บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:27:24 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชำเลืองเมืองพม่า  (อ่าน 19434 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
JD-วัยดึก
Jr. Member
**
กระทู้: 106



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 27 ตุลาคม 2006, 16:22:42 PM »

กลับกันมาตั้งแต่ 24 ตุลา น่าจะหายเหนื่อยแล้ว เห็นทีมงานผู้สื่อข่าวทางไกลไปเจริญสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันแค่ 1 ช.ม.บินก็ถึงแล้ว เห็นกดรูปกันฉับๆเป็นระวิง น่าจะได้นำมาแบ่งปันกันดูชมกันได้บ้างแล้ว

ตาเฒ่าคลัมซี่, ลุง ATM, ลุงใหญ่, ป้าดวง และป้าๆทั้งหลาย สลับผัดเปลี่ยนวนเวียนกันมาเล่าสู่กันฟัง มิตรสหายตั้งตาเฝ้าคอย

ตั้งแต่ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิไปสู่สนามบินเมงกาลาดอนของกรุงย่างกุ้ง เมืองที่มีต้นไม้ใหญ่ครึ้มทั้งเมือง

กระทั่งถึงหงสาวดี บนเส้นทางไฮเวย์ที่เรียกว่า manmade ไฮเวย์ จนถึงพระธาตุชะเวมอดอ หรือพระธาตุมุเตาจากบทประพันธ์อันลือลั่นของ ยาขอบ

บนลานมหาเจดีย์ชะเวดากองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มีศรัทธาในศาสนา สาวงามที่สวมโสร่งลายพื้นเมืองงดงามผมยาวสยายหลัง นั่งสมาธิด้วยท่าทีเคร่งในธรรม ....

จะมาเล่ากันคนละวันคนละตอน พร้อมภาพชีวิตที่ป้าๆบางคนหลงไหลกระทั่งหายไปในฝูงชน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

พร้อมกับยามค่ำคืนตอนสี่ทุ่มมาฟังเรื่องเล่าจากพม่ากันที่วิทยุบ้านตุลาไทย ...
บันทึกการเข้า

จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 ตุลาคม 2006, 16:58:59 PM »

**************************
**************************
จะคอยดู และ ฟัง...........ครับ
เมื่อคืนก่อนก็ท่าน JD  วัยดึก เล่าเรื่องพม่าแล้ว....
ยังไม่อิ่มมมมมม........
++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
คนภูเรือ
Sr. Member
****
กระทู้: 847

สวัสดีครับมิตรสหาย.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 ตุลาคม 2006, 17:42:25 PM »


ลุงก็ตั้งตาคอยฟังเรื่องเมืองพม่า..........อยู่ด้วยคนหนึ่งน่ะ  ยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มเท่ห์
(แอบ)ไปสนุกกันใหญ่เชียว เอารูปมาให้ดูเสียดีๆ............

มีใครไปปล่อยไก่.ที่หงสารึปล่าว ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ก้าวไปข้างหน้าเพื่อประเทศชาติ
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 27 ตุลาคม 2006, 19:10:59 PM »

แหะๆ   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
งวดนี้ ลุงบันทม เป็นโต้โผ  อยากให้เพื่อนๆได้ไปเที่ยว คลายเหนื่อยกับชีวิตที่เคร่งเครียด

เจ้าภาพล่วงหน้าไปก่อน นอนรอพวกเราอยู่ที่ย่างกุ้ง 1 วัน

เช้าวันที่ 24 ตค.  สมาชิก 9 คน พร้อมเพรียงกัน มีคณะป้าบ๊วยจากระยองฮิ กับลุง atm  รายนี้มาตั้งแต่ตีหนึ่งเพราะทางไกล  แต่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิก่อนเพื่อน...คณะที่สองและสามห้อยตามกันมา คือคณะป้าดวงกับข้าพเจ้า รวมกันมาคันเดียว เฒ่าการ์ดอุตส่าห์เอาใจขับรถมาส่ง ..ส่วนลุงใหญ่กับป้าไหม  มาเป็นคณะสุดท้าย   พร้อมกันเวลาตีห้า

น้องก้อย น้องดอกรัก หัวหน้าทัวร์ของ "เปี่ยมบุญทัวร์ " รอเช็คอินสายการบินแอร์เอเชียเที่ยวบิน FD3370
แน่นอน คนกระเป๋าเบาอย่างเราต้องเลือกใช้บริการแอร์เอเชีย ไว้ก่อน  ยิ้มกว้างๆ

ที่สุวรรณภูมิ  ก็อย่างที่รู้ๆกัน  ขาดแคลนห้องน้ำ  ที่นั่งพักห่วยที่สุด  ป้ายบอกตารางบินเล็กกระจิ๋ว..ทางเดินแคบเล็ก  หลังคาเท่านั้นที่กว้างใหญ่

ทางเดินไปขึ้นเครื่องยาวมาก โดยเฉพาะพวกโลว์คอส  เดินไกลและต้องต่อรถไปขึ้นเครื่องอีกหลายกิโลเมตร....ก็ธรรมดาล่ะครับ ..อันนี้ไม่ว่ากัน เพราะเราบินราคาถูก รับได้อยู่แล้ว

ออกเดินทางเวลา 8 โมงเศษ ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 15 นาที ถึงย่างกุ้ง ก็เวลาประมาณ 8 โมงเศษ (เพราะเวลาย่างกุ้งช้ากว่ากรุงเทพครึ่งชั่วโมง)

เฒ่าบันทมกับป้านุ้ยมารอรับที่สนามบิน

บรรยากาศที่สนามบินเหมือนสนามบินเชียงใหม่เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ขอโทษ ห้องน้ำ กับที่นั่งในสนามบิน ดีกว่าที่สุวรรณภูมิ

เรานั่งรถมินิบัสที่ลุงบันทมเช่าไว้บริการ เปลี่ยนโปรแกรมนิดหน่อย เพราะตลาดสก๊อตจะปิดวันจันทร์ เลยต้องมุ่งหน้าไปเที่ยวที่เมืองบ่าโก (พะโค) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ "หงสาวดี" ซะก่อน แล้วค่อยไปเที่ยวตลาดสก๊อตในวันรุ่งขึ้นแทน

รถเคลื่อนออกจากสนามบินโดยขับชิดขวา แต่พวกมาลัยดันอยู่ขวา ถามไถ่ไกด์ท้องถิ่น ชื่อ มิสเตอร์ห่าน  ได้ความว่า ชาวพม่าไม่เลือกรถ พวกมาลัยขวาหรือซ้ายขับได้หมด เพราะพม่ามีแต่รถเก่านำเข้าจากญี่ปุ่น จากไทย   ไม่มีรถใหม่ป้ายแดงอยู่แล้ว 

ถนนสายใหญ่สี่เลนส์มุ่งหน้าขึ้นเหนือ  สภาพขรุขระ ปะชุนตลอดทาง  ระหว่างทางเห็นคนงานพม่าถอดเสื้ออยู่กลางเปลวแดด บ้างใช้อีเตอร์ขุดซ่อมถนน บ้างก็โกยหินใส่บุ้งกี๋โรยหินกรวดปะถนนที่เสียหาย โดยมีหญิงคนงานเดินถือถังยางมะตอยร้อนๆคอยเทราดตาม   งานซ่อมถนนใช้แรงงานคนล้วนๆ  ปราศจากเครื่องจักรกล  ถามไถ่จากไกด์กิตติมศักดิ์(ลุงบันทม) ได้ความว่า เนื่องจากชาวพม่าถูกบอยคอต  ทุกอย่างขาดแคลน แต่พม่าก็ไม่สน พึ่งตัวเองอย่างที่เห็น

(  ขอภาพด้วยครับป้าบ๊วย  .. ตกใจ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม...เดี๋ยวมาเล่าต่อ)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 ตุลาคม 2006, 20:14:46 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 27 ตุลาคม 2006, 20:00:00 PM »

เมืองย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่า (ปัจจุบันย้ายไปอยู่ใกล้ปินมะนา เหนือขึ้นไปอีกหลายชั่วโมง) ป่าไม้ร่มครึ้ม อากาศดี ตามถนนมีไม้ใหญ่มากมาย ทั้งที่ขึ้นธรรมชาติและที่ปลูกไว้   

รถแล่นผ่านสุสานสงครามโลกครั้งที่สอง มีหลุมศพทหารอังกฤษ(อินเดียและพม่า)เสียชีวิตจากการรบกว่า 27,000 คน สุสานจัดทำเหมือนที่เมืองกาญจนบุรีของไทย แต่จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า และทหารก็เสียชีวิตจากการรบเป็นส่วนใหญ่ส่วนที่เมืองกาญจน์ ผู้เสียชีวิตเป็นเชลยศึกที่ถูกจับมาสร้างทางรถไฟสายมรณะ

  สมรภูมิพม่า ระหว่างฝ่ายญี่ปุ่นกับอังกฤษที่ปกครองพม่า เป็นสมรภูมิที่ดุเดือดเลือดพล่าน ต่างกับสงครามโลกครั้งที่สองในไทย ที่มีการรบเพียงประปรายตอนที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเมืองชายทะเลของไทย  แต่ของพม่าปะทะดุเดือด เมืองย่างกุ้งถูกโจมตีทางอากาศและโดยปืนใหญ่  ทหารราบญี่ปุ่นบุกเข้าเมืองมีการปะทะกันตามท้องถนน ไฟไหม้เมือง คนตายมาก 

ทหารอังกฤษถอยร่นด้วยการเดินเท้าขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ใช้เวลายาวนานผ่านไปสู่อินเดีย ระหว่างทางมีคนล้มตายนับหมื่น....

ก่อนที่ฝ่ายพันธมิตรจะจัดตั้งฝูงบินฟลายอิ้งไทเกอร์ เข้าประจัญบานกับทัพอากาศญี่ปุ่นเหนือแผ่นดินจีน ทำลายฝูงบินรบญี่ปุ่นตกนับเป็นพันเครื่อง ขณะที่ฝ่ายพันธมิตรเสียเครื่องบินไปสองร้อยกว่าเครื่อง

ช่วงสงคราม ฝ่ายอังกฤษได้สร้างถนนที่คดโค้งไปตามภูเขาสูงและหุบเหวจากชายแดนอินเดียผ่านพม่ามุ่งสู่เมืองจุงกิง เพื่อช่วยส่งเสบียงอาหาร อาวุธ เพื่อช่วยจีนรบญี่ปุ่น    เสียดายที่หลังสงครามถนนสายนี้ถูกปล่อยให้รกเรื้อไปเสียแล้ว  ญี่ปุ่นยึดครองพม่าอยู่เกือบสองปี จึงยอมแพ้ หลังถูกบอมด้วยปรมณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ

 ระหว่างทางขึ้นไปหงสาวดี พอพ้นตัวเมืองก็จะพบท้องนาและ ทุ่งราบขนาดใหญ่ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ     หงสาวดี เป็นชื่อที่ชาวไทยเรียก  แต่ความจริงเมืองนี้ชื่อพะโค หรือบ่าโก  ดั้งเดิมเป็นเมืองหลวงของมอญ  ก่อนที่พม่า หรือชาวบะหม่า จะยกกำลังเข้ายึดครอง

พะโค  ห่างจากย่างกุ้ง 80 กม. ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์สองชั่วโมงกว่า



ภาพ เจดีย์พระธาตุมุเตา (เฉว่หม่อต่อ) ที่เมือง เบ่กู (พะโค)= หงสาวดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 ตุลาคม 2006, 20:31:03 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2006, 11:10:17 AM »


ลุงatm ป้าบ๊วย ลุงใหญ่ ป้าดวง  ..ไม่เห็นมาเล่าบ้างเลย ปล่อยให้ผมฉายเดี่ยวอยู่คนเดียว ขยิบตา

วันนี้หาเรื่องเบาๆมาเล่ากันดีกว่า หนักสมองมาหลายเดือนแล้ว
...........................

คณะเราถึง หงสาวดี หรือ บ่าโก ก็ตรงไปไว้พระธาตุมุเตา   เมื่อเดินพ้นประตูทางขึ้นต้องถอดรองเท้าถุงเท้า เดินเท้าเปล่าขึ้นพระธาตุตามวัฒนธรรมพม่า  เสียเงินค่าธรรมเนียม(แบบเหมา 4 แห่ง คนละ 10 us.) เสียค่ากล้องคนละ 200 จาต
ตรงศาลาข้างพระธาตุแต่ละทิศจะมีพระพุทธรูปแบบพม่าประดิษฐานอยู่  พบคนพม่าจำนวนมากนั่งหลับตาสวดมนต์ภาวนา  บ้างก็นั่งนับลูกประคำพร้อมกับสวดมนต์ทำสมาธิ

ชาวพม่านี่อยู่ในศีลในธรรมกันจริงๆ  มาวัดก็มาสวดมนต์ กราบพระธาตุ และทำสมาธิ  ทำกันจริงจังผิดกับบ้านเรา ที่เน้นไปที่ขอหวย 

สังเกตุดูเห็นว่าชาวพม่า มีชีวิตเรียบๆง่ายๆ วันหยุดเข้าวัด ทำบุญ  ไหว้พระธาตุ  ไม่มีสถานหย่อนใจประเภทบันเทิงเริงรมณ์สักเท่าไหร่  ยิ่งที่ บ่าโก เมืองที่ไม่ใหญ่เหมือนต่างจังหวัดของบ้านเรา เมืองก็ดูเล็กๆ ขนาดสักตัวจังหวัดปทุมธานีเท่านั้น

สภาพชีวิตผู้คน และความเจริญทางวัตถุ ห่างจากไทยหลายสิบปี  แต่ถ้าวัดดัชนีความสุขทางใจ  น่าจะสูงกว่านะ



ถนนหน้าพระธาตุมุเตา




ลานรอบพระธาตุมุเตา
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2006, 11:45:00 AM »

 มาลองทบทวนประวัติของเมืองหงสาวดี หรือ แบ่กู หรือบ่าโก หรือ พะโค (Bago) นี้ดูสักหน่อย
 เวลาไปเที่ยวที่ไหน  ผมชอบศึกษาประวัติไปก่อน แล้วพอเราได้ฟังผู้รู้ หรือไกด์อธิบาย ก็ยิ่งจะเพิ่มรสชาดการท่องเที่ยว
อย่างที่เมืองหงสาวดีนี้ มีตำนานเกี่ยวกับหงส์ ทำนองว่า ในอดีตสองพันปีก่อน ดินแดนแถบนี้มีแต่น้ำ ไม่มีพื้นดิน  มีที่ให้หงส์เกาะได้แค่ตัวเดียว  นางหงส์จึงต้องมาเกาะหลังคู่ของมัน
 สาวชาวแบ่กู  จึงถูกล้อว่าเกาะติดหลังคนรักเหมือนนางหงส์  อันเป็นที่มาของชื่อเมืองหงสาวดี  (ฮิ่นตาวตี)

แต่ในความเป็นจริงและข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ หงสาวดี เป็นถิ่นของชาวมอญ หรือที่เรียกว่าชาวตะลายง์ (ไทยมาเรียกว่า "ตะเลง" ) อพยพมาจากทางตอนเหนือของพม่าก่อนหน้าชาวพยู่ หรือปยู ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวพม่า
ชาวมอญรับเอาศาสนาพุทธเข้ามาจากอินเดีย(บ้างก็ว่า ชาวมอญ มาจากแคว้นตลิงคนะในอินเดีย จึงเรียกว่าชาวตะลายง์)
มอญครอบครองดินแดนยาวจนจรดไปทางใต้ของพม่า รวมทั้งครอบครองดินแดนในเขตนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรีกาญจนบุรี เรื่อยไปในดินแดนอื่นๆของไทย  เรื่อยไปถึงหริภุณไชย ที่ลำพูน....วัฒนธรรมมอญ คือต้นแบบวัฒนธรรมในดินแดนแคว้นสุวรรณภูมิ

กษัตริยมอญครอบครองแบ่กู มีช่วงยุคทองถึง 200 กว่าปี จนถึงยุคพระนางชินส่อปุ๊  ที่มีการทุ่มเทเงินทองในการขยายต่อเติมเจดีย์ชเวดากอง จนใหญ่โต 

ต่อมา ปี คศ.1541 พระเจ้าตะปิ่นชเวตี  (ชื่อคุ้นๆ  ..ไทยเรียกพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้  ..สมัยตอนเรียนประวัติศาสตร์ไทยชั้นมัธยมต้น  พวกเราชอบแซวกันว่า เป็นน้องพระเจ้าตะโกนชเวตี้) กษัตริย์แห่งปะกัน (พุกาม)ชาวพม่า ได้เข้ายึดเมืองแบ่กู จากพวกมอญ  ทำให้อาณาจักรพม่ากว้างไพศาล แถมเข้าตีกรุงศรีอยุธยาได้ถึงสองครั้ง(  ความจริงกรุงศรีตกเป็นเมืองขึ้นพม่า ทั้งหมด 3 คร้ง โดยสองครั้งเกิดในสมัยพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ นี่เอง...แต่ประวัติศาสตร์ไทยพยายามทำให้เหลือสองครั้ง เพราะครั้งหนึ่งนั้น พระมหาธรรมราชา บิดาของพระนเรศวร เป็นไส้ศึกให้พม่า..เลยไม่อยากบันทึกไว้)

ต่อมากษัตริย์มอญ เข้ายึดแบ่กู ได้ และแบ่กูเป็นเมืองหลวงของมอญในปี 1740  อยู่ได้ 17 ปี  ก็ถูกพม่าปราบอย่างเหี้ยมโหด  โดยพระเจ้าอลองพญาผู้ยิ่งใหญ่   จนมอญต้องหนีมาพึ่งไทย  (กลายเป็นมอญแถวบ้านโป่ง  พระประแดง เกาะเกร็ด)

ต่อมาแม่น้ำแบ่กูเปลี่ยนทาง ทำให้เมืองแบ่กูล่มสลาย อดีตที่รุ่งโรจน์ก็เหลือเพียงซากโบราณสถานเท่าที่เห็นนี่แหละ



บุเรงนอง eye view มองจากวังบุเรงนอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ตุลาคม 2006, 11:56:39 AM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
arunprapa_w
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2006, 11:48:54 AM »

 มานั่งแถวหน้า รอฟังป้าลุงเล่าเรื่อง เสียดายไม่ได้ฟังวิทยุหลายวันค่ะ ยิ้ม
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2006, 13:23:29 PM »

มีเกร็ดประวัติศาสตร์อีกเล็กน้อยเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองในพม่าและจีน
.......................

ย้อนกลับไปปี คศ.1932  จักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองแมนจูเรีย(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน) ยึดครองคาสมุทรเกาหลี เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร

ทัพญี่ปุ่นบุกโจมตีเมืองเซี่ยงไฮ้  นานกิง  ฆ่าคนจีนที่นานกิงไปกว่า 300,000 คน   กองทัพจีนของเจียงไคเช็ค  ต้องยอมหยุดรบกับคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยเหมา เจ๋อ ตง เพื่อร่วมกันรบกับญี่ปุ่น   แต่กองทัพจีนด้อยทั้งอาวุธ  และความชำนาญในการรบ  ทหารจีนหวาดกลัวญี่ปุ่น  ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนจากการรบหลายสมรภูมิ

กองทัพจีนขาวของเจียงไคเช็ค ถอยไปตั้งรับญี่ปุ่นที่เมืองจุงกิง
อเมริกันเข้ามาแอบให้การช่วยเหลือกองทัพจีน โดยมีฐานอยู่ที่พม่า และอินเดีย

ขณะนั้นเอง นายทหารอากาศอเมริกัน ชื่อว่าแชโนลต์ ได้รวบรวมนักบินผาดโผนของพวกเขา เข้ารับจ้างมาดามเจียงไคเช็ค ทำการฝึกการบินให้กับทหารจีน  สร้างฝูงบินรบที่แข็งแกร่งขึ้น ชื่อ " ฝูงบินฟลายอิ้ง ไทเกอร์ " สวมเครื่องแบบนักบินจีน  แชโนลต์ ยังได้ร่วมกับกองทัพจีนสร้างสนามบินขึ้นหลายแห่งในเขตยูนนาน

ในช่วงที่อเมริกันแอบช่วยเหลือจีนต่อต้านญี่ปุ่นนั้นเอง  อังกฤษและอเมริกัน  ได้สร้างเส้นทางสาย Burmar Road   จาก เมืองลาโช ทางตอนเหนือของพม่า ผ่านเทือกเขาที่สูงชันสลับซับซ้อน คดเคี้ยวและยากลำบากที่สุด  ถนนสายนี้ยาวเกือบเจ็ดร้อยไมล์ มุ่งสู่เมืองคุนหมิง  เพื่อลำเลียงอาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆช่วยเหลือกองทัพจีนที่ถูกทหารญี่ป่นปิดลอ้มทางด้านชายทะเล 

   จนกระทั่งญี่ปุ่นบุกเพิลร์ฮาเบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวา 1941 และส่งกำลังเข้ายึดครองดินแดนอาณานิคมต่างๆของชาติตะวันตกในเอเชีย   ญี่ปุ่นส่งกำลังยกพลขึ้นบกในเขตพม่าตอนล่างฝูงบินเสืออากาศฟลายอิ้ง ไทเกอร์ ของแชโนลต์ ได้ออกทำสงครามทางอากาศกับญี่ปุ่นอย่างเต็มรูป

ญี่ปุ่นส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีเมืองคุนหมิง โดยไม่มีเครื่องบินขับไล่คุ้มกัน  จึงถูกฝูงบินฟลายอิ้ง ไทเกอร์ สอยร่วงจำนวนมาก 

กองทัพญี่ปุ่นมุ่งมั่นที่จะบุกยึดพม่าให้ได้
จึงส่งฝูงบินเข้าโจมตีกรุงย่างกุ้งอย่างขนานใหญ่ เกิดไฟไหม้ไปทั่วเมือง  กองทัพอังกฤษซึ่งประกอบด้วยทหาร อังกฤษ พม่า กระเหรี่ยง  อินเดีย พากันถอยร่นออกจากย่างกุ้ง ไปทางตะวันตก ด้วยการเดินทัพพที่มีขบวนยาวเหยียด ทหารกว่าสี่หมื่นคนกับประชาชนอีกนับแสน อพยพหนีภัยสงคราม จนย่างกุ้งเกือบเป็นเมืองร้าง  ขณะเดียวกันทัพญี่ปุ่นก็ตามตีมาติดๆ  ห่างกันแค่ 36 ชั่วโมง  

ระหว่างการอพยพถอยทัพ ไม่มีการหยุดช่วยเหลือสำหรับคนที่ล้มพับ มีผู้คนล้มตายนับแสน รวมทั้งทหารอังกฤษ อินเดีย พม่า อีก 27,000 คน  นับเป็นการถอยทัพที่ยาวนานและทารุณโหดร้ายที่สุดในประวัติการถอยทัพของกองทัพอังกฤษ
สภาพการรบในป่าดิบในเขตร้อนชื้นเป็นอุปสรรค   แต่กระนั้น ทหารอังกฤษ อินเดีย  ก็เดินทางถึงประเทศอินเดียได้สำเร็จ โดยเหลือทหารเพียง 12,000 คน  จาก 42,000 คน  ส่วนทหารพม่า และชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆที่เหลือรอดตาย พากันแตกทัพกลับบ้าน  เผ่าใครเผ่ามัน 

ในช่วงการถอยทัพนั้น ทหารอเมริกันชื่อ นายพลโจเซฟ สตีลเวล ผู้รับผิดชอบการสงครามในเขตประเทศ พม่า จีน อินเดีย พร้อมกับทหารอเมริกัน 114 คน เป็นผู้รับผิดชอบในการถอย  ปรากฏว่าทหาร 114 คน ของสตีลเวล เท่านั้น ที่เดินทัพสู่อินเดีย โดยไม่มีใครเสียชีวิต

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ตุลาคม 2006, 14:43:09 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2006, 13:47:34 PM »

ฝูงบิน ฟลายอิ้งไทเกอร์  ได้ใช้ยุทธวิธีที่แชโนลต์คิดค้นในการสู้รบ  โดยใช้เครื่องบินขับไล่สองลำบินคู่กันในการเข้าต่อกรกับข้าศึก  ลำหนึ่งถูกไล่ตาม อีกลำผละหนี แล้วโผกลับมาตามหลังข้าศึก   ทำให้เกิดความได้เปรียบในการพันตูทางอากาศ ผลการรบตลอดช่วงสงคราม พวกเขาสูญเสียเครื่องบินเพียง 573 ลำขณะที่ยิงเครื่องญี่ปุ่นตกทั้งสิ้น กว่า 1,900 ลำ

ในช่วงที่การรบในพม่าดุเดือด และพันธมิตรต้องถอยร่นออกจากพม่า  ฝูงบินนี้ได้ออกโจมตีญี่ปุ่นภาคพื้นดินอย่างต่อเนื่อง โดยหลีกเลี่ยงการพันตู  แต่ใช้วิธีโจมตีภาคพื้นดินด้วยการกราดยิง  เป้าหมายคือโจมตีฐานบินต่างๆของญี่ปุ่นในประเทศไทย  มีคราวหนึ่งที่โจมตีสนามบินเชียงใหม่ทำให้ญี่ปุ่นเสียเครื่องบินถึง 40 กว่าลำในคราวเดียว  นอกจากนี้ยังโจมตีเรือรบญี่ปุ่นที่ลอยลำอยู่ในน่านน้ำอ่าวไทย

ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเส้นทางสาย Burmar Road นั้น ฝูงบินนี้ ได้เข้าโจมตีเส้นทาง จนญี่ปุ่นไม่สามารถใช้เส้นทางได้โดยปรกติ   โดยเฉพาะในเส้นทางช่วงที่เข้าชายแดนพม่าต่อชายแดนจีน 

ทางด้านภาคพื้นดิน  นายพลวิงเกต  นายทหารอังกฤษ  ใช้การรบแบบกองโจรเข้าโจมตีทหารญี่ปุ่น  เขาเรียกชื่อหน่วยของเขาว่า หน่วยชินดิต มาจากชื่อชินเต้ สัตว์จำพวกสิงในตำนานพม่า ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาวัดวา

นอกจากนี้ ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นยึดครองพม่า ฐานบินของพันธมิตรได้ถอยไปอยู่ในเขตแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ทหารอากาศ ได้เปิดเส้นทางบินจากแคว้นอัสสัม สู่คุนหมิง  อันเป็นเส้นทาง" เลาะฟ้า"  ผ่านเทือกเขาหิมาลัยที่สูงกว่า 6,000 เมตร ผ่านเทือกเขานาก๊ะ สูง 3,000 เมตร เทือกเขาสันซาวน์ สูง 4,500 เมตร ผ่านป่าดิบเขาลุ่มน้ำเอยาวดี (อิระวดี) น้ำตั่นลวิน(สาละวิน) น้ำโขง  เส้นการบินนี้เรียกว่า " เดอะฮัมพ์"  มีภาพยนต์หลายเรื่องใช้เส้นทางการบินนี้เป็นฉาก

ปฎิบัติการบินลำเลียงรถยนต์ อาวุธ ใช้วิธีการที่พิศดารเหนือความคาดหมาย  โดยใช้วิธีถอดรถยนต์ ออกเป็นชิ้นๆ แล้วไปประกอบที่ปลายทาง  ตลอดการลำเลียงขนยุทโธปกรณ์ได้ 650,000 ตัน  มีคนสูญหาย  เครื่องบินชนภูเขา หายไป 1,000 กว่าคน  หฤโหดจริงๆ

เป็นไงครับ   ...เรื่องราวของพม่า  ..พอเป็นน้ำจิ้มได้นะครับ... ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ตุลาคม 2006, 14:38:48 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2006, 14:23:29 PM »

ตาเฒ่าฯเล่าประวัติไปก่อนแล้วกันนะ
ยังไม่หายเหนื่อยเลย
พรุ่งนี้ต้องลากิจอีก สามสี่วัน
กลับมาแล้วจะมาแจมด้วย
บันทึกการเข้า
atm
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2006, 20:59:21 PM »

ลุงเล่าต่อเลยครับ
กำลังสนุก ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
atm
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2006, 22:15:31 PM »

กดรูปกันฉับฉับมือเป็นระวิง



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ตุลาคม 2006, 21:19:26 PM โดย atm » บันทึกการเข้า
DJ-tulaRADIO
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2006, 08:14:58 AM »

ส่งรูปมาให้ชมกันมากๆหน่อย
เห็นใจคนไม่ได้ไปด้วย  นั่งเฝ้าวิทยุ เฝ้าเวปฯคอยท่า
เจ้าไทรันสยาม ช่วยพ่อ .... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
atm
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2006, 21:26:48 PM »

สาวพม่าหุ่นดีทุกคน
คนอ้วนหายาก ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

           
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!