บ้านตุลาไทย
31 กรกฎาคม 2014, 10:18:37 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 20   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: งานอีสานใต้  (อ่าน 90907 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #195 เมื่อ: 26 มีนาคม 2007, 21:24:58 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
 จนบางครั้งขาดความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆความคิดใหม่ๆ 

 ตกใจ ตกใจ ตกใจ

พอดียังคลุกฝ่นอยู่ช่วยชี้แนะที......อะไรที่ว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้...ที่หมายถึง?ฮืม

 ฮืม ฮืม ฮืม

เพราะเท่าที่ดูยังไม่เห็นอะไรใหม่....ทั้งภาคปฎิบัติและภาคทฤษฎี
บันทึกการเข้า
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #196 เมื่อ: 26 มีนาคม 2007, 22:39:55 PM »

 เจ๋ง


ภาพของนักการเมืองลาวในยุคเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพจากฝรั่งเศส  ขณะออมชอมเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม ภายหลังร้อยเอกกองแลทำการรัฐประหาร  จากซ้ายเจ้าสุวรรณภูมา  กลาง เจ้าบุญอุ้ม  ณ จำปาสัก (คนสูบซิการ์) และขวาสุด เจ้าสุภานุวงศ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2007, 14:29:05 PM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #197 เมื่อ: 26 มีนาคม 2007, 22:49:01 PM »

 เจ๋ง


ในภาพคนใส่เสื้อแบบจีนคือนายพลสิงกาโป แห่งขบวนการปะเทดลาว และร้องเอกกองแล ณ ทุ่งไหหิน

ต่อมาไม่นานภายหลังรัฐประหารของร้อยเอกกองแล  ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นอีกครั้ง  แต่เจ้าบุญอุ้มและนายพลภูมี  หน่อสวรรค์ ผู้มีศักดิ์เป็นญาติกับจอมพลสฤษดิ์ไม่พึงใจที่กองแลมีใจเอนเอียงไปทางซ้าย  โดยการสนับสนุนจากซีไอเอและรัฐบาลไทยอย่างลับๆ พวกเขาจึงได้ทำการรัฐประหารซ้อน  จากนั้นได้มีการสู้รบกันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสองฝั่งโขง  กองทัพของร้อยเอกกองแลและเจ้าสุภานุวงศ์ต้านไม่ไหวต้องถอยร่นไปตั้งหลักที่เซียงขวางบริเวณทุ่งไหหิน  และเป็นช่วงที่ "กองกำลังราชวงศ์" ของไกสอน พรมวิหาน จากซำเหนือที่มีเวียตนามและสหภาพโซเวียตเข้ามาสบทบและให้การสนับสนุน  สงครามในลาวยืดเยื้อต่อไปจนกระทั่งได้รับการปลดปล่อยในปี พ.ศ. ๒๕๑๘
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 มีนาคม 2007, 10:21:09 AM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #198 เมื่อ: 26 มีนาคม 2007, 23:01:12 PM »

 เจ๋ง

บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งผู้มาสมทบกับคณะของเราอีกท่านหนึ่งคือ “ลุงวิหาน/วิหาร” หรือ “สหายทัด” ตามแต่ว่าจะสะกดอย่างไร  เขาคือมิตรร่วมรบของสหายเสถียรที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นพร้อมกับนักรบป่ารวม ๘ คน  ลุงแกบอกว่า “พวกผมนี่มันเป๋นทหารลาวมาก่อน เสถียรมันเคยรบหลายเถื่อ เฮาอยู่กองฮ้อย ๑๖ (กองร้อย ๑๖) ประจำอยู่ท่าแขก แขวงคำม่วน”



สหายทัด หรือลุงวิหารตามอย่างที่พวกเราเรียก ผู้ให้การวันแตกเสียงปืนในฐานะมิตรร่วมรบของสหายเสถียรเมื่อ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2007, 16:10:30 PM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #199 เมื่อ: 30 มีนาคม 2007, 03:11:43 AM »


 จุมพิต จุมพิต จุมพิต  สหายวิหาน หรือลุงวิหารตามอย่างที่พวกเราเรียก  จุมพิต จุมพิต จุมพิต

ผู้ให้การวันแตกเสียงปืนในฐานะมิตรร่วมรบ

ของสหายเสถียรเมื่อ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #200 เมื่อ: 01 เมษายน 2007, 22:07:00 PM »

 เจ๋ง

 บางทีการตัดสินใจของฝ่ายนำ พคท. ในปีพ.ศ.นั้น คงจะประเมินและวิเคราะห์แล้วว่าสถานการณ์การเมืองในลาวกำลังงวดเข้ามาทุกขณะ ในขณะเดียวกับที่สหรัฐอเมริกันกระโจนเข้าสู่สงครามเวียตนามอย่างแต็มตัวโดยอเมริกันถือว่าเวียตนามใต้คือ “ตัวโดมิโน” ตัวแรกที่ต้องปกป้อง  ถึงเวลาแล้วที่สงครามประชาชนในสยามประเทศจำต้องลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธ  เหลือเพียงแต่ว่าจะแตกเสียงปืนเมื่อใดจึงจะเหมาะสม? 

ความพยายามที่จะคงไว้ซึ่งสันติภาพและความเป็นกลางของลาวตาม “ข้อตกลงเจนีวา ๒๕๐๕” (Geneva Agreement 1962) ที่มีชาติมหาอำนาจตะวันตกและชาติที่เป็นกลางอย่างอินเดียเป็นหัวหอกในการเจรจาให้ “สามเจ้าลาว” ตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นอีกครั้ง 

เจ้าสุวรรณภูมายังคงตั้งตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดและมีกองกำลังของร้อยเอกกองแลเป็นกำลังหลักให้การสนับสนุน  ในขณะที่เจ้าสุภานุวงศ์กับขบวนการปะเทดลาว (ลาวซ้าย)น้องชายต่างมารดาของเจ้าสุวรรณภูมาที่มีเวียตนามและรัสเซียหนุนหลังยังคงใช้กองบัญชาการร่วมที่ทุ่งไหหิน  เพื่อรอการเจรจาต่อรองกับฝ่ายขวาของเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์  ที่มีนายพลภูมี หน่อสวรรค์ญาติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ที่ได้รับการสนับหนุนทั้งจากหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทย กุมบังเหียนด้านการทหารและอำนาจการต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลผสม  แล้วในที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๐๖ “สามเจ้าลาว” ก็ได้ออมชอมกันอีกครั้งในการจัดตั้งรัฐบาลผสมจากการผลักดันและกดดันของมหาอำนาจตะวันตก  กระนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลผสมก็ไม่แตกต่างจากการ “บังคับให้แต่งงาน” หม้อข้าวยังไม่ทันดำรัฐบาลผสมส่อเค้าล่ม  ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าหอ   ดูเหมือนว่าอเมริกันจะมองแต่เพียงว่าหากสนับสนุนฝ่ายเป็นกลางคือเจ้าสุวรรณภูมา มีโอกาสที่เขาจะเข้าข้างฝ่ายซ้ายคือน้องชายต่างมารดาหมายถึงเจ้าสุภานุวงศ์เพราะในขณะนี้การปกป้อง “โดมิโน” ตัวแรกคือเวียตนามใต้เป็นไปอย่างเต็มรูปแบบ  อเมริกันจึงทุ่มเททั้งกำลังทหารและอาวุธแก่นายพลภูมีผ่านประเทศไทยอย่างลับๆ   มิหนำซ้ำเรื่องความไม่ลงรอยระหว่างร้อยเอกกองแลกับร้อยโทเดือนผู้ซึ่งเคยร่วมกระทำการรัฐประหารร่วมกัน  เกิดแตกคอถึงขั้นที่ว่าร้อยโทเดือนกับทหารภายใต้บังคับบัญชาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพขบวนการปะเทดลาว  กองแลต้องร่นไปตั้งหลักและขอความช่วยเหลือจาก “พันเอกวังเปา” ทหารม้งฝ่ายขวาที่มีซีไอเอให้การสนับสนุนรวมทั้งนายพลภูมี หน่อสวรรค์   และในเวลาไล่เรี่ยกันเกิดการลอบสังหารรัฐมนตรีในโควตาฝ่ายเป็นกลางของเจ้าสุวรรณภูมาคนสำคัญ  ที่ฝ่ายขวา (นายพลภูมี) เห็นว่าเอนเอียงและเข้าข้างฝ่ายซ้ายและผู้อยู่เบื้องหลังของการณ์นี้ก็คือมือขวาหัวหน้าสันติบาลของนายพลภูมีนั่นเอง 


สีธน คมมะดัน ผู้นำชนชาติ "ข่า" หนึ่งในสี่ "วีรชนปฏิวัติ" ของลาว

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ทำให้ตัวแทนฝ่ายซ้ายที่ร่วมรัฐบาลผสมไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ด้านความปลอดภัยและความจริงใจของสหรัฐฯ เจ้าสุภานุวงศ์และภูมี วงศ์วิจิตได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลที่เวียงจันทน์กลับคืนสู่ฐานที่มั่นเซียงขวางใกล้ซำเหนือ  แม้จะคงเจ้าหน้าที่ระดับล่างไว้แต่รัฐบาลผสมก็ถึงวาระสิ้นสุดโดยนัย  แม้เจ้าสุวรรณภูมาในฐานะนายกรัฐมนตรีจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะประคับประคองรัฐบาลผสมไว้โดยเปิดตำแหน่งว่างไว้สำหรับฝ่ายซ้าย  แต่การรุกของฝ่ายขวายังไม่ลดละเมื่อหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของเจ้าสุวรรณภูมาถูกลอบสังหาร!  สถานการณ์ในลาวสามารถประเมินได้ว่าสงครามขั้นแตกหักเห็นจะหลีกเลี่ยงไม่พ้น  และการณ์ก็เป็นไปตามนั้นเมื่อสหรัฐฯให้การณ์สนับสนุนฝ่ายขวาในการทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบแม้จะเรียกว่าสงครามนี้ว่า “สงครามลับ”   ที่วอชิงตันแกล้งหลับตา  แต่ “เพนตากอน” นอนไม่หลับจวบจนกระทั่งต้องยอมรับความพ่ายแพ้ในสงครามเวียตนาม 


โฉมหน้าฝ่ายนำ "ขบวนการปะเทดลาว" ในยุคแรกก่อนจัดตั้งรัฐบาลผสม และหลังสงครามปลดปล่อยหลายคนยังคงมีอำนาจเมื่อลาวได้สถาปนาเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว"   จากซ้าย สิงกาโป จุลมณี, ไกสอน พรมวิหาน, เจ้าสุภานุวงศ์, สุข วงศ์สัก, ภูมี วงศ์วิจิตร, มา ไกคำพีทอน, ไฝด่าง (ผู้นำม้งคู่ปรับ โทบี ลายฟอง และวังเปา) คนสุดท้ายคือ คำไต สีพันดอน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 เมษายน 2007, 22:33:23 PM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #201 เมื่อ: 01 เมษายน 2007, 22:29:21 PM »

 เจ๋ง

ในระหว่างนี้นักรบสองฝั่งโขงผู้เคยร่วมกับลาวอิสระ หรือแนวลาวฮักซาด “สัญชาติไทย” ต่างทยอยกลับสู่มาตุภูมิเพื่อเปิดแนวรบอีกด้านหนึ่งในฐานะ “พลพรรคต่อต้านอเมริกา” 

บ้านนาบัวคือส่วนหนึ่งของเขตงาน “ราชบุรี” เมื่อพคท. เริ่มขยายเขตงานเตรียมการปลดปล่อยด้วยกำลังอาวุธ  และจากคำให้การของตาไสวเล่าว่าผู้ปฏิบัติงานของพคท. นามว่า “ภูมี” (ชื่อนี้คงจะเป็นที่นิยมพอๆกับ “สมชาย” ในยุคนั้น)ได้มาฝังตัวทำงานกับมวลชนมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๔  “ภูมี” ข้ามไปมาระหว่างฝั่งลาวและไทยเป็นว่าเล่น  ยังไม่พอ “ภูมี” นอกจากจะมีความรู้รอบด้าน ทั้งด้านการอนามัยพื้นฐาน ส่วนความรู้ด้านการบ้านการเมือง “ภูมี” ก็สามารถถ่ายทอดให้ชาวนาบัวผู้ใกล้ชิดได้รับรู้ราวกับว่าตัวเขาคือนักการเมืองผู้คร่ำหวอด  ส่วนสถานการณ์ในลาวนั้นเล่าเขาวิเคราะห์ว่า  ผู้อยู่ข้างประชาชน (ลาวอิสระ -ขบวนการปะเทดลาว) จักได้รับชัยชนะ  เขาหายไปในระยะหลังพร้อมๆกับชายหนุ่มหลายๆ คนในหมู่บ้าน บ้างก็ว่าเขาถูกจับ  บ้างก็ว่าเขาไปทำงานกับสุภานุวงศ์  ตาไสวเล่าอย่างไม่แน่ใจเพราะคงยากที่จะรู้ได้ทั้งหมดในสถานการณ์ “ปิดลับ” ของพ.ศ.นั้น ..

สถานการณ์ทางการเมืองในลาวสับสนและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น  แม้ความพยายามของเจ้าสุวรรณภูมาที่จะยืนหยัดความเป็นกลางทางการทูตด้วยการเยือน ปักกิ่ง และฮานอย เพื่อที่จะไม่ให้ลาวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามในเวียตนาม แต่ไร้ผล..เขาประกาศลาออกภายหลังการเยือนสองประเทศ  แต่การลาออกของเขากลับทำให้ฝ่ายขวาหวาดระแวงและทำการรัฐประหารอีกครั้ง  แต่ไม่ได้รับการรับรองจากมหาอำนาจตะวันตกในลาวและรัสเซีย  ที่สุดการรัฐประหารก็มาถึงจุดจบในเวลาไม่กี่วัน เจ้าสุวรรณภูมากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแต่ฝ่ายซ้ายไม่เล่นด้วย  ประกอบกับจีน รัสเซีย และเวียตนามเหนือไม่รับรองรัฐบาลของเจ้าสุวรรณภูมา ความโกลาหลเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อนายพลภูมี  หน่อสวรรค์พยายามที่จะทำรัฐประหารอีกครั้งคราวนี้ลูกน้องเก่าบางคนไม่เอาด้วย  ในที่สุดบทบาทของภูมี หน่อสวรรค์ก็สิ้นสุดลงเมื่อทหารของเขาประสพความพ่ายแพ้ที่เวียงจันทน์และต้องหนีเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทยในต้นปี ๒๕๐๘ 

การแย่งชิงอำนาจในลาวระหว่างฝ่ายเป็นกลางและฝ่ายขวาต้องจะสิ้นสุดลงโดยปริยายในปีพ.ศ. นี้เมื่อมีการรวมกองทัพเข้าด้วยกันด้วยเงื่อนไขที่ต้องเลือกฝ่าย เจ้าสุวรรณภูมาไม่มีทางเลือกแม้เขาจะยืนยันความเป็น “มัชฌิมา”จนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายของชีวิต   ส่วน “ร้อยเอกกองแล” ตัดช่องน้อยแต่พอตัวขอยุติบทบาทตัวเองจากนั้นจึงลี้ภัยไปยังกรุงปารีสในปีถัดมา  เวลานี้ ..รัฐบาลของเจ้าสุวรรณภูมาจึงไม่แตกต่างไปจากรัฐบาลตรายางของสหรัฐอเมริกาอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2007, 00:37:59 AM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #202 เมื่อ: 02 เมษายน 2007, 00:43:03 AM »

 เจ๋ง

วันที่ ๖ สิงหาคม  ๒๕๐๘  ณ ดอนสินชัย ป่าละเมาะไม่ห่างจากหมู่บ้านนาบัว อ. นาแก จ. นครพนมมากนัก พลพรรคของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจำนวน ๘ คน กำลังเตรียมตัวเพื่อพบปะมวลชนเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา  พวกเขาพึ่งลงมาจากฐานที่มั่นบนภูพานและแวะเวียนพบปะมวลชนมาหลายหมู่บ้าน  สามในจำนวนทั้งหมดเคยผ่านสมรภูมิรบในลาวและเวียตนามมาแล้ว  หลังจากอาหารมื้อค่ำที่เตรียมกันอย่างง่ายๆตามวิถีของนักรบป่า  พวกเขาได้รับทราบจากมวลชนว่าเหตุการณ์ที่บ้านนาบัวไม่ปกติ  เนื่องจากมีชาวบ้านทะเลาะวิวาทและฆ่ากันตายฝ่ายเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสันนิษฐานว่าฆาตกรต้องหนีมาพึ่งพวก “ป่า”   เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้โดยสัญชาตญานและประสบการณ์ของการอยู่ป่าย่อมไม่เป็นที่ไว้วางใจ  พลพรรคของพคท.โดยการนำของ “สหายเสถียร” นักรบสองฝั่งโขงผู้มากประสบการณ์  ได้วางกำลังและทางหนีทีไล่เอาไว้ล่วงหน้า  จุดที่พวกเขาวางแผนไว้หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินคือทิศตะวันตกของ “หนองมะแส่ว” และกฎข้อหนึ่งที่พวกเขาได้ถูกกำชับอย่างหนักแน่นจาก “ฝ่ายนำ” ก็คือ “ห้ามใช้อาวุธปืน” โดยเด็ดขาด  ฝ่ายนำคงมีเหตุผลที่พวกเขาไม่อาจทราบรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็มีอาวุธคู่กายไม่ว่าจะเป็นปืนกลทอมป์สัน คาร์บิน และปืนสั้นรูเกอร์ด้ามใส่แมกกาซีนลูกปืน  เวลานั้นเป็นช่วงกลางพรรษาของหน้าฝนแม้จะเป็นข้างขึ้นแต่ก็มีเมฆบดบัง  เสียงกบเขียดร้องระงม จิ้งหรีดเรไรส่งเสียงร้องก้องป่า  เหมือนกับจะบอกกับพลพรรคว่าอย่าพึ่งหลับไหล...


ดอนสินชัย ในวันนี้จะต่างจากเมื่อวันที่ ๗ สิหาคม ๒๕๐๘ตรงที่ว่า ผืนป่าเริ่มจากหาย

ก่อนฟ้าสางของวันรุ่งเสียงสวบสาบ ใกล้ “ทับ” ชั่วคราวที่พวกเขาอยู่ดังผิดปกติ “สหายทัด”(ลุงวิหาน)  กระซิบถามมิตรร่วมรบ “แม่นเสียงหยังสหาย!”  “โอย..หมามันกิ๋นป๋าค้อ (ปลาช่อน) ข้อยตากไว้” เสียงตอบจากสหายเสถียร  แต่จากประสบการณ์ของเขามันหมายถึงว่าพวกเขากำลังถูกล้อม  เพียงแต่ว่าฝ่ายตรงข้ามคงรอจนกว่าจะสว่างเพื่อเข้าโจมตีและเพิ่มกำลังสนับสนุน  นักรบป่าเตรียมกระจายกำลังตามจุดที่นัดหมายไว้.. 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2007, 19:03:21 PM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #203 เมื่อ: 02 เมษายน 2007, 19:12:13 PM »

 เจ๋ง

ฟ้าเริ่มสางแต่ยังคงขมุกขมัว  เสียงสวบสาบเพิ่มความถี่มากขึ้นแม้จะได้รับคำเตือนจากมิตรร่วมรบบางคนให้ถอนกำลังและไม่ต้องพบปะกับมวลชนในวันนี้  แต่สหายเสถียรนักรบสองฝั่งโขงผู้ผ่านสมรภรรบในลาวมาแล้ว  กลับบอกพลพรรคให้ประจำตำแหน่งและทางหนีทีไล่ที่ได้วางไว้ตั้งคืนที่ผ่านมา “มันบ่ย่าน เสถียรหะ มันเว้าว่ามันเคยรบมาแล้ว”(มันไม่กลัว เสถียรนะ เขาบอกว่าเขาเคยรบมาแล้ว) ลุงวิหานเน้นระหว่างเล่าเหตุการณ์  ชั่วอึดใจหลังจากพลพรรคเข้าสู้ที่ตั้งตามยุทธวิธีที่ได้วางไว้  “สหายทัด” ห่างจาก “สหายเสถียร” ไม่ถึงร้อยเมตรเสียงปืนจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ระดมยิงมายังจุดที่สหายเสถียรซุ่มอยู่ราวกับห่าฝน กลบเสียงกบเขียดที่ร้องระงมเสียสิ้น ด้วยสัญชาตญาณของนักรบป่า สหายเถียรล้มตัวลงแล้วร้องสั่งพลพรรค “ตั๋ดหลัง”พร้อมกับสาดเจ้า “รูเกอร์” อาวุธประจำกายไปยังทิศทางของฝ่ายตรงข้าม  แต่การสั่งตัดหลังครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการตีตลบหลัง  หากเป็นการถอยตามยุทธวิธีทุกคนถอยรวมทั้ง “สหายทัด” โดยไม่ได้มีการยิงตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม


เสาปูนที่สร้างอย่างเรียบง่ายคือจุดแตกเสียงปืน และเป็นจุดที่สหายเสถียรถูกกระสุนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลครั้งแรก มันคืออนุสรณ์สถานของเขา

เมื่อพลพรรคที่ถอยมายังที่ปลอดภัยแล้วพวกเขายังคงได้ยินเสียงปืนตอบโต้เป็นระยะๆ  ฝ่ายหนึ่งรัวกระสุนปืนอย่างไม่เสียดาย  แต่อีกฝ่ายยิงตอบโต้ประปรายเป็นช่วงๆ  พวกเขาพึ่งทราบในภายหลังว่า “สหายเสถียร”ถูกกระสุนของฝ่ายเจ้าหน้าที่ขาตั้งแต่การยิงห่าแรกในเวลาเช้ามืด แต่ยังคงกัดฟันยิงสกัดกั้นให้พลพรรคถอยไปยังที่ปลอดภัย  ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ อ.ส.และทหารเข้าล้อมเพื่อจับเป็นและสั่งให้เขายอมจำนน  แต่เขาประกาศ “สู้ตาย” พร้อมยิงพลางถอยพลางเพื่อไปยังจุดนัดพบใกล้กับหนองมะแส่ว แม้ว่าจุดนัดพบไม่อยู่ในสภาวะการที่จะทำได้ การถูกจับเป็นก็ต้องตายอยู่แล้ว

เขาล้มลุกคลุกคลานไปไม่ถึง ๓๐๐ เมตรจากจุดแตกเสียงปืน เมื่อเขาประกาศสู้ตายให้สมกับเป็นชายชาตินักรบ  ฝ่ายเจ้าหน้าที่จึงระดมยิงอย่างหนักจากหลายทิศทางกระสุนเจาะร่างสหายเสถียรหลายนัด..เสียงปืนสงบเสียงกบหยุดร้อง ร่างของเขาเลือดท่วมนองทาบทาผืนดินเมื่อกลางพรรษาที่บ้านนาบัว  ในสายของวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘  เปิดตำนานเสียงปืนของนักรบป่านับแต่วันนั้น..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 เมษายน 2007, 23:28:46 PM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #204 เมื่อ: 02 เมษายน 2007, 23:41:26 PM »

 เจ๋ง


บริเวณท้องนาใกล้หนองมะแส่ว ปัจจุบันไม่เหลือสภาพของความเป็นหนอง หากเป็นนาลุ่มเสียมากกว่า ท้องนาที่ "อ้ายเกาะ" หรือ คุณกองสิน จิตมาตย์ หรือในนามของนักรบป่าที่ชื่อว่า "สหายเสถียร" แห่งบ้านนาบัวเสียสละชีวิตที่นี่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 เมษายน 2007, 16:42:13 PM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #205 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 16:48:03 PM »

 เจ๋ง

ในวันนั้นข่าวแพร่สะพัดออกไปยิ่งกว่าไฟลามทุ่งว่าทางการได้ฆ่าคอมมิวนิสต์ที่บ้านนาบัว  แต่ทุกคนที่นั่นต่างปฏิเสธว่าเสถียรไม่ใช่คนที่นั่นหากเป็นคนต่างถิ่นผ่านมา  ด้วยความกลัวว่าจะติดร่างแหว่ารู้เห็นเป็นใจกับคอมมิวนิสต์ไปด้วย  แต่กระนั้นทางการก็ได้นับบ้านนาบัวว่าคือ “เขตแดง”  ศพของสหายเสถียรได้ถูกฝังอย่างเงียบๆในค่ำวันเดียวกันโดยมีคุณตาไสวและชาวบ้านส่วนหนึ่ง ระหว่างนี้ไม่มีใครปริปากพูดเพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าสหายเสถียรคือใคร...




ชาวคณะได้รับการบายศรีสู่ขวัญ จากมิตรสหายอาวุโสอย่างอบอุ่น

กว่าพวกเราจะกลับถึงวัดก็เกือบค่ำ ลุงวิหานแยกตัวกลับไปอีกหมู่บ้านถัดไปด้วยอาศัยอยู่กับภรรยา  ก่อนอาหารมื้อค่ำ  ที่มียายแตงทองและกลุ่มแม่บ้านจัดเตรียมไว้ก็เป็นการ “บายศรีสู่ขวัญ” ตามประเพณีนิยมของทางอีสานซึ่งหมายถึงการต้อนรับและให้ศิลให้พรจากเจ้าบ้านต่อผู้มาเยือน  และเป็นการให้เกียรติกันและกันที่ได้ถือปฏิบัติกันมาช้านาน  พวกเราปลื้มใจจนพูดไม่ออกส่วนหัวหน้าคณะเธอยิ้มแก้มปริอยู่ตลอดเวลา  หลังอาหารค่ำเยาวชนบ้านนาบัวได้มาบรรเลงเพลงเพื่อชีวิตเป็นการนำร่อง  ก่อนที่จะได้เสวนาพูดคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ต่อด้วยหนังตัวอย่างเหมือนที่เคยปฏิบัติในช่วงแรกๆ  กว่าจะได้นอนก็ดึกโขผู้เฒ่าผู้แก่เริ่มหาวหวอดๆจากนั้นจึงทยอยกลับ  ที่พักของเราบนศาลาการเปรียญค่อนข้างโอ่โถ่งและโล่งตลอด พวกเราต่างเลือกมุมที่ตนเองชอบ 
บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #206 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 17:00:46 PM »

 ยิ้ม

คืนนั้นผมนอนไม่หลับในใจและหัวสมองยังคงได้ยินเสียงของลุงวิหารบอกเล่าเรื่องราวของสหายเสถียรและเสียงปืนแตกอยู่ตลอดเวลา

ผสมกับเสียงกรนเบาๆของหัวหน้าคณะและนางสนองพระโอษฐ์อีกมุมหนึ่งดังอยู่สม่ำเสมอจนเกือบสว่าง  พวกเธอสั่งไว้แต่หัวค่ำว่าก่อนเดินทางต่อไปยังสว่างแดนดิน จ.สกลนคร ขอไปนมัสการพระธาตุพนมก่อน  บางทีพวกเธอต้องการที่จะไปสารภาพบาปก็เป็นได้ด้วยว่าผิดศิลข้อ ๕ มาหลายเพลาแม้กระทั่งในวัด



มื้อเช้าก่อนออกเดินทาง เราอาศัยข้าววัดและจากความเอื้ออาทรของมิตรสหายอาวุโสจนเต็มอิ่ม

มื้อเช้าเราอาศัยกินข้าววัดที่มิตรสหายนำมาถวายพระ ภายหลังพระฉันเพลพวกเราจึงได้กินอาหารหลากหลายร่วมกันกับมิตรสหายที่นั่น เราขอบคุณสหายกำชัย ปู่ตั้ง ปู่จ้อย ตาไสว คุณยายแตงทองและท่านอื่นๆก่อนเดินทางต่อ  และได้แต่ให้กำลังใจกับมิตรสหายอาวุโสที่นั่นว่าขอให้การดำริสร้าง “อุทยานประวัติศาสตร์แห่งการปฏิวัติ” นั้นเป็นจริงในเวลาอันใกล้


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 เมษายน 2007, 10:47:54 AM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #207 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 17:09:35 PM »

 เจ๋ง


คณะของเราใช้เวลาไม่นานนักที่พระธาตุพนม  หัวหน้าคณะกลับมาที่รถพร้อมกับหอยขมใส่ถุงพลาสติกมาสองถุง ผมเข้าใจว่าเธอจะแกงคั่วหอยขมเป็นอาหารกลางวันเมื่อเราไปถึงสว่างแดนดิน  แต่ผมคิดผิดเธอบอกว่าจะเอาไป “สะเดาะเคราะห์” ผมถามว่าคอมมิวนิสต์นี่เขาสะเดาะเคราะห์ด้วยเหรอ? 

หัวหน้าคณะไม่ตอบแต่สั่งให้จอดรถข้างทางใกล้ๆกับคลองส่งน้ำบนเส้นทางนาแก – สกลนคร เธอก้าวลงจากรถแก้ยางรัดถุงพลาสติกจากนั้นก็เทเจ้าหอยขมทั้งสองถุงพรวดลงไปในคลอง  แล้วเธอก็กลับมาที่รถอ้อมไปทางกะบะหลังเปิดถังน้ำแข็งที่มีดาวแดงกระป๋องแช่อยู่เกือบเต็ม   เธอเปิดมันอย่างรวดเร็วแล้วสาดเข้าไปในลำคอ เธอว่า “ร้อน! คอแห้งจัง” เป็นอันว่าคณะของเราไม่ได้กินแกงหอยขมแน่นอน  ส่วนเคราะห์กรรมของหัวหน้าคณะคงจะคืบคลานอยู่ในคลองส่งน้ำข้างทางนั่นเอง..

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 เมษายน 2007, 10:49:39 AM โดย Vinyuchon » บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
pasit
Sr. Member
****
กระทู้: 555


“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……


ดูรายละเอียด
« ตอบ #208 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 22:44:29 PM »

ชอบสไตล์การเล่าของน้องวิญญูชนจัง  ผ่านมากทมฯมื่อไรติดต่อพี่ด้วย จะขอเลี้ยงข้าวสักมื้อ ช่วยส่งจดหมายน้อยหาพี่หน่อยอยากได้เบอร์โทรมีเรื่องจะคุยด้วย
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #209 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 06:41:48 AM »


เลี้ยงเด็กขาดไร้ผู้อุปการะอย่างผมซักมื้อด้วยหิ.. ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 20   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!