บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2017, 08:56:40 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลังม่านไม้ไผ่  (อ่าน 22770 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
14
Sr. Member
****
กระทู้: 816


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2007, 19:10:59 PM »

ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของการประชุมสมัชชาพรรคจีน (1)
 
โดย หมายเหตุผู้จัดการ 24 ตุลาคม 2550 14:32 น.
 
การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน หรือที่เรียกว่าพรรคจีน สมัยที่ 17 ได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2550 และได้มีการแถลงผลการประชุมดังกล่าวในวันที่ 21 ตุลาคม 2550
       
       การประชุมสมัชชาใหญ่ในครั้งนี้มีนัยยะสำคัญต่อสถานการณ์ทั่วไปของโลก ของภูมิภาค โดยเฉพาะความเป็นไปของประเทศจีน แต่ย่อมเป็นที่แน่นอนเช่นกันว่าย่อมมีผลและมีนัยยะสำคัญต่อประเทศไทยด้วย
       
       ดังนั้นการประชุมดังกล่าวนี้จึงเป็นที่สนใจของประชาคมและประชาชาติทั่วโลก และเมื่อการประชุมสิ้นสุดลง จึงมีการวิเคราะห์ วิจารณ์ ถึงผลการประชุมดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นไปและเจือปนจากภูมิหลังอันเป็นพื้นฐานทัศนะ จุดยืน และภูมิหลังของผู้วิเคราะห์วิจารณ์นั้น ๆ ด้วย
       
       เหตุนี้เราจึงสมควรที่จะได้มองผลการประชุมสมัชชาใหญ่ดังกล่าวในฐานะที่เราเป็นคนไทยและเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจร่วมกันถึงเรื่องราวที่เป็นไปในเมืองจีน
       
       ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าการประชุมดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของพรรคจีน ซึ่งเป็นส่วนต่างหากจากรัฐบาลจีน นั่นคือการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมใหญ่ที่เรียกว่าการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคจีน ซึ่งกำหนดให้มี 5 ปีต่อครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องราวในส่วนของพรรคจีนทั้งสิ้น และรวมทั้งส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วย
       
       ในส่วนของรัฐนั้นจะมีการประชุมสภาอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าสภาประชาชนแห่งชาติ ทำหน้าที่คล้ายกับรัฐสภา คือแต่งตั้งและเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ของรัฐและของรัฐบาล การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจะจัดให้มีขึ้นในราวเดือนมีนาคมของแต่ละปี
       
       ดังนั้นผลของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคจีนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคโดยตรงย่อมมีผลบังคับโดยทันที ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐหรือรัฐบาลจะต้องนำเสนอต่อสภาประชาชนแห่งชาติ เพื่อพิจารณาอนุมัติหรือเห็นชอบหรือรับทราบอีกครั้งหนึ่ง
       
       ในเรื่องของตัวบุคคลคือองค์กรนำสูงสุดของพรรคจีน การประชุมครั้งนี้ได้แต่งตั้งกรรมการประจำกรมการเมือง 9 คน ประกอบด้วยหูจิ่นเทา เลขาธิการใหญ่-ประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมการการทหารกลาง
       
       ส่วนอีก 8 คนที่เหลือคืออู๋ปังกั๋ว ประธานสภาประชาชนแห่งชาติ, เหวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรี, เจี่ยชิงหลิง ประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง, หลี่ฉางชุน, สีจิ้นผิง, หลี่เค่อเฉียง, เฮ่อกั๊วเฉียง และโจวหย่งคัง
       
       ดูจากตัวบุคคลในองค์กรนำสูงสุดดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่ายังมีคนเก่าของอดีตเลขาธิการใหญ่เจียงเจ๋อหมินอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้หูจิ่นเทาผู้นำรุ่นที่ 4 ของพรรคจีนจะสามารถกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดภายในพรรค กองทัพ และรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการประนีประนอมกับอำนาจเก่าในระดับหนึ่ง ในลักษณะที่จำเป็นและเหมาะสมที่จะต้องใช้คนที่ปรีชาสามารถเพื่อรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน
       
       ดังเช่นกรณีของเจี่ยชิงหลิงหรือโจวหย่งคังล้วนมากด้วยประสบการณ์ในด้านสภาที่ปรึกษาการเมือง และกระทรวงความมั่นคงของรัฐบาล
       
       สะท้อนให้เห็นจิตใจวีรชนที่ยิ่งใหญ่ของหูจิ่นเทาและคณะกรรมการกลางพรรคจีนว่าระหว่างความเป็นพวกพ้อง กับผลประโยชน์แห่งชาตินั้น ชาวพรรคจีนเลือกเอาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากจากการเมืองประเทศอื่น ๆ และควรที่จะได้ยอมรับนับถือเป็นแบบอย่างของการเมืองไทยเราด้วย
       
       ในองค์กรนำสูงสุด 9 คนหลายท่านต้องดำรงตำแหน่งในส่วนของรัฐ ดังนั้นในส่วนนี้จะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ อนุมัติและรับรองอีกครั้งหนึ่งในเดือนมีนาคม 2551
       
       พรรคจีนนั้นเป็นพรรคปฏิวัติ ให้ความสำคัญแก่ทฤษฎีและความคิดชี้นำในฐานะที่สำคัญสูงสุด ดังนั้นประเทศจีนจะไปทางไหน จะทำอะไร และจะคิดอะไร ก็ดูได้จากทฤษฎีและความคิดชี้นำ ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรค
       
       การประชุมคราวนี้พรรคจีนได้อนุมัติในส่วนนี้ไว้เป็นสองประการ
       
       ประการแรก “เราจะชูธงแห่งสังคมนิยมแบบจีน ยืนหยัดในลัทธิมาร์คเลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตง ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง ทฤษฎีสามตัวแทน”
       
       หมายความว่าทฤษฎีและแนวความคิดชี้นำพรรคโดยรูปแบบจะเป็นแบบเดิมทุกประการ แต่ก็เป็นที่รู้กันภายในว่าทฤษฎีสามตัวแทนของเจียงเจ๋อหมินนั้นมีจุดอ่อนหลายประการ โดยเฉพาะลักษณะชนชั้นที่จะเป็นอันตรายต่อพรรคจีนในวันข้างหน้า
       
       เพราะชนชั้นนายทุนนั้นเมื่อเข้ามามีอำนาจในพรรคมากขึ้น ก็จะเติบกล้าและมีอิทธิพลบทบาทครอบงำพรรค ดังที่ปรากฏให้เห็นทั่วโลกอยู่แล้ว
       
       เป็นแต่ว่าบนจุดยืนที่พิทักษ์รักษาเอกภาพของพรรค ของรัฐ และประเทศชาติ จึงยังคงดำรงข้อความดังกล่าวไว้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นน่าจะมีฐานะเป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่า
       
       ประการที่สอง เป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นเรื่องที่พรรคจีนมุ่งปฏิบัติอย่างจริงจัง คือเรื่องราวในประการแรกทั้งหมดนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อ “ผลักดันทัศนะการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ และพยายามสร้างอนาคตของสังคมนิยมแบบจีนให้พัฒนาและกว้างขวางยิ่งขึ้น”
       
       ถ้อยคำเช่นนี้คนทั่วไปอาจยากที่จะเข้าใจ คำว่า “ทัศนะการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาตร์” สั้น ๆ นี้ กว่าจะผ่านออกเป็นมติได้ก็ผ่านการอภิปรายแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า และสามารถออกเป็นมติเช่นนี้
       
       ทัศนะการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์คืออะไร? นี่คือหลักการใหญ่และสำคัญที่สุดของลัทธิมาร์คเลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตง และทฤษฎีของเติ้งเสี่ยวผิง ไม่ใช่ทฤษฎีสามตัวแทน
       
       ลัทธิสังคมนิยมในอุดมคตินั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ถ้าหากไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้วก็จะไร้คุณค่าและไม่มีความหมายใด ๆ ชาวลัทธิมาร์คเลนินจึงเห็นความสำคัญของลัทธิสังคมนิยมที่สอดคล้องกับความเป็นจริง นี่คือทัศนะการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์.
 
บันทึกการเข้า
14
Sr. Member
****
กระทู้: 816


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2007, 20:02:52 PM »

ว่าจะไม่เอามาแล้ว

เพราะคนเขียนเชียร์จีนสุดๆ

แบบนี้เรียกว่า "ตามก้นจีน"

จีนจะทำอะไร  เป็นเข้าใจได้หมด อธิบายได้หมด

แต่เมื่อเอาตอนหนึ่งแล้ว   ก็เอาตอนสองมาลงให้ครบก็แล้วกัน

ทิ้งกากเอาแก่นเหอะ

ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของการประชุมสมัชชาพรรคจีน (2)
 
โดย หมายเหตุผู้จัดการ 25 ตุลาคม 2550 19:17 น.
 
       พรรคจีนเคยสรุปและประเมินฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหมาเจ๋อตงและความคิดเหมาเจ๋อตงว่าตัวของเหมาเจ๋อตงเองนั้นทำผิด 3 ส่วน ทำถูก 7 ส่วน แต่ความคิดเหมาเจ๋อตงนั้นยังคงถูกต้องทั่วไป และได้รับการยืนยันจากมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ตลอดมา แม้ว่าเหมาเจ๋อตงจะถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว
       
       เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้ให้คำอรรถาธิบายที่แจ่มชัดที่สุดเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยม โดยนัยทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมนิยมไม่ใช่ความยากจน และความยากจนก็ไม่ใช่สังคมนิยม สังคมนิยมไม่ใช่มีอยู่แต่ในอุดมคติ และไม่ได้เหมือนกันทั่วไป หากยังมีลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และมีผลจริง
       
       ดังนั้นเติ้งเสี่ยวผิงจึงชี้ให้เห็นว่าลัทธิสังคมนิยมของจีนไม่ใช่ลัทธิสังคมนิยมในอุดมคติหรือทั่วไป แต่เป็นสังคมนิยมแบบจีน
       
       คำชี้นำที่เป็นวิทยาศาสตร์ของเติ้งเสี่ยวผิงดังกล่าวนี้ได้ถูกขนานนามโดยมติที่ประชุมใหญ่สมัชชาพรรคจีนว่า “ทฤษฎีของเติ้งเสี่ยวผิง” ซึ่งก็คือพัฒนาการขั้นใหม่ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศจีนในสถานการณ์ปัจจุบัน และได้ใช้เป็นธงชัยนำพาประเทศจีนตั้งแต่บัดนั้นมาถึงบัดนี้
       
       มติที่ประชุมสมัชชาครั้งนี้ยังคงยืนยันว่า “เราจะเชิดชูธงแห่งสังคมนิยมแบบจีน … เพื่อผลักดันทัศนะการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์และพยายามสร้างอนาคตของสังคมนิยมแบบจีนให้พัฒนาและกว้างขวางยิ่งขึ้น”
       
       การพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์และการสร้างอนาคตของสังคมนิยมแบบจีนให้พัฒนาและกว้างขวางยิ่งขึ้นยังมีรายละเอียดที่สำคัญ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าสื่อมวลชนโดยทั่วไปมิได้นำมาขยายความ เพราะไปมัวสนใจอยู่กับประวัติและภูมิหลังของกรรมการประจำกรมการเมืองหน้าใหม่
       
       แต่เราไม่อาจละความสำคัญดังกล่าวนั้นได้ เพราะนั่นคือผลที่จะปรากฏขึ้นในอนาคต อย่างน้อยก็ 5 ปีจากนี้ไป ซึ่งอาจสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
       
       ประการแรก พรรคจีนจะไม่มุ่งเน้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเหมือน 30 ปีที่ผ่านมา เพราะการประเมินผลการเปิดประเทศตลอด 30 ปีที่ผ่านมานั้นประเทศจีนได้มีอัตราการเจริญเติบโตที่ร้อนแรงต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ของโลกอยู่แล้ว แค่ไม่เน้นแต่แรงโน้มถ่วงหรือโมเมนตั้มของการพัฒนาจะยังคงส่งผลต่อเนื่องไปอย่างน้อย 5-10 ปี
       
       แต่พรรคจีนจะมุ่งเน้นความสำคัญการพัฒนาที่มีเสถียรภาพยั่งยืนและทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้น มีการใช้ถ้อยคำบางจุดที่น่าสนใจยิ่งคือถ้อยคำที่มีความหมายในทางภาษาไทยว่าความเป็นอยู่อย่างพอเพียงของประชาชน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหลักปรัชญาทฤษฎีพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
       
       มติสำคัญในเรื่องนี้บ่งบอกความหมายว่าพัฒนาการของยุคอุตสาหกรรมและการเปิดประเทศของจีนมาถึงจุดที่ต้องได้ร้บการตรวจสอบทบทวนและเตรียมการในขั้นใหม่แล้ว โดยเฉพาะปริมาณการบริโภคพลังงานน้ำมัน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และมลภาวะที่เป็นพิษ โดยเฉพาะคือภัยโลกร้อนนั้น ย่อมกระทบต่อยุคอุตสาหกรรมของโลก และหากถลำลึกต่อไป ถ้าเกิดยุคอุตสาหกรรมต้องสิ้นสุดลงจริง ๆ หายนะครั้งใหญ่ก็จะมาเยือน
       
       ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมาก ดังนั้นการทั้งปวงจึงต้องอาศัยเวลา อาศัยการเตรียมการมาก มติในเรื่องนี้จึงสะท้อนให้เห็นผลึกแห่งภูมิปัญญาอันลึกล้ำของศูนย์การนำของจีนต่อยุคสมัยของโลก ความเป็นไปของมวลมนุษย์ และประชาชาติจีน
       
       ประการที่สอง การเน้นการลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ระหว่างชนชาติ ระหว่างเหนือกับใต้ ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก โดยมุ่งสร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาคนั้น ช่างสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงและกำลังก่อตัวเป็นภัยคุกคามเอกภาพของจีนอย่างรุนแรงที่สุด
       
       ถ้าหากแก้ไขไม่ทันท่วงที ความห่วงใยของบรรดาผู้นำทางความคิดและผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ที่เคยวิเคราะห์ว่าจีนอาจมีสภาพเป็นอย่างสหภาพโซเวียตก็เป็นไปได้
       
       การที่พรรคจีนมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาดังกล่าว ถึงขนาดระบุว่าจะต้องสร้างตะแกรงขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้ที่พลัดหลงจากการพัฒนาประเทศ และกอบกู้พวกเขาให้มีฐานะความเป็นอยู่ทัดเทียมกับชาวจีนทั่วประเทศนั้น จึงทันท่วงทีต่อสถานการณ์ที่เป็นจริง
       
       เป็นมติที่จะทำให้ประเทศจีนหลีกเลี่ยงวิกฤตครั้งสำคัญของความแตกแยกภายในชาติอันเกิดความความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทั้งหลายได้อย่างทันท่วงที ทันต่อสถานการณ์ และล้ำลึกอย่างยิ่ง
       
       ประการที่สาม มติที่ยืนยันว่าจีนจะไม่เป็นประเทศที่รุกรานหรือคุกคามประเทศอื่น แต่ยึดมั่นในสันติภาพและสันติสุขของโลก ได้ยืนยันมติในทำนองนี้ของที่ประชุมสมัชชาใหญ่ที่ผ่าน ๆ มา และได้พิสูจน์ให้เห็นความจริงอย่างต่อเนื่องมาแล้วว่ามติที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคจีนนั้นไม่ใช่เรื่องลมๆ แล้ง ๆ แต่เป็นเรื่องที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง
       
       ต่างกับมหาอำนาจบางประเทศ ปากท่องบ่นเรื่องสันติภาพ เสมอภาค และเสรีภาพ แต่ในทางปฏิบัติกลับส่งแสนยานุภาพออกไปรุกรานชาติอื่น กดขี่ข่มเหงชาติอื่น ๆ อย่างตำตา
       
       นับแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนามเป็นต้นมา ประเทศจีนไม่เคยกรีฑาแสนยานุภาพออกไปนอกประเทศเลยแม้แต่ครั้งเดียว แสนยานุภาพทางการทหารของจีนที่แม้ว่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็หาได้เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของภูมิภาคหรือของโลกแต่ประการใด
       
       กลับจะเป็นดุลกำลังในการรักษาสันติภาพของโลกและภูมิภาคเอาไว้
       
       ชาติทั้งปวงย่อมมีความชอบธรรมในการป้องกันตน ในขณะที่สหรัฐขายอาวุธทันสมัยจำนวนมหาศาลให้กับไต้หวัน แทรกแซงกิจการภายในของจีนทั้งในเรื่องไต้หวันและทิเบต จุดชนวนสงครามในปริมณฑลต่าง ๆ ของโลก แม้กระทั่งในพม่านั้น หากไม่มีดุลกำลังที่จะยับยั้งสงครามแล้ว ป่านนี้สงครามโลกครั้งที่สามก็เกิดขึ้นนานแล้ว
       
       มติดังกล่าวจึงเท่ากับเป็นการยืนยันภารกิจในการธำรงรักษาสันติภาพของโลก ของภูมิภาค และความมั่นคงของประเทศจีนเอาไว้ต่อเนื่องจากมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งก่อน ๆ
       
       เราขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อความสำเร็จของการประชุมสมัชชาใหญ่ สมัยที่ 17 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และด้วยความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์และการสร้างอนาคตของสังคมนิยมแบบจีนจะประสพผลสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ไป.
.............................................................................................

      วิธีตบท้ายแบบนี้อ่านดูคุ้นๆ  ยังกับฝ่ายโฆษณาพรรคที่ชอบตามก้นจีนในสมัยก่อน  ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ว่า "เรา" นี่หมายถึงใคร  จะสำนักพิมพ์ผู้จัดการหรือ คงไม่น่าใช่   แต่คงเป็นผู้ถ่ายทอดมาเป็นภาษาไทยที่สามสิบกว่าปีผ่านไป   ยังไม่ละท่วงทำนองเดิมๆ   ประเภทจีนผายลมอะไรมาเป็นหอมหมด
บันทึกการเข้า
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #17 เมื่อ: 15 มกราคม 2008, 23:21:18 PM »

เฉินซื่อหลิน ผู้สร้าง “ภาพเหมา” ให้ครองใจประชาชน
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 มกราคม 2551 17:25 น.
 
 
 
เฉินซื่อหลินโชว์ภาพประธานเหมาที่ต่างกันกัน ซึ่งทั้งหมดได้นำมาใช้ในพิธีการสำคัญต่างๆ 
 
 
       ไชน่าเดลี่ –บางสิ่งที่เราพบเห็นทุกวี่วัน จนคุ้นชินเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปนั้น แท้จริงแล้ว ไม่ธรรมดาเลย ดั่งกรณี ภาพของผู้นำสูงสุดการปฏิวัติ ที่ต้องพิชิตใจผู้คนนับพันล้านอย่างท่านประธานเหมาเจ๋อตง การเสนอภาพที่จะต้องปรากฏต่อหน้าสาธารณชนอย่างน้อยก็ผู้คนในแผ่นดินจีนนับพันล้านคนนั้น จะต้องทรงพลังยึดกุมจิตใจผู้คนที่พบเห็นนั้น มิใช่เรื่องธรรมดาแน่
       
       ไชน่า เดลี่ได้เผยเรื่องราวของผู้ปิดทองหลังพระในการตกแต่งภาพท่านประธานเหมาคือ เฉินซื่อหลิน ชื่อนี้อาจไม่โด่งดังเท่าใดนักในกลุ่มช่างภาพมืออาชีพ แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ จึงทำให้เขาได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบในภาพอันเป็นประวัติศาสตร์ของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งให้กำเนิดสาธารณรัฐประชาชนจีน นาม “เหมาเจ๋อตง” อย่างภาพที่ตระหง่านที่หน้าจัตุรัสเทียนอันเหมิน ภาพที่ใช้ในพิธีอย่างเป็นทางการ ภาพพิมพ์ที่หน้าธนบัตรเงินจีน
       
       “คุณรู้มั้ยว่า ภาพท่านประธานเหมาในเชิ้ตขาว สวมงอบยืนเพียงลำพังในทุ่งนา ความจริงแล้วในภาพเดิมนั้นมีผู้นำคอมมิวนิสต์คนอื่นรวมอยู่ด้วย” เฉินให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวจีนเมื่อวันอังคาร (8 ม.ค.) ที่ห้องพักของตนเองในกรุงปักกิ่ง เขายังได้เล่าว่าเขาได้ตัดภาพของหลิวซ่าวฉี (รองประธานาธิบดีในขณะนั้น) ซึ่งยืนข้างท่านประธานเหมาในภาพนั้นออกไป และวาดวิวของทุ่งนาลงไปแทน ซึ่งเฉินเผยว่าก่อนจะได้มาเป็นภาพที่สมบูรณ์นั้น มีภาพเป็นจำนวนมากที่ถูกทิ้งลงถังขยะ

 
   
ภาพของประธานเหมาขณะเยี่ยมชาวนา อันเกิดจากการตกแต่งและตัดต่อจากเฉินซื่อหลิน
 
 
       ในยุคนั้นอุปกรณ์ที่ช่างภาพเฉินซื่อหลินใช้ในการตัดต่อภาพล้วนเป็นอุปกรณ์ที่เรียบง่ายและดั้งเดิม เนื่องจากสมัยนั้นเทคโนโลยีในจีนยังไม่พัฒนา เป็นต้นว่า ในการตัดภาพของเหมา เฉินนำเอาใบมีดผ่าตัดของหมอมากรีดภาพ และใช้สปริงนาฬิกาเป็นตัวเก็บรายละเอียดของภาพ อุปกรณ์อื่นๆได้แก่ สีน้ำ แปรง ปากกา และสารเคมีอื่นๆที่ใช้ในการตกแต่งภาพ
       
       เฉินบอกต่อผู้สื่อข่าวว่า ในวันที่สถาปนาจีนใหม่( 1 ตุลาคม 1949) ท่านประธานเหมายุ่งมากด้วยภารกิจที่รัดตัว ครั้งที่เหมาต้องถ่ายรูปกับคณะกรรมการพรรคฯ เนื่องจากภาพที่ถ่ายออกมาไม่เหมาะที่จะใช้ในการขยายเป็นภาพใหญ่ได้ (ข้อจำกัดเทคโนโลยีสมัยนั้น) เฉินจึงได้ตัดต่อภาพของเหมาเจ๋อตงในครั้งนั้นด้วยตนเองและรูปนั้นก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการปลุกกระแส “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ปี 1966-76
       
       “ แต่บางที ภาพของเหมาที่ฉันตัดต่อออกมา มันก็ดูเหมือนของปลอมมาก” เฉินพูดถึงผลงานของตนเองในอดีต

 
 
คนงานกำลังเปลี่ยนภาพของเหมาเจ๋อตง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน
 
 
       หลังจากนั้นเฉินยังได้สร้างผลงานตัดต่อภาพของเหมาพร้อมกับคณะกรรมการพรรคฯ อีกถึง 3 ครั้งด้วยกันในปี 1959 และ ปี 1964 ซึ่งล้วนแล้วเป็นภาพที่ถูกนำมาใช้ในพิธีการต่างๆ โดยการตกแต่งครั้งที่ 4 หรือผลงานชิ้นเอกของเฉินในปี 1964 ได้นำไปใช้ในการประดับที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
       
       ปี 1998 เฉินซื่อหลินได้พบกับลีน่าหรือ หลี่เน่อ (ทายาทของเหมาเจ๋อตง) เธอกล่าวชมภาพทั้ง 4 ชุดที่เฉินได้ตัดต่อว่าฝีมือการตัดต่อของเขายอดเยี่ยมมาก เมื่อเธอมองไปยังภาพของบิดารู้สึกราวกับว่าท่านกำลังจ้องมองมายังตัวเธอ และบอกด้วยว่าบิดาของเธอพอใจในผลงานของเฉินมาก และท่านก็เลือกภาพทั้งหมดนั้นด้วยตัวเอง
       
       ทุกครั้งที่จัตุรัสเทียนอันเหมินมีการเปลี่ยนรูปของเหมาเจ๋อตง เฉินซื่อหลินมักจะแวะเวียนไปเยี่ยมชมและบันทึกภาพนั้นด้วยกล้องถ่ายภาพดิจิตอลอยู่เสมอ

 
 
ภาพเหมาเจ๋อตงตั้งเด่นเป็นสง่า ณ จัตุรัสเทียนเหมิน
 
 
       ทั้งนี้เฉินซื่อหลินเริ่มต้นทำงานตกแต่งภาพครั้งแรกในปี 1944 ให้หลัง 2 ปีต่อจากนั้นชะตาพลิกผันให้เฉินต้องไปทำงานยังสตูดิโอรูปรายใหญ่ในหนันจิง(นานกิง)
       
       ครั้งนั้นทำให้เฉินได้พบปะและรู้จักกับบุคคลดังหลายต่อหลายท่าน อาทิ จางต้าเชียน จิตรกรชื่อดังยุคสมัยนั้น และหยางเหยี่ยนซิ่ว หนึ่งในคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน
       
       ระหว่างปี 1948 -49 เฉินมีโอกาสไปร่วมงานกับต้ากวางหมิง บริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อดังในฮ่องกงและไต้หวัน ช่วงเวลานี้เองที่เฉินได้รับการฝึกฝนเทคนิคการตัดต่อและตกแต่งภาพจนเชี่ยวชาญ และได้กลับสู่แผ่นดินแม่อีกครั้งเพื่อเข้าทำงานในแผนกศิลปกรรมของสำนักข่าวซินหัวในปี 1950 และกลายเป็นบุคคลสำคัญในแผนกเป็นเวลาต่อมา
       
       ปัจจุบันเฉินวัย 78 ปี งานอดิเรกของเขาคือการสะสมเครื่องเคลือบลายครามโบราณของจีน โดยเขาให้เหตุผลว่าต้องการแสดงให้เพื่อนในฝั่งไต้หวันประจักษ์ว่าชีวิตในแผ่นดินใหญ่ของเขาไม่ได้ขัดสนอย่างที่คิด


ดูภาพและข้อความทั้งหมดที่
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9510000003768
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2008, 09:12:11 AM »

อันนี้สำหรับบางท่านไปเยือนที่นี้คงจะได้บรรยากาศ

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9510000020364
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2008, 22:18:14 PM »

อดีตประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนฮว่า กั๋ว เฟิง ได้ล่วงลับไปอย่างเงียบๆ ในขณะที่กระแสโอลิมปิคฟีเวอร์กำลังครอบงำทั่วเมืองจีน

ประธานฮว่า ขึ้นเป็นประธานพรรคในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเมื่อประธานเหมาถึงแก่อสัญกรรมไป   ด้วยประโยคอมตะที่ว่า "คุณทำงานผมไว้ใจ"

ประธานฮว่าแม้หลายคนจะดูว่าไม่มีความสามารถในการเป็นผู้นำพรรค   แต่ความเป็นคนดีไม่มีด่างพร้อยของเขา   เขาจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานั้น

แม้นในเวลาต่อมาเขาจะถูกถอดออกจากตำแหน่งประธานพรรค   แต่เขาก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างดี  ไม่มีการออกมาว่ากล่าวเขาเหมือนกับที่ผู้นำจีนคนอื่นๆ มักจะโดนหลังจากลงจากอำนาจ   อีกทั้งยังคงตำแหน่งในกรรมการกลางของพรรคต่อมาอีกถึงเกือบ ๓๐ ปี

ชีวประวัติของเขาน่าสนใจ   หากจะให้คาดเดา   ประธานฮว่าจะต้องเป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่ "ขอสงวนความคิดเห็น" ต่อการเปลี่ยนแปลงของจีนในปัจจุบัน

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9510000098817
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 สิงหาคม 2008, 22:20:57 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 23:03:20 PM »

มีการพูดกันไม่น้อยเรื่องการเคลื่อนไหวของพันธมิตรที่ผ่านมา   
หลายคนมองอย่างกังขา   หลายคนมองว่าจะไม่ชนะ
การต่อสู้และการลุกขึ้นสู้ก็เป็นเช่นนี้    ไม่มีที่ไหนที่ทำครั้งได้แล้วได้ชัยชนะหมดจดงดงาม   ในนั้นย่อมมีปัญหา มีความไม่หมดจดสวยงามดำรงอยู่มากบ้างน้อยบ้าง    แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะต้องพยายามรักษาขบวนให้สามารถต่อสู้ต่อเนื่องไปให้ได้     ดังตัวอย่างของการลุกขึ้นสู้ที่หนานชาง   ซึ่งวันแรกประสบชัยชนะอย่างงดงาม   แต่วันต่อๆ มาพ่ายแพ้อย่างยับเยิน   กองทหารจาก ๒ หมื่นคน เหลือขึ้นเขาจิ่งกังซานเพียง ๘๐๐ คน     ในช่วงนั้นคงจะมีคนจำนวนมาก(กระทั่งคนส่วนใหญ่) คิดว่าไม่น่าก่อการลุกขึ้นสู้ที่หนานชางในเช้าวันนั้นเลย   เพราะนำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในเวลาต่อมา

แต่การณ์กลับปรากฏว่าแม้จะนำทัพไปพ่ายแพ้    แต่สุดท้ายเขาก็กู้สถานการณ์กลับคืนมาจนได้  แม้กำลังจะเหลือเพียงน้อยนิด   ผู้นำ ๗ ใน ๑๐ คนของวันนั้นจึงได้รับการแต่งตั้งให้มียศจอมพล  (เพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์จีนที่มีการให้ยศจอมพล  จากนั้นไม่มีอีก)

การลุกขึ้นสู้ที่หนานชาง-พ่ายแพ้  แต่เหตุใดจึงกลายมาเป็นวันกองทัพจีน

วันกองทัพจีนคือวันที่ ๑ สิงหาคม ของทุกปี   ชาวจีนจะเรียกวันนี้ว่าวัน “ปาอี” (ปา หมายถึงเดือนแปดซึ่งก็คือเดือนสิงหาคม  อี หมายถึงวันที่หนึ่ง)   กองทัพจีนก็นิยมเรียกสั้นๆ ว่า “ปาอี”  ปัจจุบันทีมกีฬาของกองทัพก็เรียกกันว่าทีมปาอี

เรื่องราวความเป็นมามีอยู่ว่า

เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ ๑ เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. ๑๙๒๗ (พ.ศ. ๒๔๖๖)  เสียงปืนนัดแรกได้แผดดังขึ้นในเมืองหนานลาง   ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบของเช้าวันนั้น    เป็นเสียงปืนที่ประกาศว่าโจวเอินไหลซึ่งขณะนั้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการศูนย์กลางพรรคแนวหน้ากับสหายได้แก่ เฮ่อหลง เย่ถิง จูเต๋อ หลิวป๋อเฉิง ได้นำกองทหารปราบขุนศึกภาคเหนือสองหมื่นนายลุกขึ้นสู้แล้ว    เมื่อผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดหลายชั่วโมง   ในที่สุดก็สามารถยึดเมืองหนานชางได้หมดทั้งเมือง

การลุกขึ้นสู้ครั้งนี้กระทำภายใต้สภาพที่ถูกบีบบังคับ   ดังที่เหมาเจ๋อตงได้กล่าวไว้ในภายหลังว่า เป็นเพราะรัฐบาลปฏิกิริยาก๊กมินตั๋งบีบบังคับให้พรรคคอมมิวนิสต์และมวลชนที่ปฏิวัติจำต้อง “ขึ้นเขาเหลียงซาน” เพราะก่อนหน้านี้พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังต่อสู้อยู่ในเมืองหาได้มีฐานที่มั่นอยู่ในชนบทอย่างที่ทราบกันในภายหลังไม่

ทั้งนี้เพราะเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๗ เดือนเมษายน ปีเดียวกันนั้น    กลุ่มเจียงไคเช็คและวังจิงไวในพรรคก๊กมินตั๋งได้การสนับสนุนของจักรพรรดินิยมและชนชั้นนายทุนใหญ่เจ้าที่ดินใหญ่   ได้ก่อการยึดอำนาจที่เซี่ยงไฮ้และหวู่ฮั่น    เข่นฆ่าสมาชิกพรรคและมวลชนปฏิวัติอย่างมากมาย    ทำให้ดอกผลที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋งในการร่วมกันทำสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือที่เริ่มมาแต่ปี ค.ศ. ๑๙๒๔ ถูกทำลายอย่างย่อยยับ

เพื่อตอบโต้นโยบายเข่นฆ่าประชาชนของก๊กมินตั๋งกอบกู้การปฏิวัติ    ศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงมีการดำเนินการปรับปรุงองค์กรนำเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฏาคม   โดยถอดถอนเลขาธิการใหญ่ของศูนย์กลางพรรคในขณะนั้นคือเฉินตู๋ซิ่วที่ดำเนินนโยบายเอียงขวาเปิดโอกาสให้พรรคก๊กมินตั๋งฉวยโอกาสทำลายสมาชิกพรรคและเข่นฆ่าประชาชนปฏิวัติ   จากนั้นทางพรรคได้มอบหมายให้โจวเอินไหล หลี่ลี่ซาน เดินทางไปยังหนานชางเพื่อก่อการลุกขึ้นสู้

การลุกขึ้นสู้ในวันแรกประสบชัยชนะอย่างงดงาม    ทำลายฝ่ายตรงข้ามไป ๓๐๐๐ กว่าคน  ยึดปืนได้กว่า ๕๐๐๐ กระบอก   กระสุนอีกมากมาย

วันที่สอง   มีการจัดชุมนุมฉลองชัยชนะมีมวลชนเข้าร่วมหลายหมื่นคน   อีกทั้งมีนักเรียนนักศึกษาสมัครเข้าร่วมในกองทัพอีกหลายร้อยคน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 สิงหาคม 2008, 23:07:49 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 23:06:23 PM »

จากนั้นทางฝ่ายก๊กมินตั๋งได้ทำการรุกกลับ    กองทหารต้องถอยออกจากเมืองอย่างฉุกละหุก    ทำให้ไม่มีเวลาปรับปรุงกองทัพ   อีกทั้งความยากลำบากจากการเดินทางทำให้จำนวนกองทหารลดน้อยลงมาก  เมื่อไปถึงเมืองหลินชวน เหลือทหารเพียงหมื่นสามพันคนจากจำนวน ๒ หมื่นคนแต่เดิม

จากการถอยทัพได้มีการต่อสู้กับกองทัพก๊กมินตั๋งอีกหลายครั้ง    ในปลายเดือนกันยายนการยุทธที่อำเภอเห้อ หยางและผู้หนิงประสบความพ่ายแพ้   ต้นเดือนตุลาคมกองทหารต้องแตกกระจัดกระจายออกไป    ผู้นำกองทหารและกรรมการพรรคก็แตกกระจัดกระจายเช่นเดียวกัน    สุดท้ายเหลือทหารเพียง ๘๐๐ คนที่เดินทางถึงภูเขาจิ่งกังซานเข้าร่วมกับกองทัพของเหมาเจ๋อตงที่ขึ้นเขาหลังจากการก่อการลุกขึ้นสู้ในฤดูใบไม้ร่วงสำเร็จรออยู่ที่นั่น

แม้ว่ากองทหารที่เข้าร่วมในการลุกขึ้นสู้ที่เมืองหนานชางจะประสบความเสียหายอย่างยับเยิน     แต่การลุกขึ้นสู้ในวันนั้นมีความหมายทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก    เพราะเป็นเสียงปืนนัดแรกในการใช้อาวุธต่อต้านการปกครองของก๊กมินตั๋ง   เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าสงครามปฏิวัติจากกองทัพที่สร้างขึ้นและนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์นั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว     การลุกขึ้นสู้ครั้งนี้เปรียบเหมือนการจุดประกายแสงสว่างในค่ำคืนอันมืดมิดของประชาชนได้เห็นถึงคบไฟที่จะชี้นำทิศทางการปฏิวัติของประเทศจีนให้ก้าวไป

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการกำหนดวันนี้ให้เป็นวันที่ระลึกการสถาปนากองทัพแดงกรรมกรชาวนาแห่งประเทศจีน   และภายหลังได้สถาปนาขึ้นเป็น “วันกองทัพจีน”

อีกทั้งผู้นำทั้งโดยตรงและโดยอ้อมในวันนั้น ๑๐ ท่าน  มีถึง ๗ ท่านที่ได้รับการแต่งตั้งให้มียศจอมพลแห่งกองทัพจีน   ๗ ท่านนี้ได้แก่ จูเต๋อ  เฮ่อหลง  หลิงป๋อเฉิง เนี่ยหรงเจิน  เฉินอี้ หลินเปียว และเย่เจี้ยนอิง

.....................................................................................

น่าสนใจตรงที่ว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรครั้งนี้  สนธิ ลิ้มทองกุลได้ประกาศว่าการถูกจับของบรรดาเหล่าแกนนำจะเป็นสัญลักษณ์ว่า  การต่อสู้ของ "ประชาชนภิวัฒน์" ได้เกิดขึ้นแล้ว
การประกาศเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องอยู่ดีๆ ประกาศขึ้นมาแล้วจะมีคนยอมรับได้ง่ายๆ
แต่จะต้องมีการการต่อสู้เป็นพื้นฐานรองรับ
มีการต่อสู้จึงจะมีมวลชนรองรับ  มีมวลชนที่ตอบสนอง
เท่าที่ติดตามดู   มวลชนของพันธมิตรที่มีตั้งแต่กรรมกร ชาวนา ผู้ใช้แรงงาน ไปจนถึงชนชั้นกลางถึงกลางบน  ได้ขานรับๆ คำๆ นี้โดยการปฏิบัติของพวกเขาแล้ว

"ประชาชนภิวัฒน์"


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 สิงหาคม 2008, 23:17:23 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: 03 กันยายน 2008, 19:51:01 PM »

http://www.oknation.net/blog/saisoi/2008/09/02/entry-1
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2008, 21:22:28 PM »

เรื่องแปลกแต่จริง  ชะตาชีวิตของคนสองคนที่ใช้วิธีการหนีออกจากสังคมที่ตนเองไม่ปรารถนามุ่งไปแสวงหาสังคมที่ตนเองประสงค์  และประสบความสำเร็จทั้งคู่

หลายวันก่อนมีเจ้าสัวคนหนึ่งของฮ่องกงที่สร้างห้องน้ำด้วยทองคำแท้ๆ   หัวใจวายตายไปอย่างเดียวดายในบ้านของตน   ข่าวไม่ได้บอกว่าเจ้าสัวคนนี้ตายในห้องน้ำทองคำของตนเองหรือไม่   

เจ้าสัวคนนี้จากไปด้วยวัยเพียง 53 ปี   เดิมเขาไปคนจีนแผ่นดินใหญ่แล้วว่ายน้ำหนีจากแผ่นดินใหญ่ไปฮ่องกงตั้งแต่ตอนแตกเนื้อหนุ่ม  ไปสร้างเนื้อสร้างตัวในร้านทองจนกลายเป็นผู้ค้าและร่ำรวยเสียเอง

คนนี้ว่ายน้ำหนีจากแผ่นดินใหญ่ไปอยู่ฮ่องกง

มาเทียบกับอีกคนหนึ่งคือคนจีนคนแรกที่ได้เป็นรองผู้ว่าธนาคารโลก

คนนี้ตอนหนุ่มๆ กลับเป็นชาวไต้หวัน

เป็นชาวไต้หวันที่สร้างชื่อเสียงด้วยการว่ายน้ำข่ามช่องแคบไต้หวันมาแผ่นดินใหญ่เพื่อตามอุดมการณ์ของตน

ด้วยอุดมการณ์อันแน่วแน่นี้   ทางจีนกลับส่งไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของอเมริกา   กลับมาทำงานให้จีนแผ่นดินใหญ่    แล้วก็เจริญก้าวหน้าจนได้เป็นรองผู้ว่าการธนาคารโลกคนแรก (ที่เป็นคนจีน และน่าจะเป็นคนแรกของคนผิวเหลืองด้วย)

น่าแปลกไหมครับ  สองหนุ่ม  ตัดสินใจว่ายน้ำข้ามน้ำข้ามทะเล  แต่ทิศทางไปคนละทาง   แล้วก็ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่าที่คนหนึ่งจะพึงมีได้เหมือนๆ กัน
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2009, 07:25:46 AM »

เรื่องราวทางการเมืองในประเทศจีนก็สลับซับซ้อนจนเกินกว่าที่จะใช้เหตุการณ์เพียงเหตุการณ์เดียวหรือ เรื่องเรื่องๆ เดียวมาชี้ถูกชี้ผิดได้   และบางที่ก็อาจต้องรอให้เวลาคลี่คลายไปอีก 10 ปี 20 ปีหรือมากกว่านั้น   หรือเมื่อคลี่คลายออกมาแล้ว   ก็ยังอาจได้แง่มุมอีกหลายทางที่ต่างกัน

มารำลึกถึงเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้  นั่นคือ "กรณีเทียนอันเหมิน"  เริ่มจากหนังสือของอดึตนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน "จ้าวจื่อหยาง"  และอยากให้อ่านคอมเมนต์ข้างท้ายก็โต้แย้งกันมันหยดเหมือนกัน

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000058969

มีคำถามอยู่ว่าหากวันนั้นฝ่ายประชาธิปไตยในจีนชนะ  โฉมหน้าของประเทศจีนในทุกวันนี้จะเป็นอย่างไร ?
บันทึกการเข้า
จอยุพอ
Sr. Member
****
กระทู้: 577


หนักแน่นดั่งแผ่นผา...ยืนหยัด ทรนง....ผามงกั๊วะ...


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2009, 00:26:39 AM »


 ยิ้ม สวัสดีมิตรสหาย...

๒๐ ปี แล้ว กรณีเทียนอันเเหมิน ได้ผ่านกาลเวลามาสองทศวรรษ มีบทเรียนใดที่ประจักษ์ชัดบ้าง ?

ถามผู้รู้น่ะ....






 โกรธ  เศร้า  โกรธ  เศร้า
บันทึกการเข้า

ส.นิรนาม
http://comradenoname.blogspot.com
สนามรบใหม่ในไซเบอร์เสปซ...เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และหนทางการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า... ผู้คนในยุคใหม่ภายใต้จิตวิญญาณดวงเก่า
..."สหาย" นิรนามมากมายจะกรีฑาทัพ....
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2009, 06:42:10 AM »

ประชาธิปไตยแบบจีนที่อำนาจอยู่ในมือโปลิตบูโร
การจัดการกับคนหนุ่มสาวที่มีความเห็นต่างอย่างเหี้ยมโหดรุนแรง
เพื่อรักษาสถานะของตนเอง
ไม่ต่างอะไรกับผู้ปกครองทรราช
ที่กดขี่ประชาชน
แถมเอาคาถาทุนนิยมแบบตลาดมาหลอกชาวบ้านเพื่อซื้อเวลาตัวเอง !
 
สังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน
เดี๋ยวก็รู้ว่าปัญหาต่าง ๆ มันจะโผล่ออกมาให้เห็นอย่างไร?
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2010, 11:32:57 AM »

ไม่น่าเชื่อว่าละครโทรทัศน์ไทยไปเมืองจีนได้
เรื่องแรกคือ "เลือดขัตติยา"   เรื่องที่สองคือ "สงครามนางฟ้า"  ส่วนเรื่องที่สามจำไม่ได้เป็นเรื่องที่นางเอกนามว่า "แป้ง" แห่ง "บางรักซอย 9" เล่น 
ตอนนี้ได้ยินว่าละครไทยกำลังพาเหรดไปเมืองจีนกันเป็นทิวแถว   แต่มาเห็นข่าวนี้  ยังไงๆ ด้านนี้จีนเขาก็ดีกว่าเมืองไทย  ดินแดนแห่งเสรี(ภาพ)

ไทยรัฐ:"ไตรรงค์"ห่วงภาษาวิบัติ ชี้คำว่า "ชิมิ" ปัญหาระดับชาติ
Thu, 2010-11-11 00:03

“ไตรรงค์” จวกวัยรุ่นใช้ “ชิมิ” แทน “ใช่ไหม” หวั่นทำภาษาไทยวิบัติ พร้อมเรียกร้องให้ที่ประชุมบอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติเสนอให้พิจารณาชื่อหนัง “หอแต๋วแตก แหวกชิมิ” ใหม่...

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่อาคารสำนักงานสวนสัตว์ดุสิต นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติครั้งที่ 9/2553 โดยมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) รายงานการเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อตกลงความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม และการเจรจาความร่วมมือด้านภาพยนตร์ของทั้งสองประเทศ โดยทางการจีนต้องการนำเข้าภาพยนตร์ ละครไทย ขณะนี้ อยู่ระหว่างการประสานงานกับผู้ผลิตและคัดเลือกภาพยนตร์ ละครที่จะนำไปเสนอขายในจีน ขณะนี้เดียวกัน จะมีความร่วมมือระหว่างสองประเทศสร้างภาพยนตร์สองสัญชาติ เช่น ภาพยนตร์ที่มีพระเอกเป็นคนไทย นางเอกเป็นคนจีน และนำไปฉายทั้งสองประเทศ

นาย ไตรรงค์ กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครั้งที่ผ่านมาได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลจีนมีข้อระมัดระวังเกี่ยวกับ การเผยแพร่ภาพยนตร์ ละคร ใน 2 ประเด็นคือ ไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพเด็กนักเรียนทำผิดกฎหมาย หรือผิดวัฒนธรรม เช่น กอดจูบ ยืนสูบบุรี่ และไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพเพศที่สาม ตุ๊ด กระเทย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ประชาชนชาวจีน จึงขอให้ที่ประชุมบอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติมีการพิจารณาถึงความเหมาะสม และข้อระมัดระวังดังกล่าวสำหรับการเผยแพร่ภาพยนตร์ ละครทั้งในไทยและการนำไปฉายต่างประเทศด้วย นอกจากนี้โดยส่วนตัวมีความเป็นห่วงวัฒนธรรมของไทยที่มีความเสื่อมถอยมากขึ้น เห็นได้จากการใช้ภาษาผ่านเพลง ละคร ภาพยนตร์ มารยาทของวัยรุ่น โดยใช้คำที่ไม่เหมาะสม บางคำไม่ทราบว่าเป็นภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศ เช่นคำว่า “ชิมิ”

“ผมได้สอบถาม ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต ว่า รู้จักคำว่า ชิมิ หรือไม่ ท่านตอบว่า ไม่รู้จัก ผมเลยบอกไปว่าคำนี้เป็นคำที่ทันสมัยที่วัยรุ่นใช้กัน แปลว่า "ใช่ไหม" เกรงว่าต่อไปภาษาไทยจะเสื่อมและวิบัติ หากไม่มีการช่วยกันรักษา ดังนั้น อยากให้บอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติ ช่วยกันดูแลภาษาในละคร ภาพยนตร์ที่ปรากฎต่อสายตาประชาชน ไม่ให้ภาษาเสื่อมและต้องรู้ว่าอะไรควรใช้หรือไม่ควรใช้” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้มีการยกประเด็นการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมผ่านภาพยนตร์ มาหารือกันอย่างกว้างขวาง โดยมีการยกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง "หอแต๋วแตก แหกชิมิ" ได้มาของตรวจพิจารณาจากบอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติ แต่ไม่ผ่านการพิจารณา และให้ทางผู้สร้างกลับไปพิจารณาแก้ไขชื่อภาพยนตร์ดังกล่าวจากนั้นผู้สร้าง ได้แก้ไขมาเป็น "หอแต๋วแตก แหวกชิมิ" แต่ทางบอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติก็ยังเห็นว่า ไม่เหมาะสมอยู่ดี ทางนายไตรรงค์ จึงของให้ที่ประชุมมีการตรวจสอบชื่อภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว และยืนยันว่าไม่ควรใช้คำว่า "ชิมิ" ในภาพยนตร์ ละครไทยเลย เพราะอาจจะทำให้ภาษาไทยวิบัติ

 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 28 พฤศจิกายน 2010, 08:02:47 AM »

ฮวงหัว (น่าจะเขียนทำนองนี้) เป็นนักการทูตคนแรกของจีนเมื่อครั้งที่จีนเริ่มแง้มประตูเปิดออกสู่โลกภายนอก

เวลานั้นถ้าใครติดตามข่าวของจีนก็จะพบชื่อนี้บ่อย

บัดนี้เขาได้จากไปแล้วด้วยวัยถึง 96 ปี  มีการรวบรวมประวัติไว้ที่ http://www.manager.co.th/china/ViewNews.aspx?NewsID=9530000166894

  “ตลอดเรื่องราว ที่เขียนขึ้นจากความทรงจำของท่าน เรามองเห็นได้ว่า นักการทูตอาวุโสผู้นี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในการสร้างมิตร และอะลุ้มอล่วยกับผู้คน ที่มีความเชื่อและภูมิหลัง ที่แตกต่างกัน” หลิน อู๋ซุน อดีตประธานของไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล พับลิชชิ่งกรุ๊ป สรุปคุณลักษณะของรัฐบุรุษแดนมังกร ผู้สร้างคุณูปการแก่จีน ที่เพิ่งวายชนม์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 พฤศจิกายน 2010, 08:04:54 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 28 พฤศจิกายน 2010, 08:08:51 AM »

ลูกชายของเหมาเจ๋อตุงที่มีนามว่า "เหมาอ้านอิง" ได้เสียสละไปในสงครามเกาหลี

เมื่อเร็วๆ นี้ทางเปียงยางได้จัดพิธีรำลึกขึ้น http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000167333

เมื่อเร็วๆ นี้ทางจีนก็ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง "เหมาอ้านอิง" ขึ้น 

การเสียสละของเขาจึงทำให้กลายเป็นตำนานในทางที่ดี   เพราะหากอยู่ต่อจนถึงทุกวันนี้อาจถูกค่อนแคะก็ได้ว่า "เป็นลูกผู้นำ"
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!