บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:22:18 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 7   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มาดูแลสุขภาพกันเถอะ  (อ่าน 65470 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 26 พฤศจิกายน 2006, 23:03:19 PM »

ย่างเข้าหน้าหนาว อากาศเริ่มเย็นแล้ว 
อยากให้พวกเราสนใจดูแลสุขภาพตนเองกันให้มากขึ้น

หลายวันมานี้ ได้รับหนังสือจากเพื่อน ๆ หลายเล่ม อ่านไม่ค่อยจะทัน
พบหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง มีประโยชน์มาก เป็นของ ธรรมสภา
ชื่อหนังสือ "ชีวิตกับสุขภาพ" มีเกร็ดความรู้ดี จึงขออนุญาต นำมาบอกเล่าต่อ

" การใช้ชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ จะช่วยให้มีสุขภาพดีตลอดอายุขัย "

ทำไม...บางคนแก่เร็ว บางคนแก่ช้า

ชาวหรรษา (Hunzas) ชนเผ่าหนึ่งมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ บนเทือกเขาหิมาลัย
พวกเขามีอายุยืนยาวถึง 150 ปี  และแม้จะมีอายุนับร้อยปี ชาวหรรษาก็ยังสามารถขี่ม้าไปไหนมาไหนได้

ในอับกาเซีย (Abkhasia) คนที่นั่นมีอายุถึง 165 ปี พวกเขามีชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับชาวหรรษา
ทำเกษตรกรรมธรรมชาติ เคยชินกับการทำงานหนักตลอดชีวิต ผลที่ตามมาคือ จิตใจและร่างกายแข็งแรง
มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีเลย จนกระทั่งสิ้นชีวิต
วิธีการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของชนเผ่าทั้งสอง เป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
เพราะพวกเขาสามารถมีอายุยืนนาน โดยปราศจากความช่วยเหลือของวิทยาการสมัยใหม่
การมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั่นเอง ที่ทำให้พวกเขามีอายุยืนและมีความสุขด้วย
พวกเขามีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ
ปลูกพืชผักผลไม้ที่ปราศจากการใช้สารเคมี ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และยาฆ่าแมลง ไว้บริโภคเอง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนแก่เร็ว แก่ช้า มี 6 ประการ คือ
1. พันธุกรรม
2.ภาวะแวดล้อม
3. โภชนาการ
4. อาชีพ
5. การออกกำลังกาย
6.อารมณ์

เท่านี้ก่อนนะค่ะ คราวหน้าจะ เอาวิธีชะลอความแก่มาฝากค่ะ

บันทึกการเข้า
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2006, 13:00:34 PM »

บทนำ : ประกาศแพทยสภา 'สิทธิหมอ-สิทธิผู้ป่วย'

กรุงเทพธุรกิจ 6 ธันวาคม 2549 น.

แพทยสภาได้ออกประกาศ ฉบับที่ 46/2549 โดยมีสาระสำคัญและเกี่ยวเนื่องทั้งกับตัวแพทย์เองและคนไข้ จำนวน 9 ข้อ ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากถึงความเหมาะสม

โดยเฉพาะการมองว่าเป็นการเปิดทางเพื่อคุ้มครอง 'หมอ ' ไม่ให้ถูกฟ้องดำเนินคดีจากการรักษาคนไข้ เพราะต้องยอมรับว่าในสังคมปัจจุบันการเรียกร้องสิทธิในการรักษาพยาบาลในด้าน 'มาตรฐานการรักษา ' นั้นเริ่มทวีมากขึ้น และเกิดคดีฟ้องร้องแพทย์ผู้ทำการรักษาทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งมากขึ้นตลอด และทำให้หมอต้องติดคุกคุมขังก็หลายสิบราย

ดังนั้นการออกประกาศครั้งนี้จึงถูกจับจ้องว่าโน้มเอียงเพื่อช่วยเหลือบุคคลในวิชาชีพด้วยกันเองหรือเปล่า และเรื่องนี้เชื่อว่าจะนำไปสู่การถกเถียงอีกมากมาย ไม่เพียงแต่ตัวประกาศฉบับนี้เท่านั้น แม้แต่องค์กรอย่างแพทยสภาก็คงหลีกไม่พ้นถูกวิพากษ์รวมถึงบทบาทที่ออกมาเช่นนี้ ในขณะที่ฟากผู้ป่วยทำไมแพทยสภากลับไม่ขับเคลื่อนดูแล

หากพิจารณาเนื้อหาของประกาศดังกล่าวมีการเขียนไว้อย่างกระชับ แต่กลับมีความหมายลึกและตีความได้กว้าง อย่างเช่น ข้อ 3 ในกระบวนการดำเนินการทางการแพทย์อาจเกิดสภาวะอันไม่พึงประสงค์ได้ แม้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม ซึ่งถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ข้อ 6 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ ย่อมมีสิทธิ

และได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม ข้อ 7 ภาระงาน ข้อจำกัดของสถานพยาบาล ความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อม ย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินการทางการแพทย์ ทั้งนี้ผู้บริหารของแพทยสภาได้ยืนยันเจตนาว่า ไม่ได้ออกประกาศเพื่อชนกับผู้ป่วย แต่แพทย์ก็มีสิทธิความเป็นมนุษย์และได้รับความคุ้มครองหากไม่ได้กระทำผิด และเป็นการให้รู้ว่าแพทย์มีสิทธิอะไรบ้าง

ในความเป็นจริง 'แพทย์-ผู้ป่วย ' ต่างเป็นกลุ่มคนที่ผูกพันและแยกกันไม่ออก วิชาชีพแพทย์ได้ถูกยกย่องในสังคมมานานและเป็นกลุ่มบุคคลที่ทุกฝ่ายต่างเชื่อมั่นว่าต้องเป็นผู้มี 'จรรยาบรรณ ' สูง เนื่องจากรับผิดชอบต่อ 'ความเป็น-ความตาย ' ของคนไข้ แต่สิ่งที่ได้กลายเป็นข้อถกเถียงจนเกิดการฟ้องร้องนั้น ก็ด้วยจากหลายกรณีที่คนไข้เสียชีวิตอย่างที่ไม่ควรจะเป็น จึงเป็นที่มาของการเรียกร้อง 'สิทธิผู้ป่วย ' ที่ต้องสามารถรับทราบได้ว่าอาการเจ็บป่วยนั้นเป็นอย่างไร และมีแนวทางการรักษาอย่างไร ซึ่งในหลักสากลก็เป็นสิ่งที่เปิดเผยได้

แต่ตรงนี้ในอีกมุมมองหนึ่งก็อาจกลายเป็นช่องให้เกิดการโต้แย้งและเป็นคดีความเกิดขึ้นได้ และในประเด็นนี้ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้มีการเพิ่มเติมเนื้อหาในข้อ 6 ของประกาศ โดยเพิ่มเติมว่า การประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีจริยธรรมตามวิชาชีพอาจจะถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้

ขณะเดียวกัน กลุ่มมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ก็ขยับเคลื่อนไหว เพราะเห็นว่าประกาศฉบับดังกล่าวของแพทยสภา ได้เพิ่มความขัดแย้งระหว่างแพทย์และผู้ป่วยมากขึ้นไปกว่าเดิม และเจตนาก็เพื่อคุ้มครองให้แพทย์พ้นผิด โดยขาดการมองย้อนเข้าไปในสายงานวิชาชีพตัวเองว่ามีแพทย์อีกไม่น้อยที่ยังต้องยกระดับจรรยาบรรณ

ตลอดจนปรับปรุงพัฒนาในด้านวิชาการ กระนั้นก็ดีกรณีเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่มีฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูกทั้งหมด ทางออกก็อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้มีจุดพบกันตรงกึ่งกลาง มีการยอมรับซึ่งกันและกัน และสร้างมาตรการที่เป็นเกณฑ์อันนำมาตัดสินได้ โดยไม่เกิดข้อโต้เถียง ไม่เช่นนั้นก็ต้องสาละวนพายเรือในอ่างกันต่อไป ที่สำคัญน่าจะเปิดกว้างทุกฝ่าย เพื่อรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์
 
 
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2006, 14:17:00 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

แพทยสภาต้องขับเคลื่อนมาตรฐานวิชาชีพและสิทธิประโยชน์ของวิชาชีพแพทย์...บoความสุจริตและยุติธรรม.....ไม่เช่นนั้นก็จะซ้ำซ้อนกับองค์การคุ้มครองผู้บริโภค.....องค์กรคุ้มครองผูบริโภคต้องตั้งคณะคุ้มครองฯ ฝ่ายต่างๆ ขึ้นมา....


และจำไว้...เอาหมอไปติดคุกมากๆ จะไม่มีหมอรักษา..ตอนนี้หมอแค่ผ่าไส้ติ่งมันยังไม่อยากจะผ่ากันเลยมันส่งไปออกันที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ....แล้วแพทย์ผ่าตัดมีกี่คน....กี่แก่น..ทั้งประเทศอ่ะ....ตอนนี้มีความโน้มเอียงจากขั้วหนึ่งไปขั้วหนึ่ง.....

ไอ้เชี่....ย.......เก็บค่ารักษาร้อยกว่าบาท..สมมติ....ทะลึ่งแพ้ยา..แม่..งงงงง...ฟ้องเป็นล้านเป็นสิบล้าน...กลับไปกินยาหม้อยาต้มละกัน.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 ธันวาคม 2006, 15:15:05 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2006, 16:10:07 PM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ....ความรู้สึกป้านี่ แรงเอาการ......เพลา ๆ หน่อย เดี๋ยวความดันฯจะขึ้น
ก็น่าคิดอยู่นะว่า เวลานี้ หมอผ่าตัดในบ้านเรามีเพียงพอหรือเปล่า
ฟ้องร้องกันมาก ๆ หรือถ้าเรื่องมากกันนัก หมอก็จะใช้วิธีทำประกันฯ
แล้วผลักภาระเบี้ยประกันมาที่คนไข้ คนไข้จะทำยังไงละทีนี้
ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นไปอีก
ช่วยกันคิดหาวิธีที่เหมาะสมเถอะ

บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2006, 16:39:01 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ?? ขยิบตา จุมพิต จุมพิต

เรื่องจริงๆ แรงกว่านี้ถึงขั้นติดคุกติดตาราง....แล้วคิดดูกว่าจะผลิตหมา....เอ้ย..หมอมาได้คนหนึ่ง..ยากเย็นแค่ไหน....ไม่ใช่คิดจะเป็นหมอคิดจะเรียนหมอก็ได้เป็นได้เรียนซะเมื่อไหร่....งานหมอก็หนักมากๆ....ยกตัวอย่าง รพ. ชุมชน..มีหมอหนึ่งคน ต้องอยู่เวรทุกวัน....หรืออาจจะมีหมอสักห้าคน...พยายบาลนี่ ๒๔ ชม. มีสามเวร....หมอนี่มีเวรเดียว เช่น....คืนนี้อยู่เวรมาแล้วทั้งคืน..สมมติ..เช้าขึ้น ต้องไปทำงานต่อเลยนะ....หมอมันจึงให้การรักษาและวินิจฉัยโรคทางโทรศัพท์ไง....ซึ่งก็ผิดอีก..ถ้าจะหาเรื่องกัน.....หมอจริงๆ..มารยาทเยอะ ไม่กล้าพูดกันแบบนี้หรอกแต่นี่ถ่ายทอดมาจากวงเหล้า....

ยุคหนึ่งก็หมอเป็นเทวดา....ยุคหนึ่งยุคนี้ก็หมอเป็นหมาเลย..เอะอะๆๆ ก็ฟ้อง เอะอะก็ฟ้อง....ตานี้ถ้าฟ้องหมอก็ฟอ้งรัดทะบานด้วย ฟ้องนักการเมืองด้วย....เพราะเสือกเข้าไปบริหารประเทศแล้วดันเข้าแด๊กกกันโกงกัน..ไม่เอางบประมาณมาผลิตหมอให้เพียงพอแก่ความต้องการ....

หมอแก่ๆ ที่ชั่วโมงบินสูงมันจึงพากันขึ้นไปเป็นผู้บริหารกันหมด ด้านหนึ่งไม่ต้องเหนื่อยอีกด้านหนึ่งแด๊กกคอมมิชชั่นยา ได้ หาเศษหาเลยจากการจัดซื้อจัดจ้างได้...นักการเมืองโกง-พวกเหลือบจากการเลือกตั้ง..ข้าราชการประจำก็พวกเหลือบจากการสอบตั้ง..หรือคัดเลือกตั้ง/แบบว่าต้องสอบเข้าไปไง....คัดเลือกเข้าไปไง....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 ธันวาคม 2006, 16:41:59 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2006, 17:11:37 PM »

จะว่าไปแล้ว หมอที่ร่ำเรียนมาแต่ละคน กว่าจะจบมาได้นี่ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก
เคยไปเยี่ยมน้องตอนที่เรียนศัลยกรรมที่ รพ.พระมงกุฎ เห็นป้ายชื่อของน้อง แขวนไว้เป็นหมอเวร อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปวันไหน เวลาไหน สอบถาม ต้องรับตลอดสัปดาห์
พอว่างจากคนไข้ ก็เข้าห้องอ่านหนังสือ เพลียมาก ๆ ก็นอนที่ห้องพักแพทย์ ที่อยู่ติด ๆ กันนั่นแหละ คิดดูซิ ....จะกินของอร่อย ๆ ก็กินในท่ามกลางกลิ่นคาวเลือ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง  ชวนน้องออกมากินสุกี้ฯ ตรงอนุสาวรีย์ สั่งเสร็จเขาบอกว่า เร็วหน่อยนะ
พอน้องเริ่มปรุงใส่ถ้วยตัวเอง ยังไม่ทันเสร็จดี ก็มีเสียงโทรศัพท์ เรียกเข้ามา พอรับปุ๊บ พูดสองสามคำ ได้ยินแต่คำว่า "ครับ ๆๆๆ "  หันมาบอกพี่ กับหลาน ๆ ว่า ผมต้องไปเดี๋ยวนี้แล้ว มีคนไข้ด่วน จะบอกว่าให้กินสักถ้วยก่อน ก็ไม่ได้ต้องรีบไป ก็ไม่รู้จะว่ายังไง หน้าที่ก็คือหน้าที่ นี่แหละชีวิตหมอ ทางที่ตัวเองเลือก...

ที่เล่ามาไม่ได้จะเข้าข้างหมอ เห็นใจทั้งหมอและคนไข้ (ญาติคนไข้)

จะเป็นไปได้ไหมว่า เพราะหมอทำงานหนักเกินไป (ในบางสายงาน) จึงทำให้มีโอกาสผิดพลาดในการทำงานได้สูง และที่หมอขาดแคลน จนหมอต้องทำงานหนัก ก็เพราะหมอไปอยู่ในภาคเอกชนกันมากขึ้น และ.................อีกมากมาย
มองปัญหาให้ถูก และแก้ให้ถูกจุด คงจะช่วยให้ข้อผิดพลาดน้อยลง และเรื่องที่จะมาฟ้องร้องกันก็คงจะน้อยลงตามไปด้วย
คงต้องเริ่มสังคายนา กระทรวงสาธารณสุขเป็นอันดับแรก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 ธันวาคม 2006, 17:15:55 PM โดย duang » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2006, 17:22:09 PM »

แต่ตรงนี้ในอีกมุมมองหนึ่งก็อาจกลายเป็นช่องให้เกิดการโต้แย้งและเป็นคดีความเกิดขึ้นได้ และในประเด็นนี้ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้มีการเพิ่มเติมเนื้อหาในข้อ 6 ของประกาศ โดยเพิ่มเติมว่า การประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีจริยธรรมตามวิชาชีพอาจจะถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้
 ตกใจ ตกใจ ตกใจ ตกใจ

การประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีจริยธรรมตามวิชาชีพอาจจะถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


แล้วเพิ่มเติมด้วยนะว่าหมอคนหนึ่งควรจะอยู่เวรได้เดือนละกี่วัน.....ไม่เกินกี่วัน....วันหนึ่งหมอควรทำงานกี่ชั่วโมง.....ห้ามใช้งานหมอเกิน...ชม. ทำงานที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงรับได้....เอาแบบกรรกรอ่ะ....พักผ่อนนอนหลับแปดชั่วโมง..ทำงานแปดชั่วโมง....สันทนาการแปดชั่วโมง......555.....แล้วดูสิจะเหลือกรณีฟ้องร้องหมอกี่เคส..และจะเหลือหมอมานั่งรักษาบำบัดผู้ไข้ชั่วละกี่คนทั้งประเทศ..ฮืม?....นี่ยังไม่นับหมอที่โรงพยาบาลเอกชนมาแย่งชั่วโมงเอาไปรักษาคนต่างชาติผูร่ำรวย....อีกนะ..ตอนนี้โรงพยาบาลเอกชนเตรียมรับใช้(ผู้ไข้)ต่างชาติกันเป็นการใหญ่......เท่ากับรัดทะบานประเทศนี้ใช้ต้นทุนจากภาษีอากรของคนไทย-และเนื้อนาบุญของประเทศไทย....ไปรับใช้ต่างชาติ..เพียงแค่เขาเอาค่าเงินที่มากกว่ามาฟาดหัวเอา...จังไลจริงแนวคิดของประเทศนี้.....ถ้าผลิตหมอออกมาล้นเกินแล้วจะตั้งโรงพยาบาลไปรับใช้ผูไข้ต่างชาติกู๋(ภาษาม้ง) จะไม่ก่นด่าเลยสักคำ....จะสรรเสริญด้วยซ้ำไป...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 ธันวาคม 2006, 18:24:29 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
Chontai
Sr. Member
****
กระทู้: 523


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2006, 20:00:40 PM »

ข้าพเจ้าได้เสนออีกกระทู้หนึ่งว่าต่อปัญหาทางการเมืองเฉพาะหน้าในขณะนี้ "ควรจะเลิกถือหาง" ข้างใดข้างหนึ่ง

การติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมก็ยิ่งเป็นเช่นนี้

เรื่องที่มิใช่เรื่องคอขาดบาดตายเกินไปนัก  เรื่องที่มิใช่ปัญหาแนวทางที่สำคัญ   เรื่องที่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ    ก็มิควรกระโดดเข้าไปอย่างสุดขั้วว่า "อย่างนั้นดี  อย่างนี้ไม่ดี"   และยิ่งไม่ควรชี้ว่า "อย่างนั้นถูกอย่างนี้ถูก" 

เพราะบางอย่างยังต้องการศึกษา  และอภิปรายถึงความเหมาะสมอีกมาก

หลายเรื่องต้องการการคิดอย่างทั่วด้าน  คำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องในทุกๆ ส่วน

ไม่เช่นนั้นเราจะตกไปในวังวนแห่งมายาคติ

มายาคติที่อยู่กับอาชีพใด  ใกล้กับอาชีพใด  สนิทกับอาชีพใดก็มักจะยืนอยู่ข้างนั้น

ซึ่งก็มิผิด  แต่ก็ไม่ควรจะยืนยันความคิดเห็นจนสุดขั้ว

หากควรรับฟังให้ถ้วนทั่ว

และคำนึงถึงทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 ธันวาคม 2006, 20:02:45 PM โดย Chontai » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: 07 ธันวาคม 2006, 10:33:31 AM »

ประกาศแพทยสภา "แพทย์ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยได้" …อย่าให้เป็นฟางเส้นสุดท้าย




อาลัยแพทยสภา - เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ธันวาคม นางปรียนันท์ (ดลพร) ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ นำพวงหรีดไปมอบให้แพทยสภา กรณีออกประกาศแพทยสภาที่ 46/2549 เรื่องข้อเท็จจริงทางการแพทย์ โดยมี นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ เลขาธิการแพทยสภา เป็นผู้รับมอบ โดยหรีดดังกล่าวมีใจความว่า "สู่สุคติเถิด...แพทยสภา" และมีแผ่นป้ายกระดาษเขียนว่า "ไว้อาลัยแพทยสภาหน่วยงานที่ตายแล้ว" และ "พึ่งไม่ได้แล้วแพทยสภายุบไปเลย"



 
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง "หมอ" กับ "คนไข้" ถูกเปลี่ยนจากระบบเกื้อกูลคือ "ยาขอ หมอวาน" ถ้าคนไข้ไม่มีเงินก็วานหมอรักษาให้ฟรี แถมยากลับบ้าน มาเป็นความสัมพันธ์แบบ "ผู้ให้บริการ" และ "ผู้รับบริการ" มากขึ้น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้จะโทษฝ่ายใดไม่ได้ เพราะเกิดจากบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

เมื่อ "หมอ" กลายเป็น "ผู้ให้บริการ" และ "คนไข้" กลายเป็น "ผู้รับบริการ" ความต้องการของผู้รับบริการจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นตาม "เงิน" ที่ต้องจ่ายไป เพราะเมื่อจ่ายเงินมาก ความคาดหวังที่จะได้รับบริการที่ดีขึ้นก็มากตามไปด้วย แต่เมื่อไม่ได้รับบริการตามที่คาดหวัง ปัญหาการฟ้องร้องยิ่งตามมาเป็นเงา

มิพักต้องพูดถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) และรัฐบาลทั้งพรรคไทยรักไทย หรือ "รัฐบาลเฉพาะกิจ" ที่เข้ามาหลังการปฏิรูปการปกครอง ที่พร่ำพูดถึงการทำให้ประชาชนคนไทยได้รับบริการสุขภาพที่ทั่วถึงและเท่าเทียม แต่ที่ผ่านมาเป็นบริการที่ "ทั่วถึงและเท่าเทียม" หรือไม่คงไม่ต้องตอบ เพราะทุกคนย่อมรู้ซึ้งอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนไข้ที่ใช้บัตรทองในการรักษา

ในขณะที่ฝั่ง "หมอ" ต้องทำงานในสภาวะที่กดดัน ทั้งเหนื่อย งานหนัก เครื่องไม้เครื่องมือไม่เพียงพอ ค่าตอบแทนก็น้อยนิด เมื่อเทียบกับภาระรับผิดชอบชีวิตคนที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งช่วงหลังต้องเผชิญกับปัญหาการฟ้องร้องที่ไม่ใช่แค่การฟ้องร้องทางแพ่ง ที่เรียกค่าเสียหายหลักล้านขึ้นไป แต่ยังรวมไปถึงการฟ้องทางอาญาที่ล่าสุดศาลตัดสินให้ "หมอ" ต้องเข้าคุกถึง 4 ปี จากการรักษาคนไข้

ล่าสุดประกาศแพทยสภา ฉบับที่ 46/2549 เรื่อง "ข้อเท็จจริงทางการแพทย์" ที่ลงนามโดย นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ที่มีสาระสำคัญให้แพทย์ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยได้ ปรากฏว่าส่งแรงกระเพื่อมให้กับวงการสาธารณสุขไทยอีกครั้ง และเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลรุนแรงถึงขนาดที่นางปรียนันท์ (ดลพร) ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ นำพวงหรีดมามอบให้กับแพทยสภา ด้วยเห็นว่างานนี้แพทยสภาปกป้องหมอด้วยกันเอง แต่ไม่เห็นหัวคนไข้

แม้ประกาศฉบับนี้จะไม่มีผลตามกฎหมาย และไม่สามารถนำไปเป็นหลักฐานอ้างอิงในการฟ้องร้องได้ แต่การออกประกาศในสถานการณ์ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหม่มาแทนกรรมการชุดเดิมที่จะหมดวาระในเดือนมกราคม 2550 และมีกรรมการแพทยสภาที่มาจากการเลือกตั้งในชุดเดิมลงสมัครใหม่ถึง 18 คน ความคลางแคลงใจว่าการออกประกาศนี้เพื่อทิ้งทวนหาเสียงยิ่งโหมกระหึ่ม

ต้องไม่ลืมว่า "แพทยสภา" แม้จะเป็นเพียงสภาวิชาชีพ แต่ก็สามารถกำหนดแนวทางของการแพทย์ และสามารถให้คุณให้โทษกับแพทย์ได้ ยิ่งในช่วงหลังคณะกรรมการแพทยสภาที่มาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่ต่างก็มีหุ้นอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน ยิ่งชวนคิดว่าการเข้ามาเป็นกรรมการแพทยสภาก็เพื่อ "ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง" มากกว่าเพื่อพัฒนาวงการแพทย์

ประกาศฉบับนี้จะได้ "ใจ" จากหมอไปมากหรือน้อยไม่สำคัญ เพราะประกาศฉบับนี้ได้กลายเป็นตัวถ่างความสัมพันธ์ระหว่าง "หมอ" กับ "คนไข้" ที่เดิมก็มีช่องว่างของความเข้าใจมากพออยู่แล้ว ให้ห่างออกไปยิ่งขึ้นจนอาจจะยากต่อการประสาน และ "ประกาศข้อเท็จจริงทางการแพทย์" ฉบับนี้ในความเข้าใจของคนทั่วไปมันก็คือ "ประกาศสิทธิของแพทย์" ที่มากับถ้อยคำสวยหรูเท่านั้นเอง

การแก้ไขปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนทางจะตีบตันนัก เชื่อว่าคนไทย และสังคมไทยยังเป็นสังคมแห่งความเอื้ออาทร ระบบ "ยาขอ หมอวาน" ยังใช้ได้อยู่เสมอ คนไทยยังสามารถ "ฝากผี ฝากไข้" กับหมอได้ และประกาศฉบับนี้อาจจะไม่ต้องมีก็ได้

หากทาง "แพทยสภา" ยอมถอยออกไปอีกก้าว เอาเสียงจากหลายภาคส่วนในสังคมไปปรับปรุงประกาศฉบับนี้ใหม่ เชื่อได้ว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายได้แน่นอน


11111111

แปลกนะ..ทุกวิชาชีพต่างมีสิทธิแห่งวิชาชีพ....แล้วแพทย์จะมีสิทธิทางวิชาชีพไม่ได้รึ....มันจึงต้องมาตกลงกันว่า....สิทธิของวิชาชีพแพทย์มีอะไรบ้าง? สิทธิของวิชาชีพ..ผู้ป่วยมีอะไรบ้าง.....ต้องสมดุลกัน....วิชาชีพแพทย์เป็นคนส่วนข้างน้อย..แล้วประชาธิปไตยที่ถือเอาเสียงคนข้างมากเป็นเกณฑ์จะว่าไง?.....อย่างเรื่องคนพิการไอ้สังคมไทยเส็งเคร็งก็ว่าคนพิการเป็นคนข้างน้อย ไอ้รัฐมนตรีกี่ยุดๆๆ มันก็ทำแต่เรื่องของคนข้างมาก-คนปกติ..แล้วไง?...วิชาชีพแพทย์ก็เป็นคนส่วนข้างน้อย....จะมาเรียกร้องอะไรมากมายกะคนส่วนข้างน้อยจริงมะ....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 ธันวาคม 2006, 10:41:14 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
พนาธรรม
Full Member
***
กระทู้: 213



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 07 ธันวาคม 2006, 11:10:41 AM »

คำว่า"หมอ"      อย่างไรเรียกว่า "หมอ"

คำว่า"หมอ"      อะไรคือหน้าที่ "หมอ"

รักษาคน          จึงเรียกว่า "หมอ"

ไม่รักษาคน      ฤาแค่ไม่ทำหน้าที่ "หมอ"     

ไม่รักษาคน       เป็น "หมอ"ไปใยกัน
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 08 ธันวาคม 2006, 21:43:43 PM »

องค์กรผู้บริโภคยื่นหนังสือคัดค้านประกาศแพทยสภา

8 ธันวาคม 2549 13:36 น.กรุงเทพธุรกิจ

ผู้บริโภค 4 องค์กร ยื่นหนังสือต่อแพทยสภา คัดค้านการออกประกาศ 9 ข้อ ยิ่งกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิคนไข้ ห่วงเป็นการผลักใสผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลเอกชน ยกตัวอย่างคนไข้ระยอง ถูกแมงมุมกัด แพทย์ระบุไม่ฉุกเฉิน เกิดการอักเสบลุกลาม ด้านแพทยสภาเตรียมชี้แจงต่อสังคม นัดประชุมกรรมการแพทยสภาวันที่ 14 ธันวาคมนี้

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นผู้แทน 4 องค์กร ประกอบด้วย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค 43 จังหวัด และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือต่อแพทยสภา เมื่อเวลา 11.30 น. ขอให้ยกเลิกประกาศแพทยสภา เรื่องข้อเท็จจริงทางการแพทย์ มีนางฉวีวรรณ เวชกามา หัวหน้าฝ่ายจริยธรรม แพทยสภา เป็นผู้รับหนังสือ

น.ส.สารี กล่าวว่า ประกาศแพทยสภา 9 ข้อ ขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชน สิทธิผู้ป่วย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าด้วยการได้รับการรักษาและบริการทางการแพทย์ และเรื่องการปฏิเสธรักษาผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการให้ความคุ้มครองแพทย์เป็นพิเศษที่จะได้รับการยกเว้นไม่ถูกฟ้องร้องขัดกับหลักกฎหมายทั่วไป ที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภค

น.ส.สารี กล่าวว่า การที่ นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นนายกแพทยสภาพิเศษ ระบุว่า ประกาศแพทยสภาเป็นการออกประกาศโดยไม่มีผลบังคับใช้ รวมทั้งไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 25 กำหนดการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการแพทยสภา ที่ต้องขอความเห็นชอบจากนายกแพทยพิเศษก่อน ประกาศฉบับนี้จึงไม่มีผลนั้น อาจเป็นการเข้าใจผิด

"ประกาศจะมีผลบังคับใช้หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น เพราะเป็นเรื่องความผิดพลาดทางเทคนิคในด้านกฎหมาย แต่หัวใจคือ เจตนารมณ์ของแพทยสภาในการออกประกาศฉบับนี้เพื่อต้องการปกป้องแพทย์ไม่ให้ถูกคนไข้ฟ้องร้อง ไม่ใช่เพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหากแพทยสภาไม่ยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว เราก็จะสู้ต่อไปไม่ถอยเช่นกัน" น.ส.สารี กล่าว และยกตัวอย่างคนไข้ที่ถูกปฏิเสธการรักษาเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินจนอาการลุกลาม โดยคนไข้ชายที่จังหวัดระยอง ถูกแมงมุมที่เกาะกางเกงชั้นในกัดองคชาติบวมอักเสบเจ็บปวดมาก เมื่อไปพบแพทย์กลับไม่รักษา ทำให้มีอาการอักเสบรุนแรงจนเนื้อตาย

ด้าน พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า ประกาศฉบับนี้หากอ่านอย่างละเอียดและด้วยใจที่เป็นธรรมแล้ว จะเห็นได้ว่าประกาศฉบับนี้ไม่ได้ล่วงล้ำสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ แต่อย่างใด แต่เป็นผลมาจากการประกาศสิทธิผู้ป่วยของแพทยสภา ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้กล่าวถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ป่วยที่จะต้องให้ข้อมูลการเจ็บป่วยของตนเองโดยไม่ปิดบัง เพราะการปิดบังข้อมูลบางอย่างจะนำมาซึ่งความผิดพลาดของการวินิจฉัยโรคและการรักษาที่ไม่ถูกต้อง และนำไปสู่ความสูญเสียของประชาชนอันนำไปสู่การฟ้องร้องแพทย์

"อยากเรียนไปยัง นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่า ไม่ต้องเห็นใจแพทย์ แต่ขอให้ทำหน้าที่ของรัฐมนตรีในการแก้ไขดูแลปัญหาของแพทย์ให้ดีขึ้น เพราะหน้าที่นี้ไม่ใช่หน้าที่ของแพทยสภา" พญ.เชิดชู กล่าว และว่าจะมีการประชุมแพทยสภาชุดใหญ่ และจะหารือเรื่องประกาศฉบับนี้ด้วย พร้อมทั้งแถลงข่าวเพื่อสร้างความเข้าใจในประกาศเรื่องนี้วันที่ 14 ธันวาคม ที่จะถึงนี้

พญ.เชิดชู กล่าวว่า ถึงประกาศฉบับนี้จะทำให้หลายฝ่ายไม่เข้าใจอย่างที่แพทยสภาอยากให้เข้าใจ แต่ก็ได้ผลดีไปอีกอย่างคือ ทำให้คนหันมามองว่า แพทย์ต้องเผชิญปัญหาอะไรบ้าง และ นพ.มงคล และรัฐบาล อาจจะหันมาแก้ไขปัญหาแพทย์ภาคราชการที่งานมาก งานหนัก เงินเดือนน้อย เสี่ยงต่อการถูกฟ้องเพื่อเอาเข้าคุก ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้ป่วย แต่สุดความสามารถที่จะเยียวยารักษาได้

พญ.เชิดชู กล่าวว่า กรรมการแพทยสภาได้เรียกร้องให้ นพ.มงคล หันมาสนใจแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เพราะกระทรวงเป็นผู้บริหารจัดการการให้บริการทางการแพทย์ของราชการ แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขให้แพทย์ได้ทำงานในสภาวะที่มีความพร้อมและเหมาะสม

http://www.bangkokbiznews.com/viewNews.jsp?newsid=138209
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 09 ธันวาคม 2006, 10:22:14 AM »

กมธ.สาธารณสุข ข้องใจ'ประกาศแพทยสภา'เรียกแจง15 ธ.ค.นี้

9 ธันวาคม 2549 08:19 น.กรุงเทพธุรกิจ

กรรมาธิการ สาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้องใจ " ประกาศแพทยสภา " เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือทางออก 15 ธ.ค.นี้


นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขานุการคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าว่า เมื่อวานนี้( 8 ธ.ค.)มีการประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุขเป็นครั้งแรก ซึ่งที่ประชุมสนใจ ในประกาศข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ของแพทยสภามาก จึงจะเชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง แพทยสภา ผู้ทรงคุณวุฒิ และ องค์กรอื่นๆ มาหารือกันในวันที่ 15 ธันวาคม 2549 นี้เวลาประมาณ 09.00 น.

"ประกาศฉบับนี้เป็นประกาศที่สาธารณะสนใจ และมีผลกับทั้ง ประชาชน และผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ เมื่อมีข้อถกเถียงและ มีความเห็นที่แตกต่างก็ต้องมาหารือกันเพื่อหาทางออก" นพ.อำพล กล่าวและว่า

อย่างไรก็ตามคณกรรมาธิการยังไม่ได้สรุปว่าประกาศ ฉบับนี้ควรจะมีหรือไม่ เพราะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาเอกสารข้อมูลก่อน
http://www.bangkokbiznews.com/viewNews.jsp?newsid=138448
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2006, 18:00:47 PM »

เชิญชวนสมาชิกที่มีโครงการไปท่องเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดปีใหม่
แวะเที่ยวภูลังกา มีสมุนไพรและไม้ป่าหายาก ให้ชมมากมาย
และมีหัวหน้าวนอุทยาน เป็นวิทยากรได้ด้วย
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2006, 21:18:42 PM »

แบบว่าอยากเห็นรูปจะๆๆ..ไม้ป่าหายากแถวนั้นอ่ะ...ทำไมตอนอยู่บ่หัน..รึ

บ่รู้จักฮุ.....ใครช่วยโพสต์รูปภาพต้นเครือสะบ้าที่ผู้ใดฮุเคยใช้แทนสบู่อ่ะ...แบบว่าผิวหนังทนยิ่งกว่าผิวแรดอ่ะ..ฮิฮิ....แล้วก็...."ลูกซัก" เป็นอย่างใด..ลูกอะไรใสๆ ที่เอามาซักผ้าแทนแฟ๊ปอ่ะ....ไม่ทราบว่าบังมีแปรงสีฟันที่ทำจากรากไม้กันอยู่อ๊ะป่าว?

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
อยากเห็นเห็ดเขากวาง....ต้นมังคุดป่า.....มะไฟป่า...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ธันวาคม 2006, 21:20:45 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 21 ธันวาคม 2006, 18:48:23 PM »

วันนี้ อากาศเย็นมาก ๆ  จนต้องเอาเสื้อกันหนาวมาใส่
คิดถึง มิตรสหายต่างจังหวัด ดูแลสุขภาพกันด้วยนะค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 7   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!