เพราะรู้สึกเจ็บข้างใน ไม่สามารถปล่อยไปได้ แต่รู้ไหมที่ตัวเองป่วย เพราะตรงนี้เอง จึงไม่ใช่แค่เสียงที่ทำให้อารมณ์ดี ต้องมีกระบวนการคิดใหม่ด้วย บางคนรู้สึกว่าให้อภัยคนนั้นคนนี้ไม่ได้ อารมณ์ก็จะอยู่ตรงนี้ ลองมองใหม่คิดว่าการให้อภัยคือ การปลดปล่อยเราออกจากคุกในอดีตที่ฝังตัวเอง"

ลองปรับจูนคลื่น

ถ้าถามว่า เราจะบริหารและจัดการกับชีวิตอย่างไร แดนชัยบอกว่า ต้องเอาขยะออกจากชีวิต มันยากตรงที่ขาดประสบการณ์ชีวิตที่ดี

"เวลาใครด่าหรือว่ากล่าวเรา บางคนหน้ายิ้ม แต่ในใจก็คิดว่า ทำไมต้องว่าฉัน"

นั่นคือ กระบวนการภายนอกยิ้มรับ แต่ภายในเต็มไปด้วยความรุ่มร้อน โกรธ ไม่พอใจ จนเกิดความเครียด ซึ่งจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราเก็บกดอารมณ์ไว้ และไม่มีทางออกให้ชีวิต จนนำไปสู่การป่วยไข้

แดนชัยให้ลองนึกดูว่า ในชีวิตเราจะมีสักกี่นาทีที่รู้สึกดีๆ กับตัวเอง เมื่อเทียบกับการแบกรับปัญหา คนในสังคมปัจจุบันถูกดึงไปสู่ความคิดด้านลบมากขึ้น ดังนั้นลองนึกถึงบางวันที่เรามีความสุข แม้จะเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราปล่อยวางได้ จะบริหารและควบคุมจิตใจตัวเองได้อย่างไร เพื่อดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขภายใต้ความกดดัน

"ถ้าต้องอยู่กับคนก้าวร้าว ชี้นิ้วใส่เรา ก็ปล่อยให้เขาเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะจัดการเพิ่มคุณสมบัติให้ตัวเองอย่างไร เพื่อจะประสานกับคนแบบนั้น ตรงนี้ต้องฝึกฝน"

เราย้อนถามว่า ต้องนิ่งเฉยหรือ

"ไม่ใช่ครับ พอเราเริ่มหันมาฝึกฝนตัวเอง เข้าใจข้อบกพร่องของตัวเอง เราก็มองเห็นข้อบกพร่องของเขาด้วย อย่างภาวะหลงตัวเอง ก็ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากการแสวงหาการยอมรับคุณค่าในตัวเอง ซึ่งเป็นความอ่อนแอในตัวเขา ยิ่งหลงตัวเองมากเท่าไร ความอ่อนแอก็ยิ่งมากเท่านั้น ยิ่งคนอ่อนแอมากเท่าไหน ก็จะหยิบยืมเครื่องไม้เครืองมือ เพื่อเสริมให้ตัวเองดูเยี่ยม ไม่ว่าใช้ตำแหน่งหรืออะไรก็ตาม สิ่งที่เขากำลังตะแบงใส่เรา ก็คือการเรียกร้องบางอย่างจากเรา ซึ่งเขาควบคุมตัวเองไม่ได้"

แดนชัยอธิบายการปรับจูนคลื่นความคิดต่อว่า ไม่ใช่นิ่งเฉย แต่อย่าไปรับอะไรร้ายๆ ที่ไม่จำเป็นเข้ามาในชีวิต ถ้าบุคลิกเขาเป็นอย่างนั้น เขาอาจฉลาด แต่ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีความเป็นผู้นำ เพราะคุมอารมณ์ไม่ได้

"เราไม่โต้ตามอารมณ์ของเขา ต้องไม่เล่นตามเกม อารมณ์เราต้องไม่กระเพื่อม เราสามารถนิ่งได้ อย่าไปเล่นตามอารมณ์ เพราะปกติแล้วเรานึกว่า เราถูกกระทำ แต่ก็ต้องมองย้อนกลับว่า เราเคยเป็นผู้กระทำไหม"

เมื่อเรียนรู้กระบวนการเช่นนี้แล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจว่า การปล่อยวางไม่ใช่การนิ่งเฉยภายนอก ต้องปล่อยวางภายในด้วย ต้องเข้าใจอารมณ์ตรงนี้ ไม่ใช่กดเอาไว้

"อย่างบางคนโกรธ แต่บอกว่าไม่โกรธ ซึ่งตรงนี้อันตรายมากกว่าการแสดงออก" มรกต เล่าถึงสิ่งที่เธอได้จากการเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว เพราะนี่คือ วัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสังคมไทย มีความเกรงใจค่อนข้างสูง ไม่แสดงอารมณ์ที่แท้จริง เพราะเรากลัวว่าจะทำให้คนอื่นเสียใจ อารมณ์ของเราก็เลยพังไปด้วย เพราะมีความเก็บกด

"อย่างบางคนทำให้เราไม่พอใจ รอบแรกไม่เป็นไร รอบสองเริ่มรู้สึกไม่ชอบ พอทำอยู่เรื่อยๆ มันสามารถแปลงเป็นอารมณ์ลบสะสมไว้ โดยไม่รู้ตัวกระบวนการสะสมของโรคก็เกิดขึ้นในร่างกาย"

แดนชัยพยายามเชื่อมโยงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกกับอาการป่วยไข้ อาจตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า การถ่ายโอนนิสัย เรื่องอะไรที่เราไม่ชอบหรือเกลียดจะถ่ายเป็นนิสัย รวมถึงเรื่องที่เราคิดหรือย้ำอยู่เรื่อยๆ ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวจะอยู่ในระบบความทรงจำ อาจอยู่ในรูปความเคยชิน

"สิ่งนี้คือ การถ่ายโอนทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องระวัง"

ถ้าถามว่า การฝึกจิตจำเป็นไหม แดนชัย บอกว่า ลองดูสภาพสังคมของเราตอนนี้ อย่างเมืองไทยเราก็เพิ่งผ่านวิกฤตการณ์ ก็ลองสังเกตนักการเมืองทุกคนฉลาดทั้งนั้น ในบรรดาคนฉลาดก็ทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวุ่นวาย

"จำเป็นแล้ว ต้องสังคายนาระบบในสังคมเรา"
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2006, 11:56:23 AM »

คัดจากรุงเทพธุรกิจ

เซนของนักกลยุทธ



ดร.สุวินัย ภรณวลัย (www.suvinai-dragon.com)

การปฏิบัติธรรมของนักกลยุทธ์ (ตอนที่ 1)


พระภิกษุธนุส นิราลโย (ธนุส นิราลัย) อดีตเจ้าหน้าที่องค์กรสืบราชการลับสูงสุดแห่งชาติ ตื่นนอนเองเมื่อ 4 นาฬิกาตรง โดยไม่ใช้นาฬิกาปลุก เขาลงจากกุฏิไปยังห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เรียบร้อยแล้วจึงกลับขึ้นมายังกุฏิอีก

กุฏิของเขาเป็นเรือนไม้หลังเล็ก ใต้ถุนสูง ไม่มีระเบียง พอพ้นบันไดขึ้นมาก็ถึงและเข้าไปในห้องเดียวที่มีอยู่ในกุฏิหลังนั้นทันที ห้องนั้นเล็กจนเกือบไม่มีที่สำหรับให้วางสิ่งของอื่นๆ นอกจากเสื่อปูนอน และย่ามบรรจุอัฐบริขาร และเครื่องใช้ส่วนตัว เหนือเสื่อปูนอนมีกลดแขวนเอาไว้ ชายกลมซึ่งเป็นผ้าโปร่งกันยุงและแมลงนั้น ธนุสรวบเข้าไปและมัดไว้กับก้านกลมที่ลอยอยู่

เมื่อเสื่อผืนนั้นอยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้ว ธนุสจึงเริ่มกิจวัตรแรกประจำวันคือ การสวดมนต์ทำวัตรเช้าแต่ลำพังผู้เดียว

ธนุสใช้เวลาสวดมนต์ประมาณไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จบ ขณะสวดมนต์อดีตผู้บังคับหน่วยตอบโต้กองโจร ผู้กลายสภาพมาเป็นสมณะ ไม่ปล่อยใจให้ล่องลอยไปนึกถึงเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น ใจของเขาจดจ่ออยู่กับพระพุทธมนต์ทุกบทและทุกคำที่กำลังสวดอยู่

เมื่อสวดมนต์จบลงแล้ว นิราลโยภิกขุ จึงเปลี่ยนท่านั่งไปเป็นขัดสมาธิขาขวาทับขาซ้าย มือขวาแบหงายวางทับมือซ้าย ธนุสผ่อนร่างกายทุกส่วน มิให้เกร็งหรือฝืนหรือขืน และเมื่อเขารู้สึกว่า กายของตนอยู่ในสภาพสบายแล้ว ธนุสก็เริ่มทำอานาปานสติ คือ กำหนดรู้แต่เพียงว่า ตนกำลังหายใจเข้าออกต่อเนื่องกันไป โดยไม่สนใจกับสิ่งรบกวน ไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือภายใน

ธนุสรู้ว่า พอเริ่มทำสมาธิ จิตของเขาก็สงบลงโดยเร็วเกือบจะทันที แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ความสงบนั้น ธนุสทำสิ่งที่เขาทำทุกครั้งเมื่อเริ่มทำสมาธิคือ การแผ่เมตตา

ธนุสไม่เคยเชื่อและตระหนักในอานุภาพของเมตตา จนกระทั่งหลังจากที่เขามาอยู่ที่วัดป่าแห่งนี้และกลายเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ว่างแล้ว ไม่มีใครรู้ว่า เจ้าอาวาสรูปนั้นอายุเท่าใด บางคนบอกว่า ท่านอายุเพิ่งพ้น 80 แต่อีกหลายคนเชื่อว่า พระอาจารย์ว่าง อายุใกล้ 100 ปี ธนุสรู้แต่ว่าท่านมีท่าทางแข็งแรง กระฉับกระเฉงและว่องไวเหมือนคนอายุไม่เกิน 50 และที่เขาแน่ใจอย่างหนึ่งก็คือ พระอาจารย์ว่างเป็นคนวาจาเฉียบแหลม ส่อความรู้ที่กว้างขวาง และลึกซึ้งในทางโลกและทางธรรม

"การนั่งสมาธิไม่ว่าจะนั่งเมื่อไร เป็นการทำบุญครั้งมหาศาลเมื่อนั้น" พระอาจารย์ว่าง เคยกล่าวในการอบรมสมาธิให้แก่เขาครั้งหนึ่ง

"เวลานั่งสมาธิ คุณหยุดหมดทั้งกาย วาจา และใจ ประตูทั้งสามปิดหมด บาปเข้ามาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจึงได้บุญมหาศาล ธรรมเนียมพุทธของเราได้อะไรดีๆ ต้องแบ่งให้คนอื่นเขา จงแบ่งบุญให้เขาเสียตั้งแต่ก่อนนั่งสมาธิ พอนั่งสมาธิเสร็จแล้วก็แบ่งให้เขาอีก แผ่เมตตาให้เขา..."

"เวลาจะแผ่เมตตา ใจของเราต้องบริสุทธิ์ ใส ไม่ขุ่นมัว ไม่เศร้าหมอง ไม่มีมลทิน ก่อนแผ่เมตตา จิตต้องสงบ ไม่โกรธ ไม่เสียใจ ไม่น้อยใจ ไม่หงุดหงิด ถือศีล และทำสมาธิเสียก่อน ชำระจิตของตัวเองให้สะอาดจริงๆ แล้วจึงแผ่เมตตาออกไป แผ่อย่างไม่เจาะจงว่าจะเป็นใคร จำนานเท่าไร อยู่ที่ไหน แผ่ออกไป ให้กว้างไกล ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ"

ธนุสปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระอาจารย์ว่าง ก่อนที่จะเริ่มทำสมาธิ เขาแผ่เมตตาให้แก่ตนเองและสัตว์อื่นก่อน จากนั้นเขาจึงเริ่มทำสมาธิ

ธนุสรู้ตัวว่า ยิ่งทำสมาธิของเขาก็ยิ่งแน่วแน่และมั่นคงขึ้นตามเวลาที่ล่วงไป บัดนี้เขาสามารถที่จะนั่งขัดสมาธิโดยไม่ไหวติงได้เป็นเวลานาน โดยไม่รู้จักเจ็บปวดหรือเมื่อย เขาสามารถปล่อยให้ทุกสิ่งที่มากระทบเขาผ่านไป โดยไม่ผูกพันหรือข้องแวะ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเสียงภายนอกหรือความรู้สึกนึกคิดของเขาเอง เขาทำสมาธิต่อไป โดยอยู่กับปัจจุบัน ไม่นึกไปข้างหลัง และไม่นึกไปข้างหน้า เขาอยู่กับทุกๆ ขั้นบันไดแห่งการพัฒนาทางจิตที่ตัวเขากำลังเหยียบและก้าวขึ้นไป

ก่อนหน้านั้น ธนุสยังทำสมาธิไม่สำเร็จ ยังทำสมาธิไม่ได้ผลสมบูรณ์ เพราะเขามัวไป 'อยาก' อยู่ อยากได้ความสงบ อยากเห็นผลของมัน ในทันทีที่เขาอยาก ใจของเขาก็เลยไม่อยู่กับลมหายใจ ไม่เป็นอานาปานสติ ครั้นพอธนุสรู้สาเหตุของปัญหาและปรับปรุงตัวในการทำสมาธิได้ เขาก็สามารถทำสมาธิด้วยความสงบได้มากขึ้นตามลำดับ ทุกครั้งที่มีเสียงภายนอกและความรู้สึกนึกคิดมากระทบและรบกวน เขาก็เพียงแต่รับรู้ว่า เสียงนั้นและความรู้สึกนึกคิดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่มารบกวนหรือขัดจังหวะ และปล่อยมันไป โดยไม่สนใจต่อไปอีก แล้วกลับมาหาลมหายใจของตนเอง กำหนดรู้แต่เพียงว่ากำลังหายใจเข้าและออกต่อไปอีก สมาธิของเขาเริ่มยาวนานและต่อเนื่องมากขึ้น

ในที่สุด กลางดึกคืนหนึ่ง ธนุสก็สามารถนั่งสมาธิและอยู่ในความสงบที่ยาวนานเป็นชั่วโมง โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรรบกวน หรือขัดขวางเป็นครั้งแรกในชีวิต

ธนุสพอใจวัดป่าแห่งนี้มาก เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ในภูมิประเทศอันเป็นป่าที่ยังค่อนข้างจะสมบูรณ์ในเขตอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ที่พอใจก็เพราะว่า มันห่างทั้งจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจากสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพเมียนมาร์หรือพม่า ที่ธนุสเคยไปปฏิบัติหน้าที่ลับที่สุดอยู่ใน 2 ประเทศนั้น ธนุสไม่ประสงค์ที่จะเผชิญกับอดีตปรปักษ์ของเขาอีก โดยเฉพาะในเมื่อเขากลายเป็นผู้ทรงศีลในกาสาวพัสตร์ไปแล้ว

ความสงบที่ได้รับจากสมาธิเป็นเหมือนยาเสพติดสำหรับธนุส มันทำให้เขาไม่หิวและไม่ง่วง บางวันธนุสขอและได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสให้ไม่ต้องออกบิณฑบาตและไม่ฉันอาหาร แต่ใช้เวลาแต่ลำพังผู้เดียว ทำสมาธิทั้งทุกอิริยาบถ ทั้งในท่านั่ง เดินและนอน

ในอดีตเมื่อยังต้องปฏิบัติหน้าที่ระหกระเหินอยู่ในภูมิประเทศทุรกันดารนั้น ธนุสคุ้นเคยกับการเดินวิบากอยู่แล้ว การทำสมาธิด้วยการเดิน หรือที่เรียกว่า 'เดินจงกรม' เขาจึงสามารถทำได้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายหรืออ่อนเพลีย ตรงกันข้ามธนุสกลับรู้สึกจิตสงบ ได้พัก และมีพลังจากการจดจ่ออยู่กับเท้าที่กำลังยกย่องและเหยียบลงไปเท่านั้น

.....................

เรียบเรียงจาก 'บ่วงบาศ' ของวิสิษฐ เดชกุญชร, 2546
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2006, 11:58:08 AM »

เซนของนักกลยุทธ์



เรื่อง : ดร.สุวินัย ภรณวลัย (www.suvinai-dragon.com )

การปฏิบัติธรรมของนักกลยุทธ์ (ตอน 2)

ธนุสไม่เคยนึกมาก่อนว่า การนอนในท่า ’สีหไสยาสน์’ คือ นอนตะแคงขวาแล้วทำสมาธิจนหลับไป จะทำให้การหลับของเขาเป็นไปอย่างสั้นแต่สมบูรณ์เช่นนั้น ในท่าอื่นๆ เขาเคยนอนเหมือนสลบไสลไม่มีสติสมปฤดี แต่การนอนทำสมาธิในท่าสีหไสยาสน์นั้น เขานอนได้เต็มอิ่มในชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3-4 ชั่วโมง แล้วก็ตื่นขึ้นมาทำธุระปกติได้โดยไม่รู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลียอีก

เขาเพิ่งตระหนักว่า ในการนอนหลับด้วยสมาธินั้น จิตได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์ไม่เหมือนกับการบังคับให้ตนนอนหลับที่ผู้นอนยังอาจฝันร้ายหรือละเมอได้ และเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วยังอาจจะรู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลียเหมือนกับว่า ไม่ได้พักผ่อนเลย

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ธนุสรู้ว่า ศีลของเขาสมบูรณ์ไม่มีบกพร่อง การระวังรักษาศีล 227 ข้อของสงฆ์อย่างเคร่งครัดและการทำสมาธิอันต่อเนื่องทำให้ธนุสรู้อยู่ตลอดเวลาว่า จิตของเขาสงบลง มั่นคงและสะอาดขึ้นเป็นลำดับ ทุกครั้งที่จิตประหวัดไปหาอดีตหรือทะยานไปสู่อนาคต ธนุสจะรู้ตัวและสามารถที่จะยุติความฟุ้งซ่านกวัดแกว่งของจิต แล้วกลับมาหาความสงบได้โดยเร็ว

ธนุสมั่นใจว่า จิตที่สงบและมีพลังแล้วจะสามารถเผชิญกับสถานการณ์ทุกชนิดได้และจะทำให้เขาเป็นฝ่ายอยู่เหนือสถานการณ์นั้น โดยที่มันไม่อาจจะทำอันตรายเขาได้ เพื่อที่จะให้จิตดำรงอยู่ในสมาธิอย่างแน่วแน่ ไม่โอนเอนวอกแวก ธนุสจึงขออนุญาตเจ้าอาวาสไม่ออกบิณฑบาตและฉันอาหารเป็นเวลา 7 วัน เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว เขาก็ออกจากกุฏิของตน เดินเท้าลึกเข้าไปในป่าแต่ลำพัง โดยมีแต่เครื่องอัฐบริขารกับกลดและกระติกน้ำติดตัวไปด้วยเท่านั้น

การปลีกตัวหลีกเร้นไปหาความสงบเช่นนั้น เป็นสิ่งที่พระกรรมฐานกระทำเป็นปกติ การอยู่ป่าเป็นสิ่งที่อดีตหัวหน้าหน่วยปราบกองโจรอย่างธนุสชอบและปฏิบัติอยู่เสมอเป็นครั้งคราว ส่วนการงดกินอาหารติดต่อกันเป็นเวลานาน กลับทำให้เขามีสมาธิที่แน่วและลึกจนกระทั่งลืมความหิว ทำให้เวลา 1 สัปดาห์ผ่านไปเร็วกว่าที่เขานึก

ธนุสรู้ว่า การทำสมาธิแต่ลำพังในป่า โดยงดอาหาร หรือฉันอาหารเพียงเท่าที่จำเป็น ทำให้สภาพจิตของเขาสมบูรณ์เต็มที่ จิตของเขาตื่นและไวไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่เผชิญไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นทุกข์หรือสุข

ทุกครั้งที่ธนุสปลีกตัวไปหาความสงัดในป่า เขาจะเลือกต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วก็ปักกลดที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น การเลือกที่อยู่ของเขาเป็นการกระทำเพื่อเสริมและอำนวยให้การปฏิบัติธรรมของเขาเป็นไปอย่างสมบูรณ์ การงดเว้นไม่ฉันอาหารเลย ทำให้เขามีเวลาสำหรับการทำสมาธิมากขึ้น หรือมีอยู่ตลอดเวลา ธนุสเองก็ตระหนักในความวิเศษของเวลาที่เขามีอยู่เป็นอันมากนั้น

ธนุสจึงนั่งอยู่ในความสงบอันเป็นผลของสมาธินานเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อหรือเมื่อยล้า ความหมายของป่าสำหรับเขาเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ป่าในบัดนี้มิใช่ที่อยู่หรือซุ่มซ่อนของมนุษย์ที่เป็นศัตรู ซึ่งคอยปองร้ายเขาเหมือนสมัยที่เขาเป็นนักรบ สำหรับนิราลโยภิกขุในตอนนี้ ป่าคือที่สงบหรือสงัดที่ต้นไม้และพืชพันธุ์นานาชนิด มีอิสรภาพตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ ปราศจากหรือห่างไกลการรบกวนของมนุษย์

เมื่อหยุดทำสมาธิ ธนุสรู้สึกเหมือนกับว่า ต้นไม้เป็นเพื่อนหรือญาติสนิทของเขา ดูเหมือนว่าไม้ทุกต้น หญ้าทุกใบจะแสดงไมตรีอันอบอุ่นอย่างประหลาด สัตว์ใหญ่นั้น สูญหายไปจากป่านั้นแล้ว ยังเหลืออยู่ก็แต่สัตว์เล็กๆ เช่น กระรอก กระแต กระต่าย ชะมด และไก่ป่า เท่านั้น แต่ที่ทำความอัศจรรย์ใจให้แก่ธนุสก็คือ สัตว์เหล่านั้นแสดงความเชื่อง ไม่กลัว และเข้าใกล้เขา เหมือนกับว่าเป็นสัตว์ที่เขาเลี้ยงมาเองเป็นเวลานาน แม้แต่งูซึ่งปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งคราวทั้งใหญ่และเล็กก็เลื้อยผ่านเขาไปอย่างใกล้ชิด

ธนุสระลึกได้ว่าในอดีตเมื่อเขายังรู้จัก ’เมตตา’ แต่ในนาม หากยังไม่ตระหนักในคุณค่าและอานุภาพของเมตตานั้น เขาฆ่างูทุกตัวที่พบไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก เพราะเขาอนุมานไว้ก่อนว่า มันอาจเป็นภัยต่อเขา แต่ผ้าเหลืองกับศีล 227 ข้อ ที่กำกับสมณเพศทำให้ทัศนคติของธนุสเปลี่ยนไป การเจริญเมตตาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทำให้ทุกชีวิตมีค่าขึ้นในความรู้สึกของเขา ในขณะเดียวกันมันก็คงจะเปลี่ยนท่าทีความรู้สึกที่ชีวิตเหล่านั้นมีต่อเขาด้วย

หลังจากปักกลดทำสมาธิอยู่ในป่าแต่ลำพังรูปเดียวตลอดคืน พอตอนสายของวันรุ่งขึ้น เขาจึงได้รู้ว่า มีงูเหลือมตัวใหญ่และยาวกว่าวาเลื้อยมาขดอยู่ใกล้กลด ไม่ยอมขยับเขยื้อน แม้เมื่อธนุสออกจากกลดและทำกิจวัตรของเขาแล้วตามปกติ ธนุสปล่อยวันไว้โดยไม่รบกวน วันต่อมางูเหลือมตัวนั้นจึงเลื้อยจากและหายเข้าป่าไป

ธนุสปักกลดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น ด้วยจิตที่ผ่องใสและปลอดโปร่ง เขาไม่มีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับผู้ใดหรือสิ่งใด เขาเชื่อว่าเมล็ดพืชแห่งความเมตตาที่เขาปลูกลงไปจะต้องงอกและเติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้พันธุ์เดียวกัน

ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายหลัง 4 โมง ป่ายังสว่างแต่เงียบสงัด กิ่งไม้ใหญ่น้อยโบกเบาๆ ตามกระแสลมที่อ่อน นกหลายตัวบินไปมาอยู่ในบริเวณนั้น ธนุสนั่งขัดสมาธิลงใต้กลดที่ยังเปิดอยู่เพื่อทำสมาธิอีกครั้ง

เขาหลับตา ตัวตั้งตรง และดำรงสติมั่นอยู่เฉพาะหน้า ตามคำสอนของพระพุทธองค์ในมหาสติปัฏฐานสูตร เขาหยุดคิดถึงสิ่งใด นอกจากลมหายใจที่กำลังเข้าและออกอยู่เท่านั้น

ธนุสไม่ได้คาดว่า ความสงบจะมาสู่เขาเร็วถึงเพียงนั้น เสียงนกร้องและใบไม้ส่ายเพราะแรงลม เบาลงเหมือนถูกหรี่ด้วยปุ่มบังคับ ความดำมืดที่เกิดเพราะหลับตา กลายเป็นความขาวนวลเหมือนกับว่าภายนอกมีแสงสว่างชนิดหนึ่งส่องมาอาบร่างของเขา

’นิมิต’ กำลังบังเกิดขึ้นในสมาธิของธนุส เขารู้ตัวตลอดเวลาว่า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เขาไม่ตกใจและไม่ต้องการจะรู้มากกว่านั้น เขาบอกตัวเองว่า เขายังนั่งสมาธิอยู่ และเพียงแต่ตระหนักในปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนั้น โดยไม่คาดการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เขาปล่อยให้มันเกิดและดำเนินไปโดยไม่เข้าไปข้องแวะกับมัน

เขาเพียงรู้ว่า เกิดอะไรหรือรู้สึกอะไรเท่านั้น แล้วก็ตระหนักในความทุกข์ ความไม่เที่ยงและความปราศจากตัวตนของสิ่งนั้น ก่อนที่จะปลงหรือวางสิ่งนั้นลงเสีย

...............

(เรียบเรียงจาก ‘บ่วงบาศ’ ของวสิษฐ เดชกุญชร, สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2546)
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2006, 13:46:46 PM »

คัดจากกรุงเทพธุรกิจ

เซนของนักกลยุทธ์



โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย www.suvinai-dragon.com

พุทธบำเพ็ญของนักกลยุทธ์ (ตอน 1)

วิสัยของผู้รู้แจ้ง เป็นดุจห้วงน้ำลึกอันสงบเยือกเย็น เปี่ยมไปด้วย ปัญญาแห่งธรรม ที่มาจากการสำรวจตัวเอง จากประสบการณ์ทางวิญญาณอันแท้จริงของตน และจากการมีสติระลึกรู้ ตระหนักรู้ในตนอยู่ทุกขณะ

ปัญญาแห่งธรรม จึงไม่อาจอยู่ได้อย่างโดดๆ หรือแยกตัวออกจากพุทธะได้ ถ้าแยกธรรมออกจากพุทธะ ความเป็นพุทธะก็เป็นอันสูญหาย เพราะพุทธะเป็นผู้ค้นพบธรรมและเป็นผู้บำเพ็ญธรรม โดยวิปัสสนาสมาธิ ธรรมที่ค้นพบและบำเพ็ญนี้ ทำให้คนธรรมดากลายเป็นพุทธะ พุทธะจึงเป็นแก่นแท้ของธรรม พุทธะและธรรมต่างก็เป็นการแสดงออก การเผยออกของใจที่เป็นจิตเดิมแท้

การบรรลุธรรม หรือบรรลุมรรคผลนิพพานในความเข้าใจของคนธรรมดา มันแทบไม่ต่างจากความฝันเลย คือนึกคิดไปเอง เพราะในภาวะแห่งความตระหนักรู้อันยิ่งที่ว่างจากการปรุงแต่งของจิตใดๆ แล้ว มันไม่มีอะไรที่ต้องมุ่งมั่นไปบรรลุเลย

การถ่ายทอดแบบเซน ต้องเป็นการสอนแบบจากใจสู่ใจเท่านั้น เพราะเซนเป็นสภาวะจิตที่ไม่อาจชี้แจงโดยภาษาให้กระจ่างได้โดยสมบูรณ์ ยิ่งใช้ภาษาบรรยายกลับยิ่งทำให้ห่างไกลจากสภาวะนั้น การสอนธรรมที่แท้จริง คือ การใช้วิธีจากใจสู่ใจ ชี้ตรงไปยังจิตมนุษย์ บรรลุความเป็นพุทธะเท่านั้น

พื้นฐานของการฝึกเซน คือ การทำตนเองให้เป็นอิสระ ความเป็นอิสระ คือ การเป็นตัวของตัวเอง คือ การละวางไม่ผูกมัดยึดติดกับอะไร ดำเนินชีวิตตาม วิถีแห่งธรรมชาติ มีจิตใจกว้างขวาง ปล่อยวางต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

ในสายตาของผู้บำเพ็ญเซน จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โศกนาฏกรรม อย่างแท้จริง เพราะชีวิตที่เขาดำรงอยู่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นผูกติดกับสิ่งใด มีอิสรเสรีอย่างเต็มที่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า มีแต่คนที่เป็นอิสระเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงเซนได้

วิถีแห่งเซน คือ การฝึกใจให้สงบ บำเพ็ญตบะ ใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อบรรลุถึงใจที่ไม่ยึดมั่นในความสูงส่งหรือต่ำต้อย ในความบริสุทธิ์หรือสกปรก ตั้งอยู่ในความว่างที่เป็นอนัตตา หมดจดอย่างไร้ธุลีในจิตใจและไร้ร่องรอยรูปลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อการนี้จึงไม่มีสรรพสิ่งใดๆ ให้ต้องไปแสวงหาหรือปรารถนาอีกต่อไป

ใจที่คิดว่าตัวเองสูงส่งแล้ว และต่อให้สูงส่งจริงๆ ก็ยังเป็นใจที่เริ่มเอียงหลุดไปจากความเที่ยงธรรมและความว่าง เพราะถ้าใจที่คิดว่าสิ่งนี้ดี ถูกต้อง ก็ต้องมีใจที่คิดว่า สิ่งอื่นไม่ดี ไม่งาม ไม่ถูกต้องดำรงอยู่เช่นกัน ใจที่เริ่มมีการแบ่งแยกเช่นนี้ จึงเป็นใจที่เริ่มเอนเอียงแล้ว และยังมิใช่ใจที่สามารถสงบสุขได้อย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ ใจของเซน จึงต้องเป็นใจที่ไม่ติดยึด ไม่หยุดยั้งในจุดใดจุดหนึ่งหรือที่ใดที่หนึ่ง เพราะใจที่ยึดหยุดในจุดใดจุดหนึ่ง ยังเป็นใจที่ถูกกักขัง ถูกผูกมัดไว้จนไม่เป็นอิสระ แม้แต่ใจที่เพ่งธรรมมากเกินไป ธรรมนั้นมักจะไปคอยดึงใจอยู่เสมอ จนใจถูกผูกมัดได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ถ้าเคร่งธรรม เคร่งคัมภีร์อย่างเดียว ก็ยากที่จะเข้าถึงสภาวะจิตอย่างเซน จงแนบแน่นกับความว่าง แต่ต้องไม่คิดไปแนบแน่น จงแสวงหาโพธิญาณ อย่างไม่คิดไปแสวงหาโพธิญาณ นี่คือ การบำเพ็ญแบบเซน !

การบำเพ็ญอย่าง เซน จะต้องมีจิตเจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่มีอย่างอื่นเคลือบแฝง มิใช่เพื่อเหนือใครหรือเพื่อควบคุมจิตใจใคร แต่เพื่ออยู่ในความเป็นพุทธะเท่านั้น

จงฝึกใจให้กว้างใหญ่เทียมท้องฟ้า ที่มีแต่ความว่างอันยิ่งใหญ่ไพศาล และเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยพลังชีวิต นี่แหละคือ ใจของฟ้า และ เป็นใจของเซน ด้วย

คนเราถ้าปล่อยใจให้มันวิวัฒนาการเองตามยถากรรม บางทีมันอาจกินเวลาเป็นพันเป็นหมื่นปีกว่าจะรู้แจ้งในธรรมได้โดยบังเอิญ แต่ถ้าฝึกเซน บำเพ็ญใจแล้ว คนเราย่อมสามารถเข้าถึงความเป็นพุทธะได้ภายในชีวิตนี้

เพราะครูเซน รู้ดีว่า ใจคือธรรมและใจคือพุทธะ จึงไม่ออกไปแสวงหาจากข้างนอก ตามที่ต่างๆ อย่างโง่เขลา อย่างไร้จุดหมาย โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่แสวงหานั้นอยู่ที่ใด

แต่ถ้าหากคนผู้นั้นค้นพบได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ตนเฝ้าแสวงหานั้น มันอยู่ที่ใจของตนนี่เอง ไม่ใช่ที่อื่น เขาจะไม่หลงทางอีกต่อไป และสามารถเข้าถึงธรรมได้โดยพลัน

ห้องที่ว่างเปล่าห้องหนึ่ง กับสัตว์ร้ายนานาชนิดภายในห้องพุทธบำเพ็ญ คือการเดินเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านี้ และเผชิญกับสัตว์อันตรายเหล่านั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน

ห้องที่ว่างเปล่า คือ ความสงบว่าง สัตว์ร้ายต่างๆ คือความหลงที่อาศัยอยู่ในห้อง

การอยู่กับความสงบว่าง ร่วมกับ ความหลงนานาชนิด คือพุทธบำเพ็ญ และเป็นการฝึกเจริญสติอันยิ่ง
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ยอนละไม
Full Member
***
กระทู้: 388


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 14 ธันวาคม 2006, 20:33:05 PM »

นิธิ เอียวศรีวงศ์ / มติชนสุดสัปดาห์ ฉ. วันที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1373

ความทะเยอทะยาน

เคยดูโฆษณาทางทีวีใช่ไหมครับ ที่ คุณบัณฑิต อึ้งรังสี เดินไปนิวยอร์ก แล้วไปถามเขาว่าจะไปให้ถึงคาร์เนกีฮอลได้อย่างไร เขาจึงตอบว่าก็ซ้อมแล้วก็ซ้อมแล้วก็ซ้อม...

โชคดีที่คุณบัณฑิตไม่ได้อยู่ที่วอชิงตันดีซี แล้วไปถามใครว่าจะไปทำเนียบขาวอย่างไร

โฆษณานี้เขาจะขายอะไรก็ตาม แต่เขาแทรกสินค้าของเขามากับความทะเยอทะยานของคนไทยซึ่งไม่แพ้ใครในโลก เพียงแต่ต้องมีความทะเยอทะยานพอจะไปให้ถึงเท่านั้น

แต่ในคนไทยรุ่นผม ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งกำกวมนะครับ จะว่าดีก็ไม่เชิง มักออกไปในทางไม่ค่อยดีมากกว่า

ผมจำได้ว่า ผมสับสนกับความหมายของคำนี้ครั้งแรกเมื่อพี่สาวคนโตของผมซึ่งไปโตในโรงเรียนประจำของมิชชันนารีอเมริกัน ตำหนิพี่สาวอีกคนหนึ่งว่า เป็นคนไม่มีความทะเยอทะยาน

ไม่มีความทะเยอทะยานน่าจะแปลว่าเป็นคนดีไม่ใช่หรือครับ ทำไมถึงใช้เป็นข้อตำหนิได้

ภาษาไทยเคยใช้คำทะเยอทะยานมาในความหมายว่า อะไรก็ตาม แต่พอเรานำมันมาแปลภาษาอังกฤษว่า ambition คราวนี้ก็ชักจะสับสนว่ามันดีหรือไม่ดีกันแน่

อันที่จริงแม้ในภาษาอังกฤษเอง คำนี้ก็มีสองความหมาย อันแรกแปลว่าอยากได้ทรัพย์, ชื่อเสียงหรืออำนาจอย่างรุนแรงเฉยๆ แต่อีกความหมายหนึ่งแปลว่าอยากได้อะไรที่ได้ยากๆ หรือทำอะไรที่ทำได้ยากๆ สำเร็จ

แต่ไม่มีข้อจำกัดในความหมายของภาษาอังกฤษว่า ที่อยากได้อยากเป็นอยากทำนั้นมันชอบธรรมหรือไม่ ได้แล้วเป็นแล้วทำแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะมีการแบ่งแยกการใช้กันโดยไม่มีข้อกำหนดแน่ชัดนัก คืออยากดิบๆ (desire) ก็อย่างหนึ่ง แต่ถ้าอยากชนิดที่ต้องลงมือลงแรงทำอะไรเป็นเวลานานๆ (เช่น ซ้อม, ซ้อม, แล้วก็ซ้อม) ก็เป็นความทะเยอทะยาน (ambition)

ความอยากในระบบศีลธรรมคริสเตียนนั้นไม่บาป ยกเว้นแต่เป็นความอยากที่ละเมิดคำสั่งของพระเจ้าเช่นบัญญัติสิบประการ (อยากได้เมียของเพื่อนบ้าน เป็นต้น) หรือละเมิดบาปหนัก 7 ประการ (Sevan deadly Sins หนักเพราะละเมิดอย่างหนึ่งก็นำไปสู่การละเมิดอื่นๆ ตามมา)

ฉะนั้น การมีความอยากรุนแรง โดยเฉพาะอยากที่ต้องทำงานหนักหรือวางวินัยควบคุมตัวเองให้บรรลุผล จึงไม่ค่อยมีนัยะของความชั่วร้ายติดอยู่ ซ้ำยิ่งกว่านั้นความบากบั่นขยันหมั่นเพียร (เพื่อบรรลุเป้าประสงค์) ก็น่าจะเป็นบุญด้วยซ้ำเพราะความเกียจคร้านเป็นหนึ่งในบาปหนัก 7 ประการ

ตรงกันข้ามนะครับ ความอยากในระบบศีลธรรมของพระพุทธศาสนาเป็น "บาป" (ในพระพุทธศาสนาน่าจะแปลว่าทำให้เกิดทุกข์หรือทำให้จิตใจห่างไกลจากความหลุดพ้นมากขึ้น) ยิ่งอยากมากยิ่ง "บาป" มาก ถึงขนาดวางแผนกันเป็นปีๆ หรือชั่วชีวิต ก็เป็นอันไม่ต้องปล่อยวางอะไรเลยทั้งชีวิตจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้

แม้แต่เป้าหมายที่วางไว้นั้นชอบธรรม เช่น อยากเป็นพระอรหันต์, อยากคิดยารักษาเอดส์ให้หายขาด ฯลฯ แต่ผลักดันตัวเองไปสู่เป้าหมายนั้นด้วยความอยากก็ "บาป" เพราะความอยากทั้งหลายย่อมมาจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน

เราจึงถูกสอนให้มองความทะเยอทะยานด้วยความระแวง เพราะถึงอย่างไร ความทะเยอทะยานก็เป็นความอยากที่รุนแรงอย่างหนึ่งแน่

แต่ทังนี้ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่มีความอยากนะครับ ก็เหมือนมนุษย์ขี้เหม็นทั้งโลก เราก็มีความอยากในชีวิตอยู่เป็นประจำ เพียงแต่จะต่างกับฝรั่งก็คือ เราอยากเฉยๆ โดยไม่ได้วางแผน, ทำงาน, วางวินัยให้ตัวเอง, หรือบากบั่นกันเป็นเวลานานๆ เพื่อบรรลุเป้าประสงค์นั้น

(พูดอย่างนี้ก็อาจจะเกินไปนะครับ คงมีคนไทยที่ทะเยอทะยานมาแต่โบราณแล้ว เช่น พระเจ้าปราสาททองนั้น คงไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินเพราะฟลุคแน่ แต่วางแผนและดำเนินการเพื่อบรรลุพระราชบัลลังก์มานาน จึงอาจกล่าวได้ว่าพระยากลาโหมสุริยวงศ์มีความทะเยอทะยานจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินมานานแล้วก่อนเสวยราชย์)

ผมเคยถามคนไทยที่ดังๆ หลายคนในปัจจุบันว่า เขาเคยอยากเป็นอะไรเมื่อตอนเด็กมาจนหนุ่ม ทุกคนตอบเหมือนกันว่าอยากเป็นอะไรหลายอย่าง เปลี่ยนไปตามวัย แต่ล้วน "ต่ำ" กว่าที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งนั้น เช่น ศาสตราจารย์คนหนึ่งจนเมื่อจบการศึกษาจากอังกฤษกลับมาเมืองไทยแล้ว คิดว่าชีวิตนี้ได้เป็นครูใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบหรือเทพศิรินทร์ก็สุดยอดแล้ว มาในภายหลังเขาได้เป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง

ผู้ว่าฯ อยากเป็นแค่นายอำเภอ, อธิบดีอยากเป็นแค่หัวหน้ากอง, อภิมหาเศรษฐีอยากได้เป็นเจ้าของบ้านจัดสรรสักร้อยตารางวาเท่านั้น, ฯลฯ เป็นต้น

ความใฝ่ฝันที่อยู่กับตัวมานานจนจำได้ของผมคือ อยากเป็นกระเป๋ารถเมล์



แต่ทั้งหมดเหล่านี้ก็ไม่มีใครมุมานะบากบั่นให้ได้มาซึ่งความใฝ่ฝันเหล่านั้น เพราะเป็นความอยากที่ไม่จริงจังอะไร มีลูกหลานชาวอีสานเยอะแยะนะครับ ที่บากบั่นเรียนหนังสือเพื่อจะได้เป็นผู้ว่าฯ ที่เคารพประชาชน แต่ในที่สุดก็ลงท้ายที่ครู เพราะเมื่อสอบเข้ารัฐศาสตร์ไม่ได้ ผ่าไปติดครุศาสตร์แทนก็ตัดสินใจว่าได้แล้วก็เอาเลย แทนที่จะลาออกมาสอบใหม่ในปีหน้า เป็นต้น

คนไทยรุ่นผมส่วนใหญ่แล้ว ไม่มีความทะเยอทะยาน ชีวประวัติของพวกเราจึงจืดสนิท ชีวิตมีแต่เรื่องกินขี้สี่นอนเท่านั้น ที่ได้เป็นโน่นเป็นนี่ขึ้นมาในภายหลัง ก็ไม่ได้มาจากความทะเยอทะยานเท่ากับดวง (เราถึงเชื่อดวงนักไงครับ) จำได้ใช่ไหมครับว่า จันทา พระเอกแลไปข้างหน้าของศรีบูรพานั้นได้เรียนหนังสือเพราะโชคดีที่ท่านเจ้าคุณอยากได้บ่าวไว้คอยดูแลลูกที่โรงเรียน

ฉะนั้น หากคิดจะเขียนชีวประวัติใคร ควรเริ่มต้นด้วยการคิด "นิทาน" เอาไว้ล่วงหน้าหลายเรื่องหน่อย เช่น อ่านหนังสือจากแสงหิ่งห้อย, แอบเรียนหนังสือเพราะไม่มีสิทธิ์เรียน, หัดเขียนหนังสือที่ชายหาดเพราะไม่มีเงินซื้อกระดาษดินสอ, ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากไม่มีความทะเยอทะยานแล้ว ยังมองความทะเยอทะยานด้วยความระแวงอย่างที่กล่าวแล้วด้วย ผมจำได้ว่าคำนี้ถูกใช้ในเชิงตำหนิมาก่อนนะครับ พจนาจุกรมฉบับมติชนให้ความหมายของคำนี้ว่า "ใฝ่สูง, เหิมหาญใฝ่ฝันอยากให้ดีเด่นกว่าที่เป็นอยู่" อย่างนี้แหละครับ ทั้งใฝ่สูง ทั้งเหิมหาญเชียวนะครับ

ต่อมาเมื่อเริ่มรู้จักความคิดฝรั่งมากขึ้น ก็ได้พบว่าการที่คนไทยปราศจากความทะเยอทะยานนี้ ฝรั่งมองว่าเป็นเรื่องน่าสมเพช ที่สังคมไทยไม่ "ก้าวหน้า" หรือ "เจริญ" เหมือนเขา ก็เป็นเพราะคนไทยไม่มีความทะเยอะทะยาน

คือไม่แปรความฝันของตัวให้เป็นความจริง

แล้วจากนั้น ผมก็ได้ยินคำสอนของคนไทยเอง ทั้งครู, โฆษกทีวี, นักอภิปรายทางทีวี, และผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองส่งเสริมให้คนไทยมีความทะเยอทะยาน แม้แต่คำที่น่าจะก่อให้เกิดความสุขสงบทางจิตใจที่สุดเช่นคำว่า "ไม่เป็นไร" ผู้ใหญ่สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังตำหนิเลยว่า ไม่ควรใช้ทำนองว่าหากอะไรๆ ก็ "ไม่เป็นไร" ไปเสียหมด แล้วจะมีความมุ่งมั่นบากบั่นในเรื่องอะไรได้ ขาดความทะเยอทะยานในชีวิตนะครับ

ชีวประวัติของวีรบุรุษถูกเล่ากันใหม่ให้เป็นคนที่วางเป้าหมายอันสูงสุดไว้เบื้องหน้า แล้วก็มุ่งมั่นบากบั่นไปให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้

ไม่เชื่อกลับไปอ่านพระราชประวัติพระนเรศวรมหาราชดูก็ได้นะครับ ฉบับเก่าๆ ที่เขาเล่ากันมาเป็นตำนานแต่โบราณนั้น จะว่าท่านมีความทะเยอทะยานที่จะกู้เอกราชของกรุงศรีอยุธยาก็ไม่ใช่ บารมีของท่านเองต่างหากที่ทำให้ท่านไม่เป็น "เอกราช" ไม่ได้ (เอกราชในภาษาไทยโบราณแปลว่า เป็นพระเจ้าแผ่นดินคนเดียวในแผ่นดิน คือไม่ต้องขึ้นกับพระเจ้าแผ่นดินอื่น ซึ่งแปลว่าในแผ่นดินนั้นมีพระราชาเกินหนึ่ง) และที่ต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับกรุงหงสาวดีก็เพราะ พระเจ้าแผ่นดินพม่าไม่รักษาความสัตย์สุจริต คิดประทุษร้ายต่อพระองค์ก่อน

ไม่เกี่ยวอะไรกับความทะเยอทะยานเลยนะครับ

แต่พระราชประวัติที่เขียนรุ่นหลัง ทำให้พระองค์กลายเป็นนักชาตินิยมที่ตั้งพระทัยจะกู้เอกราชมาตั้งแต่ถูกจับไปเมืองพม่าในฐานะเชลยแล้ว คือมีความทะเยอทะยานมาแต่ทรงพระเยาว์ แล้วก็สามารถทำความทะเยอทะยานของพระองค์ให้บรรลุผลจนได้ในบั้นปลาย

วีรบุรุษใหม่ซึ่งเราสร้างขึ้นในรุ่นหลัง ก็ต้องมีประวัติที่แสดงความทะเยอทะยาน ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์, ชื่อเสียง เกียรติยศ หรืออำนาจก็ตาม

และในปัจจุบัน ความทะเยอทะยานก็แทรกเข้ามาแม้ในโฆษณาสินค้า เพราะกลายเป็นคำสอนที่ได้รับการยอมรับกันมาก

แต่ผม และคงจะรวมถึงคนไทยรุ่นผมด้วย รู้สึกว่าวีรบุรุษและคนเก่งทั้งหลายที่เขาแนะนำกันในปัจจุบัน ดูจะเป็นอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งซึ่งไม่เหมือนกับพวกผม

ผมไม่ได้หมายความว่าเหมือนพวกผมแล้วดีนะครับ ให้เขากลายเป็นคนเฉื่อยเนือยแบบเรา เขาก็คงขยะแขยงที่จะเป็น เช่นเดียวกับที่จะให้เราไปมีความทะเยอทะยานแบบเขาเราก็ไม่เอา แค่คิดก็เหนื่อยจนบอกไม่ถูกแล้ว

คงเหมือนเรื่องอื่นๆ ในเมืองไทยอีกหลายเรื่องนะครับ คือมีประชากรที่เปลี่ยนค่านิยมไปแล้ว กับประชากรที่ยังเปลี่ยนน้อยกว่ากันมาก ต่างมองโลก, ชีวิต, สังคม, อดีตและอนาคตต่างกันไปคนละด้าน

แต่ตราบเท่าที่สังคมอนุญาตให้ต่างฝ่ายต่างเลือกจะดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่ตัวชื่นชอบ ก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อไรที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดคิดว่าตัวเป็นผู้ผูกขาดอำนาจทางศีลธรรมอยู่ฝ่ายเดียว แล้วเริ่มบังคับให้คนอื่นเลือกวิถีชีวิตที่ตัวเห็นว่าถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว เมื่อนั้นคงจะหาความสงบสุขในสังคมได้ยาก
บันทึกการเข้า
ยอนละไม
Full Member
***
กระทู้: 388


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 14 ธันวาคม 2006, 20:46:22 PM »

             แท้จริงแล้วการเลือกดำเนินชีวิตโดยแนวทางแห่งพุทธศาสนา หรือแม้แต่แนวทางอันมีวัฒนธรรมไทยเป็นแก่นนั้น หาใช่จะยึดเอาถ้อยคำหรือชุดความคิดใดเพียงโดด

             เพราะหากเป็นเช่นนั้น ทั้งพุทธศาสนาและสังคมไทยคงจะล่มจมไปนานแล้ว ....

             เราอาจมองว่า การสอนที่ไม่ให้มีความทะเยอทะยาน ไม่ให้มีความทะยานอยากคือบ่อเกิดแห่งการหยุดนิ่งไม่พัฒนา เป็นตัวถ่วงไม่ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในชีวิต

             ซึ่งในความหมายของพุทธศาสนานั้นคือ มุ่งหวังให้พุทธศาสนิกชนมุ่งเข็มชีวิตไปบนความพอดีพอเพียง ไม่ตึงไม่ย่อหย่อน (มชฺฌิมา ปฏิปทา) และอย่างมี "สัมมาอาชีวะ" หาใช่หยุดความทะเยอทะยานไว้อย่างงอมืองอเท้าแต่อย่างใด

             
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2006, 08:20:36 AM »

คัดจากกรุงเทพธุรกิจ

เซนของนักกลยุทธ์



โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย www.suvinai-dragon.com

พุทธบำเพ็ญของนักกลยุทธ์ (ตอน 1)


วิสัยของผู้รู้แจ้ง เป็นดุจห้วงน้ำลึกอันสงบเยือกเย็น เปี่ยมไปด้วย ปัญญาแห่งธรรม ที่มาจากการสำรวจตัวเอง จากประสบการณ์ทางวิญญาณอันแท้จริงของตน และจากการมีสติระลึกรู้ ตระหนักรู้ในตนอยู่ทุกขณะ

ปัญญาแห่งธรรม จึงไม่อาจอยู่ได้อย่างโดดๆ หรือแยกตัวออกจากพุทธะได้ ถ้าแยกธรรมออกจากพุทธะ ความเป็นพุทธะก็เป็นอันสูญหาย เพราะพุทธะเป็นผู้ค้นพบธรรมและเป็นผู้บำเพ็ญธรรม โดยวิปัสสนาสมาธิ ธรรมที่ค้นพบและบำเพ็ญนี้ ทำให้คนธรรมดากลายเป็นพุทธะ พุทธะจึงเป็นแก่นแท้ของธรรม พุทธะและธรรมต่างก็เป็นการแสดงออก การเผยออกของใจที่เป็นจิตเดิมแท้

การบรรลุธรรม หรือบรรลุมรรคผลนิพพานในความเข้าใจของคนธรรมดา มันแทบไม่ต่างจากความฝันเลย คือนึกคิดไปเอง เพราะในภาวะแห่งความตระหนักรู้อันยิ่งที่ว่างจากการปรุงแต่งของจิตใดๆ แล้ว มันไม่มีอะไรที่ต้องมุ่งมั่นไปบรรลุเลย

การถ่ายทอดแบบเซน ต้องเป็นการสอนแบบจากใจสู่ใจเท่านั้น เพราะเซนเป็นสภาวะจิตที่ไม่อาจชี้แจงโดยภาษาให้กระจ่างได้โดยสมบูรณ์ ยิ่งใช้ภาษาบรรยายกลับยิ่งทำให้ห่างไกลจากสภาวะนั้น การสอนธรรมที่แท้จริง คือ การใช้วิธีจากใจสู่ใจ ชี้ตรงไปยังจิตมนุษย์ บรรลุความเป็นพุทธะเท่านั้น

พื้นฐานของการฝึกเซน คือ การทำตนเองให้เป็นอิสระ ความเป็นอิสระ คือ การเป็นตัวของตัวเอง คือ การละวางไม่ผูกมัดยึดติดกับอะไร ดำเนินชีวิตตาม วิถีแห่งธรรมชาติ มีจิตใจกว้างขวาง ปล่อยวางต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

ในสายตาของผู้บำเพ็ญเซน จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โศกนาฏกรรม อย่างแท้จริง เพราะชีวิตที่เขาดำรงอยู่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นผูกติดกับสิ่งใด มีอิสรเสรีอย่างเต็มที่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า มีแต่คนที่เป็นอิสระเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงเซนได้

วิถีแห่งเซน คือ การฝึกใจให้สงบ บำเพ็ญตบะ ใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อบรรลุถึงใจที่ไม่ยึดมั่นในความสูงส่งหรือต่ำต้อย ในความบริสุทธิ์หรือสกปรก ตั้งอยู่ในความว่างที่เป็นอนัตตา หมดจดอย่างไร้ธุลีในจิตใจและไร้ร่องรอยรูปลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อการนี้จึงไม่มีสรรพสิ่งใดๆ ให้ต้องไปแสวงหาหรือปรารถนาอีกต่อไป

ใจที่คิดว่าตัวเองสูงส่งแล้ว และต่อให้สูงส่งจริงๆ ก็ยังเป็นใจที่เริ่มเอียงหลุดไปจากความเที่ยงธรรมและความว่าง เพราะถ้าใจที่คิดว่าสิ่งนี้ดี ถูกต้อง ก็ต้องมีใจที่คิดว่า สิ่งอื่นไม่ดี ไม่งาม ไม่ถูกต้องดำรงอยู่เช่นกัน ใจที่เริ่มมีการแบ่งแยกเช่นนี้ จึงเป็นใจที่เริ่มเอนเอียงแล้ว และยังมิใช่ใจที่สามารถสงบสุขได้อย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ ใจของเซน จึงต้องเป็นใจที่ไม่ติดยึด ไม่หยุดยั้งในจุดใดจุดหนึ่งหรือที่ใดที่หนึ่ง เพราะใจที่ยึดหยุดในจุดใดจุดหนึ่ง ยังเป็นใจที่ถูกกักขัง ถูกผูกมัดไว้จนไม่เป็นอิสระ แม้แต่ใจที่เพ่งธรรมมากเกินไป ธรรมนั้นมักจะไปคอยดึงใจอยู่เสมอ จนใจถูกผูกมัดได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ถ้าเคร่งธรรม เคร่งคัมภีร์อย่างเดียว ก็ยากที่จะเข้าถึงสภาวะจิตอย่างเซน จงแนบแน่นกับความว่าง แต่ต้องไม่คิดไปแนบแน่น จงแสวงหาโพธิญาณ อย่างไม่คิดไปแสวงหาโพธิญาณ นี่คือ การบำเพ็ญแบบเซน !

การบำเพ็ญอย่าง เซน จะต้องมีจิตเจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่มีอย่างอื่นเคลือบแฝง มิใช่เพื่อเหนือใครหรือเพื่อควบคุมจิตใจใคร แต่เพื่ออยู่ในความเป็นพุทธะเท่านั้น

จงฝึกใจให้กว้างใหญ่เทียมท้องฟ้า ที่มีแต่ความว่างอันยิ่งใหญ่ไพศาล และเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยพลังชีวิต นี่แหละคือ ใจของฟ้า และ เป็นใจของเซน ด้วย

คนเราถ้าปล่อยใจให้มันวิวัฒนาการเองตามยถากรรม บางทีมันอาจกินเวลาเป็นพันเป็นหมื่นปีกว่าจะรู้แจ้งในธรรมได้โดยบังเอิญ แต่ถ้าฝึกเซน บำเพ็ญใจแล้ว คนเราย่อมสามารถเข้าถึงความเป็นพุทธะได้ภายในชีวิตนี้

เพราะครูเซน รู้ดีว่า ใจคือธรรมและใจคือพุทธะ จึงไม่ออกไปแสวงหาจากข้างนอก ตามที่ต่างๆ อย่างโง่เขลา อย่างไร้จุดหมาย โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่แสวงหานั้นอยู่ที่ใด

แต่ถ้าหากคนผู้นั้นค้นพบได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ตนเฝ้าแสวงหานั้น มันอยู่ที่ใจของตนนี่เอง ไม่ใช่ที่อื่น เขาจะไม่หลงทางอีกต่อไป และสามารถเข้าถึงธรรมได้โดยพลัน

ห้องที่ว่างเปล่าห้องหนึ่ง กับสัตว์ร้ายนานาชนิดภายในห้องพุทธบำเพ็ญ คือการเดินเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านี้ และเผชิญกับสัตว์อันตรายเหล่านั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน

ห้องที่ว่างเปล่า คือ ความสงบว่าง สัตว์ร้ายต่างๆ คือความหลงที่อาศัยอยู่ในห้อง

การอยู่กับความสงบว่าง ร่วมกับ ความหลงนานาชนิด คือพุทธบำเพ็ญ และเป็นการฝึกเจริญสติอันยิ่ง
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2006, 08:23:27 AM »

เซนของนักกลยุทธ์


หน้า 8 /เซนของนักกลยุทธ์/ฉบับ 12 พ.ย.

เรื่อง : ดร.สุวินัย ภรณวลัย www.suvinai-dragon.com

สุญญตาของนักกลยุทธ์ (ตอน 2 )


พื้นฐานของการปฏิบัติธรรมคือ ใจที่สุขสงบ ใจอย่างนี้ได้มาด้วยการฝึกฝนและซาบซึ้งในธรรมเท่านั้น

ใจที่สุขสงบ มิใช่สิ่งที่คนเราจะทำได้ง่ายๆ และก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครคนอื่นคนไหนจะทำให้หรือมอบให้แก่ใครได้ มันเป็นความว่างจากสิ่งร้อยรัดทั้งปวง ความว่างนี้แหละคือ ความสุขสงบ

หากใจว่างได้ ถึงไม่มองก็เห็น ถึงไม่ฟังก็ได้ยิน ถึงไม่คิดก็รู้ได้

จงฝึกทำจิตใจ ฝึกรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งให้ได้อยู่เสมอ จงฝึกกระทั่งตัวเองสามารถดิ่งเข้าสู่สภาวะของฌาน จากสภาวะนี้จงใช้ปัญญาของตนพิจารณาสภาวะธรรม เพื่อตัดขาด หลุดพ้นอยู่เหนือสภาวธรรมทั้งปวงนั้น

วิถีของเซน ไม่ต้องอาศัยคัมภีร์อักษร แม้ศึกษาคัมภีร์ก็ไม่ถูกมัดติดด้วยกรอบใดๆ เรียนรู้ทุกอย่างด้วยใจ ถ่ายทอดจากจิตสู่จิต ชี้ตรงดิ่งไปยังจิตเดิมแท้ของมนุษย์

การนั่งสมาธิแบบเซน ไม่จำเป็นต้องทำตัวให้นิ่งสงบเหมือนก้อนหิน หรือท่อนไม้อยู่ตลอดเวลา แต่มุ่งเน้นให้เต็มเปี่ยมไปด้วยวิปัสสนาญาณที่มีปัญญาเคลื่อนไหวอยู่ภายใน และสามารถตระหนักรู้แลเห็น ความเคลื่อนไหวของปัญญาภายในนั้นได้อย่างแจ่มชัด

แม้กายเคลื่อน ใจต้องไม่เคลื่อน

ทุกข์ สุข บุญ กรรม เฉกเช่นกับเงาตามตัว ผู้มีปัญญาคือ ผู้ที่รู้จักตนเอง ใจสงบนิ่งไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะเผชิญกับภาวะใดๆ

ละทิ้งความเพ้อเจ้อ หยุดแสวงหาสิ่งที่ก่อกิเลส ผู้ใดที่มาถึงจุดที่หยุดแสวงหาทุกๆ อย่างได้ ผู้นั้นก็ถึงพร้อมที่จะบรรลุธรรม

‘ความฉลาด’ ที่คนเรามีมักเป็นที่มาของความดื้อรั้น ถือตัว ยึดมั่นถือมั่นในทัศนะของตน จนเป็นอุปสรรคต่อการรู้แจ้ง

ผู้ที่ยินยอมดำรงชีวิตอยู่ด้วยความซื่อสัตย์ ซื่อตรง จริงใจ ยอมละทิ้ง ‘ความฉลาด’ ของตน ยอมเป็น‘คนโง่’ในสายตาของคนอื่น เขาผู้นั้นย่อมเข้าถึงในสิ่งที่คนทั่วไปยากจะเข้าถึงได้

การแสวงหานิพพานโดยมีเป้าหมายเพื่ออยากที่จะพ้นทุกข์ เป็นการกระทำที่ไม่ต่างจาก การทิ้งร่างเพื่อหาเงา ซึ่งก็ยังเป็นความหลงอย่างหนึ่ง และทำให้เนิ่นช้าต่อการรู้แจ้ง

หากสามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านไปในอดีต เหมือนภาพในความฝัน

หากสามารถมองทุกอย่างในปัจจุบัน เหมือนเป็นสายฟ้าแลบที่เกิดชั่วพริบตา เฉพาะขณะนั้น

หากสามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างในอนาคต เหมือนเมฆที่ลอยล่องอยู่ไปมา

หากสามารถบอกกับตัวเองได้ว่า สิ่งที่ตัวเองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีความหมายใดๆ เป็นพิเศษต่อตัวเอง ตัวเราเองต่างหากที่เป็นคนไปให้ความหมายต่างๆ แก่มัน

ตัวเราก็ย่อมค้นพบได้เองว่า ความคิดต่างๆ ก็ไม่มีความหมายใดๆ เพราะมันก็เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น มันไม่ได้มีความหมายใดๆ โดยตัวมันเอง ตัวเราต่างหากที่ไปให้ความหมายมันเอง

เพราะฉะนั้น ตัวเราย่อมไม่มีวันผิดหวังด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ที่เราคิดขึ้นมา ความผิดหวัง ล้วนบังเกิดขึ้น เพราะตัวเราไปเห็น ไปให้ความหมายในสิ่งที่ไม่ได้อยู่ที่นั่นจริง...ในขณะนี้

แก่นแท้ของปัญญา คือ การข้ามพ้นความรู้ จนกลายเป็น ‘ไม่มีความรู้’ ที่อยู่เหนือพ้นความรู้ใดๆ คำว่า ‘ไม่มีความรู้’ คือ ไม่ถูกยึดติดด้วยความรู้ใดๆ เขาเพียงนั่งทำใจให้สงบในการทำสมาธิแบบเซน เพื่อซึมซับคำสอนที่ไร้เสียง

ยามหลง คนออกแสวงธรรม แต่กลับหาธรรมไม่พบ

ยามตื่น คนเลิกแสวงธรรม แต่ธรรมกลับไล่ตามคนผู้นั้น และมาปรากฏต่อหน้าคนผู้นั้น

เมื่อได้รู้จัก พุทธะ อันเป็นความรักความเมตตาที่ไร้ขอบเขต แล้วก็จงใช้กายและใจของตนติดตามมันไปเถิด

ใจที่กว้างใหญ่เป็น สุญญตา อันหาขอบเขตมิได้

ใจที่ไม่วอกแวก มั่นคง เป็นธรรม โดยตัวมันเอง

ใจที่ไม่มีเจ้าของ ไม่มีสังกัด เป็นอิสระที่แท้จริง

ใจที่ฝึกมาดีแล้ว จนสงบและเย็นเป็นบรมสันติ

ใจอย่างนี้ คือ พุทธะ

พุทธะคือ ภาวะที่ข้ามพ้นการเกิด การตายแห่งวัฏสงสาร

ธรรมะที่แท้ จะอยู่ในระหว่างการเกิดและการตายนี้

เมื่อใดที่ปล่อยใจให้ว่าง ซึมซับ ซึมสิงอยู่กับธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่งจนจิตมีแต่ความตระหนักรู้อันบริสุทธิ์ล้วนๆ เหมือนกับธรรมชาติ เมื่อนั้นพุทธะย่อมปรากฏ

พุทธะอาศัยอยู่กับธรรมในความว่าง อาศัยแบบไม่อาศัย แต่ก็มิใช่ไม่อาศัย คือ หยุดตรงธรรมและไม่หยุดที่ธรรม เพื่อที่จะไม่ยึดติดในธรรมนั้น จุดยืนของจิตแบบนี้ จึงเป็นจิตแบบอนัตตา ที่ฝึกตามระลึกรู้อยู่ทุกขณะจิต จนใจที่สงบแล้ว กลายเป็นใจว่าง และแลเห็นธรรมในความว่างนี้ อย่างปราศจากตัวตน อย่างไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้แม่แต่ธรรม
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2006, 08:32:07 AM »

เซนของนักกลยุทธ์



โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย www.suvinai-dragon.com

พุทธบำเพ็ญของนักกลยุทธ์ (ตอนที่ 3)

ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบใดๆ เรียนรู้เพื่อที่จะ "ละ" รู้นั้น คือ รู้จริง เรียนรู้จนกระทั่ง ก้าวข้าม ความรู้นั้นคือ รู้แจ้ง พุทธบำเพ็ญ คือ การก้าวข้ามกรอบต่างๆ ทั้งปวง อุเบกขาวางเฉยไร้อารมณ์ต่อทุกสิ่ง ทุกเรื่องราว แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดใจกว้าง พร้อมที่จะเชื่อมตัวเองเข้าเป็นหนึ่งกับสถานการณ์อย่างเด็ดเดี่ยว อย่าง "ไร้ใจ" เพื่อปฏิบัติการเคลื่อนไหวผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการแก่สังคมโดยรวม

ตั้งใจมั่น หมั่นเจริญสมาธิวิปัสสนา ภาวนา ดำรงอยู่ในโลกแห่งความว่าง อย่างเสรี

ใจละทิ้งชื่อเสียง เกียรติยศ ลาภ สักการะ นำตัวเองเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติอย่างถ่องแท้

แม้นมีธรรมก็ไม่ไปอยากรู้ แม้นไร้ธรรมก็ไม่คิดไปเผยแผ่ มีธรรมหรือไร้ธรรมก็ไม่หวั่นไหว จึงพ้นจากกรอบได้

การเรียนรู้ด้วยการฟังธรรม หรืออ่านข้อธรรม ล้วนเข้าไม่ถึง มีแต่การรับการถ่ายทอดจากใจสู่ใจ จากจิตสู่จิต จากพุทธะสู่พุทธะ ด้วยกาย และจิตที่ปล่อยวางแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าถึงธรรมแห่งพุทธะได้

พุทธบำเพ็ญ คือ การฝึกใจที่ไม่หวั่นไหว จนไม่ปรารถนาแสวงหาสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น และสามารถแลเห็นความจริงในสิ่งทั้งปวงอย่างวางเฉยได้

ถ้าไม่อยากให้ใจหวั่นไหว จะต้องไม่เกิดความหลง จึงจะสามารถวางตนอยู่เหนือสิ่งอื่นๆ ทั้งสิ้น ทั้งปวงได้

การวางตนอยู่เหนือสิ่งอื่นสิ่งใดทั้งสิ้น คือ การวางกายและใจของตนบนพื้นพสุธา และบนผืนฟ้าอันหาขอบเขตไม่ได้

ใจที่ไร้สรรพสิ่ง รสชาติแห่งความว่างอันแสนวิเศษ ! ใจ คือ รากฐานของเหล่าคัมภีร์ทั้งหลายทั้งปวง นิกายทั้งหลาย ยานทั้งหลาย ก็คือ ใจ ทั้งสิ้น

พรสวรรค์ที่แท้จริงในการเรียนรู้สัจธรรมความจริง ก็คือการไม่ยึดมั่นถือมั่นในคำสอนอย่างตายตัว และไม่จมปลักอยู่กับความคิดเห็น "ความถูก" - "ความผิด" มุ่งหน้าฝึกฝนตนเองเพื่อสร้างสรรค์ วิวัฒนาตนเองในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่

อัจฉริยะทางธรรม กับ คนโง่ นั้น คล้ายคลึงกันมาก คนโง่งมมักไม่วุ่นวายใจ อัจฉริยะแห่งธรรมก็เช่นกัน คนโง่งม ไม่หวงแหนทรัพย์สมบัติ หรืออัจฉริยะแห่งธรรม มิใช่อย่างนั้น ?

ละทิ้งความวุ่นวาย สู่ความสงบ สลัดทิ้งความหลงสู่ปัญญาญาณ ละทิ้งความมีสู่ความไม่มี และความว่าง

บุคคลที่ทำได้เช่นนี้ ถ้ามิใช่บุคคลที่เป็นอัจฉริยะในทางธรรมแลว้ ก็ต้องเป็นคนโง่งมปัญญาอ่อนเท่านั้น

ผู้ที่อยู่ใน พุทธบำเพ็ญ แม้ยามเผชิญหน้ากับความตายจิตใจก็ไม่แตกซ่าน ความรู้สึกเป็นปกติไม่แบ่งแยกเป็นสอง จิตรวมกับกายเป็นหนึ่งเดียวเสมอ เขาไม่ภาวนาถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แม้เกิดทุกขเวทนาในกายก็ไม่ร้อนรน เขาไม่กลัวนรก ไม่ยินดีในสวรรค์ ใจว่างสงบ นิ่งสนิท

การแสวงหาความเป็นคู่ ย่อมไม่พบความจริง ฟังธรรมแล้วต้องไม่เกิดใจอยากใจโลภในทางธรรม ใจต้องไม่ปั่นป่วน แม้ได้ฟังธรรมจากปากของผู้อริยะไม่อยาก แม้แต่การเป็นพุทธะหรือพระโพธิสัตว์ก้าวข้ามสภาวะแห่งโลกียะ และโลกุตระ ผู้ที่ปฏิบัติได้เช่นนี้จักได้ชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาญาณสูงส่งอย่างแท้จริง

เพราะใจเขาไม่สามารถแบ่งแยกได้แม้สักน้อยนิด ใจที่แบ่งแยกแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมปราศจากความว่างในทันที

พุทธบำเพ็ญ คือ การทำใจให้ว่างยิ่งๆ ขึ้นไป โดยไม่ยอมให้กระแสอะไรมาหยุดยั้งให้ยึดติด ปล่อยวางจนว่าง ดำรงชีวิตอยู่ด้วยใจที่บริสุทธิ์ อย่างมนุษย์ที่แท้และสมบูรณ์พร้อม

คนเราอยู่ในท่ามกลางสัจธรรมอยู่แล้ว กลับยังไปแสวงหาสัจธรรมอยู่อีก นี่คือ ความหลงอันใหญ่หลวง

หายใจเอาอากาศเข้าออกอยู่แล้ว ยังจะไปเที่ยวหาอากาศอีก นี่คือ ความไม่รู้อันยิ่ง

กายเรา คือ มณฑลแห่งธรรม เราอยู่ในมณฑลแห่งธรรมอยู่แล้ว แต่กลับไม่เข้าในมณฑลแห่งธรรมที่ตนอยู่นั้น เพราะจิตไม่รวมเป็นหนึ่งกับกาย

คนเราล้วนอยู่กับความจริงของจักรวาฬอยู่แล้ว แต่กลับเดินผ่านสัจธรรมของจักรวาฬไปมา เพราะไม่รู้วิธีเข้าถึงสัจธรรมนั้น
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2006, 08:34:29 AM »

เซนของนักกลยุทธ์



ดร.สุวินัย ภรณวลัย www.suvinai-dragon.com

พุทธบำเพ็ญของนักกลยุทธ์ (ตอนที่ 4)


งานเขียนที่เยี่ยมยอด แม้มีคุณค่ามากเพียงไหน ก็ยังเป็นแค่ กลุ่มก้อนของข่าวสารชุดหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างฟ้ากับดิน

เพราะฉะนั้น คนเราต่อให้รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ได้อ่านหนังสือมากมายนับเป็นพันเล่ม แต่ถ้าหากยังคงไม่สามารถรู้แจ้งได้ ความรู้ตามแนวราบ ที่ผู้นั้นได้สั่งสมมาโดยขาด การเรียนรู้ยกระดับตามแนวตั้ง จะเป็นประโยชน์ต่อการวิวัฒนาการทางจิตของผู้นั้นได้ไม่เต็มที่

ในโลกนี้จึงมีคนที่แสวงหาความรู้มากมาย แต่ยังมีน้อยคนนักที่เข้าถึง ความจริง ความดี ความงามของจักรวาฬได้ เพราะคนเหล่านั้นมองผ่านอัตตาตนเอง มองเห็นแต่อัตตาตนเอง จึงไม่อาจเห็นธรรมได้

พบทุกข์ไม่รู้สึกทุกข์ พบสุขไม่รู้สึกสุข นี่คือ สภาวะของ จิตว่าง !

เพราะ ไม่มี "ตัวตน" หรือ อัตตา เข้าไปพัวพันผูกพัน

เพราะเข้าถึงแล้วว่าแก่นแท้ของสรรพสิ่งคือ ความว่าง จึง ไม่มี "ใคร" ที่ปฏิบัติธรรม

"ใคร" คือ "ตัวตน" เพราะมี "ใคร" จึงต้องปฏิบัติธรรม หากแม้แต่ "ใคร" ก็ไม่มี ยังมีการปฏิบัติธรรมอยู่อีกหรือ ?

ไม่ ปฏิบัติธรรม คือ ปราศจาก ความอยาก ที่จะปฏิบัติธรรม ไม่ปฏิบัติธรรม โดยไม่ละทิ้งในรูปและนาม คือ การรู้แจ้งในรูปและไร้รูป ในนามและไร้นาม

ตัวตนที่ไร้ตัวตนและไม่สนใจว่าไร้ตัวตน คือ การรู้แจ้ง ใจที่ว่างจากใจ และไม่สนใจว่าใจว่าง ก็คือ การรู้แจ้ง เห็นสรรพสิ่ง แต่ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่โลภ ไม่ทุกข์ ใจสงบนิ่งเป็นปกติ คือ การเข้าถึงธรรม

เมื่อไม่ยึดมั่นในสรรพสิ่งได้ ก็จะมองทะลุซึ้งได้เองว่า สิ่งที่รายล้อมรอบตัวเราล้วนเป็น ความว่าง ! จิตใจจึงไม่แตกแยก แต่รวมเป็นหนึ่งเดียว ผู้นั้นย่อมสามารถมีชีวิตที่งดงาม สมบูรณ์พร้อมอยู่ท่ามกลางความว่างนี้ได้อย่างมีพลัง

ความว่าง มิได้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสรรพสิ่ง แต่สรรพสิ่งนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ ความว่าง ชีวิตและร่างกายจิตใจของเรานั้นคือ ธรรมสถาน อยู่แล้ว เราไม่มีความจำเป็นต้องไปแสวงหา ธรรมสถานภายนอกตัวเองที่ไหนอื่นอีก

เมื่อเข้าใจ ความจริงแท้ของสรรพสิ่งแล้ว ผู้นั้นย่อมจะรู้เองว่า ไม่มีความดีหรือความชั่ว มีแต่กระแสของอิทัปปัจจยตา เท่านั้น !

จึงไม่จำเป็นต้องหนีห่างความชั่ว และแสวงหาความดี มีคือไม่มี ไม่หวั่นไหวเมื่อพบความมี ไม่มีคือมี ไม่หวั่นไหวเมื่อพบความไม่มี

ธรรมชาติไม่เคยมีการแบ่งแยก ใจของคนเราต่างหากที่มีการแบ่งแยก อยากเข้าถึงธรรมชาติก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเท่านั้น

เคล็ดลับของ ภูมิปัญญาแห่งอทวิภาวะ คือ ความรู้แจ้งขั้นปฐมที่ข้ามพ้นการกระทำ และความพยายามทั้งหลายทั้งปวง ความรู้แจ้งอย่างนี้ ความจริงไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูด แต่ก็ควรสรรหาคำพูดมาอธิบายภาวะนี้ เพื่อให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจได้ด้วย

หากธรรมชาติของจิตเดิมแท้เปรียบเหมือนเพชรหรือวัชระ ถ้าเช่นนั้น การเกิดและการดับมาจากไหน ? เพราะเพชรหรือวัชระมีคุณสมบัติที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง คำตอบก็คือ ทั้งการเกิดและการดับล้วนมาจากความคิดแบบทวิภาวะ !

พุทธบำเพ็ญ มิใช่ การศึกษาวิชาความรู้ทางธรรม แต่เป็นการสืบทอดท่วงทำนองของ เซน จากพุทธะสู่พุทธะ จากใจสู่ใจ จากวัชระสู่วัชระ

พุทธบำเพ็ญ คือ การศึกษาสิ่งสุดยอดทุกแขนงวิชาด้วยสภาวะแห่งจิตใจที่อิสรเสรี จนกระทั่ง ข้ามพ้นสรรพวิชาเหล่านั้นไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ พุทธบำเพ็ญไม่ละทิ้งน้ำเพื่อแสวงหาความเปียก ไม่ละทิ้งไฟเพื่อแสวงหาความร้อน เพราะผู้นั้นย่อมตระหนักรู้ดีว่า น้ำคือความเปียก ไฟคือความร้อน ชีวิตคือนิพพาน และการเกิด-การตายก็คือ นิพพานเช่นกัน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 16 มกราคม 2007, 14:18:20 PM »

  เซนของนักกลยุทธ์



ดร.สุวินัย ภรณวลัย (www.suvinai-dragon.com)

ความเป็นนายเหนือตัวเองของนักกลยุทธ์


ใจเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้ แต่ต้องโดยทางอ้อม ร่างกายอันนี้ของเราเปรียบเหมือนพาหนะที่ถูกลากด้วยอาชาสิบตัว อาชาเหล่านี้คือ ประสาทรับรู้ทั้งห้า และประสาทสัมผัสเคลื่อนไหวทั้งห้านั้นนักกลยุทธ์จึงมุ่งควบคุมอาชาเหล่านี้ เขาจึงจะสามารถควบคุมใจของเขาได้

นักกลยุทธ์ย่อมไม่คาดหวังในสิ่งอื่นใดอีกนอกเหนือจากการควบคุมใจของเขาเองนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบรรลุได้ เขาคือผู้ที่ตื่นตัว มีสติกระตือรือร้นและทำงานหนัก

การใช้ชีวิตในแบบของเขาคือ การทำทุกๆ สิ่งด้วยจิตที่เป็นสมาธิ การเป็นนายเหนือตัวเอง สำหรับนักกลยุทธ์ หมายถึง การที่เขาเข้าใจการทำงานของ กาย-ใจ-ปราณ-จิตวิญญาณ อย่างทะลุปรุโปร่ง ตัวเขาจึงสามารถผนึกแนบแน่น กาย-ใจ-ปราณ ของเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณที่สูงส่งได้ เขาจึงรู้ว่าตัวเองที่แท้จริงเป็นใครและเป็นสุขอยู่เสมอ

เขาย่อมสามารถสลายตัวตนเก่าๆ ของเขาให้หลุดร่วงหายไป ซึ่งทำให้ความทุกข์โศกของเขาพลอยดับสูญตามไปด้วย เขาจึงได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้น ภายในตัวเขาอย่างที่ตัวเขาไม่อาจฝืนต้านได้ จนเขารู้สึกได้ว่าตัวเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง

เพราะเขาเป็นนายเหนือตนเองได้แล้ว ตัวเขาจึงไม่ได้รับความกระทบกระเทือนใจจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงใดๆ เขารู้วิถีต่างๆ ของโลกนี้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังรู้ทัน เล่ห์กลของอัตตาของตัวเขาจนสามารถสยบมันได้แล้วค่อยๆ สลายมันออกไปทีละน้อย

การควบคุม "ตา" ของเขาหมายถึง เขาจะใช้สายตาของเขาในทางที่ถูกต้อง เพื่อ "มอง" ทุกสิ่งทุกอย่าง ในแง่ดี งดงาม และเป็นบวกเสมอ

การควบคุม "หู" ของเขา หมายถึง เขาจะใช้หูของเขาเพื่อฟังแต่สิ่งดีๆ และเป็นประโยชน์ โดยไม่ยอมฟังคำนินทาคำหยาบ คำพูดที่เป็นลบ

แม้เขาไม่อาจ เช็ดน้ำตาของผู้คนให้แห้งหายได้แต่อย่างน้อยเขาจะต้องไม่ทำให้ใครร่ำไห้ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ

หัวใจของนักกลยุทธ์ คือ การมีชีวิตอย่างเปี่ยมไปด้วยสันติสุขในทุกขณะจิต และสามารถแลเห็นความสุขดำรงอยู่ในทุกๆ ที่ ทุกๆ คนและในทุกๆ สิ่ง เพราะตัวเขาสามารถค้นพบศานติภายใน และความปรองดองภายในได้

การเป็นนายเหนือตนเองของนักกลยุทธ์ หมายถึงการตระหนักดีว่าลำพังแค่ความรู้อย่างเดียวยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะทำให้ตัวเขาเป็นอิสระจากทุกสิ่งได้ เขาจะต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องไปจนตราบชั่วชีวิตของเขา และเขาจะต้องมีความพอใจอยู่เสมอไม่ทุรนทุราย ไม่เป็นทุกข์ ไม่ยึดติด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และอยู่ในสถานการณ์เช่นใดก็ตาม

เขาต้องมีจิตเป็นสมาธิอยู่เสมอ โดยการคิดอย่างมีพลังอยู่ตลอดเวลาว่า ตัวเขาที่แท้นั้นเป็นใคร ตัวเขาเข้มแข็ง ทรงพลัง เป็นสุขและเป็นศานติ อยู่เสมอในทุกลมหายใจเข้าออก

เขาพยายามอยู่เหนือโลกนี้ ไม่ใช่แค่อยู่เหนือวัตถุเงินทองเท่านั้น หากยังอยู่เหนือเกียรติยศสรรเสริญทั้งปวง อยู่เหนือ ศาสนาชาติเผ่าพันธุ์ และอุดมการณ์ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เป็นมายา เช่นกัน

เขาจึงดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายและหลีกเลี่ยงความไร้สาระใดๆ ทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา การกิน การถกเถียง การอ่าน การคิด การบันเทิงที่ไร้สาระและไร้ความหมายทั้งหลาย

เพราะเขาเป็นนายเหนือตนเอง เขาจึงสามารถดูตัวเขาเองด้วยสายตาที่อ่อนโยนรักใคร่ได้ และเขายังสามารถหัวเราะขำตัวเขาเองกับการกระทำบางอย่างที่เป็นด้านชวนเปิ่น ชวนตลก ชวนหัวเราะ ของตัวเขาได้เพราะเหตุนี้เอง เขาจึงสามารถอดกลั้นต่อความเครียดและแรงกดดันทั้งปวงที่มีต่อตัวเขาได้เสมอ เขาย่อมเข้าใจดีว่า ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะเจาะของมันเอง เขาจึงไม่ถูกรุมเร้า หรือต้องรอคอยอย่างกระวนกระวายใจ

เขาจะปล่อยให้ตัวเขาเองไหลลื่นไปกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเสรี เขาจะไม่โวยวาย หรือหงุดหงิด เพราะความยากลำบากที่เป็นอุปสรรค เขาจะปล่อยให้ทุกๆ สิ่งดำเนินไปตามครรลองของมันและผ่านตัวเขาไปดุจหยาดน้ำที่ไหลผ่านนิ้วมือของเขา

เขาจะสลัดทิ้ง ข้อจำกัดทั้งหมดในตัวของเขา เขาจะมีดวงตาที่สงบในการหยั่งรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อความสำเร็จ เขาจะให้สิ่งนั้นในเวลาที่เหมาะสม ถูก เหมาะกับสถานที่ด้วยสภาวะจิตใจที่สร้างสรรค์เสมอ

เขาจะเชื่อในตัวเขาเอง เขาจะเชื่อมั่นว่าตัวเขาสามารถทำได้ในทุกสิ่งที่เขาต้องกระทำ เขาจะสามารถผ่นการทดสอบทั้งปวงที่เข้ามาหาตัวเขาได้เสมอ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 20 มีนาคม 2007, 17:23:00 PM »

คัดจากผู้จัดการรายวัน

รำลึก 100 ปี ชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 47)
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 มีนาคม 2550 15:03 น.

    ดร.สุวินัย ภรณวลัย

       www.suvinai-dragon.com
 
 
       47. พระอุปัฏฐาก

        “ผมเชื่อว่าการต่อสู้ของประชาชน การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า มันไม่เสร็จง่ายๆ แล้วมันก็ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่เราอยากให้เป็นง่ายๆ บางทีในรุ่นของพวกเราอาจจะไม่สำเร็จเลย เพราะว่าตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่ เขาก็ต่อสู้มาและได้ชัยชนะเป็นลำดับ บ้านเมืองก็ดีขึ้นในบางด้าน...แต่หนึ่งปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนเราเมื่อเกิดความรู้สึกร่วมกัน และหลอมรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวออกมาต่อสู้ พวกเราก็ได้ทำสิ่งที่คิดว่ายากที่สุด ผ่านไปได้สำเร็จ”
       
        คำนูณ สิทธิสมาน (ตุลาคม พ.ศ. 2549)

        อดีตผู้นำนักศึกษาในยุค 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และหนึ่งในคณะแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการต่อสู้กับระบอบทักษิณในช่วงระหว่างเดือนกันยายน ปี 2548 ถึงเดือนกันยายน ปี 2549
       
        ชัยชนะของประชาชนใน การปลดแอกทางการเมือง (political emancipation) เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อการได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพก็จริง แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด สังคมไทยคงต้องเรียนรู้อีกนาน อีกหลายรุ่นนักกว่าจะเข้าถึงความจริงที่ว่า สิ่งที่ดีกว่า สมบูรณ์แบบกว่าจะได้มาจริง ก็ด้วย การปลดแอกทางจิตใจ (mental emancipation) ได้แล้วเท่านั้น
       
        ในปี 2517 (ค.ศ. 1974) ขณะที่ควันหลงจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่นิสิต นักศึกษา ประชาชนมีชัยชนะเหนือเผด็จการทหารที่ครองอำนาจมานานปียังไม่จาง ขณะที่สังคมไทยยังคงตื่นตัว และตื่นเต้นไปกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพลังคนหนุ่มคนสาวที่เปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝัน และความคาดหวังต่ออนาคตที่ดีกว่า แต่นั่นไม่ใช่โลกของ สิงห์ทอง พระหนุ่มจากแดนอีสานที่ฝักใฝ่ในธรรมตั้งแต่เล็ก
       
        สิงห์ทอง มีพื้นเพเป็นชาวจังหวัดขอนแก่น พื้นนิสัยของเขาเป็นคนเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ และไม่หลงใหลสีสันของชีวิตทางโลก เขาจึงตัดสินใจบวชในวัยยี่สิบปี ทว่าพอเขาบวชได้ไม่นานเท่าใด ก็เกิดคำถามกับวัตรปฏิวัติที่ภิกษุโดยทั่วไปที่เขาเห็นประพฤติกันอยู่ กล่าวคือ พอเขาบวชออกไปอยู่ที่วัด พวกพระในวัดก็พาพระใหม่อย่างเขาไปตระเวนสวดตามที่ต่างๆ เพื่อหาเงินหรือรับข้าวของที่ชาวบ้านถวาย ซึ่งเขาไม่ต้องการเลย เขาเกิดความเบื่อหน่ายในความเป็นภิกษุอย่างที่เป็น และอย่างที่เห็น จนเกิดความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจเป็นอย่างมาก เขาจึงไปปรึกษากับพระอุปัชฌาย์ของเขาว่า
       
        “อาจารย์ ผมมาบวชนี่ ผมไม่ต้องการมาหาเงิน หาอะไรพวกนี้นะ และผมจะไม่เอาไปเด็ดขาดด้วย ถ้าผมต้องการสิ่งเหล่านี้ ผมก็ไม่ออกมาบวชหรอก”
       
        พระอุปัชฌาย์ จึงแนะนำพระสิงห์ทองว่า มีวัดที่เข้ากับแนวทางที่เขาต้องการนี้อยู่ คือวัดสวนโมกขพลารามของท่านอาจารย์พุทธทาส ซึ่งท่านให้ความนับถือศรัทธา พอได้ฟังดังนั้น พระสิงห์ทองจึงตัดสินใจเดินทางจากขอนแก่นลงมาสวนโมกขพลาราม โดยมุ่งหวังที่จะอยู่ให้ไกลจากวัตถุนิยมทั้งปวง และจะได้ใช้ชีวิตทางธรรมอย่างแท้จริง
       
        ปัญหามีอยู่ว่า สิงห์ทองเป็นคนที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนก็ไม่ได้ เขาไม่เคยเดินทางไปที่ไหนไกลๆ เลย เพราะป้ายรถเขาก็อ่านไม่เป็น แต่ใจเขาร่ำร้องว่าจะไปสวนโมกข์ไปอยู่กับท่านอาจารย์พุทธทาสให้จงได้ ด้วยความเมตตา พระอุปัชฌาย์ของเขาจึงเป็นคนพาสิงห์ทองไปส่งที่สวนโมกข์ด้วยตนเอง ท่านพุทธทาสบอกกับสิงห์ทองว่า ให้มาอยู่เฉยๆ ก่อน เพราะไม่รับพระใหม่ ขณะนั้นเป็นช่วงยังไม่เข้าพรรษา ของปี 2517
       
        ตอนที่สิงห์ทองเข้ามาอยู่ที่สวนโมกข์ใหม่ๆ เขาพำนักที่กุฏิในป่าใช้ชีวิตที่สงบ และเรียบง่ายดังที่เขาปรารถนา เขาอยู่อย่างเจียมตัว และถ่อมตน เรียนรู้ธรรมะจากธรรมชาติรอบตัว ไม่นานนัก ท่านพุทธทาสก็ให้คนมาตามเขาไปพบท่าน และบอกกับเขาว่า
       
        “เธอมาทำงานอยู่กับเรามั้ย มาช่วยเหลืออะไรเรา เผื่อจะได้ความรู้ขึ้นบ้าง”
        ในตอนนั้น สิงห์ทองนึกไม่ถึงเลยว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสให้ความใส่ใจ และเมตตาตัวเขาถึงขนาดนี้ เพราะจนกระทั่งถึงวันนี้ เขาไม่เคยได้เข้ามาใกล้ชิดอะไรกับท่านอาจารย์เลย เขาก็อยู่ส่วนของเขาอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ประกอบกับความที่เขาเป็นคนอีสานที่พูดภาษากลางไม่ค่อยเป็น เวลาคุยกับท่านพุทธทาสก็คุยด้วยภาษากลางสำเนียงอีสาน ซึ่งคุยฟังกันไม่ถนัดปากถนัดหู ยิ่งเขารู้ดีว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสมีคนใหญ่คนโตมากราบเสมอ จึงทำให้เขาลังเลที่จะรับเป็นพระอุปัฏฐากของท่านอาจารย์พุทธทาส นั่นไม่ใช่เพราะเขากลัวงานหรอก แต่เขากลัวเรื่องการอ่านหนังสือกับการใช้ภาษาที่ไปสื่อกับผู้คนเท่านั้นที่เป็นปัญหาของเขา แต่ในที่สุด สิงห์ทองก็รับพระอุปัฏฐากของท่านอาจารย์พุทธทาส ด้วยความเต็มใจ
       
        ขณะนั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสอยู่ในวัยใกล้เจ็ดสิบปีแล้ว ถือว่าเป็นคนชราคนหนึ่งแล้ว ท่านต้องการคนที่มารับใช้สารพัดอย่างเป็นการส่วนตัวของท่าน รับใช้ทุกอย่างทุกประเภทที่ทำได้ ไม่ว่าเรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องเจ็บ เรื่องไข้ เรื่องรับแขก พาแขกเหรื่อไปที่พัก เรื่องเงินเรื่องทอง
       
        หน้าที่ของพระอุปัฏฐากมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือทำทุกอย่างที่ท่านอาจารย์จะเรียกใช้ ซึ่งหมายความว่า เขาต้องรับผิดชอบทั้งหมดทุกอย่างที่เป็นของท่านอาจารย์ ต้องดูให้หมดแล้วแต่ท่านอาจารย์จะใช้อะไร
       
        ในตอนที่พระสิงห์ทองตอบรับปากว่าจะเป็นพระอุปัฏฐากของท่านอาจารย์พุทธทาส เขาบอกกับท่านอาจารย์ว่า
       
        “กระผมรู้ว่าตนเองไม่ใช่คนฉลาด แต่ กระผมตั้งใจจะทุ่มเทชีวิตทั้งหมดของกระผมให้ท่านอาจารย์อย่างเดียวเท่านั้น กระผมจะอุทิศตรงนี้เพื่อให้ท่านอาจารย์ทำงานเผยแพร่พุทธธรรมต่อไป”
       
        สิงห์ทองรู้ดีว่า ตนเองมิได้มีปัญญาในทางธรรม เขามีแต่ความภักดีในพุทธธรรม และความภักดีอย่างบริสุทธิ์ใจต่อคุรุของเขาเท่านั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสมักให้กำลังใจสิงห์ทองอยู่เสมอว่า คนเก่งอาจเป็นคนโกงหรือคนเลวก็ได้ แต่คนดี คนซื่อ คนบริสุทธิ์ใจถึงอย่างไรก็เป็นคนสะอาดเสมอ
       
        “สิงห์ทองเธอจำไว้นะ เราขอบอกกับเธอว่า การหลุดพ้นมิใช่สิ่งใดอื่น แต่คือการทำลายความไม่บริสุทธิ์ของใจนั่นเอง ใจของคนเราจะบริสุทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อความอยาก ความต้องการ และความกลัวใดๆ ได้ดับลง ใจอันสะอาดบริสุทธิ์ที่ตัวเธอมีอยู่แล้ว มันจะนำเธอไปสู่ชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ และความรู้แจ้งได้เอง ต่อให้ตัวเธอมิได้มีความสามารถพิเศษอื่นใดเลยก็ตาม”
       
        หลังจากที่สิงห์ทองทำงานเป็นพระอุปัฏฐากได้ ไม่นานความก็แตกว่าเขาอ่านหนังสือไม่ออก ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงจับเขามาฝึกเรื่องการอ่านหนังสือ จับให้เขาอ่านไปเรื่อยๆ อยู่เช่นนั้นถึงสองปีเต็ม จึงสั่งให้เขาไปเรียนหนังสือสอบนักธรรมตรี พอสอบได้แล้วก็สั่งให้เขาไปสอบนักธรรมโทต่อจนสอบได้ ซึ่งแสดงว่า เขาอ่านออกเขียนได้แล้ว จากนั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสก็มอบหมายให้เขาเขียนบัญชีดูแลเรื่องบัญชี ทำการฝึกฝนตัวเขาอย่างต่อเนื่อง
       
        สิ่งที่สิงห์ทองได้เรียนรู้มากที่สุด เวลาอยู่กับท่านอาจารย์พุทธทาสคือ การได้เห็นในสิ่งที่ท่านทำให้ดู มากกว่าสิ่งที่ท่านเขียนในหนังสือ เขาดูจากชีวิตความเป็นอยู่ของท่าน สนใจเพียงแต่ว่า ท่านแสดงอาการปกติธรรมดาให้เขาดูอย่างเดียวตลอดเวลาได้อย่างไร ทุกอย่างที่ท่านทำ ท่านอยู่กับคน แต่ไม่รำคาญคน และไม่รำคาญสัตว์เลี้ยง ถ้าท่านเข้าอยู่ในห้องถึงหมาจะเห่า หมาจะหอน ท่านไม่สนใจ ไม่เคยออกมาไล่ หมาจะกัดกัน หมาจะเป็นสัดร้องรอบกุฏิ ท่านก็ไม่สนใจ เรื่องอะไรๆ ท่านจะไม่มาหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะท่านวางได้
       
        สมาธิของท่านดีมาก ตอนเขาไปเรียกท่านเพื่อรายงานเรื่องให้ท่านทราบ ท่านจะฟังแต่เสียงเขาอย่างเดียว ถ้ามีเสียงอื่นท่านจะไม่สน ท่านจะวางเฉยกับพวกนี้มาก ไม่เอาจิตขึ้นมาแบกไว้
       
        พอเขาเห็นท่านทำงานแล้ว เขารู้สึกว่า ท่านเป็นตัวอย่างมากที่สุดเลย เพราะท่านอยู่แบบไร้ใจจริงๆ ไม่คิดฟุ้งซ่านอะไร เป็นพระจริงๆ ท่านจะนั่งทำงานด้านหนังสือที่โต๊ะสำหรับฉันข้าวทุกวัน เวลามีแขกมาหา ท่านก็ยังต้อนรับแขกตรงนั้นเหมือนเดิม ถ้าใครเดินผ่านไปเฉยๆ ท่านไม่ถาม แต่ถ้าใครเข้าไปกราบ ท่านจะถามว่ามาธุระอะไร ถ้าเขาตอบว่าอยากมาสนทนาธรรม ท่านก็หยุดงานหนังสือของท่านเสีย แล้วก็ต้อนรับแขก สนทนากันไปจนกว่าจะเลิก ท่านไม่ได้รีบร้อน
       
        ท่านเป็นคนที่ทำทุกอย่างไปพร้อมกันได้หมดเลย ท่านคงฝึกจิตใจของท่านอย่างนั้นมานานถึงทำเช่นนี้ได้ นี่คือลักษณะการทำงานของท่านที่ถือว่า การทำงานก็เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะการทำงานที่รับใช้สรรพสัตว์อย่างไร้ตัวตนอย่างไม่เห็นแก่ตนเอง ท่านทำงานด้วยสมาธิแน่วแน่ขนาดที่ว่าทำงานไปทุกอย่างพร้อมกันหมดเลย ในช่วงยี่สิบปีสุดท้ายของท่านอาจารย์ ท่านสอนและทำให้ดูตลอดเวลาในเรื่องการทำงานคือการปฏิบัติธรรม
       
       ดร.สุวินัย ภรณวลัย
       www.suvinai-dragon.com
 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2008, 08:37:39 AM »

คัดจากไทยรัฐ

ป่วยทางปัญญา-แย่ที่สุด [19 พ.ค. 51 - 18:45]
 
วันนี้เป็น “วันวิสาขบูชา” วันสำคัญที่สุดสำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เป็นวันน้อมรำลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกันเดือนเดียวกัน คือ วันเพ็ญขึ้น 15 คํ่า เดือน 6 ซึ่ง องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้เป็น “วันสำคัญสากลโลก” ด้วย

วันนี้ผมจะไม่เขียนเรื่องวันวิสาขบูชา เพราะเคยเขียนไปมากแล้ว แต่จะนำเทศนาของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เรื่อง “ฟื้นสุขภาวะ ยามสังคมวิกฤติ” บางตอนมาเล่าสู่กันฟังเพื่อฟื้นสติคนไทย

ท่านบอกว่า “สังคมไทยที่เป็นอย่างทุกวันนี้ เป็นเพราะ “กรรม” ที่พวกเราคนไทยช่วยกันสร้างและสะสมกันมา คนไทยและสังคมไทยจึงต้อง “รับผลกรรม” ที่ตัวเองได้ทำมา”

แต่ดูเหมือนว่า คนไทยทุกวันนี้ก็ยังไม่สำนึกในผลกรรม แต่กลับ “ยิ่งสร้างกรรมหนักข้อ” ขึ้นไปอีก ก็ไม่รู้ว่า “ผลกรรม” ที่สังคมไทยกำลังชูปากสร้างกันอย่างมโหฬารนี้จะแตกโพละให้คนไทยทั้งประเทศต้อง “รับกรรม” ในวันไหน

ผมเชื่อว่าคงจะไม่นาน

ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ได้เตือนคนไทยว่า “ถ้าป่วยทางปัญญา นับว่าแย่ที่สุด” ท่านบอกว่า “เวลานี้สังคมไทยมีอาการป่วยอย่างร้ายที่สุด คือ ป่วยทางปัญญา ขอให้พิจารณาดูเถิด เวลานี้ปัญหาสุขภาวะที่น่ากลัวที่สุด คือ ความป่วยทางปัญญา

ความป่วยสองอย่างนี้มันเกี่ยวเนื่องกัน คือ ป่วยทางใจกับป่วยทางปัญญา หรือ ป่วยทางอารมณ์กับป่วยทางปัญญา พออารมณ์เสีย จิตใจไม่ดี ปัญญาก็มืดมัว ถ้าปัญญาไม่มี ใจก็อึดอัดอับจนหาทางออกไม่ได้ ก็คิดเคว้งคว้างออกนอกลู่นอกทาง ทำใจไม่ถูก เลยซ้ำเติมตัวเอง เป็นวงจรร้ายที่ทำให้ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้น

ลองหันกลับไปมองดูเถิด ที่ว่าดูทีวี ฟังข่าววิทยุ เห็นหน้าคนได้ยินเสียงนายนั้นนายนี้ เห็นเหตุการณ์บ้านเมืองแล้วเบื่อหน่าย หดหู่ ห่อเหี่ยว ละเหี่ยใจนั้น นี้คือความรู้สึกที่ซบเซาหรืออารมณ์ที่ฝ่อ ซึ่งไม่มีกำลัง มันปิดกั้นปัญญา

แล้วถ้าดูลึกลงไปก็จะเห็นว่า ความรู้สึกหรืออารมณ์นั้น เกิดจากการมีท่าทีเอาตัวลงเป็นผู้ถูกกระทำ “มองตัวเป็นผู้ถูกกระทำ” ถูกคนนั้นคนนี้กระทำ ถูกเหตุการณ์ที่เป็นอย่างนั้นมันกระทำกระทบกระแทกเอา เมื่อรู้สึกตัวถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องแย่แน่เป็นธรรมดา

แล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องวางท่าทีใหม่ มองตัวเองใหม่ คือ“ตั้งตัวขึ้นมาเป็นผู้กระทำ” ก่อนนี้เรารู้สึกเบื่อหน่าย ห่อเหี่ยว มันกลบมันฝังเราให้จมอยู่กับมัน ก็เลยปิดกั้นปัญญา พอเราตั้งใจใหม่ บอกตัวเองว่า เราจะต้องหาช่องทางเยียวยาแก้ปัญหาของสังคมนี้เท่านี้แหละ กำลังก็เกิดมีขึ้น ก็เปิดรับปัญญาให้เข้ามาได้ทันที พอปัญญาทำงาน เราก็กลับเป็นผู้กระทำ

ไม่ต้องอะไรมาก แค่ตั้งตัวขึ้นมาเป็นผู้ดู เป็นผู้ติดตามเรื่อง มีท่าทีเป็นผู้ศึกษาเหตุการณ์หรือศึกษาคนนั้นๆ แค่นี้ เราก็กลายเป็นผู้กระทำขึ้นมาแล้ว

พอยกตัวขึ้นมาเป็นผู้กระทำเท่านั้นแหละ ความรู้สึกเบื่อหน่ายละห้อยละเหี่ยก็จะหายไปทันที ถ้าไม่หมดก็แทบจะหมดไปเลย ความเจ็บป่วยทางอารมณ์ก็หายไป สุขภาวะทางจิตใจก็กลับคืนมาและดีขึ้นๆ พร้อมกับความงอกงามของสุขภาวะทางปัญญา

คนไทยเรามักเอาความรู้สึกเป็นใหญ่ อยู่กับความรู้สึกมาก เพราะฉะนั้นจะต้องแก้ไข เอาปัญญามาเป็นใหญ่ ใช้ปัญญาให้มาก ต้องพัฒนาให้เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมทางปัญญาสูง”

ผมขอสรุปเอาเองว่า เราต้องไม่เอาตัวเองลงไปคลุกกับปัญญาลุกขึ้นมาเป็นผู้ดู แล้วก็จะเกิดปัญญา มองเห็นปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหา อย่าใช้อารมณ์ความรู้สึกมาเป็นตัวตัดสิน ใช้ปัญญาตัดสินแทน สุขภาวะทั้งหลายก็จะบังเกิดขึ้นแก่สังคมไทยที่กำลังหน้าดำกรำทุกข์แล.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

....................................................

ฟังเพลง  "ที่สุดของคน"  แอ๊ด  คาราบาว คลิก --->

  http://mms.hunsa.com/getlink.php?sid=7111
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พฤษภาคม 2008, 08:40:38 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2008, 14:36:20 PM »

ปัญญาที่ป่วยคือปัญญาที่สุดขั้ว

สุดขั้วว่าหากไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!