บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:29:26 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลังม่านไม้ไผ่  (อ่าน 22748 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 18 ธันวาคม 2006, 21:54:09 PM »

หากระทู้เก่าไม่เจอเริ่มใหม่ก็แล้วกัน

หากใครจำเรื่องสงครามฝิ่นได้  จะมีตอนหนึ่งที่พูดถึงกองทัพอังกฤษบุกเข้าทำลายพระราชวังฤดูร้อนของพระนางซูสีไทเฮา  ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของปักกิ่ง   ว่ากันว่าพระราชวังนี้สวยงามมาก  แต่คนรุ่นหลังนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก   เพราะผู้ไปเยี่ยมชมจะเห็นแต่ซากของเสาและคานหินอ่อน

เวลานี้ได้มีความพยายามจะสร้างพระราชวังฤดูร้อนหรือที่เรียกว่า "หยวนหมิงหยวน" คืนมาใหม่   จินตนาการเขาสร้างไว้ดังภาพนี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 พฤษภาคม 2007, 22:45:59 PM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 19 เมษายน 2007, 21:40:34 PM »

ข่าวจากจีน   10 เปอร์เซ็นต์ของแม่น้ำแยงซี   คิดเป็นระยะทางราว 600 กม.  น้ำอยู่ในภาวะวิกฤตหนัก

เด็กและครูถูกพิษจากโรงงานก๊าชรั่วจนต้องเข้าโรงพยาบาล

เหมืองถ่านหินในจีนระเบิดอีกแล้ว    จีนเป็นประเทศที่มีอัตราความเสี่ยงของการทำงานในเหมืองมากที่สุด

เรื่องเหมืองถ่านหินนี่  จำได้ว่าสมัยศึกษาเรื่องกำเนิดของระบอบทุนนิยมและความชั่วร้ายต่างๆ  มักจะมีการยกตัวอย่างของคนงานเหมืองถ่านหินในจีนและรัสเซียเก่ามาเป็นตัวอย่างว่าเงื่อนไขการทำงานยอดแย่เพียงใด   กรรมการทุกข์ยากเพียงใด

เวลานี้จีนอ้างว่าตัวเองเข้าสู่สังคมนิยมแล้ว  แต่ปัญหาด้านต่างๆ เหล่านี้กลับเหมือนกับที่เคยว่าโลกทุนนิยมเอาไว้
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2007, 22:46:26 PM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2007, 22:49:06 PM »

คนจีนรุ่นใหม่เธอจะไปทางไหน

ทางนี้

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2007, 22:51:22 PM »

หรือทางนี้



(ภาพโดยเพื่อนชาวฝรั่งเศสชื่อมาเรียกับฟิลิป)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 06 พฤษภาคม 2007, 08:53:26 AM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 06 พฤษภาคม 2007, 08:55:21 AM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2007, 16:04:47 PM »

ไปจีนเที่ยวนี้ได้เป็นเยือนวันเส้าหลิน
ชั่วโมงเรียนภาษาจีน
"เส้า" แปลว่า "เล็ก หรือ น้อย"   "หลิน" แปลว่า "ป่า"
แต่วัดนี้ไม่ได้แปลว่า "วัดป่าน้อย"  แต่คำเดิมของเขา "เส้า" มาจากคำว่าบ้านเรือนผู้คนน้อยมาก   "หลิน" มาจากคำว่า "ป่าหนาแน่นมาก"
สรุปแล้วแปลตรงคือ "วัดบ้านคนน้อย  ป่ามาก"  หรือ "วัดป่าวิเวก" นั่นเอง
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2007, 16:15:07 PM »

พูดถึงเส้าหลินทุกคนคงนึกถึงท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ  ซึ่งเป็นสงฆ์คนแรกและคนเดียวกระมังที่รูปภาพเป็นไว้หนวดเครารุงรัง   ตาโปนใหญ่  ท่าทีดุ(ร้าย)

ก็ท่านเป็นแขก(อินเดีย)นี่ครับ   ตำนานเล่าว่าท่านรอนแรมทางทะเลมาเป็นเวลา 3 ปี จึงมาขึ้นฝั่งที่เมืองกวางเจา (แฮ่มก่อนหน้านี้แวะที่สุวรรณภูมิก่อนหรือไม่ก็ไม่รู้  แต่เวลานี้คนไทยยังอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้  สงสัยเพื่อนท่านจะไปแวะเขมรถิ่นท่านทวารบาล   เสี่ยงหอกได้ชัยจึงได้ครองเจ้าหญิงท้องถิ่นเป็นอาณาจักเจนละขึ้นมา)

จากนั้นท่านก็รอนแรมเข้ามาถึงในตอนกลางของจีน   มาเป็นประมุขรุ่นที่สองของวัดเส้าหลิน

ชื่อของท่านอ่านเป็นภาษาจีนกลางว่า "โปตี้ ต๋าโม๋"  (แต้จิ๋วอ่านคำหลังเป็นตั๊กม้อ)

แสดงว่าสมญาทางพระของท่านก็คือท่าน "โพธิธรรม" นั่นเอง

ว่ากันว่าแนวแพทย์ตะวันออก   "ปราณ" จีนรับมาจากอินเดีย   แล้วมาสร้างสรรค์ระบบเส้นลมปราณขึ้นที่จีน   ซึ่งน่าจะเป็นผลงานของท่านโพธิธรรมนั่นเอง   

จึงทำให้เห็นว่าเรื่องประวัติศาสตร์นี่ต้องยอมรับว่ามีการผสมผสานกันไปมา   จะไปอ้างว่าอย่างนั้นอย่างนี้บริสุทธิ์คงไม่ได้
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2007, 07:37:29 AM »

ย้อนรอย 3 ปริศนาแห่ง “มหากาพย์กำแพงหมื่นลี้”
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2550 17:51 น.
 
 
 
มนต์เสน่ห์อันงดงามของกำแพงหมื่นลี้ในม่านหมอก
 
 
       ผู้จัดการออนไลน์ – และแล้วกำแพงเมืองจีนก็ติด 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกครั้ง หลังจากที่มีการให้ประชาชนทั่วโลกทำการโหวตสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ด้วยการลงคะแนนผ่านเวบไซต์ และส่งข้อความทางโทรศัพท์ ซึ่งเพิ่งประกาศผลไปเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส
       
       ทว่ากำแพงเมืองจีน ที่เสมือนหนึ่งมังกรโบราณตัวมหึมา พาดผ่านกินเนื้อที่ร่วม 6,400 กิโลเมตรนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่มีปริศนา และความเข้าใจผิดหลายอย่างที่แฝงอยู่ในความยิ่งใหญ่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย
       
       จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างกำแพงเมืองจีน?
       คนทั่วไปที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่กับประวัติศาสตร์จีน หรือเรื่องเกี่ยวกับจีนๆหลายคนอาจจะเข้าใจว่าปฐมฮ่องเต้ของราชวงศ์ฉิน หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม จิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวง) เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมา จนกระทั่งในตำรา เวบไซต์ หรือสื่อต่างๆถึงกับฟันธงไปเช่นนั้น
       
       ทว่า ในความเป็นจริง จุดเล็กๆบางจุดของกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เกือบ 6,000-7,000 ปีก่อน โดยชนเผ่าบางกลุ่มที่สร้างกำแพงจากดินขึ้นมาเพื่อปกป้องตนเองจากสัตว์ร้าย เพียงแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอย่างแท้จริง จึงมักไม่ถูกพูดถึง
       
       กระทั่งสมัยราชวงศ์โจว เมื่อราว 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นยุคศักดินาที่มีการรบราระหว่างแคว้นต่างๆในประเทศจีน (บางตำราใช้คำว่ารัฐ)กษัตริย์แคว้นฉู่ได้ริเริ่มดำเนินการก่อสร้างกำแพงขึ้น เพื่อป้องกันการรุกรานจากแคว้นอื่น อาทิ แคว้นฉี เยียน เว่ย จ้าว และฉิน ซึ่งต่อมาแคว้นเหล่านี้ก็ได้หันมาลงมือก่อสร้างกำแพงต้านข้าศึกตามอย่างบ้าง จนเกิดเป็นจุดเริ่มต้น และโครงสร้างพื้นฐานของกำแพงหมื่นลี้ ที่กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆของจีน
       
       เมื่อย่างเข้าสู่ยุคสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ (ปฐมจักพรรดิแห่งราชวงศ์ฉิน) ที่ได้ผนึกรวมทั้งหกแคว้นใหญ่ที่กระจัดกระจายเป็นหนึ่งแล้ว เพื่อป้องกันแผ่นดินภาคกลางจากการรุกรานและคุกคามของเผ่าซงหนูทางเหนือ พระองค์ได้ทำการเชื่อมร้อยกำแพงเมืองจีนทางตอนเหนือของแคว้นฉิน เยี่ยน และจ้าวที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากยาวจากตะวันตกที่หลินเถา ทอดตัวยาวเรื่อยไปสุดที่เหลียวตงทางตะวันออก และมีระยะทางกว่า 5,000 ลี้
       
       กระนั้นกำแพงหมื่นลี้หรือกำแพงเมืองจีนที่ปรากฏในปัจจุบัน เป็นกำแพงที่รับได้การบูรณะต่อเติมเรื่อยมาหลายครั้งตั้งแต่ในสมัยของราชวงศ์ฮั่น เรื่อยไปถึงราชวงศ์หมิง
       
       กำแพงเมืองหมื่นลี้ ใช้เวลาสร้างเท่าไหร่?
       ผลงานอันยิ่งใหญ่ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์นี้ ถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร? ใช้เวลาเท่าไหร่ ณ ปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงของนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญอยู่ไม่น้อย
       
       ถ้าหากจะนับกำแพงหมื่นลี้ที่เห็นในปัจจุบัน ก็ต้องคำนวณจากราว 700 ปีก่อนคริสตศักราช มาจนถึงราชวงศ์หมิงที่ปี ค.ศ.1368-1644 หรือเท่ากับใช้เวลาก่อสร้างบูรณะทั้งสิ้นประมาณ 2,100-2,300 ปีแต่ทว่า ผลงานอันยิ่งใหญ่ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้นั้น ใช้เวลาเท่าไหร่?
       
       มหาอาณาจักรราชวงศ์ฉินเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 221 ปีก่อนคริสตศักราช และจบสิ้นที่ราว 207 ปีก่อนคริสตศักราช ทว่าโครงการก่อสร้างนี้ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 215 ปีก่อนคริสตศักราช ในขณะที่จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปตรวจสอบชายแดนทางเหนือด้วยตัวของพระองค์เอง จนได้กำหนดแผนการก่อสร้างอันยิ่งใหญ่นี้ขึ้น กระทั่ง 207 ปีก่อนคริสตศักราชก็ถือเป็นอันจบสิ้นราชวงศ์ฉิน
       
       แต่ตามประวัติศาสตร์ยังได้บันทึกว่า เมื่อ 210 ปีก่อนคริสตศักราช ชนเผ่าซงหนูทางเหนือได้เริ่มต้นรุกรานจีนจนไม่น่าจะสามารถทำการก่อสร้างต่อได้ ทำให้นักวิชาการหลายฝ่ายเชื่อว่า กำแพงเมืองจีนในสมัยราชวงศ์ฉินนี้ ถูกสร้างภายในระยะเวลาเพียง 4-5 ปีเท่านั้น
       
       แน่นอนว่าการก่อสร้างในระยะเวลาสั้นๆเท่านี้ ย่อมต้องอาศัยกำลังคนอย่างมหาศาลมากกว่าแสนคน แต่หากไม่มีวิธีการที่ดี การก่อสร้างมหึมาเช่นนี้ต่อให้ใช้เวลาเป็นร้อยปีก็ยากที่จะสร้างสำเร็จได้
       
       ปัญหาใหญ่ที่สุดของการสร้างกำแพงแสนยาวคือการขนส่ง เพราะหากต้องคอยขนส่งวัสดุในการก่อสร้าง จะทำให้เสียเวลามาก กำแพงเมืองจีนจึงเลือกการหาวัสดุจากบริเวณก่อสร้าง เพื่อประหยัดเวลาในการลำเลียงขนส่ง และแบ่งการก่อสร้างเป็น 3 ประเภทได้แก่กำแพงที่สร้างด้วยดิน กำแพงที่สร้างด้วยหิน และกำแพงที่สร้างด้วยไม้ ตามแต่วัสดุอุปกรณ์ที่สะดวกจะหาได้ในบริเวณต่างๆ

 
       ตำนานรักเมิ่งเจียงหนี่ว์มีจริงไหม?
       เมิ่งเจียงหนี่ว์ หญิงชาวบ้านที่ฝ่าลมหนาวมุ่งขึ้นเหนือตามหาสามีรักนามฟ่านสี่เหลียง ผู้ถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานก่อสร้างกำแพงเมืองหลังแต่งงานได้เพียง 3 วัน การเดินทางครั้งนี้นางหวังเพียงเพื่อจะได้มอบเสื้อกันหนาว ที่ตนเองบรรจงเย็บขึ้น ทว่านางกลับต้องพบกับข่าวร้าย...สามีอันเป็นที่รักของนางนั้นได้เสียชีวิตไป เนื่องจากทนทรมานกับความยากลำบาก และศพก็ถูกฝังอยู่ภายใต้กำแพงเมือง
       
       นางร่ำไห้คร่ำครวญน้ำตาแทบเป็นสายเลือดอยู่ 7 วัน 7 คืน (บ้างว่า 3 วัน 3 คืน) จนในที่สุดทำให้กำแพงเมืองยาวหลายร้อยลี้พังทลายลงมาทั้งแถบ เผยให้เห็นซากอันไร้วิญญาณของสามี เมื่อนั้นเอง นางจึงตัดสินใจกระโดดเอาศีรษะพุ่งชนกำแพงตายอยู่เคียงสามี ณ ที่แห่งนั้น (บ้างว่ากระโดดน้ำตาย)
       
       ตำนานนี้ เป็นอีกประเด็นที่ถูกถกเถียงไม่น้อย บ้างก็ว่ามีจริง บ้างก็ว่าแต่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ได้ออกมาอ้างบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายเล่ม รวมถึงหนังสือ “จั่วจ้วน” (左传) ระบุว่า ในรัชสมัยฉีจวงกง ปีที่ 4 แม่ทัพฉี่เหลียงนำกองทหารออกรบกับจี่ว์กั๋ว (ซันตงในปัจจุบัน) แล้วเสียชีวิต ภรรยาของเขา คือนางเมิ่งเจียงหนี่ว์ ได้เดินทางมาที่หลุมศพ แล้วร่ำไห้ด้วยความอาลัยรักจนกำแพงเมืองฉีพังไปบางส่วน หลังจากนั้นก็กระโดดลงแม่น้ำจือเหอตายตามสามีไป
       
       “ตำนานเรื่องนี้ผ่านการต่อเติมเสริมแต่งมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ถัง เริ่มจากร้องไห้ให้สามีจนกำแพงเมืองฉีพัง ก็เพี้ยนมาเป็นกำแพงเมืองฉิน(ฉินฉางเฉิง) นายพลฉี่เหลียงก็เพี้ยนมาเป็นว่านสี่เหลียง หรือไม่ก็ฟ่านสี่เหลียง ยิ่งเล่าสืบต่อกันมาก็ยิ่งขยายวงกว้างออกไป” หวังพีจั๋ว รองหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งมณฑลซันตงกล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม จวบกระทั่งปัจจุบัน กำแพงเมืองจีน ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ที่เป็นแหล่งรวมซึ่งสติปัญญา หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อและชีวิตของชาวจีน ที่แฝงไว้ซึ่งความงดงาม ด้วยลักษณะอันคดเคี้ยวพาดผ่านทิวเขามากมาย อีกทั้งมนต์เสน่ห์แห่งตำนาน ที่จะถูกเล่าขานต่อไปอีกนานเท่านาน
     
บันทึกการเข้า
Chontai
Sr. Member
****
กระทู้: 523


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2007, 22:33:39 PM »

หยาง ฮุ่ยเหยียนในพิธีแต่งงาน มหาเศรษฐีจีนอันดับหนึ่งของทั้งการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บ และรูเพิร์ท มีสินทรัพย์ 17.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นมรดกจากพ่อ
 
 
       เอเจนซี—จีนกลายเป็นชาติที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก รองจากสหรัฐฯ กระแสคึกคักในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ดันกลุ่มหาเศรษฐีจีนระดับ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเป็น 108 คน เพิ่มจากจำนวน 15 คนในปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่า แม้จำนวนมหาเศรษฐีพันล้านจีนเป็นรองสหรัฐฯ แต่ด้านอัตราขยายตัวของกลุ่มมหาเศรษฐีรวดเร็วกว่าเหล่าชาติพัฒนาแล้วของตะวันตก จากการสำรวจของนักวิจัยดังแห่งเซี่ยงไฮ้รูเพิร์ท ฮูเกเวิร์ฟ
       
       
       เมื่อวันพุทธ(10 ต.ค.) รูเพิร์ท ฮูเกเวิร์ฟเผย “รายการคนมั่งคั่ง” ประจำปี 2007 ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีทรัพย์สินมากที่สุด 800 คน ของประเทศจีน และระดับความมั่งคั่งโดยเฉลี่ยของกลุ่มมหาเศรษฐีจีนปี 2007 นี้ ยังสูงกว่าปีก่อนหน้าเท่าตัว โดยอยู่ที่ระดับ 562 ล้านเหรียญสหรัฐ
       
       โดยมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งได้แก่ สาววัย 26 ปี หยาง ฮุ่ยเหยียนจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์คันทรี การ์เด้น โฮลดิ้ง ด้วยสินทรัพย์ 17,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่า ทรัพย์สมบัติที่เธอครองอยู่นี้ มาจากมรดกของพ่อ
       
       สำหรับจาง อิน ผู้ครองอันดับมหาเศรษฐีอันหนึ่งเมื่อปีที่แล้วนั้น ตกลงมาอยู่ในอันดับที่สอง แม้สินทรัพย์ของเธอจะเพิ่มพูนขึ้นสามเท่าตัว เป็น 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ราคาหุ้นของบริษัทที่เธอถือหุ้นอยู่ 70% คือ ไนน์ ดรากอน เปเปอร์ โฮลดิ้งส์ พุ่งสูง

 
 
จาง อิน แห่งไนน์ ดรากอน เศรษฐีหมายเลขหนึ่งในการจัดอันดับเมื่อปีที่แล้ว ตกอันดับมาเป็นที่สองในการจัดอันดับของรูเพิร์ท แต่ก็ยังเป็นเศรษฐีนี ที่รวยมาด้วยลำแข้งของตัวเอง
 
 
       จางนับเป็นเศรษฐีที่สร้างความมั่งคั่งด้วยด้วยลำแข้งตัวเองนั้น รวยกว่าเศรษฐีนีในชาติตะวันตกอย่างทิ้งห่าง ไม่ว่าจะเป็นโอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่ทีวีทอลท์โชว์ดังแห่งแดนอินทรีย์ มาร์กาแร็ต วิทแมนผู้ก่อตั้งอีเบย์ อิงค์ และเจ.เค. โรว์ลิ่งแห่งอังกฤษ ผู้เขียนแฮรี่ พอตเตอร์
       
       ทั้งนี้ การขยายตัวของกลุ่มมหาเศรษฐีจีนนั้น เป็นผลพวงจากการเติบโตภาคการก่อสร้างและการผลิต มากกว่าภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย 7 ใน 10 มหาเศรษฐีจีนนั้น รวยจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก
       
       สำหรับมหาเศรษฐีอันดับ 3 ในรายการคนมั่งคั่งของรูเพิร์ท ได้แก่ สี่ว์หรงเม่า แห่งซื่อเม่า พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ ด้วยจำนวนสินทรัพย์ 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ, หวง กว่างอี่ว์ ผู้ก่อตั้ง GOME Electrical Appliances และเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดอื่นๆ ครองอันดับมหาเศรษฐีเบอร์ 4 ด้วยสินทรัพย์ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
       
       เศรษฐีจำนวนมากในรายการของรูเพิร์ทนั้น โกยทรัพย์ได้จากราคาหุ้นที่พุ่งสูงในตลาดกระทิงของจีน และในกลุ่มนี้ มี 9 คน ที่ได้เข้ากลุ่ม เพราะหุ้นของหมินเซิ่ง แบงค์กิ่ง คอร์ป ซึ่งเป็นดาวงรุ่งของกลุ่มบริษัทจีนขณะนี้
       
       ทั้งนี้ ในวันที่ 8 ตุลาคม นิตยสารฟอร์บ ก็ได้เผยอันดับ 40 มหาเศรษฐีของจีน โดยมีหยาง ฮุ่ยเหยียน ติดอันดับ หนึ่ง ส่วนอันดับอื่นๆแตกต่างกันไป กลุ่มเศรษฐีในรายการของฟอร์บนั้น ก็มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน.
 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 22 ตุลาคม 2007, 19:55:09 PM »

หูจิ่นเทา นำทีมผู้ทรงอำนาจในพรรคฯ ประกาศชูธง“สังคมนิยมเอกลักษณ์จีน”
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2550 19:21 น.
 
 
 
(กลาง)หูจิ่นเทา,(จากบนซ้ายวนตามเข็มนาฬิกา)อู๋ปังกั๋ว,เวินเจียเป่า,เจี่ยชิ่งหลิน,หลี่ฉางชุน,สีจิ้นผิง,หลี่เค่อเฉียง,เฮ่อกั๋วเฉียง และโจวหย่งคัง-ภาพโดย เอเอฟพี
 
 
       เอเยนซี – มังกรประกาศ 9 แกนนำอำนาจรุ่นใหม่ในพรรคคอมมิวนิสต์ โดยหูจิ่นเทา เลขาธิการใหญ่ที่ได้ขึ้นเป็นนายใหญ่กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งชาติจีน หรือพีแอลเออีกสมัย ลั่นวาจาพร้อมที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ในการนำพาจีนให้พัฒนาไปด้วยความเป็นวิทยาศาสตร์ และผลักดันสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนให้พัฒนาและกว้างไกล
       
       
       หลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนได้ปิดม่านลงในวันอาทิตย์ (21 ต.ค.) เช้าวันจันทร์ (22 ต.ค.) หูจิ่นเทา ประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้นำพาคณะกรรมการกรมการเมืองชุดใหม่ 9 คน ตบเท้าออกพบสื่อมวลชน กว่า 500 คนในมหาศาลาประชาคม
       
       โดยคณะกรรมการกรมการเมือง 9 คนซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่จะก้าวเข้ามากุมอำนาจในองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในพรรคคอมมิวนิสต์จีน มี 5 บุคคลเดิมที่ได้รับการเสนอแต่งตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกสมัยคือ หูจิ่นเทา,อู๋ปังกั๋ว,เวินเจียเป่า,เจี่ยชิ่งหลิน และหลี่ฉางชุน โดยอีก 4 ผู้นำหน้าใหม่ที่จะเข้ามาก็เป็นไปตามคาดได้แก่สีจิ้นผิง,หลี่เค่อเฉียง,เฮ่อกั๋วเฉียง และโจวหย่งคัง
       
       หูจิ่นเทา ได้เปิดงานด้วยการแนะนำคณะกรรมการประจำกรมการเมืองอีก 8 คน พร้อมทั้งระบุว่า “พวกเราต่างตระหนักดีถึงภาระอันยิ่งใหญ่และหนักอึ้งที่อยู่บนบ่า โดยเราจะยึดมั่นในประชาชนทุกหมู่เหล่าและสหายทั้งหลายในพรรค เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และภาระต่างๆที่ได้มีการนำเสนอในการประชุมสมัชชาครั้งที่ 17 นี้ โดยมิให้ผิดต่อความคาดหวังและการฝากฝังของสหายในพรรคและประชาชนทั่วประเทศ”
       
       “เราจะเชิดชูธงแห่งสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน ยืนหยัดในแนวทางความคิด ทฤษฏีเติ้งเสี่ยวผิงและ ทฤษฎีตัวแทนสามประการ (ตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน ตัวแทนการผลิตที่ก้าวหน้า ตัวแทนวัฒนธรรมที่ก้าวหน้า) เพื่อผลักดันทัศนะการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ และพยายามสร้างอนาคตของสังคมนิยมเอกลักษณ์จีนให้พัฒนาและกว้างขวางยิ่งขึ้น” หูระบุ
       
       บรรดากลุ่มบุคคลที่มีการแต่งตั้งใหม่นั้น สีจิ้นผิง และหลี่เค่อเฉียง ถูกจับตามากที่สุดว่าอาจจะเป็นคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งแทนหูจิ่นเทาในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยสีจิ้นผิงวัย 54 จัดว่าเป็นบุคคลที่มาแรง ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯประจำเซี่ยงไฮ้อยู่เพียง 7 เดือน ก็ได้รับแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งคณะกรรมการประจำกรมการเมืองหรือโปลิตปุโร และเป็นตัวเก็งคนสำคัญผู้เป็นทายาททางการเมืองของหู จิ่นเทา
       
       สีนั้นมีเกียรติภูมิเป็นบุตรของสีจ้งซวิน อดีตผู้นำสำคัญของพรรคฯและรัฐบาล โดยเป็นหนึ่งในคณะผู้นำจีนรุ่นที่ 1 และเป็นผู้ที่ร่วมนำการปฏิวัติประเทศจีนร่วมกับท่านประธานเหมาเจ๋อตง โดยตัวของสีเป็นคนมณฑลส่านซี เริ่มไต่เต้าตำแหน่งในพรรคฯหลังจากเข้าร่วมพรรคฯในปี 1974 หนึ่งปีก่อนเข้าศึกษาในคณะวิศวกรรมเคมี ที่มหาวิทยาลัยชิงหัวในปักกิ่ง
       
       ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา สีได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้บริหารมือฉมัง จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำในมณฑลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 มณฑล คือ ฝูเจี้ยน และ เจ้อเจียง ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯประจำเซี่ยงไฮ้
       
       บางคนกล่าวว่า สีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินมากที่สุด และพรรคพวกของสีก็อยู่ในกลุ่ม “มุ้งเซี่ยงไฮ้” ขณะที่คนอื่นกล่าวว่า ภูมิหลังและประสบการณ์ของสีที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาของ เกิ่งเปียว อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปลายทศวรรษ 1970 ทำให้สีได้รับการยอมรับจากหูจิ่นเทา
       
       ในขณะที่หลี่เค่อเฉียง วัย 52 ปี ซึ่งดำรงเลขาธิการพรรคฯประจำมณฑลเหลียวหนิง อันเป็นดงอุตสาหกรรมใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเกือบ 3 ปี เริ่มทำงานในสันนิบาตเยาวชนแห่งพรรคฯเมื่อปี 1982 และเริ่มทำงานให้หู จิ่นเทานับตั้งแต่หูเป็นผู้นำของสันนิบาตประชาชนแห่งพรรรคฯในปี 1984 ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานอำนาจของหู
       
       หลี่เกิดในมณฑลอันฮุยอันยากจนของจีน เริ่มเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปี 1976 หลังจากนั้น 2 ปีได้เข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และได้รับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน
       
       หลี่ได้ไต่เต้าอำนาจในพรรคฯมาตามเส้นทางของหู โดยเขากลายเป็นผู้นำสันนิบาตเยาวชนแห่งพรรคฯในปี 1993 ด้วยวัย 38 ปี ซึ่งตรงกับช่วงที่หูได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการประจำกรมการเมือง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่หลี่ได้รับแต่งตั้งในขณะนี้ (22 ต.ค.)
       
       ด้านเฮ่อกั๋วเฉียง วัย 64 ปี เป็นอีกหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นบุคคลในอุปถัมภ์ของอดีตประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการจัดตั้งองค์กรกลางพรรคฯตั้งแต่ปี 2002 โดยเฮ่อเป็นคนมณฑลหูหนัน เข้าศึกษาด้านเคมีวิทยาลัยแห่งหนึ่งในปักกิ่งและเข้าร่วมพรรคฯเมื่ออายุ 21 ปี
       
       ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970-1980 เฮ่อได้ทำงานให้กับวิสาหกิจรัฐด้านเคมีและปิโตรเลียมในซันตง ต่อมาเข้าดำรงตำแหน่งรองรัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรมในปี 1991 ก่อนได้รับการสนับสนุนให้เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนในปี 1997 ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการพรรคฯประจำนครฉงชิ่ง
       
       นักวิเคราะห์ชี้ว่าเฮ่อเป็นผู้ที่มีทักษะในการประคับประคองความสัมพันธ์กับกลุ่มต่างๆภายในพรรคฯที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง
       
       ส่วนโจวหย่งคัง วัย 64 ปี เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพิทักษ์สันติราษฎร์ในปี 2002 ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่มีความเฉียบขาด โดยโจวเป็นคนมณฑลเจียงซู เข้าเป็นสมาชิกพรรคฯเมื่ออายุ 22 ปี ระหว่างทศวรรษที่ 1960-1970 ทำงานเป็นวิศวกรสำรวจน้ำมัน
       
       กลางทศวรรษ 1980 เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกระทรวงปิโตรเลียม และตั้งแต่ปี 1996 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของซีเอ็นพีซี ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของจีน ด้านนักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า อดีตประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จบนเส้นทางการเมืองของโจว.

......................................................................

       อ่านดูแล้ว  แบบนี้ก็ต้องมี "สังคมนิยมตามเอกลักษณ์ของไทย"  ได้บ้างใช่ไหม
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2007, 08:36:24 AM »

ดูข่าวกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีนตอนออกมาพบปะกับสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศร่วม 500 คนที่มหาศาลาประชาชน
ตั้งใจฟังคำแรกพิธีกรจะแนะนำคำขึ้นต้นของกรมการเมืองเหล่านี้ว่าอย่างไร    ยังดีที่ยังขานด้วยคำว่า "ถงจื้อ"   ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ปณิธานร่วมกัน"    หรือที่เรารู้จักกันดีในคำว่า "สหาย"
กรมการเมืองทุกคนได้รับการแนะนำตัวด้วยคำว่า สหายหูจิ่นเท่า เบอร์ 1  สหายอู่ปังกั๋ว เบอร์ 2  สหายเหวินเจียเป่า เบอร์ 3 ไปจนครบ 9 คน
มาสังเกต  กรมการเมืองทั้ง 9  ที่ระบุอาชีพไว้คือ "วิศวกร" แขนงต่างๆ มีถึง 7 คน
เศรษฐศาสตร์มี 1 คน  นิติศาสตร์มี 1 คน  และสองคนนี่แหละที่หนุ่มที่สุดในกรมการเมือง   ดังที่สหายหูจิ่นเทาแนะนำสื่อมวลชนว่ามีกรมการเมืองที่ได้รับเลือกขึ้นมาใหม่สองคน   เป็นคนที่ "ปี่ เจี้ยว ชิง เหนียน" คือ "ค่อนข้างเป็นเยาวชนหรืออายุน้อย"   ที่ว่าน้อยคือคนที่น้อยสุดอายุ 52 ปี ครับ
ดังนั้นลุงๆ ป้าๆ แถวบ้านตุลาไทยก็อย่าเพิ่งทำตัวแก่เกิดเหตุ     ยิ้มกว้างๆ
ผู้นำพรรคและประเทศจีนนี่เขาต้องอายุเกิน 60 หรือบวกลบ 2 ปีครับ  ที่เฉียดๆ 70 ก็เยอะ
ดังนั้นใครอย่าเป็นกระแนะกระแหนเรื่องอายุผู้นำเขาเลยนะครับ  เพราะเขานี่กี่ยุคกี่ยุคก็ "ขิงแก่" มาโดยตลอด
ถ้าพวก 52 โผล่ขึ้นมาก็ถูกเรียกว่าพวกเด็กๆ เลยทีเดียว    ดูอย่างเสือยิ้มยาก "จูหรงจี" สิครับ   ที่ว่ามือหนึ่งของจีนก็เข้ามาตอนห้าสิบต้นๆ เป็นพวก "ชิงเหนียน" หรือ "เยาวชน" เหมือนกัน

แต่มาดูสองคนที่ว่ารุ่นหนุ่มในผู้นำพรรครุ่นนี้นับว่าไม่เบา  คนหนึ่งมาจากสายพรรคโดยตรง  จบโรงเรียนพรรค   เป็นเลขาสันนิบาตเยาวชนมาก่อน
พวกเคยดำรงตำแหน่งเลขาสันนิบาตเยาวชนนี่จับตามองได้เลยว่าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเลขาธิการพรรคอย่างแน่นอน   เลขาธิการใหญ่รุ่นหลังๆ ของจีนล้วนแต่เคยเป็นเลขาสันนิบาตเยาวชนมาทั้งนั้น

จากนั้นมานั่งดูกรรมการกลาง   อาชีพที่ระบุมีกระจายออกไป  ดูแล้วก็น่าจะพิจารณาเลือกขึ้นมาจากสาขาอาชีพต่างๆ  รวมทั้งพวกสายตรงอย่างที่จบมาจากโรงเรียนพรรค  มีดีกรีถึงด๊อกเตอร์   พวกทหารก็กระจายไปตามบก น้ำ ฟ้า  นักปรัชญาก็มี

แต่อาชีพที่ไม่พบในกรรมการกลางเลย  คืออาชีพยอดฮิตในเมืองไทย "แพทย์"  ไม่มีสักคน  เขาคงเก็บเอาไว้รักษาคนไข้  ไม่ต้องมายุ่งกับการเมืองการปกครอง 

ในจำนวนนี้มีผู้หญิงไม่กี่คน  รู้สึกจะ 3-4 คนเท่านั้น
ชนชาติส่วนน้อยก็มีคนเดียว   เป็นชนชาติหุยหรืออิสลาม

ที่น่าสังเกตคือจากประวัติของกรรมการกลางส่วนใหญ่ขึ้นมาจากผู้ว่ามณฑล   หลายคนถูกระบุว่าเคยรักษาการผู้ว่าที่นั่นที่นี่มาก่อน   แสดงให้เห็นว่าตัวผู้ว่าเดิมคงทำอะไรผิดพลาดประเภททุจริตคอรัปชั่นจึงถูกจำคุกหรือยิงเป้าไปเสียก่อนแล้ว

ดังนั้นการขึ้นมาถึงตำแหน่งเหล่านี้นับว่าไม่เบาเหมือนกัน   สมัยก่อนต้องมีประวัติการปฏิวัติดีเด่น   สมัยนี้ไม่เพียงแต่ต้องบริหารเก่ง  คำว่าบริหารไม่ใช่เศรษฐกิจอย่างเดียว   แต่บริหารคนเก่งหรือจัดการภายในเก่งด้วย    และที่สำคัญคือต้องพาตัวให้พ้นจากความหอมหวนของเงินตราไปให้ได้  ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกับผู้ว่ามณฑลหลายคนที่ต้องไปอยู่ในคุก  หรือถูกยิงเป้า ปุ ปุ แทน
บันทึกการเข้า
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2007, 08:55:47 AM »

ลุงแสน

คำว่า "ถงจื้อ"   ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ปณิธานร่วมกัน"    หรือที่เรารู้จักกันดีในคำว่า "สหาย" หรือ "Comrade"นั้น

ตอนนี้ ในเมืองจีนมีเรื่องเล่าขำๆกันในหมู่วัยรุ่นว่า

หากไปพูดเรียกยกย่องเพื่อนผู้ชายว่า "ถงจื้อ"  เหมือนสมัยเหมาเจ๋อตง ละก็

เพื่อนผู้ชายคนนั้น จะหันกลับมาชายตายิ้มให้ แล้วพาจูงมือเดินไปด้วยกัน ก็เป็นได้

เพราะ สมัยนี้ "ถงจื้อ" เป็นคำแสลงแปลว่า "พวกรักร่วมเพศ"

เอาเข้านั่น  ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มเท่ห์ ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ




บันทึกการเข้า
14
Sr. Member
****
กระทู้: 816


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2007, 18:00:00 PM »

ติดตามเรื่องจีน

ก็น่าจะให้

ความเป็นธรรม

แก่จีนบ้าง

อย่าเอา

ความหมั่นไส้

มาบดบัง

เรื่องดีๆ ไปหมด

ก็ที ปู่คัสโตร 

ยังขุดความดีออกมาได้

บ้านใกล้เรือนเคียงกันแค่นี้

มองเรื่องดีๆ กันบ้างเป็นไร

อย่าเอาแต่หมั่นไส้

ที่พี่จีนรวยเอารวยเอา

บางคนก็โกงได้โกงดี

มาบดบัง

ประเทศที่พอจะเป็นมิตร

ได้บ้าง  ไปเสีย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!