บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:13:54 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มาดูแลสุขภาพกันเถอะ  (อ่าน 65482 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #75 เมื่อ: 26 มกราคม 2009, 09:44:05 AM »

จากผู้จัดการรายสัปดาห์

สกว.จับมือจีนร่วมพัฒนายาเผย13สมุนไพรเจ๋ง-ต้านมะเร็ง

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์    12 ธันวาคม 2551 20:38 น.

       สกว.จับมือ จีนพัฒนาสมุนไพรร่วมกัน โดยเฉพาะสมุนไพรรักษามะเร็ง เตรียมเริ่มต้นจากการศึกษาพืชตระกูลยางร่วมกัน เผยสมุนไพรจีน 13 ชนิดเจ๋ง ป้องกัน-รักษา-บรรเทาอาการมะเร็งได้ บางชนิดรักษามะเร็งเฉพาะจุดได้ด้วย
       
        ปัจจุบันการแพทย์ทางเลือกโดยเฉพาะการแพทย์แผนโบราณทั้งแผนจีนและแผนไทย กำลังกลับมาเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรคที่รักษาแบบตะวันตกได้ยาก หรือไม่หายขาด ทำให้คนไข้หันมารักษาแบบแผนโบราณ โดยใช้สมุนไพร ซึ่งไทยและจีนต่างก็มีจุดเด่นของสมุนไพรต่างกันไป จุดนี้เองทำให้เกิดความร่วมมือด้านการวิจัยสมุนไพรไทย-จีนร่วมกันขึ้น โดยเฉพาะสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง!
       
       จับมือจีนศึกษาสมุนไพรร่วม
       
        รศ.ดร.สุภาพ หารหนองบัว ภาควิชาเคมีคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า ทาง สกว.มีความคิดอยากสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยสมุนไพรเพื่อพัฒนาเป็นยากับ ประเทศจีน เพราะจีนมีความพร้อม และจะทำให้การวิจัยสมุนไพรไทยเพื่อพัฒนาเป็นยามีความก้าวหน้าอย่างมาก
       
        ที่ผ่านมา สกว.ได้พานักวิจัยไปดูงานที่ประเทศจีนหลายครั้ง โดยเฉพาะที่ มณฑลยูนนาน มหานครปักกิ่ง และมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีสถาบันวิจัยสมุนไพรที่ทันสมัยและก้าวหน้ามาก ภายหลังได้มีการร่วมมือกันจัดเวิร์คชอปนักวิจัยชั้นนำที่นครเฉิงตู โดยไทยและจีนได้คัดเลือกนักวิจัยระดับชั้นนำฝ่ายละ 15 คน มาร่วมประชุม
       
       ผลสรุปปรากฏว่าทั้งไทยและจีนตกลงจะร่วมมือกันในการสร้างงานวิจัย สมุนไพรเพื่อพัฒนาเป็นยาร่วมกัน ข้อแม้ของทั้ง 2 ประเทศคือจะต้องเป็นโครงการที่มีทั้งนักวิจัยไทยและจีน และต้องเห็นชอบร่วมกัน เพราะจะเป็นกลไกทำให้เกิดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรซึ่งกันและกันได้
       
       13 สมุนไพรจีนเจ๋งรักษามะเร็ง
       
       ทั้งนี้ในส่วนของนักวิจัยจีน ถือว่ามีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรรักษาโรคมาช้านาน โดยเฉพาะนักวิจัยจีนยังให้ความสนใจเกี่ยวกับสมุนไพรจีนรักษาโรคมะเร็ง ปัจจุบันพบว่ามีสมุนไพรจีนหลายชนิดที่ให้สรรพคุณรักษาหรือป้องกันมะเร็งได้ ที่สำคัญได้แก่
       
       หญ้าปักกิ่ง หรือ หญ้าเทวดา ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งทั้งต้น เพื่อรักษาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง โดยมีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์ มะเร็งได้ด้วย โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ยังนิยมใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการรักษามะเร็งอื่นๆในแผนปัจจุบัน เพื่อช่วยลดผลข้างเคียงด้วย
       
       เห็ดหลินจือ สกัดเป็นสารออกมาแล้ว พบว่า มีฤทธิ์ที่สำคัญ 3 ประการคือ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีผลช่วยชะลอการลุกลามของมะเร็งและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่าง กาย อีกทั้งมีฤทธิ์ต่อโรคภูมิแพ้ ที่สามารถยับยั้งการแพ้ทั้งผื่นคันและหอบหืด และยังลดปฏิกิริยาการตอบโต้ของผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะได้อีกด้วย
       
       ชา น้ำชาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มีหลายชนิดเช่น ชาเขียว ชาดำ และชาอู่หลง ต่างล้วนมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์และมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง เช่น มะเร็งกระเพาะ หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ปอด ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน และมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ดีการบริโภคชาที่ต้มนานๆ อาจจะทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
       
       โสม โสมจีน หรือโสมเกาหลี หรือแม้กระทั่งโสมอเมริกา มีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง และยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ส่วนมากมักนำโสมมาใช้ในการรักษาด้วยวิธีการเคมีบำบัดอีกทั้งยังใช้เป็นยา อายุวัฒนะ นอกจากนี้สารสกัดซึ่งมีซาโปนิน(Saponin) มีผลต้านมะเร็งกระเพาะในคน และป้องกันการเกิดมะเร็งปอดเนื่องจากสารเคมีบางชนิด
       
       เห็ดหอม คนจีนใช้เห็ดหอมเป็นอายุวัฒนะ รักษาหวัดทำให้เลือดลมดี แกโรคหัวใจ ป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย ต้านพิษงู ป้องกันโรคเลือดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง โรคร้ายจากเชื้อไวรัส ลดคลอเรสเตอรอล มีสารเลนติแนน (Lentinan)ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอกด้วย
       
        ลูกเดือย มีฤทธิ์ยับยั้งสารส่งเสริมการก่อมะเร็ง และยังมีฤทธิ์ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านยีสต์ เร่งการงอกของเส้นผม เร่งการสร้างผิวหนังและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มกันและทำให้เชื้อสเตร็ปโตค็อคคัยเกาะกลุ่ม ทำให้อสุจิเกาะกลุ่ม ต้านอักเสบ ลดโคเลสเตอรอลในเลือด ลดความดันโลหิตสูง ลดอุณหภูมิร่างกาย แก้ปวดและขับปัสสาวะ เหนี่ยวนำให้เกิดการตกไข่ ต้านเอนไซม์ amylase
       
       ไป๋ฮวาเสอเสอเฉ่า ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และมีฤทธิ์ในการควบคุมการลุกลามและการเกิดซ้ำของมะเร็ง และยังสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ Macrophage ในเม็ดเลือดขาว ในการทำหน้าที่กลืนกินเซลล์มะเร็งได้ด้วย
       
       ไป๋ฮวาเสอเสอเฉ่า เป็นยาสมุนไพรต้านมะเร็งที่ใช้กันมากที่สุดในการรักษาพยาบาลแบบแพทย์แผนจีน ซึ่งสามารถควบคุมมะเร็งปากมดลูก เนื้อร้าย และมะเร็งตับในหนูทดลอง
       
       หนี่เจินจื่อ สามารถกระตุ้นการเพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันและสามารถควบคุมการลดจำนวนของ เม็ดเลือดขาว กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเซลล์ท่อน้ำเหลือง และมีฤทธิ์สกัดกั้นการเกิดมะเร็งปากมดลูกด้วย
       
       ยาชิงไต้ ปัจจุบันมีการนำมาใช้เพื่อใช้บำบัดรักษาโรคมะเร็งเลือดชนิดเซลล์เม็ดลักษณะ เรื้อรัง นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการที่เกิดจากผลข้างเคียงเนื่องจากเคมีบำบัดและรังสี บำบัดได้ด้วย
       
       จูหลิง ปัจจุบันมีการนำจูหลิงมาสกัดเป็นยาฉีดสำหรับใช้ในโรงพยาบาล หรือจัดเป็นยาตำรับให้คนไข้นำไปต้มกินที่บ้าน สรรพคุณของจูหลิงตามตำราแพทย์ศาสตร์แผนจีน ก็คือขับพิษต่าง ๆ ในร่างกายให้ออกมากับปัสสาวะ และต้านมะเร็ง
       
       กันเฉ่า มีฤทธิ์ควบคุมมะเร็งไขกระดูก มีฤทธิ์ต้านมะเร็งในเม็ดเลือด สาร Monopotassium มีฤทธิ์ในการยับยั้งมะเร็ง ในไขกระดูกและสามารถยับยั้งมะเร็งในเม็ดเลือดของหนูทดลอง
       
       เป่าจื่อเหลียน มีสารต่อต้านมะเร็ง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย มีสรรพคุณในการหยุดยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากในตัวหนูด้วย
       
       ตังกุย มีสารคล้ายกับฮอร์โมนเอสทรอเจนในผู้หญิง แต่มีฤทธิ์น้อยกว่า เหมาะที่จะใช้รักษามะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือจะเป็น มะเร็งตับ ลูคิเมีย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งตังกุยมีฤทธิ์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและการทำลายเซลล์มะเร็งได้ถึง 50-70%
       
       เตรียมพัฒนายารักษามะเร็งจากยาง
       
       นี่คือตัวอย่างของสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์นำในเรื่องของการป้องกันและ รักษามะเร็งของจีนที่หลายชนิดสามารถนำมาบริโภคในชีวิตประจำวันได้ และหลายชนิดเป็นส่วนประกอบหลักของยารักษาโรคมะเร็งแบบจีน
       
       สำหรับความร่วมมือระหว่างนักวิจัยไทย-จีนนั้น โดยเฉพาะสมุนไพรป้องกันและรักษาโรคมะเร็งนั้น ความคืบหน้าจะเริ่มต้นด้วยโครงการศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต้านมะเร็งจาก พืชตระกูลยาง จากจุดเริ่มต้นของงานวิจัยว่ายางมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็งจากทางยุโรป ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต ไทย-จีนน่าจะมีองค์ความรู้ด้านสมุนไพรจีนรักษาโรคมะเร็งมากขึ้น
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #76 เมื่อ: 28 มกราคม 2009, 09:04:40 AM »

จากไทยรัฐ

พบยาป้องกันหัวใจวาย เกล็ดเลือดเป็นตัวการของเลือดอุดตัน [28 ม.ค. 52 - 00:32]

นักวิทยาศาสตร์ได้พบหนทางป้องกันโลหิตอุดตัน อันเป็นสาเหตุของหัวใจวาย ซึ่งกำลังเป็นมัจจุราชเฉียบพลันอยู่ในปัจจุบันได้แล้ว

วารสารทางวิชาการ “คลินิกคอล อินเวสติเกชั่น” ที่ สหรัฐฯรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยบริสตอลแห่งอังกฤษ ได้พบในการศึกษากับหนูทดลองว่า โปรตีนที่มีชื่อว่าพีเคซี อัลฟา เป็นตัวการสำคัญร่วมกับเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อน เหตุที่ร่างกายทำให้เลือดจับเป็นก้อน ก็เพื่ออุดตันเส้นเลือดเมื่อเกิดบาดแผล แต่หากเผอิญเกิดไปจับตัวกันเข้า ในหลอดเลือดไปสู่หัวใจ ก็อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ แค่ในเมืองน้ำชาเพียงชาติเดียว ปีหนึ่งๆเหตุหัวใจวายทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 146,000 ราย

ทุกวันนี้ แม้จะมียาบางขนานที่มีสรรพคุณป้องกันเลือดจับตัวแข็ง อย่างเช่น แอสไพริน แต่ก็ยังมีข้อเสียอาจทำให้เลือดหยุดยากในบางราย

ศาสตราจารย์อลาสแตร์ หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า “เรา พบว่าโปรตีน พีเคซี อัลฟา เป็นตัวคอยควบคุมให้เกล็ดเลือดมีความเหนียวเกาะติดกัน หากว่าขจัดมันออกเสีย ก็จะทำให้เลือดไม่อาจจับตัวกันได้ ที่สำคัญพอกัน

และก็น่าประหลาด ก็คือเราก็พบพร้อมกันด้วยว่า หากขจัดโปรตีนออกไปได้ จะป้องกันไม่ให้เลือดหยุดยากได้อย่างไร” และเสริมว่า  “ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะผลิตยานี้ออกขาย แต่เราก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่พบว่าได้ก้าวไปถูกทางแล้ว”.
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #77 เมื่อ: 16 มิถุนายน 2009, 07:37:49 AM »

ที่ว่าไม่ร้ายอย่างที่คิดก็คือมันไม่รุนแรงเหมือนกับพวกไข้หวัดนกหรือซาส์ก่อนหน้านี้   ที่ติดแล้วจะเกิดอาการปอดบวมอย่างรวดเร็ว  ทำให้เสียชีวิตในอัตราสูง

แต่ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ไม่รุนแรงอย่างที่ว่านั้น    กล่าวตามเนื้อผ้าแล้วยังรุนแรงน้อยกว่าไข้เลือดออกที่พบเห็นกันโดยทั่วไปในบ้านเราเสียด้วยซ้ำ

แต่ที่ทำให้ตระหนกกันก็คือมันเผยแพร่ได้รวดเร็ว   แต่นักวิชาการบางคนก็แย้งว่ามันเป็นธรรมดาสำหรับไข้หวัดใหญ่ระบาด   ที่ไหนๆ ก็แบบนี้

เพียงแต่ครั้งนี้มันไปเกิดกับประเทศที่เจริญคืออเมริกา  ดังจะสังเกตได้ว่าใครกลับมาจากทางนั้นติดหวัดเกือบทุกราย   (ประเทศต่างๆ น่าจะประกาศไม่ให้คนเดินทางไปอเมริกา  แก้ลำเวลาที่เราเคยมีปัญหาอยู่ทางเราอเมริกาก็จะรีบประกาศว่าประเทศเหล่านี้ต้องถูกจับตาเป็นพิเศษหรือต้องระวัง บ้าง)

แล้วก็วิทยาการการตรวจเวลานี้ก็ทันสมัยรวดเร็วขึ้นมาก  แค่มีไข้ตัวร้อนก็จับไปตรวจกันทันที   แล้วเวลานี้มันน่าฝนเป็นเรื่องธรรมดาที่คนก็ต้องป่วยเป็นหวัดกันบ้าง 

กล่าวในแง่นี้ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด  นั่นก็คือเป็นก็รักษา  เกิดผู้ป่วยขึ้นก็ต้องรีบจำกัดวงไม่ให้ระบาดไปวงกว้าง   

แต่ที่น่ากลัวคือโรค panic  หวาดกลัวไปทั่ว  จนเวลานี้แทบจะไม่มีใครอยากเดินทางโดยเครื่องบินหรือรถทัวร์อีก   เพราะกลัวว่าจะมีคนติดหวัดสายพันธุ์ใหม่ร่วมอยู่ในรถ

หากเป็นเช่นนี้   กิจการท่องเที่ยวที่พอจะมีรายได้มาเจือจานทางเศรษฐกิจในยุคตกต่ำเช่นนี้บ้างก็คงซบเซาลงมาก

ปลายปีนี้คงได้เห็นบริษัททัวร์ โดยเฉพาะโรงแรม เกสต์เฮาท์พังพาบกันเป็นแถวๆ   

อันนี้เป็นผลจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่ว่าร้ายจริง
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #78 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2009, 12:04:25 PM »

ไข้หวัด 2009 เนื่องจากไม่ร้ายแรงมากจึงประมาท  เวลานี้แพร่ไปทั่ว  ในหมู่คนไทยกันเอง ไม่ใช่จากนักเท่องเที่ยว
วิธีการเด็ดขาดที่อภิสิทธิ์ควรทำในตอนนี้มากกว่าปิดประเทศคือ   "ปิดโรงเรียน 2 อาทิตย์   ปิดโรงเรียนกวดวิชาทุกแห่ง   ปิดร้านเน็ตทุกแห่ง   หยุดกิจกรรมที่นำคนมารวมกันจำนวนมากทุกอย่าง เป็นเวลา 2 อาทิตย์" 
ถ้าห่วงเวลาเรียนของเด็ก   ก็หดเวลาปิดเทอมเดือนตุลาเหลือสัก 1 อาทิตย์ก็ได้
เพราะถ้าคุมไม่อยู่ตอนนี้สุดท้ายก็ต้องปิดเหมือนกัน
อีกอย่างเรื่องการใช้ผ้าคาดปาก  ไม่ใช่แค่รณรงค์ว่าใส่ได้ก็เท่เท่านั้น   แต่ต้องยืนแจกและบังคับให้ทุกคนใส่เวลาไปอยู่ในที่ที่คนมากๆ อย่างศูนย์การค้า โรงหนัง กิจกรรมมหรสพต่างๆ  สถานีรถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน  ต้องบังคับให้ทำกันอย่างจริงจังนับแต่นี้
นี่เป็นอีกเรื่องที่อภิสิทธิ์ไม่เด็ดขาด   หากจะควบคุมต้องเด็ดขาดกว่านี้
บันทึกการเข้า
slum.ru.1975
Jr. Member
**
กระทู้: 163



ดูรายละเอียด
« ตอบ #79 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2009, 13:14:53 PM »

ที่สารคาม มีพูดกันว่า มีคนป่วยถึงตายมาแล้ว แต่มีการปิดข่าวกัน
เด็กสาธิต มมส. ดูุเหมือนจะต้องหยุดเรียนไม่มีกำหนดเปิด เพราะ
มีเด็กติดเชื้อหวัดใหญ่ 2009 หลายคน ถ้ามีการเจ็บป่วยจริง
ไม่ควรที่จะปิดข่าว แต่ควรจะบอกให้ประชาชนได้ระวังตัวกันมากขึ้น
เพิ่มการร่วมมือในการป้องกันมากขึ้น 
บันทึกการเข้า

สิ่งฝันในใจนี้ เราจะมีความทุกข์ร่วมกัน
เราฝัน... เราจะมีความสุขร่วมกัน
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #80 เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2009, 08:36:43 AM »

เช้านี้มาถึงกรุงเทพ  มีข่าวว่าในมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาปริญญาโทเพิ่งเสียชีวิตด้วยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙ นี้ไปคนหนึ่ง
อาจารย์จากประเทศจีนบ่นว่าไม่เห็นเมืองไทยจะมีมาตรการอะไรในการรับมือ  พวกเขารู้สึกว่าเมืองไทยเฉยๆ  ไม่เหมือนเมืองจีนในการรับมือกับไข้หวัดนกหรือแม้แต่ไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ในปัจจุบัน
หรือแม้แต่ในญี่ปุ่นที่ทำท่าจะระบาดก่อนเราเมื่อเดือนก่อน   เขาก็มีมาตรการสั่งปิดโรงเรียนทุกแห่ง  โรงเรียนกวดวิชาทุกแห่ง   ตอนนั้นเด็กไทยที่ไปเรียนญี่ปุ่นพ่อแม่เรียกกลับบ้านกันเป็นทิวแถว
แต่เมืองไทยไม่ทำอะไรเลย  ในสายตาของ อ.ชาวจีน  "หรือจะรอให้ตายกันมากกว่านี้หรืออย่างไร"  อ.บ่น

เท่าที่ติดตามวิธีแก้ปัญหายังเน้นเชิงรับมากเกินไป   มาตรการเชิงรุกความจริงมีไม่มาก
๑. ปิดโรงเรียนทุกแห่ง  ปิดโรงเรียนกวดวิชาทุกแห่ง  หยุดกิจกรรมที่นำคนมารวมกันมากๆ ทุกแห่ง อย่างน้อย ๒ อาทิตย์    ที่ชอบเถียงว่าเดี๋ยวเด็กจะเรียนหนังสือไม่ทัน เสียระบบการเรียน หรือกระทบการท่องเที่ยวนั้น   ถามว่าถ้าเป็นลูกคุณติดไข้หวัดนี้คุณคงไม่คิดอย่างนั้นแน่   นี่เป็นเรื่องของความเป็นความตายของชีวิตคน   จึงสามารถแลกได้ไม่ว่าจะสูญเสียทางเศรษฐกิจหรือโอกาสอย่างไรก็ตาม    เพราะถ้าเอาไม่อยู่สุดท้ายเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยวก็ต้องเสียหายอยู่ดีนั่นแหละ

๒. ในกิจกรรมที่หยุดไม่ได้  หรือในที่สาธารณะทุกแห่งจะต้องบังคับให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย  ไม่ใช่แค่รณรงค์หรือขอความร่วมมือ

เพียงสองข้อเท่านั้น   หากไม่ทำเสียแต่ตอนนี้ก็อาจสายเกินแก้

เมืองจีนสมัยโรคซาส์ระบาด  น้ำส้มสายชูขาดตลาด  เพราะเขาเอาไปต้มให้กลิ่นอวนอยู่ในห้อง  สามารถฆ่าเชื้อในอากาศได้
จะลองดูก็ได้นะครับ    น้ำส้มสายชูสองช้อนผสมกับน้ำพอควรหรือค่อนหม้อหุงข้าวก็ได้   เสียบปลั๊กแล้วให้กลิ่นอวนไปทั่วห้องราวครึ่งชั่วโมง   วันละหนึ่งรอบ หรือเช้ารอบบ่ายรอบก็ได้
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #81 เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2009, 09:00:10 AM »

ชู “แกงเลียง-แกงส้ม-ต้มยำ” สู้หวัด แนะกินกระเทียมทุกวันเป็นวัคซีนป้องกันโรค
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2552 17:29 น.
 
 
 
 
 
       นักวิชาการ แนะกิน “ฟ้าทะลายโจร-ขิง” รักษาหวัดใหญ่ 2009 ส่วน “กระเทียม-กระเทียมดอง” กินทุกวันเหมือนวัคซีนป้องกันโรค พร้อมเตือนห้ามกินฟ้าทะลายโจรรักษาหวัดติดต่อกันเกิน 7 วัน พร้อมชูเมนู “แกงเลียง แกงส้ม ต้มยำ ยำปลาทู” สู้หวัด
       
       วันที่ 15 กรกฎาคม ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร โรงพยาบาลอภัยภูเบศร กล่าวว่า สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการช่วยสร้างภูมิต้านทานในการป้องกันและรักษาไข้หวัดใหญ่มีหลายชนิด แต่ที่จะแนะนำ 3 ชนิด คือ 1 ฟ้าทะลายโจร มีฤทธิ์ในการรักษา เมื่อมีอาการและสร้างภูมิต้านทานของร่างกายในการป้องกันโรค 2 ขิง มีฤทธิ์อุ่นสอดคล้องกับการรักษาโรคหวัด ลดจำนวนไวรัสในร่างกาย และ 3 กระเทียม หรือกระเทียมดอง ถ้าไม่อยากเป็นหวัดให้ทานทุกวัน โดยประสิทธิภาพของกระเทียมเหมือนกับวัคซีนป้องกันโรค
       
       ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวว่า จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ในการป้องกันโรคหวัดได้ โดยได้ศึกษาเด็กนักเรียน 100 คนให้ทานยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรวันละ 1 เม็ดติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่าเด็กนักเรียนที่ทานเป็นหวัดน้อยกว่าเด็กนักเรียนที่ไม่ทาน 2 เท่า อีกทั้งยังลดเวลาการลางาน ลดอาการปวดเมื่อย ไอจามได้ด้วย อีกทั้งยังพบว่า ยังมีฤทธิ์ในการทำให้เชื้อไวรัสมีความสามารถเกาะผนังเซลล์ของมนุษย์ได้ลดลงด้วย
       
       “นอกจากนี้ ในประเทศจีนและอินเดียได้นำขิงไปทดลองก็พบว่าได้ประสิทธิภาพเช่นเดียวกันกับฟ้าทะลายโจร โดยในอินเดียได้สกัดสารสำคัญของ ขิง กระเทียม กะเพราทำยาป้องกันหวัดด้วย และยังมีสมุนไพรอีกมากที่มีสาระสำคัญฤทธิ์เหมือนยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์ด้วย เช่น กระเจี๊ยบ ขมิ้นอ้อย มะระ ฟักข้าว ฯลฯ”ภญ.สุภาภรณ์ กล่าว
       
       ภญ.อัญชลี จูฑะพุทธิ รองผู้อำนวยสถาบันการแพทย์ไทย กล่าวว่า การทานฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาโรคหวัดควรทานติดต่อกันไม่เกิน 7 วัน ทานครั้งละไม่เกิน 1.5 กรัมต่อครั้ง วันละไม่เกิน 6 กรัม ถ้าแคปซูลที่มีปริมาณ 500 มิลลิกรัม ก็ทานครั้งละไม่เกิน 3 แคปซูล แต่ถ้าเป็นขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) บรรจุ 375 มิลลิกรัม ต้องทานครั้งละ 5 แคปซูล แต่หากทานติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้มีผลข้างเคียง คือ มือเท้าชา อ่อนแรงบ้าง
       
       “หากรู้สึกว่าเริ่มมีอาการไม่สบาย เป็นไข้หวัด ให้ทานแคปซูลสมุนไพรฟ้าทะลายโจรทันที แต่ไม่ควรทานติดต่อกันนาน แต่หากเป็นเพื่อการป้องกันโรคไข้หวัดแนะนำให้ทานในรูปแบบของชาฟ้าทะลายโจรจะเหมาะสมกว่า เพราะสาระสำคัญของสมุนไพรจะน้อยลง และไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงด้วย”ภญ.อัญชลีกล่าว
       
       ภญ.อัญชลี กล่าวต่อว่า จากการที่ประเทศไต้หวันศึกษาวิจัยประสิทธิภาพของฟ้าทะลายโจรพบว่า ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบของเซลล์หลอดลมจากการจับตัวของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 สายพันธุ์ที่พบก่อนหน้านี้ซึ่งใกล้เคียงกับสายพันธุ์ 2009 ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าสมุนไพรอื่นๆ
       
       ด้าน นพ.นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า สมุนไพรที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคไข้หวัดมีหลายชนิด ได้แก่ กระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา ฯลฯ โดยเมนูที่แนะนำให้ทานในช่วงเวลานี้ ได้แก่ แกงเลียง แกงส้ม ต้มยำ ยำปลาทู เพราะมีสมุนไพร ขิง หัวหอมมาก นอกจากนี้ยังมีน้ำพริกกินกับผักต่างๆ อาทิ คาวตองผักพื้นบ้านของภาคเหนือ และอีสาน
       
       “ผลไม้ทุกชนิดที่มีรสเปรี้ยว อาทิ ส้ม มะขามป้อม ฝรั่ง ฯลฯ น้ำสมุนไพรทั้ง น้ำฝรั่ง น้ำขิง น้ำมะขาม น้ำตะไคร้ ชาเห็ดหลินจือ เบญจขันธ์ ฯลฯ ซึ่งบางรายป่วยดื่มน้ำขิงแก่ โดยนำขิงแก่ไปต้มกับน้ำดื่มประมาณ 1-2 วันก็หาย ไม่ต้องไปโรงพยาบาล หรือหากมีไข้ในช่วง 1-2 วันแรกให้ทานสมุนไพรดูแลอาการก่อนไปโรงพยาบาลอาทิ ฟ้าทะลายโจร จันทลีลา แก้ปวดเมื่อย ยาเขียวหอม หากไอ ยาอมมะขามป้อม มะแว้ง”นพ.นรา กล่าว

 
 
บันทึกการเข้า
14
Sr. Member
****
กระทู้: 816


ดูรายละเอียด
« ตอบ #82 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2009, 07:50:55 AM »


ในยุคที่ผู้คนตื่นตัวในเรื่องของสุขภาพ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราหวาดผวากันมากคือสารพิษปนเปื้อนที่มากับอาหาร
แต่สารพิษส่วนหนึ่งที่เราได้รับอาจเกิดขึ้นจากภาชนะในครัวเรือนที่ใช้กันอยู่ทุกวัน

เมื่อหลายปีที่แล้วนักวิจัยได้เตือนผู้บริโภคว่า
อะลูมิเนียมอาจมีส่วนที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์
ทำให้ผู้บริโภคพากันโยนหม้อ กระทะที่ทำจากอะลูมิเนียมทิ้งเป็นจำนวนมาก
แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันพบว่าอะลูมิเนียมที่ละลายออกมาปนในอาหารมีปริมาณเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ก่อ
ให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
ดังนั้นการใช้ภาชนะอะลูมิเนียมหุงต้มอาหารจึงค่อนข้างปลอดภัย

ภาชนะที่ทำจากสเตนเลส เป็นภาชนะที่นิยมใช้รองลงมา
สเตนเลสมีส่วนผสมของโลหะหลายชนิด เช่น นิกเกิล โครเมียม เหล็ก และโมลิบเดนัม
จากการวิจัยพบว่าภาชนะเครื่องครัวที่ทำจากสเตนเลสอาจให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
เพราะสเตนเลสมีส่วนผสมของโครเมียมและธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
เมื่อนำมาใช้หุงต้มก็จะมีธาตุเหล่านั้นออกมาปะปนในอาหารเพียงเล็กน้อยจึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่
กลับให้ประโยชน์ต่อผู้ที่ขาดโครเมียมและธาตุเหล็ก
แต่ขณะเดียวกันสารนิกเกิลอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการของผิวหนังได้ในผู้ที่แพ้นิกเกิล
อย่างไรก็ตามนิกเกิลจะละลายออกมาในอาหารที่เครื่องปรุงมีฤทธิ์เป็นกรด
เช่น การใช้น้ำส้มสายชูหรือซอสมะเขือเทศ
สำหรับคนที่มีอาการแพ้สารนิกเกิลก็อาจจะเลือกใช้ภาชนะสเตนเลสที่เคลือบสารอีนาเมล
ซึ่งเป็นสารเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด


ภาชนะที่ทำมาจากทองแดง
ตอบสนองต่อความร้อนได้ดี
แต่ถ้านำมาปรุงอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจะสามารถละลายทองแดงออกมาได้
ทองแดงจะเป็นธาตุที่สำคัญต่อร่างกายในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
การได้รับทองแดงในปริมาณเล็กน้อยไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ
แต่ถ้าร่างกายได้รับการสะสมทองแดงในปริมาณมากเกินระดับที่ควรมีในเลือด
จะทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนจากทองแดงเป็นพิษได้
เพื่อป้องกันปัญหานี้ภาชนะที่ทำจากทองแดงจึงได้รับวิวัฒนาการขึ้นมาด้วยการเคลือบดีบุก
แต่ดีบุกที่เคลือบไว้ก็จะมีการเสื่อมไปตามอายุการใช้งาน
ฉะนั้นเมื่อใช้ไปนานๆก็ควรจะมีการเปลี่ยนใหม่


ภาชนะที่เคลือบสารเทฟลอน
สารชนิดนี้ช่วยป้องกันการติดของอาหาร
ทั้งยังทำความสะอาดง่ายและช่วยลดปริมาณไขมันในการปรุงอาหารได้ด้วย
เพราะภาชนะหากไม่เคลือบเทฟลอนจะต้องใช้น้ำมันมากขึ้นเวลาผัดหรือทอด
เพื่อไม่ให้อาหารติดกระทะ
อนึ่งหากมีการลอกหลุดของสารที่เคลือบปะปนกับอาหารก็จะไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
เนื่องจากเป็นสารที่ไม่เป็นพิษ
ร่างกายไม่สามารถดูดซึมเข้าไปได้และจะถูกขับถ่ายออกมา


ภาชนะเซรามิก
ภาชนะชนิดนี้มีส่วนผสมของสารตะกั่วอยู่
หากมีอยู่ในปริมาณที่มากเกินไปจะเป็นอันตรายได้
เมื่อนำไปใส่อาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด
รวมทั้งมีข้อเตือนว่าไม่ควรใช้ภาชนะประเภทนี้กับ
กาแฟร้อน ชาร้อน ซุปมะเขือเทศและน้ำผลไม้
เพราะจะทำให้สารตะกั่วละลายออกมาได้
สารตะกั่วเป็นอันตรายต่ออวัยวะและระบบต่างๆของร่างกาย
เช่น ตับ ไต ระบบสืบพันธุ์ ระบบหมุนเวียนโลหิตหัวใจ ระบบภูมิต้านทาน และระบบย่อยอาหาร
สารตะกั่วจะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมอยู่ในอวัยวะต่างๆ
โดยเฉพาะในกระดูกจะสะสมปนกับแคลเซียม
เพราะร่างกายไม่สามารถจะแยกระหว่างสารตะกั่วและแคลเซียมได้
ถ้าสารตะกั่วสะสมในปริมาณมากจะทำให้เกิดพิษได้
ถ้าเกิดขึ้นในเด็กสารตะกั่วจะทำลายเซลล์สมอง
ทำให้สมรรถภาพในการเรียนรู้เสียไป
ยับยั้งการเจริญเติบโตทำให้ร่างกายแคระแกรน และตายในที่สุด
ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์
ไม่ควรใช้ภาชนะเซรามิกบรรจุเก็บรักษาอาหาร
หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยในการใช้ภาชนะ

1..
หลีกเลี่ยงการเก็บรักษาอาหารเป็นเวลานานๆในภาชนะหุงต้ม
เมื่อปรุงอาหารเสร็จแล้ว
อาหารที่เหลือควรเก็บไว้ในภาชนะพลาสติกหรือภาชนะที่ทำด้วยแก้ว

2..
ทำความสะอาดภาชนะตามคำแนะนำของผู้ผลิต
หลีกเลี่ยงการขัดถูที่จะทำให้ผิวหน้าของภาชนะถลอกหรือหลุดลอก

3..
พลาสติกในครัวเรือนปลอดภัยเพียงใด?
สารเคมีที่สลายจากพลาสติกสามารถผ่านเข้าไปในอาหารได้ไม่ว่าจะถูกความร้อนหรือไม่
แต่ความร้อนและแสงจะเร่งกระบวนการให้เกิดเร็วขึ้น
คำถามที่ตามมาคือสิ่งเหล่านั้นก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในอนาคตได้หรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารประเภทที่ทำลายฮอร์โมน
สารประเภทนี้จะรบกวนหรือยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย
ลดปริมาณอสุจิ ทำให้เด็กเป็นสาวเร็วกว่าอายุที่ควร และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
พลาสติกที่สลายตัวสามารถที่จะผ่านเข้าไปปะปนกับอาหาร
พบได้มากในภาชนะใช้ใส่อาหารซื้อกลับบ้าน
อาหารที่บรรจุในภาชนะประเภทนี้เป็นเวลานานจะมีกลิ่นและรสของพลาสติกชนิดนี้ติดมาด้วย
อาหารประเภทที่เป็นกรดจะดูดซึมสารพลาสติกได้ดีกว่าอาหารชนิดที่เป็นด่างหรือกรดต่ำ
ความร้อนสูงๆ เช่นจากเตาไมโครเวฟ และความเย็นจากตู้เย็น
สามารถเพิ่มปริมาณการดูดซึมสารพลาสติกเข้าไปในอาหารได้
แม้แต่พลาสติกที่ใช้กับเตาไมโครเวฟก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้
อันตรายที่มักเกิดขึ้นคือผู้บริโภคมักใช้ภาชนะพลาสติกที่ไม่ได้ระบุว่าใช้กับตู้อบ

ไมโครเวฟอุ่นอาหาร ทำให้พลาสติกละลายเข้าไปในอาหาร

และยังทำลายรสชาติของอาหารที่อุ่น

4..
ข้อแนะนำสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก
เวลาอุ่นอาหารในตู้อบไมโครเวฟ
เลือกภาชนะที่ทำจากแก้วหรือเซรามิคแก้ว
หลีกการเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติกแม้จะระบุว่าปลอดภัยในการใช้กับไมโครเวฟ
ไม่ใช้พลาสติกห่ออาหารในการปรุงหรืออุ่นอาหารในตู้อบไมโครเวฟ

5..
อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือซีสใช้วัสดุประเภทโฟลีเอ็ทธีลีนห่อเพราะไม่มีสารพลาสติก
หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นห่อด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์หรือกระดาษไข


6..
อาหารที่เหลือ เก็บไว้ในภาชนะประเภทที่ทำด้วยแก้ว


7..
ภาชนะพลาสติกที่เก่าชำรุดไม่ควรนำมาใช้ต่อ


8..
เตาไมโครเวฟ
สิ่งที่ผู้บริโภคต้องระวังในการใช้เตาไมโครเวฟ
คือภาชนะที่ใช้ใส่อาหารประเภทโลหะ กระดาษอะลูมิเนียม
นมบรรจุในกล่องกระดาษที่บุด้านในด้วยอะลูมิเนียม
จานชามที่มีขอบเป็นโลหะเงินหรือโลหะทองไม่ควรใช้กับเตาไมโครเวฟ
โลหะ เช่น ลวดที่ใช้มัดถุงพลาสติก ควรแกะออก
มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดการติดไฟและอาจเกิดไฟไหม้ภายในตู้อบไมโครเวฟได้

สารรังสีที่รั่วจากเตาไมโครเวฟ มีอันตรายเพียงใด?
ปริมาณของสารรังสีที่รั่วจากตู้อบไมโครเวฟค่อนข้างต่ำ
และไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะก่อให้เกิดอันตราย
สิ่งที่แม่บ้านควรระวังเป็นพิเศษ คือ
เมื่อวัสดุตามขอบประตูชำรุดหรือหากมีรอยร้าวและรอยแตก
เศษอาหารติดอยู่ตามขอบตู้ทำให้ประตูปิดไม่สนิท
หรือ การชำรุดของตู้เนื่องจากการขนย้าย
หรือเกิดเปลวไฟภายในตู้
จะทำให้มีปริมาณรังสีรั่วมากกว่าระดับปกติซึ่งเป็นอันตรายได้

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใส่เครื่องควบคุมระบบการทำงานของหัวใจ(pacemakers)
โดยเฉพาะรุ่นเก่าซึ่งไม่สามารถจะป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตู้อบไมโครเวฟเหมือน
เครื่องควบคุมรุ่นใหม่
ควรอยู่ห่างจากตู้อบไมโครเวฟประมาณ 5 ฟุต
และพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ


ที่มา
นิตยสาร : Healthandcuisine
บันทึกการเข้า
samart
Full Member
***
กระทู้: 251


ดูรายละเอียด
« ตอบ #83 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2009, 08:12:00 AM »


ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่: ข้อเท็จจริงและมาตรการป้องกัน
     
เรียบเรียงโดย
รศ. นพ. วีระพล จันทร์ดียิ่ง
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ช่วงนี้โทรทัศน์หนังสือพิมพ์วิทยุได้รายงานเรื่องราวเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่นี้มากมาย   ความไม่ครบถ้วนของการรายงานข่าวยิ่งรายงานคนยิ่งตื่นตระหนก
คำพูดประโยคหนึ่งที่ได้ยินกันเจนหู คือ “ไม่ต้องตื่นตระหนกกับโรคนี้มากนัก   โรคนี้ถ้าไปพบหมอแต่เนิ่นๆสามารถตรวจว่าเป็นหรือไม่    และหากไปเร็วทันเวลาก็รักษาหายได้” ผู้ป่วยหลายคนมาพบหมอเพราะฟังข่าวและได้ยินประโยคนี้ เป็นผลให้ผู้รับข่าวสารเข้าใจต่างๆนาๆว่า
1.   โรคนี้หากไปทันเวลาตั้งแต่ระยะแรกรักษาหายได้ (อาจแปลว่าถ้าไปช้าอาจจะรักษาไม่หาย)
2.    โรคนี้หมอสามารถตรวจได้ว่าเป็นหรือไม่เป็น  ถ้าไปแต่เนิ่นๆ (อาจแปลว่าถ้าไปช้า ตรวจไม่เจอ รักษาไม่ถูกเป็นอันตรายได้)
3.   ดังนั้นถ้าทำตามสองข้อบนได้ก็ไม่ต้องตระหนก (อาจแปลว่าถ้าตนไปหาหมอไม่ได้  ก็เป็นอันตรายได้)
ผู้ป่วยบางคนได้รับคำแนะนำจากคนใกล้ชิดให้รีบไปตรวจ   แต่ไม่บอกว่าต้องมีอาการอย่างไรจึงควรไปตรวจ  เมื่อไปถึงโรงพยาบาลปรากฎว่าหมอดูแล้วว่าไม่เข้าเกณฑ์ ผู้ป่วยก็เกิดความไม่พอใจเพราะมั่นใจเต็มที่ว่าตนเองเป็นแน่ๆแต่หมอไม่ตรวจ


เชื้อหวัดสายพันธุ์ใหม่ – ใหม่อย่างไร
ไข้หวัดใหญ่สเปนที่เคยฆ่าพลเมืองของโลกไปประมาณร้อยละ 5 (50-100 ล้านคน) เมื่อ 90 ปีก่อนก็คือเชื้อหวัด H1N1 เป็นสายพันธุ์เก่าที่ประชากรจำนวนหนึ่งมีภูมิคุ้มกัน “ไม่ใหม่” กับประชากร เมื่อติดต่อไปถึงคนมีภูมิคุ้มกัน “ไม่แพร่กระจายต่อ”
   ในทางทฤษฎีไข้หวัดใหญ่ที่ควรกลัวกันคือ ไข้หวัดใหญ่ที่มาจากสัตว์ เพราะมีองค์ประกอบครบคือ
1.   เป็นของไข้หวัดใหญ่ของสัตว์จึง “ใหม่” ต่อคน
2.   ไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้เป็น “อันตรายถึงชีวิต” ได้ มากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
3.   เมื่อติดต่อจาก “คนสู่คน” ได้เมื่อไร ก็จะสามารถแพร่กระจายในวงกว้างได้
ดังนั้น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นเชื้อหวัด A H1N1 เกิดจากการกลายพันธุ์ที่ครบองค์ประกอบทั้งสาม    และเป็นเชื้อที่ไม่เคยพบมาก่อน   เกิดจาการผสมสารพันธุกรรมระหว่างไข้หวัดใหญ่ของคน นกและสุกร
   ไม่ต้องกลัวคำว่า “กลายพันธุ์” จากการรายงานข่าว เพราะไวรัสกลายพันธุ์อย่างแน่นอน   เป็นธรรมชาติวิทยาของไวรัสทุกชนิด ที่สามารถแทรกสารพันธุกรรมเข้าไปในเซลล์ร่างกายให้ผลิตลูกหลานออกมา แต่เวลาลูกหลานเอาสารพันธุกรรมโดยการสุ่ม ย่อมมีโอกาสกลายพันธุ์ เชื้ออะไรก็กลายพันธุ์ได้ กลายพันธุ์ทุกวัน กลายพันธุ์มานมนาน เพียงแต่การกลายพันธุ์มีนัยสำคัญต่อลักษณะการแสดงออกของเชื้อไวรัสหรือเปล่า


ระดับของการแพร่กระจายกับระดับของความรุนแรง
องค์การอนามัยโรคประกาศว่าเป็นระดับ 6 ผู้รับข่าวสารจำนวนมากเข้าใจผิดว่า เป็นระดับของความรุนแรงที่ถึงตาย เป็นระดับอันตรายมาก
องค์การอนามัยโลกหมายถึงระดับของการแพร่กระจายได้แก่
   ระดับ 1     เชื้อปรากฎในสัตว์แต่ไม่ปรากฏในคน ไม่ติดในคน
   ระดับ 2     เชื้อปรากฎในสัตว์แต่ไม่ปรากฏในคน มีความเสี่ยงติดในคน
   ระดับ 3     เกิดโรคในคน แต่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน
   ระดับ 4     เกิดโรคในคน ระบาดจากคนสู่คนในระดับชุมชน
   ระดับ 5     เกิดโรคในคน ระบาดข้ามประเทศ (อย่างน้อยสองประเทศในหนึ่งทวีป)
   ระดับ 6     เกิดโรคในคน ระบาดทั่วโลก
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการแพร่กระจาย ไม่เกี่ยวกับความรุนแรงของโรค
ส่วนความรุนแรงของโรคที่ออกข่าวกันว่าเป็น “หวัดมรณะ” นั้น “รุนแรง” จริงหรือไม่อย่างไร เอาเกณฑ์อะไรเป็นตัววัด
   หน่วยควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาใช้ “ร้อยละของผู้เสียชีวิตเทียบกับจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้รับรายงาน”
   ระดับ 1     เสียชีวิตน้อยกว่าร้อยละ 0.1 (เสียชีวิตน้อยกว่า 1 คน ใน 1,000 คน) เช่นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
   ระดับ 2     เสียชีวิตระหว่างร้อยละ 0.1 ถึง 0.5 เช่น ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ (กำลังระบาด) ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง
   หมายเหตุ  ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทยอาจมีจำนวนมากกว่าที่ตรวจพบ  ดังนั้น หากตรวจทั้งหมดตั้งแต่คนที่สงสัย คนที่อาการน้อย คนที่อาการมาก ร้อยละของผู้เสียชีวิตเทียบกับจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดอาจน้อยกว่าตัวเลขที่มีอยู่
   ระดับ 3     เสียชีวิตระหว่างร้อยละ 0.5 ถึง 1.0
   ระดับ 4     เสียชีวิตระหว่างร้อยละ 1.0 ถึง 2.0
   ระดับ 5     เสียชีวิตระหว่างร้อยละ 2.0 หรือมากกว่า เช่น ไข้หวัดใหญ่สเปน


วางใจได้ไหม
   วางใจไม่ได้ เพราะการแพร่กระจายเร็วโดยติดต่อทางอากาศหายใจ  มีการดำเนินโรคเร็วเพียงสองสามวันก็มีอาการ และที่สำคัญสามารถกลายพันธุ์ได้อย่างแน่นอน  หากแพร่กระจายในวงกว้างมากเท่าไร  โอกาสที่กลายพันธุ์เป็นเชื้อหวัดที่รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
   ข้อตรึกตรอง
1.   ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ รุนแรงปานกลาง  อัตราตายต่ำ  แต่แพร่ระบาดง่ายและรวดเร็ว เป็นผลให้ควบคุมการระบาดไม่ได้
2.   การกลายพันธุ์จะเกิดง่ายที่สุดเมื่อคน 1 คน หรือสัตว์ 1 ตัว ติดไข้หวัดใหญ่ 2 ชนิดพร้อมกัน เช่น เชื้อหวัดสายพันธุ์ใหม่ เชื้อหวัดธรรมดา และ/หรือเชื้อหวัดนก  เป็นต้น    เพราะเชื้อหวัดนกคงอยู่ในประชากร
ประการสำคัญคือการเกิดโรคพร้อมกัน เกิดผู้ป่วยจำนวนมากพร้อมกัน ในแง่จิตวิทยาสังคมทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่เชื่อมั่น  เกิดการแก่งแย่งกันเพื่อให้ตนเองได้สิ่งที่ตนเองคิดว่าดีที่สุด  รวมทั้งขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนของรัฐ


สถานภาพปัจจุบัน
   โดยภาพรวมของความรุนแรงอยู่ในระดับปานกลางในระดับเดียวกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนี้หายเองได้  ต้องการการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อย ระบบการรักษาพยาบาลยังรองรับได้ แม้ว่าคับคั่ง
   สิ่งที่คาดการณ์ (ตัวเลขสมมุติ)
นอนโรงพยาบาลแบบอาการหนัก       3      คน
นอนโรงพยาบาลแบบอาการเบา         30    คน
ได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก         300   คน
เป็นแต่ไม่รู้ว่าเป็น            3,000    คน
ดังนั้น สามประเภทแรกเป็นผู้ป่วยที่มีไข้หรือมีไข้สูงที่ควรรับการตรวจและได้รับการรักษาทางยาไปก่อน  รวม 333 คน 
สิ่งที่เป็นอยู่จากความตื่นตระหนก (ตัวเลขสมมุติ)
คนที่เป็นพอประมาณถึงหนักมาโรงพยาบาล   333   คน
คนที่เป็นแต่ไม่รู้ว่าเป็น            3,000   คน
คนที่ไม่ได้เป็นหวัดแต่เป็นภูมิแพ้ก็มาโรงพยาบาล   30,000   คน
คนที่เดินผ่านหน้าโรงเรียนขอมาตรวจ      300,000 คน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่เป็นแบบไม่จำต้องมาโรงพยาบาล   มาโรงพยาบาลเพื่อปล่อยเชื้อ   ส่วนคนที่ไม่เป็นมารับเชื้อถึงที่โรงพยาบาล


เมื่อไรควรมาโรงพยาบาล
เกณฑ์ที่ควรรับการตรวจ
1.   มีไข้ 38 องศาเซลเชียส ขึ้นไป ร่วมกับ
2.   อาการอย่างใดอย่างหนึ่งได้แก่ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ หายใจผิดปกติ (หอบ หายใจลำบาก) หรือแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม ร่วมกับ/ไม่ร่วมกับ
3.   อาศัยอยู่หรือเดินทางมาจากพื้นที่ที่พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ในระยะ 7 วัน ก่อนวันเริ่มป่วย หรือ
4.   มีผู้สัมผัสร่วมบ้านหรือในที่ทำงานป่วยสงสัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือปอดอักเสบ ภายใน 7 วัน ก่อนวันเริ่มป่วย
หากมีเกณฑ์ครบดังนี้ แพทย์จึงพิจารณาตรวจตัวอย่างสารคัดหลั่งในลำคอ  เพื่อระบุหาเชื้อหวัดสายพันธุ์ใหม่  และ/หรือพิจารณาให้ยาต้านไวรัส ตามระดับอาการ ต่อไปนี้
   มีอาการของโรคปอดบวม  ตรวจเชื้อ ให้ยาต้านไวรัสและอยู่โรงพยาบาล
   มีไข้ 38 องศาเซลเชียส  และสงสัยโรคปอดบวม   ตรวจเชื้อ ให้ยาต้านไวรัส
   มีไข้ 38 องศาเซลเชียส  และมีอาการแค่คอ  ตรวจเชื้อ ไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส
   ไม่มีไข้  ไม่ตรวจเชื้อ ไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส

ยกตัวอย่างการจัดการ
   มีไข้ต่ำๆ ตัวรุมๆ เดินไปเดินมาได้สบายดี    หมอให้ยาลดไข้ลดน้ำมูกแก้ไอกลับไปกินที่บ้าน
   ไม่มีไข้ แต่ไปกินข้าวกับคนที่มีเพื่อนเป็นนักเรียน/นักศึกษาที่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  หมอก็ไม่ตรวจ
   ถ้าไม่มีไข้เลย แต่ไปกินข้าวกับคนที่เป็นเพื่อนกับคนที่ไปเดินผ่านที่หน้าสถานศึกษาที่มีนักเรียน/นักศึกษาที่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  หมอก็ไม่ตรวจ
   เป็นภูมิแพ้  กินยาแก้ภูมิแพ้มาปีกว่า  ตอนนี้ไม่มีไข้แต่มีน้ำมูลไหลเหมือนทุกวัน วันนี้อยากตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  หมอก็ไม่ตรวจ
   ไข้สูง 38.9 องศาเซลเชียส  ไอมาก แต่ไม่ได้ไปเจอเด็กนักเรียน/นักศึกษาที่ไหนเลย  หมอไม่อยากตรวจก็ต้องตรวจ
ความทุกข์ของหมอ
   ผู้ป่วยมีอาการไอโขลกๆ ไม่ยอมใส่หน้ากาก
   ผู้ป่วยอยู่บ้านดีๆ  ตามรับเชื้อถึงโรงพยาบาล
   ต้องมานั่งตอบคำถามว่าทำไมหมอพูดไม่ตรงกับทีวี
ไม่แน่ใจว่าควรหรือไม่ควรไปโรงพยาบาล
   ให้ลองลืมๆไปว่าตอนนี้มีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่    ดูอาการตนเองเป็นหลัก   ถ้าอาการน้อย แบบที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ หรือเป็นพอประมาณ   ให้กินยานอนอยู่บ้าน 


การดูแลตนเองเรื่องหวัด
ทุกคนควรดูแลสุขภาพให้ดี   อย่าให้เป็นหวัด   แต่ถ้าเป็นหวัดแล้ว แยกตัวจากคนอื่นทันที  อย่าเดินตลาด/ไปห้าง/ไปที่ชุมชน   ที่สำคัญใส่หน้ากากทันทีอย่าให้เชื้อแพร่สู่คนและสัตว์รอบข้าง   ถึงแม้อยู่บ้านที่มีสมาชิกแค่ 2 คนก็ตาม


การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นนิจ
การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศหายใจเกิดขึ้นได้ยังไง     เวลาเราหายใจ พูด ไอ หรือจาม จะมีฝอยของหยดน้ำลอยออกมาจากร่างกาย  เรียกว่า “ละอองน้ำ” จำนวนละอองน้ำจากการพูด การไอ และการจาม มีจำนวนละออง ประมาณ 100, 1,000 และ 100,000 ตามลำดับ และขนาดไม่กี่ไมครอนถึง 1,000 ไมครอน ดังรูป

 

ละอองน้ำเหล่านี้สามารถลอยฟุ้งไปในอากาศได้และในระหว่างที่มันยังไม่ระเหยไป เชื้อโรคที่อยู่ละอองน้ำสามารถแพร่ไปยังคนรอบข้างได้ ระยะอันตรายสำหรับการพูด การไอ อาจไกลถึง 1 เมตร    ส่วนระยะอันตรายสำหรับการจามอาจไกลถึง 3 เมตร
ดังนั้น การอยู่ในที่ชุมชนแทบเป็นไปไม่ได้ที่หลีกเลี่ยงละอองน้ำ    ไม่ว่าลอยออกมาจากปากและจมูกของผู้ติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม    นอกจากนี้ละอองที่ปนเปื้อนสิ่งของสาธารณะที่ถูกต้อง/สัมผัส/จับต้องร่วมกัน (ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ แผงควบคุมลิพท์ ราวบันได โทรศัพท์ ก็อกน้ำ เป็นต้น)   เป็นสาเหตุของการแพร่กระจายเชื้อจากมือที่ไม่สะอาด
โรคระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงเช่นไข้หวัดใหญ่ โรคซาร์ แพร่กระจายโดยการไอ การจาม มือที่ไม่สะอาด    ทุกคนสามารถหยุดการแพร่กระจายเชื้อที่ทำให้คุณและคนรอบข้างเจ็บป่วย     ทั้งขณะเป็นหวัด/ไม่เป็นหวัด ได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้
   การใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันผู้อื่น   เป็นมาตรการที่เหมาะสมสำหรับคนที่ไอ/จามบ่อยๆหรือขณะเป็นหวัด  วิธีการใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องคือ ใส่แล้วทำให้หายใจเข้าออกให้อากาศผ่านตัวหน้ากาก    เพราะหน้ากากเป็นตัวกรองละอองน้ำไปเมื่อพูด/ไอ/จาม   ส่วนการใส่หน้ากากที่ไม่มิดชิดหรือมีรูรั่ว  จะไม่เกิดประโยชน์ในแง่การกรองเลย   อาจแค่ป้องกันละอองน้ำขนาดใหญ่ที่กระเด็นเท่านั้น

    


   การปิดปากปิดจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูเวลาไอหรือจาม    เป็นมาตรการสำหรับคนทั่วไป    ถ้าไม่มีใช้แขนเสื้อหรือมือปิด   สำหรับการใช้มือบังปาก  มีข้อสังเกตว่า มือที่ปนเปื้อนละอองน้ำเมื่อถูกต้อง/สัมผัส/จับต้องสิ่งของสาธารณะที่ใช้ร่วมกัน สามารถแพร่กระจายไปยังคนอื่น หรือคนอื่นมายังตัวเราได้   เพราะเหงื่อในมือทำให้เชื้ออยู่ได้นานขึ้น   สุดท้ายพอเอามือไปขยี้ตา แคะจมูก หรือหยิบของเข้าปาก เชื้อโรคก็เข้าสู่ร่างกายได้ 

 
 
   ล้างมือหลังจากถูกต้อง/สัมผัส/จับต้องสิ่งของสาธารณะที่ใช้ร่วมกัน  เป็นมาตรการสำหรับคนทั่วไป  ล้างมือหลังจากไอหรือจาม  ด้วยน้ำหรือน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล   การล้างมือควรล้างให้ทั่วถึงตั้งแต่ปลายนิ้ว ซอกนิ้วมือ  ฝ่ามือ หลังมือ และข้อมือ ตามลำดับ 
โดยทั่วไป ไม่แนะนำให้ใส่แหวนหรือนาฬิกา   เพราะมือที่ปนเปื้อนทำให้แหวนและนาฬิกาปนเปื้อนไปด้วย  การถอดแหวนและนาฬิกาออกเมื่อล้างมือ    แหวนและนาฬิกาปนเปื้อนละอองน้ำก็ไม่ได้รับการทำความสะอาด    ถือเป็นสิ่งปนเปื้อน     หากใส่แหวนและนาฬิกาขณะล้างมือ   พื้นที่ใต้แหวนและใต้นาฬิกาเป็นพื้นที่ทำความสะอาดให้หมดจดได้ยาก   หากคราบใครติดพื้นที่ใต้แหวนหรือใต้นาฬิกา   จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อ   

 


 
ในวาระของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มหยุดยั้งการแพร่กระจายเชื้อ   ด้วยมาตรการที่เหมาะสม เช่น การใส่หน้ากาก การป้องกันละอองน้ำจากการไอหรือจาม และการล้างมือ

บันทึกการเข้า
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #84 เมื่อ: 07 กันยายน 2009, 11:48:38 AM »

ข้อพึงรู้และข้อควรระวังเมื่อได้รับการโฆษณาเกี่ยวกับสเต็มเซลล์

http://www.oknation.net/blog/bypunnee/2009/09/06/entry-2
บันทึกการเข้า
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #85 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2009, 17:05:15 PM »

....ขอเชิญชวนลุงๆป้าๆไปเข้าค่ายสุขภาพ......

ค่ายสุขภาพวิถีพุทธ พึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง...ค่ายสุขภาพครั้งที่ 3
ที่ สถาบันฝึกอบรมผู้นำ กาญจนบุรี  7-13 ม.ค.53
เปิดรับสมัคร 7 ธ.ค.52 ติดต่อ คุณปุ๊ 02-9344414ต่อ209-210 โทรสาร 02-9344411สำนักพิมพ์แสงแดด
ดำเนินการโดย หมอใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)....ถ้าไปกับผู้จัดมีค่ารถ 500 บาทค่ะ...เอารถไปเองมีแผนที่ให้
การจัดค่ายนี้ไม่เรียกเก็บค่าดำเนินการ..แล้วแต่บริจาคค่ะ...มีมากให้มาก..มีน้อยให้น้อยตามกำลังไม่เบียดเบียนตนค่ะ

....ป้าไปมาแล้วประทับใจมาก...อยากให้ไปกันมากๆค่ะ... ยิ้มกว้างๆ
....แนวทางนี้ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย...ทุกคนเป็นหมอได้...ประหยัดสอดคล้องกับยุคสมัย....
....หากไปให้เตรียม จาน ถ้วยซุป(เล็กๆ) ช้อน ขวดน้ำมาด้วย...เพราะคนเยอะ(รุ่น 2ก็เข้าไป 300คน)..
....แต่ที่พัก..สะดวก...สะอาด...กว้างขวางรองรับคนได้เป็นพัน...ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ....
....เสื่อปูนั่งหรือนอนในกรณีเมื่อย...ค่ายนี้สบายๆค่ะ...ใครมีเสื่อโยคะให้เอาไปด้วยเพราะต้องฝึกตอนเช้า....
....เวลา 7 วัน ไป...กินคุ้มครองเซล์ล...ฟังบรรยาย....ออกกำลังกาย(เช้ามืด)...
.....ขับพิษออกจากร่างด้วยวิธีต่างๆนาๆ...เช่นพอกหน้าและตัวด้วยผงถ่าน
......วันที่ทำวิธีนี้...นั่งหน้าดำเป็นนางชั่นบ้อเหมา....เป็นเปาบุ้นจิ้นกันเป็นแถวๆ.....
.......แล้วก็กินผัก...ผัก...ผักๆๆๆๆๆๆๆจนพี่ที่พักอยู่บ้านหลังเดียวกันบอกว่า....กลับไปบ้านควายร้องไห้แน่ๆ...
.......เพราะเรากินหญ้าด้วย..เจงๆ ยิ้มกว้างๆ.....
.......อย่าลืม..เสื้อกันหนาว..ผ้าพันคอ...ผ้าคลุมไหล่...ถุงเท้า...หมวก...
......เพราะต้องออกเดินเร็วตอนเช้ามืดหลังจากสวดมนต์และทำสมาธิแล้ว.....
.......ลุงๆป้าๆในนี้หลายท่านเริ่มจัดกระเป๋ากันแล้วน้าาาา....คนอื่นๆเตรียมตัววววววว ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #86 เมื่อ: 04 ธันวาคม 2009, 15:44:03 PM »

....ขอเชิญชวนลุงๆป้าๆไปเข้าค่ายสุขภาพ......

ค่ายสุขภาพวิถีพุทธ พึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง...ค่ายสุขภาพครั้งที่ 3... ยิ้มกว้างๆ
ที่ สถาบันฝึกอบรมผู้นำ กาญจนบุรี  7-13 ม.ค.53
เปิดรับสมัคร 7 ธ.ค.52 ติดต่อ คุณปุ๊ 02-9344414ต่อ209-210 โทรสาร 02-9344411สำนักพิมพ์แสงแดด
ดำเนิน การโดย หมอใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)....ถ้าไปกับผู้จัดมีค่ารถ 500 บาทค่ะ...เอารถไปเองมีแผนที่ให้
การจัดค่ายนี้ไม่เรียกเก็บค่าดำเนินการ ..แล้วแต่บริจาคค่ะ...มีมากให้มาก..มีน้อยให้น้อยตามกำลังไม่เบียดเบียนตน ค่ะ

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ........ใกล้เวลาเปิดรับสมัคร...มาชวนซ้ำค่ะ......... ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #87 เมื่อ: 17 มกราคม 2010, 07:52:37 AM »

ลิ้งค์จากเดลินิวส์  "นักวิชาการโลกฟันธงแล้วชนิดอาหารก่อมะเร็ง"  คลิก ---->

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=522&contentID=41833 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #88 เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2010, 16:06:24 PM »

อาทิตย์ก่อนราววันพุธลูกชายกลับมาบ้านบอกปวดศีรษะ   แต่ไม่มีไข้  วันนั้นดูซึมๆ  แต่พอนอนคืนหนึ่งก็กลับฟื้นคืนไปเป็นปกติ    พอวันศุกร์เพื่อนคนหนึ่งในห้องไม่สบาย   แต่ตอนเย็นนั้นทั้งเด็กและผู้ปกครองต่างไปงานกิจกรรมระหว่างเด็กกับผู้ปกครองที่จัดร่วมกัน    เลิกกันดึกพอสมควร   พอวันเสาร์เพื่อนคนนั้นไม่สบาย  ผู้ปกครองคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของรพ.เอกชนก็กักตัวไว้ทันที   พอวันอาทิตย์ก็มีข่าวว่าเพื่อนอีก 2 คนไม่สบาย   แล้วก็มาถึงวันจันทร์เปิดเรียนวันแรกของสัปดาห์เพื่อนในห้องป่วยรวดเดียว 7 คน  2 คนมีไข้สูง  และผลออกมาตอนบ่ายนี้ว่าเด็กคนที่ป่วยเมื่อวันศุกร์ยืนยันเป็นไข้หวัด 2009   เด็กที่เหลือจึงไม่ต้องรอผลตรวจต้องให้ยาทามิฟูลทันที   ที่น่าแปลกใจคือหนทางที่ไข้หวัดนี้ระบาดมาถึงได้อย่างไร  เพราะเด็กเหล่านี้ก็อยู่กันแค่ในห้องเรียน  ตอนเย็นก็กลับบ้าน   หรือว่าโรคนี้กระจายอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว  รอวันเวลาเหมาะสมเท่านั้น
บันทึกการเข้า
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #89 เมื่อ: 03 กุมภาพันธ์ 2010, 12:02:40 PM »

สวัสดีครับอาหมอ ไม่ได้เจอเสียนาน ยังสบายดีไหมครับ

เกี่ยวกับหวัด 2009 ที่จริงมีรายงานว่า ผู้ติดเชื้อทางภาคเหนือยังมี และมีการระบาดเพิ่มขึ้นๆ
การระบาดในอัตราเท่าไรไม่ทราบได้ครับ แต่ที่แน่ๆ คือ มีนักเรียนของผมป่วยไปกับเขาด้วย

ดูจากสภาพการณ์แล้ว เชื้อนี้ยังไม่หายแน่นอนครับ อีกทั้งนิสัยคนไทยที่ไม่ชอบทำอะไรต่อเนื่อง
ไม่มีจิตสำนึก การระวังป้องกันตนเองยามติดหวัดก็ไม่มี จามก็ยังจามใส่หน้าชาวบ้านเหมือนเดิม ถุยน้ำลายลงพื้นเหมือนเดิม
(อัตราการถุยอาจน้อยกว่าที่จีน) ซึ่งมันมีผลที่ว่า การระบาดของเชื้อจะไม่ถูกควบคุมใดๆ
คนที่ป่วยก็ไม่สนว่าตนป่วยเป็นอะไร คนปกติก็ไม่ค่อยหาทางป้องกัน
นักเรียนเรียนรวในห้อง ยิ่งถ้ามีแอร์ คนที่สัมผัสเชื้อมายิ่งเอามาแพร่ใส่คนอื่นได้เร็วกว่าปกติอีกครับ
เชื้ออาจจะมาจากนักเรียน หรือครู ติดมาขณะเดินทาง จับนั่นจับนี่ตามรายทาง ไม่แปลกครับที่จะมีการแพร่ระบาดได้

บทบาทของครู และผู้ใหญ่สำคัญครับ หากผู้ใหญ่พาทำ เด็กๆ จะทำตาม
อย่างเช่นผม ก่อนเรียน จะให้ทุกคนล้างมือก่อนเลย ล้างตามขั้นตอนด้วย
ถึงจุดหนึ่งเราไม่ต้องพูด นักเรียนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ล้างเอง
ช่วยลดการแพร่เชื้ออีกทาง

ปัญหาใหญ่กว่าคือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมจะมองประเด็นปัญหานี้อย่างไร และจะทำอย่างไรกับมัน
จะมองว่ามันคือเรื่องธรรมดา กรรมใครกรรมมัน หรือจะหันมายอมรับความจริง แล้วร่วมกันแก้ไข
อันนี้ก็สุดแท้แต่ครับ
ที่แน่ๆ ประชาชนธรรมดาๆ เจ้าของภาษี เดือดร้อนทั้งกะปีครับ

ฟุ้งซ่านไปเสียยืดยาว ขออภัยด้วยครับผม 
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!