บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:04:35 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชำเลืองเมืองพม่า  (อ่าน 19444 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
atm
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #15 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2006, 21:32:59 PM »

งามทั้งกายและใจ

บันทึกการเข้า
atm
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2006, 21:42:51 PM »

พระพุทธรูปพม่า





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ตุลาคม 2006, 22:57:17 PM โดย atm » บันทึกการเข้า
atm
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #17 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2006, 21:51:43 PM »

บรรยากาศรอบๆพระธาตุมุเตา




บันทึกการเข้า
atm
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2006, 23:24:27 PM »

บรรยายกาศตลาดเช้าใกล้ๆที่พัก




บันทึกการเข้า
Mai - Econ
Newbie
*
กระทู้: 16


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2006, 21:16:08 PM »

พระพุทธรูปอีกองค์


* Img_0072.jpg (29.83 KB, 400x300 - ดู 646 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Mai - Econ
Newbie
*
กระทู้: 16


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2006, 21:21:38 PM »

เลยตลาดเช้าที่ลุงATM ไปเดินชมตลาด
จะเป็นทางขึ้นเจดีย์ชเวดากอง  ด้านตะวันออก


* Img_0063.jpg (20.37 KB, 400x300 - ดู 655 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Mai - Econ
Newbie
*
กระทู้: 16


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2006, 21:27:12 PM »

ขออนุญาตตาเฒ่า  พามิตรสหายขึ้นนมัสการ
เจดีย์ชเวดากองก่อน นะค่ะ 


* Img_0067.jpg (19.48 KB, 300x400 - ดู 638 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Mai - Econ
Newbie
*
กระทู้: 16


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2006, 21:29:16 PM »

อีกรูปค่ะ


* Img_0068.jpg (22.18 KB, 400x300 - ดู 634 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2006, 17:41:49 PM »

ที่เมืองย่างกุ้งนี้ แม้ว่าจะมองดูแล้วเหมือนกับบ้านเราเมื่อ 40ปีที่แล้ว
แต่ก็มองเห็นว่าประชาชนของเขามีความเป็นอยู่ดีพอควร
ไกด์เล่าให้ฟังว่า ที่นี่จะไม่มีพวกฉกชิง วิ่งราว โจร ขโมย
สังเกตเห็นร้านทองของเขา เปิดขายกันอย่างไม่ต้องมีตำรวจมานั่งเฝ้าหน้าร้าน
ในร้านก็มีผู้หญิงนั่งขายอยู่คนเดียว ไม่ต้องกลัวใครมาปล้น

อีกอย่างคือ เมืองนี้เขาไม่อนุญาตให้ประชาชนใช้รถมอเตอร์ไซด์
ก็ปลอดภัยดี สำหรับคนเดินถนน
บรรยากาศโดยรวม ๆแล้ว น่าอยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤศจิกายน 2006, 23:29:51 PM โดย duang » บันทึกการเข้า
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2012, 20:15:44 PM »

เข้าไปรื้อค้นกระทู้เก่าๆ พบว่า"ชำเลืองเมืองพม่า"ที่เราไปเที่ยวพม่ากันเมื่อ ตุลาคม 2006 นับไปนับมาบัดนี้ได้เวลา 6 ปีพอดี น่าจะได้นำมาปัดฝุ่นแห่งความทรงจำเก่าๆนำมาเล่าต่อ เพราะในช่วงเวลา 6 ปีนี้พม่าเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน และผมเองก็ได้เดินทางไปพม่าอีกหลายเที่ยว ลุงสมเองก็เล่าค้างไว้เยอะ มานั่งอ่านใหม่พบว่าข้อมูลลุงสมมันส์จริงๆโดยเฉพาะฝูงบินฟลายอิ้งไทเก้อร์ของอเมริกันสัญชาติจีนที่ผงาดขึ้นทำสงครามเวหากับญี่ปุ่น ...

ในช่วงต่อจากนั้นลุงสมน่าจะได้เล่าต่อถึงญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 พม่าต่อสู้เพื่อเอกราช พม่าได้เอกราชจากอังกฤษ เกิดสัญญาปางหลวงขึ้น นายพลอองซานและเจ้าฟ้าผู้นำรัฐต่างในพม่าถูกลอบสังหาร ทหารปฏิวัติ พม่าปิดประเทศ ยุคอูนุ ยุคนายพลเนวิน ฯลฯ

อันนี้ท่านผู้ใดจะเข้่ามาแจมด้วยในเรื่องอะไรก็ได้ครับ เปิดกว้างสำหรับทุกคน

เมื่อเร็วๆนี้..ลุงสมได้ไปตระเวณชายแดนไทย-พม่าที่พุน้ำร้อน กาญจนบุรี ..เส้นทางสู่ทวาย..มหากาพย์ของการลงทุนเกือบล้านล้านบาท ในโครงการท่าเริอน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย จากจุดชายแดนที่เรายืนอีก 146 กม.ก็จะถึงทวาย ถนนยังฝุ่นตลบ .. ในวันที่ไทยมีทหารพราน 3 นายรักษาจุดแบ่งดินแดน และพม่ามีนายทหารระดับผู้บังคับการกรมและคณะเข้ามาย้ายเขตแดนเข้ามาในเขตไทยอีกราว 200 เมตร เราน่าจะเป็นชุดสุดท้ายที่ยืนตรงนั้นก่อนหลักเขตแดนจะถูกย้าย

เช่นเดียวกับหลายปีก่อนที่เราไปตระเวณบนถนนศรีเพ็ญชายแดนเขมรเพื่อไปเยี่ยมชมปราสาทสด็อกก็อกธมในเขตไทย .. และปัจจุบันได้ข่าวว่าคนไทยเข้าไปไม่ได้แล้ว และคงจะกลายเป็นของเขมรในอีกไม่นาน..

ผมค่อยหารูปมาเติมให้..
บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2012, 22:44:18 PM »

เห็นข่าวว่าเขาจะขุดสปึตไฟต์ขึ้นมาด้วยนะครับ

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9550000127816
บันทึกการเข้า
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 19 ตุลาคม 2012, 22:51:16 PM »

ขอบคุณหมอแสนไชยครับ ..ฝรั่งตอนนี้ตามล่าหาอดีตกันเป็นการใหญ่ แม้ว่าจะใช้ทุนอย่างมโหฬารขนาดไหนก็ตาม..

+++++++++++++++++++++++++++++++

ไปเจออีกเรื่องนึงนานมาแล้วเป็นเรื่องราวการเดินทางสู่รัฐไทยใหญ่ของคุณสมบูรณ์ วรพงษ์ ในราวปี 2495 สมัยที่ท่านยังเป็นหนุ่ม ท่านเดินทางเข้าสู่พม่าในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบใหม่ๆ ท่านยังไปพบ พ.ท.โพยม จุลานนท์ ซึ่งลี้ภัยไปอยู่ที่นั่น ท่านยังไปสักการะสถูปที่เชื่อว่าเป็นที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นบันทึกเรื่องราวที่อ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆ ..รถเที่ยวสุดท้้ายจากตองยี..


                                                      
         ๑
                                            หาง - เมืองด่านแรก

                ข้าพเจ้า กำลังก้าวพ้นอาณาเขตของประเทศไทยไปแล้ว ด้วยฤทธิ์ของคนหนุ่มนักผจญภัย สู่ยังดินแดนทุรกันดารเหนือประเทศไทยขึ้นไป…. มองไปข้างหน้าขุนเขาผ้าห่มปกยืนทมึนทาบอยู่กับท้องฟ้า สลับซับซ้อนด้วยเขาใหญ่น้อยอีกหลายลูก ไกลออกไปเบื้องหน้ามองเห็นท้องไร่ท้องนาแผ่กว้างไปตามถนนสายยาวเหยียดนั่นคือถนน สายเชียงใหม่ - ฝาง ซึ่งเป็นถนนสายยาวที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ เส้นตารางที่ตัดไปมาเหมือนตาหมากรุก คือ ไร่นาของราษฎร ทรัพยากรของชาติ ต่ำลงไปอีก หลังคาสังกะสีของโรงกลั่นกรองน้ำมัน ต้องแสงแดดจากพระอาทิตย์เป็นประกายวาว ยอดพระเจดีย์งามเสียดแทงฟ้าท่ามกลางกลุ่มไม้เขียวขจี
                เหล่านี้เป็นทัศนียภาพอันงดงามของอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอหนึ่งซึ่งอยู่สุดท้ายปลายแดนภาคเหนือ ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และนครหลวงของประเทศไทยเมื่อ ๙๐๐ ปีก่อน "ไชยปราการนคร" ของพระเจ้าพรหมมหาราช!
                ข้าพเจ้าละสายตา จากภาพเหล่านี้ด้วยความเต็มตื้น แสงแดดเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นทุกที ม้าหลายสิบตัวผ่านเราไปเป็นหมู่ ๆ บรรทุกน้ำมันเบนซิน, ผ้าและไม่ขีดไฟ ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่ลักลอบหนีภาษี อนิจจา! ข้าพเจ้าคิดด้วยความขมขื่น แม้กระทั่งป่าดงพงพีและเขาสูงเช่นนี้ ก็ยังมีพ่อค้าต่างด้าวคอยรีดเลือดจากพี่น้องชาวไทยอีก สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ หากมีการลักลอบนำออกมากขึ้น ก็หมายความว่าสินค้าในประเทศไทยจะต้องขาดแคลน, แพง และนั่นความเดือดร้อนจะต้องเกิดแก่คนไทย แต่จะโทษใครได้ อำนาจเงินย่อมทำให้คนเราลืมทุกสิ่งทุกอย่างลืมแม้กระทั่งตัวของตัว !

                ข้าพเจ้าผ่านความคิดต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าประสพครั้งนี้ กลับมาคิดถึงการเดินทางของข้าพเจ้าต่อไป วันนี้ข้าพเจ้าตั้งใจจะเดินทางให้ไปถึงเมืองหาง ซึ่งเป็นชายแดนของสหรัฐไทยใหญ่ เมืองหางนี้ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าจากรัฐเมืองพาน เมืองสาด และเชียงตุง ตลอดถึงเป็นย่านกลางที่ฮ่อเมืองซู่ เมืองว้อง นำสินค้ามาขาย จึงมีพ่อค้าเกือบทุกชาติทุกภาษามารวมกันที่นี่ สินค้าที่นำมาขายก็มีสินค้าที่ลักลอบออกไปจากประเทศไทยบ้าง สินค้าที่มาจากมณฑลยูนานบ้าง ซึ่งรวมทั้งหม้อทองเหลือง ตะกั่ว ผ้า เจียน มันฮ่อ (มันชนิดหนึ่งมีขายในจังหวัดเชียงใหม่) แต่สินค้าที่สำคัญที่สุดก็คือฝิ่น ฉะนั้นพ่อค้าฝิ่นจากเชียงใหม่หรือลำปางจึงขึ้นมาติดต่อกันที่นี่
                เมื่อคนซื้อขายมาพบกันเข้า ก็เกิดมีการเล่นการพนันเป็นสิ่งแรก เมืองหางจึงได้ชื่อว่าเป็นมอนติคาโลได้ย่อม ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งทำรายได้ให้แก่รัฐบาลเมืองพานทางภาษีการพนันได้มากทีเดียว

                ข้าพเจ้าไปถึงเมืองหางค่ำพอดี สิ่งแรกที่ประสพก็คือโรงการพนันโรงมหึมาตั้งอยู่ใจกลางเมือง จุดตะเกียงเจ้าพายุสว่างจ้า ผู้คนเดินพลุกพล่าน แม่ค้าสาว ๆ ชาวไทยใหญ่เอาของมาขายนั่งกันเป็นแถว พวกหนุ่มบ้างก็มาเล่นการพนัน บ้างก็มาเกี้ยวพาราสีแม่ค้า ข้าพเจ้าเริ่มหนักใจในเรื่องคำพูดของเขาซึ่งข้าพเจ้าฟังไม่รู้เรื่อง แต่อาศัยบุญช่วยเขาเคยมาค้าขายทางนี้บ่อย ๆ เขาพูดได้ทั้งภาษาพม่าและไทยใหญ่ จึงคอยเป็นล่ามให้ข้าพเจ้า

                สังเกตโดยทั่วไปแล้ว เมืองหางเป็นเมืองที่สงบดีมากไม่มีโจรผู้ร้าย เพราะกฎหมายที่นี่ไม่เหมือนทางเมืองไทย ซึ่งจะตัดสินใครได้ตามใจชอบ การลักขโมยแล้วโทษร้ายแรงนัก เขาเล่าว่าเพียงขโมยพริกหรือมะเขือ หากจับได้โทษถึงฆ่า แต่ถ้าขโมยม้าหรือช้างโทษน้อยหน่อยอาจถูกขังหรือตัดสินปล่อย ที่เป็นเช่นนี้เขาว่าเพราะม้าหรือช้างราคาแพงคนจน ๆ ไม่มีก็อยากได้ ฉะนั้นจึงยกโทษเพื่อให้ความกรุณาแก่เขา จะเท็จจริงอย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบ เพราะตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ยังไม่เคยได้ยินข่าวเรื่องฆ่าคนเล่นเลย ซึ่งนับว่าการปกครองของเขาดีทีเดียว ผู้น้อยหรือราษฎรต้องเกรงกลัวพ่อเมือง ซึ่งเสมือนพ่อ และโดยความเป็นจริงแล้วชาวไทยใหญ่นับถือพุทธศาสนาเคร่งมาก การเคร่งครัดต่อศาสนานี่เอง เป็นผลให้เขายึดมั่นในศีลธรรมอันดี ซึ่งเมื่อเทียบกับคนที่เรียกตัวเองว่าเจริญแล้ว แม้หนึ่งในสิบเราก็สู้เขาไม่ได้

                บุญช่วยได้พาข้าพเจ้าไปพักบ้านของชาวไทยใหญ่ผู้หนึ่ง ซึ่งเขาเรียกว่าจเร มีตำแหน่งเป็นทั้งเสมียนและสมุห์บัญชี ตำแหน่งจเรนี้เป็นตำแหน่งที่เขายกย่องนับถือกันมาก เราเรียกเขาว่าจเรสี เดิมชื่อสี อายุประมาณ ๕๐ กว่าเป็นผู้มีอัธยาศัยดี เข้าใจขนบธรรมเนียมไทยอย่างดีและได้รับการศึกษาดีผู้หนึ่ง เขารู้ทั้งหนังสือพม่าและไทยใหญ่ สมัยไทยเข้าครอง จเรผู้นี้มีตำแหน่งเป็นล่ามให้แก่กองทัพไทย ใครเอาสินค้าไปขายเขาก็รับซื้อไว้ แล้วขายให้พ่อค้าที่มาจากรัฐเมืองพาน เมืองสาดอีกต่อหนึ่งทำเช่นนี้โดยมิต้องลงทุน โดยที่เขาเป็นคนซื่อสัตย์ พ่อค้าจึงไว้ใจเขามาก

                เมื่อข้าพเจ้าไปถึง เขาและภรรยาซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน ก็ออกมาต้อนรับกุลีกุจอนำข้าพเจ้าและพรรคพวกขึ้นไปพักบนเรือนชั้นบน โดยที่ว่าบ้านเรือนทางนี้เขาทำเป็นสองชั้นกลาย ๆ คือทางด้านหน้าลดต่ำให้ได้ระดับถนนสำหรับเป็นที่ขายของ ด้านหลังเรือนธรรมดา มีบันไดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งใช้กับที่พักของพ่อค้าที่มาติดต่อ
                เมื่อเราเปลี่ยนผ้าอาบน้ำอาบท่ากันเสร็จแล้ว เขายกอาหารมาตั้งเป็นกับข้าวทางไทยใหญ่ ข้าพเข้าเชื่อว่าท่านที่ไม่เคยรับประทาน เห็นจะรับประทานไม่ได้เป็นแน่ แกงผักหรือเนื้อเขาใส่ ถั่วเน่า (ถั่วเหลืองต้มแล้วหมักให้เน่าตำให้ละเอียด ทำเป็นแผ่น ๆ ตากแดดไว้ เมื่อถึงคราวจะใช้ใส่แกงเขาก็ผิงไฟให้กรอบตำกับน้ำพริกมีกลิ่นเหม็นนิด ๆ แต่คนที่เคยรับประทานเขาว่ามีกลิ่นหอม ทางเชียงใหม่ชอบรับประทานกันมากถึงขายเป็นกิโล)

                ธรรมเนียมทางไทยใหญ่เขาถือกันมาก เวลาแขกมาพักบ้าน เจ้าของบ้านจะต้องถือเป็นหน้าที่เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างเต็มที่ จะไม่ยอมให้แขกได้จับจ่ายเลย ถึงเราจะซื้อหาอะไรมาก็ต้องซ่อนอย่าให้เขาเห็น ทิ้งไว้ในครัวให้เขาทำเอง หากเขาเห็นเราซื้ออะไรต่อหน้าต่อตาเขาแล้ว ถือว่าเป็นการหักหน้าเขา ซึ่งบางทีต่อไปเขาจะไม่ย่อมต้อนรับเลย
                ประเพณีนี้เมื่อคิดดูแล้วก็น่าเห็นว่าเป็นประเพณีอันดี ซึ่งแสดงถึงอัธยาศัยเจ้าของบ้านที่รับรองแขก ซึ่งนอกจากนี้แล้วการฆ่าเป็ดไก่ซึ่งนำมาประกอบอาหารทางนี้ก็ไม่นิยมกัน หากเขาเห็นเราฆ่าเป็ดต่อหน้าต่อตาเขาเขาก็ย่อมเห็นนิสัยเลยทีเดียวว่า เป็นผู้โหดร้ายผิดศีลธรรมอันดี เขาจะไม่ยอมฆ่าสัตว์มาประกอบอาหารแม้แต่ปลาหรือไข่ไม่มีอะไรทำก็ยอมกินผัก คนที่ฆ่าสัตว์ขายเขาก็แยกให้อยู่ต่างหากห่างจากหมู่บ้านออกไป ให้อยู่รวมกันเป็นหมู่หนึ่งจะเลี้ยงเป็ดไก่หรือเลี้ยงหมูก็ตามใจพวกนี้ส่วนมากเป็นคนจน ๆ และไม่ค่อยเข้าวัดเข้าวา ฉะนั้นหากท่านผ่านไปทางสหรัฐไทยใหญ่แล้ว ท่านจะหาซื้อเป็ดไก่ตามบ้านพ่อค้าหรือคนถือศีลกินทานแล้วไปมีต้องไปซื้อแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งต้องให้เขาฆ่าให้เรียบร้อยถึงนำมาไ้ด้ ส่วนเนื้อหมูหรือวัวนั้นก็เหมือนกัน เขามีคนฆ่าพวกหนึ่ง พวกนี้มีอาชีพในทางฆ่าสัตว์โดยเฉพาะ เขาเรียกพวกนี้ว่า "เจ้าเนื้อ" ซึ่งถือว่าเป็นคนชั้นต่ำ ไม่ใคร่จะมีใครคบหาสมาคม

                หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว จเรสีก็ยกเอาน้ำชามาเลี้ยงพวกเรา การเลี้ยงน้ำชานี่ก็ถือเป็นประเพณีอีกอย่างหนึ่งแบบจีน บ้านไหนไม่มีก็ถือว่าแม่บ้านบกพร่องมาก เราร่วมสนทนากันถึงเรื่องต่าง ๆ จเรสีได้ถามข้าพเจ้าว่า
                "คุณจะไปไหน" ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าและเพื่อนจะเดินทางไปเที่ยวมัณฑเล
                "คุณจะไปมัณฑเลหรือ?" เขาย้อนถามข้าพเจ้า
                "ถูกแล้วจเร ผมกับเพื่อนจะไปเที่ยวกัน คงไม่ลำบากไม่ใช่หรือ" เขานิ่งสักครู่
                "ลำบากไม่ลำบากหรอก คุณเดินทางจากที่นี่ ๖ วันก็ถึงเมืองปั่น จากเมืองปั่นคุณจะขี่กา (รถยนต์) ไปตองยี อีกสองวัน จากนั้นไปมัณฑเลอีกสามวัน"
                "ผมเห็นจะต้องขอหนังสือเดินทางจากจเรสักหน่อย" บุญช่วยบอก
                "ได้ ไม่เป็นไร ผมจะออกให้ แต่ปืนพวกคุณจะเอาไปได้เฉพาะปืนพกกระบอกเดียว ส่วนปืนยาวต้องฝากไว้ที่นี่รวมทั้งกล้องถ่ายรูปด้วย เพราะเวลานี้ม่าน (พม่า) กับย่าง (กะเหรี่ยง) กำลังรบกัน คุณจะต้องระวัง ๆ ตัวหน่อย แต่ไม่เป็นไร ผมจะฝากฝังส่งคำเขาให้ เขาเป็นพ่อค้าเดินทางไปมาระหว่างที่นี่กับเมืองปั่น" จเรบอก
                ข้าพเจ้าได้รับทราบว่า ปืนต่าง ๆ เราจะเอาไปไม่ได้เพราะเมืองพาน, ตองยี กำลังพัวพันกับการจราจล กะเหรี่ยง และพวกคอมมูนิสต์ ฉะนั้นเขาจึงกวดขันกันมาก รวมทั้งคนเข้าออกด้วย เนื่องจากเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางรถไฟ สายมัณฑเล - ร่างกุ้ง ถูกคนลอบทำลายทางรถไฟสายนี้ จึงหยุดเดินติดต่อกันไม่ได้ เหตุนี้สินค้าต่าง ๆ จึงถีบราคาขึ้นสูงรวมทั้งน้ำมันเบนซินด้วย
                เราคุยกันถึงเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองต่าง ๆ จเรสีถามข้าพเจ้าว่าทางเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าบอกเขาว่าเหตุการณ์เรียบร้อยดีไม่มีอะไรเดือดร้อน เขาบอกว่าเป็นบุญแล้วที่เมืองไทยสงบเรียบร้อย ที่นี่เดือดร้อนกันมากข้าวของก็แพง มิหนำซ้ำความยุ่งเหยิงทางการเมืองและการแทรกแซงของคอมมูนิสต์อีก
                เขาบอกว่าโดยแท้จริงแล้วไต (เขาเรียกตัวเขาเองว่าไต ซึ่งแปลว่าไทย) กับโยน (เข้าใจว่ามาจากโยนก- ปัจจุบันหมายถึงชาวไทยวน หรือไทยล้านนา ) ก็เป็นพี่น้องกันมาก่อน แต่เหตุการณ์บ้านเมืองมาทำให้เราแตกแยกกัน ฟังคำพูดของจเรสี ข้าพเจ้านึกว่าเขาเป็นคนสนใจเหตุการณ์บ้านเมืองดีผู้หนึ่ง พูดไทยได้ดีถึงแม้จะมีสำเนียงแปร่ง ๆ แต่ก็นับว่าดีกว่าทุก ๆ คน

                ข้าพเจ้าต้องรออยู่ที่เมืองหางอีก ๓ วัน จึงได้เดินทางไปเมืองพาน เพราะระหว่างพ่อค้ายังไม่มีใครไป ส่างคำที่จะกลับเมืองพานพร้อมข้าพเจ้าเขาต้องรอบรรทุกสินค้าก่อน ส่างคำผู้นี้เป็นพ่อค้าที่มีอิทธิพลมาก เขามีม้าต่างร่วม ๓๐ ม้า มีลูกน้องหลายคน ตัวเขาเองเป็นลูกเขยเจ้าอู้(นายอำเภอ) ที่เมืองต่วน และเป็นหลานของพ่อเมืองหางนี้ ฉะนั้นจึงเป็นการยำเกรงของนักเลงหัวไม้ทั่วไป นิสัยชอบพูดจาตลกคนเองเป็นนิจ อายุราว ๔๐ กว่า แต่ชอบเล่นการพนันมาก ดูเหมือนระหว่างที่เขารอคอยบรรทุกสินค้าอยู่นี้ เขาเล่นการพนันเสียไปหลายพันรูปีแล้ว เขารับปากกับข้าพเจ้าด้วยดีว่าจะช่วยเหลือทุกอย่างตลอดถึงหนังสือเดินทาง ที่ข้าพเจ้าจะต้องไปขอจากเจ้าฟ้าเมืองพาน เพื่อเดินทางไปตองยี

                เช้าวันนั้น หลังจากที่เรารับประทานอาหารแล้ว ข้าพเจ้ากับบุญช่วยและสุพล ก็ชวนกันไปเยี่ยมพ่อเมืองซึ่งเป็นผู้มีอาวุโสมากที่สุดในเมืองนี้ พ่อเมืองเป็นผู้อยู่ในวัย ๖๐ กว่า อารมณ์ดีไม่ค่อยเอาเรื่องกับใคร นอกจากวัน ๆ นั่งอยู่ในวงไพ่ซึ่งภรรยาของแกเป็นเจ้ามือ ภรรยาพ่อเมืองอายุมากแล้วดูเหมือนร่วม ๗๐ กว่า แต่ยังแข็งแรง ค่อนข้างเจ้าเนื้อ ไพ่ที่นิยมเล่นก็มีไพ่ป๊อก ไพ่ผ่องไทย
                ข้าพเจ้าทราบว่าพ่อเมืองคนนี้ สร้างชีวิตจากคนรับจ้างเลื่อยไม้จนร่ำรวย และเป็นพ่อเมืองมาแต่สมัยปกครองเรื่อยมาจนบัดนี้ เขาไม่ต้องทำอะไร ปีหนึ่ง ๆ ก็เก็บภาษีอากรจากบ่อนพนัน, สุรา, ยาฝิ่น ภาษีหลังคาเรือน(คล้าย ๆ เงินรัชชูปการ แต่เก็บเป็นหลังคาเรือน) ภาษีนา, ภาษีไร่ฝิ่น ซึ่งเลือกเก็บจากชาวดอยที่ทำไร่ฝิ่นเมื่อเก็บได้แล้วก็หักเอาไว้ครึ่งหนึ่ง สำหรับจ่ายเป็นเงินเดือนจเรบ้าง เงินเดือนของโป่แย (นายตำรวจ) บ้าง ส่วนแย (ตำรวจ) นั้นไม่มีเงินเดือน ที่เหลือเท่าไรก็เข้ากระเป๋าของพ่อเมืองทั้งสิ้น อีกครึ่งหนึ่งจากรายได้เหล่านี้ส่งเมืองต๋วน ซึ่งปัจจุบันมีฐานะเป็นอำเภอ ที่นั่นก็หักไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วก็ส่งเมืองพานซึ่งเป็นจังหวัดแต่มีเจ้าฟ้าปกครองหักไว้อีกครึ่งหนึ่ง เหลือส่งรัฐบาลกลางที่ตองยี ข้าพเจ้าคิดว่ารายได้เหล่านี้กว่าจะตกไปถึงรัฐบาลที่ตองยีบาทหนึ่งคงจะเหลือเพียง ๑๐ สตางค์เท่านั้น เพราะหักกันไว้เรื่อย ๆ
                ตำแหน่งพ่อเมืองนี้ใคร ๆ ก็อยากเป็นกันมาก และไม่ต้องทำอะไรก็มีกินมีใช้ แต่ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งผูกขาดเป็นได้ตลอดชีวิต ไม่มีปลด ไม่มีถอด ตายเมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าหมดสมัยนั้น

                พอเห็นหน้าข้าพเจ้ากับบุญช่วย เขาก็ร้องเชิญว่า
                "ลองก่อนก้า" (ลองเล่นการพนัน แปลว่าเล่นการพนันด้วยกันซิ)
                ข้าพเจ้าไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรจึงมอบให้เป็นหน้าที่ของสุพลให้เล่นด้วย แต่สุพลก็อย่างว่า เล่นเป็นแต่ไม่เคยได้เลย
                ข้าพเจ้าได้มาเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยสายตาของตนเอง ก็พอจะนึกได้ว่าวิเทโศบายของประเทศที่ปกครองรัฐนี้ นับว่าฉลาดมาก เขาพยายามโปรยสิ่งต่าง ๆ ให้ ซึ่งเป็นผลให้กดหัวมิให้โงขึ้น การเอาอกเอาใจผู้ปกครองก็ดี การปล่อยปละละเลยในเรื่องการศึกษาก็ดี ตลอดถึงสุรายาฝิ่นและการพนันซึ่งให้สิทธิอย่างเสรี ข้าพเจ้าคิดว่าไม่มีประเทศไหนเขาปล่อยกันอย่างนี้

                ข้าพเจ้าคุยกับพ่อเมืองจนเกือบเที่ยง วงการพนันก็เล่นกันไปเช่นเคย ผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน ส่วนมากเป็นพวกฮ่อ มาจากเมืองซู่, เมืองว้อง เอาสินค้าต่าง ๆ มาขาย แต่ขายยังไม่หมด เมื่อมาพบกันก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่นการพนันกอบเอาโกยเอา บางคนถึงหมดเนื้อประดาตัวต้องขายม้าขายฬา และลดฐานะจาก "พ่อเลี้ยง" ลงมาเป็นคนไล่ม้าก็มี

                ขณะนี้เมืองหางเต็มไปด้วยกลิ่นไอของการจราจลกะเหรี่ยง การคุยกันก็ไม่มีอะไรนอกจากสงคราม จลาจล และราคาสินค้า สินค้าต่าง ๆ ถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ น้ำมันเบนซินกลายเป็นสินค้าที่ไหวตัวอย่างรวดเร็ว สาเหตุดังนี้เนื่องจากทางรถไฟสายมัณฑเล-ร่างกุ้งถูกพวกจลาจลทำลาย รถไฟหยุดเดินเกือบสองเดือนแล้ว น้ำมันที่ตองยีขาดตลาด พ่อค้าจากตองยี เมืองพานจึงพากันเข้ามากว้านซื้อที่เมืองหาง โดยการติดต่อพ่อค้าคนไทย กว้านซื้อจากเชียงใหม่ส่งต่อไปให้อีกต่อหนึ่ง ราคาที่ซื้อขายกันขณะนั้นที่เมืองหางประมาณ ๓๐ - ๔๐ รูปีพม่า ซึ่งเป็นเงินไทยราวปีบละ ๘๐ - ๑๐๐ บาท นับว่าราคาสูงกว่าราคาในท้องตลาดเชียงใหม่ถึง ๓ เท่าตัว
                แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะกวดขันเพียงใด สินค้าลักลอบหนีภาษีออกนอกประเทศคงมีอยู่เรื่อย ๆ ทั้งนี้เนื่องจากทนความเย้ายวนของอำนาจเงินไม่ไหว ม้าหมู่แล้วหมู่เล่าบรรทุกสินค้าทยอยเข้าสู่เมืองหางทุกวัน

                เราเดินกลับจากบ้านพ่อเมืองผ่านมาทางโรงบ่อน ขณะนั้นข้าพเจ้าพบบุรุษผู้หนึ่งในวัย ๔๐ กว่ารูปร่างอ้วนผิวเนื้อค่อนข้างดำ เขาสวมหมวกกะโล่สีขาวสวมเสื้อกางเกงพื้นเมืองและสูบบุหรี่ตองจ่อ (บุหรี่พื้นเมืองมวนด้วยใบตองกล้วยมีคนนิยมสูบกันในภาคเหนือ) เขาเดินผ่านข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าเหลียวกลับไปอีกครั้ง พยายามนึกทบทวนความจำ ก็นึกไม่ออกว่า ข้าพเจ้าเคยพบบุรุษผู้นี้ที่ไหน แต่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าข้าพเจ้าเคยเห็นหน้าบุรุษผู้นี้มาหลายครั้ง
                ขณะนั้นเองเมื่อเขาทักทายพ่อค้าคนหนึ่ง น้ำเสียงเแปร่ง ๆ ไม่ใช่คนพื้นเมืองหรือพ่อค้าในเมืองนี้ ข้าพเจ้าจึงนึกขึ้นได้บุรุษผู้นี้คือ พ.ท.โพยม จุลานนท์ ส.ส.เพชรบุรี ผู้เคยเป็นนายทหารเสนาธิการแห่งกองทัพบก และเลขานุการรัฐมนตรีกลาโหมสมัยหลวงธำรงฯ
                แม้ในที่สุดโฆษกคณะรัฐประหาร? นักการเมืองผู้ลี้ภัยการเมืองจนซอกซอนหลบหนีหน้ามาอยู่ที่นี่ โดยกฎธรรมดาของชีวิตอาจไม่มีอะไรแน่นอนนัก มันขึ้นต่อโชคชะตาและพรหมลิขิต ข้าพเจ้าเองไม่เคยรู้จัก พ.ท.โพยม ในทางส่วนตัว แต่ผลงานที่เขาทำไว้ย่อมเป็นประจักษ์พยานได้ดีพอว่านักการเมืองผู้นี้มีอุดมคติทางใดบ้าง แต่นั่นแหละบางครั้งอุดมคติก็ไม่อาจช่วยอะไรได้

                ในตอนบ่ายวันนั้น เมื่อข้าพเจ้าอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าจึงชวนบุญช่วย สุพลไปเยี่ยม พ.ท.โพยมที่กระท่อม "สันติสุข" ซึ่งเป็นที่พำนักของเขา ระยะราว ๑ กิโลเมตรเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีราว ๗ - ๘ หลังคาเรือน เขาเรียกว่าบ้าน "มองน้ำ" ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะบ้านนี้มีเครื่องสีข้าวที่เดินด้วยกำลังน้ำ ที่นั่นเขาเรียกเครื่องสีข้าวชนิดนี้ว่า "มองน้ำ" บ้านนี้จึงพลอยได้ชื่อตามไปด้วย มีอาชีพในการทำไร่ฝ้าย ไร่ถั่ว และไร่งาน เช้าขึ้นเขาก็ออกไปไร่กว่าจะกลับก็ค่ำจึงเหลือแต่สุนัขเฝ้าบ้าน บ้านเหล่านั้นเปลี่ยวเปล่าเหมือนไม่มีคนอยู่ทิ้งให้แม่เฒ่าเป็นผู้เฝ้าเท่านั้น

                ข้าพเจ้าผ่านบ้านเหล่านี้ไปแล้ว ก็ลัดเลาะไปตามพุ่มพุดซา ผ่านสะพานชั่วคราว ซึ่งทอดข้ามร่องน้ำก็ประสพกระท่อมหลังหนึ่ง มุงด้วยใบตองตึง (ใบไม้ชนิดหนึ่งใช้มุงหลังคาในภาคเหนือ-ใบพลวง) มีฝาขัดแตะล้อมรอบทั้งสี่ด้าน
                "นี่ไงบ้านนายพัน"
                บุญช่วยพูดพลางชี้มือไปยังกระท่อมหลังนั้น เสียงสุนัขเห่าต้อนรับเราพร้อมกับบุรุษผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากประตูกระท่อม กิริยาท่าทางของเขาสมกับเป็นอาจารย์ในโรงเรียนเสนาธิการ
                "เชิญสิครับ" เขากล่าวต้อนรับ พร้อมกับข้าพเจ้ายกมือไหว้
                "ดีใจเหลือเกินที่พวกเรายังอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนผม ไม่มีอะไรก็ขอเห็นหน้าคนไทยด้วยกันก็ดีแล้ว"
                เขาพาข้าพเจ้าไปในกระท่อม ซึ่งสร้างเล็ก ๆ แต่น่าอยู่ มีหน้าต่าง ครัวติดกับตัวกระท่อม กั้นเป็นห้องนอนหนึ่งห้อง นอกนั้นใช้เป็นห้องรับแขกนั่งเล่นและรับประทานอาหารเสร็จ ฝาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ไม่มีอะไรประดับนอกจากแผนที่ประเทศไทย ๑ แผ่น รูปปกหนังสือพิมพ์ไทยตัดใส่กรอบไว้ และใต้ภาพนั้นเขียนเป็นสุภาษิต "สังขารทั้งหลายเหมือนภาชนะดินย่อมมีวันแตกสลายไปในที่สุด"

                ขณะที่เราไปถึงคุณวรรณดีภรรยาของ พ.ท.โพยม กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวพร้อมกับบุตรเล็ก ๆ อายุประมาณ ๑ ขวบ กำลังน่าเอ็นดู สำหรับข้าพเจ้ารู้จักคุณวรรณดีดี เพราะหลายครั้งข้าพเจ้าได้เคยชมการแสดงนาฎศิลปของคุ้มหลวงเชียงใหม่ จะต้องมีคุณวรรณดีร่วมอยู่ด้วยเสมอ แต่ขณะนี้คุณวรรณดีเป็นคนละคน ผอมลงและใบหน้าหมองคล้ำจนผิดรูปเมื่อครั้งก่อน แต่อัธยาศัยอันดีที่ข้าพเจ้าได้รับ อดที่จะชมเชยไม่ได้ถึงหน้าที่ภรรยาที่ดีที่มีต่อสามี
                ทั้ง พ.ท.โพยม และคุณวรรณดีกุลีกุจอต้อนรับ ข้าพเจ้าและพรรคพวก เขาสั่งให้ภรรยาทำอาหารเลี้ยงพวกเราในเย็นวันนั้น
                "เชิญตามสบายครับ นึกว่าพี่ ๆ น้อง ๆ มาเยี่ยมก็แล้วกันผมอยู่ที่นี่ไม่ค่อยจะมีใครมาเยี่ยมบ่อยนัก นอกจากนาน ๆ มีพวกพ้องมาจากเชียงใหม่ก็มาเยี่ยมเป็นครั้งคราว โธ่คุณ ในยามยากเข็ญนี้ไม่มีอะไรก็ขอเห็นหน้ากันก็ยังดี"

                พ.ท.โพยมเล่าให้เราฟังว่าตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่นเขาได้รับความลำบากทุกอย่าง การบีบคั้นทางเศรษฐกิจมิหนำซ้ำต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บอีก เราอยู่คุยกับเจ้าของบ้านผู้อารีย์ทั้งสองผัวเมียพอสมควรแก่เวลาแล้ว จึงได้อำลากลับก่อนจะกลับ พ.ท.โพยม ยังหันมาบอกข้าพเจ้าว่า
                "มีโอกาส แล้ววันหลังอย่าลืมมาแวะหาผมอีกนะครับ"
                "ครับ ขากลับผมจะมาแวะหาท่านเสธ์อีก"
                ข้าพเจ้ารับคำ แล้วเราก็จากกัน ทั้ง พ.ท.โพยมและคุณวรรณดีตามมาส่งข้าพเจ้าและพรรคพวกจนพ้นประตูบ้าน

                ข้าพเจ้ายังมีเวลาอยู่ที่เมืองหางอีก ๒ วัน รอให้ส่างคำบรรทุกของเสร็จก็จะออกเดินทางไปเมืองพาน ข้าพเจ้าจึงคิดว่าไหน ๆ ยังมีเวลาว่างอีก จึงชวนสุพลและบุญช่วยไปเยี่ยมอนุสาวรีย์ "นเรศวร"
                อนุสาวรีย์นี้อยู่กลางป่าแห่งหนึ่ง ทางทิศใต้ของเมืองพานประมาณ ๗ กิโลเมตร สร้างไว้ตั้งแต่สมัยที่พระนเรศวรมหาราชยกทัพไปตีอังวะ และสิ้นพระชนม์เสียที่นี่ พระเอกาทศรถเป็นผู้เผาพระบรมศพของพระนเรศวร และก่อเจดีย์ครอบตรงที่เผาบรมศพไว้แต่อัฐิจะอยู่ที่นี่หรืออย่างไร ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบแน่ชัด เจดีย์นี้จึงปล่อยให้ร้างเรื่อยมา จนถึงสมัยไทยเข้าปกครองดินแดนรัฐไทยใหญ่จึงได้แผ้วถางอีกครั้งหนึ่ง แต่บัดนี้บริเวณเจดีย์ก็รกร้างตามเดิม มีพ่อค้าที่ไปมาแวะนมัสการเสมอ
                เช้าวันนั้น เราเตรียมอาหารไปสำหรับรับประทานกลางวัน และส่างคำได้กรุณาให้ยืมม้าขี่ ๓ ตัว เราออกเดินทางจากเมืองหางมุ่งไปทางทิศใต้ ตามทางเกวียนที่ติดต่อกับอำเภอเชียงดาว ในจังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางเป็นทางราบธรรมดา ผ่านหมู่บ้าน ๒ - ๓ หมู่บ้าน ก็ถึงที่โล่งเป็นทุ่งร้าง ซึ่ง ณ ที่นี้เป็นที่ ๆ คนไทยเคยตั้งครอบครัวอยู่ครั้งหนึ่งสมัยเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว มีวัดร้างอยู่แห่งหนึ่ง ยังเป็นซากกำแพงซึ่งสร้างด้วยฝีมือคนไทย เขาเรียกกันว่า "วัดกำแพงงาม" ข้าพเจ้าได้แวะเข้าไปดูพบเศษถ้วยชาม ๒ - ๓ ชิ้น และหม้อดินเคลือบเก่า ๆ ตามช่องกำแพง สังเกตดูว่าเศษถ้วยชามเหล่านี้เป็นฝีมือช่างจีน แบบเดียวกับถ้วยชามสังคโลก มีลายกนกและลายเทพนม ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นของชาวไทยเผ่าไหนอยู่กันมาก่อน และเป็นเวลานานมาแล้วสักเท่าไร
                เดินทางมาสักครู่ก็ถึงบริเวณ "อนุสาวรีย์นเรศวร" มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ขึ้นครึ้ม องค์เจดีย์เป็นสถูปสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ ๓ วา ก่อด้วยอิฐเป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไป แต่มองไม่เห็นชัดว่ามีรูปร่างจะเป็นอย่างไร เพราะภัยธรรมชาติทำลายจนหมดสิ้น บนฐานของเจดีย์ต้นไม้แทรกขึ้นเต็มหมด

                ข้าพเจ้าจัดแจงจุดธูปบูชาดวงวิญญาณของพระองค ์และน้อมระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ที่ได้ทำไว้แก่ประเทศชาติ ข้าพเจ้ารู้สึกสลดใจ คุณงามความดีที่พระองค์ทำไว้เพื่อรักษาความเป็นไทยทั้งมวล แต่พระองค์เองต้องเอาชีวิตมาทอดทิ้งกลางป่า ครั้นแล้วเจตสิกของข้าพเจ้าก็หวลระลึกถึงเวลาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ณ ที่นี้จะเป็นอย่างไร คงจะโล่งเตียนไปหมดและกองทหารของพระองค์คงจะมืดฟ้ามัวดิน ประหนึ่งจะเหยียบอังวะให้ราบเป็นหน้ากลอง และแล้วเมื่อจอมทัพสิ้นพระชนม์ลง เสียงร่ำไห้ของทหารทั้งกองทัพจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ข้าพเจ้าก็เหลือเดา พระองค์สิ้นพระชนม์ท่ามกลางป่าดงพงเขา ไม่ได้สิ้นพระชนม์ในปราสาทราชวัง ไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้ของสนมกรมวังพระองค์สิ้นพระชนม์ขณะที่กระทำหน้าที่เพื่อรักษาความเป็นไทยโดยแท้
  
               หลังจากชมอนุสาวรีย์แล้ว เราก็เริ่มจัดการกับอาหารกลางวัน เสร็จแล้วจึงออกเดินทางกลับมาทางเดิม เมื่อเดินมาถึงบ้านนากองมู จึงแวะพักที่นั่นจนถึงเย็นมากแล้ว
                ......................................
บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2012, 11:05:51 AM »

มีข้อมูลสปีดไฟต์จมดินเพิ่มเป็นร้อยๆ ลำ  ไม่รู้หาเรื่องไปขุดเจาะแผ่นดินพม่าหาทับทิมหรือหยกกันหรือเปล่า

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9550000129879
บันทึกการเข้า
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2012, 23:17:36 PM »

ขอบคุณหมอแสนไชยครับ ดูๆแล้วน่าสนใจมาก ผมบินไปลงที่สนามบินเมงกาลาดอนบ่อยๆ ยังเห็นว่ามีพื้นที่ว่างมากทีเดียว แต่คราวสุดท้ายเมื่อต้นเดือนนี้ เห็นว่ารอบๆสนามบินเกิดหมู่บ้านขึ้นหนาตา สองปีมานี้ ที่ดินในย่างกุ้งพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว นักเดินทาง นักลงทุนจากทั่วโลกมุ่งหน้าเข้าพม่ากันอย่างคึกคัก โรงแรมแน่นทุกโรง และราคาพุ่งขึ้นหลายเท่า บางโรงพุ่งขึ้นไปถึง usd 200-300 ต่อคืนทีเดียว ..

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มีเพื่อนถามถึง "รถเที่ยวสุดท้ายจากตองยี" จึงนำเอาลิ้งค์ไปยังฉบับเต็มมาให้อ่านกันข้างล่างนี้ ..

"ภาคแรก สมบูรณ์ พรพงษ์ นักเดินทางจากเมืองไทยเข้าไปท่องเที่ยวพม่าในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะในเมืองตองยีซึ่งมีทั้งความขัดแย้งทางเชื้อชาติและความเสื่อมโทรมของผู้คนและบ้านเมือง สมบูรณ์พบกับชิตสุ นักเรียนพยาบาลผู้มีจิตใจเสียสละและได้เป็นมิตรกัน จนกระทั่งการจากพรากเพื่อไปทำหน้าที่ของตนเองในรถเที่ยวสุดท้าย ภาคสอง เป็นบันทึกของชายผู้ต่อสู้ด้วยความรุนแรงแบบใต้ดินเพื่อกำจัดคนชั่วในแผ่นดิน แต่ในที่สุดก็เป็นเหตุให้มิตรและหญิงสาวคนรักต้องตายไป ภาคสาม บวร รัตนสิน นักข่าวจากเมืองไทยไปทำข่าวที่พม่า ได้พบกับ สมบูรณ์ พรพงษ์ในวัยชราที่มาระลึกอดีตที่ตองยี และได้รับรู้การแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ผ่านปากคำของอดีตนักศึกษาประวัติศาสตร์ที่ต้องกลายมาเป็นนักดีดพิณ"...

http://olddreamz.com/bookshelf/taunggyi/taunggyi.html
บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2012, 01:33:27 AM »

เข้าไปอ่านตามลายแทงลุงบันทมแล้ว รถเที่ยวสุดท้ายจากตองยี ของปู่ สมบูรณ์ วรพงษ์



มีหลายแง่มุม ที่ควรค่าแก่การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจของชิตสุที่มีต่อชาติพันธุ์ของตนให้มีการแพทย์ที่ดี

หรือบางตอนที่เขียน....

สังเกตโดยทั่วไปแล้ว เมืองหางเป็นเมืองที่สงบดีมากไม่มีโจรผู้ร้าย เพราะกฎหมายที่นี่ไม่เหมือนทางเมืองไทย ซึ่งจะตัดสินใครได้ตามใจชอบ การลักขโมยแล้วโทษร้ายแรงนัก เขาเล่าว่าเพียงขโมยพริกหรือมะเขือ หากจับได้โทษถึงฆ่า แต่ถ้าขโมยม้าหรือช้างโทษน้อยหน่อยอาจถูกขังหรือตัดสินปล่อย ที่เป็นเช่นนี้เขาว่าเพราะม้าหรือช้างราคาแพงคนจน ๆ ไม่มีก็อยากได้ ฉะนั้นจึงยกโทษเพื่อให้ความกรุณาแก่เขา จะเท็จจริงอย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบ เพราะตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ยังไม่เคยได้ยินข่าวเรื่องฆ่าคนเล่นเลย ซึ่งนับว่าการปกครองของเขาดีทีเดียว ผู้น้อยหรือราษฎรต้องเกรงกลัวพ่อเมือง ซึ่งเสมือนพ่อ และโดยความเป็นจริงแล้วชาวไทยใหญ่นับถือพุทธศาสนาเคร่งมาก การเคร่งครัดต่อศาสนานี่เอง เป็นผลให้เขายึดมั่นในศีลธรรมอันดี ซึ่งเมื่อเทียบกับคนที่เรียกตัวเองว่าเจริญแล้ว แม้หนึ่งในสิบเราก็สู้เขาไม่ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ตุลาคม 2012, 01:43:12 AM โดย Guard » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!